โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 21 ก.พ. 2007, 15:03 น.
ผมมันโน้มน้าวใจ ไม่เป็นอ่ะ  :05:
แต่ก็พยายามนุ่มนวลสุดแล้วนะ

กราบขออภัยนะครับ  :46:

ผมก็รอคนมาขยายเรื่องตรงนี้เหมือนกันครับ
ผมจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า เค้าเข้าใจว่าอย่างไร
แบบไหน
ลอยๆมา ก็ตอบไม่ค่อยถูก  :05:

ผมไม่ได้ว่าอะไรชาร์ปนา  :33:
แต่เห็นว่า ข้อมูลชาร์ปแน่น
ผมก็เรอเหม็นเปรี้ยวไม่ย่อยไปเอง

เป็นเรื่องดีครับ เอาอะไรที่ขัดข้องมาวางลงแล้ว แยกที่สงสัยดู

ผมยังดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวันแหละ  :35:
โดยเฉพาะเพลงที่มีภาพการ์ตูน
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

iSharp

อ้างคำพูดจาก: 'ระจัน เมื่อ 21 ก.พ. 2007, 15:08 น.
ผมไม่ได้ว่าอะไรชาร์ปนา  :33:
แต่เห็นว่า ข้อมูลชาร์ปแน่น
ผมก็เรอเหม็นเปรี้ยวไม่ย่อยไปเอง

เป็นเรื่องดีครับ เอาอะไรที่ขัดข้องมาวางลงแล้ว แยกที่สงสัยดู

ผมยังดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวันแหละ  :35:
โดยเฉพาะเพลงที่มีภาพการ์ตูน

กริ๊ดดดดดด  :25: :25: :25:
การ์ตูนเป็นไงมั้งครับ อยากให้ปรับตรงไหนมั้ย
คือมันทำวันต่อวันอ่ะครับ ทำวันนี้ออกพรุ่งนี้ คุณภาพเลยได้ แค่นั้น  :05:
:25: :25: :25:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

เต่ามาก

"อย่าบ้าบุญนักเลย"
เป็นคำกล่าวของท่านพุทธทาสครับ

บางทีข้อความหลายจำพวก ก็ต้องการ "การตีความ"
อย่างเช่น พาดหัวข่าว เนื้อเพลง หรือคำพูดของนักการเมือง
... คำคมๆ หรือคำพูดเจ๋งๆ  ก็เช่นกัน

.........................................

:02:

อันดับแรกตีความหมายของ "บุญ" แบบบรรทัดเดียวจบ
"บุญ" เป็น ของปัจเจกชน ซึ่งสามารถสะสมได้ ตามการกระทำของแต่ละคน

ครับ

"บ้า" เป็นความหมายในเชิงไม่ดี หรือความหมายในเชิงสุดโต่ง
(เป็นเครื่องชี้วัดปริมาณได้ เช่น บ้าบอล หรือ บ้ารักเธอ )

คำว่า

"บ้าบุญ"

ในเชิงของภาษาจึงสมควรที่จะแปลว่า
"ความคลั่งไคล้ในการทำบุญอย่างสุดขีด"

....

โป๊ะเชะ ...  :35:

ตรงนี้ล่ะครับ ความเท่ของประโยคนี้

คือมันตีความเชิงภาษาได้ อย่างนั้น
แต่ความหมายมันลึกกว่านั้น นิส... นึง



"อย่าบ้าบุญกันนักเลย"

เป็นการเตือนสติคนที่คิดว่าจะ "ทำบุญ" ครับ
ว่าสิ่งที่เป็น "บุญ" ของคุณ... มันคืออะไร

ทั้งที่ประโยคนี้กล่าวว่า อย่า บ้าบุญ
แต่ผมมองว่าเป็นการส่งเสริมให้คนทำบุญอย่างถูกต้อง
โดยไม่เสียเปล่าไปกับการทำในสิ่งที่ ไม่เกิดบุญ และ งมงาย


ถ้าหากว่าทำบุญกันโดยคิดว่า
ต้องทำให้ได้เท่านั้น เพื่อให้ได้เท่านี้
หรือ
ต้องทำให้ได้ ไม่น้อยหน้ากว่าคนนั้น

นี่ล่ะครับ ถือเป็นความบ้าบุญ
เพราะ "บ้า" หมายถึงความสุดโต่ง โดยปราศจากการไตร่ตรองก็ว่าได้
เพราะ ถ้าหากได้ไตร่ตรองแล้ว คงกจะไม่ บ้า ไปได้มากปานนั้น ...

...

สรุป...

แม้แต่สิ่งที่ผมโพสต์ไปนี้
บางบรรทัดก็ต้องอาศัยการตีความ  :30:

ดังนั้น ขอทุกท่านจงตีความเอาเองเถิด  :42:

iannnnn

อ้างคำพูดจาก: tao เมื่อ 21 ก.พ. 2007, 19:35 น.
ทั้งที่ประโยคนี้กล่าวว่า อย่า บ้าบุญ
แต่ผมมองว่าเป็นการส่งเสริมให้คนทำบุญอย่างถูกต้อง
โดยไม่เสียเปล่าไปกับการทำในสิ่งที่ ไม่เกิดบุญ และ งมงาย


จับสาระได้ตรงนี้ :30:
ครับ ก็เห็นตามนั้น

iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

tmd

...

Zafire06


ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

TangMo

#743
อยากบอกว่า วิทยาศาสตร์ ตามหลัง พุทธศาสตร์ อยู่หลายขุม

ยิ่งวิทยาศาสตร์ค้นคว้าได้ไกลเท่าไหร่ ยิ่ง พิสูจน์สัจธรรมของพุทธศาสตร์ ให้ชัดเจนมากเท่านั้น

เช่น  1. วิทยาศาสตร์พึ่งมาบอกว่าโลกเรานี้มีหลายจักรวาล ไม่เกิน 100 กว่าปี  ส่วนพุทธศาสตร์บอกว่าโลกเรานี้มี อนันตจ้กรวาล (มากจนนับไม่ถ้วน) มา 2500 กว่าปีแล้ว

       2. แม้แต่เรื่องของการเจริญเติบโตของมนุษย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้เป็นระยะๆ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ว่าในระยะแรกเกิดมีลักษณะเป็นอย่างไร  ระยะ 1 เดือน 2 เดือน  5 เดือน มีลักษณะเป็นอย่างไร  แต่วิทยาศาสตร์พึ่งมาค้นพบเครื่องมืออุลตร้าเซาว์ เพียงไม่กี่ปี  

       3. ฯลฯ

แต่เรื่องข้างบนนี้เป็นแค่เปลือก ส่วนแก่นของพุทธศาสตร์คือเรื่องของจิตครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังต้องศึกษาอีกนาน



สรุป พุทธศาสตร์คือสุดยอดของศาสตร์ในโลกนี้ล่ะครับ



ปล. ถ้าลองเปิดใจมาศึกษาพุทธศาสตร์ เราจะเข้าใจโลก ตัวเราและสรรพสิ่ง ได้อย่างถ่องแถ้

ปอ. ให้ภูมิใจเถอะครับที่ได้มาเกิดในดินแดนพุทธศาสนาที่เจริญที่สุดครับ

ปอ1.  ส่วนเรื่อง "บุญ" ผมว่าถ้าใจละเอียดกว่านี้ จะเข้าใจเองครับ  :25:


ยุนเอ



ไม่รู้นะครับ


แต่คำว่าสุดยอดของศาสตร์   :42:


มันปะแล่มๆ ยังไงไม่รู้
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

จักรี

จริงๆ  ถ้าต้องการอธิบาย ในสิ่งที่เราเชื่อและเห็นด้วย ในเหตุผลที่คนอื่นไม่เห็น มันก็เป็นเรื่องที่ยากครับ


      แต่เราคุยกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็น่าจะพอรุ้ดี  ว่าแต่ละึคนเป็นอย่างไร หลายอย่างที่ผมรุ้สึกว่า
มันเกินไปก็เกินไปจริงๆด้วย  ...


     การที่จะชี้หรืออธิบายให้ สาวกที่มาคอยตามอ่านจู๋นี้เข้าใจตามกันมันไม่ง่ายหรอกครับ และยิ่งยาก
เพราะรู้ว่าทุกคนเชื่อในเหตุและผลขนาดนี้มันป่าวประโยชน์ที่จะยกหลักธรรม ขึ้นมาแปะเป็นหัวข้อๆ
มันเสียเวลาที่จะมานั่งพิมพ์ถึงตำนานพุทธประวัติ ที่หาซึ่งเหตุปัจจัยไม่ได้เลย.....อย่างอิทธิปาฎิหาริย์
ต่างๆที่เราเคยอ่านเจอทั้งหลายทั้งปวง.....ซึ่งผม คิดว่า  ถ้าแค่คนได้ศึกษาหาตำหรับตำรามาอ่านบ้าง
 ก็สามารถ เอาพวกนี้ขึ้นมาแปะให้อ่านเป็นคำตอบได้แล้ว....แล้วถ้าถามว่าเข้าใจมันจริงๆมั้ย?
คุณคิดว่าจะตอบว่าอย่างไร?

      ดังนั้น ผมจึงบอกกับตัวเองว่า   อย่าเอาความเชื่อส่วนตัว มาคุยกับคนที่ต้องการฟังเหตุผล.......
                เว้นซะแต่สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจนเท่านั้น........


ภูมิหลังของแต่ละคนก็สำคัญ


        บางคนถูกสอนมาว่าจะทำอะไรให้สำเร็จต้องทุ่มสุดตัว เช่น จะไปนิพพาน คุณต้องนั่งสมาธิ
ทำสมาธิอย่างเดียวไม่ต้องสนใจอะไรเลย แม้ว่าตัวเองมีหน้าที่รับผิดชอบก็ไม่ต้องสนใจ
มันจึงทำให้คุณมองว่าคนอื่นก็คงเหมือนกัน ซึ่งไม่เลย ต่างกันโดยสิ้นเชิง...

        บางคนถูกสอนมาว่า อยากได้บุญคุณต้องทำบุญมากๆ สร้างอันนู้นสร้างอันนี้ บริจาคอันนั้น
สะสมอันนี้ วัดเป็นดัชนีกันไปเลย...

        บางคนถูกสอนว่าอันนี้มีในพระไตรปิฎกนะ ใครเห็นค้านถือว่าผิด

        บางคนถูกสอนว่าอันนี้ถูกต้องแถมมีข้อความบางบทบางตอนอยุ่ในพระไตรปิฎก
เลยยิ่งสนับสนุนความเชื่อเข้าไปใหญ่

        บางคนก็เชื่อผู้สอนแต่โดยดี เพียงคิดแค่ว่านั่นคืออาจารย์
ยึดอาจารย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องใครเห็นต่างจากครูตนถือว่าผิด
           
         บางคนนิยามความ  บ้าไม่เหมือนกัน

         บางคนนิยามมันว่าทำอะไรเยอะๆ และมุ่งทำแต่อย่างเดียว เรียกว่าบ้า
        ซึ่งผมก็เห็นด้วย  โดยเฉพาะ ถ้า ทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อน แล้วยิ่งบ้ามากๆ.....
        (ส่วนใหญ่จะทำตัวเองเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว  อย่างคำที่ว่า "คนหลงย่อมไม่รุ้ว่าตนหลง")
         
         แต่ผมถึงบอกตั้งแต่หน้าแรกๆแล้วว่า  ให้ออกมาดูโลกภายนอกซะบ้าง อยู่แต่สังคมเดิมๆ
เห็นพฤติกรรมเดิมๆ ก็ปลูกฝังความคิด หาเหตุผลสนับสนุนตนเองต่างๆนาๆว่า มันถูกต้อง

         ถ้าทำอย่างนั้นมันทำให้คุณมองว่าการจะทำสิ่งใดให้สำเร็จต้องทุ่มทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นการมองโลกที่แคบไปหน่อยมั้ยครับ  

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 21 ก.พ. 2007, 13:07 น.
เล่นคอมมาก บ้าคอม
เล่นเกมมากบ้าเกม
ชอบปั่นบอร์ด บ้าปั่นบอร์ด
กินเหล้ามาก บ้าเหล้า
ศึกษาพระไตรปิฏกมาก บ้าพระไตรปิฏก
ศรัทธาในศาสนาพุทธมาก ออกบวช บ้าศาสนา
ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพมากๆ บ้างาน
ตั้งใจเรียนสูงๆ ขยันเรียนมากๆๆ บ้าเรียน
ชอบช่วยเหลือสงเคราะคนยากจน เด็กกำพร้า บ้าสถานสงเคราะห์
ชอบทำความดีให้สังคมมากๆๆ บ้าความดี
ชอบปฏิบัติสมาธิสติปัฐาน 4 บ้าสิตปัฐาน 4
ชอบทำบุญมาก บ้าบุญ

ถูกต้องครับ   พวกนี้แหละที่เรียกว่าบ้า.....

แล้ว อย่าคิดว่าฆารวาสที่เขาปฏิบัติสติปัฏฐานในทางที่ถูกต้อง เขา จะทุ่มจนสุดตัว
ทำทุกอย่างโดยไม่สนใจอย่างอื่นที่ควรทำนะครับ  ไม่เหมือน บางที่ที่เขาสอนให้ทุ่มสุดตัว
เช่นให้ซื้อที่เพื่อนั่งสมาธิ จองที่ เปลียบว่าจองไปสวรรค์ อะไรต่างๆนานา นั่นนะครับ.......  
ไม่เหมือนนะเข้าใจใหม่ด้วย...แค่แนวทางปฏิบัติก็ไม่เหมือนแล้วครับ....


ดังนั้น ถ้าเข้าใจบ้างว่า แนวโน้มของสาวกในบอร์ดนี้
ไม่ต้องการรับฟังอะไรที่ไร้เหตุผลก็ไม่จำเป็นต้องยกอะไรมาอ้างให้เหนื่อยหรอกครับ
เพราะถึงแม้ผมจะเห็นด้วยกับ บุญกรรม ชาติหน้า ฯลฯ  
แต่ผมไม่เห็นด้วยที่คุณจะยกมันขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีเหตุผลประกอบ
ซึ่งผมเชื่อว่าพุทธศาสนามีบางส่วนที่สามารถอธิบายได้เป็นสากล
มีบางส่วนที่สามารถอธิบายให้ทุกคน ร้อง "อ๋อ" ได้ไม่มากก็น้อย...
ซึ่งผมคิดว่าถ้าคุณไม่สามารถทำได้ละก็ก็ไม่จำเป็นครับ.....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

TangMo

อ้างอิงแต่ผมถึงบอกตั้งแต่หน้าแรกๆแล้วว่า  ให้ออกมาดูโลกภายนอกซะบ้าง อยู่แต่สังคมเดิมๆ
เห็นพฤติกรรมเดิมๆ ก็ปลูกฝังความคิด หาเหตุผลสนับสนุนตนเองต่างๆนาๆว่า มันถูกต้อง

ถ้าเรารู้จักตนเอง แล้ว เราจะรู้จักคนทั้งโลก
เพราะแต่ละคนมีโลภ โกรธ หลง เหมือนกัน ต่างกันแค่ใครมีตัวไหนมากน้อยกว่ากัน


อ้างอิงไม่รู้นะครับ

แต่คำว่าสุดยอดของศาสตร์   

มันปะแล่มๆ ยังไงไม่รู้

ศาสตร์ส่วนใหญ่ในโลก มีคำอธิบายอยู่ในพุทธศาสตร์
แม้แต่วิชาการต่างๆ ในทางโลกตะวันตกที่เค้ายกย่องว่าดี เยี่ยม เลิศ ก็มีอยู่ในพุทธศาสตร์ เพียงแต่ว่าชาวพุทธไม่สามารถที่จะนำความรู้ทางพุทธศาสตร์มาอธิบายได้อย่างเค้า   :39:

ยุนเอ

อ้างคำพูดจาก: TangMo เมื่อ 21 ก.พ. 2007, 21:54 น.


ถ้าเรารู้จักตนเอง แล้ว เราจะรู้จักคนทั้งโลก
เพราะแต่ละคนมีโลภ โกรธ หลง เหมือนกัน ต่างกันแค่ใครมีตัวไหนมากน้อยกว่ากัน

แต่เอเข้าใจว่า ถ้าเราเข้าใจคนทั้งโลก เราจะเข้าใจตัวเองนะครับ  :09:


อ้างคำพูดจาก: TangMo เมื่อ 21 ก.พ. 2007, 21:54 น.
ศาสตร์ส่วนใหญ่ในโลก มีคำอธิบายอยู่ในพุทธศาสตร์
แม้แต่วิชาการต่างๆ ในทางโลกตะวันตกที่เค้ายกย่องว่าดี เยี่ยม เลิศ ก็มีอยู่ในพุทธศาสตร์ เพียงแต่ว่าชาวพุทธไม่สามารถที่จะนำความรู้ทางพุทธศาสตร์มาอธิบายได้อย่างเค้า

จริงๆ แล้วมันใช่พุทธศาสตร์เหรอครับ  :09:

ถ้ามันคือความจริงแห่งโลกเหมือนกัน คือธรรมชาติของปรากฎการณ์ต่างๆ

ไอสไตน์ เป็นคนไม่นับถือศาสนาทีที่เป็นเทวนิยม แต่ชอบในความเป็นlogicของศาสนาพุทธ
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

เต่ามาก

ครูสอนวิทยาศาสตร์ของผมสมัย ม.ต้น
แกชอบให้นักเรียนนั่งสมาธิ แล้วก็ประโยคเด็ด

"วิชาที่เจ๋งที่สุดในจักรวาล คือวิชาพระไตรปิฏก"

สรุปเทอมนั้นคะแนนวิทยาศาสตร์รูดระนาว  :30:

TangMo

#749
อ้างอิงแต่เอเข้าใจว่า ถ้าเราเข้าใจคนทั้งโลก เราจะเข้าใจตัวเองนะครับ  

อันนั้น คือ มองแต่คนอื่น แต่ไม่เคยมองตัวเอง ครับ (ยากครับที่จะมองคนอื่นอย่างเข้าใจ ส่วนใหญ่จะมองแบบจับผิด อ่ะครับ หรือคอยมองคนอื่นล้มแล้วซ้ำอ่ะครับ )



อ้างอิงจริงๆ แล้วมันใช่พุทธศาสตร์เหรอครับ  

อย่างเช่น หลักการบริหาร , หลักการใช้เงิน, กำเนิดโลกและจักรวาล, การดูแลครอบครัว, หลักของการเป็นเศรษฐี, ฯลฯ
หลักการต่างๆนี้ มีอยู่ในพุทธศาสตร์ ครับ


อ้างอิงครูสอนวิทยาศาสตร์ของผมสมัย ม.ต้น
แกชอบให้นักเรียนนั่งสมาธิ

  :46:  อนุโมทนา กับคุณครูด้วยนะครับ


อ้างอิง"วิชาที่เจ๋งที่สุดในจักรวาล คือวิชาพระไตรปิฏก"

ผมว่านะจะให้ ท่านไปสอนวิชาพุทธศาสนา น่าจะดีกว่านะครับ    :30:


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines