โลกนี้สีชมพู

เริ่มโพสต์โดย เดอะบุ๋ม, 17 มิ.ย. 2008, 15:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

คิ้วหนาจ้ะ

พี่ฉึ่งเล่าหยั่งกะมหากาพย์เลย  :08:

คุณชาย ( 737 )

 ถึงไม่รู้จักพี่ฉึ่งมาก่อนหน้านี่ แต่พอได้อ่านเรื่องที่พี่เขียนออกมา รู้สึกประทับใจจริงๆครับ

                                                                                         ชายคลอง  :25:
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

ณต

หลังจากที่น้องบุ๋มชักชวนอยู่หลายหน
ให้เอาเรื่องมาแปะบ้าง
ก็อุตสาห์ไปค้นเรื่องเก่าๆ ปรากฎว่าอ่านภาษาไทยไม่ออก
จนต้องมาตั้งจู๋ ขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน   :42:

อันนี้ไปขุดเจอมา
เป็นเรื่องนานมาแล้วตอนผมยังเด็กๆ
บอกก่อนนะว่ายาว

++++++++++++++++++++++

"คุณเคยเห็นนางฟ้าบ้างไหม?"
แล้วคุณเคยจินตนาการ
หรือฝันถึงนางฟ้าบ้างหรือเปล่า


ผมว่าผมเคยเห็นนางฟ้าตัวจริงนะ

..............................

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2543
หลังจากที่ผม พยายามหาทาง
ที่จะนัดเจอเธอ มาหลายหน
แต่ก็ไม่ได้เจอเธอเสียที
ผมตัดสินใจ ยอมทำ
ในสิ่งที่ผมกลัวที่สุด
นั่นคือการไปบริจาคโลหิต

ผมไม่ได้กลัวการบริจาคเลือดหรอก
เพราะผมเชื่อว่า การบริจาคเลือด
เป็นสิ่งที่ดี ที่มนุษย์พึงกระทำ
แต่ผมกลัว "เข็ม" ที่เขาใช้ใน
การบริจาคเลือดต่างหาก

เธอตกลงที่จะมาพาผมไป
เพราะผมอ้างกับเธอว่า
ผมไปสภากาชาดไม่ถูก
คุณรู้ไหมว่า ผมดีใจแทบตาย
ที่เธอรับปาก แล้วก็กลัวแทบตายเหมือนกัน
ที่ต้องไปบริจาคโลหิตเป็นครั้งแรกในชีวิต...

คืนก่อนถึงวันนัดผมรู้สึกตื่นเต้นมาก
ที่จะได้เจอเธออีกครั้ง
หลังจากที่ผ่านไป 21 วัน
นับจากวันที่ผมเจอเธอครั้งแรก
คืนนั้นกว่าผมจะนอนหลับได้
ก็ปาเข้าไปตีสามแล้ว
แต่โชคดีที่ผมได้นอนหลับ
จนถึง 10 โมงเช้า

ผมตาลีตาเหลือกมาอาบน้ำแต่งตัว
เพื่อรอเธอโทรเข้ามือถือผม
ระหว่างที่รอ ผมก็คิดไปต่างๆนาๆว่า
"เธอจะมาไหมนะ" หรือ
"เธอจะโทรหาผมหรือเปล่า"
"เธอจะเปลี่ยนใจไหม"
"เธอจะเป็นยังไงบ้าง"
"เธอจะ??..." มีแต่คำว่า "เธอๆๆ"
เต็มหัวผมไปหมด

ผมตัดสินใจเดินออกจากบ้าน
เพื่อไปยังที่นัดหมาย
เดินออกมาพักนึงแล้ว
ดันนึกขึ้นได้ว่า

"ลืมเอามือถือออกจากบ้าน"
ผมรีบวิ่งกลับไปเอาทันที
คนแถวนั้นมองกันใหญ่เลยว่า
มันจะรีบไปไหนของมัน
จะวิ่งออกกำลังกายก็ไม่ใช่

เมื่อถึงบ้านผมรีบคว้ามือถือมาดู
ว่ามีใครโทรเข้ามาบ้างหรือเปล่า
โชคยังดี ที่ยังไม่มีใครโทรเข้ามา

ในที่สุดเธอก็โทรเข้ามา
ผมดีใจชมัด ที่ได้ยินเสียงเธอในโทรศัพท์

ผมรีบเดินไปที่ร้าน Mcdonald
เมเจอร์ เอกมัย ทันที
ซึ่งความจริง ใจผมไปถึงตั้งนานแล้ว...

ในร้าน Mcdonald ดูสับสนวุ่นวาย
ผมเดินเข้าไปแล้วมองหาเธอ
ขณะที่ผมเดินอยู่ ก็คล้ายๆว่ามีคนเรียกข้างหลัง
ผมหันไป ก็เจอเธอตามมาเรียกผมพอดี

วันนี้เธอปล่อยผม ให้คลอเคลียไหล่
ทำให้เธอดูซุกซน และน่ารักไปอีกแบบ
เธอใส่เสื้อยืดคอวีปิดคอแขนสั้นสีดำ
ใส่กางเกงขายาวสีน้ำเงิน และใส่รองเท้า
ที่ดูเหมือนหนังนูบัคหัวตัดสีดำ
ไม่มีส้น เพราะเธอก็ตัวสูงอยู่แล้ว
เธอสะพายกระเป๋าสีเทา
ใบเดียวกับที่ผมเห็นเธอครั้งแรก

"สวัสดีครับ มารอนานไหม"
ผมถามเธอ
"ไม่นานหรอกค่ะ"
เธอตอบผม

เธอมองเสื้อผมแล้วก็หัวเราะ
"ใส่เสื้อสีเดียวกันเลย อิอิ"
เธอชี้เสื้อผม เพราะผมก็ใส่เสื้อยืดสีดำ
เหมือนกัน

"เออเนอะ ไม่ได้นัดกันด้วยนะเนี่ย"
ผมนึกในใจว่า ทำไมใจเราตรงกันขนาดนี้

"ปกติ ก็ไม่ค่อยชอบใส่เสื้อสีดำด้วยค่ะ"
เธอบอกกับผม

"อือ พี่ก็เหมือนกัน" ผมเห็นด้วย
"เอ..ไปบริจาคโลหิตนี่ ต้องกินข้าวก่อนไป
หรือเปล่าครับ" ผมถามเธอ

"ควรจะกินค่ะ" เธอพยักหน้าหงึกหงัก

"งั้นเราไปหาอะไรกินกันเถอะ กินอะไรมาหรือยัง"
ผมชวนเธอไปกินข้าว

"ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ค่ะ แต่พี่ปณตกินเหอะ"
เธอบอกกับผมอย่างนั้น

ระหว่างที่เดินไปหาข้าวกิน
เธอชูแขนข้างขวาของเธอ
ที่เป็นรอยช้ำเขียวให้ผมดู
"นี่ๆ เห็นอะไรไหม" เธอยิ้มแบบเจ้าเล่ห์

"อ้ากกก มันช้ำขนาดนี้เลยเหรอ
อย่าขู่ดิ ยิ่งกลัวๆอยู่"
ผมร้องลั่นด้วยความตกใจ

..............................

ผมพาเธอมานั่งในร้านอาหารแถวนั้น
น่าแปลกที่ผมจำไม่ได้ว่าผมสั่งอะไร
แต่ผมกลับจำได้ว่า เธอสั่งข้าวหน้าเป็ดพะโล้
ที่เขาเรียกกันว่า เฉโป แล้วก็มีน้ำซุปมาด้วย

เธอเป็นคนที่เวลารับประทานอาหาร
(ต้องใช้คำว่ารับประทาน)
เธอทานได้สุภาพเรียบร้อยมาก
เป็นที่น่าประทับใจจริงๆ

มื้อนั้นอาจไม่อร่อยเท่าไหร่
เพราะเธอกินข้าวไม่หมด
ผมได้ยินเธอบ่นๆว่า
"ก็รู้อะนะว่า ชาวนาลำบาก
แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ"

ผมเรียกเก็บเงิน เธอพยายามจะจ่าย
ส่วนของเธอ แต่ผมห้ามเอาไว้
"ขอบคุณค่ะ ว้า ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงนะเนี่ย"
เธอขอบคุณผม พร้อมกับทำหน้าเจ้าเล่ห์อีกแล้ว

...........................

เราสองคนไปสยาม
ตอนแรกเราไม่ได้นั่งด้วยกันหรอก
แต่สวรรค์คงเป็นใจมั้ง
ในที่สุดเราก็ได้มานั่งคู่กัน
ทำให้ผมได้กลิ่นหอมของแชมพู
จากเส้นผมของเธอมากระทบจมูกเบาๆ

ผมหยิบหนังสือ มาให้เธอเลือกไปอ่าน
เธอเลือกบทกวี ลูกสาว ของยังดี วจีจันทร์
กับ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ
ของติช นัท ฮันท์ ไปอ่าน

"เคยฟังเพลงของปฐมพรไหมครับ"
ผมชวนเธอฟังเพลง

ไม่อยากจะบอกคุณเลยว่า
ผมมีความสุขแค่ไหน
ที่ได้ฟังเพลงไปพร้อมๆกับเธอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เพลงแรกที่เราสองคนได้ฟังด้วยกัน
มันมีเนื้อร้องว่าอย่างนี้


".....ฉันรักเธอ ผู้ที่มีดวงตาเศร้า
เหงาสุดจะเหงา เมื่อไม่มีใครเขาปลอบโยน

ฉันรักเธอ ผู้มีน้ำตาอาบแก้ม
หมองมิแต้มแต่ง หรือเสแสร้งเพื่อใคร
ฉันรักเธอที่มีความฝันแม้หวังนั้นจะสูญสิ้น
หมดสิ้นทุกอย่างไป

**เก็บซับน้ำตานั้นไว้ หยุดร้องไห้เถิดขวัญตา
สู้กับความรู้สึกอ่อนล้า แม้ โลกนี้ไม่มีใครเข้าใจ
เมื่อเธออยู่คนเดียว เมื่อเธออยู่คนเดียว(ฉันรักเธอ)**

ฉันรักเธอผู้ที่ดวงใจ บอบช้ำ สุดจะกล้ำกลืน
ยังเก็บยังจำทำร้ายตัวเอง อยู่ใย
ฉันรักเธอในค่ำคืนแห่งความฝัน
ฝันสิ่งที่ฝัน ร้อยจำนรรเธอด้วยบทเพลง"


เธอจะรู้ไหมนะ ว่าผมแอบบอกรักเธอ
ด้วยเพลงนี้ไปแล้ว......

เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเราสองคนก็มาถึงสยาม
ผมนึกในใจว่า ทำไมโลกมันไม่้หมุนช้ากว่านี้น้อ.....

....................................

เราสองคนตัดสินใจเดินไปสภากาชาด
ผมกับเธอคุยกันไปตลอดทาง
เมื่อเราสองคนไปถึงสภากาชาด
คนเยอะมาก ผมไม่รู้มาก่อนว่า
ผู้คนจะเยอะขนาดนี้

คุณรู้ไหมว่า ผมกลัวจนตัวสั่น
ถ้าเธอไม่ได้มากับผม
ผมรับประกันได้เลยว่า
ผมต้องหนีกลับแน่ๆ
เพราะผมเห็นเข็มแล้ว
จะเป็นลม.......

ผมขอไม่เล่าช่วงเวลานี้แล้วกัน
ความจริงแล้ว มันก็ไม่ได้น่ากลัว
มากนักหรอก แต่ผมกลัวเข็มน่ะ

.................................

หลังจากที่ผมบริจาคเลือดเสร็จแล้ว
ผมชวนเธอไปสวนลุมฯ
กะจะพาเธอไปห้องสมุดประชาชนที่นี่
เพราะมีหนังสือดีๆอยู่เยอะ
ซึ่งเธอบอกผมว่า เธอมาทีไรมันปิดทุกที
เราสองคนเข้าไปนั่งในห้องสมุดประชาชน
ผมเลือกๆหนังสือมาอ่าน จำไม่ได้แล้วว่า
เป็นเรื่องอะไร แต่เธอเลือกขอบฟ้าขลิบทอง
ของ อุชเชนี มาอ่าน

"มีคนบอกว่า ต้องอ่านเล่มนี้" เธอบอกกับผม

เราสองคนไปนั่งข้างกันที่โต๊ะตัวหนึ่ง
ผมเอาหูฟัง มาเสียบฟังอีกแล้ว

"ฟังเพลงไหมครับ" ผมถามเธอ

"ไม่ดีกว่าค่ะ เพราะเดี๋ยวจะอ่านไม่รู้เรื่อง"
เธอบอกกับผม

เมื่อถึงเพลงบางเพลงที่มันเพราะมากๆ
ผมก็ยื่นหูฟังให้เธอฟัง บางครั้งเราสองคน
ก็คุยกันเสียงดัง จนคนมองแล้วลุกหนี
ผมอยากสารภาพว่า วันนั้นผมจำอะไรที่ผมอ่านไป
ไม่ได้เลย เพราะมัวแต่แอบมองเธอ.....

"พี่ปณต จะอยู่ได้ถึงกี่โมงคะ"
อยู่ๆเธอก็ถามผมขึ้นมา

"กี่โมงก็ได้ครับ พี่ว่างทั้งวันอยู่แล้ว"
ผมตอบเธอไป ทั้งๆที่ในใจผมพูดว่า
"กี่โมงก็ได้ครับ ถ้าเธออยู่ด้วย"

เรานั่งกันอยู่ในห้องสมุด
จนผมรู้สึกหนาว แทบทนไม่ไหว
ผมเลยชวนเธอลุกออกมา
ปกติแล้วผมเป็นคนทนหนาวทนร้อน
แต่สงสัยเพราะเพิ่งไปบริจาคโลหิต
เลยทำให้รู้สึกหนาว กว่าคนอื่น

..........................

ตอนนั้น แดดเริ่มโรยราแล้ว
แสงตอนนั้นเป็นจะเป็นแสง
ช่วงสุดท้ายของวัน ซึ่งแสงช่วงนี้
เหมาะแก่การถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพ
ประทับใจเอาไว้เป็นที่ระลึกมากที่สุด

เราสองคนเดินเล่นในสวนลุมด้วยกัน
คุยกันไป หัวเราะกันไป
ผมพาเธอมานั่งตรงม้านั่ง
ริมน้ำแห่งหนึ่ง เราคุยๆกันเรื่อง
ของความคิดนี่แหละ
ผมเลยเอาเกมเกี่ยวกับกรอบความคิด
ถามเธอ โจทย์มีอยู่ว่า ให้ลากเส้นตรงสี่เส้น
เชื่อมต่อกัน ให้ผ่านจุดเก้าจุด

ผมยื่นสมุดบันทึกเล็กๆกับปากกา
ของผมให้เธอไปลองทำดู
ระหว่างที่เธอนั่งคิดอยู่
ผมสังเกตว่า ตรงข้างแก้มเธอ
ใกล้ๆคาง มีรอยปากกาขีดอยู่
เธอคงเผลอไปโดน โดยไม่ได้ตั้งใจ

ผมบอกเธอว่า หน้าเธอเปื้อนหมึก
ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าของผมออกมา
"ขอโทษนะครับ" ผมขออนุญาตเธอ
ก่อนที่ผมจะบรรจง ใช้ผ้าเช็ดหน้าของผม
เช็ดรอยเปื้อน ที่อยู่บนแก้มเธออย่างเบามือ....

ผมไม่รู้ว่า คุณจะเคยได้ยินคำพูดประโยคนี้ไหม

"As I gaze upon your beauty, I think to myself,
never have I seen an angel fly so low."

"ในขณะที่ฉันจ้องมองคุณ ฉันคิดกับตัวเองเสมอว่า
ทำไมนางฟ้าถึงได้บินลงมาใกล้ถึงเพียงนี้"

.................................

ในขณะที่ผมบรรจงเช็ดรอยหมึก
บนแก้มใสๆของเธอนั้น
ผมสาบานได้ว่าผมเห็นนางฟ้าตัวจริง
ที่นั่งอยู่ข้างหน้าผม ใกล้แค่นี้เอง............


+++++++++++++++++++++++++++++++

Rabbitinblack

ยาวมากพี่ณต แปะไว้ก่อน จะกลับมาอ่าน  :53:

slaveofann

อ้างคำพูดจาก: 8e88 เมื่อ 30 มิ.ย. 2008, 03:37 น.
ประมาณที่บุ๋มบอกนี่ใช่เลย เรื่องมองว่าหยิ่งนี่ปกติเลยล่ะหลายๆคนที่เจอครั้งแรกบอกแบบนี้แทบทุกคน นิสัยพี่มันแข็งๆด้วยแล้วก็ไม่ค่อยคุยกับใครมาก มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนอื่น ต้องมีสุราหรือเบียร์ถึงคุยออก :30: ....ไอ้เรื่องใช้คำพูดไม่ค่อยเป็นนี่ประสบปัญหามาก :42: บางทีไปทำให้คนอื่นไม่พอใจคำพูดบางคำอยู่บ่อยๆ นิสัยใช้คำพูดตรงๆมันก็มีทั้งดีทั้งเสีย ส่วนใหญ่จะเทคแคร์คนอื่นด้วยการกระทำมากกว่า

มันเป็นเรื่องที่ต้องไปอยู่ตรงนั้นครับถึงจะเข้าใจ ...สถาบันรัฐแต่ละแห่ง อย่างที่สอนสายศิลปะนี่ การสอบเข้ามันวัดกันด้วยฝีมือที่ฝึกฝนกันมา
ฝึกมาก ฝึกน้อย ก็แล้วแต่คน ซึ่งคนที่ขยันฝึกฝนมากกว่าคนอื่น ก็น่าจะได้รับรางวัลและโอกาสในชีวิตในการสอบติดเข้าไป
เหตุผลที่ผมไม่ชอบระบบเด็กเส้นเป็นเพราะว่าระบบนี้ไปแย่งสิทธิ์ของคนที่น่าจะได้รับโอกาสตรงนั้น
ลองคิดดูว่าแต่ละปีมีจำนวนเด็กมาสอบเข้าเป็นพันคน แต่รับเด็กเข้าเรียนได้เพียง 70 คน จาก 70 คนนี้มีเด็กเส้นกว่าครึ่งเข้าไปแล้ว

หลายคนที่ทางบ้านฐานะไม่ดี แต่มีฝีมือดีๆและน่าจะสอบติด โดนแย่งโอกาสตรงนี้ไปโดยเด็กที่ไร้ฝีมือและไร้ความขยัน
แล้วพวกเขาจะไปไหน? ไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนทางบ้านก็ไม่มีเงินส่งเสีย บางคนหมดอนาคตไปเลยต้องไปงานอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้อง
คนที่น่าจะมีอนาคตโดนอิทธิพลนอกระบบมาแย่งโอกาส ผมว่ามันน่าเสียดาย คนเก่งที่ไร้โอกาสหรือโดนแย่งโอกาสไป มีเยอะมากในสังคม

แต่ในสังคมประเทศโลกที่สามมักจะมีวงจรอยู่ในระบบอุปถัมภ์ที่ยังไม่ยุติธรรมมากเท่าที่ควร สังคมเลยพัฒนาได้ช้าทั้งในแง่จรรยาบรรณกับจริยธรรม
เรื่องระบบเด็กเส้นเด็กฝาก ก็เป็นวงจรอุบาศก์ประเภทนึง ....หากคนทุกคนคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นมันก็จะไม่เกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น
จริงๆไอ้เรื่องพวกนี้เกี่ยวพันไปถึงเรื่องระดับการเมือง การล็อบบี้โน่นนี่ การฮั้ว คอรัปชั่น ..แม้แต่เด็กเส้นในฟุตบอลทีมชาติ  :27:

อ่านแล้วโคตรซีเรียสเลยนะ แต่เมื่อก่อนช่วงที่เรียนอยู่เนี่ยซีเรียสมากกว่านี้ถึงขั้นบ้าบอคิดจะเปลี่ยนสังคมตรงนั้นด้วยตัวเอง
ถึงเล่าไงครับ ว่าตอนนั้นความคิดตัวเองมันงี่เง่าขนาดที่เอาโน่นเอานี่มาปะปนกัน จนคนอื่นรอบข้างมาเสียความรู้สึกกับเราไปด้วย
มันเป็นทิฐิหรืออีโก้แบบโง่เกินไปนั่นแหล่ะ จนมันเกิดผลเสียกับบรรยากาศใหม่ๆที่ตัวเองกำลังจะได้รับ แต่ไอ้เราไม่ยอมรับมันซะแบบนั้น  :42:

ทุกวันนี้ก็ยังมองในมุมนี้อยู่เหมือนเดิม แต่เป็นการมองที่เติบโตขึ้นมา เราไม่สามารถเปลี่ยนและชักจูงให้สังคมโดยมากมาเป็นสิ่งที่เราหวังได้
แต่ถ้ารู้ว่ามันไม่ดี เราก็เลือกที่จะไม่ทำมัน ไม่ควรเอามาแบกจนมันมาทำลายชีวิตส่วนตัวและคนรอบข้าง
เช่น คนต่างจังหวัดเลือก สส. โกงกินเข้ามา เราก็ไปห้ามอะไรไม่ได้ ของแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างความเข้าใจ  :22:

ที่บอกไว้ตอนแรก ว่าอ่านแล้วรู้สึกไม่ดีเพราะอะไรรู้มะ
บางครั้ง คนที่ผิด อาจไม่ใช่เด็กก็ได้
เช่น พ่อแม่ยัดเยียดให้ทำ คนมีเงิน มักมีความเข้าใจในตัวลูกน้อยมาก (ประสบกับตัวเองและผองเพื่อน)
เช่น ตูสอบได้ รัฐศาสตร์ ม เกษตร อยากเรียนชิบเป๋ง
แต่แม่บังคับให้เรียนเอแบค  :05: ร้องไห้แทบตาย แต่แม่ไม่สน
คนฐานะดี ไม่จำเป็นต้องเลว และเด็กเส้น ก็ไม่ใช่ทุกคนที่นิสัยไม่ดี
บางครั้งการตัดสิน แบบเหมารวม มันก็ดูใจร้ายไปหน่อย
แค่นั้นแหละจ่ะ ที่่อยากอธิบาย

O.D.M.

อ่านของคุณณตแล้วขนลุก

รู้สึกดีจังครับ  :42:
- R u Happy with ur Rock&Roll ? -

กวางจ้ะ

เรื่องพี่ณตนี่ + ให้เลยค่ะ

อ่านแล้วรู้สึกดีมาก  :22:

คิ้วหนาจ้ะ


slaveofann

 :05: สุดยอดเลยป๋าณต
อ่านแล้วเหมือนกวีสักบท สั้น กระชับ กินใจ
Two Thumbs up! :12: :12:
แล้วเรื่องต่อจากการบริจาคเลือดที่สุดอกสั่นขวัญกระจุยวันนี้
ผลบุญ ส่งผลให้น้องนางฟ้า ปันใจให้ตัวเองไม๊อ่ะ  :25:
มาเขียนต่อไวๆนะ อยากอ่านมากเลย บวกให้สามเลย
ชอบมาก กินใจโคตรๆ อยากมีประสบการณ์แบบนี้บ้าง

แตน

ชอบของพี่ณตค่ะ :22:
นานๆ จะเข้ามาที

8e88

#1720
ใช่ครับปุก ตอนนี้กลับมาคิดอะไรบางส่วนแบบที่ปุกบอกเลย ณ.ขณะนั้นความคิดเอียงซ้ายสุดโต่งจริงๆ
ทุกวันนี้เพื่อนตัวเองที่สนิทบางคนก็เป็นเด็กฝาก ในตอนนั้นมันคงโกรธผมแหล่ะ พอสนิทกันผมก็เล่าว่าทำไมตอนนั้นตัวเองขวางโลกสุดๆ  :30:
ท้ายสุดแล้วการคบคนมันขึ้นอยู่กับนิสัยมากกว่าที่มา ตอนนี้ถึงได้คิดง่ายๆว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องที่เราไม่ชอบได้ทุกเรื่อง :22:

อ่านของณต แล้วอิจฉา+ยิ้ม  :26:
ไอ้ความประทับใจอารมณ์ First Date นัดสาวเที่ยวครั้งแรก มันจะรู้สึกดีๆได้ตลอดถ้ากลับไปคิดถึงมัน
ของตัวเองนี่มีประสบการณ์ที่นับเป็น First Date น้อยครั้งมาก ส่วนใหญ่สถานการณ์มันจะพาไปให้รู้จักและคุ้นเคยก่อนระดับนึง
แล้วถึงจะนัดสาวออกไปเที่ยวหนแรก ซึ่งโดยมากมันจะรู้แล้วว่าชอบพอกัน เราชอบเขาและเขาก็พอจะชอบเรา
คือไม่ค่อยจะมีเกร็งๆอายๆกันเท่าไหร่แล้ว ชีวิตตัวเองไม่ค่อยเจอการไปคาดเดาใจสาวระหว่างเดทว่าเขาจะชอบเรารึเปล่า จะจับมือเขาได้มั๊ย :26:
แต่เอาเข้าจริงๆก็ชอบอารมณ์แบบ First Date มากกว่านะ ลุ้นกว่าเยอะ  :27:

สาวคนที่ณตชอบนี่สเป็คเดียวกันกับผมเลย
ชอบผู้หญิงที่อ่านหนังสือ แต่ไม่เคยจะได้แฟนตามเสป็คที่ชอบเลย  :30:
เวลาไปร้านหนังสือทีไร จะชอบสอดส่องสาวน่ารักๆ ทุกวันนี้ก็ยังส่องอยู่นะ  :26:

เดอะบุ๋ม

#1721
อ้างคำพูดจาก: 8e88 เมื่อ 30 มิ.ย. 2008, 04:14 น.
มาต่อเนื่อง... แต่ไม่ใช่เรื่องรักวัยรุ่นแล้ว

จริงๆถ้ามีคนมาถามว่าชีวิตรุ่นน้องปี 1 หรือเฟรชชี่ของผมเป็นยังไง ....ผมมักจะตอบไม่ถูกและไม่กล้าตอบ
เพราะตอนนั้นชีวิตตัวเองมันผิดพลาดจริงๆ รูปถ่ายกับเพื่อนๆในตอนนั้นนี่ไม่มีเลย เพื่อนไม่คบแหล่ะว่าง่ายๆ
แต่ผมยังโชคดีที่ยังเรียนรู้จากความเหงา ไร้เพื่อน สูญเสียคนที่เข้าใจเรา ในช่วงนั้นไป
ช่วงที่เสียทั้งเพื่อนทั้งแฟนไปใหม่ๆ ก็ยังคิดปลอบใจตัวเองว่า "กูอยู่คนเดียวได้" ด้วยอีโก้และทิฐิต่างๆนาๆ
คงเคยได้ยินคำว่า ติ๊สแตก กัน นั่นแหล่ะอารมณ์นั้นเลย บ้าอยู่คนเดียว  :30:

ดีที่ไม่ไปติดยา ติดเที่ยว ไม่งั้นคงแย่กว่านี้ ตอนนั้นไปบ้าประชดชีวิตด้วยการทำงานแบบไม่ซ้ำสไตล์ ไม่ซ้ำแบบ เปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ เพื่อเอาชนะเพื่อนที่มันไม่คบเรา ใครทำแนวนั้นแนวนี้ก็จะโชว์ว่าเราทำได้ ทำงานได้ A ทุกชิ้น ต่ำสุดคือได้ B+ เป็นแบบนี้แทบจะทุกวิชา แม้แต่งานกลุ่มก็ทำคนเดียว ...โคตรบ้าเลยตอนนั้น คิดแค่ว่ากูก็ทำได้นี่หว่า ....เพื่อนเลยยิ่งมองแปลกๆว่าไอ้นี่แม่งคงบ้าจริงๆ :42:

แต่ท้ายสุดก็ไม่รอดแหล่ะครับ มันจะมีวิชาเต้นลีลาศ ที่ต้องจับคู่กันเรียนจับคู่กันสอบในห้อง แต่ไม่มีใครยอมคู่ด้วยกับเราตอนสอบ  :30:
ทีแรกผมก็กะจะไปขอนิวให้มาช่วยสอบด้วย เพราะไม่มีใครแล้ว  :39: ...แต่มันรู้สึกแย่ที่ต้องไปขอร้อง สองจิตสองใจ
ไปๆมาๆเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกัน มันคงรำคาญเลยมาช่วยเป็นคู่สอบให้ ...จริงๆช่วงนั้นเริ่มจะหายๆความบ้าลงไปแล้ว
หลังจากเหตุการณ์นี้มันก็ค่อยๆดีขึ้น เหมือนตัวเราเริ่มหายจากอาการติ๊สแตก  :26:
เริ่มคุยๆกับเพื่อนบางคน เพิ่มขึ้นๆ เป็นหลายคน ....จนใช้ชีวิตเป็นปกติเอาตอนจบปี 1 นั่นแหล่ะ

ข้อดีในการได้บทเรียนที่อยู่แทบคนเดียวเกือบปีก็คือ รู้ว่าเพื่อนสำคัญยังไง, รู้ว่าการเอาชนะกันมันเป็นเรื่องงี่เง่าและไม่ได้สำคัญ
แต่ตัวเองก็สามารถอยู่ท่ามกลางความเหงาและแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องไปขอให้คนอื่นมาลำบากด้วย


อีกอย่างก็คือ ดีที่ไอ้การมีอีโก้และทิฐิสูงๆมันเกิดกับตัวเองตอนปี 1 ซึ่งได้บทเรียนแล้วมันก็ละลายหายไปในเวลาไม่นาน
ผมเลยพอเข้าใจเพื่อนบางคนหรือรุ่นน้องหลายๆคนที่มาเกิดอาการติ๊สแตก อีโก้เกินกะลาหัวตัวเองในตอนที่อาจจะกลับตัวไม่ได้แล้ว
บางคนมาเกิดอาการนี้เอาตอนปี 4 ใกล้จบ หรือตอนทำงานใหม่ๆ ซึ่งอาจจะโดนของจริงสั่งสอนและอาจจะไม่มีโอกาสแก้ตัว
ยิ่งอายุมาก ยิ่งโต ไอ้สิ่งพวกนี้มันยิ่งแก้และหักลำได้ยาก ....





....ดูตัวอย่างท่านนายกฯจมูกชมพู่ของเราได้เป็นตัวอย่าง  :26:
(เอ....นี่มันจะกลายเป็นกระจู๋ยุบสภาไปรึเปล่าเนี่ย  :30:)

ไอ้เรื่องตัวเองวัยช่วงนั้นนี่มันครบทุกรสจริงๆ มีทั้งหวาน เลว ขมขื่น โรคจิต เหงา และอีกหลายๆอย่าง
พูดง่ายๆคือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของชีวิตครั้งนึง ทั้งน่าจดจำและอยากลืม
นอกจากจะโพสเรื่องรักวัยรุ่นวันหวานแล้ว ...ยังอยากจะเล่าเรื่องอีโก้ช่วงตอนเรียนไปด้วย
ซื้อ 1 ได้ถึง 2 ...แต่มันยาวไปหน่อยกว่าจะอ่านกันจบ 
:22:

:25:  ฮึ้ย  คุณพี่ฉึ่ง เจ็งง่ะ   ชอบๆ  :45:
ที่จริงอ่านของพี่ฉึ่งจบไปตั้งแต่ตอนช่วงเช้าแล้วค่ะ  แต่พอดีว่ามีงานเข้ามาพอดีเลยมาเม้นท์ช้าหน่อย  :42:   

บุ๋มว่าเจ๋งมากเลยนะกะไอ้อาการติสเเตกแล้วแทนที่จะเสียคน กับผลักดันไปในทางที่ดี คือ แทนที่จะกินเหล้าเมามาย หรือติดยา กลับเปลี่ยนวิกฤตเป็นคุณกับตัวเองแบบบ้าคลั่งแต่ยังไว้ซึ่งคุณประโยชน์  น่านับถือมากๆค่ะ   :46:   ทึ่งกับคนผู้มีแนวคิดแบบนี้และทำได้จริงๆ  :12:

มันดูเข้มแข็ง+กล้าหาญ อย่างระห่ำ  ไม่แคร์ใคร และชีวิตต้องดำเนินไปตามครรลอง  เท่ห์ดี  :25:  ชอบมากเลยค่ะ   :40:

อ้างอิงไอ้เรื่องตัวเองวัยช่วงนั้นนี่มันครบทุกรสจริงๆ มีทั้งหวาน เลว ขมขื่น โรคจิต เหงา และอีกหลายๆอย่าง
พูดง่ายๆคือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของชีวิตครั้งนึง ทั้งน่าจดจำและอยากลืม
นอกจากจะโพสเรื่องรักวัยรุ่นวันหวานแล้ว ...ยังอยากจะเล่าเรื่องอีโก้ช่วงตอนเรียนไปด้วย
ซื้อ 1 ได้ถึง 2 ...แต่มันยาวไปหน่อยกว่าจะอ่านกันจบ 

ไม่ต้องกลัวไม่อ่านค่ะ  อ่านแน่ๆ อยากอ่าน  เล่ามาอีกนะคะ ยาวๆเลย ยิ่งดี  :25:
มันน่าแปลกดีนะ บุ๋มอ่านๆของทุกคนแบบไม่เบื่อได้  ถ้ามีเวลาว่างนี่จะได้อ่านกันยาว แต่ตอบช้าเพราะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นซะฉีบ
การที่มาเล่าๆแบบนี้ บุ๋มมีความรู้สึกเหมือนกับว่า  นักเขียนอยู่ใกล้ๆตัวเราแค่นี้เอง  เราไม่ได้รู้จักแค่ชื่อเขาในตอนท้ายของหนังสือ  แต่เราสามารถทักทาย ชื่นชมเขาได้ด้วย  มันให้ความรู้สึกที่ตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด  :56:   โดยเฉพาะพี่ฉึ่งเนี่ย  เมื่อก่อนบุ๋มไม่ชอบขี้หน้าเลยนะ  :30:  (ดูจากการโพสต์ ออกแนวกวนๆที่บุ๋มทึกทักเอาเอง ว่ากวน ในใจเงียบๆ  :21:) แต่คงไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก  แล้วพอได้มาอ่านเรื่องราวแนวนี้ ความรู้สึกแปลก แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง  :22:



อ้างคำพูดจาก: 8e88 เมื่อ 30 มิ.ย. 2008, 05:09 น.
มาสรุปที่เล่ามาแล้วทั้งหมดไง คือมานั่งคิดว่าถ้าตอนนั้นตัวเองไม่มีอีโก้โง่ๆ คงจะไม่เกิดเรื่องเศร้าๆขึ้น

เดี๋ยวว่างๆค่อยมาเล่าเรื่องสมัยมัธยมต้นอีกที ช่วงนั้นชอบนะมันเป็นความรักแบบไร้เดียงสา
แม้จะไม่จริงจังขนาดคบกันเป็นแฟน ซึ่งก็ดีแล้วเพราะมันไม่แก่แดดดี... :22:

ถ้าเป็นเรื่องชีวิตช่วงหลังๆนี่ อาจจะยาวกว่านี้ ดราม่าสุดๆ :30:
ถ้าเล่านี่จะคิดว่านี่มันหนังนี่หว่า แต่ไม่พร้อมจะเล่า มันยาวไป เหตุผลมากไป และอีกหลายๆเรื่อง
เพียงแค่รู้สึกว่าพอปล่อยให้ชีวิตมันไปเจออะไรเอง ไม่ต้องแสวงหาคนที่จะมาเดินด้วยกับเรา
มันมักจะเกิดประสบการณ์ที่ประทับใจกว่าการที่เราพยายามแสวงหา แต่บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกแบบเจ็บแสบ


ส่วนไอ้ความเหงานี่ถ้าใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ ..เวลาอกหักจะไม่ชีช้ำน้ำตานอง มองชีวิตในอีกรูปแบบ
คนเราต้องการความรัก และเกรงกลัวความเหงา แต่ความเหงามันจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเราเสมอ หนียังไงก็ไม่พ้น

เนี่ยๆ แบบเนี่ย :25:    วู้ว ใครจะไปรู้ ว่าผู้ชายที่มองผิวเผิน ดูแข็งๆ จะมีแนวคิดดีๆแอบแฝงอยู่ งัดมาทีละนิดๆ โห เพียบเลยแฮะ   :18:
อาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ไม่รู้นะคะ  แต่ที่พี่ฉึ่งพูดมา เหมือนสอนบุ๋มไปในตัวเลยอ่ะ  จากประสบการณ์ที่พี่ฉึ่งไปพบไปเจอ มา
มันเหมือนปรัชญาชีวิตเลยเนอะ  บางช่วงเวลา ช่วงอายุขัยของแต่ละคน เราไม่รู้หรอก ว่าอายุเท่านี้ มันจะเจออะไรบ้าง ถ้าเจอจะรับมือกับมันยังไง

"ส่วนไอ้ความเหงานี่ถ้าใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ ..เวลาอกหักจะไม่ชีช้ำน้ำตานอง มองชีวิตในอีกรูปแบบ
คนเราต้องการความรัก และเกรงกลัวความเหงา แต่ความเหงามันจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเราเสมอ หนียังไงก็ไม่พ้น
"

ตรงนี้โคตรชอบเลย  :25:


สุดยอดมากเลยพี่  :12:


อ้างอิงชอบผู้หญิงที่อ่านหนังสือ แต่ไม่เคยจะได้แฟนตามเสป็คที่ชอบเลย   :30:

เกลียดอะไร มักจะได้อย่างนั้นค่ะ  :47:

ตอนนี้บุ๋มก็พยายามเกลียดพี่ติีก เจษ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่เด็กจนเฒ่า เกลียดจนดำหมดละ :47:



เดอะบุ๋ม

อ้างคำพูดจาก: ณต ปีสี่ เมื่อ 30 มิ.ย. 2008, 12:41 น.
หลังจากที่น้องบุ๋มชักชวนอยู่หลายหน
ให้เอาเรื่องมาแปะบ้าง
ก็อุตสาห์ไปค้นเรื่องเก่าๆ ปรากฎว่าอ่านภาษาไทยไม่ออก
จนต้องมาตั้งจู๋ ขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน   
:42:

อันนี้ไปขุดเจอมา
เป็นเรื่องนานมาแล้วตอนผมยังเด็กๆ
บอกก่อนนะว่ายาว


ผมไม่รู้ว่า คุณจะเคยได้ยินคำพูดประโยคนี้ไหม

"As I gaze upon your beauty, I think to myself,
never have I seen an angel fly so low."

"ในขณะที่ฉันจ้องมองคุณ ฉันคิดกับตัวเองเสมอว่า
ทำไมนางฟ้าถึงได้บินลงมาใกล้ถึงเพียงนี้"

.................................

ในขณะที่ผมบรรจงเช็ดรอยหมึก
บนแก้มใสๆของเธอนั้น
ผมสาบานได้ว่าผมเห็นนางฟ้าตัวจริง
ที่นั่งอยู่ข้างหน้าผม ใกล้แค่นี้เอง............


+++++++++++++++++++++++++++++++

:44:  อุ่ย ขอโทษค่ะ  ชวนมาเล่าชิวๆ (2-3 หน)  ไม่คิดว่าจะทำให้ลำบากไปขุดคุ้ยจนกลายเป็นเรื่องยุ่ง ขอโทษด้วยนะคะ  :46:

ของพี่ณต อ่านแล้วดูเหมือนว่า เหตุการณ์เพิ่งเริ่มต้นเอง ที่บอกว่ายาว อ่านมา มันยาวแค่ตัวหนังสือนะ  ความรู้สึก มันแค่เริ่มไปจี๊ดเดียวเอง
ระยะเวลาที่ไปออกเดทไม่กี่ชม. แต่กลั่นกรองออกมาในรูปแบบตัวหนังสือ (เคาะหลายบันทัด ) มันเลยดุเหมือนจะยาว 
(ของพี่ฉึ่งลองเอามาเคาะบรรทัดใหม่ จะโคตรยาว  :30:)  แต่จัดหน้าแบบนี้ก็ดีค่ะ อ่านง่ายดี   :22:

ชอบที่พี่ณตเขียนอ่ะ เหมือนกับว่านักเขียนมาเองเลย
มันได้จินตนาการไปด้วย โรแมนติค แอโรบิคมากๆค่ะ  :22:   :33:

อยากรู้จังว่าเรื่องราวจะเดำเนินไปยังไงต่อ  รอมาเล่าต่อนะคะ  :25:


ปล. เรื่องกลัวเข็ม เป็นเหมือนกันเลยค่ะ  :30:  ตอนนั้นอยู่ม.6 แระ ตอนแรกไม่ได้มีความคิดจะบริจาค ดีแต่ไปแซวเพื่อนผู้ชายที่กำลังนอนบริจาคอยู่ (นิสัยไม่ดี :42:) ไปล้อพวกมัน ว่าเอาเลือดชั่วออกบ้างก็ดี  :49:

ถึงคราวตัวเองต้องเอาเลือดชั่วออกบ้าง บริจาคเพราะเพื่อนยุ และหมอหล่อมากๆ   :49:  ไม่ได้สังเกตเข็ม
พอตอนหมอถือถุงใส่เลือดกับเข็มที่จะเจาะมา :14:  แทบจะเป็นลม :30:
เข็มโคตรใหญ่ แถม ฟ้าดินกลั่นแกล้ง แทงไม่ถูกเส้นเลือดดำ (หมอบอกว่าเส้นเลือดมันลื่น) แทงเสียบๆ อยู่ตั้งสองสามที เจ็บมาก  :05:
ตอนเสียบเข้าไปได้แล้ว รู้สึกเหมือนเลือดในตัวไหลปรู๊ดๆๆ ออกไปตามสายยางลงไปยังถุง  นึกในใจ เมื่อไหร่จะเต็มซะที  ไม่มีแรงจะบีบไอ้กลมๆที่อยู่ในมือเลย :41:
พอเสร็จแล้วพับแขนไม่ได้อีกปวด  แถมยังมีรอยเจาะให้ดูต่างหน้าจนถึงปัจจุบัน   :52:


รอพี่ณตมาเล่าต่อนะคะ  :25:


พี่ปุก  :25:

น้องกันย์ เป็นไงบ้างแล้วน้อง คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว  :25:

รีเควสพี่ตาลอีก  :25:  :30:

เจ๊นัท  5 คนเอง เล่าอีกซิ่  :25:

พี่บิ๊ก  :25:

กวางอีก เล่าไปแล้ว 4 คน ใช่ป้ะ  :09:   เล่าต่อๆ  :25:

เชิญทุกคนเลย

รออ่านเรื่องเดือนกะตัมวัน  :56: (นอกเรื่อง  พี่แวะไปอ่านบลอคเดือนมา  โต้วาที ฮามากเลยน้อง ชอบๆ พี่เม้นในนั้นไม่ได้อ่ะ  :43:)


และรอ่านของทุกๆคนเลยเด้อค่า  :25: 

น้องเข่มเข๊ม

 :48: ไม่มีแล้ว   





สมัยก่อนแฟนเยอะนะ 

แต่จำความรู้สึกที่อยู่กับแฟนบางคนไม่ได้ว่ะ

เอาแค่นี้ล่ะกันนะบุ๋ม    :22:
เลวยั้นเงา

icez

รู้สึกว่าชีวิตรักผมไม่ผาดโผนอะไรเท่าไหร่เลยแฮะพอมาเจอเรื่องของคนอื่น :25:


แต่อย่างนี้แหละดีแล้ว :22:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines