โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

Started by iSharp, 06 Jan 2007, 21:01 น.

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

iSharp

อ้อ ชุดมหาลดาฯ 
ดูครั้งแรกเหมือน ครีโอพัตตา ชะมัด  :30:

สวยดีนะผมชอบ ประมาณว่าจำลองมาจากพระไตรปิฏกน่ะ เป็นอานิสงค์ทางการทำบุญกฐินของฝ่ายหญิง
ของฝ่ายชายได้บวชแบบ เอหิภิกขุ น่ะ
ในพระไตรปิฏก นี่จะเป็นทองกับเพชรทั้งหมด  :37:
ในแบบจำลองมานี่ ก็หนักประมาณ 10 กิโล ส่วนคนใส่นี่จะเปลี่ยนไปทุกปีครับไม่จำกัดที่เจ้แห้ง(น็อด)หรอก
ปีที่แล้วคนใส่เป็น ... จำชื่อไม่ได้แฮะ

ไอ้ชุดนี้จะมีมาใส่เฉพาะงานบุญกฐินน่ะครับเริ่มตอนปี 48 ถ้าจำไม่ผิดนะ
มันเริ่มมาจาก การเล่าเรื่องอานิสงค์กฐินใน dmc รายการฝันในฝัน น่ะ
แล้วก็ไปเล่าเกี่ยวกับไอ้ชุดนี่ ก็เลยจำลองมันมาซะเลย

บรรยากาศตอนชุดนี้เปิดตัวนี่ สุดตีน !! สุดตีนมากๆๆๆ
คือน็อดเค้าจะถือผ้าไตรไปวางน่ะครับ 2 ข้างทางคนเยอะมากๆๆ แสงแฟลชรั่วยังกะงานพรมแดง
เสียงตบมือดังมากๆ ตลอดทาง ปีนี้เดี๋ยวจะไปถ่ายรูปมามั่งครับ กดให้สะใจเลย
จากชุดนี้ที่เปิดตัวในงานกฐิน มันทำให้ยิ่งปลื้มและจดจำในงานวันนั้นได้มากกว่าเดิมด้วย
เฉพาะคนที่มาทำบุญวันนั้นน่ะ

ตอบ คห.25 ในพันทิป
ขอบคุณครับที่ชม  ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาเรื่องภาพนิ่งและ artwork อยู่ด้วยครับ
ประโยชน์ที่ผมได้เห็นจากการมาช่วยงานตรงนี้ มันสุดตีนมากกว่าไปพัฒนาอะไรแบบที่คุณว่าเยอะนัก
:42:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

เดอะบุ๋ม

Quote from: ไอ้ชาร์ป>22 on 30 May 2008, 13:38 น.
อ้อ ชุดมหาลดาฯ 
ดูครั้งแรกเหมือน ครีโอพัตตา ชะมัด  :30:

สวยดีนะผมชอบ ประมาณว่าจำลองมาจากพระไตรปิฏกน่ะ เป็นอานิสงค์ทางการทำบุญกฐินของฝ่ายหญิง
ของฝ่ายชายได้บวชแบบ เอหิภิกขุ น่ะ
ในพระไตรปิฏก นี่จะเป็นทองกับเพชรทั้งหมด  :37:
ในแบบจำลองมานี่ ก็หนักประมาณ 10 กิโล ส่วนคนใส่นี่จะเปลี่ยนไปทุกปีครับไม่จำกัดที่เจ้แห้ง(น็อด)หรอก
ปีที่แล้วคนใส่เป็น ... จำชื่อไม่ได้แฮะ

ไอ้ชุดนี้จะมีมาใส่เฉพาะงานบุญกฐินน่ะครับเริ่มตอนปี 48 ถ้าจำไม่ผิดนะ
มันเริ่มมาจาก การเล่าเรื่องอานิสงค์กฐินใน dmc รายการฝันในฝัน น่ะ
แล้วก็ไปเล่าเกี่ยวกับไอ้ชุดนี่ ก็เลยจำลองมันมาซะเลย

บรรยากาศตอนชุดนี้เปิดตัวนี่ สุดตีน !! สุดตีนมากๆๆๆ
คือน็อดเค้าจะถือผ้าไตรไปวางน่ะครับ 2 ข้างทางคนเยอะมากๆๆ แสงแฟลชรั่วยังกะงานพรมแดง
เสียงตบมือดังมากๆ ตลอดทาง ปีนี้เดี๋ยวจะไปถ่ายรูปมามั่งครับ กดให้สะใจเลย
จากชุดนี้ที่เปิดตัวในงานกฐิน มันทำให้ยิ่งปลื้มและจดจำในงานวันนั้นได้มากกว่าเดิมด้วย
เฉพาะคนที่มาทำบุญวันนั้นน่ะ

ตอบ คห.25 ในพันทิป
ขอบคุณครับที่ชม  ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาเรื่องภาพนิ่งและ artwork อยู่ด้วยครับ
ประโยชน์ที่ผมได้เห็นจากการมาช่วยงานตรงนี้ มันสุดตีนมากกว่าไปพัฒนาอะไรแบบที่คุณว่าเยอะนัก
:42:


นี่ไม่ใช่พันทิปนะคะ   :08:


TangMo

โชคดี ที่ฉันรู้ว่า ฉันยังไม่รู้อะไรเลย  :33:

คิ้วหนาจ้ะ

อ่านกันได้ความรู้มากมาย (pantip.com)
แต่ฮาป้าจอมแถ จันทร์กลางใจ มาก  :30:

จักรี

นางวิสาขา

" เป็นชื่อของมหาอุบาสิกาคนสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐี
และนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
ต่อมาได้ย้ายตามบิดามาอยู่ที่เมืองสาเกตในแคว้นโกศล แล้วได้สมรสกับ นายปุณณวัฒน์
บุตรชายมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐี
บิดาของสามีซึ่งนับถือนิครนถ์ ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา มิคารเศรษฐีนับถือนางมาก
และเรียกนางวิสาขาเป็นแม่ นางวิสาขาจึงได้ชื่อใหม่อีกอย่างหนึ่งว่า มิคารมารดา (มารดาของมิคารเศรษฐี)
นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย และได้ให้ขายเครื่องประดับประจำตัวตั้งแต่แต่งงาน
เรียกว่า มหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่ง นำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์
คือ มิคารมาตุปราสาท วัดบุพพาราม ณ พระนครสาวัตถี นางวิสาขามีบุตรหลานมากมาย
ล้วนมีสุขภาพดีแทบทั้งนั้น แม้นางจะมีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี ก็ดูไม่แก่ และเป็นบุคคลที่ได้รับ
ความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า
เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งปวง "


นี่เป็นพุทธประวัติเรื่องหนึ่งของอีกหลายร้อยที่ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฏก
จะเห็นได้ว่า เจตนามันแปลไปได้หลายทาง แล้วแต่จะเอาจุดไหนมาพีเซ้น
และเพื่อประโยชน์หรือเจตนาอย่างไรก็คงอยู่ที่ผู้นำเสนอเท่านั้น

พออ่านประวัติของท่านผู้นี้แล้ว จะได้รู้เกี่ยวกับ
อานิสงของการทำบุญ ทำทาน ทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
ในฐานะของมหาเศรษฐีที่มีอำนาจทรัพย์เพียงพอที่จะสวมใส่ชุดและเครื่องประดับ สูงค่า เพียงคนหนึ่งเท่านั้น
และด้วยปัญญา ของท่านในการบรรลุในขั้นโสดาปัตติผล เพียง อายุ 7 ขวบ ซึ่งตรงจุดนี้ เราจะเห็นว่า การบรรลุ
มรรคผลกับการทำบุญทำทานอันเกิดขึ้นหลังจากนั้นจนได้รับการยกย่อง ล้วนเกิดขึ้นต่างวาระกัน
มันเป็นเหตุการณ์ที่ยืนยันส่วนที่ว่าการทำบุญ ทำทานเยอะ และสม่ำเสมอ เพียงอย่างเดียว
ไม่ได้ทำให้สู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนาได้ แต่อานิสงของการทำบุญทำทานทำนุบำรุงพุทธศาสนานั้น
ส่งผลถึงชีวิตของท่านดังที่ยกมาข้างต้น ไม่ว่าจะ เรื่องรูปกายที่สวยงามสดใส จิตใจที่ดีงาม และสมบัติทรัพย์ ต่างๆ
แต่กระนั้นก็ ~มิได้นำพา~(คุ้นมั้ยคำเนี่ย)  ท่านไม่เคยตระหนักใน รูปกาย และสมบัติภายนอกเพียงอย่างใด
จะเห็นได้จากการ เมื่อท่านเข้าไปถวายอะไรต่ออะไรให้กับสงค์หรือพุทธเจ้าท่านถอดชุดที่มีค่านี้ทุกครั้ง
และก็ขายเพื่อนำเงินมาทำประโยชน์อย่างอื่นต่อไป ข้อนี้เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ ที่น่าจะเป็นอีกจุดประสงค์หนึ่ง
ที่ประวัติของท่านสมควรถูกบันทึก และไม่ว่าใครที่นำเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอ ก็ต้องอย่าลืม massage ตรงนี้ให้จงดี
เพราะอาจจะง่ายกับการเกิดโลภะต่ออนิสงของมันได้และสิ่งที่ตามมาก็คือโมหะนั่นแหละ....

 
จะเห็นได้ว่า นางวิสาขา คืออุบาสิกาที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ทำบุญ ทำทาน สม่ำเสมอ
เป็นเศรษฐี ที่มีทรัพย์ภายนอก ภายใน เอนกอนันท์  และสำเร็จมรรคผล
แต่ถ้าศึกษาประวัติของพุทธสาวกหลายๆ ท่าน บางท่าน ทำบุญทำทานสม่ำเสมอ
ไม่ได้เป็นเศรษฐี ไม่มีทรัพย์ภายนอก สำเร็จมรรคผล
บางท่าน ไม่ทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เป็นเศรษฐีแถมเป็นยาจก
ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ และสำเร็จมรรคผล  และบางท่านไม่ทำบุญทำทาน (วัตถุสิ่งของ)
เพียงแค่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบก็สำเร็จมรรคผล......

ในประวัติของพุทธสาวกทั้งหลาย ล้วนมีข้อดีที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าจะหยิบยกใครขึ้นมา   เพื่อจะสอนอะไร   เพื่อประโยชน์อะไร  และเพื่อใคร
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

TangMo

ขออธิบายต่อจากจักรีเพิ่มนะครับ
ที่นางวิสาขา ขายเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ (จากที่ผมเคยได้อ่านผ่านมา) ประมาณว่า 

            มีอยู่วันหนึ่งนางวิสาขา หรือไม่ก็คนใช้ของนางวิสาขานี่แหละ ลืม ชุดมหาลดาปสาธน์ไว้บริเวณที่ประทับของพระศาสดา
พระอานนท์เห็นจึงได้หยิบไปไว้ให้ .... พอนางวิสาขารุ้ว่า ชุดมหาลดาปสาธน์ ได้ถูกพระอานนท์จับแล้ว ก็เลยไม่กล้าใส่ชุดมหาลดาปสาธน์นั้นอีก(เพราะความเคารพในพระสงฆ์ ไม่ใช่รังเกียจพระอานนท์)
จึงได้ถวายชุดนั้นให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงเป็นธุระในการขายชุดมหาลดาปสาธน์ เพื่อใช้ในการสร้างวัดต่อไป ......



ประโยคนี้ชี้ให้เห็นถึงกฏแห่งกรรมเลยครับ คือ ...

Quoteจะเห็นได้ว่า นางวิสาขา คืออุบาสิกาที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ทำบุญ ทำทาน สม่ำเสมอ
เป็นเศรษฐี ที่มีทรัพย์ภายนอก ภายใน เอนกอนันท์  และสำเร็จมรรคผล

ที่นางวิสาขามีทรัยพ์มาก ก็เพราะได้ทำทาน สม่ำเสมอ
ที่ท่านสำเร็จมรรคผล ก็เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

และที่น่าสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง คือ แม้นางวิสาขา ท่านบรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ  ท่านก็ยังไม่ขาดเรื่องการทำทานเลยครับ



และอีกประโยคหนึ่ง
Quoteแต่ถ้าศึกษาประวัติของพุทธสาวกหลายๆ ท่าน บางท่าน ทำบุญทำทานสม่ำเสมอ
ไม่ได้เป็นเศรษฐี ไม่มีทรัพย์ภายนอก สำเร็จมรรคผล
บางท่าน ไม่ทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เป็นเศรษฐีแถมเป็นยาจก
ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ และสำเร็จมรรคผล  และบางท่านไม่ทำบุญทำทาน (วัตถุสิ่งของ)
เพียงแค่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบก็สำเร็จมรรคผล......

ที่ท่านเป็นยากจน เพราะ ไม่ได้ทำทาน นี่เอง
แต่ที่สำเร็จมรรคผลได้ ก็เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั่นเอง


จะเห็นได้ว่าทุกการกระทำนั้นมีผล   ถ้าทำทาน ก็จะทำให้มีทรัยพ์
                                              รักษาศีล  ก็จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง สมส่วน ไม่มีโรคมาก ผิวพรรณดี
                                              ภาวนา     ก็ทำให้เรามีปัญญา บรรลุมรรคผลนิพพาน

ยุนเอ



ก็เลยต้องทำทานใช่มั้ยครับ จะได้ชาติหน้ามีทรัพย์
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

TangMo

ก็ต้องทำบุญทุกบุญ
   
         อย่างน้อยก็ 3 อย่าง คือ ทำทาน  รักษาศีล และเจริญภาวนา ครับ

psyfer

รู้สึกเหมือน ทำบุญหวังผลเลยแฮะ

คิ้วหนาจ้ะ

ผมไม่ค่อยทำทาน ทุกวันนี้เลยจน แบบนี้เลย  :05:

TangMo

อยากจะบอกว่า มันเป็น เช่นนั้นเอง

        คือ มันเป็นเรื่องของเหตุและผล น่ะครับ
       

        เหมือนปลูกต้นไม้น่ะครับ  ถ้าปลูกต้นแอปเปิ้ล ก็ต้องได้ลูกแอปเปิ้ล น่ะครับ  มันเป็นเช่นนั้นเอง        

        ถ้าทำกรรมดี  ก็ได้  ผลดี
        ถ้าทำกรรมชั่ว ก็ได้  ผลชั่ว ครับ

จักรี

เนอะ  
พุทธศาสนานี่อย่างไง  สอนเรื่องโลภะ  
แต่ทำอย่างนู้นเพื่อให้ได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้เพื่อให้ได้อย่างนั้น  :37:


แต่ผมเข้าใจนะ ว่าเป็นการอธิบาย ทำอย่างนั้นต้องได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ต้องได้อย่างนั้น  
เป็นเหตุแห่งผลหรือผลจากเหตุนั่นแหละ
สัจจะธรรมบอกว่า ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว อ่ะนะ  แต่มนุษย์บอกว่า ปลูกข้าวเพื่อให้ได้ข้าว

เปลี่ยนเป็นคำว่าเพื่อ ท้ายสุดก็เพื่อตัวเอง  

ละเอียดเนอะ
               
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

โก้

จริงๆ ผมเองเชื่อว่า ทำดีไปเถอะ
ส่วนได้อะไรกลับมานั้น ไม่ต้องไปรอ
ทำไปเถอะ

แต่ทำชั่วเนี่ย
ไม่ต้องรอ เดี๋ยวก็ได้
nuugo.blogspot.com
instagram.com/nuugo

iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

TangMo

ศาสนาพุทธไม่ได้สอนเรื่องโลภ

แต่สอนเรื่องความเป็นจริงของชีวิต

สอนให้รู้เท่าทันตนเอง

       เรื่องของ การมีทรัพย์  อยากจะบอกว่า ทำอะไรก็ต้องให้รู้วัตถุประสงค์ของสิ่งนั้นน่ะครับ (พูดเฉพาะเรื่องทรัพย์นะครับ)
ทรัพย์(เงิน) เป็นสิ่งชาวโลกในยุคปัจจุบันเค้าสมมติ ขึ้นมา สามารถนำไปใช้สอย ซื้อปัจจัย 4 ได้
ใครมีทรัพย์แล้วก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าของสิ่งนั้น

ถ้าคนไหนใฝ่ดี
      แล้วมีทรัพย์มาก ก็ย่อมมีโอกาสในการสร้างความดี ปฏิบัติธรรม มากกว่าคนที่มีทรัพย์น้อย
      เพราะคนที่มีทรัพย์น้อย ก็ย่อมเสียเวลาไปกับการหาทรัพย์ ไม่มีเวลาปลีกตัวไปฏิบัติธรรม ไปทำความดีมากกว่าคนทีมีทรัพย์มาก

แต่ถ้าคนไหนไม่ใฝ่ดีแล้ว ..... แม้มีทรัพย์มาก หรือมีทรัพย์น้อย ก็ไม่ต่างกัน (คนมีทรัยพ์มาก อาจผิดศีลทำชั่วได้มากกว่าคนมีทรัยพ์น้อยเสียอีก)

เพราะฉะนั้นที่เราต้องมีทรัพย์ ก็เพราะ สามารถใช้ทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้นไปสร้างความดี ได้มากกว่าคนที่ไม่มีทรัพย์ครับ

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines