รวมงานเขียนชาวฟอนต์

เริ่มโพสต์โดย นิ้ง, 03 ม.ค. 2006, 19:33 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

✌

จริงๆกะจะเขียนเรื่องหนึ่ง

ความคิดไป3ตอนแล้ว

มือกระดิก0ตอน

:39:

Zafire06


นายโอ้เอ้

อ้างคำพูดจาก: NanaMafia เมื่อ 04 ก.พ. 2006, 10:44 น.
อ๊ากกกก
อีกเดืิอนเดียว
ตูจะแต่งทันมั้ยเนี่ย T_T

อายุยังน้อย จะรีบแต่งไปไหน  :21:
Today you , Tomorrow me.

roundbol123

แป้กค่ะ -*-

แต่งนิยายค่ะแต่งนิยาย
:22: :47:

อิคคิว

 
ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่งมีแขวนกระดิ่งเล็กๆไว้ที่ประตูร้าน
ทุกครั้งที่มีแขกเข้าร้าน ก็จะทำให้กระดิ่งนั้นส่งเสียงดัง `Ding Ding`
วันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี เข้ามาในร้านกาแฟนี้
เจ้าของร้านสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับให้เขานั่งด้านใน
"กาแฟแก้วนึงครับ"
"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
เจ้าของร้านสาวพูดพลางยิ้มให้อย่างมีมารยาทแล้วก็ไปบดเม็ดกาแฟและตั้งกาต้มกาแฟ
ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวอยู่ตลอดไม่นานนัก
เจ้าของร้านสาวก็นำกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะชายหนุ่ม
"ขอบคุณครับ"
"คุณเพิ่งมาเป็นครั้งแรกใช่ไหม? รู้สึกว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคะ?"
เจ้าของร้านสาวถาม
"ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดีมาก ๆ เลยครับ"
"ฉันก็ชอบบรรยากาศของร้านนี้มากเหมือนกันถึงแม้ว่ากิจการร้านนี้ไม่ค่อยดีนัก
ฉันกับสามีก็เสียดายไม่อยากจะปิดร้านทิ้ง" ทั้งคู่เงียบไปสักพัก
"ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหมครับ? เอ่อ... ก่อนที่จะถามคุณ
ผมอยากจะเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คุณฟังก่อน" ชายหนุ่มพูดถามขึ้นมา
"ได้ค่ะ คุณพูดมาได้เลย"
เจ้าของร้านสาวก็สนใจที่จะฟังชายหนุ่มก็เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งผ่านมานานมากแล้ว
"เมื่อก่อนผมมีแฟนคนหนึ่ง
เราสองคนก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตแล้ว
ความรักของเราสองคนนั้นถึงแม้จะธรรมดา แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว
เพราะผมรักเธอมากเพียงแค่มีเธออยู่ข้างๆผมก็มีความสุขมากแล้ว แต่ทว่า
ความสุขอันนี้มันช่างสั้นนักหลังจากนั้นก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นก่อนหน้าพิธีหมั้นของเราสองคนหนึ่งเดือ

คืนนั้นผมมีธุระต้องทำจึงไม่สามารถไปส่งเธอกลับบ้านได้ ในคืนนั้น
เธอโดนคนร้ายรุมข่มขืน..."
"แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ? ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปหรือ?"
เจ้าของร้านสาวถามด้วยความสงสาร
"ถึงแม้จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
ความรักของผมที่มีให้เธอก็คงยังมั่นคงมิได้แปรเปลี่ยนเลยสักนิด
ผมก็ตั้งใจจะจัดพิธีหมั้นขึ้นตามเดิม แต่... เธอคิดไม่ตก
เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นเธอคนเดิมแล้ว ในวันหมั้นของเราสองคนวันนั้น
เธอผูกคอตาย โชคยังดีที่ว่าพวกเราพบเธอได้เร็ว ช่วยชีวิตเธอไว้ได้
แต่เพราะว่าสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป
ทำให้เธออยู่ในสภาพไม่มีความรู้สึกตัวและอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้...
สุดท้าย เธอก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อผมรู้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบไปหาเธอ
แต่พ่อแม่เธอขวางกั้นผมไว้ไม่ให้ไปพบเธอ
พวกเขาคุกเข่าลงมาขอร้องผมกลายเป็นว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป
หมอบอกว่าเมื่อคนโดนกระตุ้นจิตใจอย่างแรง
ก็อาจจะเลือกที่จะหลบหลีกความทางจำอันนั้นโดยการฝังลึกไว้ในใจตัวเอง
ไม่ต้องการที่จะจำเรื่องเลวร้ายนั้นอีก
เธอลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาด้วย
พ่อแม่เธอขอร้องให้ผมอย่าเพิ่งไปพบเธอสักพัก
เขาไม่ต้องการให้เธอนึกถึงเรื่องน่าเศร้านั้นอีก เพราะกลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายอีก
บังเอิญเจอกันในที่อื่น ก็จะทำเป็นไม่รู้จัก ไม่ทักทายกันเด็ดขาด
ช่วงเวลานั้นมันช่างทรมานยิ่งนัก อยากรักเธอ แต่ไม่อาจทำได้ อยากจะพบหน้าเธอ
แต่ก็ไปพบไม่ได้ วันนี้ เป็นวันครบสิบปีนั้นแล้ว"
"ขอแสดงความยินดีให้ด้วยค่ะ คุณรอคอยมาสิบปีแล้ว
ในที่สุดวันนี้ก็สามารถไปพบเธอได้แล้ว"
"ใช่ครับ แต่... ยิ่งใกล้ถึงเวลานี้ ผมก็ยิ่งกลัว สิบปีที่ผ่านมานี้
ความรักผมนั้นยังไม่เปลี่ยน แต่ตัวเธอล่ะ? ถ้าผมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟัง
เธอก็ยังจำผมไม่ได้ แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะ? หรือว่าเธอได้แต่งงานไปแล้ว
ผมควรจะทำเช่นไรดี? เพราะเช่นนี้ ผมอยากจะถามคุณว่า คุณคิดอย่างไร?
ถ้าแฟนผมคนนี้แต่งงานไปแล้ว ผมควรจะบอกให้เธอ ได้รับรู้เรื่องนี้มั้ย?"
เจ้าของร้านสาวก็พูดอย่างจริงใจว่า
"ถ้าสมมุติว่าเธอมีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ แต่งงานกัน
คุณยังมีโอกาส
แต่ถ้าเธอคนนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วคุณก็ไม่ควรไปทำลายครอบครัวเขา"
ชายหนุ่มได้รับฟังแล้ว ก็แค่ตอบสั้น ๆ ด้วยความผิดหวัง... "นั่นสินะ..."
`Ding Ding` พอดีเวลานี้ก็มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน
เจ้าของร้านสาวก็พูดกับชายหนุ่มว่า
"ฉันต้องไปต้อนรับแขกแล้ว เชิญตามสบายนะคะ"
เธอเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาถามเขาว่า "จริงสิ
คุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยสนิทกับฉันมากนัก
ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?"
"เพราะว่า เธอคนนั้นเคยพูดเอาไว้ว่า หลังแต่งงานแล้ว เธออยากจะเปิดร้านกาแฟเล็ก
ๆ อย่างนี้เหมือนกัน"
เจ้าของร้านสาวคิดสักครู่ถึงตอบออกมา "อ๋อ อย่างนี้เองหรือคะ"
พูดจบเธอก็หันหลังกลับเดินไปต้อนรับแขกที่เข้ามาใหม่....
ชายหนุ่มมองตามร่างของเจ้าของร้านสาวนั้น..
น้ำตาเขาค่อยๆหยาดไหลออกมา..
เขาตัดสินใจไม่บอกเธอว่า แท้จริงแล้วเขามาที่ร้านนี้เพื่ออะไร
..แฟนของเขาคนนั้น.. อยู่ใกล้แค่เอื้อม.. แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ
เธอนั้นมันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน..
กาแฟในแก้วนั้น ก็ไม่รู้เย็นลงตั้งแต่เมื่อไหร่...
:05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05: :05:

roundbol123

เคยอ่านใน fwd เมลล์แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
:22: :47:

Soris0ri

อืม

แต่นี่มันรวมงานเขียน

แปลว่าต้องแต่งเองสิ  :27:
Las Noches Rubicundior

ดาเฉยๆ

เศร้าดี :05:


:05: :05: :05: :05: :05: :05:
สงสารอ่าาา

Ah!

อ้าว นึกว่าแต่งเอง
:08:
ต้องไปที่จู๋ฟอร์เวิร์ดงามๆนะครับ
:42:
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

มังกิ๊ง

#189
ขุดซากมันขึ้นมา  :02:

เพราะเป็นอันเดียวที่ตัวเองดูมีภูมิฐานที่สุด  :30:

The Quest

          Episode I : Part I

บทที่ 2 : ความจริง

          รุซโซพยายามเก็บงำอาการตื่นเต้น เมื่อคาร์ลอสถอดดาบทั้งหกเล่มของเขาวางช้า ๆ ลงบนโต๊ะเก่า ๆ ในโบสถ์ เขาสังเกตเห็นว่าแต่ละเล่มมีลวดลายแตกต่างกัน โดยเฉพาะเล่มหนึ่งที่ดูด้ามจะเอี่ยมเสียเหลือเกิน เหมือนเจ้าของจะไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน ดาบทั้งหกเล่มส่งกลิ่นอายที่ทำให้รุซโซรู้สึกกดดันแบบแปลก ๆ

          พวกนี้ไม่ใช่ดาบธรรมดาแน่...

          เขาคิดในใจขณะที่คาร์ลอสถอดแว่นกันแดดสีชาออก เด็กหนุ่มดูจะหน้าอ่อนลง และอย่างไรรอยยิ้มก็ไม่จางหายไปจากใบหน้าสีเนื้อ เขาพยักเพยิดไปทางเจอรัล หนุ่มจอมเวทย์ใส่เสื้อคลุมสีครีม ที่กำลังนั่งลงบนเศษซากของหลังคาโบสถ์ บรรยากาศตอนนี้เงียบสงัด เพราะเหล่าผู้คนต่างพากันทยอยหนีหายไปกันหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อที่ไม่เคยย้ายไปไหนเลยก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อความน่ากลัวของ สิ่งเหล่านั้น

          "ตกลงพวกนายจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้พวกชั้นฟังงั้นหรอ" อังเดรเอ่ยถามก่อนเป็นคนแรก ดูดวงหน้าเขาเรียบ ๆ ไม่มีความรู้สึกสงสัยหรือตกใจแสดงออกมา

          ถึงแม้ว่าเมื่อกี้เขาพึ่งจะหั่นนกยักษ์แหลกไปตัวนึงแล้วก็เถอะ...

          "พูดอย่างนั้นก็ถูก" เจอรัลเอ่ยตอบสั้น ๆ ดูแววตาและน้ำเสียงเขาจะดูเป็นมิตรขึ้นมาก ตั้งแต่รู้ว่าทั้งสองเป็น ตัวอะไรซักอย่างที่ชื่อเอสแอล

          "พวกนายรู้เรื่องเจ้าพลังแปลก ๆ ของพวกเรานี่ด้วยงั้นหรอ" รุซโซถาม พลางดีดนิ้วเล่น ๆ ก่อนที่จะเกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นที่ปลายนิ้วอย่างไม่ได้ตั้งใจ "ทั้ง ๆ ที่พวกเรายังไม่รู้เลยเนี่ยนะ"

          "มีอีกหลายอย่างที่คนธรรมดาไม่รู้ครับ" คาร์ลอสเอ่ยตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะหยิบแว่นที่เช็ดจนสะอาดแล้วกลับมาใส่ใหม่ "อย่างเช่นเรื่องการมีตัวตนอยู่ของพวกเรา"

          "พวกเราคือแวเรี่ยน" เจอรัลเอ่ยต่อ พลางชูเครื่องหมายสัญลักษณ์รูปร่างแปลก ๆ เหมือนพระอาทิตย์มีแฉกเป็นเสี้ยว ๆ "หรือกองปราบปรามและทำลายล้างเผ่าพันธุ์ปีศาจ"

          "ทำลายล้างอะไรนะ" รุซโซถามย้อน เจอรัลพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

          "ปี - ศาจ" เด็กหนุ่มผมดำย้ำ

          แหงหละ สำหรับคนที่ได้ยินคำว่าปีศาจซ้ำ ๆ กันจนชินหูแล้วย่อมไม่แปลกใจกับของแค่นี้ แต่รุซโซกับอังเดรไม่ใช่ พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบนั้นอยู่บนโลกมาก่อน - ตอนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสเป็นเวลาเที่ยงวัน แต่รุซโซเหมือนตัวเองกำลังก้าวเข้าไปในความมืดมิด ความจริงของโลกที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ความจริงที่มนุษย์ธรรมดาไม่เคยแม้แต่ล่วงรู้

          "ทุกวันนี้มีพวกมันมากจนน่าตกใจ" เขาเอ่ยต่ออย่างเคร่งเครียด "พวกมันปรากฏตัวอยู่แถว ๆ เมืองชายฝั่ง เช่นเมืองพวกนายแล้วก็เมืองท่าต่าง ๆ - พวกมันเป็นปีศาจ ร่างกายใหญ่โตดุร้าย มีการแบ่งชนชั้น และที่สำคัญที่สุด - มันไม่ใช่ปีศาจโง่ ๆ ที่พวกนายเห็นกันในรายการหนัง - มันคือ ปีศาจ ทั้งทางร่ายกายและหัวสมอง"

          "นายกำลังหมายความว่าปีศาจพวกนี้มีความคิด" อังเดรเอ่ยช้า ๆ อย่างระมัดระวัง

          "ถูกต้อง มากกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ มันฉลาดกว่า หลักแหลมกว่า เสียแต่มีพวกมันแค่ไม่กี่ตัวที่เป็นเช่นนั้น"

          รุซโซนึกเห็นด้วยในใจ เพราะเขาแน่ใจว่าเจ้ายักษ์บ้าที่วิ่งไล่เขาเมื่อเช้าตัวนั้นคงไม่มีสมองขนาดเรียนฟิสิกส์ได้เก่งกว่าเขาหรอก

          "ตัวฉลาดที่สุดเลยได้เป็นหัวโจกสินะ" อังเดรเดา แต่คาร์ลอสส่ายหัว

          "ตัวที่เก่งที่สุดต่างหากล่ะครับ" เขาเอ่ยแก้ "เพราะเผ่าปีศาจนั้นมีพละกำลังเกินกว่ากำลังสมองของมันหลายสิบเท่าครับ - ตัวที่ฉลาดที่สุดเลยได้เป็นแค่กุนซือ"

          "ใครล่ะเก่งที่สุด"

          แต่คำถามนี้ทั้งสองคนถึงกับชะงัก ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ รุซโซรู้สึกได้ว่าทั้งสองคนไม่รู้

          "ไม่มีหนังสือใด ปีศาจตนใด หรือจารึกใดบอกชื่อจ้าวปีศาจตนนั้นไว้" เจอรัลตอบอย่างช้า ๆ "เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูตัวฉกาจของเรามีแม่ทัพชื่ออะไร ฟังดูแย่เหมือนกัน"

          ทั้งสี่เงียบไปอยู่พักใหญ่ รุซโซจมเงียบอยู่กับความคิดของตน ทุกวันนี้พวกเขานอนหลับอย่างสบายใจ โดยไม่รู้ว่ามีปีศาจนับหมื่นนับแสนจ่ออยู่ใต้จมูกของมนุษย์งั้นเหรอ พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเหรอ เวลาผ่านไป มีเพียงความเงียบและเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านเพดานที่พังทลายเข้ามาในห้อง กับเสียงเช็ดดาบของคาร์ลอส อังเดรนั่งไขว่ห้างครุ่นคิดอยู่คนเดียว เจอรัลนั่งรอทั้งสองคนถามคำถามอะไรต่อ ส่วนรุซโซนั้นเงยหน้ามองเพดาน

          "พวกมันมีมากเท่าไหร่"

          "มีแค่หนึ่งในสิบของมนุษย์บนโลก - แต่เมื่อกี้นายก็เห็นแล้วนี่ ว่าปีศาจชั้นต่ำเพียงไม่กี่ตัวก็พอจะล้างเมืองนี้ได้แล้ว" เจอรัลตอบ

          "แล้วพวกมันอาศัยอยู่ที่ไหนล่ะ"

          "ทวีปเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปใหญ่ คนสมัยก่อนเขาเรียกกันว่า ออสเตรเลีย นั่นแหละ"

          "ออสเตรเลีย - ทวีปที่ถูกลืม..." อังเดรพึมพำเบา ๆ มือขวาลูบคางอย่างใช้ความคิด "แล้วในเมื่อพวกนายรู้ แล้วทำไมไม่ออกไปจัดการให้สิ้นซากล่ะ"

          เจอรัลแค่นหัวเราะอย่างหงุดหงิด

          "นายคิดว่าแวเรี่ยนมีซักกี่คนกัน"

          รุซโซเงยหน้ามองคาร์ลอสกับเจอรัล น่าจะจริงอย่างที่เขาว่า การจะหาคนที่มีทั้งฝีมือทั้งพรสวรรค์มันไม่ง่าย และมีจำนวนน้อยด้วย

          "ตอนนี้มีแวเรี่ยนกี่คน"

          "ไม่ถึงห้าพัน" เจอรัลตอบกลับ "เรียกได้ว่าถ้าพวกปีศาจมันยกทั้งทวีปมาจัดการเรา ไม่มีใครรอดแน่"

          "แล้วทำไมพวกมันถึงไม่ยกมา"

          "มันยังเกรงกองทัพอิสระอยู่ครับ" คาร์ลอสตอบแทน เงยหน้าจากดาบเล่มที่เช็ดอยู่ ดันแว่นขึ้นไปบนดั้งเล็กน้อย "ทำให้ไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร - เพราะถ้ายกมา ก็หมายความว่าแหล่งกบดานมันจะอ่อนกำลังลงทันที"

          "กองทัพอิสระเป็นกองทัพที่ไม่ขึ้นต่อฝ่ายใด" เจอรัลเอ่ยขัดอย่างล่วงรู้ "เร่งสะสมกองกำลังและคนมีฝีมือ ทุกวันนี้ก็แย่งพวกเอสแอลกับเราอยู่"

          "เอสแอล?"

          "SupernaturaL" เจอรัลตอบ "ไม่ต้องมางงเลย - พวกคนเหนือธรรมชาติไงล่ะ"

          "เป็นคนที่มีความสามารถในทางด้านมากจนเกินระดับมนุษย์ปกติครับ" คาร์ลอสอธิบายต่อเพื่อให้เจอรัลได้พักหายใจ "เช่นพลังของคุณอังเดร ที่สร้างมีดจากอากาศได้ หรือของคุณรุซโซ ที่ใช้พลังสายฟ้าได้ ทั้งหมดนี้เป็นพลังของเอสแอลครับ - พลังของแต่ละคนจะดีหรือไม่ดีคละเคล้ากันไป - แต่ละคนต้องมองพลังตัวเองให้ออกก่อนจึงจะใช้ได้แบบเต็มพิกัดครับ"

          "แล้วไอ่พลังมีดของชั้นเนี่ย - มันไม่ใช่พลังที่ไว้สร้างมีดโดยเฉพาะใช่มั้ย - ถ้างั้นมันจะเป็นอะไรหละ" อังเดรเอ่ย พลันมีดสีใสก็ปรากฏขึ้นที่มือขวาของเขาอย่างรวดเร็วระหว่างพูด

          "ชั้นเองก็ดูไม่ค่อยจะออก - แต่สงสัยว่ามันจะเป็นพลังควบคุมอากาศมากกว่า" จอมเวทหนุ่มออกความเห็น "เช่นว่านายสร้างมีดโดยการอัดอากาศเปล่าบริเวณนั้นให้รวมโมเลกุลกันจนกลายเป็นของแข็ง - ถ้านายฝึกฝนบ่อย ๆ ก็น่าจะเปลี่ยนอากาศเป็นอย่างอื่นที่ใหญ่กว่านั้นได้อีกหละมั้ง"

          "ไม่มีคำว่ามั้งจะดีมาก" อังเดรเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะพยายามสร้างมีดขึ้นมาใหม่ โดยให้มันใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

          "มีเรื่องแปลก ๆ อย่างนี้มานานแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครรู้เลย" รุซโซถามสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุด

          "รัฐบาลโลกไม่อยากให้มนุษย์ตื่นตกใจ - เลยพยายามปิดทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อตั้งเซ็นเตอร์ทั้งสามแห่งเพื่อทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ - ทำให้พอปิดข่าวอย่างถูลู่ถูกังไปได้ - แต่ก็คงอีกไม่นาน - นับวันจำนวนปีศาจที่เข้ามาในทวีปใหญ่เริ่มจะมากขึ้นทุกที - จนตอนนี้พวกเราหน่วยบุกแทบจะลุกไม่ขึ้นกันอยู่แล้ว"

          "แล้วเซ็นเตอร์ของพวกนายเนี่ยมีสามสาขา - แต่ละสาขานี่มันทำหน้าที่อะไรบ้างหละ" เด็กหนุ่มตาสีม่วงออกปากถาม

          "ก็สาขาแรก แอทแทคเกอร์คือสาขาที่พวกผมกับคุณเจอรัลอยู่ครับ เน้นเกี่ยวกับการฝึกต่อสู้และการกวาดล้าง - ส่วนหน่วยที่จะมาเก็บกวาดทีหลังเป็นสาขาที่สอง สวีปเปอร์ครับ มีหน้าที่เกี่ยวกับพวกงานล้างความทรงจำช่วงสั้น ๆ ของคนเห็นเหตุการณ์ และเก็บกวาดพวกตัวที่ยังเหลือรอดอยู่ และสาขาที่สาม รีเสิร์จเชอร์ - เป็นสาขาที่ทำการติดต่อสื่อสารและค้นคว้าข้อมูลหลักให้กับทั้งสองสาขาในการตัดสินใจครับ" คาร์ลอสอธิบาย "อีกเดี๋ยวสวีบเปอร์ก็คงจะมาแล้วล่ะครับ"

          ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ก็เกิดเสียงเหมือนเฮลิคอปเตอร์ขนาดยักษ์บินผ่านโบสถ์ไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว รุซโซเงยหน้าขึ้นมองผ่านหลังคาที่ทะลุเป็นรูโหว่ และก็พบกับยานบินขนาดยักษ์ รูปร่างเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม มีส่วนต่าง ๆ ต่อยื่นออกมามากมาย ขนาดของมันพอ ๆ กับโบสถ์นี้เห็นจะได้ และแล้วมันก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ และค่อย ๆ ลดเพดานบินลง

          ครืน!!!

          ลมจากไอพ่นพัดเอาฝุ่นรอบ ๆ ตัวพวกเขาปลิวไปทั่ว เสื้อของทุกคนสะบัดไปตามแรงลม รุซโซต้องเอามือบังตาไว้ เพราะลมที่แรงกับเศษผงที่มากมาย ยานลำนั้นกางขาที่เหมือนกับเสาหลักออกมาเพื่อลงจอด ทางเดินปูลงมาจากใต้ท้องยาน และอีกซักพักกว่าเครื่องจะดับลง

          "ชั้นคิดว่าเขาควรจะไปเปลี่ยนดีไซน์ยานได้แล้วนะ - เหมือนมนุษย์ต่างดาวชะมัด" อังเดรเอ่ยแซว รุซโซกับเจอรัลพยักหน้าเห็นด้วย แต่คาร์ลอสกลับพ่นลมออกจากจมูกอย่างเบื่อ ๆ ก็แว่นเขามันเปื้อนฝุ่นอีกแล้วหนะสิ

          "พวกนายรู้จักพวกนี้ ใช่มั้ย" รุซโซถาม เจอรัลส่ายหน้า แต่คาร์ลอสไม่ได้ตอบเพราะกำลังสาละวนอยู่กับการเช็ดแว่นรอบที่สอง

          "นายดูสิว่าพวกเค้าติดอาร์มสีอะไร" เจอรัลแนะนำ

          รุซโซเพ่งสายตามองชายสีห้าคนที่กำลังก้าวลงมาจากยาน พวกเขาแต่งกายแบบเดียวกับคาร์ลอส คือเป็นเครื่องแบบของสถาบันเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่มันเป็นสีแดงทั้งตัว และอาร์มก็เป็นสีดำสนิท

          "สีดำ" อังเดรเอ่ยก่อนรุซโซ

          "ถ้างั้นก็ใช่ครับ" คาร์ลอสเอ่ย เขาเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ เจอรัล "แต่ว่าช่วงนี้มันเข้าช่วง กิจกรรม ของพวกนั้นแล้วไม่ใช่หรอครับ"

          "จริงหรอ!!!" เจอรัลหันกลับมาถาม สีหน้าตื่นตระหนก "แย่หละสิ ยังไม่ได้หาที่ให้ชาวเมืองไปหลบเลย - รออยู่นี่ก่อนนะคาร์ลอส ชั้นจะไปต่อรองเรื่องเวลา"

          "ครับ" คาร์ลอสยิ้มรับ ก่อนที่เจอรัลจะออกเดินไปทางประตูหลังของโบสถ์ ที่ตอนนี้เหลือเพียงโครงเหล็กเปล่า ๆ เพราะพวกปีศาจ

          "เทศกาลอะไร" อังเดรถาม

          "เป็นเหมือนกับการสอบไล่ของทางโน้นหนะครับ จะเป็นการพลิกแผ่นดินตามล่าสัตว์ประหลาดที่เหลืออยู่ - แล้วก็บันทึกจำนวนปีศาจที่ตนเองฆ่า ไปส่งให้สถาบัน - แต่ปัญหาคือพวกนี้จะไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลยนอกจากสัตว์ประหลาด - ทำให้ชาวเมืองมักจะโดนลูกหลงอยู่เสมอหนะครับ" คาร์ลอสอธิบาย พลางจ้องมองกลุ่มสวีปเปอร์ที่กำลังหยิบอาวุธสารพัดชนิดขึ้นมาเตรียมพร้อมอย่างไม่วางตา

          "เล่นอะไรไม่ระวังกันเลย" อังเดรบ่นอุบ

          "ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่แล้ว" รุซโซพูดตัดบท "คาร์ลอส นายบอกมาซิว่าทำไมนายต้องมานั่งบอกเรื่องทั้งหมดกับพวกเรา เพียงเพราะเราเป็นคนไม่ธรรมดาหนะ"

          "เพราะว่า..." คาร์ลอสลากเสียง "ผมเอาข้อเสนอของทางสถาบันแอคแทคเกอร์มาให้พวกเอสแอลหนะครับ"

          "ข้อเสนอ ?" อังเดรทวนคำ คาร์ลอสพยักหน้าหงึก

          "เป็นข้อเสนอที่ตัดสินใจง่ายครับ แค่เอาหรือไม่เอา" คาร์ลอสเริ่มพูดเสียงสบาย ๆ เหมือนคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป "ผมอยากจะเสนอให้พวกคุณเข้าเรียนที่สถาบันเอทีเอส (A.T.S.) ครับ"

          "หมายถึงสถาบันของพวกนายหรอ" รุซโซถามกลับ

          "แล้วจู่ ๆ มาถามอะไรปุบปับเลยเนี่ยนะ บังคับกันรึเปล่า" อังเดรเอ่ยเสริม "เหมือนจะบังคับกันเลยนะ"

          "ไม่ได้บังคับนะครับ" คาร์ลอสเอ่ยยิ้ม ๆ อย่างขบขัน "แต่ว่าถ้าคุณไม่รับข้อเสนอสบาย ๆ ของผมตอนนี้ - คุณมีโอกาสจะเจอกับ ข้อเสนอ ที่หนักกว่านี้ก็ได้นะครับ

          "นายหมายความว่ายังไงอีกหละ"

          "คือ - ช่วงนี้เอสแอลเริ่มลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ครับ - ทำให้ระหว่างสถาบันของเรากับกองทัพอิสระที่ต้องการเอสแอลเหมือน ๆ กัน เกิดการแย่งชิงเด็กที่มีพลังเอสแอลกันครับ - ซึ่งก็แน่นอน พวกคุณที่มีพลังเอสแอลทั้งคู่ รับรองครับว่าไม่ช้าก็เร็ว พวกเค้าก็ต้องมาที่นี่เพื่อบังคับคุณไปเข้าพวกอยู่ดี"

          คาร์ลอสเว้นช่วงไปชั่วครู่ ยกแว่นที่เช็ดเสร็จแล้วขึ้นมาส่องหาฝุ่น แล้วจึงใส่อย่างนุ่มนวล ก่อนหันมามองรุซโซด้วยท่าทีคิดว่าเท่นักเท่หนา

          "แต่ว่าพวกเค้าดูแลกันแบบทหาร ไม่ค่อยจะถนอมน้ำใจกัน และถ้าไปเข้ากับพวกนั้นก็เป็นศัตรูกับรัฐบาลโลก ก็เท่านั้นแหละครับ" คาร์ลอสทิ้งท้ายก่อนหัวเราะหึหึ

          รุซโซถึงกับกุมขมับด้วยความเซ็ง

          นี่มันมัดมือชกชัด ๆ ไหงบอกว่าไม่บังคับไงหละวะ

          รุซโซกับอังเดรหันหน้าเข้าหากันเป็นเชิงปรึกษา พลางโบกมือไล่คาร์ลอสที่ยังงง ๆ อยู่ให้ออกไปข้างนอก

          "นายว่ายังไง" รุซโซถามก่อน

          "ชั้นว่าก็ไม่เลว อาหารกับค่าเรียนก็ฟรีนี่ ไม่งั้นหมอนั่นคงไม่ออกปากชวนพวกเราหรอก" อังเดรเอ่ยสบาย ๆ ตามแบบฉบับของเขา "มีแต่ได้กับได้"

          "แล้วเรื่อง...แจ๊คหละ" รุซโซถาม ตอนแรกเขาจะพูดว่า แล้วเรื่องเมืองนี้หละ แต่แล้วพอคิดถึงเรื่องสภาพเมืองที่ถูกทำลายจนย่อยยับไม่เหลือให้บอกลา จึงตัดสินใจพูดเรื่องเจ้าของบาร์ใจดีแทน

          "เราก็ไปลาเขาสิ - รึไม่ก็ให้สองคนโน่นพาไปส่งเมืองอื่นก็ได้" อังเดรแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว

          รุซโซรู้สึกเซ็ง ๆ ที่มาขอปรึกษากับคนรักสนุกแบบนี้ ก็หมอนี่เวลาเห็นอะไรน่าสนใจ ห้ามอย่างไรก็ไม่สน แล้วพอเสนอปัญหาต่าง ๆ นานา กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวฉลาดเป็นกรด แก้มันได้ซะทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยแม้แต่จะใช้เวลาขบคิด - แต่รุซโซเองก็ไม่อยากจะแยกจากเพื่อนคนนี้ไปเท่าไหร่นัก เลยต้องยอมรับข้อเสนอของเจ้าหัวทองนี่ไปอย่างเสียไม่ได้

          "ตกลง แต่เราต้องไปลาแจ๊คก่อนนะเว้ย" เด็กหนุ่มผมดำย้ำอีกครั้ง โดยมีอังเดรพยักหน้าตอบรับ

          "เฮ้ คาร์ลอส" รุซโซร้องเรียก "เดี๋ยวพวกชั้นจะกลับมาให้คำตอบนะ"

          คาร์ลอสเพียงแต่พยักหน้าให้ ก่อนจะขยับแว่นกันแดดสีชาของเขาให้เข้าที่ และหันไปปรึกษากับสวีปเปอร์ต่อ ทั้งสองจึงออกเดินไปทางถนนหลัก เพื่อเริ่มตามหาชายหนุ่มเจ้าของโรงเหล้าที่ไม่รู้หลบไปอยู่ที่ไหนแล้ว

          เมืองทั้งเมืองมีแต่เศษซากของตึกและบ้านช่องที่ถูกทำลาย เปลวไฟบางแห่งยังคงลุกโหม รุซโซกับอังเดรค่อย ๆ เดินไต่กองอิฐกลางถนนอย่างระมัดระวัง พื้นที่ที่เคยเป็นสี่แยก บัดนี้กลายสภาพเป็นหลุมยักษ์ และรอบด้านมีหลุมเล็ก ๆ จากแรงสะเก็ดระเบิดอยู่มากมาย ซากรถและเสาไฟฟ้ากระจายอยู่รอบ ๆ รั้วบ้านและต้นไม้หักล้มอย่างเละเทะ สภาพนี้ดูไม่เหมือนเมืองแม้ซักนิด

          ใครจะไปรู้ ว่าเวลาเพียงตื่นหนึ่ง จะทำให้เขาไม่เห็นภาพอันสดใสของเมืองตัวเองอีกตลอดกาล


          "เจอบาร์มั้ยรุซโซ" อังเดรถาม เพราะรุซโซปีนขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้าตึกพัง ๆ ที่ยังคงเหลืออยู่

          "เจอแล้ว โดนเสาล้มทับพังไปครึ่งร้าน รู้สึกว่าข้างในจะไฟไหม้ด้วย" เด็กหนุ่มเอ่ยตอบเสียงจืด "นายคิดว่าเขาจะอยู่ที่นั่นหรอ"

          ชั้นไม่คิดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ

          รุซโซคิดอย่างเศร้า ๆ พลางกระโดดลงมายืนบนแท่งปูนที่เสียบลงไปบนพื้นถนนจนกลายเป็นเหมือนเสาผุ ๆ

          "ตกลงว่าไง"

          "ไม่คิดว่าเขาจะรอดนะ" อังเดรเอ่ยอย่างเกรง ๆ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ "ไม่เห็นคนซักคนที่อยู่แถวนี้ - ถ้าคนไหนรอดป่านนี้น่าจะออกมาขอความช่วยเหลือแล้วหละ"

          คำพูดของอังเดรช่างตอกย้ำใจของเขาจริง ๆ

          แจ๊ค...ตายแล้ว


-----------------------------


          "กลับมาแล้วหรอ" เจอรัลเอ่ยทัก เมื่อเห็นสองหนุ่มเดินตรงมา "ตกลงว่าไง"

          "ข้อเสนอของนาย" อังเดรเอ่ยเสียงเรียบ "เราขอ..."

          "คิดให้ดีนะ พวกนายมีโอกาสแค่ครั้งเดียว" เจอรัลเอ่ยเสียงเครียดขัดขึ้นมาก่อน "หลังจากนี้ นายจะต้องเจอกับเรื่องเสี่ยงตาย เรื่องหนักกาย หนักใจ นายจะอยู่ในโลกที่พวกนายไม่เคยรู้จัก และพวกนายไม่มีสิทธิ์จะไปเรียกร้องกับใคร เพราะหลังจากที่นายตอบตกลง นายอยู่ในปกครองของพวกเราทันที"

          อังเดรชะงักไปชั่วครู่ รุซโซเห็นเขาเม้มปากแน่นอย่างใช้ความคิด ทุกอย่างเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อมีคำว่า 'ชีวิต' เข้ามาเกี่ยวข้อง แสดงว่านี่เป็นสัญญาไปในตัว สัญญาที่หมายถึงความปลอดภัยจะหายไปในชีวิตของเขา คงเหลือแต่ความลำบากและความสูญเสีย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำต่อไปที่อังเดรกำลังจะพูดออกมา

          คำต่อไปของเด็กหนุ่มผมสีทองอ่อนจะเปลี่ยนชีวิตของรุซโซและอังเดรไปตลอดกาล...

          "เราขอปฏิเสธ"

          "??!!" รุซโซถลึงตามองเพื่อนคู่กายอย่างนึกไม่ถึง ก็ไหนแกบอกว่าจะไปไงวะ?!

          อังเดรหันมามองรุซโซที่ยืนอึ้งอยู่ข้าง ๆ

          "ขอโทษนะรุซโซ - แต่ชั้นไม่อยากให้นายต้องเสี่ยง" อังเดรหันไปมองทั้งสองคน เจอรัลที่ตีหน้าเรียบสงบ กับคาร์ลอสที่ยิ้มน้อย ๆ อย่างมีเลศนัย "ได้ยินแล้วสินะ..."

          "อือ" เจอรัลตอบ "ถ้างั้นชั้นกับคาร์ลอสจะกลับเลยก็แล้วกัน"

          "ได้ยินก็ดีแล้ว เพราะเมื่อกี้ชั้นล้อเล่น"

          ...

                     ......

                     "มุขนิดหน่อยมาทำเป็นงง หน้าเหวอเชียวนะแก"

          ...............?

          !!!!!!!!!!

          โป๊ก!!!

          กำปั้นของรุซโซกระแทกเปรี้ยงเข้าที่ท้ายทอยของไ อ้บ้าชอบล้อเล่นนั่นจนหน้าคะมำ

          "มันขำมั้ยวะเนี่ย" รุซโซเอ่ยเสียงขุ่น "ชั้นล่ะก็นึกว่าแกไม่ไปจริง ๆ - เตี๊ยมกันไว้ก่อนก็ใม่ได้หรอวะ"

          ส่วนเจ้าสองคนที่รับมุขไปได้แล้วหัวเราะดังลั่น

          "เออ - อย่างน้อยสองคนนี่ก็ขำ" รุซโซเอ่ยเสียงเบาอย่างปลงตก ขณะที่อังเดรพยายามทรงตัวลุกขึ้นจากพื้น หลังจากโดนหมัดที่น้ำหนักมากกว่าลูกตุ้มเหวี่ยงใส่เต็มกบาล

          "คลายเครียดไง คลายเครียด" อังเดรเอ่ยพลางยิ้มกว้าง


-----------------------------

          หลังจากผ่านกระบวนการคลายเครียด (ที่รังแต่จะทำให้รุซโซเครียดหนักขึ้น) ของอังเดรมาได้แล้ว เจอรัลกับคาร์ลอสก็ออกเดินนำทั้งคู่ไปยังลานกว้างกลางเมือง ท่ามกลางเสียงอึกทึกของทั้งคนทั้งปีศาจ เพราะ กิจกรรม ที่คาร์ลอสว่ากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น น่าแปลกที่ลานกว้าง ๆ แบบนี้กลับไม่มีทั้งคนและสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาให้เห็นซักหัว

          "พวกเราไม่ได้ใช้เรือเหาะเหมือนสวีปเปอร์นะครับ มันจะอึกทึกกันเกินไป" คาร์ลอสพยายามอธิบายขณะช่วยเจอรัลมองหาอะไรซักอย่าง

          "แล้วใช้อะไรหละ" หนุ่มผมทองถาม

          ??!!!

          แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบ เพราะบัดนี้คาร์ลอสหันขวับไปทางถนนใหญ่ที่พวกเขาเพิ่งจะเดินผ่านมาเมื่อไม่นาน รุซโซไม่รู้ว่าแววตาหลังแว่นกันแดดของเขาเป็นเช่นไร แต่ยิ้มน้อย ๆ ที่ค่อนข้างจะขัดกับการกระทำของเขายังประทับอยู่ที่ใบหน้าเหมือนเดิม ส่วนเจอรัลหันไปในทางตรงกันข้ามกับคาร์ลอส ดวงตาจ้องเขม็งไปยังซอยเล็ก ๆ ซอยหนึ่ง

          วูบ!!!

          จู่ ๆ รุซโซก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งมาจี้หลัง ความรู้สึกกดดันแบบแปลก ๆ แผ่ไปทั่วลานกว้าง อังเดรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ดูจะเครียดไม่แพ้กัน สองมือแบออกเหมือนผ่อนคลาย หากแต่กลุ่มควันสีขาวบาง ๆ กำลังก่อตัวเป็นมีดอยู่ในมือ...

          ตุบ!!!ตุบ!!!

          เด็กหนุ่มรู้สึกถึงหัวใจตนเองที่เต้นเสียดังจนแทบจะเด้งออกมาด้านนอก เขาขมวดคิ้วแน่น มือสองข้างทิ้งไว้ข้าง ๆ ตัวแต่พร้อมรับมือกับคู่ต่อสู้ทุกเมื่อ

          จนในที่สุด ร่างของคนสองคนก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาในระยะสายตา...

          คนแรกใส่เสื้อยืดธรรมดา ๆ สีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มออกดำ ที่มือมีเครื่องประดับมากมายทั้งกำไลข้อมือทั้งแหวนเต็มไปหมด ใบหน้าที่เหมือนคนอมโรคกำลังแสดงถึงความว่างเปล่าไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องรอบตัว ผมสีแดงที่ตัดเป็นทรงลานบินกับใบหน้าเฉย ๆ นั่นไม่ได้ลดความเกรง ๆ ของรุซโซลงไปแม้แต่น้อย

          ส่วนอีกคนมาในชุดสูทตัวยาวสีดำสนิท ด้านในใส่เสื้อมีปกลายทาง และกางเกงขายาวเนื้อดีสีดำ แม้แต่รองเท้าคอมแบ็ท หรือถุงมือกับหมวกคาวบอยเองก็เป็นสีดำ เหมือนมาเฟียหลงยุคมายังไงยังงั้น แต่ถึงจะอย่างไรรุซโซก็มองไม่เห็นหน้าเขาอยู่ดี

          คาร์ลอสเหยียดตัวขึ้นตรง ฉีกยิ้มบาง ๆ ให้คนทั้งสองราวกับเป็นเพื่อนผู้จากกันไปนาน แต่ก่อนที่รุซโซจะพากันคลายเครียดไปด้วย มือขวาของคาร์ลอสก็เลื่อนลงมากุมด้ามดาบซะก่อน

          เป็นศัตรูแล้วแกจะยิ้มให้ทำไมหละวะเนี่ย

          รุซโซคิดอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังกลับไปมองเจอรัล ที่ตอนนี้ดึงแท่งไม้ลวดลายแปลก ๆ ออกมาจากเสื้อคลุม ใบหน้าตอนนี้เคร่งเครียดพอ ๆ กับอังเดรเลยก็ว่าได้

          สองคนนี้เป็นใครกัน

          รุซโซคิดในใจ เพราะขนาดปีศาจตัวใหญ่ยักษ์ก็ไม่อาจทำให้ทั้งสองคนนี้ชะงักไปแม้ชั่วเสี้ยววินาที แต่กลับมาเจอเพียงแค่คนสองคน ก็ทำให้คาร์ลอสกับเจอรัลดูตื่นตระหนกได้ - ถึงแม้สองคนที่มาใหม่นั้นยังไม่ได้พูดอะไรซักคำเลยก็ตาม

          คาร์ลอสกำลังดันแว่นบนจมูกของตนให้กระชับขึ้น ก่อนจะรำพึงเบา ๆ ให้รุซโซและอังเดรได้ยินว่า

          "กองทัพอิสระ"


          ชายสองคนหยุดนิ่งอยู่ตรงปากทางเข้าลานกว้าง

          แววตานิ่งสงบของเขาทั้งสองดูแปลก ๆ จนรู้สึกตัวเย็นวาบ

          "อยู่ที่นี่เอง" คนผอม ๆ ใส่เสื้อยืดเอ่ยก่อน "รู้ไหมเราตามหานายสองคนตั้งนาน - ก็แหงหละ คนผมสีดำกับผมสีทองมีกี่คนกันเล่า ถ้ามีกันแค่สองคนก็คงหาเจอไปแล้วแหละ"

          รุซโซรู้สึกแปลก ๆ กับการที่ศัตรูเปิดฉากคุยก่อนอย่างเป็นกันเอง แต่จากมือของคาร์ลอสที่ยังไม่ขยับห่างออกไปจากฝักดาบเลยแม้แต่น้อยทำให้เขาตัดสินใจรอดูท่าทีคนตรงหน้าต่อจะดีกว่า

          แต่พอคิดได้ดังนั้น คาร์ลอสกลับไม่คิดจะเสวนาอะไรต่ออีก

          ชิ้ง!!!

          ประกายแสงที่สะท้อนจากดาบฉายวาบเข้าตาเขา คาร์ลอสพุ่งออกไปแล้ว เร็วจนแทบมองตามไม่ทัน เห็นเป็นเพียงเส้นเลือน ๆ สีน้ำเงินเท่านั้น รุซโซเบิกตากว้างถึงความเร็วอันเหลือเชื่อของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลคนนี้

          เคร้ง!!!

          เสียงของโลหะปะทะกันดังลั่นกังวานไปทั่วบริเวณ เด็กหนุ่มถลึงตามองการต่อสู้เบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง

          เพราะใบหน้าของคาร์ลอสกลับถูกมีดฟันจนเป็นรอยเลือดจาง ๆ ไหลลงไปตรงปลายคาง!!!

          เขาเร็ว แต่คู่ต่อสู้เร็วกว่า

          "โอ๊ะ" คาร์ลอสเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนยกมือซ้ายขึ้นลูบรอยแผลของตน "เจ็บนะครับ"

          "แล้วนายคิดว่าพุ่งตัวเข้ามาแล้วจะไม่โดนอะไรกลับไปหรอ" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มยียวนผิดกับคาร์ลอส "ชั้นชื่อบรอลล์ นายหละชื่ออะไร"

          "คาร์ลอสครับ" คาร์ลอสเอ่ยสีหน้ายิ้มแย้ม มือข้างขวายังคงออกแรงกดดาบซามูไรปะทะกับมีดด้ามยาวจนเสียดสีกันไปมา "ต่อไปนี้ผมไม่ออมมือแล้วนะครับ"

          "ตามสบาย"

          ทันทีที่สิ้นเสียง คาร์ลอสก็ออกแรงกระแทกใบมีดด้ามยาวของบรอลล์จนเขาเสียหลัก แล้วจึงดึงดาบเล่มที่สองขึ้นจากฝัก ระดมฟันเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปราณี หากแต่...ชายหนุ่มผมสีแดงกลับหลบและรับได้ทุกกระบวนท่า ซ้ำยังฝากรอยแผลเล็ก ๆ ไว้กับตัวของคาร์ลอสได้หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งเด็กหนุ่มฟาดดาบทั้งสองมือเข้าที่ใบหน้าของบรอลล์ แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้ฝุ่นควันรอบข้างปลิวกระจายเป็นวงกลม

          ไม่ใช่การต่อสู้ของมนุษย์แล้ว

          รุซโซคิดในใจอย่างหวาดหวั่น ถึงเขาจะมองเห็นวิถีดาบของทั้งคู่ได้ แต่เขาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะปัดป้องได้หมด การต่อสู้ของพวกเหนือคนช่างรุนแรงและอันตรายสมคำบอกเล่าจริง ๆ

          "เอาจริงซะทีสิ" บรอลล์เอ่ยเรียบ ๆ

          "อย่ามาดูถูกกันสิครับ" คาร์ลอสว่า ยังคงรอยยิ้มอยู่บนหน้าได้แม้ตอนนี้เริ่มเจ็บแผลตามลำตัวบ้างแล้ว "แต่นาน ๆ ทีผมจะเจอคนเก่งอย่างคุณ เอาจริงบ้างก็คงไม่เสียหลาย"

          ว่าแล้วคาร์ลอสก็กระโดดหลบคมมีดที่เหวี่ยงเข้าหาคออย่างรวดเร็ว และวินาทีนั้น รุซโซสาบานได้ว่าเห็นเขาหัวเราะ

          หัวเราะทั้ง ๆ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

          ใครจะไปรู้ว่าแรงกดดันเป็นสิ่งที่คาร์ลอสชอบมากที่สุด เขาเสียบดาบทั้งสองกลับเข้าฝัก ก่อนจะถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงไปยังคู่ต่อสู้เบื้องหน้าที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาที่ปกติถูกแว่นบังไว้บัดนี้ฉายชัดอยู่บนใบหน้าขาวนวล

          ม่านตาสีดำสนิทกำลังหดเล็กลงจนเหมือนสัตว์ร้าย!!!

          ฉับ!!!

          บรอลล์ยกมีดพร้าขึ้นฟันเข้าที่ร่างของคาร์ลอส แต่เด็กหนุ่มกลับไปโผล่อยู่ด้านหลังของเขา โดยไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงา เขาเพียงแต่ยิ้มเรียบ ๆ ตามแบบฉบับ แต่แววตาดูจะโหดกว่านั้นเยอะ เสียงฉับที่ได้ยินก็คงเป็นเสียงเสาไฟฟ้าที่ถูกผ่าเป็นสองท่อน และตอนนี้มันกำลังจะล้มลงมาโดยไม่มีใครทันตั้งตัว

          กึง!!!

          ชายหนุ่มจากกองทัพอิสระกระโดดหลบออกไปด้านข้างอย่างฉิวเฉียด แต่คาร์ลอสไม่ได้หลบด้วยซ้ำ เขาผ่าเสาไฟฟ้าที่กำลังล้มลงมาจนหักกระเด็น ด้วยดาบเล่มที่รุซโซไม่เคยเห็นมาก่อน ใบดาบเป็นสีแดงแปลก ๆ เหมือนสีเลือด และไอพลังสีเดียวกันกำลังหลั่งไหลออกมาจากตัวดาบ

          "มุรามาสะ...?" อังเดรเอ่ยเบา ๆ อย่างตื่นตะลึง "ดาบปีศาจในตำนาน...หมอนี่ไปขุดมาจากไหน"

          "ไปถามเจ้าตัวเองสิ" รุซโซตอบอย่างกวน ๆ

          บรอลล์ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยทัก

          "มีดาบดีไม่บอกกันเลยนะ"

          คาร์ลอสฉีกยิ้ม "ผมมีไม่กี่เล่มหรอกครับ - แต่ที่ผมสงสัยคือมีดในมือคุณหนะ...ไปเอามาจากไหนเหรอครับ"

          "รู้จักมีดนี่ด้วยเรอะ" อีกฝ่ายถามกลับอย่างชื่นชม "นึกว่ามีดนี่จะเป็นมีดไร้นามซะอีก"

          "สติลโต้..." คาร์ลอสเกริ่น "งั้นหรอครับ - น่าสนใจดีนี่"

          รุซโซเห็นมือซ้ายของเขาจับไปที่ด้ามดาบอีกเล่มหนึ่ง

          "ให้มันจบเลยก็แล้วกันนะครับ!!!"

          ชิ้ง!!! ชิ้ง!!! ชิ้ง!!!

          คาร์ลอสชักดาบเข้ามือสามเล่มติดต่อกัน โดยเล่มแรกจับไว้ธรรมดา แต่เล่มที่สองหนีบไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ดูแปลกประหลาดเหมือนกงเล็บ หากแต่อันตรายกว่ากงเล็บนับสิบเท่า วิชาดาบหกเล่มนี้ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน บรอลล์เองก็อดตกตะลึง

นิ้ง

อยากอ่านต่อค่ะ สนุกมากๆเลย
"ความรักนั้น...ง่ายดายกว่าที่คิด...ยากเย็นกว่าที่เห็น"

ความฝันกลางฤดูร้อน

 แพทย์ประจำบ้านข้ามกาลเวลา


วศิน เดินผลักประตูกระจกกลับเข้ามาในห้องพักแพทย์ ปรับแอร์ให้เย็นขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนที่จะเอนหลังลงนอนอย่างเหนื่อยล้า คืนนี้เป็นคืนที่มีคนไข้เข้ามาเยอะเหลือเกิน ในฐานะที่เขาเป็นแพทย์ประจำบ้านปี3แผนกอุบัติเหตุ ซึ่งอาวุโสที่สุดในเวรทำให้เขาต้องรับภาระในการตัดสินใจหลายๆอย่างในคืนนี้ แค่นึกถึงวันพรุ่งนี้ก็เหนื่อยเสียแล้ว
ไม่ได้สิ ต้องรีบพักผ่อนเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ไปราวน์Burn unitข้างบนและต้องไปราวน์ที่ตึกประกันสังคมที่ห่างออกไป... 
งีบไปได้ไม่นานเท่าไหร่ วศินรู้สึกว่าอากาศรอบๆตัวหนักขึ้นชอบกล ทั้งยังร้อนชื้นอย่างแปลกๆ เขาลืมตาขึ้นในห้องที่มีแสงสลัวๆ ก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนจากนอกห้อง
"คนไข้ฉุกเฉิน!" 
ควานหาปาล์มที่อยู่ข้างตัว แล้วพุ่งออกไป ใจคิดไปว่าใครกันนะใช้ตะโกน ทำไมไม่โฟนเข้ามา ก่อนที่จะดันประตูออกไป.. สัมผัสบอกให้รู้ว่า ประตูเป็นไม้....
สภาพรอบๆตัวที่วศินเห็นเป็นสภาพอันไม่คุ้นตา โต๊ะ ม่านกั้นที่ควรจะอยู่ทางซ้าย หายไปไหน แล้วห้องresusทางด้านขวาล่ะหายไปไหน ตรงหน้ามีผู้ชายแต่งชุดคล้ายกับเขายืนมองด้วยท่าทางแปลกๆ แต่แม้จะไม่คุ้นหน้าแต่จิตใต้สำนึกของคนทั้งสองบอกว่าที่ยืนจ้องกันอยู่ต่าง ก็เป็นหมอกันทั้งคู่
"คนไข้โดนเหล็กขูดชาร์ปแทงที่หน้าอกจากสนามหลวง มีคนพาข้ามเรือมา ตอนมาถึงยังคลำpulseได้ BP 100/90 แต่ตอนนี้เกือบจะคลำไม่ได้แล้ว" ชายคนนั้นบอก วศินมองไปยังชายที่นอนอยู่โดยมีแผลสามเหลี่ยมเล็กๆที่หน้าอก เส้นเลือดที่คอโป่งอย่างชัดเจน พยาบาลใส่ชุดไม่คุ้นตากำลังแทงเส้นอยู่....เอ๊ะ แต่ทำไมพยาบาลถึงแทงเส้นได้ นี่เป็นหัตถการของหมอนี่นา
"เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ"วศินพูดขึ้น.. "ตามCVTเร็วเข้า ... คุณ.... "
"ปิยะ.. ตอนนี้เราไม่มีเวลาไปตามใครแล้ว และคุณต้องเข้ากับผม.."
"ผมน่ะเหรอ"วศินร้องเสียงหลง ให้แพทย์ประจำบ้านทำการผ่าตัด บ้าบอสิ้นดี การผ่าตัดthoracotomy เป็นการผ่าตัดที่ทำได้เฉพาะsubboard CVT-Pericardialologist นี่นา แล้วทำไมหมอคนนี้มาบอกให้เขาเข้าช่วย..
ปิยะมองหน้าวศินก่อนจะตอบ "ในที่นี้มีแต่เราสองคนเท่านั้นแหละที่ดูเหมือนหมอที่สุด"

****
การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดีโดยที่วศินเป็นคนช่วยทำตามคำบอกซะเป็นส่วนมาก หลังจากเอาเลือดออกมาจากช่องหัวใจแล้ว ก็พอดีกับมีหมออีกสองคนเปิดประตูเข้ามา และปิยะสะกิดให้เขาออกจากfieldให้หมอทั้งสองคนที่เข้ามาทำต่อ
วศินถอดถุงมือแล้วเดินออกมา สังเกตไปรอบๆกับสภาพที่คลับคล้ายคลับคลาว่านี่เป็นตึกผู้ป่วยนอกเก่าที่อยู่ ติดถนน.. 
"ตอนนี้ผมคงจะถามคุณได้แล้วสินะว่าคุณเป็นใครมาจากไหน" ปิยะถาม
จะว่าแปลกก็ได้ แต่ว่าทั้งสองคนใช้เวลากันไม่นาน
ไม่นานสำหรับปิยะ ในการเชื่อว่าคนที่อยู่ตรงหน้ามาจากหลังปีคศ.2000 จากบัตรติดหน้าอกและเครื่องมือ"ต้นปาล์ม"ที่ถ่ายวีดีโอได้และมีตำราแฮริสันท ั้งเล่มในนั้น
ไม่นานสำหรับวศิน ในการเชื่อว่าตนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกยุคก่อนคศ.2000 จากสภาพรพ.ที่เห็นรอบๆ

"นั่นตึกสูติกรรมเก่าใช่ไหม...." วศินชี้ไปทางซ้ายมือขณะเดินตรงไปทางพระรูป
"ฮะฮะ สำหรับคุณอาจจะเรียกอย่างนั้น... คุณรู้จักรึ?"ปิยะถาม
"ผมเกิดที่นั่น.... ชั้นล่างสุด" วศินพูดก่อนจะเงียบไป "เป็นเด็กรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะปิดตึก" เขามองไปทางพระรูปข้างหน้า .... นี่เป็นความจริงสินะ สมัยของเขา จากจุดนี้จะมองเห็นหมู่ตึกรอบข้างเต็มไปหมด แต่ตอนนี้ทั้งซ้ายขวา มีแต่อาคารไม้สองชั้น เบื้องหน้า มีตึกคล้ายๆเดิม เพียงแต่มีต้นไม้สองต้นที่สูงเด่นดูแปลกตากว่าปกติ
"ผมถามอะไรคุณหน่อยสิ คุณบอกว่าคุณเป็นแพทย์ด้านไหนนะ" ปิยะกล่าว
"ผมเป็นแพทย์ประจำบ้าน สาขาส่งต่อและคัดกรองฉุกเฉิน ปี3"วศินตอบ " หน้าที่ปกติคือ คัดกรองคนไข้อุบัติเหตุ และส่งเข้าfast trackให้เร็วที่สุด อย่างเคสเมื่อครู่ ปกติผมต้องส่งเข้าลิฟท์fast track CVT เฉพาะทางเยื่อหัวใจที่อยู่ตึกตรงข้าม"

ปิยะรู้สึกขัดใจอยู่เล็กๆ เขาเองเป็นinternธรรมดา ถ้าหากคนตรงหน้านี้มาจากอนาคตจริง ก็ควรจะต้องทำอะไรได้มากๆสิ และนี่เป็นแพทย์ประจำบ้านปี3...... แต่ว่า ถ้านี่เป็นความจริง เขาก็ไม่ควรจะไปโทษวศินที่ไม่ได้รู้อะไรด้วย
"แล้วถ้าคุณเจอคนไข้เจ็บหน้าอกมาก" ปิยะถาม
"ส่งเข้าfast track chest pain ระหว่างส่งจะติดECGและอ่านผล ถ้าหากไม่ใช่MIจะแยกไปอีกทาง"
"ถ้าเจอไส้ติ่งอักเสบ" 
"ต้องตามวิสัญญีแพทย์ ตามศัลยแพทย์ทางเดินอาหารมาผ่าตัดส่องกล้อง"
"ต้องตามหมอดมยารึ , กล้อง??กล้องอะไร"ปิยะถามอย่างงงงัน
"อ๋อ สมัยผม การผ่าตัดไส้ติ่งต้องทำด้วยแพทย์เฉพาะทางทางเดินอาหารเท่านั้น และการผ่าตัดทุกครั้งต้องมีแพทย์วิสัญญีเข้าด้วย"
ปิยะอ้าปากหวออย่างงงงัน ตอนนี้เขาเข้าใจท่าทีของวศินตอนที่เขาบอกให้ไปผ่าตัดแล้ว
"มันเป็นแบบนี้ตอนไหนเนี่ย" ปิยะพูดอย่างงงงัน จากปีที่เขาเห็นจากบัตรหน้าอก แสดงว่าวศินเป็นคนสมัยรุ่นลูกหรือหลานของเขาเท่านั้น ในเวลาเท่านี้ หมอหรือinternที่ฝึกในรพ.จะถูกห้ามผ่าไส้ติ่ง ห้ามผ่าตัดemergencyหลายๆอย่างเชียวหรือ
"เกิดราวๆเมื่อผมอายุ10กว่าขวบ มีการออกคำสั่งกระทรวงให้การผ่าตัดที่เกินชั้นไขมันทุกชนิดต้องทำโดยศัลยแพท ย์และต้องมีแพทย์วิสัญญีเสมอ" วศินกล่าว "หลังจากนั้นก็มีการลดเพดานกำหนดว่าแพทย์จบใหม่จะทำอะไรได้บ้าง" 
"งั้นผมถามหน่อยแล้วกันว่าศัลยแพทย์สมัยคุณ ได้รับอนุญาตให้ทำอะไร" ปิยะถาม
วศินทำตาเหม่อเล็กน้อยก่อนจะตอบ " ปกติหน้าที่หลักก็คือ คอยจัดกล้องและคอยช่วยเครื่องผ่าตัดteleที่บังคับโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางจากรพ .พีนีสซีโน่" ..... "หน้าที่อื่นๆก็ทำการผ่าตัดใหญ่ อย่างเช่นพวกผ่าฝี ไฝ หรือถ้ามีประสบการณ์มากหน่อยอาจได้ผ่าdrainหนองตามผิวหนัง แต่นั่นก็ไม่บ่อยนัก เพราะปกติต้องอยู่ภายใต้การประสานงานของหมอinfectiousด้วย"

ทั้งคู่เงียบงันไปครู่ใหญ่ๆ
"ผมมีแฟนอยู่คนนึง ตอนที่จะกลับมาเรียนต่อก็คงจะแต่งงานกัน ... ถ้ามีลูกผมก็อยากให้เขาเป็นหมอ...  คุณคิดว่าในยุคของคุณ สาขาไหนที่ไปได้ดีที่สุด"ปิยะถาม
"ถ้าดูตามอายุของคุณ ลูกคุณก็จะเป็นรุ่นพี่ผมอยู่ราวๆสิบกว่าปี สาขาที่เหมาะในช่วงนั้นก็ต้องเป็นโรคผิวหนัง แต่ต้องเป็นระดับต่อยอด.."วศินพูด " หรือถ้ามาแรงที่สุดในตอนนี้ก็ต้องเป็นสาขาวิทยาการส่งต่อผู้ป่วย หรือreferologist"
"ผมจะจำไว้" ปิยะพูดเบาๆ ตอนนี้เขาคิดว่ากำลังฝันร้ายอะไรสักอย่างนึง

*****************
ปิยะเว้นช่วงสักสิบนาทีก่อนที่จะเปิดประตูห้องเข้าไป วศินหายไปแล้ว มองในแง่ดีไว้ก่อนว่าเขาคงกลับไปยุคของตนเองด้วยวิธีเดิมอย่างที่มา .... จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เขาไม่มีทางรู้ได้ ..... 
เมื่อนึกไปถึงประโยคสุดท้ายที่คุยกันก่อนเดินออกมาจากลาน..
"แล้วทำไม ดูท่าทางอาชีพในยุคคุณน่าจะลำบากขนาดนี้ คุณถึงยังไม่เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นที่มันดีกว่าล่ะ"
"นั่นไง" วศินพูดขึ้น ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปทางเงาที่ตั้งอยู่กลางลาน.... ด้วยใจที่เข้าถึงกัน
แม้จะต่างกาลเวลากันก็ตาม

ส่งครั้งแรก thaiclinic.com
ครั้งที่สอง f0nt.com
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

iannnnn

พล็อตเรื่องภาคสอง
- แล้วหมอปิยะก็แต่งงาน มีลูก
- เลยตั้งชื่อลูกว่า "วศิน" ตามเพื่อนที่มาจากต่างภพที่พบหน้ากันเพียงชั่วครู่
- เขาอยากให้ลูกเป็นแพทย์สาขาวิทยาการส่งต่อผู้ป่วย หรือ referologist
- สี่ปีต่อมา พจน์ อานนท์ มาผ่าตัดฝีที่ตูด
- หมอปิยะพาลูกมาเล่นที่ ward ก็เลยได้พบคุณพจน์
- แกถูกใจมาก เลยขอน้องวศินไปเป็นดารา
- ปิดท้ายด้วยการเฉลย หมอปิยะเดินเข้ามาหากล้อง โคลสภาพไปที่ป้ายชื่อ
- ป้ายชื่อนั้นเขียนว่า "ปิยะ มีปรีชา"

roundbol123

#193
มีห้าเรื่อ จะทยอยลงค่ะ

ภูมิใจเสนออันนี้


{หมีโหด}หนูน้อยหมวกแดง {หมีโหด}


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วจนแทบจำไม่ได้ เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำอันเลือนรางได้กล่าวถึงหนูน้อยหมวกแดง - เธอเป็นเด็กหญิงผมสีทองตรงสวย ใบหน้างามเหมือนตุ๊กตาที่ประณีตหรูหราราวกับของขวัญที่พระเจ้าได้บรรจงสร้างลงมา

ชื่อที่ชาวบ้านเรียกเธอว่าหนูน้อยหมวกแดงมาจากเธอชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงเถือกๆ รวมถึงฮู้ดสีแดงเถือกตัดกับผิวขาวนวลเนียนของเธอ ยังดีที่พระเจ้าสร้างเธอมาด้วยสีผิวขาวเนียนสวย ไม่งั้นเธอคงได้เป็นอีกาคาบพริกมากกว่า

และวันหนึ่ง ยายของเธอที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปอยู่ในกระท่อมชายป่านั้นก็ไม่สบาย และไม่รู้ว่าแม่ของเธอได้รับเอสเอ็มเอสบอกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณแม่จึงบรรจงทำอาหารอร่อยๆสุดฝีมือใส่ตะกร้าปิกนิกและมอบหมายหน้าที่ให้ลูกสาวที่เหมือนกับตุ๊กตากระเบื้องชิ้นงามของเธอ

"ลูกจงนำตะกร้าอาหารไปให้คุณยายท่านที่ชายป่า ระหว่างทางอย่าแวะเล่นเรื่อยเปื่อยที่ไหนนะลูก เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน แล้วอย่าไปเที่ยวฆ่าใครเล่นด้วยล่ะลูก"

หนูน้อยหมวกแดงรับคำ เดินออกจากบ้านหลังเล็กเข้าสู่ป่าด้วยเหตุผลอันไร้สาระสิ้นดีสำหรับการปล่อยลูกสาวตัวเล็กๆเข้าไปผจญอันตรายเพื่อส่งตะกร้าอาหารให้คุณยาย!!!

หนูน้อยหมวกแดงเดินเข้าไปในป่า ระหว่างทางนั้นก็ต้องเป็นไปตามท้องเรื่อง ..... เธอแวะเล่นเรื่อยเปื่อยตามเคยที่ต้องฝ่าฝืนคำสั่งเพื่อให้เรื่องมีจุดหักเหบ้างตามกฎของนักภาษาชาวญี่ปุ่นนามอะมีโนโอเคงิบัญญัติบรรทัดฐานเอาไว้

เธอเห็นไก่ฟ้าตัวหนึ่งเดินอยู่ สวยมาก เด็กหญิงคว้ามีดสปาต้าออกจากที่ซ่อนในกระโปรงแล้วย่องช้าๆไปสู่เป้าหมายที่น่าอร่อยตัวนี้ แต่ก่อนที่เธอจะร่ายวิชามีดบินลี้น้อยไม่เคยพลาดเป้าแล้ว เจ้าไก่ฟ้าจอมเจ้าปัญหาก็วิ่งหนีไปก่อน

ด้วยความโมโหหิว เธอจึงไล่ตามไก่ฟ้าไป แต่ไล่ตามไม่ทัน หนูน้อยหมวกแดงเหนื่อยมากจึงนั่งพักที่ขอนไม้ใหญ่

กลิ่นหอมๆของดอกไม้จากตัวเธอไปโชยเข้าจมูกเจ้าหมาป่าสีน้ำตาล มันมองเห็นเธอแล้ว อาหารอันโอชา - ด้วยความเจ้าเล่ห์เหลือร้ายของหมาป่าจึงวางแผน เดินย่องเข้าไปถามหนูน้อยหมวกแดงทันที

"สวัสดีจ๊ะหนูน้อย หนูมาทำอะไรในป่าจ๊ะ" เจ้าหมาป่าสีน้ำตาลถาม นัยน์ตาของมันจ้องหนูน้อยไม่วางตา ซ่อนกงเล็บไว้ภายใต้ความใจดี

เด็กนี่ตัวโตกว่าเจ้าไก่โรดรันเนอร์นั่นเยอะ หมาป่าคิด เราจะกินเธอเสียให้ได้ในวันนี้

"มาเอาของไปให้ยายค่ะ" เธอกล่าวตอบฉะฉาน

หนูน้อยหมวกแดงซ่อนมีดสปาต้าไว้ ส่งยิ้มหวานให้เจ้าหมาป่าสีน้ำตาลตัวโตกว่าเจ้าไก่ฟ้าที่เธอไล่ตามอยู่เมื่อกี้ หากได้กินเสียคงจะหายเหนื่อยแน่ๆ

สายตาเจ้าเล่ห์ของทั้งสองซ่อนไว้ในความไม่รู้ประสีประสา แต่ก่อนที่ฝ่ายใดก็ตามจะได้ลงมือห้ำหั่นระหว่างหมาป่าโรคจิตและสาวน้อยซาดิสม์ที่คิดว่าต้องเลือดสาดกันไปข้างแล้ว พลันมีลูกธนูทองคำลึกลับพุ่งผ่านแมกไม้เข้ามา

หนูน้อยหมวกแดงรู้สึกถึงบางสิ่งที่พุ่งผ่านอากาศ เธอเอี้ยวตัวหลบสิ่งนั้น ลูกธนูทองคำยาวราวๆหนึ่งเมตรก็พุ่งไปปักเจ้าหมาป่าดวงซวยที่อยู่ข้างๆทะลุไปเสียบต้นไม้อีกต้น  เลือดสีแดงของมันสาดกระจาย ร่างชักกระตุก ตาเหลือกด้วยความตกใจ มันยังไม่ตาย แต่พบกับความทรมานแสนสาหัส

หนูน้อยหมวกแดงยิ้มน้อยๆ เลียเลือดหมาป่าที่กระเซ็นมาเปรอะบนมือด้วยความเสียดายก่อนแสยะยิ้มมองเจ้าหมาป่าอย่างน่ารักน่าชัง

"น่าสงสารจัง ชักกระตุกแบบนี้น่าสงสารจัง หนูน้อยหมวกแดงจะทำให้แกสบายเองนะ" เธอพูด หยิบมีดสปาต้าออกมา แตก่อนที่เธอจะได้ช่วยให้เจ้าหมาป่าไปสบายนั้น เจ้าของธนูก็ปรากฏกายเสียก่อน

"เธอเป็นอะไรรึเปล่า" คนแปลกหน้าถามเธอ หนูน้อยหมวกแดงยิ้มใส ใบหน้าขาวนวลนั้นมีเลือดหมาป่าที่กระเซ็นเปรอะแก้มสีชมพูของเธอดูตื่นกลัว - มองหน้าคนแปลกหน้าผู้เป็นราชนิกูลร่างน้อย

"ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเรา" หนูน้อยหมวกแดงพูด เจ้าหมาป่ากระอักเลือดอีกครั้งราวกับมันพยายามถ่ายทอดออกมาว่าใครกันที่เป็นฝ่ายต้องถูกช่วยชีวิต... เจ้าชายมองไปที่ร่างหมาป่านั้น

"การล่าสัตว์เป็นเรื่องความบันเทิงของเราน่ะ" เจ้าชายน้อยกล่าว ฝีมือธนูของเขาดูค่อนข้างช่ำชอง หนูน้อยหมวกแดงมองธนูทองคำอาบเลือดที่ปักอยู่บนตัวของหมาป่า(ที่ยังถึกไม่ยอมตายเสียที)

   "ธนูนี่สวยจัง ขอให้เราได้ไหม" เด็กหญิงถาม แววตาของเธอไม่มีอะไรเคลือบแฝง เจ้าชายน้อยพยักหน้ารับเป็นคำตอบ

"แล้วเธอจะเอามันออกมายังไงล่ะ"

เด็กหญิงยิ้มให้กับเจ้าหมาป่าที่สติใกล้จะหลุดลอยเต็มที่ เธอกระชากเอาธนูที่ปักต้นไม้และหมาป่าออกด้วยแรงมหาศาลที่พระเจ้าประทานให้พร้อมกับความงาม (แต่คงทรงลืมประธานความเมตตามาให้)

เจ้าหมาป่าเบิกตาโพลงก่อนที่จะสิ้นใจลง เลือดสีแดงไหลทะลักออกมาพร้อมกับลำไส้ที่ถูกธนูเกี่ยวไว้ กลิ่นคาวเลือดโชยคละคลุ้งแต่ไม่มีปัญหาสำหรับหนูน้อยหมวกแดงอำมหิต หมาป่าทรุดลงสิ้นใจในทันที เจ้าชายน้อยเห็นแล้วก็ไม่ทรงแปลกใจอะไรนักหนา

"ว่าแต่เธอจะไปไหน ทำไมถึงมานั่งกลางป่าแบบนี้"

หนูน้อยยิ้ม เธอชี้ไปที่ตะกร้าปิกนิกนั้นแล้วบอกว่า "เราจะเอาไปให้ คุณยายเราที่ไม่สบาย ยายท่านอยู่ที่ชายป่าโน่นแน่ะ"
เจ้าชายน้อยพยักหน้ารับก่อนออกปากอาสา
"เดี๋ยวเราไปส่งให้ก็ได้ ขึ้นม้าของเราไปไวกว่าเดินไปนะ"

นัยน์ตาคู่สวยของหนูน้อยหมวกแดงมองไปรอบๆ เจ้าชายน้อยเห็นจึงแย้มสรวลขึ้นมา ทรงเป่าปากเรียกม้าตัวโปรดออกมาจากที่ไหนสักที่

"สีนวลมานี่เร็ว" เขาพูด แล้วในเวลาไม่นานนัก ม้ารูปร่างสง่างามก็ออกมา สีของมันออกจะนวลๆ สมกับชื่อ เจ้าชายขึ้นม้าแล้วกล่าวตรัสกับหนูน้อยหมวกแดง

"นี่คือม้าของเราชื่อว่าสีนวลอเนกประสงค์ ขึ้นมาสิ เราจะพาเธอไปส่งเอง"    เจ้าชายน้อยยื่นมือนุ่มๆให้กับเด็กหญิง หนูน้อยหมวกแดงยิ้มชวนทำให้ละลายก่อนหยิบตะกร้า มองซากหมาป่าอย่างอาลัยสักพักก่อนส่งมือเปื้อนเลือดและขึ้นม้าไปหาเจ้าชาย

แต่ขณะที่ม้าควบไม่เกินสิบก้าวนั้น  เด็กหญิงก็ได้หยิบมีดสปาต้าของเธอขึ้นมาทิ่มพรวดเข้าไปที่สันหลังของเจ้าชายเต็มแรงจนทะลุ ก่อนที่เธอจะกระชากมันกลับมา สีนวลตกใจใหญ่จึงพยศขึ้นมาเสียอย่างนั้น ร่างของเจ้าชายตกลงจากม้าท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริศของเจ้าชายผู้อ่อนต่อโลก หนูน้อยหมวกแดงกระโดดลงจากม้าและปล่อยให้มันหนีไป

"คุณแม่บอกว่าอย่าฆ่าสัตว์ หนูน้อยหมวกแดงสงสารมัน" เธอคลี่ยิ้มสวยออก ปากแดงๆนั้นกล่าวต่อไป สายตาจับจ้องที่เครื่องทรงประดับเพชรพลอยและธนูทองคำนั้น

"เจ้าชายทรมานมากสินะ เดี๋ยวเราจะช่วยนะ แต่เราไม่อยากให้เจ้าชายร้องเสียงดังจังเลย" เธอยิ้ม กดคมมีดลงที่ริมฝีปากของเขาแล้วลากไปข้างๆช้าๆ ผ่านเงือกและกระพุ้งแก้มของเด็กหนุ่มแล้วมองดูเลือดสีแดงนั้นซึมออกมาช้าๆ.....ทุกอย่างช่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า.....ทว่าเจ็บปวด...

"แม่บอกว่าพวกราชนิกูลเค้ามีเลือดสีน้ำเงิน แต่ทำไมเป็นสีแดงน๊า"
เธอยังไม่หายสงสัย ขึ้นคร่อมร่างเขาแล้วลากมีดผ่านบนใบหน้าขาวช้าๆ ก่อนที่จะพูดปลอบใจร่างที่ใกล้หมดลมของเขา

"เวลาของเรามีน้อยเต็มทีแล้ว แต่กับราคาของธนูทองคำ สร้อยแหวนต่างๆ สามารถทำให้เราใช้เงินจากการขายมันไปได้นานเลยทีเดียวล่ะ .... บ๊ายบายนะ เราคงต้องลาจากกันแล้ว"

สิ้นเสียงของเด็กหญิง คมมืดที่รอการลงมือก็ร่ายมนตร์ขลังที่จะทำให้เจ้าชายจดจำไปแม้จะตายในเวลาต่อมาก็ตาม - เธอทิ่มมันไปตรงลำคอของเขาสุดแรง เลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่ยังไม่พอสำหรับเวลาที่ยังคงมีต่อได้อยู่ เด็กหญิงดึงมีดออกพร้อมเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาเฉียดใบหน้าสวยของเธอไปไม่มาก ของเหลวสีแดงพรั่งพรูไปทั่ว....

"บ๊าย บาย....."

มีดสุดท้ายปิดฉากแล้วอย่างสวยงาม มันกดลงไปบนตำแหน่งของหัวใจของเจ้าชายน้อยผู้อ่อนหัด เด็กหญิงฮัมเพลงเบาๆ ดูร่างเด็กชายพลางลุกขึ้น ปลดของมีค่าออกจากตัวเด็กชาย ไปวางไว้ข้างๆ แบกศพของเจ้าชายและหมาป่าที่อยู่ไม่ไกลนักไปยังแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกล

แรงควายของเธอทำได้...

หลังจากโยนศพของอดีตสิ่งมีชีวิตทั้งสองลงไปในน้ำ แม่น้ำใสก็กลับแดงฉาน เธอล้างหน้าล้างเนื้อตัวนั้นก่อนที่จะนำสมบัติที่ได้มาไปทำความสะอาด

"แม่ไม่ว่าหรอกมั้งที่เสื้อผ้าเปื้อนหมด แต่ไม่เป็นไร ยังไงมันก็สีแดงเหมือนกับเลือดนั่นแหละ" เธอพูดกับเงาของตนในแม่น้ำที่ร่องรอยเลือดจางลงทุกที....
เหลือบมองฟ้าเป็นสีส้มอุทัย เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ - ตะวันใกล้ลับฟ้า เธอนำของทั้งหมดใส่ลงตะกร้าและคิดว่าจะนำไปฝากคุณยาย คุณยายต้องดีใจแน่ๆ - เด็กหญิงสวมหมวกฮู้ดสีแดงของเธออีกครั้งก่อนออกเดินทางสู่จุดหมายของเธอต่อไป....




เผยแพร่สามครั้ง เพื่อนอ่าน ส่งครู ลงฟอนต์  :22:



(เขียนมั่ว ผิดหลักความจริงไปบ้างแถวๆท่อนแดงๆเนี่ยล่ะ)
(กับเลือดที่ไม่รู้จะเยอะอะไรนักหนา)



//ยังไม่เคยผ่าศพ ไม่รู้ว่าตรงไหนควรทิ่มยังไง *-*
:22: :47:

Longtime

 :14:

เขียนส่งครูด้วยเหรออออออ



เรียกเจ๊เฟิร์นมาอ่านดีกว่า :21:
ท่องเที่ยวเป็นงานหลัก ถ่ายรูปเป็นงานรอง
วาดรูปเป็นงานอดิเรก ขายยาเป็นงานประจำ

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines