โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

ส่วนของผม ตอบรวบคำถามของชาร์ปละกัน
เนื่องจากความเชื่อของผมไม่เห็นว่าอยากจะไปนิพพานหรืออะไรนั่นเลย
รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนดีต่อโลก (ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์!) ก็พอแล้ว :22:

คำตอบนี้น่าจะลบล้างคำถามทั้งสามข้อได้นะครับ
ส่วนที่ว่าอะไรล่ะที่เรียกว่าเป็นคนดี
ก็อย่างที่บอกครับ ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์

ดังเช่นปราชญ์กลุ่มนึงได้กล่าวไว้ว่า - คนหรือคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

นายโอ้เอ้

แวะมาเยี่ยม  :42:




อยู่ดีๆ ก็นึกถึงอ้อม ซีซันเช้น

เธอหน่ะเก่งทฤษฎี แต่เล่นอะไรก็เพี้ยน  :22:
Today you , Tomorrow me.

ซือเน...

i'll walk until i find u.

จักรี

สุดท้ายก่อนจะไปกินข้าว ... ทั้งหมดที่อธิบายแนวปฏิบัตินี้  มันไม่ได้ดูเว่อร์เกินไปใช่มั้ยครับ

ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง
และเท่าที่ผมอธิบายไปทั้งหมด ก็ไม่ได้บอกว่า ปฏิบัติไปแล้วจะส่งผม ถึงภพภูมิหน้า ถึงนรกถึงสวรรค์แต่อย่างใด.....และไม่มีใครมาบอกผมว่า ทางสายนี้จะไปถึงนิพพานได้ จากหลักฐานมีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงบอกว่า มันเป็นทางสายเอกนำไปสู่พระนิพพาน

แต่จากที่เข้าใจวิธีการของแนวปฏิบัตินี้  ก็ขอยอมรับในตัวท่านเลยว่า คิดขึ้นมาได้อย่างไร.......  :12:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iSharp

ผมดีใจมากเลยครับ
ที่ไม่มีคนเห็นด้วยกับความคิดที่ผ่านมา
เพราะถ้ามีคนคิดแล้วทำแบบนั้นจริงๆ ก็เป็นสวะสังคมดีๆนั้นเอง

เป็นการยกตัวอย่างเรื่องแนวคิด เอาแต่เนื้อ ไม่เอาน้ำอ่ะครับ
แบบขยายความคิดเพิ่มมากขึ้นไปอีก  :33: ในแนวคิดนั้น
แต่คงไม่มีคนคิดไปถึงตรงนั้นมั้ง

ส่วนวิชาประวัติศาสตร์หรือบุคคลสำคัญอะครับ คือต้องดูจุดประสงค์ของคนที่
add วิชามาให้เราเรียนอ่ะครับ ว่าใครเห้นประโยชน์อะไร
และก็ขอบคุณที่จักรีตอบสะทีนะครับ

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 23:32 น.
ส่วนของผม ตอบรวบคำถามของชาร์ปละกัน
เนื่องจากความเชื่อของผมไม่เห็นว่าอยากจะไปนิพพานหรืออะไรนั่นเลย
รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนดีต่อโลก (ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์!) ก็พอแล้ว :22:

คำตอบนี้น่าจะลบล้างคำถามทั้งสามข้อได้นะครับ
ส่วนที่ว่าอะไรล่ะที่เรียกว่าเป็นคนดี
ก็อย่างที่บอกครับ ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์

ดังเช่นปราชญ์กลุ่มนึงได้กล่าวไว้ว่า - คนหรือคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

ไม่อยากจะย้อนนะครับ แต่จะตอบต่อว่า อะไรที่เรียกว่าความดี ?
พระพุทธเจ้าท่าน ชัดเจนเลยครับ กุศลกรรมบท 10 ครับ
เพราะว่าบางคนก็จะหลงได้ด้วยไง
ว่า การกินเหล้ามันก็เป็นความดี นินทาชาวบ้านก็เป้นความดี ฯลฯ อ่ะครับ

เอาจริงๆผมก็ไม่ได้เก่งทฤษฎี เลยนะครับ ก็พอรู้มั้งอ่ะครับ ((พิมพ์พระไตรปิฏก ยังผิดเลย))
เพราะงานจริงๆผมมันคือ ทำflash อ่ะครับ  :40:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

#635
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 17 ก.พ. 2007, 00:17 น.
สุดท้ายก่อนจะไปกินข้าว ... ทั้งหมดที่อธิบายแนวปฏิบัตินี้  มันไม่ได้ดูเว่อร์เกินไปใช่มั้ยครับ

ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง
และเท่าที่ผมอธิบายไปทั้งหมด ก็ไม่ได้บอกว่า ปฏิบัติไปแล้วจะส่งผม ถึงภพภูมิหน้า ถึงนรกถึงสวรรค์แต่อย่างใด.....และไม่มีใครมาบอกผมว่า ทางสายนี้จะไปถึงนิพพานได้ จากหลักฐานมีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงบอกว่า มันเป็นทางสายเอกนำไปสู่พระนิพพาน

แต่จากที่เข้าใจวิธีการของแนวปฏิบัตินี้  ก็ขอยอมรับในตัวท่านเลยว่า คิดขึ้นมาได้อย่างไร.......  :12:

ก็นี่แหละครับที่มันจะสามารถ ตีความหมายไปได้ว่า แบบ 3 ข้อนั้น
อยากจะเตือนอ่ะครับ

เหมือนกับเรานั่งรถไปเชียงใหม่ มันก็ย่อมผ่านจังหวัดต่างๆ ถูกต้องมั้ยครับ
จะให้แป้บเดียวถึงเลยมันก็ไม่ได้
ต่อให้นั่งเครื่องก็ตาม มันก็ผ่านจังหวัดๆ อื่นๆอยู่

ดังนั้น สิ่งอื่นๆที่มันมีอยู่ในพระพุทธศาสนา มันจึงตัดออกไปไม่ได้ ครับ

////

คุยกันในบอร์ดมันไม่ต่อเนื่อง อ่ะ
เช่นถ้าเกิด แล้วโพส ทิ้งด้วยความหมายอย่างหนึ่ง
เลยไป 2-3 วัน ความหมายมันเป็นอีกอย่างอ่ะ ประเด็นคันปากที่เราไม่ได้ตอบก็มีเยอะ
อย่างที่พี่แอนว่านั้นแหละ

นัดวันมานั่งคุยกันดีมั้ยครับ
แบบเคลียร์ๆ เป็นประเด็นๆไปเลย  :33:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ณต

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 16 ก.พ. 2007, 23:32 น.
ส่วนของผม ตอบรวบคำถามของชาร์ปละกัน
เนื่องจากความเชื่อของผมไม่เห็นว่าอยากจะไปนิพพานหรืออะไรนั่นเลย
รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนดีต่อโลก (ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์!) ก็พอแล้ว :22:

คำตอบนี้น่าจะลบล้างคำถามทั้งสามข้อได้นะครับ
ส่วนที่ว่าอะไรล่ะที่เรียกว่าเป็นคนดี
ก็อย่างที่บอกครับ ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์

ดังเช่นปราชญ์กลุ่มนึงได้กล่าวไว้ว่า - คนหรือคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

แล้วค่าสัมพัทธ์ ของแอน มีอยู่เท่าไหร่ครับ  :35:

คิดว่าทุกคนน่าจะเคยรู้เรื่ององคุลีมาลย์ มาบ้าง
จะเป็นเรื่องจริง หรือนิทานหลอกเด็กก็แล้วแต่ล่ะ
แต่นั่นเป็นตัวอย่างของ มิจฉาทิฐฐิ หรือการเห็นผิดเป็นชอบได้เป็นอย่างดี

องคุลีมาลย์เชื่อจริงๆนะครับ ว่าการฆ่าคนเป็นการสะสมความดี
ดังนั้นค่าสัมพัทธ์ในความดีขององคุลีมาลย์ตอนนั้นก็เด็มร้อยเลย
หากวัดจากความรู้สึกของตัวเอง  :14:

เหมือนที่เอ บอกไว้ว่า บางคนฆ่าคนแล้วรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ นั่นแล  :44:









iSharp

#637
เห็นด้วยครับ พี่ +

เพิ่มเรื่อง องคุลีมาล จะได้เห็นประวัติชัดเจนครับ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒
มงกุฎ เล่ม 21 หน้า 154


อังคุลิมาลสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
      ถามว่า ในพระสูตรนั้น คำว่า ทรงระเบียบแห่งนิ้วมือ ทรงไว้เพราะ
เหตุไร. ตอบว่าทรงไว้ตามคำของอาจารย์. ในข้อนั้น มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้.
      ได้ยินว่า พระองคุลิมาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณี
ชื่อ มันตานี แห่งปุโรหิตของพระเจ้าโกศล. นางพราหมณีได้คลอดบุตรออก
ในเวลากลางคืน. ในเวลาที่อังคุลิมาลนั้นคลอดออกจากครรภ์มารดา อาวุธทั้ง
หลายในนครทั้งสิ้นช่วงโชติขึ้น. แม้พระแสงที่เป็นมงคลของพระราชาแม้กระทั่ง
ฝักดาบ ที่อยู่ในห้องพระบรรทมอันเป็นศิริก็รุ่งเรือง. พราหมณ์จึงลุกออกมา
แหงนดูดาวนักษัตร ก็รู้ว่าบุตรเกิดโดยดาวฤกษ์โจร จึงเข้าเฝ้าพระราชาทูล
ถามถึงความบรรทมอันเป็นสุข.
      พระราชาตรัสว่า ท่านอาจารย์ เราจะนอนเป็นสุขอยู่ได้แต่ไหน
อาวุธที่เป็นมงคลของเราส่องแสงรุ่งเรือง เห็นจะมีอันตรายแก่รัฐหรือแก่ชีวิต.
ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช อย่าทรงกลัวเลย กุมารเกิดแล้วในเรือนของ
หม่อมฉัน อาวุธทั้งหลายมิใช่จะรุ่งเรืองด้วยอานุภาพของกุมารนั้น. จักมี
เหตุอะไร ท่านอาจารย์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เขาจักเป็นโจร. เขาจะเป็นโจร
คนเดียวหรือว่าจะเป็นโจรประทุษร้ายราชสมบัติ. เขาจะเป็นโจรธรรมดาคนเดียว
พะยะค่ะ. ก็แลปุโรหิตครั้นทูลอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะเอาพระทัยพระราชา
จึงทูลว่า จงฆ่ามันเสียเถอะ พระเจ้าค่ะ. พระราชา. เป็นโจรธรรมดาคนเดียว
จักทำอะไรได้ เหมือนรวงข้าวสาลีรวงเดียว ในนาตั้งพันกรีส จงบำรุงเขาไว้
เถอะ. เมื่อจะตั้งชื่อกุมารนั้น สิ่งของเหล่านี้คือ ฝักดาบอันเป็นมงคลที่วางไว้
ณ ที่นอน ลูกศรที่วางไว้ที่มุม มีดน้อยสำหรับตัดขั้วตาลซึ่งวางไว้ในปุยฝ้าย
ต่างโพลงขึ้นส่องแสงแต่ไม่เบียดเบียนกัน ฉะนั้น จึงตั้งชื่อว่า อหิงสกะ. พอ
เวลาจะให้เรียนศิลปะก็ส่งเขายังเมืองตักกสิลา. อหิงสกะกุมารนั้น เป็น
ธัมมันเตวาสิก เริ่มเรียนศิลปะแล้ว. เป็นคนถึงพร้อมด้วยวัตร ตั้งใจคอยรับใช้
ประพฤติเป็นที่พอใจ พูดจาไพเราะ. ส่วนอันเตวาสิกที่เหลือ เป็นอันเตวาสิก
ภายนอก. อันเตวาสิกเหล่านั้น นั่งปรึกษากันว่า จำเดิมแต่เวลาที่อหิงสกมาณพ
มา พวกเราไม่ปรากฏเลย เราจะทำลายเขาได้อย่างไร จะพูดว่าเป็นคนโง่ ก็
พูดไม่ได้ เพราะมีปัญญายิ่งกว่าทุกคน จะว่ามีวัตรไม่ดีก็ไม่อาจพูด เพราะเป็นผู้
สมบูรณ์ด้วยวัตร จะว่ามีชาติต่ำ ก็พูดไม่ได้ เพราะสมบูรณ์ด้วยชาติ พวก
เราจักทำอย่างไรกัน ขณะนั้นปรึกษากับคนมีความคิดเฉียบแหลมคนหนึ่งว่า
เราจะกระทำช่องของอาจารย์ทำลายเขาเสีย แบ่งเป็นสามพวก พวกแรกต่างคน
ต่างเข้าไปหาอาจารย์ไหว้แล้วยืนอยู่. อาจารย์ถามว่า อะไรพ่อ. ก็บอกว่าพวก
กระผมได้ฟังเรื่องหนึ่งในเรือนนี้. เมื่ออาจารย์ถามว่า อะไรพ่อ. ก็กล่าวว่า
พวกเราทราบว่า อหิงสกมาณพจะประทุษร้ายระหว่างท่านอาจารย์. อาจารย์จึง
ก็ตะคอกไล่ออกมาว่า ออกไป เจ้าถ่อย เจ้าอย่าทำลายบุตรของเราในระหว่างเรา
เสียเลย. ต่อแต่นั้น ก็ไปอีกพวกหนึ่ง แต่นั้น ก็อีกพวกหนึ่ง ทั้งสามพวก
มากล่าวทำนองเดียวกัน แล้วก็กล่าวว่า เมื่ออาจารย์ไม่เชื่อพวกข้าพเจ้า ก็จง
ใคร่ครวญรู้เอาเองเถิด ดังนี้. ท่านอาจารย์เห็นศิษย์ทั้งหลายกล่าวว่าด้วยความ
ห่วงใย จึงตัดสินใจว่า เห็นจะมีความจริง จึงคิดว่า เราจะฆ่ามันเสีย.
      ต่อไปจึงคิดอีกว่า ถ้าเราฆ่ามัน ใคร ๆ ที่คิดว่าท่าน
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ยังโทษให้เกิดขึ้นในมาณพผู้มาเรียนศิลปะยังสำนักของตนแล้ว
ปลงชีวิตเสีย ดังนี้ ก็จักไม่มาเพื่อเล่าเรียนศิลปะอีก ด้วยอาการอย่างนี้ เราก็จะ
เสื่อมลาภ อย่ากระนั้นเลย เราจะบอกมันว่า ยังมีคำสำหรับศิลปะ วิชา ขั้น
สุดท้ายอยู่ แล้วกล่าวว่า เจ้าจะต้องฆ่าคนให้ได้พันคน ในเรื่องนี้
เจ้าจะเป็นผู้เดียวลุกขึ้น ฆ่าเขาให้ได้ครบพัน. ทีนั้นอาจารย์จึงกล่าว
กะอหิงสกกุมารว่า มาเถอะพ่อ เจ้าจงฆ่าให้ได้พันคน เมื่อทำได้เช่นนี้ ก็จัก
เป็นอันกระทำอุปจาระแก่ศิลปะ การบูชาครู ดังนี้. อหิงสกกุมารจึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลที่ไม่เบียดเบียน ข้าพเจ้าไม่อาจทำเช่น
นั้น. ศิลปะที่ไม่ได้ค่าบูชาครูก็จะไม่ได้ผลนะพ่อ. อหิงสกกุมารนั้นจึงถือ
อาวุธ ๕ ประการ ไหว้อาจารย์เข้าสู่ดงยืน ณ ที่คนจะเข้าไปสู่ดงบ้าง ที่ตรง
กลางดงบ้าง ตรงที่ที่คนจะออกจากดงบ้าง ฆ่าคนเสียเป็นอันมาก. ก็ไม่ถือเอา
ผ้าหรือผ้าโพกศีรษะ กระทำเพียงกำหนดว่า ๑,๒, ดังนี้เดินไป แม้การนับก็
กำหนดไม่ได้. แต่โดยธรรมดาอหิงสกกุมารนี้ เป็นคนมีปัญญา แต่จิตใจไม่
ดำรงอยู่ได้ เพราะปาณาติบาต. ฉะนั้น จึงกำหนดแม้การนับไม่ได้ตามลำดับ.
เขาตัดนิ้วได้หนึ่ง ๆ ก็เก็บไว้. ในที่ที่เก็บไว้ นิ้วมือก็เสียหายไป. ต่อแต่นั้น
จึงร้อยทำเป็นมาลัยนิ้วมือคล้องคอไว้. ด้วยเหตุนั้นแล เขาจึงปรากฏชื่อว่า
องคุลิมาล. องคุลิมาลนั้นท่องเที่ยวไปยังป่าทั้งสิ้น จนไม่มีใครสามารถไปป่าเพื่อ
หาฟืนเป็นต้น. ในตอนกลางคืนก็เข้ามายังภายในบ้านเอาเท้าถีบประตู. แต่นั้น
ก็ฆ่าคนที่นอนนั้นแหละกำหนดว่า ๑,๑, เดินไป. บ้านก็ร่นถอยไปตั้งในนิคม.
นิคมก็ร่นถอยไปตั้งอยู่ในเมือง. พวกมนุษย์ทิ้งบ้านเรือนจูงลูกเดินทางมาล้อม
พระนครสาวัตถี เป็นระยะทางถึงสามโยชน์ ตั้งค่ายพักประชุมกันที่ลานหลวง
ต่างคร่ำครวญกล่าวกันว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีโจรชื่อ
องคุลิมาลเป็นต้น. ในลำดับนั้น พราหมณ์รู้ว่า โจรองคุลิมาลนั้นจักเป็นบุตร
ของเรา จึงกล่าวกะนางพราหมณีว่า แนะนางผู้เจริญ เกิดโจรชื่อองคุลิมาลขึ้น
แล้ว โจรนั้นไม่ใช่ใครอื่น คืออหิงสกกุมารลูกของเจ้า บัดนี้ พระราชาจักเสด็จ
ออกไปจับเขา เราควรจะทำอย่างไร. นางพราหมณีพูดว่า นายท่านไปเถอะ จง
ไปพาลูกของเรามา. พราหมณ์พูดว่า แน่ะนางผู้เจริญ ฉันไม่กล้าไป เพราะไม่
ควรวางใจในคน ๔ จำพวก คือโจรที่เป็นเพื่อนเก่าของเรามา ก็ไม่ควรไว้ใจ
เพื่อนฝูงที่เคยมีสันถวไมตรีกันมาก่อนของเราก็ไม่ควรไว้ใจ พระราชาก็ไม่ควร
ไว้ใจว่า นับถือเรา. หญิงก็ไม่ควรไว้ใจว่านับอยู่ในเครือญาติของเรา แต่หัวใจ
ของแม่เป็นหัวใจที่อ่อน ฉะนั้น นางพราหมณีจึงกล่าวว่า ฉันจะไปพาลูกของ
ฉันมา ดังนี้ ออกไปแล้ว.
      และในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง
ทรงเห็นองคุลิมาล จึงทรงพระดำริว่า เมื่อเราไปจักเป็นความ
สวัสดีแก่เธอ ผู้ที่อยู่ในป่าอันหาบ้านมิได้ครั้นได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยบท ๔
ออกบวชในสำนักของเรา จักกระทำให้แจ้งซึ่งอภิญญา ๖ ถ้าเราไม่ไป เธอ
จะผิดในมารดา จักเป็นผู้อันใคร ๆ ยกขึ้นไม่ได้ เราจักกระทำความสงเคราะห์
เธอ ดังนี้แล้ว ทรงนุ่งเวลาเช้าแล้วเข้าไปเพื่อบิณฑบาต ทรงกระทำภัตตกิจ
เสร็จแล้ว ประสงค์จะสงเคราะห์เธอ จึงเสด็จออกไปจากวิหาร. เพื่อจะแสดง
ความข้อนี้ ท่านจึงกล่าวว่า "อถ โข ภควา" ดังนี้เป็นต้น. คำว่า สงฺคริตฺวา
สงฺคริตฺวา ความว่า เป็นพวก ๆ คอยสังเกต. บทว่า หตฺถตฺถํ คจฺฉนฺติ
ความว่า ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ในมือ คือ พินาศไป. ถามว่า ก็คนเหล่านั้น
จำพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า จำไม่ได้ หรือ ? ตอบว่า จำ
ไม่ได้. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจำแลงเพศ เสด็จไปเพียงพระองค์เดียว.
ในสมัยนั้น แม้โจรหงุดหงิดใจเพราะบริโภคอย่างฝืดเคือง และนอนลำบากมา
เป็นเวลานาน. อนึ่ง พวกมนุษย์ถูกโจรองคุลิมาลฆ่าไปเท่าไร. ถูกฆ่าไป
๙๙๙ คนแล้ว. ก็โจรนั้นมีความสำคัญว่า เดี๋ยวนี้ได้อีกคนเดียวก็จะครบพัน
ตั้งใจว่า เห็นผู้ใดก่อนก็จะฆ่าผู้นั้นให้เต็มจำนวนกระทำอุปจาระแก่ศิลปะ (บูชา
ครู) โกนผมและหนวดแล้วอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนผ้าไปเห็นมารดาบิดา ดังนี้
จึงออกจากกลางดงมาสู่ปากดง ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
เพื่อจะแสดงความข้อนี้ ท่านจึงกล่าวว่า " อทฺทสา โข" ดังนี้
เป็นต้น.
      บทว่า อิทฺธาภิสงฺขารํ อภิสงฺขาเรสิ ความว่า ทรงบันดาลให้
เป็นเหมือนแผ่นดินใหญ่มีคลื่นตั้งขึ้น แล้วทรงเหยียบอยู่อีกด้านหนึ่ง เกลียว
ในภายในออกมา. องคุลิมาลทิ้งเครื่องซัดลูกศรเสียเดินไป. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงเนินใหญ่อยู่ข้างหน้าแล้วพระองค์อยู่ตรงกลาง โจรอยู่ริมสุด.
องคุลิมาลนั้นคิดว่า เราจักทันจับได้ในบัดนี้ จึงรีบแล่นไปด้วยสรรพกำลัง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ริมสุดของเนิน โจรอยู่ตรงกลาง เขารีบแล่นมาโดย
เร็ว คิดว่า ทันจับได้ตรงนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงบันดาลเหมือง หรือ
แผ่นดินไว้ข้างหน้าเขาเสีย. โดยทำนองนี้ สิ้นทางไปถึงสามโยชน์. โจรเหนื่อย
น้ำลายในปากแห้ง เหงื่อไหลออกจากรักแร้. ครั้งนี้ได้มีความคิดดังนี้แก่เขาว่า
น่าอัศจรรย์นักหนอ ท่านผู้เจริญ.
      บทว่า มิคํปิ ความว่า เนื้อไฉนยังจับได้. ในตอนที่หิวก็จับเอา
มาเป็นอาหารได้. ได้ยินว่า โจรนั้น เคาะที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งให้เนื้อลุกขึ้นหนีไป.
ต่อนั้นก็จะติดตามเนื้อได้ดังใจปรารถนาแล้วปิ้งเคี้ยวกิน. บทว่า ปุจฺเฉยฺยํ
ความว่า ท่านผู้นี้กำลังเดินไปอยู่เทียว (ก็ว่า) หยุดแล้ว ส่วนตัวเราหยุดอยู่
แล้วก็ว่าไม่หยุด ด้วยเหตุใด ทำไฉนหนอ เราจะพึงถามเหตุนั้น ๆ กะสมณะ
นี้. บทว่า นิธาย ความว่า แม้อาชญาใดอันบุคคลพึงให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อเบียดเบียน เราวางอาชญานั้น คือ นำออกเสีย พิจารณาด้วยเมตตา ขันติ
ประพฤติไปในสาราณียธรรมทั้งหลายด้วย อวิหิงสา. บทว่า ตุวมฏฺฐิโตสิ ความ
ว่า เมื่อท่านฆ่าสัตว์มีประมาณพันหนึ่งนี้ เพราะไม่มีความสำรวมในสัตว์ มี
ปาณะทั้งหลาย เมตตาก็ดี ขันติก็ดี ปฏิสังขาก็ดี อวิหิงสาก็ดี สาราณียธรรม
ก็ดี ของท่านจึงไม่มี ฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า ยังไม่หยุด. มีคำอธิบายว่า แม้ถึง
หยุดแล้วด้วยอิริยาบถในขณะนี้ ท่านก็จักแล่นไปในนรก คือจักแล่นไปในกำหนด
ติรัจฉาน ในเปรตวิสัย หรือในอสุรกาย. ในลำดับนั้น โจรคิดว่า การบรรลือ
สีหนาทนี้ใหญ่ การบรรลืออันใหญ่นี้จักเป็นของผู้อื่นไปมิได้ การบรรลือนี้ต้อง
เป็นของพระสมณเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้โอรสแห่งพระนางมหามายา เรา
เห็นจะเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุคมกล้า ทรงเห็นแล้วหนอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเพื่อทำการสงเคราะห์แก่เรา ดังนี้ จึงกล่าวว่า
จิรสฺสํ วต เม ดังนี้เป็นอาทิ.
      ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิโต ความว่า อันเทวดาและมนุษย์
เป็นต้นบูชาแล้วด้วยการบูชาด้วยปัจจัย ๔. บทว่า ปจฺจุปาทิ ความว่า ทรง
ดำเนินมาสู่ป่าใหญ่นี้เพื่อจะสงเคราะห์เราโดยล่วงกาลนานนัก. คำว่า ปชหิสฺสํ
ปาปํ ความว่า ข้าพระองค์จักละบาป. บทว่า อิจฺเจว แปลว่า กล่าวอย่าง
นี้แล้วเทียว. บทว่า อาวุธํ ได้แก่ อาวุธ ๕ ประการ. บทว่า โสพฺเภ คือ
ที่ขาดไปข้างเดียว. บทว่า ปปาเต ได้แก่ ขาดข้างหนึ่ง. บทว่า นรเก คือ
ที่ที่แตกระแหง. อนึ่ง ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงป่าเท่านั้น ด้วยบททั้งสามนี้. บทว่า
อวกิริ ได้แก่ ซัดไป คือ ทิ้งไปแล้ว. บทว่า ตเมหิ ภิกฺขูหิ ตทา อโวจ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะยังอังคุลิมาลนี้ให้บวชก็ไม่มีกิจในการแสวง
หาว่า จักได้มีดน้อยที่ไหน จักได้บาตรจีวรที่ไหน ดังนี้. อนึ่ง ทรงตรวจ
ดูกรรม. ทีนั้นก็ทรงทราบว่า องคุลิมาลนั้น ได้เคยถวายภัณฑะ คือ บริขาร
แปด แก่ท่านผู้มีศีลในปางก่อน จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวา ตรัสว่า
เอหิ ภิกฺขุ สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺมจริยํ สมฺมาทุกฺขสฺส
อนฺตกิริยาย เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติ
พรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด ดังนี้. องคุลิมาลนั้นได้เฉพาะ
ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ พร้อมกับพระดำรัสนั้นเทียว. ในทันใด
นั้นเพศคฤหัสถ์ของท่านอันตรธานไป สมณเพศปรากฏแล้ว.
      บริขาร ๘ ดังที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
                     ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม
                     ประคดเอว รวมเป็น ๘ กับ
                     ผ้ากรองน้ำ สมควรแก่ภิกษุผู้
                     ประกอบความเพียรแล้ว ดังนี้
เป็นของจำเป็นสำหรับตัว บังเกิดขึ้นแล้ว. คำว่า เอเสว ตสฺส อหุ ภิกฺขุภาโว
ความว่า ความเป็นเอหิภิกขุ นี้ ได้เป็นภิกษุภาวะที่เข้าถึงพร้อมแก่
พระองคุลิมาลนั้น. ชื่อว่า การอุปสมบทต่างหากจากเอหิภิกษุ ไม่มีหามิได้.
บทว่า ปจฺฉาสมเณน ได้แก่ ปัจฉาสมณะผู้ถือภัณฑะ. ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าให้พระองคุลิมาลถือบาตรและจีวรของตน แล้วทรงทำพระองคุลิมาล
นั้นให้เป็นปัจฉาสมณะเสด็จไปแล้ว. ฝ่ายมารดาขององคุลิมาลนั้น ไม่รู้อยู่ เพราะ
อยู่ห่างกันประมาณ ๘ อสุภ เที่ยวร้องอยู่ว่า พ่ออหิงสกะ พ่อยืนอยู่ที่ไหน
พ่อนั่งอยู่ที่ไหน พ่อไปไหน ทำไม ไม่พูดกับแม่ละลูก ดังนี้ เมื่อไม่เห็น
จึงมาถึงที่นี้ทีเดียว.
      บทว่า ปญฺจมตฺเตหิ อสฺสสเตหิ ความว่า ถ้าโจรจักปราชัย เรา
จักติดตามไปจับโจรนั้น ถ้าเราปราชัย เราจักรีบหนีไป ฉะนั้น จึงออกไปด้วย
กำลังอันเบาพร้อม. บทว่า เยน อาราโม ความว่า มาสู่พระอารามเพราะ
เหตุไร. ได้ยินว่า พระราชานั้นทรงกลัวโจร มิได้ประสงค์จะไป เพราะโจร
ทรงออกไปเพราะเกรงต่อคำครหา. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงดำริว่า เรา
จักถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั่งอยู่ พระองค์จักตรัสถามว่า พระองค์
พาพลออกมาเพราะเหตุไร ดังนี้ ทีนั้นเราจักทูลว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้
สงเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยประโยชน์ในสัมปรายิกภพอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ประโยชน์ในปัจจุบันก็ทรงสงเคราะห์ด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าจักดำริว่า ถ้าเรา
ชัยชนะก็จักทรงเฉยเสีย ถ้าเราแพ้ก็จะตรัสว่า มหาบพิตร ประโยชน์อะไรด้วยการ
เสด็จมาปรารภโจรคนเดียว แต่นั้น คนก็จะเข้าใจเราอย่างนี้ว่า พระราชาเสด็จ
ออกจับโจร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามเสียแล้ว ดังนี้ เล็งเห็นว่าจะพ้น
คำครหาด้วยประการฉะนี้ จึงเสด็จไปแล้ว.
      ถามว่า พระราชาตรัสว่า ก็องคุลิมาลโจรนั้นมาจากไหนเพราะเหตุไร.
ตอบว่า ตรัสเพื่อทรงเข้าใจพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เออก็ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรวจดูอุปนิสัยขององคุลิมาลโจรนั้นแล้ว พึงทรงนำเขามาให้บวช. บทว่า
รญฺโญ ความว่า พระราชาเท่านั้นทรงกลัวพระองค์เดียวก็หามิได้. มหาชน
แม้ที่เหลือ ก็กลัวทิ้งโล่และอาวุธ หลีกหนีในที่เผชิญหน้านั้นเทียวเข้าเมือง
ปิดประตู ขึ้นโรงป้อม ยืนแลดู และกล่าวอย่างนี้ว่า องคุลิมาลรู้ว่า พระราชา
เสด็จมาสู่สำนักของเราดังนี้แล้ว มานั่งที่พระเชตวันก่อน พระราชาถูก
องคุลิมาลโจรนั้นจับไปแล้ว แต่พวกเรา หนีพ้นแล้ว. บทว่า นตฺถิ เต อิโต ภยํ ความว่า
ก็บัดนี้ องคุลิมาลนี้ไม่ฆ่ามดแดง ภัยจากสำนักขององคุลิมาลนี้ ย่อมไม่มีแก่
พระองค์.
      ถามว่า ท่านกล่าวด้วยบทว่า กถํ โภโต ดังนี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า
ท่านสำคัญอยู่ว่า การที่จะถือเอาชื่อที่เกิดขึ้นเพราะกรรมอันหยาบช้าแล้วร้อง
เรียกบรรพชิต ไม่สมควร เราจักร้องเรียกท่านด้วยสามารถแห่งโคตรของ
บิดามารดา ดังนี้ จึงถามแล้ว. บทว่า ปริกฺขารานํ ความว่า เราจัก
กระทำการขวนขวายเพื่อประโยชน์บริขารเหล่านั้น และพระองค์กำลังกล่าวอยู่นั้น
เทียว ก็ทรงเปลื้องผ้าสาฎกที่คาดท้องวางไว้ ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ
แล้ว. ธุดงค์ ๔ ข้อมีอันอยู่ในป่าเป็นวัตรเป็นต้นมาแล้วในพระบาลี.
แต่พระเถระได้สมาทานธุดงค์แล้วทั้ง ๑๓ ข้อทีเดียว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลํ
อย่าเลย ดังนี้. ถามว่า ท่านหมายถึงอะไรจึงกล่าวว่า ยญฺหิ มยํ ภนฺเต ดังนี้
ตอบว่า ท่านจับช้างเป็นต้นที่พระราชาส่งมาแล้วในที่ที่มาแล้วว่า เราติดตามจับ
แม้ช้างที่วิ่งอยู่ได้ อย่างนี้. แม้พระราชาก็ทรงส่งช้างเป็นต้น เป็นอันมาก
ไปหลายครั้งอย่างนี้ว่า จงเอาช้างไปล้อมเธอแล้วจับมา จงเอาม้าไปล้อม
จงเอารถไปล้อมแล้วจับมา. เมื่อคนเหล่านั้นไปแล้วอย่างนี้ เมื่อองคุลิมาลลุก
ขึ้นส่งเสียงว่า เฮ้ย เราองคุลิมาล แม้คนเดียวก็ไม่อาจร่ายอาวุธ. จะทุบคน
เหล่านั้นทั้งหมดฆ่าเสียแล้ว. ช้างก็เป็นช้างป่า ม้าก็เป็นม้าป่า รถก็หักแตก
ทำลายอยู่ตรงนั้นแหละ พระราชาหมายเอาเรื่องดังกล่าวมานี้ จึงตรัสอย่างนั้น.



แบบย่อๆ ถ้าไม่อยากอ่านข้างบน  :33:

คือ องคุลีมาล(ขอเรียกว่า อคม.นะ) สมัยเด็กได้เรียนอยู่ในสำนักอาจารย์คนหนึ่ง
เรียนเก่งมากๆๆ และนิสัยดีมากๆๆ จนป็นที่รักของอาจารย์ มากๆๆ ถ่ายทอดวิชจนหมด
เลยทำให้ศิษย์คนอื่นเกิด อิจฉา อยากจะกำจัด อคม. ออกไป
ก็เลยรวมหัววางแผนดังนี้

1.ให้ศิษย์คนหนึ่งไปเป่าหูอาจารย์ว่า "อคม.คิดจะฆ่าอาจารย์ครับ"
อาจารย์ก็ไม่เชื่อ เพราะ อคม. นั้นก็เรียนเก่งและนิสัยดีมากๆ

2.ให้ศิษย์อีกคน เข้าไปเป่าหูอาจารย์อีกว่า "อคม.คิดจะฆ่าอาจารย์ครับ"
อาจารย์ตอนนี้เริ่มจะลังเล นิดหน่อย

3.มีศิษย์อีกคนก็ไปเป่าหูอาจารย์อีกว่า  "อคม.คิดจะฆ่าอาจารย์ครับ"
ตอนนี้อาจารย์เชื่อ 100% เลยครับว่า อคม. คืดจะฆ่าอาจารย์แน่ๆ

อาจารย์ก็เลยวางแผนจะให้ อคม.ตายซะเอง
จึงเรียก อคม. แล้วบอกว่า
ยังมีอีกวิชา ที่อาจารย์ยังไม่ได้สอนเจ้า ซึ่งถ้าเจ้าเรียนได้เจ้าก็จะ เก่งที่สุดในโลก
แต่เจ้าต้องฆ่าคนให้ได้ 1000 คนก่อนจึงจะเรียนได้
(( คืออาจารย์คิดว่า ยังไงก็ืำไม่ได้ การที่จะไปฆ่าคนอื่นได้ 1000 คน ก็ต้องตายก่อนแน่นอน))

อคม.เลยรับคำ เพราะว่าตัวเองนั้นเป็นคนรักวิชา รักอาจารย์ อยากได้ความรู้
จึงทำตามนั้น เก่งซะด้วย
ฆ่าไปฆ่าไป ใจก็เริ่มมืดบอด หมองไป เลยทำให้จำไม่ได้ว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว
เลยต้องตัดนิ้วของคนที่ฆ่าด้วยเป็นจำนวนนับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

TangMo

#638
คนส่วนใหญ่ ฟัง เพื่อที่จะตอบ !!!

แต่น้อยคนนัก พัง เพื่อที่จะทำความเข้าใจ  :33:

iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

TangMo

#640
มันเป็นเช่นนั้นเอง

Dayight

กินรอบวง

TangMo

#642
ครับ  :09:

นายโอ้เอ้

คือคุณแตงโมครับ

เขาอ่านที่คุณพิมพ์ไม่ออกหน่ะ 3 วันนี้ที่คุณโพสมามันเป็นแบบนี้

ดูรูปนะ



:42:
Today you , Tomorrow me.

B o o k

ดูท่าจะยังไม่เห็น
ที่พี่โตแมงโพสต์มันขึ้นงี้ค่ะ


แปลได้ใจความว่างี้


//ช้าไป :42:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines