โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iSharp

#285
อ้างอิงแต่ผม ไม่ทราบว่า ปัจจุบันธรรมกายนำเอาคำสอนนี้มาใช้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
เพราะเท่าที่ผมไป เขาก็ให้นั่งเพ่งคิดถึงดวงแก้ว

นึกนิมิตดวงแก้วได้ยังครับ แบบ หลับตาเห็นดวงแก้วชัดใสอยู่กลางท้องอ่ะครับ
นั่งสมาธิทุกวันหรือป่าวครับ
วันละกี่ชั่วโมง
ทำอย่างต่อเนื่องหรือป่าวครับ
อ่านของหลวงปู่อีกรอบครับ


อ้างอิงเอาละมาถึงตรงนี้ ผม ก็จะขออนุญาตินำเอา  มหาสติปัฏฐานสูตร   ในแบบฉบับ
ของพระไตรปิฎกมา ให้อ่านกันแต่ผมคงไม่เอามาโพสต์นะ  ใครสนใจตามอ่านกันเองละ  .....
บอกไว้ก่อนนะว่านี่คือพระไตรปิฎก....

แนะนำว่าอ่านของหลวงปู่ อีกรอบครับ
ว่าหลวงปู่ท่านบอกแล้วว่า มันเกี่ยวกันยังไง

อ้างอิงส่วนเรื่องพุทธานุสติที่ชาร์ปยกมา ถูกต้องครับ  ยกเว้นพระพุทธรูป......  สมัยนั้นมีพระพุทธรูปแล้วเหรอครับ แล้วบทสวดตรงไหนที่บอกว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป   

   พระพุทธรูป เป็นบัณญัติ  ...................  ถ้าคิดถึงพระพุทธรูป ไม่รุ้ว่ามีกี่สิบปรางค์ อันนั้นมันกลายเป็นยึดติดในบัญญัติแล้วมั้งครับ
ดูข้างล่างครับ
อ้างอิง4.สิริ ทรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างงดงามสิริมงคล ชวนดูได้ไม่เบื่อ

ก็ถือว่าเป็น พุทธานุสติ ครับ เพราะอยู่ใน พุทธคุณ 9
และ
ถูกครับ สมัยนั้นไม่มีพระพุทธรูปครับเพราะว่าได้เห็น พระองค์จริงๆ
พระพุทธรูปเกิดมาในยุคหลังที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน ครับ


อ้างอิงใช่ครับ  แต่กสิณ ไม่ใช่สติปัฏฐานสี่นะครับ

จะกล่าวถึงในขั้นของการปฏิบัติ  ภาวนา (การเจริญ, การทำให้เกิดให้มีขึ้น, การฝึกอบรมจิตใจ : mental development)
       1. สมถภาวนา (การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ, การฝึกสมาธิ : tranquillity development)
       2. วิปัสสนาภาวนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง, การเจริญปัญญา : insight development)

       สองอย่างนี้ ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า ภาเวตัพพธรรม และ วิชชาภาคิยธรรม. ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า กรรมฐาน (อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา, ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต, วิธีฝึกอบรมจิต - stations of mental exercises; mental exercise; สังคห. 51 ; Comp. 202)

ก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ กสิน=กรรมฐาน มันเป็นหนทางแห่ง สติปัฏฐาน4
ที่แอบอ้างมามันก็บอกอยู่แล้วครับ
อ่านหลวงปู่อีกรอบ
   
อ้างอิงจะสรุป เอาเองดังนี้ .... สมถภาวนา นี้  จุดประสงค์คือทำให้เกิดสมาธิ และความสงบ   
ส่วนวิปัสสนา  การฝึกเพื่อให้มีปัญญา ให้รุ้แจ้งเห็นจริง     แต่ถ้า ฝึกแต่สมถะ  ก็จะมีแค่สมาธิ
ยิ่งฝึกก็จะยิ่งมีสมาธิ  อย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้วว่า เพ่งหม้อข้าวก็รู้สึกเห็นแต่หม้อข้าว
อะไรผ่านไปผ่านมา ก็ไม่รับรู้  แบบนี้เรียกว่า สมาธิ      แต่ไม่มีสติ....ถ้าอยากให้มีสติ
ต้องฝึกแบบ วิปัสสนา จะได้มีสติและเกิดปัญญา  ใครสรุปได้นอกเหนือ จากนี้ ก็รบกวนชี้แนะ ด้วยนะครับ.....

สรุปเอาเองนี่ครับ

อ้างอิงเอาละครับ ผมแน่ใจแล้วครับว่า   กรรมฐาน ไม่มีชื่อเรียกอื่นครับ  กรรมฐาน 40 กอง
สมถกรรมฐาน เป็น ส่วนหนึ่ง ของ กรรมฐาน  เช่นเดียวกับ วิปัสสนากรรมฐาน   

แต่ชาร์ป  ยืนยันว่า สมถกรรมฐาน เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของกรรมฐาน โดยอ้างเว็บนี้
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6

แต่ผมว่าไม่ใช่ผม จึงค้านด้วยเว็บนี้
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน     (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน)   *** เว็บพระไตรปิฎก

ทำความเข้าใจเอาเองนะครับว่าจะเชื่อใคร

เข้าใจผิดครับ
จักรีบอกเองว่า สมถกรรมฐาน เป็น ส่วนหนึ่ง ของ กรรมฐาน
มี 40 วิธีเหมือนกัน
ถ้าเราพูดถึง วิธีปฏิบัติใดใน 40 วิธีของสมถกรรมฐาน = กรรมฐาน 40 ครับ


อ้างอิงผมรู้ครับว่าชาร์ปเป็นคนดี ทำทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกุศล ผมเห็นด้วยและน่าเอาแบบอย่าง อันนี้ผมขออนุโมทนาด้วยครับ
ผมขออนุญาติแนะนำชาร์ปว่า แล้วทำไมชาร์ปไม่ปล่อยวาง ยึดติดทำไมกับ บุคคล กับสถาบัน  อย่างที่พี่เก้อบอกนั่นแหละ
ชาร์ปไม่จำเป็นต้องตอบแทน ความผิดปกติของสถาบัน ทั้งหมด  ในเมื่อพระสังฆราช ท่านทรงวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองแล้วว่าบิดเบือนจริง
และทางวัดก็ยอมรับเอาไปแก้ไขในคำสอนให้ตรงตามพระไตรปิฎกแล้ว (ถึงแม้จะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไร)   
หรือถ้าชาร์ปจะกลับมาแนะนำผมว่าผมนั่นแหละที่ยึดติด ผมก็พร้อมที่จะน้อมรับเอาไปปรับปรุง...

ถ้าเกิดว่ามีคนมา ด่าว่า ครูของผมโดยที่ท่านไม่มีความผิด
ผมก็จะอธิบายให้เค้าเข้าใจครับ ว่า เค้าเข้าใจผิด
ผมทนฟังอย่างเดียวไม่ได้ครับ

ตอนนี้ที่วัดของสอนแบบที่ผมอ้างอิงจากพระไตรปิฏกครับ
รวมถึงการนั่งสมาธิแบบของธรรมกาย หลวงปู่ท่านก็อธิบายไว้หมดแล้วครับ
ว่ามันเกี่ยวกันยังไงกับพระไตรปิฏก
ทางวัดสอนถูกต้องตามหลักพระไตรปิฏกทุกอย่างครับ

อ้างอิงส่วนสองประโยคท้ายนี้   ผมมองว่าแปลกๆ
         พุทธศาสนา นะครับ ไม่ใช่ขบวนการจูเรนเจอร์  ที่ต้องรวมพลังกันขนาดนั้น
(ขออภัยที่ยกตัวอย่างได้น่าเกียจมากในเวลาแบบนี้....)

ที่สำคัญ เป้าหมายคือการหลุดพ้น ละทิ้ง ปล่อยวาง ไม่ใช่เหรอ.........?

แต่ถ้าหมายความว่าชาวพุทธต้องรวมกันเป็นหนึ่ง  เห็นอะไรไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกไม่ควร
ต้องช่วยกันบอก ต้องช่วยกันเตือน ............อะแบบนี้ค่อยยังชั่ว....

จะทำยังไงให้ถึงเป้าหมายนั้ันละครับ ถ้ายังมั่วแต่ทะเลาะกันเอง

ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
จักรีเคยมานั่งสมาธิแบบศูนย์กลางกายด้วย และไม่พอใจ ไม่เข้าใจ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าจักรี เคยมานั่งบ่อยขนาดไหน
ต่อเนื่องไหม นั่งทุกวันหรือป่าว

ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
จักรีมองว่า วัดพระธรรมสอนแบบผิดหลักของพระไตรปิฏก
บิดเบือนคำสอน

ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
ถึงผมจะหาหลักฐานมายังไง
ก็ไม่สามารถทำให้จักรีเข้าใจวัดพระธรรมกายได้
เพราะด้วยอคติที่ไม่ดีอยู่แล้ว ของจักรี
ถึงผมจะหาหลักฐานที่ถูกต้องมายืนยันคำพูดของผมด้วย
จักรีก็จะพยายามหาประเด็นอื่นๆ
มายันว่า วัดพระธรรมกายเพี้ยนอยู่ดี

ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
จักรี สรุปเอง และเข้าใจเองโดยใช้ความรู้
จากเว็บ http://84000.org
และก็ไม่ได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติม
เช่น 69 กัณฑ์ เทศน์หลวงปู่

สรุป
จักรีเกลียดวัดพระธรรมกาย // วัดพระธรรมกายสอนเพี้ยน // การนั่งสมาธิของธรรมกายไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฏก //
ไปเจอคนของวัดพระธรรมกายมีความประพฤติไม่พอใจก็เหมาว่าวัดสอนเพี้ยน

ทางเลือกสำหรับผมก็คือ
1.ก้มหน้ายอมรับเหตุผลของจักรีสะ แล้วทุกอย่างจะจบ
2.หาหลักฐานมายืนยัน แล้วชี้แจ้งเหตุผลไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร
เพราะก็จะหาเรื่องมายันว่าวัด เพี้ยนอยู่ดี

ผมยอมรับว่า ผมไม่สามารถแก้ไข ความข้องใจของคนนอกต่อวัดพระธรรมกายได้เลย
อย่างที่พี่ระจันบอก "คนนอกธรรมกายมองด้วยสายตาแปลกๆ จริงๆ นะครับ"

มันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่สามารถ อธิบายให้เข้าใจได้

ผมขอโทษจักรี ที่ไม่สามารถแก้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับธรรมกายของจักรีได้เลย

ผมขออะไรจาก จักรีหน่อย เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
1.ทางใครทางมันครับ เพราะผมไม่สามารถแก้ไขข้อข้องใจการจักรีไม่ได้เลย
2.มาบวชที่วัด จะสมัครกลางๆกุมภาพันธ์นี้ โครงการนี้บวชฟรีครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

น้อมรับ ครับ.....   

        ปล. แต่ผมยังมองว่าเป็นการถกกันเพื่อก่อเกิดปัญญา บางคนมองพุทธศาสนาเพียงผิวๆ ผมจึงชี้ให้เห็น ในทางของผม  ว่า ทางที่ผมศึกษา มัน ยึดหลักของเหตุและผลเพียงไร  .... ผมไม่อยากให้ใครมา
มองว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงการเอาคำสอนมายึด เอะอะอะไรก็อ้างคำสอน ซึ่งผม ก็ลองอธิบายให้มัน
เป็นเหตุเป็นผลตาม ถ้าอันไหนนึกตามไม่เข้าใจผมก็จะพยายามหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะการอ้าง ตำรา ที่ช่วง
หลังๆผมก็ใช้อ้างเหมือนกัน ครับ  ซึ่งจุดประสงค์ของผมเมื่อครั้งแรกๆ ผมอยากให้มันออกไปในแนวทาง
ความคิดเห็นมากกว่า.....


เมื่อยกเอา เรื่อง หลักศาสนาออก

             ..... ผมยังเห็นชาร์ปเป็นคนดี ที่เด็กสมัยนี้น่าเอาเป็นตัวอย่าง และผมก็ได้ร่วมอนุโมทนาไปแล้ว จากใจจริง   ..... 



           
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iSharp

#287
อ้างอิงปล. แต่ผมยังมองว่าเป็นการถกกันเพื่อก่อเกิดปัญญา บางคนมองพุทธศาสนาเพียงผิวๆ ผมจึงชี้ให้เห็น ในทางของผม  ว่า ทางที่ผมศึกษา มัน ยึดหลักของเหตุและผลเพียงไร  .... ผมไม่อยากให้ใครมา
มองว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงการเอาคำสอนมายึด เอะอะอะไรก็อ้างคำสอน ซึ่งผม ก็ลองอธิบายให้มัน
เป็นเหตุเป็นผลตาม ถ้าอันไหนนึกตามไม่เข้าใจผมก็จะพยายามหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะการอ้าง ตำรา ที่ช่วง
หลังๆผมก็ใช้อ้างเหมือนกัน ครับ  ซึ่งจุดประสงค์ของผมเมื่อครั้งแรกๆ ผมอยากให้มันออกไปในแนวทาง
ความคิดเห็นมากกว่า

ตอบจักรีครับ

การใช้ความคิดเห็นส่วนตัว กับคำสอนของพระพุทธเจ้ามี % ผิดพลาดได้ครับ
เหมือนพวกนักวิชาการระดับโลกหลายๆคน
เช่น

ญี่ปุ่น บอกว่า พระไตรปิฏก ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลมีคนแต่งขึ้นมา
เพราะคนอินเดียไม่น่าที่จะมีภูมิปัญญา เขียนพระไตรปิฏกได้
พระพุทธเจ้าไม่มีอยู่จริง นิพพาน= ตายแล้วสูญ ฯ

เวลาศึกษาต้องศึกษาหลายๆ ทางครับ
พระไตรปิฏกมีกี่เล่ม มีกี่แบบ สยามรัฐ มหากุฏ ฯลฯ ต้องอ่านให้หมดครับ
ในหัวข้อเดียวกัน ความหมายต่างกันก็มีครับ เว็บที่จักรีอ้างอิงด้วย
ผมลองใช้แล้วบางครั้งเค้าก็ตอบมา ไม่ครบ ไม่มี(แต่ในมหากุฏ มี)
คำสอนใน มหายาน เถรวาท นิกายต่างๆ ต้องศึกษาให้หมดครับ
เมื่อศึกษาคำสอนหมดแล้วเราก็จะสามารถ เอาความรู้มาแปะติดแปะต่อกันได้
ทำให้เราสามารถเข้าใจหลักธรรมต่าง ได้สมบูรณ์มากขึ้น
และก็
เข้าหาครูบาจารย์ หรือ พระอาจารย์ด้วยครับ
เพราะบางครั้งเราเองก็เข้าใจผิดประเด็น จับประเด็นไม่ถูกครับ
และ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
การนั่งสมาธิครับ ทำใจนิ่งๆเฉยๆ
ทำให้เวลาเราอ่านอะไร ความคิดของเราเป็นกลางๆไม่ + ไม่-

ส่วนพวกที่มาว่าอะไรๆก็อ้างคำสอน
ไม่เชื่อ ไม่สนใจในหลักฐานที่เรายกไป
ก็บอกได้เลยว่า พวกนี้ไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ เถียงพระพุทธเจ้าครับ
ผิดตั้งแต่ ตีความหมายคำสอนแล้วครับ
การตีความ = ไม่แน่ใจในคำสอนครับ
เพราะว่าเค้าไม่ได้ทำตามคำสอน ครับ
cause = effect เมื่อไม่ได้ทำตาม ก็ไม่เห็นผลของการกระทำ
เป็นเหตุเป็นผลครับ

อ้างอิง
ชอบมากเลย หม้อข้าวๆ หม้อข้าว
คุ้นๆว่าเคยมีมาจัดนั่งสมาธิแบบนี้ด้วยที่หาดใหญ่ตอนเด็กๆ ไปนั่งกับเค้าด้วย
มาเป็นดวงแก้วมาเลย แล้วออกเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แล้วมีเมฆสีทอง  ง่ะ
คนมาดูแลก็ถามนะเราก็เล่าไปหมด

ตอบพี่เอ
หลักการนั่งสมาธิแบบธรรมกายคือ (โดยสรุป)

นำใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายครับ เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
แต่การจะทำใจให้นิ่งอยู่ได้ที่ ศูนย์กลางกาย
คือต้องนึก นิมิต เหมือนเป็นการทำเครื่องหมาย กำหนดให้ใจอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย

เอาอะไรมาเป็นนิมิต?
ศพ (อสุภะ) หม้อหุงข้าว ดวงแก้ว องค์พระ แอปเปิ้ล องุ่น ipod กะทะ ส้มตำ
อะไรก็ได้ครับ (ที่ไม่ทำให้ใจตกต่ำเช่น เจี้ยว นม หน้าแฟน เทือกๆนี้ ฯลฯ)
ทำใจนิ่งๆว่างที่ ศูนย์กลางกายก็ได้ครับ
กรรมฐาน 40 วิธีนั้นแหละครับ แต่กำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย
สุดท้ายมันก็จะกลายเป็น ดวงปฐมมรรค เหมือนกันหมดครับ

คำภาวนาก็แล้วแต่ครับ
หลักๆคือ สัมมา อะระหัง // พุทโธ อะไรก็ได้ครับ
ที่ทำให้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกาย

อ่านเพิ่มเติม
http://www.dmc.tv/pages/meditation/meditation01.html

อ้างอิงพี่ชาร์ป น้อยใจเยอะแหละ ผมว่า  ลันล้า

ขอให้ได้ทีมครบโดยไว

ผมสัมผัสธรรมกายนะครับ
แม้ไม่เคยเข้าไปนั่งสมาธิแบบเห็นลูกแก้ว
แค่วิ่งวงแหวนตรงปทุมก็ผ่านแล้ว (อิอิ)

เอ้อผมดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวัน
จนเมียผมยังคิดว่าผมเป็นธรรมกายไปแล้ว
(คนนอกธรรมกายมองด้วยสายตาแปลกๆ จริงๆ นะครับ)
ผมชอบนะครับ ในบางครั้ง
แต่โดยองค์รวม ผมไม่สามารถจริงๆ ครับ

และผมก็กินอาหารจาก สันติอโศก เสมอ
และเดินผ่านรูปเคารพพระแม่มารี แห่งฟาติมา
ผมขอพรให้พระแม่คุ้มครองลูกสาวผมทุกวัน
ก่อนนอน ผมสวดมนต์จบ ขอพรพระพรหม
และสิ่งที่ผมเคารพ คุ้มครองครอบครัวผมด้วย

จิปาถะเคารพไปหมดแหละครับ
ใครจะว่าอย่างไร เยี่ยงไร ผมรับไว้หมดละครับ

ตอบพี่ระจันครับ

คือ ทีมงานสื่อ หรือ DMC ของทางวัดอ่ะครับ เป็นมือใหม่ทั้งสิ้น
บางคนนั้นทำสื่อไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ อาสาสมัครบางคนก็ติดงานของเค้าเอง
เลยไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องได้ และ่มันไม่มีคนทำครับ
คุณภาพเลยออกมาแบบที่เห็น แต่ก็กำลังปรับแก้ตลอดแหละครับ
ผมได้ความรู้จากบอร์ดนี้ไปเยอะ สำหรับการทำสื่อต่างๆครับ
มุมมองของคนนอก ไปใช้พัตนาสื่อของทางวัด

ตอบพี่เก้อ ครับ

อ้างอิงตอบชาร์ปก่อน ประเดี๋ยวจะว่าเป็นการไปล่วงล้ำอะไร
ที่พูดเรื่องบ้าบุญไป เป็นการพูดโดยทั่วๆไป
ส่วนความคิดเห็นต่อธรรมกายนั้น เราเฉยๆ ไม่มีความคิดเห็น
อ้อ มีเหมือนกัน คิดว่า ดีไซน์ต่างๆเกี่ยวกับธรรมกาย
ไม่ว่าจะสิ่งพิมพ์ สิ่งก่อสร้าง ภาพถ่าย ฯลฯ สวยมาก มีรสนิยม
เข้าใจว่ามีมืออาชีพคอยดูแลตรงนี้

มืออาชีพนี่ว่านี้ คืออาสาสมัครแบบพวกผมแหละครับไม่ได้ไปจ้างที่อื่น
วัดพระธรรมกาย มีคนเข้าวัดหลายอาชีพครับ
ใครมีความสามารถอะไรก็เข้าไปช่วยเหลือในสิ่งนั้นๆ
เช่น หมอ ก็มาแนะนำ รักษาพระภิกษุที่อาพาร ครับ
งานสื่อ ก็มาช่วยทำสื่อของวัดพระธรรมกายต่างๆ 3D 2D การ์ตูน ใบปลิว ฯลฯ
วิศวกร ก็มาช่วยเรื่องการก่อสร้าง
ฯลฯ
ในแบบ อาสาสมัคร ครับ

อ้างอิงถ้าหากจะติดใจอยู่ ก็ตรงที่ทุกสิ่งที่สื่อผ่านออกมาเกี่ยวกับธรรมกาย
คงมีอะไรผิดพลาดเป็นแน่แท้ ที่ทำให้คนทั่วไปเกือบหมดประเทศ
เข้าใจไปในทางเดียวกันแบบนั้น ตรงนี้มีคนของทางธรรมกายเองหาสาเหตุไว้ไหมครับ
นอกจากประเด็นข่าวใหญ่เมื่อตอนนั้น

อัญจรรย์ตะวันแก้วครับ เป็นตัวเปิดเรื่องในการโจมตีของสื่อต่างๆในเรื่องอื่นๆต่อมา
ต่อเนื่องตลอด 1-2 ปี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเองก็ยังไม่สามารถโปรดคน ได้หมดได้
ยังมีคนมาด่าว่าพระองค์ตลอด ดังในพระไตรปิฏก

ทางวัดเองก็ไม่สอนให้คนของวัดเอง เข้าใจได้หมดเหมือนกัน
จึงทำให้
คนของวัดเองส่วนหนึ่งก็ทำเรื่องไม่เข้าท่าหลายเรื่องครับ
ทำอะไรโดยไม่คิดก่อน พลอยเดือดร้อนถึงหลวงพ่อ ด้วย

ผมก็ขอโทษแทนคนของวัดด้วยนะครับ

อ้างอิงหมายถึง อย่างชาร์ปชวนให้ไปพิสูจน์หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าหากทั่วปะเทศนี้เรายังมีวัดที่ปฏิบัติไม่มีเรื่องสงสัยใดๆให้ได้ยินอยู่
ทำไมเราจะต้องไปที่ที่เรายังมีข้อสงสัยอยู่ล่ะ จริงไหม
ไปเพื่อให้หายสงสัยเท่านั้นหรือ เข้าใจเรื่องต้องพิสูจน์ให้เห็น
แต่หากคนๆหนึ่งจะเลือกสถานที่เพื่อการปฏิปบัติธรรม คงไม่ได้เลือกเพราะเหตุนั้น
หากเขามีตัวเลือกที่ปราศจากข้อสงสัยให้เลือกไปมากมาย
คนส่วนมากก็น่าจะเลือกแบบนั้นนะครับ
รวมถึงเรื่องที่ว่ามีวิถีทางที่ถูกจริตกับคนๆนั้นด้วยนะ
เช่น บางคนต้องการปฏิบัติในความสงบปราศจากผู้คน อยู่ในธรรมชาติ
ก็ย่อมจะไม่มีธรรมกายเป็นตัวเลือกในใจ อย่างเช่นเราเป็นต้น
หากเราจะเลือกสถานที่ศึกษาธรรมะ เราคงเลือกที่ที่คนน้อย
ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตอยู่แล้ว โดยไม่ได้หมายความว่าที่ที่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตจะผิด
จริงๆเรื่องเราไม่เข้าไปพิสูจน์นี้ สาเหตุสำคัญคงอยู่ที่
อยากศึกษาศาสนาในฐานะที่มันเป็นปรัชญา
ความหมายคือ ไม่มีคำว่าศรัทธาหรือความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติใดๆในฐานะศาสนิก เนื่องจากไม่หวัง
การบรรลุผลในเชิงศาสนาใดๆ ไม่ว่าจะนิพพาน ขึ้นสวรรค์ หรือไปอยู่กับพระเจ้า
แค่ต้องการทำความเข้าใจเท่านั้นน่ะครับ
ถ้าจะให้บอกว่าเชื่อในอะไร ก็คงต้องบอกว่า
เชื่อใน อิมเมจิ้นของจอห์น นอนเล่นล่ะมั้ง

อย่างน้อยการเข้ามาพิสูจณ์ ก็จะถูกต้องตามหลักของ กาลามสูตร ครับ
ผมสามารถทำได้แต่การตอบคำถาม แก้ไขข้อข้องใจ และชักชวนคนเข้าวัด
ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ใช้หลักของกัลยาณมิตร ครับ

อ้างอิง
ขอย้ำอีกที สำหรับเรา ธรรมกาย ไม่มีดีไม่มีเสีย ถ้ามีเวลาก็อยากไปดูอยู่เหมือนกัน
ส่วนเรื่องข้อที่เราไปเจอมานั้น ชาร์ปไม่ต้องตอบก็ได้
การกระทำทุกอย่างของธรรมกายไม่ใช่ความรับผิดชอบของชาร์ป
คนมันเยอะ ต่างคนก็ต่างทำกันไปแบบของตัวเอง
คิดว่าทุกคนที่นี่ก็ไม่มีข้อเคลือบแคลงอะไรในตัวชาร์ป
และต่อความศรัทธาของชาร์ป สิ่งนี้ มัน"จริง"อยู่แล้ว
ซ้ำเรายังทึ่งในความรู้ที่ลงลึกถึงรายละเอียดข้อพระไตรปิฎกของชาร์ปเสียอีกด้วย

ความรู้สึกของผมคือ เหมือนมีคนมาต่อว่า พ่อแม่ของผม โดยที่ท่านไม่มีความผิดอะไรเลย
ผมอยากจะด่าด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆอธิบายให้เค้าเข้าใจ
เพราะที่เค้าต่อว่าพ่อแม่ของเรา เพราะ เค้าไม่เข้าใจเท่านั้นเอง

ทุกคำ สำหรับผมมัน สะเทือนใจครับ มันปวดใจ
เหมือนพ่อแม่ของเรา โดนรุมกระทืบ โดนทุบตี ต่อหน้าต่อตาโดยที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ทุกคำที่บอกว่า
ธรรมกายเพี้ยน หลวงพ่อบัดเบียนคำสอน บ้าบุญ บ้าธรรมกาย
บ้าลูกแก้ว มีที่ไหน ขบวนการจูเรนเจอร์ ความผิดปกติของชาวพุทธ
ฆ่าผมให้ตายเลยยังดีกว่า

ผมก็กัดฟันอธิบายต่อไป

บางครั้งผมก็ร้องไห้ไป พิมพ์คำตอบไปโดยหวังว่าให้ เค้าเข้าใจ
ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมก็ยังคงร้องไห้ไป พิมพ์คำตอบไป โดยหวังว่าให้ เค้าเข้าใจ
ผมเองอยากให้คนทั่วไป ได้มาพบเจอสิ่งดีๆที่ผมได้เจอ ในวัดพระธรรมกายเท่านั้นเอง
ผมศึกษาข้อมูลเพิ่มเิติมมากมาย แต่ผมเองก็ยังคงทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม
ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เกิดเหตุในบอร์ดเรื่องกรณีธรรมกาย
ผมย้ายมาหลายบอร์ดแล้ว
บางครั้งผมก็เสียเพื่อนดีๆไปด้วย การคุยกันเรื่องกรณีธรรมกาย
ผมเองไม่รู้ว่าผมจะเล่นบอร์ดนี้ต่อไปได้อีกนาน เท่าไหน
ทุกคำถามมัน ปวดใจเหลือเกิน

พรุ่งนี้ผมไม่อยู่ไปต่างจังหวัด - วันที่ 21

่ผมไม่รู้ว่าหลังจากวันนั้น ผมยังคงมาตอบคำถามเหมือนเิิดิมหรือป่าว
ยังคงมาปั่นบอร์ด เอาสิ่งนู้นสิ่งนี้มาโชว์ ได้เหมือนเดิมหรือป่าว
เหมือนเป็นบ้า โรคจิต
แต่ผมทนไม่ได้ครับ ผมไม่สามารถแก้ข้องใจต่อวัด ต่อหลวงพ่อ ได้เลย
ผมไม่สามารถพูดคุย เล่นบอร์ดได้อย่างเดิม
แต่สำหรับฟ๐นต์มันแตกต่างจากบอร์ดที่ผมเคยเล่นมา
บางทีผมอาจจะเข้ามาตอบคำถาม
จะพยายามทำให้เป็นเหมือนเดิม

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผมได้จากบอร์ดฟ๐นต์ ครับ
จาก ชาร์ปครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

อ้าว....รู้สึกผิดเลยผม   อย่าทำอย่างนี้ซิครับชาร์ป ..... :05:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

แอ๊ะ

อาการแบบนั้นแหละหลวงพี่ชาร์ป ที่ทำให้คนภายนอกมองว่าธรรมกายแปลก และแปร่ง ๆ

ผมมองว่าธรรมกายแทบไม่แตกต่างจากทักษิณ และแอมเวย์ ที่มีทั้งคนหลง และคนมองด้วยสายตาแปลก ๆ มันยากที่ผมจะบอกให้หลวงพี่ลองมามองจากมุมคนนอก เหมือนที่หลวงพี่พยามบอกให้คนนอกมองมาจากมุมภายใน

ธรรมกายใช้บุญ และความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ทั้งโลกนี้และโลกหน้ามาเป็นตัวทำให้ want ในการทำบุญ กลายเป็น need ทำไมผมถึงกล้าบอกแบบนี้ เพราะทุกครั้งที่ผมไปร่วมงานของวัด หรือแม้แต่ในช่อง DMC เองก็ตาม สิ่งที่สื่อออกมาคือ ทำบุญแล้วรวย ทำบุญแล้วหลวงปู่ช่วย ทำบุญแล้ว....มีโอกาสไปที่ดุสิตบุรี ที่ซึ่งหลวงปู่รอทุกท่านอยู่

แน่นอนผมเห็นด้วยกับการทำบุญเพื่อทำนุพระพุทธศาสนา แต่การสื่อสารแบบนี้มันทำให้คนเกิดอาการบ้าบุญ และหลงบุญ จนไม่รู้ว่าตัวตน หรือจุดหมายที่แท้จริงของพุทธคืออะไร และการสื่อสารของธรรมกาย ก็ใช้ทั้งหลายแบบแบบตรง ๆ  อย่างที่เก้อบอก หรือไม่ว่าการสร้างพระประจำตัว องค์ละ 15,000 บาทเป็นอย่างน้อย หรืออื่น ๆ อีกจิปาถะ และใช้วิธีทางอ้อม โดยการปล่อยให้คนได้มีจินตนาการร่วม ซึ่งวิธีนี้สามารถดึงคนเข้ามาได้เป็นจำนวนมาก

บ้างครั้งความหลงกับศรัทธาอยู่ห่างกันนิดเดียว  :46:
[ว่างให้เช่า]

icez

เส้นมันขีดอยู่นิดเดียวอ่ะครับ ระหว่างความเชื่อ กับความจริง
บางครั้ง ความเชื่อก็ล้ำไปในความจริง
บางครั้ง ความจริงก็ล้ำไปในความเชื่อ
มันก็เลยเกิดเหตุการณ์เถียงกันไปเถียงกันมา

คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ผมเรียนมา ไม่เห็นจะต้องตีความอะไรเลยซักนิด
พระองค์ท่านว่าอย่างไรก็ตามนั้นเป๊ะๆ เลย
แต่บางคำอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีสื่อให้เป็นสมัยใหม่
ให้มาบอกกันด้วยภาษาบาลี... ไม่ใช่ไม่ขลังนะครับ แต่มันไม่เข้าใจในตัวภาษาบาลี

ทีนี้จังหวะที่มันจะเพี้ยนก็คือตอนแปล + เปลี่ยนวิธีสื่อความหมายนี่แหละ


เต่ามาก

(โพสนี้จริงจัง)

ลองเข้าไปดูที่ www.budpage.com
คนที่นั่นสนทนาธรรมกันน่ารักมากเลยครับ

คือ ที่จริงแล้ววันนี้ผมอ่านงานของ ติช นัท ฮันท์
เป็นหนังสือที่อ่านเมื่อไหร่แล้วเรียกสติมาได้ทุกครั้ง

คือผมว่าวิธีการอันเรียบง่ายและสวยงามในใจเรามันมีอย่างนี้ครับ
- การดำเนินชีวิตโดยตื่นอยู่ทุกชั่วขณะ
- การมองโลกในแง่มุมที่สวยงาม มองผู้อื่นในด้านดีก่อนจะตำหนิ
- การจะทำอะไำรเป้าหมายไม่ใช่ปลายทาง แต่ทำแล้วเรารักกันมากขึ้นหรือเปล่า ยิ้มให้กันมากขึ้นหรือเปล่า

...

การคำนึงถึงเป้าหมาย ว่าจะต้องให้ได้อย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้
แล้วเราไม่มีความสุข ก็เปล่าประโยชน์
ในทางกลับกัน... การที่เราหวังไว้ส่าจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องได้อย่างนี้
โดยที่มีความสุขกับ ชั่วขณะจิตของเรา ณ เวลาปัจจุบัน
กลับมีประโยชน์

การมีสติอยู่ตลอดเวลา เราพบว่าเราสำรวจจิตใจของเราว่ากำลังทำอะไร
และทำให้มันสงบราบเรียบ

นี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องการให้มันเกิดขึ้นใช่หรือไม่...

...

การเป็นคนที่ดี และใจสงบ บางทีจะอ่านเอาหลักธรรม คำสอน ศาสนาไหน
หรือร่องรอยกราฟิตี้บนกำแพงก็ได้... เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้น
ไม่ใช่จากถ้อยความที่เรารับรู้ แต่เกิดขึ้นที่จิตใจของเรา

แม้จะดูหนังเลือดสาด ละครน้ำเน่าหลังข่าว แต่ใจเรารู้ว่ามันก็แค่นั้น
อ่านหลักธรรมที่บิดเบือน ฟังคำเทศน์พระปลอม แต่เรามิได้สนใจในเนื้อหาตรงนั้น
เราสนใจว่า เราคิดเห็นกับสิ่งนั้นอย่างไร... เราพิจารณา ยิ้มที่หัวใจ แล้วจะทำอย่างไร
กับมันก็ตาม เราก็จะไม่เป็นทุกข์

การมีสติอยู่ทุกชั่วขณะ ทำให้เราเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
ยอมรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น  ทนทานความเจ็บปวดได้มากขึ้น

...

ใช่แล้วครับ

ถึงตรงนี้คงต้องถามว่าทำอย่างไรจึงจะมีสติอยู่ทุกชั่วขณะ
การฝึกฝนต้องมีขั้นตอนไหม ต้องซื้อบัตรเติมเงินไหม
ต้อแต่งเครื่องแบบหรือเปล่า จะต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมมั้ย

ไม่ต้องมีอะไรเลยครับ

แค่ภาวนาในสิ่งที่เรากำลังทำก็พอ
เรากำลังปั่นบอร์ด (ถ้าเราคิดได้ เราจะถามว่า งานการล่ะ ทำรึยัง)
เรากำลังทำงาน (เราจะทำด้วยความตั้งใจ)
เรากำลังขับรถ (เราจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัย)
เรากำลังขุ่นมัว (เราจะหยุดมันลงได้อย่างเงียบงัน)

...

ผมว่ามันได้ผลนะ ถ้าฝึกฝนกันบ่อยๆ
ถึงแม้ผมจะยังไม่มีสติอยู่บ้างก็ตาม
แต่การที่เรารู้ตัวอยู่ มองโลกในแง่ดี รักผู้อื่น ทำดี อยู่อย่างมีสุข

ผมว่าแค่นี้ก็พอแล้ว...


:22:

ณต

ที่เต่าอ่านคือ ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ หรือเปล่า

เต่ามาก

ปัจจุบัน เป็นเวลาประเสริฐสุดครับ  :42:
ความจริงผมมีเกือบทุกเล่ม เก่าๆ ทั้งนั้น

เก้อ

กระจู๋ช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรบ้างอยู่บนหิ้งนะครับ  :34:
I ROCK , THEREFORE I AM

เต่ามาก


B o o k

ฟู่ว....:อีโมควันออกหู:

อ่านจู๋นี้แล้วเหนื่อยจริงๆ พี่สองคนถกปัญหาธรรมกันอย่างกับพระนาคเสนพระยามิลินทร์เลย
สุดยอดมาก :12:

:อีโมทำตัวลีบๆ แล้วเดินจากไป:

มองต่างมุมมันก็ดี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ถ้ามองในมุมของคนอื่นๆ (หมายรวมถึงมุมของตาสีตาสาด้วย)ก็จะดีไม่ใช่น้อย

iannnnn

ไม่ได้เข้าจู๋นี้มาสามวัน
คุยกันอร่อยดีครับ



ใจจริงไม่อยากให้ชาร์ปช้ำใจนะ
แต่รู้สึกได้ว่านี่คือการพูดคุยที่ได้อะไรมากๆ จากการแลกเปลี่ยนกัน


ป.ล.
ตอนเป็นทหารก็มีจ่าที่บ้าธรรมกาย - ขอใช้คำว่าบ้าธรรมกายเลยนะ
เหมือนกับคนที่เคร่งศาสนาอะไรสักอย่างจนพูดกับใครไม่รู้เีรื่องเลยน่ะ
แกชอบเอาวารสารของธรรมกายมาให้อ่าน ซึ่งก็ยอมรับจริงๆ ว่าเขาทำสวยมาก :12:

จักรี

#298
ในเมื่อชาร์ปทิ้งท้าย...........แบบนี้แล้ว  ผม ก็จะขอทิ้งท้ายบ้าง ..ละกัน

เนื่องจาก มีอยุ่คำนึงที่มัน ทำให้ผมแคลงใจ มาก

" ให้เข้าหาครูบาอาจารย์ "

ผมมีครูบาอาจารย์ของผมครับ  เพียงแต่ว่า หลวงพ่อที่ผมถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของผมนั้น ท่านได้สอนผม ไม่ให้ยึดติดในตัวท่าน  ในตัวตน ในวัตถุ ในบัญญัติต่างๆ


การมอง โลกแบบเมทริกอย่างที่หมอแมวบอกในหน้าแรกๆ ....


เวลาศึกษาต้องศึกษาหลายๆ ทางครับ
พระไตรปิฏกมีกี่เล่ม มีกี่แบบ สยามรัฐ มหากุฏ ฯลฯ ต้องอ่านให้หมดครับ
ในหัวข้อเดียวกัน ความหมายต่างกันก็มีครับ เว็บที่จักรีอ้างอิงด้วย
ผมลองใช้แล้วบางครั้งเค้าก็ตอบมา ไม่ครบ ไม่มี(แต่ในมหากุฏ มี)
คำสอนใน มหายาน เถรวาท นิกายต่างๆ ต้องศึกษาให้หมดครับ
เมื่อศึกษาคำสอนหมดแล้วเราก็จะสามารถ เอาความรู้มาแปะติดแปะต่อกันได้
ทำให้เราสามารถเข้าใจหลักธรรมต่าง ได้สมบูรณ์มากขึ้น
และก็
เข้าหาครูบาจารย์ หรือ พระอาจารย์ด้วยครับ
เพราะบางครั้งเราเองก็เข้าใจผิดประเด็น จับประเด็นไม่ถูกครับ


เอาละครับ ผม คงไม่เถียงเพื่อเอาชนะใคร การที่บอกว่า พระไตรปิฎกมีอยุ่ หลายฉบับ
อันนี้ผมไม่เถียงเลย  ที่ผมอ้างมาเป้นเพียง ฉบับ สยามรัฐ ก็จริงแต่อย่างน้อย ผมก็อ้างพระไตรปิฎก ....................
จะสังเกตุดู

  ผมไม่เคยอ้าง จากเว็บบอร์ด  เพราะ มันก็เหมือนขึ้นชื่อว่าเป้นกระดานความคิดเห็น
  ผมจะไม่อ้างจากเว็บวัด เพราะเว็บวัดก็เอาจากพระไตรปิฎกมาสอน ที่สำคัญคนทำเว็บวัดจะรุ้จริง
แน่หรือ?และแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ผิดเพี้ยน....
  ผมจะไม่อ้างหนังสือ ที่คนนู้นคนนี้เขียน ที่ท่านนู้นท่านนี้แสดงธรรม ถึงแม้จะเป็นหนังสือของหลวงพ่อ
ที่เป็นอาจารย์ผมก็ตาม....ซึ่งผมถือว่า หลักใหญ่ใจความล้วนมาจากคำสอนศาสดา
ที่มีอยุ่ในพระไตรปิฎกที่คนทั่วไปเชื่อถือ  ผมแอบอ้างถึงพระสังฆราชเพียงครั้งเดียวและท่านเดียวเท่านั้น นับ จากที่ถกกันมา ....

สรุปแหล่งที่มาที่ผมแอบอ้างมามีเพียง 2 แหล่งเท่านั้น คือ เว็บไซต์พระไตรปิฎก ฉบับ สยามรัฐ (ถึงแม้ว่าจะไม่แน่ใจ ถึงภูมิรู้ภูมิธรรม ของผู้สร้างเว็บเท่าไร แต่ก็เชื่อในการตรวจสอบ )    และ  คำวินิจฉัย
ของสมเด็จพระสังฆราช ที่มีต่อกรณีวัดธรรมกายในปีนั้น............
ซึ่งอย่าถามผมถึงหลักฐานที่เป้นตัวหนังสือ เพราะผมคงต้องบอกว่าให้ไปหา ฎีกา อ่าน........

ทั้งที่ผมมีแหล่งข้อมูลมากกว่านั้น ... แล้วทำไมผมถึงไม่ยกมาอ้างบ้างละ  เพราะผมเลือกแล้ว ว่า
อย่างน้อย เนื้อหา ในพระไตรปิฎก จะยังคงรักษาแก่นไว้ได้ดีกว่า  เยาวชนที่เข้ามาอ่าน
จะได้รู้ว่าตัวอย่างที่ผมยก ไป ถ้า ไม่แน่ใจจะได้ตามอ่านแหล่งที่มาที่เชื่อถือและคนทั่วไปยอมรับ....
ได้อย่างถูกต้อง

ในกรณี เรื่องต่างๆที่เราเห็นต่างกัน ซึ่งถ้าอ่านดูแล้วมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น
ถ้ายึดหลักคำสอนในพระไตรปิฎกแล้ว ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าใจผิดแน่นอน.........

ซึ่ง การปฎิรูปธรรมของศาสดา เป็นเรื่องที่ แย่มากๆ  หรือจะเรียกว่าบาปหนักก็แล้วแต่  
      แต่การเผยแผ่ที่ผิดๆนั้น แย่ยิ่งกว่า หรือจะเรียกว่าบาปกว่าก็ได้

     ....................................................................................................

  สรุป

การปฏิบัติ แบบธรรมกายเท่าที่ชาร์ปบอก คือ    

นำใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายครับ เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
แต่การจะทำใจให้นิ่งอยู่ได้ที่ ศูนย์กลางกาย
คือต้องนึก นิมิต เหมือนเป็นการทำเครื่องหมาย กำหนดให้ใจอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย

เอาอะไรมาเป็นนิมิต?
ศพ (อสุภะ) หม้อหุงข้าว ดวงแก้ว องค์พระ แอปเปิ้ล องุ่น ipod กะทะ ส้มตำ
อะไรก็ได้ครับ (ที่ไม่ทำให้ใจตกต่ำเช่น เจี้ยว นม หน้าแฟน เทือกๆนี้ ฯลฯ)
ทำใจนิ่งๆว่างที่ ศูนย์กลางกายก็ได้ครับ
กรรมฐาน 40 วิธีนั้นแหละครับ แต่กำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย
สุดท้ายมันก็จะกลายเป็น ดวงปฐมมรรค เหมือนกันหมดครับ

คำภาวนาก็แล้วแต่ครับ
หลักๆคือ สัมมา อะระหัง // พุทโธ อะไรก็ได้ครับ
ที่ทำให้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกาย

------------------------------------------------------------------------------------------------

นี่คือปฏิบัติที่ผมจะยึดถือปฏิบัติต่อไปในภายภาคหน้า คือ

            เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง
กำหนดว่า พอง หนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน
อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น
อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึก ตามความเป็นจริงว่า
ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า
ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป
จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

^
^
(เหมือนเป้นการปูพื้นฐานสมถะ)


เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทนเป็นการสร้างขันติบารมี ไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว

ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาความเจ็บ ปวด เมื่อย คัน ๆ เกิดขึ้นให้หยุดเดิน หรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอ ๆ ๆ เจ็บหนอ ๆ ๆ คันหนอ ๆ ๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อย ๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป

จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สินหรือคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นา ๆ ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอ ๆ ๆ ๆ เสียใจหนอ ๆ ๆ ๆ โกรธหนอ ๆ ๆ ๆ เป็นต้น

^
^
(อยู่ในขั้นการระลึกรู้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วค่อยๆกำหนด ดับ...)


----------------------------------------------------------------------------------------------

และนี่คือ ความหมายของสติปัฏฐาน 4 ที่พระพุทธเจ้ายกให้เป้นทางสายเอก
ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล

สติปัฏฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง - foundations of mindfulness)
      1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง ว่า
เป็นเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of the body; mindfulness as regards
the body) ท่านจำแนกปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ 1 อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ 1 สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหว้ทุกอย่าง 1 ปฏิกูลมนสิการ
พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ 1 ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกาย
ของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ 1 นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน 9
ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น 1
      2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า
เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of feelings; mindfulness as
regards feelings) คือ มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส
และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
      3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า
เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind; mindfulness as regards thoughts) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ
เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
      4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า
เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind-objects; mindfulness as regards ideas)
คือ มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร
เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ.


http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=182  ............(ที่มา  อย่างน้อยก็เป้นเว็บพระไตรปิฎก)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ผมไม่ได้ต้องการบอกว่า การปฏิบัติแบบไหนถูกแบบไหนผิด  แต่อยากให้ ผู้อ่าน วิเคราะห์เอาเองว่า
แบบไหน เข้าค่าย ใกล้เคียง สติปัฏฐานสี่ ที่พระพุทธเจ้ายอมรับมากที่สุด

สุดท้าย ขอรบกวนให้ทุกคนอ่าน  บททิ้งท้ายของผมสำหรับจู๋นี้ด้วยนะครับ

และขอปัญญาจงเกิดมีแก่ทุกท่านที่อ่าน  ขอบคุณครับ....... :46:
         











                         




 




           
         
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

tmd

"รู้" แล้ว "ละ"
นั่นแหละพุทธแท้

:33:
...

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines