โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ยุนเอ


เยี่ยมๆ +1

:12:  ตรงประเด็น








เป็นครั้งแรก  :43:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

เดี๋ยวก็จะมีคน ยิงคำถามต่อครับ

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

TangMo

#872
เออ  .........  งั้น ตู ผิดเอง  :05:


อ้างอิงคงมีที่นี้ที่เดียว ที่เอคุยเรื่องนี้ อย่างสบายใจ   

ผมก็สนุกมาก เช่นกันครับ  :33:



เต่ามาก

#873
เหอๆ

ผมคิดอะไรอย่างนึง (แค่คิดน้า  :16:)


ลึกๆ แล้วเราก็คงคิดเหมือนกันนั่นแหละครับ
ไม่ว่าจะสายธรรมกาย สันติอโศก ธรรมยุทธ มหานิกาย มหายาน เถรวาท สายutp สาย fiber-optic ฯลฯ
มันก็น่าจะมีเป้าหมาย แล้วก็ความเข้าใจในอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน

แต่ว่าการถ่ายทอดความเข้าใจนั้นออกมาคงจะทำได้ไม่เหมือนกัน กระมัง
คนนึงเข้าใจอย่างนึง พูดอย่างนึง คนนึงเข้าใจอย่างเดียวกัน แต่พูดอีกอย่างนึง

บางทีจนคิดว่า ต่างฝ่ายต่างเข้าใจคนละอย่าง ต่างฝ่ายต่างมีทิษฐิ
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วปัญหาคือการสื่อสารต่างหาก...

...

...

ผมว่าที่พูดๆ กันมา ปัญหาอย่างนึงที่ผมก็เข้าใจหยั่งงั้น
คือวิธีการของธรรมกาย ทำให้คนบางกลุ่มงมงาย
ทั้งๆ ที่ธรรมกายก็ไม่ได้หวังเช่นนั้น (ให้ตายเหอะ ผมเชื่อว่าคนในธรรมกายทุกคนก็บริสุทธิ์ใจ)

แต่...  สารที่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้รับนั้น อาจถูกตีความผิดพลาด
ส่งผลให้เกิด ความเชื่อ และแง่มุมที่ไม่ดีต่อวัดพระธรรมกาย

ดังนั้น ผมว่าหน้าที่ของวัดพระธรรมกายอย่างนึงเลย...
คือการกำจัด ความเห็นผิด ให้หมดไปจริงๆ ครับ
เพราะการที่คนออกมา anti ธรรมกาย ก็เพราะคนที่ไปวัดนี่แหละ ออกไปพูดอะไรที่
็สื่อความได้ไม่ตรงกับที่ต้องการจะสื่อสาร

(ผมพูดจริงๆ ว่าไม่มีทางที่จะไม่หลงเหลือความงมงาย 100% หรอกครับ
มันก็เหมือนกับการสื่อสาร สอนหนังสือ ถ้าสอนได้ 100% ก็คงเก่งเท่ากันหมด
มันอยู่ที่ผู้ให้ ผู้รับ แล้วก็อีกหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดความงมงายตกค้าง)

...


:02:

แฮ่ม

ดังจะเห็นได้ว่า ปัญหานั้นน่าจะเป็น "การสื่อสาร" ที่ผิดพลาด มี noise และ distort
ไม่ได้เป็นความเห็นผิดของใคร แต่อย่างใด

เพราะ ... ภาษา ... เป็นแค่สื่อกลาง...
เราคงจะสื่อสารกันผ่านจิตใจโดยตรงก็คงไม่ได้

ดังนั้นผมว่า การใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกัน พูดกันแต่ในเรื่องสบายๆ และนุ่มๆ นิ่มๆ ดีกว่าครับ
การจะถกอะไร เคี้ยวอะไรเหนียวๆ แข็งๆ เอาไว้เวลาว่างๆ ที่สามารถจะสื่อสารกันได้
เข้าใจ มากกว่าตัวอักษรบนเว็บจะเหมาะสมเป็นที่สุด


.....



แค่คิดน้ะ  :16:

TangMo

อ้างอิงแต่...  สารที่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้รับนั้น อาจถูกตีความผิดพลาด
ส่งผลให้เกิด ความเชื่อ และแง่มุมที่ไม่ดีต่อวัดพระธรรมกาย

:46:   โดน ครับ    :25:   + + + + + + +   :45:

           ไอ้สารที่ทำให้พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้รับ ผมว่า มันไม่บางกลุ่มครับ มันทั้งประเทศ

           และถามว่า สารที่ผิดนั้นเกิดตอนไหน  ???

           เกิดตอน ปี 41 - 42  ที่ บรรดาหนังสือพิมพ์ เสนอสารผิดๆ ขึ้น หน้า 1 ตัวบักใหญ่  ตลอด 2 ปี ไง ครับ

           ถ้าใครได้มาสัมผัสจริง จะเห็นว่า ข่าวที่ออกไป เกินจริงโคตรๆ

           แล้วพอเขียนขอโทษนะ  กรอบนิดเดียว  ออกไม่กี่วัน แทบไม่มีใครมองเห็นเลยครับ

          ออกขอขมาทางโทรทัศน์ ก็ไม่ยอมออก   :05:


ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

จักรี

อ้างคำพูดจาก: TangMo เมื่อ 24 ก.พ. 2007, 18:20 น.

ปฎิบัติสมถะอย่างเดียวมันไม่มีทางถึงนิพพานได้
แต่ถ้าใครบอกว่าได้ก็แสดงว่า บิดเบือน....



ที่บอกว่านั่งสมาธิแล้วอารมณ์จับแต่สิ่งเดียว มันไม่มีปัจจัยที่ทำให้ หลุดพ้น ละทิ้งได้  มีแต่จะยึดติด
แต่ถ้าบอกว่าปฏิบัติแล้ว สามารถได้ฌาณสมบัติ ได้อภิญญา ก็ว่าไปอย่าง....

^
^
^
2 ประโยค นี้ ดูขัดๆ ยังไงไม่รู้ครับ  :42:

ขัด อย่างไรครับ ? 

     
 
อ้างอิง
ตามความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องของสมถะกับปัสสนานะครับ

ผมว่า ต้องผ่าน สมถะ ก่อนแล้วจึงจะถึง วิปัสสนา
เหมือนเราขึ้นตึกสูงน่ะครับ คือต้องผ่านชั้น 1 ชั้น 2 ก่อนถึงจะถึงชั้นที่สูงๆขึ้นไปครับ (ส่วนใครจะขึ้นเร็วขึ้นช้า จะเดิน หรือขึ้นลิฟท์ จะนั่งเครื่องบินอะไรก็แล้วแต่ จะต้องผ่านระดับชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นชั้นๆ ไปครับ)

อยู่ชั้น1 แล้วโดดไปชั้น 10 โดยไม่ผ่านระดับของชั้น 1 ,2, 3 ไปไม่ได้ครับ
   
เพราะว่า สมถะ แปลว่า สงบ
             วิปัสสนา แยกมาจากคำว่า 
                                                 วิ        แปลว่า วิเศษ, แจ้ง, ต่าง
                                                 ปัสสนา แปลว่า การเห็น
             เพราะฉะนั้น วิปัสสนา แปลว่า การเห็นแจ้ง


ซึ่งก่อนที่เราจะไปถึงวิปัสสนา ก็ต้องผ่าน สมถะก่อนครับ
คือใจของเราจะต้อง สงบก่อน แล้ว จึงจะเห็นแจ้ง ครับ

ซึ่งการที่ใจของเราสงบ ที่จักรี พูดบ่อยๆ น่ะครับ ผมว่ามันเป็น สมถะ ครับ
แต่ถ้าใจเราสงบ มากๆเข้า ก็จะไปถึงวิปัสสนาเองครับ  :33:

    .......สมถะสมาธิ เป็นฐาน ก็จริงครับ  ดังนั้นจะผิดจะถูกก็อยู่ที่ฐานนี่ละครับ

     อะถามหน่อยครับ   อวิชชา  ศาสตร์มืด มนต์ดำต่างๆ ฯลฯ   ถือว่า มีพื้นฐานจากสมาธิมั้ยครับ...?
     
     ส่วนในความคิดของผม   มันคือใช่ครับ  เผลอๆศาสตร์พวกนี้อาจมีผู้ฝึกถึงระดับได้ฌาณเลยก็ได้

        เห็นมั้ยครับว่ามันก็เป็นสมาธิเหมือนกัน  แล้วจะบอกว่า ปฏิบัติสมถะจนสงบมากๆจะถึงวิปัสสนาเองได้อย่างไร ครับ
ถ้าไม่มีแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง  ถ้าผิดทางก็อาจกลายเป็นอวิชาได้ง่ายๆ

  ถ้ายกสมัยก่อนพุทธกาล  พวกฤษี ชีไพร  ปฏิบัติสมถะมาก่อน ทั้งนั้นแหละครับ
ที่เห็นว่าแสดงอิทธิฤทธิ อะไรทั้งหลายแหล่นั่นอะ
เจ้าชายสิทธัตถะเองก็ยังไปฝึกตามสำนัก พวกนี้เลย และด้วยสติปัญญาอย่างท่าน
น่าจะฝึกจนได้ฌาณ รูปฌาณ อรูปฌาณ และท่านเล็งเห็นว่า การปฏิบัติแบบนี้
มันไม่มีทางดับทุกข์ได้จริง และท่านก็มาค้นพบอริยสัจสี่ ในเวลาต่อมา... 
ดังนั้นรูปแบบ สมาธิที่คุณแตงโม ยกมา มันมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้า
ได้ค้นพบทางแห่งการดับทุกข์จริงๆ......

อ้างอิง
และที่จักรีบอกว่า

จักรีลองนึกดูดีๆ นะครับ
สมาธิทุกแบบ เค้าเรื่มต้นก็ต้องมีสิ่งที่ยึดของใจก่อนทั้งนั้นแหละครับ
ตัวอย่างเช่น   - แบบอานาปนสติ ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับลมหายใจ
                     - แบบอสุภะก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณาซากศพ ว่าไม่งาม
                     - แบบสติปัฏฐาน ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม
                     - แบบยุบหนอพองหนอ ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับท้อง กับ การก้าวเดิน กับ ลมหายใจ
                     - แบบอาโลกสิณ (นึกถึงแสงสว่าง) ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณากับดวงสว่าง
                     - แบบพุทธานุสติ (นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับ
                        พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป เป็นอารมณ์ครับ
                     - ฯลฯ

.....อะ ผมนึกตามแล้วครับ   ถ้าใช้การยึด  และจะละทิ้งปล่อยวางได้ไงครับ...
     และอีกอย่างครับ    การพิจารณา คือการยึดเหรอครับ   ...   
    อะ ถามต่อ  แล้ว การปฏิบัติ แบบอาโลกสิณ แบบที่เอาจิตไปเพ่งอยุ่กับมัน
    แล้วสร้างมโนภาพนี่น่ะนะ  แบบนี้เรียกว่าการพิจารณาด้วยเหรอครับ ?
    ในความหมาย ที่ผมเข้าใจ และเชื่อว่าคนทั่วไปน่าจะเข้าใจ  คำว่าพิจารณากับคำว่ายึด มันต่างกันนะครับ
    และอีกอย่างครับ  อย่าเอา สติปัฏฐาน ไปปนกับสมถะครับ   เพราะ สติปัฏฐานเป็นแนวปฏิบัติที่ให้เน้นการพิจารณา ใช้กาย อบรมสติ
    ไม่ใช่การยึด   คืออย่างที่คุณแตงโมบอก คือการพิจารณา ให้เห็นถึง กาย เวทนา จิต และ ธรรม
    พิจารณา ให้เห็นถึงพระไตรลักษณ์  การเกิด ตั้งอยุ่ ดับไป.. 

ถ้านั่งแล้วสบายคือสมถะ มันบำรุงกิเลส
ถ้านั่งแล้วลำบากคือกรรมฐาน ประกอบด้วยสมถะ + วิปัสนา   ที่บอกว่าลำบาก
เพราะมันต้องใช้สติพิจารณาอยุ่ตลอดเวลา  ไม่ใช่แค่ สงบอยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ...
   

อ้างอิง   

ซึ่งสมาธิทุกแบบก็ต้องมีสิ่งยึดเกาะของใจก่อนครับ
เพราะใจของเราเปรียบเหมือนลิง คือ ลิงมันไม่หยุดนิ่ง ชอบวิ่งส่ายไปมา
ต้องหาหลักยึดเกาะของใจก่อนครับ
(โดยสรุปแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นหลักยึดเกาะของใจก็ได้ครับ ที่เรานึกแล้วใจสบาย มีความสุข นึกแล้วไม่ก่อให้เกิดจิตที่เป็นอกุศลครับ)
(เพราะฉะนั้นการทำสมาธิ เป็นสิ่งที่ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ทำใจของเราให้หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างเบา สบายครับ)

เมื่อใจของเราสงบมั่นคงดีแล้ว ก็ค่อยๆ ปล่อย สิ่งที่เราใช้เป็นที่เกาะของใจ
เหมือนเราพายเรือ (คือนิมิตที่เราเอาใว้ให้ใจยึดเกาะ) เมื่อเราพายเรือไปถึงฝั่งแล้ว เราก็ทิ้งเรือไว้ที่ชายหาด ไม่ต้องไปแบกเรือขึ้นไปบนฝั่ง ครับ
ถ้าทิ้งเรือได้ง่ายๆก็ดีซิครับ   กลัวแต่ จะยึดติดว่า เรือเป็นของเรา นั่งแล้วสบาย  ซึ่งตรงข้ามกับฝั่งที่มีแต่อุปสรรค์ ขรุขระ เดินยากสิ้นดี... 
แล้วทีนี้จะไม่อยากทิ้งเรือ.....   (จะมีความคิดว่า อยุ่บนเรือดีกว่า ทำไมต้องลงไปเดินลำบาก)
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iannnnn

อุ๊ย พี่เก้อกะเณรธีมาแล้ว :25:
ตูอยู่เฉยๆ รออ่านโพสต์เด็ดๆ ดีกว่า
(เฮ้ย ตูคาดหวังนะ)

ส่วนเรื่องที่เราถามซ้ำและตอบซ้ำกันมาตั้งหลายๆ หน้านี่
เคยไปคุยนอกรอบกะเก้อว่ามันก็เหมือนกับพายเรือวนอยู่ในอ่างยังไงก็ไม่รู้
เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าหัวมันยังไม่โล่งขึ้นเลย (หรือตูหัวทึบไปเอง)

ดังนั้นรอโพสต์ที่จุดประกายต่อไปเลยครับ ใครมีประเด็นอะไรสนุกๆ มาคุยกันก็เชิญโลด

tmd

...

ยุนเอ



อ้างคำพูดจาก: tmd เมื่อ 25 ก.พ. 2007, 00:30 น.
ฮ้าดดดดดดดดดดดดด  ชิ้ว!!!

:07:




กระจ่างแจ้งเลยทีเดียว  :25:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

#880
 :30:

รู้สึกเคยเห็นชื่อ tmd ใน wikipedia อ่ะครับ  :09: ไม่รู้ว่าคนเดียวกันรึป่าว

/////

ผมนำเอาวิธีปฏิบัติธรรมของที่ จักรีบอก นำไปปฏิบัติอ่ะครับ
เป้นอะไรที่ดีมากๆๆ เลย รู้สึกดีมากกๆ ครับ ใจสงบนิ่ง ดีมากครับ
ได้อารมณ์สบาย เลยครับ ขอบคุณมากๆๆครับ






แต่ผมวางใจที่ศูนย์กลางกายอ่ะครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

   :22: อยากทำถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติมั้ยครับ   
           ถ้ามีโอกาสสักวันชาร์ปคงได้ ปฏิบัติอย่างถูกต้องครับ
           ถ้าถึงวันนั้น ผมก็จะอนุโมทนา ด้วยว่าชาร์ป มาถูกทางแล้ว

          แต่ปฏิบัติแบบนี้ทางที่ถูก มันไม่ได้ทำให้รู้สึกสบาย นะ  :09:
         
          อะ อะ ลองก่อน ก็ได้ครับ คือ ถ้า วันไหน ชาร์ป
          เห็นว่าทางนี้มันดีจริงจะติดต่อผมแล้วมาฝึกให้ถูกต้องก็ยังไม่สาย
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

นายโอ้เอ้

Today you , Tomorrow me.

iSharp

อ้อ ขอบคุณครับ

/////

ผมว่า จักรี อธิบายที่จักรีเข้าใจมาเลยดีกว่าครับ
จะได้มีความเข้าใจ ที่ตรง กัน

วิธีปฏิบัติสมาธิ และ ข้อแนะนำต่างๆในการปฏิบัติอ่ะครับ อ่ะครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

ยินดีครับ 

วิธีปฏิบัติกรรมฐานเืบื้องต้น

การเดินจงกรม
ก่อนเดินให้ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับข้อมือซ้าย วางไว้ตรงกระเบนเหน็บ ยืนตัวตรง เงยหน้า
หลับตา ให้ทำความรู้สึกโดย จิต สติ รู้อยู่ตั้งแต่กลางกระหม่อมแล้วกำหนด ยืนหนอ  ๕  ครั้ง
เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงปลายเท้า   เบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา  ยืนหนอ ๕ ครั้ง
แล้ว  หลับตา  ตั้งตรง  ๆ   เอาจิตปักไว้ที่กระหม่อม  เอาสติตามดังนี้  ยืน........(ถึงสะดือ)
หนอ.....(ถึงปลายเท้า)  หลับตาอย่าลืมตา  นึกมะโนภาพ  เอาจิตมอง  ไม่ใช่มองเห็นด้วยสายตา
ยืน......(จากปลายเท้าถึงสะดือ  หยุด) แล้วก็หนอ.......ถึงปลายผม  คนละครึ่ง  พอทำได้แล้ว   
ภาวนา ยืน....หนอ  จากปลายผม ถึงปลายเท้า ได้ทันที  ไม่ต้องไปหยุดที่สะดือ แล้ว 
คล่องแคล่วว่องไว  ถูกต้อง เป็นธรรม 

ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกายอย่าให้ออกไปนอกกาย เสร็จแล้วลืมตาขึ้น ก้มหน้า
ทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ ๔ ศอก สติจับอยู่ที่เท้า การเดิน กำหนดว่า
ขวา ย่าง หนอ กำหนดในใจคำว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ ๒ นิ้ว
เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อม คำว่า ย่าง ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าให้ช้าที่สุด เท้ายังไม่เหยียบพื้น
คำว่า หนอ เท้าเหยียบพื้นเต็มฝ่าเท้า อย่าให้ส้นเท้าหลังเปิด เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน
กำหนดคำว่า ซ้าย ย่าง หนอ คงปฏิบัติเช่นเดียวกับ ขวา ย่าง หนอ
ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ ๑ คืบ เป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น
เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้เดินแล้ว พยายามใช้เท้าขวาเป็นหลักคือ ขวา ย่าง หนอ แล้วตามด้วย
เท้าซ้าย ย่าง หนอ จะประกบกันพอดี แล้วกำหนดว่า หยุดหนอ จากนั้นเงยหน้า
หลับตากำหนด ยืน หนอ ช้า ๆ อีก ๕ ครั้ง เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้ว ลืมตา ก้มหน้า ท่ากลับ
การกลับกำหนดว่า กลับหนอ ๔ ครั้ง คำว่ากลับหนอ

ครั้งที่หนึ่ง ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา ๙๐ องศา
ครั้งที่ ๒ ลากเท้าซ้ายมาติดกับเท้าขวา
ครั้งที่ ๓ ทำเหมือนครั้งที่ ๑
ครั้งที่ ๔ ทำเหมือนครั้งที่ ๒
หากฝึกจนชำนาญแล้วเราสามารถกำหนดให้ละเอียดขึ้น โดยการหมุนตัวจาก ๙๐ องศา
เป็น ๔๕ องศา จะเป็นการกลับหนอทั้งหมด ๘ ครั้ง

เมื่ออยู่ในท่ากลับหลังแล้วต่อไปกำหนด ยืน หนอ ช้า ๆ อีก ๕ ครั้ง ลืมตา ก้มหน้า
แล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการ

การนั่ง

กระทำต่อจากการเดินจงกรม อย่าให้ขาดตอนลงเมื่อเดินจงกรมถึงที่จะนั่ง
ให้กำหนด ยืน หนอ อีก ๕ ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า
ปล่อยมือหนอ ๆ ๆ ๆ ๆ ช้า ๆ จนกว่าจะลงสุดเวลานั่งค่อย ๆ ย่อตัวลงพร้อมกับกำหนดตามการการที่ทำไปจริง ๆ
เช่น ย่อตัวหนอ ๆ ๆ ๆ เท้าพื้นหนอ ๆ ๆ คุกเข่าหนอ ๆ ๆ นั่งหนอ ๆ ๆ เป็นต้น

วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ
เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พอง หนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึก
ตามความเป็นจริงว่าท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน
ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทน
เป็นการสร้างขันติบารมี ไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว

ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาความเจ็บ ปวด เมื่อย คัน ๆ เกิดขึ้นให้หยุดเดิน
หรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า
ปวดหนอ ๆ ๆ เจ็บหนอ ๆ ๆ คันหนอ ๆ ๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อย ๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป
เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป

จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สินหรือคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นา ๆ
ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด
แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอ ๆ ๆ ๆ เสียใจหนอ ๆ ๆ ๆ โกรธหนอ ๆ ๆ ๆ เป็นต้น

เวลานอน

เวลานอนค่อย ๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอ ๆ ๆ ๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย
ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้วให้เอาสติมาจับที่ท้อง
แล้วกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อย ๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่า จะหลับไป ตอนพอง หรือตอนยุบ

อิริยาบถต่าง ๆ การเดินไปในที่ต่าง ๆ การเข้าห้องน้ำ การเข้าห้องส้วม การรับประทานอาหาร
และการกระทำกิจการงานทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
คือ มีสติ สัมปชัญญะ เป็นปัจจุบัน อยู่ตลอดเวลา

สรุปการกำหนดต่าง ๆ

๑. ตาเห็นรูป จะหลับตาหรือลืมตาก็แล้วแต่ ให้ตั้งสติไว้ที่ตา กำหนดว่า เห็นหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ
จนกว่าจะรู้สึกว่าเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้ ถ้าหลับตาอยู่
ก็กำหนดไปจนกว่าภาพนั้นจะหายไป

๒. หูได้ยินเสียง ให้ตั้งสติไว้ที่หู กำหนดว่า เสียงหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าเสียง
ก็สักแต่ว่าเสียง ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้

๓. จมูกได้กลิ่น ตั้งสติไว้ที่จมูก กำหนดว่า กลิ่นหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ากลิ่น
ก็สักแต่ว่ากลิ่น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้

๔. ลิ้นได้รส ตั้งสติไว้ที่ลิ้น กำหนดว่า รสหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ารส
ก็สักแต่ว่ารส ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้

๕. การถูกต้องสัมผัส ตั้งสติไว้ตรงที่สัมผัส กำหนดตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ละความพอใจ
และความไม่พอใจออกเสียได้

๖. ใจนึกคิดอารมณ์ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าความนึกคิดจะหายไป

๗. อาการบางอย่างเกิดขึ้น กำหนดไม่ทัน หรือกำหนดไม่ถูกว่าจะกำหนดอย่างไร ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่
กำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการนั้นจะหายไป

พอดีไปอ่านเจอ ผลของการปฏิบัติด้วยซึ่ง ผมคิดว่า  มันไม่เว่อร์ ด้วยและก็เป็นเหตุเป็นผลกันดี....

อ้างอิง
-. มีวินัยในตัวเอง 3 ประการคือ
๑ รู้จักระวังตัว
๒ รู้จักควบคุมตัวได้
๓ รู้จักเชื่อฟังผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กจะไม่เถียงผู้ใหญ่

- มีกิจนิสัย ๔ ประการ

๑ ขยันไม่จับจด รักงาน สู้งาน
๒ ประหยัด รู้จักใช้ชีวิตและทรัพย์สินอย่างถูกต้องและคุ้มค่า
๓ พัฒนา รู้จักพัฒนาตัวเอง และอาชีพให้ดีขึ้น
๔ สามัคคี รักครอบครัว รักหมู่คณะ และรักประเทศชาติ

- มีลักษณะนิสัย ๔ ประการ


๑ มีสัมมาคารวะ
๒ อุตสาหะพยายาม
๓ ปฏิบัติตามระเบียบวินัย
๔ รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ วางตัวได้เหมาะสม

- มีความรู้คู่กับคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ๔ ประการได้

๑ รู้จักคิด
๒ รู้จักปรับตัว
๓ รู้จักแก้ปัญหา
๔ มีทักษะในการทำงานและค่านิยมที่ดีงามในอนาคต เจ้านายทิ้งลูกน้องไม่ได้
ลูกน้องทิ้งเจ้านายไม่ได้ เข้าหลักที่ว่า ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน คนเสมอกันจะได้อุปถัมภ์ค้ำจุนต่อไป

-  อานิสงส์ในการเดินจงกรม

๑. อดทนต่อการเดินทางไกล
๒. อดทนต่อความเพียร
๓. มีอาพาธน้อย
๔. ย่อยอาหารได้ดี
๕. สมาธิที่ได้ขณะเดินตั้งอยู่ได้นาน (ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๓๒


ทั้งนี้ทั้งนั้น ตอนนี้ผมก็อยุ่ในขั้นจูนสมถะ อยู่เหมือนกัน  อย่างที่บอก ผมก็ฝึกสมาธิ มาตั้งแต่เด็ก
คือพอรุ้จักนั่งสมาธิก็รู้แค่วิธีการเอาใจไปจดจ่ออยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย   พอคุณครูที่โรงเรียนบอกให้นั่งสมาธิ
ผมก็หลับตาคิดถึงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ตลอดเลย ไม่ว๊อกแว๊กด้วย....เลยทำให้พอมาฝึกสติ  แบบนี้ แล้ว 
มันค่อนข้างจะจูนยากอยู่เหมือนกัน
อย่างเช่น กำหนดๆอยู่ จิตสงบไปซะงั้น นิ่งไปอยุ่กับอะไรสิ่งใดสิ่งหนั่งซะงั้น  ...เป็นบ่อยซะด้วย ...

       อนุโมทนาด้วยนะครับ    :22:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines