โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Dayight

เคยฟังคุณครูสอน สลน. เล่าให้ฟังสมัยเด็กๆ  คุณครูเล่าว่า

มีพระสองรูป เดินธุดงค์ อยู่ในป่า พบหญิงสาว นอนสลบอยู่ในลำธาร พระรูปหนึ่งจึง อุ้มสีกา ขึ้นมาไว้ริมตลิ่ง

ใต้โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง พร้อมปฐมพยาบาล พอนางฟื้นได้สติ

แล้วก็เดินจากมา

ในระหว่างเหตุการณ์ ทั้งหมด ตั้งแต่ พระรูปแรกได้อุ้มสีกาจนกระทั่งเดินจากสีกามาไกลแล้ว

พระรูปที่สองได้พร่ำบ่นว่าพระรูปแรก "ท่านทำอย่างนี้ไม่ได้นะ พระสงฆ์ จะแตะต้องกายาของสีกาใดๆมิได้ ท่านจะต้องอาบัติ ..."

จนเดินมาถึงกลางป่า

พระรูปแรกจึงเอ่ยขึ้นว่า "เราได้วางสีกาผู้นั้นลงไว้ใต้โคนต้นไม้แล้ว  แต่ท่านนั้นไซร้ ยังมิได้วาง"



จบ :46:

กินรอบวง

เก้อ

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 27 ก.พ. 2007, 21:01 น.
ถูกครับ
พี่เก้อข้อ 2 แบบนั้นแหละครับ
ที่ผมต้องเปลี่ยน คงต้องเปลี่ยน ข้อใหม่ ความหมายพลาด

1.ต้องการคำตอบที่ แก้ข้อสงสัยกับวัดพระธรรมกาย ((แก้ละ))
2.ถึงจะตอบไป วัดพระธรรมกายก็ผิดอยู่ดี
น่าจะชัดกว่า


ถูกนี่หมายถึง คิดว่า คนที่ไม่ฟังชาร์ปเป็นคนดื้อรั้นใช่ไหมครับ
(ขออภัยจริงๆ เรามักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ภาษาของชาร์ปจริงๆนะ
มันมักจะกำกวม ไม่ชัดเจน)

ส่วนเรื่องคำตอบของชาร์ป ทางธรรมกายตอบได้ ชาร์ปตอบแทนได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับคำตอบนั้นนะครับ

ไม่ได้หมายความว่าตอบได้แล้วทุกคนจะต้องเห็นด้วยและเชื่อตาม

เช่น เราไม่เห็นด้วยกับการใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความรวยเป็นสิ่งจูงใจนำคนมาสู่ธรรม
แต่ชาร์ปบอกว่า นั่นคือวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม สมควรกระทำแล้ว อย่างนี้ก็จบกันนะครับ  :46:
อธิบายด้วยหนทางใด ชาร์ปก็จะไม่คลายความเห็นเหล่านั้น
และเช่นเดียวกัน เราก็ยังไม่พบความสมเหตุสมผลในสิ่งที่ชาร์ปเห็นว่าถูกต้องสมควร

ซึ่งข้อสรุปเหล่านี้ก็ย่อมจะมาจากระดับประสบการณ์การเรียนรู้ของแต่ละคน
เช่น ชาร์ปเห็นผลชัดเจนจากที่ตนเองได้สัมผัสว่า การใช้สิ่งจูงใจแบบนั้น
มันทำให้คนหันเข้าหาธรรมะเพื่อการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าจริง ไม่ได้ไปหลงยึดติดอยู่
กับการได้บุญ หรือเพื่อตอบสนองความอยากรวย มันก่อประโยชน์จริง ชาร์ปเห็นมากับตาแล้ว


แต่อย่างเช่นเรา ซึ่งเรียนรู้และเห็นด้วยกับหนทางของหลวงปู่ชาที่เน้นเป็นอย่างยิ่งว่า
ต้องปลอดการเรี่ยไร จูงใจให้ทำบุญ ด้วยรูปเคารพชนิดต่างๆ
หรือการบอกบุญหรือใช้ความรวย ความเจริญ ฯลฯ เป็นสิ่งจูงใจ
ด้วยเหตุผลว่า เพื่อมิให้ยึดติดในรูปเคารพ ในสิ่งก่อสร้าง
หรือแม้แต่ยึดติดในตัวท่านเองหรือความเป็นสำนักของท่านก็มิให้มี
เงินหรือแม้แต่สมบัติส่วนตัวนอกจากที่บัญญัติไว้ในพระธรรมวินัยก็มิให้พระมี
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็เห็นมากับตาแล้วเช่นเดียวกัน

อย่างนี้เป็นต้น


ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องอธิบายต่อนะครับ เพราะคงต้องขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องไหนมากกว่า
อย่างไหน ควรยอมรับ เห็นด้วยหรือไม่ผู้อ่านคงจะตัดสินและนำไปขบคิดต่อได้เอง
จากประโยคสนทนาของเราๆท่านๆแถวนี้

เอ้อ ลืมบอก ชอบวิธีการสนทนาของเอมากๆ
นำไปสู่การตอบคำถามที่ตรงประเด็นเป็นครั้งแรกของชาร์ปจนได้(หน้านู้นแน่ะ)
คืออ่านแล้วโล่งน่ะ ประมาณ วู้ ในที่สุดก็ตอบตรงๆกับคำถามจนได้
ส่วนจะเห็นด้วยกับคำตอบเหล่านั้นหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่งนะ


โอเคซึ้งครับ   :33:

I ROCK , THEREFORE I AM

ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

นายโอ้เอ้

Today you , Tomorrow me.

iSharp

#949
อ้างอิงถ้าอย่างนั้น ก็คือให้ผู้ที่สนใจ ศรัทธาก่อน แล้วเข้ามาปฎิบัติ จะได้เกิดปัญญา ใช่มั้ยครับ

ครับ

อ้างอิงแล้วส่วนใหญ่กระบวนการสิ้นสุดที่ไหนครับ ศรัทธา --> ปฎิบัติตาม  --> ???

ผลของการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ครับ
เช่น มงคลชีวิต 38 ประการ

กระบวนจะเป็น ศรัทธา-->ศึกษา-->ปฏิบัติตาม-->เห็นผล มากกว่าอ่ะครับ

อ้างอิงลักษณะของการสะกดจิต(หรือล้างสมอง) ก็คล้ายๆ อย่างนี้มั้ยครับ

ไม่ครับ
การสะกดจิต เป็นการทำให้ขาดสติ ครับ
หลักธรรมของพระพุทธฯ ทำให้สติอยู่กับตัวเองครับ หรือ สติปัญญาไงครับ

อ้างอิงให้เชื่อ แล้วก็ ปฎิบัติ แล้วก็ระเบิดพลีชีพแสดงว่าเค้าใช้ศรัทธาผิดหลักใช่มั้ยครับ
ี่
ที่เค้าศรัทธา ไม่ผิดครับ แต่ผิดในช่วงที่ศึกษา นั้นไม่ได้ใช้สติปัญญาคิดตรองตาม หรืออาจไม่ได้ศึกษา
่ของพุทธเราใช้ สติปัญญา คิดตรองตาม ในช่วงที่ศึกษา แล้วจึงปฏิบัติตาม ครับ

อ้างอิงแล้วปัญญาจะเกิดตอนไหนครับ ถ้าเรารับรู้เพียงด้านเดียว

ในกระบวนการตอน ศึกษา ไงครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

อืม . . .ผมสื่อความหมายไม่รู้เรื่องเองครับ
ขอบคุณครับ  :05: + กำลังแก้ไขครับ

คนที่ไม่เชื่อ หรือไม่เห็นด้วยกับคำตอบผม
ผมไม่ได้ว่าเป็นคนดื้อรั้น หรือไม่ยอมรับฟังนะครับ
ผมยังสื่อความหมายในการตอบออกไปได้ไม่สมบูรณ์ มากกว่า

อ้างอิงเราไม่เห็นด้วยกับการใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความรวยเป็นสิ่งจูงใจนำคนมาสู่ธรรม
แต่ชาร์ปบอกว่า นั่นคือวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม สมควรกระทำแล้ว อย่างนี้ก็จบกันนะครับ

เข้าใจไม่ครบครับ
มันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยที่ไม่ผิดหลักของพระพุทธเจ้า

ยกตัวอย่างนะครับ

พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้ โลภ ไม่ให้อยาก ความอยากถือเป็นกิเลส ถูกต้องไหมครับ
แต่ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าท่านก็ใช้ความโลภของคนมาล่อให้คนมาสนใจในพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น

ตอนที่ท่านสอน ยสะกุลบุตร ท่านสอนเรื่องอนุปุพพิกถา ว่าด้วยการ ทำทาน รักษาศีัล โดยเอาเรื่องอานิสงส์มาจูงใจ แล้วก็เอาสวรรค์มาล่อ ให้อยากทำดีก่อน แล้วอธิบายถึงโทษแห่งกาม และอานิสงส์การออกบวช ใช่ใหมครับ นั่นก็คือเอาความอยากมาล่อเหมือนกัน แต่ล่อเพื่ออะไรละ ล่อเพื่อให้เขาทำความดีไม่ใช่หรอครับ

หรือเรื่องพระนันทะ้ ที่ล่อให้ออกบวชโดยพาไปดูนางอัปสรบนดาวดึงส์
แล้วบอกให้ขยันปฏิบัติ จะได้ไปหานางฟ้าเหล่านั้นได้
นี่ก็คือเทคนิคการสร้างแรงจูงใจเหมือนกันนะครับ
แต่ก็เพื่อให้เขาทำความดี ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
แล้วการเอา ของขวัญ หรือความต้องการมาจูงใจที่ทางวัดทำ เพื่อให้เขามาสนใจศึกษาธรรมะ
ผิดหรอครับ

ที่หลวงปู่ชาท่านทำอย่างนั้นก็ถูกต้องครับ ดีแล้วครับอนุโมทนาบุญด้วย  :46:

แต่ขอให้เข้าใจอย่างหนึ่งนะครับ
ว่า
ถ้าเป้าหมายต่างกัน วิธีการย่อมไม่เหมือนกัน
ถ้าพี่เก้อต้องการให้คนเข้าใจเรืองการทำทาน การตัดความตระหนี่ ต้องการสร้างถาวรวัตถุเพื่อให้พุทธศาสนามั่นคง
พี่จะทำอย่างไำร? จะบอกให้เขาทำทานเท่าไรก็ได้
อยากทำก็ทำ ต้องการให้คนมาปฏิบัติธรรมมากกๆ
แต่ไม่มีอาหาร ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีแม้แต่หลังคากันแดด เขาจะมาป่าวละ๊
ขนาดมียังไม่อยากจะมากันเลย  :01:
แล้วของพวกนี้จะให้มีก็ต้องใช้ตังใช่ไหมครับ
จะไปเ่ล่าอานิสงส์ให้คนงาน ผู้รับเหมา มาช่วยกันสร้างฟรีๆ งั้นหรอ ได้ก็ดีครับ  :42:
ที่จริงทางวัดก็ไม่ได้อยากจะบอกบุญ หรือเรี่ยรายหรอก คือถ้ามีคนมาช่วยทำให้ก็ดีครับ  :42:

พวกคนในวัดก็อยากนั่งสมาธิ อยู่นิ่งๆมากกว่า
แต่มันยังทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะพวกเราอยากให้คนอื่นๆศึกษาพระพุทธศาสนากันมากๆ เพราะเมื่อมีคนดีมากๆ  สังคมก็จะมีความสงบสุข พวกเราต้องการแค่นั้นแหละ
เช่น อย่างเรื่องการชวนสอบตอบปัญหาทางก้าวหน้า ก็เอาเรื่องรางวัล มอบโล่ มาจูงใจใช่ป่าวละ แต่จุดประสงค์ก็ต้องการให้เขาอ่านหนังสือ ครอบครัวอบอุ่น กะมงคลชีวิต
ถ้าไม่เอาอะไรมาจูงใจ คงจะมาอ่านกันนะ  :01:
ถ้าอ่านกันอยู่แล้ว คนในสังคมรู้เรื่องมงคลชีวิตกะทิศ6 กันอยู่แล้ว
ก็ไม่ต้องจัดสอบก็ได้ มันเหนื่อยนะ จริงไหมครับ

ผมอยากให้พวกพี่ๆดูที่ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย อย่าไปยึดติดอยู่ที่ วิธีการเลยครับ
ถึงวิธีนี้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ

ปล.ลองปรับวิธีการตอบใหม่ พอได้ไหม ครับ  :05:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

อ้างอิง
1.ทำไมเราต้องท่องคำภาวนาด้วยครับ ไม่ท่องได้มั้ย เพราะอะไรครับ
    ไม่รู้ครับ  ส่วนตัวผม ต้องทำตามวิธีสอนของครูบาอาจารย์ก่อน ต่อไป จะท่องหรือไม่ท่องค่อยว่ากัน....
อ้างอิง
2.การเอาสติไปจัีบนี่ ทำยังไงครับ นึกเป็นภาพ หรือ ใช้ความรู้สึกครับ
    ข้อนี้ ไม่ขอตอบดีกว่าครับ  ไม่รุ้จะพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษร อย่างไร  กลัว บอก

ไม่ถูก เดี๋ยวปฏิบัติผิดจะ ยิ่งแย่  เดี๋ยวไปอ่านตอนสรุปแล้วกัน นะ...

อ้างอิง
3.คิดเล่นๆครับ คนที่ลงพุงนี่ น่าจะฝึกลำบากอ่ะครับ ท้องเค้าพองอยู่แล้ว แก้ไขได้

ยังไงครับ   
    ไม่รุ้สิครับ  ผมรู้ว่าชาร์ปไม่อ้วน ดังนั้นตอบไปก็ไม่มีประโยชน์

อ้างอิง
4.เวทนา ในที่นี้คืออะไรครับ เฉพาะความรู้สึกด้านลบ ไหมครับ
   ความหมายของเวทนา  มีในหนังสือครับ ผม เรียบเรียงความเข้าใจของตัวเองไม่ถูก ขออภัยข้อนี้...
อ้างอิง
5.เอาสติไปจับตรงที่เวทนาเกิดทำไมครับ ทำไมไม่เอาไว้ที่ตรงอื่นครับ
ยกตัวอย่าง เวลาปวดฉี่ ถ้าเราเพลินกับอย่างอื่นเช่น เล่นเกม มันก็หายปวดฉี่ได้
ทำอะไรประมาณนี้ได้ไหมครับ
   ไม่ได้ครับ   สติปัฏฐานคือ การ เผชิญหน้ากับความเป็นจริง ไม่ใช่หนี....
อ้างอิง
6.ถ้าเกิดยุงกัดหลายๆที่ นี่ทำยังไง ครับ ต้องเอาสติไปจับทุกจุดเลยไหมครับ
   ได้ก็ดีครับ    แต่ผมชื่อว่า ผู้ฝึกเบื้องต้นอาจทำไม่ได้  ดังนั้น อย่าเพิ่ง advance   

ก็ใช้กำหนดตามเวทนา  ถ้าถึงขั้นที่สามารถฝึกจนละเอียดแล้ว  ผมเชื่อว่า ก็น่าจะ

กำหนดได้ นะ Q..
อ้างอิง
อาการบางอย่างเกิดขึ้น กำหนดไม่ทัน หรือกำหนดไม่ถูกว่าจะ

กำหนดอย่างไร ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่
กำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการนั้นจะหายไป

อ้างอิง
7.เวลาป่วย นั่งสาธิได้ไหมครับ เช่นปวดหัว เวทนาก็น่าจะเป็นการปวดหัวอย่างแน่

นอน
แล้วจะไปกำหนดว่า ปวดหัวหนอๆๆๆ+ จนมันหายปวดหัวนี่ดูถ้าจะเป็นไปได้ยากครับ
ยาก ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้นิครับ   ความเพียรเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้
อ้างอิง
8.ทำไมต้อง ลิ้นปี่ครับ ทำไมไม่เอาสติไปจับไว้ที่พุงเหมือนเดิมหรอครับ
    อันนี้ ก็เป็นวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้อะครับ  ท่านคง
มีเหตุผลที่ดี  ซึ่ง ผม ยังไม่รุ้ว่าทำไม แต่  ถึงเวลาคงรู้เอง ละมั้งครับ....
อ้างอิง
9.นั่งหลับนี่ถือว่า เวทนาหายไปไหมครับ และเป็นผลดีไหมครับ ถ้าไม่ใช่แก้ยังไงดี

ครับ
    ก็ฝึกให้ถูกวิธีซิครับ... ถ้าฝึกให้ถูกวิธีก็ไม่มีทางนั่งหลับหรอกครับ   เราต้องมีวินัย

ในการฝึกครับ กำหนดเป็นเวลา ให้ได้ .....
อ้างอิง
10.เวลานั่ง ถ้าตะคริวกินเราขยับขาได้มั้ยครับ
    เท่าที่ผมเข้าใจ การฝึกเมื่อเกิดเวทนา  ทุกอย่างก็ต้องทน เอาครับ  ผมไม่เคย

ได้ยินว่ามีคนปฏิบัติสติปัฏฐานแล้วตะคริวกินตาย  ปวดตาย เมื่อยตาย.....
ถ้าผ่อนคลายไปตามเรื่อง จะเรียกว่าการฝึกได้ไงจริงมั้ยครับ.....

อ้างอิง
11.เวลานั่งไปถ้าปวดฉี่ หรือ ปวดเข้าห้องน้ำ เราต้อง ปวดฉี่หนอๆๆๆ หรือวิ่งไปฉี่ดี

ครับ
     ผมเชื่อว่า อาการ ปวดฉี่มันคงไม่ปวดปุ๊ปปั๊บ แบบว่าตั้งตัวไม่ทันหรอกมั้งครับ
     และยิ่งคนฝึกสติแล้ว  ยิ่งรู้ว่า ตัวเองเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพิจารณาแล้ว

ว่าถ้าอั้นเอาไว้จะเป้นอันตราย ก็สมควรไปเข้าห้องน้ำครับ 
แต่ ในขั้นตอนฝึกเราก็ต้องทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จก่อนนะครับ ......
อ้างอิง
12.เวลาหงุดหงิด โมโหเพื่อนร่วมงาน แล้วมานั่งสมาธิทำยังไงครับ เพราะไม่รู้ว่า

โมโหเพื่อนนี่ใช่ เวทนาหรือป่าวอ่ะครับ แล้วภาวนาว่ายังไงถึงจะดีครับ ถ้า ต่อยปาก

หนอๆๆๆ จนหายโกรธนี่ถือว่าถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะอะไรครับ
ต้องกำหนด อารมณ์ ครับ  โกรธ เกลียด ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ
แต่ในขั้นภาวนา  อย่างที่ชาร์ปบอกนี่ มัน เพื่ออะไรครับ เพื่อสนองอารมณ์ของตัวเอง

เหรอ  ถ้าอย่างนั้นก็ผิดครับ  แต่ถ้าไม่คิดอะไรกับคำภาวนา จะเป็นคำไหนก็ได้ครับ

ขอแค่พอเอ่ยออกมาแล้วสามารถให้เรารู้ได้ว่า มันเกิดอารมณ์นี้กับเรา ระลึกว่าจะ

ต้องหยุดอารมณ์นี้ให้ได้....ถึงจะถูกครับ
อ้างอิงใจนึกคิดอารมณ์ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่า

ความนึกคิดจะหายไป
..


อ้างอิง
13.จากพุทธพจน์ ผมจำได้ไม่หมด ประมาณว่า "ความสุขยิ่งกว่า ความหยุดนิ่งเป็น

ไม่มี "
แบบนี้เราก็ไม่ต้องไปสนใจไปกำหนด เวทนา ปวดหนอๆๆๆ อยู่นิ่งๆไปเลยไม่ต้อง

ไปสนใจมันก็ได้สิครับ
ถ้าได้เพราะอะไรครับ ไม่ได้เพราะอะไรครับ แล้วถ้าเรานิ่งแล้วมีความสุข เราต้อง

ทิ้งด้วยมั้ยครับ
ถ้าทิ้งก็ ขัดๆกับ พุทธพจน์อ่ะครับ เพราะอะไรครับ
แล้ว ความหมายของนิพพานคือความสุขเหรอครับ ?
ถ้าความหมายของนิพพานคือความสุข ก็คงได้มั้งครับ
แต่นี่ไม่ใช่ ครับ จุดประสงค์คือ หลุดพ้น ไม่รู้สุขไม่รู้ทุกข์ .....

นี่แหละครับ ผมถึงบอกว่า ผู้ปฏิบัติสมถะอย่างเดียวไม่มีทาง บรรลุเป้าหมายที่แท้

จริงของพุทธ...
อ้างอิง
14.ถ้าเรา นั่งไปแล้วไม่เกิดเวทนาเลย สงบนิ่ง เราจะต้องทำอย่างไรต่อครับ
ถ้าเราเกิดชอบความรู้สึกนี้ผิดไหมครับ เพราะอะไร
สงบนิ่งอย่างไรครับ หมายถึง วกเข้าสู่สมถะหรือป่าว คือ กำหนดเพลิน จนกลายเป็น

สมถะ ไม่สนใจเวทนาที่เกิดไม่สนใจขั้นตอนปฏิบัติอื่นๆ แบบนี้หรือป่าว?  ถ้างั้นก็

ผิดหลักปฏิบัติ แล้วครับ ....
อ้างอิง
15.การนอนนี่ท่าอะไรก็ได้ใช่มั้ยครับ ถ้านอนหงายผมนอนไม่หลับครับ
ถ้าคนที่นอนคว่ำ เค้ากำหนดที่ท้อง พองไม่ได้อะไรแก้ไขยังไงดี
     ขึ้นชื่อว่าฝึกครับ ผม ก็เบื้องต้นเหมือนกัน อยากฝึกก็ต้องทำตามขั้นตอน  ผม มิ

กล้าพลิกแพลงคำสอนของครูเพราะเชื่อว่าท่านมีเหตุผลของท่าน........
อ้างอิง
16.ตอนจะหลับต้องจับด้วยหรอครับว่า พอง หรือ ยุบ เวลาเราดูหนังนี่เราก็ตั้งใจ

เหมือนกัน
เป็นสมาธิในระดับหนึ่ง แต่เราก็หลับก็จำไม่ได้ว่าตอนตอนไหน แบบนี้จะแก้ไขยังไง

ครับ
         อ่านที่ผม พิมพ์ไป เขาให้จับพองยุบหรือป่าวครับ  หมายถึงนอนนะไม่ใช่หลับ
คือเขาให้มีสติ จนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะหลับ พยายามทำให้ได้ว่า เสี้ยววินาทีนั้น

ท้องเราพองรึยุบก่อนที่จะหลับไป  (ซึ่งผมยังทำไม่ได้ ).....

แล้ว เรื่องที่แก้ไข เรื่องการตั้งใจดูโทรทัศน์แล้วก็หลับไปโดยไม่รุ้ตัว  นี่มันเป็น

อาการของผู้ที่ขาดสติ นะครับ  ถึงได้บอกไง  สมาธิ กับ สติ  ต่างกัน.....
              สมาธิคือการรับรู้อารมณ์เดียว ซึ่งจะประกอบด้วยสติ ก็ต่อเมื่อ พิจารณา

ตามไปด้วยเท่านั้น ....ถ้า เราดูโทรทัศน์แล้วคิดตามพิจารณาตามไปด้วย ผมเชื่อว่า

การหลับโดยไม่รู้ตัว จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ....
อ้างอิง
17.เออ บางคนก็ทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เช่น เดินเที่ยว หูฟังเพลง ตามอง

ถนนหลบคน
มือถือของ อากาศร้อน เราควรจะกำหนดยังไงครับมันมีหลายที่เหลือเกิน เพราะ

อะไรครับ

      ถ้า ต้องการนำหลักการปฏิบัติสติปัฏฐาน ไปใช้ในชีวิตประจำวัน แล้ว มีสติอยุ่

กับทุกเรื่องนี่มันยากนะครับ ดังนั้น จำเป็นต้อง ฝึกก่อนครับ  ต้องแบ่งเวลาฝึกให้

เป็นกิจลักษณะ  ใช้กายอบรมจิต ให้คร่องก่อน เดี๋ยวชีวิตประจำวันเราก็ทำได้เอง
(ซึ่งผมก็ยังทำไม่ได้อีกนั่นละ 55+)
อ้างอิง
18.ระดับของสมาธิเราจะวัดได้ยังไงครับว่าเรา ระดับไหนแล้ว
     ในทางปฏิบัติไม่รุ้ครับ  ส่วนตัวคิดว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ครับ   ถ้าอยากรุ้จริง  ลอง

เปิดหนังสือดู ซิครับ คงมีมั้ง  แต่รู้จากหนังสือก็เท่านั้นแหละครับเพราะไม่มี

ประโยชน์ในทางปฏิบัติ    ผมก็เชื่ออีกอย่างว่า ตัวเราท่านั้นที่รุ้ตัวเราเอง ว่าเมื่อฝึก

สติปัฎฐาน ไปเราจะมีสติมากน้อยเพียงใด พิจารณาถึงไตรลักษณ์ เข้าใจ ถึงการ เกิด

ตั้งอยุ่ ดับไป  มากน้องเพียงใด.....เขาบอกว่า ในคนฝึกจนพิจารณาเข้าใจ พวกนี้

จริงๆ จะมองทุกอย่างไม่เหมือนคนทั่วไป  เช่น  เห็น ดอกไม้ก็รู้ว่ามันคือดอกไม้ แต่

ไม่รุ้สึก ถึงความพอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ  หอม ไม่หอม ฯลฯ  ไม่รับรู้อารมณ์

ปรุงแต่งใดๆอย่างสิ้นเชิง.....จะไม่มีจิตปรุงแต่งใดๆ เช่น   เฮ้ย!! อันนั้น สวยดีวะ 

อันนี้ ไม่สวยเลย อันนั้นกูชอบ อันนี้กูไม่ชอบ ฯลฯ  แต่ผมไม่สามารถวัดระดับได้

เพราะตัวผมเองก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้ว่าตัวเองมีสติซักเท่าไร....
อ้างอิง
19.ถ้าเกิด การเล่นไพป้อกเด้งแล้วปฏิบัติไปด้วยนี่ผิดไหมครับ เพราะอะไรครับ เรา

มีสติดีมากซะด้วย
และก็ไม่มีกำหนดในศีล 5 ด้วยอะครับว่าห้าม เล่นศีล ไม่ผิดศีล ด้วยอ่ะครับ
เชื่อผมเถอะครับ คนเล่นไพ่ ไม่ปฏิบัติหรอกครับ  และคนปฏิบัติไม่เล่นไพ่หรอก

ครับ....

แน่ใจเหรอครับว่าคนเล่นไพ่มีสติ.... สติก่อให้เกิดปัญญา ปัญญาเกิดจากการใช้สติ

พิจารณา คนใช้สติพิจารณา จะเห็นว่าอะไรดีไม่ดี อะไรควรไม่ควร....ครับ
อ้างอิง
20.เราจะรู้ได้ยังไงว่านี่ สมถะ ว่านี่ วิปัสสนา ครับ มีอะไรเป็นตัววัดมั้ยครับ เพราะ

อะไรครับ
แตกต่างกันอย่างไรครับ
   ถ้า ลองอ่านทุกโพสต์ของผมก็น่าจะเห็นถึงความแตกต่างนะครับ แม้มันจะเป็น

ส่วนประกอบซึ่งกันและกัน แต่การฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่สามารถไปถึงจุดหมาย

ได้ครับ
   สมถะ สมาธิ คือการรับรุ้ในอารมณ์เดียว  ผู้ปฏิบัติสมถะอย่างเดียว จะก่อให้เกิด
อารมณ์ ที่เรียกว่าสุข  ความสุขจากการหลีกหนีทุกข์   
อุปมาเหมือนเอาเสื่อมาปูนั่งในสนามหญ้า ไม่มีวันที่หญ้าจะทิ่มก้น
   
   ส่วนวิปัสนา คือการระลึกรู้ เห็นถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เผชิญหน้ากับมัน..
อุปมาเหมือน นั่งอยุ่ในสนามหญ้า ไร้ซึ่งเสื่อมาลองก้น..... 
อ้างอิง 
21.ถ้าเราเอาหลักของการปฏิบัตินี้ไปใช้กับการปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานในแบบอื่นๆนี่
ผิดไหมครับ เพราะอะไรครับ
     ไม่ผิดหรอกครับ แต่หลักพวกนี้มันเหมือนเป็นสูตร อาหารนะครับ  เช่นจะทำก๋วยเตี๋ยว
จะทำวิธิไหน สุตรไหนก็ได้ แต่ขอให้ออกมาเป้นก๋วยเตี๋ยว ดังนั้นถึงแม้จะ ใช้เครื่องปรุง
ชื่อเรียกของก๋วยเตี๋ยวต่างกัน แต่ก็ยังคงมีหลักตายตัวบางอย่างที่ทำให้พวกมันเป็นก๋วยเตี๋ยว.... 
แต่ถ้าบางคน แค่ลวกเส้น แล้วบอกว่ามันเป็นก๋วยเตี๋ยวนี่บิดเบือนแล้วนะครับ 
ถ้าไม่เอาไปทำในขั้นตอนให้ครบกระบวนการทำก๋วยเตี๋ยว
ระวังโดนเอาเส้นที่ลวกไว้ไปทำผักไท นะครับ....^^     

แต่ผมแนะนำแนวทางสติปัฏฐานครับ
อ้างอิง


        ผมได้ คุยกับพี่คนนึงที่เขาปฏิบัติ  เขา บอกว่า การ อ่านแล้วนำไปปฏิบัติเองนั้น  ยากมาก
ยากที่จะทำได้ถูกต้อง ขนาดคนที่ถูกสอนตัวต่อตัวยังกำหนดยาก ทำผิดทำถูกเลย
ดังนั้นถ้าชาร์ปหรือใคร ยินดี และพร้อม ก็ติดต่อผม มาทางเอ็มละกันนะครับ 
เพราะ ที่ผมอธิบายเกิดจากความเข้าใจ ทั้งสิ้น เพราะผมก็แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเริ่มต้น บางสิ่งบางอย่าง
ไม่สามารถตอบได้อย่างละเอียด หรือบางอย่างไม่กล้ายืนยัน เพราะกลัวจะทำให้นำไปปฏิบัติผิดๆ
เดี๋ยวผมจะบาปซะป่าวๆ....

..............................................................
อ้างอิง
ตอบ  จักรี ครับ

ก่อนอื่น ก็ขออนุโมทนา   ไหว้  ที่จักรีปฏิบัติ ตามสติปัฏฐาน

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ

อย่าไปบอกเลยครับ วิธีนี้ดี วิธีนี้ไม่ดี

วิธีนี้เป็นสมถะ วิธีนี้เป็นวิปัสสนา

ผมว่าวิธีไหนๆ ก็ดีหมด ถ้าคนที่ปฏิบัติมีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติ มีเป้าหมายที่จะไปนิพพานน่ะครับ

และก็สามารถไปสู่จุดหมายเดียวกันได้

แม้ว่าตอนเริ่มจะไม่เหมือนกัน แต่ก็สามารถไปจุดหมายเหมือนกันได้ครับ

เหมือน เส้นประสาทตามปลายนิ้วมือ ของแต่ละนิ้ว (นิ้วโป้ง ชี้ กลาง นาง ก้อย)

แม้เส้นประสาทจะอยู่กันคนละนิ้ว แต่ก็มารวมกันที่ข้อมือ และก็สามารถวิ่งไปสู่หัวใจได้เหมือนกัน ครับ


       ขอโทษนะครับ ถ้าเป้าหมายคือนิพพาน  การฝึกสมถะอย่างเดียว
ไม่สามารถถึงเป้าหมายได้ครับ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง อย่างที่กล่าวไว้แล้วหลายโพสต์
และถ้าที่ไหนบอกว่าการฝึกสมถะซึ่งให้ยึดให้เพ่ง ให้สร้างมโนภาพตามใจอยาก 
ไม่ประกอบด้วยสติพิจารณา แล้วสามารถถึงพระนิพพานได้..นี่   ก็ถือว่าบิดเบือนนะครับ.....

และอีกอย่างผมไม่ได้บอกว่าวิธีไหน ถูกผิดนะครับ
  เพราะความถูกผิดมันอยุ่ที่จุดประสงค์ของคน
   เช่น
        บางคนฝึกเพื่อให้มีสมาธิ ในการใช้ชีวิตประจำวัน
        บางคนฝึกเพื่อต้องการ ฤทธิเดช
        บางคนฝึก ให้หลุดพ้น
        บางคนฝึกเพื่อทำให้จิตใจสงบ
        บางคนฝึกเพื่อต้องการขันติ
         ฯลฯ

อ้างอิง
ส่วนเรื่องของการที่ใจไปเกาะ (ยึด)

   

ที่จักรีบอกว่าคำว่า  พิจารณา กับ ยึด มันต่างกัน ..........  ใช่ครับ

แต่ การพิจารณา พูดง่ายๆ ก็คือการคิดพิจารณา

ซึ่งการคิดพิจารณา ก็คือ การเอาใจไปเกาะกับความคิดพิจารณา ในกาย เวทนา จิต ธรรม ไงครับ

อย่างที่บอกไปแล้วน่ะครับ ว่าใครที่ฝึกสมาธิใหม่ๆ ใจจะยังไม่สงบนิ่ง จะต้องหาสิ่งที่เกาะ
(ยึด(ซึ่งการยึดไม่ใช่แบบกำมือแน่นๆ นะครับ เป็นแค่ที่เกาะของใจ)) ไม่ให้ซัดซ่ายไปมา ......
เมื่อเราฝึกได้อย่างชำนาญดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นแล้วครับ
(เหมือนเราท่องสูตรคูณ ใหม่ๆก็ต้องท่องๆๆๆๆ ... พอโตขึ้นจำได้ ก็ไม่ต้องท่องแล้วครับ แค่นึกก็คูณได้แล้ว
(เว้นแต่ พอโตขึ้นก็ลืมครับ เพราะไม่ได้ใช้บ่อยๆ  ))
         ถูกต้องครับ   แล้วที่ธรรมกาย เขาให้ฝึกพิจารณา ให้เห็นถึงความเป็นจริง มั้ยครับ หรือสอนให้แค่นิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉยๆ
  (อย่าลืมนะครับ ว่าเคยฝึกธรรมกายมาเหมือนกัน.. ให้เพ่งดวงแก้วผมก็เพ่ง
ให้เอาจิตไว้ที่ฐานกลางกายผมก็ทำ ให้สร้างมโนภาพตามคนพูดกล่อม ผมก็ทำนะ)
         

อ้างอิง
ส่วนใครจะมีจริตอย่างไร ชอบวิธีการนั่งสมาธิแบบไหน ก็ตามจริตของตนน่ะครับ

ขอแค่ให้นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน เป็นประจำ ก็พอครับ  ไหว้

เห็นด้วยครับ  เป็นสิ่งที่ดีครับ  เพราะทุกคน มีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน
     แต่ถ้าพูดถึงเรื่องนิพพานนี่ไม่เห็นด้วยนะครับ......


...........................




ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

Elabits

เอ่อ คุ้น ๆ ว่ะ จักรี  ตอบเป็นพี่หนุ่มเชียวนะแก   :35:
สวัสดีชาวโลก  สีน้ำเงินหม่น

เก้อ

#953
แจ่มแจ๋วเลยชาร์ป  :12:


เราก็บอกไว้อยู่แล้วนะ ไม่ได้บอกว่ามันผิด
ก็อย่างที่ว่า บัวมีหลายเหล่า อันนี้คงเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว
เห็นด้วยกับชาร์ปว่า ในที่สุดแล้วสำหรับคนหมู่มาก
การจูงใจด้วยวิธีการเหล่านี้ เป็นสิ่งจำเป็น การตลาด จำเป็น


เพียงแต่มันจำเป็นที่จะต้องมีจุดยืนที่รักษาความบริสุทธิ์ไว้
อย่างแนวทางของวัดหนองป่าพง ซึ่งเมื่อสองวิธีคิดนี้มาเจอกันก็ย่อมจะมีข้อแย้งกันไม่มีจบ


สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็น"จุดยืน"ที่จะรักษาความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ของพระธรรมอาไว้
ส่วนการนำคนเข้าวัดให้มาก โดยใช้เครื่องมือจูงใจชนิดต่างๆ ในกรอบที่พระพุทธองค์อนุญาต
เพื่อจะสั่งสอนให้ทำดีเป็นจำนวนมาก เพื่อสังคมส่วนใหญ่สงบสุข
ก็คือ"จุดยืน"ของธรรมกาย ปัญหาคือ ใครเห็นว่าจุดยืนใดยังประโยชน์อย่างแท้จริง
ซึ่งแต่ละท่านจะเห็นอย่างใด มีเหตุผลรองรับแบบไหนก็ตามแต่จะคิดอ่านกัน


ส่วนหลวงพี่วัดที่เราบวช เราถามแกไปว่า ถ้าหากวัดไม่ปรับเปลี่ยนวิธีเพื่อดึงคน
ให้เข้าวัด ไม่ผ่อนคลายสิกขาบทบางข้อลงบ้าง มาอยู่ป่าเอาธรรมะตั้งไว้บนหิ้งแบบนี้
มันจะยังประโยชน์ต่อสังคมได้ยังไง (วิธีถามของเรานี่ก็ออกแนวหาเรื่องอยู่นะ :08:)


หลงพี่แกจริงจังกับประเด็นนี้มาก แกว่า
มันเป็นความผิดของพระธรรมไหมที่ต้องอยู่บนหิ้งแบบนั้น
ถ้าหากเราไม่รักษาไว้ให้มันบริสุทธิ์ ใครจะมารักษา
การจะยอมฆ่าห่าน(ความบริสุทธิ์ของพระธรรม)เพื่อแลกกับไข่ทองคำ
(ให้คนเข้าวัดมากๆ)เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ


(จริงๆหลวงพี่แกเปรียบคำอื่นคล้ายๆยังงี้ ซึ่งจำไม่ได้แล้ว
เราเห็นว่าคำนี้ชัดเจนดี คิดว่าน่าจะพอนึกออกนะครับ
ฆ่าห่านเพื่อเอาไข่ทองคำ ในระยะยาวแล้วย่อมไม่เป็นผลดี)


ความเชื่อเรื่องวัตถุมงคลที่เราเห็นเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน
มันก็คงเริ่มมาจาก ใครสักคนในอดีต ต้องการสร้างสิ่งจูงใจให้คนระลึกถึงพระธรรมคำสอน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระดับความคิดความอ่าน ความเข้าใจของประชาชนที่แตกต่างกัน
ก็นำไปสู่การแขวนเพื่อปกป้องอันตราย ฟันแทงไม่เข้า รวย หล่อ ฯลฯ
ผิดเพี้ยนจากคำสอนของพระพุทธเจ้า จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปในปัจจุบัน


แต่เรื่องนี้ก็เข้าใจนะครับว่า จะศาสนิกศาสนาไหน ก็ทำมาจากมนุษย์ทั้งนั้น
บัวหลายเหล่า ท่านก็กล่าวไว้ชัดเจน แต่ชาร์ปก็ยืนยันว่าทางวัดก็มีการป้องกันความไขว้เขว
ในเรื่องนี้อย่างที่บอกว่ามีการเทศน์ก่อนให้พระ ซึ่งผู้คนล้านแปดความคิด
มันก็เป็นไปได้ที่เขาจะเข้าใจไปในทางร่ำรวยมีเงินทองแต่เพียงด้านเดียว
สิ่งนี้เอง ที่พี่ๆน้องๆแถวนี้หลังจากได้ฟังคำชี้แจงจากชาร์ปแล้ว ก็น่าจะอดสงสัยไม่ได้ว่า
ได้ทำอย่างระมัดระวังเพียงใด อย่างคำถามที่เอถามนั่นไง


และข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็อดที่จะสงสัยไม่ได้อีกเช่นกันว่า
คนทุกคนในวัดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่จะให้ได้มาซึ่งเงินเหล่านี้
หวังดี บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกคนเลยหรือ เพราะนี่เรากำลังพูดถึงเงินหลักหมื่นล้าน
(ถึงอยู่แล้วใช่ไหม คิดว่าถึงนะ)


แต่เอาล่ะ มันก็ได้แต่สงสัยนั่นแหละและ ข้อสงสัยนี้
และมันไม่ได้เกี่ยวกับความถูกต้องของพระธรรม หรือจุดยืน ใดๆทั้งสิ้น
มันเกี่ยวกับมนุษย์และผลประโยชน์ล้วนๆ หากมีเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ชาร์ปหรือใครก็ยืนยันไม่ได้หรอก ว่ามันบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกบาททุกสตางค์
แม้จะอยากเชื่อเช่นนั้นก็เถอะ ประเด็นนี้ไม่ใช่คำถามนะ
เพียงแต่บอกเล่าให้ชาร์ปฟังเฉยๆว่า ข้อสงสัยที่คนทั่วไปมีต่อทางวัดนั้น
มีสาเหตุอย่างไรบ้างในสายตาของคนภายนอก
ก็เป็นหน้าที่ของทางวัดเองที่จะตอบคำถาม และทำให้ผู้คนมั่นใจ
เราเพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลสงสัยของสังคมเฉยๆ


I ROCK , THEREFORE I AM

จักรี

อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 28 ก.พ. 2007, 03:26 น.
หลงพี่แกจริงจังกับประเด็นนี้มาก แกว่า
มันเป็นความผิดของพระธรรมไหมที่ต้องอยู่บนหิ้งแบบนั้น
ถ้าหากเราไม่รักษาไว้ให้มันบริสุทธิ์ ใครจะมารักษา
การจะยอมฆ่าห่าน(ความบริสุทธิ์ของพระธรรม)เพื่อแลกกับไข่ทองคำ
(ให้คนเข้าวัดมากๆ)เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ


ใช่ครับ 

ใช้กิเลสเป็นกุศโลบายล่อให้คนละกิเลส  แบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอครับ.....

     
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iannnnn

บางประโยคของจักรี กับบางประโยคของชาร์ป
มาได้ความคิดดีๆ เพื่ออธิบายจากเก้อ -- และจากหลวงพี่แนวที่วัดป่าเก้อ (ชื่อนี้เท่ดี)

เหตุผลที่จักรีไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะนั่งสมาธิมาจนถึงตรงนี้
ไม่รู้จะเอาจิตไปจ่อไว้ที่กระบังลมทำไมไม่รู้

เป็นเหตุผลเดียวกับที่เราเข้าใจเคลื่อนว่าพระเครื่องมีไว้เพื่อกันภูติผี
เป็นของขลังให้แคล้วคลาดและมหานิยม

เป็นเหตุผลเดียวกับที่พระไตรปิฎกบอกว่าพระพุทธเจ้าและทีมงาน (ขออภัยที่ใช้คำวัยรุ่นนะครับ)
หลอกล่อให้เศรษฐีไปดูนางฟ้าจะได้สมัครสมาชิกเพิ่ม เพื่อบรรลุธรรมอะไรก็ว่าไป
(แล้วเราก็เชื่อพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องพิสูจน์)

และที่น่ากลัวคือ มันเป็นเหตุผลเดียวกับวิธีที่วัดพระธรรมกายกำลังทำอยู่
คือกองทัพต้องเดินด้วยท้อง การประชาสัมพันธ์ต้องบริหารด้วยเงิน
ถ้าไม่มีเงินแล้วเราจะจัดการได้อย่างไรกับฝูงชนเปี่ยมศรัทธาจำนวนมหาศาล (ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ)

ฉันใดก็อิ่มนั้น
ต่อไปใครจะรู้ว่าการที่มีตัวเงินมากๆ มาข้องแวะกับการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
โดยที่หน้าหนังสือพิมพ์บอกแค่ว่าบริจาคเท่านี้จะได้พระชนิดนี้ ก่อให้เกิดพุทธคุณ(เกลียดคำนี้จริงๆ) อย่างนั้นอย่างนี้
ถ้าทั้งหมดอยู่ในคอนโทรลของเจ้าของโปรเจ็คที่เป็นคนดี มันก็ดี .. แต่ดูก็รู้ว่าคอนเซปต์นี้ไม่ยั่งยืนหรอก
คือถ้าหมดยุคของทีม(ทื่เป็นคนดี)นี้ไป .. ใครล่ะ จะวางใจได้ว่าการบริหารเงินบนความศรัทธาของสาวกจะเดินไปทางไหน
ฟันธงได้เลยว่าอุดมการณ์บริสุทธิ์ของวัดที่เดินด้วยเงินนี่ไม่ยั่งยืนแน่ๆ

เดี๋ยวจะหาว่าเอะอะก็โยนขี้เข้าวัดพระธรรมกายอีก
ผมก็เปรียบเทียบ "วัดทุนนิยม" อื่นๆ ให้อ่านเป็นเกณฑ์ด้วยทุกครั้งแหละครับ
ตอนนี้วัดทุนนิยมทั้งหลายแหล่ก็สูญเสียจุดยืนกันไปหมดแล้ว
กลายเป็นอะไรไม่รู้ แบบที่การ์ตูนญี่ปุ่นทุกเรื่องชอบด่าพระว่าเห็นแก่เงินกันไปนั่นฉิบ



ที่คนเขากลัวและเกลียดการรัฐประหารกันก็เพราะแบบนี้แหละครับ
ระยะสั้นมันอาจโอเค เราได้ผู้นำการปฏิวัติที่เป็นคนดี ..แต่ระยะยาว มาตรฐานมันอยู่ตรงไหน
เกิดวันนึงแม้วลุกขึ้นมาทำการปฏิวัติแล้วบอกว่าอ้าว ผมก็ทำเหมือนกับครั้งก่อนนั่นแหละ
น่ากลัวนะครับ

จักรี

 :42:

         จริงๆ มันมีเหตุผลของมันนะว่าทำไมต้อง เอาจิตจับตรงนู้น ตรงนี้   แต่แค่ผมไม่รูุ้็เท่านั้นเอง ... 
ถึงจะไม่รู้ แต่คิดเอาเองว่ามันคือวิธีปฏิบัติ ที่ เป็นแค่ส่วนประกอบ ก็เหมือน  1< 2  ถามว่า แล้วทำไมต้อง
ใช้ เครื่องหมาย <  แทนคำว่า น้อยกว่าด้วย   มันมี เหตุผล คือ ด้าน ซ้ายเล็ก อีกด้านขวางอ้ากว้าง จึงใช้แทนความหมายว่าฝั่งซ้ายน้อยกว่าฝั่งขวา  แต่ มันไม่ใช่ประเด็น  ประเด็น คือ  1 น้อยกว่า 2 จริง.....     
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iannnnn

อ้าห์ ก็ใช่ครับ

แหม มันเป็นวิธีเขียนหลอกล่อให้รู้สึกมีส่วนร่วมแค่นั้นแหละเชฟ :41:
เชื่อว่าพอไปหาคำตอบมาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างเพื่อการนี้
แต่แบบ นะ เอ้อ .. โว้ว...

จักรี

 :39:  ผมกลัวที่สุด อะไรรู้มั้ย  กลัวอธิบายอะไรไปแล้วไม่มีเหตุผล  อะ  ..... :41:

                       แต่ มีนักกายภาพมาบอกนะ วิธีปฏิบัตินี้    ทั้งการเดิน ยืน นั่ง นอน มัน  ถูกต้อง ตามหลัก วิชาการแพทย์เลยนะ  ขนาดวิธีนี้เป็น วิธีคิดจากหลวงพ่อ ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องกายภาพ เลย.... 

  อย่างน้อย ถ้าปฏิบัติ  อาจส่งผลต่อบุคลิกภาพ และสุขภาพ พลานามัย ทีดี ด้วย .... นี่ละนะที่เขาเรียกอนิสง ของแท้............
     
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

TangMo

#959
อ้างอิงเป็นเหตุผลเดียวกับที่พระไตรปิฎกบอกว่าพระพุทธเจ้าและทีมงาน (ขออภัยที่ใช้คำวัยรุ่นนะครับ)
หลอกล่อให้เศรษฐีไปดูนางฟ้าจะได้สมัครสมาชิกเพิ่ม เพื่อบรรลุธรรมอะไรก็ว่าไป
(แล้วเราก็เชื่อพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องพิสูจน์)

แล้วเราก็เชื่อพระไตรปิฏกโดยไม่ต้องพิสูจน์     :08:


เหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมใหม๊ครับ  ที่เชื่อข่าว(ที่ออกข่าวโจมตีวัด ทำตัวเป็นเสมือนศาลเตี้ย) เมื่อปี41-42  แล้วก็ไม่มาพิสูจน์    :08:





จากที่อ่านมาหลายโพสท์

ผมอยากบอกว่า    เป้าหมายกำหนดวิธีการครับ

เหมือนเราจะปีนเขา เอเวอร์เลส (เขียนไม่ถูกอ่า)
ถ้าคนที่ 1.  มีเป้าหมายที่จะปีนเขา เอเวอร์เลส ให้ถึงโดยเร็ว โดยพาคนไปไม่มาก(เพราะไม่ชอบคนเยอะ วุ่นวาย ชอบความสันโดษ)

กับคนที่ 2. ที่มีเป้าหมายปีนเขา เอเวอร์เลสเหมือนกัน แต่จะพาทุกคนให้ไปถึงจุดนั้นพร้อมๆกัน ไปเป็นทีม พาไปให้หมดโลก

ถามว่า คนทั้ง 2 คน มีเป้าหมายที่เขาเอเวอร์เลส เหมือนกันหรือเปล่า ? ...............  ตอบว่า เหมือนกันครับ

แต่วิธีการของทั้ง 2 คนจะต่างกันครับ

คนที่ 2 จะต้องเตรียมเสบียงติดตัวไปมากกว่า เตรียมอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่มากกว่า ใจของเค้าจะต้องขยายใหญ่กว่า ...... ครับ   :33:


วัดพระธรรมกาย ก็คล้ายๆ กับคนที่ 2 ล่ะครับ ที่มีเป้าหมายที่จะไปนิพพานเหมือนกันครับ แต่จะไม่ไปคนเดียวจะยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหมายเข้าสู่พระนิพพานให้หมด  ...........   ซึ่งการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น แน่นอนครับ มาต้องมีวิธีการที่ต่างกัน(แต่มีเป้าหมายไปนิพพานเหมือนกันนะ) ต้องเตรียมเสบียงที่จะติดตัวไปในภพชาติเบื้องหน้า ที่ต่างกัน ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ต่างกัน(ในด้านปริมาณ) .... และอีกหลายอย่างน่ะครับ

ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยครับว่า คนปีนเขาคนที่ 1 จะยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมคนปีนเขาคนที่ 2 จึงต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
(ตอนที่โดนข่าวโจมตีปี41-42 มีคนที่มาวัดหลายๆคนโกรธสื่อมากเลยครับ แต่หลวงพ่อท่านก็ได้สอนว่าอย่าไปโกรธเค้าเลยลูก ... เราผิดเองที่ไม่สามารถอธิบายให้เค้าเข้าใจเหมือนเรา ถ้าเค้าได้รู้เหมือนเราเค้าก็จะไม่คิดแบบนี้ (ประมาณนี้อ่ะครับ))



อ้างอิงผมกลัวที่สุด อะไรรู้มั้ย  กลัวอธิบายอะไรไปแล้วไม่มีเหตุผล  อะ  .....
ใช่เลยครับ การเขียน ยากกว่า พูด หลายเท่าครับ (ซึ่งผมก็ไม่ค่อยถนัดการเขียนด้วยซิครับ)

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines