โลกนี้สีชมพู

เริ่มโพสต์โดย เดอะบุ๋ม, 17 มิ.ย. 2008, 15:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

roundbol123

 :30: เดือนโรงเรียน
:22: :47:

8e88

มาละ ฉากจบท้ายเครดิต  :26:

หลังจากช่วงชีวิตงี่เง่าของผมผ่านพ้นไป
พอเริ่มจะขึ้นปี 2 ผมถึงจะเริ่มๆหายบ้าลง เพื่อนบางกลุ่มเริ่มที่จะเข้าใจนิสัยว่าจริงๆแล้วมันไม่มีอะไร
ผมเริ่มกลับไปมีเพื่อนมากขึ้น ทิฐิลดลง ก็มาทำกิจกรรมโน่นนี่ เริ่มเป็นพี่ติว เริ่มมีรุ่นน้องที่กำลังจะเข้ามาเป็นเด็กปี 1 เริ่มกลับมาเป็นคนปกติ

ผมกับนิวไม่ได้คุยกันอีกแล้ว เจอหน้ากันก็เลี่ยงๆไม่อยากจะทักกัน อีกอย่างก็คือนิวก็มีแฟนใหม่ ถ้าจะมาคุยกับผมอีกเดี๋ยวก็จะเป็นเรื่องได้
นิวเป็นสิ่งเดียวที่เรียกคืนมาไม่ได้ในช่วงนั้น :16: เพราะตอนนั้นผมทำเรื่องเอาไว้เยอะ นิวคงเข็ดที่จะเจออะไรแบบนี้อีก  :05:
....จริงๆแล้วผมน่าจะขอโทษนิวบ้าง แม้มันจะสายไปก็เถอะ

หลายปีผ่านไป จนถึงช่วงตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ
....มี จม. ฉบับหนึ่งส่งมาที่บ้าน

เป็นจดหมายจากภูเก็ต ซึ่งผมลืมไปแล้วว่า มีคนรู้จักอยู่ที่ภูเก็ตด้วยเหรอ?
เจ้าของ จม. ฉบับนั้นคือ แบม เพื่อนสมัยติวนั่นแหล่ะ
ซึ่งตอนที่เขียนจดหมายมา แบมกำลังจะเข้าทำงานเป็นนางพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งนึง
เป็นจดหมายฉบับนึงที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า "ประทับใจ" และ "รู้สึกดี" คิดว่าผู้หญิงน้อยคนที่จะทำแบบนี้ได้

... อ่าน จม.ฉบับนี้แล้วผมถึงรู้ว่าแบมเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง และเก็บความรู้สึกได้ดีคนนึง และรู้ว่าเขารู้สึกกับเรายังไงในตอนนั้น โดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ ... ทีแรกแบมคิดว่าผมยังคบกับนิวอยู่  ..ผมถามว่า "ทำไมคิดว่ายังคบกันอยู่ เวลามันนานขนาดนั้นไม่คิดว่าจะเลิกเหรอ?" ผมเล่าเหตุการณ์ที่ผมทำเลวๆลงไปในจดหมาย

แบมก็ตอบมาว่า ผมน่าจะเป็นคนที่คบแล้วอยู่กับผู้หญิงได้นาน ไม่น่าจะเป็นแบบที่เล่ามา และก็เห็นใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
...ผมบอกกลับไปว่า "ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องมันนานมาแล้ว ตอนนี้หายบ้าคลั่งแบบนั้นแล้ว"

ผมและแบมเขียนจดหมายหากันอยู่ระยะนึง เขียนไป ตอบกลับ และเขียนไป....

จนท้ายสุดเราก็ได้พูดคุย เล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละคนผ่านโทรศัพท์ หลังจากที่คุยกันทางจดหมายมาเป็นเดือนๆ...  :22:



.....มาคิดๆดู บางทีชีวิตตัวเองบางช่วง มันก็เหมือนหนังเหมือนกันนะ แต่มันไม่ใช่สีชมพู เหมือนในกระจู๋ซะทีเดียวแน่ๆ  :12:

กันย์

 :56: ว้าว ฉากจบน่าเอาไปทำหนังนะเนี่ย
หนุ่มอักษรรักแน่ รักแท้ตลอดกาล~

poloh

 :22: เนื้อเรื่องสนุกดีครับ
อ่านแล้วเห็นภาพเลย
ก่อสร้างกับทำลาย เหมือนที่ลงมือ ต่างที่การกระทำ

Rabbitinblack

อ้าว แล้วไม่มีเรื่องกับแบมต่อเหรอพี่ฉึ่ง  :09:

8e88

ให้คิดเอาเองไง  :22:
จงใจสรุปเอาแบบนี้ อ่านแล้วลุ้นดี

แต่เหตุการณ์มันนำพา ให้เป็นได้มากสุดแค่เพื่อนแล้วล่ะ
เป็นใครก็รู้ตรงนี้ทั้งนั้น ที่คุยกันมันรู้สึกดีๆกับช่วงชีวิตตรงนั้นมากกว่า
ติดต่อกันสักพักก็หยุดกันไปเอง เพราะต่างคนต่างมีแฟนกันแล้ว
ความรู้สึกตอนนั้นที่มาคุยกันอีก ไม่ได้รู้สึกว่าจะคบเป็นกิ๊กอะไรกันแบบนั้น
..ตอนนี้ก็ไม่รู้เป็นยังไงบ้างแล้ว ไม่ได้ติดต่อกัน 7-8 ปีแล้วนะ แต่งงานมีลูกไปหรือยังก็ไม่รู้

ตอนพิมพ์นี่เกือบพิมพ์ชื่อผิดเหมือนกันนะ ....ชื่อจริงนี่ น. หนู กับ บ.ใบไม้ นำคล้ายๆกับชื่อสมมุติเลย  :42:

ณต

โอ้ว อ่านแล้วพี่ฉึ่งตอนนั้นอารมณ์ศิลปินมากเลยครับ

เดอะบุ๋ม

#1702
 กีรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด   :25: :25:  คุณพี่ฉึ่ง

ยังไม่ได้อ่าน แวะมากรี๊ดก่อน  :30:

ขออ่านก่อนนะคะ  :56:


อ้างคำพูดจาก: ณต ปีสี่ เมื่อ 29 มิ.ย. 2008, 14:11 น.
โอ้ว อ่านแล้วพี่ฉึ่งตอนนั้นอารมณ์ศิลปินมากเลยครับ

อยากอ่านเรื่องของป๋าณตบ้าง  :56:






---------------------

ข้อยอ่านจบแล้ว  :25:   

พี่ฉึ่งเล่ายาว สะใจ สนุก เห็นภาพ  :12:    โอ้ววประทับใจ  :25:  (ไม่คิดว่าจะเล่าเรื่องแบบนี้ละเอียดๆได้  :30:  สะใจที่สุด)

บุ๋มมองพี่ฉึ่งจากเห็นผ่านๆตามโพสต์ ความรู้สึกส่วนตัวมันก็เหมือนมีออร่า ความหยิ่งอยู่นะ  :21: อาจจะรู้สึกไปเองคนเดียว
จะเรียกว่าเหมือนถือตัวก็ได้  ค้ือแบบว่า คนที่เพิ่งรู้จักกันจะมาเนียนทำตีซี้ยาก   แต่อะไรก้ไม่เท่า  สาวเจ้าคนนั้น  ได้ใจไปครอง :26:

กับคนชื่อแบม คงจะเป็นความรู้สึกที่เก็บกด+อัดอั้นตันใจดีเลย ดูแล้วคล้ายๆนิสัยบุ๋มเลย ก็เหมือนว่าชอบนะ แต่ไม่แสดงออก ไม่แย่งมา ขอแค่ชอบ  ช่วงเวลาที่เราอยู่กับคนที่เราชอบ แล้วรู้ว่าเขาไปชอบอีกคนที่เราก้รู้จักนี่  เจ็บจี๊ดแบบเห็นภาพมาก แต่ก็ไม่กล้าปริปาก   อีกนัยก็คงเป็น เจียมใจ เจียมตัว กับคนที่ชอบเป็นพิเศษ มันทำตัวไม่ถูก เวลาอยู่ต่อหน้า  ถ้าชอบมากๆ จะทำเป็นไม่ชอบ   :30:
อาจจะปวดบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา เหมือนเพลง  :26:


อยากอ่านอีก   :25:

:56: :56: :56:


อ้างคำพูดจาก: กันย์ เมื่อ 29 มิ.ย. 2008, 12:39 น.
:56: ว้าว ฉากจบน่าเอาไปทำหนังนะเนี่ย

:25:   น้องบุ๋มบิ๋มต่อเลยกันย์


อ้างคำพูดจาก: บิ๊ก + เม้ง เมื่อ 29 มิ.ย. 2008, 12:46 น.
อ้าว แล้วไม่มีเรื่องกับแบมต่อเหรอพี่ฉึ่ง  :09:

:25:  พี่บิ๊ก เล่าอีกเล้ย เหตุการณ์ขำๆ น่ากลัวๆอ่ะ  :43:

กวางจ้ะ

เรื่องพี่ฉึ่งอ่านได้เรื่อย ๆ จนจบเลยอ่ะค่ะ

เห็นด้วยกับน้องกันย์ น่าจะเอาไปทำหนัง  :52:

slaveofann

ทำไมต้องไม่อยากมีเพื่อนเป็นเด็กเส้นด้วย อันนี้งงแฮะ
อ่านแล้วแอบโมโหนิดหน่อย เรื่องรักเลยจางไปเลย  :30:

8e88

อ้างอิงบุ๋มมองพี่ฉึ่งจากเห็นผ่านๆตามโพสต์ ความรู้สึกส่วนตัวมันก็เหมือนมีออร่า ความหยิ่งอยู่นะ  :21: อาจจะรู้สึกไปเองคนเดียว
จะเรียกว่าเหมือนถือตัวก็ได้  ค้ือแบบว่า คนที่เพิ่งรู้จักกันจะมาเนียนทำตีซี้ยาก   แต่อะไรก้ไม่เท่า  สาวเจ้าคนนั้น  ได้ใจไปครอง :26:

ประมาณที่บุ๋มบอกนี่ใช่เลย เรื่องมองว่าหยิ่งนี่ปกติเลยล่ะหลายๆคนที่เจอครั้งแรกบอกแบบนี้แทบทุกคน นิสัยพี่มันแข็งๆด้วยแล้วก็ไม่ค่อยคุยกับใครมาก มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนอื่น ต้องมีสุราหรือเบียร์ถึงคุยออก :30: ....ไอ้เรื่องใช้คำพูดไม่ค่อยเป็นนี่ประสบปัญหามาก :42: บางทีไปทำให้คนอื่นไม่พอใจคำพูดบางคำอยู่บ่อยๆ นิสัยใช้คำพูดตรงๆมันก็มีทั้งดีทั้งเสีย ส่วนใหญ่จะเทคแคร์คนอื่นด้วยการกระทำมากกว่า

อ้างคำพูดจาก: กาปุกเอง เมื่อ 29 มิ.ย. 2008, 23:53 น.
ทำไมต้องไม่อยากมีเพื่อนเป็นเด็กเส้นด้วย อันนี้งงแฮะ
อ่านแล้วแอบโมโหนิดหน่อย เรื่องรักเลยจางไปเลย  :30:

มันเป็นเรื่องที่ต้องไปอยู่ตรงนั้นครับถึงจะเข้าใจ ...สถาบันรัฐแต่ละแห่ง อย่างที่สอนสายศิลปะนี่ การสอบเข้ามันวัดกันด้วยฝีมือที่ฝึกฝนกันมา
ฝึกมาก ฝึกน้อย ก็แล้วแต่คน ซึ่งคนที่ขยันฝึกฝนมากกว่าคนอื่น ก็น่าจะได้รับรางวัลและโอกาสในชีวิตในการสอบติดเข้าไป
เหตุผลที่ผมไม่ชอบระบบเด็กเส้นเป็นเพราะว่าระบบนี้ไปแย่งสิทธิ์ของคนที่น่าจะได้รับโอกาสตรงนั้น
ลองคิดดูว่าแต่ละปีมีจำนวนเด็กมาสอบเข้าเป็นพันคน แต่รับเด็กเข้าเรียนได้เพียง 70 คน จาก 70 คนนี้มีเด็กเส้นกว่าครึ่งเข้าไปแล้ว
หลายคนที่ทางบ้านฐานะไม่ดี แต่มีฝีมือดีๆและน่าจะสอบติด โดนแย่งโอกาสตรงนี้ไปโดยเด็กที่ไร้ฝีมือและไร้ความขยัน
แล้วพวกเขาจะไปไหน? ไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนทางบ้านก็ไม่มีเงินส่งเสีย บางคนหมดอนาคตไปเลยต้องไปงานอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้อง
คนที่น่าจะมีอนาคตโดนอิทธิพลนอกระบบมาแย่งโอกาส ผมว่ามันน่าเสียดาย คนเก่งที่ไร้โอกาสหรือโดนแย่งโอกาสไป มีเยอะมากในสังคม

แต่ในสังคมประเทศโลกที่สามมักจะมีวงจรอยู่ในระบบอุปถัมภ์ที่ยังไม่ยุติธรรมมากเท่าที่ควร สังคมเลยพัฒนาได้ช้าทั้งในแง่จรรยาบรรณกับจริยธรรม
เรื่องระบบเด็กเส้นเด็กฝาก ก็เป็นวงจรอุบาศก์ประเภทนึง ....หากคนทุกคนคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นมันก็จะไม่เกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น
จริงๆไอ้เรื่องพวกนี้เกี่ยวพันไปถึงเรื่องระดับการเมือง การล็อบบี้โน่นนี่ การฮั้ว คอรัปชั่น ..แม้แต่เด็กเส้นในฟุตบอลทีมชาติ  :27:

อ่านแล้วโคตรซีเรียสเลยนะ แต่เมื่อก่อนช่วงที่เรียนอยู่เนี่ยซีเรียสมากกว่านี้ถึงขั้นบ้าบอคิดจะเปลี่ยนสังคมตรงนั้นด้วยตัวเอง
ถึงเล่าไงครับ ว่าตอนนั้นความคิดตัวเองมันงี่เง่าขนาดที่เอาโน่นเอานี่มาปะปนกัน จนคนอื่นรอบข้างมาเสียความรู้สึกกับเราไปด้วย
มันเป็นทิฐิหรืออีโก้แบบโง่เกินไปนั่นแหล่ะ จนมันเกิดผลเสียกับบรรยากาศใหม่ๆที่ตัวเองกำลังจะได้รับ แต่ไอ้เราไม่ยอมรับมันซะแบบนั้น  :42:

ทุกวันนี้ก็ยังมองในมุมนี้อยู่เหมือนเดิม แต่เป็นการมองที่เติบโตขึ้นมา เราไม่สามารถเปลี่ยนและชักจูงให้สังคมโดยมากมาเป็นสิ่งที่เราหวังได้
แต่ถ้ารู้ว่ามันไม่ดี เราก็เลือกที่จะไม่ทำมัน ไม่ควรเอามาแบกจนมันมาทำลายชีวิตส่วนตัวและคนรอบข้าง
เช่น คนต่างจังหวัดเลือก สส. โกงกินเข้ามา เราก็ไปห้ามอะไรไม่ได้ ของแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างความเข้าใจ  :22:

8e88

#1706
มาต่อเนื่อง... แต่ไม่ใช่เรื่องรักวัยรุ่นแล้ว

จริงๆถ้ามีคนมาถามว่าชีวิตรุ่นน้องปี 1 หรือเฟรชชี่ของผมเป็นยังไง ....ผมมักจะตอบไม่ถูกและไม่กล้าตอบ
เพราะตอนนั้นชีวิตตัวเองมันผิดพลาดจริงๆ รูปถ่ายกับเพื่อนๆในตอนนั้นนี่ไม่มีเลย เพื่อนไม่คบแหล่ะว่าง่ายๆ
แต่ผมยังโชคดีที่ยังเรียนรู้จากความเหงา ไร้เพื่อน สูญเสียคนที่เข้าใจเรา ในช่วงนั้นไป
ช่วงที่เสียทั้งเพื่อนทั้งแฟนไปใหม่ๆ ก็ยังคิดปลอบใจตัวเองว่า "กูอยู่คนเดียวได้" ด้วยอีโก้และทิฐิต่างๆนาๆ
คงเคยได้ยินคำว่า ติ๊สแตก กัน นั่นแหล่ะอารมณ์นั้นเลย บ้าอยู่คนเดียว  :30:

ดีที่ไม่ไปติดยา ติดเที่ยว ไม่งั้นคงแย่กว่านี้ ตอนนั้นไปบ้าประชดชีวิตด้วยการทำงานแบบไม่ซ้ำสไตล์ ไม่ซ้ำแบบ เปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ เพื่อเอาชนะเพื่อนที่มันไม่คบเรา ใครทำแนวนั้นแนวนี้ก็จะโชว์ว่าเราทำได้ ทำงานได้ A ทุกชิ้น ต่ำสุดคือได้ B+ เป็นแบบนี้แทบจะทุกวิชา แม้แต่งานกลุ่มก็ทำคนเดียว ...โคตรบ้าเลยตอนนั้น คิดแค่ว่ากูก็ทำได้นี่หว่า ....เพื่อนเลยยิ่งมองแปลกๆว่าไอ้นี่แม่งคงบ้าจริงๆ :42:

แต่ท้ายสุดก็ไม่รอดแหล่ะครับ มันจะมีวิชาเต้นลีลาศ ที่ต้องจับคู่กันเรียนจับคู่กันสอบในห้อง แต่ไม่มีใครยอมคู่ด้วยกับเราตอนสอบ  :30:
ทีแรกผมก็กะจะไปขอนิวให้มาช่วยสอบด้วย เพราะไม่มีใครแล้ว  :39: ...แต่มันรู้สึกแย่ที่ต้องไปขอร้อง สองจิตสองใจ
ไปๆมาๆเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกัน มันคงรำคาญเลยมาช่วยเป็นคู่สอบให้ ...จริงๆช่วงนั้นเริ่มจะหายๆความบ้าลงไปแล้ว
หลังจากเหตุการณ์นี้มันก็ค่อยๆดีขึ้น เหมือนตัวเราเริ่มหายจากอาการติ๊สแตก  :26:
เริ่มคุยๆกับเพื่อนบางคน เพิ่มขึ้นๆ เป็นหลายคน ....จนใช้ชีวิตเป็นปกติเอาตอนจบปี 1 นั่นแหล่ะ

ข้อดีในการได้บทเรียนที่อยู่แทบคนเดียวเกือบปีก็คือ รู้ว่าเพื่อนสำคัญยังไง, รู้ว่าการเอาชนะกันมันเป็นเรื่องงี่เง่าและไม่ได้สำคัญ
แต่ตัวเองก็สามารถอยู่ท่ามกลางความเหงาและแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องไปขอให้คนอื่นมาลำบากด้วย


อีกอย่างก็คือ ดีที่ไอ้การมีอีโก้และทิฐิสูงๆมันเกิดกับตัวเองตอนปี 1 ซึ่งได้บทเรียนแล้วมันก็ละลายหายไปในเวลาไม่นาน
ผมเลยพอเข้าใจเพื่อนบางคนหรือรุ่นน้องหลายๆคนที่มาเกิดอาการติ๊สแตก อีโก้เกินกะลาหัวตัวเองในตอนที่อาจจะกลับตัวไม่ได้แล้ว
บางคนมาเกิดอาการนี้เอาตอนปี 4 ใกล้จบ หรือตอนทำงานใหม่ๆ ซึ่งอาจจะโดนของจริงสั่งสอนและอาจจะไม่มีโอกาสแก้ตัว
ยิ่งอายุมาก ยิ่งโต ไอ้สิ่งพวกนี้มันยิ่งแก้และหักลำได้ยาก ....





....ดูตัวอย่างท่านนายกฯจมูกชมพู่ของเราได้เป็นตัวอย่าง  :26:
(เอ....นี่มันจะกลายเป็นกระจู๋ยุบสภาไปรึเปล่าเนี่ย  :30:)

ไอ้เรื่องตัวเองวัยช่วงนั้นนี่มันครบทุกรสจริงๆ มีทั้งหวาน เลว ขมขื่น โรคจิต เหงา และอีกหลายๆอย่าง
พูดง่ายๆคือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของชีวิตครั้งนึง ทั้งน่าจดจำและอยากลืม
นอกจากจะโพสเรื่องรักวัยรุ่นวันหวานแล้ว ...ยังอยากจะเล่าเรื่องอีโก้ช่วงตอนเรียนไปด้วย
ซื้อ 1 ได้ถึง 2 ...แต่มันยาวไปหน่อยกว่าจะอ่านกันจบ  :22:

Rabbitinblack

นี่คือเกริ่นเรื่อง หรือว่าเล่าแล้วเนี่ยพี่  :09:

แต่ผมชอบนะ

"ข้อดีในการได้บทเรียนที่อยู่แทบคนเดียวเกือบปีก็คือ รู้ว่าเพื่อนสำคัญยังไง, รู้ว่าการเอาชนะกันมันเป็นเรื่องงี่เง่าและไม่ได้สำคัญ
แต่ตัวเองก็สามารถอยู่ท่ามกลางความเหงาและแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องไปขอให้คนอื่นมาลำบากด้วย"

ผมเคยคิดนะ อยู่คนเดียวมันก็ได้ละ แต่มันเหงา  :56:

8e88

#1708
อ้างคำพูดจาก: บิ๊ก + เม้ง เมื่อ 30 มิ.ย. 2008, 04:29 น.
นี่คือเกริ่นเรื่อง หรือว่าเล่าแล้วเนี่ยพี่  :09:

มาสรุปที่เล่ามาแล้วทั้งหมดไง คือมานั่งคิดว่าถ้าตอนนั้นตัวเองไม่มีอีโก้โง่ๆ คงจะไม่เกิดเรื่องเศร้าๆขึ้น

เดี๋ยวว่างๆค่อยมาเล่าเรื่องสมัยมัธยมต้นอีกที ช่วงนั้นชอบนะมันเป็นความรักแบบไร้เดียงสา
แม้จะไม่จริงจังขนาดคบกันเป็นแฟน ซึ่งก็ดีแล้วเพราะมันไม่แก่แดดดี... :22:

ถ้าเป็นเรื่องชีวิตช่วงหลังๆนี่ อาจจะยาวกว่านี้ ดราม่าสุดๆ :30:
ถ้าเล่านี่จะคิดว่านี่มันหนังนี่หว่า แต่ไม่พร้อมจะเล่า มันยาวไป เหตุผลมากไป และอีกหลายๆเรื่อง
เพียงแค่รู้สึกว่าพอปล่อยให้ชีวิตมันไปเจออะไรเอง ไม่ต้องแสวงหาคนที่จะมาเดินด้วยกับเรา
มันมักจะเกิดประสบการณ์ที่ประทับใจกว่าการที่เราพยายามแสวงหา แต่บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกแบบเจ็บแสบ

ส่วนไอ้ความเหงานี่ถ้าใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ ..เวลาอกหักจะไม่ชีช้ำน้ำตานอง มองชีวิตในอีกรูปแบบ
คนเราต้องการความรัก และเกรงกลัวความเหงา แต่ความเหงามันจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเราเสมอ หนียังไงก็ไม่พ้น

Rabbitinblack

พี่ฉึ่งนี่ชีวิตรัก สมบุกสมบันจริงๆ   :56:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines