โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iSharp

ชักงง  :09:

แล้วพี่เอหายสงสัยยังอ่ะครับ   :09:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

ก็ตัวแบ่งว่าเป็น มหายาน กับเถรวาท ก็ พระวินัย ในตอนสังคายานา ไง
:09:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ยุนเอ



เอาพระวินัยไตรปิฎกยกมา คัมภียร์แสนแปดก็ไม่เข้าใจหรอก  :01:

ไม่เป็นไรละ

ไม่เข้าใจก็ได้  :42:

เพราะสุดท้ายก็ทำดี

และที่สำคัญเอไม่ได้ทำ  :17:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

#1069
งั้นเดี๋ยวผมสรุปการแยกของนิกายง่ายๆนะครับ

ในตอนแรกสุดไม่มีแบ่งนิกายหรอก
จนถึงการสังคายานาครั้งที่ 2

คณะสงฆ์แคว้น วัชชี เค้าต้องการแก้ไขพระวินัย 10 ข้อ
เพราะพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า (ย่อๆนะ)"หากพระวินัยข้อใดที่ขัดกัยยุคสมัยก็สามารถแก้ไขได้"
แต่คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเหมือนเดิม
ก็เลยแยกกัน

คณะสงฆ์วัชชี ที่แยกออกไปคือ มหายาน
พี่เอพอรู้เรื่องไหมครับ  :09:


รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

Ah!

แตงโมนี่สมัครสาวกเพื่อมาตอบกระจู๋นี้โดยเฉพาะเลยเหรอครับ


ไม่ค่อยเห็นในกระจู๋อ่ืน
:42:
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

iSharp

#1071
เห็นนะ แต่แว้บๆ  :31:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

มัม

แว้บจริงๆ 90% อยู่ในจู๋นี้ตลอดเลย :31:

iSharp

ต้องรอพี่แตงโมมา แถลงข่าว  :31:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iannnnn


tmd

#1075
ผมว่าการที่พูดประมาณว่า

"ตัวแบ่งมหายานออกจากเถรวาท
อยู่ตรงส่วนพระวินัยซึ่งไม่เหมือนกันเท่านั้น"

จะไม่ค่อยถูกนะ...

เพราะโดยจุดมุ่งหมายนั้นทั้งสองยานแล้วต่างกันมากครับ
เถรวาทและมหายานนะ

ไม่ใช่แค่ส่วนพระวินัยอย่างเดียว
การปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาเพื่อจุดหมายด้วย

ต่างกันลิบเลย...


...

iannnnn

พูดง่ายๆ คือ
คอนเซปต์ของสองนิกายนี้ ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
เหมือนกับคอนเซปต์ส่วนตัวของผมเอง
ที่นับถือศาสนาก็จริง แต่ไม่ได้อยากจะนิพพงนิพพานอะไรนั่นเลย

เว่าแม่นบ่ ข้อยเว่าแมน บ

จักรี

หลังจากผม ได้ตรองคิดอยู่นาน  และได้เกือบจะตัดสินใจที่จะไม่ตอบหรือแสดงความคิดเห็น ต่อ
เพราะรู้สึกว่าเหมือน การ หันหลังใส่กันแล้วตะโกนใส่กำแพง ....ข้อมูลและวิธีต่างๆที่ชาร์ปให้ผมศึกษาและปฏิบัติ
ผมก็ได้ลองทำและลองศึกษาดู  แต่ ผมก็ยอมรับว่า มันก็ไม่ได้ส่งผลทำให้ความคิดเห็นผมเปลี่ยนไปเลย 
หรืออาจจะเป็นเพราะอคติของผมที่มีมากโข อันนี้ก็มิอาจทราบได้ ซึ่งผมก็จะพยายามให้มากกว่านี้.....

ที่จริง ที่ผมนิ่งไป คือผมกำลัง นั่งคิดตามและพยายาม แอบปฏิบัติตาม แนวทางปฎิบัติ ของหลวงปูสดอยุ่ครับ
ถึงแม้ ผมจะได้ข้อมูลในทำนองว่า หลวงปู่สอนผิด ก็ตาม.....

  และ อย่างไรก็ตาม  ถ้าข้อมูล ที่ผมได้มา ถ้าเป็นเรื่องจริงมันคงเป็นเรื่องที่ศิษย์ธรรมกายยอมรับได้ยาก ....
เพราะ ถ้ายอมรับแล้วมันก็หมายถึง การ ยกเลิกแนวทางปฏิบัติของธรรมกายทั้งหมดเลยทีเดียว
ซึ่ง มันเป็นเรื่องความเชื่อ ความรู้สึกที่อ่อนไหวและเปอะบางยิ่งนัก  ..........

   ดังนั้นข้อมูลนี้ ผมไม่ขอยืนยันแหล่งที่มา ไม่ขอระบุวันเวลา หรือ ถ้า ศิษย์ธรรมกายท่านใด
ไม่อยากผิดใจหรือขุ่นข้องหมองใจไปกว่านี้ก็จงคิดซะว่า มันเป็นเรื่องที่ผมกุ ขึ้นมา ก็แล้วกันนะครับ.......
...............................................................................................................................................................................

  หลังจากผมได้ฟังเทศน์ของหลวงปู่ ผม จึงมานั่งคิด ถึง  การใช้ อินทรีย์พละ  2 ใน สี่ 
ที่ว่าด้วย การใช้สัดส่วนของศรัทธากับปัญญาในปริมาณเท่ากัน

  ก่อนอื่นผมก็มานั่งคิดว่า ศรัทธาเกิดจากอะไร   
ศรัทธา ที่ผมใช้ในการตั้งใจจะปฏิบัติสมถะในแนวทางหลวงปู่ ครั้งนี้
ส่วนใหญ่มาจากศรัทธาในตัวท่าน ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ของอาจารย์ผมอีกที 
และท่านเป็นคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาโดยตลอด

สารแห่งความตั้งมั่นของศรัทธาจึงก่อเกิดมี ขึ้นมา ....นิดหน่อย
(ที่บอกว่านิดหน่อยเพราะ ไม่สามารถทำใจโยนทิ้งข้อมูลที่ได้มาลงไปได้)
ต่อมา  มาพูดถึงปัญญา  ในเมื่อเรามีศรัทธาเพียง นิดหน่อย  ดังนั้น ขอ ปัญญา นิดหน่อยก็พอ   
ปัญญาเกิดจากอะไร  เกิดจากการใช้ความเป็นจริงของเหตุ ผล ปัจจัย  และการทดลองปฏิบัติ....

พอมาถึงจุดนี้แล้ว  อย่า มองข้ามเหตุ ผล ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนการทดลองทำ.....
อย่ามองข้ามเหตุผลอย่างไร  ?
                แนวทางการปฏิบัติต้องพอคิดตามได้บ้างว่าพอทำแล้วในขั้นต้นจะส่งผลอย่างไร
แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน......ไม่ใช่ดูที่จริตว่าชอบหรือไม่ชอบ ....
แต่จงดูที่ความน่าจะเป็นที่ซึ่งใช้ปัญญาอันน้อยนิดคิดตาม.......

การหลับตา  ท่านบอกว่า  "เมื่อใจนิ่งเห็น นิมิต ดวงแก้วกลมใสเกิดขึ้นที่ฐานกลางกาย.......................
นั่นแหละถือว่าสำเร็จสมถะ..."

ใช้ความคิดสักนิดก่อนทดลอง  จะต้องมีคำถามว่า  "จริงหรือ ?" เมื่อทดลองแล้วจะถามว่า  "ใช่มั้ย" 
ถามเพื่อนข้างๆว่า  "เฮ้ย เอ็งเห็นลูกเดียวกันกับข้ารึป่าว"  เพื่อนตอบว่า  "ไม่รู้สิ....." 

ถามว่ารู้ได้เฉพาะตนรึป่าว?   และก็ถามต่อไปอีกว่า  รุ้ได้ไงว่าตนคิดถูก?   ถามต่อไปอีกว่า   
ถ้าเชื่อตนเอง เชื่อได้แค่ไหน?.......

มีอีกหลากหลายคำสอน ในขั้นลึกลงไป ..............ไม่ต้องถาม ถึงลูกแก้วดวงต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญญาวิมุต
หรืออะไรก็ตาม ....
เอาแค่ ลูกแก้วดวงเดียวที่ท่านบอกว่าเป็นที่สุด เรียกว่านิ่งที่สุด นั่นคือผลสำเร็จแห่งสมถะ.....แค่นี้ก็พอ..... ....

นี่คือ จุด สิ้นสุดของผู้ปฏิบัติเบื้องต้น  อย่างชาร์ปว่า   คือการ "แค่ทำใจให้นิ่ง ก็ยากมากแล้ว" ถ้าบอกว่า
แนวทางปฏิบัตินี้มีจุดประสงค์แค่นี้ ก็ถือว่าถูกต้อง

ดังนั้นพอมาถึงตรงนี้ การวิเคราะห์ จากผู้ปฏิบัติเบื้องต้นอย่างผม ก็คงให้ข้อสังเกตได้เพียงเท่านี้ หลังจาก
ใช้ ปัญญา นิดหน่อย บวกศรัทธานิดหน่อยแล้ว

พอข้ามขั้นไปจากนี้.........มันจะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น   ดังนั้น  เรามาสันนิษฐานกัน....
อย่างมีเหตุผล  และ อย่าบอกว่า เราซึ่งเป็นคนธรรมดา
และไม่ปฏิบัติจะไม่สามารถมองเห็นได้    ซึ่งมันไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะอย่างน้อย
ต้องคิดตามได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะหลักปฏิบัติถูกสร้างมาเพื่อคนธรรมดา

ดวงปัญญาวิมุติท่านว่าเกิดหลังจากได้ดวงสมถะ คือดวงกลมใสตรงฐานกลางกายลูกแรก... 
ดวงปัญญาวิมุตนั้น ชื่อก็บอกแล้วคือดวงแห่งปัญญา  การเกิดปัญญา 
ปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร

เด็กๆลองตอบมาซิ.....?   ทั่วๆไป น่าจะเกิดมาจากการ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และการทดลอง
ในทางพุทธ เสริมคำว่า "ตามความเป็นจริง" ลงไปด้วย........

แล้ว ลองตั้งข้อสังเกต ว่า หลวงปู สอน ให้เรา คิดวิเคราะห์แยกแยะตามความเป็นจริง ตรงไหน 
ถึง เกิดเป็น ดวงปัญญาวิมุติ.......
.(หรือจะบอกว่า พอปฏิบัติมาถึงตรงนี้แล้ว มันจะคิดได้เอง อ๋อ คิดได้เองเพราะเขาเป็นผู้วิเศษ
ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างนั้นหรือ)

หลักการตั้งข้อสันนิษฐาน ก็น่าจะพอแค่นี้  ไม่ว่าจะนั่งแล้วเห็นอะไร เห็น องค์ใดต่างๆก็ตาม
หลักสังเกตนี้ก็จะยังใช้ได้ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ....

ถ้าบอกว่าเรานิ่งจนถึงที่สุดแล้วเราจะเห็นความจริงอันวิเศษหรือวิปัสสนา
ได้เองนั้นไม่ว่าใครก็ตอบไม่ได้ถ้ายังไม่ปฏิบัติถึงจุดนั้น  แต่ลองมาคิดใช้หลักการ แบบคนธรรมดาดู
ถึงความยากง่าย เป็นไปได้หรือไม่ประการใดนั้น  ต้องคิดเอาเอง  ผมจะให้ข้อสังเกตเพียงแค่ว่า...... 
" เมื่อยึดติด จนจิตนิ่งสงัด จะงัดออก ได้ง่ายคงไม่มีทาง"
......ดังที่เคยยกตัวอย่างไปหลายหนแล้วว่า การเดินทางโดยเรือสำราญ ....
พอถึงฝั่งที่เส้นทางไปต่อมันยากลำบาก  คุณซึ่งเป็น คนอาศัยเรือมา จะยอมลงไปเดินลำบาก หรือป่าว?
ซึ่ง จากข้อมูล ที่ผมได้รับมาและพูดไปข้างต้นแล้วว่า  ภายหลังหลวงปู่ก็ยอมรับว่า ผิดไปในจุดนี้ ....
การทำจิตให้สงบโดยการยึดติดกับมโนภาพไม่สามารถ เข้าถึงขั้นตอน วิปัสนาได้.....

พอรับข้อมูลนี้มาผม ไม่ได้เชื่อเลยทีเดียว  และก็ใช้ปัญญาอันมีอยู่น้อยนิดคิดตามว่า 
การเห็น อันวิเศษ คือการเห็นถึงความเป็นจริงอันแท้จริง .....
ด้วยสติและปัญญา พิจารณา ให้เห็นถึงไตรลักษณ์...     ...... การ ให้ฝึกให้นั่งคิดถึงแต่มโนภาพ
ไม่มีเหตุผล ที่จะทำให้ต่อไปสามารถคิดพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงอันแท้จริงได้......

....................................................................................................................................................................................................

และที่บอกว่า จุดมุ่งหมายของเถรวาทกับมหายาน แตกต่างกัน มั้ย  แตกต่างกันแน่นอนครับ   
เพราะมหายานตีความหมายนิพพาน เป็นแค่ ความสุข การเสวยสุขเป็นพระโพธิสัจ เป็นเทพองค์ต่างๆ

ดังนั้น มันจะเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตรงที่  แค่ปฎิบัติให้ได้ฌาณ ก็สามารถ ไปถึงเป้าหมายได้     
และ แค่การปฏิบัติแบบสมถะ ก็สามารถถึงฌาณได้เช่นกัน....

ดังนั้น ที่ เราเรียก มหายาน คือ ยานใหญ่สามารถพาคนไปได้เยอะ  เพราะ เขาสามารถไปได้ง่ายกว่าเรา
เพราะหลักปฏิบัติ ของเขาเรียกได้ว่าแทบจะตัด ขั้นตอนของวิปัสสนา ไปได้เลย.......

หรือเรียกได้ว่า  คุณไม่ต้อง เห็นความจริงที่จริงแท้แน่นอน ไม่ต้องเห็น การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ ต้องเข้าใจ ในพระไตรลักษณ์ ก็สามารถไปถึงเป้าหมายได้ 
ที่เขาเป็นพุทธเพราะหลักการเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้า  เพราะ
ท่านก็รู้ว่าแต่ละคนมีเป้าหมายต่างกัน แต่เป้าหมายของท่าน คือ นิพพานที่เถรวาท ตีความว่า คือการหลุดพ้น นั่นแหละ......
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

tmd

...

จักรี

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines