โลกนี้สีชมพู

เริ่มโพสต์โดย เดอะบุ๋ม, 17 มิ.ย. 2008, 15:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ณต

บุ๋มตามมาให้อ่านเหมือนกัน
ก็ตามอ่านมาตลอดและก็จะอ่านต่อไปฮะ  :21:

รอลุ้นเรื่องของกันย์
จังหวะนี้เนี่ยสำคัญมากๆ
อย่าพลีพลาม
เพราะถ้าพลาดก็แห้วได้เลย

8e88

เอาความรักสมัยวัยรุ่นของตัวเองมาเล่าก็แล้วกัน สักเรื่อง

โดยส่วนตัวแล้วจีบผู้หญิงไม่เป็น หมายถึงจีบคนที่ชอบจริงๆอ่ะนะ
แต่ไอ้ประมาณจีบโดยเพื่อนยุนี่ทำบ่อย (พอยุปั๊บดันเสือกกล้าจีบนะ ไม่เข้าใจตัวเอง)
อีกเรื่องก็คือถ้าผู้หญิงที่เรารู้สึกชอบ แต่มีเพื่อนเราชอบเหมือนกัน ไอ้เราก็ไม่ชอบที่จะยุ่งเดี๋ยวผิดใจกับเพื่อน
และท้ายสุดนี่ไม่ชอบจะแย่งอะไรกับใคร เช่น ผุ้หญิงที่คนมารุมจีบ รุมชอบเยอะๆ ไม่ค่อยชอบยุ่ง (จริงๆคือกลัวตัวเองผิดหวัง ถ้าเขาไปเลือกคนอื่น) แต่มันดันเกิดกับตัวเองครั้งนึงแบบไม่ได้ตั้งใจ ....

ตอนที่จบ ปวช. ปี3 ก็จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัย เพื่อเรียนต่อ ปวส. หรือ ปริญญาตรี
ช่วงนั้นก็สอบเข้าได้หลายๆที่โดยผ่านการเอ็นท์ทรานซ์ และสอบตรง ด้วยอีโก้หรือทิฐิบ้าๆของตัวเองทำให้ตอนนั้นต่อต้านระบบ 'Ent ไม่ยอมสอบเข้าในระบบ เลือกสอบตรงที่เพาะช่างแค่ที่เดียว สาขาออกแบบพาณิชยศิลป์ ก็คือ นิเทศศิลป์ในปัจจุบัน (มานั่งคิดถึงตอนนั้นอีกที ถ้าสอบไม่ติด ชีวิตคงจะแย่น่าดู) อัตราการสอบเข้าในตอนนั้นโหดพอสมควร ขนาดที่เพาะช่างคนสอบ 1,000 กว่าคน แต่รับได้แค่ 70 คน ศิลปากรปีนั้นโหดกว่านี้มากแถมรับเด็กน้อยกว่า พูดง่ายๆคือที่เพาะช่างอัตราการสอบติดน่าจะอยู่ที่ 1:20 เป็นอย่างต่ำ เพราะมีปัญหาเรื่องเด็กเส้นเข้ามาเกี่ยวด้วย เลยทำให้สอบยากเข้าไปอีก

ก่อนจะสอบเข้ามันก็มีให้สมัครติวอะไรแบบนี้เหมือนกับหลายๆสถาบัน สถานที่ติวก็คือศาลาวัดแถวๆละแวกสะพานพุทธ กับท่าเตียน
ก็สมัครติวไป มันจะเป็นการติวเข้มก่อนสอบประมาณ 10-15 วัน ก็มีทั้ง Drawing, และติววิชาเอก ออกแบบ ลงสีโปสเตอร์ อะไรพวกนี้
เพื่อนที่สนิทซี้ๆตอนไทยวิจิตรศิลป์มันแยกไปสอบแผนก photo กับ dec กัน ผมเลยเหลือไอ้ที่สนิทที่มาสอบแผนกเดียวกันแค่คนสองคน

มีเด็กที่มาติวเยอะมากตอนนั้น 300 กว่าคน ทั้งเด็กที่จบ ปวช. และ ม.ปลาย มา
มีตั้งแต่เด็กภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน บางคนพึ่งเข้ากรุงครั้งแรกเพื่อมาสอบเข้าก็ยังมี
ตอนนั้นพี่ติว ก็ให้จับกลุ่มกันเองกลุ่มนึงก็ประมาณ 10 กว่าคน พวกเด็กที่จบไทยวิจิตรศิลป์มาอย่างพวกผมจะมีเยอะหน่อย
ก็จับกลุ่มกันเองกับเพื่อนๆ ... แต่ละกลุ่มก็จะนั่งไม่ห่างกันมาก พวกเด็กต่างจังหวัดโดยมากก็จะจับกลุ่มกันเอง ส่วนใหญ่จะจับกลุ่มกันตามภาค

เกริ่นมานาน กำลังจะได้เข้าเรื่องล่ะ...

กลุ่มที่นั่งใกล้ๆกลุ่มผมเนี่ย จะเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มาจากทางภาคใต้ มีกระเทยปะปนมาอีก 2 คน
ไอ้พวกผมกับเพื่อนก็ชอบมองสาวๆกลุ่มนี้ เพราะนั่งกลุ่มใกล้ๆกัน มีคนที่น่ารักๆอยู่ 2 คน คนนึงจบมาจากพังงา คนนึงจบมาจากภูเก็ต
สมมุติชื่อเอาว่า คนที่มาจากพังงาชื่อ "นิว" และคนที่มาจากภูเก็ตชื่อ "แบม" ละกัน จะได้จำง่ายๆ

สองคนนี่ฮ็อตมากๆ รุ่นพี่ชอบมาเดินดูงาน ชอบมาสอน หรือไม่เพื่อนติวคนอื่นๆก็ชอบชวนไปกินข้าว
แต่เขาจะจับกลุ่มกันแค่ 4-5 คนแค่นั้น กินข้าวก็ไปกินด้วยกัน กลับก็กลับด้วยกัน ค่อนข้างรู้ทันคนที่เข้ามาจีบ
นิว จะมีคนเข้ามาจีบเยอะเพราะอัธยาศัยดี คุยได้กับทุกคน ...ไอ้เพื่อนๆที่อยู่กลุ่มเดียวกับผมแทบทุกคน ชอบเข้าไปจีบประมาณหมาหยอกไก่ หรือแซวเล่นบ่อยๆ แต่ แบม จะเป็นคนเงียบๆเรียบร้อย คนที่เข้ามาจีบเลยน่าจะเกร็งมากกว่า แต่ก็มีคนเข้ามาจีบมากเหมือนกัน
ทีนี้เพื่อนผมคนนึงมันก็บอกว่าชอบคนที่ชื่อ แบม มันอยากจะจีบ ไอ้นี่แม่งจริงจัง เพื่อนทุกคนในกลุ่มรู้ เลยเกรงใจไอ้นี่ แบนไปจีบนิวกันหมด แล้วช่วยไอ้เพื่อนคนนี้จีบแบมแทน

..... คนที่ไม่ได้สนใจจะจีบนิวกับแบม มีแค่ผมกับเพื่อนสนิทอีกคน (คนนี้ตอนหลังสอบติดทั้งเพาะช่างและศิลปากร)
โดยเฉพาะผมไม่ได้คิดที่จะจีบผู้หญิงที่มีคนมารุมจีบเยอะๆอยู่แล้ว เลยเฉยๆ ได้แต่เซ็งพวกเพื่อนมัน และเตือนสติมันเล็กน้อย

ผมก็เลยบอกกับเพื่อนๆว่า "นี่พวกเรามาติวกันนะมึง ไม่ได้มาจีบผู้หญิงนะไอ้เหี้ย ติวเสร็จ สอบเสร็จ ค่อยคุยทีหลังก็ได้ ติวแค่ 10 กว่าวันเอง"
เพื่อนคนอื่นๆก็บอกว่า "กูรู้น่าว่ามาติวเป็นหลัก มึงจะซีเรียสไปทำห่าอะไร ก็เขาน่ารักดี เลยจีบขำๆ เผื่อฟลุ๊ค"
ส่วนเพื่อนผมที่ชอบแบมมันก็บอกว่า "แล้วถ้ากูหรือเขาสอบไม่ติดล่ะ ก็ไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะเว่ย มีโอกาสเดียวในชีวิต" (มึงจริงจังมากเลยนะเนี่ย)  :42:

ติวๆกันไปสัก 2-3 วัน ทั้งรุ่นพี่และเด็กติวด้วยกันก็พอจะเริ่มเห็นแววว่า ใครงานดีหรือไม่ดี และโอกาสสอบติดของแต่ละคนมากแค่ไหน
นิว กับ แบม งานจะอยู่ในประเภทกลางๆไม่เด่นมาก ประมาณงานขยันและตั้งใจ ส่วนงานของผมเองกับเพื่อนอีกคนจะติดขึ้นบอร์ดมาตลอด 2-3 วัน ผมเลยโล่งๆหน่อย ไม่เกร็งเวลาติวเท่าไหร่แล้ว เพราะเริ่มรู้ว่าตอนสอบจะทำงานยังไง

ด้วยความที่ผมทำงานติดบอร์ดตลอด นิวกับแบมและเพื่อนในกลุ่มเลยชอบมาถามผมกับเพื่อนอีกคนเวลาทำงานบ่อยมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้ๆกัน เพราะไอ้เพื่อนๆคนอื่นของผมในกลุ่มนี่ถามไม่ค่อยได้ หน้าหม้อใส่อย่างเดียว ส่วนไอ้ผมกับเพื่อนอีกคนมันนิ่งๆสุดมั๊งเลยดูน่าไว้ใจกว่าเพื่อน

แต่แล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้ความคิดของผมเปลี่ยนไป...

8e88

พอติวเข้าวันที่ 4-5 ...เนื่องจากการติวที่นี่ค่อนข้างโหด วิจารณ์งานเด็กติวค่อนข้างแรง เด็กติวเลยหายไปกว่าครึ่ง เหลือแค่ 140-150 คน
เพื่อนผมบางคนก็เบื่อการติว ไม่ติวต่อก็มี หลายๆคนที่ท้อ ก็คิดว่าเดี๋ยวไปฝึกมาสอบเองก็ได้  :39:

ตอนนั้นกลุ่มเด็กที่เก่ง ฝีมือดีๆ มันจะชอบไปนั่งรวมกัน รุ่นพี่ติวเลยต้องแบ่งกลุ่มให้ใหม่ โดยคละกันระหว่างเด็กเก่ง เด็กกลางๆ และเด็กที่งานไม่ดี
เมื่อรุ่นพี่แบ่งกลุ่มออกมา ผมและเพื่อนๆ แยกไปคนละกลุ่มหมดเลย ....กลุ่มที่ผมอยู่ด้วยจะมีเด็กที่จบไทยวิจิตรศิลป์อยู่บ้าง แต่เรียนกันคนละห้อง

บังเอิญแบมได้มาอยู่กลุ่มเดียวกับผม ...นิวไปอยู่อีกกลุ่มซึ่งไม่รู้จักใครเลย นิวก็เลยไปขอรุ่นพี่ติวว่าอยากมาอยู่กลุ่มผม เพราะสนิทกับแบม ด้วยความที่นิวเป็นคนน่ารัก รุ่นพี่เลยยอมให้ย้ายมาอยู่กลุ่มเดียวกับผม

...ส่วนไอ้เพื่อนผมที่ชอบแบม มันจะขอมาอยู่กลุ่มผมบ้าง แต่รุ่นพี่ไม่ยอมให้ บอกกลุ่มนี้มีคนเยอะแล้ว  :30:
ไอ้เพื่อนๆมันอิจฉาผมกันใหญ่ว่าผมได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับนิวและแบม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น
จุดหมายคือผมจะต้องสอบติดอย่างเดียวแค่นั้น  :40:

ช่วงติวที่แบ่งกลุ่มใหม่ ผมก็เริ่มห่างๆเพื่อนแล้ว เพราะติวกันคนละกลุ่ม พักกลางวันแรกๆก็ไปกินข้าวกับพวกมันบ้าง
แต่หลังๆจะไปกับนิวและแบมมากกว่า เพราะคุยกันบ่อยขึ้น ....เวลา Drawing เห็นดินสอทู่ ผมก็จะเอามาเหลาให้
เพราะไอ้เราทำงานเร็ว บางทีคนอื่นยังแรเงาโครงอยู่เลยแต่ไอ้เราเหลือแค่เก็บงานแล้ว
การช่วยคนอื่นเหลาดินสอมันก็เหมือนพักและรีแล็กซ์ไปในตัวด้วย ทำให้ไม่เครียดดี
...เวลาทำงานวิชาเอกก่อนลงสีผมก็ช่วยโรยแป้ง แปะ nitto ลงสีเสร็จผมก็จะเอาไดร์เป่าผมมาช่วยเป่าให้สีแห้ง ช่วยกันแกะ nitto ออกให้
ทำให้ 2 คนทั้งนิวและแบม ...แต่แบมจะบอกกับผมว่าอยากทำเองมากกว่า เพราะเดี๋ยวกลัวตอนสอบไม่มีใครช่วยจะทำยังไง
ผมเลยจะช่วยนิวมากกว่าแบม

นึกไปถึงก่อนหน้านี้ว่า ตัวเองเป็นคนใจดำนะ ขนาดเพื่อนให้ช่วยก็ไม่ค่อยจะช่วยมัน จะชอบด่ามันว่า "ถ้าช่วยมึงแล้ว เมื่อไหร่มึงจะทำเองได้" แรกๆก็ไม่ได้คิดอะไรเลย อยากช่วยเพราะเห็นว่าเด็กต่างจังหวัดอย่างนิวและแบม มีความตั้งใจที่จะสอบเข้าเยอะมาก แล้วก็อยากให้ทั้งคู่สอบติดเข้าไปด้วยกัน มีทริกอะไรก็บอกหมด ทั้งๆที่บางเรื่องไม่เคยสอนไม่เคยบอกใครเลย ...เหมือนกับ 2 คนนี้มาเปิดใจเราให้กว้างขึ้นด้วย  :22:

นิว แบม และผม สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงติว 4-5 วันท้ายๆ เป็นการติวเข้มสุดๆ เด็กติวเหลือแค่ประมาณ 80 คนได้
เพื่อนผมที่มันชอบแบม ไอ้นี่ทนการติวโหดๆไม่ไหว ก็ไม่มาติวต่อเหมือนกัน ...หลังจากเลิกติว 5 โมงเย็นไปแล้ว รุ่นพี่ติวก็จะให้โจทย์ทำงานบังคับอีกตัวสำหรับคนที่ยังงานไม่ค่อยดีนัก ส่วนใครที่งานดีๆหรืองานกลางๆอยากจะอยู่ติวต่อด้วยก็ได้ มีพี่ที่จบไปแล้วมาติวให้ด้วย

นิวกับแบม งานจะอยู่ในเกณฑ์กลางๆ แต่ทั้ง 2 คนอยากอยู่ติวรอบดึก  เนื่องจากเป็นผู้หญิงเลยกังวลเรื่องการกลับดึกๆ ผมเลยอยู่เป็นเพื่อนด้วย
โอกาสมันเปิดตรงที่ไอ้เพื่อนห้องเดียวกันจากไทยวิจิตรศิลป์ ดันขี้เกียจไม่ยอมอยู่ติวรอบดึกกันสักคน ก็เลยยิ่งทำให้สนิทกับนิวและแบมมากขึ้นเรื่อยๆ

ขากลับมันก็ดึกประมาณ 4 ทุ่ม ผมเลยไปส่ง 2 สาวก่อนเป็นประจำ
บ้านญาตินิวจะอยู่แถวๆอนุสาวรีย์ ใกล้บ้านผมอยู่แล้ว ส่วนแบมจะอยู่บ้านญาติแถวตากสิน ก็ใกล้ๆกับวัดที่ติว
ผมกับนิวก็จะนั่งรถเมล์ไปส่งแบมที่ปากซอยก่อน แล้วก็นั่งรถเมล์ย้อนกลับมาที่ปากคลองตลาดไปขึ้นสาย 12 กลับด้วยกัน
จริงๆผมนั่งสาย 73 จากสะพานพุทธต่อเดียวก็ถึงบ้านได้เลย แต่อยากไปส่งนิวให้ถึงบ้านมากกว่า แล้วค่อยต่อรถเมล์กลับอีกทีนึง  :22:
จากเหตุนี้ก็เลยทำให้สนิทกับนิวมากกว่า

ผมและนิวเริ่มรู้สึกนิดๆว่าเพียงแค่ 10 กว่าวันจากคนที่ไม่รู้จักกันเลยมันอาจกำลังพัฒนาไปมากกว่าความเป็นเพื่อน...  :40:

8e88

ช่วงวันหลังๆที่ติว แบมไม่ค่อยพูดคุยมากเท่าไหร่ ตอนนั้นผมเข้าใจว่าแบมคงเครียดกับการสอบ แต่ภายหลังมารู้ว่าส่วนนึงมาจากเรื่องของผมกับนิวนี่แหล่ะ  :05:

หลังจากติวเสร็จ ก็มีเวลาพัก 2 วันก่อนสอบ ...ผมก็พานิวก็ไปซื้อไอ้พวกอุปกรณ์การสอบทั่วไปเพิ่มเติม สี กระดาษ ถังน้ำเล็กๆ ทำนองนี้
...จริงๆคือหาเรื่องมาเจอกันนั่นแหล่ะ ไม่มีอะไรมาก ตามประสาวัยรุ่น จริงๆไปเดินซี้อกันเอาเองที่ไหนก็ได้  :47:

วันนั้นก็เลยได้คุยกันหลายๆเรื่อง เลยได้รู้ว่าวันสองวันแรกที่ติว นิวกับแบมโคตรจะไม่ชอบผมเลย เพราะเห็นนิ่งๆเลยนึกว่าหยิ่ง ไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นในกลุ่มที่ออกฮาๆ แต่พอได้คุยและมาอยู่กลุ่มเดียวกัน ก็เลยรู้นิสัยอะไรมากขึ้น นิวบอกว่าชอบตรงที่ผมชอบช่วยเหลือคนอื่นนี่แหล่ะ แต่บอกว่าผมห่วงคนอื่นมากไป น่าจะห่วงตัวเองบ้าง  :22:

พอถึงวันสอบวันแรก ช่วงเช้าสอบวิชาสามัญ และบ่ายสอบ Drawing ...สอบเสร็จก็ตามปกติที่ต้องมาคุยกัน บางคนมั่นใจ บางคนไม่มั่นใจ
ตัวผมเอง Drawing ไม่ได้เก่งสุดๆ เลยคิดแค่ว่าน่าจะโอเค ...ส่วนนิวและแบม ไม่มั่นใจเลย กลัวว่าจะสอบไม่ติด
ไอ้เพื่อนสนิทผมที่มันสอบแผนก Photo ก็ไม่มั่นใจในการสอบเหมือนกัน มันเลยชวนผมไปนั่งคุย+กินข้าวด้วยกัน เพราะกลุ้มใจ
...แต่ด้วยความแมนของตัวเอง เลยห่วงผู้หญิงคือ นิวกับแบม มากกว่า เลยชิ่งทิ้งเพื่อนไปทั้งแบบนั้น  :30:
เรียกกันง่ายๆว่า เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน นั่นแหล่ะ ....แต่ตัวเองมีเหตุผลตรงที่ไอ้เพื่อนสนิทผมมันยังมีเพื่อนคนอื่นๆปรึกษาแก้กลุ้มในตอนนั้นได้
แต่นิวกับแบมนี่ไม่มีใครเลย มาจากต่างจังหวัดแค่ตัวคนเดียวทั้งคู่ น่าจะต้องการเพื่อนคุยมากกว่า โดยเฉพาะเพื่อนตอนติวที่สนิทกันแค่ไม่กี่คนอย่างผม  :40:

วันสอบวันที่สอง วันสุดท้าย จะสอบทฤษฏีศิลปะกับประวัติศาสตร์ศิลป์ กับช่วงบ่ายที่สอบวิชาเอก
..หลังสอบเสร็จผมมั่นใจลึกๆว่าน่าจะสอบติด นิวเริ่มมั่นใจขึ้นมาบ้างบอกว่าวันนี้ทำได้ดี ส่วนแบม ไม่มั่นใจอีกแล้ว
วันสอบวันสุดท้าย รุ่นพี่จะเรียกเด็กติวทุกคนมารวมกันเพื่อพาไปเลี้ยงส่งท้าย เพราะคงจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีก
ถ้าไปเลี้ยงวันประกาศผลสอบ คนที่สอบไม่ติดคงจะไม่กล้าไปอยู่แล้ว เขาเลยเลี้ยงให้ในวันสอบวันสุดท้ายนี่ซะเลย

ใครอยากกินเหล้ารุ่นพี่ก็จะถาม บางคนที่รู้ว่าตัวเองสอบไม่ได้แน่ๆก็ล่อเหล้าซะเมาเละ ระบาย ร้องไห้ก็มี ตัดพ้อว่าคงสอบไม่ติด  :39:
ส่วนผมก็นั่งกับกลุ่มเพื่อนและก็กลุ่มเด็กใต้ของนิวกับแบม สักพักนิวกับแบมและคนอื่นๆอีก 2-3 คนก็แยกกลุ่มไปคุยกันเพราะไม่กินเหล้า
สักพักผมก็ต้องชิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อนด้วย ทำไงได้ตอนนั้นสนิทกับ 2 คนนี้เป็นตังเมไปแล้ว

...อยู่ๆแบมก็บอกกับผมว่าจะดูลายมือให้ บอกว่าดูแม่นนะ เพื่อนที่ภูเก็ตให้ดูอยู่บ่อยๆ .....ไอ้เราก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่หรอก
แต่ก็ให้ดูไปงั้นๆนั่นแหล่ะ ยังจำคำทำนายได้ทุกวันนี้เลย ....เพราะผ่านมาเรื่อยๆถึงตอนนี้มันดันแม่น แปลกดีเหมือนกัน

แบมบอกว่าผมน่ะน่าจะสอบติดแน่นอน เส้นเรื่องเรียนเรื่องงานด้านศิลปะดีมาก ...มีสิทธิได้ไปเมืองนอกหรือมีชื่อเสียงในวันข้างหน้า
แต่เก็บเงินไม่ค่อยจะอยู่ ต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั่นแหล่ะแล้วให้แฟนเก็บให้ถึงจะรวย (แบบนี้ก็ซวยสิ  :53:)


.....แล้วผมก็ดันถามคำถามโง่ๆออกมาในตอนนั้น

"แล้วเนื้อคู่ล่ะ เจอยัง?" ผมถามเสร็จก็หันไปมองหน้านิว แบบหนุ่มมองสาว นิวก็ยิ้มๆและตีผมด้วยความอายๆแบบผู้หญิงทั่วไปทำกัน

จริงๆแล้วมันเป็นอะไรที่ไม่น่าจะถามเลยในตอนนั้น แต่ด้วยความที่ตอนนั้นมันไร้เดียงสาเรื่องความรักมากๆ
เลยไม่รู้จริงๆว่าแบมก็ชอบเรา แบมคงจะเจ็บจี๊ดน่าดู ...การถามคำถามและทำกริยาแบบนี้กับคนที่แอบชอบเรา แม่งไม่ดีเอาซะเลย เหมือนเราไปทำร้ายจิตใจของเขา แต่แบมก็ดูๆแล้วบอกว่า "ยังไม่ได้เจอเนื้อคู่นะตอนนี้" ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก
หลังจากคืนวันสอบวันสุดท้าย ก็ต้องรอผลสอบ ซึ่งอีกตั้ง 10 กว่าวันจะประกาศผล
แบมก็กลับบ้านที่ภูเก็ตไปก่อน ส่วนนิวทีแรกก็จะกลับบ้าน แต่ไปๆมาก็ไม่กลับ รอประกาศผลเสร็จค่อยกลับทีเดียว
ที่นิวอยากอยู่ต่อก็คงเป็นเพราะผมส่วนนึง...  :27:

ช่วงที่รอผลสอบกระวนกระวายใจสุดๆว่าจะสอบติดหรือไม่ติด (ขนาดว่ามั่นใจตอนสอบนะ)
ส่วนนิวไม่ต้องห่วงไม่ต้องเดาอยู่แล้วว่าโทรคุยกันทุกวัน คุยแก้กลุ้มบ้าง คุยโน่นคุยนี่บ้าง ....ชวนออกไปเดินเล่นบ้าง
ก็พากันไปเขาดิน, เซ็นทรัลลาดพร้าว, สยาม, มาบุญครอง อะไรทำนองนี้ เราสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆและเข้ากันได้ดี
เพื่อนสนิทผมเองมันก็โทรมาแก้กลุ้มบ้างบางครั้ง ชวนออกไปกินเหล้า แต่ผมไม่อยากไปเท่าไหร่ เพราะถ้าออกจากบ้านกูไปหานิวดีกว่า  :30:
ช่วงนั้นทิ้งเพื่อนแต่ไปติดเป็นตังเมกับนิวไปเลย จนเพื่อนมันด่าว่า "มึงนี่มีความสุขกว่าชาวบ้านนะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปคิดมากช่วงรอประกาศผลสอบ"

ช่วงระหว่างที่รอประกาศผลสอบชีวิตผมมีแต่นิว ลืมเพื่อน ลืมแบมไปหมดเลย :42:
ส่วนความผิดหวังและสมหวังก็กำลังรออยู่ในวันประกาศผลสอบ ....

8e88

ยิ่งใกล้วันประกาศผลสอบ ผมก็ยิ่งคิดมาก
คิดว่าถ้าเราสอบติดแล้วนิวสอบไม่ติด ....หรือนิวสอบติดแล้วเราสอบไม่ติด มันจะเป็นยังไงต่อ
มันใกล้เข้ามาแล้ว ...และก็ถึงวันประกาศผลสอบจนได้...

จำได้ว่าวันนั้นนัดเพื่อนไปดูผลสอบตอนช่วงเที่ยงๆ ...แต่นัดกับนิวตั้งแต่เช้าเลย จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันก่อนเพื่อนมันจะมา  :26:
ผลสอบปีนั้นก็เอามาติดบอร์ดช้ามากๆ นั่งรอกันไป รอจนนิวกับแบมหิวเลยออกไปหาอะไรกินแถวๆนั้น ทีแรกผมจะไปด้วย
แต่พอดีได้เวลาที่เพื่อนมันใกล้จะมาแล้ว เลยให้นิวกับแบมไปกันแค่สองคน
สักพักไม่นานอาจารย์เดินถือกระดาษมาและก็ค่อยๆเอามาแปะบอร์ด คนจำนวนมากก็เข้าไปมุงกระดาษที่ประกาศรายชื่อคนที่สอบติด
ผมก็เป็นคนนึงที่รีบพุ่งเข้าไปดูรายชื่อ ....สิ่งแรกที่ผมดูคือหมายเลขและชื่อของนิว ดูก่อนชื่อตัวเองเพราะห่วงนิวมาก ...ปรากฎว่านิวสอบไม่ติด
หลังจากนั้นจึงมาดูชื่อตัวเอง ปรากฎว่าสอบติด ....หลังจากนั้นก็ไล่เรียงดูรายชื่อให้เพื่อนที่มันยังไม่มา รวมไปถึงชื่อของแบม
เพื่อนที่สนิทกับผมหลายคนสอบไม่ติดกันเลย มีสอบติดอยู่คนเดียวที่เล่าไปแล้วว่าไอ้คนนี้ก็สอบติดที่ศิลปากรด้วย (แน่นอนว่ามันเลือกศิลปากร)
แบมก็สอบไม่ติด ....อารมณ์ตอนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองควรจะดีใจหรือเสียใจดี กลายเป็นว่าผมจะได้เรียนที่นี่โดยปราศจากเพื่อน
ผมรู้มาว่าเด็กเส้นในปีนั้นเยอะมาก และเจ็บแค้นว่าไอ้ระบบเด็กเส้นนี่มันทำให้คนที่ผมรู้จักพลาดโอกาสในชีวิตกันจริงๆ
ผมไม่ชอบที่จะมาเห็นเพื่อน เห็นคนรู้จัก มานั่งเสียใจเพราะพยายามมากๆ ขยันฝึกตัวเอง แต่แล้วก็สอบไม่ได้ มันน่าเศร้า

เป็นธรรมเนียมอย่างนึงที่ว่าเด็กที่สอบติดเพาะช่าง ต้องกระโดดลงไปเปียกในสระน้ำหน้าโรงเรียนที่เรียกกันว่า "บ่อเต่า"[/b]

รุ่นพี่ติว เข้ามาถามผมว่าสอบติดมั๊ย
"ติดครับพี่ :16:" ผมตอบกลับไป
"สอบติดแล้ว ทำไมเอ็งไม่ดีใจวะ มา ..มาโดดบ่อเต่าฉลองเลย" รุ่นพี่ติวแสดงท่าทางดีใจกับผม
"รอเดี๋ยวนะพี่ เดี๋ยวผมไปโดดแน่ๆ  :16:" ผมตอบกลับไปอีก รุ่นพี่ก็งงๆ แต่ผมว่าแกเข้าใจแหล่ะว่าเพื่อนสนิทคงสอบไม่ติดเลยดีใจไม่ออก

ตอนนั้นสับสนไม่รู้จะทำยังไง ...สักพักนิวกับแบมก็กลับมา ถามผมว่าผลสอบติดแล้วเหรอ ดูเผื่อให้หรือยัง
ผมโกหกไปว่า "ยังไม่ได้ดูเลย คนมุงกันเยอะมาก" แต่ถ้าเดาจากสีหน้าผม นิวรู้แล้วล่ะว่าผมรู้ผลสอบแล้ว  :05:
สักพักเพื่อนผม 2-3 คนก็มาถึง มันก็ถามคำถามเดียวกัน ผมก็บอกแบบเดียวกับที่บอกนิวและแบม
คือให้ไปดูผลสอบเอาเอง .... เรื่องของเรื่องคือผมกลัวที่คนรู้จักรอบข้างผิดหวังที่สอบไม่ติด แต่มันหนีความจริงไม่พ้นหรอก

ดีอย่างนึงที่นิวกับแบมพอรู้ว่าสอบไม่ติด ก็ไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ เพราะทำใจไว้บ้างแล้ว
แบมบอกว่าก็ดีเหมือนกันเพราะจริงๆแม่ก็ไม่อยากให้มาเรียนกรุงเทพหรอก คงจะอ่านหนังสืออีกปีแล้วสอบวิทยาลัยพยาบาลแบบที่แม่ต้องการ ท่าทางตัวเองคงเรียนศิลปะไม่ได้จริงๆ แบมต้องรีบกลับบ้าน เลยขอตัวไปก่อน ....แต่ผมรู้ว่าอารมณ์นั้นน่ะคนสอบไม่ติดอยากจะอยู่เงียบๆคนเดียวกันทั้งนั้น หรือไม่ก็อยู่กับเพื่อนที่คุยได้จริงๆ ตอนนั้นผมสนิทกันมากกับนิวแล้ว แบมคงจะไม่อยากจะอยู่กวนเท่าไหร่ เพราะนิวก็คงกลุ้มใจที่สอบไม่ติดเหมือนกัน

ผมคุยกับนิวสักพักว่าจะเอายังไงกันต่อ จะไปสอบที่ไหน ...พอดีรู้ข่าวจากรุ่นพี่ติวว่าคณะจิตรกรรมไทย กับคณะหัตถกรรม เปิดรับเด็กนักเรียนรอบที่ 2 เพราะคนสอบน้อยกว่าจำนวนรับ ก็เลยพานิวไปถามกับอาจารย์ ซึ่งถ้าคนที่สอบแผนกอื่นไม่ติดแล้วมาสมัครรอบ 2 เขาจะดูคะแนนคร่าวๆและก็สัมภาษณ์ ซึ่งนิวมีสิทธิ์ได้เยอะเพราะคะแนนน่าจะกลางๆในสายตาผม

จุดมุ่งหมายก็คือเรียนในแผนกอื่นไปก่อน แล้วปีหน้าค่อยสอบใหม่ในแผนกที่ตัวเองชอบ ...อย่างน้อยถ้าได้สิทธิ์ที่นี่แล้วไปสอบที่อื่นไม่ติดเหมือนกัน ก็ยังมีที่เรียน ...นิวไม่รู้จะเลือกแผนกไหนดี ผมเลยแนะนำให้เรียนคณะจิตรกรรมไทย เพราะคณะหัตถกรรม เด็กเกเรมันเยอะ เรียนแล้วไม่ค่อยได้อะไร จริงๆแล้วนิวยังเหลือการสอบเอ็นทรานซ์อยู่ แต่สำหรับผมคิดว่ามันยากซะยิ่งกว่ายาก อัตราการสอบมันโหดกว่ากันมากมาย แล้วเลือกคณะยอดฮิตซะด้วย ไม่ต้องคิดอะไรไปไกล ลึกๆแล้วนิวก็คงคิดคล้ายๆกัน นิวก็เหลือการสอบเอ็นทรานซ์ในบางวิชา ...ส่วนผมก็แนะนำให้นิวไปสอบวิทยาลัยครู (ราชฎัฏ) ด้วย ซึ่งมันมีสาขานิเทศศิลป์ น่าจะตรงที่ต้องการกว่า แต่นิวบอกว่าไม่อยากสอบ ถ้า 'ent ไม่ติดก็เรียนที่เพาะช่างไปก่อน ได้อยู่ใกล้กันดี อีกปีค่อยสอบใหม่ ผมก็เออออ ตามใจ  :42:

หลังจากจัดการเรื่องนิวเสร็จ ผมก็เดินหาเพื่อนสนิทที่มันสอบไม่ติด ไอ้ 2-3 คนนี่เศร้ามาก มานึกถึงนิวกับแบมที่เป็นผู้หญิง ยังเข้มแข็งกว่าพวกมันตั้งเยอะ ดูแล้วมันน่าจะต้องการปรึกษาและระบายกับผม มันกำลังต้องการเพื่อน ....ผมเลยไปส่งนิวที่ป้ายรถเมล์แล้วมาคุยปรับทุกข์กับเพื่อนๆที่สอบไม่ติดต่อ ผมยิ่งรู้สึกไม่ดีกับการที่เพื่อนรอบข้างหลายคนสอบไม่ติด ทั้งๆที่มันน่าจะสอบได้ รวมไปถึงเพื่อนสนิทอีกคนที่สอบติด มันก็บอกเป็นนัยๆว่า "กูอาจจะไม่ได้เรียนที่นี่กับมึงก็ได้ กูสังหรณ์ว่ากูจะได้ที่ศิลปากรนะ กูไม่รู้เหมือนกัน" แล้วไอ้เพื่อนคนนี้มันก็สอบติดศิลปากรจริงๆนั่นแหล่ะ  :47:

แต่ความรู้สึกแปลกๆของตัวเอง มันก็เริ่มจะก่อตัวขึ้น เป็นความรู้สึกที่แค้นแทนเพื่อน โมโหเด็กเส้นที่แย่งโอกาสชาวบ้านไป และผมคิดจะเอาคืน...

Rabbitinblack


ฟิ้งซ์

ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

8e88

ทีแรกกะเล่านิดเดียวนะเนี่ย พิมพ์เพลินเลย เล่าไปนึกถึงตัวเองตอนนั้นไปด้วย เป็นช่วงที่ลืมไม่ลงช่วงนึงเหมือนกัน ... เล่าต่อดีกว่า

มันก็คงเหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป ที่คบกันเป็นแฟนใหม่ๆ จะต้องไปไหนด้วยกันทุกที่
เวลานิวไปสอบ 'ent ผมก็ไปส่ง ไปนั่งรอ ...เพราะตัวเองสอบติด หมดภาระแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไร
ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน เลยไม่รู้ว่าถ้ามีแฟนจะทำตัวยังไง แต่พอมาได้รู้จักกับนิวมันเหมือนกับว่าไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย
ไม่ต้องมานั่งคุยหวานๆจนเลี่ยน ไม่ต้องมาให้ดอกไม้ช่อใหญ่ๆเหมือนในหนังบางเรื่อง ...รู้แค่ว่าเราเอาใจใส่แบบที่ทำแบบนี้ให้ตลอด เขาก็พอใจแล้ว  :22:

หลังจากนิวหมดภาระเรื่องการสอบ 'ent แล้ว ก็กลับใต้ไปที่บ้านพังงา จะกลับมาอีกทีก็ช่วงประกาศผล 'ent คือช่วงต้นพฤษภา
ต้องไม่เจอกันตั้งเป็นสิบวัน ช่วงนั้นค่าโทรทางไกลแพงน่าดู แต่ก็ยังโทรแทบทุกวันเพราะคิดถึง โทรที่บ้านตัวเองก็ไม่ได้ถ้าบิลโทรศัพท์มาจะโดนที่บ้านด่าอีก เลยต้องไปหยอดตังค์คุยที่ตู้สาธารณะ โคตรพยายามน่าดู  :42: ....พอนิวขึ้นมากรุงเทพ เพื่อดูผล 'ent ก็ไม่ติดตามคาด รู้แล้วว่าต้องมาเรียนที่เดียวกันกับผม เพียงแต่เรียนกันคนละคณะ

ช่วงนั้นมันก็เริ่มมีปัญหา ลุงและป้าของนิวไม่ยอมให้นิวออกมาเที่ยวกับผมเหมือนเคย ...เอาล่ะสิ เห็นนิวบอกว่าเอาเรื่องของผมไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง
มันก็คงเป็นธรรมดาของญาติผู้ใหญ่ที่ต้องห่วงลูกหลาน และห้ามโน่นห้ามนี่ถ้ารู้ว่าเด็กมันเริ่มมีความรัก
...ทำได้อย่างมากก็คือไปนั่งคุยที่บ้านลุงและป้าของนิว

แต่ด้วยความสามารถส่วนตัวบวกกับหน้าตา ทำให้ลุงกับป้าของนิวไว้ใจตัวผมได้...  :26:

ก็เลยพาออกมาเที่ยวกันได้เหมือนเดิม
เพียงแต่ออกไปทุกวันไม่ได้ และห้ามกลับดึกๆตามกฎทั่วไปที่เขาใช้ๆกัน ...นิวกับผมสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ
มันดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร นิวจะงอนบ้างแต่แป๊บๆก็หาย แต่ผมไม่เคยโมโหนิวเลย ทั้งๆที่ตอนนั้นเป็นคนใจร้อนพอสมควร

โลกของผมมันเหมือนจะเปลี่ยนไป ผมอยู่กับนิวแล้วสบายใจ ใจเย็นขึ้นอย่างน่าประหลาด ความรักมันมีอานุภาพ เยี่ยงนี้เอง  :22: .....

slaveofann

อ่านของทุกคน สงสัยแค่ว่า
ทำไมผู้ชายกับผู้ชายแบบจั๊วะกับโตนเป็นแฟนกันได้ :55:

Rabbitinblack

ยังไม่จบใช่เปล่าพี่ฉึ่ง

อ้างคำพูดจาก: กาปุกเอง เมื่อ 29 มิ.ย. 2008, 10:28 น.
อ่านของทุกคน สงสัยแค่ว่า
ทำไมผู้ชายกับผู้ชายแบบจั๊วะกับโตนเป็นแฟนกันได้ :55:

:30: :30: :30: :30: :30:

✖ S U R A L I S M ✖


ไว้เดี๋ยวได้เป็นแฟนกับน้องชายบิ๊กเมื่อใหร่ จะมาเล่าให้ฟังมั่ง  :11:
ดื่มเหล้า เข้าผับ จับผู้ชาย ถ่ายคลิป  zip แล้วส่งต่อ

Rabbitinblack

อ้างคำพูดจาก: gAAp เมื่อ 29 มิ.ย. 2008, 11:00 น.
ไว้เดี๋ยวได้เป็นแฟนกับน้องชายบิ๊กเมื่อใหร่ จะมาเล่าให้ฟังมั่ง  :11:

:16: ไม่ดีมั้ง  :30:

8e88

เมื่อเปิดเทอม รู้ๆกันอยู่ว่า ชีวิตของเด็กปี 1 ในทุกสถาบันต้องมีการรับน้อง
ช่วงอย่างน้อย 2 อาทิตย์แรกก็รับน้องแบบเข้มข้น ...แต่ผมมันมีความคิดบ้าๆอยู่ในหัวอย่างนึง
คิดว่าพวกที่เส้นเข้ามาเรียน ผมไม่คิดจะคบเป็นเพื่อนเด็ดขาด  ....ผมทำบ้าๆขนาดไปพูดกลางวงนั่นแหล่ะ
"พวกเด็กเส้นไม่ใช่เพื่อนกู" วงแตกสิครับ
....แล้วผมก็เห็นว่าพวกที่เส้นเข้ามานี่จะทำกลบเกลื่อนมารับน้องด้วยเยอะพอสมควร
ซึ่งผมคิดเอาเองในใจว่าถ้างานรับน้องมีไอ้พวกนี้อยู่ผมก็จะไม่ยุ่งกับการรับน้อง
ผมไม่ได้เกลียดระบบอาวุโส แต่เกลียดพวกที่ทำเนียนเพื่อลบปมด้อยที่เส้นเข้ามา
ผมก็เลยเดินออกมาจากระบบรับน้องซะเฉยๆ ไม่ยอมรับน้องต่อ เป็นที่มึนงงของรุ่นพี่มากๆ
จนทุกวันนี้รุ่นพี่ที่ไม่สนิทบางคน ยังเข้าใจว่าไอ้นี่ไม่มีความอดทนในการรับน้องอยู่เลย
ซึ่งจริงๆผมมีเหตุผลบ้าๆของผมเอง ไม่ได้เกี่ยวกับระบบรุ่นพี่ รุ่นน้อง สักนิด

หลังจากเหตุการณ์นี้ผมก็เลยไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะมันเล่นรุมแอนตี้ผมไปกันหมด
เนื่องจากเดินออกจากการรับน้อง และไปทำอะไรไว้แบบนั้น ซึ่งเกลียดก็เกลียดไป ผมคิดว่าผมอยู่ของผมได้
ช่วงนั้นผมไม่รู้เป็นบ้าอะไรเหมือนกัน เริ่มเบื่ออะไรหลายๆอย่าง เริ่มสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาเอง ....
บางทีก็เอาการบ้านไปนั่งทำที่บ้านนิวบ้าง ก็คุยกัน ช่วงนั้นผมคุยกับเพื่อนแค่ 2-3 คนในแผนกแต่ไม่ได้สนิท จะมีแต่นิวนี่แหล่ะ
นิวถามผมว่า ไม่มีเพื่อนในแผนกเหรอ ทำไมไม่ไปคุยกับคนนั้นคนนี้ล่ะ พวกนั้นเป็นเด็กที่ติวมาเหมือนกันนี่ รู้จักกันไม่ใช่เหรอ
ผมบอกว่าพวกมันรวมหัวกันไม่คบผม และมองผมแปลกๆ ทำเหมือนไม่เคยรู้จัก ซึ่งไอ้เราก็ไม่ชอบ ก็ไม่ยุ่งดีกว่า
ผมบอกให้นิวสบายใจว่า "เพื่อนมีตั้งเยอะแยะไม่เป็นไรหรอก" (จริงๆจะบอกว่ายังไงก็มีนิวอยู่ แต่แม่งอายไม่กล้าพูด)
ช่วงนั้นก็เห็นคนอื่นๆเข้ามาตามตื้อนิวบ้างเหมือนกัน ขนาดที่แผนกที่ผมเรียนก็ยังจะมีคนจะมาจีบ
แต่พอรู้ว่านิวมาหาเรานี่ ไอ้พวกนี้จะไม่ค่อยกล้ายุ่งแล้ว ...เพราะมันกลัวเราทำอะไรแบบคาดไม่ถึง

ช่วงต่อจากรับน้องไม่นานก็จะมีประกวดงานดาว ... จริงๆงานดาวของที่เพาะช่างนี่คนที่ชนะเลิศจะไม่ใช่คนที่สวยที่สุด แต่จะเป็นคนที่ฮาสุด กล้าสุด
แต่นิวได้เป็นตัวแทนคณะจิตรกรรมไทย เพราะไม่ค่อยมีคนกล้าลงประกวด ....ถึงจะไม่ใช่คนที่ได้ตำแหน่ง แต่ปีนั้นเขายกให้นิวเป็นดาวของรุ่นกลายๆ คนก็ยิ่งมาจีบนิวเยอะขึ้น ผมไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็คุยกัน ....ด้วยความที่ช่วงนั้นผมไม่ค่อยมีเพื่อนเลย เลยโมโหง่าย โลกส่วนตัวก็เยอะ
จากที่ไม่เคยโมโหนิวเลย ก็หาเรื่องบ่อยขึ้น ระแวงและหึงแบบงี่เง่า ไม่ค่อยคิดว่าตอนนั้นเขาจะไปแอบเสียใจเพราะเรารึเปล่า

นิวก็คงเริ่มเซ็งกับพฤติกรรมผม ผมสังเกตุว่านิวเปลี่ยนไป แต่งตัวเก่งขึ้น แต่ผมไม่ชอบผู้หญิงแต่งตัวเก่งเท่าไหร่
ชอบนิวคนเดิมที่เรียบๆง่ายๆ ร่าเริง ไม่ต้องแต่งเติม ...พูดไปก็ทะเลาะกัน ด้วยความงี่เง่าของตัวเอง เพราะตอนนั้นผมมันขวางโลก หาเรื่องไปหมดจริงๆ  แล้วตอนนั้นผมก็เออ โกรธก็โกรธ ไม่คุยก็ไม่ต้องคุย เพราะผมเป็นคนที่ง้อคนไม่เป็น ...ไม่มีใครผมก็อยู่ได้ (คิดแบบนี้อีกแล้ว)
...เราเริ่มห่างกันไปเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นผมไปคิดแค่ว่าใครผิดใครถูก แล้วเข้าข้างตัวเองว่าไม่ผิดนั่นแหล่ะ อีกฝ่ายต้องรับผิด กูถึงจะยอม
มาเข้าใจภายหลังว่า ผิดถูกไม่สำคัญ และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดใครถูก บางทีไม่พอใจบ้างก็ต้องปิดตาข้างนึง ...และมันต้องเกรงใจให้เกียรติกันในบางเรื่อง :22:

ท้ายสุดนิวเปลี่ยนไปเป็นสาวเปรี้ยวไปเลย และพอถึงอีกปีก็ไม่ได้สอบใหม่มาเรียนแผนกเดียวกันกับผมด้วย แต่ไปสอบอีกแผนกนึง

จริงๆที่เล่าซะยาว ไม่มีอะไรหรอก ....จะโม้ว่าเคยมีแฟนเป็นดาวสถาบันน่ะ   :26:

*** พิมพ์ซะยาวตั้งแต่ตีสามกว่าๆถึงตอนนี้ ยังไม่ได้นอนเลย  :30: เดี๋ยวมาเล่าต่อ เป็นฉากลับปิดท้ายเรื่องนี้

Rabbitinblack

โถ เศร้าตอนจบ  :16:

แต่มีแฟนเป็นดาว  :50:

จั๊วจ่ะ :)

โตนยังมีแฟนเป็นเดือน งาน back to school ได้เลย
ไม่เห็นน่าอิจฉา  :11:
there are no regrets in life, just lessons . .

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines