โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

แอ๊ะ

ถ้า "น หนู" หายไปเนี่ยเป็นเรื่องเลยนะยักษ์  :30:

ทำไมความบังเอิญในการเกิดมาของคนบนก้อนหินโสโครกที่ชื่อว่าโลก จึงได้วุ่นวาย มากมายเรื่องราวขนาดนี้  :39:
[ว่างให้เช่า]

คุณชาย ( 737 )

    ไม่เช่นนั้นโลกเราจะมีคนอย่างฮิตเลอร์ ซัดดัม บิลลาดิน จอร์จดับเบิ้ลยูบุช ทักษิณ เฟ ริน เกิดขึ้นมาหรือครับ  :35:
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

แอ๊ะ

อ้างคำพูดจาก: ชายคลอง เมื่อ 12 ม.ค. 2007, 10:36 น.
    ไม่เช่นนั้นโลกเราจะมีคนอย่างฮิตเลอร์ ซัดดัม บิลลาดิน จอร์จดับเบิ้ลยูบุช ทักษิณ เฟ ริน เกิดขึ้นมาหรือครับ  :35:

เข้าใจผิดมาตลอดว่า เฟ ริน เป็นแอนดรอย  :38:

เมื่อไหร่ PLUTO เล่ม 4 จะออกเสียที  :07:
[ว่างให้เช่า]

จักรี

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

คนตาบอดข้างเดียว

#184
อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 11 ม.ค. 2007, 14:55 น.
ขอพูดถึง พระนิพพานในแบบผมมั้งนะ

นิพพานคือ การกำจัดทุกข์ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง เหมือนไฟที่ดับหมดไปเลยยังไงยังงั้น
คำตอบคือ ใช่ครับ

การกำจัดทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การนั่งแสวงหาความสุขเป็นครั้งๆ คราวๆ อย่างที่เราทำๆ กัน
]คำตอบคือ มีบางส่วนใช่ และบางส่วนไม่ใช่ครับตรงนี้ ต้องซักความเข้าใจเพิ่มเติมนิดนึงว่า ที่เราทำๆ กันนั้น เขาหมายถึงทำอะไร
ถ้าหมายถึงว่า เมื่ออยากได้ ก็แสวงหาสิ่งของต่างๆ ให้ได้มาสมอยาก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขในกามคุณ 5 ต่างๆ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ถือว่า เข้าใจได้ถูกต้องน่ะครับ เพราะสุขในกามคุณ 5 เหล่านี้ เป็นของชั่วคราว ได้มาแล้ว เดี๋ยวก็เบื่อไม่พอ อยากได้ของใหม่ หรือ ได้มาแล้ว เดี๋ยวก็ใช้หมดไป แล้วก็อยากได้มาใหม่ ดังนั้น สุขแบบนี้ เขาเรียกว่า กามสุข ไม่ใช่ นิพพานสุข ตรงนี้เข้าใจได้ถูกต้องครับ
แต่ถ้าเข้าใจว่า ที่เราทำๆ กันนั้น รวมทาน ศีล ภาวนาไปด้วย อย่างนี้ถือว่า เข้าใจผิดครับ เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ (ไม่ใช่องค์เดียว) สอนไว้ชัดเจนว่า ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทำตามนี้จึงจะไปนิพพานได้ วัดพระธรรมกาย ก็สอนให้ทำแบบนี้ แน่นอน มันไม่ได้หมายความว่า ทำแบบนี้ปุ๊บ พ้นทุกข์ปั๊บ มันต้องค่อยๆทำๆ ค่อยๆ สั่งสมบารมีกันไป หนทางร้อยลี้ ต้องมีก้าวแรก และก้าวต่อๆไป ไม่ใช่ก้าวเดียวถึง แน่นอน ตอนยังไม่ถึง มันก็สุขชั่วคราว เพราะมันยังไม่ถึงนี่ แต่ขอให้ทำตามนี้ คือ ทาน ศีล ภาวนา ถึงเมื่อไหร่ มันก็กลายเป็น นิพพานสุขน่ะครับ

พระพุทธศาสนาสอนว่า ต้องไม่เอาทั้งความสุข และความทุกข์ ไม่ยึดติดกับความสุข และความทุกข์ แต่อยู่ตรงกลาง เข้าใจความจริงของธรรมชาติ
คำตอบ หลักการถูกครับ แต่วิธีการนั้นต้องขยายความ ถ้าไม่ขยายความจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
การเข้าใจความจริงของธรรมชาตินั้น ไม่ใช่แค่ นึกๆ เอาครับ แต่ต้องฝึกฝนทั้งทาน ศีล ภาวนา ฝึกทำทาน คือ ฝึกละความโลภ คุณลองคิดดูว่า คนที่วันๆ คิดแต่ว่า ฉันจะมีสติกับทุกเรื่อง อะไรผ่านมาฉันก็มีสติ แต่ฉันจะไม่คิดช่วยเหลือใคร ใครเดือดร้อนฉันก็แค่รับรู้ว่า ใครเดือดร้อนก็พอแล้ว ถามว่า ทำถูกไหม คำตอบของผมคือ ทำถูกครับ ถ้าเขาบวชเป็นพระ
ที่ตั้งใจบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น แต่ถ้าเขายังเป็นชาวบ้าน ถือว่า ผิดอย่างยิ่งครับ
ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา แล้วคิดจะฝึกแบบนี้ ก็ต้องทำทั้งทาน ศีล ภาวนา คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส จะโดยการฝึกสติอย่างเขาก็ได้ แต่ต้องละชั่ว ทำดี อย่างที่วัดพระธรรมกายทำอยู่ด้วยครับ

คนจน คนรวย มีสิทธิ์เข้าถึงนิพพาน ไม่แบ่งชนชั้น เชื้อชาติ
คำตอบ ถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่หมายความว่า ต้องห้ามทำดี (ทำทาน) แต่ต้องทำดี คือ ทำทาน ด้วยครับ เพราะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ คือ ทาน ศีล ภาวนา

คุณอาจจะถามว่า อ้าวแล้วถ้าทำแต่ ศีล กับ ภาวนา ล่ะได้มั้ย ทานไม่ต้องทำ
คำตอบคือ ได้ เมื่อเราตั้งใจสละทุกสิ่ง ออกบวชเป็นพระ เข้าป่าไป ตั้งใจบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น แต่ถ้าเรายังเป็นชาวบ้านอยู่ ทานนี่ต้องทำครับ ไม่ทำแล้วจะเอาอะไรกิน

เรื่อง การทำทาน จัดว่าเรื่องเล็กครับในพุทธศาสนา เหมือนว่ามีๆเยอะก็แบ่งๆกันไป
หรือช่วยเหลือกัน

มันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครไม่รู้จักแบ่งปันก็เป็นคนที่คับแคบ ใครเสียสละก็นับว่ามีจิตใจสูงส่ง (ว่าไปนั่น)
เรื่องใหญ่คือ  ธรรมกายสอนให้คนเดินแค่ครึ่งดอย แล้วโมเมบอกว่าถึงยอดแล้ว
อันนี้มันผิดพลาดในรายละเอียด ของวิธีการปฏิบัติ

จะบอกอย่างไงก็ได้ครับ แต่วิธีการปฏิบัติมันผิด มันก็ได้ผลไม่ตรงเป้า แต่ได้ไม่ตรงเป้าแล้วบอกว่าตรงเป้าเนี่ยแหละครับ มันเรื่องใหญ่

เหมือนจะโทรศัพท์หาเพื่อน เบอร์ 086-1234567
แต่กดผิดเป็น  086-1234569
ผิดเลขท้ายตัวเดียว แบบนี้ก็จะโทรไปหาอีกคนเลยนะครับ


ง่ายๆ  คือว่ามีคน10คนเดินมาเป็นคนเอเชียเสีย9ฝรั่ง1
อย่างไรเสียเราก็ดูออกครับว่าคนไหนเป็นฝรั่ง คนไหนเป็นเอเชีย

แต่ธรรมมะของธรรมกาย มองปุ๊บก็สะดุดตาปั๊บเลยครับ
อย่างของท่านพุทธทาส หรือของหลวงปู่ชา อะไรแบบนี้ แม้ว่าลีลาจะต่างกัน แต่ก็ฟังรู้ครับว่าหลักการมันตรงกัน
แต่ของธรรมกายนี่ผมฟังปุ๊บ สะดุดทันทีเลย แบบว่ามัน......  กิ๊ง~* เลยครับ
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

จักรี

http://www.siripong.net/index6.php


มีประเด็นมาให้ถกกันอีกแล้วครับ   

เดี๋ยวไว้ผมจะกลับมา แสดงความคิดเห็น  แป๊ะไว้ก่อน

เห็นแล้วกิเลสในความอยากแสดงความคิดเห็นมันฟุ้งจริงๆ........

เฮ้อ.... :01:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เต่ามาก

พรมน้ำมนต์ด้วย  :38:
ในภาพกิจกรรมมหาสังฆทานอะไรนั่นน่ะ

ณต

เอาลิงก์มาฝากครับ

http://www.84000.org

พระไตรปิฎกออนไลน์ ครับ
รู้สึกว่าจะใช้ฉบับสยามรัฐ


iSharp

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 12 ม.ค. 2007, 01:40 น.
เข้าใจว่าที่จาพนมพยายามจะสื่อ คือ อารมณ์วัดแบบหีนยาน มันต้องออกแนวพอเพียงไม่ใช่เหรอครับ
(ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าธรรมกายเป็นสับเซ็ตของหีนยานหรือเปล่านะครับ)
แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ


คือ อย่างนี้นะครับ หลังจากพุทธเจ้าปรินิพพานไปไม่นานประมาณร้อยกว่าๆปี 
พุทธศาสนาก็แบ่งเป็นสองนิกาย คือ เถรวาท(หินยาน)  และมหาสังคิกะ (มหายาน) จากนั้นในช่วงยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (สามร้อยปีกว่าเป็นประมาณได้) พุทธศาสนาก็แตกเป็นตั้งสิบแปดนิกายแน่ะ 
เยอะมาก แต่ต่อมาก็ค่อยๆหายไปจนเหลือแค่สองนิกายหลักๆ
คือ หินยานหรือเถรวาท และมหายานล่ะครับ
ปรัชญาผ่านหินยาน คือ การปฏิบัติธรรมหรือสร้างบารมีจนเข้านิพพานไป
เป็นแบบเอาตัวข้าเป็นหลัก ส่วนคนอื่นเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันหลังจากเราได้ก่อน
พูดง่ายๆ คือ หนึ่งอั๊วะ สอง ยู

ปรัชญามหายาน คือ การปฏิบัติธรรมและสร้างบารมีที่จะเอาสัตว์ไปให้หมด คือ
เข้านิพพานให้หมดก่อนแล้วอ๊วะ จึงจะเข้า น่าสรรเสริญมาก
แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่พุทธเจ้าสอนคือ แทนที่นิพพานจะสูงสุด
แต่ตอนหลังมีพระรูปหนึ่ง ชื่อ ว่านาคารชุน
มาเขียนตำราเพิ่มไปในพระไตรปิฎกของผ่ายมหายาน
จนทำให้ความเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดในมหายาน คือ สุญญตา หรือ ความว่างเปล่า นั่นเอง

แล้วถามว่า แล้ว ไอ้ปรัชญานี่มันเกี่ยวอะไรกับที่คุณจพนมถาม
คือ เกี่ยวสิครับ เพราะว่า
การสร้างบารมีจะไปนิพพานนี่ ถือเป็นเศรษฐกิจเพียงพอหรือไม่
หรือ ว่าเป็นการค้ากำไรเกินควรไหม
บางคนบอกว่า ทำบุญนิดๆแต่อธิษฐานเยอะเป็นการค้ากำไรเกินควร จริงๆแล้วไปดูแบบอย่างในพระไตรปิฏกนะครับ
แค่ถวายผ้าขี้ริ้วผืนเดียว
เค้ายังอธิษฐานจิตว่าให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าได้บรรลุ (พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์) อย่างนี้เค้าไม่เรียกว่า ค้ากำไรเกินควรหรือเปล่าครับ
จริงๆแล้วเค้าเรียกว่า ฉลาดในการอธิษฐานจิต
เป็นอธิษฐานบารมี หนึ่งในบารมีสิบทัศ ที่พระพุทธองค์ก็ทรงทำ

ดังนั้น การสร้างบารมีเพื่อไปนิพพานหน่ะ
ไม่มีคำว่าพอเพียงหรอกครับ
ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่
แต่เมื่อกิเลสหายไปนั่นล่ะถึงจะเรียก ว่า
สร้างบารมีอย่างพอเพียง

พุทธเจ้าท่านจริงตรัสสอน
ว่า น้ำหยดทีละหยดๆ ยังเต็มตุ่มได้ฉันใด
บุญอันบุคคลสั่งสอมทีละน้อยก็เต็มเปี่ยมได้ฉันนั้น
คือ ท่านสอนว่าอย่าดูหมิ่นบุญว่ามีประมาณน้อยน่ะครับ
ส่วนการสร้างบารมีจะเป็นไปในรูปแบบไหนนั้น
ก็มีอยู่สามอย่าง ทาน ศีล ภาวนา จำให้แม่นนะครับ :33:

ส่วนถามว่าวัดพระธรรมกายนี่เป็นส่วนหนึ่งของหินยานไหม
ตอบครับ ว่า ถูกต้องอย่างแรง
เพราะทะเบียนที่จดทะเบียนเป็นวัดก็ระบุว่า
เป็นวัดฝ่ายเถรวาทละครับ

ส่วนคำถามนี้
"แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ"

ต้องถามว่า ระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆนี่เคยเห็นป้ายโฆษณาข้างทางไหม
หลายๆๆป้ายข้างทางนั้น
ก็เป็นหนึ่งในการโปรโมทวัดต่างๆเช่น
เชิญสาธุชนผู้ใจบุญทอดผ้าป่า ฝังลูกนิมิตร ทำบุญตักบาตร
บวชสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นต้น
ไปดูเลยครับมีทุกจังหวัด
ยิ่งสามแยกใหญ่ๆละใช่เลย แล้วถามกลับไปหน่อยว่า
เค้าทำกันทั้งประเทศแล้ว เมื่อวัดพระธรรมกายทำบ้าง แล้วมันต่างกันตรงไหนครับ (เดี๋ยวนี้มีหลายๆวัดเค้าทำเว็บด้วยนะ โฆษณาไหมนี่ เหอๆ)

พูดถึงเรื่องการโฆษณานี่
เวลาเค้าโฆษณาเหล้าเบียร์ บุหรี่ วายวอด เชิญคนทำความชั่ว
หรือ ชวนคนไปเที่ยวผลับเที่ยวบาร์ ไปดูหนังละคร คนส่งคอนเสริดอะไรนี่
ไม่เป็นมีใครว่าไรเลย
แต่พอวัดเชิญคนมาทำความดี
รักษาศีลภาวนากลับมีคนบอกว่าเป็นการตลาด
โอ้ พระเจ้าจาร์ท มันยอดมาก ต้องไปนั่งคิดใหม่น่ะครับ ว่า เราจะมองวัด ต้องมองตรงไหนถึงจะมีประโยชน์สูงสุด
วัดแปลว่าอะไร รู้ไหมนี่ แล้วมาวัดหน่ะมาทำไม มาวัดอะไร
มาวัดว่าวัดดีหรือไม่ดี หรือ
ว่า มาวัดใจตัวเองว่ามีความดีขนาดไหน
ลองตรองดูนะครับแล้วจะเข้าใจ
เอาละอย่าโกรธนะครับ อาจจะอธิบายให้หายง่วงไปหน่อย เหอๆ :42:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iannnnn

ไม่โกรธครับ ไม่โกรธเด็ดขาด :12:


จริงๆ ผมก็ไม่ชอบวัดแบบโปรโมชั่นน่ะครับ
เลยเรียกวัดเหล่านี้เองว่า วัดถุนิยม
มันอารมณ์ไม่ค่อยจะเหมือนวัดในอุดมคติสักเท่าไหร่ หรือตูคาดหวังไปเอง

นี่ไม่ได้หมายถึงธรรมกายนะ คือวัดถุนิยมเดี๋ยวนี้มีกระจายเต็มประเทศเลย
เห็นแล้วมันน่าหนักใจน่ะครับที่ถึงเวลาแล้วเม็ดเงินในวัดมันสะพัดมาก
เห็นเด็กวัดที่ไม่เด็กแล้ว แต่เป็นระบบวัดครึ่งนึงกรรมการครึ่งนึงแล้วสะท้อนใจ
ยิ่งพอถึงหน้างานบุญที่พยายามโปรโมตเรื่องยอดบริจาค ที่นี่สูงกว่าที่นั่นอะไรงี้
เหนื่อยครับ

เลยย้อนกลับไปนึกถึงบทความนี้อีกรอบ

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 09 ม.ค. 2007, 01:47 น.

ป.ล.
อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่อ่านบทความใน ผจก รายสัปดาห์
เจอมอตโต้เด็ดของทั่นพุทธทาสภิกขุบอกว่า "อย่าบ้าบุญกันนักเลย"
โคตรเจ๋งเลยครับ

iSharp

พระมีหน้าที่ สอนญาติโยม สอนศีลธรรม
และ ไม่มีเงินเดือนครับ
แต่ต้อง สร้างสถานที่ต่างๆให้โยมมาใช้
พระเป็นอายุ พระพุทธศาสนา ถ้าพระไม่เชิญชวนโยมมาทำบุญ
แต่ต้องสอนศีลธรรม
ต้องการอาหาร มีผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เครื่องนอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ

ถ้าไม่ชวนมาทำบุญ แล้ว พระจะอยู่อย่างไร
เมื่อพระอยู่ไม่ได้
แล้วพระพุทธศาสนาจะอยู่อย่างไร
เมื่อก่อนบอกว่า พระบวชเข้าป่าก็บอกว่าเห็นแก่ตัวไม่ยอมสอนโยม
พอสอนโยมก็บอกว่า ไม่รู้จักพอดี

แล้วนี่ โยม ไม่มาเป็นพระเองก็ไม่รู้
ถึงจะ่บวช 7 15วัน 1 เดือน

แล้วไปเห็นอะไรมา ก็เป็นเพียงเห็นนะครับ
ถามว่าเห็นทุกขั้นตอน ทั้งระบบหรือ เห็นแค่เปลือก แค่กระพี้
แล้ว ค่อยตัดสินใจครับ

อีกอย่าง ปกติโยมๆทั่วๆไปเข้าวัด เดือนละกี่ครั้ง หรือ ปีละกี่ครั้งครับ
อย่างมากก็ วันเกิด งานประเพณี วันสำคัญของทางพระพุทธศาสนา
แต่พระท่านก็ต้องฉันทุกวันครับ  :39:

มั่วแต่เถียงกันไปมา และชอบคิดนู้นคิดนี้ต่างๆนาๆ

"ไม่ชอบวัดรวย ชอบทำบุญวัดจนๆ"
วัดรวย วัดจนก็กินข้าวเหมือนกันนะครับ

อย่างผม ชวนคนมาสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า
ออกเงินค่าสมัครให้(เฉพาะชาวฟ๐นต์) การสอบก็ open book
ยังไม่มีใครจะอยากไปเลยครับ (คนที่ติดงานจริงๆผมก็เข้าใจครับ)

ชวนไปมิตติ้งเลี้ยงฟูจิ ง่ายกว่าเยอะครับ  :39:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

เต่ามาก

ในความเห็นผม...
การใช้เทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชื่อในทำบุญ
เป็นการถอยร่นก้าวหนึ่งของการสอนคนครับ

คงเป็นการยากที่จะให้คนสมัยนี้ เกิดมีความคิดวาบขึ้นในสมองว่า
"กูจะไปปฏิบัติธรรม" หรือ "ไปสวนโมกข์กันมั้ย"
แน่ล่ะ มันเป็นความพ้ายแพ้ของศาสนาต่ออำนาจทุนที่รุนแรงยิ่ง
การถอยมาก้าวหนึ่ง เพื่อจะดึงคนเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ดี...
วัดส่วนใหญ่เหมือนจะโดนทุนกลืนไปซะเอง
แทนที่จะแย่งชิงพื้นที่ของจิตใจคนกลับมา  :01:

iSharp

#192
อ้างคำพูดจาก: tao เมื่อ 13 ม.ค. 2007, 17:50 น.
ในความเห็นผม...
การใช้เทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชื่อในทำบุญ
เป็นการถอยร่นก้าวหนึ่งของการสอนคนครับ

คงเป็นการยากที่จะให้คนสมัยนี้ เกิดมีความคิดวาบขึ้นในสมองว่า
"กูจะไปปฏิบัติธรรม" หรือ "ไปสวนโมกข์กันมั้ย"
แน่ล่ะ มันเป็นความพ้ายแพ้ของศาสนาต่ออำนาจทุนที่รุนแรงยิ่ง
การถอยมาก้าวหนึ่ง เพื่อจะดึงคนเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ดี...
วัดส่วนใหญ่เหมือนจะโดนทุนกลืนไปซะเอง
แทนที่จะแย่งชิงพื้นที่ของจิตใจคนกลับมา  :01:

ทำบุญนี่ไม่ได้หมายถึงแต่การทำทานนะครับ
บุญในที่นี้หมายถึง
บุญกิริยาวัตถุ 10 การประกอบเหตุแล้วทำให้เกิดบุญ 10 อย่าง

อ้างอิงการใช้เทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชื่อในทำบุญ
เป็นการถอยร่นก้าวหนึ่งของการสอนคนครับ

ไม่ใช่ชวนเชื่อครับ
เพราะอานิสงส์แห่งบุญ พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้บอกครับ
ว่าทำบุญแบบนี้แล้วได้อะไร แบบนั้นได้อะไร
และไม่เฉพาะบุญครับ บาปก็ด้วย
ทำบาปแบบนี้แล้วได้อะไร แบบนั้นแล้วได้อะไร
ี้เท่ากับว่า
เต่าบอกว่าพระพุทธเจ้าโฆษณาชวนเชื่อ ให้คนทั่วๆไปหลงเชื่อในคำสอนด้วยนะครับ  :44:

เทคโนโลยีมีมาเพื่ออะไรครับ?
ก็เพื่อคอยอำนวยความสะดวกของมนุษย์ครับ
สถาบันอื่นๆใช้เทคโนโลยีก็บอกว่าเป็นความก้าวหน้า
เช่น
ทหาร หมอ ครู (ไม่อยากนับศาสนาอื่น)
พอศาสนาพุทธใช้มั้งบอกว่า เป็นความถอยหลัง  :39:

ผมว่าก้าวหน้านะครับ
พอเราสนใจธรรมะอยากฟังธรรมะ
ปกติก็ต้องไปที่วัดใช่มั้ยครับ
แต่เดี๋ยวนี้เราเปิดจาก internet ได้ 24 ชมด้วย
ถ้าเกิดเราสงสัยอะไรตรงไหนก็สอบถามได้ด้วย (เช่นกระจู้นี้)  :22:
ซึ่งจริงๆตั้งกระจู้มาเพื่อ
ชวนคนมาแข่งตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า  :05:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

#193
อ้างคำพูดจาก: จิ้มจุ่มนาโน เมื่อ 12 ม.ค. 2007, 10:56 น.
เรื่อง การทำทาน จัดว่าเรื่องเล็กครับในพุทธศาสนา เหมือนว่ามีๆเยอะก็แบ่งๆกันไป
หรือช่วยเหลือกัน

มันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครไม่รู้จักแบ่งปันก็เป็นคนที่คับแคบ ใครเสียสละก็นับว่ามีจิตใจสูงส่ง (ว่าไปนั่น)
เรื่องใหญ่คือ  ธรรมกายสอนให้คนเดินแค่ครึ่งดอย แล้วโมเมบอกว่าถึงยอดแล้ว
อันนี้มันผิดพลาดในรายละเอียด ของวิธีการปฏิบัติ

จะบอกอย่างไงก็ได้ครับ แต่วิธีการปฏิบัติมันผิด มันก็ได้ผลไม่ตรงเป้า แต่ได้ไม่ตรงเป้าแล้วบอกว่าตรงเป้าเนี่ยแหละครับ มันเรื่องใหญ่

เหมือนจะโทรศัพท์หาเพื่อน เบอร์ 086-1234567
แต่กดผิดเป็น  086-1234569
ผิดเลขท้ายตัวเดียว แบบนี้ก็จะโทรไปหาอีกคนเลยนะครับ


ง่ายๆ  คือว่ามีคน10คนเดินมาเป็นคนเอเชียเสีย9ฝรั่ง1
อย่างไรเสียเราก็ดูออกครับว่าคนไหนเป็นฝรั่ง คนไหนเป็นเอเชีย

แต่ธรรมมะของธรรมกาย มองปุ๊บก็สะดุดตาปั๊บเลยครับ
อย่างของท่านพุทธทาส หรือของหลวงปู่ชา อะไรแบบนี้ แม้ว่าลีลาจะต่างกัน แต่ก็ฟังรู้ครับว่าหลักการมันตรงกัน
แต่ของธรรมกายนี่ผมฟังปุ๊บ สะดุดทันทีเลย แบบว่ามัน......  กิ๊ง~* เลยครับ

เรื่อง การทำทาน จัดว่าเรื่องเล็กครับในพุทธศาสนา เหมือนว่ามีๆเยอะก็แบ่งๆกันไป
หรือช่วยเหลือกันมันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครไม่รู้จักแบ่งปันก็เป็นคนที่คับแคบ ใครเสียสละก็นับว่ามีจิตใจสูงส่ง (ว่าไปนั่น)
This is correct speaking. I have nothing to say about.

อ้างอิงเรื่องใหญ่คือ  ธรรมกายสอนให้คนเดินแค่ครึ่งดอย แล้วโมเมบอกว่าถึงยอดแล้ว
อันนี้มันผิดพลาดในรายละเอียด ของวิธีการปฏิบัติ

จะบอกอย่างไงก็ได้ครับ แต่วิธีการปฏิบัติมันผิด มันก็ได้ผลไม่ตรงเป้า แต่ได้ไม่ตรงเป้าแล้วบอกว่าตรงเป้าเนี่ยแหละครับ มันเรื่องใหญ่เหมือนจะโทรศัพท์หาเพื่อน เบอร์ 086-1234567แต่กดผิดเป็น  086-1234569ผิดเลขท้ายตัวเดียว แบบนี้ก็จะโทรไปหาอีกคนเลยนะครับง่ายๆ  คือว่ามีคน10คนเดินมาเป็นคนเอเชียเสีย9ฝรั่ง1
อย่างไรเสียเราก็ดูออกครับว่าคนไหนเป็นฝรั่ง คนไหนเป็นเอเชียแต่ธรรมมะของธรรมกาย มองปุ๊บก็สะดุดตาปั๊บเลยครับอย่างของท่านพุทธทาส หรือของหลวงปู่ชา อะไรแบบนี้ แม้ว่าลีลาจะต่างกัน แต่ก็ฟังรู้ครับว่าหลักการมันตรงกัน
แต่ของธรรมกายนี่ผมฟังปุ๊บ สะดุดทันทีเลย แบบว่ามัน......  กิ๊ง~* เลยครับ

However, this thing I have to. Please listen carefully.

การสอนปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนามี ในขึ้นของสมถะ หรือ การทำใจให้สงบนี่มี ๔๐ วิธีน้อง ย่อ ๆ คือ อนุสสติ ๑๐ อย่าง พุทธานุสสติ (นึกถึงพระพุทธเจ้า) ธัมมานุสติ (นึกถึงพระธรรม) นึกถึงพระสงฆ์ อานาปานสติ เป็นต้น  อันที่สอง เรียกว่า อสุภะ ๑๐ อย่าง พวกดูศพคนตายประเภทต่างๆกันไปนะครับ อันที่๓ คือ กสิน ๑๐ คือ เอาสีต่างๆมาเป็นนิมติในการทำสมาธิ เช่น สีแดง แสงสว่าง สีขาว เหลือง เขียวเป็นต้น ส่วน ที่เหลือ ก็เป็นพิจารณาอาหารที่กินเข้าไป รูปฌาน ๔ ธาตุ ๔ ครับ และทุกวิธีก็นำไปสู่การตรัสรู้ธรรมทั้งนั้น เมื่อ ได้ขั้นสมถะ ก็ใช้สมถะเป็นบาทในการเข้าถึง ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แล้วไปเข้าถึงขั้น วิปัสสนา คือ การเห็นแจ้ง ด้วยการพิจารณา ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ครับ

การสอนธรรมะขั้นสูง ต้องมีพื้นฐานธรรมะที่ดีก่อน แล้วก็ต่อยอดไป พระพุทธเจ้าท่านสอนพระปัญญาน้อยรูปหนึ่ง ให้พิจารณาผ้าขาว แล้ว ท่องว่า ระโช อะระนังๆๆๆ แปลว่า ผ้านี้ไม่สะอาดหนอๆๆ เปลื้อนหนอๆๆ ก็เป็นขึ้นสมถะ หลังจากนั้น ท่านก็พัฒนาระดับสมาธิ จนเป็นพระอรหันต์ หรือ เข้าพระธรรมกายอรหัตตผลนั่นเอง

วัดพระธรรมกายสอนให้ทำสมาธิแบบนึกถึงพระพุทธรูป หรือ พุทธานุสสตินี่ ผิดตรงไหนครับ และ สอนให้นึกถึงดวงสว่าง หรือ อาโลกสิน นี่ ผิดตรงไหน ไม่ถูกตรงไหน เอางี้นะครับไปดูในพระไตรปิฏกจริงๆ เลยดีกว่าอ่ะ

ใน พระสุตตันตปิฎก  ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค
"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะก็ผู้ใดแลมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น เกิดแต่มูลราก ตั้งมั่นอย่างมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดามารพรหมคือใคร ๆ ในโลกให้เคลื่อนย้ายไม่ได้ ควรจะเรียกผู้นั้นว่า เราเป็นบุตรเกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดจาก พระธรรม พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพระธรรมดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร. เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดีพรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต."(เล่ม ๑๕ หน้า ๑๕๐ฉบับ มหามกุฎราชวิทยาลัย)

อันนี้ในอรรถกา
"ก็อรรถแห่งภควานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว ในนิเทศแห่งพุทธานุสสติในปกรณ์วิเศษ ชื่อว่า . วิสุทธิมรรคนั่นเทียว.ก็โดยลำดับแห่งถ้อยคำเพียงเท่านี้ พระอานนท์เมื่อแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ชื่อว่า ย่อมทำธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์ไว้ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในพระสูตรนี้ ด้วยคำนั้นแหละ ท่านพระอานนท์ชื่อว่าให้ประชาชนผู้กระวนกระวายเพราะไม่ได้เห็นพระบรมศาสดาให้เบาใจว่าปาพจน์ (คือพระธรรมวินัย) นี้มีพระบรมศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้พระธรรมวินัยนี้ เป็นพระบรมศาสดาของท่านทั้งหลายดังนี้."
(เล่ม ๒๔ หน้า ๒๒ มหามกุฎราชวิทยาลัย)

อรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕
      บทว่า ปูติกาเยน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระวรกายของพระองค์ แม้จะมีสีงามดังสีทองคำอย่างนั้น ก็เพราะหมายความว่า (มีของปฏิกูล) ไหลออกประจำ.ในบทว่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ นี้ พึงทราบอธิบายว่า ๑-พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตตรธรรม๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต.
(เล่ม ๒๗ หน้า ๒๘๓ มหามกุฎราชวิทยาลั)ย

"บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติคือรูปกายและธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้เสมอเหมือนใน  พระรูป ในศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอในการประกาศพระธรรมจักร."
(เล่ม ๒๗ หน้า ๑๑๒มหามกุฎราชวิทยาลัย)

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งท่านนั้นนะครับ จริงๆมีอีกหลายที่ และประโยคสำคัญที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ธรรมกาโย อะหัง อิติปิ แปลว่า เราคือ ธรรมกาย"
เอาละครับ คราวนี้ น่าจะรู้แล้วนะครับ  ว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม

อีกอย่าง สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เคยโดนคณะสงฆ์ ส่งลูกศิษย์เอกหลวงปู่มั่นมาตรวจสอบว่า สิ่งที่ท่านสอนหน่ะเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้หลังจากเข้าไปนั่งสมาธิด้วยกัน พอออกมาลูกศิษย์หลวงปูมั่น ท่านก็บอกว่า "ที่หลวงปู่วัดปากน้ำสอนนั่นเป็นของจริง"ไปหาหนังสือ ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทย และประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำอ่านดูได้



ทั้งนี้ที่วัดพระธรรมกาย มี พระที่จบประโยคเก้ามากที่สุดในประเทศไทย มีโรงเรียนปริยัติธรรม และมียอดสอบได้ที่หนึ่งติดต่อกันมาหลายปี มีสำนักศึกษาปริยัติธรรม สอนพระไตรปิฎกอย่างจริงๆจัง แล้วถ้ามีการสอนผิด ทำไมเหล่าเปรียญธรรมเก้าประโยค และประโยคต่างๆอีกหลายร้อยจะไม่รู้ และถ้าสอนผิดหลักไป ทำไมจะไม่รู้ เพราะศึกษากันอย่างจริงจังมาตลอด

หลวงพ่อชา ท่านสอนเรื่องอานาปานสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ ๑๐ ที่กล่าวไว้ข้างบน วัดพระธรรมกายสอนเรื่องพุทธานุสสติ ก็เป็นหนึ่งในอนุสสติ แล้ว วิธีการต่างแต่เป้าหมายเดียวกันครับ ทั้งนี้ เมื่อไปอ่านหนังสือหลวงปู่ชาดีๆ ท่านก็เคยพูดถึงดวงธรรมเหมือนกันล่ะครับ

เอาล่ะนะครับ คงประจักษ์แล้ว จริงๆๆ ถ้าจะอธิบายไปมากกว่านี้ วันนี้คงพิมพ์ไม่หมดจริงๆ เอาไว้สงสัยแล้วก็จะตอบให้ล่ะกัน

สรุป วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม  มีแต่คนว่าวัดโมเมนั่นล่ะ โมเม!!!! :07:

อืมอีกอย่าง ที่โพสมาว่า หลวงพ่อพุทธทาส บอกว่า อย่าบ้าบุญนักเลย !!!!! น่าขันจริงๆๆ ...แต่ท่านบวชเอาบุญตลอดชีวิต ท่านเผยแพร่ธรรมะพุทธเจ้านี่ไม่ได้เพื่อเอาบุญหรือ หรือว่า ที่ท่านเผยแผ่คำสอนพุทธเจ้า เพื่ออะไร ท่านลงทุนทำขนาดนี้เพื่ออะไรอ่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะบุญแล้ว   ไปอ่านบทความท่านให้จบนะครับ แล้วค่อยมาคุยกัน

วิชาการจนได้   :44:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

tmd

...

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines