โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

เก้อ

ว่าแล้วก็มีเวบมาแนะนำ หลายๆท่านคงรู้จักอยู่แล้วมั้ง
ฟังเสียงธรรม คำเทศน์ของพระอาจารย์สำคัญๆ
ผมว่ามีครบเลยนะ ตั้งแต่ท่านพุทธทาส หลวงปู่ชา
พระพยอม จนใหม่ๆอย่าง พระอาจารย์ว.เลย

http://www.dhammathai.org/sounds/dhammasound.php

ฟังวันละหัวข้อก่อนนอนทุกคืนมานานแล้ว
แต่ละหัวข้อจะประมาณเกือบชั่วโมง พอดีหลับ :43:
I ROCK , THEREFORE I AM

จักรี

ไม่รุ้สิ นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่าความรู้สึก อนุโมทนา  จริงๆ  :37:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

TangMo

#1892
ตอนที่ผมเรียนในสมัยมัธยม อาจารย์ก็สอนถึงเรื่องหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า  "ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์" 

สมัยนั้นผมก็ได้แต่จำ แต่ไม่เข้าใจครับว่ามีความหมายอย่างไร

เมื่อผมโตขึ้น  ผมได้มีโอกาสฟังธรรมะจากพระอาจารย์ในหลายครั้งๆที่มาวัด ทำให้ผมเข้าในหลักคำสอนเพิ่มขึ้น(บ้าง)

ว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีลักษณะอย่างหนึ่งคือ จะลุ่มลึกไปตามลำดับ

ผมก็เลยเข้าใจว่า คนเราการที่จะหมดทุกข์ ไปนิพพาน ได้นั้น

จะต้องเริ่มจากละชั่ว คือ ไม่ทำบาป ไม่ทำผิดศีล ไม่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว

ต่อจากนั้นก็ให้ทำแต่ความดี คือ สร้างบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ (มีการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นต้น) คือ คิดดี พูดดี ทำดี ปฏิบ้ติตามหลักคำสอนของพระศาสนาให้เป็นนิสสัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่า มันรวมทั้งมีความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ) ในเรื่องของบุญ บาป กฏแห่งกรรม เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมว่าเรามองข้ามเรื่องกฏแห่งกรรม เรื่องบุญ บาป เรื่องธรรมะต่างๆ ไม่ได้นะครับ

และสุดท้าย ก็คือ หมั่นทำใจให้ผ่องใส คือ หมั่นรักษาใจ ให้ผ่องใสอยู่เสมอ (โดยการฝึกสมาธิ) อย่าให้สิ่งอื่นสิ่งใดมีอำนาจเหนือใจของเราให้เศร้าหมองได้   
ใหม่ๆ ก็เศร้าหมองมากกว่าผ่องใส 
แต่พอฝีกไปมากๆเข้า ก็เศร้าหมองกับผ่องใส พอๆกัน
พอฝึกสมาธิให้หนักเข้า ความผ่องใสเริ่มมีมากกว่าความเศร้าหมอง
และเมื่อทำได้เป็นนิสัย ความผ่องใสก็จะมีเป็นปกติ ความเศร้าหมองก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ...... จนความทุกข์หมดสิ้นไป ไปนิพพาน(นี่ความคิดผมนะครับ)



\\ แก้ไขข้อความครับ

ยุนเอ



เพราะคิดเรื่องบาปบุญนี้แหละครับ ที่ทำให้เศร้าหมอง

พูดๆ ไปแล้วนึกถึงคำพูดๆ หนึ่งของราชากับพุทธองค์

ราชาเห็นชีเปลือยเดินมา
แล้วจึงทูลพุทธองค์ว่า พวกนี้เป็นอริยะ พระพุทธเจ้าค่า  :46:
พุทธองค์ตรัสว่า ท่านยังนอนกับภรรยาที่บ้านอยู่เลยจะรู้ได้ไงว่าใครเป็นอริยะ


เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

ดาเฉยๆ

ไม่เข้าใจอะเอ  :08:

เค้าบอกว่าชีเปลือยเป็นอริยะ
หรือราชาเป็น
หรือใครเป็น

ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

คนตาบอดข้างเดียว

ปัจจุบัน เรามักอธิบายสภาวธรรม ปฏิจจสมุปบาท ว่ากฏแห่งกรรม
เพราะ ปฏิจจสมุปบาท กว้างขวางคลอบคลุมไปทุกอย่าง จะอธิบายแบบข้ามชาติข้ามภพก็ได้
หรืออธิบายภายในชั่วขณะจิตเดียว ก็ได้

แต่เรื่องกรรมนั้น อยากให้พิจรณาโดยไม่ลืมปัจจุบันขณะ

สมมุติ นาย อ. จู่ๆก็ถูกรถชน
บางคนอธิบายว่าคือกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน ที่นาย อ. ไปขับเกวียนชนหมาเอาไว้(อธิบายตามที่เข้าใจว่ามันคือ เหตุและผล)
จึงเป็นเหตุให้นาย อ. โดนรถชนในชาตินี้
การอธิบายแบบนี้ ดูจะมองสืบสาวไกลเกินไป
โดยไม่มองเรื่องปัจจุบันใกล้ๆตัวว่า เพราะนาย อ. เล่นดอทเอไม่ได้หลับได้นอน สลึมสลือ เดินข้ามถนนขาดสติ เป็นเหตุให้โดนรถชน

เพื่อให่เข้าใจง่ายๆ

สมมุติ นาน อ. เดินขึ้นตึกชั้น 5
จากนั้น จึงแคะขี้มูก ปาลงไปใส่คนข้างล่าง

เหตุการณ์ที่นาย อ. เดินขึ้นมาชั้น5 ก็เหมือนชาติปางก่อนครั้งกระโน้นนนน
ซึ่งเราก็นับว่าเป็นการกระทำของนาย อ. ด้วย
แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เพราะนาย อ. เดินขึ้นตึกมาชั้น 5 เป็นเหตุให้ปาขี้มูกลงไปข้างล่าง
แต่การเดินขึ้นมาชั้น 5 เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้นาย อ. ปาขี้มูกลงไปข้างล่างได้

พิมพ์ไป งงไป คือว่า
การเดินขึ้นมาชั้น 5 เหมือนจะเกี่ยว และไม่เกี่ยว กับการที่ นาย อ. ปาขี้มูกลงไป
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ปัจจัยที่ทำให้นาย อ. ปาขี้มูกลงไปอาจจะเป็นเพราะ มองลงไปเห็นอริเก่าพอดี
จึงปาขึ้มูกลงไปใส่กบาลมัน

แต่การเดินขึ้นมาบนชั้น 5 ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ถ้าไม่เดินขึ้นมา ก็ปาลงไปไม่ได้
เหตุการณ์ที่นาย อ. เดินขึ้นชั้น5 จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่เรียกกันว่า กรรมเก่าแต่ปานนู้นนั่นแล
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

จักรี

อธิบายได้งงจริงๆครับแต่เข้าใจ ผมไม่อยากอธิบายก็เพราะ งง แบบนี้แหละลองลำดับความคิดตัวเองดูแล้ว มันก็งง อยู่ดี
ยิ่งพูดเยอะก็ดูมันไกลเกินจะเชื่อว่ามันเป็นเหตุเป็นผลกัน  บางทีเพราะเหตุมันเกิดชาติที่แล้วนุ่นส่วนผลมันกลับมาเกิดชาตินี้ 
นี่แหละที่มันเหนือกว่าคำว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์  อู้ย งงวู้ย
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ยุนเอ



ปัญญา กับ ศรัทธา

ถ้ามีปัญญาแต่ไม่มีศรัทธา ก็จะทำดีเพื่อตัวเอง
ถ้ามีศรัทธาแต่ไม่ใช้ปัญญา ก็ลุ่มหลง

ต้องปัญญานำศรัทธาตาม กำลังดี
หรือศรัทธาก่อนเพื่อให้เกิดปัญญา ก็โอเค

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

จักรี

อ้า เคย พูดเรื่องสัดส่วนของ อินทรีย์พละแล้ว ด้วย ปัญญา ศรัทธา วิริยะ ขันติ  มีอีกมั้ยนะ ชั่งมันเอาแค่นี้ก่อน ประมาณนั้น ไปแล้วครั้งหนึ่งมันต้องพอดีๆ อย่างที่เข้าใจ โอเค้   :37:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iannnnn

อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องครับ ขออภัย :08:

เมื่อวานนี้ไปฟังธรรมะเดลิเวอรี่ของพระมหาสมปองมาครับ ที่ตึกคณะวิศวะฯ ม.ช.
นอกจากจะฮาแล้วยังทึ่งในการตอบคำถามสดๆ ของหลวงพี่ เจ๋งจริงๆ ครับ
เป็นทอล์กโชว์ที่มีคนดูแน่นหอประชุม และสนุกที่สุดเท่าที่เคยดูทอล์กโชว์ฺมา



ส่วนอันนี้ไม่เกี่ยวกันครับ แต่น่าสนใจดี
ตอนไปปายนั่งอ่านความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน เล่ม 5 ที่ดองไว้จนเปรี้ยวได้ที่
เล่มนี้มีหลายตอนที่วินทร์คุยกับปราบดาในเรื่องความเชื่อ ทางศาสนา
และทางอื่นๆ ที่เทียบชั้นศาสนาไปแล้ว (เช่นการเมือง ฟุตบอล)
คำคำนึงที่พี่คุ่นพูดมาน่าสนใจครับ คือแกไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่แกนับถือพุทธปรัชญา

ลอกซะดีมั้ง






ป.ล.
เดี๋ยวไว้จะเอาภาพที่ถ่ายมาจากวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ มาแปะครับ
เดาว่าอาจจะถูกใจชาวพุทธที่นิยมแนวคิดสายท่านพุทธทาส
(ประมาณว่า เราจะไปห่วงชาติหน้าทำด๋อยอะไร ทำวันนี้ให้ดีสิจ๊ะ)

ยุนเอ



ไปวัดอุโมงค์ เห็นปลาตัวเท่าขาแล้วยังพี่แอน  :25:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iannnnn


ยุนเอ



เห้ย พูดจริง  :08:

มันจะมีบ่อปลาหลังวัดด้วยนินา
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iannnnn

เปล่าๆ
ตูไปถวายสังฆทานปีใหม่แล้วน้องอุ๊น้องดาพาเดินทัวร์รอบๆ เท่านั้นเอง
ได้ถวายแบบเงอะๆ งะๆ ในวันปีใหม่นี่ ท่านเจ้าอาวาสเองก็เสียบแหบ
บอกว่าอาตมาขอไม่นำสวดละกันนะ วันนี้เหนื่อย :30:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines