โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

แอ๊ะ

+เก้อโดนใจในประเด็นนำเสนอที่สุด เรานับถือศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ในวิธีคิดและปฏิบัติกลับไม่ใช่ ฝรั่งมันมีศรัทธา แต่ในชีวิตจริงกลับแตกต่างกัน เป็นประเด็นชาเขียวที่ผมเขียนถึง หลังจากได้ไปสัมผัสแว๊บ ๆ กับธรรมกาย เมืองไทยเป็นอะไรที่น่ารักดี  :42:
[ว่างให้เช่า]

iSharp

#271
ครั้งที่ 1 ที่จักรีบอกเรื่อง พุทธานุสติ
อ้างอิงผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง  พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ
ครั้งที่ 2 ที่จักรีบอกเรื่อง พุทธานุสติ
อ้างอิงกาลามสูตรครับ........    เห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เห็นตัวตน เห็นความจริงในตัวท่านต่างหากละครับ..
มีที่ไหนให้นั่งคิดถึงพระพุทธรูปแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำแบบนั้นมันไม่รุ้สึกถึงความเป็นตัวตนมากไปเหรอครับ....

รบกวนชาร์ป เอา ความหมาย ของพุทธานุสติ มาให้ ดูดีกว่าครับ   ถ้าคนอื่นอ่านแล้วเขาคงเข้าใจ
อย่าหาว่าผมตีความหมายหลักธรรมเลยครับ
เพราะ ผมเชื่อว่า ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจริงๆจะรุ้ว่าเขาไม่ได้เน้นให้คิดถึงพระพุทธเจ้า....ที่เป็นองค์ๆ แบบนั้น....
ครั้งที่ 3 ที่จักรีบอกเรื่องพุทธานุสติ
อ้างอิงพุทธานุสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์
— recollection of the Buddha; contemplation on the virtues of the Buddha)
ความหมายที่ถูกต้องไม่ได้ขึ้นอยุ่ที่คุณหรือผม ผมเอามาให้อ่าน
แต่ผมอ่านแล้ว มันไม่ได้หมายถึงพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าเป็นองค์แบบรูปกายภายนอกแบบนั้นแน่ๆ

พิจารณาคุณของพระองค์ = พุทธคุณ 9 ไงครับ

เรื่อง พุทธานุสติ

จักรีเข้าใจถูกต้องแล้วครับ เรื่องพุทธานุสติ
คือเข้าใจถูกส่วนหนึ่งแต่ไม่ครบครับ

พุทธานุสติ คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระคุณของพระองค์เป็นอารมณ์
ดังบทสรรเสริญพระพุทธคุณ
ที่สวดกันเป็นปกติครับ

อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู
อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตวา เทวมนุสสนัง พุทโธ ภควา

แปลเป็นไทย

อรหัง

พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่า อรหัง คือเป็นพระอรหันต์ เพราะพุทธองค์เป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสอย่างเด็ดขาด
กำจัดแล้วซึ่งกิเลสจนสิ้นแล้ว เป็นผู้ทำลายซึ่งกรรมแห่งสารจักรคือ อวิิชชา
เป้นผู้ควรได้รับความเคารพควรบูชา ควรแก่ทักษิณาทานและเป็นผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป

สัมมาสัมพุทโธ

เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตัวเอง พบทางสายกลางคือ มัชฌมาปฏิปทา

วิชชาจรณสัมปันโน

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ วิชชาหมายถึง ความรู้ จรณะหมายถึงความประพฤติ
วิชชานี้มี วิชชา 3 วิชชา 8
จรณะมี 15 ประการ

สุคโต

เป็นผู้เสด็จไปดี มีทางไปที่ดี ทรงบรรลุถึงหนทางที่ดี จะไม่เสด็จกลับมาในโลกนี้อีก คือบรรลุพระนิพพาน

โลกวิทู

เป็นผู้รู้แจ้งโลก โลกนี้หมายถึง สัตวโลก และ สังขารโลก
ทรงรู้แจ้งสัตวโลก คือทรงรู้ความปรารถนาต่างๆของสัตว์ทั้งหลาย ทรงรู้ความแตกต่างของอินทรีย์สัตว์
ทรงรู้แจ้งสังขารโลก คือรู้แจ้งสังขาร ขันธ์ กรรม ธรรมทั้งที่เป็ฯกุศล อกุศล

อนุตตโร

หมายถึงยอดเยี่ยม เพราะพรุพุทธองค์เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเหนือกว่า หาใครเทียบไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงยอดเยี่ยมด้วยคุณคือ ศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ วิมุติคุณ วิมุตติญาณทัศนะคุณ
คุณเหล่านี้ไม่มีใครยิ่งกว่า

ปุริสทัมมสารถิ

ทรงเป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึก คือทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทรงฝึกมนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลาย
แม้แต่สัตว์เดรัจราจ

สัตถา เทวมนุสสนัง

ทรงเป็นศาสดา เป็นผู้นำของมนุษย์ เทวดา พรหม ทั้งหลาย
นำไปให้พ้นจากที่กันดาร คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เข้าถึงพระนิพพาน

พุทโธ

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่ได้ชื่อว่าพุทโธ เพราะได้ทำให้แจ้งในมรรคผลแล้ว สำเร็จจากการกระทำความบริสุทธิ์ของพระองค์เอง ไม่มีใครถวาย เรียกว่า เนมิตตกนาม

ภควา
มี 2 คำคือ คำที่ขึ้นต้นบท และ ภควาที่ลงท้าย มัความหายต่างกัน
ภควาแรก
เป็นคำร้องเรียกด้วยความเคารพว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ภควาหลัง
หมายถึงผู้จำแนกแจกธรรม ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมต่างๆ
อธิบายได้อีกว่า ที่ทรงเป็นภควาเพราะทรงมีบุญ 6 ประการ
1.อิสสริยะ เป็นผู้มีความเป็นใหญ่
          บุญอิสสริยะมี 8 ประการคือ
          1.หายตัวได้
          2.เหาะได้
          3.เนรมิตร่างกายให้ใหญ่ได้
          4.เสด็จไปที่ใดๆ ก็ได้ตามพุทธประสงค์
          5.เนรมิตให้เป็นรูปร่างต่างๆ สีสัมต่างๆกัน
          6.มีอำนาจบังคับบัญชาตนเองตลอดจน มนุษย์ เทวดา พรหม
          7.สามารถเข้าฌาณและทำอภิญญาได้ในทันทีที่ต้องการ
          8.สามารถทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จเสร็จโดยรวดเร็ว
2.ธรรม ทรงได้โลกุตตรธรรม 9 คือมรรค4 ผล4 นิพพาน1
3.ยศ ทรงมีเกียรติยศชื่อเสียง แผ่ไปทั่วทั้งในหมู่มนุษย์ เทวดา พรหมโดยไม่ได้อวดอ้างโฆษณายกย่องพระองค์เอง
4.สิริ ทรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างงดงามสิริมงคล ชวนดูได้ไม่เบื่อ
เพียบพร้อมด้วย มหาปุริสลักษณะ 32 อนุพยัญชนะ 80
5.กาม(อันนี้แปลว่า ปรารถนา) เมื่อทรงประสงค์สิ่งใดก็สำเร็จสมประสงค์ทุกอย่าง
6.ประโยชน์ ทรงใช้ความเพียรทั้งกลางวัน กลางคืนเพื่อทำประโยชน์ให้สัตว์โลก

ทั้งหมดนี้คือ พุทธานุสติครับ ที่อยู่ในบทสวดมนต์อยู่แล้วครับ
และที่วัดก็ไม่สอนให้นึกแต่ พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าพระองค์จริงๆ อย่างเดียวครับ
แต่คือ ทั้งหมด นี้
จบเรื่องพุทธานุสติ

เรื่อง สติปัฏฐาน 4

ดังว่า จักรีเองยังไม่ได้ บทเทศน 69 กัณฑ์ ของพระมงคลเทพมุนีหรือ หลวงปู่วัดปากน้ำ
เพราะ หลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านอธิบายไว้เรียบร้อยแล้วครับ
กัณฑ์ที่ 43 สติปัฏฐานสูตร

(ถ้าผมพิมพ์เองมันจะใช้เวลานาน ลองไปหาอ่านเองดูก่อนนะครับ)

เรื่องกรรมฐาน 40
อ้างอิง
ผมไม่อยากถามเลยว่าอยุ่หน้าไหนตรงไหน

ก็ผมยกไปให้ดูไงครับ สมถกรรมฐาน หรือ กรรมฐาน 40 กอง เรียกแบบไหนก็ได้
จักรีเป็นคนบอกเอง ว่าไมแน่ใจว่าเรียกแบบไหน
ผมเลยยกหลักฐาน สนับสนุนจักรีเอง
:05:

จักรีครับ เรื่องการนั่งสมาธิของแบบธรรมกาย หลวงปู่วัดปากน้ำท่านอธิบายไว้หมดเรียบร้อยแล้วครับ
ว่าอะไร เกี่ยวกับอะไร ลองไปหาอ่านดูอ่ะครับ
หรือไม่ก็มาหาผมเดี๋ยวผมเอาให้อ่าน

อ้างอิง
คือการเพ่ง อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่าครับ  เช่นการ การนั่งสมาธิเพ่งไฟ
ก็เพ่งไฟเพียงอย่างเดียวและรับรู้เพียงอารมณ์เดียวแบบนี้รึเปล่าครับ ? แน่ใจเหรอครับว่านั่นเป็น สติปัฏฐาน ๔ ?
ทำไมเค้าจัด กสิน 10 เข้ากับหลักของกรรมฐาน 40 วิธีครับ


อ้างอิง"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา"   อันนี้มีจริงครับ    ธรรมกาย  มีจริงครับ   แต่    ตีความถูกหรือไม่ มันอีกเรื่องครับ

ข้อนี้ผมยกขึ้นมาบอกว่าคำว่า ธรรมกาย ไม่ได้มั่วขึ้นมาเองครับ
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

iSharp

#272
อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 15 ม.ค. 2007, 11:02 น.
น่าเสียดายมากนะครับ
ทั้งที่เรามีวัฒนธรรมพุทธเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
สามารถแตกยอดออกมาใช้กับการศึกษาได้เป็นอย่างดี

แต่ทำไมวัฒนธรรมเรื่องมีเหตุมีผล(กฏแห่งกรรม) กาลามสูตร ในพุทธศาสนา
ไม่เคยมีอยู่ในสังคมไทยเลย ต่างกับวัฒนธรรมการทำบุญทำทาน
ที่แข้มแข็งเสียจนมากเกินพอดี กลายเป็นเรื่องบ้าบุญกันไป

มันดูตรงข้ามกันไหมครับ ในขณะที่สังคมตะวันตกที่มีคริสตศาสนาเป็น
พื้นฐาน ที่เน้นเรื่องศรัทธาและความเชื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยเหนือสิ่งอื่น
กลับเป็นสังคมที่ส่งเสริม ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล critical thinking อย่างที่พี่ระจันว่า

จริงๆก็ทราบว่าเรื่องนี้มันมีหลายปัจจัยมากกว่าเรื่องของศาสนา
แค่อยากจะบอกว่า เรามีอาวุธทางปัญญาที่ทรงพลังที่สุดอย่างพุทธศาสนาอยู่ในมือแล้ว
แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา กลับมีความสามารถนำมันมาใช้ได้
เฉพาะเรื่องให้คนบ้าบุญเท่านั้นหรือเปล่า


คนส่วนใหญ่ มองวัดพระธรรมกายว่า
บ้าบุญ แนวการนั่งสมาธิประหลาด
และก็ไม่ยอมเข้ามาพิสูจณ์เอง ที่วัด

ทั้งๆที่รู้หลักของ กาลามสูตร อยู่แล้ว
:05:
ขอบคุณพี่ระจัน พี่เก้อครับ +

ไม่ถามผมมั้งหรอว่า ทำไมถึงเข้าวัดพระธรรมกาย อยู่ที่วัด ทำบุญมาโดยตลอด
ศีล5 ปกติ ศีล8 วันพระ(บ้าง) นั่งสมาธิทุกวัน 1 ชั่วโมง+
มาวัดทุกอาทิตย์ต้นเดือน ทุกงานบุญ
ทำไมผม ถึงมุ่งมั่นจริงใจกับ ศาสนาพุทธมากนัก
โดยหวังที่จะนำคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เผยแผ่ ขยายมันออกไป
ทำไมผมชวนคนมาสอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า
ทำไมผมถึงรักวัดพระธรรมกาย มากขนาดนี้
ทำไมไม่ถามคนที่เข้าวัดพระธรรมกายแบบนี้มั้ง
ทำไมถึงจะมีข่าวที่ไม่ดีของวัดเมื่อ ปี 2542 คนยังมาเข้าวัดเยอะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมพวก dr. ต่างๆก็เข้าวัดเยอะขึ้นๆๆ คนพวกนี้ก็ไม่น่าโง่โดนหลอกได้
ทำไมเมื่อรู้หลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มาช่วยกันทำงานพระศาสนาละครับ

:05:
ทั้งๆที่รู้หลักของ กาลามสูตร อยู่แล้ว


ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะยอมโดนด่า แล้วก้มหน้าก้มตาปั่นบอร์ดต่อไป
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะไม่มีทางเปิดตัวว่าเป็นธรรมกาย ให้โดนลุย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่หาหลักฐานมาประกอบเหตุผลของผมด้วย มันเหนื่อย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่พิมพ์ให้ยาวอะไรขนาด
แต่ผมว่า ฟ๐นต์เอง คุยกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง
และยอมรับฟัง เหตุผลซึ่งกันและกัน

ชาวพุทธยังลุยกับชาวพุทธเอง แล้วศาสนาพุทธมันจะอยู่ได้อย่างไรครับ
พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ซือเน...

 :12:  กดปุ่ม อวดเพื่อน ได้เลยกระจู๋นี้
i'll walk until i find u.

ความฝันกลางฤดูร้อน

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

iSharp

#275
น้อยใจนิดหน่อย  :05:

และก็มาถึงหน้า 19 ยังไม่ได้ทีมไปแข่งเลย  :05:

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

ความฝันกลางฤดูร้อน

ไปตั้งกระทู้ที่Pantipสิครับ  {หมีโหด}/
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: ชาร์ป เมื่อ 15 ม.ค. 2007, 15:58 น.
น้อยใจนิดหน่อย  :05:

ยังไม่ได้ทีมไปแข่งเลย  :05:



พี่ชาร์ป น้อยใจเยอะแหละ ผมว่า  :33:

ขอให้ได้ทีมครบโดยไว

ผมสัมผัสธรรมกายนะครับ
แม้ไม่เคยเข้าไปนั่งสมาธิแบบเห็นลูกแก้ว
แค่วิ่งวงแหวนตรงปทุมก็ผ่านแล้ว :43:

เอ้อผมดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวัน
จนเมียผมยังคิดว่าผมเป็นธรรมกายไปแล้ว
(คนนอกธรรมกายมองด้วยสายตาแปลกๆ จริงๆ นะครับ)
ผมชอบนะครับ ในบางครั้ง
แต่โดยองค์รวม ผมไม่สามารถจริงๆ ครับ

และผมก็กินอาหารจาก สันติอโศก เสมอ
และเดินผ่านรูปเคารพพระแม่มารี แห่งฟาติมา
ผมขอพรให้พระแม่คุ้มครองลูกสาวผมทุกวัน
ก่อนนอน ผมสวดมนต์จบ ขอพรพระพรหม
และสิ่งที่ผมเคารพ คุ้มครองครอบครัวผมด้วย

จิปาถะเคารพไปหมดแหละครับ
ใครจะว่าอย่างไร เยี่ยงไร ผมรับไว้หมดละครับ

โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

เก้อ

#278
ตอบชาร์ปก่อน ประเดี๋ยวจะว่าเป็นการไปล่วงล้ำอะไร
ที่พูดเรื่องบ้าบุญไป เป็นการพูดโดยทั่วๆไป
ส่วนความคิดเห็นต่อธรรมกายนั้น เราเฉยๆ ไม่มีความคิดเห็น
อ้อ มีเหมือนกัน คิดว่า ดีไซน์ต่างๆเกี่ยวกับธรรมกาย
ไม่ว่าจะสิ่งพิมพ์ สิ่งก่อสร้าง ภาพถ่าย ฯลฯ สวยมาก มีรสนิยม
เข้าใจว่ามีมืออาชีพคอยดูแลตรงนี้

ถ้าหากจะติดใจอยู่ ก็ตรงที่ทุกสิ่งที่สื่อผ่านออกมาเกี่ยวกับธรรมกาย
คงมีอะไรผิดพลาดเป็นแน่แท้ ที่ทำให้คนทั่วไปเกือบหมดประเทศ
เข้าใจไปในทางเดียวกันแบบนั้น ตรงนี้มีคนของทางธรรมกายเองหาสาเหตุไว้ไหมครับ
นอกจากประเด็นข่าวใหญ่เมื่อตอนนั้น

ยกตัวอย่างนะครับ เช่น วารสารของธรรมกาย 5-6 เล่มที่ผมเคยอ่าน
70 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหา จะเป็นการสอนเรื่องการให้ทาน การทำบุญ
มีนัยน์ในการยกย่องผู้ที่ทำบุญเป็นหลัก โดยยกเรื่องราวในพระไตรปิฎกประกอบ

และอีกหนึ่งครั้ง มีการรณรงค์ทำบุญอะไรสักอย่างหนึ่งตอนมัธยม
ที่ธรรมกายเป็นผู้ดำเนินการ ก็จะมีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ มาพูดส่งเสริมให้เราต่อยอดของบุญ
คือทุกคนที่มาพูดเพียบพร้อมทุกด้านนะครับ พูดจาไพเราะ จิตใจดี ท่าทางสงบเหมือนผู้ผ่าน
การฝึกสมาธิและธรรมะทุกประการ ทว่าเนื้อหาที่พูด ยกตัวอย่างเช่น
ยอดในการบริจาคมันขาดอีกเล็กน้อยก็จะครบเลขหลักหนึ่ง สมมติว่า
หนึ่งหมื่น เจ้าหน้าที่เหล่านั้น ก็พูดคะยั้นคะยอว่า การบริจาคต่อยอดให้มันครบหมื่นนี่ดีนะ
เค้าเรียกว่าการบริจาคต่อยอดนี่นั่นนู่น จะได้บุญสูงกว่าบริจาคทั่วไป

และอีกหลายๆครั้งที่เราได้รู้จักทั้งคนดีๆ และคนไม่ดี ที่เป็นผู้นิยมธรรมกาย

ที่เล่ามานี่ เราก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรเป็นพิเศษนะ ไม่ได้นึกตัดสินใจอะไรด้วย
เพราะมันแค่เศษเสี้ยวใบ ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เพียงแต่มันคงมีผลในเวลาแบบนี้

หมายถึง อย่างชาร์ปชวนให้ไปพิสูจน์หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าหากทั่วปะเทศนี้เรายังมีวัดที่ปฏิบัติไม่มีเรื่องสงสัยใดๆให้ได้ยินอยู่
ทำไมเราจะต้องไปที่ที่เรายังมีข้อสงสัยอยู่ล่ะ จริงไหม
ไปเพื่อให้หายสงสัยเท่านั้นหรือ เข้าใจเรื่องต้องพิสูจน์ให้เห็น
แต่หากคนๆหนึ่งจะเลือกสถานที่เพื่อการปฏิปบัติธรรม คงไม่ได้เลือกเพราะเหตุนั้น

หากเขามีตัวเลือกที่ปราศจากข้อสงสัยให้เลือกไปมากมาย
คนส่วนมากก็น่าจะเลือกแบบนั้นนะครับ

รวมถึงเรื่องที่ว่ามีวิถีทางที่ถูกจริตกับคนๆนั้นด้วยนะ
เช่น บางคนต้องการปฏิบัติในความสงบปราศจากผู้คน อยู่ในธรรมชาติ
ก็ย่อมจะไม่มีธรรมกายเป็นตัวเลือกในใจ อย่างเช่นเราเป็นต้น
หากเราจะเลือกสถานที่ศึกษาธรรมะ เราคงเลือกที่ที่คนน้อย
ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตอยู่แล้ว โดยไม่ได้หมายความว่าที่ที่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตจะผิด


จริงๆเรื่องเราไม่เข้าไปพิสูจน์นี้ สาเหตุสำคัญคงอยู่ที่
อยากศึกษาศาสนาในฐานะที่มันเป็นปรัชญา
ความหมายคือ ไม่มีคำว่าศรัทธาหรือความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติใดๆในฐานะศาสนิก เนื่องจากไม่หวัง
การบรรลุผลในเชิงศาสนาใดๆ ไม่ว่าจะนิพพาน ขึ้นสวรรค์ หรือไปอยู่กับพระเจ้า


แค่ต้องการทำความเข้าใจเท่านั้นน่ะครับ


ถ้าจะให้บอกว่าเชื่อในอะไร ก็คงต้องบอกว่า
เชื่อใน อิมเมจิ้นของจอห์น นอนเล่นล่ะมั้ง


ขอย้ำอีกที สำหรับเรา ธรรมกาย ไม่มีดีไม่มีเสีย ถ้ามีเวลาก็อยากไปดูอยู่เหมือนกัน
ส่วนเรื่องข้อที่เราไปเจอมานั้น ชาร์ปไม่ต้องตอบก็ได้
การกระทำทุกอย่างของธรรมกายไม่ใช่ความรับผิดชอบของชาร์ป
คนมันเยอะ ต่างคนก็ต่างทำกันไปแบบของตัวเอง
คิดว่าทุกคนที่นี่ก็ไม่มีข้อเคลือบแคลงอะไรในตัวชาร์ป
และต่อความศรัทธาของชาร์ป สิ่งนี้ มัน"จริง"อยู่แล้ว
ซ้ำเรายังทึ่งในความรู้ที่ลงลึกถึงรายละเอียดข้อพระไตรปิฎกของชาร์ปเสียอีกด้วย


เห็นมีอีโมเศร้า ไม่อยากให้เศร้าหรือน้อยใจน่ะ เพราะบทสนทนาหลายๆหน้าที่ผ่านมา
ทำให้เรานึกถึง บทสนทนาโสกราตีสเลยเชียว วุ้ย ว่าไปนั่น
หมายถึงมันเป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคน แต่แตกหน่อความรู้ กระตุ้น(หรือบางครั้งกระทุ้ง)
ความคิดคนที่มาติดตามอ่านได้เป็นอย่างดี แต่เพลโต(คนเขียนบันทึกบทสนทนา)นี้
.......(จุด จุด จุด) เยอะไปหน่อยนะ  :30:







I ROCK , THEREFORE I AM

มัม

ปาเข้าไป 19 หน้า ชาร์ปก็ยังไม่ได้ทีม :38:

แอ๊ะ

เก้อ พูดได้หล่อมาก  :12:

(กำลังเรียบเรียงตอน 2 อยู่ ขาดความต่อเนื่องเลยเขียนไม่ออก  :39:)
[ว่างให้เช่า]

นักศิลปะ

หล่ออาจจะไม่พอนะ


เก้อพูดได้ โคตรหล่อมาก  :12:
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

iSharp

#282
ขอตอบเรื่อง สติปัฏฐาน 4 ก่อนครับ

กัณฑ์ที่ ๔๕
                สติปัฏฐานสูตร
       วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗
........................................................
       นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ หน)

       อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติ
มา วิเนยฺย โลเก ฯลฯ
       ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก
อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ ฯ

       ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยเรื่อง ธรรม ที่ทำให้
เป็นธรรมกาย เป็นที่แน่แท้ในพระพุทธศาสนา จะแสดงตามคลองธรรมของ
สติปัฏฐานสูตร ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้เป็นหลักเป็นประธาน
       มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นเป็นโพธิปักขิยธรรม เป็นไปในเรื่องฝ่ายเครื่อง
ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เหมือนกันหมด ปรากฏดังนี้ เหตุนั้นตาม
วาระพระบาลีแห่งมหาสติปัฏฐานสูตรที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้น ว่า
       อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
       ว่าดูกรภิกษุทั้งหลายผู้ศึกษาพระธรรมวินัย ของพระตถาคตเจ้านี้
       กาเย กายานุปสฺสี เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่
       อาตาปี มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน
       สมฺปชาโน รู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ
       สติมา มีสติไม่เผลอ
       วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ พึงกำจัดความดีใจ เสียใจในโลกเสีย
ให้พินาศ
       เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติอาตาปี สมฺปชาโน สติมา
       วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
       เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้
เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัส
ในโลกเสียให้พินาศ
       จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
       วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
       เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผา ยังกิเลสให้เร่าร้อน
มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัสใน
โลกเสียให้พินาศ
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
       วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
       เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผา ยังกิเลสให้
เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดความเพ่งอยาก
ได้ ความเสียใจในโลกเสีย
       นี้เป็นเนื้อความ ของวาระพระบาลีในมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงหลัก
ไว้ตามจริงดังนี้ รับรองหมดทั้งประเทศไทยว่าเป็นข้อที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ต่อ
แต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป พิจารณาจะแสดง ธรรม ที่ทำให้
เป็น ธรรมกาย
       นี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ของยาก ได้ไม่ยาก แต่ว่าไม่ง่าย
       ไม่ยากแก่บุคคลที่ทำได้
       ไม่ง่ายสำหรับบุคคลที่ทำไม่ได้
       ตำราได้กล่าวไว้ว่า
       เห็นกายในกาย เนือง ๆ อยู่
       เห็นเวทนาในเวทนา เนือง ๆ อยู่
       เห็นจิตในจิต เนือง ๆ อยู่
       เห็นธรรมในธรรม เนือง ๆ อยู่ ๔ ข้อ
       เห็นกายในกายน่ะ เห็นอย่างไร?
บัดนี้กายมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ นั่งเทศน์อยู่นี่ นั่งฟังเทศน์ อยู่นี่ นี่
กายมนุษย์แท้ ๆ แต่ว่ากายมนุษย์นี่แหละเวลานอนหลับฝันไปก็ได้ พอฝันออก
ไปอีกกายหนึ่ง เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด
       นี่รู้จักกันทุกคนเชียวกายนี้ เพราะเคยนอนฝันทุกคน รูปพรรณ
สัณฐาน เป็นอย่างไร เป็นเหมือนมนุษย์คนนี้แหละ คนที่ฝันนี่แหละ
       นุ่งห่มอย่างไร อากัปกิริยาเป็นอย่างไร สูงต่ำอย่างไร ข้าวของเป็น
อย่างไร ก็ปรากฏเป็นอย่างนั้น ก็ปรากฏเป็นคนนี้แหละ แบบเดียวกันทีเดียว
คนเดียวกันก็ว่าได้ แต่ว่าเป็นคนละคน เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด
       เวลานอนหลับสนิทถูกส่วนเข้าแล้ว ก็ฝันออกไป ออกไปอีกคนหนึ่งก็
เป็นกายมนุษย์คนนี้แหละ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ชื่อว่าเป็น
กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์คนที่ฝันออกไปนั่นแหละเขาเรียกว่า
กายมนุษย์ในกายมนุษย์
       นี่แหละ กายในกายละ เห็นจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นตามเหลวไหล
       เห็นอย่างนี้ก็เป็นหลักเป็นพยานได้ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน นี่
เห็นในกาย เห็นอย่างนี่นะ เมื่อเห็นกายในกายอย่างนี้แล้ว
       เห็นเวทนาในเวทนาล่ะ
       ก็ตัวมนุษย์คนนี้มีเวทนาอย่างไรบ้าง สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสีย
ใจ เวทนาเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ
ก็ส่วนกายที่ฝันออกไปนั้นก็มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ
เหมือนกัน แบบเดียวกันกับกายมนุษย์คนนี้แหละ ไม่ต่างอะไรกันเลย
       จิตล่ะ เห็นจิตในจิต ก็แบบเดียวกันกับเวทนาในเวทนา
       เห็นจิตในจิตนี่ต้องกล่าว "เห็น" นะ ไม่ใช่กล่าว "รู้" นะ
       เห็นจิตในจิต ดวงจิตของมนุษย์นี้เท่าดวงตาดำข้างนอก อยู่ในเบาะ
น้ำเลี้ยงหัวใจ ตำรับตำรากล่าวไว้ว่า หทยคูหา จิตฺตํ สรีรํ จิตฺตํ เนื้อหัวใจเป็นที่
อยู่ แล้วก็กล่าวไว้อีกหลายนัย ปกติมโน ใจเป็นปกติ
       ภวงฺคจิตฺตํ ใจเป็นภวังคจิต
       ตํ ภวงฺคจิตฺตํ อันว่าภวังคจิตนั้น
       ปสนฺนํ อุทกํ วิย จิตเป็นดังว่าน้ำ
       จิตนั่นแหละเป็นภวังคจิต เวลาตกภวังค์ แล้วใสเหมือนกับน้ำที่ใส
       จิตดวงนั้นแหละเป็นจิตของมนุษย์ ที่ต้องมีปรากฏว่า จิตในจิตนั่นแหละ
       อีกดวงหนึ่งคือ จิตของกายมนุษย์ละเอียด ที่ฝันออกไปนั้นเรียกว่า
จิตในจิต
       ธรรมในธรรม เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ เป็นไฉนเล่า ?
       ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ มีอยู่ในศูนย์กลางกายมนุษย์ ขนาด
เท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่กลางกายมนุษย์ นี่เห็นธรรมในธรรมละ
       ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดมีอยู่ ไม่เท่าฟองไข่แดงของ
ไก่ ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น
กายมนุษย์ละเอียด นั่นอีกดวงหนึ่ง นั่นเห็นอย่างนี้
       เห็น หรือ รู้ ล่ะ
       รู้กับเห็นมันต่างกันนะ
       เห็นอย่างหนึ่ง รู้อย่างหนึ่งนะ
       ไม่ใช่เอารู้กับเห็นมาปนกัน ไม่ได้
       กาเย กายานุสสี เห็นกายในกาย เห็นเหมือนอะไร เห็นเหมือนนอน
ฝันอย่างนั้นซี เห็นจริง ๆ อย่างนั้น
       ตากายมนุษย์นี่เห็นหรือ ?
       ตากายฝันมันก็เห็นละซี จะไปเอาตากายมนุษย์นี่เห็นได้อย่างไรละ
ตากายมนุษย์นี่มันหยาบนี่
       อ้ายที่เห็นได้นั่น มันตากายมนุษย์ละเอียดนี่ มันก็เห็นกายโด่ ๆ อย่างนั้น
       เห็นเวทนาในเวทนา เล่า ถ้าว่าเมื่อทำถูกส่วนเข้าเช่นนั้นละก็ เห็น
เวทนาจริง ๆ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ
       เวทนา ๓ หรือเวทนา ๕ เห็นจริง ๆ เป็นดวง เป็นดวงใส เวทนา เวทนาแท้ ๆ
       สุขก็ดวงใส
       ทุกข์ก็ดวงข้นดวงขุ่น
       ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ดวงปานกลาง
เห็นชัด ๆ เป็นดวงขนาดไหน ถ้าเต็มส่วนมันเข้าก็เท่าดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์นั่น
       ดวงเวทนาขนาดนั้น ถ้าลดส่วนลงไปก็โตได้เล็กได้ นั่นเห็นเวทนาในเวทนา
เห็นอย่างนั้นเชียว เห็นเหมือนนอนฝัน กายละเอียดทีเดียว เห็นเวทนา
เป็นดวงทีเดียว
       แต่ว่าสุขก็อยู่ในสุขของมนุษย์นี่
       ทุกข์ก็อยู่ในทุกข์ของมนุษย์นี่
       ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็อยู่ในไม่สุขไม่ทุกข์ของมนุษย์นี่
       ดีใจก็อยู่ในดีใจของมนุษย์นี่
       เสียใจก็อยู่ในเสียใจของมนุษย์นี่
       เขาเรียกว่า เวทนาในเวทนา เป็นดวงพอ ๆ กัน เท่า ๆ กัน
       เห็นจิตในจิตล่ะ ดวงจิตตามส่วนของมันก็เท่าดวงตาดำข้างนอก ถ้า
ว่าไปเห็นเข้ารูปนั้น มันขยายส่วน วัดเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน
ดวงจิตก็ขนาดเดียวกัน
       ไปเห็นจริง ๆ เข้าเช่นนั้น ขยายส่วนเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ปรากฏ
อยู่ในดวงจิตกายมนุษย์หยาบนี่แหละ แต่ว่าเป็นดวงจิตของ
กายมนุษย์ละเอียด อยู่ในกายมนุษย์ละเอียดโน่น แต่ว่าซ้อนอยู่ข้างในนี่แหละ
       เห็นธรรมในธรรม ล่ะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสบริสุทธิ์เท่า
ฟองไข่แดงของไก่ เมื่อไปเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าแล้ว
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ขยายส่วนได้ โตได้ขนาดดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์เหมือนกัน ขนาด ๆ เดียวกัน ขยายส่วนออกไป นั้นได้ชื่อว่า เห็นธรรม
ในธรรม คือในกายมนุษย์นั้นเอง ในกายมนุษย์ละเอียดนั้น นี่รู้จักชั้นหนึ่งละนะ
       ถ้าเห็นเข้าเช่นนี้ เราจะทำอย่างไร ตำรากล่าวไว้ว่า
       อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้า อาจหาญ ทีเดียว เพียรไม่ย่อ ไม่ท้อ ไม่
ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เพียรกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบ
ด้วยองค์ ๔ ทีเดียว
       ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นมีอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนังเนื้อ
เลือด จะแห้งเหือดหมดไป ไม่ว่า เหลือแต่กระดูก หนัง ช่างมัน ไม่ละล่ะ
       ใจต้องจรดอยู่ทีเดียวในกาย เวทนา จิต ธรรมนั้น ไม่คลาดเคลื่อนล่ะ
ใจจะต้องจรดอยู่ทีเดียว ในกาย เวทนา จิต ธรรมนั้น จะต้องจรดอยู่ทีเดียว ไม่
ไปอื่นกันล่ะ ฝันไม่กลับกันละ ฝันกันเรื่อย
       แม้จะกลับมาก็เล็กน้อย ฝันไปอีก ฝันไม่เลิกกันล่ะ ให้ชำนาญทีเดียว
ฝันในฝัน นั่งก็ฝันได้ นอนก็ฝันได้ เดินก็ฝันได้ ยืนก็ฝันได้ ขี้เยี่ยวก็ฝันได้ ที
เดียว นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้
       สัมปชาโนสติมา รู้อยู่เสมอ ไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอหายเสีย ถ้าได้
ใหม่ ๆ เป็นใหม่ ๆ เห็นใหม่ ๆ เผลอไม่ได้หายเสีย ไม่เผลอกันทีเดียว ไม่วางธุระ
ให้เอาใจใส่ อย่าเอาใจไปจรดอื่น ให้จรดอยู่ที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ในกาย
นั้นแหละ
       จรดอยู่ใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
๔ อย่างนั้นจรดได้หรือ จรดที่ไหนละ?
       ที่จรดเขามี ที่ตั้งของใจเขามี ที่จรดเขามี แต่ว่า ๔ อย่างนั้นจะดูเวลา
ไรก็เห็นเวลานั้น
       เหมือนกายมนุษย์นี้ ถ้าว่ามีความเห็นก็จะเห็นปรากฏ
       ที่นี้ไม่มีความเห็น มีแต่ความรู้
       กายของตัวเห็นอยู่เสมอ
       เวทนาของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ
       จิตของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอว่าคิดอะไร
       ธรรมของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ
       ความดีของตัวไม่มีชั่วเข้ามาเจือปน มนุษย์รู้ได้เท่านี้
       ส่วนกายมนุษย์ละเอียดเห็น เห็นปรากฏ เมื่อเห็นปรากฏดังนี้ละก็ นี่
แหละความจริงในพระพุทธศาสนา รู้จักเท่านี้แหละ และว่ารู้จักแต่เพียงว่า
กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพียงเท่านั้นนะ ยังมีอีก
หลายชั้น นับชั้นไม่ถ้วน นี่ชั้นหนึ่งละนะ
       เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กายในกายนั้นเขาเรียกว่า ฝันในฝัน อย่างไงละ ฝัน
ในฝัน ไอ้กายที่ฝันไปทำงานเหนื่อยเข้า ไปแสดงฝันเต็มเปรมของการฝันเข้า
เหนื่อยเข้าไปนอนหลับเข้า นอนหลับฝันเข้าอีกแหละ อ้ายกายฝัน ฝันเข้าอีกนี่
เขาเรียกว่า ฝันในฝัน
       ฝันในฝันเป็นอย่างไรล่ะ ก็ออกไปอีกกายละซิ ออกไปอีกกายก็เป็น
กายทิพย์ ทีนี้เป็นกายทิพย์เข้าไปอีกกาย เป็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็เห็นตัวอีก
นั่นแหละ เหมือนกับกายมนุษย์ ที่ฝันนั่นแหละ แบบเดียวกันไม่เปลี่ยนไม่
แปลงอะไรกันมากนัก เหมือนกระจกคันฉ่องมาส่องเงาหน้า เอามาเทียบกันดู
จำได้ทีเดียว นี่คนเดียวกัน ไม่ใช่แยกกัน นี่คนเดียวกัน
       เมื่อรู้จักเช่นนั้นแล้ว เห็นกายในกายที่สามเข้าไปแล้ว ไม่ใช่ที่สองแล้ว
เวทนาในเวทนา เวทนาก็แบบเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน เวทนาตั้งอยู่ตรง
ไหน จะมาถามว่าเวทนาตั้งอยู่ตรงไหน อยู่กลางกาย
       กายที่ฝันในฝันนั่นแหละ กายที่สามนั่นแหละ อยู่กลางกายนั่นแหละ
       เวทนาในเวทนา
       จิตในจิตก็อยู่ในกลางเวทนานั่นแหละ
       ธรรมในธรรมก็อยู่กลางจิตนั่นแหละ
       ธรรมในธรรมนั่นไม่ใช่อยู่ที่ไหนหรอก เป็นดวงเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
บริสุทธิ์สนิทเท่า ๆ กัน นี่เหมือนฝันในฝันตัวจริงอย่างนี้ ไม่ใช่คลาดเคลื่อน
       ที่วัดปากน้ำ ดำเนินปฏิบัติ ไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเหลวไหล ค้นเข้าไป
ถึงตัวจริงอย่างนี้ นี่เข้าไป ๒ กายละนะ เข้าไปสามกายแล้ว กายฝันในฝัน
แล้ว ได้เท่านี้ก็พอแล้ว ได้เท่านี้ก็พอเอาเป็นตัวอย่างได้แล้ว
       ทีนี้ก็เดินในแนวนี้เป็นตำรา อย่าถอยหลังก็แล้วกัน มันจะมีกี่ร้อยกาย
กี่ พันกายก็ไปเถอะ
       กายในกาย
       เวทนาในเวทนา
       จิตในจิต
       ธรรมในธรรม เข้าไปอย่างนี้แหละ ไม่คลาดเคลื่อนทีเดียว แต่ว่าที่จะ
เข้ารูปนี้นะ แสดงไว้เมื่อวันพระแล้ว แสดงไว้แล้ว ตั้งแต่เอกายนมรรคมาโน้น
นี่แสดงยังค้างอยู่ กายในกายยังไม่อธิบายให้กว้างออกไป
       วันนี้จะอธิบายให้กว้างออกไปว่า ได้ความอย่างนี้ กายในกาย เวทนา
ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อย่างนี้แหละ
       นี่เป็นกายที่สาม กายที่สี่
       กายทิพย์อีก ฝันในฝันเข้าไปอีก เป็นสี่ชั้น สี่ฝันแล้ว แบบเดียวกัน
เห็นกายเวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน แบบเดียวกันนั่นแหละ แล้ว
กายทิพย์ละเอียดฝันเข้าไปในฝันเข้าอีก เป็นสี่ฝันสี่ชั้นเข้าไป ก็เห็นกาย
เวทนา จิต ธรรม อีก
       ต้องมีความเพียรอีก เผลอไม่ได้นะ เพียรให้มีสติไว้เสมอ ไม่เผลอ
นำอภิชฌาโทมนัส ในโลกออกเสีย อย่าให้ความดีใจเสียใจแลบเข้า
ไปได้นะ
       ถ้าความดีใจเสียใจแลบเข้าไปได้ เดี๋ยวก็ต้องเลิกฝันละ ต้องตื่นละ
ต้องกลับมาแล้ว ฝันไม่ได้เสียแล้ว ความดีใจแลบเข้าไป
       แลบเข้าอย่างไรละ แลบเข้าไป ลึกซึ้งละกำลังฝัน ๆ อย่างนั้นแหละ
ความดีใจจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เข้าไปแต่งแล้ว
       เสียใจละ ไม่สมเจตนาก็เสียใจละ
       พอดีใจเสียใจแลบเข้าไปแล้ว เป็นขุ่นมัวทีเดียว ประเดี๋ยวก็ต้องถอย
ออก ทีนี้ก็ต้องเลิกฝันกัน
       เพราะฉะนั้น ความดีใจเสียใจนี้ร้ายนัก ไม่ใช่ร้ายแต่เมื่อเวลาปฏิบัติ
ธรรม เห็นธรรมอย่างนี้น่ะ
       ถึงเวลาเราดี ๆ อยู่ อ้ายความดีใจเสียใจนี่แหละ ที่ตีอกชกใจ กินยา
ตาย ผูกคอตาย โดดน้ำตาย ดีใจเสียใจนี้แหละมันเต็มขีด เต็มส่วนของมัน
เข้าบังคับอย่างนี้
       เพราะฉะนั้นความดีใจเสียใจ เป็นมารร้ายทีเดียว
       ถ้าว่าใครให้เข้าไปอยู่ในใจบ่อย ๆ ก็หน้าดำ คร่ำเครียดซิ ร่างกายไม่
สดชื่นซิ เศร้าหมองไม่ผ่องใสหรอก
       เพราะอะไร เพราะดีใจเสียใจบังคับใจมัน เดือดร้อนมัน หน้าดำคล่ำ
เครียดทีเดียว
       บางคนไม่อ้วน ผอมเกลียวทีเดียว เพราะมันเอาความดีใจเสียใจทั้ง
หมดอยู่ที่มัน ไม่ปล่อยมันไป
       ถ้าว่าทำให้สบายสดชื่น ให้ชื่นใจ เย็นอกเย็นใจ สบายใจ จะมั่งมีดี
จนอย่างไรก็ช่าง ทำใจให้เบิกบานไว้ ร่างกายมันก็ชุ่มชื่นสบาย นี่อ้ายดีใจ
       เสียใจ มันฆ่ากายมนุษย์อยู่อย่างนี้ กายมนุษย์ละเอียดก็ฆ่า
กายทิพย์ก็ฆ่า กายทิพย์ละเอียดก็ฆ่า ฆ่าทั้งนั้นทุกกาย
       ความดีใจเสียใจต้องคอยระวังไว้ให้ดี
       ท่านจึงสอนนักว่า ให้นำความดีใจและเสียใจในโลกเสียให้พินาศ ดี
ใจเสียใจในโลกนะ ดีใจเสียใจในอัตภาพร่างกาย
       โลกนั้นคือ ขันธ์ ๕ นี้แหละ ร่างกายอันนี้แหละ เป็นตัวโลกสำคัญนัก
เขาเรียกว่า สัตว์โลก โอกาสโลก ขันธโลก สัตว์โลก
       โอกาสโลก ก็ ว่าง ๆ ที่ว่าง ๆ เหล่านี้ ที่ว่าง ๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ว่าง ๆ
เหล่านี้เขาเรียกว่า โอกาสโลก
       ขันธโลก ก็เป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเดียว
       สัตว์โลก ที่อาศัยขันธ์นั่นแหละ ที่ไปเกิดมาเกิดเป็นกาย ๆ นี้แหละ เข้า
ไปในกายข้างในนี่เป็นสัตว์ทั้งนั้น เป็นชั้น ๆ เข้าไป
       สัตว์โลกเป็นชั้น ๆ เข้าไป สัตว์โลกทั้งนั้น
เมื่อเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต
       ธรรมในธรรมของกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์
กายทิพย์ละเอียดแล้ว กายทิพย์ละเอียดนั่นแหละ ฝันในฝัน เป็นข้อที่สี่ออกไปอีก
       กายในกายเป็นกายที่ ๕ คือ กายรูปพรหม กายรูปพรหมก็มี กาย
เวทนา จิต ธรรม เหมือนกันปรากฏ ดังกล่าวแล้ว ไม่ต้องอธิบาย เวลาจะไม่
พอ ย่นย่อพอควรแก่กาลเวลา
       กายรูปพรหมนั้นแหละ ฝันในฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
เป็นรูปพรหมละเอียด ก็เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม อีกแบบเดียวกัน
       กายรูปพรหมละเอียด ฝันในฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
เรียกว่า กายอรูปพรหม มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
       กายอรูปพรหมนั่นแหละฝันเข้าไปอีกได้เหมือนกัน ออกไปอีกกาย
เรียกว่า กายอรูปพรหมละเอียด มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
       กายอรูปพรหมละเอียดนั่นแหละ ฝันในฝันเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
หนึ่ง เรียกว่า กายธรรม
       กายธรรมก็ประกอบด้วย กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน
       กายก็คือธรรมกาย
       เวทนาก็คือเวทนาของธรรมกายนั่น
       จิตก็จิตของธรรมกายนั่น
ธรรมก็เป็นธรรมของธรรมกายนั่น ขยายส่วนขึ้น ดวงใหญ่
วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั่น
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายเท่า หน้าตักธรรมกาย
       ธรรมกายนั่นแหละฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายเรียกว่า
กายธรรมละเอียด ใหญ่ออกไปหน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนัก
เข้าไป มี กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน
       ธรรมกายละเอียดนั่นแหละ ฝันออกไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
หนึ่ง มี กายพระโสดา เป็น กายพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา
เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
       กายพระโสดานั่นแหละ พอประกอบธาตุธรรมถูกส่วนเข้า ออกไปอีก
กายหนึ่งแบบฝันนั่นแหละ ออกไปอีกกายหนึ่ง เป็นกายโสดาละเอียด หน้าตัก
กว้าง ๑๐ วา สูง ๑๐ วา มี กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน
       ธรรมกายละเอียดของพระโสดานั่นแหละ ฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน
ออกไปอีกกายหนึ่งเรียก ธรรมกายพระสกิทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา
เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
       พระสกทาคาก็ฝันเข้าไปอีก ออกไปอีกกายหนึ่ง เป็นกาย
พระสกิทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แบบเดียวกัน
กายพระสกิทาคาละเอียด ฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง
เป็น กายพระอนาคา หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา
       ธรรมกายพระอนาคาฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า
พระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา
       ธรรมกายพระอนาคาละเอียดนั้นแหละ ฝันไปได้อีกเหมือนกัน ออก
ไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า กายพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา
เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
       ธรรมกายพระอรหัตนั้นแหละ ฝันไปอีกเหมือนกัน เข้าไปอีกกายหนึ่ง
เรียกว่า พระอรหัตละเอียด ใหญ่หนักขึ้นไป มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบ
เดียวกัน ฝันออกไปอย่างนี้แหละ มีธรรมกายพระอรหัตในพระอรหัต
พระอรหัตละเอียด ๆ ๆ ต่อ ๆ ไปนับอสงไขยไม่ถ้วน
       ฝันออกไปอย่างนี้แหละ หมดกายพระอรหัต มีกายพระพุทธเจ้าอีกก็
ได้ กายในกาย กายในกาย กายในกาย กายในกาย กายในกาย มันอย่างนี้แหละ
       ผู้เทศน์นี้ได้ทำวิชชานี้ ๒๓ ปี ออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือนเต็มละ ยังไม่
หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ไม่ได้ถอยกลับเลย ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่า
นี้เลย ยังไม่ถึงที่สุด
       ไปทูลถามพระพุทธเจ้าองค์เก่าองค์แก่ที่เข้านิโรธ เข้านิพพาน
นิพพานไปแล้ว ถอยเข้าไปหากายละเอียดนี้นะ ไปถึงบ้างแล้วหรือยัง ยังไม่มี
ใครรู้เลยว่า มีใครไปถึงหรือยังไม่มีใครไปถึง เอาละซิ คราวนี้
       นี่ศาสนาตัวจริงของกายมนุษย์เป็นอย่างนี้
       เมื่อเป็นพระอรหันต์ขึ้น ก็ต้องไปตรวจกายของตัว เข้านิพพานแล้ว
ต้องไปตรวจกายของตัว
       เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว เข้านิพพาน ก็ต้องไปตรวจกายของตัว
อย่างนี้แหละ
       ว่าที่สุดอยู่ที่ไหน ต้องไปถึงที่สุดให้ได้ ต้องไปบอกที่สุดให้ได้
       นี่เป็นความจริงเป็นอย่างนี้นะ
       เมื่อรู้จักความจริงอย่างนี้แล้วละก็ อย่าไหลเล่อ อย่าเลอะเทอะ
       ที่อื่นไม่ใช่ของตัว ให้เอาใจจรดจี้อยู่ในของตัวอย่าถอยกลับ ให้เข้าไป
ถึงกายที่สุดของตัวให้ได้ ว่ากายที่สุดของตนอยู่ที่ไหน เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้
ละก็ ทีนี้ตัวก็รักษาตัวได้ ไม่มีใครมาบังคับ เป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา
       ถ้ายังไม่ถึงที่สุดของตัวแล้วก็ อย่าหมายเลย เขาจะต้องบังคับบัญชา
ท่าเดียวเท่านั้นแหละ แกจะต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา
       เวลานี้พญามารมาบังคับใช้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้ทำอะไรทำได้ ให้
ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันกันได้
       ธรรมกายมารบังคับ มันบังคับได้อย่างนี้นะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา
ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจน อนาถา ติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่อง
ใช้ขาดตกบกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่มี มารเขาทำได้ บังคับได้
       ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะตัวไม่เป็นอิสระในตัว
       เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว
       เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว
       นี่มนุษย์ทั่วไปเป็นอย่างนี้ เห็นไหมละ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น
พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านก็ไปยังไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน
       ถ้าใครไปยังไม่ถึงที่สุดก็ยังไม่ฉลาดเต็มที่ ต่อเมื่อใดไปถึงที่สุดกาย
ของตัว ไม่มีสุดต่อไป นั่นฉลาดเต็มที่แล้ว
       ตัวของตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้แล้ว นี่เป็นข้อสำคัญที่สุดอย่างนี้
นะ มาเจอพุทธศาสนานี่เป็นเป้าหมายใจดำ อย่าไปทำเรื่องอื่น อย่าไปหลง
เล่อ อย่าไปหลงเลอะเทอะ
       เอ้า! ต่างว่ามีครอบครัวแล้วได้อะไรบ้าง ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามา
ทำไมละ เอามาเลี้ยง ๑๐ คน เอ้า เอาไปไว้เลี้ยงอย่างไรก็เลี้ยงไป บ่นโอ๊กแล้ว
เอ้าได้ลูก ๕๐ คน เอ้า! เอาละซิคราวนี้
       เอ้า! เปะปะไปละซี อยากได้ลูกอีกใช่ไหมละ
       ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเอง พาให้เลอะเลือน
       ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้เข้าไปค้นตัวให้ถึงที่สุด
       เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลส เหลวไหลเหล่านี้แหละ ให้
เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปี ก็ครองไปเถิด มันงานเรื่องของคนอื่น
เขาทั้งนั้น
       เรื่องของพญามารทั้งนั้น
       ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว
       ไปทำงานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้
       เพราะอะไรล่ะ ?
       เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไรก็ไปอย่างงั้นแหละ
       เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์
       นี่ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์
       ไม่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษ
       ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของสัตบุรุษ
       ความเห็นก็พิรุธเหลวไหลไปดังนี้
       เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว นี่แหละเป็นความจริงทางพระพุทธศาสนาตัว
จริงทีเดียว นี่เป็นข้อที่ลึกซึ้ง
       ให้นึกไว้ในใจว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะต้องเข้าให้ถึงที่สุด เข้าไปในกายที่
สุดของเราให้ได้ เป็นกาย ๆ เข้าไป
       เมื่อเป็นกาย ๆ เข้าไปแล้ว ถ้าทำเป็นแล้ว ไม่ใช่เดินท่านี้นะ
       เดินในไส้ทั้งนั้น เดินในไส้ทั้งนั้น
ไส้เห็น ไส้จำ ไส้คิด ไส้รู้
       ในกำเนิดดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายสุดหยาบสุดละเอียด
       เดินในไส้ ไม่ใช่เดินทางอื่น เดินในกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต
มรรคปัญญา
       เดินไปในกลางดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา ดวงวิมุตติ
วิมุติญาณทัสสนะ นั้นเป็นทางเดินของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์
       เดินไปในไส้ ไม่ใช่เดินไปในไส้เพียงเท่านั้น ในกลางว่าง ของ
ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ของดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
       ว่างในว่างเข้าไป
       ในเหตุว่างในเหตุว่าง
       เหตุเปล่าในเหตุเปล่า
       เหตุดับในเหตุดับ
       เหตุลับในเหตุลับ
       เหตุหายในเหตุหาย
       เหตุสูญในเหตุสูญ
       เหตุสิ้นเชื้อในเหตุสิ้นเชื้อ
       เหตุไม่เหลือเศษในเหตุไม่เหลือเศษ ฯลฯ
       ในเหตุว่างเข้าไป เหตุสุดในเหตุสุด จรดหนักเข้าไปอีกไม่ถอย หยุด
กลับ นับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุชาติบารมีไม่ถ้วน ไม่มีถอยกลับกัน เดินเข้า
ไปอย่างนี้นะ
       พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ใช่เดินโลเลเหลวไหลนะ ที่เรากราบที่เรา
ไหว้เรานับถือนะ ท่านวิเศษวิโสอย่างนี้
       นี่แหละเป็นผู้วิเศษแท้ ๆ
       นี่แหละเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกแท้ ๆ
       ท่านเป็น ผู้รู้จริง เห็นจริง ได้จริง เราจึงเอาเป็นตำรับ ตำราได้
       เมื่อรู้จักหลักธรรมอันนี้แล้ว อย่าเข้าใจว่าได้ฟังง่าย ๆ นะ ตั้งแต่เรา
เกิดมาเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกานะ อย่างนี้ไม่เคยได้ฟังเลยไม่ใช่หรือ
       เมื่อได้ฟังแล้ว ก็จงเพียรพยายามทำให้เป็นอย่างที่แสดงให้ฟังทุกสิ่ง
ทุกประการ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
       ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา
ตาม มตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา
       เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้น
จนอวสานนี้
       สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย
บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า
       อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา
โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้
       เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

           เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม
       สิ่งที่อยากก็หลอก สิ่งที่หยอกเขาก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย
      เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม เดิมตามขันธ์สามเรื่อยไป
           เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า นิพพานก็ได้

จากบทเทศน์ 69 กัณฑ์ พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) กัณฑ์ที่ 45 สติปัฏฐานสูตร

เรื่องเกี่ยวกับหลักการนั่งสมาธิของธรรมกาย หลวงปู่ท่านอธิบายหมดแล้วครับ
ขอโทษด้วยที่ยาว
เพราะผมไม่อยากสรุปเอาเอง เลยเอามาให้อ่านเลย  {หมีโหด}
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

จักรี

#283
อ้างอิงหมายถึง อย่างชาร์ปชวนให้ไปพิสูจน์หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าหากทั่วปะเทศนี้เรายังมีวัดที่ปฏิบัติไม่มีเรื่องสงสัยใดๆให้ได้ยินอยู่
ทำไมเราจะต้องไปที่ที่เรายังมีข้อสงสัยอยู่ล่ะ จริงไหม
ไปเพื่อให้หายสงสัยเท่านั้นหรือ เข้าใจเรื่องต้องพิสูจน์ให้เห็น
แต่หากคนๆหนึ่งจะเลือกสถานที่เพื่อการปฏิปบัติธรรม คงไม่ได้เลือกเพราะเหตุนั้น

หากเขามีตัวเลือกที่ปราศจากข้อสงสัยให้เลือกไปมากมาย
คนส่วนมากก็น่าจะเลือกแบบนั้นนะครับ

โอ้ พี่เก้อพูดได้ดี  เหมือนเตือนสติผมเลยครับ   

เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น บางอย่างผมขอเสริมชาร์ป และค้านชาร์ปไปในตัว หวังว่าคงไม่ว่ากัน

รบกวนถามชาร์ปครับว่า ที่นั่นสอนวิปัสสนา รึเปล่า เพราะเท่าที่ผมเคยปฏิบัติ ตามแนวทางธรรมกาย ผมได้ปฏิบัติ เพียงแค่สมถะ (ช่วงนั้นไม่รุ้ด้วยซ้ำว่า นั่นคือสมถะ...)     

ผมขอยกตัวอย่างบ้าง......
สมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหัต — one whose vehicle is tranquillity; the quiet-vehicled)

แอบอ้างจากพระไตรปิฎก.... ครับ   

  จะเห็นได้ว่า  ผู้ที่จะสำเร็จได้นั้น ต้องมีสมถะเป็น ฐาน ย้ำเป็นเพียงแค่ฐาน  แล้วต้องเจริญวิปัสสนาต่อ

ถ้าชาร์ปยอมรับจุดนี้ ผมขอเรียนเชิญชาร์ปมาฝึกวิปัสสนาต่อ....

และต้องขอขอบคุณชาร์ปมากครับที่ได้นำเอา ธรรมเทศนาของหลวงปู่สดมาให้อ่าน  .....

แต่ผม ไม่ทราบว่า ปัจจุบันธรรมกายนำเอาคำสอนนี้มาใช้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
เพราะเท่าที่ผมไป เขาก็ให้นั่งเพ่งคิดถึงดวงแก้ว
  แล้วก็มี เสียงโฆษก พากษ์ นำจิต ไป  ดังนี้......"ให้เพ่งให้เห็นดวงแก้ว
ใจกลางดวงแก้ว กลาง ของกลาง ของกลาง ของกลาง "
........  แล้วจิตผมก็ไหลไป
ตามเสียงพากษ์ ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป ........ตอนนั้นรุ้สึกได้เลยว่าตัวเองมีสมาธิมาก   ..... 
ถ้าใครนึกภาพดวงแก้วไม่ออก มีเปิดวีดีโอให้ดูด้วยนะ ....... ผมก็เพิ่งเข้าใจ
เมื่อไม่นานมานี้เองนะว่านั่นเป็นเพียงสมาธิ ไม่ใช่สติ...............  สมาธิ คิดถึงแต่ดวงแก้ว ......
กลับมาบ้าน เพ่งหม้อข้าวได้เป็นชั่วโมงๆ .......... ในใจคิดถึงแต่หม้อข้าว ...........
กลายเป็นกสินหม้อข้าวไป.............

เอาละมาถึงตรงนี้ ผม ก็จะขออนุญาตินำเอา  มหาสติปัฏฐานสูตร   ในแบบฉบับ
ของพระไตรปิฎกมา ให้อ่านกันแต่ผมคงไม่เอามาโพสต์นะ  ใครสนใจตามอ่านกันเองละ  .....
บอกไว้ก่อนนะว่านี่คือพระไตรปิฎก....^^

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?book=1&bookZ=45&name=มหาสติปัฏฐานสูตร    (**  ค้นหาคำว่า มหาสติปัฏฐานสูตร )

อ้างอิง
ทั้งหมดนี้คือ พุทธานุสติครับ ที่อยู่ในบทสวดมนต์อยู่แล้วครับ
และที่วัดก็ไม่สอนให้นึกแต่ พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าพระองค์จริงๆ อย่างเดียวครับ


ส่วนเรื่องพุทธานุสติที่ชาร์ปยกมา ถูกต้องครับ  ยกเว้นพระพุทธรูป......  สมัยนั้นมีพระพุทธรูปแล้วเหรอครับ แล้วบทสวดตรงไหนที่บอกว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป   

   พระพุทธรูป เป็นบัณญัติ  ...................  ถ้าคิดถึงพระพุทธรูป ไม่รุ้ว่ามีกี่สิบปรางค์ อันนั้นมันกลายเป็นยึดติดในบัญญัติแล้วมั้งครับ  ^^

อ้างอิง
ก็ผมยกไปให้ดูไงครับ สมถกรรมฐาน หรือ กรรมฐาน 40 กอง เรียกแบบไหนก็ได้
จักรีเป็นคนบอกเอง ว่าไมแน่ใจว่าเรียกแบบไหน
ผมเลยยกหลักฐาน สนับสนุนจักรีเอง



เอาละครับ ผมแน่ใจแล้วครับว่า   กรรมฐาน ไม่มีชื่อเรียกอื่นครับ  กรรมฐาน 40 กอง 
สมถกรรมฐาน เป็น ส่วนหนึ่ง ของ กรรมฐาน  เช่นเดียวกับ วิปัสสนากรรมฐาน   

แต่ชาร์ป  ยืนยันว่า สมถกรรมฐาน เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของกรรมฐาน โดยอ้างเว็บนี้
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6

แต่ผมว่าไม่ใช่ผม จึงค้านด้วยเว็บนี้
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน     (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน)   *** เว็บพระไตรปิฎก

ทำความเข้าใจเอาเองนะครับว่าจะเชื่อใคร

อ้างอิง
ทำไมเค้าจัด กสิน 10 เข้ากับหลักของกรรมฐาน 40 วิธีครับ
ใช่ครับ  แต่กสิณ ไม่ใช่สติปัฏฐานสี่นะครับ

จะกล่าวถึงในขั้นของการปฏิบัติ  ภาวนา (การเจริญ, การทำให้เกิดให้มีขึ้น, การฝึกอบรมจิตใจ : mental development)
       1. สมถภาวนา (การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ, การฝึกสมาธิ : tranquillity development)
       2. วิปัสสนาภาวนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง, การเจริญปัญญา : insight development)

       สองอย่างนี้ ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า ภาเวตัพพธรรม และ วิชชาภาคิยธรรม. ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า กรรมฐาน (อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา, ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต, วิธีฝึกอบรมจิต - stations of mental exercises; mental exercise; สังคห. 51 ; Comp. 202)
   
จะสรุป เอาเองดังนี้ .... สมถภาวนา นี้  จุดประสงค์คือทำให้เกิดสมาธิ และความสงบ   
ส่วนวิปัสสนา  การฝึกเพื่อให้มีปัญญา ให้รุ้แจ้งเห็นจริง     แต่ถ้า ฝึกแต่สมถะ  ก็จะมีแค่สมาธิ 
ยิ่งฝึกก็จะยิ่งมีสมาธิ  อย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้วว่า เพ่งหม้อข้าวก็รู้สึกเห็นแต่หม้อข้าว
อะไรผ่านไปผ่านมา ก็ไม่รับรู้  แบบนี้เรียกว่า สมาธิ      แต่ไม่มีสติ....ถ้าอยากให้มีสติ
ต้องฝึกแบบ วิปัสสนา จะได้มีสติและเกิดปัญญา  ใครสรุปได้นอกเหนือ จากนี้ ก็รบกวนชี้แนะ ด้วยนะครับ.....
                     
อ้างอิง
ไม่ถามผมมั้งหรอว่า ทำไมถึงเข้าวัดพระธรรมกาย อยู่ที่วัด ทำบุญมาโดยตลอด
ศีล5 ปกติ ศีล8 วันพระ(บ้าง) นั่งสมาธิทุกวัน 1 ชั่วโมง+
มาวัดทุกอาทิตย์ต้นเดือน ทุกงานบุญ
ทำไมผม ถึงมุ่งมั่นจริงใจกับ ศาสนาพุทธมากนัก
โดยหวังที่จะนำคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เผยแผ่ ขยายมันออกไป
ทำไมผมชวนคนมาสอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า
ทำไมผมถึงรักวัดพระธรรมกาย มากขนาดนี้
ทำไมไม่ถามคนที่เข้าวัดพระธรรมกายแบบนี้มั้ง
ทำไมถึงจะมีข่าวที่ไม่ดีของวัดเมื่อ ปี 2542 คนยังมาเข้าวัดเยอะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมพวก dr. ต่างๆก็เข้าวัดเยอะขึ้นๆๆ คนพวกนี้ก็ไม่น่าโง่โดนหลอกได้
ทำไมเมื่อรู้หลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มาช่วยกันทำงานพระศาสนาละครับ


ผมรู้ครับว่าชาร์ปเป็นคนดี ทำทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกุศล ผมเห็นด้วยและน่าเอาแบบอย่าง อันนี้ผมขออนุโมทนาด้วยครับ
ผมขออนุญาติแนะนำชาร์ปว่า แล้วทำไมชาร์ปไม่ปล่อยวาง ยึดติดทำไมกับ บุคคล กับสถาบัน  อย่างที่พี่เก้อบอกนั่นแหละ
ชาร์ปไม่จำเป็นต้องตอบแทน ความผิดปกติของสถาบัน ทั้งหมด  ในเมื่อพระสังฆราช ท่านทรงวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองแล้วว่าบิดเบือนจริง
และทางวัดก็ยอมรับเอาไปแก้ไขในคำสอนให้ตรงตามพระไตรปิฎกแล้ว (ถึงแม้จะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไร)   
หรือถ้าชาร์ปจะกลับมาแนะนำผมว่าผมนั่นแหละที่ยึดติด ผมก็พร้อมที่จะน้อมรับเอาไปปรับปรุง...

อ้างอิง
ทั้งๆที่รู้หลักของ กาลามสูตร อยู่แล้ว


ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะยอมโดนด่า แล้วก้มหน้าก้มตาปั่นบอร์ดต่อไป
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะไม่มีทางเปิดตัวว่าเป็นธรรมกาย ให้โดนลุย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่หาหลักฐานมาประกอบเหตุผลของผมด้วย มันเหนื่อย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่พิมพ์ให้ยาวอะไรขนาด
แต่ผมว่า ฟ๐นต์เอง คุยกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง
และยอมรับฟัง เหตุผลซึ่งกันและกัน

ชาวพุทธยังลุยกับชาวพุทธเอง แล้วศาสนาพุทธมันจะอยู่ได้อย่างไรครับ
พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว

    ส่วนสองประโยคท้ายนี้   ผมมองว่าแปลกๆ
         พุทธศาสนา นะครับ ไม่ใช่ขบวนการจูเรนเจอร์  ที่ต้องรวมพลังกันขนาดนั้น 
(ขออภัยที่ยกตัวอย่างได้น่าเกียจมากในเวลาแบบนี้....)

ที่สำคัญ เป้าหมายคือการหลุดพ้น ละทิ้ง ปล่อยวาง ไม่ใช่เหรอ.........?

แต่ถ้าหมายความว่าชาวพุทธต้องรวมกันเป็นหนึ่ง  เห็นอะไรไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกไม่ควร 
ต้องช่วยกันบอก ต้องช่วยกันเตือน ............อะแบบนี้ค่อยยังชั่ว.....
ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ผมก็ชาร์ป ที่กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ยุนเอ



ชอบมากเลย หม้อข้าวๆ หม้อข้าว

คุ้นๆว่าเคยมีมาจัดนั่งสมาธิแบบนี้ด้วยที่หาดใหญ่ตอนเด็กๆ ไปนั่งกับเค้าด้วย

มาเป็นดวงแก้วมาเลย แล้วออกเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แล้วมีเมฆสีทอง  :08:

คนมาดูแลก็ถามนะเราก็เล่าไปหมด  :42:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines