โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iSharp

#795
อ้างอิงประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากกับประเด็นทำบุญหวังผล(บุญ)
จากที่อ่านในบทที่เอยกมา (ซึ่งก็ยกมาจากเว็บที่ชาร์ปให้อีกที)
จะต้องตีความบทนั้นว่าอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ

พี่เชื่อว่าทำบุญแล้วได้บุญหรือป่าวครับ
เพราะบทความนั้นเป้นการตอบคำถามของคนที่เชื่อเรื่อง ทำบุญได้บุญ

อ้างอิงศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผลแทบไม่ต่างอะไรกับการนับถือจตุคามรามเทพเลย เป็นความเชื่อที่อยู่เหนือเหตุผล ไม่ได้ต้องการเอาชนะนะ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับผม แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า การให้คนทำความดี หรือทำบุญ ละบาป การสืบทอดพระพุทธศาสนา น่าจะ(ใช้คำว่าน่าจะเพราะเป็นความเห็นส่วนตัว)สอนให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เอาความกลัว ความไม่แน่ใจ ความไม่มั่นคง มาขู่

ผมอาจจะเป็นพวกองุ่นเปรี้ยว

พี่ว่า พระพุทธศาสนาต่างจากจตุคามรามเทพ ยังไงครับ

พี่จะให้ตอบเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องไหนละ ครับ
ประเด็นของข่าวผมตอบไปแล้ว

องุ่นเปรี้ยว ที่เข้าวัดเยอะครับ  :22:

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

TangMo

อ้างอิงคงคุยกันคนละเรื่องเดียวกันอยู่มั้งเนี่ย
เรื่องบุญบาปกรรมนี่มีจริงๆนะ

การดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความมีเมตตา
ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง บอกทางคนถามทาง ขับรถมีน้ำใจ
การตั้งใจทำงาน นั่นก็เป็นบุญนะ

การพูดจาไม่ดี ดูถูกผู้อื่น ก็บาปนะ
อาจทำให้ไม่มีคนอยากจะคบหา
อันนี้ถือว่าเป็นกรรมจากการพูดไม่ดีนั่น เป็นต้น

+  ลุงอ๋าห์ ครับ   :38:   .....  เอ่อ.....   แต่ตอนนี้ยัง + ไม่ได้อ่ะ   :02:


อ้างอิงงั้นถามสั้นๆ ง่ายๆ แล้วกันนะครับ

ประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากกับประเด็นทำบุญหวังผล(บุญ)
จากที่อ่านในบทที่เอยกมา (ซึ่งก็ยกมาจากเว็บที่ชาร์ปให้อีกที)
จะต้องตีความบทนั้นว่าอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ


ขอตอบครับ  :25:   ทำความเข้าใจไปด้วยนะครับ

ประเด็นที่ 1   ทำบุญมากได้บุญมาก

ขอตอบว่าไม่จริงเสมอไปครับ !!!

ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอย่างน้อย 3 อย่าง ครับ คือ

1. เจตนาบริสุทธิ์  คือ  ความตั้งใจที่อยากจะให้ ที่ประกอบด้วยใจที่ความบริสุทธิ์ ไม่ได้หวังคิดร้าย ทำร้ายคนอื่น (เช่น ชายหนุ่มให้ดอกไม้หญิงสาว .... ไม่ได้บุญครับ เพราะต้องการหญิง, ส.ส.ให้เงินคนเลือกตัวเอง  .... ก็ได้บุญครับ เพราะหวังให้เค้าเลือกเรา) แต่การให้เพื่อหวังความสุขใจ สบายใจ ก็เป็นสิ่งที่พีงหวังครับ เพราะความสุขเกิดจากบุญครับ อย่างเช่นตัวอย่างที่ลุงอ๋าห์ยกมาน่ะครับ ถูกต้องเลยครับ  :12:

2. วัตถุบริสุทธิ์ คือ วัตถุที่ให้ทาน เป็นวัตถุที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ คือ ไม่ได้จากไปขโมยเค้า ไปโกงเค้า หรือประกอบอาชีพที่ทุจริต  ต้องได้วัตถุมาด้วยการประกอบอาชีพที่บริสุทธิ์ไม่เกิดโทษ เป็นบาป(เช่นขายอาวุธ ค้ายาเสพติด ค้ายาพิษ ค้ามนุษย์ เป็นต้นครับ)  :33:

3. ผู้ให้บริสุทธิ์ กับ ผู้รับบริสุทธิ์ คือ ผู้ให้ก็มีศีลมีธรรม  ผู้รับก็มีศีลมีธรรม

ถ้าครบที่ 3 ข้อนี้ จะได้บุญมากครับ แต่ถ้าไม่ครบบุญที่ได้ก็ลดหลั่นลงไปครับ
เพราะฉะนั้น ทำบุญมาก ก็ไม่ได้บุญมากเสมอไปครับ เว้นแต่ครบที่ 3 ข้อ ให้มากก็ได้บุญมากเป็นธรรมดาครับ

อุปมาให้ฟังนะครับ เปรียบการทำบุญเหมือนชาวนาปลูกข้าวครับ

การปลูกข้าวจะให้ได้ข้าวที่ดี ต้องประกอบด้วย

1. ดินดี คือดินที่จะปลูกข้าวต้องเป็นดินเหนียว (ไม่รู้ถูกหรือเปล่า) เอาง่ายๆ เป็นดินที่เหมาะแก่การปลูกข้าวครับ คือถ้าดินดี ข้าวที่ปลูกในดินที่ดี ข้าวก็จะขึ้นดีมีเมล็ดข้าวเยอะ ถ้าดินไม่ดีข้าวที่ได้ก็ไม่เยอะครับ นั่นก็คือ ผู้รับบริสุทธิ์ครับ

2.เมล็ดพันธุ์ข้าวดี น้ำดี คือ ถ้าปลูกข้าวใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี เมล็ดไม่หัก ไม่เสีย เมล็ดมีคุณภาพ .. เมล็ดที่ปลูกไปก็ย่อมต้องได้ข้าวที่ดี กว่าใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดี หัก เสีย  นั่นก็คือ วัตถุบริสุทธิ์

3.คนปลูกดี คือ ชาวนาคนนั้นมีความรู้ในการปลูกข้าว รู้วิธีการ รู้หลักวิชา ชาวนาที่มีความรู้ด้านการปลูกข้าว ก็ย่อมสามารถทำให้ข้าวไปผลดี มีปริมาณเยอะกว่าชาวนาที่ไม่รู้วิธีการปลูกข้าว ทำอะไรก็ไม่เป็นซักอย่าง นั่นก็คือ ผู้ให้บริสุทธิ์

4.ตั้งใจดี ดูแลอย่างดี คือ ชาวนามีเป้าหมายที่จะปลูกข้าวให้ได้ดี ระหว่างรอข้าวออกผล ก็ดูแลลอย่างดี ไม่ยอมให้อะไรมารบกวนข้าว คอยกำจัดวัชพืชอย่างดี ย่อมให้ผลข้าวมากกว่า ชาวนาที่ไม่มีความตั้งใจที่จะปลูกข้าว ไม่เอาใจใส่ดูแลแปลงข้าว นั่นคือ เจตนาบริสุทธิ์ ครับ

ถ้าชาวนาทำให้อย่างน้อย 4 ข้อ ข้างต้นนี้ก็ย่อมได้ผลข้าวที่ดี ครับ

ทีนี้ ถ้ามีชาวนา อยู่ 2 คน มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อ เหมือนกัน สิ่งแวดล้อมเดียวกัน
ถามว่าจะได้ผลเหมือนกันหรือไม่  ...ก็ต้องตอบว่าได้เหมือนกัน  

แล้วถ้า มีชาวนาอีกคนหนึ่ง มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อเหมือนกัน สิ่งแวดล้อมเหมือนกัน แต่!!! ทำนาในปริมาณที่มากกว่า!!!ล่ะครับ จะได้ผลเท่าชาวนา 2 คนแรกมั้ยครับ ....... ก็ขอตอบว่าได้ไม่เท่ากัน เพราะทำนามากกว่า ก็ย่อมได้ ข้าวในปริมาณที่มากกว่าครับ   :33:

เพราะฉะนั้น ข้าว ก็คือ บุญ ครับ

สรุป คือ การทำบุญมากไม่จำเป็นต้องได้มากเสมอไป
การทำบุญมากต้องให้ครบคุณสมบัติ อย่างชาวนาทั้ง 4 ข้อ
เมื่อทำครบคุณสมบัติอย่างชาวนาทั้ง 4 ข้อแล้ว ......
ทำบุญมาก ก็ย่อมได้บุญมากครับ  :45:


ส่วนประเด็นที่ 2 ค่อยมาว่ากันครับ
อยากให้เข้าใจในประเด็นแรกก่อนครับ

ไม่รู้ว่าเข้าใจกันหรือเปล่า ?
ถ้าสงสัยตรงไหน กรุณาถามเพิ่มเติมด้วยครับ   :46:



ยุนเอ

#797
สมมุติว่าเชื่อเรื่องทำบุญได้บุญครับ

อธิบายต่อเลยครับ   :25:


// ของแตงโมนะครับ

ที่อ่านมาก็เข้าใจว่ายังงั้นไงครับ   :08:

อธิบายให้เข้าใจเพิ่มตรงไหนเหรอ ประเด็นที่สงสัยก็ถามไปในนั้นแล้ว


// อ้อ ลืมไปตูถามเองนี้หว่าว่าให้ตีความว่าอย่างไร โอเค ถูกๆๆ  :12:

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

พี่แตงโมตอบประเด็น แรกแล้วอ่ะ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

TangMo

#799
อ้างอิง// ของแตงโมนะครับ

ที่อ่านมาก็เข้าใจว่ายังงั้นไงครับ   

อธิบายให้เข้าใจเพิ่มตรงไหนเหรอ ประเด็นที่สงสัยก็ถามไปในนั้นแล้ว

// อ้อ ลืมไปตูถามเองนี้หว่าว่าให้ตีความว่าอย่างไร โอเค ถูกๆๆ 

:46:  + เอ ครับ



ส่วนประเด็นที่ 2   ทำบุญหวังผลบุญ

ประเด็นนี้ตอบยากอ่ะ อาจจะเข้าใจยากนิดนึงนะครับ .... แต่จะพยายาม :33:

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ทุกครั้งที่เราคิดดี พูดดี ทำดี จะเกิดบุญครับ และกลับกันทุกครั้งที่เราคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วจะเกิดบาปครับ (อย่างเช่นตัวอย่างที่ลุงอ๋าห์ยกขึ้นมาครับ )

อ้างอิงการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความมีเมตตา
ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง บอกทางคนถามทาง ขับรถมีน้ำใจ
การตั้งใจทำงาน นั่นก็เป็นบุญนะ

การพูดจาไม่ดี ดูถูกผู้อื่น ก็บาปนะ
อาจทำให้ไม่มีคนอยากจะคบหา
อันนี้ถือว่าเป็นกรรมจากการพูดไม่ดีนั่น เป็นต้น


เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี เกิดบุญแน่นอนครับ
ถึงแม้ว่าเราคิดดี พูดดี ทำดี แต่เราไม่หวังบุญ ยังไง้ ยังไง บุญก็ต้องเกิดครับ  :25:
เพราะฉะนั้นทำบุญไม่จำเป็นต้องหวังบุญครับ เพราะยังไงบุญก็ต้องเกิดครับ

ขอคั่นแป๊บนึงนะครับ   

แล้วบุญ คือ ?   :09:

บุญ คือ พลังงานบริสุทธิ์ (เหมือนไฟฟ้าอ่ะครับ เราไม่เห็นไฟฟ้าแต่เรารู้ว่ามีไฟฟ้า ถามว่ารู้ได้ไงว่ามีไฟฟ้า
                                    .... ก็เห็นอยู่อ่ะว่าไฟมันติด พัดลมมันหมุน ส่วนบุญรับรู้ได้ด้วยใจ )
            บุญเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราคิดดี พูดดี ทำดี (เมื่อบุญเกิดเราจะรู้มีความสุข ใจขยาย เบิกบาน แช่ม
                                    ชื่น ผ่องใส ฯลฯ ประมาณนี้อ่ะครับ)
           
และทุกครั้งที่เกิดบุญ หรือ บาป ทุกอย่างจะเก็บไว้ที่ใจของเรา ครับ จะไม่หายไปไหน ไม่สามารถลบล้างได้

บุญ จะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จ ,ส่วนบาปจะนำมาซึ่งความทุกข์ และอุปสรรค
ถามว่ารู้ได้อย่างไร .......

ขอตอบว่า
คนจีนที่ไม่รู้จักบุญ แต่เรียกบุญว่าเฮง ดูโหวเฮ้งดี
คนไทยที่ไม่รู้จักบุญ จะเรียกบุญว่า คนนี้ดวงดี , คนนี้โชดดี
ส่วนคนที่รู้จักบุญ จะบอกว่า คนนี้บุญดี คนมีบุญ

คือคนไหนที่บุญส่งผล จะเรียกว่าคนนั้นว่า เฮงโคตร โชดดีโคตร ดวงดีโคตร

คนที่มีบุญมาก จะทำอะไรก็สำเร็จอย่างง่ายๆ และสบายๆ หน้าตาก็จะดูอิ่ม ผ่องใส(แม้ผิวดำก็ดำแบบผ่องๆน่ะครับ)   ส่วนคนที่มีบุญน้อยเวลาจะทำอะไรสำเร็จซักอย่างจะทำอย่างยากๆ และลำบากๆ หน้าตาก็ดูหมองๆ ไม่ค่อยมีราศี โหวเฮ้งไม่ดี น่ะครับ

..... นี่แหล่ะครับ บุญที่จะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จ(คืออธิบายยากน่ะครับ)  :44:


ทีนี้ มาขยายความเรื่องของ บุญที่ ทำให้เกิดความสำเร็จ (ผมคิดว่า บุญก่อให้เกิดความสุขคงเข้าใจกันนะครับ)

บุญ ก่อให้เกิดความสำเร็จได้ด้วย การอธิษฐาน ครับ  ซึ่งการอธิฐานคือการตึ้งเป้าหมาย การตั้งความปรารภนาครับ

ยกตัวอย่าง 
        ต.ย.1 กว่าที่จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องและฝึกฝนอบรมตัวเองมากๆ  สั่งสมบุญที่มากๆ
                 และตั้งจิต ปรารภนาทุกครั้งที่ประกอบบุญ ว่า ด้วยบุญนี้ขอให้ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
                 พระองค์หนึ่งในอนาคต เป็นต้น (อย่าคิดมากนะครับ  :44:)
       
        ต.ย.2 หรือแม้แต่ศาสนาอื่น(ขออภัยที่พาดพิง) ที่เค้าอ้อนวอนพระเจ้าบ่อยๆ ทุกๆวัน แล้วประสบ
                 ความสำเร็จก็เพราะเค้าใช้บุญที่เกิดจากการคิดดี พูดดี ทำดี อธิษฐานบ่อยๆ ทุกๆวัน จนถึงวันที่
                 บุญส่งผล จนสำเร็จตามความปรารภนา เพราะฉะนั้นจึงสำเร็จได้ด้วยบุญครับ

       ต.ย.3  บางคนทำดีบาง ทำชั่วบ้าง แต่ชอบคิดในเรื่องที่ตัดพ้อ ตัดกำลังใจตนเอง เช่น ทำไมเราจน
                 ทำไมเราไม่เก่ง ทำไมเราโชคไม่ดี ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ ... ไอ้ที่เราคิดว่าทำไม 
                 ทำไม ซ้ำไปซ้ำมานี่ถือว่า อธิษฐานให้เราเป็นอย่างที่เราคิดว่าทำไม ด้วยครับ
                 เพราะฉะนั้น ให้เราคิดแต่สิ่งที่เป็น + ตลอดครับ อย่าคิดไปในด้านลบ เพราะจะเป็น
                การตั้งความปรารภนาให้เป็นอย่างนั้นครับ (อย่างที่ฝรั่งชอบสอนเราว่า ให้เราคิดแบบ Positive
                Thinking ครับ)

   
เพราะฉะนั้นขอสรุปเลยนะครับ

การทำบุญไม่ต้องหวังบุญครับ เพราะบุญเกิดทุกครั้งที่เราคิดดี พูดดี ทำดี
แต่เราควรที่จะตั้งความปรารถนาครับ ว่า ด้วยบุญที่เราทำในครั้งนี้ขอให้เรามีทรัพย์มาก มีครอบครัวดี มีความสุข ทำอะไรก็ขอให้ประสบความสำเร็จ ...... อะไรก็ว่าไปครับ (ให้คิดแต่สิ่งที่ดีๆนะครับ, และไม่เกิดโทษแก่คนอื่นได้ด้วยครับ) และที่สำคัญอย่าลืมที่จะอธิฐานว่า นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ แปลประมาณว่า ด้วยบุญนี้ขอให้เป็นปัจจัยส่งให้เราได้ไปสู่พระนิพพานด้วยเถิด





ปล. ไม่เข้าใจไม่ว่ากันครับ   :33:

       









ยุนเอ

#800

ศาสนาพุทธของเราเนี้ย เป็นศาสนาที่เน้น ศรัทธา หรือ ปัญญา ครับ  :09:

อีกข้อครับ บุญเป็น อัตตา หรือ อนัตตา ครับ


ปล.  :21: เอไม่ใช่รู้ว่าอัตตา กับ อนัตตาแปลว่าอะไร  :30:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

TangMo

ชาวพุทธต้องประกอบด้วย ทั้งปัญญา และ ศรัทธา ในสัดส่วนที่พอดี ครับ  :25:

เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป จะไม่ใช่ชาวพุทธที่สมบูรณ์แบบครับ

คือ ถ้ามีแต่ ปัญญา แต่ไม่มีศรัทธา
      จะมีลักษณะแบบ นักวิชาการ ที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างในพระไตรปิฏก แต่ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
      ในพระไตรปิฎกเป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าจริง แต่เป็นคำกล่าวของนักคิดที่เก่งมากๆ คนหนึ่งเท่า
      นั้น  :26:


       ถ้ามีแต่ ศรัทธา แต่ไม่มีปัญญา
       จะมีลักษณะแบบพวกที่หลงงมงาย พวกที่เที่ยวไปขูดต้นไม้ ไปไหว้สิ่งที่ผ่าเหล่าออกมา ไปไหว้นั่น
      ไหว้นี่ ที่ไม่ใช่รัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)   :07:

เพราะฉะนั้น ชาวพุทธต้องประกอบด้วย ศรัทธา และ ปัญญาครับ



เอ่อ...... เอ ครับ ที่ผมตอบประเด็นที่ 2 มี แปร่งๆ ดรงไหนบ้างครับ จะได้อธิบายเพิ่มเติมครับ


ยุนเอ



บุญ สะสมได้เหมือน บอลเกงกิ ใช่มั้ยครับ  :25:

คนที่เกิดมาจน เพราะชาติก่อนไม่ทำบุญใช่มั้ยครับ

คนที่ทำบุญเยอะๆ ชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมารวยใช่มั้ยครับ

แล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iSharp

#803
อ้างอิง
บุญ สะสมได้เหมือน บอลเกงกิ ใช่มั้ยครับ  กรี๊ดดดดด

คนที่เกิดมาจน เพราะชาติก่อนไม่ทำบุญใช่มั้ยครับ

คนที่ทำบุญเยอะๆ ชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมารวยใช่มั้ยครับ

ครับ จะว่าแบบนั้นก็ได้นะ  :42:

อ้างอิงแล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ

ทำบุญไงครับ
จริงๆ อนุโมทนาบุญ ก็ได้นะครับ แต่มันได้น้อย สู้เราทำเองไม่ได้อ่ะ  :26:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ซือเน...

 :45:
แตงโมฉ่ำจริงๆครับ


อ้างอิงแล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ

ใจคอ จะไม่ คิด พูด ทำ อะไรเลยรึ
i'll walk until i find u.

TangMo

อ้างอิงบุญ สะสมได้เหมือน บอลเกงกิ ใช่มั้ยครับ  

บาปก็สะสมได้เหมือนกันนครับ  :26:


อ้างอิงคนที่เกิดมาจน เพราะชาติก่อนไม่ทำบุญใช่มั้ยครับ

คนที่ทำบุญเยอะๆ ชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมารวยใช่มั้ยครับ

ไปถามชาวพุทธคนไหน   ก็ตอบว่า   ใช่ครับ
แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้เลยครับ

เพราะศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของเหตุและผล ครับ
เพราะทำส่งนี้ จึง มีสิ่งนี้ ครับ

เพราะทำทาน  จึงมี ทรัพย์มาก
เพราะตระหนึ่   จึง   ยากจน
เพราะฆ่าสัตว์ รังแกสัตว์   จึง มีโรคมาก อายุสั้น
เพราะไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์   จึง สุขภาพแข็งแรง  อายุยืน
เพราะ  .......... ฯลฯ


อ้างอิงแล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ

:46:  +  แค่คิดดี ก็ เกิดบุญแล้วครับ

บุญเกิดได้ง่ายๆ ด้วยวิธีการง่ายๆ ครับ
บุญเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่ เอ คิดี พูดดี ทำดี ครับ

แค่ คิดดี ก็เกิดบุญแล้วครับ

เพราะฉะนั้น เอ สามารถ คิดดี พูดดี ทำดีได้ทุกวัน ก็ สามารถทำบุญได้ทุกวันครับ  :33:

ส่วนเรื่องคิดดี ทำอย่างไร  พูดดี พูดอย่างไร  ทำดี ทำอย่างไร ค่อยๆ ศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ   :12:



iSharp

เพิ่มเติมจากเรื่องบุญของพี่แตงโมครับ

เมื่อบุญเป็นแบบนั้น บาป ก็เช่นกันครับ

บาปสะสม คิดในสิ่งที่ไม่ดี พูดในสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งที่ไม่ดี
บาปมันก็สะสมไปเรื่อยๆ ครับ

ตรงข้ามกับบุญก็ว่าได้นะ  {หมีโหด}

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ซือเน...

i'll walk until i find u.

ยุนเอ



พุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผลแปลกๆ นะครับ  :42:


การเชื่อ/หลักเหตุผล/เข้าใจ เรื่องชาติหน้านู้นนนนนนนนน  มันทะแม่งๆ ดีนะครับ  :42:

ครั้นเอ จะเอาวิธีแบบวิทยาศาสตร์มาสมมุติ
ก็เกรงว่าจะเป็นสาสตร์ที่ไม่คู่ควร/ครอบคลุมถึงชาติหน้าได้  :42:
แต่ ไม่มีการทดลองไหน หรือความจริงของธรรมชาติอันไหน
ที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองแล้วต้องรอผลการทดลองเป็นชาติเลยนะเนี้ย  :40:

ดูขัดกับ logic ของโลกปะแล่มๆ   :42:


ไปถามชาวพุทธคนไหน   ก็ตอบว่า   ใช่ครับ
แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้เลยครับ

เพราะศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของเหตุและผล ครับ
เพราะทำส่งนี้ จึง มีสิ่งนี้ ครับ

เพราะทำทาน  จึงมี ทรัพย์มาก
เพราะตระหนึ่   จึง   ยากจน
เพราะฆ่าสัตว์ รังแกสัตว์   จึง มีโรคมาก อายุสั้น
เพราะไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์   จึง สุขภาพแข็งแรง  อายุยืน
เพราะ  .......... ฯลฯ


หรือเอจะคิดมากไปเองว่า การที่พระพุทธเจ้ากล่าวแบบนี้
แฝงนัยยะเอาไว้ว่าให้ทำดีเถอะเพียงแต่ท่านต้องแปลงคำสอนให้เข้าถึงประชาชน
ทุกระดับทั้งรากหญ้า และยอดหญ้า
ถ้าเราอ่านข้อความที่ท่านส่งแฝงมาในข้อความ 
น่าจะดูออกว่า กล่าวเพื่อกล่อม/เล้าโลม/ยั่วยุ/จูงใจ/ปลุกระดม/บลา ๆ ๆ (เห็นเค้าฮิตกัน  :43:)

ถ้าี่ไม่ได้ตั้งใจแปลงมาดิบๆ ตรงๆ เหมือนศรีธนญชัยที่เล่นกับมาตรากฎหมาย (เช่นหุ้นชินคอร์ป)
ก็คงจะถูกตามนั้นละครับ



ปล. เชื่อในคำทำนายของนอสตราดามุสมั้ยครับ  :22:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

TangMo

อ้างอิงพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผลแปลกๆ นะครับ 

ผมพิมพ์ไปขนาดนี้แล้วยังสงสัยก็ไม่แปลกครับ       :05: :05: :05:

เพราะถ้ายังไม่เคยลองศึกษาคำสอนจริงๆ มันก็ยากที่จะเข้าใจครับ แต่ถ้าได้ศึกษาแล้วจะเข้าใจโดยไม่ยากครับ   :25:


อ้างอิงการเชื่อ/หลักเหตุผล/เข้าใจ เรื่องชาติหน้านู้นนนนนนนนน  มันทะแม่งๆ ดีนะครับ 

ครั้นเอ จะเอาวิธีแบบวิทยาศาสตร์มาสมมุติ
ก็เกรงว่าจะเป็นสาสตร์ที่ไม่คู่ควร/ครอบคลุมถึงชาติหน้าได้ 
แต่ ไม่มีการทดลองไหน หรือความจริงของธรรมชาติอันไหน
ที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองแล้วต้องรอผลการทดลองเป็นชาติเลยนะเนี้ย 

ดูขัดกับ logic ของโลกปะแล่มๆ   

แต่มันไม่ขัด logic ของธรรม ครับ
logic ของโลก อยู่ได้ไม่นาน ก็จะมีนักคิดคนใหม่ มาหักล้างเรื่อยๆ ครับ

อย่างเช่น เรื่องของ Big Bang ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ
เค้าคิดมาทีนึง เราก็เชื่อไปทีนึง  พอมีนักวิทยาศาสตร์มาคิดใหม่โชว์หลักฐานใหม่ๆ ก็คิดใหม่
เหมือน ดาวพลูโต แต่ก่อนก็เป็นดาวดวงหนึ่งในจักรวาลของเรา เราเรียนเราก็เชื่อ
พอโตขึ้นมาเค้าก็บอกใหม่ว่า ตัดดาวพลูโต ออกนอกสารบบของจักรวาลนี้ ด้วยเหตุผลว่าไกลเกินไป (ใช่หรือเปล่า :05:นี่แหละครับ logic ของโลก

แต่ logic ของธรรม ผ่านมา 2500 กว่าปี ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ   :46:

หลักธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถพิสูจน์เห็นได้ในชาตินี้ครับ (เพียงแต่จะมาพิสูจน์หรือเปล่า  :09:)



อ้างอิงหรือเอจะคิดมากไปเองว่า การที่พระพุทธเจ้ากล่าวแบบนี้
แฝงนัยยะเอาไว้ว่าให้ทำดีเถอะเพียงแต่ท่านต้องแปลงคำสอนให้เข้าถึงประชาชน
ทุกระดับทั้งรากหญ้า และยอดหญ้า
ถ้าเราอ่านข้อความที่ท่านส่งแฝงมาในข้อความ 
น่าจะดูออกว่า กล่าวเพื่อกล่อม/เล้าโลม/ยั่วยุ/จูงใจ/ปลุกระดม/บลา ๆ ๆ (เห็นเค้าฮิตกัน  )

ถ้าี่ไม่ได้ตั้งใจแปลงมาดิบๆ ตรงๆ เหมือนศรีธนญชัยที่เล่นกับมาตรากฎหมาย (เช่นหุ้นชินคอร์ป)
ก็คงจะถูกตามนั้นละครับ


:09:  ไม่เข้าใจครับ


อ้างอิงปล. เชื่อในคำทำนายของนอสตราดามุสมั้ยครับ 


ผมยังไม่เคยศึกษา คำทำนายของนอสตราดามุส เลยครับ   :05:




ปล.  ให้เราภูมิใจในความเป็นชาวพุทธเถอะครับ
        แล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยวิธีการดังนี้
1. หาครูดี  คือ พระภิกษุที่เป็นต้นบุญต้นแบบ ที่เรานับถือท่านน่ะครับ
2. ฟังคำครู คือ ศึกษาคำสั่งสอนของท่าน
3. ตรองคำครู คือ นำคำท่านมาพิจารณา ว่าถูกต้องหรือไม่
4. ทำตามครู คือ เมื่อเห็นว่าเป็นจริง เราก็ปฏิบ้ติตามคำท่าน ครับ

แล้วเราจะได้มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและดีงาม ครับ  :12:


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines