โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

TangMo


TangMo

คือผมตอบว่า

เปลี่ยนแนวเพลงดีกว่าครับ .....  เปลี่ยนเป็นเพลงที่มีเนื้อหายกย่องพระที่ปฏิบัติดีประพฤติชอบ หรือ เพลงที่ชักชวนคนมาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ดีใหม๊ครับ

การที่แต่งเพลงด่า ว่าร้ายคนอื่น (ผมคิดว่ามันเป็นวจีกรรมครับ (แม้เค้าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ) )

ขอยกตัวอย่างนะครับ

สมมติว่าเราชอบล้อเพื่อนว่า อ้วน   .....  ก่อนที่จะล้อภาพเพื่อนที่เราล้อว่า อ้วนๆๆๆๆๆๆๆ   ภาำพก็ชัดในใจของเรา    เมื่อเราล้อเพื่อนมากๆ    ภาพเพื่อนอ้วนก็ยิ่งชัดในใจของเรา เมื่อเวลาที่กรรมส่งผล ภาพเพื่อนอ้วนที่ติดอยู่ในใจของเราก็มาเป็นกรรมนิมิต ส่งผลให้เราอ้วนๆๆๆๆ ตามภาพที่ติดอยู่ในใจของเราด้วยครับ

เพราะฉะนั้นอย่าแต่งเลยครับ ...  :33:


ปล. ต้องขออภัยอย่างแรงที่่สร้างความวุ่นวายใน Font นะครับ

จะพยายามหาทางแก้โดยเร็วครับ    :16:


iSharp

ตอบเบื้ล . . . แต่ไม่เป็นไรเนอะ กระจู้นี้
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iannnnn

ไอ้หล่อ :07:
ไอ้รวย :07:
ไอ้หน้าที่การงานดี :07:
ไอ้แอนนนนน :07:

เต่ามาก


tmd

...

มัม


แอ๊ะ

อ้างคำพูดจาก: TangMo เมื่อ 18 ก.พ. 2007, 00:48 น.
ธรรมะ คือ pure nature ครับ คือ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความดีสากล ครับ

+เต่า

เห็นด้วยกับประเด็นธรรมะ คือธรรมชาติ เพราะคำมันก็บอกอยู่แล้ว  :08:

แต่ไม่เห็นด้วยกับการตัดต่อพันธุกรรมของธรรมะ และศาสนาให้อยู่ในรูปของความงมงาย ไม่ว่าสิ่งที่งมงายนั้นจะดีหรือไม่ดี เช่นการงมงายกับบุญ หรือการสร้างนิยายอันเลิศเลอทั้งหลาย ทั้งดีและไม่ดี อาจจะอ้างว่าเป็นกุศโลบาย หรือแม้กระทั่งการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำบุญ และผลบุญจะส่งผลให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ ผมว่ามันผิดธรรมชาติ

ดู ๆ ไปดู ๆ มาสิ่งที่อ้างจากพระไตรปิฏฤ ทำไมมันดูเหมือนในคัมภีร์ไบเบิลจัง มีการอ้างตำนาน อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ยังกะนิยาย ผมเข้าใจเองมาตลอดเลยว่าในพระไตรปิฏก น่าจะเป็นตำราที่รวบรวมคำสอน ไม่ได้รวบรวมอภินิหาร หรือปาฎิหาริย์ แต่ที่อ้างมามันคืออะไรกัน  :09:
[ว่างให้เช่า]

แอ๊ะ

ขออนุญาต เบิ้ล   :42:
เจ้านายส่ง mail นี้มาให้ตอนเช้า ลองอ่านดู แล้วเปรียบเทียบว่าการหลง ทั้งในสิ่งที่ดีและไม่ดี เป็นผลดีหรือเปล่า มันทำให้เรายึดติด และย้ำคิดย้ำทำหรือเปล่า

อ้างอิง
ยุคสมัยแห่งการดูถูกตัวเองของคนไทย
คอลัมน์ อินเทรนด์ อินธรรม
โดย ว.วชิรเมธี wvmedhi@yahoo.com

ผู้เขียนเพิ่งกลับจากการจาริกแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย

ดินแดนซึ่งถือกันว่าเป็นดั่ง "เรือนเพาะชำของศาสนา" หมายความว่า ศาสนาทั้งหลายในโลกเกือบทั้งหมด

ล้วนถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย ดังนั้นอินเดียจึงเป็น

แผ่นดินที่มีเทพเจ้ามากที่สุด มากถึงขนาดเขาเชื่อกันว่าไม่น้อยไปกว่า เม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเสียอีก บรรดาเทพทั้งหลายที่คนไทยกำลังเห่อบูชากันอยู่ในเมืองไทย ก็ล้วนแล้วแต่นำเข้ามาจากอินเดียแทบ

ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า "จตุคามรามเทพ" ก็เป็นหนึ่งในเทพเหล่านั้นด้วย

แต่ก็เป็นเรื่องน่าตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งๆ ที่อินเดียมีเทพเจ้ามากที่สุด ทว่ากลับเป็นดินแดนที่มีคนจนอาศัยอยู่มากที่สุด ยิ่งรัฐที่ถือกันว่าเป็นเมืองเทพเจ้าอย่างพาราณสี หรือ BANARAS ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมืองนี้เป็นอาณาจักรโบราณแต่กาลก่อนพระพุทธองค์อุบัติเสียด้วยซ้ำ ว่ากันว่าพาราณสีคือเมืองของพระศิวะเจ้า มองไปทางไหนจะเห็นแต่รูปพระศิวะกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ชาวเมืองก็มีความภูมิใจว่า ที่นี่เป็นนครศักดิ์สิทธิ์ แต่ทั้งๆ ที่เป็นเมืองของเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ก็ยังมีคนจน คนอดอยากอยู่มากมาย ขอทานกระจายกันอยู่แทบทุกหัวมุมถนน นอกจากเมืองพาราณสีแล้วยังมีเมืองที่จนที่สุดในอินเดียอีกเมืองหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ เมืองมคธ หรือรัฐพิหารในปัจจุบัน ว่ากันว่า รัฐพิหาร (มคธ) คือรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย ทั้งๆ ที่ในอดีตเมืองนี้คือศูนย์กลางความเจริญทุกรูปแบบเพราะมีพระเจ้าพิมพิสาร, พระเจ้าอชาตศัตรู และจอมจักรพรรดิอโศกเป็นผู้ครองนครสืบต่อกันมา แต่ไฉนมาถึงยุคนี้มหานครที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดไปแล้ว ลองสอบถามไกด์ท้องถิ่นได้ความว่า สาเหตุของความยากจนก็คือ "คอร์รัปชั่น" ของนักการเมืองนั่นเอง

ทำไมแผ่นดินที่มีเทพเจ้ามากที่สุด กลายเป็นแผ่นดินที่มีขอทานอยู่มากมาย ทำไมนครรัฐมหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุด 3 รัชสมัยติดต่อกันกลายเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในปัจจุบัน ตอบได้ว่า

(๑) ขอทานมีมาก แสดงว่าการขอหรือการบนบาน

บวงสรวง ฝากชีวิตไว้กับเทพเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะหากอานุภาพของเทพเจ้ามีจริง แผ่นดินอินเดียคงไม่มีขอทาน เพราะทุกอย่างที่ประชาชนบนบานร้องขอ เทพเจ้าก็คงบันดาลให้ได้ทั้งหมด (หรือว่าเทพเจ้าเข้าเกียร์ว่างกันหมดแล้ว)

(๒) คนจนมีมาก นอกจากแสดงว่าเดชานุภาพของเทพเจ้าไม่มีจริงและเป็นเรื่องไร้สาระแล้ว ตัวซ้ำเติมทางกายภาพที่สำคัญก็คือ วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นที่มีอยู่ในกลุ่มนักการเมืองนั่นเอง

เรื่องคอร์รัปชั่นในอินเดียนั้น ผู้เขียนและคณะผู้จาริกแสวงบุญพบด้วยตัวเองตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของอินเดียตั้งแต่วันแรกและวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง โกงกันชนิดไม่อายแขกบ้านแขกเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งวันแรกและวันสุดท้าย

ทั้งการบูชาเทพเจ้าอย่างอุ่นหนาฝาคั่งที่พบมาในอินเดีย และการคอร์รัปชั่นที่ทำให้รัฐมหาอำนาจกลายเป็นรัฐที่จนที่สุดในอินเดีย

ไม่น่าเชื่อว่าทั้ง 2 สิ่งนี้หาพบได้ในเมืองไทยของเรานี่เอง เชื่อแล้วละว่าปาฏิหาริย์มีจริง

ด้วยเหตุดังนั้นกระแสการบูชา "จตุคามรามเทพ" ในเมืองไทยก็ดี วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นในเมืองไทยก็ดี รวมทั้งการกำหนดชะตากรรมของประเทศและชะตากรรมของรัฐธรรมนูญด้วยการฟังเสียง "หมอดู" เป็นหลักก็ดี 3 สิ่งนี้คือดัชนีชี้วัดชะตากรรมของสังคมไทยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้บ้านเมืองเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร ขอทำนายล่วงหน้าว่า

(๑) ยิ่งคนบูชาเทพเจ้ามากขึ้น จำนวนคนจนจะเพิ่มมากขึ้น

(๒) เทพเทวดาจะย้ายจากอินเดียเข้ามาประจำการอยู่ในไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

(๓) อาชีพที่มีความสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของประเทศคือ หมอดู

(๔) พระสงฆ์จะเสกวัตถุมงคลแบบโลกาภิวัตน์คือ เสกวัตถุมงคลข้ามศาสนาอย่างไม่เห็นแก่หน้าพระพุทธเจ้า (แม้จะใช้คำว่า "เทวาภิเษก" แทน "พุทธาภิเษก" แต่ก็ยังไม่เหมาะสมอยู่นั่นเอง เพราะการ "เสก" ไม่ใช่กิจของสงฆ์)

(๕) สถิติคนงอมืองอเท้าหรือขอทานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

(๖) วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นจะลงลึกถึงไขกระดูกคนไทย

(๗) การโกงกินจะถูกทำให้เป็นเรื่องสามัญเช่นเดียวกับเรื่องภาคใต้ที่วันไหนไม่มีเสียงปืนวันนั้นคือวันผิดปกติ

(๘) ถัดจากจตุคามรามเทพจะมีการเปิดแคมเปญเทพองค์ใหม่ตามมาอีกหลายระลอก และนี่คือธุรกิจที่ทำง่ายแต่รับประกันว่ารวยแน่นอน เพราะคนไม่รู้อะไรในเมืองไทยยังมีอีกมหาศาล

(๙) มีความเป็นไปได้ว่า ทหารอาจต้องอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานต่อไป เพราะคนไทยยังเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และนักเลือกตั้งเท่าที่เห็นก็แทบไม่มีสปิริตของนักการเมือง หากมีแต่นักธุรกิจการเมืองอยู่ทั่วไป

(๑๐) ประเทศไทยอาจหยุดการพัฒนาเป็นเวลานาน หรือหากพัฒนาต่อไปก็คงจะล้มครืนลงอีกหลายครั้ง เพราะรากฐานทางปัญญาของสังคมไทยอ่อนปวกเปียก ซ้ำยังไม่มีใครตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้อีกต่างหาก ชนชั้นนำมัวแต่ออกแบบ รัฐธรรมนูญ แต่หลงลืมการออกแบบพลเมืองของประเทศไทย รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่อยู่ในมือของคนที่ขาดความรู้และไม่เห็นคุณค่านั้นจะมีความหมายอะไร

การได้รู้เท่าทัน โดยการใช้ปัญญา น่าจะเป็นอะไรที่สังคมไทยยังจำเป็นอยู่  :46:
[ว่างให้เช่า]

iannnnn

:46: ขอบคุณครับ


ชอบพระแนวๆ แบบนี้แหละ
เหตุผลชัดเจนกว่าศรัทธา อ่านแล้วได้อะไรประดับหัวดีครับ

มัม

ขอบคุณที่เอามาให้อ่านกันครับ :46:

Dayight

กินรอบวง

คนตาบอดข้างเดียว

อ้อ

ภาษาไทยมีอยู่ยอะที่มาจากภาบาลี
บางทีรูปและคำเดียวกัน  แต่เป็นคนละความหมายเลย
เช่นคำว่า   มานะ
ถ้าพูดกันภาษาไทยทั่วๆไปจะแปลว่า ความ พยายาม อะไรทำนองนี้
แต่ถ้า เป็นหนังสือทางพุทธศาสนาซึ่งอ้างมาจากบาลี  มานะ  จะมีความหมายดั้งเดิมในภาษาบาลี  แปลว่า  ความยึดมั่นถือมั่น

มีอีกหลายคำที่เป็นแบบนี้  เช่น วิญญาณ  ก็คนละความหมายกับพวกผีของคำไทย
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

เก้อ

ชอบท่าน ว. เหมือนกันครับ
อ่านแล้วเห็นด้วยทุกประการครับ
รวมถึงที่พี่แอ๊ะว่าไว้ ก้าวข้ามพ้นพรมแดนของศาสนาไปแล้ว

ส่วนเรื่องความเชื่อ เทพอะไรต่อมิอะไร
พยายามทำมันให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอยู่

ความเชื่อที่น้อมนำให้ทำดี แม้มันจะไม่ประกอบด้วยเหตุผล
บางท่านอาจมองว่ามันดี หรือดีกว่าไม่มี แต่สังเกตว่า คนที่เชื่อแบบนั้น
คือคนที่ลึกๆแล้ว ยังมีความอ่อนแอในจิตใจ ต้องการหาอะไรมาเติมเต็ม
เป็นการตอบสนองความรู้สึกในขั้นละเอียด ส่วนคนที่ยังอยู่ในขั้นหยาบ
ก็อย่างที่ทราบกัน ว่าทำตามเพราะเกรงกลัว (บาป นรก)
หรือหวังในผลตอบแทน (บุญ สวรรค์)

เช่น ที่บอกว่าอย่าไปติพระเลยครับ แล้วยกว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบบากิขึ้นมา
เป็นตัวอย่างที่ห่างไกลคำว่าปัญญา เพราะบอกให้คนอย่าทำ เพราะเดี๋ยวจะไปเกิดเป็นแบบนี้ๆนะ
แม้จะเป็นการเล่าเรื่องธรรมดา แต่ผมมองว่ามันคือคำขู่ ความเชื่อที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผลแบบนี้
ถึงจะนำให้คนทำดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่โน้มนำให้คนหลงอยู่กับความเชื่อที่ไำม่ประกอบด้วยเหตุผลชนิดอื่นๆ
เช่น เรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ บ้าบุญ บ้าหวย อย่างที่เห็นกันอยู่ ถ้าหากคิดว่ามันไม่มีผล
มันนำให้คนทำดีอย่างเดียวไม่มีปัญหาอะไรอย่างอื่นแล้ว แล้วสิ่งที่ติดอยู่ในสังคมไทยเรา
นับแต่อดีตจนมาลุกลามร้ายแรงอยู่ทุกวันนี้ล่ะ

ไม่ได้บอกว่าให้ติพระตามสบายนะครับ
แต่คำอธิบายที่ว่ามา มันไม่ประกอบด้วยเหตุผล


วุ้ย ว่าจะมาโพสว่าอ่านแล้วเห็นด้วยเฉยๆ กลายเป็นยาวเลย
(แถมพูดซ้ำเป็นแผ่นเสียงตกร่องอีกตู :08:)




I ROCK , THEREFORE I AM

Ah!

        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines