รวมงานเขียนชาวฟอนต์

เริ่มโพสต์โดย นิ้ง, 03 ม.ค. 2006, 19:33 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

มะนุช

คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นแค่ความทรงจำ

iannnnn

เอ้อ..

ตูไม่ชอบอ่านนิยายนะ
เล่มล่าสุดที่อ่าน ไม่ใช่ ฮพ (เพราะไม่คิดจะอ่าน)

Zafire06


ปลาทอง

ยามยาก อย่าได้ทำตัวยาก ๆ

มังกิ๊ง

#79
ขุด!

อยากอ่านนิยายติดดิน? นี่เลย นิยายไทยขนานแท้ (เพราะตูแต่งเอง) ประชดชีวิตที่เว็บเด็กดีแม่งเปลี่ยนโฉมจนใช้ไม่ถูก

ป.ล. เร่ คราวนี้ไม่มีคว้างควับแล้ว พอใจแล้วสินะ  :30:

สายลมที่ผ่านไป

ตอนที่หนึ่ง

          ผมนั่งหาวหวอดอย่างเบื่อหน่าย

          อาจารย์ในชุดสุภาพเบื้องหน้ากำลังเอ่ยเอื้อนถ้อยคำมากมายที่ไม่ดังเข้าหูผมเลยซักนิด ทั้งยังเป็นเหมือนเพลงกล่อมที่ค่อย ๆ ทำลายสติสัมปชัญญะของนักเรียนในห้องลงทีละคน ๆ จนตอนนี้กว่าครึ่งของผู้ชายฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะเรียนเรียบร้อยแล้ว ผมหมุนปากกาในมือเล่นอย่างเซ็ง ๆ พลางกวาดสายไปรอบ ๆ ห้อง – ยัยอาภาภรณ์จ้องผมอีกแล้ว ทำไมต้องมองอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้นด้วยเนี่ย – ส่วนไอ้ภูมิเพื่อนรักก็กำลังจู๋จี๋กับแฟนอยู่หลังห้อง – เจ้าเพื่อนคนนี้ได้หน้าลืมหลังทุกทีสิน่า

          ผมทอดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ยังทิวทัศน์นอกห้องเรียน ซึ่งมีเพียงตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่โตและเกะกะเสียเหลือเกิน ไม่ว่าผมจะมองมันในวันใด ตึกใหญ่เบื้องหน้าก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เคยไปไหน – แล้วผมยังจะมองมันอยู่ทำไมล่ะเนี่ย

          "ปวินทร์"

          ผมได้ยินเสียงเรียกแว่ว ๆ มาจากข้างขวา คิดได้แล้วแต่ไม่ทันได้หันกลับ – เพราะอะไรบางอย่างพุ่งกระแทกเข้ากับแก้มผมอย่างแรงจนแทบจะหงายหลังตกเก้าอี้

          "โอ๊ย"

          กรามขวาปวดตุบ ๆ จนน้ำตาซึม ผมหันหน้ากลับมาและพบว่าฝุ่นสีขาว ๆ กำลังฟุ้งกระจาย สายตาเพื่อนที่มองมาบางคนส่อแววขบขัน ผมยกมือขวาขึ้นลูบ ๆ บริเวณหน้า และพบว่าฝุ่นชอล์กสีขาวฟุ้งกระจายเต็มไปหมด แปรงลบกระดานไม้ขนาดเท่าฝ่ามือแน่นิ่งสนิทอยู่บนตักผม

          "ครูบอกเธอกี่ครั้งแล้ว ว่าที่ข้างหน้าเป็นที่สำหรับเด็กเรียน เธอน่าจะเห็นใจเพื่อนที่ถูกเธอแย่งที่" อาจารย์พูดเสียงดัง พลางจ้องหน้าผมเขม็ง

          "ผมแค่มองหน้าต่างหน่อยเดียวเองนะ" ผมว่า ความโกรธพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง หนังตากระตุกยิก ๆ เป็นลางไม่ดี

          "ครูจะไม่ว่าอะไรหรอก ถ้าเธอไม่มองหน้าต่างนั่นทุกคาบที่ครูสอน" ครูสวนกลับ ใบหน้าแสดงความขุ่นเคืองที่ถูกย้อน "ออกไปยืนนอกห้อง เดี๋ยวนี้"

          ผมผุดตัวลุกขึ้น อันที่จริง ผมดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ออกไปให้พ้นจากห้องบ้า ๆ นี่ ผมเตะแปรงลบกระดานหายไป ก่อนจะเดินก้าวสวบ ๆ ตัดหน้านักเรียนทั้งห้องออกไปข้างนอก

+++++++++++++++

          ผมชื่อปวินทร์ ธรรมทัศนะ – พ่อแม่ผมเสียตั้งแต่ยังเล็ก ทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยมรดกมหาศาลของพวกท่านที่ทิ้งไว้ให้ก่อนตาย – และด้วยพินัยกรรมของพ่อ ทำให้ผมต้องเข้าเรียนที่นี่ตามเนื้อความโดยไม่มีทางเลือก จนกระทั่งจบมหาลัย ผมจึงจะมีอิสระกับกองมรดกเหล่านี้อย่างแท้จริง

          ระหว่างนี้ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากเรียนไปเรื่อย ๆ ตามหลักสูตรปัจจุบันนั่นแหละ

+++++++++++++++

          ลมเย็น ๆ พัดไปมาตามระเบียงทางเดินขณะที่ผมยืนเท้าคางมองทิวทัศน์เบื้องนอก อากาศดีไม่น้อย – การได้ออกมาข้างนอกดูจะไม่ค่อยเลวร้ายเท่าไหร่เลยสำหรับเด็กชุ่ย ๆ อย่างผม – ที่วัน ๆ เอาแต่นอนกับนอนจนโต๊ะจะขึ้นราเพราะน้ำลายอยู่แล้ว

          แต่ขณะที่ผมกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

          "นี่เธอ"

          ผมหันไปอย่างเบื่อ ๆ พลางเตรียมคำตอบของคำถามประเภท 'ทำไมออกมาเพ่นพ่านแถวนี้' ไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว แต่...

          เส้นผมสีดำน้ำตาลสั้น ๆ ตามแบบฉบับของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลของเธอปลิวน้อย ๆ ตามแรงลม ใบหน้าไร้สิวเสี้ยนกำลังส่งยิ้มเกรงใจมายังผม สีของกระโปรงและชุดนักเรียนที่รีดจนเรียบแปล้ของเธอบอกให้รู้ว่าเธอเป็นคนที่เรียนสถาบันหอวังเช่นเดียวกัน

          "อ้ะ – อะไรหรอ" ผมพูดตะกุกตะกัก รู้สึกร้อนวูบ ๆ ตรงใบหน้า – เป็นบ้าอะไรวะเรา

          "ที่นี่ใช่มอสามทับสิบสามรึเปล่าน่ะ" เธอว่าพลางชี้ไปยังประตูห้องของผม

          "เอ้อ...อืมใช่ – เธอเป็นเด็กใหม่หรอ" ผมถามต่อ พลางคิดว่าตัวเองโง่เสียเต็มประดาที่ถามคำถามแบบนั้นออกไป

          เธอพยักหน้า พลางยกมือเป็นเชิงขอตัวก่อน แล้วจึงวิ่งกึ่งเดินไปยังหน้าประตู

          ผมรอจนเธอเดินเข้าไป แล้วจึงชะโงกหน้าไปดูเหตุการณ์จากประตูหลังของห้องเรียน ผู้หญิงคนเมื่อครู่กำลังแนะนำตัวเองอยู่หน้าชั้นเรียน ใบหน้ายิ้มแย้มของเธอกวาดไปที่ทุกคนขณะที่พูด ทำเอาชายหลายคนที่สะลืมสลือพลันตื่นตัวขึ้นมายิ้มตอบเธอ – ดูเธอจะหน้าตาดีในสายตาของเพื่อน ๆ เสียเหลือเกิน

          "นี่ ๆ เด็กใหม่ชื่ออะไรนะ" ผมหันไปถามไอ้ภูมิที่กำลังหันมามองด้วยสีหน้าแปลก ๆ

          "ชนิดา – ทำไม ติดใจหรอ" มันตอบแบบเบลอ ๆ เพราะพึ่งตื่นจากการงีบ

          "เปล่า"

          ผมยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ อีกพักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับออกมานอกห้อง

          และด้วยเหตุใดไม่ทราบเหมือนกัน – ผมตัดสินใจนอนพิงผนังห้องและเริ่มต้นงีบ – หยุดเถอะปวินทร์ นายมันแค่เด็กมอสามหน้าตาธรรมดาคนนึง จะไปหวังของสูงเช่นคนแบบชนิดาได้ไง – เจ๊แกก็คงมีอีกหลายคนให้เลือก คงไม่มาสนใจเราหรอก...

+++++++++++++++

          ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พักเที่ยงแล้ว ผมลงไปนั่งพิงผนังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือเป็นเท้าของไอ้ภูมินี่เองที่ถีบผม มันคงจะหวังดีอยากให้ผมไปกินข้าว แต่ผมกำลังอารมณ์ไม่ค่อยดีซะด้วยสิ

          "ถีบข้าหาหอกอะไรวะ"

          "ก็ไม่มีอะไร – พอดีเจ๊แกอยากให้ข้าปลุก กลัวแกจะไปกินข้าวไม่ทัน" ไอ้ภูมิพยักพเยิดไปทางชนิดาที่กำลังเดินลงบันได "ไปเหอะหวะ – แกเลี้ยงมื้อนี้ ข้าจำได้"

          ผมสะบัดหัวไล่ความง่วงสองสามที ก่อนจะจับมือภูมิที่ยื่นมาดึงให้เขาลุกขึ้น

          "ทีงี้ล่ะจำแม่น"

+++++++++++++++

          โรงอาหารแห่งที่หนึ่งช่างร้อนและคับแคบเสียเหลือเกินในสายตาผม เพราะนักเรียนมัธยมต้นมากมายกำลังต่อแถวรอซื้อข้าวกันอย่างหนาแน่น และผมก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น – ผลก็คือผมกระชากลากถูไอ้ภูมิไปกินที่โรงอาหารเล็กได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่มันดูไม่ค่อยจะเต็มใจนัก

          "แล้วยังไง" ผมเอ่ยตัดบททันทีเมื่อเห็นมันกำลังจะพูดอะไรออกมา "หรือจะออกเองก็ตามใจ"

          "โห โกงนี่ว่าไอ้วิน" ภูมิว่าพลางส่งสายตาเคียดแค้นมาให้ผม – หัวมันนี่น่าทุบนัก

          "เมื่อวานแกก็บอกให้ข้าไปกินโรงอาหารหนึ่งเหมือนกันนี่หว่า" ผมโต้ ก็มันจริง ๆ นี่นา – ตลอดเวลาหลายปีที่อยู่เป็นเพื่อนสนิทกัน ภูมิกับผมผลัดกันเลี้ยงข้าวเสมอ ๆ – และต่างฝ่ายต่างก็เอาแต่ใจตนเองเสมอ ๆ เช่นกัน

          "หรือแกจะเอา"

          "หนอย"

          แต่ก่อนที่จะได้ซัดกำปั้นกันนั้น – เสียงจานแตกก็ดังขึ้นด้านหลัง ผมหันกลับไปมอง

          "ขอโทษค่ะ – คือชั้นไม่ได้มอง" เสียงยัยชนิดาดังมาจากด้านหน้าของรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของจานที่แตก ดูขนาดแล้วคงอยู่ระดับมอหกเห็นจะได้ ผมเอียงตัวไปด้านข้างอย่างสนใจขณะที่ภูมิยื่นหน้ามาข้าง ๆ

          "เกิดอะไรขึ้น"

          "จะให้ข้าไปถามใครละ" ผมย้อนพลางเดินเข้าไปใกล้จุดเกิดเหตุมากขึ้นเพื่อฟังคำพูดของทั้งสองคน

          "นี่เธอเป็นอะไรของเธอ – คนถือข้าวเดินมาก็เห็น ๆ กันอยู่ – นี่คงจะตั้งใจสินะ" เสียงแหลม ๆ ของรุ่นพี่ผู้หญิงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับใบหน้าที่ก้มต่ำลงทุกทีของชนิดา – ผมเริ่มทนเสียงยัยนั่นไม่ไหวแล้วล่ะ สงสัยต้องทำอะไรซักอย่าง ไม่งั้นไม่ได้กินข้าวอย่างสงบแน่

          "ขอโทษจริง ๆ ค่ะ" ชนิดาว่า ก้มดูรองเท้าตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายขณะที่ผมมองไปยังเธอ

          ให้ตายสิ ถึงจะเสียดายก็เหอะ...

          "พี่ครับ" ผมเรียกเสียงเบา – รุ่นพี่คนนั้นหันมามองค้อน "ค่าข้าวนั่น เดี๋ยวผมจะจ่ายให้พี่เองครับ"

          "หึ – รับหน้าแทนหรอน้อง" รุ่นพี่คนนี้ขอบคุณได้น่าเตะซะจริง ๆ "เอาเถอะ รีบ ๆ จ่ายมา ชั้นหิวแล้ว"


          ผมหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา และดึงธนบัตรสีเขียวออกจากด้านในสองสามแผ่น และยื่นให้รุ่นพี่หน้าเลือดที่ตอนนี้ฉีกยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจ ก่อนจะเดินจากไปกับกลุ่มผู้ชายอีกกลุ่มใหญ่ ไม่วายส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้กับชนิดาส่งท้าย – ผมคงจะหมดหน้าที่ตรงนี้แล้ว ข้าวก็คงไม่ได้กินแล้ว เพราะถ้าเลี้ยงภูมิก็หมดเกลี้ยงพอดี – ให้ตายสิ

          "ขอบคุณ" ชนิดาว่า พลางปัดเนื้อปัดตัวที่เปื้อนฝุ่นนิดหน่อยจากการล้ม "แต่ว่า เงินนั่น"

          "ช่างเถอะ" ผมตอบอย่างเซ็ง ๆ พลางเตะใบไม้ที่อยู่ข้างหน้าแก้หิว

          "เอางี้ละกันนะ" ภูมิว่า แล้วนี่มันถือวิสาสะอะไรมากอดคอผมแบบนี้ "เมื่อกี้นี้เพื่อนชั้นช่วยเธอไว้ เพราะงั้นเธอเองก็ต้องช่วยเพื่อนชั้นคืนด้วย ด้วยการเลี้ยงข้าวมันมื้อนึง !"

          ผมเงยหน้ามองไอ้ภูมิที่ยิ้มกว้าง ผมละเบื่อกับมันจริง ๆ

          "ได้สิ"

+++++++++++++++

          "แล้วตกลงว่าเธอย้ายมาจากไหนนะ เกษตร ?" ภูมินทร์ อาจเดช เพื่อนสนิทอันดับหนึ่งของผมกำลังจ้ออย่างสนุกปากอยู่กับชนิดา

          ผมตักข้าวเข้าปากอย่างไม่สนใจอะไร ถ้าเวลานี้เป็นเวลากิน ผมก็เลือกที่จะกิน ไม่ใช่คุยจนไม่ได้แตะอาหารแบบไอ้ภูมินั่น – ผมชินซะแล้วกับการบ่นเกี่ยวกับอาการปวดท้องหิวของมันในคาบบ่าย – นาฬิกาบนผนังใกล้เวลาคาบบ่ายเข้าไปทุกนาที แต่สองคนนี้ก็ยังคุยกันไม่เลิก จนกระทั่งผมพยายามจะฟาดหัวภูมิด้วยจานนั่นแหละที่ชนิดาเริ่มรู้สึกตัว

          "จะจีบกันอีกนานมั้ย" ผมถามเสียงขุ่น พลางชูช้อนขึ้นและโบกไปมา "กินให้หมดด้วยไอ้ภูมิ ข้าเสียดายเงิน"

          ทั้งสองก้มหน้าก้มตาทานข้าวเหมือนโดนผู้ใหญ่ดุ – ผมเห็นอย่างนั้นก็อดจะหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ – อะไรมันจะกลัวขนาดนั้น

          พูดถึงเรื่องกลัว – ผมเองก็ใช่ย่อย – ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันที่หลาย ๆ คนพยายามหลีกให้ห่างจากผม – อันที่จริง ผมเองก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น – แค่เสียงดังนิดหน่อย กับหน้านิ่ง ๆ ที่ไม่ค่อยจะแสดงความรู้สึก แล้วก็วิชาศิลปะการต่อสู้ที่เรียนมานิดหน่อย – ก็ไม่เห็นจะทำให้ผมเลวร้ายอะไรตรงไหน ยกเว้นกับพวกที่ผมไม่ชอบหน้า รับรองว่ามันได้เห็นนรกแน่

          "เฮ้ย – วิน แกเอาน้ำซักขวดเปล่า" ภูมิถามพลางยกจานของตนเองขึ้นจากโต๊ะ

          "เออ – ขวดนึง" ผมตอบพลางมองไปทางชนิดาที่ยังคงเหลือข้าวอยู่กว่าครึ่ง "สองขวดท่าจะดีกว่า"

          แต่เพื่อนตรงหน้าก็ยังคงไม่เดินออกไป จนผมเงยหน้ามองมันอย่างสงสัย – และพบกับสายตากวน ๆ ของเจ้าเพื่อนเวรนี่

          "ซักนิดก็ไม่ได้นะแก" ผมพ่นลมหายใจอย่างเบื่อ ๆ ก่อนจะดีดเหรียญสิบบาทที่ควักมาจากกระเป๋าสองเหรียญให้ภูมิ "ทอนข้าด้วย ไม่งั้น มีตี-น" คำสุดท้ายลากยาว ๆ เพราะเพื่อนรักเดินหายไปกับฝูงคนเรียบร้อยแล้ว

          ชนิดายังก้มหน้าก้มตากินต่อไป ผมหันไปมองที่เธอ ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยสนใจผมซักเท่าไรนัก – บางทีอาจเป็นเพราะเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามา หรือจะเป็นเพราะเห็นนิสัยดุ ๆ ของผมก็ได้

          "ชนิดา เธอชื่อเล่นว่าอะไรหรอ" ผมถามพลางยกมือขึ้นเท้าคาง

          เธอสะดุ้งนิดหน่อย ยกมือขึ้นป้องปากก่อนตอบ

          "เรียกชั้นว่าดาก็ได้นะ"

          ผมนึกสงสัยตงิดอยู่ในใจ – ทำไมคนไทยสมัยนี้สิ้นคิดจังนะ – แค่ชื่อเล่นให้ลูก ทำไมต้องให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชื่อจริงด้วยล่ะ

          "ชั้นปวินทร์ เรียกวินแบบไอ้ภูมินั่นก็ได้"

          "อือ"

          ผมมองตรงไปยังใบหน้าของเธอที่กำลังก้มลงมองจานข้าวที่หมดเกลี้ยง ผมสังเกตว่าดูเธอจะลังเลที่จะยกมันไปเก็บ อาจเป็นเพราะเธอกลัวว่าผมจะนึกว่าเธอเดินหนีผมไปก็ได้ – ก็ไม่มีทางเลือกอีกนั่นแหละ

          "มานี่ – ชั้นเก็บให้เอง" ผมว่าพลางยื่นมือข้ามโต๊ะไปหยิบจานข้าว

          "ขอบคุณนะ"

          ก็พอดีกับไอ้ภูมิที่เข้ามาพร้อมกับน้ำสามขวด – ดูหน้ามันจะสงสัยหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มแล้วส่งน้ำให้ชนิดา – ส่วนของผม ไอ้บ้านี่โยนให้ซะอย่างนั้น – ลำเอียงชิบเป๋ง

          "แกไม่มากินข้าวกับแฟนเดี๋ยวก็โดนโกรธหรอก" ผมเอ่ยลอย ๆ กับภูมิที่สำลักน้ำแทบจะในทันที

          "เฮ่ย บอกว่าไม่ใช่แฟนไงวะ" ภูมิโต้ พลางส่งสายตาแปลก ๆ มาให้ผม – ตกลงนี่มันจะหม้อเด็กใหม่ไปด้วยอีกคนเลยรึไง "ชั้นยังไม่มีแฟนหรอก"

          "งั้นก็เรื่องของเอ็ง" ผมตัดบท เพราะชนิดากำลังตั้งอกตั้งใจฟังอยู่ – ผมคิดอยู่ในใจว่าภูมิมันคงสนใจในตัวดา – แต่ก็ช่างเหอะ – ปล่อยมันกะแฟนเคลียร์ปัญหาชีวิตกันเองก็แล้วกัน

          ทั้ง ๆ ที่อีกใจหนึ่ง – อยากตะโกนบอกชนิดาให้รู้แล้วรู้รอดว่ามันกำลังพยายามจีบเธออยู่

+++++++++++++++

          คาบบ่ายผ่านไปเฉื่อย ๆ อย่างน่าเบื่อ ผมมองนาฬิกาด้านบนกระดานอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับถ้าผมจ้องมันนานกว่าสิบห้านาทีแล้วเข็มยาวมันจกระดิกไปอีกห้าเซนติเมตรงั้นแหละ

          "นี่ ไอ้วิน"

          ผมหันไปทางขวาตามเสียงเรียก และพบกับใบหน้าเครียด ๆ ของภูมินทร์ที่กำลังแอบคุยกับผมอยู่ ดูมันจะระแวงอาจารย์ที่ยืนสอนอยู่ด้านข้างไม่น้อย

          "อะไร"

          "เห็นแกมองนาฬิกาตั้งนานแล้ว – รีบกลับหรอ"

          "เปล่า" ผมว่า พลางก้มหน้าก้มตาดูหนังสือเรียนทันทีเมื่อสายตาคม ๆ ของอาจารย์ภาษาอังกฤษเบนมา "ข้าเบื่อ"

          โธ่เอ้ย – ก็ตอนแรกผมก็นึกว่าไอ้ภูมิมันเป็นห่วงที่ผมเบื่อเรียนเลยย้ายมานั่งข้าง ๆ – กลายเป็นว่ามันย้ายมากระตุ้นให้ผมเรียนซะอย่างนั้น รู้งี้ไปนั่งหลังห้องตั้งนานแล้ว

          "ทำไมแกไม่ไปนอนหลังห้องวะ" ภูมิถามพลางใช้หางตาชำเลืองไปทางอาจารย์ที่เลิกสนใจแล้ว

          "แล้วทำไมแกต้องสนใจข้าวะ" ผมย้อนอย่างเบื่อ ๆ พลางหมุนปากกาน้ำเงินเล่นในมือขวา "แกรู้ว่าข้าไม่เคยสอบตก"

          "เออ แกเก่ง" ภูมิว่า "แต่ข้าว่าแกขยันกว่านี้ซักหน่อยก็ได้นะเว้ย – เทอมนี้บทเรียนมันเริ่มจะยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว"

          ผมไม่เห็นว่ามันจะยากขึ้นตรงไหน – พอถึงเวลาสอบผมก็ไม่เคยดูหนังสือ แต่คะแนนก็ไม่เคยต่ำกว่าครึ่งอยู่แล้ว – และผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันหรอก เชื่อเหอะ

          "เออ – ไว้ข้าจะพยายาม" ผมตัดบทพลางพยายามจะฟุบลงไปงีบอีกครั้งนึง แต่ก็โดนฝ่ามือหนัก ๆ ของใครซักคนฟาดผัวะเข้าให้เต็ม ๆ ท้ายทอย

          "เฮ้ย – อะไรของแกวะ" ผมขึ้นเสียง นี่มันชักจะเกินเลยไปแล้วนะ !

          แต่ มือเมื่อกี้ ไม่ใช่ของไอ้ภูมิ

          "ปวินทร์ ครูขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้าย" เสียงหนัก ๆ ของอาจารย์ดังขึ้นด้านหน้า และนั่นก็ทำให้ผมต้องหยิบปากกาที่หล่นลงจากโต๊ะกลับมาทำงานอย่างช่วยไม่ได้ "ถ้าเธอไม่สนใจเรียนอย่างนี้ – ครูคงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด"

          ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย พลางนึกด่าเพื่อนทั้งห้องในใจที่มันยังคงจ้องผมไม่เลิก โดยเฉพาะไอ้ภูมิที่ส่งสายตาสมน้ำหน้ามาให้ผมแบบเต็ม ๆ

          ฝากไว้ก่อนเถอะเอ็ง

+++++++++++++++

          เสียงกริ่งคาบสุดท้ายดังขึ้นในโสตประสาท และความรู้สึกง่วงนอนหายเป็นปลิดทิ้ง – ผมกระโดดลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น – นักเรียนหลายคนทยอยกันเดินออกไปจากห้อง ยกเว้นผมกับไอ้ภูมิที่ก้มหน้าลงเก็บหนังสือจากใต้โต๊ะ ผมหยิบสมุดวาดรูปเข้ากระเป๋าและเงยหน้าขึ้นไล่เลือดที่ไหลลงหัว และพบกับชนิดาที่กำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าประตู เพราะถูกรุมล้อมด้วยผู้ชายมากมายที่เข้ามาคุยด้วย – ผมก้มลงไปปิดกระเป๋า และรู้สึกถึงแรงกระตุกที่แขนเสื้อ

          "เฮ้ยไอ้วิน – ดา"

          "เพิ่งเห็นหรอ" ผมว่าพลางสะพายกระเป๋าข้ามไหล่ และทำท่าจะเดินออกจากห้อง แต่ก็โดนมือซ้ายของไอ้ภูมิดึงคอเสื้อไว้ก่อน

          "เดี๋ยวดิ แกจะปล่อยไว้อย่างนั้นหรอ"

          "แล้วทำไม" ผมย้อนถาม พลางมองไปยังไอ้เพื่อนตัวดี ที่กำลังทำสายตาละห้อย

          "วิน ช่วยชั้นด้วย" ภูมิร้องเสียงแหลม ๆ อย่างเสแสร้ง มือพนมขึ้นทำท่าเว้าวอน

          ผมพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย – ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องลงแรงไปทำอย่างนั้นซักนิด – ยิ่งพวกเพื่อนร่วมห้องที่ไปคุยกับชนิดายิ่งแล้วใหญ่ มันขึ้นชื่อว่าชกต่อยเก่งที่สุดในระดับ – แล้วถ้าผมเข้าไปยุ่ง – ถึงตัวเองจะแน่ใจว่าชนะก็เหอะ – แต่ไอ้เพื่อนข้าง ๆ นี่จะถูกดักตีหัวตรงทางกลับบ้านรึเปล่าก็ไม่รู้ – แล้วยังจะให้ผมเข้าไปช่วยอีก

          "หัดเจียมตัวบ้างสิวะ" ผมดุพลางมองไปยังชนิดาที่ตอนนี้ถูกต้อนจนหลังไปชิดผนังห้องแล้ว "อีกอย่าง – พวกนั้นก็แค่คุยด้วยเฉย ๆ ไม่ใช่..."

          ภาพที่ผมเห็น คือไอ้ต๊อบ - เจ้าหัวโจกนั่นกำลังยกมือขวาขึ้นยันผนังข้าง ๆ หัวเธอ ส่วนใบหน้านั่นยื่นไปใกล้จนแทบจะชิดกัน – ความร้อนพลุ่งพล่านขึ้นตามร่างกายของผม – ตอนนี้สำนึกแห่งความดีของผมกำลังเริ่มจะสำแดงฤทธิ์ ทั้ง ๆ ที่จิตใจกำลังโอดครวญห้ามร่างกายไว้

          "ไอ้ภูมิ ตามน้ำ" ผมสั่งสั้น ๆ กับเพื่อนรัก ก่อนจะเดินดิ่งเข้าไป

          ตอนนี้หัวสมองกำลังปั่นป่วน – ต้องทำยังไงก็ได้ ไม่ให้เจ็บตัวทั้งสองฝ่าย – ยากนะเนี่ย

          "ดา – ปะ – กลับบ้านกัน" ผมเอ่ย พลางยื่นมือไปดึงเธอออกมาจากกลุ่ม "มองไรวะไอ้ต๊อบ"

          "มึงรู้จักกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่" ต๊อบถามเสียงนิ่ม ดูใบหน้าจะบิดเบี้ยวไม่น้อยขณะที่เพื่อน ๆ กำลังหัวเราะตัวมัน

          "ดาเป็นเพื่อนข้างบ้านข้า – รู้แล้วก็ถอยไป" ผมพูดปดแบบสด ๆ โดยรักษาสีหน้านิ่ง ๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่บีบแขนชนิดาแรงขึ้นนิดหนึ่งเป็นสัญญาณ "ใช่มั้ยวะไอ้ภูมิ"

          "เออ – ข้าเห็นดามาเล่นบ้านแกตั้งแต่ตอนปอสี่ แต่เห็นพ่อแม่ย้ายไปต่างจังหวัด ไม่นึกว่าจะย้ายกลับมาเจอกันอีก" ไอ้ภูมิเองก็โกหกเก่งใช่ย่อยนะ

          "งั้นก็แล้วไป" ไอ้ต๊อบเอ่ยจบพลางถอยหลังเปิดทางให้ผม แต่เมื่อผมจ้องหน้ามันอย่างพินิจ ก็พบว่ามันขยับปากเล็ก ๆ เป็นคำว่า "ลองยุ่งอีก มึงโดนแน่"

          "ไปเถอะ" ผมดึงชนิดาออกจากห้อง พร้อมกับคว้ากระเป๋าเรียนเธอมาด้วย โดยมีไอ้ภูมิรั้งท้ายอยู่ห่าง ๆ

+++++++++++++++

          เราออกมาจากตึกเรียนได้พักหนึ่งแล้ว กว่าผมจะปล่อยมือชนิดา เพราะตลอดทางมีแต่คนพยายามเข้ามาหาเธอ – ซึ่งผมจะปล่อยเธอไปก็ได้ แต่อาจจะต้องทนแรงมือแรงเท้าของไอ้ภูมิต่ออีกเป็นแน่

          "นี่" ชนิดาเอ่ยเสียงค่อย

          ผมหันกลับมา เธอกำลังก้มหน้ามองพื้น ดูไม่ออกว่ากำลังทำสีหน้าอย่างไร แต่พริบตาต่อมาเธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส

          "ขอบคุณนะ"

          ใบหน้าผมร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ผมเกาแก้มแก้เขินนิดหน่อย ก่อนยิ้มตอบ

          "อะ – อือ ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็ก"

          "แล้วดากลับบ้านทางไหนล่ะ" ไอ้ภูมิถามขึ้น

          "บ้านดาอยู่ตรงซอยพหลยี่สิบเจ็ดน่ะ ก่อนแยกรัชโยธิน"

          ในใจผมกำลังร้องเสียงดังอย่างลืมตัว แต่ใบหน้านิ่ง ๆ นั่นยังไม่แสดงปฏิกิริยา – ยกเว้นไอ้บ้าด้านข้างที่ทำหน้ายังกับถูกล็อตเตอรี่

          "ทางเดียวกับไอ้วินเลยนี่ ! – งั้นก็เดินกลับด้วยกันซะสิ"

          ชนิดาดามองหน้าผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นส้มเข้ม ๆ เหมือนใครทำสีน้ำหก

          "จะดีหรอ รบกวนอะไรวินรึเปล่า" เธอถามเสียงค่อย ผมเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างสงสัย

          "ไม่หรอก ไปสิ" ผมตอบ พลางกระชับกระเป๋าบนบ่าขวา

          ตั้งแต่หน้าตึกวชิรุณหิศจนไปหน้าประตูโรงเรียน ไอ้ภูมิดูเหมือนจะรื่นเริงเสียเหลือเกิน ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร

          หรือมันจะนึกว่าผมเริ่มชอบชนิดาขึ้นมาบ้างแล้ว – เหอะ ๆ จะว่าไปภูมิมันก็รักเดียวใจเดียวมาตลอด ถึงจะชอบหม้อคนอื่นบ้าง แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นเมย์ แฟนสุดหวงของมัน – มันคงคิดบ้างล่ะนะว่าผมเห็นมันจู๋จี๋กับแฟนมานาน คงเกิดเหงาขึ้นมาบ้าง – แต่ก็เปล่าหรอก ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องผู้หญิง อาจเป็นเพราะผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตประจำวันของผมมีน้อยมากก็ว่าได้

          "วันนี้แกเหม่อบ่อยจริง ๆ ไอ้วิน" ภูมิว่าพลางผลักผมกระแทกต้นไม้อย่างแรง

          "โอ๊ย ไอ้บ้า – ผลักมาได้สิแก" ผมที่เพิ่งจะได้สติโวยวายเสียงดัง กำลังจะด่าต่อแล้วแต่ก็พอดีได้ยินเสียงหัวเราะซะก่อน

          เวลาชนิดาหัวเราะ ดูเธอจะน่ารักกว่าตอนทำหน้าเฉย ๆ หรือหน้าเครียด ๆ อย่างเวลาเรียน – เหมือนกับเธอละทิ้งความปวดร้าวบางอย่างในใจไปชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง เป็นเสียงหัวเราะตามธรรมชาติที่ปราศจากการเสแสร้งใด ๆ – เออ – แล้วผมจะมาดูเธอหัวเราะทำไม

          "ทำไมหรอ" เธอถามเมื่อเห็นว่าผมจ้องเธอนานเกินไป

          ผมส่ายหัวดิก ก่อนจะพบว่าตอนนี้พวกเรามาถึงหน้าประตูแล้ว ลุงยามเฝ้าประตูกำลังเดินไปเปิดประตูรั้วให้รถของอาจารย์ออกจากโรงเรียน

          "ไปแล้วนะครับลุง" ภูมิตะโกนทัก

          "เออ กลับดี ๆ ล่ะ"

          ไอ้ภูมิเป็นเด็กกิจกรรม มันทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงเรียน ดึงผมไปด้วยบ้างเป็นบางครั้งตามโอกาส ส่วนมากก็เป็นงานจำพวกพี่เลี้ยงค่ายลูกเสือ จัดห้องพักครูหรืออะไรเทือกนั้น – เวลามาโรงเรียนวันเสาร์หรืออาทิตย์ อย่างแรกเลยคือถ้ายามเฝ้าประตูจำหน้าไม่ได้ ต้องแสดงบัตรนักเรียนก่อน – ซึ่งมันได้รับสิทธิพิเศษให้ละเว้นกฎข้อนี้ เพราะมันเข้าออกเกือบจะทุกวันอยู่แล้ว

          "บายเว้ยวิน – ดา" ภูมิร้องบอกพลางเดินแยกไปทางขวา ส่วนผมกับดาเดินไปทางซ้าย

          ผมเดินไปกับชนิดาบนบาทวิถีสีเทาอย่างไม่พูดไม่จา พลางพยายามนึกหาเรื่องทำลายความเงียบ

          "ไม่ได้รับตารางสอนหรอ" ผมถามดา ตอนนี้ดูจะเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับเธอที่จะแบกกระเป๋าและเดินให้ทันผมไปพร้อม ๆ กัน

          "ก็...ได้" ชนิดาตอบเบา ๆ เธอก้มหน้ามองพื้นอีกแล้ว

          "มานี่ เดี๋ยวแบกให้" ผมว่า พลางดึงกระเป๋าออกจากบ่าเธออย่างรวดเร็ว ผมเห็นว่าเธอพยายามคว้ากลับมา แต่ก็ไม่ทัน "เอาน่า ไม่ต้องเกรงใจหรอก แค่นี้เล็กน้อย"

          เราสองคนเดินต่อไปอีกช่วงหนึ่งโดยไม่มีใครพูดอะไร ตอนนี้อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว แสงรำไรนั่นบาดตาผมจนต้องเบือนหนี เดี๋ยวก็คงมืดแล้ว

          "กลับเย็นอย่างนี้ไม่โดนว่าหรอดา" ผมถาม ประโยคนี้ดังกว่าปกติเพราะเสียงรถที่วิ่งผ่านดังจนแทบไม่ได้ยิน

          "อ้อ – เค้าอยู่บ้านคนเดียวน่ะ"

          ผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจ – หรือว่าเธอจะกำพร้าพ่อแม่เหมือนผม ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าถามมากไปแล้ว ชนิดาก็ชิงถามกลับซะก่อน

          "แล้วปวินทร์ล่ะ – พ่อกับแม่ทำงานอะไร" ชนิดาถามกลับหน้าซื่อ ๆ ดูเธอไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องที่ผมถามไปนัก

          "พ่อกับแม่เราเสียแล้ว" ผมตอบเสียงเรียบ ๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สบตากับชนิดาและนึกถึงหน้าของพวกท่าน

          "ขอโทษที" ชนิดารีบพูด พลางก้มหน้าหลบผมไปอีกครั้ง

          รถยนต์คันแล้วคันเล่าพุ่งผ่านด้านข้างของเราไป ผมสีน้ำตาลเข้มจนดำของเธอปลิวน้อย ๆ ตามแรงลม ผมหันไปมองเรือนผมเธอ – บางที เธออาจจะเข้าใจความรู้สึกนี้ก็ได้ – ความรู้สึกว่างเปล่าไม่มีใคร...

          "ปวินทร์"

          "เรียกวินเฉย ๆ ก็ได้" ผมว่า พลางดึงสายกระเป๋าของเธอที่เลื่อนหลุดจากบ่าให้กลับขึ้นมาระดับเดิม

          "บ้านเธออยู่ที่ไหนหรอ"

          "ซอยเดียวกับเธอน่ะแหละ" ผมตอบนิ่ง ๆ พลางหันไปมองดูว่าเธอจะมีอาการอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความดีใจของชนิดา

          "หรอ!!! – งั้นเราเดินไปโรงเรียนด้วยกันนะ"

          ผมตกใจนิดหน่อย ใบหน้าที่ตอนนี้ออกแววงงงันทำให้ชนิดาหัวเราะน้อย ๆ

          "ได้สิ ตื่นกี่โมงล่ะ" ผมถามเธอ

          จะไม่ให้ถามก่อนได้ยังไง – ก็ผมตื่นสายเกือบทุกวันนี่ – ถ้าปล่อยให้เธอถามก่อนก็อายแย่...

          "ที่เราเดินกลับนี่ก็ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที งั้นเดินไปตอนหกโมงครึ่งกันดีกว่า" ชนิดาว่า

          ผมทำหน้าเหย ทำไมต้องตื่นเช้าขนาดนั้น เข้าแถวตอนเจ็ดโมงห้าสิบไม่ใช่รึไง

          "รีบไปทำอะไร" ผมถาม เธอก้มลงไปเกาแก้มเล็กน้อย

          "เค้ารู้สึกดีน่ะ เวลาไปโรงเรียนเช้า ๆ" เธอว่า รีบเงยหน้าขึ้นเอ่ย "แต่ถ้าปวินทร์ไม่สะดวก เค้าเดินไปคนเดียวก็ได้นะ"

          "ไม่เป็นไรหรอก เราเดินไปเป็นเพื่อนด้วยก็ได้" ผมตอบรับ ทำเอาเธอยิ้มกว้าง

          "งั้น – ตกลงนะ"

          ผมพยักหน้ารับ และเอ่ยคำอำลากับเธอ บ้านของเธออยู่ในซอยลึกเข้าไป ส่วนของผมอยู่ใกล้กว่านั้น – ผมเลี้ยวขวาที่แยกเล็ก ๆ ในซอย และวิมานบนดินของผมก็ปรากฏแก่สายตา

          "กลับมาแล้วครับ" ผมเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มควานหากุญแจบ้านในกระเป๋ากางเกง
-------------------------------------
16/01/2549
19 : 17 P.M.

เต่า...

ใครอ่าน "เงาจันทร์ ในอั

มังกิ๊ง

#81
พยายามจะสื่ออะไร พี่

ป.ล. พูดได้เจ๋ง

เต่า...

พยายามสื่อว่าตอนนี้เมา... มึน... ง่วงๆๆๆ

นิ้ง

"ความรักนั้น...ง่ายดายกว่าที่คิด...ยากเย็นกว่าที่เห็น"

Zafire06


มังกิ๊ง


นิ้ง

"ความรักนั้น...ง่ายดายกว่าที่คิด...ยากเย็นกว่าที่เห็น"

มังกิ๊ง



อันนี้ได้ 6 ตอน




ส่วนสายลมที่ผ่านไปเพิ่งเขียนได้ตอนนึง

นิ้ง

เอามาลงเลยค่ะ ชอบรูป
"ความรักนั้น...ง่ายดายกว่าที่คิด...ยากเย็นกว่าที่เห็น"

roundbol123

เดอะเควสต์ เอ้อ เหมือนชื่อนิยายเ
:22: :47:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines