โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

PalmySyd

เดินเข้ามาทำตัวลีบๆ แล้วจากไป





:32:

iSharp

#241
อ้างอิงนิกายต่างๆในพระพุทธศานา ไม่ได้ค่อยๆหายไปหรอกครับ ที่หายไปเป็นเพราะเกิดจากการสังคายนาโดยพระเจ้าอโศก ที่ต้องการ กำจัดพวก เดรถี

อ่าน นี่น่ะครับ แล้วจะรู้ว่า อะไร คือ อะไร
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/praapitham/4.html
:33:

อ้างอิงพุทธศานาไม่เคยสอนให้ ตูต้องสำเร็จก่อนแล้วถึงกลับมาช่วยเอ็ง   
ซึ่งเคยมี ผู้ที่โสดาบัน ยังสามารถ แนะนำคนอื่นได้  อย่างน้อยก็แนะนำไปในทางที่ถูกต้อง

เรื่อง concept ของหินยาน ให้อ่านอันนี้นะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Hinayana
(ไม่รู้อ่านภาษาอังกฤษได้ไหม โทษทีนะ  :08:)
ถ้าอ่านไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ให้เข้าใจว่าตอนนี้โลก เค้ารู้concept ของหินยานว่าเป็นอย่างนี้น่ะครับ
ดังนั้น จะศึกษา ต้องศึกษาให้กว้างๆอย่ามองแค่ของตัวเอง
เพราะพุทธศาสนามีอยู่ทั่วโลก

(กดเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็พออ่านได้นะ
หรือหาคนเก่ง eng แปลให้ก็ได้)

อ้างอิงเอ่อ.....คงจะตีความหมายของการอธิฐานจิตผิดแล้วครับ
การอธิฐานจิต หมายถึงการ ตั้งต้นจิตที่ดี เพื่อจะนอบน้อมไปในทางนั้นๆ  ดั่งคำที่ว่า  ให้เมตตา จึ่งได้ เมตตา 
ที่ ยาจก อธิษฐานจิตแค่ใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเดียวนั้น เกิดจาก การตั้งต้นจิตที่ดีแล้วนอบน้อมตามหลักธรรม คือปฏิบัติถูกต้อง
จึ่งได้ บรรลุ  ไม่ใช่สมัยนี้ อะไร อะไรก็อธิษฐานจิต ซึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับ คำขอ หรืออ้อนวอน .....
มันผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงครับ
และยิ่งพูดถึงการใช้ปัญญาเพื่อหาหนทางที่ให้ได้มาซึ่งนิพพาน ในรูปแบบที่บอกมาข้างต้น คือ การ ทำบุญเพื่อหวังนู่นหวังนี่
นั้น  ในทางพระพุทธศาสนา มันคือ โลภะ...

อนึ่ง ความบริสุทธิ์แห่งศีล โดยไม่ปราศจากความเศร้าหมองมีตัณหา
เป็นต้น ย่อมเกิดไม่ได้เพราะไม่มีปัญญา. การอธิษฐานคุณแห่งความเป็น
พระสัพพัญญูจักมีได้แต่ไหน. ผู้มีปัญญาเท่านั้นพิจารณาเห็นโทษ ในการ
ครองเรือน ในกามคุณและในสงสารและอานิสงส์ ในการบรรพชา ในฌาน
สมาบัติ และในนิพพานด้วยดี
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 74 หน้า 605

ท่านคิดว่า บิณฑบาตนี้แล เธอยังมีราคะ โทสะ โมหะ อยู่
ไม่อาจรับได้ดังนี้แล้ว ก็เก็บบาตรเข้าถลก ปลดดุมจีวร กลับไปถ้ำกสกะเลย
เก็บบาตรไว้ใต้เตียง พาดจีวรไว้ที่ราวจีวร นั่งลงอธิษฐานความเพียรว่า เราไม่
บรรลุพระอรหัต จักไม่ออกไปจากถ้ำดังนี้
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 14 หน้า 339

แล้วนี่เป็นกิเลส หรือ ไม่
บอกว่าเป็นโลภะ
การอธิษฐานจิต ไปอ่านดูใหม่นะครับ

อ้างอิงไม่ถูกซะทีเดียวครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า การทำบุญไม่ยิ่งใหญ่เท่าการเจริญสติ      การปฏิบัติตนตามทางสายเอก สติปัฏฐาน ๔ โดย มีอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน จะสามารถบรรลุ มรรคผลได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง 
อินทรีย์พละอย่างกลาง  7 เดือน   อย่างอ่อน 7 ปี   ......   ยกตัวอย่าง พระสารีบุตร ปฏิบัติเช้นนี้ด้วยอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน ก็ได้อรหันต์มรรค.......

ไม่ถูกต้องครับ
เพราะในมหาสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาส์ ไม่กล่าวอย่างนี้

[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ. ๔ ประการเป็นไฉน ?
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
      พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้ได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... อินทรีย์... พละ... โพชฌงค์... อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ.
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 2 หน้า 629

สติปัฏฐาน ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับ อินทรีย์พละอย่างเดียว
แต่เป็นธรรมที่เป็นโพธิปักขิยธรรม
ต้อง อ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจึงวิเคราะห์ อย่ามองแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
:33:

อ้างอิงผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง  พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ

ไม่ผิด ครับ เพราะพระพุทธรูป แปลว่ารูปของพระพุทธเจ้า
เนื่องจากเราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วจะจิตนาการพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
รูปปั้นเค้าปัน ตามตำราลักษณะมหาบุรุษ อาจจะเสริมจิตนาการไปบ้าง แต่ก็มีตำราบอกว่าลักษณะเป็นอย่างไร?

ดังนั้น พระพุทธรูป เป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า จริงหรือไม่?
แล้ว นึกถึงพระพุทธรูป แล้ว ไม่เท่ากับนึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
อ้างอิง
แล้วก็เรื่อง สมถะ 40 เนี่ย  ผมว่า จำผิดหรือเปล่าครับ   จริงๆมันต้องเป็นกรรมฐานมีทั้งหมด 40 กองไม่ใช่เหรอครับ 
ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ซึ่งไม่ใช่สมถะ ครับ สมถะเป็นสมาธิพื้นมากๆ

จำไม่ผิดครับ
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6
ดูที่นี่ได้ครับ  :33:
สมถกรรมฐาน ๔๐ เรียกได้หลายอย่าง
ในพระไตรปิฎกก็มี
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=4802

สมถะ คือ การทำให้จิตสงบระงับจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองเร่าร้อนทั้งหลาย จนจิตใจไม่มีอาการดิ้นรน ไม่กระสับกระส่ายตลอดเวลาที่กิเลสเหล่านั้นสงบระงับอยู่ อุบายหรือวิธีการนั้นก็ได้แก่ การเจริญกัมมัฏฐาน การเพ่งกัมมัฏฐาน คือ หน่วงเอากัมมัฏฐานมาเป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง ซึ่งสมถกัมมัฏฐานนั้น มีจำนวนถึง ๔๐ จัดได้เป็น ๗ หมวด ดังคาถาที่ ๓ ที่ ๔ แสดงว่า
๓. กสิณาสุภานุสฺสติ ทสธา ทสธา ฐิตา
จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย สญฺเญกาหาร นิสฺสิตา ฯ
กสิณ อสุภะ อนุสสติ ตั้งอยู่แล้วโดยประเภทอย่างละ ๑๐ อย่างละ ๑๐, อัปปมัญญา ๔, สัญญาที่อาศัยอาหารเป็นอารมณ์ ๑
๔. เอกญฺจ ววตฺถานมฺปิ อรูปา จตุโร อิติ
สตฺตธา สมถกมฺมฏฺ ฐานสฺส ตาว สงฺคโห ฯ 
แม้การเพ่งธาตุ ๑, อรูป ๔ นั้น (ก็นับ)ด้วย รวมสมถกัมมัฏฐานเป็น ๗ หมวด (จำนวน ๔๐) ดังกล่าวมาฉะนี้
มีความหมายว่า ในการเจริญสมถภาวนานั้น มีอารมณ์สำหรับเพ่ง ที่เรียกว่า สมถกัมมัฏฐาน รวม ๗ หมวด
เป็นกัมมัฏฐาน ๔๐ คือ

หมวดที่ ๑ กสิณ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ทั้งปวง
หมวดที่ ๒ อสุภะ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ไม่งาม
หมวดที่ ๓ อนุสสติ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ตามระลึก เช่นตามรู้ลมหายใจอานาปานสติ
หมวดที่ ๔ อัปปมัญญา ๔ กัมมัฏฐานว่าด้วย แผ่ไปไม่มีประมาณ
หมวดที่ ๕ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ กัมมัฏฐานว่าด้วย หมายรู้ความปฏิกูลในอาหาร
หมวดที่ ๖ จตุธาตุววัตถานะ ๑ กัมมัฏฐานว่าด้วย กำหนดธาตุทั้ง ๔
หมวดที่ ๗ อรูป ๔ กัมมัฏฐานว่าด้วย อรูปกัมมัฏ

วิปัสสนาภูมิ
วิปัสสนาภูมิ คือ พื้นเพในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น มี ๖ ได้แก่

๑.ขันธ์ ๕ ๒.อายตนะ ๑๒ ๓.ธาตุ ๑๘
๔.อินทรีย ๒๒ ๕.ปฏิจจสมุปปาท ๑๒ ๖.อริยสัจจ ๔
แต่ข้อ๑ ถึงข้อ ๔ และข้อ ๖ รวม ๕ ข้อนี้ ได้แสดงไว้แล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ ส่วนข้อ ๕ ปฏิจจสมุปปาทนั้น ก็ได้กล่าวไว้ในคู่มือปริจเฉทที่ ๘ แล้ว จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำในที่นี้อีก

อ้างอิงศสานาพุทธเป็น เรื่องของเหตุผลอยู่แล้วครับ ...action = reaction
ให้ความรู้นะครับ เหตุผล เค้าไม่ค่อย ใช้คำว่า action and reaction แปลว่า กระทำและการโต้ตอบ
จริงๆ เค้าใช้ว่า cause and effect  :01:


รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

เก้อ

สนุกดีนะครับเนี่ย
อ่านทุกประโยคเลย  :12:


หลังๆเริ่มเห็นวี่แววของอารมณ์เจืออยู่ในคำพูด
ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็ขออภัยครับ
อาจเป็นที่วิธีการใช้ภาษาที่ทำให้คนส่วนมากเข้าใจไปว่าแบบนั้น

แบบนั้นหมายถึงแบบใช้อารมณ์น่ะนะ
I ROCK , THEREFORE I AM

เต่ามาก


iSharp

#244
อ้างคำพูดจาก: tao เมื่อ 14 ม.ค. 2007, 14:28 น.
:22: ยิ้มอย่างเป็นนัย

:26: ยิ้มอย่างไม่เป็นนัย
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

แอ๊ะ

อ้างคำพูดจาก: i-Palm เมื่อ 14 ม.ค. 2007, 11:49 น.
เดินเข้ามาทำตัวลีบๆ แล้วจากไป





:32:

ไปตีมอนต่อใช่เปล่าปาล์ม  :43:
[ว่างให้เช่า]

จักรี

#246
เราต้องทำความเข้าใจก่อน นะครับ  ว่า

พระพุทธศาสนา เป็นเรื่อง  หลักของเหตุผล.....

ทุกอย่างที่ผม โพสต์ไป  สามารถพิสูจน์ได้ จริงครับ และถ้าใครอ่านแล้วนึกตามจะเห็นภาพครับ

อย่างเช่นการอธิษฐานจิต ถ้ายกเอาตัวอย่างมาใช้  ในสมัยพุทธกาล ที่ชาร์ปบอกว่า ยาจกตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบรรลุธรรม
มันเปรียบกับการที่คน มาทำบุญในสมัยนี้ไม่ได้หรอกครับ     

คือ เขาตั้งอธิษฐานจิต แล้วปฏิบัติตาม ในทางที่ถูกต้อง
มันเหมือนให้สัญญาต่อผ้าขี้ริ้วว่า เราจะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า...
อย่างเคร่งขัด แล้วปฏิบัติตาม จึ่งได้ดังนั้น  (เห็นมั้ยมันเป็นเหตุเป็นผลกัน)
  แต่ปัจจุบัน ยกมือขึ้นหัวแล้วขอให้ได้บุญโดยที่ไม่ประพฤติปฎิบัติตามคำสอน เลยนี่
มันไม่ใช่แล้วมั้งครับ.... มันไม่เห็นเหตุแล้ว จะให้เห็นผลได้อย่างไร.....

อ้างอิง
ไม่ถูกต้องครับ
เพราะในมหาสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาส์ ไม่กล่าวอย่างนี้

[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ. ๔ ประการเป็นไฉน ?
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
      พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้ได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... อินทรีย์... พละ... โพชฌงค์... อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ.
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 2 หน้า 629

สติปัฏฐาน ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับ อินทรีย์พละอย่างเดียว
แต่เป็นธรรมที่เป็นโพธิปักขิยธรรม
ต้อง อ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจึงวิเคราะห์ อย่ามองแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง


ข้อความที่แอบอ้างมามันสนับสนุน วิธีปฏิบัติของธรรมกายตรงไหน เหรอครับ

อย่างเช่น =   " พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ."

ผมว่าตรงข้ามกันเลยด้วยซ้ำ....
อย่างเช่นท่านบอกว่า ทางสายเอกคือ    สติปัฏฐาน ๔
ผมถามหน่อยการฝึกให้เพ่ง ไปให้เห็นดวงแก้ว หรือที่เรียกว่าฝึกสมถะนั่นน่ะ  
มันใช่ การฝึกแบบสติปัฏฐาน ๔ หรือครับ ?

อ้างอิง
ไม่ผิด ครับ เพราะพระพุทธรูป แปลว่ารูปของพระพุทธเจ้า
เนื่องจากเราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วจะจิตนาการพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
รูปปั้นเค้าปัน ตามตำราลักษณะมหาบุรุษ อาจจะเสริมจิตนาการไปบ้าง แต่ก็มีตำราบอกว่าลักษณะเป็นอย่างไร?

ดังนั้น พระพุทธรูป เป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า จริงหรือไม่?
แล้ว นึกถึงพระพุทธรูป แล้ว ไม่เท่ากับนึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างไร


กาลามสูตรครับ........    เห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เห็นตัวตน เห็นความจริงในตัวท่านต่างหากละครับ..
มีที่ไหนให้นั่งคิดถึงพระพุทธรูปแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำแบบนั้นมันไม่รุ้สึกถึงความเป็นตัวตนมากไปเหรอครับ....

รบกวนชาร์ป เอา ความหมาย ของพุทธานุสติ มาให้ ดูดีกว่าครับ   ถ้าคนอื่นอ่านแล้วเขาคงเข้าใจ
อย่าหาว่าผมตีความหมายหลักธรรมเลยครับ
เพราะ ผมเชื่อว่า ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจริงๆจะรุ้ว่าเขาไม่ได้เน้นให้คิดถึงพระพุทธเจ้า....ที่เป็นองค์ๆ แบบนั้น....

อ้างอิง
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=4802
ด้วยความเคารพครับ   ลิ้งนี้ สนับสนุน เหตุผลชาร์ปตรงไหนครับ   

  โดยเฉพาะ ความคิดเห็นที่ 5  น่ะครับ   เขาพูดถึง  สมถกรรมฐาน 
กับวิปัสสนากรรมฐานไว้อย่างชัดเจนแล้วนิครับ ถ้าใครอ่านเขาก็คงรู้ละครับว่า

วิปัสสนากรรมฐาน จะไปทางสติปัฏฐาน ๔  ซึ่งเป็นทางสายเอก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นี่ครับ 
แล้วแถมยังบอกว่า สมถะ สามารถทำได้ทั่วไปด้วยนิครับ
อ้างอิง
"1.ที่น้องฝึกเรียกสมถกรรมฐาน น้องฝึกได้ดัครับในการกำหนดลมหายใจเรียกอานาปานสติ
เป็นสมถะคือฝึกแล้วจิตจะสงบลงจนเกิดฌาณได้ครับน้องอาจยังไม่ถึง
น้องแค่จิตสงบ อาจมีปิติ อิ่มใจ ส่วนการที่จิตคิดไป เรียก ฟุ้งซ่าน เป็นนิวรณ์ ศัตรูของสมาธิ
สมถะอาจติดสุขเช่นหลวงตาบัวท่านบอกติดสุขตั้ง 7 ปี
  ครับ ต้องยกจิตสู่วิปัสสนาคืดรู้ตามจริง

2.ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน บรรลุธรรมโดยตรง แค่น้องน้อมจิตที่สงบที่
ได้เพียงชั่วขณะเรียกขณิกสมาธิก็พอไม่ต้องถึงฌาณ มากำหนดรู้ในกาย
เวทนา จิต ธรรม เช่น น้องคิด ก็กำหนดว่าคิดหนอ ได้ยินหนอถ้าได้ยิน
ปวดก็กำหนดปวดหนอ ฯลฯ ตามจริง มีกิเลศก้รู้ฯลฯ "
** อันนี้อ้างจาก เว็บที่ชาร์ปให้มา เลยนะครับ...

อ้างอิง
จำไม่ผิดครับ
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6

งั้นผมขออนุญาติแอบอ้างลิ้งนี้นะครับ ใครผิดใครถูกไปดูเอาเองนะครับ...
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน     (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน)



สุดท้าย ผมขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน โปรดอ่านอย่างมีสติใช้หลักเหตุผลวิเคราะห์ดูดีๆนะครับ 
ผมไม่อยากให้ ใครเข้าใจผิด บางอย่างมันอาจจะมีในข้อสอบของ เด็กๆมัธยม ถ้ามันไม่ถูกต้อง
เดี๋ยวจะจำเอาไปทำข้อสอบผิดๆถูกๆเอานะครับ   :42:


พูดถึงเรื่องการตีความหมาย ของศาสดาเนี่ย ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่า ใครกันแน่ที่อ้างนู่นอ้างนี่มาโดยตลอด
แล้วก็ตีความ ไม่ได้เกี่ยวกับที่อ้างมาเล้ย...
เพราะจริงๆแล้ว การที่ตีความมันไม่ผิดหรอกครับ  มันจะผิดที่ตีไม่ถูกต้องนี่ซิ....

"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา"   อันนี้มีจริงครับ    ธรรมกาย  มีจริงครับ   แต่    ตีความถูกหรือไม่ มันอีกเรื่องครับ

ด้วยความเคารพครับ.......

ทุกสิ่งที่โพสต์ผมไป แม้ว่าจะอ่านแล้วรู้สึกว่าแฝงด้วยอารมณ์บ้าง แต่ ไม่ได้เกิดจากโทสะแม้แต่น้อย  ผมกลับรู้สึกนิ่งกว่าเมื่อคืนซะอีก




*** มาแก้ไข  ส่วนที่เคยบอกว่าสมถะ เป็นอุปสรรค์ต่อการวิปัสสนา นิดหน่อยครับ   พอดีผมเข้าใจผิด นิดหนึ่ง   จริงๆมันเป็นได้ทั้งอุปสรรค์และพื้นฐาน ครับ.....ขอโทษด้วยครับ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ยุนเอ



:46:

อ้างถึงไตรปิฎก ตาสีตาสายายมียายมา งงกันตามๆ กันละครับ   :42:

เอก็เป็นหนึ่งในกลุ่มตาสีตาสานะนั้น
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

Zafire06

อย่าว่าแต่ตาสีตาสาเลยครับ
ที่เดินๆ ตามถนนนี่ไม่รู้ว่าจะไม่งงหรือไม่  :08:

ณต

 :46: โห ขอคารวะเลย

ได้ความรู้เยอะมากเลยครับ แต่ว่าทำไมผมยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า มันไกลๆ ยังไงชอบกล

ป.ล. ชาร์ป ได้ทีมไปแข่งหรือยังเนี่ย



iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

kroonid

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 06 ม.ค. 2007, 23:11 น.
ที่คิดทีมไว้คือ
1.ตั้ง
2.ครูนิด
3.ป้าแป้ง
ครูนิดนี่ยังติดต่อไม่ได้
ป้าแป้งด้วย ช่วงนี้ยังไม่เห็นออนเลย  :16:

จริงๆเข้ามาจะตอบนานแล้วค่ะ ว่าสนใจเหมือนกัน
แต่เห็นสาระล้วนๆเลยไม่กล้าโพส กลัวจะเป๋จู๋
เพราะทุกวัน แค่ศีล 5 ยังรักษาได้ไม่ครบเลยค่ะ
นิพพาน คงไม่ต้องพูดถึง   :46:

เชิญสาระต่อได้ค่ะ :22:


iSharp

#252
ไม่เป๋ครับครูนิด ถูกต้องตามวัตถุประสงค์กระจู้ทุกประการ


///


อ้างอิงอย่างเช่นการอธิษฐานจิต ถ้ายกเอาตัวอย่างมาใช้  ในสมัยพุทธกาล ที่ชาร์ปบอกว่า ยาจกตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบรรลุธรรม
มันเปรียบกับการที่คน มาทำบุญในสมัยนี้ไม่ได้หรอกครับ

เข้าใจผิดแล้วครับ
ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น อการิโก ครับ
ไม่กำจัดกาล เวลา ยุค สมัย
และ
อ้างอิง
บางคนบอกว่า ทำบุญนิดๆแต่อธิษฐานเยอะเป็นการค้ากำไรเกินควร จริงๆแล้วไปดูแบบอย่างในพระไตรปิฏกนะครับ
แค่ถวายผ้าขี้ริ้วผืนเดียว
เค้ายังอธิษฐานจิตว่าให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าได้บรรลุ
(พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์)

แอบอ้างจากตัวเอง

เข้าใจผิดครับ
การถวายผ้าขี้ริ้วแด่พระพุทธเจ้า = การทำทาน
แล้วจึงอธิษฐานจิตครับ
และก็ไม่ใช่อธิษฐานจิต แล้วบรรลุธรรมครับ
เค้าอธิษฐานขอให้เค้าได้้ บรรลุธรรม ครับ

อ้างอิงคือ เขาตั้งอธิษฐานจิต แล้วปฏิบัติตาม ในทางที่ถูกต้อง
มันเหมือนให้สัญญาต่อผ้าขี้ริ้วว่า เราจะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า...
อย่างเคร่งขัด แล้วปฏิบัติตาม จึ่งได้ดังนั้น  (เห็นมั้ยมันเป็นเหตุเป็นผลกัน)

เข้าใจผิดครับ
ประเด็นนี้ผมบอกว่า
แม้เค้าทำบุญเล็กน้อย ถวายผ้าขี้ริ้วแด่พระพุทธเจ้า
เค้ายังอธิษฐานจิตเลยครับ
แสดงว่า เวลาเราทำบุญ แม้เล็กน้อยแล้วอธิษฐานจิต จึงไม่แปลกอะไร
และผมก็ไม่บอกว่า อยู่ๆอะไรๆก็อธิษฐาน
แต่ทำบุญแล้วอธิษฐาน ครับ
และบุญนี้ไม่ใช่เฉพาะทาน แต่เป็นบุญกิริยาวัตถุ 10

บุญกิริยาวัตถุ 10

1. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ
2. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี
3. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือฝึกอบรมจิตใจ
4. อปจายนมัย ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม
5. เวยยาวัจจมัย ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้
6. ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
7. ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น
8. ธัมมัสสวนมัย ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้
9. ธัมมเทสนามัย ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้
10. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง
ที.อ. 3/246

อ้างอิงแต่ปัจจุบัน ยกมือขึ้นหัวแล้วขอให้ได้บุญโดยที่ไม่ประพฤติปฎิบัติตามคำสอน เลยนี่
มันไม่ใช่แล้วมั้งครับ.... มันไม่เห็นเหตุแล้ว จะให้เห็นผลได้อย่างไร.....

ถูกแล้วครับ
การยกมือขึ้นหัวนั้น ไม่ได้จัดอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 10
ไม่ได้เป็นสิ่งที่บุญกุศล ดังนั้นการอธิษฐานจึงไม่เป็นผล

รบกวนจักรี อธิบายเรื่อง
อธิษฐาน กับ อธิษฐานบารมีให้หน่อยครับว่าเข้าใจว่าอย่างไร

อ้างอิงข้อความที่แอบอ้างมามันสนับสนุน วิธีปฏิบัติของธรรมกายตรงไหน เหรอครับ

เข้าใจผิดครับ
ไม่ได้ยกมา สนับสนุน วิธีปฏิบัติของธรรมกายเลย แต่ยกมาบอกว่า

อ้างอิง
ไม่ถูกซะทีเดียวครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า การทำบุญไม่ยิ่งใหญ่เท่าการเจริญสติ      การปฏิบัติตนตามทางสายเอก สติปัฏฐาน ๔ โดย มีอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน จะสามารถบรรลุ มรรคผลได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
อินทรีย์พละอย่างกลาง  7 เดือน   อย่างอ่อน 7 ปี   ......   ยกตัวอย่าง พระสารีบุตร ปฏิบัติเช้นนี้ด้วยอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน ก็ได้อรหันต์มรรค.......

เข้าใจผิดครับ
สติปัฏฐาน ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับ อินทรีย์พละอย่างเดียว
แต่เป็นธรรมที่เป็นโพธิปักขิยธรรม

[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ. ๔ ประการเป็นไฉน ?
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
      พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
      พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้ได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... อินทรีย์... พละ... โพชฌงค์... อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ.
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 2 หน้า 629

อ้างอิง
อย่างเช่นท่านบอกว่า ทางสายเอกคือ    สติปัฏฐาน ๔
ผมถามหน่อยการฝึกให้เพ่ง ไปให้เห็นดวงแก้ว หรือที่เรียกว่าฝึกสมถะนั่นน่ะ มัน
มันใช่ การฝึกแบบสติปัฏฐาน ๔ หรือครับ ?

ผมรบกวน จักรีอธิบายความหมายของ สติปัฏฐาน ๔ ก่อนครับ
ว่าจักรีเข้าใจแบบไหน

อ้างอิงกาลามสูตรครับ........    เห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เห็นตัวตน เห็นความจริงในตัวท่านต่างหากละครับ..
มีที่ไหนให้นั่งคิดถึงพระพุทธรูปแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำแบบนั้นมันไม่รุ้สึกถึงความเป็นตัวตนมากไปเหรอครับ....

รบกวนชาร์ป เอา ความหมาย ของพุทธานุสติ มาให้ ดูดีกว่าครับ   ถ้าคนอื่นอ่านแล้วเขาคงเข้าใจ
อย่าหาว่าผมตีความหมายหลักธรรมเลยครับ
เพราะ ผมเชื่อว่า ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจริงๆจะรุ้ว่าเขาไม่ได้เน้นให้คิดถึงพระพุทธเจ้า....ที่เป็นองค์ๆ แบบนั้น....

เข้าใจผิดครับ
ก็จักรี บอกเองว่า
อ้างอิงผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง  พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ

พุทธานุสติของ จักรี ที่จักรีเข้าใจเป็นแบบไหนครับ รบกวนอธิบายให้ผมก่อน

แอบอ้างอันล่างนี้ ไม่เกี่ยวกับอันบน นะครับ

อ้างอิง
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=4802
ด้วยความเคารพครับ   ลิ้งนี้ สนับสนุน เหตุผลชาร์ปตรงไหนครับ   

  โดยเฉพาะ ความคิดเห็นที่ 5  น่ะครับ   เขาพูดถึง  สมถกรรมฐาน
กับวิปัสสนากรรมฐานไว้อย่างชัดเจนแล้วนิครับ ถ้าใครอ่านเขาก็คงรู้ละครับว่า

วิปัสสนากรรมฐาน จะไปทางสติปัฏฐาน ๔  ซึ่งเป็นทางสายเอก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นี่ครับ
แล้วแถมยังบอกว่า สมถะ สามารถทำได้ทั่วไปด้วยนิครับ

สนับสนุนจักรี ตรงนี้ครับ

อ้างอิงแล้วก็เรื่อง สมถะ 40 เนี่ย  ผมว่า จำผิดหรือเปล่าครับ   จริงๆมันต้องเป็นกรรมฐานมีทั้งหมด 40 กองไม่ใช่เหรอครับ
ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ซึ่งไม่ใช่สมถะ ครับ สมถะเป็นสมาธิพื้นมากๆ
อ้างอิง
จำไม่ผิดครับ
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6

งั้นผมขออนุญาติแอบอ้างลิ้งนี้นะครับ ใครผิดใครถูกไปดูเอาเองนะครับ...
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน     (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน)

สมถกรรมฐาน ๔๐ เรียกได้หลายอย่าง
ในพระไตรปิฎกก็มีครับ
ที่ผมยกมาสนับสนุน จักรี เองนั้นแหละครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

icez

กระทู้นี่สนุกจริงๆ
สาระแน่นเอี๊ยด  :12:


เก้อ

ที่บอกว่า อ่านยากตาสีตาสาไม่รู้เรื่อง
เราว่า อ่านดีๆก็เข้าใจนะครับ อ่านๆมานี่
บางอันต้องใช้เวลาคิดตามอยู่ แต่ก็ทำความเข้าใจได้นะ

มันคงไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินเข้าใจ แต่ไม่ค่อยมีใครมาเล่าให้เราฟังเท่านั้นเอง
(หรือจริงๆคือ เราไม่ได้คิดจะฟังนั่นล่ะ :30:)
ไม่น่ายากที่จะอ่านเข้าใจ แต่คงไปยากอีตรงปฏิบัติมากกว่า
I ROCK , THEREFORE I AM

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines