โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ยุนเอ



เถรวาท จะเคร่งครัด และสมถะ

กว่า

มหายาน ที่พร้อมจะพาคนไปสู่ประตูนิพพานพร้อมๆ กันไม่ใช่เหรอครับ    :09:

หรือที่เรียนๆ อ่านๆ มาเข้าใจผิด



เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

ตอบพี่เก้อหน้า 64 ครับ
ขอบคุณครับพี่เก้อที่เข้าใจผม
จริงๆผมสื่อความหมายออกไปไม่ชัดเจนมากกว่า

วิธีปฏิบัติของวัดหนองป่าพง ก็ดีครับที่รักษาจุดยืนเอาไว้
ที่ว่า
อ้างอิงหลงพี่แกจริงจังกับประเด็นนี้มาก แกว่า
มันเป็นความผิดของพระธรรมไหมที่ต้องอยู่บนหิ้งแบบนั้น
ถ้าหากเราไม่รักษาไว้ให้มันบริสุทธิ์ ใครจะมารักษา
การจะยอมฆ่าห่าน(ความบริสุทธิ์ของพระธรรม)เพื่อแลกกับไข่ทองคำ
(ให้คนเข้าวัดมากๆ)เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ

แต่เราไม่ได้ฆ่าห่านครับ ของที่อยู่บนหิ้ง เราก็ไว้ที่เดิมแหละ
แต่เราทำให้คนเข้าถึงหิ้งได้ง่ายขึ้นครับ
เราไม่ได้ทำให้ความบริสุทธิ์ของพระธรรมลดลงนะ เพราะอย่างน้อย
เราก็นับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  มากๆ

เรื่องพระของขวัญของที่นี่ มีจุดประสงค์หลัก คือให้เขานึกถึงบุญที่เขาได้ทำ ให้เขานึกได้ว่าเขาได้ทำอะไรมาบ้าง แต่ที่ต้องมีเกณท์ว่าเท่าไร เพื่อเป็นเป้าหมายให้เขา ถ้าเขาทำได้ตามเกณท์ ก็ได้ไป ส่วนคนที่ทำตามกำลัง ไม่ถึงเกณท์ ก็จะมีที่เรียกว่าใบอนุโมทนาให้เขาเหมือนกัน ถ้าไม่มีของที่ระลึก เดี๋ยวเขาก็ลืมครับ
แต่ก็ยอมรับแหละว่าไม่ได้คิดอย่างนี้กันทุกคน แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ นานาจิตตัง คนเราพื้นฐานมันไม่เหมือนกันอ่ะ
นี่เป็นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของพระของขวัญ ครับ

ส่วนที่คนทำบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกคนหรือป่าว?
คนดูแลบริสุทธิ์ทุกคนหรือป่าว?
ใช้ทุกบาททุกสตางคุ้มค่าหรือป่าว?
ก็ขอบคุณมากนะครับที่เป็นห่วง คงยากแหละที่ทุกๆคนจะบริสุทธิ์ใจเหมือนกัน แต่สำคัญกว่าที่ตัวเราได้ทำอะไรบ้างต่างหาก มัวแต่คิดเล็กคิดน้อย คิดโน่นนี่ เลยไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

สมมตินะ เราต้องตรวจสอบพระทุกรูปเลยหรือเปล่าว่ากิจวัตรท่านทำอะไร เราทำบุญแล้วที่เอาของเหล่านั้นไปทำอะไรบ้าง
ตรวจนู่นนี่จุกจิกไปเรื่อยหมดทุกรูปให้แน่ใจว่าบริสุทธิ์สุดๆ ถึงจะทำบุญกับท่านงั้นเหรอ
ถ้าทำอย่านั้น พอดีไม่ต้องทำอะไรกัน จริงไหมล่ะ

แล้วอีกประเด็นนะ
ถ้าเราไม่ทำให้คนเข้าถึงหิ้ง เข้าถึงธรรมะง่ายเข้า มัวแต่อยู่อย่างเดิม ไม่ปรับตามยุคสมัย จะเผยแผ่ธรรมะได้อย่างไรครับ
เราทำให้ศาสนาลดค่าลงหรือ ป่าว ทำให้พระผิดศีลหรือ ป่าว
แต่ทำให้มันง่ายขึ้นต่างหาก มัวแต่รอบัวเหนือน้ำ แล้วไม่สงสารบัวชั้นอื่นๆหรือครับ

สมมติพี่เก้อมีน้องอยู่คนนึง ทั้งเที่ยว ขี้เกียจ แล้วเก้อก็รู้ว่าทำอย่างนี้อนาคตเขาจะลำบาก
พี่เก้อจะรอให้เขาขยันขึ้นมาเอง เพราะคิดว่า คนเราต้องพัฒนาตัวเอง หนังสือเป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่าสูงมากต้องตั้งใจอ่านเองถึงจะถูกต้อง
ก็เลยปล่อย เพราะคิดว่าเขาต้องไปอ่านหนังสือเอง  หรือไงครับ

นี่ไงครับวิธีการบริสุทธิ์ ไม่ใช้สิ่งจูงใจเพื่อลดคุณค่าของการศึกษา  (รับรองเด็กเสียคนแน่ๆ)
แต่ถ้าเป็นผม ผมจะค่อยๆจูงใจเขา ค่อยๆสอน อาจมีการให้รางวัลในการอ่านหนังสือของเขา หรือการสอบได้ของเขา
เป็นสิ่งที่น่าทำหรือป่าวละ แล้วเป็นการลดค่าการศึกษาหรือป่าว ครับ

ที่วัดก็ใช้วิธีนี้ครับ จะให้รอเค้าเปิดพระไตรปิฏกอ่าน เข้าใจหลักธรรมเอง นั่งสมาธิเองหรือครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

#977
พี่ ae
ผมก็ต้องขอโทษเหมือนกันน่ะ ที่สื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่อง กวนๆ บ๊องๆ
ตามภาษาเด็กๆ
พี่ ae ว่างๆก็แวะเข้ามาคุยกับผมก็ได้นะครับ

พี่จักรี ครับ
พี่จักรีลองศึกษาวัดพระธรรมกาย และวิธีปฏิบัติให้ดีซะก่อนดีกว่านะ
ดูพี่จักรีไม่ค่อยได้ศึกษาวัดเท่าไรเลย คงแค่ได้ยินได้ฟังเขาคุยๆอะไรมา แล้วจำๆมาโดยไม่ได้พิสูจน์จริงๆ
ลองศึกษาดูให้ดีก่อนดีกว่านะครับ แล้วค่อยมาโพสคุยกันต่อนะ  :46:

พี่เอ ครับ
คือข้อมูลของทางมหายานผมยังรู้ไม่มาก เลยขอไม่ตอบละกันครับ
คุยไปก็มั่วๆ ผิดๆถูกๆ เดี๋ยวเข้าใจกันผิดไปใหญ่จะซวยครับ
ขอไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนะครับ
แต่เท่าที่รู้บ้างนะ มหายานบางพวกเขาก็หย่อน แต่บางพวกที่เคร่งกว่าเถรวาทก็มีนะครับ
เอางี้ พี่เอลองศึกษาดูเองก่อนดีกว่าว่าครับ
มหายานกับเถรวาท เหมือนหรือ ต่างกันยังไง ทำไมถึงต้องแยก ฯลฯ  :46:

วันมาฆบูชาที่จะถึงนี้ พี่ๆมาเที่ยวที่วัดก่อนก็ได้นะครับ  :22:

ผลสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าประเทศไทยครับผม
http://www.dmc.tv/pages/scoop/500301_WorldPEC_Thailand_score.html

ประวัติวันมาฆบูชาครับ
http://f0nt.com/forum/index.php?topic=9043.30
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

ได้  ครับ  ในเมื่อทุกคนเริ่ม กล่าวคำขอโทษ ซึ่งผมก็จะทำด้วย
ผมจะขอโทษ ที่ ทำให้ ชาร์ป ต้องขุ่นข้องหมองใจในหลายๆประเด็น 
ผมยอมรับว่า ผม ก็ใช้อารมณ์ในการตอบพอสมควร ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง
แต่จุดประสงค์ใหญ่ๆ ของผม ไม่ได้ต้องการเอาชนะ  แต่ มันเป็น
ความต้องการอยากให้รู้ 

ผมจะเล่าประวัติความเกี่ยวข้องของผมกับวัดธรรมกาย ให้อ่านกัน
ผม เข้าปฏิบัติ ที่วัดธรรมกาย ครั้งแรกในปี 2542  แต่ยังไม่รุ้จักคำว่านิพพาน
ผมยอมรับเลยว่า  ฝึกที่นั่น รู้สึกดีมาก  สถานที่ก็ใหญ่โต พลังศรัทธาสูงมาก 
ยกตัวอย่างเวลานั่งสมาธิ คนนั่งหลายพันคนแต่ ไม่มีเสียงดังเลย
มีเพียงเสียงโฆษกประกาศ(ผมเรียกโฆษกละกัน มันกว้างไม่รุ้พระรูปไหนพูด) 
ก้องไปทั่วบริเวณ เป็นเสียงนุ่มๆชวนให้หลับมากๆ ประมาณว่าให้เพ่งลงไป
ลึกลงไป ลึกลงไปลึกลงไป ~~~ ในดวงแก้ว ให้เห็นดวง ของดวง ข้องดวง
ข๊องดวง (แหมะ อยากพูดเป็นเสียงโฆษกจริงๆเล้ย...)
ตอนนั้น ผมไม่ได้ฝึกจน สมาธิสูงอะไรมากมายนัก เพราะ
ปกติผมเป็นเด็กวัดก็ฝึกสมาธิกับหลวงตาอยู่แล้วไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ อะไร
แถม ฝึก คล้ายๆกับวิธีที่ผมไปฝึกมากับ

วัดธรรมกายซะด้วย แต่วิธีปฏิบัติมันต่างกันเท่านั้นเอง 
ผลก็คือได้สมาธิเหมือนกัน  ต้องยอมรับว่าการฝึกสมาธิ ที่ต่อมาผมเรียกว่าการฝึกสมถะ 
มันทำให้ผม เรียน ได้เกรด 3 ขึ้น  แม้ผมจะโดดเรียนไปทำงานอยุ่บ่อยครั้ง
มันทำให้ผมเรียนดีที่สุดในห้อง(ห้องผมเป็นห้องบ๊วยของชั้นนะ)ทั้งที่ไม่เคยซื้อหนังสืออื่นๆอ่านเลย ....

   ความแตกต่างของการฝึกแบบธรรมกายกับการฝึกสมถะสมาธิโดยทั่วไป คือ
การจูงใจให้คิด การจูงใจให้สร้างมโนภาพ การจูงใจให้ยึดเกาะ
ด้วยเหตุผลที่ว่า หาที่ยึดเหนี่ยวให้จิต .......... 
แต่มันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ คนทั่วไปเกือบร้อยละ 90 พอพูดถึง
ให้นั่งสมาธิ ก็มักจะหาที่ยึดไว้สิ่งเดียวเสมอมา ....และผลของ

คนทำได้ก็คือ นิ่ง และสงบ ขึ้น... วิธีปฏิบัติแบบธรรมกายก็เช่นเดียวกัน......

ผมจึง ไม่ได้ต่อต้านอะไรถึงแม้จะมีอคติต่อครั้งแรกที่ถูกบังคับไปก็เถอะ   
แต่ผมปฏิบัติแล้ว ได้อ่านข่าวมีคนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ หาว่า สอนผิด ผมก็รุ้สึก ไม่พอใจ

คนกลุ่มนั้นอยุ่เหมือนกัน แต่ ก็ไม่ได้อะไรมาก ...
(เพราะเราฝึกแล้วเรารุ้สึกว่า มันดีไง  ใครมาตัดสินได้ไง ว่า ผิดหรือถูก ....)

เวลาล่วงมา....4ปี ตอนนี้ผมขึ้นมาใช้ชีวิตอยุ่ใกล้ๆกับวัดธรรมกายมากขึ้น
แต่ผมห่างเหินจากการปฏิบัติมานานพอดู ด้วยภาระและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ....
มาวันหนึ่ง  ผมได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง  เขาทำให้ผมได้รุ้จักกับวัดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีคนมาปฎิบัติธรรม ทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละหลายพันคน  ผม เข้าไปปฏิบัติในวัดแห่งนี้
ด้วยคำแนะนำของพี่ชายคนนี้  ครั้งแรก ผมหงุดหงิดกับวิธีปฏิบัติของที่นั่นมากๆ
ก็คือแทนที่จะให้เรานั่งเฉยๆอย่างที่เราเคยนั่งมาตลอดชีวิต กลับให้เรามากำหนด

พิจารณาอะไรต่างๆนานา........ คือต้องใช้สมองคิดพิจารณา  ยิ่งกว่าการสอบในวิชาเรียนซะอีก 
เมื่อยล้าแสนสาหัส ...........เหนื่อยยังกับปีนขึ้นๆลงๆเสาไม้ลาดน้ำมัน .......มีอยุ่หลายครั้งที่
ต้องเอาจิตหลบไปพักด้วยการนิ่งๆเฉยๆซะไม่กำหนดอะไรเลย.....

           นิพพาน ........... 
     
ด้วยความ สนิทสนม และอุดมการณ์ในการทำงานเดียวกัน
ทำให้ผมได้รู้จักแง่มุมในตัวพี่ชายคนนี้มากขึ้น  รวมทั้งในแง่ศาสนา
ผมได้รู้ข้อมูลทางด้านศาสนากับพี่ชายคนนี้มากมาย
จนทำให้ ผมหันมาสนใจความหมายของคำว่านิพพาน ............
แต่มีประเด็นหนึ่งในแรกๆ ที่คุยกัน 
ผมได้สาดคำถามมากมายเกี่ยวกับ การปฏิบัติที่ผม ยึดถือมาตลอดชีวิต
และการปฏิบัติแบบใหม่ ที่มันดูขัดกันอย่างสิ้นเชิง..กับพี่ชายคนนี้
จนได้ความกระจ่างหลายอย่าง  รวมทั้งข้อมูลส่วนตัว ที่มีอยุ่ช่วงหนึ่งก่อนที่พี่เขาจะมา

ปฏิบัติทางสายนี้ ได้ฝึกที่ธรรมกายมาเหมือนกัน... เขาฝึกธรรมกายตั้งแต่ปี 33
ที่พี่ชายคนนี้ ไปฝึก เป็นเพราะ  เขา จะเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง  แล้วมีคำว่านิพพาน
อยู่ในเรื่องนี้ด้วย พี่ผมจึงตะเวน ไปทั่วและหนึ่งในนั้นคือ ไปฝึกที่ธรรมกายเพราะ เพื่อ

ค้นหาความหมายของคำว่านิพพาน
ระยะเวลาเกือบ 10 ปี ที่ พี่คนนี้ปฏิบัติในแนวทางธรรมกาย
เขาไม่เคยคลายความสงสัยในคำว่านิพพานเลย..
แต่สิ่งที่ได้ คือการมีสมาธิในการเรียน ในการทำงาน  เวลาทำอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มักจะจดจ่อกับมัน จนงานออกมาดี ข้อเสียคือในขณะที่กำลังจดจออยุ่กับงานตัวเอง
ใครมาพูดอะไรบอกอะไร จะไม่สนใจเลย.....เพราะ ฝึกนานจนมีสมาธิสูงถึงสูงมาก.....
         
เมื่อ มาพบกับทางสายนี้ พี่ชายกลับไม่สนใจที่จะเขียนนิยายเรื่องนี้อีก............
ผมถามว่า ทำไม  พี่ชายบอกว่า ไม่รุ้ซิ ไม่มีความอยาก ซะแล้ว .....

ต่อมา มีเรื่อง ที่ผมเจอมากมายเกี่ยวกับวัดธรรมกาย  ทั้งที่วัดที่ผมปฏิบัติอยู่ก็มี
ผู้คนที่เคยปฏิบัติ ธรรมกายก็มีมาปฏิบัติหลายต่อหลายคน
มีครั้งหนึ่งเคยสอบถามเขาว่าทำไม เขาบอกว่า
เขามีอาชีพขายของ  เมื่อก่อนนี้ ขายของได้เงินมาเท่าไรก็ ไปทำบุญ ที่วัดธรรมกายซะหมด ...

         
จนมาถึงผู้ที่ปฏิบัติหลายท่านรอบๆตัวผม เกือบ 50เปอร์เซ็น
ล้วนผ่านการฝึกแบบธรรมกายมาแล้วทั้งนั้น....

ด้วยประสบการณ์ของตัวผมเอง และ ประสบการณ์ของพี่ๆหลายท่าน
และสิ่งที่ผมได้สัมผัสมา ผมเชื่อว่า  คงไม่มีใครปฏิเสธในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมกาย
แต่ ผมไม่ได้สนใจในนโยบายหรือกุศโลบาย ต่างๆของทางวัด มากนัก
เพราะมันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็นได้และตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมหรือไม่....ได้
ดังนั้นผมถึงเลือกที่จะพูดแต่ประเด็นแก่น...
ที่คนทั่วไป พูดหรือเข้าใจได้ยาก.......แต่สำคัญเพราะมันเป็นตัวกำหนดทิศทางของทุกอย่าง..........

ผมจะบอกให้รู้ไว้ ว่า อารมณ์ ของผมในช่วงที่ ยึดธรรมกายว่าดีนั้นก็คล้ายๆกับชาร์ปในตอนนี้แหละ .....
ใครมาว่าไม่ได้ ก็จะไม่พอใจ คิดว่า เขาไม่รู้จริง แต่แท้ที่จริงแล้ว

ตัวผมเองนั่นแหละ ที่ไม่ได้รุ้จริง ไม่รู้ความหมายของนิพพานจริงๆ   คิดเพียงแต่ว่ามันคือความสงบ
ความไม่ทุกข์ ความสุข ............พอปฏิบัติแล้วมันได้สิ่งเหล่านี้จริง มันจึงเกิดความศรัทธา..............
(ไม่เฉพาะแต่ธรรมกาย สมาธิทั่วไปที่ผมได้ปฏิบัติมาก็เช่นกัน)

      ในครั้งแรกที่ผมได้จุดประเด็นนี้ขึ้นมา  ผมเพียงต้องการไขอคติ ที่ผมมีต่อธรรมกายในลักษณะของ
กุลศโลบาย วิธีการ ทั่วไป เท่านั้น ส่วนเรื่องปฏิบัตินั้นผมรู้อยู่แล้วเพราะผมไปปฏิบัติมา..........

       และผลที่ได้รับ มันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง  อย่างเช่น
     - ทำไมคนธรรมกายส่วนใหญ่ถึงคิดว่า ทำอะไรทุกอย่างต้องทุ่มหมดตัว คงเป็นเพราะ ถูกสอนให้ทำอย่างนั้น
จะให้ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงเป้าหมาย ต้องทุ่มทุกอย่าง ที่นั่งสมาธิเพี่ยงหย่อนตูดก็ทุ่มเงินเพื่อจับจอง
(มีญาติสองคน ขายนา 7 ไร่เพื่อซื้อที่นั่งสมาธิในวัดธรรมกาย ลองไปตรวจสอบดูนะครับ ถ้าบอกว่าไม่มี
ก็ลองตรวจสอบดู กระบวนการอื่นๆ เผื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผมยืนยันว่าญาติผมสองคนใช้เงินเพื่อการนี้จริง ....)
อยากได้บุญ ต้องทำให้หนัก  เป็นต้น......
      - ทำไม่ธรรมกายถึงยกให้ สมถะ เป็นวิธีการปฏิบัติที่สามารถเข้าถึงนิพพานได้
เพราะเขาสอนว่า กรรมฐาน กับ สมถะ คืออันเดียวกัน   (* แต่ในพระไตรปิฎกบอกว่า

กรรมฐาน ประกอบไปด้วย สมถะ กับ วิปัสสนา)
      - ทำไมธรรมกายถึงต้องสร้างพระพุทธรูปให้สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง
เพราะ เขาสอนว่า พุทธานุสสติ คือการ เห็นพระพุทธรูปแล้วเหมือนเห็นพุทธเจ้า
(อืม....ใครเข้าวัดธรรมกายก็สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ อืม......เห็นง่ายขนาดนั้นเชียว...)
     -  เหตุผลที่ธรรมกายต้องดำเนินกุศโลบาย เพื่อเข้าถึงประชาชนด้วยการเอากิเลสหลอกล่อ คน 
เป็นเพราะ ศึกษาพุทธประวัติบอกว่าพุทธเจ้าก็เคยใช้วิธีนี้ (*ทั้งที่ในพระไตรปิฎกบอกว่า 
เงินเป็นศัตรูตัวฉกาจ ต่อพุทธศาสนา ไม่เชื่อลองไม่ค้นดู ผมเคยอ่านเจอ......) 
เชื่อพุทธประวัติแต่....ไม่เชื่อพุทธทำนาย....
    -  ซึ่งพุทธทำนายบอกว่า เราอยู่ในช่วงกลาง ของยุคศาสนา..ที่ไม่สามารถช่วยได้ทุกคน 
หรือมากมายอย่างต้นพุทธกาล เพราะมันกำลังจะคืนกลับสู่สามัญรอพุทธเจ้า

พระองค์ใหม่.... แต่ธรรมกายกลับบอกว่ามีนโยบายจะขนคนเข้าสู่พระนิพพานเยอะๆ 
(คนเรานานาจิตตัง ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน ศิลธรรมเสื่อมขนาดไหน ใครบ้างปฏิเสธ
แต่ยังดื้อดึงที่จะเอาไปให้ได้ น่าจะมองว่า มันถึงเวลาของเขารึยังมากกว่า เช่น อยากได้ปลาแต่หว่านแห ลงบ่อกุ้ง
ไม่เพียงแต่ไม่ได้ปลา แหก็จะพลอยขาดวิ่นไปด้วยเพราะหนวดกุ้ง
  ยกตัวอย่างประสบการณ์จริงๆที่วัดธรรมกายของผม
  ชวนคนที่ยังไม่พร้อมเข้าวัด ไปเจอ นมบริจาค ก็ขโมยกลับบ้าน แบบนี้ ก็กลายเป็นเดือดร้อน
ไป ชวนเด็ก สิบคน เข้าวัดธรรมกาย 2 คน ปฏิบัติได้ 8 คนนั่งคุยกัน ยังผลให้ความเดือดร้อนต่อผู้อื่น....
  ชักชวนคนที่มีความงมงายเป็นที่ตั้ง  เข้าวัด ยังผลต่อความเดือดร้อนแก่ตัวเองและผู้อื่นทีใกล้ชิด

  ในช่วงพุทธกาล เด็กเข้าวัด 10 คน ปฏิบัติได้สิบคน
ปัจจุบันกลางยุค เด็กเข้าวัด 10 คนปฏิบัติได้ 5 คน ธรรมกายบอกว่า เอาไปให้หมด 10 คน
  ในช่วงพุทธกาล ฆารวาสเข้าวัด ปฏิบัติธรรม เพราะจิตศรัทธาในพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์
มองเห็นคุณท่านอย่างแท้จริง
แต่ปัจจุบัน คนเข้าวัดเพื่ออยากได้บุญ อ่อนไหวต่อความงมงาย ธรรมกายยิ่งเสริมความงมงาย
เพราะเพียงเห็นว่ามันคือกุศโลบายที่ทำให้คนเข้าวัด   
อย่าลืมว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งวัด.....
  มันแสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้ที่กำหนดกุศโลบายแบบนี้  ...ว่าไม่ได้เข้าใจสังคมปัจจุบันบ้างเลยรึไง...
พระไตรปิฎกมีตรงไหนที่บอกว่า ให้พาคนไปนิพพานเยอะๆ
ยกเว้นคนที่ไม่รุ้จักความหมายของนิพพานเท่านั้นแหละที่จะคิดได้แบบนี้...)
    - ฯลฯ

       

     มาพูดถึงคนอื่นบ้าง 
     -พี่แอ๊ะ เป็นคน ที่พูดได้ตรงประเด็นมากคนหนึ่ง เป็นคนที่อธิบายความให้สามารถ
เข้าใจได้เพียงแค่นั่งพิมพ์ บันทัดเดียวซึ่งในขณะที่ผม ต้องใช้เกือบ 5บันทัด
     -พี่เก้อ ในครั้งแรกที่ผมได้คุยและได้อ่าน ในความคิดเห็น หลายต่อหลายครั้ง
ผมรุ้สึกถึงกำแพงขนาดมหึมาของพี่ที่มีต่อศาสนา  และ หลังจากที่พี่ได้บอกว่า ไปบวชมา
ผมมองเห็น กำแพงนั้น มันได้ต่ำลงมากแล้ว ถึงแม้จะไม่ต่ำมาก แต่ก็ไม่ยากที่จะปีนออกมา .
... ความทะลุปุโปร่งในประเด็นต่างๆที่พี่ได้แสดงมัน มันทำให้ ผมได้นำกลับไปคิด หลายครั้ง
แตกหน่อเป็นความรู้ใหม่ๆหลายต่อหลายหน  .......
     - พี่แอน หลายสิบโพสต์ที่พยายามคุมกระจู๋นี้ ให้อยู่ในความเรียบร้อย แต่ก็มีหลายต่อหลายครั้ง
ที่ผมรุ้สึกถึงความอึดอัดและลำบากใจ ของพี่ ที่มีต่อความคิดเห็น
ของเหล่าสาวกที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกที่  โดยเฉพาะผมกับชาร์ป  ซึ่ง จำไว้อย่างหนึ่งว่า 
ถึงแม้ ผมจะใช้อารมณ์ในการตอบมากน้อยแค่ไหน แต่เป้าหมายหลักของผม นั้น มันแฝงไปด้วยเมตตา 
เมตตาที่อยากให้ได้รุ้อย่างที่ผมรู้ ได้เข้าใจอย่างที่ผมเข้าใจ  ผมเชื่อว่าชาร์ปก็เช่นกัน 
และเชื่อไว้เถอะว่า เราจะยังคงเป็นเพื่อนที่ดี ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ อย่างแน่นอน.........
     - เณรธี  ผมเชื่อว่าเณรตามอ่านจู๋นี้มาตลอด ถึงแม้อัตราการตอบจะน้อยมาก 
แต่ทุกครั้งที่มีการโพสต์ แม้ไม่ได้จุดประเด็นอะไรให้เป็นที่ติดตาม แต่ผมถือว่า
เณรธีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรุ้แตกฉาน และภูมิรู้ภูมิธรรมที่สุดคนหนึง
     - พี่ณต พี่ระจัน ถึงแม้ระยะหลังๆพี่สองคนจะไม่ค่อยจะเข้ามา โพสต์ แต่ผมเชื่อว่าข้อมูลที่พี่ๆ
นั้น แสดงออกมา มันแสดงถึงความสนใจในศาสนาและแนวคิดที่เกิดจากการใช้สติปัญญาวิเคราะห์แล้วทั้งสิ้น..
     - ในความคิดผม เอ เป็นชาวบ้านที่ดี มาโดยตลอด  ชาวบ้านที่ดีมักถามแต่ไม่สรุป ......
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผม ทำไม่ได้ ทั้งที่ผมก็ชาวบ้านธรรมดาเหมือนกัน............
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ซือเน...

i'll walk until i find u.

iannnnn

โอว ยาวยังกะจะพิมพ์เสร็จแล้วไปรบยังงั้นแหละ :08:

แต่ก็ช่วยคลายข้อสงสัยของชาร์ปได้นะครับ
เพราะพอรู้จักจักรีในด้านนี้มาเหมือนกันก็รู้ว่าเป็นคนที่ผ่านวัดธรรมกายมาแล้ว
แถมไม่ใช่แค่เปลือกๆ ตามที่ชาร์ปเข้าใจด้วย


พิมพ์ได้ยังไงยาวขนาดนี้พี่จา :12:

จักรี

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 02 มี.ค. 2007, 00:15 น.

     มาพูดถึงคนอื่นบ้าง 
     -พี่แอ๊ะ เป็นคน ที่พูดได้ตรงประเด็นมากคนหนึ่ง เป็นคนที่อธิบายความให้สามารถ
เข้าใจได้เพียงแค่นั่งพิมพ์ บรรทัดเดียวซึ่งในขณะที่ผม ต้องใช้เกือบ 5บรรทัด

:01:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

นายโอ้เอ้

รวมๆ ทั้งจู๋นี้จักรีพิมพ์ได้ยาวมากครับ

พยายามดีมากครับ อันสุดท้ายผมอ่านไปครึ่งนึงแล้ว เดี๋ยวเก็บไว้อ่านต่อ
Today you , Tomorrow me.

ยุนเอ



ชาวบ้านสรุปได้ว่า

จักรี เคยลองแล้วครับ  {หมีโหด}
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

tmd

...

Ah!

เคยไปฝึกดูลูกแก้วกลางพุงด้วยนะ
จำได้แค่ว่า ต้องนั่งรถเมล์ไปที่หนามหลวงก่อน
แล้วจะมีรถคอยรับส่งไปวัด








แต่มันสมัยปีสองเก้า
ก็เลยไม่อยากอวด 

:08:
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

Dayight

กินรอบวง

จักรี

อ้างคำพูดจาก: tmd เมื่อ 02 มี.ค. 2007, 01:58 น.
135 บรรทัด

9,575 ตัวอักษร

:14:




สรุปแล้วถ้าคนอื่นพิมพ์ ก็ตกที่ 67.5 บรรทัดเท่านั้นแหละครับเณร   :39:

ส่วนลุงอ๋าห์   ไม่แปลกหรอกครับที่ลุงห์ก็เคย  เด็กๆแถวบ้านผมพอขึ้นม.4 พวกครูๆทั้งหลายก็พากันกวาดต้อน มา ที่นี่กันหมด อะ  สมัยผมมา กำลังปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างอยุ่หลายอย่าง เลย  เมื่อก่อน ขโมย มาม่า นมกล่อง กันให้วุ่นไปหมด.....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เก้อ

นี่พิมพ์เก็บไว้หลายวันแล้วใช่ไหมนี่  :38:
ความตั้งใจเอาไปล้านคะแนนเลย

บันทึกเป็นสถิติสูงสุดของฟอนต์ได้เลยนะพี่แอน
I ROCK , THEREFORE I AM

จักรี

ป่าวครับ ก็นั่งพิมพ์ เมื่อตอน 2 ทุ่มกว่าๆแหละครับ พิมพ์ไปด้วยทำงานไปด้วย เรื่อยๆ  .......
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines