รวมงานเขียนชาวฟอนต์

เริ่มโพสต์โดย นิ้ง, 03 ม.ค. 2006, 19:33 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

เต่า...


นายโอ้เอ้

Today you , Tomorrow me.

icez

#47
      บ่ายวันหนึ่งในเหมันตฤดู ท่ามกลางแสงแดดอันแสนอบอุ่นในฤดูหนาวของเมืองเขตร้อน ชายวัยกลางคนผมสีดำตัดสั้นคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนนลาดยางชานเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางพารา มีบ้านคนอาศัยอยู่ประปรายริมทางหลวง บ่งบอกอย่างดีว่าบริเวณนี้ยังไม่ถูกบุกรุกจากเทคโนโลยีสมัยใหม่มากนัก

      ชายคนนั้นเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมตำรวจ หน้าบ้านปักป้าย 'กล้วยทอด มันทอด' ประตูบ้านที่เป็นประตูไม้เปิดพอให้คนผ่านไปมามองเห็นข้างในได้ ในบ้านมีเสียงทอดกล้วยทอดดังอยู่ มือของชายคนนั้นกำกระดาษสีเขียวพับเล็กๆ ไว้ในมือ

      "ป้าสาว กล้วยทอด 20 บาท ใส่กากเยอะๆ นะ" ชายคนนั้นตะโกนเข้าไปในบ้าน
      "จ้าๆ รอเดี๋ยวนะ เพิ่งลงทอดเมื่อกี้นี้เอง แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ" ป้าสาวตอบ
      "อื้อ พอดีว่างๆ อยากออกมาเดินเล่นซักหน่อย"
      "แล้วนี่เดินมาจากไหนล่ะ"
      "จากบ้านจ่ะป้า แล้วทำไมวันนี้ไม่มีคนเลยล่ะเนี่ย"
      "อ๋อ เมื่อกี้เกือบสิบคนเพิ่งออกไปน่ะ คนที่มาทีหลังป้าบอกว่าอีกเกือบชั่วโมงเค้าเลยกลับกันไปก่อน"
      "อึมๆ"

      เป็นที่รู้กันว่ากล้วยทอดร้านนี้ปกติจะต้องยืนรอเข้าคิวนานพอสมควร เพราะอร่อยและขายดีมากจนทำไม่ทันกับคนที่มาซื้อ แต่วันนี้นับว่าเป็นโชคดีของชายหนุ่มคนนั้นเพราะไม่มีคนมารอซื้อ

      กล้วยทอดเจ้านี้เริ่มขายมาตั้งแต่เขายังเรียนโรงเรียนมัธยม ซึ่งทางนี้ก็เป็นทางผ่านระหว่างบ้านเขากับโรงเรียนพอดี ดังนั้นระหว่างทางเขาจึงแวะซื้อกินบ่อยครั้งจนสนิทกับป้าสาว หรือที่สมัยนั้นเขาเรียกว่าน้าสาว

      "เอ้านี่จ๊ะ" ป้าสาวเดินมาพร้อมกับยื่นถุงกล้วยทอดให้ชายหนุ่ม
      "ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มรับพร้อมกับยื่นเงินออกไปให้ป้าสาว
      "วันหลังมาใหม่นะ"
      "ครับ"

      แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็เดินกลับในทางเดิมที่เขามาพร้อมกับถุงกล้วยทอดที่มีกล้วยทอดเต็มถุง

จบ

เขียนเอาฮา อย่าคิดมาก เพราะสรุปแล้วก็คือมีผู้ชายไปซื้อกล้วยทอด

โต


นิ้ง

"ความรักนั้น...ง่ายดายกว่าที่คิด...ยากเย็นกว่าที่เห็น"

roundbol123

#50
สดหน้าคอม


-------------------------

ด้วยเหมันต์คือฤดูที่หนาว
:22: :47:

Zafire06

ในซอยเปลี่ยวร้าง

iannnnn

ในซอยเปลี่ยวร้าง

นิ้ง

"ความรักนั้น...ง่ายดายกว่าที่คิด...ยากเย็นกว่าที่เห็น"

บู....อัว



มังกิ๊ง

#56
          Episode I : Part I

บทที่ 1 : บทเกริ่นนำ


          เด็กหนุ่มผมสีดำสนิทเงยหน้าขึ้นมาท้องฟ้าสีหม่นของยามค่ำคืน ตาสีม่วงของเขาเหม่อลอยไปยังความมืด แต่ก็คงมองได้อีกไม่นาน เพราะเหล่าเม็ดฝนกำลังกระหน่ำตกลงบนใบหน้าและเนื้อตัวของเขาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มรีบสะบัดหน้าหนีสายฝนก่อนจะส่งเสียงร้องเรียก

           "อังเดร อังเดร" เขาเอ่ยชื่ออย่างแผ่วเบา

           เด็กหนุ่มร่างสูงกำลังเดินอย่างรวดเร็วมาจากตรอกมืด ๆ ด้านข้างถนน ถึงแม้เนื้อตัวและผมเผ้าสีทองอ่อน ๆ จะเปียกโชกด้วยแรงฝน แต่ก็ยังส่งรอยยิ้มอย่างรื่นเริงมาให้คนเรียกได้แบบสบาย ๆ

           "ว่าไง – อยากเป็นหวัดขนาดนี้เลยรึ" เสียงย้อนอย่างกวน ๆ ของเด็กหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่ ทำเอาอีกคนหน้ามุ่ย

           "เปล่าเฟ้ย – แค่จะบอกว่าวันนี้เห็นพระจันทร์ด้วย"

           "ฝนตกอย่างนี้เนี่ยนะ" อังเดรร้องอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก ก่อนจะหันหน้าขึ้นมองตามคำบอกของเขา

           ถึงเมฆหมอกมากมายจะปกคลุมไปทั่วฟ้า แต่วันนี้กลับปรากฏดวงจันทร์สีเหลืองอร่ามทอแสงอ่อนโยนผ่านเมฆฝนลงมาได้

           "รุซโซ – จริงอย่างที่นายว่าเลย" อังเดรเอ่ยอย่างตกใจ ดวงตาสีฟ้าทอแสงระริก ก่อนจะหันกลับลงมามองรุซโซที่ยังไม่ละสายตาไปจากดวงจันทร์ "สุดยอดก็จริงอยู่ แต่ถ้าตอนนี้ไม่กลับเข้าบาร์จะเป็นหวัดได้นะเว้ย"

           "รู้แล้ว ดูอีกหน่อยก็ไม่ได้ ย้ำบ่อยจังนะ" รุซโซเอ่ยพลางกอดคอเพื่อนรักอย่างหมั่นไส้ และเดินกลับเข้าตรอกนั้นไปท่ามกลางสายฝน

           ฝนตก...
           ตกมานานมากแล้ว...


           เซนตินไม่ใช่เมืองที่เหล่านักท่องเที่ยวปรารถนาจะไปเยี่ยมชมซักเท่าไหร่นัก ความล้าหลังของเมืองไม่เข้ากับยุค 2130 เลยแม้แต่น้อย เพราะตึกรามบ้านช่องก็ยุคเก่า ระบบเทคโนโลยีในเมืองก็ยุคเก่า หนำซ้ำคนในเมืองก็เกิดและตายที่เดิมกันเสียเกือบทั้งเมือง ส่งผลให้ย่านการค้ามีคนมากมาย ล้วนเป็นคนกันเอง หนำซ้ำกำแพงใหญ่โตที่ล้อมรอบเมืองกับทะเลกว้าง จึงเหมือนกับเซนตินถูกตัดขาดกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

           แต่ข้างในกำแพงนั้นก็ไม่ได้ถือว่าร้างไปเสียทีเดียว ผู้คนในเมืองก็ยังคงมีอยู่ เพราะที่นี่ไม่เก็บภาษี ไม่มีผู้นำของเมือง นักเลงก็น้อยเสียจนแทบไม่มี อาหารการกินก็ถูกแสนถูก เสียอยู่อย่างเดียวก็คือสภาพอากาศนี่แหละ เพราะเซนตินเป็นเมืองที่อากาศแปรปรวนที่สุดในโลก บางทีฝนก็ตกติดต่อกันเป็นเดือน วันต่อมาก็หิมะตกเอาเสียดื้อ ๆ บางทีเพราะเหตุนี้จึงไม่ค่อยจะมีใครออกมาเดินพลุกพล่านตามถนนเหมือนเมืองอื่น ๆ

           รุซโซและอังเดรเป็นเพื่อนกันตั้งแต่จำความได้ ทั้งสองรู้สึกตัวในที่ทิ้งขยะที่เดียวกัน จากนั้นมาก็เป็นเพื่อนกินเพื่อนตายกันมาตลอด อังเดรทำอะไรรุซโซต้องทำด้วย อังเดรกินอะไรก็ต้องให้รุซโซกินด้วย ทั้งสองคนโตมากับสภาพของเด็กยากจนที่ไม่มีที่ให้ไป อยู่อย่างยากแค้นขโมยผักปลากินไปวัน ๆ

           แต่ถึงอย่างนั้น เด็กทั้งสองก็ค้นพบความสนุกของการอยู่ในเมืองนี้ ตั้งแต่การไปนอนอยู่ในขบวนรถไฟที่ทิ้งแล้ว หรือการไปแอบในห้องเก็บของบ้านคนอื่นเพื่อรอขโมย ซึ่งแผนการส่วนใหญ่จะเป็นอังเดรที่คิด ส่วนรุซโซจะเป็นประเภทปฏิบัติ เขาย่องเบาได้เงียบและไวเสียยิ่งกว่าโจรมืออาชีพบางคนเสียอีก

           ทั้งสองเหมารวมไปว่าอายุสิบห้าเท่ากัน แต่อังเดรดูจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่ารุซโซอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ

           ทั้งสองตัดสินใจเลิกนิสัยโจรเด็ดขาดเมื่ออายุสิบสี่ ก่อนจะเริ่มหางานทำ ซึ่งก็มีไม่กี่งาน และงานส่วนมากก็ไม่รับเด็ก มีเพียงร้านเหล้าของแจ๊คเพียงร้านเดียวที่ยอมรับพวกเขาเข้า แจ๊คถ้าอยู่ปกติจะเป็นคนอารมณ์ดี แต่ถ้าได้แตะเหล้าเมื่อไหร่จะเริ่มจำอะไรไม่ได้และดูหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว

           และตอนนี้ชายร่างสูงที่ชื่อแจ๊คกำลังเมาแอ๋อยู่ตรงบาร์

           "เฮ้ยไอ้หนู ก็แขวนป้ายปิดบาร์ให้หน่อยซิ" แจ๊คเอ่ย เสียงเมาอ้อแอ้แบบไม่ได้สติ รุซโซพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบแผ่นป้ายไปแขวนไว้ตรงประตูร้าน "เออ – ขอบใจ ว่าแต่ ไอ้หนู แกเป็นใคร – เค้าห้ามเด็กเข้าร้านเหล้านะเว้ย"

           "ชั้นว่าช่วงนี้เขาดื่มบ่อยไปหน่อยนะ ไม่กลัวขาดทุนรึไง" รุซโซพึมพำกับอังเดรเมื่อเขาเดินมาช่วยเด็กหนุ่มเก็บเก้าอี้

           คู่สนทนาหัวเราะน้อย ๆ

           "นั่นคงเป็นเหล้าที่ลูกค้ากินเหลือน่ะ เก็บไว้ก็คงเปลืองที่"

           "น่าลองแฮะ เรากินเราคงเมาหัวทิ่มแบบเค้าแน่อัง - เอามั้ย หลับสนิทดีด้วย" รุซโซถามเป็นเชิงเล่น พลางดึงผ้าปูโต๊ะออกเพื่อเตรียมจะไปซัก "รู้แล้ว ๆ อย่าลอง ใช่มั้ยหละ"

           "เอ้อ – ก็รู้นี่" เพราะโดนดักทางได้จึงหัวเราะอีกที พลางยกเก้าอี้ขึ้นตั้งบนโต๊ะ "เสร็จแล้วนายช่วยซักผ้าปูโต๊ะด้วย ชั้นจะไปล้างแก้ว"

           "โอเค"

           แจ๊คยังคงเมาอยู่ เขานั่งโงนเงนอยู่ตรงเก้าอี้หลังร้านขณะที่รุซโซกับอังเดรเดินผ่านหน้าไปทำธุระ และเดินผ่านอีกหลายทีเพื่อให้งานเสร็จสิ้น แต่ก็กินเวลาหลายชั่วโมง จนเมื่อทั้งสองทำงานเสร็จ นาฬิกาก็ตีบอกเวลาตีสองของวันใหม่เข้าไปแล้ว

           ฝนกระทบกับหน้าต่างเกิดเป็นเสียงเหมือนก้อนหินตกพื้น ตอนนี้แจ๊คนอนฟุบอยู่ตรงเคาเตอร์ มีรุซโซกำลังเดินไปเดินมาจัดเหล้าในตู้ให้เข้าที่ และมีอังที่กำลังหิ้วถังใส่น้ำกับผ้าขี้ริ้วมาเต็มสองมือผ่านไปยังกลางบาร์ และตั้งหน้าตั้งตาขัดพื้นอย่างรวดเร็ว

           "เมื่อไหร่เราจะไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่คนใช้แบบนี้ซักทีหละอัง" รุซโซถาม มือข้างหนึ่งคอยเช็ดขวดเหล้าที่มีฝุ่นบาง ๆ จับเพราะทิ้งไว้นานเกินไป

           "นายลองนึกถึงแจ๊คไว้ก่อนก็แล้วกัน – ว่าถ้าเค้าขาดเราไป ร้านเค้าจะสะอาดแบบนี้มั้ย" อังเดรยังมองโลกในแง่ดี ตอนนี้เขากำลังก้มหน้าก้มตาถูพื้น "จะว่าไป ถ้าได้ออกไปจากที่นี่ก็คงจะดีไม่น้อย"

           ทั้งสองคนเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เหมือนกำลังจินตนาการถึงชีวิตที่สุขสบายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ เป็นสิ่งในความฝันที่ไม่มีวันไขว่คว้าถึง

           จนกระทั่งเสียงฟ้าร้องปลุกพวกเขาทั้งคู่ออกจากภวังค์ รุซโซกับอังเดรก็หัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

           "ยังมีเมืองอื่นที่ล้าสมัยเหมือนเมืองเราบ้างมั้ยอัง" รุซโซถาม

           เพราะเด็กหนุ่มรู้ดีว่าเด็กชายผมสีทองอ่อนคนนี้ชอบอ่านหนังสือในห้องของแจ๊คที่อยู่หลังบาร์มาก เพียงมีเวลาว่างซักเล็กน้อย ก็จะเห็นอังกลับเข้าไปอ่านหนังสือในห้องนั้นอยู่เสมอ อังเดรอ่านหนังสือได้ทุกรูปแบบ และแบบที่โปรดปรานที่สุดคือหนังสือประวัติศาสตร์ ที่แจ๊คชอบซื้อมาเก็บไว้เป็นพิเศษ

           "มีสิ อย่างเมืองโมเลที่อยู่ใต้สุด ที่นั่นเค้ามีเงินพัฒนานะ แต่คนที่นั่นไม่อยากให้เปลี่ยน หมู่บ้านก็เลยเป็นแบบยุคเก่าดูน่าอยู่กว่าพวกตึกสูง ๆ แบบนี้อีกนะ"

           "บ้านแบบนั้นจะอยู่สบายแน่เร้อ" รุซโซเอ่ยถามกวน ๆ มือยังไม่ละไปจากขวดเบียร์ "ชั้นว่าไม่มีอะไรสบายเท่าห้องหรู ๆ ในโรงแรมหรอก"

           อังเดรหัวเราะก๊าก

           "นั่นมันก็แล้วแต่นายจะคิด" เขาว่าต่อ พลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อจากการก้มหน้าถูพื้น "แต่ถ้าชั้นเก็บเงินพอจะซื้อบ้านแถวชนบทได้ นายจะไปกับชั้นมั้ยล่ะ"

           "ไปแน่นอน!!!" รุซโซตอบทันที "เรื่องอะไรต้องให้นายไปคนเดียว"

           "ขอบใจนะที่มาช่วยเป็นภาระ" อังเดรแซวอย่างกวน ๆ

           เด็กหนุ่มยิ้มให้กันก่อนก้มลงทำงานต่อเงียบ ๆ

-------------------------------------------

           "ฮ้าว...อ้าว ทั้งสองคนยังไม่นอนอีกเรอะ" แจ๊คที่เพิ่งจะตื่นลุกขึ้นมาถามงัวเงีย "เฮ้ย ร้านสะอาดดีมากเลย ขอบใจพวกเธอสองคนมาก มานี่มา ฉันจะเลี้ยงข้าว"

           อังเดรยิ้มกว้างให้กับแจ๊ค รุซโซที่กำลังวุ่นอยู่กับการเช็ดแก้วก็ผงกหัวเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะจัดแจงหาที่วางเพื่อไปทานอาหารเช้า

           แจ๊คไม่ได้เป็นบาร์เทนเดอร์ฝีมือดีเท่านั้น เขายังทำอาหารเก่งด้วย เวลาเช้าเป็นเวลาที่เขาตื่นตัวเต็มที่ เมนูสารพัดอย่างจะถูกนำมาเสิร์ฟที่บนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งสามจะลงมือทานอาหาร

           อยากให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปจัง...

           รุซโซคิดในใจขณะหัวเราะไปกับมุขตลก (ฝืด) ของอังเดรที่เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง

           เขามีความสุขกับทุกวันนี้ แล้วมันจะมีอะไรดีไปกว่านี้หละ...

           น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้น อีกไม่นานเด็กหนุ่มทั้งสองคนก็จะจากมันไปตลอดกาล...

--------------------

           "เซนตินหรอครับ"

           น้ำเสียงตื่นเต้นของฝ่ายหนึ่งบ่งบอกถึงความสนใจ ขณะที่อีกฝ่ายยกหลอดแก้วน้ำพลาสติกขึ้นมาดูด พลางพยักหน้าเป็นเชิงตอบว่าใช่

           "เมืองเก่าจะแย่" อีกฝ่ายตอบเรียบ ๆ มือจับหลอดเขี่ยน้ำแข็งก้นแก้วอย่างเบื่อ ๆ "ฉันไปมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ ตึกยุคสองพันกับพายุฝน ไม่เห็นมีอะไรน่าดู"

           "ผมยังไม่เคยเห็นตึกแบบเก่าเลย"

           "คาร์ลอส นี่งานนะ"

           "ครับคุณเจอรัล" คาร์ลอสรับคำเสียงจ๋อย ดวงตาสีน้ำตาลมองมาที่เด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะอาหาร "แต่ว่างานคราวนี้เป็นอะไรหรอครับ"

           ดวงตาของเจอรัลลุกวาวด้วยความรักสนุกอยู่ชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่มันจะหายไป

           "เดี๋ยวนายก็รู้เอง – ไปแต่งตัวเถอะ – เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล"

--------------------

           เป็นเวลากว่าสามชั่วโมงแล้ว ฝนที่กระหน่ำตกอยู่นอกหน้าต่าง ก็ไม่มีทีท่าจะซาลง รุซโซมองออกไปด้านนอกที่พร่ามัวเพราะเม็ดน้ำ ก่อนจะหันกลับมามองอังเดรที่นอนหลับอย่างสบายใจอยู่ที่เก้าอี้ยาว

           ทั้งสองคนมาพักอยู่ในโบสถ์ เพราะมันเป็นเหมือนบ้านของเขาทั้งสอง บาทหลวงใจดีคนหนึ่งยอมเอื้อเฟื้อที่พักให้กับเด็กกำพร้าสองคนที่หนาวเหน็บ เป็นบุญคุณที่อยากทดแทนเสียเหลือเกิน

           รุซโซหันกลับมามองที่ประตู บัดนี้มันเปิดอ้าออกเพราะแรงแขนของใครบางคนที่ผลักมันช้า ๆ ออกมา

           เด็กหนุ่มหลิ่วตา พลางสำรวจกริยาของบุรุษหน้าประตูอย่างละเอียด

           เสื้อคลุมสีดำลายหัวกะโหลกสะบัดไปมาขณะที่เขาเดินช้า ๆ ข้ามห้องไปยังห้องบาทหลวง ใบหน้าถูกปกปิดด้วยฮูดสีดำที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝน การแต่งกายดูเหมือนพวกจอมเวทในนิยายปรัมปรา เขาเดินไปคุยกับบาทหลวงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะจากไปเหมือนกับขามา

           รุซโซอ้าปากหาว ความจริงแล้วเขาเองก็ง่วงไม่ใช่น้อย นอนหลับซักตื่นคงไม่เป็นอะไร

           คิดได้ดังนั้นจึงประสานมือหนุนต่างหมอน เกือบจะหลับทันทีที่เอนกายลงนอนบนเก้าอี้สวดมนตร์

--------------------

           ตึง!ตึง!ตึง!

           รุซโซไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว รู้เพียงแต่ว่าแสงแดดสาดส่องผ่านกระจกที่ถูกสลักเสลาอย่างวิจิตร ทอดเข้ามาในห้องอย่างอ่อนโยน หากแต่สภาพเบื้องนอกดูเหมือนจะเลวร้าย เพราะมีทั้งเสียงระเบิดกึกก้องเหมือนอยู่กลางสงครามโลก เสียงหวีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ ระงมไปด้วยความอลหม่าน ยกเว้นในโบสถ์ที่มีคนจำนวนมากกำลังนั่งคุกเข่าสวดมนตร์อย่างเงียบ ๆ อย่างหวาดกลัว

           "เกิดอะไรขึ้น" เขาถามเสียงแผ่ว อังเดรที่ตอนนี้กำลังเดินไปเดินมาในห้องหันกลับมาเห็นรุซโซตื่นแล้วจึงเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน

           "รุซโซ – ทำไมขี้เซาอย่างนี้วะ" เขาเหน็บทั้ง ๆ สีหน้าเคร่งเครียด

           "เกิดอะไรขึ้น" รุซโซถามย้ำคำเดิมพลางสะบัดหัวไล่ความง่วงงุน

           ตูม!!!

           เสียงระเบิดดังกึกก้องด้านนอก แรงสั่นสะเทือนแทบจะทำให้รุซโซตกจากเก้าอี้ ฝุ่นอิฐปลิวว่อนจากเพดานห้อง เหล่าผู้คนที่หวาดกลัวต่างก้มหน้างุดด้วยความกลัว มือประสานกันสวดมนตร์ขอให้รอดชีวิต

           "จะให้ชั้นออกไปดูรึไง" อังเดรเอ่ยกลับเสียงเครียด โดยมีรุซโซส่ายหน้าแบบจ๋อย ๆ

           ช่วยด้วย!!!

           เด็กหนุ่มผมสีดำหรี่ตาเล็ก เมื่อกี้นี้เสียงอะไร

           ช่วยด้วย ใครที่อยู่ข้างใน เปิดประตูที!!!

           เขารีบวิ่งตัดผ่านโบสถ์ไปในทันที ด้วยเนื่องจากน้ำเสียงที่เล็ดลอดเข้ามาได้นั้นแสดงถึงความกลัวตายสุดชีวิต จากอะไรบางอย่างที่พยายามจะทำลายเมืองอยู่ด้านนอก

           "รุซโซ!!! เดี๋ยว อย่าเปิด!!!" เพื่อนรักร้องเตือนดังลั่น

           รุซโซไม่ฟังเสียง เขากระชากประตูเปิดออก

           ปึง!!!

           ตอนนี้ด้านนอกแปรเปลี่ยนเป็นขุมนรก ผู้คนมากมายล้มตายเต็มพื้นถนน ตึกรามบ้านช่องพังทลายจนเหลือเพียงเศษซาก เสาไฟฟ้าโค่นหัก หลุมบนพื้นถนนมีมากมายเหมือนสมรภูมิ พื้นดินและกำแพงแตกร้าวพังลงมากองกันสูง และเหล่าผู้คนที่หวาดกลัวและตกใจกำลังกรูกันวิ่งผ่านตัวเขาเข้าไปในโบสถ์

           และ ไกลออกไปในกลุ่มฝูงชนนั้น บางสิ่งกำลังไล่ฆ่ามนุษย์อย่างสนุกสนาน โดยแผดเสียงร้องก้องจนแทบจะหูอื้อ

           "ตัวบ้าอะไรกันวะนั่น" รุซโซเอ่ยพลางมองตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตา

           "รุซโซ ปิดประตู!!!"

           "แต่ พวกเขายัง..."

           "อยากให้มันเข้ามาด้วยรึไง ปิดประตู!!!"

           เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด ยังมีอีกหลายคนที่พยายามวิ่งหนีอสุรกายยักษ์นั้น แต่หากเขาปล่อยจนคนสุดท้ายเข้ามาได้ เจ้าตัวนั้นก็จะต้องเขามาเหมือนกัน

           ซึ่งก็หมายความว่า พวกเขาต้องตายกันหมด...

           "บ้าที่สุด" รุซโซกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ เขาควรจะทำยังไงดี เขาไม่อยากให้คนตายต่อหน้า แล้วก็ไม่อยากให้ตายกันหมดด้วย

           "รุซโซ!!! ปิดประตู!!!"

           และด้วยการตัดสินใจครั้งสุดท้าย รุซโซออกวิ่งฝ่าฝูงคนไปเบื้องนอก

           "ฉันจะถ่วงเวลามันไว้ นายรอปิดประตูอยู่ตรงนี้แหละ!!!"

           "รุซโซ เดี๋ยว!!! ไอ่บ้าเอ้ย!!!" อังเดรตะโกนสุดเสียง แต่รุซโซหายไปกับฝูงชนแล้ว "บ้า นี่มันบ้าที่สุด"

           อังเดรหอบหายใจ ก่อนจะสะบัดหน้ามองไปยังกลุ่มคนมากมายที่พากันหลั่งไหลเข้ามา ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามไปด้วยอีกคน

--------------------
           รุซโซวิ่งผ่านซากตึกที่ถล่มลงมากองเป็นภูเขา วิ่งหลบเหล่าฝูงชนที่หนีตายกันอลหม่าน จนกระทั่งได้เห็นสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้ชัด ก่อนจะเริ่มคิดได้ว่าไม่น่าจะวิ่งออกมาเลย

           ร่างกายสีเหลืองซีดใหญ่โตและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสูงเกือบสามเมตร มีเพียงผ้าชิ้นบางปกปิดท่อนขา และโซ่ใหญ่ยักษ์เป็นสีเทาที่ถูกดึงออกมาทั้ง ๆ ที่ยังล่ามอยู่ที่แขนของมัน หัวที่เล็กไม่สมขนาดตัวแทบจะไม่มีอะไรอยู่นอกจากดวงตาข้างเดียว จมูกยาวแบบคนดั้งหัก และริมฝีปากใหญ่โตพอจะเขมือบหัวรุซโซเข้าไปได้

           สัตว์ประหลาดยักษ์นั่นร้องคำรามเป็นเสียงแสบแก้วหู ก่อนจะเหวี่ยงลูกตุ้มที่แบกอยู่อย่างรุนแรงจนหมุนเป็นรัศมีวงกลม กระแทกเข้าใส่ร่างชาวเมืองคนหนึ่งจนเกิดเสียงเหมือนรถบรรทุกทับกิ่งไม้ ชาวเมืองคนนั้นปลิวไปพร้อมกับเครื่องในและเลือดที่หลุดกระจายเป็นสาย

           ความกลัวผุดขึ้นในจิตใจรุซโซอย่างรุนแรง เขาหันหลังวิ่งหนีโดยไม่สนใจสิ่งอื่น

           สัตว์ประหลาดชัด ๆ !!!

           ยักษ์นั่นเพ่งดวงตาที่มีอยู่ข้างเดียวมาทางรุซโซ ก่อนจะร้องคำรามอย่างสะใจเมื่อเห็นเหยื่ออยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งลูกตุ้มของมันอีกครั้ง

           "รุซโซ!!!" เสียงร้องจากอังเดรดังมาจากโบสถ์ เขายืนอยู่ตรงนั้น และกำลังร้องตะโกนสุดเสียง "หมอบลง"

           รุซโซทิ้งตัวลงกับพื้นทันที

           วูบ!!!

           เกิดเสียงลมดังหวือ ก่อนที่ลูกตุ้มสีเงินขนาดยักษ์จะพุ่งผ่านหัวเขาไปอย่างเฉียดฉิวจนเสียวสันหลังวาบ อสุรกายคำรามอย่างไม่พอใจ มันพลาดเป้า

           "ระวัง!!!"

           มันเริ่มเหวี่ยงลูกตุ้มของมันอีกครั้ง และคราวนี้ฟาดลงมาตรงรุซโซอย่างรุนแรง รวดเร็วจนยังไม่ทันหายใจ

           ตายแน่...

           รุซโซรำพึงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับตาลง ปล่อยให้ยักษ์ตรงหน้าดับชีวิตของตน

           เคร้ง!!!

           แต่พริบตานั้นเอง อะไรบางอย่างก็ถูกส่งออกมาหยุดลูกตุ้มยักษ์ของมันได้อย่างน่าตกใจ

           "ตรงนี้คนหนึ่งครับ" เสียงเอ่ยนุ่ม ๆ จากบุคคลด้านข้างทำให้รุซโซขมวดคิ้ว

           ใครกัน ?

           รุซโซทรงตัวลุกขึ้น ก่อนจะหันกลับไปมองผู้ช่วยชีวิตเขาเบื้องหน้า

           ดวงตาสีแดงสดเหมือนปีศาจหลังแว่นตากลมอันนั้นมองกลับมา ก่อนส่งยิ้มน้อย ๆ ให้อย่างเป็นมิตร ผมสีน้ำตาลตัดสั้น ๆ ของเขาปลิวไปมากับสายลม เสื้อกั๊กสีน้ำเงินมีเสื้อยืดสีขาวทับอีกชั้นเข้ากับกางเกงขายาวสีน้ำเงิน เนื้อตัวเต็มไปด้วยเข็มยศมากมายจนนับยาก และที่อกเสื้อกับแถบบ่ามีแผ่นบาง ๆ ติดอยู่อยู่ เขียนไว้ว่า Sword Master

           "ทันเวลาพอดีเลยนะครับ" เสียงนุ่ม ๆ บอกอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสถานการณ์เบื้องหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับปีศาจตัวนั้นเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง "สวัสดีครับ ผมชื่อคาร์ลอส มาจากเอทีเอสครับ"

           "เอทีเอส ? " รุซโซทวนคำอย่างสงสัย

           แต่ก่อนจะได้ถามอะไรไปมากกว่านี้ ยักษ์ตัวนั้นก็รู้ว่าไม่ได้รับการใส่ใจ จึงดึงลูกตุ้มกลับมาและเหวี่ยงเข้าหาเด็กหนุ่มใส่แว่นทันที!!!

           "ระวัง!!!" รุซโซร้องเตือน

           แต่คาร์ลอสเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ

           เคร้ง!!!

           มือซ้ายของเขาดึงดาบอีกเล่มที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมารับแทนดาบเล่มแรกที่ไม่ได้ขยับ แรงของเด็กหนุ่มตัวเล็ก ๆ กลับหยุดพลังช้างสารของยักษ์ลูกตุ้มตนนี้ได้อย่างง่ายดายจนน่าตกใจ คมดาบญี่ปุ่นทั้งสองเล่มส่องแสงวาววับบาดตารุซโซ

           ก่อนที่เขาจะทันสังเกตว่า เด็กหนุ่มคนนี้พกดาบถึงหกเล่ม!!!

           "คนเขาคุยกันก็อย่าขัดสิครับ" คาร์ลอสเอ่ยกับปีศาจตนนั้นอย่างร่าเริง รอยยิ้มยังมีอยู่ก็จริง แต่แววตาหลังแว่นนั้นน่ากลัวจนเสียวสันหลังวาบ

           วูบ!!!

           พริบตาที่พูดจบ เขาก็ไปโผล่อยู่ที่หลังของปีศาจนั้น ดึงดาบอีกสองเล่มขึ้นมา แล้วจึงโถมตัวสุดแรงพุ่งเข้าใส่ยักษ์ร้ายที่ไม่ทันได้ตั้งตัว!!!

           ฉัวะ!!!

           คาร์ลอสกลับมายื่นอยู่ด้านหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเก็บดาบทั้งสองลงอย่างช้า ๆ

           ชิ้ง!!!
           เผละ!!!

           เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างของปีศาจตัวนั้นแยกเป็นสี่ส่วน เลือดสีดำสดพุ่งกระฉูดทั่วบริเวณ เครื่องในเหลว ๆ ไหลออกมาเป็นทาง ก่อนที่ร่างของมันจะแตกสลายกลายเป็นฝุ่นสีดำ ลอยละล่องหายไปกับอากาศ

           "หาที่หลบซะนะครับ" คาร์ลอสกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะวิ่งจากไป

           "เดี๋ยวก่อน" รุซโซร้องเรียก เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลหันกลับมา "นายเป็นใครกัน"

           คาร์ลอสยิ้มบาง ๆ ก่อนจะใช้มือดุนแว่น

           "พวกเราคือแวเรี่ยนแห่งสถาบันเอทีเอสครับ"

           "คาร์ลอส!!!"

           เสียงเกรี้ยวกราดดังมาอีกด้านหนึ่ง รุซโซหันไปตามต้นเสียงอย่างรวดเร็ว

           "ใครให้นายบอกเรื่องของพวกเรา"

           เด็กหนุ่มผมสีดำ แต่งกายด้วยชุดคลุมแปลก ๆ กำลังเดินผ่านหน้ารุซโซไปหาคาร์ลอส

           "ขอโทษครับคุณเจอรัล" คาร์ลอสเอ่ยขอโทษ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีแววตาสำนึกผิด "แค่ผมมีความรู้สึกแปลก ๆ กับพวกเขาหนะครับ"

           "นายหมายความว่ายังไง" เจอรัลถาม ก่อนจะหันหน้าไปยังรุซโซ "หมอนี่หนะหรอ"

           รุซโซรู้สึกฉุนขึ้นมาทันควัน เพราะความหยิ่งและถือตัวของเจอรัล ที่เกือบจะทำให้เขาอยากต่อยหน้าซักเปรี้ยงให้หายหงุดหงิด

           "หมอนี่มันเป็นเอสแอลนี่" เจอรัลเอ่ยอย่างสงสัย "นายชื่ออะไรหรอ"

           "รุซโซ" เขาตอบเสียงขุ่น พยายามกลบความโมโหไว้ แต่ก็ข่มได้ไม่มากนัก

           "ไม่อยู่ในรายชื่อนี่นา" เจอรัลพึมพำกับตัวเอง "นายมีเพื่อนอยู่ตรงนั้นด้วยใช่มั้ย" ว่าแล้วก็ชี้ไปตรงที่อังเดรยืนอยู่ "พวกเรามีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย"

           "เรื่องอะไร" รุซโซถาม

           มันเป็นการแปลกจริง ๆ นั่นแหละ ที่จู่ ๆ คนไม่รู้จักก็มาว่าพวกเขามีเอสแอลอะไรนั่น แล้วยังขอคุยเรื่องสำคัญอีก ตกลงเขาสองคนมีอะไรกันแน่

           แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อ เสียงร้องแหลมสูงเหมือนอีแร้งยักษ์ก็ดังขึ้น เป็นเสียงที่ก้องกังวานจนหูของรุซโซเสียดเปรี๊ยะ ๆ รอบข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงไฟปะทุกับเสียงลมที่พัดไปมาผ่านตัวพวกเขาเท่านั้น

           เจอรัลเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ก่อนจะมองไปรอบ ๆ

           "มันอยู่ไหนแล้ว" เขาเอ่ยเสียงเบากับคาร์ลอส ที่กำลังเงี่ยหูฟังเช่นกัน

           "ตัวอะไร" รุซโซถาม พลางมองไปรอบ ๆ หาต้นตอของเสียงหวีดสุดสยองเมื่อครู่

           "เฮลเบิร์ดครับ" คาร์ลอสเอ่ยเสียงเรียบ ใช้มือดันแว่น เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นบนหน้า "มันเป็นสัตว์ที่พวกเราเหล่าแวเรี่ยนไม่พึงประสงค์ที่สุดครับ"

           รุซโซกำลังจะถามอยู่ว่าทำไม แต่เมื่อบางสิ่งบางอย่างพุ่งมาจากด้านหลังของโบสถ์จนเกิดเสียงเหมือนเครื่องบินเจ็ต คำพูดก็หายไปจากปากของเขา

           สิ่งที่เขาเห็นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นนก เพราะมันเป็นเหมือนเทอราโนดอนขนาดย่อมซะมากกว่า แล้วยังมีจงอยปากที่ยาวจนแทบจะเท่าความยาวของตัว พร้อมด้วยฟันแหลมคมที่ฉีกตึกเป็นชิ้น ๆ ได้โดยการกัดทึ้งเพียงไม่กี่นาที

           ที่สำคัญ มันมาห้าตัว!!!

           "ผมขอสอง คุณเอาไปสามก็แล้วกัน" คาร์ลอสเอ่ยยิ้ม ๆ แต่ดูท่าทางจะตกใจอยู่ไม่น้อย

           "ไม่เป็นไร ชั้นขอแค่สองก็ได้" เจอรัลเองก็เกี่ยงไปให้คาร์ลอส "ล้อเล่นน่า ไม่ต้องทำตาอย่างนั้นก็ได้ สามก็ได้ฟะ"

           แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะตกลงกันเสร็จ เฮลเบิร์ดก็มองเห็นรุซโซกับอังเดรเป็นสองคนแรก

           ก่อนจะพุ่งตัวลงมา!!!

           วูบ!!!

           รุซโซเบิกตากว้าง ก่อนที่เขาจะรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนช้าลง

           ตึก!!! ตึก!!!

           หัวใจเต้นช้าลงจนเขาฟังเสียงมันได้ รุซโซเห็นนกสองตัวกำลังพุ่งเข้าหาเขาอย่างช้า ๆ เหมือนเทปวีดีโอที่กำลังเล่นช้าลง เสียงร้องทุกเสียงเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำดูแปลก ๆ รุซโซลองขยับตัวดู และพบว่าเขาขยับได้เหมือนคนทั่ว ๆ ไปโดยไม่ติดขัดอะไร

           วันนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นเยอะจริง ๆ ...

           รุซโซคิดไปพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะโยกหลบจงอยปากยาว ๆ ของนกได้ภายในพริบตา

           ยื่นมือออกไปสิ...

           เสียงประหลาดดังขึ้นในหัวของเขา ขณะที่รุซโซกำลังคิดจะเข้าโจมตี ก็เอาสิ ยังไงวันนี้ก็มีเรื่องเหนือธรรมชาติเยอะอยู่แล้วนี่ มีเพิ่มอีกซักเรื่องคงไม่เป็นไร ว่าแล้วรุซโซก็ยื่นมือออกไป

           เปรี๊ยะ!!! เปรี๊ยะ!!! เปรี๊ยะ!!!


           เกิดเสียงเหมือนไฟฟ้าช็อตขึ้นบริเวณต้นแขนก่อนรุซโซ ก่อนลำแสงสีฟ้าจะค่อย ๆ ไหลออกจากแผ่นอกของรุซโซมารวมกันที่ฝ่ามือ ท่ามกลางความงงงวยของเจ้าตัว แต่ยังไม่ทันที่จะได้ประหลาดใจ

           ซูม!!!

           ลำแสงสีฟ้าอ่อนก็สาดเป็นลำเข้าใส่เฮลเบิร์ดทั้งสองตัวอย่างจัง

           กี๊ด!!!

           โลกกลับมาหมุนเหมือนปกติ เสียงทุกอย่างพุ่งเข้าหูรุซโซเหมือนเดิม ทั้งเสียงแวเรี่ยนทั้งสองคนเรียกเขา ทั้งเสียงสายฟ้าที่ส่งออกมาจากแขนของเขา และเสียงกรีดร้องของเฮลเบิร์ดที่ตอนนี้มอดไหม้และแตกสลายกลายเป็นฝุ่นไปภายในพริบตา

           "อะไร..." คาร์ลอสถึงกับพูดไม่ออก ขณะที่รุซโซลดมือที่มีควันโชยลงมาสำรวจอย่างละเอียด มันก็ยังเป็นแขนของเขาเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้เส้นเลือดที่เคยเป็นสีเขียวคล้ำกลายเป็นสีฟ้าอ่อนไปแล้ว

           "..." เจอรัลยืนอยู่นิ่ง ๆ ดวงตาจับจ้องไปยังเพื่อนของรุซโซที่กำลังดูงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวไม่แพ้กัน เพราะอังเดรถือมีดใส ๆ ไว้ในมือ และมีเฮลเบิร์ดสามตัวที่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ กำลังสลายหายไปต่อหน้าเขา

           "ท่าทางพวกนายต้องคุยกับพวกเราแล้วล่ะ"

-------------------
09/10/05

8 : 45 P.M.

อ้าว เขียนเสร็จแล้วนี่หว่า กำลังมันเลย

เป็นไงบ้าง เขียนใหม่ ดีขึ้นบ้างไหม

ดีไม่ดียังไงก็บอกนะครับ จะได้แก้ถูก คราวนี้จะให้ติดสารบัญให้ได้ คอยดูสิ!!!

(ไม่ติดตูก็ไม่รีแล้ว เหนื่อย)


I***************************************************I
13/10/05
10 : 05 P.M.


Zafire06

เสียงเลียนธรรมชาติดูคลับคล้ายคลับคลา

มังกิ๊ง


Zafire06

หมายความว่าเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจา

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines