โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ooooo


iSharp

อ้างคำพูดจาก: ลั่นฟ้า เมื่อ 10 ม.ค. 2007, 18:39 น.
อยากแข่ง
แต่เป็นคนไม่มีธรรมะในจิตใจ  :05:

Open Book แข่งครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iannnnn


ณต

9 หน้าผ่านไป ชาร์ป ก็ยังไม่ได้ทีมไปแข่ง  :30:
เป๋กันมาไกลเลย.....

จักรี

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ม.ค. 2007, 23:08 น.
www.onopenbooks.com น่ะรึ



(จักรีช่วยตูด้วย)



:30: :30: :30: :30:


ตูก็ยัง งง มุข พี่เลยครับ   .....

open book  :07:  เอาหนังสือเข้าห้องสอบ.....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iannnnn


จักรี

อ้างคำพูดจาก: iamnot เมื่อ 10 ม.ค. 2007, 23:13 น.
9 หน้าผ่านไป ชาร์ป ก็ยังไม่ได้ทีมไปแข่ง  :30:
เป๋กันมาไกลเลย.....


เป๋ แบบได้ใจ  เป๋ออกมาจากข้างใน
เป๋ แบบว่ารุ้สึกดี เป๋แบบว่า ..... ดี ใจที่ ใครๆไม่ถอดทิ้ง พุทธศาสนา...

จู๋เป๋แบบมีสาระแห่งปี........


ปล. เมื่อกี้ คุยกับชาร์ปมาครับ แต่พอดีผมออกไปกินข้าว  เขาเลย พิมพ์ทิ้งไว้ให้ผมอ่าน จับใจความได้ว่าเขาไม่สบายใจ     

          ดังนั้น ผมฝากบอก ชาร์ปผ่านบอร์ด เลยนะครับว่า   "อย่าคิดมากครับ และผมเชื่อว่า  ถ้าไม่มีขาจร แบบเกรียนๆ ผมว่า จะคุยแรงแค่ไหนก็ได้ครับ เพราะเราเข้าใจ และเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกันครับ "

         

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

นายโอ้เอ้

ชอบจู๋นี้จัง ไม่ขออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรอก

แต่อยากจะแสดงความรู้สึกบางอย่างกับบุคคลที่ผมรู้สึกดีด้วย
tmd หรือที่ผมเรียกว่าเณรธี ความเห็นของบุคคลคนนี้สามารถสะกดผมให้นิ่งอ่านได้
และไม่มีอารมณ์กบฏเมื่ออ่านจบ

หากติดตามมาตลอดจะรู้ว่าความเห็นของ tmd นั้น

- โดยพื้นฐานเป็นผู้ที่เรียนและรู้เรื่องในพุทธศาสนามานาน แต่ตอบแบบไม่ผยองในความรู้
- ไม่สั้นไม่ยาว พอดีกลมกล่อมอ่านได้ข้อคิด หากคิดตาม
- คำตอบเหมือนคำถาม ไม่ยัดเยียดให้โอกาสได้คิดตาม
- เป็นธรรมชาติเข้ากับสถานการณ์ใช้การเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ
- ไม่มุ่งหวังจะได้เป็นผู้ชนะจากคำตอบของตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของสังคมหมู่มาก


รักจัง  :27:
Today you , Tomorrow me.

tmd

...

คนตาบอดข้างเดียว

#129
ศาสนาพุทธสอนอย่างเดียวคือความทุกข์
เพราะเขาคิดว่า ชีวิตไม่มีเรื่องอะไรสำมะคัญเท่ากับความทุกข์อีกแล้ว
ไอ้ความทุกข์นี่จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คน  แต่ที่แน่ๆ มันมีทุกคน
นิพพานคือจุกมุ่งหมายของพุทธศาสนา
คือการกำจัดทุกข์ไปให้หมดโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือเชื้อตกค้างอยู่อีกเลย
เหมือนไฟดับ พอไฟมันดับแล้วมันก็หายไปเลยอย่างไงยังงั้น

การดับทุกข์ในพุทธศาสนาไม่ใช่การนั่งแสวงหาความสุขเป็นครั้งๆคราวๆอย่างที่เราทำๆกัน
เพราะถึงที่สุดแล้ว เมื่อความสุขนั้นหมดไปมนุษย์ก็จะทุกข์อีก

พระพุทธศาสนาจึงไม่เอาทั้งความสุขและความทุกข์
คือตัดทิ้งทั้งสองฝาก  เมื่อมีความสุขก็ไม่ยึดติดกับมัน มีความทุกข์ก็ไม่ไปทุกข์กับมัน
อยู่ตรงกลางท่าเดียว
ที่ไม่เป็นทุกข์ หรือสุข ก็เพียงเพราะเข้าใจในความจริงของธรรมชาติ
ไอ้ความจริงของธรรมชาตินี้มันก็มีของมันอยู่แล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้า ไอ้ความจริงนี้มันก็มีของมันอยู่
มันไม่เคยง้อใคร
ฉะนั้นใครที่ค้นพบความจริงนี้ได้ก็ถือว่าเหมือนๆกัน
แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบด้วยตัวเอง ส่วนที่บรรลุตามมานั้น เป็นเพราะคำชี้แนะของท่านทั้งนั้น
ไอ้ตัวความจริงนี้ไม่มีแบ่งเชื้อชาติ ไม่แบ่งเพศ คนตาบอดหรือแขนด้วน ฝรั่งหรือคนไทย ยากจนหรือเศรษฐี มีสิทธิ์เข้าถึงทุกคน
นั่นคือสภาวะที่หมดความทุกข์โดยสิ้นเชิง  ตั้งชื่อสภาวะนี้ให้เรียกกันง่ายๆว่า  นิพพาน

นิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของพุทธศาสนา
เป็นสภาวะที่ถ้าใครไม่เคยพบก็คงจะเข้าใจได้ยาก
ฉะนั้น ท่านจึงต้องอธิบายถึงสภาวะนี้ไว้อย่างยืดยาวมากในพระไตรปิฎก อธิบายไว้โดยละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาเข้าใจถูกต้องและไม่ผิดพลาด

เพราะเมื่อเขาอธิบายไว้โดยละเอียดนี่เอง  วัดพระธรรมกายโดยการนำของธัมมะชโย สอนผิดพลาดไปจึงเห็นได้แบบชัดเจน
แต่พุทธศาสนิกชนทั่วไปกลับไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่มีความเข้าใจในพุทธศาสนาเพียงพอซะอีก มันเลยยุ่งมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

iannnnn

นี่แหละคอนเซปต์ของนิพพานที่อ่านแล้วเข้าใจและเห็นด้วยจริงๆ (+2)

จักรี

#131
ผม เพิ่มเติม ความรุ้ ที่ผมได้มา นิดนึงครับ  หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ท่าน เจริญสมถะ จนได้ธรมกายก็จริง แต่ช่วงสุดท้ายของท่านได้หันมาฝึก สติปัฏฐาน ๔   จึงได้บรรลุ แต่ ศิษย์ส่วนใหญ่เห็นท่านฝึกแบบสมถะมาโดยตลอด จึงไม่เชื่อว่า หลวงพ่อสดฝึกแบบ  สติปัฏฐาน ๔  จึงหลุดพ้นได้   พอพูดถึงเรื่องนี้ ลูกศิษย์ธรรมกายถึงกับ ไม่พอใจ  ............แต่ผม จะขอยกมาพูดให้ฟัง แต่ไม่ได้ให้เชื่อ นะครับแล้วแต่จะวิเคราะห์แล้วกัน.......


ความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า แต่ละคนล้วนมีวิบาก ของใครของมัน .....ยกตัวอย่างอย่างพระพุทธเจ้า
ซึ่งกว่าจะค้นพบทางสายเอก ต้องหลงเดินทางผิด บำเพ็ญทุกข์กิริยา มาแรมปี และพอคิดได้หันมา
เสวยอาหารอีกครั้ง จนทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาจากปัญจวัคคีทั้ง 5 เกิดขึ้นและแยกย้ายกันหนีจากท่านไป   และกลับมาอีกครั้งหลังท่านตรัสรูธรรม.....เป็นต้น....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ซือเน...

 :12:  อ่านกระจู๋นี้ สลับกับเล่นหมากรุกไป



ทำให้รู้ ผมเดินผิดไปหลายตาเลยยยยยยยยย  :05:
i'll walk until i find u.

คนตาบอดข้างเดียว

ท่านอรรกถาจารย์สมัยเก่าก่อน ได้อธิบายความเปรียบเทียบไว้แบบนี้

คนเรานั้นกินขี้ปี้นอนทุกวันนี้ก็ถือว่าแก้ไขความทุกข์กันไปตามยถากรรม

อุปปมา เหมือนคนเป็นโรค  อีสุกอีสัย 
มีความสุขอยู่กับการเกาแกะสะเก็ดแผลไปวันๆ ตรงนั้นหายคัน ตรงนี้ก็คันขึ้นมาอีก ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา เกาๆๆๆสะเก็ดแผลดกันอยู่แบบนี้

แต่ท่านผู้ที่ถึงพบนิพพาน อรหันต์แล้วก็เหมือนกับ ผู้ที่หายจากโรค อีสุกอีสัย นี้แล้ว
ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกาสะเก็ดแผลไปวันๆอีกต่อไป  ครับ
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

ยุนเอ

อ้างคำพูดจาก: จิ้มจุ่มนาโน เมื่อ 11 ม.ค. 2007, 01:45 น.
ท่านอรรกถาจารย์สมัยเก่าก่อน ได้อธิบายความเปรียบเทียบไว้แบบนี้

คนเรานั้นกินขี้ปี้นอนทุกวันนี้ก็ถือว่าแก้ไขความทุกข์กันไปตามยถากรรม

อุปปมา เหมือนคนเป็นโรค  อีสุกอีสัย 
มีความสุขอยู่กับการเกาแกะสะเก็ดแผลไปวันๆ ตรงนั้นหายคัน ตรงนี้ก็คันขึ้นมาอีก ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา เกาๆๆๆสะเก็ดแผลดกันอยู่แบบนี้

แต่ท่านผู้ที่ถึงพบนิพพาน อรหันต์แล้วก็เหมือนกับ ผู้ที่หายจากโรค อีสุกอีสัย นี้แล้ว
ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกาสะเก็ดแผลไปวันๆอีกต่อไป  ครับ


เข้าใจอารมณ์ครับ  :05a:

อีสุกอีใส เนี้ย เป็นตอนโตแล้วทรมานมั่กๆ
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines