คือกีฬา คือหัวใจ คือชีวิต... +

เริ่มโพสต์โดย นักศิลปะ, 10 เม.ย. 2008, 09:51 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ชวาลา จันทร์แจ่ม

อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...ผ่านมา เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 01:45 น.
เห็นไหม
คราวหลังเช่ ขอบคุณ แอน โน้น :21:


ครับ ขอบคุณพี่แอนมากที่ไม่คิดเงินค่าเสื้อห้าสิบบาทกับผมครับ  :46:

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: ชวาลา  จันทร์แจ่ม เมื่อ 25 เม.ย. 2008, 08:25 น.

ครับ ขอบคุณพี่แอนมากที่ไม่คิดเงินค่าเสื้อห้าสิบบาทกับผมครับ  :46:

แอนไม่คิดหรือเช่ไม่จ่าย  :21:
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

ชวาลา จันทร์แจ่ม


ศจ.บิ๊ก ม. ยูชิเรี่ยน

ขอเล่าบ้าง

เกิดมาเคยเล่นกีฬาเป็นชิ้นเป็นอันอยู่สองประเภท บาสเกตบอล กับ รักบี้

บาสเกตบอลที่รัก
เริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆ คุณลุงเป็นคนซื้อลูกบาสให้ พอได้มาก็คลั่งใหญ่
เห็นในโทรทัศน์เค้าเลี้ยงลูกกันไวๆ เด้งขึ้นเด้งลง เจ๋งๆชอบๆ
ไอ้เราก็เอาบ้างแต่ใช้เป็นลักษณะเอามือตีนะ ปลายนิ้วครบแปดนิ้วเลย (ไม่นับโป้งนะ มันไม่ค่อยโดนบอล)
แตกเรียบ ปัจจุบันนี้นิ้วกลางและนิ้วชี้มือขวา ได้ไร้ลายนิ้วมือเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากไอ้นิ้วแตกนี่แหละ
พึ่งจะมาเลี้ยงบาสเป็นก็ตอนเข้ามัธยมต้น ก็เข้าไปคัดเป็นตัวโรงเรียน
(จบประถมมา สูง 162 จบ ม.2 พรวดเป็น 184 ปัจจุบัน อายุ 25 สูง 190 หยุดการเจริญเติบโตเป็นที่เรียบร้อย)
ช่วงนั้น จอรแดน พิพเพน รอดแมน นี่ดาราเลย ชอบมาก
ไปทำหัวเขียวเหมือนรอดแมนมาเลย ทำได้วันเดียวแม่ไล่กลับไปทำสีเดิม
ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้ค่าขนม เศร้า
เล่นท่าแผลงๆ โดดขึ้นเก้าอี้แล้วดั้งค์
สนุกสนานมากมายกับเพื่อนทั้งทีม
เวลาทำผิดก็โดนโค้ชฟาดยกทีม ตูดระบมกันเป็นทิวแถว

ซ้อมก็มาแต่เช้ายัง ไม่หกโมงหครึ่งต้องพร้อมที่สนามแล้ว
เย็นก็ซ้อมถึง สองทุ่ม ทุกวัน

เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากมายเพราะได้เล่นในสิ่งที่ชอบแต่ก็ต้องเลิกเพราะอาการบาดเจ็บ

วันนั้นเป็นวันแข่งชิงถ้วย บาส กทม. รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี รอบรองชนะเลิศ
เป็นตัวจริง เล่นไปได้สักพักเกิดอาจารเจ็บหัวเข่าขวาแบบจี๊ดๆ
ก็ยังเล่นต่อเพราะอาการนี้เกิดขึ้นมาบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ไปหาหมอแล้วเค้าบอกว่าไม่มีอะไร
เล่นไปได้สัก สองควอเตอร์มั้ง หลังจากกระโดดรีบาวด์ลูกได้ก็ทรุดลงไปเลย เข่าไม่มีแรง
ลุกไม่ไหวเดินไม่ได้ ไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่ไม่มีแรงหยุงตัว
โดนหามส่งโรงพยาบาล ๖เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถพยาบาล ตื่นเต้นน่าดู)
ตอนนั้นไม่กลัวอะไรเลย เพราะคิดว่าไม่น่ามีอะไร
พอไปหาหมอ หมอบอกว่าต้องพักอย่างน้อย 6 เดือน
เพราะเอ็นหัวเข่าเกิดอาการอักเสบ บวม แต่ไม่มีอาการฉีกขาด แค่ยืดเฉยๆ
ต้องพักอย่าออกแรงหนักให้หายก่อนมิฉะนั้นมันจะอาการหนักแล้วมันจะไม่คืนตัว
อะไรทำนองนี้ ก็เลยปิดฉากบาส ม.ต้นไปอย่างสวยงาม
พึ่งจะได้เป็นตัวจริงตอน ม.3 นี่แหละ เหอะๆเศร้าเสียไม่มี
-------------------------------


เดี๋ยวต่อภาครักบี้
S♥NE - Goguma

เบียร์


ศจ.บิ๊ก ม. ยูชิเรี่ยน

รักบี้กีฬาลูกผู้ชาย
หลังจากทำใจเรื่องบาสไปได้ประมาณเกือบปี ได้แต่ไปนั่งดูเค้าเล่นลงไปเล่นไม่ได้
จนเข่าหายสนิท แต่หมอบอกว่ายังมีสิทธิ์เป็นได้อีก แต่กระนั้นเลย หมอบอกใยเจ้าจะเชื่อ
เหอะๆๆ ก็ไปเล่นจนคิดว่าหายดีแล้วเพราะมันไม่มีอาการอีกต่อไป
แล้ววันหนึ่งเกิดอาการพลิกผันสู่วงการรักบี้ ที่สถาบันแห่งหนึ่งใกล้ ภปร. ราชวิทยาลัย
เป็นที่ได้เข้าไปเรียนในระดับ ปวช
(ไอ้บิ๊กเรียนช้า ไป 1 ปีเพราะไปเรียน ม.4 มาปีหนึ่งแล้วรู้ว่าเรียนไม่ไหวเลยออกมาเรียนสายอาชีพ)
ที่นี่เค้าไม่มีโค้ชบาส แต่เค้าเล่นรักบี้กัน ไอ้เราก็ไปเข้าตาโค้ชเค้าเพราะ สูง ยาว ใหญ่ (หึ หึ หึ ตอนนั้นล่ำมาก)
ก็ไปเล่นกับเค้า เล่นไปเล่นมามีแมวมองทีมชาติมาเห็นติดทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี
ไอ้กีฬาประเภทนี้นะครับ มันเรียกว่า กีฬาสุภาพบุรุษ แต่ถ้าใครเล่นนอกเกม เอ็งตาย
เพราะมันเลือด เนื้อ ชนกันแบบ ตายกันไปข้างเลย
หลังจากกลับจากคัดตัวติด ก็มีแข่งกับสถาบันแห่งหนึ่ง เป็นรอบตัดเชือก
ไอ้บิ๊กมันเป็นกองหน้าเพราะสูงใหญ่ แต่วิ่งช้าจังหวะนั้นเค้าสูงลูกมาจากด้านข้าง
ไอ้เรารับได้แต่ไปต่อไม่ได้เพราะโดนรวบเลยพยายามส่งต่อให้เพื่อน
หลังจากส่งไปแล้ว ก็โดนรวบลงไปนอน
มีบาทาพญามารที่ไหนไม่รู้เหยียบเข้าตรง ไหปลาร้าพอดี พอดิบ ดังกร้อบเลยครับ
ร้องไม่เป็นภาษามนุษย์เลย โชคดีที่มันไม่แตกละเอียด
แต่หมอบอกว่างดเล่นไปเลย เพราะถ้าเล่นอีกกระดูกไหปลาร้าจะยึดกันไม่สนิท

อดครับพี่น้อง กีฬาไม่เล่นมันละ กินเอาโล่ดีกว่า จากเดิม นน 90 ปัจจุบัน พรวดพราดครับ 130 ครับ

เยี่ยม  :05: :05: :05:
S♥NE - Goguma

ฟิ้งซ์

ฟุตบอล

จำไม่ได้ว่าเล่นฟุตบอลเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่
จำได้แค่ชีวิตนี้มีสตั๊ดเพียงสองคู่เท่านั้น ขาดคาตีนมาทั้งคู่
แรกๆ เล่นแบบไม่ใส่รองเท้า ไม่มีสนับแข้ง เล่นกับเพื่อนๆ ใกล้บ้าน
รวมทีมเล่นกันสนุกๆ ไม่ได้หวังติดทีมชาติอะไร


คงเพราะบ้านอยู่ใกล้สนามกีฬาประจำจังหวัดด้วย เลยไปเล่นเกือบทุกเย็น
มีที่ว่างสำหรับเด็กๆ หรือคนที่ไม่ใช่นักกีฬาของจังหวัดเล่นกันที่หน้าเวทีประกวดนางงาม
ยึดเป็นที่ของทีมตัวเองได้หลายปี เป็นสนามหญ้าขนาดกลาง
นานๆ จะตัดหญ้าให้เราได้เล่นแบบสนามฟุตบอลจริงๆ
แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะถึงแม้หญ้าจะขึ้นแต่ก็ไม่ยาวมาก เราเล่นได้อยู่แล้ว
เพราะก่อนหน้านั้นเล่นบนพื้นดินธรรมดามาก็หลายปี


จะกลับบ้านก็ต่อเมื่อไม่มีแสงตะวันให้เห็นลูกบอลแล้วนั่นแหละ
เล่นจนพ่อบ่นว่าไม่สนใจการเรียนเลย เอาแต่เล่นบอล
เล่นจนพัฒนาขึ้นมาเป็นทีม แบ่งข้างกันเล่นทุกวัน มีเพื่อนใหม่มาเรื่อยๆ
เราเป็นหนึ่งในแกนนำที่ก่อตั้งทีมขึ้นมาเพื่อแข่งกับทีมอื่น
แข่งเยอะมาก แข่งกับนักเรียนทุนที่เป็นชาวเขาก็แข่งมาแล้ว
แข่งกับเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนคนนั้นคนนี้เยอะมาก
บางทีก็แข่งเดิมพันเงินซึ่งมีกันน้อยนิด แข่งครั้งแรกกับทีมเด็กหมู่บ้านไหนก็ไม่รู้
ชนะ ได้เงิน ดีใจกันยกใหญ่ เอาเงินไปกินเล่นกันแป๊บเดียวก็หมด เพราะแค่ร้อยเดียว
ย่ามใจ ไปเล่นกับทีมที่เป็นทีมหมู่บ้านที่เค้าเก่งกว่า แพ้ยับ เสียเงิน เสียหน้า
แต่ไม่เสียใจ เพราะทีมเราตัวหลักๆ ลงไม่ครบ

ย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ เป็นนักกีฬาของห้อง
แข่งฟุตบอลแผนก จำได้ว่าสนุกมาก เล่นกับรุ่นพี่ เพื่อน รุ่นน้อง
ถึงแม้จะไม่ค่อยมีแรง เล่นเป็นกองหลัง แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีพอควร
ตัดบอล สไลด์จนกองหน้าฝีเท้าจัดของทีมตรงข้ามบุกเข้าฝั่งเราไม่ได้
ถึงฝนจะตก สนามไม่ค่อยมีหญ้า แต่ก็ประทับใจกับมิตรภาพของการแข่งขัน
มาเลิกเล่นก็ตอนที่ต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจเที่ยวตอนอยู่ปีท้ายๆ

พอสอบเข้าเรียนที่กทมได้ เห็นเพื่อนๆ เค้าเล่นฟุตซอลกัน ก็ได้แต่เชียร์
เป็นกองเชียร์ปีศาจอยู่ห่างๆ ให้กำลังใจเพื่อน แม้จะรู้ว่าควรเล่นแบบไหนก็ได้แต่อยู่ข้างสนาม
ตอนนี้ ไม่มีสตั๊ด ไม่มีถุงเท้า ไม่มีสนับแข้ง ไม่มีอะไรเลย เหลือแต่เสื้อกีฬา
แต่ก็ยังเป็นแฟนฟุตบอลอยู่ ถ้ามีโอกาส ก็ดูทุกครั้ง :40:



บาสเกตบอล

เริ่มเล่นบาสตอนมอสอง จำได้ เล่นกับเพื่อนเพราะสนุกดี
แต่เป็นแค่นักกีฬาห้อง เคยแข่งแต่เราไม่เก่ง ตัวเตี้ย ครองบอลไม่เก่ง
ฝึกชู้ต ฝึกเล่นกับคนเก่งๆ แต่ยังไงก็สู้เค้าไม่ได้
เรากระโดดไม่สูง ชู้ตไม่แม่น จ่ายบอลไม่เก่ง
นิ้วซ้นบ่อยๆ เพราะการรับส่งลูก แว่นแตก หัก เปลี่ยนบ่อยมากจนพ่อบ่น
จนได้พี่ที่เป็นนักกีฬาโรงเรียนสอนให้เล่นทีมด้วยกันตอนว่าง
ได้รู้ว่าการตั้งทีม แทคติกแต่ละแบบเป็นแบบไหน การมองเกม การสกรีน
การประกบ ตั้งรับ รุก เลี้ยงบอลเป็นแบบไหน เราก็ฝึกฝนมากขึ้น
พยายามมากขึ้น จนเก่งพอควร แต่ก็ยังด้อยกว่านักกีฬาทุกคนที่เค้าเด่นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


สอบเข้ามอปลายที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดทำให้คู่แข่งด้านกีฬาเรามีน้อยลง
เราได้ติดทีมของโรงเรียนทั้งๆ ที่หูตายังไม่กว้างไกล แต่ได้รุ่นพี่ เพื่อนเก่งๆ คอยสอน
ทำให้ขยันฝึกทุกเช้าเย็น เล่นทีมกับน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกเช้า
ถึงแม้จะฤดูหนาว เราแทบไม่ใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน ด้วยเหตุผลว่ายังไงก็ต้องเล่นบาส
แล้วมันก็จะร้อนจนเหงื่อท่วมกายทุกเช้าตอนเข้าแถว
ตอนกลางวันหรือชั่วโมงว่างถ้ามีลูกบาสก็จะเล่นกันประจำกับเพื่อนๆ
ตอนเย็นมีซ้อมกีฬา หรือเล่นทุกวัน ก่อนจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดไปเล่นฟุตบอล


เล่นบาสจนได้ที่สามของการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแต่ก็ไม่ได้ดีใจอะไรมาก
เพราะเราเป็นแค่ตัวสำรอง คนเก่งจริงๆ เค้าเป็นนักกีฬาเยาวชนของจังหวัดโน่น

ความประทับใจของการเล่นบาส
ตอนเราเรียนมอปลาย มีนักกีฬาบาสหญิงจากเชียงใหม่ น่าจะจากโรงเรียนดาราวิทยาลัย
พวกเค้ามาแข่งบาสกับพวกโรงเรียนต่างๆ ทั่วภาคเหนือที่แพร่
มีกีฬาหลายอย่างทั้งหญิงชาย น่าจะเป็นกีฬาเยาวชนของภาคเหนือ
เราได้ดูการแข่งขันของทีมเชียงใหม่ทั้งหญิงและชาย เก่งมากๆ น่านับถือ

ก่อนเค้ากลับ เค้าจอดรถรออยู่ที่สนามบาสในร่ม แล้วเราไปเล่นบาสกับเพื่อน
โค้ชของเค้าขอเล่นด้วย เล่นทีมสองต่อสอง รู้เลยว่าแทคติกของกีฬาชนิดนี้เยอะมากๆ
แค่เรากระโดดชู้ต เค้าแค่ผลัก หรือกดดัน ก็ทำให้เราชู้ตเสียได้ หรือการสกรีน การหลอกของเค้า
ประสบการณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกีฬาชนิดนี้มากๆ การวางเท้าขณะยืนรับบอลและมีคนประกบยังมีผลเลย
เมื่อเค้าเอี้ยวตัว เราก็ล้มแล้ว เทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เราได้เรียนรู้
เราแพ้ขาดลอย (อยู่แล้วล่ะ) จนเค้าให้นักกีฬาหญิง(น่ารักๆ)ของเค้ามาเล่นกับเราต่อ สามต่อสอง
แพ้เหมือนเดิม ผู้หญิงชู้ตเก่งมาก แม่นจริงๆ หลอกล่อเก่งไม่แพ้กัน คงเพราะมีโค้ชเก่งๆ แบบนี้หลายคน
รู้เลยว่าเชียงใหม่สร้างนักกีฬาดีๆ ได้มากมาย จังหวัดไหนมีเงิน มีการสนับสนุน จะได้นักกีฬาเก่งๆ มากมาย :45:
นึกเสียดายจังหวัดเราที่ทรัพยากรดีๆ มีเยอะแต่ขาดการสนับสนุน :16:

แต่ช่วงสิบปีที่ผ่านมามีการแข่งขันบาสของจังหวัดทุกปี มีนักกีฬาทีมชาติมาเล่นบ่อยๆ
คอยกระตุ้นให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้เล่นกีฬา เห็นแล้วก็ยังชื่นชมในตัวผู้จัดงาน :12:



ปัจจุบัน ไม่ได้เล่นกีฬา ไม่ได้ออกกำลังกาย ผลคือ อ้วนครับพี่น้อง
ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

แอ้

อ่านเพลินทั้งของบิ๊กและบวบ มีใคร ชื่อ ด.เด็กมาเล่าอีกซักคนมั้ยคะ จะได้กลายเป็น D2B

เล่าเพิ่มบ้าง.. แอ้เล่นกีฬาเอามันส์ หลายชนิด เอาดีไม่ได้ซักอย่าง ได้ฮาซะเป็นส่วนมาก
ได้เล่นกับเพื่อนก็นับว่าคุ้มเหนื่อยที่สุดแล้ว

เป็นผู้รักษาประตูบอลสนามหญ้า

สมัยเรียนมหาลัย เลิกเรียนไม่อยากจะกลับบ้าน หลายๆ กิจกรรมที่เพื่อนๆ เล่นกัน
ทั้งบาส ทั้งบอล แอ้ก็มีส่วนร่วมตลอด บาสเล่นไปทั้งกระโปรงพลีทยาวๆ บานๆ (ที่สมัยนั้นเค้าฮิตกัน)
อย่างนั้นแหละ เหงื่อแตกก็กลับบ้าน..

เวลาเพื่อนๆ เล่นบอลสนามหญ้า เอารองเท้า หรือขวดน้ำมาวางเป็นประตู วันไหนที่แอ้นึกคึกขึ้นมา
จะถูกวางตัวเป็นผู้รักษาประตูเสมอ เกมที่ดุเดือดจะเปลี่ยนแผน จากเดิมที่ทุกคนมุ่งจะทำประตู
กลายเป็นเตะอัดผู้รักษาประตูซะงั้น .. คงแค้นมาหลายเรื่อง  :30:
เจ็บแต่ไม่เป็นไร เราต่อยมันคืนก็ได้ สนุกดีค่ะ


มารยาทกอล์ฟโบราณ

หลายปีก่อน เพื่อนๆ พากันไปหัดไดรฟ์กอล์ฟ ถึงแม้จะมีการชักชวนกันออกรอบจริงๆ
แต่ยังไม่ได้โอกาสไปซักที การไดรฟ์กอล์ฟเลยกลายเป็นการสังสรรค์เล็กๆ สนุกกับ
ผลที่ไดรฟ์ไป ใครจะไดรฟ์ตรงแนวที่สุด ไกลที่สุด ท่าสวยสุด
แรกๆ ไดรฟ์มือเปล่า ไม่มีถุงมือ บางคนเลือดออกมือซิบๆ สะใจดี..

ตอนทำงานมีเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่น่ารักหลายคน เพื่อนคนหนึ่งเป็นหลานเจ้านาย
เคยออกรอบด้วยกันมาตั้งแต่มันอายุ 8 ขวบ เป็นคนที่ไดรฟ์กอล์ฟสวยมากๆ
(ขนาดตอนที่ไดรฟ์โชว์กระดกเบียร์ไปหลายอยู่ ยังตีตรง และไกลมากๆ)
เจ้านายเคยบอกว่า "ไว้มีโอกาส กูจะสอนมารยาทกอล์ฟโบราณให้มึง ไอ้แอ้"
โอกาสนั้นไม่มาถึงซักที แอ้อยากรู้ว่ามารยาทกอล์ฟโบราณเป็นไง.. สนใจมากๆ
เลยแอบไปถามเจ้าเพื่อนที่เป็นหลานชายเจ้านาย มันตอบว่า
"มารยาทโบราณแกน่ะเรอะ ตีเสียก็ฟาดไม้ โวยวายๆ แล้วก็ด่าอีกต่างหาก"
ฮ่าๆๆ ดีนะที่แกไม่ได้สอน..  :30:

นักศิลปะ

โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

iannnnn


ฟิ้งซ์

จั๊ดจาดาด๊ะ จั๊ดๆ จาดาด๊ะ :27:
ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

คุณหนูฟ้า

ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย เป็นกันทั้งบ้านเลย
ตอนนี้ คุณพ่อเป็นหลายโรคมาก (อายุ 52 ปี) ทั้งโรคหัวใจ ความดัน ตับ (เพราะดื่มหนักเป็นประจำ)
คุณหมอบอกว่า ต้องลดปริมาณการดื่มให้น้อยลง แล้วออกกำลังกายบ้าง
ปีใหม่ไทยปีนี้ (สงกรานต์) ฟ้าเลยซื้อจักรยานให้เค้าคันหนึ่ง เอาไว้ปั่นออกกำลังกายตอนเช้า, ตอนเย็น
..

อยากกลับไปดูให้เห็นกับตาว่า ไปปั่นบ้างหรือเปล่า?
แต่มีสายโทรมารายงานว่า "เห่อมาก" ปั่นไปไกลมาก
พอกลับมาก็เหงื่อซกเลย หน้่าแดง  :40:

..

ได้ยินเท่านี้ก็รู้สึกดีแล้ว




ปล. ฟ้าเองก็น่าจะออกกำลังกายบ้างซะแล้ว
ความหลงใหลในภาพลวงตา ที่ได้มาใช่ความสุข

จักรี

#72
กีฬา จักรี   ฟุตบอล

ผมบิ้ว อยู่นานเหมือนกัน ตั้งแต่เห็นจู๋นี้เป็นครั้งแรก
ตั้งใจจะหาเวลาเรียบเรียงกีฬาในชีวิตผมออกมาซํกหน่อย
วันนี้ อากาศดี ลมเย็นหลังฝนตก พอได้กลิ่นดินบ้างถึงไม่มากเท่าบ้านนอก
มันก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะเรียบเรียง
เรื่องราวกีฬาที่อยุ่ในหัวใจที่ฝังอยู่ในหัวตลอดมาได้บ้าง

ผมก็คงเหมือนกับอีกหลายคน ที่มีกีฬาในหัวใจ เกิดมากับสังคมกีฬา
ตอนอยู่ประถม ตั้งแต่ ป.1 - ป.6 เล่นกีฬาทุกประเภท ที่มีให้เล่น
แต่เนื่องด้วยที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างจะบ้านนอก และยากจนมาก
สนาม อุปรณ์ รวมทั้งประเภทชนิดกีฬา ก็มีน้อยตามไปด้วย
ผมถือว่าผมเป็นหัวกะทิ ในกีฬาประเภทลานเกือบทุกชนิดในโรงเรียน
ในบรรดา ชั้น ที่ใกล้เคียง โตกว่าผมหนึ่งปี  ก็ยังสู้ผมไม่ได้
อย่าหาว่าคุยโวเลย เพราะโอ้อวดจริงๆ นั่นแหละ

ยังไม่ทันจะขึ้นป.6 คุณครู ก็เซ็นใบอะไรซํกอย่างนี่แหละ ให้พ่อผม
พาไปสมัครสอบเข้าเรียนที่โรงเรียกีฬา ในฐานะนักฟุตบอลที่จังหวัดขอนแก่น
เดินทางถึงขอนแก่น ด้วยหวังว่าตัวเองจะเป็น 1 ใน 16 คน ในบรรดา 1680 คน ทั่วประเทศ
ที่เข้ามาสอบ ให้ความรู้สึก เหมือน ศึกโคชิเอ็ง มาก *--*
ใช้เวลาสอบ 4 วัน  วันละ 400 กว่าคน  ผม ได้สอบ วันสุดท้ายพอดี

การสอบมีทั้งหมด 4 แบบทดสอบ  1.เลี้ยงบอลผ่านกรวย   2.ยิงประตู   3.เดาะบอล 4.เล่นทีม

1.เลียงบอลผ่านกรวย สบายๆ 
2.ยิงประตู หมูๆ
3.เดาะบอล อายมาก  คิดสภาพ ดู เดาะตก เดาะตก 
โดยมี 400 คน ที่นั่งดูเรา ไหนจะพ่อแม่พวกนี้อีกที่อยู่นอกสนาม(พ่อผมด้วย)
นอกจากนักกีฬาฟุตบอลที่เข้าสอบคัดเลือกแล้วในบริเวฯ
ใกล้กันก็มีการสอบคัดเลือกอีกหลายชนิดกีฬา
ชนิดละไม่ต่ำกว่า 100 คน เข้าทดสอบ มันเป็นความหลังฝังใจมากๆ
4.เมื่อผ่านแบบทดสอบที่สามมาแล้ว ด้วยความใจเสีย แถมหมดกำลังใจสุดๆ
ในครั้งที่แล้ว แบบทดสอบที่สี่ ที่แบ่งทีมกัน ทีมละ 4 คน
โดยแต่ละคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มากันคนละจังหวัดเลย
ผมจำได้ ทีมผม มี
-เดวิด เด็กน่าตาตาดีที่มาจากยโสธร ทักษะดีมาก ผมว่า 1 ใน 16 คน ที่มีสิทธิ์ คนนี้น่าจะได้
(เดวิดนี่ฟลุ๊กมาก เป็นคนคนเดียวกับที่เข้ามาคุยกับผมในภายหลังจากที่ผ่านการทดสอบที่สามมา
ในช่วงเวลาที่ผมสิ้นกำลังใจแบบสุดๆ )
-คนที่สองจำชื่อไม่ได้  คนตัวเล็กๆ ที่มาจากเลย ตอนเลี้ยงบอล โคตรเร็ว(คนนี้ที่คอมีลอยโดนยิงด้วย)
อีกคนจำไม่ได้แล้ว..

แบบทดสอบสุดท้ายนี่ เป็นแบบทดสอบที่ผมผ่านมันไปได้อย่างทุรักทุเรมาก เรียกง่ายๆ
เหมือนทีมผมมีผู้เล่นแค่ 3 คนที่เล่นกัน ผมเหมือนตัวถ่วงอย่างไงอย่างงั้น เล่นไม่ออกเลย
อายด้วยนะ แบบอารมณ์ช่วงนั้น ประมาณว่า กูจะกลับบ้าน  อะไรประมาณนั้น
ผลเป็นอย่างไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่า ผมได้กลับบ้าน พร้อมกับหอบแผลในใจ ใหญ่ๆ มาหนึ่งแผลเต็มๆ

ผมกลับบ้านมานอนคิด และท้อแบบสุดๆ  อะลืมบอกไป ตอนผมเด็กๆ ผมรักกีฬาประเภทนี้มาก
มากขนาดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล เลยก็ว่าได้ และเล่น มันทุกเย็น
กลับจากโรงเรียนทำงานบ้านเสร็จต้องรีบใส่รองเท้าแล้วออกไป เตะบอลกับเพื่อนๆรุ่นพี่ในหมู่บ้าน
เคยตั้งใจจะเป็นทีมชาติให้จงได้ เพื่อนๆ และครูในโรงเรียนก็รู้

แต่หลังจากกลับมาจากขอนแก่นคราวนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่ในกะลาตลอดเลย
หลังจากวันนั้นผมไม่แตะฟุตบอลเลย ไม่กล้าแม้แต่จะมองลูกฟุตบอล
ท้อมากๆ เหมือนเป็นการอกหักครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นอย่างนี้อยู่เกือบสองอาทิตย์
ผมลงมานั่งที่บันได ตอนดึกๆ  บันไดที่บ้านผม เป็นที่ที่ผมชอบมานั่งคิดนู่นคิดนี่ประจำเวลาดึกๆ
แล้วบอกแม่ว่า ลงมาอาบน้ำ (ตอนที่พ่อผมสอนมวยให้ครั้งแรกก็ตอนที่ผมนั่งอยุ่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้านนี่แหละ)
ผมนั่งอยุ๋ที่ขั้นสุดท้ายของบันไดมองออกไปที่ต้นมะขามใหญ่ กลางลานบ้าน มองเห็นลูกฟุตบอลแฟร๊บๆ
ลูกที่ผมเคยเตะมันเป็นประจำ มันตากแดดตากฝนมาเกือบเป็นอาทิตย์แล้วโดยไม่ขยับไปไหน
ผมรู้ว่ามันไม่ได้กลิ้งไปไหนเลย เพราะผมตัดสินใจเดินออกไปหยิบมันขึ้นจากพื้น
ที่เปอะไปด้วยโคนเหมือนจะฝังมันไว้ใต้ดินอย่างไงอย่างงั้น
แสงเดือนที่หงายสว่างส่องลอดผ่านพุ่มมะขามลงมาผมมองเห็นทุกอย่างด้วยแสงจันทร์
ผมโยนมันแล้วเริ่มเดาะ เดาะ เดาะ เดาะตก ๆ  1 ครั้งตก  2 ครั้งตก .




.....ผ่านไป 1 เดือนกว่าๆ 
ในที่สุดผมก็เดาะมันได้มากกว่า 100

หลังจากนั้น ผมก็กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง  แล้วผมก็ท้าคนอื่นเดาะบอลแข่งแล้ว กินตังค์คนอื่นทุกที
ในหมู่บ้านเดียวกันทั้งรุ่นพี่ ไม่ว่าจะรุ่นไหนไม่เคยมีใครเดาะบอลสู้ผมได้เลย

หลังจากนั้น พอผมขึ้นม.1 ที่ในเมือง แต่เป็นช่วงปิดเทอม ก็มีแมตซ์การแข่งขันเกิดขึ้น
ระหว่าง เด็กวัดหัวบ้าน กับเด็กรถท้ายบ้าน ซึ่งเด็กท้ายบ้าน จะค่อนข้างเป็นเด็กเกเร ไม่ถูกกันกับเด็กหัวบ้าน
การวิวาทมีบ่ายครั้ง และมีหลายครั้งที่จบลงด้วยการแข่งขันฟุตบอล (แล้วก็ไปมีเรื่องกันต่อในสนามบอล :30:)
ผมอยู่ ในทีมเด็กหัวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัดและรุ่นพี่ผม 1-2 ปี
เรายึดเอาลานวัดซ้อมกันทุกเย็นหลังจากทำภารกิจซักจีวรให้หลวงพ่อหลวงพี่ และให้อาหารหมา แมวเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเด็กท้ายบ้าน จะใช้ลานฟุตบอลแถวๆ บ้านกำนัน ซ้อมกัน
วันแข่งเราแข่งกันที่สนามโรงเรียน วันแข่งนั้น จบลงด้วยทีมผมชนะและก็ได้พนันมา
นัดนั้นผมจำได้ดี เป็นวันที่ฝนตก ในท้ายๆ เกมจะตกหนัก เหมือนลุยโคนเตะบอลเลย
เกมนี้ ก็ยังคงความบู้ไว้เหมือนเดิม และผมโดนกระโดดถีบเข้าที่กลางหลังด้วย แต่ก็ถือว่าสนุกดี
จบเกม พากันไปล้างตัว ที่ห้วย.....


สรุปว่าเป็นชีวิตช่วงวัยกับกีฬาฟุตบอลที่สนุกมาก ตอนนั้นไม่เคยได้ยินคำว่ากีฬาตำบลเลย
ผมขึ้นม.3แล้ว ถึงได้เล่นฟุตบอลที่ เป็นแบบมาตรฐานกับเขาคือมีการจัดแข่งโดยผู้หลักผู้ใหญ่
ถึงได้ลงสนามอย่างที่เห็นในทีวีกับเขา....

เดี๋ยว มาต่อ ภาคต่อไป...
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เดอะบุ๋ม

#73
อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 27 เม.ย. 2008, 03:00 น.
กีฬา จักรี   ฟุตบอล

ผมบิ้ว อยู่นานเหมือนกัน ตั้งแต่เห็นจู๋นี้เป็นครั้งแรก
ตั้งใจจะหาเวลาเรียบเรียงกีฬาในชีวิตผมออกมาซํกหน่อย
วันนี้ อากาศดี ลมเย็นหลังฝนตก พอได้กลิ่นดินบ้างถึงไม่มากเท่าบ้านนอก
มันก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะเรียบเรียง
เรื่องราวกีฬาที่อยู่ในหัวใจที่ฝังอยู่ในหัวตลอดมาได้บ้าง

ผมก็คงเหมือนกับอีกหลายคน ที่มีกีฬาในหัวใจ เกิดมากับสังคมกีฬา
ตอนอยู่ประถม ตั้งแต่ ป.1 - ป.6 เล่นกีฬาทุกประเภท ที่มีให้เล่น
แต่เนื่องด้วยที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างจะบ้านนอก และยากจนมาก
สนาม อุปรณ์ รวมทั้งประเภทชนิดกีฬา ก็มีน้อยตามไปด้วย
ผมถือว่าผมเป็นหัวกะทิ ในกีฬาประเภทลานเกือบทุกชนิดในโรงเรียน
ในบรรดา ชั้น ที่ใกล้เคียง โตกว่าผมหนึ่งปี  ก็ยังสู้ผมไม่ได้
อย่าหาว่าคุยโวเลย เพราะโอ้อวดจริงๆ นั่นแหละ

ยังไม่ทันจะขึ้นป.6 คุณครู ก็เซ็นใบอะไรซํกอย่างนี่แหละ ให้พ่อผม
พาไปสมัครสอบเข้าเรียนที่โรงเรียกีฬา ในฐานะนักฟุตบอลที่จังหวัดขอนแก่น
เดินทางถึงขอนแก่น ด้วยหวังว่าตัวเองจะเป็น 1 ใน 16 คน ในบรรดา 1680 คน ทั่วประเทศ
ที่เข้ามาสอบ ให้ความรู้สึก เหมือน ศึกโคชิเอ็ง มาก *--*
ใช้เวลาสอบ 4 วัน  วันละ 400 กว่าคน  ผม ได้สอบ วันสุดท้ายพอดี

การสอบมีทั้งหมด 4 แบบทดสอบ  1.เลี้ยงบอลผ่านกรวย   2.ยิงประตู   3.เดาะบอล 4.เล่นทีม

1.เลียงบอลผ่านกรวย สบายๆ 
2.ยิงประตู หมูๆ
3.เดาะบอล อายมาก  คิดสภาพ ดู เดาะตก เดาะตก 
โดยมี 400 คน ที่นั่งดูเรา ไหนจะพ่อแม่พวกนี้อีกที่อยู่นอกสนาม(พ่อผมด้วย)
นอกจากนักกีฬาฟุตบอลที่เข้าสอบคัดเลือกแล้วในบริเว
ใกล้กันก็มีการสอบคัดเลือกอีกหลายชนิดกีฬา
ชนิดละไม่ต่ำกว่า 100 คน เข้าทดสอบ มันเป็นความหลังฝังใจมากๆ
4.เมื่อผ่านแบบทดสอบที่สามมาแล้ว ด้วยความใจเสีย แถมหมดกำลังใจสุดๆ
ในครั้งที่แล้ว แบบทดสอบที่สี่ ที่แบ่งทีมกัน ทีมละ 4 คน
โดยแต่ละคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มากันคนละจังหวัดเลย
ผมจำได้ ทีมผม มี
-เดวิด เด็กหน้าตาดีที่มาจากยโสธร ทักษะดีมาก ผมว่า 1 ใน 16 คน ที่มีสิทธิ์ คนนี้น่าจะได้
(เดวิดนี่ฟลุ๊กมาก เป็นคนคนเดียวกับที่เข้ามาคุยกับผมในภายหลังจากที่ผ่านการทดสอบที่สามมา
ในช่วงเวลาที่ผมสิ้นกำลังใจแบบสุดๆ )
-คนที่สองจำชื่อไม่ได้  คนตัวเล็กๆ ที่มาจากเลย ตอนเลี้ยงบอล โคตรเร็ว(คนนี้ที่คอมีรอยโดนยิงด้วย)
อีกคนจำไม่ได้แล้ว..

แบบทดสอบสุดท้ายนี่ เป็นแบบทดสอบที่ผมผ่านมันไปได้อย่างทุกลักทุเลมาก เรียกง่ายๆ
เหมือนทีมผมมีผู้เล่นแค่ 3 คนที่เล่นกัน ผมเหมือนตัวถ่วงอย่างไงอย่างงั้น เล่นไม่ออกเลย
อายด้วยนะ แบบอารมณ์ช่วงนั้น ประมาณว่า กูจะกลับบ้าน  อะไรประมาณนั้น
ผลเป็นอย่างไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่า ผมได้กลับบ้าน พร้อมกับหอบแผลในใจ ใหญ่ๆ มาหนึ่งแผลเต็มๆ

ผมกลับบ้านมานอนคิด และท้อแบบสุดๆ  อะลืมบอกไป ตอนผมเด็กๆ ผมรักกีฬาประเภทนี้มาก
มากขนาดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล เลยก็ว่าได้ และเล่น มันทุกเย็น
กลับจากโรงเรียนทำงานบ้านเสร็จต้องรีบใส่รองเท้าแล้วออกไป เตะบอลกับเพื่อนๆรุ่นพี่ในหมู่บ้าน
เคยตั้งใจจะเป็นทีมชาติให้จงได้ เพื่อนๆ และครูในโรงเรียนก็รู้

แต่หลังจากกลับมาจากขอนแก่นคราวนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่ในกะลาตลอดเลย
หลังจากวันนั้นผมไม่แตะฟุตบอลเลย ไม่กล้าแม้แต่จะมองลูกฟุตบอล
ท้อมากๆ เหมือนเป็นการอกหักครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นอย่างนี้อยู่เกือบสองอาทิตย์
ผมลงมานั่งที่บันได ตอนดึกๆ  บันไดที่บ้านผม เป็นที่ที่ผมชอบมานั่งคิดนู่นคิดนี่ประจำเวลาดึกๆ
แล้วบอกแม่ว่า ลงมาอาบน้ำ (ตอนที่พ่อผมสอนมวยให้ครั้งแรกก็ตอนที่ผมนั่งอยุ่ที่ขั้นบันไดหน้าบ้านนี่แหละ)
ผมนั่งอยู่ที่ขั้นสุดท้ายของบันไดมองออกไปที่ต้นมะขามใหญ่ กลางลานบ้าน มองเห็นลูกฟุตบอลแฟร๊บๆ
ลูกที่ผมเคยเตะมันเป็นประจำ มันตากแดดตากฝนมาเกือบเป็นอาทิตย์แล้วโดยไม่ขยับไปไหน
ผมรู้ว่ามันไม่ได้กลิ้งไปไหนเลย เพราะผมตัดสินใจเดินออกไปหยิบมันขึ้นจากพื้น
ที่เปรอะไปด้วยโคลนเหมือนจะฝังมันไว้ใต้ดินอย่างไงอย่างงั้น
แสงเดือนที่หงายสว่างส่องลอดผ่านพุ่มมะขามลงมาผมมองเห็นทุกอย่างด้วยแสงจันทร์
ผมโยนมันแล้วเริ่มเดาะ เดาะ เดาะ เดาะตก ๆ  1 ครั้งตก  2 ครั้งตก .




.....ผ่านไป 1 เดือนกว่าๆ 
ในที่สุดผมก็เดาะมันได้มากกว่า 100

หลังจากนั้น ผมก็กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง  แล้วผมก็ท้าคนอื่นเดาะบอลแข่งแล้ว กินตังค์คนอื่นทุกที
ในหมู่บ้านเดียวกันทั้งรุ่นพี่ ไม่ว่าจะรุ่นไหนไม่เคยมีใครเดาะบอลสู้ผมได้เลย

หลังจากนั้น พอผมขึ้นม.1 ที่ในเมือง แต่เป็นช่วงปิดเทอม ก็มีแมตซ์การแข่งขันเกิดขึ้น
ระหว่าง เด็กวัดหัวบ้าน กับเด็กรถท้ายบ้าน ซึ่งเด็กท้ายบ้าน จะค่อนข้างเป็นเด็กเกเร ไม่ถูกกันกับเด็กหัวบ้าน
การ วิวาทย์มีบ่อยครั้ง และมีหลายครั้งที่จบลงด้วยการแข่งขันฟุตบอล (แล้วก็ไปมีเรื่องกันต่อในสนามบอล :30:)
ผมอยู่ ในทีมเด็กหัวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัดและรุ่นพี่ผม 1-2 ปี
เรายึดเอาลานวัดซ้อมกันทุกเย็นหลังจากทำภารกิจซักจีวรให้หลวงพ่อหลวงพี่ และให้อาหารหมา แมวเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเด็กท้ายบ้าน จะใช้ลานฟุตบอลแถวๆ บ้านกำนัน ซ้อมกัน
วันแข่งเราแข่งกันที่สนามโรงเรียน วันแข่งนั้น จบลงด้วยทีมผมชนะและก็ได้พนันมา
นัดนั้นผมจำได้ดี เป็นวันที่ฝนตก ในท้ายๆ เกมจะตกหนัก เหมือนลุยโคนเตะบอลเลย
เกมนี้ ก็ยังคงความบู๊ไว้เหมือนเดิม และผมโดนกระโดดถีบเข้าที่กลางหลังด้วย แต่ก็ถือว่าสนุกดี
จบเกม พากันไปล้างตัว ที่ห้วย.....


สรุปว่าเป็นชีวิตช่วงวัยกับกีฬาฟุตบอลที่สนุกมาก ตอนนั้นไม่เคยได้ยินคำว่ากีฬาตำบลเลย
ผมขึ้นม.3แล้ว ถึงได้เล่นฟุตบอลที่ เป็นแบบมาตรฐานกับเขาคือมีการจัดแข่งโดยผู้หลักผู้ใหญ่
ถึงได้ลงสนามอย่างที่เห็นในทีวีกับเขา....

เดี๋ยว มาต่อ ภาคต่อไป...

เพิ่งรู้ว่าเข้าโรงเรียนกีฬาจังหวัดนี่มันต้องผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอนแบบนี้

:46:
ขออนุญาตช่วยแก้คำผิดนะคะ  แก้เท่าที่รู้ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย

ฟิ้งซ์

ผมยังเดาะบอลไม่ถึงห้าครั้งเลยครับ สุดๆ ก็ได้แค่สี่




แต่ทำไมวอลเลย์บอลเคยทำได้เป็นร้อยก็ไม่รู้ :05: (ตอนเรียนปวส.นะ)
ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines