โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iSharp

แสดงว่ายังอ่านไม่เจอคำ ขอขมา ของหนังสือพิมพ์  :42:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

แอ๊ะ

#766
อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 22 ก.พ. 2007, 11:10 น.

เรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง??   :46:

ไม่ได้ติดใจเรื่องคำขอขมา (แต่ถ้ามีมาให้ดูก็ดีมาก)
[ว่างให้เช่า]

Ah!

#767
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้

เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ

        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 22 ก.พ. 2007, 11:42 น.
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้

เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ



เท่ อีกแล้ว  :12:


ชาร์ป
ผมว่าดีแล้วครับ ลูกสาวผมดูแล้วชอบ เขาว่า สนุก
(ลูกผมเรียน ร.ร. คริสต์ ขอบคุณพระเจ้า และ อาเมนทุกวัน
แต่ผมไม่สน  :22:)
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

แอ๊ะ

อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 22 ก.พ. 2007, 11:42 น.
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้

เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ


ถูกครับพี่  :46:
[ว่างให้เช่า]

iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

#771
อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 22 ก.พ. 2007, 11:42 น.
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้

เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ


ถูกต้องครับ

////////

จริงๆกระทู้นี้ผมตั้งมาชวนคนมา สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า เท่านั้นเอง
พยายามเงียบๆ แล้วหน่าาาา  :08:


อ้างอิงชาร์ป
ผมว่าดีแล้วครับ ลูกสาวผมดูแล้วชอบ เขาว่า สนุก
(ลูกผมเรียน ร.ร. คริสต์ ขอบคุณพระเจ้า และ อาเมนทุกวัน
แต่ผมไม่สน  ยิ้มน่ารัก)

ขอบคุณมากครับ  :25: :25: :25:
(ดิกชินนารีของคริสต์ เค้าก็ดูด้วยแหละครับ  :42:
สอบธรรมะทางก้าวหน้าได้ที่ 3 ด้วยของต่างประเทศนะ ภาษา eng)
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ยุนเอ

#772
ถาม - ทำบุญควรหวังผลหรือไม่
ตอบ

การ ทำความดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา ทำแล้วก็เกิดบุญ ผู้ที่ทำความดีแล้ว ก็หวังจะได้บุญ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำโดยรู้วัตถุประสงค์รู้เป้าหมายจากนั้นก็พยายาม สร้างบุญที่ประณีตขึ้นตามลำดับตั้งแต่บุญจากการให้ทาน ต่อมาเป็นบุญจากการรักษาศีล และบุญจากการเจริญสมาธิภาวนา จากบุญระดับโลกียะ เป็นบุญระดับโลกุตตระ จนกระทั่งหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำบุญแล้วหวังบุญก็เหมือนนักเรียนเรียนหนังสือแล้วหวังจะได้ความรู้ ซึ่งยอมได้ผล แห่งการศึกษาดีกว่าผู้ที่เรียนโดยไม่หวังความรู้


ถาม - ทำบุญมากได้บุญมากจริงหรือ
ตอบ

การทำทานให้ได้บุญมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ามีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. วัตถุบริสุทธิ์ คือสิ่งที่ทำให้ทานมาด้วยความสุจริตถูกต้อง
2. เจตนาบริสุทธิ์ คือ มีความเลื่อมใสศรัทธาให้เพื่อหวังบุญจริงๆ ไม่ได้หวังผล ตอบแทนหรือไม่มีเจตนาแอบแฝงหวังประโยชน์ และเมื่อให้แล้วก็ไม่นึกเสียดายภายหลัง
3. บุคคลบริสุทธิ์ คือ ผู้รับเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์มีคุณธรรม ยิ่งมีคุณธรรมมากเท่าใด บุญก็ ยิ่งได้มากไปตามส่วน เช่นทำบุญกับ พระพุทธเจ้า ก็ได้บุญมากกว่าทำบุญกับบุคคลทั่วไป และยิ่งผู้ให้มีศีลบริสุทธิ์แล้วด้วยบุญก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก

ถ้า เงื่อนไขอย่างอื่น เช่น วัตถุเจตนา และบุคคลผู้ให้-ผู้รับ มีความบริสุทธิ์เท่ากันแล้ว แน่นอนว่าผู้ที่ให้ทานเป็นจำนวนมากกว่าก็ย่อมได้รับผลมากกว่าเหมือนคนทำนา 100 ไร่ ย่อมได้ผลมากกว่าคนทำนา 1 ไร่ แต่หากผู้ที่ ให้ทานด้วยทรัพย์แม้เป็นจำนวนน้อยกว่า แต่มีความตั้งใจมีความเลื่อมใสศรัทธาเต็มเปี่ยม และได้ให้ทานกับคนที่มีคุณธรรมสูง ศรัทธาเต็มเปี่ยม ก็อาจได้บุญมากยิ่งกว่าผู้ทำด้วยทรัพย์มากยิ่งกว่าเป็นร้อย ๆ เท่าก็ได้ ดังตัวอย่างของมหาทุคตะ ในครั้งพุทธกาลถวายข้าวเพียงมื้อเดียวแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทำด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาเต็มที่ก็ได้อานิสงส์ผลบุญทันตาเห็นกลายเป็นมหาเศรษฐีประจำเมือง


ตีความแล้วทะแม่งๆ แปลกๆ อีกแล้ว

ชาร์ปขยายความให้หน่อยได้มั้ยครับ  :08:

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

#773
พี่ตีความว่าไงละครับ  :08:

เดี๋ยวมาตอบเย็นๆ ไปทำงานก่อนนะครับ    :05:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ยุนเอ



ถ้าตีความว่า

ทำบุญคือการปฎิบัติธรรม (นั่งสมาธิ วิปัสสนานะ) โอเคนะครับ

แต่ถ้าหมายถึงการให้ทาน บริจาคอะไรต่างๆ เนี้ย ไม่ใช่แล้วนะ

ในความหมายของการเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ นะครับ คงไม่มีใครเอาเงินไปเอาความรู้มาหรอกนะ

แต่พูดครอบๆ แบบนี้ จะทำให้ตีความได้เยอะดีนะครับ  :42:


ส่วนประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากจริงหรือ?

ไม่น่าจะตอบในเชิงที่ว่าจริง พร้อมเอาพระไตรปิฎกมายันเลยนะครับ

ควรจะ/น่าจะ/สมควรจะ อธิบายว่าทำบุญมาก บุญน้อยไม่ต่างกันหรอกขอแค่มีใจบริสุทธิ์

ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

การมายืนยันแบบนี้ เหมือนกับกระตุ้นให้คนที่ "บ้าบุญ" บ้าเข้าไปอีกนะครับ  :46:

อ๊ากกกก ยังงี้ รอทำบุญกับพระพุทธเจ้า 10 บาทก็ได้บุญกว่าให้ขอทานข้างถนนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วซิ  :07:

รอทำบุญกับพระสังฆราชแล้วกันได้บุญเยอะกว่า ซื้อดอกไม้จากคนตาบอดอะไรก็ไม่รู้  :07:

ทำบุญวัดใหญ่ๆ ดีกว่า วัดเล็กทำบุญด้วยแล้วได้บุญน้อย อ๊ากกกกกซ์  :07:

:42: ไม่ได้ช่วยให้คนดี/คนอยากทำดี/คนดีที่โลกรอ(หมอโฮจุน) อยากทำบุญขึ้นมาเล๊ย จริงๆนะ

นอกจาก บุญแหม่น (บุญ Man)  {หมีโหด} เอ้า ฮากันไป
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

เดอะบุ๋ม


ซือเน...

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 22 ก.พ. 2007, 13:04 น.

จริงๆกระทู้นี้ผมตั้งมาชวนคนมา สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า เท่านั้นเอง


http://f0nt.com/forum/index.php?topic=8069.195

ก็ว่า กระจู๋นี้ก็มีนี่  :42:
i'll walk until i find u.

อู๋

เอมันพูดแทงใจดำดีวะ  :30: :30:

ตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพเห็นสังคมในวัดแล้วปลงเลยครับ :01: วัดเดี๋ยวนี้กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว ข่าวทุกวันนี้ก็เห็นๆกันบ่อย ฆ่านู่นฆ่านี้แย่งชิงอำนาจในวัด บ้างก็คนขายของในวัดประท้วง พระไม่พอใจกันก็ฆ่ากันทิ้ง
บางวัดถ้าจะมานิมนต์ ถ้าไม่มีรถเบนซ์ก็ไม่รับนิมนต์ ในวัดต้องมีทีวี คอม อินเตอร์เน็ต
เพื่อนพี่ชายไปบวชวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนสึกมีพระองค์หนึ่งมากระซิบว่า "ออกทำไมเงินดีจะตาย" จำเริญพร :46:

ซือเน...



อ้างอิง
ท่านพุทธทาสภิกขุประสบกับตนเองว่าศีลาจารวัตรของพระเณรเมืองกรุงนั้นออกนอกลู่นอกทางยิ่งกว่าพระเณรบ้านนอก ที่อยู่กันตามประสาคนไม่มีความรู้เสียอีก ท่านพุทธทาสภิกขุได้เล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า

แต่พอไปเจอจริงๆ มันรู้ว่ามหาเปรียญมันไม่มีความหมายอะไรนัก มันก็เริ่มเบื่อ อยากสึก รู้สึกว่าเรียนที่กรุงเทพฯ มันไม่มีอะไรเป็นสาระ เรียนที่กรุงเทพฯ มันอยากจะสึกอยู่บ่อยๆ พระเณรไม่ค่อยมีวินัย มันผิดกับบ้านนอก มันก็เป็นมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เรื่องสตางค์เรื่องผู้หญิง...
มันเคร่งกว่ามาก ไม่ใช่เฉพาะที่พุมเรียงหรอก ตลอดปักษ์ใต้แหละ เคร่งกว่าที่กรุงเทพฯ มาก เรื่องเกี่ยวกับการกินการฉันก็สรวลเสเฮฮาเหมือนกับคนเมา ฮาฮาตลอดเวลาฉัน ลักษณะนั้นเราเรียนไปตั้งแต่โรงเรียนนักธรรมว่ามันใช้ไม่ได้นี่ อย่างมาต่อยไข่สดต้มไข่หวานหรือทอดประเคนกันเดี๋ยวนั้นเลย มันผิดวินัย แต่เขาทำกันเป็นธรรมดา เรียกว่ามันไม่มีอะไรที่น่าเลื่อมใสเลย ผิดกับวัดที่บ้านนอก เราก็ต้องเป็นพระที่จับสตางค์ ใช้สตางค์เหมือนเขาไปหมด ตามธรรมดาพระที่พุมเรียง สมัยผมบวชเขาไม่จับเงินจับทองกัน มีผู้ช่วยเก็บให้ แล้วมันค่อยๆ เปลี่ยน ไม่จับแต่ต่อหน้าคน ในกรุงเทพฯ มันเป็นโรคร้ายระบาดทั่วกรุงเทพฯ อยู่หัวเมืองมันยังมีอิทธิพลในทางเคร่งครัดแบบเก่าอยู่


...
i'll walk until i find u.

ยุนเอ


พระ เป็น บุคลากร ประจำวัดนะครับ  :27:

ไปอ่านเจอมา
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines