โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iSharp

#615
อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 18:06 น.
ชาร์ปพิมพ์ พระไตรปิฎก เป็น ปิฎิิก ตลอดเลย

แว้กๆๆ เออจริงด้วย  :05: เพิ่งรู้ตัว
อายชะมัด
ขอบคุณครับ +
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

อู๋


จักรี

ถ้าเลือกเองก็ต้องเลือกให้ถูก ถ้าเลือกไม่ถูก  สู้ไม่เลือกซะดีกว่า...........

ก่ิอนจะเลือก ต้องมีตัวเลือก ถ้าไม่เคยมีตัวเลือกมักคิดว่า สิ่งที่เลือกนั้นถูก.......
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iSharp

#618
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 18:18 น.
ถ้าเลือกเองก็ต้องเลือกให้ถูก ถ้าเลือกไม่ถูก  สู้ไม่เลือกซะดีกว่า...........

ก่ิอนจะเลือก ต้องมีตัวเลือก ถ้าไม่เคยมีตัวเลือกมักคิดว่า สิ่งที่เลือกนั้นถูก.......

อธิบายเพิ่มเติมก็ดีนะครับ ไม่ค่อยเข้าใจครับ

ตอนนี้ผมเข้าใจว่าผมทำถูกแล้ว  :09: ขอบคุณครับ  :40:
+ก่อนละกัน
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

คนตาบอดข้างเดียว

บางทีเราในยุคนี้อาจจะมองศาสนาต่างๆเป็นเรื่องตลกบ้าง
แต่ลองนึกย้อนไปพันปี  ตอนนั้นเรายังไม่มีไฟฟ้าใช้  ยังอยู่เพิงหมาแหงน  อาจต้องหาอะไรมาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงต่างๆ

แต่พุทธศาสนานี่  แม้ในยุคนี้ก็ยังคงใช้ได้ดีอยู่ และก็คงจะยังใช้อธิบายคำถามของคนคิดมากได้ต่อไปอีกนาน :46:
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

คนตาบอดข้างเดียว

แอบไปอ่านย้อน มีหลายประเด็นนะครับ
วันนี้จะถือวิสาสะมาไขความให้

อ้างอิงชาร์ป-
แสดงว่ายังมีความรู้เรื่องพระพุืทธเจ้าไม่ครบ

พระพุทธเจ้านี่เ็ป็นตำแหน่งครับ ใครอยากจะมาเป็นก็ได้
ขอแค่ตั้งความปรารถนา และสร้า้้้งบารมี 30 ทัศ ระยะเวลาการสร้างบารมีครบตามเงื่อนไขก็มาเป็นพระพุทธเจ้าได้ครับ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี 3 แบบครับ

1.ปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมี 20 อสงไขย แสนมหากัป
2.ศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมี 40 อสงไขย แสนมหากัป
3.วิริยธิกพุทธเจ้า สรา้งบารมี 80 อสงไขย แสนมหากัป

อสงไขย = 10ยกกำลัง 140 ปี ครับ
มหากัป = โลกเกิด ขึ้นตั้งอยู่ แล้วเสื่อมสลายไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่เป็นแบบ ปัญญาธิกพุทธเจ้าครับ
พระพุทธเจ้าท่านอุปมาการบังเกิดของพระพุทธเจ้าไว้ว่า
มีมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร

และยังมี พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสร้างบารมี 2 อสงไขย แสนมหากัป
แต่
ท่านนั้นจะไม่สั่งสอนใคร ตรัสรู้ด้วยตนเองเช่นกัน

ในบางยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิด) แต่ก็มีพระปัจเจกครับ

ส่วนในยุคที่สามีภรรยาใส่บาตรนั้น เป้นยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในครับจำชื่อไม่ได้

ย่อๆประมาณนี้
อันนี้เป็นนิยายแต่งขึ้นมาภายหลังครับ  เหตุผล เพราะ มันออกจะเลอะเทอะเอามากๆ  และ เนื้อหาสาระของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ไม่ได้เจยากเย็นอะไรขนาดที่จะต้องใช้เวลานานนั้น
เพียงแต่มันเป็นลักษณะของเส้นผมบังภูเขามากกว่า
เหมือนะกระทำได้ยาก แต่ก็ไม่ยาก เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย
อ้างอิงฟาเกย์-


ไม่เชื่อและไม่ชัวร์ครับ 

แต่พระธรรมมีอยู่จริง

พระสงฆ์มีอยู่จริง

เส้นทางไปสู่ความสงบภายในใจมีอยู่จริง

ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่ตาย(ปรินิพพาน) แกคงจะมาบอกว่า  ไม่เชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริงๆก็ไม่เป็นไร  แต่ขอให้ฟาเกย์ศึกษาอ่านเอาแต่เนื้อหาสาระ ที่นายอะไรก็ไม่รู้นี่แหละเขียนขึ้น
ถ้าศึกษาแล้วเห็นด้วย ฟาเกย์ก็ปฏิบัติ  ไม่เชื่อก็ไม่ต้องทำ
แต่ศึกษาก่อนนะ ไม่ใช่ไม่ศึกษาแล้วบอกว่าไม่มี แบบนั้นก็เหมือนบอกว่า ไดโนเสาร์ไม่มีจริง เพราะไม่เคยเห็นกระดูกไดโนเสาร์

อ้างอิงลุงอาห์
ถ้ากลับมาแบบชาวบ้านๆ ไม่รู้ลึกอะไรนัก ก็ขอตอบด้วยครับ
ที่ถามว่า ทำไมไม่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีหลายองค์

ผมว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้นะครับ
พอท่านตรัสรู้ เราก็เรียกท่านเป็นพระพุทธเจ้า
ในโลกนี้ ก็มีท่านเป็นคนแรก เป็นคนเดียว
นอกเหนือจากนั้น เรียกว่าเดินตามทางท่านทั้งนั้น
ก็เลยมีคำเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ว่านิพพาน
เพราะรู้มาจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นคนบอก เป็นคนสอนให้น่ะครับ

ทีนี้ ถ้าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ผมก็คงจะงงต่อไปว่า
ทำไมตรัสรู้แต่เพียงครั้งแรกนี่ยังไม่หมดทุกข์ ทุกเรื่องอีกหรือ
ถึงต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆมา หรือเพื่อตรัสรู้ในเรื่องที่จะพ้นทุกข์เรื่องอื่นๆอีก

ก็เลยเป็นเหตุให้ไม่เชื่อว่าจะมีพระพุทธเจ้าหลายองค์ครับ

ส่วนเรื่องภพชาติ ผมไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่
แต่เชื่อเรื่องทุกข์ที่เกิดแล้วเกิดอีกไม่จบไม่สิ้นสักที ในชาตินี้แหละครับ

นิพพานเป็นภาษาบาลี แปลว่า ดับไม่เหลือซาก- ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ทำนองนี้
เป็นคำภาษาบาลีธรรมดาๆครับ พระพุทธเจ้าใช้เรียกสภาวะของคนที่หมดกิเลสให้เกิดทุกข์ใดๆแล้ว

อรหันต์ เป็นคำเรียกผู้ที่ดับทุกข์ได้สำเร็จ ก็เหมือนเราเรียกคนเรียนจบปริญญาตรีว่า บัณฑิต
อันนี้ก็เป็นคำบาลีธรรมดาๆ ทีพระพุทธเจ้าเอามาใช้เรียก

ทีนี้ พระพุทธเจ้า มีหลายคนหรือคนเดียว
ถ้ามีหลายคนก็จะต้องปรากฏคำสอนที่ตรงกัน  ที่เก่ากว่า หรือใหม่กว่า
เพราะความจริงของธรรมชาติมันจะต้องตรงกัน
แต่ข้อนี้ไม่ปรากฏ

แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนตรัสรู้ด้วยตัวเองคนเดียว แล้วไม่คิดจะสั่งสอนหรือบอกใคร  เพราะมันเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก
พระพุทธเจ้าเองตอนแรกก็คิดจะไม่บอกใครเหมือนกัน นั่งทำใจอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจบอกนะครับ
บางทีคนที่ตรัสรู้เองคนอื่นๆอาจจะพูดไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า หรืออะไรก็ได้ ก็เลยไม่บอกใคร
เมื่อตายไป เรื่องก็เลยจบไปครับ

อ้างอิงพี่แอน
- ศาสนาพุทธกลายพันธุ์เป็นนิกายประหลาดๆ จนเละเทะเหลวเป๋วใช่ไหม
- หรือมีคนมานั่งตีความศาสนา จนเลือกที่จะไม่เชื่อสาระหลายอย่างในพระไตรปิฎกใช่ไหม
   (อย่างกระจู๋บนหิ้งของเว็บอะไรก็ไม่รู้)
- หรือมาถึง พ.ศ.5000 ปัจจัยสะสมต่างๆ ก็จะทำให้ศาสนาเรามาถึงจุดจบ
- หรือคนเสื่อมทรามลง เลวลง จิตใจต่ำลง (อันนี้เชื่อ แต่ดูเหตุผลด้านล่าง)
-กลายพันธุ์ครับ แต่หีนยานถือว่าเป็นของดั้งเดิม
-มีทุกอย่างแหละครับ พระไตรปิฏกก็เขียนขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานไปแล้ว
แล้วส่งต่อกันด้วยการท่องจำในสมัยแรก และบันทึกลงเป็นอักษรในสมัยต่อมา
ตอนบันทึกลงอักษรนี่แหละเขาเชื่อกันว่ามีการใส่ใข่
เพราะการท่องปากต่อปากนั้น แม่นยำมาก(84000-quote)
-มันต้องเสื่มสลายสูญหายไปแน่นอนครับ อาจจะไม่ต้องถึงพ.ศ.5000
แต่มันือความจริง แล้วมนุษย์ส่วนใหญ่จะคิดมาก ก็อาจจะมีใครค้นพบขึ้นมาใหม่ในภายหน้า
ซึ่งเนื้อหามันก็จะต้องตรงกัน  ก็อาจจะเรียกว่า พระพุทธเจ้าองค์ใหม่
หรือถ้าไม่มีใครเจออีกเลย มันก็จะหายสาบสูญไป แต่ตราบใดที่ยังีมนุษย์อยู่ ก็ย่อมที่จะมีใครก็ได้ตรัสรูเองได้

ส่วนเรื่องชาติหน้า หรือนรก สวรรค์
เป็นเรื่องที่เรียกว่า ใบไม้ในป่า ไม่ใช่ใบไม้ในกำมือ
รู้ไปก็เท่านั้น  ไม่รู้ก็เท่านั้น มีค่าเท่ากัน เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับความทุกข์ ไม่ได้เกี่ยวกับปัจจุบัน
พุทธศาสนาสนใจแต่เรื่องความดับทุกข์ในปัจจุบันชีวิตอย่างเดียว  เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

iSharp

อ้างอิงอันนี้เป็นนิยายแต่งขึ้นมาภายหลังครับ  เหตุผล เพราะ มันออกจะเลอะเทอะเอามากๆ  และ เนื้อหาสาระของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ไม่ได้เจยากเย็นอะไรขนาดที่จะต้องใช้เวลานานนั้น
เพียงแต่มันเป็นลักษณะของเส้นผมบังภูเขามากกว่า
เหมือนะกระทำได้ยาก แต่ก็ไม่ยาก เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย

อยากจะขอให้อธิบายเพิ่มเติมอ่ะครับในเรื่องที่เป็น นิยายแต่งขึ้นในภายหลังเมื่อไรหรอครับ
อะไรที่บอกว่าเ็ป็นนิยายครับ

/////

  ท่านพระอานนท์นั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาเป็น
พระพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานเท่าไร พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ความ
ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานโดยการกำหนดอย่างต่ำที่สุดถึง
สี่อสงไขยและแสนกัป โดยกำหนดปานกลาง แปดอสงไขยและแสนกัป โดย
การกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยและแสนกัป ประเภททั้ง ๓ นั้น พึงรู้ด้วย
อำนาจแห่งพระพุทธเจ้า ผู้ปัญญาธิกะ ผู้สัทธาธิกะ และผู้วิริยาธิกะ จริงอยู่
พระพุทธเจ้าผู้ปัญญาธิกะ มีศรัทธาน้อยแต่มีปัญญามาก ผู้สัทธาธิกะมีปัญญา
ปานกลางแต่มีศรัทธามาก ผู้วิริยาธิกะมีศรัทธาและปัญญาน้อย แต่มีความเพียร
มาก.   พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๕ มงกุฏฯเล่ม 46 หน้า 105 วรรค 2

ก็ความแตกต่างกันเหล่านี้ พึงทราบโดยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นปัญญาธิกะยิ่งด้วยปัญญา สัทธาธิกะยิ่งด้วยศรัทธา และวิริยาธิกะ
ยิ่งด้วยความเพียร.
      จริงอยู่ พระพุทธเจ้าผู้เป็นปัญญาธิกะ มีศรัทธาอ่อน มีปัญญา
กล้าแข็ง.
      พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัทธาธิกะ มีปัญญาปานกลาง มีศรัทธา
กล้าแข็ง.
      พระพุทธเจ้าผู้เป็นวิริยาธิกะ มีศรัทธาและปัญญาอ่อน มีความ
เพียรกล้าแข็ง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ ๘ ภาคที่ ๑ มงกุฎเล่ม 70 หน้า 266

แปดอสงไขยแสนมหากัป. ส่วนโดยกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยแสนมหากัป.
ความต่างกันเหล่านี้พึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัญญาธิกะ ศรัทธาธิกะและ
วิริยาธิกะ ตามลำดับ. จริงอยู่
      ศรัทธาอ่อนปัญญากล้าย่อมมีแก่ผู้เป็นปัญญาธิกะทั้งหลาย ปัญญา
ปานกลางมีแก่ผู้เป็นศรัทธาธิกะทั้งหลาย, ปัญญาอ่อนย่อมมีแก่ผู้เป็น
วีริยาธิกะทั้งหลาย.
      อนึ่งพึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานุภาพแห่งปัญญา.
      ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า นี้เป็นการแบ่งกาลของพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายด้วยความแก่กล้า ปานกลางและอ่อนแห่งความเพียร. แต่โดยความ
ไม่ต่างกัน โพธิสมภารทั้งหลายย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งบารมีเหล่านั้น โดย
ความต่างแห่งกาลตามที่กล่าวแล้ว โดยความแก่กล้าปานกลางและอ่อนแห่ง
ธรรมทั้งหลายอันบ่มบารมีให้แก่กล้าด้วยวิมุติ. เพราะเหตุนั้นความต่างแห่ง
กาล ๓ เหล่านี้จึงควรแล้ว. ด้วยอาการอย่างพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมมี
๓ ส่วนในขณะแห่งอภินิหารโดยความต่างกันแห่ง อุคฆฏิตัญญู วิปัจจิตัญญู
และเนยยะ. ใน ๓ อย่างนั้น ผู้ที่ฟังคาถา ๔ บท ต่อพระพักตร์ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อยังไม่จบคาถาบทที่ ๓ เป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุ
พระอรหัตด้วยอภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นอุคฆฏิตัญญู. หากพึง
น้อมไปในสาวกโพธิญาณ.
จริยาปิฎก ๑. การบำเพ็ญทานบารมี ๑. อกิตติจริยา มงกุฎเล่ม 74 หน้า 663
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 18:26 น.
อธิบายเพิ่มเติมก็ดีนะครับ ไม่ค่อยเข้าใจครับ

ตอนนี้ผมเข้าใจว่าผมทำถูกแล้ว  :09: ขอบคุณครับ  :40:
+ก่อนละกัน

ผมจะไม่อธิบาย แล้วกันนะ ไม่อยากวกไป จุดเดิม

ขอบคุณครับที่ตัดหน้า......
           

    เอาเรื่องมาเล่าให้ฟัง ถ้าใครคิดว่า สมถะ ไม่ใช่ส่วนย่อยของ กรรมฐาน ก็อ่านผ่านๆไปละกัน....

               วันที่ไป ปฏิบัติ ในฐานะเด็กใหม่ไม่ประสา โง่ แต่ก็ยังนั่งบื้อ .. 
ได้คุยกับพี่คนหนึ่ง เอ๊ะ!! ไม่ใช่ซิ ได้ยินพี่ๆเขาคุยกัน ก็คุยๆเรื่องปฏิบัติ นี่ละ
มีอยุ่ประเด็นหนึ่ง   ที่ผมรู้สึกว่า มันยืนยันแนวคิดที่ผมได้ศึกษาและได้เข้าใจมาก่อนหน้านี้ 
มันก็เกี่ยวกับเรื่อง การปฏิบัติ อีกนั่นแหละ  พี่คนที่เขาคุยกันคนหนึ่ง
พูดว่า เขา ปฏิบัติสมถะ มา ตั้งแต่ปี 33  ที่ใหน ไม่ขอบอกละกันครับ เดี๋ยวจะถกกันไม่รุ้จบอีก....
พอเขาหันมาปฏิบัติสายนี้ เขาต้องใช้เวลาแก้สมถะ เกือบปีถึงจะปฏิบัติสติปัฏฐานได้ ....
แก้ยากอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ประสาแต่ก็เคยฝึกสมถะมาบ้าง...
และยิ่งพอเข้าใจการฝึกแบบสติปัฏฐานแล้วด้วยนั้น ยิ่งทำให้เข้าใจได้ไม่ยาก 
พออยากจะอธิบายยิบย่อยก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องตามครุบาอาจารย์มากน้อยเท่าไร
แต่ก็จะอธิบายตามที่เข้าใจ.. (ฮา)
                             
จากที่เข้าใจ การฝึกแบบสติปัฏฐาน  คือการ  ฝึกจิต(สติ) ระลึกรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งที่คิด
และพยายามสงบมันให้ได้ 
         
เช่น   นั่ง อยุ่ ก็ให้กำหนดพองยุบ หายใจเข้าพอง หายใจออกยุบ และเมื่อมีสิ่งรบกวน อย่างเช่น
เสียง ก็ให้ระลึกรุ้ว่ามันคือเสียงให้รุ้ว่านั่นเป็นเสียงแต่  รู้ ก็สักแต่ว่ารุ้
ซึ่งถ้าเป็น สมถะ จะไม่สนใจเสียงอะไรเลยจะพยายามทำตัวจดจ่ออยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
แต่จะใช้ได้ในตอนทีระลึกรู้แล้วเอาจิตไปอยู่กับสิ่งนั้นแต่ไม่ได้อยู่ตลอด
พอรุ้แล้วก็กลับสู่ขั้นตอนการปฏิบัติตามปกติ (คือให้รู้ ว่ามันคือเสียง ให้รู้ว่ามันคือเวทนา  ให้รุ้ว่ามันคือ.....)
การเดิน    เวลายกเท้าส้นลอยก็ให้เอาจิตไประลึกรู้อยุ่ที่ส้นเท้า พอเท้าลอยขึ้นหมดเตรียมก้าว
จิตก็ต้องอยุ่ที่ปลายเท้า พอเอาเท้าลงก็เอาจิตไประลึกรุ้ไว้ที่ฝ่าเท้า... ไม่เว้นแม้แต่เวทนา
เช่น เมื่อนั่งไปนานๆรุ้สึกเมื่อย ก็ต้องเอาสติไปอยุ่ที่จุดเมื่อย ไประลึกรุ้ว่าอะไรเมื่อย เช่น แขนเมื่อย ขาเมื่อย ....
ลองคิดดู ครับว่าถ้าเราจดจ่ออยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเราจะสามารถฝึกแบบนี้ได้มั้ย  ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้ แน่ครับ
คือสมถะนั้น เป้นทั้งประโยชน์ และอุปสรรค์ ตัวอุปสรรค์ได้บอกไปแล้วส่วนประโยชน์ก็
เอาไว้ให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ
มีสมาธิอยุ๋กับฝ่าเท้าเมื่อเอาเท้าลง มีสมาธิอยุ่กับสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบ และก็หยุดพิจารณาสิ่งนั้น
เมื่อรุ้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรแล้วก็... สักแต่ว่ารุ้ .... กลับมาปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป...
สมถะเป้นพื้นฐานก็จริงแต่ต้องใช้ให้เป็นถ้าใช้ไม่เป็นกลายเป้นอุปสรรค์ต่อผู้ปฏิบัติได้ง่าย...
                       
             
สรุปเท่าที่ผมไปฝึกตามแนวทางสายเอกของพระพุทธเจ้า แนวนี้..
ผม คิดดูแล้ว มันเป็นเรื่องที่ ยากมากที่จะใช้พื้นฐานของการทำสมาธิที่ต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
มาช่วยในการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน......ดังนั้น ถามว่าดีมั้ย ตอบว่า มีไว้บ้างก็ดี   แต่มีมากเกินไปไม่ดี
ไม่ดีเพราะว่า จูนยาก ขุดสติให้ออกมาระลึกได้ยาก  ผมลองคิดดูพี่ที่ฝึกสมถะ 10 กว่าปี คนนั้น 
ฝึกถึงระดับไหนแล้วถึงใช้เวลาแก้ตั้ง  เป็นปี
(แก้สมถะในที่นี้ผมเข้าใจว่าเป็นการจูนให้สามารถใช้กับการฝึกแบบสติปัฏฐานได้)
เขาบอกว่า ถ้าจะไปฝึกสมถะให้ได้ฌาน สู้มาฝึกแนวนี้เลยดีกว่า มันเหมือนจะไปเชียงใหม่แต่คุณวิ่งลงใต้ ก่อน ซึ่งมันเสียเวลา
                                 
....(ฝึกแนวสติปัฏฐาน ยากจริงๆนะ แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้..) ..



ปล. นำความรู้มาฝาก   
พระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา ไม่ใช้เจ้าชายสิทธัตถะนะครับ แต่เป็น พระอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งใน ปัญจวัคคีทั้ง5
ซึ่งได้ผ่านการทำพิธีบวชโดยพระพุทธเจ้า หรือเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ดังนั้นถ้าใคร จะบวชแบบเจ้าชายสิทธัตถะ     คือโกนหัวแล้วบวชเลย แสดงว่า เป็นแค่นักบวชนะจ้ะไม่ใช่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา..

ปล.2   เชื่อผมเถอะครับ พุทธประวัติไม่ได้ช่วยอะไรมากในทางปฏิบัติเลย......


ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iSharp

#623
อ้างคำพูดจาก: จิ้มจุ่มนาโน เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 19:10 น.
บางทีเราในยุคนี้อาจจะมองศาสนาต่างๆเป็นเรื่องตลกบ้าง
แต่ลองนึกย้อนไปพันปี  ตอนนั้นเรายังไม่มีไฟฟ้าใช้  ยังอยู่เพิงหมาแหงน  อาจต้องหาอะไรมาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงต่างๆ

แต่พุทธศาสนานี่  แม้ในยุคนี้ก็ยังคงใช้ได้ดีอยู่ และก็คงจะยังใช้อธิบายคำถามของคนคิดมากได้ต่อไปอีกนาน :46:

เห็นด้วยครับ ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น อกาลิโก
แปลว่าไม่จำกัดกาลเวลา
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเท่าใด สมัยได้ก็ตาม ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ยังสามารถนำมาใช้ได้เสมอ
+ ครับ

อ้างอิงทีนี้ พระพุทธเจ้า มีหลายคนหรือคนเดียว
ถ้ามีหลายคนก็จะต้องปรากฏคำสอนที่ตรงกัน  ที่เก่ากว่า หรือใหม่กว่า
เพราะความจริงของธรรมชาติมันจะต้องตรงกัน
แต่ข้อนี้ไม่ปรากฏ

พระพุทธเจ้ามีหลายองค์แล้วก็สอนเหมือนกันหมดครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

#624
อ้างอิงผมจะไม่อธิบาย แล้วกันนะ ไม่อยากวกไป จุดเดิม

แล้วผมจะเข้าใจได้ยังไงอ่ะครับ เมตตาผมหน่อยเถอะ

อ้างอิง
ปล.2   เชื่อผมเถอะครับ พุทธประวัติไม่ได้ช่วยอะไรมากในทางปฏิบัติเลย......

แปลว่าการไปศึกษาพระไตรปิฏิกนี่คือผิด หรอครับ

งั้นแล้วทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติบุคคลสำคัญของโลกด้วยอ่ะครับ

อ้างอิงปล. นำความรู้มาฝาก   
พระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา ไม่ใช้เจ้าชายสิทธัตถะนะครับ แต่เป็น พระอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งใน ปัญจวัคคีทั้ง5
ซึ่งได้ผ่านการทำพิธีบวชโดยพระพุทธเจ้า หรือเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ดังนั้นถ้าใคร จะบวชแบบเจ้าชายสิทธัตถะ     คือโกนหัวแล้วบวชเลย แสดงว่า เป็นแค่นักบวชนะจ้ะไม่ใช่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา..

สนับสนุนความเห็นนี้
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

 :08: 

เป็นงั้นไป  การศึกษาไม่ผิดหรอกครับ   รุ้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รุ้ครับ

แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iSharp

#626
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 21:02 น.
:08: 

เป็นงั้นไป  การศึกษาไม่ผิดหรอกครับ   รุ้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รุ้ครับ

แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ


แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ << แสดงว่าก็มีส่วนที่มันช่วยได้อยู่
จักรีช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยสิครับ เรื่องนี้ว่ามันช่วยในการปฏิบัติ ด้วยยังไง
ที่เป็นส่วนน้อยอ่ะครับ

และก็คำถาม ทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติบุคคลสำคัญของโลกด้วยอ่ะครับ

ขอบคุณครับ เมตตาเพิ่มความรู้ผมหน่อยครับ  :40:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ซือเน...

#627
จักรี พิมพ์ อุปสรรค  เป็น อุปสรรค์ หมดเลยแหะ


แล้ว ชาร์ป ก็ยังพิมพ์ พระไตรปิฏกเป็น พระไตรปิฏิก ต่อไป

i'll walk until i find u.

iSharp

ขอถามเพิ่มอีกเรื่องครับ

เนื้อไม่น้ำ แก่นไม่เปลือก ของพระพุทธศาสนาอ่ะครับ
เห็นหลายๆโพสมาบอกถึงเรื่องเราต้องยึดเรื่องแก่น ไม่ต้องสนใจเปลือกหรือเนื้อๆ

ซึ่งเนื้อความมันหรือแก่นมันก็คือ ดับทุกข์ไปพระนิพพานใช่มั้ยครับ
นี้คือเป้าหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา

เช่นของ จักรี คือเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 เราก็เข้าพระนิพพานได้
((ไม่ได้ลบลู่การปฏิบัติธรรมของ จักรีนะครับ))

คือผมสงสัยเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างอ่ะครับ
อยากจะรบกวนช่วยตอบหน่อยอ่ะครับ ไขข้อข้องใจหน่อยอ่ะครับ
ไม่ได้ตั้งใจกวนอะไรเลยครับ

1.ตอนนี้ผมเข้าใจว่า ใครก็ตามที่เมื่อได้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4 อย่างจริงจังแล้ว
เช่นออกบวช แล้วปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4  อย่างจริงๆ
แบบที่ว่าวันๆไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งสมาธิอย่างเดียว
จะสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้มั้ยครับ

2.เมื่อเราปฏิบัติตามแก่นนั้นแล้วเข้าสู่พระนิพพานได้
ก็เท่ากับว่าเรานั้นไม่จำเป้นต้องรักษาศีลสิครับ
หมั่นไส้ก็ยิงมันทิ้ง ขโมยเงินพ่อแม่หนีเที่ยว ดูหนังโป้ชักว่าว หลอกหญิงเอาไปวันๆ
กินเหล้าสูบบุหรี่ หลักธรรมข้ออื่นๆ เช่น สังคฆวัตถุ4 อิทธิบาท4 ก็ไม่ต้องไปศึกษาก็ได้
เพราะเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ก็เข้าสู่พระนิพพานได้เลย ไม่ต้องกลัวนรก ด้วย
พระเดินมาบิณฑบาตร ก็ไม่เห็นจำเป้นต้องใส่เลย เพราะว่าเรารู้หลัก รู้แก่นแล้ว
บวชก็ไม่จำเป้นจะต้องบวชแล้ว บวชไปมีศีลเพิ่มเป็น 227 สะอีก กินได้ 2 มื้อ
ลำบาก บุญบาป ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแต่แก่นพระพุทธศาสนา คือ ดับทุกข์ปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ปฏิบัติแล้วสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้เลย อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจ
ถูกต้องมั้ยครับ

3.การศึกษาพระไตรปิฏิก พุทธประวัติ นั้นก็ไม่จำเป็น เพราะว่าเรานั้นรู้แก่นแล้ว
ไม่ต้องไปดูก็ได้สิครับ ใครจะเป้นตายช่างมัน ปฏิบัติธรรมดับทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานไปเลย
ถูกต้องมั้ยครับ

:40:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

อุปสรรค ไม่มี การันต์ ใช่มั้ยคับ  ขอบคุณครับ

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 21:07 น.

แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ << แสดงว่าก็มีส่วนที่มันช่วยได้อยู่
จักรีช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยสิครับ เรื่องนี้ว่ามันช่วยในการปฏิบัติ ด้วยยังไง
ที่เป็นส่วนน้อยอ่ะครับ

และก็คำถาม ทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติบุคคลสำคัญของโลกด้วยอ่ะครับ

ขอบคุณครับ เมตตาเพิ่มความรู้ผมหน่อยครับ  :40:


                              งั้นต้องลองครับ   สังเกตจากตัวชาร์ปเองก็ได้ เวลาชาร์ปนั่งสมาธิ ชาร์ปใช้ข้อมูลพุทธประวัติในการฝึกนั่งสมาธิบ้างมั้ย หรือข้อมูลที่ผิดๆ อย่างสมมติ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ใต้ต้นโพธินะ แล้วมันจะส่งผมให้ชาร์ปนั่งสมาธิผิดวิธีรึป่าว  อันนี้   ถ้าคำตอบตอบว่าไม่  งั้นลองหันมาดูความศรัธทาของตัวเอง ครั้นก่อนฝึก สำหรับบางคนอ่านพุทธประวัติแล้วเกิดความเลื่อมใส
จึงเป็นต้นเหตุนำไปสุ่การปฏิบัติต่อไป  แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนครับ นี่ไงถึงบอกว่า น้อยมาก

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์   ส่วนตัวผม ขอตอบว่าอยากรุ้ครับถึงเรียน
ก็เหมือน ว่าเวลาคุณอยากรู้ ต้นกำเนิดของตะกูลอยากรู้ว่าญาติๆมีใครบ้าง แต่ขอถามหน่อย
ณ ปัจจุบัน คุณรู้จักชื่อญาติคุณหมดทุกคน พอเห็นหน้าก็รู้ว่าชื่ออะไร  แต่ถ้าจะให้คุณนับว่ามีจำนวนเท่าไร คุณจะนับได้มัยละ?  ซึ่งเป้นผม มันไม่จำเป็นต้องนับ เพราะแค่เจอหน้าแล้วรู้จักก็พอว่าคนนี้เป้นใครและชื่ออะไร.......
คุณรู้สึกมั้ยว่าความรู้เหล่านี้มันจะจำเป็นก็ต่อเมื่อต้องใช้เท่านั้น....
แต่ถ้าไม่จำเป็น เหตุผลเดียวก็แค่อยากรู้............


อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 22:23 น.
ขอถามเพิ่มอีกเรื่องครับ

เนื้อไม่น้ำ แก่นไม่เปลือก ของพระพุทธศาสนาอ่ะครับ
เห็นหลายๆโพสมาบอกถึงเรื่องเราต้องยึดเรื่องแก่น ไม่ต้องสนใจเปลือกหรือเนื้อๆ

ซึ่งเนื้อความมันหรือแก่นมันก็คือ ดับทุกข์ไปพระนิพพานใช่มั้ยครับ
นี้คือเป้าหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา

เช่นของ จักรี คือเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 เราก็เข้าพระนิพพานได้
((ไม่ได้ลบลู่การปฏิบัติธรรมของ จักรีนะครับ))

คือผมสงสัยเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างอ่ะครับ
อยากจะรบกวนช่วยตอบหน่อยอ่ะครับ ไขข้อข้องใจหน่อยอ่ะครับ
ไม่ได้ตั้งใจกวนอะไรเลยครับ

1.ตอนนี้ผมเข้าใจว่า ใครก็ตามที่เมื่อได้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4 อย่างจริงจังแล้ว
เช่นออกบวช แล้วปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4  อย่างจริงๆ
แบบที่ว่าวันๆไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งสมาธิอย่างเดียว
จะสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้มั้ยครับ

2.เมื่อเราปฏิบัติตามแก่นนั้นแล้วเข้าสู่พระนิพพานได้
ก็เท่ากับว่าเรานั้นไม่จำเป้นต้องรักษาศีลสิครับ
หมั่นไส้ก็ยิงมันทิ้ง ขโมยเงินพ่อแม่หนีเที่ยว ดูหนังโป้ชักว่าว หลอกหญิงเอาไปวันๆ
กินเหล้าสูบบุหรี่ หลักธรรมข้ออื่นๆ เช่น สังคฆวัตถุ4 อิทธิบาท4 ก็ไม่ต้องไปศึกษาก็ได้
เพราะเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ก็เข้าสู่พระนิพพานได้เลย ไม่ต้องกลัวนรก ด้วย
พระเดินมาบิณฑบาตร ก็ไม่เห็นจำเป้นต้องใส่เลย เพราะว่าเรารู้หลัก รู้แก่นแล้ว
บวชก็ไม่จำเป้นจะต้องบวชแล้ว บวชไปมีศีลเพิ่มเป็น 227 สะอีก กินได้ 2 มื้อ
ลำบาก บุญบาป ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแต่แก่นพระพุทธศาสนา คือ ดับทุกข์ปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ปฏิบัติแล้วสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้เลย อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจ
ถูกต้องมั้ยครับ

3.การศึกษาพระไตรปิฏิก พุทธประวัติ นั้นก็ไม่จำเป็น เพราะว่าเรานั้นรู้แก่นแล้ว
ไม่ต้องไปดูก็ได้สิครับ ใครจะเป้นตายช่างมัน ปฏิบัติธรรมดับทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานไปเลย
ถูกต้องมั้ยครับ

:40:

เหอๆ  งั้นเข้าใจผิดแล้วครับ   ผมพูดถึงการปฏิบัติ ในแนวทางสติปัฏฐานสี่ ไม่ได้บอกว่าคุณจะต้อง เลิกทุกอย่างที่คุณควรทำ เลิกทุกอย่างที่กำลังทำ  และ ในฐานะอย่างผม ไม่ขอบอกว่ามันจะนำไปสู่นิพพาน นะครับ.... ผม บอกแค่ว่ามันเป้นการฝึกสติ แค่คนไม่ประสาอย่างผมฟังแค่วิธีฝึกก็รู้ว่าเป็นการฝึกสติขั้นละเอียดเอามากๆ ถ้าฝึกได้ ต้องเป้นคนมีสติอยุ่ตลอดเวลาแน่ๆ ซึ่งเมือมีสติ ปัญญาย่อมเกิดครับ.... (พระพุทธประวัติก็มีส่วนช่วยตรงที่ พระพุทธเจ้าได้ยกให้นี่คือทางสายเอก.สู่พระนิพพาน)

ชาร์ป ไม่หน้่าถามอะไรอย่างนี้เลยครับ เพราะชาร์ป ก็ขึ้นชื่อว่าเป้นคนฝึกเหมือนกัน แล้วทำไมไม่รู้ว่า คนที่เขาปฏิบัติ เขาจะผิดศิลหรือทำบาปหรือป่าว.....หรือเขาอาจจะหลีกเลี่ยงได้ดีกว่าเราก็ได้

คนฝึกทางนี้เขาไม่หมกมุ่น ขนาดละทิ้งทุกอย่างตั้งหน้าตั้งตาฝึกเพื่อให้เขาพระนิพพานหรอกครับ ถ้าไม่ใช่สงฆ์หรือนักบวชในศาสนา เพราะฆารวาสที่ฝึกจริงๆ เขาแค่ต้องการฝึกสติ ไม่ได้หวังพระนิพพาน เพราะถ้าคนหวังก็จะฝึกไม่ได้หรอกครับ...ไม่ใช่ว่ามีคนมาตัดสินว่าใครฝึกได้่หรือไม่ได้แต่คนที่ฝึกไม่ได้ก็จะจนใจไปเองครับ..

อ้า..อีกอย่างหนึ่งครับ การฝึก สติปัฏฐาน ไม่จำเป้นต้องนั่งสมาธิอย่างเดียวครับ....รู้ใช่มั้ยว่าทำไม เพราะหลักใหญ่คือการฝึกสติ ฝึกจิตให้เรียนรู้ทุกอย่างที่เป็นไป.. แล้วรู้จักควบคุมมัน  ดังนั้น ผมขอบังอาจคิดเห็น ถึงอนาคตของคนที่ฝึกจนเชี่ยวแล้ว น่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยุ่ในสังคมเหมือนคนปกติธรรมดาได้ แต่ท่านสามารถควบคุมจิตตัวเองได้
(ควบคุมจิตได้ก็ควบคุมทุกอย่างในตัวเองได้ เช่นควบคุมไม่ให้โกรธ ควบคุมไม่ให้เกลียด  ควบคุมอารมณ์ ควบคุมเจตนา ควบคุมการกระทำ .... หรือที่มีคนนิยามมันว่ามันคือมรรคพลนั่นแหละครับ )

...........................................
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines