โครงการตอบปัญหาธรรมะ "ทางก้าวหน้า" ประเภทประชาชน ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๐
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=8822
ผมเข้าสอบไม่ได้ครับ (เป็นคนจัดงาน)
ใครมาสอบผมจะ หาหนังสือให้กับออกเงินค่าสมัครให้ (1ทีมนะ)
:39: ตาลาย
:39:
หรือว่าทำ link ดี :44:
ธัมมชโย นี่ทางก้าวหน้าเหรอครับ :08:
ทำไมหรอครับ :09:
ผมว่า ธัมมชโย สอนพุทธศาสนา เพี้ยน นะครับ
ถ้าเป็นร้องเพลงก็เหมือนร้องผิดคีย์ เสียงเพี้ยน :42:
ไม่รู้สินะ ลองเอาหนังสือที่จะใช้สอบไปอ่านดูละกัน จะได้รู้ด้วยกันว่าเพี้ยนตรงไหนจะได้ช่วยกันปรับ
แต่ถ้าเห็นว่าดี ก็มาสอบด้วยกัน :25:
กำลังหาทีมครับ
ไม่ละครับ ขอบคุณครับ :40:
คุยกับ ตั้งแล้ว ตั้งบอกว่าจะแข่งด้วย ไม่รู้ว่าชัวร์ป่าว
ทีนี้ก็ขาดอีก 2 คนมาร่วมทีมครับ
ทีมจาก ฟ๐นต์ฟ๐รั่ม
ผมออกค่าสมัครให้ครับ
ผม...
ปลงละทิ้งทางโลกย์แล้วครับ
เงินทองตายไปก็เอาไปไม่ได้ :30:
เข้าไปช่วย ตั้งเขียน ก็ได้ครับ :42:
ผมสู้เสมอครับ หาเพื่อนๆ อีกสองคนมาร่วมแรงแข็งขัน รายได้ส่วนหนึ่งหักค่าใช้จ่าย มอบให้เว็บฟอนต์หมดเลยเอ้า(เอาไปมีตติ้งกัน)
ที่คิดทีมไว้คือ
1.ตั้ง
2.ครูนิด
3.ป้าแป้ง
ครูนิดนี่ยังติดต่อไม่ได้
ป้าแป้งด้วย ช่วงนี้ยังไม่เห็นออนเลย :16:
Quote from: ชาร์ป on 06 Jan 2007, 23:11 น.
ที่คิดทีมไว้คือ
1.ตั้ง
2.ครูนิด
3.ป้าแป้ง
ครูนิดนี่ยังติดต่อไม่ได้
ป้าแป้งด้วย ช่วงนี้ยังไม่เห็นออนเลย :16:
ครูนิดอยู่ตั้ง พิจิตร นู่นหนา...
ผมว่าน้องเต่า พี่จักรีนี่ก็เก่งนะ
พี่จักรี >> :39:
เต่า >> ละจากทางโลกย์ เรียบร้อย
:16:
ขึ้นอยู่กับกิจธุระของแต่ละตัวบุคคลด้วยจะ
ดรีมทีม...
พี่กัมส์
สาม
เคน
:02:
:25: :25: :25:
ตั้งชื่อทีมด้วยครับ
:12: :12: :12: :12:
ดรีมทีมสุดๆ :30:
:01: เหมือนจะเคยสอบเลยค่ะ
สนใจครับ {หมีโหด}/
อยากลองสอบมั้ง จะได้รื้อฟื้นอารมณ์ ท่องจำข้อสอบตอน มต้น ม ปลาย
ทดสอบ
ใครไม่ได้ทำผิด
ก.กัมส์ไม่ได้ตั้งใจเหยียบมดให้ตาย
ข.สามเดินข้ามกองหนังสือ
ค.เคนเกิดมาเป็นเกย์ จนพ่อหดหู่
ง.ผิดทุกข้อ
ค {หมีโหด}
ก.ไก่
ก่อนอื่นนะครับ ช่วยปรับทัศนะคติของผม เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายหน่อย นะครับ เพราะมีหลายอย่าง
ที่ ผมได้ยินมาแล้วรู้สึกว่า มันไม่ใช่ ซึ่ง ขอความช่วยเหลือจาก คุณชาร์ป หรือ ผู้ที่มีความรู้จริง ช่วยหน่อย
และขออภัยผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าต่อธรรมกายถ้าหากมีความคิดเห็นส่วนหนึ่งส่วนใดที่ทำให้ต้องขุ่นข้องหมองใจ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
ต่อไปนี้ ผม จะขอใช้คำที่พี่แอนเคยพูด บ่อยๆ คือคำว่า "เขาว่า"
เขาว่า คนที่ไปทำบุญหลายคนใช้เงิน เพื่อซื้อพื้นที่ สำหรับนั่งสมาธิจริงมั้ย ที่เป็นอย่างนั้น เพราะเชื่อกันว่าเป็นการใช้เงินเพื่อ ซื้อพื้นที่
สวรรค์ชั้นดุสิตจริงหรือ .....?
เขาว่า .... ธรรมกายสอนให้นั่งสมาธิแล้วเพ่งไปที่ใจกลางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วบอกว่ามันเป็นที่สุดของสมาธิทั้งที่มันเป้นแค่สมถะ จริงหรือ
เปล่า ? (ขอโทษทีครับที่แถมความเห็นลงไปนิดนึง)
........................................
ส่วนเรื่องคำสอนผมไม่รุ้ว่าบิดเบือนรึเปล่า นะครับ เพราะผมไม่ได้เข้าไปศิกษาเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายอย่างจริงจัง
แต่ที่ได้ยิน เขาว่า ธรรมกายบิดเบือนแก่นของศาสนา ที่ว่าด้วยเรื่องนิพพาน เพราะ เท่าที่ผมรู้และผมเชื่อ
นิพพานคือการหลุดพ้น หลุดพ้นจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด คือสูญ ไปเลยอะไรประมาณนี้ น่ะครับ
แต่ธรรมกาย ไม่บอกอย่างนั้น ซึ่งบอกในทำนองว่าด้วยผลตอบแทนจากการทำบุญ สุขสบาย มีความสุข
ขึ้นสวรรค์อะไรประมาณนี้ จึงทำให้ ได้รับความศรัทธาจากผู้คนที่ยังคงมีกิเลส ซึ่งไม่รุ้ตัว ใช้เงินมากมายเพื่อจะให้ได้ซึ่งนิพพาน.......
หรือเพราะกลัวว่าถ้าไม่บิดเบือนจะไม่มีคนมาทำบุญก็ไม่รู้ (อันนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ....ใครเห็นตรงข้ามด่าได้ตามสบาย...)
พอแค่นี้ก่อนนะครับ อย่างไรก็รบกวนผู้รู้หรือพี่ชาร์ปมาช่วย ปรัปอคติ ของผมหน่อย ชี้แจงหน่อยนะครับ
ด้วยความเคารพ ไม่ได้มีเจตนา อื่นใดแอบแฝง เพราะผมเชื่อว่า เราทุกคน เป็นศิษย์ มีครู แต่ในเรื่องนี้ แม้เราจะมีครูที่ต่างกัน
แต่ครูใหญ่ของเราคือคนเดียวกัน นั่นคือ พระพุทธเจ้า ฝากไว้แค่นี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ :46:
.
คิดเห็นเหมือนคุณแจคครี่ครับ {หมีโหด}
แต่ไม่รู้จะแอนตี้ไปทำไม ไม่ใช่เงินเรา :42:
แก่นของศาสนา ไม่ว่าจะนิกายไหน ต้อง ยึดแก่นเดียวกันครับ ผมเชื่ออย่างนั้น.......
ที่เห็น ๆ อยู่ ก็เปลือกนิ :42:
ธรรมกายเป็นยังไงผมไม่ทราบครับ
รู้แต่ธรรมศาสตร์ มีแต่สาวน่ารัก :22:
เคยแต่สอบข้อเขียนถ้าจำไม่ผิดตอน ม.4
Quote from: iannnnn on 07 Jan 2007, 02:26 น.
ธรรมกายเป็นยังไงผมไม่ทราบครับ
รู้แต่ธรรมศาสตร์ มีแต่สาวน่ารัก :22:
พี่แอน.... :34:
จริงครับจริง... :43:
อย่างเช่น เอ๋ :19:
ต้องรู้อันที่ถูกก่อนน่ะครับ ถ้าไม่รู้อันถูกชัดเจนเป๊ะๆก็จะไม่เข้าใจว่ามันผิดอย่างไร
ก่อนจะตอบคำถาม
ผมว่าพี่จักรีน่าจะลองมาศึกษาที่วัดดูก่อนนะครับ
ดูจากคำถามแล้วเป็นคำถามที่ฟังมาจากคนอื่นทั้งนั้น เขาว่า < เขาไหนครับ
มันเหมือนกับเรื่องวางระเบิดฟิวเจอร์ฯ เลย
เขาว่า มันวางระเบิดฟิวเจอร์คนเดินห้างเจ็บเพียบ
พออีก ทางฟิวเจอร์เองมาแถลงข่าวเลยว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซึ่ง
มันก็ไม่มีจริงๆเพื่อนผมก็ไปเดินซื้อของตามปกติ
:39:
ตอบนะครับ
คนที่ไปทำบุญหลายคนใช้เงิน เพื่อซื้อพื้นที่ สำหรับนั่งสมาธิจริงมั้ย ที่เป็นอย่างนั้น เพราะเชื่อกันว่าเป็นการใช้เงินเพื่อ ซื้อพื้นที่สวรรค์ชั้นดุสิตจริงหรือ .....?
ไม่จริงครับ ที่วัดไม่เคยบังคับใครทำบุญเลย
ธรรมกายสอนให้นั่งสมาธิแล้วเพ่งไปที่ใจกลางสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วบอกว่ามันเป็นที่สุดของสมาธิทั้งที่มันเป้นแค่สมถะ จริงหรือ
ผมเองไม่เคยได้ยินคำว่า เป็นที่สุดของสมาธิเลยครับ จากปากครูบาอาจารย์
สมาธิที่เรียกว่า สมถะ คือ สมาธิระดับพื้นฐานทั่วๆไป 40 วิธี ของที่วัดก็จัดเป็น 1 ใน 40 วิธี
คือดูนิมิตแสงสว่าง
สมาธิที่เรียกว่า วิปัสสนา คือสมาธิในระดับของพระอริยบุคคล สามารถพิจารณาอริยสัจ4 เข้าสู่พระนิพพาน
ส่วนเรื่องคำสอนผมไม่รุ้ว่าบิดเบือนรึเปล่า นะครับ เพราะผมไม่ได้เข้าไปศิกษาเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายอย่างจริงจัง
แต่ที่ได้ยิน ธรรมกายบิดเบือนแก่นของศาสนา ที่ว่าด้วยเรื่องนิพพาน เพราะ เท่าที่ผมรู้และผมเชื่อ
นิพพานคือการหลุดพ้น หลุดพ้นจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด คือสูญ ไปเลยอะไรประมาณนี้ น่ะครับ
แต่ธรรมกาย ไม่บอกอย่างนั้น ซึ่งบอกในทำนองว่าด้วยผลตอบแทนจากการทำบุญ สุขสบาย มีความสุข
ขึ้นสวรรค์อะไรประมาณนี้ จึงทำให้ ได้รับความศรัทธาจากผู้คนที่ยังคงมีกิเลส ซึ่งไม่รุ้ตัว ใช้เงินมากมายเพื่อจะให้ได้ซึ่งนิพพาน.......
หรือเพราะกลัวว่าถ้าไม่บิดเบือนจะไม่มีคนมาทำบุญก็ไม่รู้
http://www.dhammakaya.or.th/meditation/dhammakaya_scriptures_th.php
ผมคิดว่า มนุษย์ทุกวันนี้ บิดเบือนตนเองมากกว่า
แล้วยังจะมาโทษพระโทษเจ้าว่าบิดเบือนคำสอน
ไปๆมาๆ มันก็เข้าข่ายที่ว่า
อยากรู้ว่าเกมนี้มันส์อย่างไร ก็ต้องไปเล่นเองมานั่งดูคนอื่นเค้ามาเล่ามันก็ไม่ได้
อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกาย ก็มาบวชเลยครับ
มาลุยด้วยตัวเองเลยศึกษาเองเลย
ที่วัดไม่มี yuri ครับ
ปล.บวชภาคฤดูร้อนที่วัดเริ่มรับสมัครละ ระยะบวชประมาณ 2 เดือน :42:
ลิงค์เสียครับ
แล้วถ้าอยากบวชที่วัดนี้มีเงื่อนไขอะไรพิเศษที่แตกต่างจากวัดทั่วไปไหมครับ
:09: ผมยังเปิดดูได้อยู่เลยครับ
Quotehttp://www.dhammakaya.or.th/meditation/dha...riptures_th.php
ลิงก์ที่ไหนเขามี 3 จุดกันล่ะครับ
อ้าว :42: ลืมดู
ขอบคุณครับ
แก้แล้วครับ
http://www.dhammakaya.or.th/meditation/dhammakaya_scriptures_th.php
Quoteแล้วถ้าอยากบวชที่วัดนี้มีเงื่อนไขอะไรพิเศษที่แตกต่างจากวัดทั่วไปไหมครับ
ต้องท่องคำขานนาคได้เองครับ
ถ้าท่องไม่ได้จะไม่ผ่านการรับสมัครครับ
วันหลังผมจะมาขอคำชี้แนะประเด็นหลักๆ คงอาจจะหลังจากการทำความเข้าใจ กับลิ้งที่พี่ชาร์ปให้มา
ทั้งหมดก่อน
และขอออกตัวนิดนึงครับว่า ผม เองก็เคยลองฝึกวิธี แบบธรรมกายอยุ่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน
เพราะช่วงนั้นผมอยุ่ มัธยม อาจารย์ ที่สอนสังคมกับภาษาไทย ผม เขา ศรัทธาธรรมกายมาก
จึงเกณฑ์ นักเรียนไปทำบุญ นั่งสมาธิ และ ไปบวช ที่วัด โดยบอกว่า ถ้าใครไม่ไป ไม่ให้จิตพิสัย
ซึ่งนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องและ อาจจะลามไปจนถึงทำให้ผมเริ่มอคติต่อธรรมกาย...
แต่ผมไม่ปฏิเสธ อะไร เพราะผมก็อยากลองเหมือนกัน....ผมไป ครั้งแรก รุ้สึกขนลุกเลย คือคนหลายร้อย
คนนั่งสมาธิกัน เงียบมาก อืม.. ในใจก็คิดว่า อืมดีๆเป็นการ ฝึกสมาธิที่ดี แต่หลายอย่างที่
ที่มันไม่ใช่ก็ตามมาเรื่อยๆ ในความคิดผม....เมื่อมีคนมากก็ย่อมเกิดปัญหา ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดจาก
คนที่ไม่เต็มใจมาแต่ถูกบังคับให้มาอย่างโรงเรียนผมตอนนั้น......
--- หลังจากกลับมาจากธรรมกาย ผมได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่างรวมทั้งจิตใจที่เป็นสมาธิด้วย
และอีกหลายอย่างที่ผมได้เรียนรู้จากที่นั่น คือ ศรัทธาของคน ที่ แรงกล้าและเอ่อล้น...จนน่ากลัว
น่ากลัวว่าสักวันหนึ่ง ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดเรื่องการเข้าใจผิดที่เกิดจากศรัทธาแรงกล้าเหล่านี้
จะก่อเกิดปัญหา ตามมา..... ซึ่งปัญหาต่างๆที่ผมได้ยินมาเรื่อยๆ มันทำให้ผมรุ้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้มาก.....
* ที่พี่ชาร์ปบอกว่า ทางวัดไม่ได้บังคับ ~~ แต่ก็ไม่ได้ปรับหรือแนะนำ ผู้ที่ทำบุญเลยเหรอครับทั้งที่น่าจะทำได้
หรือมองว่า ไม่ใช่กิจ.....
---- พอกลับมาผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับคำสอนมากนักเพราะผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะ
ตนจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะว่าผม ใช้เวลาช่วงสั้นในการศึกษาและปฏิบัติก็ไม่รุ้นะ... เพราะสำหรับผมการ
นั่งสมาธิกำหนดจิต ไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดสมาธิ นั้นเป็นเรื่องที่ผมถูกสอนมาจนเป็นพื้นฐาน
ว่าทำแบบนี้แล้วจะทำให้เกิดสมาธิได้จริง.....
---- อย่างโพสต์ ที่ แล้ว ที่ผมอ้าง คำว่า "เขาว่า" นั้น เพื่อที่จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาทีหลัง ......
ซึ่งแน่นอน ที่คนเราอาจจะรับรุ้ข่าวสาร มาต่างๆนานา ผิดๆถูกๆ ถ้า
ผมเชื่อตามนั้นทั้งหมดผมคงไม่อ้าง คำนี้แน่นอน......
---- พอแค่นี้ก่อนครับ เรื่องชวนผมไปบวชที่นั่น ผมคงปฏิเสธนะครับ
เพราะผมมีจุดประสงค์และทางปฏิบัติของผมอยุ่แล้ว และที่สำคัญ ผมไม่ชอบยูนิฟอร์มสงค์ที่นั่น :42:
อีกอย่างครับ จุดมุ่งหมายของ โพสต์แรก คือการปรับอคติที่ผมมีต่อธรรมกาย...ที่ผมต้องการปรับ
เพราะผมสนใจหัวข้อตอบปัญหาธรรมนี้แหละครับ สมมตินะครับ ว่า ผม เข้าใจว่า นิพพาน คือการหลุดพ้น...
แต่ทางธรรมกายไม่ได้บอกอย่างนั้น แล้วผมจะตอบคำถามถูกมั้ยครับ....??
หรือ จะให้ผมไปอ่านหนังสือแล้วยึดตามหนังสือ แล้วเอามาตอบ ~~
หรือว่าจะมองผมเป็นบัวในตรมที่ สอนอะไรไปบอกอะไรไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงไม่เลือกที่จะชี้แนะผม
ถ้าคิดอย่างนั้นก็ต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยแล้วกันนะครับ...............
.......................................................................................................
(+2) จักรี เลขสวยดี
อคติจากคนนอกที่มองเข้าไปยังคำว่า "ธรรมกาย"
ก็คือความอึดอัดเวลาคุยกับผู้ศรัทธานี่แหละครับ
อารมณ์ประมาณว่า มึงจะอะไรกันนักกันหนานักวะ
จ่าที่ผมเคยต้องเป็นลูกมือแก ชวน (จริงๆ คือบังคับ) ไปนั่งสมาธิอย่างบ่อย แต่ไม่เคยไป
เวลาต้องออกไปไหนทีแกก็เปิดเทปเพลงธรรมกายตลอดเวลา (ขอต้อย หมวกแดง ได้ไหมครับ)
พอเห็นแววตาผม (ที่แสดงออกค่อนข้างชัดว่าพยายามจะต่อต้านความอึดอัดนี้) แกก็แสดงอาการไม่พอใจละ
เชื่อว่าชาร์ปเป็นคนเข้าใจง่าย ก็คงเข้าใจฟิลนี้และไม่ถือสากันนะครับ
ที่โพสต์นี้เพื่ออยากเสนอว่า ทางธรรมกายน่าจะมีกุศโลบายอะไรสักอย่าง
ที่คัดกรองความศรัทธา ไม่ให้เกิดเป็นความงมงาย
แล้วสาระที่เชื่อว่ามีอยู่ให้ตักตวงนั่น จะสามารถเผยแพร่ได้อย่างเต็มที่กว่านี้ครับ
ป.ล.
อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่อ่านบทความใน ผจก รายสัปดาห์
เจอมอตโต้เด็ดของทั่นพุทธทาสภิกขุบอกว่า "อย่าบ้าบุญกันนักเลย (http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9500000001291)"
โคตรเจ๋งเลยครับ
จริง ๆ คือไม่ค่อยชอบวัดที่มีเงินเยอะ โดยส่วนตัว {หมีโหด}
มันดูไม่ วัดๆ ยังไงไม่รู้
ธรรมกายบิดเบือนคำสอนเกี่ยวกับนิพพาน
ซึ่งถือเป็นปลายยอดของพุทธศาสนา
พวกเรามนุษย์เดินดิน ส่วนมากก็จะปฏิบัติกันอยู่แถวๆฐานของพุทธศาสนาน่ะครับ
ส่วนนิพพานเป็นปลายยอด เหมือนเส้นชัย แต่มันไปถึงยากครับ มันไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาๆน่ะครับ(หมายถึงพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป)
คือมันเป็นเรื่องของพระ(คนที่บวชเรียน)น่ะครับที่จะต้องศึกษา และปฏิบัติ
ส่วนคนอย่างเรา(คนที่ไม่ได้บวชเรียน)เขาแค่ให้ปฏิบัติกันแบบง่ายๆน่ะครับ พวกศีล5 นั่งสมาธิก๊อกๆแก๊กๆ
แต่พระธรรมวินัยที่พระสงฆ์ต้องปฏิบัติมันจะยุ่งยากกว่ามาก
ทีนี้ ไอ้นิพพานนี่มันส่วนยอด เราไม่เกี่ยวอยู่แล้ว
แต่ปลายยอดของมันคือสาระสำคัญของมันจริงๆน่ะครับ
อธิบายไม่ถูก
ถ้าโครงสร้างมันผิดเพี้ยน มันจะเพี้ยนไปกันใหญ่
เหมือนกับถ้าเราเปลี่ยนเป้าหมายซะแล้ว มันก็จะกลายไปเป็นอีกเรื่องไปเลย
นิพพานเป็นเป้าหมาย ของพุทธศาสนา เป็นสภาวะที่เหมือนกับหมดเชื้อปะทุน่ะครับ
ซึ่งลองนึกภาพว่ามันเป็นยอดดอยน่ะครับ เราต้องขึ้นไปถึงยอดดอย เราจึงจะบอกได้ว่า ถึงยอดแล้ว
แต่ธรรมกายสอนให้ขึ้นมาแค่ครึ่งดอย แล้วบิดเบือนบอกว่า
มาถึงยอดดอยแล้ว ทั้งๆที่มันยังไม่ถึง
มันเสียหลักการ แล้วทำให้ยอดด้วน ถ้ามันผิดไปเรื่อยๆ มันก็จะด้วนไปเรื่อยๆน่ะครับ
อยากรู้เรื่องแบบชัดเจน ไปฟังท่านเจ้าคุณ พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)
แกตอบดีกว่า
แต่ว่ายาวมาก
http://rabob.tripod.com/tmk.html
:40:
ไอ้ สอนให้เป็นคนดี อะไรทำนองนั้น มันเบสิกๆน่ะ มันเพี้ยนตรงยอดนู้น ซึ่งบางทีมันมาไม่ถึงเรา หรือเราไม่มีทางไปถึงอยู่แล้ว
แต่ว่า
คือถ้ายอดมันยังอยู่ ลูกหลานเราหรือคนรุ่นต่อไปก็จะยังมีทางให้ไปถูกน่ะครับ(ถ้าอยากจะไปนะ)
แต่ถ้ายอดมันด้วนเสียแล้ว มันหมดหนทางไปเลยนะครับ
แล้วจะมานั่งใต้ต้นไม้คิดกันใหม่นี่ มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ไม่มีทางคิดได้กันเองใหม่ได้หรอก
จริงๆนะ
จำเป็นไหมว่าต้องบวช ถึงจะไปนิพพานได้ :09:
คุ้นๆว่า ในพุทธประวัติ ก็มีตั้งหลายคนนะ
แต่คงเปรียบเทียบกับสมัยนี้ไม่ได้
เพราะสมัยนั้น คนเรามุ่งแสวงหาสัจธรรม
มุ่งแสวงหานิพพานกันอยู่แล้ว
จำเป็นไหม กินข้าวจะต้องใช้ช้อน
ไม่ใช้ก็ได้นะครับ แต่มันจะลำบากหน่อย
อยากเป็นสถาปนิก ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย เป็นสถาปนิกได้ไหมครับ
สำหรับบางคนมันก็ได้นะครับ ไม่ใช่ว่ามันจะไม่ได้ไปเสียทีเดียว
แต่มันจะยาก สู้เข้าโรงเรียนดีกว่าครับ
:09:
ไม่รู้ว่าต้องบวชหรือเปล่าถึงจะนิพพานได้
แต่ที่แน่ๆ ต้องฝึก ต้องปฏิบัติครับ
อย่างณัฐว่าแหละครับ เข้าโรงเรียนเหมาะกว่า
สมมติเรา พายเรือข้ามฝั่ง แต่ในเรือเรามีสัมภาระมากมาย ....การพายเพื่อให้ถึงฝั่งก็จะยากมากด้วย (แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้) ดังนั้น ถ้าเราโยนสัมภาระเหล่านั้นลงจากเรือ ให้หมด การพายให้ถึงฝั่งย่อมทำได้ง่ายกว่า....
เรื่อง ท่านปยุตโต ผมถือว่าท่านเป็นปราชญ์ทางธรรมคนหนึ่ง ดูจากฉายา ก็รุ้ว่าทานมาทางสายธรรม...
ณัฐอธิบายแจ่มแจงแวงจริงๆ
เรื่องยอดด้วน
นิพพานช่างเป็นเรื่องน่าพิศวงจริงๆนะครับ
ตอนเด็กๆเคยอ่านหนังสือของหลวงปู่ชา
(ชอบคำสอนของท่านมาก ดังที่เคยเล่าให้ฟังเรื่องตายแล้วไปไหน)
ท่านบรรยายไว้ว่า วันหนึ่ง ท่านธุดงค์ไปแทบไม่ได้พบเจอผู้คนมานาน
ปฏิบัติอย่างหนักหน่วงในหุบเขา ไม่รู้วันรู้คืน ไม่รู้หลับรู้ตื่น
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จนกระทั่ง ท่านนั่งสมาธิไปนาน
ใต้ผาหินแห่งหนึ่ง นานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว
จนในจิตใจไม่เหลือสิ่งใดให้คิด ให้นึกถึงแล้ว (นั่งนานจนคิดไปหมดทุกเรื่องแล้ว)
แม้แต่ความกังวล ความสงสัยใดๆ ว่าตนเองต้องการนิพพานหรือไม่นิพพนานไหมก็ยังหายจากใจไปหมด
ไำม่มีสิ่งใดเหลือติดค้างอยู่ในใจเลย
ท่านค่อยๆลืมตา มองไปรอบข้าง เห็นบาตรวางอยู่ เห็นย่าม
เห็นกาน้ำ เห็นโขดหิน เห็นพุ่มหญ้า ท่านบรรยายว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างกลมกลืนเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน แม้แต่ร่างกายท่าน
ไม่มีสิ่งใดต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว
เป็นที่พูดกันทั่วไปภายหลังว่า นั่นคือการบรรลุอรหันต์
(ท่านไม่ได้พูดเอง) และเหมือนตอนเด็กจะเคยได้ยินใครเรียกว่าอรหันต์องค์สุดท้าย
จำได้ว่าตอนท่านเสีย ไม่เกินสิบปีมานี้เอง
ในหลวงราชินีเสด็จมาพระราชทานเพลิงศพด้วยตนเอง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ที่อุบลด้วยนะครับ
ไม่ใช่อะไรครับ ที่เล่ามา ภาวะที่ท่านบรรยายไว้นั้น
เมื่อตอนผมอยู่มัธยม ไปดูหนัง เรื่องหนึ่งที่พระเอกชื่อนีโอ
ฉากไคลแม็กซ์ ที่นีโอค่อยๆลืมตาขึ้นมา แล้วเห็นผนัง-ศัตรู-สรรพสิ่งทุกอย่าง
กลายเป็นเหมือนกันหมด ผมจึงเข้าใจว่าที่หลวงปู่ชาเห็นคืออะไร :42:
ผมบวกพี่จักรี ด้วยครับ
ที่บ้านผม ติดเคเบิ้ลวัด ธรรมกายด้วยครับ
นั่งดู ธัมชโยพูด ท่ามกลางสานุศิษย์เสมอๆ(พร้อมทำตาเหลือก)
ไม่ได้ดูจริงจังสักหน(ได้ 5-10 นาที) ก็เปลี่ยน
ลูกสาวผมชอบดูตอนเป็น (อนิเมชั่น กินผัก)
ละแวกบ้านผมเป็น สาวกวัดธรรมกายกันบานเลย
อย่างไรเสีย
เรื่อง นิพพานเป็นอัตตา
หรือนิพพานเป็นอนัตตา
ธรรมกายว่าไว้อย่างไรครับพี่ชาร์ป
ผมถามด้วยความเคารพจริงๆ
เพื่อจะได้แจ้งใจ ว่าไม่ได้ฟังจากแถวอื่นที่อื่น
Quote from: 'ระจัน on 09 Jan 2007, 15:45 น.
ผมบวกพี่จักรี ด้วยครับ
ที่บ้านผม ติดเคเบิ้ลวัด ธรรมการด้วยครับ
นังดู ธัมชโยพูด ท่ามกลางสานุศิษย์เสมอๆ(พร้อมทำตาเหลือก)
ไม่ได้ดูจริงจังสักหน(ได้ 5-10 นาที) ก็เปลี่ยน
ลูกสาวผมชอบดูตอนเป็น (อนิเมชั่น กินผัก)
ละแวกบ้านผมเป็น สาวกวัดธรรมกานกันบานเลย
อย่างไรเสีย
เรื่อง นิพพานเป็นอัตตา
หรือนิพพานเป็นอนัตตา
ธรรมกานว่าไว้อย่างไรครับพี่ชาร์ป
ผมถามด้วยความเคารพจริงๆ
เพื่อจะได้แจ้งใจ ว่าไม่ได้ฟังจากแถวอื่นที่อื่น
:33:
แต่ถ้าตั้งใจ ป้าคงหน้าแตก :03:
Quote from: แป้งหวาน on 09 Jan 2007, 15:55 น.
:33:
แต่ถ้าตั้งใจ ป้าคงหน้าแตก :03:
บวกพี่ จิ้มจุ่มนาโน ด้วย
บวกป้าด้วย
ผมหน้าแตก :05:
55555 แซวเล่น ในบ่ายน่าเบื่อและปวดท้องเช่นนี้
ปล. นั่งรออ่านกระจู๋ต่อ :25:
อ่านมาสักพักก็เข้าใจ
ผู้บรรลุนิพพาน มองโลกได้แบบเมทริกซ์
:42:
เข้าใจล่ะ
บุญที่ธรรมกายแบ่งกันเป็นชั้นๆ ครับ
บางคนถึงกับกู้เงินมาทำบุญ
เพราะเชื่อว่าการทำบุญเป็นการลงทุน... :01:
พิธีกรรมแต่ล่ะครั้งใช้งบประมาณเหยียบล้านครับ
เค้าพยายามจะแสดงความศรัทธามากจนดูเกินเลยไปหน่อยนึง
เคยไปนอนอยู่ในนั้น 2 คืน
มีพระแผนก Maya นั่งคุม rendering งานอยู่ในห้องแอร์ด้วยครับ :08:
เดี๋ยวนี้คงมี Dualcore เรียงเป็นตับ... :42:
...
ชอบที่ลุงณัฐว่า...
:46:
ยังคงรออ่านครับ
นี่เป็นกระจู๋ศาสนาเปรียบเทียบที่น่าอ่านกว่าของคุณชัยวุธเป็นไหนๆ
Quote from: ภูกระดึง on 09 Jan 2007, 13:05 น.
ไม่รู้ว่าต้องบวชหรือเปล่าถึงจะนิพพานได้
แต่ที่แน่ๆ ต้องฝึก ต้องปฏิบัติครับ
อย่างณัฐว่าแหละครับ เข้าโรงเรียนเหมาะกว่า
{หมีโหด}/
สมัยพุทธกาล ที่คนฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเสร็จ
ก็บรรลุอรหันต์ได้ เนื่องจากคนสมัยนั้น มีการบำเพ็ญเพียรกันขนาดหนัก
มีการฝึกสมาธิกันเป็นกิจวัตร จนได้ฌานกันอยู่แล้ว
พระอาจารย์ของผมท่านบอกว่า อย่างพวกโยคีที่อินเดีย
บางท่านฝึกสมาธิจนถึงขนาดว่า ให้ผู้หญิงไปลูบลึงค์ ก็ไม่รู้สึกอะไร
แต่อย่างในปัจจุบัน ปัญหาก็คือ
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า โรงเรียนไหนที่จะเหมาะกับจริตของเรา
จนกว่าจะได้เข้าไปเรียน แล้วจะฝึกปฎิบัติ
แล้วอีกอย่างนึง คนสมัยนี้จะหาคนที่ตั้งใจ
ปฎิบัติธรรม ไปให้ถึงพระนิพพานได้เนี่ย ยากยิ่งกว่ายาก
แต่จะหาครูบาอาจารย์ ที่จะคอยชี้แนะให้ไปถึงได้ยิ่งยากกว่า
เพราะคนที่จะบอกได้ว่า คนๆนั้น ''รู้'' ก็คือคนที่ "รู้" แล้วเท่านั้น
กรณีของธรรมกาย หรือแม้กระทั่งกรณีของท่านพุทธทาส
ก็ยังมีคนบอกว่า ท่านพุทธทาสสอนผิด
ผมไม่อาจก้าวล่วงไปวิจารณ์ ทั้งธรรมกาย หรือ ท่านพุทธทาส
เพราะตัวผมเอง ก็ไม่ได้ "รู้" จริง
ก็ได้แค่พยายามเป็น พุทธศาสนิกชนที่ดี
ที่แม้จะไม่ค่อยดีนัก
ปฎิบัติธรรมบ้างในบางโอกาส
ผมยังเชื่ออยู่ว่า แค่การเข้าใจ ไม่เพียงพอ เราไม่สามารถ "รู้" ได้
้จากการถกเถียงหาข้อยุติ หรือจากการอ่านท่องพระไตรปิฎก
แต่เราจะ "รู้" ได้จากการปฎิบัติเท่านั้น
กรณีของกระจู๋นี้ผมว่าเป็นเรื่องของเจตนาดี
ที่จะชักชวนผู้คนให้สนใจ พระพุทธศาสนา
ส่วนที่ว่า จะผิดจะถูกในส่วนยอด
เชื่อว่าผู้มีปัญญาแต่ล่ะท่าน คงมีสติ รับรู้ และแยกแยะได้ในที่สุด
ป.ล. คิดต่อนะครับว่า ถ้าต้องบวช นี่เป็นสาเหตุนึงใช่ไหมครับ
ที่ผู้หญิงจะไม่มีโอกาสไปถึงนิพพาน
อันนี้ผมก็ว่าไปตามหลักการน่ะนะ
อะแฮ่ม..
นิพพานในพุทธศาสนาก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรเลย
เพียงแต่มันเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา
บางคนก็ใช้เวลาปฏิบัตินาน บางคนก็ปฏิบัติเร็ว บางคนก็เจ็ดปี บางคนก็แค่เจ็ดวัน บางคนก็เจ็ดนาที
แล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคน
นิพพาน
มันเป็นสภาวะที่ก้าวข้ามไปแล้วทั้งใช่ และไม่ใช่ ไม่มีทั้งเอา และไม่เอา คือไม่มีทั้งตอบรับ และ ปฏิเสฐ(เขียนไงวะ) ไม่มีทั้งอร่อย และไม่อร่อย ไม่มีทั้งชอบ และไม่ชอบ
คือมันจะแทงกั๊กอยู่ตรงกลางพอดี ไม่ใช่ว่าอรหันต์ที่ไหนไม่สนใจผู้หญิงโป๊ๆเพราะว่าไม่ชอบนะครับ
เพียงแต่ว่า ท่านจะมองคนละแบบกัน คนที่เข้าใจธรรมมะ(ชาติ) เข้าใจความทุกข์ เขาจะมองเห็นคนละแบบกับพวกเราน่ะ
ไม่ใช่ทั้งอยากได้ และไม่อยากได้
บางทีคนเราไม่เอาอะไรก็เพราะรังเกียจ แต่อรหันต์ท่านไม่ได้รังเกียจผู้หญิงโป๊ๆน่ะครับ
แต่ว่า คือ ไม่ติด ทั้งสองฟาก คือ ทั้งชอบ และไม่ชอบ น่ะ
เพราะความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้ไม่มีทั้งชอบ และไม่ชอบ น่าจะเรียกว่าแบบนี้มากกว่า
คนเราเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรมมันก็จะเปลี่ยน เพราะพฤติกรรมมันเป็นผลมาจากวิธีคิด
ขจัดความไม่รู้เกี่ยวกับความทุกข์ออกไปหมดมันก็หมด ไม่รู้หมดไป มันก็รู้ แค่นั้นเอง
จะว่ายากมันก็ยาก จะว่าง่ายมันก็ง่าย(เพียงแต่มันทิ่มแทงจิตใจปุถุชนคนเดินดินทั่วไปแบบสุดๆ)
แล้วก็ไม่มีข้อจำกัด บุรุษ และ สตรี ก็เหมือนๆกัน คนตาบอดหรือหูหนวกก็เหมือนๆกัน
เพียงแต่ว่าเขาไม่ให้ผู้หญิงบวชพระในตอนหลังเพราะกลัวว่ามันจะยุ่ง คุมกันลำบาก
แต่ความจริงแล้วก็เหมือนกัน
แหม ผมก็ว่าไปตามหลักการนะครับ ไม่ได้เป็นคนธรรมะธรรมโม อะไรหรอก 555
อันนี้ชัดเจน ลองไปอ่านเล่นกันดูครับ ของท่านเจ้าคุณเหมือนเดิม
http://rabob.tripod.com/tmk2.htm
Quote from: iamnot on 09 Jan 2007, 23:56 น.
ป.ล. คิดต่อนะครับว่า ถ้าต้องบวช นี่เป็นสาเหตุนึงใช่ไหมครับ
ที่ผู้หญิงจะไม่มีโอกาสไปถึงนิพพาน
น่าสนใจมากๆ อันนี้
สมัยก่อน โอเค ผู้หญิงเป็นเพียงตัวประกอบไม่มีบทพูดในประวัติศาสตร์
เขาเลยโฟกัสไปแต่ที่ผู้ชาย - แต่ในวันนี้ ผู้หญิงสามารถไปถึงนิพพานได้แล้วหรือยัง
(สมมติว่าตีความคำว่านิพพานไปทางอื่นที่ไมได้แปลว่าหลุดพ้นจากการเกิดก็ตามสบาย)
Quote from: iannnnn on 10 Jan 2007, 02:15 น.
น่าสนใจมากๆ อันนี้
สมัยก่อน โอเค ผู้หญิงเป็นเพียงตัวประกอบไม่มีบทพูดในประวัติศาสตร์
เขาเลยโฟกัสไปแต่ที่ผู้ชาย - แต่ในวันนี้ ผู้หญิงสามารถไปถึงนิพพานได้แล้วหรือยัง
(สมมติว่าตีความคำว่านิพพานไปทางอื่นที่ไมได้แปลว่าหลุดพ้นจากการเกิดก็ตามสบาย)
ผมจะตอบในทัศนะของผม
เรื่องนี้ไม่ได้เห้นกันในชาติเดียวครับ เข้าใจใช่มั้ยครับ .....
เกิดเป็นหญิง เป็น ชาย เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็น สิ่งมีชีวิตบนสังสารวัฏนั้ ย่อมมีโอกาศบรรลุธรรมต่างกัน
มากน้อย ยากง่าย แล้วแต่บุญกรรม ที่ทำกันมา สั่งสม จนถึงพร้อม ที่จะบรรลุธรรม...
เหมือนที่พระพุทธเจ้า ก่อนที่จะทรงตรัสรู้ ท่านได้เสวยชาติมานับไม่ถ้วน.....สั่งสมกรรมดี มา
จนถึงพร้อม
สมัยพุทธกาล ในช่วงพระพุทธเจ้าเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาด้วยตัวเอง.....ในสมัยนั้น
ถือว่าเป็นสมัยที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองถึงที่สุด ซึ่งไม่แปลกที่
จะมีเหล่าพุทธศาสนิกชนตบเท้าขึ้นธรรมเนียบ อรหันต์กันเยอะมาก ไม่เฉพาะแต่นักบวชเท่านั้น...
ปัจจุบัน เป็นช่วงที่ พุทธศาสนาดำเนินมาไกลมากนับ กว่า 2500 ปี
พระธรรมคำสอน รวมถึงพุทธประวัติ ต่างๆ ก็ค่อย เลือนหาย บ้างก็ถูกบิดเบือนไป
ซึ่งอันนี้ ไม่มีใครรู้ชัดว่า มากน้อยแค่ไหน พระไตรปิฎก ถูกชำระ ครั้งแล้วครั้งเล่า ........
แต่ ประเทศไทยถือว่าเป้นประเทศที่พุทธศานา แข็งแรงที่สุด แข็งซะจนศรีลังกา
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ใจกลางแห่งพุทธศานา ได้มาอัญเชิญพระไตยปิฎกจากไทยเลยทีเดียว....
ผมชื่อเหลือเกินว่า อรหันต์ ยังมีอยุ่ อย่างแน่นอน และเชื่อว่า โสดาบัน ที่เป็นคนธรรมดาอย่างเราก็มี
ซึ่งผมเห็นว่า พวกท่านเหล่านั้นไม่มีเหตุผลใดที่ต้องแสดงตน ...
การบิดเบือน
การบิดเบือน...มักไม่เกิดขึ้นในขั้นที่เรียกว่าทานศิล เราไม่สามารถรู้ได้โดยง่ายนักหรอกว่าบิดเบือนอย่างไร เพราะแท๊บจะลอกคำสอน ในพระไตปิฎกมาเป๊ะๆ
ส่วนใหญ่ การบิดเบือน จะอยุ่ในขั้นภาวนา ซึ่งอันนั้นมันละเอียดอ่อนมาก...
---------------
นี่ถ้าเราไม่สนใจว่าจะเป็นโสดาบันหรืออรหันต์อะไรนั่น
ซึ่งไกลตัวจากเราแน่ๆ ละก็นะ จะขอถามแบบกวนตีนหน่อยครับ
แสดงว่าชาตินี้ สังสารสัตว์ (ทำไมต้องใช้คำยากๆ ด้วย :08:) ที่เกิดมาเป็นเพศเมีย
หรือเป็นสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ผู็มีใจประเสริฐ ก็อดบวชใช่ไหมครับ
ต้องรอคิวตีตั๋วไปชาติหน้า เผื่อเกิดมาเป็นมนุษย์เพศชายตามขนบก่อน
แล้วค่อยหาบันไดไปนิพพานอีกที
จริงๆแล้ว ผมก็ไม่ได้รุ้จริงขนาดชี้ชัดได้ว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น แต่ ผม เชื่อว่า เมื่อ ถึงพร้อมแล้วไม่ว่าจะอยุ๋ในสภาพไหนก็บรรลุได้ด้วยกันทั้งนั้นครับ แต่ คน เนี่ยถือว่ามีโอกาศที่ดีที่สุดที่จะบรรลุได้
จริงๆผู้หญิงก็สามารถทำได้เช่นกันนะครับ ผมเชื่ออย่างนั้น......และสมณะเพศ อย่าง ชี พราห์ม ก้ยังมีนะ ....
แล้วผู้ที่นับถือต่างศาสนาล่ะครับ
หมายความว่า นาย A เป็นคนดีสุดยอดม้อดดี้
แต่เกิดที่ประเทศเปรู และไม่รู้จักพระพุทธเจ้า
นาย A จะสามารถบรรลุมั่งได้หรือไม่ (ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป)
ย้ำว่านาย A เป็นคนดีมาก สุดยอดม้อดดี้
ทัศนะส่วนตัว........
ตามความคิดของผม นะครับ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่อยาก พูดถึงศาสนาอื่นอ่ะนะ
แต่ขอพูดนิดนึง ว่า จุดมุ่งหมายมันคนละอย่างกัน สมมติ ว่าศาสนา AA เป้นศาสนา ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการ
ไปเป็นอยุ่บนสวรรค์ ศาสนา BB ก็เหมือนกันเพื่อ ให้ไปอยุ่สวรรค์อีกชั้นหนึ่ง อะไรก็ว่าไป ศาสนาพุทธไม่
ต้องการเกิดอีก ไม่ว่าจะเกิดเป้นเทวดา เป้น เทพ อะไรต่างๆ คือต้องการให้หลุดพ้น...
อยุ่ที่ว่านาย A นับถือและปฏิบัติตน ตามหลักของศาสนาไหน ซึ่งเรื่องบรรลุหรือไม่นั้น ผมไม่รุ้ว่าอาการ
บรรลุ ของศาสนานั้นๆมันจะเป็นเช่นไร การเป้นคนดี อาจจะไม่พอสำหรับการก้าวข้ามไปยังจุดสูงสุดของ
หลักศาสนาหรือเปล่า....
แต่ยังยืนยัน ว่า เมื่อถึงพร้อม แล้ว ใครก็สามารถบรรลุได้เช่นกัน ถ้าพูดถึงเรื่องชาติภพ กรรมเวร แล้วเดี๋ยว
จะกลายเป้นว่า ผมมีความคิดเห็นเข้าข้าง พุทธศานา....ซึ่งการถึงพร้อม ในความคิดผม ในหลักพุทธศานา
แล้วคือ การ สั่งสมบุญบารมี ก่อกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว และชดใช้กรรมชั่วที่เคยสร้างไว้ ในภพชาติต่างๆ
แล้ว......ซึ่งแน่นอนไม่สามารถเป็นไปได้ในชาติภพเดียว บางที่อาจจะหลายชาติหลายภพเลยก็ได้กว่าจะ
ถึงพร้อม อย่างนั้น....
พอเกิดมาชาติ ที่อะไรๆชดใช้และบำเพ็ญเพียรหรืออะไรต่ออะไรที่ดีงามมาได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะเกิด
เป็นเรื่องที่ผมเรียกว่าผลกรรมและการสั่งสมคุณความดี รวมถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะพาเราเข้าใกล้การปฏิบัติตน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเอื้อ ต่อการบรรลุ
ที่นี้ก็อยุ่ที่ตัวเรา บางคนทำกรรมดีมาหลายชาติหลายภพ ไม่ก่อกรรมชั่วเลย แถมต้องชดใช้กรรมที่ตน
เคยก่อไว้จนหมด ชาติต่อจากนี้ ก็จะถึงเวลาแห่งการปฏิบัติ และชาติต่อไปก็จะเอื้อต่อการปฏิบัติยิ่งๆขึ้นไป
จนกว่าจะบรรลุ
ซึ่งผมคิดว่าแต่ละศาสนาย่อมมีทางของตัวเอง....
ตอบละเอียดดีนะครับ.....
ขอยกคำพูดของคุณดังตฤณ
เจ้าของหนังสือหลายเล่ม ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
เค้ากล่าวไว้ว่า
"ยุคเราลำบากกว่าพุทธกาลหน่อยหนึ่ง
ตรงที่ไม่มีพระพุทธเจ้าแบบเป็นตัวบุคคลมาชี้ถูกชี้ผิด
หรือระบุตรงๆว่าใครปฏิบัติมาถึงไหน
ควรจะพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร
แม้พระศาสดาจะตรัสสั่งเสียให้คำสอนของพระองค์เป็นตัวแทนสืบไป
ก็หาชาวพุทธได้น้อยนักที่จะอ่านคำสอนดั้งเดิมของท่านอย่างทั่วถึงด้วยความเคารพ
แถมอ่านคัมภีร์เล่มเดียวกันก็อาจตีความแตกต่างกัน คิดเห็นไม่ลงรอยกัน
เมื่อการสืบทอดพุทธศาสนาผ่านไป 2500 ปีเศษ
ปัจจุบันมีเกณฑ์การวัดความคืบหน้าแตกแยกไปมากมายหลายหลาก
เช่นบางกลุ่มเชื่อในเรื่องของสีแสง
บางกลุ่มเชื่อในเรื่องของนิมิตแบบต่างๆ
บางกลุ่มเชื่อในความหยั่งรู้รูปนามเป็นขั้นเป็นลำดับตายตัว "
ป.ล. ส่วนตัวผมเองคิดว่าอุปสรรคอันใหญ่หลวงคือ
พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี แต่เราเป็นคนไทย
ถ้าเราไม่เข้าใจบาลี ก็ไม่สามารถเอาพระไตรปิฎก
มาอ้างอิงได้เวลาที่ปฎิบัติแล้วเกิดติดขัด
ก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์อีกที
ผมสงสัยว่า แล้วพระไตรปิฎกฉบับแปลไทย
มีหรือเปล่าครับ แล้วนำมาใช้อ้างอิงได้หรือเปล่า
ถ้าไม่ได้ ทำไมไม่สังคายนาให้เป็นภาษาไทย
เยี่ยมเลยครับ ถกกันถึงนิพพาน
ผมเคยอ่านหนังสือ ความว่าง ของท่านพุทธทาส
คล้ายในนั้นจะมีบทหนึ่ง ว่าด้วยการ ตกกะไดพลอยโจร
คือเมื่อรู้ตัวว่าจะตายแล้วเรารู้ตัว และจิตเราว่างจริงๆ
(ไม่มีแวบ คิดถึงลูกเต้า เมียขวัญ ลิเวอร์พูล แมนยูฯ อะไรพันนี้)
ก็นิพพานได้เหมือนกัน
ผมอ่านมาเกิน 20 ปีแล้ว
ถ้าจำเพี้ยนไป คงไม่แปลก
ถ้ามีหนังสือเล่มนั้นมาอ้างได้จะดูน่าเชื่อถือ
พยายามหาอยู่ครับ
ผมจำกลอนได้ บทนึงด้วย
จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง
ยกผลงานให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น
กินอาหารด้วยความว่าง อย่างพระกิน
ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัว แต่หัวที
//หัวที (ถิ่นใต้) คือ ก่อน หรือ แรกเริ่ม
:12:
แสดงว่า นิพพาน (ของพุทธ) หรือไปสวรรค์ (ของศาสนาอื่นๆ เป็นอาทิ)
ก็อาจจะเป็นเพียง "สัญลักษณ์" ที่เหมือนเป็นเส้นชัยของการทำดีเฉยๆ
นั่นคือ เขียนไว้งั้นๆ ให้คนที่อุตส่าห์มาถึงขนาดนี้แล้ว ได้มีอะไรไว้จับเป็นธงชัย
(เชื่อว่าถ้าคนไปถึงตรงนั้นแล้วคงไม่ได้อะไรกับพระเจ้าหรือนิพพานหรอก เขาปล่อยทิ้งไปตั้งกะโสดาบันแล้ว)
ทั้งนี้มองในมุมของคนที่ไม่เชื่อเรื่องชาติภพครับ และงวดนี้ไม่ได้กวนตีน
Quote from: iannnnn on 10 Jan 2007, 11:52 น.
:12:
แสดงว่า นิพพาน (ของพุทธ) หรือไปสวรรค์ (ของศาสนาอื่นๆ เป็นอาทิ)
ก็อาจจะเป็นเพียง "สัญลักษณ์" ที่เหมือนเป็นเส้นชัยของการทำดีเฉยๆ
นั่นคือ เขียนไว้งั้นๆ ให้คนที่อุตส่าห์มาถึงขนาดนี้แล้ว ได้มีอะไรไว้จับเป็นธงชัย
(เชื่อว่าถ้าคนไปถึงตรงนั้นแล้วคงไม่ได้อะไรกับพระเจ้าหรือนิพพานหรอก เขาปล่อยทิ้งไปตั้งกะโสดาบันแล้ว)
ทั้งนี้มองในมุมของคนที่ไม่เชื่อเรื่องชาติภพครับ และงวดนี้ไม่ได้กวนตีน
อันนี้ผมไม่เห็นด้วยแฮะ
นิพพานไม่ใช่"สัญลักษณ์" แน่ๆ
อืมม์ ถกกันเรื่องนิพพาน นึกขึ้นมาได้เลย
อาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ เคยบอกไว้เหมือนกันว่า
ลำพังศีลห้า ยังถือไม่ได้ครบทุกวัน
การที่จะมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เสียเวลาเปล่า :46:
ไม่เสียเวลาเปล่าหรอกครับ ลองดู
:22:
.......................................
นิพพาน ตามความหมายของท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อเรื่อง หลักธรรมสําคัญในพุทธศาสนา หน้า๑๘๔ ท่านได้ให้ความหมายที่กระจ่างชัดถูกต้องดีงาม ซึ่งตรงกับความเห็นความเข้าใจของผู้เขียน จึงขออาราธนานำมาแสดงเป็นปฐมบทไว้ดังนี้
"นิพพาน หมายถึง เย็นหรือดับลง เย็นเหมือนไฟที่เย็นลง หรือของร้อนๆอะไรก็ตามมันเย็นลง นั่นแหละคืออาการที่นิพพานล่ะ......
เพราะฉนั้นคําว่านิพพานนั้นที่เป็นภาษาชาวบ้านแท้ๆ มันหมายถึงของที่ร้อนให้เย็นลงเท่านั้น แต่แล้วเราจะหมายความเพียงเท่านั้นไม่ได้ นั่นมันเป็นเรื่องของวัตถุ ส่วนนิพพานในเรื่องของธรรมะหรือทางศาสนามันหมายถึง เย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ จนเย็นสนิท จึงจะเรียกว่านิพพาน."
ดังนั้นก่อนอื่นจึงควรทำความเข้าใจในพระนิพพานอย่างถูกต้องดีงามเสียก่อนว่า เป็นสภาวะที่ดับกิเลสหรือกองทุกข์ หรือกล่าวเน้นลงไปได้ว่า สภาวะที่ปราศจากอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน
อันเกิดขึ้นเนื่องแต่อาสวะกิเลส,ตัณหา,อุปาทานนั่นเอง
จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความสุข สงบ สงัด อันบริสุทธิ์ยิ่ง ส่วนอื่นๆเป็นเพียงผลข้างเคียงอันพึงบังเกิดขึ้นเท่านั้น
ตามกฎพระไตรลักษณ์ จากพุทธพจน์ ที่ตรัสว่า
"สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ( อนิจจตา )
สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ( ทุกขตา )
ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา" ( อนัตตตา )
สังขาร สิ่งที่เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่ง ในไตรลักษณ์จึงหมายรวมถึงทุกสรรพสิ่ง ทั้งรูปธรรม, นามธรรม, กุศลธรรม, อกุศลธรรม, ทั้งโลกียธรรม และโลกุตรธรรม ขันธ์๕ ฯลฯ. อันล้วนแต่เกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น ยกเว้นเพียง สภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติ ดังมี "นิพพาน" อันเป็น"สภาวธรรม"อย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็น อสังขตธรรม คือสิ่งที่ไม่มีปัจจัยไปปรุงแต่ง, หรือสิ่งที่มิได้เกิดแต่เหตุปัจจัยใดๆนั่นเอง หรือก็คือ สภาวธรรมชาติ ทั้งหลายนั่นเอง
ธรรมในพระไตรลักษณ์หมายถึงสภาวธรรมหรือธรรมชาติอันครอบคลุมทุกสรรพสิ่งอันย่อมหมายรวม พระนิพพาน ด้วย ดังกล่าวข้างต้น
ขยายความพระไตรลักษณ์ เพื่อความเข้าใจในพระนิพพาน
๑. อนิจจตา ความไม่เที่ยง แปรปรวน ผันแปร ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดแล้วต้องเสื่อมหรือแปรปรวนไป
ดังนั้นสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง จึงหมายถึง สังขารสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอันล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงล้วนไม่เที่ยง มีการผันแปร ปรวนแปรเป็นอาการธรรมดาไปตามเหตุปัจจัยที่มาประชุมรวมกันนั้น ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้อย่างแท้จริง การควบคุมบังคับได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ถือว่าควบคุมบังคับได้อย่างแท้จริง
๒. ทุกขตา ความทนอยู่ไม่ได้ เป็นสภาวะที่สุดของการแปรปรวน กล่าวคือ ต้องสลายตัวดับไปเป็นที่สุด, เป็นภาวะที่เกิดจากการถูกบีบคั้นจํายอมจากสภาวะของอนิจจตาที่แปรปรวนเป็นธรรมดาอยู่ตลอดเวลาที่เกิดขึ้น มองไม่ออกให้พิจารณาอะตอมที่มีอิเลคตรอนวิ่งรอบๆอย่างแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา จนดับไปเป็นที่สุด
อันเนื่องจากเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆหลากหลายมาประชุมกัน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริงนั่นเอง จึงมีความไม่สมบูรณ์แอบแฝงอยู่ จึงต้องแปรปวน และจนดับไปเช่นนี้เป็นธรรมดา เป็นสภาวธรรมหรือกฎธรรมชาติหรืออสังขตธรรม อันมีความเที่ยงและคงทนต่อทุกกาล(อย่าสับสนกับสังขาร ที่ไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้)
ความแปรปรวนและการดับไปเหล่านั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นอุปาทานทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากด้วยตัณหา จึงไปยึดด้วยอุปาทานตามความพึงพอใจของตัวของตน
ดังนั้น สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ จึงหมายถึง สังขารหรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง หรือมีการปรุงแต่งขึ้น อันล้วนเกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน จึงไม่เที่ยง จึงทนอยู่ไม่ได้ ต้องดับไปในที่สุด ไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้อย่างแท้จริง, สังขารทั้งหลายจึงเป็นทุกข์ถ้าไปอยากหรือไปยึดเพราะไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้ตามใจปรารถนาอย่างแท้จริง
๓. อนัตตตา ธรรม หรือสภาวธรรม หรือสภาวธรรมชาติทั้งหลายล้วนไม่มีตัวไม่มีตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง จึงหมายครอบคลุมถึงสังขารทั้งหลายทั้งปวงด้วย เพราะในบางขณะนั้นถึงจะมีตัวตนก็จริงอยู่ แต่ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยอันไม่เที่ยงมาประชุมกันชั่วขณะระยะหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมต้องแปรปรวนจนคงอยู่ไม่ได้ตลอดไป ดังเพราะว่าเกิดแต่เหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องแปรปรวนและดับไปตามเหล่าเหตุปัจจัยนั้น ตัวตนที่ถึงแม้มีอยู่ขณะนั้นก็จริงอยู่จึงต้องดับไปในที่สุด ไม่เป็นแก่นแกนอย่างแท้จริงถาวรตลอดไป
ดังนั้นธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตตา จึงหมายถึง ธรรมหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงซึ่งหมายครอบคลุมทุกๆสรรพสิ่งโดยไม่มีข้อยกเว้น ว่าโดยตามความจริงขั้นสูงสุดแล้ว(ปรมัตถ์) ไม่มีตัวไม่มีตนที่เป็นแก่นแท้ๆ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย, นิพพานหรือสภาวธรรมชาติทั้งหลายอันเป็นอสังขตธรรม ที่ไม่มีเหตุปัจจัยมาปรุงแต่ง แต่ก็ล้วนเป็นอนัตตาเป็นเพียงสภาวธรรม(อ่านรายละเอียดในอนัตตา ที่แจงสภาพทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน), เมื่อเหตุปัจจัยดับ ธรรม(สิ่ง)นั้นก็ดับ, ดังนั้นจึงมีตัวตนขณะมีเหตุปัจจัย หรือไม่มีตัวตนเมื่อเหตุปัจจัยดับ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่ามีตัวตนอยู่แค่ชั่วขณะระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับพิจารณาในมุมมองขณะใด แต่ที่สุดเมื่อเหตุปัจจัยดับ ธรรมหรือสิ่งนั้นก็ต้องดับไปด้วย ท่านจึงกล่าวว่าไม่มีแก่นสารหรือไม่มีแก่นแกนแท้ๆ จึงไม่มีค่าให้ไปยึดไปอยาก กล่าวคือเพราะไม่สามารถคงทนอยู่ได้อย่างถาวรแท้จริง ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้อย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้นเป็นที่สุด
ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา จึงหมายครอบคลุมถึงทุกสรรพสิ่งในอนันตจักรวาลล้วนเป็นอนัตตาโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
"พระนิพพาน" เป็นอสังขตธรรมหรือสภาวธรรมชาติเท่านั้น จึงไม่เป็นอนิจจตาและไม่เป็นทุกขตา(เพราะท่านหมายเฉพาะสังขาร) แต่เป็นอนัตตา(เพราะเป็นธรรมอย่างหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง), และมีการกล่าวไว้อย่างชัดเจนดังคํากล่าวที่ได้ยินกันเสมอๆว่า
นิพพานเป็นอนัตตา
นิพพาน ก็คือ สภาวะนิโรธ ที่แปลว่าการดับทุกข์ คือสภาวะที่ไม่คับแค้น ไม่ข้องขัดใจ หรือสภาพที่ไม่เร่าร้อน เผาลน กระวนกระวาย อันล้วนเนื่องมาจากไฟของ โมหะ โลภะ โทสะ หรือถ้าพิจารณาในแนวทางปฏิจจสมุปบาท ก็คือ ไม่เร่าร้อนเผาลนด้วยไฟของ กิเลส(อาสวะกิเลส) ตัณหา อุปาทาน อันยังให้เกิดอุปาทานขันธ์๕ในชรา อันเป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ที่แท้จริงชนิดที่สามารถดับได้ด้วยธรรมของพระองค์ท่านนั่นเอง
จากที่กล่าวว่า นิพพานเป็นธรรมชนิดอสังขตธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันจริง แท้ แน่นอน, ถ้าไม่โยนิโสมนสิการโดยละเอียดและแยบคาย มักจะยังความสงสัยหรือวิจิกิจฉาในที่สุดว่า สภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติอื่นๆ ดังเช่น ฝนตก ฟ้าร้อง พระอาทิตย์ขึ้นและตก แม้แต่ธรรมะ ฯลฯ. ก็ไม่ล้วนเป็นดั่งเช่นนิพพานหรือ? คือไม่เป็นอนิจจังและทุกขังดังเช่นนิพพาน? เพราะต่างก็ล้วนเป็นสภาวธรรมชาติอันจริง แท้ แน่นอนทั้งนั้น! ความจริงแล้วอสังขตธรรมหรือธรรมชาติเหล่านั้นก็ล้วนเป็นอนัตตาเช่นกัน กล่าวคือปรากฏการณ์เหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่เช่นนี้ตลอกกาลนาน ส่วนสังขาร(สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น)ของธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น อันเกิดขึ้นล้วนแต่จากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยอยู่นั่นเอง จึงยังมีการเกิดๆดับๆคือไม่เที่ยง เกิดแล้วต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา ลองพิจารณาพระอาทิตย์ขึ้น ฝนตก ลมพัด แม้แต่ธรรมคําสอนทั้งหลายทั้งปวง กล่าวคือสภาวธรรมทั้งหลายนั้นแม้ยังคงมีความจริง แท้ แน่นอน แต่ก็คงล้วนเป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน ที่หมายถึง ไม่เป็นแก่นแกนแท้จริง เป็นเพียงสภาวธรรมหรือสภาวะแห่งธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ธรรมชาตินั่นเอง แต่เมื่อปรากฎขึ้นเป็นตัวเป็นตนของสังขาร คือการเกิดของสังขารของสภาวธรรมที่กล่าวถึงนั้น หมายถึงเมื่อเป็นสังขารสิ่งปรุงแต่งแล้ว ดังเช่น ฝนที่กำลังตกลงมาเป็นเม็ดฝนให้สัมผัสได้นั้น จะเห็นว่าเกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน เช่น นํ้า ความร้อนจากดวงอาทิตย์ การระเหย การรวมตัว อุณภูมิที่แตกต่างกัน การกลั่น แรงดึงดูดของโลก ฯลฯ. ที่เกิดขึ้นต่างๆเหล่านั้นมาเป็นปัจจัยกัน อันเมื่อเกิดเป็นปรากฎเป็นตัวตน จึงเป็นสังขารขึ้น จึงยังคงต้องมีการเกิดๆดับๆเป็น อนิจจัง ทุกขัง, ลองโยนิโสมนสิการที่จุดนี้ เพราะยากแก่การเข้าใจ ยากต่อการบรรยายเป็นคำพูดภาษาสมมุติใดๆ พระอนัตตาจึงเป็นปัญหาที่ถกเถียงและเข้าใจได้ยากกันมาโดยตลอด
ขอเบิ้ล
.............................................
นิพพาน
จุดหมายปลายทางของชีวิต
คำนำ
เรื่องพระนิพพาน มิใช่เป็นเรื่องที่พูดให้จบหรือให้เข้าใจกันได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามคำ, เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาจะต้องอ่านทบทวนไปมา และทำการศึกษาคิดค้น ตีความและเทียบเคียง หยั่งให้ถึงความหมายของศัพท์ และประโยคไปโดยลำดับจริงๆ ไม่อ่านอย่างสะเพร่าลวกๆ หรือข้ามไปทั้งที่ไม่เข้าใจ, จึงจะมีความรู้จักตัวพระนิพพานชัดเจนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับๆ จนกว่าจะลุถึงได้จริงๆ ด้วยการ ปฏิบัติธรรม ทางใจ, ต่อไปนี้เป็นแนวการคิดค้นหาความเข้าใจ หรือคุณค่าของพระนิพพาน เพื่อก่อให้เกิดฉันทะในการบรรลุพระนิพพานแรงกล้ายิ่งขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย.
พระนิพพานไม่ใช่เป็นจิต, ไม่ใช่เป็นเจตสิกหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต โดยอาศัยจิตนั้น, ไม่ใช่มีรูปร่าง, เป็นก้อน เป็นตัว อันเป็นประเภทรูปธรรม, ไม่ใช่บ้านเมือง ไม่ใช่ดวงดาว หรือดวงโลกในโลกใดโลกหนึ่ง, และยิ่งกว่านั้น พระนิพพานไม่ใช่สิ่งที่มีความเกิดขึ้นมา, ไม่ใช่สิ่งที่มีความดับลงไป, หรือทั้งเกิดและดับสลับกันไปในตัว, ไม่ใช่สิ่งที่มีความดับลงไป, หรือทั้งเกิดและดับสลับกันไปในตัว, แต่พระนิพพานเป็นสภาวะแห่งธรรมชาติชนิดหนึ่ง และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ไม่ต้องตั้งต้นการมีของตนขึ้นเหมือนสิ่งอื่นๆ แต่ก็มีอยู่ได้ตลอดไป และไม่รู้จักดับสูญ เพราะไม่มีเวลาดับหรือแม้แต่แปรปรวน.
สิ่งทั้งหลายอื่นซึ่งมีอยู่ นอกจากพระนิพพานแล้ว; แรกที่สุด มันต้องมีการเกิดขึ้น มันจึงจะมีอยู่ได้ และต้องดับไปในที่สุด แม้จะช้านานสักเพียงไรก็ตาม และยังต้องแปรไปๆ ในท่ามกลางด้วย, เพราะสิ่งนั้นมันมีการเกิดขึ้น. แม้ที่สุดแต่ดวงอาทิตย์ ซึ่งวิทยาศาสตร์ บอกว่ามีอยู่นานก่อนสิ่งใดในสากลจักรวาล มันจะต้องกลายเป็นไม่มีสักวันหนึ่ง และเราจะไม่ได้เห็นมันในเวลาเช้า และลับหายจากสายตาไปในเวลาเย็น เช่น เดี๋ยวนี้, แม้ ดิน น้ำ ไฟ หรือความร้อน ลม หรืออากาศ ก็เช่นกัน จักต้องถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งมันจะไม่มีอยู่, เพราะสิ่งเหล่านี้ มีการเกิดขึ้นมา และเกิดขึ้นได้เป็นขึ้นได้โดยต้องอาศัยสิ่งอื่น.
ส่วนสิ่งที่เรียกว่า พระนิพพาน ไม่เป็นเช่นนั้น; ไม่มีการเกิดขึ้น ทำไมจะต้องมีการอาศัยสิ่งอื่น, เมื่อตัวเองมีของตัวเองได้ มันจึงไม่รู้จักดับ, และจะมีอยู่ตลอดไปโดยไม่มีที่สุดหรือเบื้องต้น และเหตุนี้เอง พระนิพพานจึงไม่ใช่สิ่งที่ใครจะกล่าวได้อย่างมีเหตุผลเลยว่า พระนิพพานนั้นเป็นอดีต, อนาคต หรือเป็นปัจจุบัน ได้เลย, ทั้งนี้เพราะความมีอยู่แห่งพระนิพพานนั้น แปลกกับความมีอยู่ของสิ่งอื่น อย่างสุดที่จะกำหนดมากล่าวได้. พระนิพพานมีอยู่ตลอดกาล อันไม่มีที่สุด, มีเป็นของคู่เคียงกับกาลเวลาอันไม่มีที่สิ้นสุด, แต่หากว่ากาลหรือเวลาจะเป็นสิ่งที่สิ้นสุดลงในวันหนึ่งได้ พระนิพพานก็ยังหาเป็นเช่นนั้นไม่.
พระนิพพาน เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสเตรียมพร้อมอยู่เสมอ สำหรับที่จะพบกันเข้ากับดวงจิตของคนเราทุกๆ คน. หากแต่ว่า ดวงจิตของเราตามธรรมดา มีอะไรบางอย่างเข้าเคลือบหุ้มเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้พบกันได้กับพระนิพพานเท่านั้น, พระนิพพานจึงไม่ปรากฏแก่เราว่ามีอยู่ที่ไหน ทั้งที่พระนิพพานอาจเข้าไปมีได้ในที่ทั่วไป ยิ่งเสียกว่าอากาศ ซึ่งเรากล่าวกันว่ามีทั่วไปเสียอีก. เมื่อเราไม่อาจกำหนด หรือเคยพบกับพระนิพพาน ก็เลยคิดไปว่า พระนิพพานไม่ได้มีอยู่ดังที่ท่านกล่าว เข้าใจว่าเป็นการกล่าวอย่างเล่นสำนวนสนุกๆ ไป. คนตาบอดมาแต่กำเนิดย่อมไม่รู้เรื่องแสงสว่าง หรือสีขาว แดง ทั้งที่มันมีอยู่รอบตัว หรือถึงตัวฉันใด, ผู้บอดด้วยอวิชชาซึ่งห่อหุ้มดวงจิต ก็ไม่รู้เรื่องพระนิพพาน ไม่อาจคาดคะเน พระนิพพานฉันนั้น, จนกว่าเขาจะหายบอด.
เราเกิดโผล่ออกมาจากท้องแม่สู่โลกนี้ บอดเหมือนกันหมดทุกคน จึงไม่อาจรู้เรื่องพระนิพพานได้ตั้งแต่แรกเกิด. ยิ่งผู้ที่มีตาเนื้อ ตาเนื้อก็บอดเสียอีกด้วยแล้ว ไม่อาจรู้จักแสง หรือสี ก็ยิ่งร้ายไปกว่านั้น. บอดตาไม่อาจรักษาได้ แต่บอดใจหรือบอดต่อพระนิพพานนั้นรักษาได้. ผู้ที่ตาบอด แต่ถ้าเขาหายบอดใจ เขาก็ประเสริฐกว่าผู้ที่แม้ไม่บอดตา แต่บอดใจ. นี่เราจะเห็นได้ชัดๆ ว่าแสงแห่งพระนิพพานส่องเข้าไปถึงได้ในที่ที่แสงสว่างในโลกส่องเข้าไปไม่ถึง. ดวงจิตของคนตาบอดอาจพบกับพระนิพพานได้ไม่ยากไปกว่าของคนตาดีๆ. แต่ว่าทุกๆ คนที่ตาของเขายังเห็นแสงและสีได้ ก็ไม่ยอมเชื่อหรือสำนึกว่า ตาของตนบอด, ตาข้างนอกของเขาแย่งเวลาทำงานเสียหมด ตาข้างในจึงไม่มีโอกาสทำงาน แม้ที่สุดแต่จะรู้สึกว่าตาข้างในของฉันยังบอดอยู่ก็ทั้งยาก, และยิ่งขึ้นไปกว่านั้น อาจไม่รู้สึกด้วยซ้ำไปว่ามีตาข้างในอยู่อีกดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นดวงสำคัญที่สุดด้วย.
เมื่อเขาแก้ปัญหาชีวิตอันยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นวิสัยส่วนของตานอกได้หมดจนสิ้นเชิง เขาก็ยังต้องพบกับความยุ่งยากอยู่อีก และเขาไม่ทราบว่า นั่นมันเป็นวิสัยส่วนของตาใน, ก็แก้ไขมันไม่ได้, ทำให้ว้าวุ่นไป โทษนั่น โทษนี่ เดาอย่างนั้น เดาอย่างนี้ ก็ไม่อาจพบกับความสุขอันแท้จริงเข้าได้เลย. นี่ ! จะเห็นได้แล้วว่า เพราะแก้มันไม่ถูก คือไม่ได้ใช้ตาในแก้, ที่ไม่ใช้เพราะตาในยังบอด, ที่ยังบอดเพราะยังไม่ได้รักษา. ที่ยังไม่ได้รักษา ก็เพราะตนยังไม่รู้เลยว่า ตาในมีอีกดวงหนึ่ง, เป็นตาสำหรับพระนิพพาน คือความสุขอันเยือกเย็นแท้จริงของชีวิต.
ใจของเราบอดเพราะอวิชชา คือความโง่หลงยิ่งกว่าโง่หลงของเราเอง นั่นเอง. เปรียบเหมือนเปลือกฟองไข่ที่หุ้มตัวลูกไก่ในไข่ไว้, เหมือนกะลามะพร้าวที่ครอบสัตว์ตัวน้อยๆ ซึ่งเกิดภายใต้กะลานั้นไว้, ฯลฯ, เหมือนเปลือกแข็งของเมล็ดพืช ซึ่งหุ้มเยื่อสารในสำหรับงอกของเมล็ดไว้, แม้แสงสว่างมีอยู่ทั่วไป มันก็ไม่อาจส่องเข้าไปถึงสิ่งนั้น, จิตที่ถูกอวิชชาเป็นฝ้าห่อหุ้ม ก็ไม่อาจสัมผัสกับพระนิพพานอันมีแทรกอยู่อย่างละเอียดยิ่งกว่าละเอียดในที่ทั่วไป ตลอดถึงที่ที่แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง ฉันใดก็ฉันนั้น.
เมื่อใดเปลือกฟองไข่ กะลามะพร้าว เปลือกแข็งนั้นๆ ได้ถูกเพิกออก หรือทำลายลง. แสงสว่างก็เข้าถึงทั้งที่ไม่ต้องมีใครขอร้อง อ้อนวอน หรือขู่เข็ญบังคับมันเลย, นี่ฉันใด. เมื่อฝ้าของใจกล่าวคือ อวิชชา อุปาทาน ตัณหา อันเป็นฝ้าทั้งหนาและบาง ทั้งชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน ถูกลอกออกแล้วด้วย "การปฏิบัติธรรม" แสงและรสแห่งพระนิพพานก็เข้าสัมผัสกันได้กับจิตนั่น เมื่อนั้น ฉะนั้น. เราจึงเห็นได้ชัดเจน, เห็นได้อย่างแจ่มแจ้งทันทีว่า พระนิพพานไม่ใช่จิต, ไม่ใช่เจตสิกอันเกิดอยู่กับจิต, ไม่ใช่รูปธรรม, ไม่ใช่โลกบ้านเมือง, ไม่ใช่ดวงดาว. ไม่ใช่อยู่ในเรา, ไม่ใช่เกิดจากเรา, ไม่ใช่อะไรปรุงขึ้น ทำขึ้น. มันเป็นเพียงสิ่งที่เข้าสัมผัสดวงใจเรา ในเมื่อเราได้ดำเนินการปฏิบัติธรรม ถึงที่สุด เป็นการเปิดโอกาสให้แก่พระนิพพานได้เท่านั้น.
คัดจาก หนังสือ ชุมนุมเรื่องสั้น พุทธทาสภิกขุ พิมพ์ ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ
อ้อ ยากต่อการอธิบายเป็นภาษามนุษย์นี่เอง
ถึงว่าสิครับ ผมอ่านไม่รู้เรื่องเลยจนมาถึงบรรทัดสุดท้ายของโพสต์บน
Quote from: iamnot on 10 Jan 2007, 12:11 น.
อืมม์ ถกกันเรื่องนิพพาน นึกขึ้นมาได้เลย
อาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ เคยบอกไว้เหมือนกันว่า
ลำพังศีลห้า ยังถือไม่ได้ครบทุกวัน
การที่จะมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เสียเวลาเปล่า :46:
ด้วยความเคารพ พี่ๆทุกคนครับ
เราถกกันครั้งนี้ต่าง เกิดจากความคิดเห็นส่วนตัว ทัศนะที่เกี่ยวข้อง ผมเปิดใจ ที่จะรับรุ้ความรู้ใหม่ๆ
จากทุกท่าน และ ผมก็เห็นว่ามันเป็นการดี ที่ เราจะได้มาแลกเปลี่ยน ซึ่งกันและกัน แม้เราจะไม่รู้เลยว่า
ทุกอย่างที่โพสต์ออกไปมันจะถูกผิดมากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครรู้แน่ชัดหรืออาจมีแต่มันไม่มีประโยชน์
ที่คนรุ้ จะออกมาโต้ หรือแสดงความคิดเห็น ต่างๆ นั่นก็เป็นเพราะ ว่าเขาอาจละแล้ว ซึ่งทุกสิ่งก็เป็นได้
เพราะเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องที่รุ้ได้เฉพาะตนจริงๆ
ดังนั้น ถ้าหากมันไม่ผิดจาก พื้นฐานที่ควรรู้ และสิ่งที่ไม่รู้ แล้วอยากรุ้ ผมก็เห็นสมควรที่จะให้มีการแสดง
ความคิดเห็นได้ เพราะมันอาจจะเป็นเหตุให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาให้รุ้จริงต่อไป ครับ....
Quote from: iannnnn on 10 Jan 2007, 12:22 น.
อ้อ ยากต่อการอธิบายเป็นภาษามนุษย์นี่เอง
ถึงว่าสิครับ ผมอ่านไม่รู้เรื่องเลยจนมาถึงบรรทัดสุดท้ายของโพสต์บน
ผมถึงยึดว่า
ถ้าจิตว่างก็มีโอกาสนิพพาน
คือคิดแบบเข้าข้างตัวเอง
แต่จิตเราไม่ว่างหรอก ถ้าไม่เข้าสู่กระบวนการฝึกฝน
ถ้าอยากจริงๆ
มันก็ต้องเริ่มจาก ศีล สมาธิ แล้วปัญญาก็เกิด
เช่นนั้นเอง
ด้วยความเคารพ
ที่อาจารย์ผมบอกน่ะ หมายความว่า
อย่าเสียเวลามาถกเถียง ในเรื่องที่ตัวเอง ก็ยังไม่ "รู้"
ให้เอาเวลาไปปฎิบัติซะ ไม่ได้หมายความว่า นิพพานเป็นเรื่องเสียเวลา
ด้วยความเคารพอีกที
อ่านมาทั้งหมด ผมก็ยังไม่ "รู้" อยู่ดีครับว่านิพพานเป็นยังไง
แทนที่เราจะมาถกกันว่า นิพพานเป็นยังไง
เรามาเสนอแนะหนทาง ที่จะไปถึงนิพพานจะเหมาะกว่าไหม
อย่างเช่น มหาสติปัฏฐานสูตร ผมอยากให้มีคนเอาบาลี มาแปล
ประโยคต่อประโยคให้อ่านจัง
วิธีเข้าถึงนิพพาน อย่างง่าย
คิดดี ทำดี :46:
ก็เนี่ยไง
ถ้ามองตามการตีความของพี่ระจัน ..เอ๊ย .. ของทั่นพุทธทาส (ผมว่าโอเคสุดแล้วนะ)
แสดงว่าคำถามที่ผมลองถามมาในหน้าที่แล้วว่าตกลงนิพพานมันเป็น "อะไรสักอย่าง" ใช่ไหม
แบบเดียวกับที่ศาสนาอื่นเขาก็มีวิธีบรรลุเป็นของตัวเอง แต่คอนเซปต์ต่างกันออกไป
แย่างนั้นเขาเรียกว่าเป็นการ "นิพพาน" แบบที่ตีความไปตามศาสนาของแต่ละศาสนาหรือเปล่า
ส่วนเรื่องที่ลุงณตบอก
ผมว่าพระพุทธศาสนามีความเท่อย่างนึงคือ ความรู้ นี่แหละครับ
โอเค (เดี๋ยวศาสนิกชนอื่นมาว่าผมอีก) ศาสนาอื่นๆ อาจจะใช้คอนเซปต์ "เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร"
ก็คือเอาศรัทธาเป็นที่ตั้งเพื่อบรรลุ
แต่ของพระพุทธศาสนานี่ถ้ารู้ไว้ก็ดีนี่ครับ
หรือเปล่า?
Quote from: iannnnn on 10 Jan 2007, 12:42 น.
ก็เนี่ยไง
ถ้ามองตามการตีความของพี่ระจัน ..เอ๊ย .. ของทั่นพุทธทาส (ผมว่าโอเคสุดแล้วนะ)
แสดงว่าคำถามที่ผมลองถามมาในหน้าที่แล้วว่าตกลงนิพพานมันเป็น "อะไรสักอย่าง" ใช่ไหม
แบบเดียวกับที่ศาสนาอื่นเขาก็มีวิธีบรรลุเป็นของตัวเอง แต่คอนเซปต์ต่างกันออกไป
แย่างนั้นเขาเรียกว่าเป็นการ "นิพพาน" แบบที่ตีความไปตามศาสนาของแต่ละศาสนาหรือเปล่า
ส่วนเรื่องที่ลุงณตบอก
ผมว่าพระพุทธศาสนามีความเท่อย่างนึงคือ ความรู้ นี่แหละครับ
โอเค (เดี๋ยวศาสนิกชนอื่นมาว่าผมอีก) ศาสนาอื่นๆ อาจจะใช้คอนเซปต์ "เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร"
ก็คือเอาศรัทธาเป็นที่ตั้งเพื่อบรรลุ
แต่ของพระพุทธศาสนานี่ถ้ารู้ไว้ก็ดีนี่ครับ
หรือเปล่า?
ก็เนี่ยไง การตีความแบบนี้แหละ
ที่พระเถระบางท่านบอกว่า ท่านพุทธทาส ตีความผิด
(เรื่องนี้ผมไม่ "รู้" จริง ดังนั้นขอเว้น)
ป.ล. ใครเริ่มเรียกผมว่า ลุง ฟะ :07:
เท่าที่เรียนรู้มานะครับ
พระพุทธเจ้า มี กาลามสูตร 10 อย่า "เชื่อ" โดยไม่ไตร่ตรอง (ตีความเองว่าหมายถึงคิดแล้วรู้)
ของที่อื่นที่ รู้ๆ มา ก็ เชื่อก่อนแล้วความรู้จะตามมา
หรือเปล่า ?
"อย่าเชื่อ เพราะผมหน้าตาดี"
Quote from: iamnot on 10 Jan 2007, 12:34 น.
ด้วยความเคารพ
ที่อาจารย์ผมบอกน่ะ หมายความว่า
อย่าเสียเวลามาถกเถียง ในเรื่องที่ตัวเอง ก็ยังไม่ "รู้"
ให้เอาเวลาไปปฎิบัติซะ ไม่ได้หมายความว่า นิพพานเป็นเรื่องเสียเวลา
ด้วยความเคารพอีกที
อ่านมาทั้งหมด ผมก็ยังไม่ "รู้" อยู่ดีครับว่านิพพานเป็นยังไง
แทนที่เราจะมาถกกันว่า นิพพานเป็นยังไง
เรามาเสนอแนะหนทาง ที่จะไปถึงนิพพานจะเหมาะกว่าไหม
อย่างเช่น มหาสติปัฏฐานสูตร ผมอยากให้มีคนเอาบาลี มาแปล
ประโยคต่อประโยคให้อ่านจัง
ด้วยความเคารพ พี่ iamnot ครับ
แนะนำ สถานที่ฝึก ในแนวทาง สติปัฏฐาน ครับ
http://www.jarun.org/
เว็บนี้ ผู้จัดทำ ได้ทำให้เป็นประโยชน์ทานโดยส่วนรวม จริงๆ ดำเนินการมา 5 เวอร์ชั่นแล้ว นี่เป้นเวอร์ชั่นที่ 6
ลองเข้าไป อ่าน ตามบอร์ดดู ครับ
ที่ผมแนะนำเพราะว่า มันเว็บที่เกิดจากกุศลจิต จริงๆ ทีมงานทุกคนที่ร่วมกันทำ ไม่เคยหวังและได้เงินทองอะไรตอบแทน ได้เพียงแค่ ญาติธรรม ผู้ปฏิบัติซึ่งเป็นกัลญามิตรกัน ที่มีค่ายิ่งกว่า
ลอง ศึกษาดู ถ้าไม่ถูกกับจริต ก็ หันไปฝึกแบบอื่นได้ไม่ ว่ากัน.....
ปล.สังเกตุดูไม่มีโฆษณาแฝงใดๆในเว็บทั้งสิ้น ทั้งสิ้ง ไม่เชื่อลองเปลียบเทียบกับเว็บธรรมกาย....
สังเกต
เมื่อปีที่แล้ว มีญาติที่ผมรักมากสองคน
ตายไปจากโลกนี้ คือ ตา(แท้ๆ) และ ยาย(น้องของยายแท้ๆ)
ในงานสวดอภิธรรม ทั้งสองครั้ง
ผมมานั่งคิดว่า เป็นไปได้ไหม
ที่คนเราตายไปแล้ว ดับสูญไปเลย
เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
แบบหายวาบไปเลย
แบบนั้น นิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา
ก็ไม่มีผล :22:
จนกว่าตายกันแหละครับ
โดยส่วนตัวเชื่อว่า วิญญาณคือพลังงานอย่างนึงที่ไม่มีวันศูนย์หาย แต่รอวันเกิดใหม่
เหมือนอย่างเมื่อก่อน มีต้นไม้เยอะ มีสัตว์บกสัตว์น้ำเยอะ
แต่ก็โดนฆ่าเพื่อกิน โดนโค่นเพื่อปลูกสร้างใช้ประโยชน์
พลังงานเหล่านั้นก็เลยเกิดใหม่ มาเป็นมนุษย์ คนจึงล้นโลก ในขณะที่ สิ่งอื่นรอบข้างก็ลดน้อยลง
แล้วธรรมชาติก็ปรับระบบรีเซ็ทโลก ทำลายคนนับแสนเพื่อให้วิญญาณไปเกิดใหม่เป็นต้นไม้ และสัตว์
:33: ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาเลย :33:
ผมคิดว่า ทุกสิ่งเกิดมาแล้วแตกดับไปครับ
มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมาในระบบของจักรวาล
Quote from: แป้งหวาน on 10 Jan 2007, 14:00 น.
โดยส่วนตัวเชื่อว่า วิญญาณคือพลังงานอย่างนึงที่ไม่มีวันศูนย์หาย แต่รอวันเกิดใหม่
เหมือนอย่างเมื่อก่อน มีต้นไม้เยอะ มีสัตว์บกสัตว์น้ำเยอะ
แต่ก็โดนฆ่าเพื่อกิน โดนโค่นเพื่อปลูกสร้างใช้ประโยชน์
พลังงานเหล่านั้นก็เลยเกิดใหม่ มาเป็นมนุษย์ คนจึงล้นโลก ในขณะที่ สิ่งอื่นรอบข้างก็ลดน้อยลง
แล้วธรรมชาติก็ปรับระบบรีเซ็ทโลก ทำลายคนนับแสนเพื่อให้วิญญาณไปเกิดใหม่เป็นต้นไม้ และสัตว์
:33: ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาเลย :33:
สูญนะครับ :43:
แนวคิดป้าแป้งเหมือนอ่าน ชาแมนคิงเลย
Quote from: 'ระจัน on 10 Jan 2007, 13:31 น.
ผมมานั่งคิดว่า เป็นไปได้ไหม
ที่คนเราตายไปแล้ว ดับสูญไปเลย
เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
แบบหายวาบไปเลย
แบบนั้น นิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา
ก็ไม่มีผล :22:
ความคิดเห็นแบบนั้นเรียกตามศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า "อุทเฉททิฏฐิ"
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ ถือว่าเป็นความคิดที่สุดโต่งไปข้างหนึ่ง และไม่ใช่ความเชื่อตามพระพุทธศาสนาครับ
ถ้าพระพุทธเจ้าสอนว่าคนเราเกิดมาแล้วก็ตายสูญกันไปเลย
มันก็คือไม่มีการกระทำ ไม่มีผลของกรรม
การทำอะไรทุกอย่างก็แค่สักว่าทำ ตายแล้วก็จบกัน
คำสอนเรื่องนิพพานก็คงไม่มี...
เพราะทุกคนเกิดมา เดี๋ยวตายก็สูญกันไป (เบื่อโลกมากก็เอามีดปาดคอตัวเองก็จบ)
:27:
ไม่เข้ามาวันเดียวเป็นกระจู้ กรณีธรรมกายไปสะละ :05:
ก่อนอื่นนะครับขอพิมพ์สิ่งที่อยู่ในใจก่อน
ผมกลัวว่าต่อไป กระจู้ก็จะเหมือนเป็น กระทู้ในพันทิป
งัดเรื่องๆนู้นเรื่องนี้ เถียงกันไปมาไม่รู้จักจบตั้งแต่ปี 2542 - ปัจจุบัน
ต่อไปผมไม่รู้ว่าจะปั่นบอร์ดนี้อย่างมีความสุข ได้ต่อไปหรือป่าว
ผมอยากแค่ชวนคนมาสอบ ปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าเอง :05: :05: :05:
แต่เดี๋ยวผมนั่งอ่านตั้งแต่หน้า 3 ก่อนนะครับ
ยาวและเยอะมากๆ
รอคุณ tmd มา แสนนานครับ ถูกใจครับ
ชาวตะวันตกหลายคนเชื่ออย่างนั้นครับ คือตายแล้วสูญ ไปเลย จึงทำอะไร หลายๆอย่างได้โดยไม่คิด ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ ผมว่าเรื่องวัฒนธรรมการฟรีเซ็กนี่ก็น่าใช่ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาก็จะมีความรับผิดชอบ เองโดยส่วนตัว
กระจู๋นี้ได้แต่อ่าน เพราะไม่มีความรู้ลึกซึ่งด้านพระพุทธศาสนา
...
เรื่องพระไตรปิฎก มีของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้ทำเอาไว้เรียบเรียงโดยผู้ชำนาญการภาษาบาลี
...
เรื่องศาสนา เรื่องนิพพาน เรื่องศรัทธา ผมเชื่อว่าแต่ละศาสนามีจุดคล้ายกันอยู่ที่ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจได้ด้วยการพูด แต่ต้องด้วยการทำ
และต้องไม่ปักใจฝังใจกับสิ่งนั้น แต่ต้องก้าวข้ามไปเอง
Quote from: tmd on 10 Jan 2007, 14:19 น.
ความคิดเห็นแบบนั้นเรียกตามศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า "อุทเฉททิฏฐิ"
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ ถือว่าเป็นความคิดที่สุดโต่งไปข้างหนึ่ง และไม่ใช่ความเชื่อตามพระพุทธศาสนาครับ
ถ้าพระพุทธเจ้าสอนว่าคนเราเกิดมาแล้วก็ตายสูญกันไปเลย
มันก็คือไม่มีการกระทำ ไม่มีผลของกรรม
การทำอะไรทุกอย่างก็แค่สักว่าทำ ตายแล้วก็จบกัน
คำสอนเรื่องนิพพานก็คงไม่มี...
เพราะทุกคนเกิดมา เดี๋ยวตายก็สูญกันไป (เบื่อโลกมากก็เอามีดปาดคอตัวเองก็จบ)
:27:
ถ้าแบบนั้น เอาพุทธศาสนาวางไว้ข้างๆ ก่อน
ก็มีสิทธิ์คิดได้ ใช่ไหม
Quote from: tmd on 10 Jan 2007, 14:19 น.
ความคิดเห็นแบบนั้นเรียกตามศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า "อุทเฉททิฏฐิ"
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ ถือว่าเป็นความคิดที่สุดโต่งไปข้างหนึ่ง และไม่ใช่ความเชื่อตามพระพุทธศาสนาครับ
ถ้าพระพุทธเจ้าสอนว่าคนเราเกิดมาแล้วก็ตายสูญกันไปเลย
มันก็คือไม่มีการกระทำ ไม่มีผลของกรรม
การทำอะไรทุกอย่างก็แค่สักว่าทำ ตายแล้วก็จบกัน
ผมไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมครับ แล้วก็ไม่เชื่อเรื่องชาติภพด้วยแหละ
นี่คือเป็นการสุดโต่ง และเป็นมิจฉาทิฏฐิใช่ไหม
(พระพุทธตั้งบอกว่า อย่าเชื่อเพียงเพราะผมหน้าตาดี)
เพราะเชื่อในตอนนี้ว่าเวลาเราตายไปก็จบครับ หยอดเหรียญเล่นต่อไม่ได้
Quote from: จักรี on 10 Jan 2007, 14:27 น.
ชาวตะวันตกหลายคนเชื่ออย่างนั้นครับ คือตายแล้วสูญ ไปเลย จึงทำอะไร หลายๆอย่างได้โดยไม่คิด ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ ผมว่าเรื่องวัฒนธรรมการฟรีเซ็กนี่ก็น่าใช่ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาก็จะมีความรับผิดชอบ เองโดยส่วนตัว
ส่วนตัวคิดว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน
กับการไม่เชื่อแล้วต้องปล่อยชีวิตให้เหลวแหลกครับ
เหมือนกับว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
(ตูหิว มีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดอยู่ปากซอย แต่ตูไม่อยากกิน ไม่ได้แปลว่าตูไม่หิว... ตัวอย่างอะไรของมันวะ)
ตรงนี้ผมพยายามคุมประเด็นให้อยู่ในเรื่องนิพพาน และการตั้งคำถามกับคำว่านิพพาน
ว่าถ้าใครคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้จักหรือมีความเชื่อตามมายาคติแบบอินเดียมาก่อน
เขาจะสามารถหลุดพ้น หรือไปถึงปรมัตถ์ได้ไหม
ถ้าเขาไม่รู้เรื่องชาติภพ (ศาสนาอื่นก็ เขาไม่รู้เรื่องข่าวดีของพระเจ้า)
เขาจะมีสิทธิ์อย่างชาวพุทธเพศชายที่ผ่านการบวชไหม
ใครที่เพิ่งเข้ามารู้จักกันแล้วมาอ่านอาจดูเหมือนชวนทะเลาะนะ แต่ไม่ใช่
ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเราข้ามเรื่องของการชวนทะเลาะไปเลยละกันครับ
อยู่ที่นี่ดีอย่างตรงที่สามารถพูดกันตรงๆ แบบร่าเริงได้.. ก็จริงใจดี {หมีโหด}
Quote from: ^-FakE-^ on 10 Jan 2007, 14:09 น.
สูญนะครับ :43:
แนวคิดป้าแป้งเหมือนอ่าน ชาแมนคิงเลย
ว๊ายเขิน เขียนผิดอีกแล้ว :42:
ปล. ชาแมนคิงไม่เคยอ่าน แต่เคยเห็นที่ช่อง 9 หรือ ไอทีวีนี่แหละ แว๊บๆ ประมาณว่า ที่มันเป็นพวกต่อสู้โดยใช้เวทมนต์ เล่นแร่แปรธาตุอะไรงี้เป่า?
ปล. อันนี้ถามเพื่อความเข้าใจนะ เพราะป้าก็ไม่แน่ใจ
ดูเหมือนว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย พูดถึงเรื่องสัจจะ หลักธรรมมะ และบอกว่ากรรมคือการกระทำกรรมดีก็ส่งผลดี กรรมชั่วก็ให้โทษ ไม่มีเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า
ส่วนเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า นรก สวรรค์ เทวดา อิทธิปาฎิหาร และการบำเพ็ญเพียรเป็นร้อยๆชาตินั้น เกิดมาจากการสังคายนาในครั้งต่อๆมา ที่เอาความเชื่อไตรภูมิมาเสริมเพื่ออธิบายเรื่องหลักธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ง่ายขึ้น
อีกอย่างบทสวดต่างๆ(อ่านแบบที่แปลแล้ว มาจากบาลี) ก็ไม่พูดเรื่องว่าทำดีขึ้นสววรค์ทำชั่วตกนรก สั่งสมบุญบารมีได้ระดับนึงก็จะไปเสวยสุขที่ดาวดึงค์ ส่วนใหญ่บทสวดเหมือนจะบอกให้หมั่นทำความดี มีสติ ทดแทนคุณพ่อแม่ อะไรประมาณนี้...รึเปล่า?
คือป้าก็ไม่ได้แตกฉานเรื่องพุทธศาสนาหรอกนะ :42:
เคยได้ยินมาแบบป้าเหมือนกัน
แต่อันนี้ตูดันเชื่อ
อ่านสีแดงนะ
วันหลังผมจะมาขอคำชี้แนะประเด็นหลักๆ คงอาจจะหลังจากการทำความเข้าใจ กับลิ้งที่พี่ชาร์ปให้มา
ทั้งหมดก่อน
และขอออกตัวนิดนึงครับว่า ผม เองก็เคยลองฝึกวิธี แบบธรรมกายอยุ่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน
เพราะช่วงนั้นผมอยุ่ มัธยม อาจารย์ ที่สอนสังคมกับภาษาไทย ผม เขา ศรัทธาธรรมกายมาก
จึงเกณฑ์ นักเรียนไปทำบุญ นั่งสมาธิ และ ไปบวช ที่วัด โดยบอกว่า ถ้าใครไม่ไป ไม่ให้จิตพิสัย
ซึ่งนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องและ อาจจะลามไปจนถึงทำให้ผมเริ่มอคติต่อธรรมกาย...
แต่ผมไม่ปฏิเสธ อะไร เพราะผมก็อยากลองเหมือนกัน....ผมไป ครั้งแรก รุ้สึกขนลุกเลย คือคนหลายร้อย
คนนั่งสมาธิกัน เงียบมาก อืม.. ในใจก็คิดว่า อืมดีๆเป็นการ ฝึกสมาธิที่ดี แต่หลายอย่างที่
ที่มันไม่ใช่ก็ตามมาเรื่อยๆ ในความคิดผม....เมื่อมีคนมากก็ย่อมเกิดปัญหา ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดจาก
คนที่ไม่เต็มใจมาแต่ถูกบังคับให้มาอย่างโรงเรียนผมตอนนั้น......
--- หลังจากกลับมาจากธรรมกาย ผมได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่างรวมทั้งจิตใจที่เป็นสมาธิด้วย
และอีกหลายอย่างที่ผมได้เรียนรู้จากที่นั่น คือ ศรัทธาของคน ที่ แรงกล้าและเอ่อล้น...จนน่ากลัว
น่ากลัวว่าสักวันหนึ่ง ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดเรื่องการเข้าใจผิดที่เกิดจากศรัทธาแรงกล้าเหล่านี้
จะก่อเกิดปัญหา ตามมา..... ซึ่งปัญหาต่างๆที่ผมได้ยินมาเรื่อยๆ มันทำให้ผมรุ้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้มาก.....
* ที่พี่ชาร์ปบอกว่า ทางวัดไม่ได้บังคับ ~~ แต่ก็ไม่ได้ปรับหรือแนะนำ ผู้ที่ทำบุญเลยเหรอครับทั้งที่น่าจะทำได้
หรือมองว่า ไม่ใช่กิจ.....
การทำบุญก็ใช้หลัก บุญกิริยาวัตถุ 10 อยู่แล้วครับ
และก็บอกอานิสงส์ของการทำบุญ
ไม่มากไปจนเดือดร้อน ไม่กู้ ไม่ยืนเงินคนอื่นมาทำบุญ
---- พอกลับมาผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับคำสอนมากนักเพราะผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะ
ตนจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะว่าผม ใช้เวลาช่วงสั้นในการศึกษาและปฏิบัติก็ไม่รุ้นะ... เพราะสำหรับผมการ
นั่งสมาธิกำหนดจิต ไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดสมาธิ นั้นเป็นเรื่องที่ผมถูกสอนมาจนเป็นพื้นฐาน
ว่าทำแบบนี้แล้วจะทำให้เกิดสมาธิได้จริง.....
---- อย่างโพสต์ ที่ แล้ว ที่ผมอ้าง คำว่า "เขาว่า" นั้น เพื่อที่จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาทีหลัง ......
ซึ่งแน่นอน ที่คนเราอาจจะรับรุ้ข่าวสาร มาต่างๆนานา ผิดๆถูกๆ ถ้า
ผมเชื่อตามนั้นทั้งหมดผมคงไม่อ้าง คำนี้แน่นอน......
---- พอแค่นี้ก่อนครับ เรื่องชวนผมไปบวชที่นั่น ผมคงปฏิเสธนะครับ
เพราะผมมีจุดประสงค์และทางปฏิบัติของผมอยุ่แล้ว และที่สำคัญ ผมไม่ชอบยูนิฟอร์มสงค์ที่นั่น :42:
ไม่เป็นไรครับ :42:
อีกอย่างครับ จุดมุ่งหมายของ โพสต์แรก คือการปรับอคติที่ผมมีต่อธรรมกาย...ที่ผมต้องการปรับ
เพราะผมสนใจหัวข้อตอบปัญหาธรรมนี้แหละครับ สมมตินะครับ ว่า ผม เข้าใจว่า นิพพาน คือการหลุดพ้น...
แต่ทางธรรมกายไม่ได้บอกอย่างนั้น แล้วผมจะตอบคำถามถูกมั้ยครับ....??
ก็บอกอย่างนั้นแหละครับ นิพพานคือการหลุดพ้น ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก และเป็นอัตตา
หรือ จะให้ผมไปอ่านหนังสือแล้วยึดตามหนังสือ แล้วเอามาตอบ ~~
หรือว่าจะมองผมเป็นบัวในตรมที่ สอนอะไรไปบอกอะไรไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงไม่เลือกที่จะชี้แนะผม
ถ้าคิดอย่างนั้นก็ต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยแล้วกันนะครับ
ไม่หรอกครับ ผมอยู่ที่ไหนก็เจอแบบนี้ประจำมีคนมาถามตลอดแหละครับ
Quote from: จักรี on 10 Jan 2007, 14:27 น.
รอคุณ tmd มา แสนนานครับ ถูกใจครับ
ชาวตะวันตกหลายคนเชื่ออย่างนั้นครับ คือตายแล้วสูญ ไปเลย จึงทำอะไร หลายๆอย่างได้โดยไม่คิด ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ ผมว่าเรื่องวัฒนธรรมการฟรีเซ็กนี่ก็น่าใช่ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาก็จะมีความรับผิดชอบ เองโดยส่วนตัว
เท่าที่เคยดูหนัง :42: ชาวตะวันตก โดยเฉพาะพวกนับถือคริส(เอ๊ะมันแล้วแต่นิกายรึเปล่า?) เมื่อก่อนเค้าจะถือเรื่องผัวเดียวเมียเดียวเป็นหลัก แม้แต่การหย่าร้างก็เป็นบาปไม่ใช่รึ? พวกเค้าไม่มีวัฒนธรรมการฟรีเซ็กซ์ แต่ว่า ถ้าจะหาเศษหาเลยจะเน้นไปทางพวกหญิงงามเมืองหรือโสเภณีแบบนี้มากกว่า
การเปลี่ยนความเชื่อคน นี่ ยากนะครับ ผมจึงทำได้แค่ แสดงความคิดเห็นที่เข้าใจและเสนอแนะพอสมควร ซึ่งนั่นก็ ไม่รุ้เหมือนกันว่า จะถูกผิดประการใด...
และจริงๆผมก็ไม่ได้หมายความว่า การเชื่อว่าตายแล้วสูญไป นี่ จะทำให้คนใช้ชีวิตเหลวแหลก เพียงอย่างเดียวนะครับ ยังหมายถึงการใช้ชีวิตเต็มที่ ไม่ได้คิดอะไรมากในการกระทำ ซึ่งนั่นก็อาจมีทั้งดีและไม่ดี ด้วย
ผมถึงเชื่อนักเชื่อหนา
เชื่อเอาจริงเอาจัง
ว่าถ้าจิตว่าง มันถึงนิพพานได้ :35:
แต่ผมก็ไม่เชื่อชาติภพเหมือนกัน
(อันนี้ส่วนบุคคล เถียงกันตายไปข้างนึงก็ยืนยันแบบเดิม)
หยั่งป้าบอก
วันชลประทานฯ
และ สวนโมกข์
วัดสวนแก้ว
สวดพระอภิธรรม ถึงมีบทแปลด้วย
บาลีพอแปลไทย ดูไม่สามารถไล่ผีได้เลย
แต่กระจ่างใจตนดีครับ
ชาร์ป ผมว่าพูดคุยแบบนี้ก็ก้าวหน้าได้ดีนะครับ
ถ้าไม่ได้เชื่อว่ามีนิพพานอะไรนี้เลยละครับ :42:
แค่เอาหลักธรรมคำสอน ต่างๆมาเป็นหลักกระบวนการในการคิด กล่อม หลอก หลอน ตัวเอง
ให้ไม่ไปวิ่งไล่ฆ่าใคร ไม่ไปรังแกใคร ไม่ไปขโมยเงินใคร
ให้รู้จักเผื่อแผ่ ให้รู้จักเมตตา ให้รู้จักสงสาร
แค่เห็นความเป็นไปในตัวตน และทำหน้าที่ตามวัฐสังขารของตัวเองให้ดีที่สุด
จะว่าไม่ยึดติดก็ไม่ได้
จะให้ปล่อยวางก็ไม่ดี
ทำตัวตามสบาย ในมโนธรรมนี้ละครับ :22:
ศาสนา แบบ ง่ายๆ ไปรึเปล่านี้ (ศาสนาไม่ได้ยุ่งยากหรอก คนเรานั้นละทำให้ยุ่งยากไปเอง)
Quote from: ^-FakE-^ on 10 Jan 2007, 14:48 น.
ถ้าไม่ได้เชื่อว่ามีนิพพานอะไรนี้เลยละครับ :42:
แค่เอาหลักธรรมคำสอน ต่างๆมาเป็นหลักกระบวนการในการคิด กล่อม หลอก หลอน ตัวเอง
ให้ไม่ไปวิ่งไล่ฆ่าใคร ไม่ไปรังแกใคร ไม่ไปขโมยเงินใคร
ให้รู้จักเผื่อแผ่ ให้รู้จักเมตตา ให้รู้จักสงสาร
แค่เห็นความเป็นไปในตัวตน และทำหน้าที่ตามวัฐสังขารของตัวเองให้ดีที่สุด
จะว่าไม่ยึดติดก็ไม่ได้
จะให้ปล่อยวางก็ไม่ดี
ทำตัวตามสบาย ในมโนธรรมนี้ละครับ :22:
ศาสนา แบบ ง่ายๆ ไปรึเปล่านี้ (ศาสนาไม่ได้ยุ่งยากหรอก คนเรานั้นละทำให้ยุ่งยากไปเอง)
เห็นด้วยครับ
นั่นแหละเป๊ะ!! :12:
เท่านี้นาย A ก็ไปนิพพานได้แล้ว (บอกแล้วว่ามันเป็นสัญลักษณ์)
Quote from: ชาร์ป on 10 Jan 2007, 14:44 น.
อ่านสีแดงนะ
ก็บอกอย่างนั้นแหละครับ นิพพานคือการหลุดพ้น ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก และเป็นอัตตา
อันนี้แหละครับ ที่มีปัญหาให้ถกกัน
:12:
ธรรมกายว่า อัตตา
ผมในฐานะ ไปเอา ออมสิน ที่วัดสวนโมกข์ บ่อยๆ ว่าเป็น อนัตตา
ก็ว่ากันไป ดีไหม ?
ครับผม
http://www.pantown.com/board.php?id=12241&name=board4&topic=2&action=view :08:
อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ :46:
อัตตา อนัตตา :22:
Quote
การบิดเบือน...มักไม่เกิดขึ้นในขั้นที่เรียกว่าทานศิล เราไม่สามารถรู้ได้โดยง่ายนักหรอกว่าบิดเบือนอย่างไร เพราะแท๊บจะลอกคำสอน ในพระไตปิฎกมาเป๊ะๆ
ส่วนใหญ่ การบิดเบือน จะอยุ่ในขั้นภาวนา ซึ่งอันนั้นมันละเอียดอ่อนมาก... .ซึ่งผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คนธรรดาทั่วไปทำไม่ได้อ่ะครับ
เป็นระดับของ พระอริยเจ้าแล้ว(โสดาบันขึ้นไป)
ภาวนาในระดับของคนปกติทำ ให้ใจหยุดนิ่งๆสงบๆ แค่นี้ก็ไฮโซแล้วครับ
แล้ว พี่ชาร์ปคิดว่า ธรรมกาย บิดเบือนในส่วนของภาวนามั้ยครับ
ไม่ทราบครับ
เพราะไม่ได้ศึกษาทางด้านวิชาการเลย และก็มันปวดหัว
แต่ผมชอบวิธีการนั่งสมาธิแบบนี้อ่ะครับ
ไม่เครียด ไม่เคร่ง สบายๆ ทำใจนิ่งๆที่ศูนย์กลางกาย
Quote from: iannnnn on 10 Jan 2007, 14:36 น.
(พระพุทธตั้งบอกว่า อย่าเชื่อเพียงเพราะผมหน้าตาดี)
อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรง ห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานเลยนะครับ ล้อเล่น....
Quoteตรงนี้ผมพยายามคุมประเด็นให้อยู่ในเรื่องนิพพาน และการตั้งคำถามกับคำว่านิพพาน
ว่าถ้าใครคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้จักหรือมีความเชื่อตามมายาคติแบบอินเดียมาก่อน
เขาจะสามารถหลุดพ้น หรือไปถึงปรมัตถ์ได้ไหม
ถ้าเขาไม่รู้เรื่องชาติภพ (ศาสนาอื่นก็ เขาไม่รู้เรื่องข่าวดีของพระเจ้า)
เขาจะมีสิทธิ์อย่างชาวพุทธเพศชายที่ผ่านการบวชไหม
ไม่ได้รู้จักหรือมีความเชื่อเรื่องนิพพานตามคำสอนของพุทธะ
ก็คงคล้าย ๆ กับคนที่ไม่รู้ทางไป
อุปมาเหมือนเราจะไปเชียงใหม่
ถ้าเราไม่มีความเชื่อซะแล้วว่าเชียงใหม่มีอยู่...
เชียงใหม่มันอยู่ที่ไหน
และจะเดินทางไปถึงมันได้อย่างไร...
ผมคงไม่ต้องตอบว่าเขาจะไปถึงเชียงใหม่ได้ไหม
Quoteถ้าเขาไม่รู้เรื่องชาติภพ จะมีสิทธิ์ไหม
ถ้าเขาไม่เชื่อว่ามีชาติภพ หรือเชื่อว่าตายแล้วสูญแล้ว
เขาจะแสวงหานิพพานให้เหนื่อยปล่าวไปทำไม
เพราะเมื่อตายไป สภาวะอย่างนั้นมันก็เป็นนิพพานตามความคิดของเขา อยู่นั่นเอง
ปล. ชาวพุทธเพศชายที่ผ่านการบวช ไม่ใช่ชนกลุ่มเดียวที่จะมิสิทธิ์ทำนิพพานให้แจ้ง
ความจริงคือ มนุษย์ทุกประเภท ไม่ว่าหญิงหรือชาย บวชหรือไม่บวช ศาสนาไหนก็มีสิทธิ์ทั้งนั้นแหละ
:40:
แต่การบวชมันจะเร็วกว่า อ่ะครับ
เหมือนนั่งรถเมล์ไป เชียงใหม่ กับเดินไปเชียงใหม่
ผมเชื่อในพุทธศ่าสนากับกฎแห่งกรรม แบบวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้านะ
เชื่อว่ากรรมคือผลของการกระทำ และผลของการกระทำนั้นมันส่งผลในชาตินี้แหละ
อย่างเช่น ง่ายๆเลย หากคุณไม่ตั้งใจเรียน โกงเงินค่าเทอมพ่อแม่มา มันคงไม่ส่งผลไปชาติหน้า
ให้คุณเกิดมาเป็นขอทาน แต่ผลมันคงเกิดในชิวิตนี้แหละ อย่างแรกก็เรียนไม่จบ ไม่มีงาน
และอาจจะได้เป็นขอทานไปจริงๆก็ได้
ส่วนหลักความเชื่อมันคงไม่มีใครมาฟันธงได้ว่า หลักนี้ถูก หลักนี้ผิด มันคือการตีความ
มันอยู่ที่การมองของแต่ละคน อย่างถ้านิพพานคือเป้าหมาย ความเชื่อ-การตีความ มันก็คือเส้นทางต่างๆ
ที่จะไปยังเป้าหมายนั้นได้ ยกตัวอย่างว่า ถ้าหากคุณอยากไปกินข้าวที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เพราะมันมีร้าน
ที่โคตรอร่อยอยู่ คุณจะเลือกไปทางไหนล่ะ มันก็อยู่ที่ว่าบ้านคุณอยู่ไหนล่ะ หากบ้านคุณอยู่แถวราม
คุณก็ไปทางลาดพร้าวนั่นคือทางของคุณ แต่จะไปว่าทางที่มาจากวิภาวดีมันผิดก็ไม่ได้เพราะมันก็ไปได้
เหมือนกัน เพราะถ้าบ้านผมอยู่หลักสี่ผมก็ใช้ทางนี้ แต่มันก็อาจมีทางไปได้อีกมากมายที่เราไม่รู้ แต่เรา
ก็คิดว่าทางไปมันต้องมีแค่ 2-3 ทางนี้เท่านั้น มันจะรู้ได้จริงๆก็ต่อเมื่อ ได้ลองไปมันทุกทางมาจริงๆแล้ว
คือเหมือนกับคุณรู้แปลนของกรุงเทพจนทะลุปรุโปรง และได้เคยไปมาหมดทุกทางจริงๆ
แต่ในอีกแง่นึงก็มีบางคนที่ต้องการจะไปแต่เอาเข้าจริง ไปได้ครึ่งทาง อาจจะขี้เกียจหรืออาจเหลือบ
ไปเห็นร้านอาหารข้างทางแล้วคิดว่ากินแค่ตรงนี้ก็พอแล้วมั้ง แต่บางคนก็มีความอดทนไปกินถึงเซ็นทรัลได้
จะว่าไปมันก็คล้ายๆกับ
การตั้งความปรารถนาจะเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอ่ะครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตำแหน่งที่คนจะมาเป็นก็ได้ขอให้ทำตามเงื่อนไขได้ครบ
1.สร้างบารมี 30 ทัศ
2.ใช้เวลาสั่งสมบารมี 20 อสงไขยแสนมหากัป/60อสงไขยแสนมหากัป/80อสงไขยแสนมหากัป
ทำได้ครบก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ถ้าเกิดไม่ครบก็ไล่ระดับกันลงมาตาม บารมีที่สั่งสมมา
เช่น
พระปัจเจกกพุทธเจ้า / เป็นพระุพุทธเจ้าแบบไม่สอนคนอื่นแต่ ปรินิพพานเข้าสู้พระนิพพานได้
พระอรหันต์สาวก / ชุดที่ได้เอตทคะ(สะกดไม่ถูก) เป็นเลิศในด้านต่างๆ
พระอรหันต์ / ไม่ได้เป็นเลิศในด้านต่างๆ แต่สามารถกำจัดกิเลส เข้าพระนิพพานได้
ชุดพระอริยเจ้า ตั้งแต่อะไรไม่รู้จนไปถึง
โสดาบัน / จะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ ก็เข้าพระนิพพาน
สรุปจะเข้าพระนิพพานได้ ก็ต้องสั่งสมบารมีกันนานเลย
ปุ๊บแป้บจะเข้าถึงได้เลยนี่ ผมว่าเป็นไปไม่ได้
ส่วนการสร้างบุญ ปฏิบัติตามหลักของพระพุทธเจ้า
ก็เหมือนการสั่งสมบารมีแหละครับ ไม่สามารถเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้
แต่ระยะเวลาการสรา้งบารมีมันก็สั้นลงเรื่อยๆ
Quote from: ☆MUMจ้า™☆ on 10 Jan 2007, 15:24 น.
ผมเชื่อในพุทธศ่าสนากับกฎแห่งกรรม แบบวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้านะ
เชื่อว่ากรรมคือผลของการกระทำ และผลของการกระทำนั้นมันส่งผลในชาตินี้แหละ
อย่างเช่น ง่ายๆเลย หากคุณไม่ตั้งใจเรียน โกงเงินค่าเทอมพ่อแม่มา มันคงไม่ส่งผลไปชาติหน้า
ให้คุณเกิดมาเป็นขอทาน แต่ผลมันคงเกิดในชิวิตนี้แหละ อย่างแรกก็เรียนไม่จบ ไม่มีงาน
และอาจจะได้เป็นขอทานไปจริงๆก็ได้
ส่วนหลักความเชื่อมันคงไม่มีใครมาฟันธงได้ว่า หลักนี้ถูก หลักนี้ผิด มันคือการตีความ
มันอยู่ที่การมองของแต่ละคน อย่างถ้านิพพานคือเป้าหมาย ความเชื่อ-การตีความ มันก็คือเส้นทางต่างๆ
ที่จะไปยังเป้าหมายนั้นได้ ยกตัวอย่างว่า ถ้าหากคุณอยากไปกินข้าวที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เพราะมันมีร้าน
ที่โคตรอร่อยอยู่ คุณจะเลือกไปทางไหนล่ะ มันก็อยู่ที่ว่าบ้านคุณอยู่ไหนล่ะ หากบ้านคุณอยู่แถวราม
คุณก็ไปทางลาดพร้าวนั่นคือทางของคุณ แต่จะไปว่าทางที่มาจากวิภาวดีมันผิดก็ไม่ได้เพราะมันก็ไปได้
เหมือนกัน เพราะถ้าบ้านผมอยู่หลักสี่ผมก็ใช้ทางนี้ แต่มันก็อาจมีทางไปได้อีกมากมายที่เราไม่รู้ แต่เรา
ก็คิดว่าทางไปมันต้องมีแค่ 2-3 ทางนี้เท่านั้น มันจะรู้ได้จริงๆก็ต่อเมื่อ ได้ลองไปมันทุกทางมาจริงๆแล้ว
คือเหมือนกับคุณรู้แปลนของกรุงเทพจนทะลุปรุโปรง และได้เคยไปมาหมดทุกทางจริงๆ
แต่ในอีกแง่นึงก็มีบางคนที่ต้องการจะไปแต่เอาเข้าจริง ไปได้ครึ่งทาง อาจจะขี้เกียจหรืออาจเหลือบ
ไปเห็นร้านอาหารข้างทางแล้วคิดว่ากินแค่ตรงนี้ก็พอแล้วมั้ง แต่บางคนก็มีความอดทนไปกินถึงเซ็นทรัลได้
ด้วยค่วมเคารพ ครับ พี่มัม
---
แล้วทุกคนรู้เหรอครับว่าร้าน(สมมติเป้นร้าน A )อยุ่ตรงไหน ถ้ามีคนคนเดียวที่รู้ แล้วบอกทางมาร้านA
เอาไว้ ที่มาได้ด้วยทางต่างๆ ส่วนคนที่เชื่อก็มาถูก และ น่าจะไปถูกมาหลายรายแล้ว แต่ถ้ามีคนเข้าใจผิดว่าร้าน A ไม่ได้อยุ่ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวละ และไม่เชื่อตามนั้นด้วย
แต่เข้าใจผิด หรือตีความผิด ไม่เท่าไร ดันไปบอกคนอื่น ให้เชื่อตามตนอีก
แบบนี้จะยิ่งแย่ นะครับ ...
(นิพพานไม่ใช่ร้านอาหาร ที่ บังเอิญก็อาจผ่านไปเจอได้ นะครับ)
:46: ได้ความรู้ ความคิดเห็นเยอะเลย
แล้วใครจะมาแข่งมั้งละครับ :05:
ตอนแรกๆมี
1.ตั้ง // ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะมาแข่งอยู่ป่าว
2.พี่เอ //ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะมาแข่งอยู่ป่าว
3. ยังไม่มี
:05:
กำลังอ่านตั้งแต่ หน้า 3-8 แล้วจะมาไล่ตอบนะครับ
หรือว่าไม่ต้องแล้ว :09:
อยากแข่ง
แต่เป็นคนไม่มีธรรมะในจิตใจ :05:
Quote from: จักรี on 10 Jan 2007, 15:40 น.
ด้วยค่วมเคารพ ครับ พี่มัม
---
แล้วทุกคนรู้เหรอครับว่าร้าน(สมมติเป้นร้าน A )อยุ่ตรงไหน ถ้ามีคนคนเดียวที่รู้ แล้วบอกทางมาร้านA
เอาไว้ ที่มาได้ด้วยทางต่างๆ ส่วนคนที่เชื่อก็มาถูก และ น่าจะไปถูกมาหลายรายแล้ว แต่ถ้ามีคนเข้าใจผิดว่าร้าน A ไม่ได้อยุ่ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวละ และไม่เชื่อตามนั้นด้วย
แต่เข้าใจผิด หรือตีความผิด ไม่เท่าไร ดันไปบอกคนอื่น ให้เชื่อตามตนอีก
แบบนี้จะยิ่งแย่ นะครับ ...
(นิพพานไม่ใช่ร้านอาหาร ที่ บังเอิญก็อาจผ่านไปเจอได้ นะครับ)
ก็เหมือนสมัยนี้ไงที่มีความเชื่อในเรื่องทางไปสู่นิพพาน หรืออรหันต์ ที่แตกต่างกันไป ส่วนตัวผมเอง
ก็คงจะไปบอก หรือไปว่าคนที่เค้าศรัทธา(ยกเว้นไอ้ที่มันเกินเลยไปจนถึงขั้นงมงายไร้เหตุผล)ไม่ได้หรอกว่าทางไหนที่ถูกหรือผิด เพราะตัวผมเองก็ยังไม่ได้บรรลุถึงนิพพาน แม้แต่ความหมายจริงๆของมัน
ก็ยังไม่รู้เลยว่าที่เข้าใจน่ะจริงๆแล้วมันถูกหรือเปล่า คนที่บอกได้จริงๆคงเป็นคนที่ไปถึงจุดนั้นแล้วจริงๆ
ตัวอย่างของคนที่ตีความผิดจนเกินเลยไปถึงขั้นงมงายสมัยนี้ก็มีให้เห็นกันเยอะ อย่างเรื่องทำบุญ
บางคนถึงขนาดขายรถขายกิจการเพื่อทำบุญกันไปก็มี จบบ้านแตกกันไปก็มี(อันนี้เห็นมากับตา)
แถมยังไปพยายามยัดเยียดความเชื่อนั้นให้คนอื่นอีก ก็เหมือนอย่างที่จักรีบอกว่า
"แต่เข้าใจผิด หรือตีความผิด ไม่เท่าไร ดันไปบอกคนอื่น ให้เชื่อตามตนอีก
แบบนี้จะยิ่งแย่ นะครับ" นั่นแหละ ผมไม่ได้บอกว่าทุกทางที่ไปมันจะถูกนะ แต่หมายความว่ามันมี
มากมายหลายทาง ทางตันก็มี ทางที่เสียก็เยอะ แต่ว่าไอ้ที่เราจะรู้ว่าถูกหรือผิดน่ะมันต้องทดลอง
ส่วนที่บอกว่า(นิพพานไม่ใช่ร้านอาหาร ที่ บังเอิญก็อาจผ่านไปเจอได้ นะครับ)
มันหมายถึงว่าสมมุติทางที่จะไปถึงนิพพานคือการทำความดี มันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ทำความดี
มันจะสามารถไปถึงนิพพานได้ทุกคน เพราะบางคนอาจจะพอใจที่จะหยุดอยู่แค่การทำความดีแค่ระดับนึง
แต่บางคนอาจจะยังไม่สามารถตัดกิเลสบางอย่างได้ เพราะเค้าอาจจะพบว่าเค้ายังพอใจในกิเลสนี้อยู่
ที่บอกว่าบังเอิญก็คือเรื่องนี้แหละ
จู๋แห่งปี... :46:
ไม่ขอแสดงความคิดเห็นครับ... :46:
ดีแล้วครับ :46:
Quote from: ลั่นฟ้า on 10 Jan 2007, 18:39 น.
อยากแข่ง
แต่เป็นคนไม่มีธรรมะในจิตใจ :05:
Open Book แข่งครับ
www.onopenbooks.com น่ะรึ
(จักรีช่วยตูด้วย)
9 หน้าผ่านไป ชาร์ป ก็ยังไม่ได้ทีมไปแข่ง :30:
เป๋กันมาไกลเลย.....
Quote from: iannnnn on 10 Jan 2007, 23:08 น.
www.onopenbooks.com น่ะรึ
(จักรีช่วยตูด้วย)
:30: :30: :30: :30:
ตูก็ยัง งง มุข พี่เลยครับ .....
open book :07: เอาหนังสือเข้าห้องสอบ.....
ขอบใจมาก :05: (+2)
Quote from: iamnot on 10 Jan 2007, 23:13 น.
9 หน้าผ่านไป ชาร์ป ก็ยังไม่ได้ทีมไปแข่ง :30:
เป๋กันมาไกลเลย.....
เป๋ แบบได้ใจ เป๋ออกมาจากข้างใน
เป๋ แบบว่ารุ้สึกดี เป๋แบบว่า ..... ดี ใจที่ ใครๆไม่ถอดทิ้ง พุทธศาสนา...
จู๋เป๋แบบมีสาระแห่งปี........
ปล. เมื่อกี้ คุยกับชาร์ปมาครับ แต่พอดีผมออกไปกินข้าว เขาเลย พิมพ์ทิ้งไว้ให้ผมอ่าน จับใจความได้ว่าเขาไม่สบายใจ
ดังนั้น ผมฝากบอก ชาร์ปผ่านบอร์ด เลยนะครับว่า "อย่าคิดมากครับ และผมเชื่อว่า ถ้าไม่มีขาจร แบบเกรียนๆ ผมว่า จะคุยแรงแค่ไหนก็ได้ครับ เพราะเราเข้าใจ และเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกันครับ "
ชอบจู๋นี้จัง ไม่ขออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรอก
แต่อยากจะแสดงความรู้สึกบางอย่างกับบุคคลที่ผมรู้สึกดีด้วย
tmd หรือที่ผมเรียกว่าเณรธี ความเห็นของบุคคลคนนี้สามารถสะกดผมให้นิ่งอ่านได้
และไม่มีอารมณ์กบฏเมื่ออ่านจบ
หากติดตามมาตลอดจะรู้ว่าความเห็นของ tmd นั้น
- โดยพื้นฐานเป็นผู้ที่เรียนและรู้เรื่องในพุทธศาสนามานาน แต่ตอบแบบไม่ผยองในความรู้
- ไม่สั้นไม่ยาว พอดีกลมกล่อมอ่านได้ข้อคิด หากคิดตาม
- คำตอบเหมือนคำถาม ไม่ยัดเยียดให้โอกาสได้คิดตาม
- เป็นธรรมชาติเข้ากับสถานการณ์ใช้การเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ
- ไม่มุ่งหวังจะได้เป็นผู้ชนะจากคำตอบของตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของสังคมหมู่มาก
รักจัง :27:
ศาสนาพุทธสอนอย่างเดียวคือความทุกข์
เพราะเขาคิดว่า ชีวิตไม่มีเรื่องอะไรสำมะคัญเท่ากับความทุกข์อีกแล้ว
ไอ้ความทุกข์นี่จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คน แต่ที่แน่ๆ มันมีทุกคน
นิพพานคือจุกมุ่งหมายของพุทธศาสนา
คือการกำจัดทุกข์ไปให้หมดโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือเชื้อตกค้างอยู่อีกเลย
เหมือนไฟดับ พอไฟมันดับแล้วมันก็หายไปเลยอย่างไงยังงั้น
การดับทุกข์ในพุทธศาสนาไม่ใช่การนั่งแสวงหาความสุขเป็นครั้งๆคราวๆอย่างที่เราทำๆกัน
เพราะถึงที่สุดแล้ว เมื่อความสุขนั้นหมดไปมนุษย์ก็จะทุกข์อีก
พระพุทธศาสนาจึงไม่เอาทั้งความสุขและความทุกข์
คือตัดทิ้งทั้งสองฝาก เมื่อมีความสุขก็ไม่ยึดติดกับมัน มีความทุกข์ก็ไม่ไปทุกข์กับมัน
อยู่ตรงกลางท่าเดียว
ที่ไม่เป็นทุกข์ หรือสุข ก็เพียงเพราะเข้าใจในความจริงของธรรมชาติ
ไอ้ความจริงของธรรมชาตินี้มันก็มีของมันอยู่แล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้า ไอ้ความจริงนี้มันก็มีของมันอยู่
มันไม่เคยง้อใคร
ฉะนั้นใครที่ค้นพบความจริงนี้ได้ก็ถือว่าเหมือนๆกัน
แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบด้วยตัวเอง ส่วนที่บรรลุตามมานั้น เป็นเพราะคำชี้แนะของท่านทั้งนั้น
ไอ้ตัวความจริงนี้ไม่มีแบ่งเชื้อชาติ ไม่แบ่งเพศ คนตาบอดหรือแขนด้วน ฝรั่งหรือคนไทย ยากจนหรือเศรษฐี มีสิทธิ์เข้าถึงทุกคน
นั่นคือสภาวะที่หมดความทุกข์โดยสิ้นเชิง ตั้งชื่อสภาวะนี้ให้เรียกกันง่ายๆว่า นิพพาน
นิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของพุทธศาสนา
เป็นสภาวะที่ถ้าใครไม่เคยพบก็คงจะเข้าใจได้ยาก
ฉะนั้น ท่านจึงต้องอธิบายถึงสภาวะนี้ไว้อย่างยืดยาวมากในพระไตรปิฎก อธิบายไว้โดยละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาเข้าใจถูกต้องและไม่ผิดพลาด
เพราะเมื่อเขาอธิบายไว้โดยละเอียดนี่เอง วัดพระธรรมกายโดยการนำของธัมมะชโย สอนผิดพลาดไปจึงเห็นได้แบบชัดเจน
แต่พุทธศาสนิกชนทั่วไปกลับไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่มีความเข้าใจในพุทธศาสนาเพียงพอซะอีก มันเลยยุ่งมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
นี่แหละคอนเซปต์ของนิพพานที่อ่านแล้วเข้าใจและเห็นด้วยจริงๆ (+2)
ผม เพิ่มเติม ความรุ้ ที่ผมได้มา นิดนึงครับ หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ท่าน เจริญสมถะ จนได้ธรมกายก็จริง แต่ช่วงสุดท้ายของท่านได้หันมาฝึก สติปัฏฐาน ๔ จึงได้บรรลุ แต่ ศิษย์ส่วนใหญ่เห็นท่านฝึกแบบสมถะมาโดยตลอด จึงไม่เชื่อว่า หลวงพ่อสดฝึกแบบ สติปัฏฐาน ๔ จึงหลุดพ้นได้ พอพูดถึงเรื่องนี้ ลูกศิษย์ธรรมกายถึงกับ ไม่พอใจ ............แต่ผม จะขอยกมาพูดให้ฟัง แต่ไม่ได้ให้เชื่อ นะครับแล้วแต่จะวิเคราะห์แล้วกัน.......
ความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า แต่ละคนล้วนมีวิบาก ของใครของมัน .....ยกตัวอย่างอย่างพระพุทธเจ้า
ซึ่งกว่าจะค้นพบทางสายเอก ต้องหลงเดินทางผิด บำเพ็ญทุกข์กิริยา มาแรมปี และพอคิดได้หันมา
เสวยอาหารอีกครั้ง จนทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาจากปัญจวัคคีทั้ง 5 เกิดขึ้นและแยกย้ายกันหนีจากท่านไป และกลับมาอีกครั้งหลังท่านตรัสรูธรรม.....เป็นต้น....
:12: อ่านกระจู๋นี้ สลับกับเล่นหมากรุกไป
ทำให้รู้ ผมเดินผิดไปหลายตาเลยยยยยยยยย :05:
ท่านอรรกถาจารย์สมัยเก่าก่อน ได้อธิบายความเปรียบเทียบไว้แบบนี้
คนเรานั้นกินขี้ปี้นอนทุกวันนี้ก็ถือว่าแก้ไขความทุกข์กันไปตามยถากรรม
อุปปมา เหมือนคนเป็นโรค อีสุกอีสัย
มีความสุขอยู่กับการเกาแกะสะเก็ดแผลไปวันๆ ตรงนั้นหายคัน ตรงนี้ก็คันขึ้นมาอีก ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา เกาๆๆๆสะเก็ดแผลดกันอยู่แบบนี้
แต่ท่านผู้ที่ถึงพบนิพพาน อรหันต์แล้วก็เหมือนกับ ผู้ที่หายจากโรค อีสุกอีสัย นี้แล้ว
ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกาสะเก็ดแผลไปวันๆอีกต่อไป ครับ
Quote from: จิ้มจุ่มนาโน on 11 Jan 2007, 01:45 น.
ท่านอรรกถาจารย์สมัยเก่าก่อน ได้อธิบายความเปรียบเทียบไว้แบบนี้
คนเรานั้นกินขี้ปี้นอนทุกวันนี้ก็ถือว่าแก้ไขความทุกข์กันไปตามยถากรรม
อุปปมา เหมือนคนเป็นโรค อีสุกอีสัย
มีความสุขอยู่กับการเกาแกะสะเก็ดแผลไปวันๆ ตรงนั้นหายคัน ตรงนี้ก็คันขึ้นมาอีก ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา เกาๆๆๆสะเก็ดแผลดกันอยู่แบบนี้
แต่ท่านผู้ที่ถึงพบนิพพาน อรหันต์แล้วก็เหมือนกับ ผู้ที่หายจากโรค อีสุกอีสัย นี้แล้ว
ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกาสะเก็ดแผลไปวันๆอีกต่อไป ครับ
เข้าใจอารมณ์ครับ :05a:
อีสุกอีใส เนี้ย เป็นตอนโตแล้วทรมานมั่กๆ
ตามจริงผมไม่ติดใจธรรมกาย ในกรณี นิพพานเ็ป็น อัตตา นะครับ
เพราะ มหายาน ก็ว่าไว้แบบนั้น แถมมีหลากหลายกันไปอีก ตามแต่นิกาย
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ผมยึดมั่นใน อนัตตา ก็เท่านั้นเอง พันนั้นเอง
โดยองค์รวม ทั้งโลกแล้ว ศาสนามีตั้งเยอะ หลักการหลักธรรมก็ว่ากันไป
แต่ต่างกัน
กรณีธรรมกาย
และของคณะสงฆ์ ไทย
มีปัญหา ตรงที่ว่า ธรรมกาย คือ มหายาน หรือ เถรวาท
ผมขออย่างหนึ่งเวลาคุยกันได้มั้ยครับ
เวลาเรียกหลวงพ่อธัมมะ ขออย่าเรียก ธัมมชโย เฉยๆเลยครับ
ยังไงท่านก็เป็นพระนะครับ ถึงจะไม่มีความเคารพในตัวท่าน
แต่ขอเคารพในความเป็นพระภิกษุ ด้วยครับ
เรียกว่า หลวงพ่อธัมมะ < น่าจะเหมาะสมสุด
Quote from: ชาร์ป on 11 Jan 2007, 11:18 น.
ผมขออย่างหนึ่งเวลาคุยกันได้มั้ยครับ
เวลาเรียกหลวงพ่อธัมมะ ขออย่าเรียก ธัมมชโย เฉยๆเลยครับ
ยังไงท่านก็เป็นพระนะครับ ถึงจะไม่มีความเคารพในตัวท่าน
แต่ขอเคารพในความเป็นพระภิกษุ ด้วยครับ
เรียกว่า หลวงพ่อธัมมะ < น่าจะเหมาะสมสุด
พี่ชาร์ปขอ ผมก็จัดให้
หลวงพ่อธัมมะความจริงผมพยายามเลี่ยงการกล่าวถึงชื่อ ท่านนะครับ
เรียกว่า หลวงพ่อเฉยๆ ก็ยังดีครับ
:01: :01: :01: :46:
ในความคิดเห็นส่วนตัว
- หากเรื่องบุญเรื่องกรรม และชาตินี้ ชาติหน้ามีจริง ในระดับของมิติและเวลาที่เราคิดในปัจจุบัน ทำไมคนเราถึงไม่สามารถระลึกชาติ (หรือสำนึกถึงสิ่งที่กระทำ) ในชาติก่อนได้ง่าย ๆ (ที่มีระลึกชาติได้ ก็ไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหน ว่าเป็นเรื่องจริง)
- คิดว่านิพพานน่าจะเป็นสภาวะของจิต
ชอบเณรธีด้วยคน "ถ้าเราไม่เชื่อว่ามันมี เราย่อมไปไม่ถึง" :12:
ช่างละม้ายกับที่ไฮเซนต์เบิร์ก(ใช่หรือเปล่าไม่รู้ มั่วนิดหน่อย :42:)บอกไว้ว่า "สรรพสิ่ง ล้วนเกิดมาเพราะเราไปสังเกต"
ไม่เกี่ยวกับการสอบธรรมะ แต่มั่ว ๆ ตอบไป :30:
ขอพูดถึง พระนิพพานในแบบผมมั้งนะ
นิพพานคือ การกำจัดทุกข์ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง เหมือนไฟที่ดับหมดไปเลยยังไงยังงั้น
คำตอบคือ ใช่ครับ
การกำจัดทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การนั่งแสวงหาความสุขเป็นครั้งๆ คราวๆ อย่างที่เราทำๆ กัน
คำตอบคือ มีบางส่วนใช่ และบางส่วนไม่ใช่ครับ ตรงนี้ ต้องซักความเข้าใจเพิ่มเติมนิดนึงว่า ที่เราทำๆ กันนั้น เขาหมายถึงทำอะไร
ถ้าหมายถึงว่า เมื่ออยากได้ ก็แสวงหาสิ่งของต่างๆ ให้ได้มาสมอยาก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขในกามคุณ 5 ต่างๆ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ถือว่า เข้าใจได้ถูกต้องน่ะครับ เพราะสุขในกามคุณ 5 เหล่านี้ เป็นของชั่วคราว ได้มาแล้ว เดี๋ยวก็เบื่อไม่พอ อยากได้ของใหม่ หรือ ได้มาแล้ว เดี๋ยวก็ใช้หมดไป แล้วก็อยากได้มาใหม่ ดังนั้น สุขแบบนี้ เขาเรียกว่า กามสุข ไม่ใช่ นิพพานสุข ตรงนี้เข้าใจได้ถูกต้องครับ
แต่ถ้าเข้าใจว่า ที่เราทำๆ กันนั้น รวมทาน ศีล ภาวนาไปด้วย อย่างนี้ถือว่า เข้าใจผิดครับ เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ (ไม่ใช่องค์เดียว) สอนไว้ชัดเจนว่า ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทำตามนี้จึงจะไปนิพพานได้ วัดพระธรรมกาย ก็สอนให้ทำแบบนี้ แน่นอน มันไม่ได้หมายความว่า ทำแบบนี้ปุ๊บ พ้นทุกข์ปั๊บ มันต้องค่อยๆทำๆ ค่อยๆ สั่งสมบารมีกันไป หนทางร้อยลี้ ต้องมีก้าวแรก และก้าวต่อๆไป ไม่ใช่ก้าวเดียวถึง แน่นอน ตอนยังไม่ถึง มันก็สุขชั่วคราว เพราะมันยังไม่ถึงนี่ แต่ขอให้ทำตามนี้ คือ ทาน ศีล ภาวนา ถึงเมื่อไหร่ มันก็กลายเป็น นิพพานสุขน่ะครับ
พระพุทธศาสนาสอนว่า ต้องไม่เอาทั้งความสุข และความทุกข์ ไม่ยึดติดกับความสุข และความทุกข์ แต่อยู่ตรงกลาง เข้าใจความจริงของธรรมชาติ
คำตอบ หลักการถูกครับ แต่วิธีการนั้นต้องขยายความ ถ้าไม่ขยายความจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
การเข้าใจความจริงของธรรมชาตินั้น ไม่ใช่แค่ นึกๆ เอาครับ แต่ต้องฝึกฝนทั้งทาน ศีล ภาวนา ฝึกทำทาน คือ ฝึกละความโลภ คุณลองคิดดูว่า คนที่วันๆ คิดแต่ว่า ฉันจะมีสติกับทุกเรื่อง อะไรผ่านมาฉันก็มีสติ แต่ฉันจะไม่คิดช่วยเหลือใคร ใครเดือดร้อนฉันก็แค่รับรู้ว่า ใครเดือดร้อนก็พอแล้ว ถามว่า ทำถูกไหม คำตอบของผมคือ ทำถูกครับ ถ้าเขาบวชเป็นพระ
ที่ตั้งใจบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น แต่ถ้าเขายังเป็นชาวบ้าน ถือว่า ผิดอย่างยิ่งครับ
ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา แล้วคิดจะฝึกแบบนี้ ก็ต้องทำทั้งทาน ศีล ภาวนา คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส จะโดยการฝึกสติอย่างเขาก็ได้ แต่ต้องละชั่ว ทำดี อย่างที่วัดพระธรรมกายทำอยู่ด้วยครับ
คนจน คนรวย มีสิทธิ์เข้าถึงนิพพาน ไม่แบ่งชนชั้น เชื้อชาติ
คำตอบ ถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่หมายความว่า ต้องห้ามทำดี (ทำทาน) แต่ต้องทำดี คือ ทำทาน ด้วยครับ เพราะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ คือ ทาน ศีล ภาวนา
คุณอาจจะถามว่า อ้าวแล้วถ้าทำแต่ ศีล กับ ภาวนา ล่ะได้มั้ย ทานไม่ต้องทำ
คำตอบคือ ได้ เมื่อเราตั้งใจสละทุกสิ่ง ออกบวชเป็นพระ เข้าป่าไป ตั้งใจบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น แต่ถ้าเรายังเป็นชาวบ้านอยู่ ทานนี่ต้องทำครับ ไม่ทำแล้วจะเอาอะไรกิน
โอเค เอาประเด็นหลักที่ผมสงสัยมาช้านาน นะครับ .....เกี๋ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกาย ผมไม่รุ้ว่า ที่อื่นก็
น่าจะมี บ้าง แต่ไม่มากขนาดนี้ น่ะนะ มันเกี่ยวกับเรื่องทำทาน มั้ย? ที่พุทธศาสนิกชนต่างแห่แหนกันเข้า
ไปทำทาน โดยใช้เงิน มากมายขนาดนี้ครับ ทั้งที่ ไม่ว่าจะเป็นวัดไหนถ้าขึ้นชื่อว่า ศาสนาพุทธ ต้องสอนให้
ทำทานอยุ่แล้ว....แต่ ทำไม ที่นี่ถึงผิดจากที่อื่นครับ รบกวนชาร์ปช้วยชี้แจงหน่อยนะครับ ถ้ารุ้เหตุผล.....
ขอบคุณครับ...
เป็นประเด็นเดียวกับที่ผมเคยสงสัยเมื่อสมัยที่เป็นเรื่องครึกโครมหลายปีก่อนนู้น
ไม่รู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปหรือยังครับ ถ้าเปลี่ยนแล้วก็ขออภัย
มารอฟังเหมือนกัน
จานบินอะนะ {หมีโหด}
สงสัยเหมือนกันครับว่า
ทำบุญ ทำทาน บริจาค แบบนั้น (ขออภัยถ้าดูไม่สุภาพ)
กับเอาเงินตรงนั้นไปสงเคราะห์บ้านคนชรา มูลนิธิอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่มูลนิธิไฮโซว์ ไปประชันกัน
ไม่พูดถึงจำนวนบุญที่จะได้นะครับ (คุ้นๆ ว่ามีบัญชีสะสมบุญด้วย)
อะไรน่าจะมีประโยชน์กว่ากัน :46:
ปัญหาสังคม ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ จริงๆแล้วมาจากไหน
ทำไมถึงคนจน
นอกจากเรื่องกฏแห่งกรรมแล้ว ส่วนหนึ่งก็มาจากพฤติกรรมของคนไม่ดี
แล้ว ถาม ว่า การให้เงินแก่คนจน ใช้แป้บเดียวก็หมด
ถามว่า ทำให้เค้าเป็นคนดีได้ไหม
จริงๆแล้ว ก็ไม่ได้
ดังนั้น การช่วยเหลือจริงๆ
ต้องให้ความรู้ ให้เห็นธรรมะจึงจะแก้ได้อย่างถาวร
ถาม ว่า ถ้าคนเป็นคนดีในสังคม มีน้อย แล้วคนชั่วมีมาก
สังคมเป็นเหมือนเดิม เพราะคนชั่วปกครองคนดี
แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ก็คือ ทำให้คนดีมากกว่าคนชั่ว
แล้วถาม ว่า จะสร้างคนดีได้ทีละเยอะๆก็ต้องสอนทีละเยอะ
และ ถ้าชวนคนมาเยอะๆมากฝึกเพื่อจะเป็นคนดี ที่แคบๆไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก
เค้าก็ไม่มาหรอก และที่วัดเราก็ไม่ได้ทำ เพื่อโชว์หรือสวยหรูแต่อย่างใด
เห็นได้ชัดจากการขจัดรายละเอียดตกแต่งของอาคารสถานที่ไปเยอะ
และ เมื่อก่อนเรา ก็สร้างศาลารับคนแค่ ห้าร้อยคน คือศาลาจาตุมหาราชิกา
ต่อมาคนมาหมื่นก็สร้างให้รับได้หมื่น คือ สภาจาก
แต่มาคนมาแสน ก็ต้องสร้างให้ได้แบบแสน
เรื่อง จานบิน จริงๆแล้วก็ไม่ได้หมือนจานบินแต่อย่างใด
เพราะรูปทรงนี้ก็เป็นทรงที่ดัดแปลงมาจากสถูปเจีย์หลายๆที่ในอินเดีย
ส่วนเรื่องบัญชีบุญ ก็เป็นกุสโลบาย ให้โยม ทำบุญ ก็เหมือนกับพระเดินบิณฑิตบาตร เพื่อให้โยมทำบุญทุกๆวัน
แต่จริงๆๆ ท่านไม่มาบิณ ก็มีโยมไปถวายที่วัด
และจริงๆ ทางวัดก็ไม่ได้บังคับให้ใครทำบุญด้วย ขึ้นอยู่กับความพอใจของ ผู้บริจาค
พูดเรื่อง ทางก้าวหน้า คนสอบปีละแสนๆๆ
มีคนรักษาศีล ห้า ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤคิผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่กินเหล้า ไม่โกงกินสังคม เพิ่มขึ้นทุกๆปี อย่างการสอบที่มีในตอนนี้อ่ะครับ
เป็นการชักชวนให้คนทั่วๆไป หันมาสนใจในเรื่อง ศีลธรรม
มาวัดความรู้ในด้านศีลธรรมด้วยการแข่งปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าครับ
และ ที่วัดก็ยังมี การบริจาคช่วยเหลืออุทกภัย
วัดภาคใต้ ภัยหนาว ภัยแล้ง ซึนามิ ด้วยครับ
ของซึนามินี่ ที่จัดงานปล่อนโคม 2 ครั้งที่วัดเป็นคนดำเนินการเอง
น้ำท่วม 2-3 เดือนที่ผ่านทางวัดเองก็ช่วยเหลือมาโดยตลอด
วัดที่ภาคใต้ โดนระเบิด ไม่มีคนใส่บิณฑบาตรทำบุญ
ทางวัดเองก็ส่งคนไปช่วยด้วย
อืม .... ครับ
แนวคิด ดีครับ ถ้ามองทางโลก .....ผมเข้าใจว่า เป็นกุศโลบายที่ดี
ผม กังวลอยุ่นิดนึง ครับ เรื่อง กุศโลบาย เนี่ย ไหนว่าเป็นวัดที่ดำเนินไปในแนวทางคำสอนของศาสดา
แต่ ผมกลับรุ้สึกว่ามันเหมือนโรงธรรมทาน มากกว่า วัด ......พระพุทธเจ้าสอนถึงเรื่อง บัว สี่เหล่า บุคคลที่ควรสอนสี่จำพวก การ ใช้กุศโลบายการสอนคนเยอะๆ แบบนี้ดูมันขัด กันโดยสิ้นเชิงนะครับ.....
สมมติสอนคน 100 คน เข้าใจถูกต้อง ซะ 50 คน อีก 50 คนเข้าใจผิด ทำทานจนหมดเนื้อหมดตัว
แบบนี้ก็ไม่ไหวนะครับ ทางที่ดีหาวิธี คัดเลือก 50 คนจาก 100 คนก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ
ถึงค่อยหว่านคำสอนที่คิดว่าถูกต้องไป.... การยืนอยุ่กับที่ดีกว่าเดินไปแล้วหลงนะครับ
จะกลับมาจุดเดิมก็ยากแล้วด้วย เพราะศรัทธามันแรงเหลือเกิน .....
แล้วเรื่องการเผยแผ่ธรรม ที่ จัดดำเนินการทุกปี นี่ ผมเห็นด้วย ในด้านที่อยาก ให้คนเข้าใจและเป็นคนดีกันมากๆ แต่ถ้า หลักการที่จะนำมาเผยแผ่ นั้น มันไม่ใช่.......มันอาจจะดี แต่มันไม่ถูกต้องละครับ ....
การปลูกฝังเยาวชน ให้เข้าใจแบบนั้น มันไม่ยิ่งแย่กว่าเหรอครับ ..... ถ้าอย่างไรก็ลองพิจารณาหลักสูตรที่ใช้สอบดูหน่อยละกันนะครับ ถ้าเพียงแค่ปลูกฝังความรู้พื้นฐานที่ดีงามมันก็ยังโอเค แต่ ถ้ามีลึกลงไปแล้วผิดเพี้ยน นี่มันจะแย่เป้นทวีคูณ .....
เรื่อง การให้ธรรมเป้นทานสูงสุดจริงๆครับ ทานใหนไม่ยิ่งใหญ่เท่าธรรมทาน ถ้า วัดธรรมกายสอนอย่างนั้นจริง
ผมถือว่า ล้มเหลวครับ.....
วัด ในนิยามของจักรีนี้เป็นแบบไหนครับ
จำเป็นต้องมียอดฟ้า ใบระกาไหม หรือต้องเอากระจกแปะๆ
สมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าสอนได้หมดทุกคนหรอครับ ?
เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมสมมุติคนฟัง 1 พันคน ก็ไม่ได้บรรลุธรรมทั้ง 1000 คน
บางคนก็บรรลุอรหันต์
บางคนก็โสดาบัน
บางก็เฉยๆ
บางก็ไม่เข้าใจ
บางก็ด่าซ้ำอีก
ขนาดพระพุทธเจ้าสอนนะครับ
แล้วเวลาพระพุทธเจ้าสอนท่านก็สอน พร้อมๆกันเยอะๆคน
จะให้มาแบ่งแยกคนมานั่งฟังธรรมนี่จะทำยังไงครับ
อ้าวใคร บัวในตมทางนี้เลยครับบบ
อ้าวใครเหนือน้ำ ทางนี้ครับบบ
แบบนี้หรอ?
เรื่องทำทานหมดตัวนี้ วัดไม่เคยสอนครับ
แล้วไปเห็นใครเค้าทำหมดตัวหรอครับ
ถ้าเกิดเค้าอยากทำหมดตัว ที่วัดก็ไม่ได้มีคนคอยตรวจสอบทรัพย์สินนะครับ
ว่าทั้งตัวมีเท่าไรแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าหมดตัว?
แล้วได้ลองศึกษาทางวัด อย่างละเอียดอย่างยังครับว่าเค้าสอนอะไร
นอกจาก ทางหนังสือพิมพ์ กับ เขาที่เล่ามา
หลักการที่บอกว่าไม่ดีไม่ถูกต้องนี้ หลักไหนครับ
เพี้ยนตรงไหนครับ
ถ้าวัดล้มเหลว วัดพระธรรมกายมันก็น่าจะยุบไปตั้งแต่ปี 2542 แล้วครับ
ด้วยความเคารพครับ
:42:
ด้วยความเคารพครับ
- ผมไม่ได้มอง วัดเป็น เพียงรูปธรรม ที่ต้องมีเอกลักษณ์ นะครับ ผมมองถึงวิธีจัดการ และระเบียบแบบแผน....ที่มีอยุ่ของกุศโลบายที่ว่ามา ข้างต้น
- และที่ผมแสดงความคิดเห็นมา เป็นไปในแนวทางการตั้งข้อสงสัย.... ผมมิอาจสรุปและตัดสินว่าอะไรผิดถูกได้ แต่เพียงแค่ให้คำแนะนำและชี้ให้เห็นโทษที่อาจเกิด ถ้ามันไม่ถูกต้อง...จริง... และการใช้เงินเพื่อเป็นรางวัลคงไม่ใช่กุศโลบายที่ทางวัดพึงกระทำ ......
ผมเชื่อเพียงแต่ว่าพระพุทธเจ้าเลือกสอนคนที่จริต แต่ละคน ก็ใช้สอนแตกต่างกันไป.....และคนที่ท่านตัดสินใจสอน ทุกคนท่านย่อมรุ้แล้วว่าคนผู้นี้ มีโอกาสสำเร็จได้.....
ถ้าวัดล้มเหลว วัดพระธรรมกายมันก็น่าจะยุบไปตั้งแต่ปี 2542 แล้วครับ
ครูสอนศิษย์ แต่ศิษย์สอบตก ครูก็ ไม่เห็นต้องตายนี่ครับ.....
การล้มเหลว ในด้านการสอน ครับ ปัจจุบัน การทำบุญทำทานที่นั่นเป็นไปอย่างไรบ้างครับ
ถ้ายังมี คนที่มาทำบุญด้วยเงินทองมหาศาล อยุ่ทั้งที่สอนว่าการทำบุญทำทานต้องเป็นไปตามอัตภาพ และยังสอนถึง การให้ธรรมเป็นทานแล้วละก็ สำหรับผมแล้ว นั่นแหละการล้มเหลวทางด้านการสอนคน ละครับ....
ปล.ทั้งหมดทั้งมวลที่โพสต์ลงไป มิได้มีเจตนาเพื่อเอาชนะ นะครับ โปรดเข้าใจ....
ในที่สุดก็อยากขอโพสในนี้ด้วยครับ
อันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง
เพราะความที่อคติแต่เด็กที่ทำให้ผมแหยงๆ (เรียนโรงเรียนวัดครับ มีพระรูปนึงทำให้ผมหมดศรัทธา)
เอาเข้าจริงผมเริ่มกลับมาสลายกำแพงในใจตัวเองจริงๆ
ก็ตอน ม.ต้น ตอนนั้นหาที่ยึดเหนี่ยวแล้วก็ถึงลองอ่านหนังสือดู
ผมก็ไม่ค่อยอยากแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่
เนื่องเพราะว่าผมพบว่าผมปฎิบัติตามหลักธรรมที่ว่าไม่ค่อยจะได้
ผมพยายามอดทน และนิ่งเฉย แต่ผลปรากฎว่ามันทำให้ผมเป็นบ้าแทน (น่าจะมีอะไรผิดพลาด)
สาระสะคัญ
ผมว่าถ้าตัดเอาความเป็นหน้าตา (รูป) ของพุทธศาสนาออกไป
ก็น่าจะเหลือ การดับทุกข์ให้สิ้นไป เป็นหลัก
เพราะว่าคนเราประกอบไปด้วยทุกข์
การมีความสุขตลอดไปก็เป็นไปไม่ได้ เสียความสุขไปก็เป็นทุกข์อีก (นั่น...)
วิธีการตามความเข้าใจของผมน่าจะเป็นการเข้าถึงจิตเดิมแท้(Essence of mind )
ของตัวเราเอง(มั้ง)ครับ เมื่อเข้าใจความเป็นไปของจิตใจ ก็เหมือน
รู้ว่าจะถอดแรม เสียบHDD ตรงไหน
ก็จะดับทุกข์ หยุดกิเลส และเข้าสู่ความสงบของจิตใจได้
ประมาณนั้น
โดยส่วนรวม เรายังมีกิเลสกันมากมาย
อยากได้ macbook อยากได้ 400D อยากได้ Wii
อยากเที่ยว อยากมีแฟ...
อืม
ไปละ เดี๋ยวขอ edit อีกหน่อย
..... :39:
เพิ่มเติม
Quote
- และที่ผมแสดงความคิดเห็นมา เป็นไปในแนวทางการตั้งข้อสงสัย.... ผมมิอาจสรุปและตัดสินว่าอะไรผิดถูกได้ แต่เพียงแค่ให้คำแนะนำและชี้ให้เห็นโทษที่อาจเกิด ถ้ามันไม่ถูกต้อง...จริง... และการใช้เงินเพื่อเป็นรางวัลคงไม่ใช่กุศโลบายที่ทางวัดพึงกระทำ
ถ้าไม่เหมาะสมแล้ว ทำไม พระเจ้าอยู่หัวสนับสนุน มอบโล่รางวัลที่หนึ่งมาตลอด
สอง ถ้าไม่เหมาะสม แล้ว ทำไม เจ้าประคุณสมเด็จมหารัชมังลาจารย์ เปรียญธรรมเก้าประโยค ท่านเป็นประธานที่ปรึกษา
ถ้าไม่เหมาะสมแล้ว ทำไม ผอ โรงเรียนต่างทั้งภาครัฐและเอกชนต่างส่งนักเรียนเข้าสอบเข้าศึกษา
ถ้าไม่เหมาะสม ทำไมองค์กรสำคัญต่างๆถึงมอบโล่ให้
ในการสอบธรรมปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าที่ผ่านมา
ก่อนจะจัดในระดับประชาชน
Quoteถ้ายังมี คนที่มาทำบุญด้วยเงินทองมหาศาล อยุ่ทั้งที่สอนว่าการทำบุญทำทานต้องเป็นไปตามอัตภาพ และยังสอนถึง การให้ธรรมเป็นทานแล้วละก็ สำหรับผมแล้ว นั่นแหละการล้มเหลวทางด้านการสอนคน ละครับ....
การทานมี 3 แบบ
ทานบารมี การให้ธรรมดา
อุปทานบารมี ให้เลือดเนื้อเป็นทาน
ปรมัตถบารมี ให้ชีวิตเป็นทาน
การทำทานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เอาบารมีมาทำให้สิ้นไปซึ่งกิเลส
พระพุทธเจ้าทำมาแล้ว สี่อสงไขยแสนมหากัปป์
และพรพะพุทธองค์ก็สอนโยมว่า ทำทานให้ทำเต็มกำลัง คือ ไม่เดือดร้อนตัวเอง และยังมีสอนให้เก็บบำรุงบิดามารดา บำรุงญาติ สงเคราะห์สังคมอีก
โยมเค้ามาทำบุญมหาศาล เพราะ เค้าทำแบบไม่เดือดร้อน
ทำตามอัตถภาพของเค้า ไม่เห็นมีใครมาโว้ยวายเลยว่า มาทำบุญที่วัดนี้แล้ว หมดตัว
:38:
ขอโทษทีครับชาร์ป ผมกดแก้ไขวะ :05:
มีที่พิมพ์ไว้มั้ยครับเอามาลงใหม่ นะ
///
:39: จักรีผมพิมพ์นานนะครับ
:38: กึ๋ยย ว่าจะกลับมาอ่าน มาอีกที หายเกลี้ยงเลย
Quote from: tao on 11 Jan 2007, 17:43 น.
ในที่สุดก็อยากขอโพสในนี้ด้วยครับ
อันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง
เพราะความที่อคติแต่เด็กที่ทำให้ผมแหยงๆ (เรียนโรงเรียนวัดครับ มีพระรูปนึงทำให้ผมหมดศรัทธา)
เอาเข้าจริงผมเริ่มกลับมาสลายกำแพงในใจตัวเองจริงๆ
ก็ตอน ม.ต้น ตอนนั้นหาที่ยึดเหนี่ยวแล้วก็ถึงลองอ่านหนังสือดู
ผมก็ไม่ค่อยอยากแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่
เนื่องเพราะว่าผมพบว่าผมปฎิบัติตามหลักธรรมที่ว่าไม่ค่อยจะได้
ผมพยายามอดทน และนิ่งเฉย แต่ผลปรากฎว่ามันทำให้ผมเป็นบ้าแทน (น่าจะมีอะไรผิดพลาด)
สาระสะคัญ
ผมว่าถ้าตัดเอาความเป็นหน้าตา (รูป) ของพุทธศาสนาออกไป
ก็น่าจะเหลือ การดับทุกข์ให้สิ้นไป เป็นหลัก
เพราะว่าคนเราประกอบไปด้วยทุกข์
การมีความสุขตลอดไปก็เป็นไปไม่ได้ เสียความสุขไปก็เป็นทุกข์อีก (นั่น...)
วิธีการตามความเข้าใจของผมน่าจะเป็นการเข้าถึงจิตเดิมแท้(Essence of mind )
ของตัวเราเอง(มั้ง)ครับ เมื่อเข้าใจความเป็นไปของจิตใจ ก็เหมือน
รู้ว่าจะถอดแรม เสียบHDD ตรงไหน
ก็จะดับทุกข์ หยุดกิเลส และเข้าสู่ความสงบของจิตใจได้
ประมาณนั้น
โดยส่วนรวม เรายังมีกิเลสกันมากมาย
อยากได้ macbook อยากได้ 400D อยากได้ Wii
อยากเที่ยว อยากมีแฟ...
อืม
ไปละ เดี๋ยวขอ edit อีกหน่อย
คือ เห็นพระรูปเดียวไม่ดี แล้วเหมาว่าพระไม่ดีหมดนี่ใช้ได้ไหมนี่
เหมือนคนไทย ทำผิดกฏหมายคนเดียวแล้วเหมาว่าคนไทยเลว
อย่างนี้ ไม่ไหว
ทั้งคนและพระ มีทั้งดีและไม่ดี ไม่ว่าปัจจุบัน หรือ สมัยพุทธกาล
ดังนั้น การมองคนให้เห็นตัวจริง พระจริง ต้องทีความทางกาย วาจา ใจ ของแตล่ะท่าน รายบุคคล
อย่า เหมานะครับ
การดับไปของทุกข์นี่เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็น หัวใจสำคัญ พระพุทธเจ้าสอนไว้ ตัดออกไม่ได้หรอกครับ
เมื่อก่อนพวกพราหมณ์ทรมารกายเพราะอยากดับทุกข์ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไม่ใช่หนทางดับทุกข์
บางพวกลุ่มหลงกามรมณ์ แล้วคิดว่าทำให้หมดทุกข์ พระองค์ก็บอกว่า ยังไม่ใช่ทางหมดทุกข์
ดังนั้น ท่านจึงบอกไว้ว่า ทางสายกลาง เป็นหนทางในการดับทุกข์
ดัง นั้น การจะตัด เอาหน้าตาของพระพุทธศาสนาออก ก้เหมือนว่าไม่ได้เดินตามทางที่พระพุทธองค์สอนหรอกครับ
และอยากดับทุกข์ แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ ว่า ทำยังไง
แล้วจะดับทุกข์ได้ไงล่ะครับ
Quote
วิธีการตามความเข้าใจของผมน่าจะเป็นการเข้าถึงจิตเดิมแท้(Essence of mind )
จิตที่ดังเดิมที่พระพุทธเจ้าสอนนี่คืออะไร
คือ จิตที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส
เมื่อมีกิเลสจึงให้ให้เกิดสังขาร เมื่อมีสังขารจึงทำให้เกิดวิญญาณ ต่อมาก็มีนารูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น
ดังนั้นจะเข้าถึงแก่นแท้ของตนเองก็ต้องทำกิเลศให้หมดไป
ด้วยสร้างบารมีทั้งสามสิบทัศ
หรือ ย่อง่ายๆ ก็ ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทานเป็นการสั่งสมเสบียงเพื่อให้เกิดชาติหน้าจะได้มีทุนใช้จ่ายสร้างบารมี
ศีล เป็นเครื่องรับประกันว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกรอบ ไม่ไปเกิดในนรกหรือเป็นสัวืเดรัจฉาน
ภาวนา นอกจากจะได้ระดับของสติปัญญาแล้ว ยังเป็นเครื่องมีในการบรรลุธรรมอีก
ดังนั้น จะเข้าถึงแก่นแท้ ของตนเอง ของพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติครับ
ถ้าไม่ปฏิบัติแต่มาคิดเอาลอยๆ อย่างนี้ไม่สามารถเข้าถึงแก่นได้หรอก
อย่างมากก็เฉียดๆเปลือกศาสนา ตืนมากเลย
ก็จะดับทุกข์ หยุดกิเลส และเข้าสู่ความสงบของจิตใจได้
การดับทุกข์ ไม่ได้เป็นแค่การหยุดกิเลส
แต่ คือ การดับกิเลสครับ หรือ ง่ายๆๆเรียกกำจัดกิเลส
ด้วยญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ธรรม เรียกว่า อาสวขยญาณ ครับ
เป็นหนึ่งในวิชชาสามของพระพุทธเจ้า
อ่อ อธิบายให้เข้ากับยุคสมัยหน่อยนะครับ
คอมพิวเตอร์ประกอบด้วย สองอย่างหลักๆ
หนึ่งฮารด์แวร์
สองซอฟแวร์
ระหว่างฮารด์แวร์และซอฟแวร์ นี่ ซอฟแวร์สำคัญกว่า
เพราะซอฟแวร์เป็นตัว ควบคุมฮาร์ดแวร์ให้ทำงาน
เหมือนมนุษย์ ประกอบด้วย สองอย่างหลักๆคือ กายหรือ ฮารด์แวร์นี่ล่ะ อย่างที่สสองก็คือใจ หรือ ซอฟแวร์ไง
บางครั้ง คอมทำงานไม่ได้ ติดไวรัส ทำให้ระบบรวนไปหมด
บางที ข้อมูลหาย
เพราะซอฟแวร์ติดไวรัส
มนุษย์ก้เหมือนกัน บางครั้งไม่สมารถควบคุมตัวเองได้เพราะใจ ติดไวรัส หรือ เรียกว่ากิเลสนี่ละครับ
ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถ ควบคุมความโกรธ โลภ หลงของตัวได้
ทั้งๆที่รู้แล้ว ว่า ทั้งสามอย่างนั้นมีเมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์
แต่เราก็ควบคุมไม่ได้
ดังนั้น เมื่อใจหรือซอฟแวร์มีไวรัส
ก้ต้อง กำจัดไวรัสด้วยโปรแกรมต่างๆ
เช่น โปรแกรมแอนตี้ไวรัส เป็นต้น
จะกำจัดกิเลสก้เหมือนกันละครับ ต้องอาศัยโปรแกรมในการสร้างบารมี
ที่เรียกว่า ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง
การกระทำทั้งหมดทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนาครับ
สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
ภิกขเว เจตนาหัง กัมมัง วทามิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าว ว่า เจตนานั่นละคือ กรรม
ทำทานมากแต่เจตนาไม่ดีก็ได้บุญน้อย
ทำทานน้อยเจตนาดีก็ได้บุญมาก
ครับ ผิดไปแล้วครับ แต่อย่างไรก็จะตอบ ตามนั้นละกันครับ
แอบอ้างจากที่ลบไปครับ :05:(ขอโทษ)แบบไหนหรือครับ จักรียังไม่ได้อธิบายผมเลย?
กุศโลบาย ที่ชาร์ปบอกว่า การสอนคนเพื่อที่จะให้ประเทศชาติมีคนดีเยอะๆ เพื่อที่จะให้คนดีได้ปกครองคนไม่ดี มันดีนะครับ ทางวัดจึง ต้องสอนคนทีละเยอะๆส่วนอันนี้ผมรุ้สึกว่ามันไม่ดีนะครับ....มันเหมือนเป็นองค์กร ที่สร้างขึ้นมาเพื่ออบรม มากกว่าวัดครับ...ถึงแม้ว่าจะมองเป็นกิจของวัดที่ต้องช่วยสังคมก็เถอะ.....
แอบอ้างจากที่ลบไปครับ :05:(ขอโทษ)
แล้วใช้อะไรดีครับเพื่อที่ให้คนสนใจ
ให้สละเวลาทำงาน มานั่งอ่านหนังสือสอบ แล้วมาสอบปัญหาธรรมะ?
ผมว่า ใช้หลักสูตร กระทรวงศึกษาไปเลยครับ แล้วให้องค์กรรัฐจัด ....อย่างน้อยมันก็น่าจะมีประโยชน์ ในการเรียนด้วย
แอบอ้างจากที่ลบไปครับ :05:(ขอโทษ)
ความเชื่อนี้ ได้ศึกษาเพิ่มเติมด้วยหรือป่าวครับ?
เวลาพระพุทธเจ้าท่านสอน อย่างนี้บอก ไปขั้นต้น
เลือกจริตสอน ก็ถูกครับ
แต่ถ้ามาทีละเยอะๆอย่างชนิด 1000 คนจะนั่งแยกยังไงละ ?
ผมไม่อยากเปิดหนังสือมานั่งหาข้อสรุป นะครับ ....
ดังนั้น สิ่งที่ผมศึกษามาผมจะไม่บอกว่ามันถูกต้อง .....
หรือชาร์ปกำลังจะบอกว่า ธรรมกายทำอย่างพระพุทธเจ้า คือสอนคนที่ละเยอะๆ ทั้งที่ มันไม่ใช่สมัยพุทธกาล อย่างนั้นเหรอครับ
เราต้อง เข้าใจว่า สมัยนั้น เป้นสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญที่สุดนะครับ.....
แอบอ้างจากที่ลบไปครับ :05:(ขอโทษ)
ยกตัวอย่าง เศษรฐีในสมัยพุทธกาล อย่าง
อนาธเศษรฐี ทำบุญทีละเป็นหลายๆโกฏิ
1 โกฏิ = 80ล้าน
ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น ยอดอุบาสก
แสดงว่านี่ก็ผิดด้วยสิครับ
แน่ใจเหรอครับ ว่าเพราะเหตุนี้ ถึงได้รับยกย่อง......?
แต่ผมก็ไม่ได้ว่าการสอบ ไม่ดีนะครับ ผมกลับเห็นด้วยด้วยซ้ำ เพียงแต่เสนอแนะแนวทางที่ตรงข้ามกันดูให้ พึงระวัง เท่านั้นเองครับ....
Quoteกุศโลบาย ที่ชาร์ปบอกว่า การสอนคนเพื่อที่จะให้ประเทศชาติมีคนดีเยอะๆ เพื่อที่จะให้คนดีได้ปกครองคนไม่ดี มันดีนะครับ ทางวัดจึง ต้องสอนคนทีละเยอะๆส่วนอันนี้ผมรุ้สึกว่ามันไม่ดีนะครับ....มันเหมือนเป็นองค์กร ที่สร้างขึ้นมาเพื่ออบรม มากกว่าวัดครับ...ถึงแม้ว่าจะมองเป็นกิจของวัดที่ต้องช่วยสังคมก็เถอะ.....
แล้ววัดของจักรีเป็นยังไงครับ :39:
Quoteผมว่า ใช้หลักสูตร กระทรวงศึกษาไปเลยครับ แล้วให้องค์กรรัฐจัด ....อย่างน้อยมันก็น่าจะมีประโยชน์ ในการเรียนด้วย
เคยพยายามแล้วครับ :39:
Quoteผมไม่อยากเปิดหนังสือมานั่งหาข้อสรุป นะครับ ....
ดังนั้น สิ่งที่ผมศึกษามาผมจะไม่บอกว่ามันถูกต้อง .....
หรือชาร์ปกำลังจะบอกว่า ธรรมกายทำอย่างพระพุทธเจ้า คือสอนคนที่ละเยอะๆ ทั้งที่ มันไม่ใช่สมัยพุทธกาล อย่างนั้นเหรอครับ
เราต้อง เข้าใจว่า สมัยนั้น เป้นสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญที่สุดนะครับ.....
กิเลสตัวเดิมแหละครับ :39:
Quoteแน่ใจเหรอครับ ว่าเพราะเหตุนี้ ถึงได้รับยกย่อง......?
ครับ :39: เทือกนี้แหละครับ :39:
ด้วยความเคารพ
ขอเสริมจึ๋งนึง :25:
ยกตัวอย่าง เศษรฐีในสมัยพุทธกาล อย่าง
อนาธเศษรฐี ทำบุญทีละเป็นหลายๆโกฏิ
1 โกฏิ = 80ล้าน
ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น ยอดอุบาสก
แสดงว่านี่ก็ผิดด้วยสิครับ
เค้าทำบุญ 80 ล้าน แจกให้คนทั่วไป ทั่วๆกันนะ
และเรียนขออนุญาติกล่าวว่า
ที่คนทั่วๆ ไป อาจจะเช่น พี่แจคคี่ หรือ บุคคลอื่นๆ กังขานั้น
อาจจะเป้นเพราะ จากความรู้สึก หรือจากที่ได้เรียนรู้มา
คงจะคิดคล้ายๆ กันว่า
"วัด" เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทั่วไป
"วัด" ไม่น่าจะคล้ายๆ องค์กรลับบางอย่าง
"วัด" ไม่น่าจะเก่งการตลาด ขนาดนี้
เอ่อ..
อคติส่วนบุคคลละมั้ง :46:
แต่ก็ยังไม่ได้ไปเจอของจริงกับตัวเอง พูดไปก็ไม่ดีหรอก
ถ้าวันไหนได้ไปสัมผัสแล้วศึกษาอย่างจริงจังจะมาถกด้วยครับ :22:
Quoteที่คนทั่วๆ ไป อาจจะเช่น พี่แจคคี่ หรือ บุคคลอื่นๆ กังขานั้น
อาจจะเป้นเพราะ จากความรู้สึก หรือจากที่ได้เรียนรู้มา
คงจะคิดคล้ายๆ กันว่า
"วัด" เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทั่วไป
"วัด" ไม่น่าจะคล้ายๆ องค์กรลับบางอย่าง
"วัด" ไม่น่าจะเก่งการตลาด ขนาดนี้
เอ่อ..
อคติส่วนบุคคลละมั้ง :46:
ครับ
Quoteถ้าวันไหนได้ไปสัมผัสแล้วศึกษาอย่างจริงจังจะมาถกด้วยครับ
โทรเรียกได้เลยครับ ถ้ามาวัด
จมล.มาละกัน สำหรับเบอร์โทร
แล้วพี่เอ แข่งปัญหาทางก้าวหน้า ด้วยมั้ยครับ :25: :25: :25:
วันไหน อย่างไรละ :25:
ใช่ครับ มันเป็นอคติครับ .......... ผมอคติ จากการศึกษาธรรมกายมาบ้าง ครับ
และกำลังจะเปิดใจศึกษา เรื่อยๆครับ
...ผมพยายาม ออกมานอกบ้านที่ผมอยุ่ตอนนี้ เพื่อจะได้ เห็นบ้านหลังใหญ่ขึ้น และ ดูว่ามันผุผังหรือไม่ดีตรงไหน และหันไปดูบ้านหลังอื่นบ้าง ......
ซึ่งทุกหลังผมสามารถเข้าไปอยุ่ได้เหมือนกันหมด ....
ผมเคยอยุ่บ้านอื่นมาแล้วรุ้สึกว่ามันไม่เหมาะกับตัวเองจึงมาอยุ่บ้านหลังนี้ แต่เจ้าของบ้านหลังนี้สอนผมให้ ออกมาดูบ้านหลังอื่นๆได้ ...... แม้ว่าผมจะมีอคติต่อบ้านหลังตรงข้ามแค่ไหนก็ตาม .....
และหวังว่า คนอื่นคงทำแบบผมบ้าง......
ขอบคุณครับ
๗ มกราคม – ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ รับสมัคร
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ วันสอบ ณ วัดพระธรรมกาย ประเทศไทย
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ประกาศผลสอบ
๓ มีนาคม ๒๕๕๐ พิธีมอบโล่เกียรติยศ ประกาศนียบัตร
///
แต่สอบเป็นทีมครับ ขาดอีก 2 :25:
ปล.อ่านกระจู้นี้จนลืมว่าเป็นกระจู้ สอบปัญหาธรรมะ กันไปแล้วหรอ
มาบ้านพี่มั้ยจ๊ะแจ็คกี้ :27:
ขอเป๋แก้เครียดหน่อยเถอะ :46:
โดยส่วนตัว ผมมองว่า กิจกรรมหลายๆอย่าง
ที่ทางวัดพระธรรมกายได้ทำ เป็นเรื่องที่ดี และน่าสนับสนุน
อย่างโครงการที่ คุณชาร์ป นำมาโพสในจู๋นี้เป็นต้น
(ว่าแต่ว่า ได้ทีมหรือยังนิ )
ผมคงไม่ก้าวล่วงวิจารณ์คำสอนอะไร
เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรมาก
แต่ผมเชื่อในวิจารณญาณของผู้มีปัญญา
ในการที่จะแยกแยะถูกผิด
โดยที่ไม่ได้ใช้ความรู้สึก มาเหมารวม
ผมเพียงรู้ว่า พระหลายๆรูปในวัดนี้
มีความรู้เรื่องบาลีและศึกษาพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน
ดูจากผลสอบเปรียญธรรม ในแต่ละปี
และอีกหลายๆรูป ก็ตั้งใจปฎิบัติธรรมอย่างเต็มที
หลายๆท่านได้ออกมาศึกษาปฎิบัติธรรมต่อ
กับสายวัดป่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดหนองป่าพง
หรือวัดป่าบ้านตาด
ผมเชื่อลึกๆว่า อีกสักสามสิบปี
พระเหล่านี้นี่แหละ ก็จะเป็นกำลังสำคัญ
ให้พระพุทธศาสนา ในอนาคต :46:
Quote from: ☆MUMจ้า™☆ on 11 Jan 2007, 20:19 น.
มาบ้านพี่มั้ยจ๊ะแจ็คกี้ :27:
อย่าพูดเล่นครับพี่มัม เครียดอยุ่ครับ
น้องมิวอยุ่ด้วยใช่มั้ยครับ ไป ไป :04:
Quote from: ☆MUMจ้า™☆ on 11 Jan 2007, 20:19 น.
มาบ้านพี่มั้ยจ๊ะแจ็คกี้ :27:
ขอเป๋แก้เครียดหน่อยเถอะ :46:
ไป :25: แต่มีคำถามอย่างเดียว
ห้องน้องมิวอยู่ไหนครับ :25b:
// ชาร์ป
ต้องอ่านอะไรมั้งอะ
ได้ไปเที่ยวด้วยใช่มะ ไปๆ :25:
พี่มัมเขาชวนผม :34:
งั้นเรามาเป็น 3 คนผัวเมียกันเถอะ :27:
ว้อยยยยยยย :41: ธรรมมะๆ :46:
นั่นซิ ตูกำลังจะบวชแล้วเชียว :34:
ปล้ำกันไปเหอะ ไปนั่งกับน้องมิวดีกว่า :33:
หนังสือคัมภีร์ปฏิรูปมนุษย์ ภาคครอบครัวอบอุ่น ครับ
ได้รับตอนสมัคร
เป็นหนังสือของหลวงพ่อทัตตะ
ที่เกี่ยวกับธรรมะอันเป็นหลักการและวิธีการแก้ปัญหาครอบครัว
หลักธรรมที่ใช้ก็
ฆราวาสธรรม กฎแห่งกรรม คุณสมบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้าที่พ่อแม่
หน้าที่สามีภรรยา คุณสมบัติของแม่พระในบ้าน (โอวาทวันแต่งงานนางวิสาขา)
หลักการเลี้ยงดูบุตร (เคารพ วินัย อดทน)
เทือกๆนี้อ่ะครับ
ตอนสอบสามารถเอาหนังสือเข้าไปเิปิดได้ด้วยได้ครับ
เที่ยววัดเดี๋ยวพาเที่ยวเองครับ :42:
โอเช 1 ที่ confirm
:12:
:14: อ๊ะ ไปไม่ได้แล้ว
ติดตรุษจีน :44:
กลับบ้านไปแจกอั่งเปา
ขอ อำ ภัย :46:
ไม่เป็นไรครับ :42:
พุทธบุตร ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว
ไม่ว่าเราจะมีพื้นฐานธรรมะ และความเชื่อ (ศรัทธา) แตกต่างกันอย่างไร
แต่เราชาวพุทธ ก็เป็นลูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดียวกัน
แม้เราจะแตกต่างกันในความคิด แต่เราจะไม่แตกแยกและแตกความสามัคคีกัน
ขอให้ทุกท่าน ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกันเถิด อย่าได้มามัวเถียง ว่าใครผิด ใครถูกเลย
ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงแล้ว จะรู้เองว่า ความคิดความเชื่อ กับ ความเป็นจริงที่ได้จากการปฏิบัติ มันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
สู้เราสามัคคีกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน แล้วลงมือปฏิบัติให้เกิดผลขั้นสูงสุดกับตนเองเสียที เมื่อนั้นเราจะก็จะรู้ความจริงที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเองไงครับ
การสอบตอบปัญหาธรรมะ เป็นสิ่งที่ดี ควรสนับสนุน ผมขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ
แล้วจะไปสมัครสอบด้วยนะครับ
ใครมีอะไรดี ๆ ก็มาแนะนำ กันนะครับ
ชอบความเห็นข้างบนที่ซู้ดดดด
ต่อครับ
เกี่ยวกับข้อคิดเห็นต่อพระพุทธศาสนา
เอาให้จบ...
ผมเป็นคนที่ปฏิบัติอย่างที่ว่าไม่ได้เท่าไหร่จริงๆ
อันดับแรก ผมกำลังอยู่ในสังคมที่มีการสนับสนุนให้เกิดกิเลส
(เรียนสูง ทำงานได้ตังค์เยอะๆ เอาไว้ทำแบ้วอะไรก็ไม่รุ้)
อันดับที่สอง ผมเสพติดการปั่นบอร์ด :30:
และอันดับสุดท้าย ผมขี้ลืม
ถ้าจะเอาหลักธรรมแบบทั่วๆ ไป เช่นวุฒิธรรม สัทธรรม ฯลฯ
ก็เป็นคล้ายๆ common sense ที่จะสามารถพิจารณาได้โดยสติใช่มั้ยครับ
(ยกเว้นกรณีไร้สติ)
แต่ตรงที่ยากคือการจัดการความทุกข์ ...
เอาจริงๆ ความทุกข์เข็ญใจของผมเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องที่สุด
นั่นคือผมเป็นพวกคิดมาก คิดไปเรื่อย ดูทีวีอยู่ดีๆก็เครียดได้
ประมาณว่า เบื่อโลกทุนนิยม :30:
หรือบางทีก็นั่งทำงานวิชาสุขศึกษา แล้วก็นั่งคิด กูจะทำไปเพื่ออะไรวะ
ซักพักก็จะคิดได้ แล้วก็นั่งทำต่อจนเสร็จ
เอาล่ะ...
มันทุกข์ตรงไหนวะ... มันทุกข์ตรงที่ผมชอบไปทุกข์แทนคนอื่นครับ
บางทีรู้สึกว่ากูจะนั่งเรียนหนังสือ เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ทางอ้อมโดยการบริโภคงั้นเรอะ
(มากร์ส ว่า ทุนนิยมจะล่มสลาย หากชนชั้นกรรมมาชีพลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่มันคงอีกนาน)
วิธีการแก้ไขตามหลักการ...
คือการหยุดคิดซะ...
สงบจิตสงบใจ...
(ผมเริ่มคิด ถ้าูสงบได้หมดนี่แล้วจะเอากิเลสที่ไหนไปหากินวะ)
พยายามสวดมนต์ และทำสมาธิครับ
แต่ก็ไม่เป็นผล ผมยังเอาชนะตัวเองไม่ได้
ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหากับตัวเองเป็นพักๆ
เวลามันเศร้ามากๆ มันจะคิดอะไรไม่ออก เรียกสติไม่ขึ้น อยากฆ่าคน ฯลฯ
เสร็จแล้วซักพักจะจางหายไปเอง...
(ไม่น่าเรียกโรคจิตนะ)
พิมพ์เหนื่อยชิบหาย :01:
ไร้สาระจริงๆ :05:
I Think, There for I am
:42:
คำของใครแล้วนะ ลองคิดซิ
ถ้าไม่มีความคิดก็ไม่มีตัวตนใช่ป่ะครับ
แล้วมันจะ think ให้พอดีนี่ยากมากเลยครับสำหรับผม :08:
อ่านคำถามและคำตอบของจาพนมกับหลวงพี่ชาร์ปคุยกันแล้ว (+ คนละ 1) ยังรู้สึกไม่เคลียร์
เหมือนว่าความเกรงใจกันมันทำให้ยังตอบคำถามชี้ออกมาไม่สว่างใจครับ
ผมไม่ผิดใช่ไหมที่สงสัย และตั้งคำถาม?
เข้าใจว่าที่จาพนมพยายามจะสื่อ คือ อารมณ์วัดแบบหีนยาน มันต้องออกแนวพอเพียงไม่ใช่เหรอครับ
(ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าธรรมกายเป็นสับเซ็ตของหีนยานหรือเปล่านะครับ)
แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ
ถ้า "น หนู" หายไปเนี่ยเป็นเรื่องเลยนะยักษ์ :30:
ทำไมความบังเอิญในการเกิดมาของคนบนก้อนหินโสโครกที่ชื่อว่าโลก จึงได้วุ่นวาย มากมายเรื่องราวขนาดนี้ :39:
ไม่เช่นนั้นโลกเราจะมีคนอย่างฮิตเลอร์ ซัดดัม บิลลาดิน จอร์จดับเบิ้ลยูบุช ทักษิณ เฟ ริน เกิดขึ้นมาหรือครับ :35:
Quote from: ชายคลอง on 12 Jan 2007, 10:36 น.
ไม่เช่นนั้นโลกเราจะมีคนอย่างฮิตเลอร์ ซัดดัม บิลลาดิน จอร์จดับเบิ้ลยูบุช ทักษิณ เฟ ริน เกิดขึ้นมาหรือครับ :35:
เข้าใจผิดมาตลอดว่า เฟ ริน เป็นแอนดรอย :38:
เมื่อไหร่ PLUTO เล่ม 4 จะออกเสียที :07:
อย่าเป๋ เซ่เพ่.... :07:
Quote from: ชาร์ป on 11 Jan 2007, 14:55 น.
ขอพูดถึง พระนิพพานในแบบผมมั้งนะ
นิพพานคือ การกำจัดทุกข์ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง เหมือนไฟที่ดับหมดไปเลยยังไงยังงั้น
คำตอบคือ ใช่ครับ
การกำจัดทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การนั่งแสวงหาความสุขเป็นครั้งๆ คราวๆ อย่างที่เราทำๆ กัน
]คำตอบคือ มีบางส่วนใช่ และบางส่วนไม่ใช่ครับตรงนี้ ต้องซักความเข้าใจเพิ่มเติมนิดนึงว่า ที่เราทำๆ กันนั้น เขาหมายถึงทำอะไร
ถ้าหมายถึงว่า เมื่ออยากได้ ก็แสวงหาสิ่งของต่างๆ ให้ได้มาสมอยาก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขในกามคุณ 5 ต่างๆ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ถือว่า เข้าใจได้ถูกต้องน่ะครับ เพราะสุขในกามคุณ 5 เหล่านี้ เป็นของชั่วคราว ได้มาแล้ว เดี๋ยวก็เบื่อไม่พอ อยากได้ของใหม่ หรือ ได้มาแล้ว เดี๋ยวก็ใช้หมดไป แล้วก็อยากได้มาใหม่ ดังนั้น สุขแบบนี้ เขาเรียกว่า กามสุข ไม่ใช่ นิพพานสุข ตรงนี้เข้าใจได้ถูกต้องครับ
แต่ถ้าเข้าใจว่า ที่เราทำๆ กันนั้น รวมทาน ศีล ภาวนาไปด้วย อย่างนี้ถือว่า เข้าใจผิดครับ เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ (ไม่ใช่องค์เดียว) สอนไว้ชัดเจนว่า ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทำตามนี้จึงจะไปนิพพานได้ วัดพระธรรมกาย ก็สอนให้ทำแบบนี้ แน่นอน มันไม่ได้หมายความว่า ทำแบบนี้ปุ๊บ พ้นทุกข์ปั๊บ มันต้องค่อยๆทำๆ ค่อยๆ สั่งสมบารมีกันไป หนทางร้อยลี้ ต้องมีก้าวแรก และก้าวต่อๆไป ไม่ใช่ก้าวเดียวถึง แน่นอน ตอนยังไม่ถึง มันก็สุขชั่วคราว เพราะมันยังไม่ถึงนี่ แต่ขอให้ทำตามนี้ คือ ทาน ศีล ภาวนา ถึงเมื่อไหร่ มันก็กลายเป็น นิพพานสุขน่ะครับ
พระพุทธศาสนาสอนว่า ต้องไม่เอาทั้งความสุข และความทุกข์ ไม่ยึดติดกับความสุข และความทุกข์ แต่อยู่ตรงกลาง เข้าใจความจริงของธรรมชาติ
คำตอบ หลักการถูกครับ แต่วิธีการนั้นต้องขยายความ ถ้าไม่ขยายความจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
การเข้าใจความจริงของธรรมชาตินั้น ไม่ใช่แค่ นึกๆ เอาครับ แต่ต้องฝึกฝนทั้งทาน ศีล ภาวนา ฝึกทำทาน คือ ฝึกละความโลภ คุณลองคิดดูว่า คนที่วันๆ คิดแต่ว่า ฉันจะมีสติกับทุกเรื่อง อะไรผ่านมาฉันก็มีสติ แต่ฉันจะไม่คิดช่วยเหลือใคร ใครเดือดร้อนฉันก็แค่รับรู้ว่า ใครเดือดร้อนก็พอแล้ว ถามว่า ทำถูกไหม คำตอบของผมคือ ทำถูกครับ ถ้าเขาบวชเป็นพระ
ที่ตั้งใจบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น แต่ถ้าเขายังเป็นชาวบ้าน ถือว่า ผิดอย่างยิ่งครับ
ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา แล้วคิดจะฝึกแบบนี้ ก็ต้องทำทั้งทาน ศีล ภาวนา คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส จะโดยการฝึกสติอย่างเขาก็ได้ แต่ต้องละชั่ว ทำดี อย่างที่วัดพระธรรมกายทำอยู่ด้วยครับ
คนจน คนรวย มีสิทธิ์เข้าถึงนิพพาน ไม่แบ่งชนชั้น เชื้อชาติ
คำตอบ ถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่หมายความว่า ต้องห้ามทำดี (ทำทาน) แต่ต้องทำดี คือ ทำทาน ด้วยครับ เพราะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ คือ ทาน ศีล ภาวนา
คุณอาจจะถามว่า อ้าวแล้วถ้าทำแต่ ศีล กับ ภาวนา ล่ะได้มั้ย ทานไม่ต้องทำ
คำตอบคือ ได้ เมื่อเราตั้งใจสละทุกสิ่ง ออกบวชเป็นพระ เข้าป่าไป ตั้งใจบำเพ็ญตนให้หลุดพ้น แต่ถ้าเรายังเป็นชาวบ้านอยู่ ทานนี่ต้องทำครับ ไม่ทำแล้วจะเอาอะไรกิน
เรื่อง การทำทาน จัดว่าเรื่องเล็กครับในพุทธศาสนา เหมือนว่ามีๆเยอะก็แบ่งๆกันไป
หรือช่วยเหลือกัน
มันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครไม่รู้จักแบ่งปันก็เป็นคนที่คับแคบ ใครเสียสละก็นับว่ามีจิตใจสูงส่ง (ว่าไปนั่น)
เรื่องใหญ่คือ ธรรมกายสอนให้คนเดินแค่ครึ่งดอย แล้วโมเมบอกว่าถึงยอดแล้ว
อันนี้มันผิดพลาดในรายละเอียด ของวิธีการปฏิบัติ
จะบอกอย่างไงก็ได้ครับ แต่วิธีการปฏิบัติมันผิด มันก็ได้ผลไม่ตรงเป้า แต่ได้ไม่ตรงเป้าแล้วบอกว่าตรงเป้าเนี่ยแหละครับ มันเรื่องใหญ่
เหมือนจะโทรศัพท์หาเพื่อน เบอร์ 086-1234567
แต่กดผิดเป็น 086-1234569
ผิดเลขท้ายตัวเดียว แบบนี้ก็จะโทรไปหาอีกคนเลยนะครับ
ง่ายๆ คือว่ามีคน10คนเดินมาเป็นคนเอเชียเสีย9ฝรั่ง1
อย่างไรเสียเราก็ดูออกครับว่าคนไหนเป็นฝรั่ง คนไหนเป็นเอเชีย
แต่ธรรมมะของธรรมกาย มองปุ๊บก็สะดุดตาปั๊บเลยครับ
อย่างของท่านพุทธทาส หรือของหลวงปู่ชา อะไรแบบนี้ แม้ว่าลีลาจะต่างกัน แต่ก็ฟังรู้ครับว่าหลักการมันตรงกัน
แต่ของธรรมกายนี่ผมฟังปุ๊บ สะดุดทันทีเลย แบบว่ามัน...... กิ๊ง~* เลยครับ
http://www.siripong.net/index6.php
มีประเด็นมาให้ถกกันอีกแล้วครับ
เดี๋ยวไว้ผมจะกลับมา แสดงความคิดเห็น แป๊ะไว้ก่อน
เห็นแล้วกิเลสในความอยากแสดงความคิดเห็นมันฟุ้งจริงๆ........
เฮ้อ.... :01:
พรมน้ำมนต์ด้วย :38:
ในภาพกิจกรรมมหาสังฆทานอะไรนั่นน่ะ
เอาลิงก์มาฝากครับ
http://www.84000.org
พระไตรปิฎกออนไลน์ ครับ
รู้สึกว่าจะใช้ฉบับสยามรัฐ
Quote from: iannnnn on 12 Jan 2007, 01:40 น.
เข้าใจว่าที่จาพนมพยายามจะสื่อ คือ อารมณ์วัดแบบหีนยาน มันต้องออกแนวพอเพียงไม่ใช่เหรอครับ
(ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าธรรมกายเป็นสับเซ็ตของหีนยานหรือเปล่านะครับ)
แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ
คือ อย่างนี้นะครับ หลังจากพุทธเจ้าปรินิพพานไปไม่นานประมาณร้อยกว่าๆปี
พุทธศาสนาก็แบ่งเป็นสองนิกาย คือ เถรวาท(หินยาน) และมหาสังคิกะ (มหายาน) จากนั้นในช่วงยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (สามร้อยปีกว่าเป็นประมาณได้) พุทธศาสนาก็แตกเป็นตั้งสิบแปดนิกายแน่ะ
เยอะมาก แต่ต่อมาก็ค่อยๆหายไปจนเหลือแค่สองนิกายหลักๆ
คือ หินยานหรือเถรวาท และมหายานล่ะครับ
ปรัชญาผ่านหินยาน คือ การปฏิบัติธรรมหรือสร้างบารมีจนเข้านิพพานไป
เป็นแบบเอาตัวข้าเป็นหลัก ส่วนคนอื่นเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันหลังจากเราได้ก่อน
พูดง่ายๆ คือ หนึ่งอั๊วะ สอง ยู
ปรัชญามหายาน คือ การปฏิบัติธรรมและสร้างบารมีที่จะเอาสัตว์ไปให้หมด คือ
เข้านิพพานให้หมดก่อนแล้วอ๊วะ จึงจะเข้า น่าสรรเสริญมาก
แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่พุทธเจ้าสอนคือ แทนที่นิพพานจะสูงสุด
แต่ตอนหลังมีพระรูปหนึ่ง ชื่อ ว่านาคารชุน
มาเขียนตำราเพิ่มไปในพระไตรปิฎกของผ่ายมหายาน
จนทำให้ความเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดในมหายาน คือ สุญญตา หรือ ความว่างเปล่า นั่นเอง
แล้วถามว่า แล้ว ไอ้ปรัชญานี่มันเกี่ยวอะไรกับที่คุณจพนมถาม
คือ เกี่ยวสิครับ เพราะว่า
การสร้างบารมีจะไปนิพพานนี่ ถือเป็นเศรษฐกิจเพียงพอหรือไม่
หรือ ว่าเป็นการค้ากำไรเกินควรไหม
บางคนบอกว่า ทำบุญนิดๆแต่อธิษฐานเยอะเป็นการค้ากำไรเกินควร จริงๆแล้วไปดูแบบอย่างในพระไตรปิฏกนะครับ
แค่ถวายผ้าขี้ริ้วผืนเดียว
เค้ายังอธิษฐานจิตว่าให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าได้บรรลุ (พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์) อย่างนี้เค้าไม่เรียกว่า ค้ากำไรเกินควรหรือเปล่าครับ
จริงๆแล้วเค้าเรียกว่า ฉลาดในการอธิษฐานจิต
เป็นอธิษฐานบารมี หนึ่งในบารมีสิบทัศ ที่พระพุทธองค์ก็ทรงทำ
ดังนั้น การสร้างบารมีเพื่อไปนิพพานหน่ะ
ไม่มีคำว่าพอเพียงหรอกครับ
ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่
แต่เมื่อกิเลสหายไปนั่นล่ะถึงจะเรียก ว่า
สร้างบารมีอย่างพอเพียง
พุทธเจ้าท่านจริงตรัสสอน
ว่า น้ำหยดทีละหยดๆ ยังเต็มตุ่มได้ฉันใด
บุญอันบุคคลสั่งสอมทีละน้อยก็เต็มเปี่ยมได้ฉันนั้น
คือ ท่านสอนว่าอย่าดูหมิ่นบุญว่ามีประมาณน้อยน่ะครับ
ส่วนการสร้างบารมีจะเป็นไปในรูปแบบไหนนั้น
ก็มีอยู่สามอย่าง ทาน ศีล ภาวนา จำให้แม่นนะครับ :33:
ส่วนถามว่าวัดพระธรรมกายนี่เป็นส่วนหนึ่งของหินยานไหม
ตอบครับ ว่า ถูกต้องอย่างแรง
เพราะทะเบียนที่จดทะเบียนเป็นวัดก็ระบุว่า
เป็นวัดฝ่ายเถรวาทละครับ
ส่วนคำถามนี้
"แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ"
ต้องถามว่า ระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆนี่เคยเห็นป้ายโฆษณาข้างทางไหม
หลายๆๆป้ายข้างทางนั้น
ก็เป็นหนึ่งในการโปรโมทวัดต่างๆเช่น
เชิญสาธุชนผู้ใจบุญทอดผ้าป่า ฝังลูกนิมิตร ทำบุญตักบาตร
บวชสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นต้น
ไปดูเลยครับมีทุกจังหวัด
ยิ่งสามแยกใหญ่ๆละใช่เลย แล้วถามกลับไปหน่อยว่า
เค้าทำกันทั้งประเทศแล้ว เมื่อวัดพระธรรมกายทำบ้าง แล้วมันต่างกันตรงไหนครับ (เดี๋ยวนี้มีหลายๆวัดเค้าทำเว็บด้วยนะ โฆษณาไหมนี่ เหอๆ)
พูดถึงเรื่องการโฆษณานี่
เวลาเค้าโฆษณาเหล้าเบียร์ บุหรี่ วายวอด เชิญคนทำความชั่ว
หรือ ชวนคนไปเที่ยวผลับเที่ยวบาร์ ไปดูหนังละคร คนส่งคอนเสริดอะไรนี่
ไม่เป็นมีใครว่าไรเลย
แต่พอวัดเชิญคนมาทำความดี
รักษาศีลภาวนากลับมีคนบอกว่าเป็นการตลาด
โอ้ พระเจ้าจาร์ท มันยอดมาก ต้องไปนั่งคิดใหม่น่ะครับ ว่า เราจะมองวัด ต้องมองตรงไหนถึงจะมีประโยชน์สูงสุด
วัดแปลว่าอะไร รู้ไหมนี่ แล้วมาวัดหน่ะมาทำไม มาวัดอะไร
มาวัดว่าวัดดีหรือไม่ดี หรือ
ว่า มาวัดใจตัวเองว่ามีความดีขนาดไหน
ลองตรองดูนะครับแล้วจะเข้าใจ
เอาละอย่าโกรธนะครับ อาจจะอธิบายให้หายง่วงไปหน่อย เหอๆ :42:
ไม่โกรธครับ ไม่โกรธเด็ดขาด :12:
จริงๆ ผมก็ไม่ชอบวัดแบบโปรโมชั่นน่ะครับ
เลยเรียกวัดเหล่านี้เองว่า วัดถุนิยม
มันอารมณ์ไม่ค่อยจะเหมือนวัดในอุดมคติสักเท่าไหร่ หรือตูคาดหวังไปเอง
นี่ไม่ได้หมายถึงธรรมกายนะ คือวัดถุนิยมเดี๋ยวนี้มีกระจายเต็มประเทศเลย
เห็นแล้วมันน่าหนักใจน่ะครับที่ถึงเวลาแล้วเม็ดเงินในวัดมันสะพัดมาก
เห็นเด็กวัดที่ไม่เด็กแล้ว แต่เป็นระบบวัดครึ่งนึงกรรมการครึ่งนึงแล้วสะท้อนใจ
ยิ่งพอถึงหน้างานบุญที่พยายามโปรโมตเรื่องยอดบริจาค ที่นี่สูงกว่าที่นั่นอะไรงี้
เหนื่อยครับ
เลยย้อนกลับไปนึกถึงบทความนี้อีกรอบ
Quote from: iannnnn on 09 Jan 2007, 01:47 น.
ป.ล.
อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่อ่านบทความใน ผจก รายสัปดาห์
เจอมอตโต้เด็ดของทั่นพุทธทาสภิกขุบอกว่า "อย่าบ้าบุญกันนักเลย (http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9500000001291)"
โคตรเจ๋งเลยครับ
พระมีหน้าที่ สอนญาติโยม สอนศีลธรรม
และ ไม่มีเงินเดือนครับ
แต่ต้อง สร้างสถานที่ต่างๆให้โยมมาใช้
พระเป็นอายุ พระพุทธศาสนา ถ้าพระไม่เชิญชวนโยมมาทำบุญ
แต่ต้องสอนศีลธรรม
ต้องการอาหาร มีผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เครื่องนอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ
ถ้าไม่ชวนมาทำบุญ แล้ว พระจะอยู่อย่างไร
เมื่อพระอยู่ไม่ได้
แล้วพระพุทธศาสนาจะอยู่อย่างไร
เมื่อก่อนบอกว่า พระบวชเข้าป่าก็บอกว่าเห็นแก่ตัวไม่ยอมสอนโยม
พอสอนโยมก็บอกว่า ไม่รู้จักพอดี
แล้วนี่ โยม ไม่มาเป็นพระเองก็ไม่รู้
ถึงจะ่บวช 7 15วัน 1 เดือน
แล้วไปเห็นอะไรมา ก็เป็นเพียงเห็นนะครับ
ถามว่าเห็นทุกขั้นตอน ทั้งระบบหรือ เห็นแค่เปลือก แค่กระพี้
แล้ว ค่อยตัดสินใจครับ
อีกอย่าง ปกติโยมๆทั่วๆไปเข้าวัด เดือนละกี่ครั้ง หรือ ปีละกี่ครั้งครับ
อย่างมากก็ วันเกิด งานประเพณี วันสำคัญของทางพระพุทธศาสนา
แต่พระท่านก็ต้องฉันทุกวันครับ :39:
มั่วแต่เถียงกันไปมา และชอบคิดนู้นคิดนี้ต่างๆนาๆ
"ไม่ชอบวัดรวย ชอบทำบุญวัดจนๆ"
วัดรวย วัดจนก็กินข้าวเหมือนกันนะครับ
อย่างผม ชวนคนมาสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า
ออกเงินค่าสมัครให้(เฉพาะชาวฟ๐นต์) การสอบก็ open book
ยังไม่มีใครจะอยากไปเลยครับ (คนที่ติดงานจริงๆผมก็เข้าใจครับ)
ชวนไปมิตติ้งเลี้ยงฟูจิ ง่ายกว่าเยอะครับ :39:
ในความเห็นผม...
การใช้เทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชื่อในทำบุญ
เป็นการถอยร่นก้าวหนึ่งของการสอนคนครับ
คงเป็นการยากที่จะให้คนสมัยนี้ เกิดมีความคิดวาบขึ้นในสมองว่า
"กูจะไปปฏิบัติธรรม" หรือ "ไปสวนโมกข์กันมั้ย"
แน่ล่ะ มันเป็นความพ้ายแพ้ของศาสนาต่ออำนาจทุนที่รุนแรงยิ่ง
การถอยมาก้าวหนึ่ง เพื่อจะดึงคนเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ดี...
วัดส่วนใหญ่เหมือนจะโดนทุนกลืนไปซะเอง
แทนที่จะแย่งชิงพื้นที่ของจิตใจคนกลับมา :01:
Quote from: tao on 13 Jan 2007, 17:50 น.
ในความเห็นผม...
การใช้เทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชื่อในทำบุญ
เป็นการถอยร่นก้าวหนึ่งของการสอนคนครับ
คงเป็นการยากที่จะให้คนสมัยนี้ เกิดมีความคิดวาบขึ้นในสมองว่า
"กูจะไปปฏิบัติธรรม" หรือ "ไปสวนโมกข์กันมั้ย"
แน่ล่ะ มันเป็นความพ้ายแพ้ของศาสนาต่ออำนาจทุนที่รุนแรงยิ่ง
การถอยมาก้าวหนึ่ง เพื่อจะดึงคนเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ดี...
วัดส่วนใหญ่เหมือนจะโดนทุนกลืนไปซะเอง
แทนที่จะแย่งชิงพื้นที่ของจิตใจคนกลับมา :01:
ทำบุญนี่ไม่ได้หมายถึงแต่การทำทานนะครับ
บุญในที่นี้หมายถึง
บุญกิริยาวัตถุ 10 การประกอบเหตุแล้วทำให้เกิดบุญ 10 อย่าง
Quoteการใช้เทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชื่อในทำบุญ
เป็นการถอยร่นก้าวหนึ่งของการสอนคนครับ
ไม่ใช่ชวนเชื่อครับ
เพราะอานิสงส์แห่งบุญ พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้บอกครับ
ว่าทำบุญแบบนี้แล้วได้อะไร แบบนั้นได้อะไร
และไม่เฉพาะบุญครับ บาปก็ด้วย
ทำบาปแบบนี้แล้วได้อะไร แบบนั้นแล้วได้อะไร
ี้เท่ากับว่า
เต่าบอกว่าพระพุทธเจ้าโฆษณาชวนเชื่อ ให้คนทั่วๆไปหลงเชื่อในคำสอนด้วยนะครับ :44:
เทคโนโลยีมีมาเพื่ออะไรครับ?
ก็เพื่อคอยอำนวยความสะดวกของมนุษย์ครับ
สถาบันอื่นๆใช้เทคโนโลยีก็บอกว่าเป็นความก้าวหน้า
เช่น
ทหาร หมอ ครู (ไม่อยากนับศาสนาอื่น)
พอศาสนาพุทธใช้มั้งบอกว่า เป็นความถอยหลัง :39:
ผมว่าก้าวหน้านะครับ
พอเราสนใจธรรมะอยากฟังธรรมะ
ปกติก็ต้องไปที่วัดใช่มั้ยครับ
แต่เดี๋ยวนี้เราเปิดจาก internet ได้ 24 ชมด้วย
ถ้าเกิดเราสงสัยอะไรตรงไหนก็สอบถามได้ด้วย (เช่นกระจู้นี้) :22:
ซึ่งจริงๆตั้งกระจู้มาเพื่อ
ชวนคนมาแข่งตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า :05:
Quote from: จิ้มจุ่มนาโน on 12 Jan 2007, 10:56 น.
เรื่อง การทำทาน จัดว่าเรื่องเล็กครับในพุทธศาสนา เหมือนว่ามีๆเยอะก็แบ่งๆกันไป
หรือช่วยเหลือกัน
มันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครไม่รู้จักแบ่งปันก็เป็นคนที่คับแคบ ใครเสียสละก็นับว่ามีจิตใจสูงส่ง (ว่าไปนั่น)
เรื่องใหญ่คือ ธรรมกายสอนให้คนเดินแค่ครึ่งดอย แล้วโมเมบอกว่าถึงยอดแล้ว
อันนี้มันผิดพลาดในรายละเอียด ของวิธีการปฏิบัติ
จะบอกอย่างไงก็ได้ครับ แต่วิธีการปฏิบัติมันผิด มันก็ได้ผลไม่ตรงเป้า แต่ได้ไม่ตรงเป้าแล้วบอกว่าตรงเป้าเนี่ยแหละครับ มันเรื่องใหญ่
เหมือนจะโทรศัพท์หาเพื่อน เบอร์ 086-1234567
แต่กดผิดเป็น 086-1234569
ผิดเลขท้ายตัวเดียว แบบนี้ก็จะโทรไปหาอีกคนเลยนะครับ
ง่ายๆ คือว่ามีคน10คนเดินมาเป็นคนเอเชียเสีย9ฝรั่ง1
อย่างไรเสียเราก็ดูออกครับว่าคนไหนเป็นฝรั่ง คนไหนเป็นเอเชีย
แต่ธรรมมะของธรรมกาย มองปุ๊บก็สะดุดตาปั๊บเลยครับ
อย่างของท่านพุทธทาส หรือของหลวงปู่ชา อะไรแบบนี้ แม้ว่าลีลาจะต่างกัน แต่ก็ฟังรู้ครับว่าหลักการมันตรงกัน
แต่ของธรรมกายนี่ผมฟังปุ๊บ สะดุดทันทีเลย แบบว่ามัน...... กิ๊ง~* เลยครับ
เรื่อง การทำทาน จัดว่าเรื่องเล็กครับในพุทธศาสนา เหมือนว่ามีๆเยอะก็แบ่งๆกันไป
หรือช่วยเหลือกันมันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครไม่รู้จักแบ่งปันก็เป็นคนที่คับแคบ ใครเสียสละก็นับว่ามีจิตใจสูงส่ง (ว่าไปนั่น)
This is correct speaking. I have nothing to say about.
Quoteเรื่องใหญ่คือ ธรรมกายสอนให้คนเดินแค่ครึ่งดอย แล้วโมเมบอกว่าถึงยอดแล้ว
อันนี้มันผิดพลาดในรายละเอียด ของวิธีการปฏิบัติ
จะบอกอย่างไงก็ได้ครับ แต่วิธีการปฏิบัติมันผิด มันก็ได้ผลไม่ตรงเป้า แต่ได้ไม่ตรงเป้าแล้วบอกว่าตรงเป้าเนี่ยแหละครับ มันเรื่องใหญ่เหมือนจะโทรศัพท์หาเพื่อน เบอร์ 086-1234567แต่กดผิดเป็น 086-1234569ผิดเลขท้ายตัวเดียว แบบนี้ก็จะโทรไปหาอีกคนเลยนะครับง่ายๆ คือว่ามีคน10คนเดินมาเป็นคนเอเชียเสีย9ฝรั่ง1
อย่างไรเสียเราก็ดูออกครับว่าคนไหนเป็นฝรั่ง คนไหนเป็นเอเชียแต่ธรรมมะของธรรมกาย มองปุ๊บก็สะดุดตาปั๊บเลยครับอย่างของท่านพุทธทาส หรือของหลวงปู่ชา อะไรแบบนี้ แม้ว่าลีลาจะต่างกัน แต่ก็ฟังรู้ครับว่าหลักการมันตรงกัน
แต่ของธรรมกายนี่ผมฟังปุ๊บ สะดุดทันทีเลย แบบว่ามัน...... กิ๊ง~* เลยครับ
However, this thing I have to. Please listen carefully.
การสอนปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนามี ในขึ้นของสมถะ หรือ การทำใจให้สงบนี่มี ๔๐ วิธีน้อง ย่อ ๆ คือ อนุสสติ ๑๐ อย่าง พุทธานุสสติ (นึกถึงพระพุทธเจ้า) ธัมมานุสติ (นึกถึงพระธรรม) นึกถึงพระสงฆ์ อานาปานสติ เป็นต้น อันที่สอง เรียกว่า อสุภะ ๑๐ อย่าง พวกดูศพคนตายประเภทต่างๆกันไปนะครับ อันที่๓ คือ กสิน ๑๐ คือ เอาสีต่างๆมาเป็นนิมติในการทำสมาธิ เช่น สีแดง แสงสว่าง สีขาว เหลือง เขียวเป็นต้น ส่วน ที่เหลือ ก็เป็นพิจารณาอาหารที่กินเข้าไป รูปฌาน ๔ ธาตุ ๔ ครับ และทุกวิธีก็นำไปสู่การตรัสรู้ธรรมทั้งนั้น เมื่อ ได้ขั้นสมถะ ก็ใช้สมถะเป็นบาทในการเข้าถึง ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แล้วไปเข้าถึงขั้น วิปัสสนา คือ การเห็นแจ้ง ด้วยการพิจารณา ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ครับ
การสอนธรรมะขั้นสูง ต้องมีพื้นฐานธรรมะที่ดีก่อน แล้วก็ต่อยอดไป พระพุทธเจ้าท่านสอนพระปัญญาน้อยรูปหนึ่ง ให้พิจารณาผ้าขาว แล้ว ท่องว่า ระโช อะระนังๆๆๆ แปลว่า ผ้านี้ไม่สะอาดหนอๆๆ เปลื้อนหนอๆๆ ก็เป็นขึ้นสมถะ หลังจากนั้น ท่านก็พัฒนาระดับสมาธิ จนเป็นพระอรหันต์ หรือ เข้าพระธรรมกายอรหัตตผลนั่นเอง
วัดพระธรรมกายสอนให้ทำสมาธิแบบนึกถึงพระพุทธรูป หรือ พุทธานุสสตินี่ ผิดตรงไหนครับ และ สอนให้นึกถึงดวงสว่าง หรือ อาโลกสิน นี่ ผิดตรงไหน ไม่ถูกตรงไหน เอางี้นะครับไปดูในพระไตรปิฏกจริงๆ เลยดีกว่าอ่ะ
ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะก็ผู้ใดแลมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น เกิดแต่มูลราก ตั้งมั่นอย่างมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดามารพรหมคือใคร ๆ ในโลกให้เคลื่อนย้ายไม่ได้ ควรจะเรียกผู้นั้นว่า เราเป็นบุตรเกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดจาก พระธรรม พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพระธรรมดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร. เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดีพรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต."(เล่ม ๑๕ หน้า ๑๕๐ฉบับ มหามกุฎราชวิทยาลัย)
อันนี้ในอรรถกา
"ก็อรรถแห่งภควานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว ในนิเทศแห่งพุทธานุสสติในปกรณ์วิเศษ ชื่อว่า . วิสุทธิมรรคนั่นเทียว.ก็โดยลำดับแห่งถ้อยคำเพียงเท่านี้ พระอานนท์เมื่อแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ชื่อว่า ย่อมทำธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์ไว้ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในพระสูตรนี้ ด้วยคำนั้นแหละ ท่านพระอานนท์ชื่อว่าให้ประชาชนผู้กระวนกระวายเพราะไม่ได้เห็นพระบรมศาสดาให้เบาใจว่าปาพจน์ (คือพระธรรมวินัย) นี้มีพระบรมศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้พระธรรมวินัยนี้ เป็นพระบรมศาสดาของท่านทั้งหลายดังนี้."
(เล่ม ๒๔ หน้า ๒๒ มหามกุฎราชวิทยาลัย)
อรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕
บทว่า ปูติกาเยน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระวรกายของพระองค์ แม้จะมีสีงามดังสีทองคำอย่างนั้น ก็เพราะหมายความว่า (มีของปฏิกูล) ไหลออกประจำ.ในบทว่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ นี้ พึงทราบอธิบายว่า ๑-พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตตรธรรม๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต.
(เล่ม ๒๗ หน้า ๒๘๓ มหามกุฎราชวิทยาลั)ย
"บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติคือรูปกายและธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้เสมอเหมือนใน พระรูป ในศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอในการประกาศพระธรรมจักร."
(เล่ม ๒๗ หน้า ๑๑๒มหามกุฎราชวิทยาลัย)
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งท่านนั้นนะครับ จริงๆมีอีกหลายที่ และประโยคสำคัญที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ธรรมกาโย อะหัง อิติปิ แปลว่า เราคือ ธรรมกาย"
เอาละครับ คราวนี้ น่าจะรู้แล้วนะครับ ว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม
อีกอย่าง สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เคยโดนคณะสงฆ์ ส่งลูกศิษย์เอกหลวงปู่มั่นมาตรวจสอบว่า สิ่งที่ท่านสอนหน่ะเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้หลังจากเข้าไปนั่งสมาธิด้วยกัน พอออกมาลูกศิษย์หลวงปูมั่น ท่านก็บอกว่า "ที่หลวงปู่วัดปากน้ำสอนนั่นเป็นของจริง"ไปหาหนังสือ ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทย และประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำอ่านดูได้
ทั้งนี้ที่วัดพระธรรมกาย มี พระที่จบประโยคเก้ามากที่สุดในประเทศไทย มีโรงเรียนปริยัติธรรม และมียอดสอบได้ที่หนึ่งติดต่อกันมาหลายปี มีสำนักศึกษาปริยัติธรรม สอนพระไตรปิฎกอย่างจริงๆจัง แล้วถ้ามีการสอนผิด ทำไมเหล่าเปรียญธรรมเก้าประโยค และประโยคต่างๆอีกหลายร้อยจะไม่รู้ และถ้าสอนผิดหลักไป ทำไมจะไม่รู้ เพราะศึกษากันอย่างจริงจังมาตลอด
หลวงพ่อชา ท่านสอนเรื่องอานาปานสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ ๑๐ ที่กล่าวไว้ข้างบน วัดพระธรรมกายสอนเรื่องพุทธานุสสติ ก็เป็นหนึ่งในอนุสสติ แล้ว วิธีการต่างแต่เป้าหมายเดียวกันครับ ทั้งนี้ เมื่อไปอ่านหนังสือหลวงปู่ชาดีๆ ท่านก็เคยพูดถึงดวงธรรมเหมือนกันล่ะครับ
เอาล่ะนะครับ คงประจักษ์แล้ว จริงๆๆ ถ้าจะอธิบายไปมากกว่านี้ วันนี้คงพิมพ์ไม่หมดจริงๆ เอาไว้สงสัยแล้วก็จะตอบให้ล่ะกัน
สรุป วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม มีแต่คนว่าวัดโมเมนั่นล่ะ โมเม!!!! :07:
อืมอีกอย่าง ที่โพสมาว่า หลวงพ่อพุทธทาส บอกว่า อย่าบ้าบุญนักเลย !!!!! น่าขันจริงๆๆ ...แต่ท่านบวชเอาบุญตลอดชีวิต ท่านเผยแพร่ธรรมะพุทธเจ้านี่ไม่ได้เพื่อเอาบุญหรือ หรือว่า ที่ท่านเผยแผ่คำสอนพุทธเจ้า เพื่ออะไร ท่านลงทุนทำขนาดนี้เพื่ออะไรอ่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะบุญแล้ว ไปอ่านบทความท่านให้จบนะครับ แล้วค่อยมาคุยกัน
วิชาการจนได้ :44:
:42:
:42:
ท่านพุทธทาสบวชเพื่อบุญหรอกเหรอเนี้ย :42:
งั้นเอางี้ๆ มีประเด็นนิดนึงครับ
พระพุทธรูปที่เอาไปประดับสถานธรรมขนาดยักษ์ เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชน
ปริมาณมาก มากทั้งพุทธศาสนิกชน และ พระพุทธรูป ไม่ทราบราคาเพราะนานแล้วลืม :31:
ทำไมต้องระดมทุนจำนวนมากเพื่อพระพุทธรูปมาประดับละครับ :46:
ด้วยความเคารพ
// อ่าๆ นั่งๆ อยู่รู้สึกถึงอารมณ์ ม ราม กับ เอแบค :08:
Quote from: ^-FakE-^ on 13 Jan 2007, 19:26 น.
:42:
ท่านพุทธทาสบวชเพื่อบุญหรอกเหรอเนี้ย :42:
งั้นเอางี้ๆ มีประเด็นนิดนึงครับ
พระพุทธรูปที่เอาไปประดับสถานธรรมขนาดยักษ์ เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชน
ปริมาณมาก มากทั้งพุทธศาสนิกชน และ พระพุทธรูป ไม่ทราบราคาเพราะนานแล้วลืม :31:
ทำไมต้องระดมทุนจำนวนมากเพื่อพระพุทธรูปมาประดับละครับ :46:
ด้วยความเคารพ
// อ่าๆ นั่งๆ อยู่รู้สึกถึงอารมณ์ ม ราม กับ เอแบค :08:
สร้างพระพุทธรูป ไม่ได้เพื่อประดับครับ
แต่สร้างเพื่อบุญและ
ปักหลัก รากฐานพระพุทธศาสนา
เหมือน คริสต์ เค้าก็มีกรุงวาติกัน
อิสลามก็มีเมกกะ
พุทธเรา เคยมีก็ถูกเค้าทำลายเรียบ :39:
็
พระธาตุดอยสุเทพ ก็เป็นแผ่นทอง
โชเดวากอง ที่พม่า ก็เป็นแผ่นทอง
และเจดีย์ ก็เป็นที่บรรจุ พระบรมสารริธาตุ ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตามเขาต่างที่ต่างจังหวัดที่สร้างสูงๆ
เพื่ออะไร
ก็เพื่อให้คนแถวนั้นอยู่ในบุญกุศล เช่นเวลาทำนา ทำสวน
ก็มองเห็นพระพุทธรูป ก็นึกถึงบุญได้ ไม่ทำบาป
อย่างในชาดกต่างๆ เค้าก็สร้างกันยิ่งใหญ่อลังการ
สูง 10 40 100 โยชน์( 1โยชน์ 16 กิโล)
บางทีก็แข่งกันสร้างใหญ่
ดังนั้น สร้าง พระพุทธรูป แทนพระองค์ท่าน ก็ไม่เห็นแปลกนี่ครับ
ส่วนเรื่องการบริจาคก็ไม่ได้บังคับใครมาทำ
เค้าก็ทำด้วยความเต็มใจนะ
และ
ทางวัดเองสร้างแล้วก็เอาไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้
ขายก็ไม่ได้ เซ้งต่อก็ไม่ได้ ไม่รู้ใครจะเอา
แต่มีไว้เพื่อเป็นหลักเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา
และที่สร้างใหญ่เพราะ คนเยอะครับ
งานที่วัดบางทีคนมาทำบุญเป็น 3-4 แสนครับ
ถ้าเกิดสร้างเล็กนี่ . . . :08: พอนึกภาพออกนะครับ
นึกภาพนี่ตามก็ได้
พระธาตุดอยสุเทพขนาดเท่า ฝ่ามือ
แต่มีคนเข้าไปกราบไหว้กัน 1000 คน+ :08:
ส่วนเรื่องรูปทรง ก็ดัดแปลงจากสถูปอินเดียครับ
มองเห็นได้รอบด้าน เลยสร้างเป็นทรงกลม(มองจากข้างบน)
พุทธมลทน คน 1 แสน+ก็จุไม่ได้แล้วครับ
ธรรมกาย กับสันติอโศก ...
อยู่ด้วยกันได้มั้ยครับ :42:
สำหรับที่วัดพระธรรมกายได้ครับสบายมาก
แต่ สันติอโศก ไม่รู้จะยอมป่าว :33:
เฮือก :08:
เร่... แกเข้ามาในนี้ได้เหรอ :25:
Quote from: tao on 13 Jan 2007, 20:45 น.
เร่... แกเข้ามาในนี้ได้เหรอ :25:
กระจู้นี้ . . .เออ ไม่ใช่ของร้อนนะครับ :26:
ถามต่อครับ
อยากรู้ว่าธรรมกายสอนให้คิดบุญเป็น cost จริงๆ รึเปล่า
เช่นว่าทำบุญกับพระอรหันต์ ได้บุญเท่านี้ๆ ได้ถึงสวรรค์ชั้นนี้ๆ
ถ้าทำบุญกับพระชั้นนี้ จะได้บุญเท่านี้ๆ
ถึงกับมีคนกู้เงินไปทำบุญ เพราะอยากได้บุญจัด
ธรรมกายจัดการกับความเห็นผิดเหล่านี้อย่างไรครับ
Quote from: tao on 13 Jan 2007, 20:50 น.
ถามต่อครับ
อยากรู้ว่าธรรมกายสอนให้คิดบุญเป็น cost จริงๆ รึเปล่า
เช่นว่าทำบุญกับพระอรหันต์ ได้บุญเท่านี้ๆ ได้ถึงสวรรค์ชั้นนี้ๆ
ถ้าทำบุญกับพระชั้นนี้ จะได้บุญเท่านี้ๆ
ถึงกับมีคนกู้เงินไปทำบุญ เพราะอยากได้บุญจัด
ธรรมกายจัดการกับความเห็นผิดเหล่านี้อย่างไรครับ
อานิสงส์การให้ทาน อ่ะครับ
เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
ทำทานกับสัตว์ 100 ชาติ
คนไม่มีศีล 1000 ชาติ
คนมีศีล5 10000 ชาติ
ฯลฯ
เรื่อง กู้เงิน จริงๆมันก็ไม่เข้ากับหลัก
เหตุแห่งการทำทานแล้วได้บุญมาก < อยู่แล้วครับ
1.เจตนาบริสุทธิ์
2.วัตถุบริสุทธิ์
3.บุคคลที่เราทำบุญด้วย
พระพุทธเจ้าแบ่งมานานแล้วครับเต่า :39:
ส่วนเรื่องคนวัด ที่ไปกู้เค้ามาทำบุญนี้ ได้แต่บอกครับตามหลักข้างบน
ทางวัดตรวจสอบไม่ได้อะครับว่า
เค้ากู้มาป่าวแล้วไม่รับ
และเท่าที่ผมรู้จัก คนที่มาทำบุญที่วัดนี่
ไม่เคยเห็นเค้ากู้กันอ่ะครับ เห็นแต่เค้าเก็บเงิน
แต่ว่าเรื่องนี้คุ้นว่าเคยคุยแล้วนี่ :09:
ไม่ได้แสดงความเห็น แต่ต้องการตั้งคำถามครับ
อาจารย์ผมที่อยู่ธรรมกาย กับคนบางคนที่อยู่ธรรมกายแล้วรู้จัก ทำไมอยู่ที่เดียวกัน ไปงานเดียวกัน แต่คนนึงดูอยู่ในศีลธรรม อีกคนดูบ้าบุญ
ถ้าเราไม่ได้พูดถึงว่าการทำบุญทำทานจนหมดตัวแล้วไปหยิบยืมคนอื่นมาทำบุญ ไม่ได้พูดถึงการเงินของคนนึงไปมีผลถึงอีกคนนึง
การที่บริจาคเงินจนหมดตูดแล้วออกไปแสวงบุญอันนี้ถือว่าผิดหรือไม่ครับ
ผมไม่ชอบเรื่องวัตถุนิยมในพุทธแบบไทยๆเหมือนกัน วัดที่จังหวัดผมอยู๋
วัดนึงสร้างรูปพระเกจิที่มรณภาพไปแล้ว แบบรูปทองเหลืองสูง5เมตร และกำลังระดมทุนสร้างตึกมาครอบ
วัดนึงเจ้าอาวาสพยายามทำนุบำรุงสิ่งที่มีอยู่เดิม แต่ไม่สร้างอะไรเพิ่ม และพยายามชี้ให้คนเห็นว่าไม่ควรไปกราบไหว้บูชาจุดธูปขอหวยจาก"ห้องส้วม"ของอดีตพระเถระ
วัดแรก คนอนุโมทนาสาธุ
วัดที่สองคนนินทาว่าเจ้าอาวาสคนใหม่อิจฉาที่มีคนไปนับถือกราบไหว้ส้วม
............................
แต่วัดอื่นๆดีครับ สงบ แต่คนก็ไม่ได้เข้าัมากมาย.... วัดที่นี่ดีอย่างนึงคือไม่ค่อยจัดงานวัดกัน :42:
ถ้าวัดธรรมกายไม่ดีเลย ทำไมยังมีคนจำนวนมากที่ยังติดตามอยู่ อันนี้ก็น่าแปลก
และเป็นส่วนที่ผมไม่เข้าใจ
เอ่อ.... :42:
อืม...
งั้นคำถามนี้ครับ เป็นคำถามขนมขบเคี้ยวที่ผมเอาไว้เคี้ยวเล่นๆ
ถ้าพูดกันถึงสิทธิในการถือครองทรัพยากรของมนุษย์ชอบธรรมหรือไม่...
ทำไมถึงปักรั้วแล้วบอกว่า นี่บ้านกู ... สัตว์ป่า ช้าง หมี วัว ควาย เลยต้องไปอยู่ที่อื่น
ตามหลักการ และความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ มนุษย์เอาเปรียบและเบียดเบียนสัตว์
โดยระบบมานับตั้งแต่การปฏิวัติือุตสาหกรรม ซึ่งใข้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อ
ตอบสนองความจำเป็นขึ้นพื้นฐานของมนุษย์ (จริงๆเหรอวะนั่น)
ตรงจุดนี้ถามว่า
ถ้าผมนั่งรถทัวร์จากเชียงใหม่มาวัดที่ปทุมธานีทุกวันอาทิตย์เพื่อปฏิบัติธรรม
เจตนาบริสุทธิ์ และตั้งใจสร้างกุศล
แต่ปัจจัยของการเดินทางนั้น น้ำมัน ความสิ้นเปลืองของทรัพยากรในการทำพิธี
สร้างโบสถ์ ศาลา เพื่อปฏิบัติธรรม...
... เจตนาบริสุทธิ์ แล้วเบียดเบียนสัตว์เพิ่มขึ้นอีก จะนับได้ว่าเป็นความเห็นผิดหรือไม่ครับ
...
จากข้อสังเกตที่ว่า ถ้านั่งอยุ่ที่บ้านก็ทำสมาธิได้ เดินไปวัดใกล้ๆ บ้านก็ได้
กินง่าย อยู่ง่าย ใช้ทรัพยากรน้อยลง และแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้สัตว์เดรัจฉานมากขึ้น
แทนที่จะกินไก่เชสเตอร์กริล(เ็ห็นพึ่งมาเปิดใหม่แข่งกับร้านไก่ย่างหน้าธรรมกาย)
หรือว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากรครับ
(กรุณาอย่าคิดมาก)
สารภาพว่าเข้ามาเพื่อเก็บดาวเท่านั้น :08:
แล้วก็เลื่อนๆ ผ่านไปอย่างผ่านๆ
ขอโทษครับ
:05:
Quote from: tao on 13 Jan 2007, 20:45 น.
เร่... แกเข้ามาในนี้ได้เหรอ :25:
เจ๊เข้ามาได้
ผมก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ :11:
เป็นคำถามที่ดีครับ
มองในแง่นั้น วัดอื่นๆ ก็คล้ายคลึงกับธรรมกาย
วัดธรรมกาย มีให้คนมาทำกิจกรรมอย่างนี้เป็นช่วงๆ เดินทางจากที่ไกลๆมา
แต่คิดว่าวัดธรรมกายไม่มีงานวัด
วัดอื่นๆมีกระจายทั่วไป ให้คนเดินทางจากรอบๆมา...
แต่ก็ยังมีการให้คนมาทอดผ้าป่าจากที่ห่างไกล(กรุงเทพ-อุดร ประมาณนั้น)
มีงานวัด ฝังลูกนิมิต งานลอยกระทง ประกวดสาวงาม สาวน้อยตกน้ำ
.....
แทนที่จะมองอย่างนั้น ถ้าลองคิดว่า ถ้าเอาเฉพาะคำสอนมาเทียบกันอย่างเดียว มีตรงจุดไหนที่ผิดปกติไหม
Quoteการที่บริจาคเงินจนหมดตูดแล้วออกไปแสวงบุญอันนี้ถือว่าผิดหรือไม่ครับ
ไม่ครับ
ยกตัวอย่าง
เด็กๆ ไม่มีเงินเดือน เวลาจะทำบุญก็ต้องขอเงินพ่อแม่มาทำบุญ
ในการที่ทำทานจนหมดแล้วไปชวนคนอื่นทำบุญต่อก็เหมือนกรณีข้างบนครับ
ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม
แต่ถ้า
ไปขโมยมา ก็ผิดเต็มๆ ถ้ากู้ ยืน มาก็จัดเป็นวัตถุไม่บริสุทธิ์ครับ
Quoteวัดนึงสร้างรูปพระเกจิที่มรณภาพไปแล้ว แบบรูปทองเหลืองสูง5เมตร
และกำลังระดมทุนสร้างตึกมาครอบ
เหมือนกับการสร้างอนุสาวรีย์อ่ะครับ
เพื่อบอกว่า บุคคลท่านมีพระเดชพระคุณ ต่อทางวัดนั้นๆ
คนรุ่นหลังมาก็รู้ ก็รับทราบ ถึงพระคุณท่าน
Quoteถ้าวัดธรรมกายไม่ดีเลย ทำไมยังมีคนจำนวนมากที่ยังติดตามอยู่ อันนี้ก็น่าแปลก
และเป็นส่วนที่ผมไม่เข้าใจ
เหมือนหนังอ่ะ บางทีกระแสะวิจารณ์ว่าหนังนั้นไม่ดี ห่วย
แต่ทำรายได้ ได้เยอะมาก
เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อไปดูหนังเรื่องนั้นอ่ะครับ
Quote from: tao on 13 Jan 2007, 21:20 น.
อืม...
งั้นคำถามนี้ครับ เป็นคำถามขนมขบเคี้ยวที่ผมเอาไว้เคี้ยวเล่นๆ
ถ้าพูดกันถึงสิทธิในการถือครองทรัพยากรของมนุษย์ชอบธรรมหรือไม่...
ทำไมถึงปักรั้วแล้วบอกว่า นี่บ้านกู ... สัตว์ป่า ช้าง หมี วัว ควาย เลยต้องไปอยู่ที่อื่น
ตามหลักการ และความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ มนุษย์เอาเปรียบและเบียดเบียนสัตว์
โดยระบบมานับตั้งแต่การปฏิวัติือุตสาหกรรม ซึ่งใข้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อ
ตอบสนองความจำเป็นขึ้นพื้นฐานของมนุษย์ (จริงๆเหรอวะนั่น)
ตรงจุดนี้ถามว่า
ถ้าผมนั่งรถทัวร์จากเชียงใหม่มาวัดที่ปทุมธานีทุกวันอาทิตย์เพื่อปฏิบัติธรรม
เจตนาบริสุทธิ์ และตั้งใจสร้างกุศล
แต่ปัจจัยของการเดินทางนั้น น้ำมัน ความสิ้นเปลืองของทรัพยากรในการทำพิธี
สร้างโบสถ์ ศาลา เพื่อปฏิบัติธรรม...
... เจตนาบริสุทธิ์ แล้วเบียดเบียนสัตว์เพิ่มขึ้นอีก จะนับได้ว่าเป็นความเห็นผิดหรือไม่ครับ
...
จากข้อสังเกตที่ว่า ถ้านั่งอยุ่ที่บ้านก็ทำสมาธิได้ เดินไปวัดใกล้ๆ บ้านก็ได้
กินง่าย อยู่ง่าย ใช้ทรัพยากรน้อยลง และแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้สัตว์เดรัจฉานมากขึ้น
แทนที่จะกินไก่เชสเตอร์กริล(เ็ห็นพึ่งมาเปิดใหม่แข่งกับร้านไก่ย่างหน้าธรรมกาย)
หรือว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากรครับ
(กรุณาอย่าคิดมาก)
เออ ผมชอบข้าวไก่อบกล่องละ 59 บาท ชอบ :44:
แต่ข้าวร้าน สเต๊กหมูนุ่มๆ อร่อยกว่านะถูกกว่า นะข้างๆ ทางเข้าอ่ะ
นอกเรื่อง :17:
แล้วคนถามคิดมากมั้ยครับ ? :42:
ตั้งใจมาทำบุญ = เจตนาบริสุทธิ์
เงินที่ใช้ไปไม่ได้ไปโกง ขโมย ฯลฯ = วัตถุบริสุทธิ์
คนที่เราทำบุญด้วยมีศีล = บุคคลบริสุทธิ์
Quoteจากข้อสังเกตที่ว่า ถ้านั่งอยุ่ที่บ้านก็ทำสมาธิได้ เดินไปวัดใกล้ๆ บ้านก็ได้
ปกติทำป่าวครับ :42:
ถามนี่ก่อน ทำไมเด็กต่างจังหวัดไม่เรียนมหาลัยต่างจังหวัดละ ?
มาเรียนกรุงเทพทำไม?
ผมว่าจะไม่ถามแล้วนะครับ :08:
ไม่ใช่ๆ อันนี้ผมเอาไว้เคี้ยวเล่นๆ จริงๆ ครับหมอแมว
Quoteตั้งใจมาทำบุญ = เจตนาบริสุทธิ์
เงินที่ใช้ไปไม่ได้ไปโกง ขโมย ฯลฯ = วัตถุบริสุทธิ์
คนที่เราทำบุญด้วยมีศีล = บุคคลบริสุทธิ์
ตรงเนี้ยแหละครับ ที่ผมสงสัย
ที่เราว่ามันบริสุทธิ์ มันอยู่บนพื้นฐานของตรรกที่เรากำหนดขึ้นหรือเปล่า
ว่ามนุษย์มีสิทธิ เหนือกว่าธรรมชาติ ในการใช้ทรัพยกรเืพื่อทำอะไรก็ได้
ยังจะเห็นได้ว่าสวนโมกข์ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆ สำหรับอำนวยความสะดวกมนุษย์
และไม่เป็นศัตรูกับธรรมชาติ
ถ้าเกิดทำบุญกับสัตว์โลก กับหมา กับแมว
ถึงมันจะกัดกัน แต่มันเป็นไปตามวิถีธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถูกมั้ยครับ
ดังนั้นจะพบว่า คำถามของผมที่แท้จริงแล้วคือ
การสร้างกุศลกับมนุษย์ (ในที่นี้หมายถึง human being ที่เป็น creature)
ซึ่งเป็นพระสงฆ์ แล้วได้บุญมากกว่าสร้างกุศลกับสัตว์โลก
... ยุติธรรมหรือไม่...
ส่วนตรงนี้ไม่ตรงประเด็นครับ
Quoteปกติทำป่าวครับ :42:
ถามนี่ก่อน ทำไมเด็กต่างจังหวัดไม่เรียนมหาลัยต่างจังหวัดละ ?
ผมเป็นคนช่างสงสัยมากไปหน่อยครับ
ยังมีอะไรให้เอาไว้ถกเล่นๆ อีกเยอะเลยครับ
ยอมรับว่าที่ผ่านมาอ่านผ่านๆ เก็บดาวก็เท่านั้น แต่พอเดาได้ว่าคุยอะไรกัน :42:
ผมมองในมุมของตัวเองแล้วกัน
กินข้าวข้างทางก็อร่อย กินข้าวโรงแรมก็อร่อย
ต่างกันตรงอรรถรสและความพึงพอใจส่วนบุคคล
แต่การกินไม่ว่าที่ไหนก็ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน คือหายหิว และมีชีวิตต่อได้
หมดแล้ว ชีวิตผมมันก็แค่นี้แหละ :46:
ชีวิตพี่จะกินอย่างเดียวไม่ได้นะครับ :38:
ต้องคำนึงถึง reproduction ด้วยครับ :42:
แล้วที่ไปภูสอยดาวละโอ้เอ้ :26:
อะ จู๋ธรรมะ นึกว่าพักชมโฆษณาก็แล้วกันนะ :38:
ถ้าใครเรียนการขายมาจะรู้ว่าการที่คนเราจะซื้อสินค้ามีปัจจัยหลักอยู่ 2 ตัว คือ need กับ want ถ้าเมื่อไหร่ที่เราสามารถเปลี่ยน want ของลูกค้าให้เป็น need ได้ เมื่อนั้นสินค้าเราจะขายดี เป็นที่ต้องการของตลาด
คนส่วนใหญ่จะทำตัวน่า want และน่า need
แต่แปลกครับ
พอเป็นแฟนกันแล้วจาก need เหลือ want > don't want > useless :42:
พาเป๋
:42:
.. นึกไม่ออก
หึ้ยยยยย คัน :01:
ไ้ว้ก่อน...
รู้สึกร้อนๆ ชอบกล
อ้อ ตูไม่ได้เปิดพัดลม :42:
ตอบเต่า
เออ ผมไม่ใช่พวกนักคิดอะครับ เต่า
เพราะมันจะได้แต่ คิด ไม่ไปไหนสักที
ผมเป็นผู้ศึกษาด้วย ปฏิบัติไปด้วยอ่ะครับ
ไม่ได้คิดอย่างเดียว
คิดถูกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดผิดนี่โทษมันก็ไม่ใช่น้อย
ผมว่า
เราเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติก่อนดีกว่าครับ
ศีล 5 ถือให้ครบ ฯลฯ
การหาเรื่องต่างๆมานั่งถกกันเล่นๆ
มันก็ดูเหมือนผู้มีความรู้คุยกัน ไฮโซ
แต่ผมว่ามันเสียเวลาอ่ะ และมันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเพื่มเติม
ปั่นกระจู้เผยผิว ระบายอารมณ์ ฯลฯ ยังดีกว่า
ที่ผมตอบคำถามนี่ เพราะมีคนสงสัยเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายครับ
ผมในฐานะอยู่วัด ก็จะตอบแก้ข้อสงสัยให้อ่ะครับ
มาถึงที่หน้า 15 นี่ ผมยังไม่ได้ใครไปแข่งปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าเลยยย :05:
Quoteคือ อย่างนี้นะครับ หลังจากพุทธเจ้าปรินิพพานไปไม่นานประมาณร้อยกว่าๆปี
พุทธศาสนาก็แบ่งเป็นสองนิกาย คือ เถรวาท(หินยาน) และมหาสังคิกะ (มหายาน)
จากนั้นในช่วงยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (สามร้อยปีกว่าเป็นประมาณได้) พุทธศาสนาก็แตกเป็นตั้งสิบแปดนิกายแน่ะ
เยอะมาก แต่ต่อมาก็ค่อยๆหายไปจนเหลือแค่สองนิกายหลักๆ
คือ หินยานหรือเถรวาท และมหายานล่ะครับ
ปรัชญาผ่านหินยาน คือ การปฏิบัติธรรมหรือสร้างบารมีจนเข้านิพพานไป
เป็นแบบเอาตัวข้าเป็นหลัก ส่วนคนอื่นเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันหลังจากเราได้ก่อน
พูดง่ายๆ คือ หนึ่งอั๊วะ สอง ยู
นิกายต่างๆในพระพุทธศานา ไม่ได้ค่อยๆหายไปหรอกครับ ที่หายไปเป็นเพราะเกิดจากการสังคายนาโดยพระเจ้าอโศก ที่ต้องการ กำจัดพวก เดรถี
และพุทธศานาไม่เคยสอนให้ ตูต้องสำเร็จก่อนแล้วถึงกลับมาช่วยเอ็ง
ซึ่งเคยมี ผู้ที่โสดาบัน ยังสามารถ แนะนำคนอื่นได้ อย่างน้อยก็แนะนำไปในทางที่ถูกต้อง
Quote
ปรัชญามหายาน คือ การปฏิบัติธรรมและสร้างบารมีที่จะเอาสัตว์ไปให้หมด คือ
เข้านิพพานให้หมดก่อนแล้วอ๊วะ จึงจะเข้า น่าสรรเสริญมาก
แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่พุทธเจ้าสอนคือ แทนที่นิพพานจะสูงสุด
แต่ตอนหลังมีพระรูปหนึ่ง ชื่อ ว่านาคารชุน
มาเขียนตำราเพิ่มไปในพระไตรปิฎกของผ่ายมหายาน
จนทำให้ความเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดในมหายาน คือ สุญญตา หรือ ความว่างเปล่า นั่นเอง
แล้วถามว่า แล้ว ไอ้ปรัชญานี่มันเกี่ยวอะไรกับที่คุณจพนมถาม
คือ เกี่ยวสิครับ เพราะว่า
การสร้างบารมีจะไปนิพพานนี่ ถือเป็นเศรษฐกิจเพียงพอหรือไม่
หรือ ว่าเป็นการค้ากำไรเกินควรไหม
บางคนบอกว่า ทำบุญนิดๆแต่อธิษฐานเยอะเป็นการค้ากำไรเกินควร จริงๆแล้วไปดูแบบอย่างในพระไตรปิฏกนะครับ
แค่ถวายผ้าขี้ริ้วผืนเดียว
เค้ายังอธิษฐานจิตว่าให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าได้บรรลุ
(พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์) อย่างนี้เค้าไม่เรียกว่า ค้ากำไรเกินควรหรือเปล่าครับ
จริงๆแล้วเค้าเรียกว่า ฉลาดในการอธิษฐานจิต
เป็นอธิษฐานบารมี หนึ่งในบารมีสิบทัศ ที่พระพุทธองค์ก็ทรงทำ
เอ่อ.....คงจะตีความหมายของการอธิฐานจิตผิดแล้วครับ
การอธิฐานจิต หมายถึงการ ตั้งต้นจิตที่ดี เพื่อจะนอบน้อมไปในทางนั้นๆ ดั่งคำที่ว่า ให้เมตตา จึ่งได้ เมตตา
ที่ ยาจก อธิษฐานจิตแค่ใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเดียวนั้น เกิดจาก การตั้งต้นจิตที่ดีแล้วนอบน้อมตามหลักธรรม คือปฏิบัติถูกต้อง
จึ่งได้ บรรลุ ไม่ใช่สมัยนี้ อะไร อะไรก็อธิษฐานจิต ซึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับ คำขอ หรืออ้อนวอน .....
มันผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงครับ
และยิ่งพูดถึงการใช้ปัญญาเพื่อหาหนทางที่ให้ได้มาซึ่งนิพพาน ในรูปแบบที่บอกมาข้างต้น คือ การ ทำบุญเพื่อหวังนู่นหวังนี่
นั้น ในทางพระพุทธศาสนา มันคือ โลภะ...
Quote
ดังนั้น การสร้างบารมีเพื่อไปนิพพานหน่ะ
ไม่มีคำว่าพอเพียงหรอกครับ
ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่
แต่เมื่อกิเลสหายไปนั่นล่ะถึงจะเรียก ว่า
สร้างบารมีอย่างพอเพียง
พุทธเจ้าท่านจริงตรัสสอน
ว่า น้ำหยดทีละหยดๆ ยังเต็มตุ่มได้ฉันใด
บุญอันบุคคลสั่งสอมทีละน้อยก็เต็มเปี่ยมได้ฉันนั้น
คือ ท่านสอนว่าอย่าดูหมิ่นบุญว่ามีประมาณน้อยน่ะครับ
ส่วนการสร้างบารมีจะเป็นไปในรูปแบบไหนนั้น
ก็มีอยู่สามอย่าง ทาน ศีล ภาวนา จำให้แม่นนะครับ
ไม่ถูกซะทีเดียวครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า การทำบุญไม่ยิ่งใหญ่เท่าการเจริญสติ การปฏิบัติตนตามทางสายเอก สติปัฏฐาน ๔ โดย มีอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน จะสามารถบรรลุ มรรคผลได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
อินทรีย์พละอย่างกลาง 7 เดือน อย่างอ่อน 7 ปี ...... ยกตัวอย่าง พระสารีบุตร ปฏิบัติเช้นนี้ด้วยอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน ก็ได้อรหันต์มรรค.......
สรุปง่ายๆการทำบุญอย่างเดียวไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ครับ
Quote
ส่วนถามว่าวัดพระธรรมกายนี่เป็นส่วนหนึ่งของหินยานไหม
ตอบครับ ว่า ถูกต้องอย่างแรง
เพราะทะเบียนที่จดทะเบียนเป็นวัดก็ระบุว่า
เป็นวัดฝ่ายเถรวาทละครับ
อันนี้ขอไม่ตอบ....
Quote
ส่วนคำถามนี้
"แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ"
ต้องถามว่า ระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆนี่เคยเห็นป้ายโฆษณาข้างทางไหม
หลายๆๆป้ายข้างทางนั้น
ก็เป็นหนึ่งในการโปรโมทวัดต่างๆเช่น
เชิญสาธุชนผู้ใจบุญทอดผ้าป่า ฝังลูกนิมิตร ทำบุญตักบาตร
บวชสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นต้น
ไปดูเลยครับมีทุกจังหวัด
ยิ่งสามแยกใหญ่ๆละใช่เลย แล้วถามกลับไปหน่อยว่า
เค้าทำกันทั้งประเทศแล้ว เมื่อวัดพระธรรมกายทำบ้าง แล้วมันต่างกันตรงไหนครับ
(เดี๋ยวนี้มีหลายๆวัดเค้าทำเว็บด้วยนะ โฆษณาไหมนี่ เหอๆ)
** อันนี้พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เอาตัวเราไปเปรียบเที่ยบกับคนอื่นนะครับ
Quote
พูดถึงเรื่องการโฆษณานี่
เวลาเค้าโฆษณาเหล้าเบียร์ บุหรี่ วายวอด เชิญคนทำความชั่ว
หรือ ชวนคนไปเที่ยวผลับเที่ยวบาร์ ไปดูหนังละคร คนส่งคอนเสริดอะไรนี่
ไม่เป็นมีใครว่าไรเลย
แต่พอวัดเชิญคนมาทำความดี
รักษาศีลภาวนากลับมีคนบอกว่าเป็นการตลาด
โอ้ พระเจ้าจาร์ท มันยอดมาก ต้องไปนั่งคิดใหม่น่ะครับ ว่า เราจะมองวัด ต้องมองตรงไหนถึงจะมีประโยชน์สูงสุด
วัดแปลว่าอะไร รู้ไหมนี่ แล้วมาวัดหน่ะมาทำไม มาวัดอะไร
มาวัดว่าวัดดีหรือไม่ดี หรือ
ว่า มาวัดใจตัวเองว่ามีความดีขนาดไหน
ลองตรองดูนะครับแล้วจะเข้าใจ
เอาละอย่าโกรธนะครับ อาจจะอธิบายให้หายง่วงไปหน่อย เหอๆ
ไม่โกรธครับ
แต่ค้านครับ การใช้กุศโลบายเพื่อกระตุ้นกิเลส นั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้นะครับ
การที่คนเราศรัทธาและนิยมมากๆ คือมันถูกกับกิเลส สมมติ เดินเข้าวัดไปเนี่ย
มีคนสวมชุดขาวยืนไหว้ให้ ยิ้มให้ แล้วบอกว่า
"อนุโมทนาบุญ ด้วยนะค่ะ" เนี่ย มันทำให้คนที่เข้าไป ทำบุญเกิดความพึงพอใจ
หรือจะเป็นอาณาบริเวณวัดที่กว้างใหญ่ หรืออาจจะมองว่าดูหน้าเลื่อมใส
นั่นแหละคือมันถูกกับกิเลสของคน..
อย่างที่ชาร์ปบอกว่านั่งสมาธิแล้วสบาย นั่นก็ถูกกับกิเลส ของตนอีก.....
มันไม่ใช่วิธีการหลุดพ้นครับ.... มันจะหลุดพ้นได้อย่างไรในเมื่อมันยึดติด
ที่บอกว่านั่งสมาธิเห้นดวงแก้ว อะไรนั่นอะ พอคนนั่งสมาธิได้สมาธิในระดับหนึ่งนะ
จะมองเห้นอันนู้นอันนี้เรื่อยไป อย่างที่วัดพระธรรมกาย
บอกว่าเพ่งไปให้เห้นดวงแก้วอะไรเนี่ยนะ คนเราพอมีสมาธิ อยากเห้นอะไรมันก็เห็น.....
พอถูกปลูกฝังว่าเห้นดวงแก้วก็นิมิตรดวงแก้ว ว่ามีจริง ก็เห้นดังนั้นจริง จึงเกิดความเลื่อมใส
แต่ในทางกลับกัน ผุ้ที่ปฏบัติ ในทางสติปัฏฐาน ๔ เนี่ย เขาให้กำหนดรู้ เห็นอะไรก้ให้ดับทิ้ง ......
นี่แหละเป้นที่มาของความศรัทธาของคนที่ปฏิบัติแล้วเห้นจริง แต่
จะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป้นของจริง ทางที่ถูกคือให้ดับมันทิ้ง เสีย...
ไม่ใช่เห้นดวงแก้วก็เห้นดวงแก้วอยู่นั่นแหละ....ไม่ยอมดับมันไม่ยอมกำหนด
บอกว่าตัวเองเห้นจริงตามนั้น ก็เลย เชื่อ...ซึ่งมันไม่ใช่........
ซึ่ง อย่างที่ผมกล่าวไปเมื่อโพสต์หน้าแรกๆ เรื่อง หลวงพ่อสด เนี่ย ปฏิบัติ สมถะจริง
แต่พอท่านไปเรียนกับอาจารย์ ผมไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร ประมาณว่าท่าน ....
ป่าโมข อะไรซักอย่างนี่แหละ ท่านปฏิบัติ สมถะ เห้นดวงแก้ว อาจารย์บอกว่าให้ดับมันทิ้งไป
ท่านก็กำหนดดับมัน พอดับได้แล้วท่านก็บรรลุมรรคผล และสุดท้ายท่านได้กล่าวว่า "เราเป็นทาสมันซะนานเลย"
ซึ่งไม่นานท่านก็ละสังขาร ซึ่ง ลูกศิษย์ของท่าน ก็ยังยึดติดกับคำสอนเก่าๆของท่านอยู่...........
(อย่าถามว่าผมรู้มาได้อย่างไร ...ถ้าอยากรู้ว่าบ้านตนเป้นเช่นใดก็ออกมานอกบ้านจะได้เห็น...)
.......
Quote
(นึกถึงพระพุทธเจ้า) ธัมมานุสติ (นึกถึงพระธรรม) นึกถึงพระสงฆ์ อานาปานสติ เป็นต้น อันที่สอง
เรียกว่า อสุภะ ๑๐ อย่าง พวกดูศพคนตายประเภทต่างๆกันไปนะครับ อันที่๓ คือ กสิน ๑๐ คือ
เอาสีต่างๆมาเป็นนิมติในการทำสมาธิ เช่น สีแดง แสงสว่าง สีขาว เหลือง เขียวเป็นต้น ส่วน
ที่เหลือ ก็เป็นพิจารณาอาหารที่กินเข้าไป รูปฌาน ๔ ธาตุ ๔ ครับ และทุกวิธีก็นำไปสู่การตรัสรู้ธรรมทั้งนั้น
เมื่อ ได้ขั้นสมถะ ก็ใช้สมถะเป็นบาทในการเข้าถึง ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แล้วไปเข้าถึงขั้น วิปัสสนา
คือ การเห็นแจ้ง ด้วยการพิจารณา ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ครับ
การสอนธรรมะขั้นสูง ต้องมีพื้นฐานธรรมะที่ดีก่อน แล้วก็ต่อยอดไป พระพุทธเจ้าท่านสอนพระปัญญาน้อยรูปหนึ่
ง ให้พิจารณาผ้าขาว แล้ว ท่องว่า ระโช อะระนังๆๆๆ แปลว่า ผ้านี้ไม่สะอาดหนอๆๆ เปลื้อนหนอๆๆ ก็เป็นขึ้นสมถะ
หลังจากนั้น ท่านก็พัฒนาระดับสมาธิ จนเป็นพระอรหันต์ หรือ เข้าพระธรรมกายอรหัตตผลนั่นเอง
วัดพระธรรมกายสอนให้ทำสมาธิแบบนึกถึงพระพุทธรูป หรือ พุทธานุสสตินี่ ผิดตรงไหนครับ และ
สอนให้นึกถึงดวงสว่าง หรือ อาโลกสิน นี่ ผิดตรงไหน ไม่ถูกตรงไหน เอางี้นะครับไปดูในพระไตรปิฏกจริงๆ เลยดีกว่าอ่ะ
ผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ
ส่วนการ นึกถึงดวงสว่างอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างบนครับ......
แล้วก็เรื่อง สมถะ 40 เนี่ย ผมว่า จำผิดหรือเปล่าครับ จริงๆมันต้องเป็นกรรมฐานมีทั้งหมด 40 กองไม่ใช่เหรอครับ
ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ซึ่งไม่ใช่สมถะ ครับ สมถะเป็นสมาธิพื้นมากๆ
ไม่ต้องฝึกที่ธรรมกาย ก็ยังได้เลย แค่การ มีสมาธิอยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นแหละคือสมถะ
ซึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการต่อยอดครับไม่เกี่ยวกัน คนที่เจริญสติ สมถะ กลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นตัวทำให้หลุดจากกรรมฐานได้ง่าย...
.ยกตัวอย่างสมมติ ว่าเรากำลัง นั่งกรรมฐานอยู่ ในจิตของเรากำหนด
รู้สิ่งต่างๆ เจ็บก็รู้ว่าเจ็บ เมื่อยก้รู้ว่าเมื่อ เสียงก้รู้ว่าเสียง ... แต่เมื่อไรที่จิตแว๊ป...ไปคิดอยุ่กับเรื่องเดียว เช่น ดวงแสงอะไรนั่น อะ
แค่นี้ก็หลุดจากการปฏิบัติกรรมฐานแล้วครับ..... ซึ่งถือว่าเป้นอุปสรรค์ต่อการปฏิบัติอย่างหนึ่งครับ......
ผมถึงบอกว่ามันละเอียดอ่อนมาก......(ผมจึงไม่อยากอธิบายแต่โพสต์แรกๆไง กลัวจะหาว่า รู้ได้ไง ใครอยากพิสูจน์ ก็มาลองได้ผมจะแนะนำไป.....)
เอาละพอแค่นี้ก่อน....ซึ่ง ผมก็ไม่อยากเปิดหนังสือ แล้ว เอามาถกกันแบบนี้ซักเท่าไรหรอก ถ้ามันไม่บิดเบือน เพราะจะทำให้ เยาวชนเข้าใจผิดกันไปใหญ่.......
โดยเฉพาะ เรื่อง สมถะ เนี่ย......
Quote
ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะก็ผู้ใดแลมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น เกิดแต่มูลราก ตั้งมั่นอย่างมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดามารพรหมคือใคร ๆ
ในโลกให้เคลื่อนย้ายไม่ได้ ควรจะเรียกผู้นั้นว่า เราเป็นบุตรเกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดจาก พระธรรม
พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพระธรรมดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร. เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดีพรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี
พรหมภูตก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต."(เล่ม ๑๕ หน้า ๑๕๐ฉบับ มหามกุฎราชวิทยาลัย)
อันนี้ในอรรถกา
"ก็อรรถแห่งภควานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว ในนิเทศแห่งพุทธานุสสติในปกรณ์วิเศษ ชื่อว่า .
วิสุทธิมรรคนั่นเทียว.ก็โดยลำดับแห่งถ้อยคำเพียงเท่านี้ พระอานนท์เมื่อแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา
ชื่อว่า ย่อมทำธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์ไว้ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในพระสูตรนี้
ด้วยคำนั้นแหละ ท่านพระอานนท์ชื่อว่าให้ประชาชนผู้กระวนกระวายเพราะไม่ได้เห็นพระบรมศาสดา
ให้เบาใจว่าปาพจน์ (คือพระธรรมวินัย) นี้มีพระบรมศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้พระธรรมวินัยนี้
เป็นพระบรมศาสดาของท่านทั้งหลายดังนี้."
(เล่ม ๒๔ หน้า ๒๒ มหามกุฎราชวิทยาลัย)
อรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕
บทว่า ปูติกาเยน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระวรกายของพระองค์
แม้จะมีสีงามดังสีทองคำอย่างนั้น ก็เพราะหมายความว่า (มีของปฏิกูล) ไหลออกประจำ.
ในบทว่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ นี้ พึงทราบอธิบายว่า ๑-พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดพระธรรมกาย
ที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตตรธรรม๙ อย่าง
(มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต.
(เล่ม ๒๗ หน้า ๒๘๓ มหามกุฎราชวิทยาลั)ย
"บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติคือรูปกายและธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้เสมอเหมือนใน พระรูป ในศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอในการประกาศพระธรรมจักร."
(เล่ม ๒๗ หน้า ๑๑๒มหามกุฎราชวิทยาลัย)
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งท่านนั้นนะครับ จริงๆมีอีกหลายที่ และประโยคสำคัญที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ธรรมกาโย อะหัง อิติปิ แปลว่า เราคือ ธรรมกาย"
เอาละครับ คราวนี้ น่าจะรู้แล้วนะครับ ว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม
อีกอย่าง สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เคยโดนคณะสงฆ์ ส่งลูกศิษย์เอกหลวงปู่มั่นมาตรวจสอบว่า
สิ่งที่ท่านสอนหน่ะเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้หลังจากเข้าไปนั่งสมาธิด้วยกัน พอออกมาลูกศิษย์หลวงปูมั่น
ท่านก็บอกว่า "ที่หลวงปู่วัดปากน้ำสอนนั่นเป็นของจริง"ไปหาหนังสือ ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทย
และประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำอ่านดูได้
ทั้งนี้ที่วัดพระธรรมกาย มี พระที่จบประโยคเก้ามากที่สุดในประเทศไทย มีโรงเรียนปริยัติธรรม
และมียอดสอบได้ที่หนึ่งติดต่อกันมาหลายปี มีสำนักศึกษาปริยัติธรรม สอนพระไตรปิฎกอย่างจริงๆจัง
แล้วถ้ามีการสอนผิด ทำไมเหล่าเปรียญธรรมเก้าประโยค และประโยคต่างๆอีกหลายร้อยจะไม่รู้
และถ้าสอนผิดหลักไป ทำไมจะไม่รู้ เพราะศึกษากันอย่างจริงจังมาตลอด
หลวงพ่อชา ท่านสอนเรื่องอานาปานสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ ๑๐ ที่กล่าวไว้ข้างบน วัดพระธรรมกาย
สอนเรื่องพุทธานุสสติ ก็เป็นหนึ่งในอนุสสติ แล้ว วิธีการต่างแต่เป้าหมายเดียวกันครับ
ทั้งนี้ เมื่อไปอ่านหนังสือหลวงปู่ชาดีๆ ท่านก็เคยพูดถึงดวงธรรมเหมือนกันล่ะครับ
เอาล่ะนะครับ คงประจักษ์แล้ว จริงๆๆ ถ้าจะอธิบายไปมากกว่านี้ วันนี้คงพิมพ์ไม่หมดจริงๆ เอาไว้สงสัยแล้วก็จะตอบให้ล่ะกัน
สรุป วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม มีแต่คนว่าวัดโมเมนั่นล่ะ โมเม!!!!
อืมอีกอย่าง ที่โพสมาว่า หลวงพ่อพุทธทาส บอกว่า อย่าบ้าบุญนักเลย !!!!! น่าขันจริงๆๆ
...แต่ท่านบวชเอาบุญตลอดชีวิต ท่านเผยแพร่ธรรมะพุทธเจ้านี่ไม่ได้เพื่อเอาบุญหรือ หรือว่า
ที่ท่านเผยแผ่คำสอนพุทธเจ้า เพื่ออะไร ท่านลงทุนทำขนาดนี้เพื่ออะไรอ่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะบุญแล้ว
ไปอ่านบทความท่านให้จบนะครับ แล้วค่อยมาคุยกัน
ด้วยความเคารพครับ เรื่องหลวงพ่อสดได้อธิบายไว้แล้วครับ...
สุดท้ายขอถามว่า ผู้ที่รู้ปริยัติเยอะ ไม่ปฏิบัติ จะมีประโยชน์อะไรครับ......
เดี๋ยวผมจะค่อยๆตอบคำถาม ที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่....................
ผมรู้สึกว่าผมกั๊กมานานแล้ว ข้อสำคัญผมกลัวว่าคนอื่นคิดว่าผมรู้ได้อย่างไร มั่วรึเปล่า
แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้ครับว่า พิสูจได้ ศสานาพุทธเป็น เรื่องของเหตุผลอยู่แล้วครับ ...action = reaction และถ้าไม่เชื่อผมไม่ป็นไร ผม ท้า !!
ซึ่งผมก้ยังเคยลองพิสูจน์ธรรมกายมาแล้ว แล้วทำไม คนธรรมกายถึงไม่ลองเปิดใจพิสูจน์ดูละครับ
ถ้าชาร์ปต้องการรับความคิดเห้นใหม่ๆก็ ติดต่อผมได้ ผมไม่ได้บอกให้เชื่อ แค่ลองมาดูได้ ....
อาจจะมองเห็นอะไรเยอะขึ้น หรือ ถึงเวลานั้น มองว่าทางที่ผมเดินอยู่มันผิด ค่อยแนะนำผมก้ยังไม่สาย
เพราะผมก้ยังไม่ได้ปฏิบัติจริงจัง คนที่เขาปฏิบัติจริง เขาก็ไม่มาตอบหรอกครับ เพราะการตอบนี่ก็เป็นกิเลสอย่างนึง.....
Quote from: ชาร์ป on 13 Jan 2007, 21:08 น.
อานิสงส์การให้ทาน อ่ะครับ
เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
ทำทานกับสัตว์ 100 ชาติ
คนไม่มีศีล 1000 ชาติ
คนมีศีล5 10000 ชาติ
ฯลฯ
เรื่อง กู้เงิน จริงๆมันก็ไม่เข้ากับหลัก
เหตุแห่งการทำทานแล้วได้บุญมาก < อยู่แล้วครับ
1.เจตนาบริสุทธิ์
2.วัตถุบริสุทธิ์
3.บุคคลที่เราทำบุญด้วย
พระพุทธเจ้าแบ่งมานานแล้วครับเต่า :39:
ส่วนเรื่องคนวัด ที่ไปกู้เค้ามาทำบุญนี้ ได้แต่บอกครับตามหลักข้างบน
ทางวัดตรวจสอบไม่ได้อะครับว่า
เค้ากู้มาป่าวแล้วไม่รับ
และเท่าที่ผมรู้จัก คนที่มาทำบุญที่วัดนี่
ไม่เคยเห็นเค้ากู้กันอ่ะครับ เห็นแต่เค้าเก็บเงิน
แต่ว่าเรื่องนี้คุ้นว่าเคยคุยแล้วนี่ :09:
๑ . ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล
ไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี
๒ . ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๕
แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
๓ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
๔ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้มีศีล ๑๐
คือสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๕ . ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์
ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ
พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น " พระ " แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกกันว่า " สมมุติสงฆ์ " พระที่แท้จริงนั้น
หมายถึงบุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม
นับว่าเป็น " พระ " ทั้งสิ้น และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น จากน้อยไปหามากดังนี้คือ " พระโสดาบัน พระสกิทาคามี
พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธมเจ้า " และย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
๖ . ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่ - พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
( ความจริงยังมีการแยกเป็นพระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อพอให้ได้ความเท่านั้น )
๗ . ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๘ . ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๙ . ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๐ . ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๑ . ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแด่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๒ . ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
แม้จะถวายสังฆทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๓ . การถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า " การถวายวิหารทาน " แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
" วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
" อนึ่ง การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น "
โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ " ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน
๑๔ . การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ( ๑๐๐ หลัง ) ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " ธรรมทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
" การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์ การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้ ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน
ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ "
๑๕ . การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " อภัยทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทานก็คือ
" การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู " ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ
" ละโทสะกิเลส " และเป็นการเจริญ " เมตตาพรหมวิหารธรรม " อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร ๔ นั้น
เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรม
ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง " พยาบาท " ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น
จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง
อย่างไรก็ดี การให้อภัยทานแม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า " ฝ่ายศีล "
เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน
รายละเอียดเยอะไม่เข้าใจหรอก {หมีโหด}
:33: อะล้อเล่น
ที่ตอบมานี่มา
เอาหลักฐานมายืนยันด้วย
ดีไหมครับ
นอกจากความคิดเห็นส่วนตัว
อยากใส่อะไรก็ใส่ให้เต็มทีครับ
มาลองดูมั้ยครับ แล้วเรื่อง สมถะ เนี่ย ชาร์ป เปิด พระไตรปิฎกหรือยัง แล้ว ที่เคยนั่งสมาธิแล้วรู้สึกสบายมั้ยละ ? แล้ว ไหนจะเรื่องสัมมานุสติ เรื่องอธิษฐานจิต หรือ เรื่องกิเลสตน ที่ทั้งคุณและผม ก็มี นั่นอ่ะ
มันน่าจะอธิบายได้ในตัวอยุ่แล้วถ้าเปิดใจรับมัน ลองพิจจารณาดูนะครับ แล้วเรื่องหลวงพ่อสดเนี่ย อาจารย์ที่ผมยึดถือและตั้งใจจะปฏิบัติต่อไปในภายภาคหน้าเนี่ย ท่านเป้น ลูกศิษย์ของหลางพ่อสดมาก่อนครับ ท่านจึงรุ้ แต่ในสมัยนี้ลูกศิษย์ที่ เคยอยุ่ในช่วงนั้นผมไม่แน่จะว่ายังอยุ่หรือเปล่าหรืออยุ่ที่ไหนกันบ้าง.....
เปิดพระไตยปิฎก ดูซิครับ มันกล่าวชัดเจน .......
หรือชาร์ป อยากลองมาทดสอบดูเองมั้ย ผมเคยนั่งที่ธรรมกาย นั่งเป็น สองชั่วโมงสามชั่วโมงสบายมากๆ
เต่พอคิดว่ามันไม่ใช่ออกมานั่งที่นี่แม้เพียงอึดใจเดียวก็รู้สึกเจ็บรู้สึกเมื่อยแล้วครับ....
เล่มไหน หน้าไหนครับ
ใครหรอครับที่ไม่เปิดใจ
Quote from: จักรี on 14 Jan 2007, 01:26 น.
มาลองดูมั้ยครับ แล้วเรื่อง สมถะ เนี่ย ชาร์ป เปิด พระไตรปิฎกหรือยัง แล้ว ที่เคยนั่งสมาธิแล้วรู้สึกสบายมั้ยละ ? แล้ว ไหนจะเรื่องสัมมานุสติ เรื่องอธิษฐานจิต หรือ เรื่องกิเลสตน ที่ทั้งคุณและผม ก็มี นั่นอ่ะ
มันน่าจะอธิบายได้ในตัวอยุ่แล้วถ้าเปิดใจรับมัน ลองพิจจารณาดูนะครับ แล้วเรื่องหลวงพ่อสดเนี่ย อาจารย์ที่ผมยึดถือและตั้งใจจะปฏิบัติต่อไปในภายภาคหน้าเนี่ย ท่านเป้น ลูกศิษย์ของหลางพ่อสดมาก่อนครับ ท่านจึงรุ้ แต่ในสมัยนี้ลูกศิษย์ที่ เคยอยุ่ในช่วงนั้นผมไม่แน่จะว่ายังอยุ่หรือเปล่าหรืออยุ่ที่ไหนกันบ้าง.....
เปิดพระไตยปิฎก ดูซิครับ มันกล่าวชัดเจน .......
หรือชาร์ป อยากลองมาทดสอบดูเองมั้ย ผมเคยนั่งที่ธรรมกาย นั่งเป็น สองชั่วโมงสามชั่วโมงสบายมากๆ
เต่พอคิดว่ามันไม่ใช่ออกมานั่งที่นี่แม้เพียงอึดใจเดียวก็รู้สึกเจ็บรู้สึกเมื่อยแล้วครับ....
พระไตรปิฏิก ไตร ร ครับ
:12: โอ้วว ขยันพิมพ์โคตรๆ +
แต่ อย่าใส่อารมณ์กันนะครับ ถก กันเฉยๆนะ
ไว้มาตามอ่าน นอนก่อนงานเพิ่งเสร็จ - -
ทั้งคุณทั้งผมไม่รู้หรอกว่าถือเล่มเดียวกันรึเปล่าและที่สำคัญผมไม่ได้ต้องการเอาชนะ ดังนั้น จะโพสต์ ที่มาจากเว็บให้ดูครับ ถ้าคิดว่าเชื่อถือไม่ได้ ผมคงต้องแล้วแต่ชาร์ป.....
กรรมฐาน 40 (ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต — mental exercises; subjects of meditation)
1. กสิณ 10 ดู [315]
2. อสุภะ 10 ดู [336]
3. อนุสติ 10 ดู [335]
4. อัปปมัญญา 4 ดู [161]
5. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (กำหนดพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร — perception of the loathsomeness of food)
6. จตุธาตุวัฏฐาน (กำหนดพิจารณาธาตุ 4, พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุ 4 แต่ละอย่างๆ; ธาตุมนสิการ ก็เรียก — analysis of the four elements)
7. อรูป 4 ดู [207]
กรรมฐานใดให้ได้สมาธิถึงขั้นใด ดู [99] ภาวนา 3; กรรมฐานใดเหมาะกับจริตใด ดู [262]
ให้ดีชาร์ป ลองพิสูจน์ดูมั้ยครับ ไหนๆผมก็เคยลองศึกษาธรรมกายดูบ้างแล้ว ชาร์ปมาศึกษา นี่ดูจะได้รู้ว่าผิดอย่างไร...ดีมั้ยครับ.....
แล้วที่มองพินิจรูปศพผู้หญิง โดยคิดซะว่าเป้นเพียงตะกร้าใส่เครื่องในนี้
อยู่ในข้อไหนเหรอครับ
เห็นตอนไปพยายามบวชที่กุฎิหลวงพี่มีรูปแบบนี้ด้วย
ดูแล้วกำหนดจิตได้สลดดี :16:
ขอบคุณครับชาร์ป +1 ครับ
คือผมอยากให้ชาร์ปลองเปิดใจดูน่ะครับ ลองศึกษาดู คงไม่เสียหาย
และที่สำคัญ เรื่องแบบนี้มันรู้ได้เฉพาะตน ชาร์ปต้องรู้ซิครับว่ามันจริงหรือไม่จริงตามที่ผมบอก ถ้าเอาตำรามาเปิดผมว่าชาร์ป เหนื่อยกว่าผมแน่ๆ เพราะอ้างเยอะกว่าผมอีก.....
ผมคุยกันอย่าง บัณฑิต ครับ
ด้วยเหตุผล ยอมรับในเหตุผลซึ่งกันและกัน
Quoteพุทธศานาไม่เคยสอนให้ ตูต้องสำเร็จก่อนแล้วถึงกลับมาช่วยเอ็ง
แล้วท่านจะหนีบวช แล้วกลับมาโปรดพระบิดาทำไมครับ
Quoteซึ่งเคยมี ผู้ที่โสดาบัน ยังสามารถ แนะนำคนอื่นได้ อย่างน้อยก็แนะนำไปในทางที่ถูกต้อง
เค้าก็ต้องเป็นโสดาบันก่อนเลยนี่ครับ
Quote
เอ่อ.....คงจะตีความหมายของการอธิฐานจิตผิดแล้วครับ
การอธิฐานจิต หมายถึงการ ตั้งต้นจิตที่ดี เพื่อจะนอบน้อมไปในทางนั้นๆ ดั่งคำที่ว่า ให้เมตตา จึ่งได้ เมตตา
ที่ ยาจก อธิษฐานจิตแค่ใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเดียวนั้น เกิดจาก การตั้งต้นจิตที่ดีแล้วนอบน้อมตามหลักธรรม คือปฏิบัติถูกต้อง
จึ่งได้ บรรลุ ไม่ใช่สมัยนี้ อะไร อะไรก็อธิษฐานจิต ซึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับ คำขอ หรืออ้อนวอน .....
มันผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงครับ
การบุญนี่ถือว่าเป็นการตั้งต้นจิตที่ดีไหมครับ?
Quoteสรุปง่ายๆการทำบุญอย่างเดียวไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ครับ
บุญนี่ผมไม่หมายถึงการทำทาน อย่างเดียวนะครับ
เข้าใจอะไรผิดหรือป่าว ที่แอบอ้างมาก็พิมพ์อยู่
Quoteอันนี้ขอไม่ตอบ....
แล้วจะแอบอ้างมาเพื่ออะไรครับ
Quote** อันนี้พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เอาตัวเราไปเปรียบเที่ยบกับคนอื่นนะครับ
เถียงไม่ออกก็ไม่ต้องใช้คำนี้ก็ได้ครับ
พระพุทธเจ้ายังเปรียบเทียบการสอนคนกับ บัว4 เหล่าเลยครับ
Quoteเดี๋ยวผมจะค่อยๆตอบคำถาม ที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่....................
อย่าใช้คิดเห็นส่วนตัวสิครับ ไหนว่าเราคุยกันด้วยเหตุผล
อย่าใช้อารมณ์กันนะครับ :42:
(http://img2.f0nt.com/14/8432702347541cafe017cf3225909a6e.png)
แล้วจะแอบอ้างมาเพื่ออะไรครับ
อันนี้เริ่มหาเรื่องแล้วครับ .....อยุ่ในอารมณ์โทสะหรือเปล่า.....
เถียงกันสิบวันก็ไม่จบครับ
จะหาว่าผมไม่ตอบคำถามเพราะว่าจนแต้มก็ แล้วแต่จะคิดนะครับ
เอางี้ครับ เดือนมีนาคม ผมจะเปิดใจไปศึกษา ที่วัดพระธรรมกาย แล้วผมต้องทำไงบ้างครับ ?
แต่......สัญญากับผมว่าชาร์ปจะต้องมาลองศึกษาและปฏิบัติ ในทางที่ผมกำลังจะปฏิบัติอยุ่ดีมั้ยครับ.....
อย่าเริ่มมีอารมณ์กันเลย :17:
พระพุทธเจ้าไม่ได้หนีออกบวชชิ่งไปสำเร็จก่อน เพราะพ่อพระองค์ไม่ได้อยากให้บวช มันคนละหนีกันนะครับ :17:
อันนี้เป็นระบบผู้ที่รู้สอนผู้ไม่รู้ธรรมดาทั่วๆ ไปครับ
เพราะถ้าต่างคนต่างรู้ไม่ครบ รู้ขาดๆ แหว่งๆ แต่คิดว่ารู้ครบ มาสอนกันเองเนี้ย
ก็ ตาบอดคลำช้าง ดีๆ ละครับ :17:
ตั้งต้นจิตกับทำบุญ เหมือนแต่ต่างนะครับ ดูที่เจตนา :17:
บุญ is not product ตัดประเด็นนี้ได้เลยครับ เอคิดว่าถ้าตั้งใจจะนิพพานหรือบรรลุอะไรซักอย่าง
บุญมันก็แค่คำเพื่อบอกลักษณะอะไรซักอย่าง และตัวมันเองไม่น่าจะมีหน่วยนับปริมาณได้ว่า
คนนั้นมีบุญเท่านี้แล้วนะ คนนู้นบุญพึ่งได้เท่านี้เอง :17:
ท่านจำแนกออกเป็น 4 เหล่า ไม่ได้เอาไปเปรียบเทียบครับ :17:
ตอบอย่างนี้และ :22:
ใจเย็นๆ นะครับ
เดี๋ยวกระจู๋นี้จะเข้าอีหรอบ ศาสนาแตะต้องกันไม่ได้
เหมือนกับกระทู้ที่เว็บอื่นๆ ที่เราเห็นกัน :42:
ยังไงผมก็ยังยืนยันคอนเซปต์ตัวเองตั้งแต่โพสต์แรกยันโพสต์นี้ของกระจู๋นี้อยู่เหมือนเดิมครับ
ว่าถ้าให้เลือกระหว่าง ศรัทธา หรือเหตุผล
ผมเลือกเหตุผล :42:
(+3) จักรีครับ หน้าที่แล้วเรียกประเด็นมาตอบได้ดี
ส่วนชาร์ปใจเย็นๆ ครับ พรุ่งนี้ค่อยกลับมาอ่านที่พิมพ์อีกที จะได้ใจเย็นๆ นะ
Quote from: iannnnn on 14 Jan 2007, 02:24 น.
ยังไงผมก็ยังยืนยันคอนเซปต์ตัวเองตั้งแต่โพสต์แรกยันโพสต์นี้ของกระจู๋นี้อยู่เหมือนเดิมครับ
ว่าถ้าให้เลือกระหว่าง ศรัทธา หรือเหตุผล
ผมเลือกเหตุผล :42:
:42:
อันนี้ ผมขออธิบายในฐานะที่ผมพอรุ้มาบ้างนะครับ ถ้าชาร์ปเห็นด้วยก็มาเสริมได้....
พระพุทธศาสนา เป็นเรื่อง หลักของเหตุผล อ่ะนะครับ
มีเกิดก็ต้องมีตาย
มีสุขก้ต้องมีทุกข์
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
อะไรเทือกนั้นน่ะครับ
แล้วเรื่องอินทรีย์พละที่ผมบอกไปหน้าที่แล้ว ก็ว่าถึงเรื่องเหตุผลเช่นกันน่ะ
แต่ผมจำได้ไม่ครบว่ามีอะไรบ้าง แต่รู้สึกว่ามี คำว่าศรัทธา กับปัญญา ด้วย เขาบอกว่า ศรัทธาเยอะ กลายเป็นงมงาย ปัญญาเยอะกลายเป็นคนที่ยึดมั่นถือมั่น พูดง่ายมีความเป็นตัวเองสูง..อะไรประมาณนั้น
ดังนั้น เขาจึงบอกว่า ศรัทธา กับปัญญา จึงต้องเท่าๆกัน... ไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน
อ๋อๆ มีวิริยะ ด้วย ส่วนสติมีรึเปล่าไม่แน่ใจ..... :42:
มาแก้ไข เข้าใจแล้ว สติ คู่กับวิริยะ คือ ต้องเพียรอย่างมีสติ เคยเห็นคนโง่ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำมั้ยครับ โอ้โหขยันจริงๆ แต่ถ้ามีสติหน่อยเขาต้องรู้ว่าเขาอาจจะหาวิธีทุ่นแรงได้ พอมีสติก็เกิดปัญญา ว่าจะไปหาเครื่องทุ่นแรงได้ที่ไหน พอหาได้เอามาใช้งาน ต้องใช้ปัญญาเพื่อหาวิธีใช้งานมัน ด้วยความศรัทธาว่าต้องทำได้....(แหม่ ปะติดปะต่อเป็นเรื่องเป้นราวเชียวนะ แต่ ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้อง ตรงตามนี้รึเป่า :42:)
+ เต่า ฝาเกย์ จักรี ชาร์ป คนละ 1 :46:
ว่าจะไม่พยามโพสต์ที่เกี่ยวข้อง เพราะอคติที่มีอยู่ อ่านคำตอบแล้วพอรู้ว่าเหตุผลคืออะไร แต่ตัวเหตุผลไม่สามารถไปขจัดความสงสัยได้ หวังว่าโพสต์ของผมคงไม่เป็นประเด็นร้อนนะ :46:
1.ประเด็นเรื่องคำสอนผมคงตัดไป เพราะไม่เคยศึกษา ไม่รู้เหมือนกันว่าอันไหนถูกอันไหนผิด และด้วยเวลาผ่านมากว่า 2 พันกว่าปี แค่ประวัติศาสตร์สมัยก่อนจะเป็นรัตนโกสินทร์ยังหาความถูกต้องตรงกันไม่ได้ แล้วนับประสาระกับเวลาที่เนินนานกว่านั้น แต่เอาเถอะตัวแก่นของพระพุทธศาสนาคงยังคงอยู่ เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถยืดยาวมาถึงปัจจุบันได้
2.ประเด็นของวันพระธรรมกาย ก่อนหน้านี้เคยได้ยินแต่ "เขาว่า" แต่เมื่อได้ไปสัมผัส (อย่างผิว ๆ ) ก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยแตกออกไป
- ประเด็นการทำบุญ ทางวัดไม่ได้บังคับ อันนี้ผมไม่เถียง เพราะผมไปวัดก็ไม่มีใครมาบังคับจริง ๆ แต่มองให้ลึกลงไป วิธีบังคับสามารถใช้ได้ผลในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สิ่งที่ธรรมกายทำ ผมขอเรียกว่า "วิธีทางการตลาด" แล้วกัน ซึ่งแน่นอนวัดไหน ๆ ก็ทำกัน ไม่ว่าการโฆษณาตามข้างทาง งานฟังลูกนิมิตร งานยกช่อฟ้าใบระกา ฯลฯ
แต่กลยุทธ์ที่ธรรมกายใช้ ต้องเรียกว่าเหนือชั้นกว่าเยอะ ด้วยการเปลี่ยน "want" ให้เป็น "need" จากความต้องการธรรมดา ให้เป็นสิ่งจำเป็น ถามว่าเป็นสิ่งดีมั๊ยที่คนเข้าวัด มาทำบุญ ถือศีลเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ คน เป็นสิ่งดีครับ แต่สิ่งที่แฝงอยู่ และการเบี่ยงความคิด ความเชื่อ โดยค่อย ๆ เติมสิ่งต่าง ๆ เข้าไป อันนี้ผมว่าน่ากลัว
เอาวิธีการเปลี่ยน "want" ให้เป็น "need" ก่อน ถามว่ามันทำได้จริงหรือ ผมมองว่าในสังคมไทยทำได้ไม่ยากเลย เพราะพื้นฐาน และสันดานของคนไทยส่วนใหญ่ชอบอะไรที่ง่าย ๆ ด่วน ๆ ไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ทำเพราะคนส่วนใหญ่ทำกัน ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบการตลาดของ "ชาเขียว" และ "ไวเทนนิ่งคลีม" พอมองเห็นอะไรหรือเปล่า (อาจจะไม่ถูก 100% นะ ผมไม่ใช่เด็กการตลาด)
Want ของ "ชาเขียว" คืออะไร อืมมม เป็นอะไรที่ญี่ปุ่น มันเทรนดี้ดี (เข้ากับยุค) ไม่ดื่มมันเชย แน่นอนว่ายุค หรือช่วงเวลา แต่ถ้าเปลี่ยนมันให้เป็นความจำเป็นต่อสุขภาพ เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชลอความแก่ ต่อต้านโรคมะเร็ง โอ้วว แม่เจ้า หรือ ฉลาดในการเลือกกิน ทำให้อายุยืนเหมือนแม่เฒ่าฝาแฝดคู่นั้น โออิชิ กรีนที เลยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะมันถูกแปลงเป็น "need" ด้วยการตลาด ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่น้ำชาผสมน้ำตาล -__-"
สังเกตดูว่าการทำตลาดแบบนี้จะเปิดช่องให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสรับ และประมวลผลเพื่อเอาไปคิดต่อ จะไม่ยัดเยียดทั้งหมด เหมือนกับการวาดภาพโครงคร่าว ๆ แล้วเปิดช่องให้ผู้ดูภาพจินตนาการภาพที่เหลือเอาเอง วิธีนี้ได้ผลดี เพราะจะลดการต่อต้าน หรือกำแพงที่เกิดขึ้นในใจของคนคนนั้น
(ยาวจังยังไม่เข้าเรื่องเลย ไปรดน้ำต้นไม้ก่อนนะ ไว้จะมาขยายความต่อ ว่าเกี่ยวข้องกับการทำบุญของธรรมกายยังไง :01:)
ชัดเจนครับ (+2)
ย้ำอีกทีว่าชาร์ปใจเย็นๆ นะครับ
กระจู๋นี้อยากให้เย็นใจเหมือนชื่อกระจู๋
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Jan 2007, 02:18 น.
บุญ is not product ตัดประเด็นนี้ได้เลยครับ เอคิดว่าถ้าตั้งใจจะนิพพานหรือบรรลุอะไรซักอย่าง
บุญมันก็แค่คำเพื่อบอกลักษณะอะไรซักอย่าง และตัวมันเองไม่น่าจะมีหน่วยนับปริมาณได้ว่า
คนนั้นมีบุญเท่านี้แล้วนะ คนนู้นบุญพึ่งได้เท่านี้เอง :17:
นี้ครับชาเขียว :17:
เดินเข้ามาทำตัวลีบๆ แล้วจากไป
:32:
Quoteนิกายต่างๆในพระพุทธศานา ไม่ได้ค่อยๆหายไปหรอกครับ ที่หายไปเป็นเพราะเกิดจากการสังคายนาโดยพระเจ้าอโศก ที่ต้องการ กำจัดพวก เดรถี
อ่าน นี่น่ะครับ แล้วจะรู้ว่า อะไร คือ อะไร
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/praapitham/4.html
:33:
Quoteพุทธศานาไม่เคยสอนให้ ตูต้องสำเร็จก่อนแล้วถึงกลับมาช่วยเอ็ง
ซึ่งเคยมี ผู้ที่โสดาบัน ยังสามารถ แนะนำคนอื่นได้ อย่างน้อยก็แนะนำไปในทางที่ถูกต้อง
เรื่อง concept ของหินยาน ให้อ่านอันนี้นะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Hinayana
(ไม่รู้อ่านภาษาอังกฤษได้ไหม โทษทีนะ :08:)
ถ้าอ่านไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ให้เข้าใจว่าตอนนี้โลก เค้ารู้concept ของหินยานว่าเป็นอย่างนี้น่ะครับ
ดังนั้น จะศึกษา ต้องศึกษาให้กว้างๆอย่ามองแค่ของตัวเอง
เพราะพุทธศาสนามีอยู่ทั่วโลก
(กดเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็พออ่านได้นะ
หรือหาคนเก่ง eng แปลให้ก็ได้)
Quoteเอ่อ.....คงจะตีความหมายของการอธิฐานจิตผิดแล้วครับ
การอธิฐานจิต หมายถึงการ ตั้งต้นจิตที่ดี เพื่อจะนอบน้อมไปในทางนั้นๆ ดั่งคำที่ว่า ให้เมตตา จึ่งได้ เมตตา
ที่ ยาจก อธิษฐานจิตแค่ใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเดียวนั้น เกิดจาก การตั้งต้นจิตที่ดีแล้วนอบน้อมตามหลักธรรม คือปฏิบัติถูกต้อง
จึ่งได้ บรรลุ ไม่ใช่สมัยนี้ อะไร อะไรก็อธิษฐานจิต ซึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับ คำขอ หรืออ้อนวอน .....
มันผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงครับ
และยิ่งพูดถึงการใช้ปัญญาเพื่อหาหนทางที่ให้ได้มาซึ่งนิพพาน ในรูปแบบที่บอกมาข้างต้น คือ การ ทำบุญเพื่อหวังนู่นหวังนี่
นั้น ในทางพระพุทธศาสนา มันคือ โลภะ...
อนึ่ง ความบริสุทธิ์แห่งศีล โดยไม่ปราศจากความเศร้าหมองมีตัณหา
เป็นต้น ย่อมเกิดไม่ได้เพราะไม่มีปัญญา. การอธิษฐานคุณแห่งความเป็น
พระสัพพัญญูจักมีได้แต่ไหน. ผู้มีปัญญาเท่านั้นพิจารณาเห็นโทษ ในการ
ครองเรือน ในกามคุณและในสงสารและอานิสงส์ ในการบรรพชา ในฌาน
สมาบัติ และในนิพพานด้วยดี
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 74 หน้า 605
ท่านคิดว่า บิณฑบาตนี้แล เธอยังมีราคะ โทสะ โมหะ อยู่
ไม่อาจรับได้ดังนี้แล้ว ก็เก็บบาตรเข้าถลก ปลดดุมจีวร กลับไปถ้ำกสกะเลย
เก็บบาตรไว้ใต้เตียง พาดจีวรไว้ที่ราวจีวร นั่งลงอธิษฐานความเพียรว่า เราไม่
บรรลุพระอรหัต จักไม่ออกไปจากถ้ำดังนี้
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 14 หน้า 339
แล้วนี่เป็นกิเลส หรือ ไม่
บอกว่าเป็นโลภะ
การอธิษฐานจิต ไปอ่านดูใหม่นะครับ
Quoteไม่ถูกซะทีเดียวครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า การทำบุญไม่ยิ่งใหญ่เท่าการเจริญสติ การปฏิบัติตนตามทางสายเอก สติปัฏฐาน ๔ โดย มีอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน จะสามารถบรรลุ มรรคผลได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
อินทรีย์พละอย่างกลาง 7 เดือน อย่างอ่อน 7 ปี ...... ยกตัวอย่าง พระสารีบุตร ปฏิบัติเช้นนี้ด้วยอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน ก็ได้อรหันต์มรรค.......
ไม่ถูกต้องครับ
เพราะในมหาสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาส์ ไม่กล่าวอย่างนี้
[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ. ๔ ประการเป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้ได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... อินทรีย์... พละ... โพชฌงค์... อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ.
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 2 หน้า 629
สติปัฏฐาน ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับ อินทรีย์พละอย่างเดียว
แต่เป็นธรรมที่เป็นโพธิปักขิยธรรม
ต้อง อ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจึงวิเคราะห์ อย่ามองแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
:33:
Quoteผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ
ไม่ผิด ครับ เพราะพระพุทธรูป แปลว่ารูปของพระพุทธเจ้า
เนื่องจากเราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วจะจิตนาการพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
รูปปั้นเค้าปัน ตามตำราลักษณะมหาบุรุษ อาจจะเสริมจิตนาการไปบ้าง แต่ก็มีตำราบอกว่าลักษณะเป็นอย่างไร?
ดังนั้น พระพุทธรูป เป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า จริงหรือไม่?
แล้ว นึกถึงพระพุทธรูป แล้ว ไม่เท่ากับนึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
Quote
แล้วก็เรื่อง สมถะ 40 เนี่ย ผมว่า จำผิดหรือเปล่าครับ จริงๆมันต้องเป็นกรรมฐานมีทั้งหมด 40 กองไม่ใช่เหรอครับ
ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ซึ่งไม่ใช่สมถะ ครับ สมถะเป็นสมาธิพื้นมากๆ
จำไม่ผิดครับ
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6
ดูที่นี่ได้ครับ :33:
สมถกรรมฐาน ๔๐ เรียกได้หลายอย่าง
ในพระไตรปิฎกก็มี
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=4802
สมถะ คือ การทำให้จิตสงบระงับจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองเร่าร้อนทั้งหลาย จนจิตใจไม่มีอาการดิ้นรน ไม่กระสับกระส่ายตลอดเวลาที่กิเลสเหล่านั้นสงบระงับอยู่ อุบายหรือวิธีการนั้นก็ได้แก่ การเจริญกัมมัฏฐาน การเพ่งกัมมัฏฐาน คือ หน่วงเอากัมมัฏฐานมาเป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง ซึ่งสมถกัมมัฏฐานนั้น มีจำนวนถึง ๔๐ จัดได้เป็น ๗ หมวด ดังคาถาที่ ๓ ที่ ๔ แสดงว่า
๓. กสิณาสุภานุสฺสติ ทสธา ทสธา ฐิตา
จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย สญฺเญกาหาร นิสฺสิตา ฯ
กสิณ อสุภะ อนุสสติ ตั้งอยู่แล้วโดยประเภทอย่างละ ๑๐ อย่างละ ๑๐, อัปปมัญญา ๔, สัญญาที่อาศัยอาหารเป็นอารมณ์ ๑
๔. เอกญฺจ ววตฺถานมฺปิ อรูปา จตุโร อิติ
สตฺตธา สมถกมฺมฏฺ ฐานสฺส ตาว สงฺคโห ฯ
แม้การเพ่งธาตุ ๑, อรูป ๔ นั้น (ก็นับ)ด้วย รวมสมถกัมมัฏฐานเป็น ๗ หมวด (จำนวน ๔๐) ดังกล่าวมาฉะนี้
มีความหมายว่า ในการเจริญสมถภาวนานั้น มีอารมณ์สำหรับเพ่ง ที่เรียกว่า สมถกัมมัฏฐาน รวม ๗ หมวด
เป็นกัมมัฏฐาน ๔๐ คือ
หมวดที่ ๑ กสิณ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ทั้งปวง
หมวดที่ ๒ อสุภะ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ไม่งาม
หมวดที่ ๓ อนุสสติ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ตามระลึก เช่นตามรู้ลมหายใจอานาปานสติ
หมวดที่ ๔ อัปปมัญญา ๔ กัมมัฏฐานว่าด้วย แผ่ไปไม่มีประมาณ
หมวดที่ ๕ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ กัมมัฏฐานว่าด้วย หมายรู้ความปฏิกูลในอาหาร
หมวดที่ ๖ จตุธาตุววัตถานะ ๑ กัมมัฏฐานว่าด้วย กำหนดธาตุทั้ง ๔
หมวดที่ ๗ อรูป ๔ กัมมัฏฐานว่าด้วย อรูปกัมมัฏ
วิปัสสนาภูมิ
วิปัสสนาภูมิ คือ พื้นเพในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น มี ๖ ได้แก่
๑.ขันธ์ ๕ ๒.อายตนะ ๑๒ ๓.ธาตุ ๑๘
๔.อินทรีย ๒๒ ๕.ปฏิจจสมุปปาท ๑๒ ๖.อริยสัจจ ๔
แต่ข้อ๑ ถึงข้อ ๔ และข้อ ๖ รวม ๕ ข้อนี้ ได้แสดงไว้แล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ ส่วนข้อ ๕ ปฏิจจสมุปปาทนั้น ก็ได้กล่าวไว้ในคู่มือปริจเฉทที่ ๘ แล้ว จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำในที่นี้อีก
Quoteศสานาพุทธเป็น เรื่องของเหตุผลอยู่แล้วครับ ...action = reaction
ให้ความรู้นะครับ เหตุผล เค้าไม่ค่อย ใช้คำว่า action and reaction แปลว่า กระทำและการโต้ตอบ
จริงๆ เค้าใช้ว่า cause and effect :01:
สนุกดีนะครับเนี่ย
อ่านทุกประโยคเลย :12:
หลังๆเริ่มเห็นวี่แววของอารมณ์เจืออยู่ในคำพูด
ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็ขออภัยครับ
อาจเป็นที่วิธีการใช้ภาษาที่ทำให้คนส่วนมากเข้าใจไปว่าแบบนั้น
แบบนั้นหมายถึงแบบใช้อารมณ์น่ะนะ
:22: < ยิ้มอย่างเป็นนัย
Quote from: tao on 14 Jan 2007, 14:28 น.
:22: ยิ้มอย่างเป็นนัย
:26: ยิ้มอย่างไม่เป็นนัย
Quote from: i-Palm on 14 Jan 2007, 11:49 น.
เดินเข้ามาทำตัวลีบๆ แล้วจากไป
:32:
ไปตีมอนต่อใช่เปล่าปาล์ม :43:
เราต้องทำความเข้าใจก่อน นะครับ ว่า
พระพุทธศาสนา เป็นเรื่อง หลักของเหตุผล.....
ทุกอย่างที่ผม โพสต์ไป สามารถพิสูจน์ได้ จริงครับ และถ้าใครอ่านแล้วนึกตามจะเห็นภาพครับ
อย่างเช่นการอธิษฐานจิต ถ้ายกเอาตัวอย่างมาใช้ ในสมัยพุทธกาล ที่ชาร์ปบอกว่า ยาจกตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบรรลุธรรม
มันเปรียบกับการที่คน มาทำบุญในสมัยนี้ไม่ได้หรอกครับ
คือ เขาตั้งอธิษฐานจิต แล้วปฏิบัติตาม ในทางที่ถูกต้อง
มันเหมือนให้สัญญาต่อผ้าขี้ริ้วว่า เราจะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า...
อย่างเคร่งขัด แล้วปฏิบัติตาม จึ่งได้ดังนั้น (เห็นมั้ยมันเป็นเหตุเป็นผลกัน)
แต่ปัจจุบัน ยกมือขึ้นหัวแล้วขอให้ได้บุญโดยที่ไม่ประพฤติปฎิบัติตามคำสอน เลยนี่
มันไม่ใช่แล้วมั้งครับ.... มันไม่เห็นเหตุแล้ว จะให้เห็นผลได้อย่างไร.....
Quote
ไม่ถูกต้องครับ
เพราะในมหาสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาส์ ไม่กล่าวอย่างนี้
[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ. ๔ ประการเป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้ได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... อินทรีย์... พละ... โพชฌงค์... อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ.
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 2 หน้า 629
สติปัฏฐาน ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับ อินทรีย์พละอย่างเดียว
แต่เป็นธรรมที่เป็นโพธิปักขิยธรรม
ต้อง อ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจึงวิเคราะห์ อย่ามองแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
ข้อความที่แอบอ้างมามันสนับสนุน วิธีปฏิบัติของธรรมกายตรงไหน เหรอครับ
อย่างเช่น = " พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ."
ผมว่าตรงข้ามกันเลยด้วยซ้ำ....
อย่างเช่นท่านบอกว่า ทางสายเอกคือ สติปัฏฐาน ๔
ผมถามหน่อยการฝึกให้เพ่ง ไปให้เห็นดวงแก้ว หรือที่เรียกว่าฝึกสมถะนั่นน่ะ
มันใช่ การฝึกแบบสติปัฏฐาน ๔ หรือครับ ?
Quote
ไม่ผิด ครับ เพราะพระพุทธรูป แปลว่ารูปของพระพุทธเจ้า
เนื่องจากเราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วจะจิตนาการพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
รูปปั้นเค้าปัน ตามตำราลักษณะมหาบุรุษ อาจจะเสริมจิตนาการไปบ้าง แต่ก็มีตำราบอกว่าลักษณะเป็นอย่างไร?
ดังนั้น พระพุทธรูป เป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า จริงหรือไม่?
แล้ว นึกถึงพระพุทธรูป แล้ว ไม่เท่ากับนึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
กาลามสูตรครับ........ เห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เห็นตัวตน เห็นความจริงในตัวท่านต่างหากละครับ..
มีที่ไหนให้นั่งคิดถึงพระพุทธรูปแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำแบบนั้นมันไม่รุ้สึกถึงความเป็นตัวตนมากไปเหรอครับ....
รบกวนชาร์ป เอา ความหมาย ของพุทธานุสติ มาให้ ดูดีกว่าครับ ถ้าคนอื่นอ่านแล้วเขาคงเข้าใจ
อย่าหาว่าผมตีความหมายหลักธรรมเลยครับ
เพราะ ผมเชื่อว่า ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจริงๆจะรุ้ว่าเขาไม่ได้เน้นให้คิดถึงพระพุทธเจ้า....ที่เป็นองค์ๆ แบบนั้น....
Quote
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=4802
ด้วยความเคารพครับ ลิ้งนี้ สนับสนุน เหตุผลชาร์ปตรงไหนครับ
โดยเฉพาะ ความคิดเห็นที่ 5 น่ะครับ เขาพูดถึง สมถกรรมฐาน
กับวิปัสสนากรรมฐานไว้อย่างชัดเจนแล้วนิครับ ถ้าใครอ่านเขาก็คงรู้ละครับว่า
วิปัสสนากรรมฐาน จะไปทางสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นทางสายเอก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นี่ครับ
แล้วแถมยังบอกว่า สมถะ สามารถทำได้ทั่วไปด้วยนิครับ
Quote
"1.ที่น้องฝึกเรียกสมถกรรมฐาน น้องฝึกได้ดัครับในการกำหนดลมหายใจเรียกอานาปานสติ
เป็นสมถะคือฝึกแล้วจิตจะสงบลงจนเกิดฌาณได้ครับน้องอาจยังไม่ถึง
น้องแค่จิตสงบ อาจมีปิติ อิ่มใจ ส่วนการที่จิตคิดไป เรียก ฟุ้งซ่าน เป็นนิวรณ์ ศัตรูของสมาธิ
สมถะอาจติดสุขเช่นหลวงตาบัวท่านบอกติดสุขตั้ง 7 ปี
ครับ ต้องยกจิตสู่วิปัสสนาคืดรู้ตามจริง
2.ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน บรรลุธรรมโดยตรง แค่น้องน้อมจิตที่สงบที่
ได้เพียงชั่วขณะเรียกขณิกสมาธิก็พอไม่ต้องถึงฌาณ มากำหนดรู้ในกาย
เวทนา จิต ธรรม เช่น น้องคิด ก็กำหนดว่าคิดหนอ ได้ยินหนอถ้าได้ยิน
ปวดก็กำหนดปวดหนอ ฯลฯ ตามจริง มีกิเลศก้รู้ฯลฯ "
** อันนี้อ้างจาก เว็บที่ชาร์ปให้มา เลยนะครับ...
Quote
จำไม่ผิดครับ
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6
งั้นผมขออนุญาติแอบอ้างลิ้งนี้นะครับ ใครผิดใครถูกไปดูเอาเองนะครับ...
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน)
สุดท้าย ผมขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน โปรดอ่านอย่างมีสติใช้หลักเหตุผลวิเคราะห์ดูดีๆนะครับ
ผมไม่อยากให้ ใครเข้าใจผิด บางอย่างมันอาจจะมีในข้อสอบของ เด็กๆมัธยม ถ้ามันไม่ถูกต้อง
เดี๋ยวจะจำเอาไปทำข้อสอบผิดๆถูกๆเอานะครับ :42:
พูดถึงเรื่องการตีความหมาย ของศาสดาเนี่ย ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่า ใครกันแน่ที่อ้างนู่นอ้างนี่มาโดยตลอด
แล้วก็ตีความ ไม่ได้เกี่ยวกับที่อ้างมาเล้ย...
เพราะจริงๆแล้ว การที่ตีความมันไม่ผิดหรอกครับ มันจะผิดที่ตีไม่ถูกต้องนี่ซิ....
"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา" อันนี้มีจริงครับ ธรรมกาย มีจริงครับ แต่ ตีความถูกหรือไม่ มันอีกเรื่องครับ
ด้วยความเคารพครับ.......
ทุกสิ่งที่โพสต์ผมไป แม้ว่าจะอ่านแล้วรู้สึกว่าแฝงด้วยอารมณ์บ้าง แต่ ไม่ได้เกิดจากโทสะแม้แต่น้อย ผมกลับรู้สึกนิ่งกว่าเมื่อคืนซะอีก
*** มาแก้ไข ส่วนที่เคยบอกว่าสมถะ เป็นอุปสรรค์ต่อการวิปัสสนา นิดหน่อยครับ พอดีผมเข้าใจผิด นิดหนึ่ง จริงๆมันเป็นได้ทั้งอุปสรรค์และพื้นฐาน ครับ.....ขอโทษด้วยครับ
:46:
อ้างถึงไตรปิฎก ตาสีตาสายายมียายมา งงกันตามๆ กันละครับ :42:
เอก็เป็นหนึ่งในกลุ่มตาสีตาสานะนั้น
อย่าว่าแต่ตาสีตาสาเลยครับ
ที่เดินๆ ตามถนนนี่ไม่รู้ว่าจะไม่งงหรือไม่ :08:
:46: โห ขอคารวะเลย
ได้ความรู้เยอะมากเลยครับ แต่ว่าทำไมผมยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า มันไกลๆ ยังไงชอบกล
ป.ล. ชาร์ป ได้ทีมไปแข่งหรือยังเนี่ย
ยังเลย :05:
Quote from: ชาร์ป on 06 Jan 2007, 23:11 น.
ที่คิดทีมไว้คือ
1.ตั้ง
2.ครูนิด
3.ป้าแป้ง
ครูนิดนี่ยังติดต่อไม่ได้
ป้าแป้งด้วย ช่วงนี้ยังไม่เห็นออนเลย :16:
จริงๆเข้ามาจะตอบนานแล้วค่ะ ว่าสนใจเหมือนกัน
แต่เห็นสาระล้วนๆเลยไม่กล้าโพส กลัวจะเป๋จู๋
เพราะทุกวัน แค่ศีล 5 ยังรักษาได้ไม่ครบเลยค่ะ
นิพพาน คงไม่ต้องพูดถึง :46:
เชิญสาระต่อได้ค่ะ :22:
ไม่เป๋ครับครูนิด ถูกต้องตามวัตถุประสงค์กระจู้ทุกประการ
///
Quoteอย่างเช่นการอธิษฐานจิต ถ้ายกเอาตัวอย่างมาใช้ ในสมัยพุทธกาล ที่ชาร์ปบอกว่า ยาจกตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบรรลุธรรม
มันเปรียบกับการที่คน มาทำบุญในสมัยนี้ไม่ได้หรอกครับ
เข้าใจผิดแล้วครับ
ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น อการิโก ครับ
ไม่กำจัดกาล เวลา ยุค สมัย
และ
Quote
บางคนบอกว่า ทำบุญนิดๆแต่อธิษฐานเยอะเป็นการค้ากำไรเกินควร จริงๆแล้วไปดูแบบอย่างในพระไตรปิฏกนะครับ
แค่ถวายผ้าขี้ริ้วผืนเดียว
เค้ายังอธิษฐานจิตว่าให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าได้บรรลุ
(พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์)
แอบอ้างจากตัวเอง
เข้าใจผิดครับ
การถวายผ้าขี้ริ้วแด่พระพุทธเจ้า = การทำทาน
แล้วจึงอธิษฐานจิตครับ
และก็ไม่ใช่อธิษฐานจิต แล้วบรรลุธรรมครับ
เค้าอธิษฐานขอให้เค้าได้้ บรรลุธรรม ครับ
Quoteคือ เขาตั้งอธิษฐานจิต แล้วปฏิบัติตาม ในทางที่ถูกต้อง
มันเหมือนให้สัญญาต่อผ้าขี้ริ้วว่า เราจะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า...
อย่างเคร่งขัด แล้วปฏิบัติตาม จึ่งได้ดังนั้น (เห็นมั้ยมันเป็นเหตุเป็นผลกัน)
เข้าใจผิดครับ
ประเด็นนี้ผมบอกว่า
แม้เค้าทำบุญเล็กน้อย ถวายผ้าขี้ริ้วแด่พระพุทธเจ้า
เค้ายังอธิษฐานจิตเลยครับ
แสดงว่า เวลาเราทำบุญ แม้เล็กน้อยแล้วอธิษฐานจิต จึงไม่แปลกอะไร
และผมก็ไม่บอกว่า อยู่ๆอะไรๆก็อธิษฐาน
แต่ทำบุญแล้วอธิษฐาน ครับ
และบุญนี้ไม่ใช่เฉพาะทาน แต่เป็นบุญกิริยาวัตถุ 10
บุญกิริยาวัตถุ 10
1. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ
2. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี
3. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือฝึกอบรมจิตใจ
4. อปจายนมัย ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม
5. เวยยาวัจจมัย ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้
6. ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
7. ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น
8. ธัมมัสสวนมัย ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้
9. ธัมมเทสนามัย ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้
10. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง
ที.อ. 3/246
Quoteแต่ปัจจุบัน ยกมือขึ้นหัวแล้วขอให้ได้บุญโดยที่ไม่ประพฤติปฎิบัติตามคำสอน เลยนี่
มันไม่ใช่แล้วมั้งครับ.... มันไม่เห็นเหตุแล้ว จะให้เห็นผลได้อย่างไร.....
ถูกแล้วครับ
การยกมือขึ้นหัวนั้น ไม่ได้จัดอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 10
ไม่ได้เป็นสิ่งที่บุญกุศล ดังนั้นการอธิษฐานจึงไม่เป็นผล
รบกวนจักรี อธิบายเรื่อง
อธิษฐาน กับ อธิษฐานบารมีให้หน่อยครับว่าเข้าใจว่าอย่างไร
Quoteข้อความที่แอบอ้างมามันสนับสนุน วิธีปฏิบัติของธรรมกายตรงไหน เหรอครับ
เข้าใจผิดครับ
ไม่ได้ยกมา สนับสนุน วิธีปฏิบัติของธรรมกายเลย แต่ยกมาบอกว่า
Quote
ไม่ถูกซะทีเดียวครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า การทำบุญไม่ยิ่งใหญ่เท่าการเจริญสติ การปฏิบัติตนตามทางสายเอก สติปัฏฐาน ๔ โดย มีอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน จะสามารถบรรลุ มรรคผลได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
อินทรีย์พละอย่างกลาง 7 เดือน อย่างอ่อน 7 ปี ...... ยกตัวอย่าง พระสารีบุตร ปฏิบัติเช้นนี้ด้วยอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน ก็ได้อรหันต์มรรค.......
เข้าใจผิดครับ
สติปัฏฐาน ไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับ อินทรีย์พละอย่างเดียว
แต่เป็นธรรมที่เป็นโพธิปักขิยธรรม
[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ. ๔ ประการเป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้ได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน... อิทธิบาท... อินทรีย์... พละ... โพชฌงค์... อริยมรรค
มีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ.
มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 2 หน้า 629
Quote
อย่างเช่นท่านบอกว่า ทางสายเอกคือ สติปัฏฐาน ๔
ผมถามหน่อยการฝึกให้เพ่ง ไปให้เห็นดวงแก้ว หรือที่เรียกว่าฝึกสมถะนั่นน่ะ มัน
มันใช่ การฝึกแบบสติปัฏฐาน ๔ หรือครับ ?
ผมรบกวน จักรีอธิบายความหมายของ สติปัฏฐาน ๔ ก่อนครับ
ว่าจักรีเข้าใจแบบไหน
Quoteกาลามสูตรครับ........ เห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เห็นตัวตน เห็นความจริงในตัวท่านต่างหากละครับ..
มีที่ไหนให้นั่งคิดถึงพระพุทธรูปแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำแบบนั้นมันไม่รุ้สึกถึงความเป็นตัวตนมากไปเหรอครับ....
รบกวนชาร์ป เอา ความหมาย ของพุทธานุสติ มาให้ ดูดีกว่าครับ ถ้าคนอื่นอ่านแล้วเขาคงเข้าใจ
อย่าหาว่าผมตีความหมายหลักธรรมเลยครับ
เพราะ ผมเชื่อว่า ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจริงๆจะรุ้ว่าเขาไม่ได้เน้นให้คิดถึงพระพุทธเจ้า....ที่เป็นองค์ๆ แบบนั้น....
เข้าใจผิดครับ
ก็จักรี บอกเองว่า
Quoteผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ
พุทธานุสติของ จักรี ที่จักรีเข้าใจเป็นแบบไหนครับ รบกวนอธิบายให้ผมก่อน
แอบอ้างอันล่างนี้ ไม่เกี่ยวกับอันบน นะครับ
Quote
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=4802
ด้วยความเคารพครับ ลิ้งนี้ สนับสนุน เหตุผลชาร์ปตรงไหนครับ
โดยเฉพาะ ความคิดเห็นที่ 5 น่ะครับ เขาพูดถึง สมถกรรมฐาน
กับวิปัสสนากรรมฐานไว้อย่างชัดเจนแล้วนิครับ ถ้าใครอ่านเขาก็คงรู้ละครับว่า
วิปัสสนากรรมฐาน จะไปทางสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นทางสายเอก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นี่ครับ
แล้วแถมยังบอกว่า สมถะ สามารถทำได้ทั่วไปด้วยนิครับ
สนับสนุนจักรี ตรงนี้ครับ
Quoteแล้วก็เรื่อง สมถะ 40 เนี่ย ผมว่า จำผิดหรือเปล่าครับ จริงๆมันต้องเป็นกรรมฐานมีทั้งหมด 40 กองไม่ใช่เหรอครับ
ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ซึ่งไม่ใช่สมถะ ครับ สมถะเป็นสมาธิพื้นมากๆ
Quote
จำไม่ผิดครับ
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6
งั้นผมขออนุญาติแอบอ้างลิ้งนี้นะครับ ใครผิดใครถูกไปดูเอาเองนะครับ...
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน)
สมถกรรมฐาน ๔๐ เรียกได้หลายอย่าง
ในพระไตรปิฎกก็มีครับ
ที่ผมยกมาสนับสนุน จักรี เองนั้นแหละครับ
กระทู้นี่สนุกจริงๆ
สาระแน่นเอี๊ยด :12:
ที่บอกว่า อ่านยากตาสีตาสาไม่รู้เรื่อง
เราว่า อ่านดีๆก็เข้าใจนะครับ อ่านๆมานี่
บางอันต้องใช้เวลาคิดตามอยู่ แต่ก็ทำความเข้าใจได้นะ
มันคงไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินเข้าใจ แต่ไม่ค่อยมีใครมาเล่าให้เราฟังเท่านั้นเอง
(หรือจริงๆคือ เราไม่ได้คิดจะฟังนั่นล่ะ :30:)
ไม่น่ายากที่จะอ่านเข้าใจ แต่คงไปยากอีตรงปฏิบัติมากกว่า
อย่างที่พี่เก้อบอกถูกต้องแล้วครับ
มันเข้าใจได้เพราะผมก็อธิบาย ในฐานะปุถุชนธรรมดาที่เข้าใจ มาแบบนี้เหมือนกัน
พุทธานุสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์
— recollection of the Buddha; contemplation on the virtues of the Buddha)
ความหมายที่ถูกต้องไม่ได้ขึ้นอยุ่ที่คุณหรือผม ผมเอามาให้อ่าน
แต่ผมอ่านแล้ว มันไม่ได้หมายถึงพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าเป็นองค์แบบรูปกายภายนอกแบบนั้นแน่ๆ
ที่ผมบอกว่า จริงๆ ใครเข้าใจคำนี้ ของผมบ้างนะ..
แต่มันไม่สำคัญหรอกเพราะผมเป็นเพียงหนึ่งและไม่มีอิทธิผลต่อความคิดใครเท่าไร แต่.......
ถ้าทางวัดธรรมกาย ไปตีความหมายว่าให้นึกถึงพระพุทธรูปให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ที่เป็นเพียงรูปกายภายนอกแล้วละก็
ให้ วิเคราะห์เอาเองว่าจะมีอิทธิพลต่อผู้เลือมใสแค่ไหน...
Quoteครับ นึกดวงแก้วเป็นนิมิตไงครับ เหมือนพวกกสินเพ่ง ไฟ เพ่ง น้ำ
เดี๋ยวจะมาเพิ่มเติมต่อพรุ่งนี้
คือการเพ่ง อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่าครับ เช่นการ การนั่งสมาธิเพ่งไฟ
ก็เพ่งไฟเพียงอย่างเดียวและรับรู้เพียงอารมณ์เดียวแบบนี้รึเปล่าครับ ? แน่ใจเหรอครับว่านั่นเป็น สติปัฏฐาน ๔ ?
ถ้างั้นผม เอาความหมายสติปัฏฐาน ๔ มาให้อ่าน นะ
สติปัฏฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง - foundations of mindfulness)
1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน
(การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง ว่า เป็นเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา -
contemplation of the body; mindfulness as regards the body)
2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน
(การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา
ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of feelings; mindfulness as regards feelings)
3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต
ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind; mindfulness as regards thoughts)
4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม
ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind-objects; mindfulness as regards ideas)
///
นี่ธรรมกายเขาตีความหมายว่ามันคือการเพ่งกสิน หรือทำสมาธิอยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหรอครับ .... .....
ผมกำลังชี้ให้เห็นว่าทำไม ? คนอื่นเขาถึงเข้าใจว่า วัดธรรมกายบิดเบือนคำสอน
เพราะ จุดนี้นี่เอง แหละครับ จริงๆผมน่ะ บอกไปแล้วเรื่องทานศิล กับ ภาวนา
ขนาดในขั้นทานศิลยังโดนตีความหมาย แบบนี้เลย คิดดูซิครับ
เวลาภาวนา จะขนาดไหน... ยกตัวอย่างอย่างที่เราถกกันหน้าแรกๆเรื่องนิพพาน
ทุกคนต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า นิพพาน มันคือภาวะที่จิตว่างเปล่า หรือหลุดพ้นอะไรนั่นน่ะ
ถ้าปฏิบัติตามธรรมกาย ที่บอกให้เพ่งกสินเนี่ย แล้วเกิดเป็นนิมิตรดวงแก้วเนี่ย...
มันจะหลุดพ้น หรืออยู่ในภาวะว่างเปล่าได้ไงครับ.........?????? ในเมื่อจิตมันคิดจะเห็นแต่ดวงแก้ว
แต่ถ้ายิ่งบอกว่า การปฏิบัติแบบนี้ สามารถไปถึงนิพพานได้ละก็ คงเป็น
อย่างที่ คุณจิ้มจุ่มนาโน บอกเลยครับ ธรรมกายอยู่แค่ตีนเขาแล้วบอกคนว่านี่คือยอดเขา ยอดด้วนนั่นเอง.....
Quoteสมถกรรมฐาน ๔๐ เรียกได้หลายอย่าง
ในพระไตรปิฎกก็มีครับ
ผมไม่อยากถามเลยว่าอยุ่หน้าไหนตรงไหน :42:
ก็ที่ผมยกมาให้ดูนั่นแหละครับ มาจากพระไตรปิฎกเลย บอกไว้ชัดเจนด้วย กรรมฐาน มี 40 กอง
สมถกรรมฐาน เป็นหนึ่งใน 40 กอง รวมถึง วิปัสสนากรรมฐานด้วย ส่วน
สติปัฏฐานเป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งพระพุทธเจ้ายอมรับว่า คือทางสายเอก
ยกมาเป็นรอบที่สาม
" พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อก้าวล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ
สติปัฏฐาน ๔ ประการ."
เอาละหวังว่าคงไม่ต้องยกมาเป็นรอบที่ 4
ขอยืนยันคำเดิม โปรดใช้สติ วิเคราะห์และคิดตามจะเห็นความจริง เองครับ......
:46:
ตำราทางศาสนานี่แปลกนะ ไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ อิสลาม ไมคล้าย ๆ ที่ต้องยกคำพูดมาอ้าง อาจจะเพราะคนเขียนตำรา (ไม่ว่าจะไตรปิฎก หรือไบเบิ้ล) ล้วนแต่เป็นศิษย์รุ่นหลังหรือเปล่า ที่แปลกใจเพราะ มันดูไม่เหมือนตำรา (หรือมันไม่ใช่ตำรา :09:) ข้อความบางอย่างมันก่อให้เกิดความคลุมเครือต่อการตีความ แล้วก็อ้างอิงกันไปกันมาแบบนี้
เรื่องชาเขียวของผมเอาไว้ก่อนนะ ยังไม่ถึงช่วงโฆษณา :26:
จู๋ นี้ผมโนนิโสฯ แล้ว
ก็เช่นนั้นเองครับ :33:
ห้องศาสนาในพันทิพ เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นคลาสสิคเลยนะครับ
มันจะมีมาเรื่อยๆ แล้วก็ถกกันเรื่อยๆ แล้วก็จบลงด้วยการทางใครทางมัน
แถมความขุ่นเคืองใจติดกลับกันไปทั้งคู่
ดีที่ของเราเป็นบทสนทนาที่เผื่อแผ่ความรู้แก่ผู้อ่านล้วนๆ :12:
เรื่องตีความคัมภีร์นี้ ขนาดอิสลาม ซึ่งผมเชื่อว่ามีข้อบัญญัติที่ครอบคลุมชัดเจน
แทบทุกเรื่อง ทั้งยังไม่ได้เป็นการรวบรวมใหม่ แต่เขียนโดยศาสดาเอง
มีข้อกำหนดการปฏิบัติตนแยกย่อยยิบๆให้ปฏิบัติตาม ไม่ต่างจากกฎหมาย
ก็ยังตีความกันไปไม่รู้กี่นิกายเลยนี่เนาะ
เรื่องตีความคลุมเครือนี่ไม่แปลก ของมันเขียนมาตั้งกี่พันปแีแล้ว
แค่รัฐธรรมนูญเขียนมาไม่กี่ปียังตีความได้หลายอย่างเลย
เอาเป็นว่าผมอ่านมาสรุปแล้ว ผู้นับถือพุทธที่ไม่เห็นด้วยกับธรรมกาย มองธรรมกายเป็นมหายานแบบหนึ่งหรือเปล่าครับ
.... พอดีผมมองอย่างนั้น :39: :42:/
Quote from: หมอแมว on 15 Jan 2007, 09:49 น.
เรื่องตีความคลุมเครือนี่ไม่แปลก ของมันเขียนมาตั้งกี่พันปแีแล้ว
แค่รัฐธรรมนูญเขียนมาไม่กี่ปียังตีความได้หลายอย่างเลย
เอาเป็นว่าผมอ่านมาสรุปแล้ว ผู้นับถือพุทธที่ไม่เห็นด้วยกับธรรมกาย มองธรรมกายเป็นมหายานแบบหนึ่งหรือเปล่าครับ
.... พอดีผมมองอย่างนั้น :39: :42:/
ใช่ครับ
และผมก็สงสัยว่า ในเมื่อ แบบนั้นทำไมไม่เป็นมหายานไปเลย
หรือตั้ง นิกายใหม่ไปเลย หรือๆๆ อะไรไปเรื่อย :12:
ใช่ครับก็ประมาณนั้นแหละครับ ถ้าบอกว่าตนไม่ใช่เถรวาท ก็คงไม่ผิดหรอกครับ ถ้าบอกว่าปฏิบัติสมถะ
แล้ว สามารถไปถึงเป้าหมายได้ ก็ไปแนวมหายาน ก็ได้ ....
เรื่องตีความเนี่ย จริงๆผมก็พยายามหลีกเลี่ยงการยกมาอ้างโดยตลอด คือผมบอกตลอดเรื่องเชื่อเหตุผลเนี่ย ที่ผมเชื่อ และนับถือศาสนาพุทธ เพราะ แก่นจริงๆแล้ว มันมีเหตุมีผล ของมัน แต่ผมไม่ได้บอกว่า
ศาสนาอื่นไม่มีเหตุผลนะ ......แต่เรื่องความเชื่อนี่มันพูดกันอยาก
พุทธสอนให้เชื่ออย่างมีสติ ใช้ปัญญาในการเชื่อ .......... ซึ่งถ้าอันไหนเราเห็นว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผล
กัน เราก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น คำสอนของศาสดาก็ด้วย เพราะท่านก็คงไม่ดีใจนักหรอกถ้าอ่าน
แล้วเชื่อเลย ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์และทดลองก่อน......
งั้นแบบนี้ พี่ เชฟจักรี
กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล เรียกว่า เกสปุตตสูตร ก็มี
กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ
๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่
ปัจจุบันได้เกิดแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ ๒๕๐๐ ปีก่อนบรรจุไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในประเทศพัฒนาแล้ว เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking)
สุดยอดครับ
เอื้อมไม่ถึงครับ :12:
กาลามสูตร 10 :25:
น่าเสียดายมากนะครับ
ทั้งที่เรามีวัฒนธรรมพุทธเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
สามารถแตกยอดออกมาใช้กับการศึกษาได้เป็นอย่างดี
แต่ทำไมวัฒนธรรมเรื่องมีเหตุมีผล(กฏแห่งกรรม) กาลามสูตร ในพุทธศาสนา
ไม่เคยมีอยู่ในสังคมไทยเลย ต่างกับวัฒนธรรมการทำบุญทำทาน
ที่แข้มแข็งเสียจนมากเกินพอดี กลายเป็นเรื่องบ้าบุญกันไป
มันดูตรงข้ามกันไหมครับ ในขณะที่สังคมตะวันตกที่มีคริสตศาสนาเป็น
พื้นฐาน ที่เน้นเรื่องศรัทธาและความเชื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยเหนือสิ่งอื่น
กลับเป็นสังคมที่ส่งเสริม ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล critical thinking อย่างที่พี่ระจันว่า
จริงๆก็ทราบว่าเรื่องนี้มันมีหลายปัจจัยมากกว่าเรื่องของศาสนา
แค่อยากจะบอกว่า เรามีอาวุธทางปัญญาที่ทรงพลังที่สุดอย่างพุทธศาสนาอยู่ในมือแล้ว
แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา กลับมีความสามารถนำมันมาใช้ได้
เฉพาะเรื่องให้คนบ้าบุญเท่านั้นหรือเปล่า
:12: ใช่ครับพี่ระจัน แบบนั้นแหละครับ.....
พึ่งเห็นคำว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว :42:
+ พี่ระจัน :46:
+เก้อโดนใจในประเด็นนำเสนอที่สุด เรานับถือศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ในวิธีคิดและปฏิบัติกลับไม่ใช่ ฝรั่งมันมีศรัทธา แต่ในชีวิตจริงกลับแตกต่างกัน เป็นประเด็นชาเขียวที่ผมเขียนถึง หลังจากได้ไปสัมผัสแว๊บ ๆ กับธรรมกาย เมืองไทยเป็นอะไรที่น่ารักดี :42:
ครั้งที่ 1 ที่จักรีบอกเรื่อง พุทธานุสติ
Quoteผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ
ครั้งที่ 2 ที่จักรีบอกเรื่อง พุทธานุสติ
Quoteกาลามสูตรครับ........ เห็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เห็นตัวตน เห็นความจริงในตัวท่านต่างหากละครับ..
มีที่ไหนให้นั่งคิดถึงพระพุทธรูปแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำแบบนั้นมันไม่รุ้สึกถึงความเป็นตัวตนมากไปเหรอครับ....
รบกวนชาร์ป เอา ความหมาย ของพุทธานุสติ มาให้ ดูดีกว่าครับ ถ้าคนอื่นอ่านแล้วเขาคงเข้าใจ
อย่าหาว่าผมตีความหมายหลักธรรมเลยครับ
เพราะ ผมเชื่อว่า ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจริงๆจะรุ้ว่าเขาไม่ได้เน้นให้คิดถึงพระพุทธเจ้า....ที่เป็นองค์ๆ แบบนั้น....
ครั้งที่ 3 ที่จักรีบอกเรื่องพุทธานุสติ
Quoteพุทธานุสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์
— recollection of the Buddha; contemplation on the virtues of the Buddha)
ความหมายที่ถูกต้องไม่ได้ขึ้นอยุ่ที่คุณหรือผม ผมเอามาให้อ่าน
แต่ผมอ่านแล้ว มันไม่ได้หมายถึงพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าเป็นองค์แบบรูปกายภายนอกแบบนั้นแน่ๆ
พิจารณาคุณของพระองค์ = พุทธคุณ 9 ไงครับ
เรื่อง พุทธานุสติ
จักรีเข้าใจถูกต้องแล้วครับ เรื่องพุทธานุสติ
คือเข้าใจถูกส่วนหนึ่งแต่ไม่ครบครับ
พุทธานุสติ คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระคุณของพระองค์เป็นอารมณ์
ดังบทสรรเสริญพระพุทธคุณ
ที่สวดกันเป็นปกติครับ
อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู
อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตวา เทวมนุสสนัง พุทโธ ภควา
แปลเป็นไทย
อรหัง
พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่า อรหัง คือเป็นพระอรหันต์ เพราะพุทธองค์เป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสอย่างเด็ดขาด
กำจัดแล้วซึ่งกิเลสจนสิ้นแล้ว เป็นผู้ทำลายซึ่งกรรมแห่งสารจักรคือ อวิิชชา
เป้นผู้ควรได้รับความเคารพควรบูชา ควรแก่ทักษิณาทานและเป็นผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป
สัมมาสัมพุทโธ
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตัวเอง พบทางสายกลางคือ มัชฌมาปฏิปทา
วิชชาจรณสัมปันโน
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ วิชชาหมายถึง ความรู้ จรณะหมายถึงความประพฤติ
วิชชานี้มี วิชชา 3 วิชชา 8
จรณะมี 15 ประการ
สุคโต
เป็นผู้เสด็จไปดี มีทางไปที่ดี ทรงบรรลุถึงหนทางที่ดี จะไม่เสด็จกลับมาในโลกนี้อีก คือบรรลุพระนิพพาน
โลกวิทู
เป็นผู้รู้แจ้งโลก โลกนี้หมายถึง สัตวโลก และ สังขารโลก
ทรงรู้แจ้งสัตวโลก คือทรงรู้ความปรารถนาต่างๆของสัตว์ทั้งหลาย ทรงรู้ความแตกต่างของอินทรีย์สัตว์
ทรงรู้แจ้งสังขารโลก คือรู้แจ้งสังขาร ขันธ์ กรรม ธรรมทั้งที่เป็ฯกุศล อกุศล
อนุตตโร
หมายถึงยอดเยี่ยม เพราะพรุพุทธองค์เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเหนือกว่า หาใครเทียบไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงยอดเยี่ยมด้วยคุณคือ ศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ วิมุติคุณ วิมุตติญาณทัศนะคุณ
คุณเหล่านี้ไม่มีใครยิ่งกว่า
ปุริสทัมมสารถิ
ทรงเป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึก คือทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทรงฝึกมนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลาย
แม้แต่สัตว์เดรัจราจ
สัตถา เทวมนุสสนัง
ทรงเป็นศาสดา เป็นผู้นำของมนุษย์ เทวดา พรหม ทั้งหลาย
นำไปให้พ้นจากที่กันดาร คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เข้าถึงพระนิพพาน
พุทโธ
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่ได้ชื่อว่าพุทโธ เพราะได้ทำให้แจ้งในมรรคผลแล้ว สำเร็จจากการกระทำความบริสุทธิ์ของพระองค์เอง ไม่มีใครถวาย เรียกว่า เนมิตตกนาม
ภควา
มี 2 คำคือ คำที่ขึ้นต้นบท และ ภควาที่ลงท้าย มัความหายต่างกัน
ภควาแรก
เป็นคำร้องเรียกด้วยความเคารพว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ภควาหลัง
หมายถึงผู้จำแนกแจกธรรม ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมต่างๆ
อธิบายได้อีกว่า ที่ทรงเป็นภควาเพราะทรงมีบุญ 6 ประการ
1.อิสสริยะ เป็นผู้มีความเป็นใหญ่
บุญอิสสริยะมี 8 ประการคือ
1.หายตัวได้
2.เหาะได้
3.เนรมิตร่างกายให้ใหญ่ได้
4.เสด็จไปที่ใดๆ ก็ได้ตามพุทธประสงค์
5.เนรมิตให้เป็นรูปร่างต่างๆ สีสัมต่างๆกัน
6.มีอำนาจบังคับบัญชาตนเองตลอดจน มนุษย์ เทวดา พรหม
7.สามารถเข้าฌาณและทำอภิญญาได้ในทันทีที่ต้องการ
8.สามารถทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จเสร็จโดยรวดเร็ว
2.ธรรม ทรงได้โลกุตตรธรรม 9 คือมรรค4 ผล4 นิพพาน1
3.ยศ ทรงมีเกียรติยศชื่อเสียง แผ่ไปทั่วทั้งในหมู่มนุษย์ เทวดา พรหมโดยไม่ได้อวดอ้างโฆษณายกย่องพระองค์เอง
4.สิริ ทรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างงดงามสิริมงคล ชวนดูได้ไม่เบื่อ
เพียบพร้อมด้วย มหาปุริสลักษณะ 32 อนุพยัญชนะ 80
5.กาม(อันนี้แปลว่า ปรารถนา) เมื่อทรงประสงค์สิ่งใดก็สำเร็จสมประสงค์ทุกอย่าง
6.ประโยชน์ ทรงใช้ความเพียรทั้งกลางวัน กลางคืนเพื่อทำประโยชน์ให้สัตว์โลก
ทั้งหมดนี้คือ พุทธานุสติครับ ที่อยู่ในบทสวดมนต์อยู่แล้วครับ
และที่วัดก็ไม่สอนให้นึกแต่ พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าพระองค์จริงๆ อย่างเดียวครับ
แต่คือ ทั้งหมด นี้
จบเรื่องพุทธานุสติ
เรื่อง สติปัฏฐาน 4
ดังว่า จักรีเองยังไม่ได้ บทเทศน 69 กัณฑ์ ของพระมงคลเทพมุนีหรือ หลวงปู่วัดปากน้ำ
เพราะ หลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านอธิบายไว้เรียบร้อยแล้วครับ
กัณฑ์ที่ 43 สติปัฏฐานสูตร
(ถ้าผมพิมพ์เองมันจะใช้เวลานาน ลองไปหาอ่านเองดูก่อนนะครับ)
เรื่องกรรมฐาน 40
Quote
ผมไม่อยากถามเลยว่าอยุ่หน้าไหนตรงไหน
ก็ผมยกไปให้ดูไงครับ สมถกรรมฐาน หรือ กรรมฐาน 40 กอง เรียกแบบไหนก็ได้
จักรีเป็นคนบอกเอง ว่าไมแน่ใจว่าเรียกแบบไหน
ผมเลยยกหลักฐาน สนับสนุนจักรีเอง
:05:
จักรีครับ เรื่องการนั่งสมาธิของแบบธรรมกาย หลวงปู่วัดปากน้ำท่านอธิบายไว้หมดเรียบร้อยแล้วครับ
ว่าอะไร เกี่ยวกับอะไร ลองไปหาอ่านดูอ่ะครับ
หรือไม่ก็มาหาผมเดี๋ยวผมเอาให้อ่าน
Quote
คือการเพ่ง อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่าครับ เช่นการ การนั่งสมาธิเพ่งไฟ
ก็เพ่งไฟเพียงอย่างเดียวและรับรู้เพียงอารมณ์เดียวแบบนี้รึเปล่าครับ ? แน่ใจเหรอครับว่านั่นเป็น สติปัฏฐาน ๔ ?
ทำไมเค้าจัด กสิน 10 เข้ากับหลักของกรรมฐาน 40 วิธีครับ
Quote"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา" อันนี้มีจริงครับ ธรรมกาย มีจริงครับ แต่ ตีความถูกหรือไม่ มันอีกเรื่องครับ
ข้อนี้ผมยกขึ้นมาบอกว่าคำว่า ธรรมกาย ไม่ได้มั่วขึ้นมาเองครับ
Quote from: เก้อ on 15 Jan 2007, 11:02 น.
น่าเสียดายมากนะครับ
ทั้งที่เรามีวัฒนธรรมพุทธเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
สามารถแตกยอดออกมาใช้กับการศึกษาได้เป็นอย่างดี
แต่ทำไมวัฒนธรรมเรื่องมีเหตุมีผล(กฏแห่งกรรม) กาลามสูตร ในพุทธศาสนา
ไม่เคยมีอยู่ในสังคมไทยเลย ต่างกับวัฒนธรรมการทำบุญทำทาน
ที่แข้มแข็งเสียจนมากเกินพอดี กลายเป็นเรื่องบ้าบุญกันไป
มันดูตรงข้ามกันไหมครับ ในขณะที่สังคมตะวันตกที่มีคริสตศาสนาเป็น
พื้นฐาน ที่เน้นเรื่องศรัทธาและความเชื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยเหนือสิ่งอื่น
กลับเป็นสังคมที่ส่งเสริม ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล critical thinking อย่างที่พี่ระจันว่า
จริงๆก็ทราบว่าเรื่องนี้มันมีหลายปัจจัยมากกว่าเรื่องของศาสนา
แค่อยากจะบอกว่า เรามีอาวุธทางปัญญาที่ทรงพลังที่สุดอย่างพุทธศาสนาอยู่ในมือแล้ว
แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา กลับมีความสามารถนำมันมาใช้ได้
เฉพาะเรื่องให้คนบ้าบุญเท่านั้นหรือเปล่า
คนส่วนใหญ่ มองวัดพระธรรมกายว่า
บ้าบุญ แนวการนั่งสมาธิประหลาด
และก็ไม่ยอมเข้ามาพิสูจณ์เอง ที่วัด
ทั้งๆที่รู้หลักของ กาลามสูตร อยู่แล้ว
:05:
ขอบคุณพี่ระจัน พี่เก้อครับ +
ไม่ถามผมมั้งหรอว่า ทำไมถึงเข้าวัดพระธรรมกาย อยู่ที่วัด ทำบุญมาโดยตลอด
ศีล5 ปกติ ศีล8 วันพระ(บ้าง) นั่งสมาธิทุกวัน 1 ชั่วโมง+
มาวัดทุกอาทิตย์ต้นเดือน ทุกงานบุญ
ทำไมผม ถึงมุ่งมั่นจริงใจกับ ศาสนาพุทธมากนัก
โดยหวังที่จะนำคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เผยแผ่ ขยายมันออกไป
ทำไมผมชวนคนมาสอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า
ทำไมผมถึงรักวัดพระธรรมกาย มากขนาดนี้
ทำไมไม่ถามคนที่เข้าวัดพระธรรมกายแบบนี้มั้ง
ทำไมถึงจะมีข่าวที่ไม่ดีของวัดเมื่อ ปี 2542 คนยังมาเข้าวัดเยอะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมพวก dr. ต่างๆก็เข้าวัดเยอะขึ้นๆๆ คนพวกนี้ก็ไม่น่าโง่โดนหลอกได้
ทำไมเมื่อรู้หลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มาช่วยกันทำงานพระศาสนาละครับ
:05:
ทั้งๆที่รู้หลักของ กาลามสูตร อยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะยอมโดนด่า แล้วก้มหน้าก้มตาปั่นบอร์ดต่อไป
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะไม่มีทางเปิดตัวว่าเป็นธรรมกาย ให้โดนลุย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่หาหลักฐานมาประกอบเหตุผลของผมด้วย มันเหนื่อย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่พิมพ์ให้ยาวอะไรขนาด
แต่ผมว่า ฟ๐นต์เอง คุยกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง
และยอมรับฟัง เหตุผลซึ่งกันและกัน
ชาวพุทธยังลุยกับชาวพุทธเอง แล้วศาสนาพุทธมันจะอยู่ได้อย่างไรครับ
พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว
:12: กดปุ่ม อวดเพื่อน ได้เลยกระจู๋นี้
ผมว่าก็คุยกันดีนี่ :09:
น้อยใจนิดหน่อย :05:
และก็มาถึงหน้า 19 ยังไม่ได้ทีมไปแข่งเลย :05:
ไปตั้งกระทู้ที่Pantipสิครับ {หมีโหด}/
Quote from: ชาร์ป on 15 Jan 2007, 15:58 น.
น้อยใจนิดหน่อย :05:
ยังไม่ได้ทีมไปแข่งเลย :05:
พี่ชาร์ป น้อยใจเยอะแหละ ผมว่า :33:
ขอให้ได้ทีมครบโดยไว
ผมสัมผัสธรรมกายนะครับ
แม้ไม่เคยเข้าไปนั่งสมาธิแบบเห็นลูกแก้ว
แค่วิ่งวงแหวนตรงปทุมก็ผ่านแล้ว :43:
เอ้อผมดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวัน
จนเมียผมยังคิดว่าผมเป็นธรรมกายไปแล้ว
(คนนอกธรรมกายมองด้วยสายตาแปลกๆ จริงๆ นะครับ)
ผมชอบนะครับ ในบางครั้ง
แต่โดยองค์รวม ผมไม่สามารถจริงๆ ครับ
และผมก็กินอาหารจาก สันติอโศก เสมอ
และเดินผ่านรูปเคารพพระแม่มารี แห่งฟาติมา
ผมขอพรให้พระแม่คุ้มครองลูกสาวผมทุกวัน
ก่อนนอน ผมสวดมนต์จบ ขอพรพระพรหม
และสิ่งที่ผมเคารพ คุ้มครองครอบครัวผมด้วย
จิปาถะเคารพไปหมดแหละครับ
ใครจะว่าอย่างไร เยี่ยงไร ผมรับไว้หมดละครับ
ตอบชาร์ปก่อน ประเดี๋ยวจะว่าเป็นการไปล่วงล้ำอะไร
ที่พูดเรื่องบ้าบุญไป เป็นการพูดโดยทั่วๆไป
ส่วนความคิดเห็นต่อธรรมกายนั้น เราเฉยๆ ไม่มีความคิดเห็น
อ้อ มีเหมือนกัน คิดว่า ดีไซน์ต่างๆเกี่ยวกับธรรมกาย
ไม่ว่าจะสิ่งพิมพ์ สิ่งก่อสร้าง ภาพถ่าย ฯลฯ สวยมาก มีรสนิยม
เข้าใจว่ามีมืออาชีพคอยดูแลตรงนี้
ถ้าหากจะติดใจอยู่ ก็ตรงที่ทุกสิ่งที่สื่อผ่านออกมาเกี่ยวกับธรรมกาย
คงมีอะไรผิดพลาดเป็นแน่แท้ ที่ทำให้คนทั่วไปเกือบหมดประเทศ
เข้าใจไปในทางเดียวกันแบบนั้น ตรงนี้มีคนของทางธรรมกายเองหาสาเหตุไว้ไหมครับ
นอกจากประเด็นข่าวใหญ่เมื่อตอนนั้น
ยกตัวอย่างนะครับ เช่น วารสารของธรรมกาย 5-6 เล่มที่ผมเคยอ่าน
70 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหา จะเป็นการสอนเรื่องการให้ทาน การทำบุญ
มีนัยน์ในการยกย่องผู้ที่ทำบุญเป็นหลัก โดยยกเรื่องราวในพระไตรปิฎกประกอบ
และอีกหนึ่งครั้ง มีการรณรงค์ทำบุญอะไรสักอย่างหนึ่งตอนมัธยม
ที่ธรรมกายเป็นผู้ดำเนินการ ก็จะมีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ มาพูดส่งเสริมให้เราต่อยอดของบุญ
คือทุกคนที่มาพูดเพียบพร้อมทุกด้านนะครับ พูดจาไพเราะ จิตใจดี ท่าทางสงบเหมือนผู้ผ่าน
การฝึกสมาธิและธรรมะทุกประการ ทว่าเนื้อหาที่พูด ยกตัวอย่างเช่น
ยอดในการบริจาคมันขาดอีกเล็กน้อยก็จะครบเลขหลักหนึ่ง สมมติว่า
หนึ่งหมื่น เจ้าหน้าที่เหล่านั้น ก็พูดคะยั้นคะยอว่า การบริจาคต่อยอดให้มันครบหมื่นนี่ดีนะ
เค้าเรียกว่าการบริจาคต่อยอดนี่นั่นนู่น จะได้บุญสูงกว่าบริจาคทั่วไป
และอีกหลายๆครั้งที่เราได้รู้จักทั้งคนดีๆ และคนไม่ดี ที่เป็นผู้นิยมธรรมกาย
ที่เล่ามานี่ เราก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรเป็นพิเศษนะ ไม่ได้นึกตัดสินใจอะไรด้วย
เพราะมันแค่เศษเสี้ยวใบ ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เพียงแต่มันคงมีผลในเวลาแบบนี้
หมายถึง อย่างชาร์ปชวนให้ไปพิสูจน์หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าหากทั่วปะเทศนี้เรายังมีวัดที่ปฏิบัติไม่มีเรื่องสงสัยใดๆให้ได้ยินอยู่
ทำไมเราจะต้องไปที่ที่เรายังมีข้อสงสัยอยู่ล่ะ จริงไหม
ไปเพื่อให้หายสงสัยเท่านั้นหรือ เข้าใจเรื่องต้องพิสูจน์ให้เห็น
แต่หากคนๆหนึ่งจะเลือกสถานที่เพื่อการปฏิปบัติธรรม คงไม่ได้เลือกเพราะเหตุนั้น
หากเขามีตัวเลือกที่ปราศจากข้อสงสัยให้เลือกไปมากมาย
คนส่วนมากก็น่าจะเลือกแบบนั้นนะครับ
รวมถึงเรื่องที่ว่ามีวิถีทางที่ถูกจริตกับคนๆนั้นด้วยนะ
เช่น บางคนต้องการปฏิบัติในความสงบปราศจากผู้คน อยู่ในธรรมชาติ
ก็ย่อมจะไม่มีธรรมกายเป็นตัวเลือกในใจ อย่างเช่นเราเป็นต้น
หากเราจะเลือกสถานที่ศึกษาธรรมะ เราคงเลือกที่ที่คนน้อย
ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตอยู่แล้ว โดยไม่ได้หมายความว่าที่ที่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตจะผิด
จริงๆเรื่องเราไม่เข้าไปพิสูจน์นี้ สาเหตุสำคัญคงอยู่ที่
อยากศึกษาศาสนาในฐานะที่มันเป็นปรัชญา
ความหมายคือ ไม่มีคำว่าศรัทธาหรือความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติใดๆในฐานะศาสนิก เนื่องจากไม่หวัง
การบรรลุผลในเชิงศาสนาใดๆ ไม่ว่าจะนิพพาน ขึ้นสวรรค์ หรือไปอยู่กับพระเจ้า
แค่ต้องการทำความเข้าใจเท่านั้นน่ะครับ
ถ้าจะให้บอกว่าเชื่อในอะไร ก็คงต้องบอกว่า
เชื่อใน อิมเมจิ้นของจอห์น นอนเล่นล่ะมั้ง
ขอย้ำอีกที สำหรับเรา ธรรมกาย ไม่มีดีไม่มีเสีย ถ้ามีเวลาก็อยากไปดูอยู่เหมือนกัน
ส่วนเรื่องข้อที่เราไปเจอมานั้น ชาร์ปไม่ต้องตอบก็ได้
การกระทำทุกอย่างของธรรมกายไม่ใช่ความรับผิดชอบของชาร์ป
คนมันเยอะ ต่างคนก็ต่างทำกันไปแบบของตัวเอง
คิดว่าทุกคนที่นี่ก็ไม่มีข้อเคลือบแคลงอะไรในตัวชาร์ป
และต่อความศรัทธาของชาร์ป สิ่งนี้ มัน"จริง"อยู่แล้ว
ซ้ำเรายังทึ่งในความรู้ที่ลงลึกถึงรายละเอียดข้อพระไตรปิฎกของชาร์ปเสียอีกด้วย
เห็นมีอีโมเศร้า ไม่อยากให้เศร้าหรือน้อยใจน่ะ เพราะบทสนทนาหลายๆหน้าที่ผ่านมา
ทำให้เรานึกถึง บทสนทนาโสกราตีสเลยเชียว วุ้ย ว่าไปนั่น
หมายถึงมันเป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคน แต่แตกหน่อความรู้ กระตุ้น(หรือบางครั้งกระทุ้ง)
ความคิดคนที่มาติดตามอ่านได้เป็นอย่างดี แต่เพลโต(คนเขียนบันทึกบทสนทนา)นี้
.......(จุด จุด จุด) เยอะไปหน่อยนะ :30:
ปาเข้าไป 19 หน้า ชาร์ปก็ยังไม่ได้ทีม :38:
เก้อ พูดได้หล่อมาก :12:
(กำลังเรียบเรียงตอน 2 อยู่ ขาดความต่อเนื่องเลยเขียนไม่ออก :39:)
หล่ออาจจะไม่พอนะ
เก้อพูดได้ โคตรหล่อมาก :12:
ขอตอบเรื่อง สติปัฏฐาน 4 ก่อนครับ
กัณฑ์ที่ ๔๕
สติปัฏฐานสูตร
วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗
........................................................
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ หน)
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติ
มา วิเนยฺย โลเก ฯลฯ
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก
อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ ฯ
ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยเรื่อง ธรรม ที่ทำให้
เป็นธรรมกาย เป็นที่แน่แท้ในพระพุทธศาสนา จะแสดงตามคลองธรรมของ
สติปัฏฐานสูตร ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้เป็นหลักเป็นประธาน
มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นเป็นโพธิปักขิยธรรม เป็นไปในเรื่องฝ่ายเครื่อง
ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เหมือนกันหมด ปรากฏดังนี้ เหตุนั้นตาม
วาระพระบาลีแห่งมหาสติปัฏฐานสูตรที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้น ว่า
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
ว่าดูกรภิกษุทั้งหลายผู้ศึกษาพระธรรมวินัย ของพระตถาคตเจ้านี้
กาเย กายานุปสฺสี เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่
อาตาปี มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน
สมฺปชาโน รู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ
สติมา มีสติไม่เผลอ
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ พึงกำจัดความดีใจ เสียใจในโลกเสีย
ให้พินาศ
เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติอาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้
เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัส
ในโลกเสียให้พินาศ
จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผา ยังกิเลสให้เร่าร้อน
มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัสใน
โลกเสียให้พินาศ
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผา ยังกิเลสให้
เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดความเพ่งอยาก
ได้ ความเสียใจในโลกเสีย
นี้เป็นเนื้อความ ของวาระพระบาลีในมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงหลัก
ไว้ตามจริงดังนี้ รับรองหมดทั้งประเทศไทยว่าเป็นข้อที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ต่อ
แต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป พิจารณาจะแสดง ธรรม ที่ทำให้
เป็น ธรรมกาย
นี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ของยาก ได้ไม่ยาก แต่ว่าไม่ง่าย
ไม่ยากแก่บุคคลที่ทำได้
ไม่ง่ายสำหรับบุคคลที่ทำไม่ได้
ตำราได้กล่าวไว้ว่า
เห็นกายในกาย เนือง ๆ อยู่
เห็นเวทนาในเวทนา เนือง ๆ อยู่
เห็นจิตในจิต เนือง ๆ อยู่
เห็นธรรมในธรรม เนือง ๆ อยู่ ๔ ข้อ
เห็นกายในกายน่ะ เห็นอย่างไร?
บัดนี้กายมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ นั่งเทศน์อยู่นี่ นั่งฟังเทศน์ อยู่นี่ นี่
กายมนุษย์แท้ ๆ แต่ว่ากายมนุษย์นี่แหละเวลานอนหลับฝันไปก็ได้ พอฝันออก
ไปอีกกายหนึ่ง เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด
นี่รู้จักกันทุกคนเชียวกายนี้ เพราะเคยนอนฝันทุกคน รูปพรรณ
สัณฐาน เป็นอย่างไร เป็นเหมือนมนุษย์คนนี้แหละ คนที่ฝันนี่แหละ
นุ่งห่มอย่างไร อากัปกิริยาเป็นอย่างไร สูงต่ำอย่างไร ข้าวของเป็น
อย่างไร ก็ปรากฏเป็นอย่างนั้น ก็ปรากฏเป็นคนนี้แหละ แบบเดียวกันทีเดียว
คนเดียวกันก็ว่าได้ แต่ว่าเป็นคนละคน เขาเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด
เวลานอนหลับสนิทถูกส่วนเข้าแล้ว ก็ฝันออกไป ออกไปอีกคนหนึ่งก็
เป็นกายมนุษย์คนนี้แหละ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ชื่อว่าเป็น
กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์คนที่ฝันออกไปนั่นแหละเขาเรียกว่า
กายมนุษย์ในกายมนุษย์
นี่แหละ กายในกายละ เห็นจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นตามเหลวไหล
เห็นอย่างนี้ก็เป็นหลักเป็นพยานได้ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน นี่
เห็นในกาย เห็นอย่างนี่นะ เมื่อเห็นกายในกายอย่างนี้แล้ว
เห็นเวทนาในเวทนาล่ะ
ก็ตัวมนุษย์คนนี้มีเวทนาอย่างไรบ้าง สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสีย
ใจ เวทนาเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ
ก็ส่วนกายที่ฝันออกไปนั้นก็มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ
เหมือนกัน แบบเดียวกันกับกายมนุษย์คนนี้แหละ ไม่ต่างอะไรกันเลย
จิตล่ะ เห็นจิตในจิต ก็แบบเดียวกันกับเวทนาในเวทนา
เห็นจิตในจิตนี่ต้องกล่าว "เห็น" นะ ไม่ใช่กล่าว "รู้" นะ
เห็นจิตในจิต ดวงจิตของมนุษย์นี้เท่าดวงตาดำข้างนอก อยู่ในเบาะ
น้ำเลี้ยงหัวใจ ตำรับตำรากล่าวไว้ว่า หทยคูหา จิตฺตํ สรีรํ จิตฺตํ เนื้อหัวใจเป็นที่
อยู่ แล้วก็กล่าวไว้อีกหลายนัย ปกติมโน ใจเป็นปกติ
ภวงฺคจิตฺตํ ใจเป็นภวังคจิต
ตํ ภวงฺคจิตฺตํ อันว่าภวังคจิตนั้น
ปสนฺนํ อุทกํ วิย จิตเป็นดังว่าน้ำ
จิตนั่นแหละเป็นภวังคจิต เวลาตกภวังค์ แล้วใสเหมือนกับน้ำที่ใส
จิตดวงนั้นแหละเป็นจิตของมนุษย์ ที่ต้องมีปรากฏว่า จิตในจิตนั่นแหละ
อีกดวงหนึ่งคือ จิตของกายมนุษย์ละเอียด ที่ฝันออกไปนั้นเรียกว่า
จิตในจิต
ธรรมในธรรม เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ เป็นไฉนเล่า ?
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ มีอยู่ในศูนย์กลางกายมนุษย์ ขนาด
เท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่กลางกายมนุษย์ นี่เห็นธรรมในธรรมละ
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดมีอยู่ ไม่เท่าฟองไข่แดงของ
ไก่ ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น
กายมนุษย์ละเอียด นั่นอีกดวงหนึ่ง นั่นเห็นอย่างนี้
เห็น หรือ รู้ ล่ะ
รู้กับเห็นมันต่างกันนะ
เห็นอย่างหนึ่ง รู้อย่างหนึ่งนะ
ไม่ใช่เอารู้กับเห็นมาปนกัน ไม่ได้
กาเย กายานุสสี เห็นกายในกาย เห็นเหมือนอะไร เห็นเหมือนนอน
ฝันอย่างนั้นซี เห็นจริง ๆ อย่างนั้น
ตากายมนุษย์นี่เห็นหรือ ?
ตากายฝันมันก็เห็นละซี จะไปเอาตากายมนุษย์นี่เห็นได้อย่างไรละ
ตากายมนุษย์นี่มันหยาบนี่
อ้ายที่เห็นได้นั่น มันตากายมนุษย์ละเอียดนี่ มันก็เห็นกายโด่ ๆ อย่างนั้น
เห็นเวทนาในเวทนา เล่า ถ้าว่าเมื่อทำถูกส่วนเข้าเช่นนั้นละก็ เห็น
เวทนาจริง ๆ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ
เวทนา ๓ หรือเวทนา ๕ เห็นจริง ๆ เป็นดวง เป็นดวงใส เวทนา เวทนาแท้ ๆ
สุขก็ดวงใส
ทุกข์ก็ดวงข้นดวงขุ่น
ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ดวงปานกลาง
เห็นชัด ๆ เป็นดวงขนาดไหน ถ้าเต็มส่วนมันเข้าก็เท่าดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์นั่น
ดวงเวทนาขนาดนั้น ถ้าลดส่วนลงไปก็โตได้เล็กได้ นั่นเห็นเวทนาในเวทนา
เห็นอย่างนั้นเชียว เห็นเหมือนนอนฝัน กายละเอียดทีเดียว เห็นเวทนา
เป็นดวงทีเดียว
แต่ว่าสุขก็อยู่ในสุขของมนุษย์นี่
ทุกข์ก็อยู่ในทุกข์ของมนุษย์นี่
ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็อยู่ในไม่สุขไม่ทุกข์ของมนุษย์นี่
ดีใจก็อยู่ในดีใจของมนุษย์นี่
เสียใจก็อยู่ในเสียใจของมนุษย์นี่
เขาเรียกว่า เวทนาในเวทนา เป็นดวงพอ ๆ กัน เท่า ๆ กัน
เห็นจิตในจิตล่ะ ดวงจิตตามส่วนของมันก็เท่าดวงตาดำข้างนอก ถ้า
ว่าไปเห็นเข้ารูปนั้น มันขยายส่วน วัดเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน
ดวงจิตก็ขนาดเดียวกัน
ไปเห็นจริง ๆ เข้าเช่นนั้น ขยายส่วนเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ปรากฏ
อยู่ในดวงจิตกายมนุษย์หยาบนี่แหละ แต่ว่าเป็นดวงจิตของ
กายมนุษย์ละเอียด อยู่ในกายมนุษย์ละเอียดโน่น แต่ว่าซ้อนอยู่ข้างในนี่แหละ
เห็นธรรมในธรรม ล่ะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสบริสุทธิ์เท่า
ฟองไข่แดงของไก่ เมื่อไปเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าแล้ว
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ขยายส่วนได้ โตได้ขนาดดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์เหมือนกัน ขนาด ๆ เดียวกัน ขยายส่วนออกไป นั้นได้ชื่อว่า เห็นธรรม
ในธรรม คือในกายมนุษย์นั้นเอง ในกายมนุษย์ละเอียดนั้น นี่รู้จักชั้นหนึ่งละนะ
ถ้าเห็นเข้าเช่นนี้ เราจะทำอย่างไร ตำรากล่าวไว้ว่า
อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้า อาจหาญ ทีเดียว เพียรไม่ย่อ ไม่ท้อ ไม่
ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เพียรกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบ
ด้วยองค์ ๔ ทีเดียว
ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นมีอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนังเนื้อ
เลือด จะแห้งเหือดหมดไป ไม่ว่า เหลือแต่กระดูก หนัง ช่างมัน ไม่ละล่ะ
ใจต้องจรดอยู่ทีเดียวในกาย เวทนา จิต ธรรมนั้น ไม่คลาดเคลื่อนล่ะ
ใจจะต้องจรดอยู่ทีเดียว ในกาย เวทนา จิต ธรรมนั้น จะต้องจรดอยู่ทีเดียว ไม่
ไปอื่นกันล่ะ ฝันไม่กลับกันละ ฝันกันเรื่อย
แม้จะกลับมาก็เล็กน้อย ฝันไปอีก ฝันไม่เลิกกันล่ะ ให้ชำนาญทีเดียว
ฝันในฝัน นั่งก็ฝันได้ นอนก็ฝันได้ เดินก็ฝันได้ ยืนก็ฝันได้ ขี้เยี่ยวก็ฝันได้ ที
เดียว นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้
สัมปชาโนสติมา รู้อยู่เสมอ ไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอหายเสีย ถ้าได้
ใหม่ ๆ เป็นใหม่ ๆ เห็นใหม่ ๆ เผลอไม่ได้หายเสีย ไม่เผลอกันทีเดียว ไม่วางธุระ
ให้เอาใจใส่ อย่าเอาใจไปจรดอื่น ให้จรดอยู่ที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ในกาย
นั้นแหละ
จรดอยู่ใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
๔ อย่างนั้นจรดได้หรือ จรดที่ไหนละ?
ที่จรดเขามี ที่ตั้งของใจเขามี ที่จรดเขามี แต่ว่า ๔ อย่างนั้นจะดูเวลา
ไรก็เห็นเวลานั้น
เหมือนกายมนุษย์นี้ ถ้าว่ามีความเห็นก็จะเห็นปรากฏ
ที่นี้ไม่มีความเห็น มีแต่ความรู้
กายของตัวเห็นอยู่เสมอ
เวทนาของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ
จิตของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอว่าคิดอะไร
ธรรมของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ
ความดีของตัวไม่มีชั่วเข้ามาเจือปน มนุษย์รู้ได้เท่านี้
ส่วนกายมนุษย์ละเอียดเห็น เห็นปรากฏ เมื่อเห็นปรากฏดังนี้ละก็ นี่
แหละความจริงในพระพุทธศาสนา รู้จักเท่านี้แหละ และว่ารู้จักแต่เพียงว่า
กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพียงเท่านั้นนะ ยังมีอีก
หลายชั้น นับชั้นไม่ถ้วน นี่ชั้นหนึ่งละนะ
เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กายในกายนั้นเขาเรียกว่า ฝันในฝัน อย่างไงละ ฝัน
ในฝัน ไอ้กายที่ฝันไปทำงานเหนื่อยเข้า ไปแสดงฝันเต็มเปรมของการฝันเข้า
เหนื่อยเข้าไปนอนหลับเข้า นอนหลับฝันเข้าอีกแหละ อ้ายกายฝัน ฝันเข้าอีกนี่
เขาเรียกว่า ฝันในฝัน
ฝันในฝันเป็นอย่างไรล่ะ ก็ออกไปอีกกายละซิ ออกไปอีกกายก็เป็น
กายทิพย์ ทีนี้เป็นกายทิพย์เข้าไปอีกกาย เป็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็เห็นตัวอีก
นั่นแหละ เหมือนกับกายมนุษย์ ที่ฝันนั่นแหละ แบบเดียวกันไม่เปลี่ยนไม่
แปลงอะไรกันมากนัก เหมือนกระจกคันฉ่องมาส่องเงาหน้า เอามาเทียบกันดู
จำได้ทีเดียว นี่คนเดียวกัน ไม่ใช่แยกกัน นี่คนเดียวกัน
เมื่อรู้จักเช่นนั้นแล้ว เห็นกายในกายที่สามเข้าไปแล้ว ไม่ใช่ที่สองแล้ว
เวทนาในเวทนา เวทนาก็แบบเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน เวทนาตั้งอยู่ตรง
ไหน จะมาถามว่าเวทนาตั้งอยู่ตรงไหน อยู่กลางกาย
กายที่ฝันในฝันนั่นแหละ กายที่สามนั่นแหละ อยู่กลางกายนั่นแหละ
เวทนาในเวทนา
จิตในจิตก็อยู่ในกลางเวทนานั่นแหละ
ธรรมในธรรมก็อยู่กลางจิตนั่นแหละ
ธรรมในธรรมนั่นไม่ใช่อยู่ที่ไหนหรอก เป็นดวงเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
บริสุทธิ์สนิทเท่า ๆ กัน นี่เหมือนฝันในฝันตัวจริงอย่างนี้ ไม่ใช่คลาดเคลื่อน
ที่วัดปากน้ำ ดำเนินปฏิบัติ ไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเหลวไหล ค้นเข้าไป
ถึงตัวจริงอย่างนี้ นี่เข้าไป ๒ กายละนะ เข้าไปสามกายแล้ว กายฝันในฝัน
แล้ว ได้เท่านี้ก็พอแล้ว ได้เท่านี้ก็พอเอาเป็นตัวอย่างได้แล้ว
ทีนี้ก็เดินในแนวนี้เป็นตำรา อย่าถอยหลังก็แล้วกัน มันจะมีกี่ร้อยกาย
กี่ พันกายก็ไปเถอะ
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม เข้าไปอย่างนี้แหละ ไม่คลาดเคลื่อนทีเดียว แต่ว่าที่จะ
เข้ารูปนี้นะ แสดงไว้เมื่อวันพระแล้ว แสดงไว้แล้ว ตั้งแต่เอกายนมรรคมาโน้น
นี่แสดงยังค้างอยู่ กายในกายยังไม่อธิบายให้กว้างออกไป
วันนี้จะอธิบายให้กว้างออกไปว่า ได้ความอย่างนี้ กายในกาย เวทนา
ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อย่างนี้แหละ
นี่เป็นกายที่สาม กายที่สี่
กายทิพย์อีก ฝันในฝันเข้าไปอีก เป็นสี่ชั้น สี่ฝันแล้ว แบบเดียวกัน
เห็นกายเวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน แบบเดียวกันนั่นแหละ แล้ว
กายทิพย์ละเอียดฝันเข้าไปในฝันเข้าอีก เป็นสี่ฝันสี่ชั้นเข้าไป ก็เห็นกาย
เวทนา จิต ธรรม อีก
ต้องมีความเพียรอีก เผลอไม่ได้นะ เพียรให้มีสติไว้เสมอ ไม่เผลอ
นำอภิชฌาโทมนัส ในโลกออกเสีย อย่าให้ความดีใจเสียใจแลบเข้า
ไปได้นะ
ถ้าความดีใจเสียใจแลบเข้าไปได้ เดี๋ยวก็ต้องเลิกฝันละ ต้องตื่นละ
ต้องกลับมาแล้ว ฝันไม่ได้เสียแล้ว ความดีใจแลบเข้าไป
แลบเข้าอย่างไรละ แลบเข้าไป ลึกซึ้งละกำลังฝัน ๆ อย่างนั้นแหละ
ความดีใจจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เข้าไปแต่งแล้ว
เสียใจละ ไม่สมเจตนาก็เสียใจละ
พอดีใจเสียใจแลบเข้าไปแล้ว เป็นขุ่นมัวทีเดียว ประเดี๋ยวก็ต้องถอย
ออก ทีนี้ก็ต้องเลิกฝันกัน
เพราะฉะนั้น ความดีใจเสียใจนี้ร้ายนัก ไม่ใช่ร้ายแต่เมื่อเวลาปฏิบัติ
ธรรม เห็นธรรมอย่างนี้น่ะ
ถึงเวลาเราดี ๆ อยู่ อ้ายความดีใจเสียใจนี่แหละ ที่ตีอกชกใจ กินยา
ตาย ผูกคอตาย โดดน้ำตาย ดีใจเสียใจนี้แหละมันเต็มขีด เต็มส่วนของมัน
เข้าบังคับอย่างนี้
เพราะฉะนั้นความดีใจเสียใจ เป็นมารร้ายทีเดียว
ถ้าว่าใครให้เข้าไปอยู่ในใจบ่อย ๆ ก็หน้าดำ คร่ำเครียดซิ ร่างกายไม่
สดชื่นซิ เศร้าหมองไม่ผ่องใสหรอก
เพราะอะไร เพราะดีใจเสียใจบังคับใจมัน เดือดร้อนมัน หน้าดำคล่ำ
เครียดทีเดียว
บางคนไม่อ้วน ผอมเกลียวทีเดียว เพราะมันเอาความดีใจเสียใจทั้ง
หมดอยู่ที่มัน ไม่ปล่อยมันไป
ถ้าว่าทำให้สบายสดชื่น ให้ชื่นใจ เย็นอกเย็นใจ สบายใจ จะมั่งมีดี
จนอย่างไรก็ช่าง ทำใจให้เบิกบานไว้ ร่างกายมันก็ชุ่มชื่นสบาย นี่อ้ายดีใจ
เสียใจ มันฆ่ากายมนุษย์อยู่อย่างนี้ กายมนุษย์ละเอียดก็ฆ่า
กายทิพย์ก็ฆ่า กายทิพย์ละเอียดก็ฆ่า ฆ่าทั้งนั้นทุกกาย
ความดีใจเสียใจต้องคอยระวังไว้ให้ดี
ท่านจึงสอนนักว่า ให้นำความดีใจและเสียใจในโลกเสียให้พินาศ ดี
ใจเสียใจในโลกนะ ดีใจเสียใจในอัตภาพร่างกาย
โลกนั้นคือ ขันธ์ ๕ นี้แหละ ร่างกายอันนี้แหละ เป็นตัวโลกสำคัญนัก
เขาเรียกว่า สัตว์โลก โอกาสโลก ขันธโลก สัตว์โลก
โอกาสโลก ก็ ว่าง ๆ ที่ว่าง ๆ เหล่านี้ ที่ว่าง ๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ว่าง ๆ
เหล่านี้เขาเรียกว่า โอกาสโลก
ขันธโลก ก็เป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเดียว
สัตว์โลก ที่อาศัยขันธ์นั่นแหละ ที่ไปเกิดมาเกิดเป็นกาย ๆ นี้แหละ เข้า
ไปในกายข้างในนี่เป็นสัตว์ทั้งนั้น เป็นชั้น ๆ เข้าไป
สัตว์โลกเป็นชั้น ๆ เข้าไป สัตว์โลกทั้งนั้น
เมื่อเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต
ธรรมในธรรมของกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์
กายทิพย์ละเอียดแล้ว กายทิพย์ละเอียดนั่นแหละ ฝันในฝัน เป็นข้อที่สี่ออกไปอีก
กายในกายเป็นกายที่ ๕ คือ กายรูปพรหม กายรูปพรหมก็มี กาย
เวทนา จิต ธรรม เหมือนกันปรากฏ ดังกล่าวแล้ว ไม่ต้องอธิบาย เวลาจะไม่
พอ ย่นย่อพอควรแก่กาลเวลา
กายรูปพรหมนั้นแหละ ฝันในฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
เป็นรูปพรหมละเอียด ก็เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม อีกแบบเดียวกัน
กายรูปพรหมละเอียด ฝันในฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
เรียกว่า กายอรูปพรหม มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
กายอรูปพรหมนั่นแหละฝันเข้าไปอีกได้เหมือนกัน ออกไปอีกกาย
เรียกว่า กายอรูปพรหมละเอียด มี กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
กายอรูปพรหมละเอียดนั่นแหละ ฝันในฝันเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
หนึ่ง เรียกว่า กายธรรม
กายธรรมก็ประกอบด้วย กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน
กายก็คือธรรมกาย
เวทนาก็คือเวทนาของธรรมกายนั่น
จิตก็จิตของธรรมกายนั่น
ธรรมก็เป็นธรรมของธรรมกายนั่น ขยายส่วนขึ้น ดวงใหญ่
วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั่น
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายเท่า หน้าตักธรรมกาย
ธรรมกายนั่นแหละฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายเรียกว่า
กายธรรมละเอียด ใหญ่ออกไปหน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนัก
เข้าไป มี กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน
ธรรมกายละเอียดนั่นแหละ ฝันออกไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย
หนึ่ง มี กายพระโสดา เป็น กายพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา
เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
กายพระโสดานั่นแหละ พอประกอบธาตุธรรมถูกส่วนเข้า ออกไปอีก
กายหนึ่งแบบฝันนั่นแหละ ออกไปอีกกายหนึ่ง เป็นกายโสดาละเอียด หน้าตัก
กว้าง ๑๐ วา สูง ๑๐ วา มี กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน
ธรรมกายละเอียดของพระโสดานั่นแหละ ฝันเข้าไปอีกเหมือนกัน
ออกไปอีกกายหนึ่งเรียก ธรรมกายพระสกิทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา
เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
พระสกทาคาก็ฝันเข้าไปอีก ออกไปอีกกายหนึ่ง เป็นกาย
พระสกิทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน
กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แบบเดียวกัน
กายพระสกิทาคาละเอียด ฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง
เป็น กายพระอนาคา หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา
ธรรมกายพระอนาคาฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า
พระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา
ธรรมกายพระอนาคาละเอียดนั้นแหละ ฝันไปได้อีกเหมือนกัน ออก
ไปอีกกายหนึ่ง เรียกว่า กายพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา
เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป
ธรรมกายพระอรหัตนั้นแหละ ฝันไปอีกเหมือนกัน เข้าไปอีกกายหนึ่ง
เรียกว่า พระอรหัตละเอียด ใหญ่หนักขึ้นไป มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบ
เดียวกัน ฝันออกไปอย่างนี้แหละ มีธรรมกายพระอรหัตในพระอรหัต
พระอรหัตละเอียด ๆ ๆ ต่อ ๆ ไปนับอสงไขยไม่ถ้วน
ฝันออกไปอย่างนี้แหละ หมดกายพระอรหัต มีกายพระพุทธเจ้าอีกก็
ได้ กายในกาย กายในกาย กายในกาย กายในกาย กายในกาย มันอย่างนี้แหละ
ผู้เทศน์นี้ได้ทำวิชชานี้ ๒๓ ปี ออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือนเต็มละ ยังไม่
หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ไม่ได้ถอยกลับเลย ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่า
นี้เลย ยังไม่ถึงที่สุด
ไปทูลถามพระพุทธเจ้าองค์เก่าองค์แก่ที่เข้านิโรธ เข้านิพพาน
นิพพานไปแล้ว ถอยเข้าไปหากายละเอียดนี้นะ ไปถึงบ้างแล้วหรือยัง ยังไม่มี
ใครรู้เลยว่า มีใครไปถึงหรือยังไม่มีใครไปถึง เอาละซิ คราวนี้
นี่ศาสนาตัวจริงของกายมนุษย์เป็นอย่างนี้
เมื่อเป็นพระอรหันต์ขึ้น ก็ต้องไปตรวจกายของตัว เข้านิพพานแล้ว
ต้องไปตรวจกายของตัว
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว เข้านิพพาน ก็ต้องไปตรวจกายของตัว
อย่างนี้แหละ
ว่าที่สุดอยู่ที่ไหน ต้องไปถึงที่สุดให้ได้ ต้องไปบอกที่สุดให้ได้
นี่เป็นความจริงเป็นอย่างนี้นะ
เมื่อรู้จักความจริงอย่างนี้แล้วละก็ อย่าไหลเล่อ อย่าเลอะเทอะ
ที่อื่นไม่ใช่ของตัว ให้เอาใจจรดจี้อยู่ในของตัวอย่าถอยกลับ ให้เข้าไป
ถึงกายที่สุดของตัวให้ได้ ว่ากายที่สุดของตนอยู่ที่ไหน เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้
ละก็ ทีนี้ตัวก็รักษาตัวได้ ไม่มีใครมาบังคับ เป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา
ถ้ายังไม่ถึงที่สุดของตัวแล้วก็ อย่าหมายเลย เขาจะต้องบังคับบัญชา
ท่าเดียวเท่านั้นแหละ แกจะต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา
เวลานี้พญามารมาบังคับใช้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้ทำอะไรทำได้ ให้
ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันกันได้
ธรรมกายมารบังคับ มันบังคับได้อย่างนี้นะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา
ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจน อนาถา ติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่อง
ใช้ขาดตกบกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่มี มารเขาทำได้ บังคับได้
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะตัวไม่เป็นอิสระในตัว
เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว
เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว
นี่มนุษย์ทั่วไปเป็นอย่างนี้ เห็นไหมละ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น
พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านก็ไปยังไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน
ถ้าใครไปยังไม่ถึงที่สุดก็ยังไม่ฉลาดเต็มที่ ต่อเมื่อใดไปถึงที่สุดกาย
ของตัว ไม่มีสุดต่อไป นั่นฉลาดเต็มที่แล้ว
ตัวของตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้แล้ว นี่เป็นข้อสำคัญที่สุดอย่างนี้
นะ มาเจอพุทธศาสนานี่เป็นเป้าหมายใจดำ อย่าไปทำเรื่องอื่น อย่าไปหลง
เล่อ อย่าไปหลงเลอะเทอะ
เอ้า! ต่างว่ามีครอบครัวแล้วได้อะไรบ้าง ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามา
ทำไมละ เอามาเลี้ยง ๑๐ คน เอ้า เอาไปไว้เลี้ยงอย่างไรก็เลี้ยงไป บ่นโอ๊กแล้ว
เอ้าได้ลูก ๕๐ คน เอ้า! เอาละซิคราวนี้
เอ้า! เปะปะไปละซี อยากได้ลูกอีกใช่ไหมละ
ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเอง พาให้เลอะเลือน
ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้เข้าไปค้นตัวให้ถึงที่สุด
เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลส เหลวไหลเหล่านี้แหละ ให้
เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปี ก็ครองไปเถิด มันงานเรื่องของคนอื่น
เขาทั้งนั้น
เรื่องของพญามารทั้งนั้น
ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว
ไปทำงานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้
เพราะอะไรล่ะ ?
เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไรก็ไปอย่างงั้นแหละ
เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์
นี่ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์
ไม่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษ
ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของสัตบุรุษ
ความเห็นก็พิรุธเหลวไหลไปดังนี้
เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว นี่แหละเป็นความจริงทางพระพุทธศาสนาตัว
จริงทีเดียว นี่เป็นข้อที่ลึกซึ้ง
ให้นึกไว้ในใจว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะต้องเข้าให้ถึงที่สุด เข้าไปในกายที่
สุดของเราให้ได้ เป็นกาย ๆ เข้าไป
เมื่อเป็นกาย ๆ เข้าไปแล้ว ถ้าทำเป็นแล้ว ไม่ใช่เดินท่านี้นะ
เดินในไส้ทั้งนั้น เดินในไส้ทั้งนั้น
ไส้เห็น ไส้จำ ไส้คิด ไส้รู้
ในกำเนิดดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายสุดหยาบสุดละเอียด
เดินในไส้ ไม่ใช่เดินทางอื่น เดินในกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต
มรรคปัญญา
เดินไปในกลางดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา ดวงวิมุตติ
วิมุติญาณทัสสนะ นั้นเป็นทางเดินของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์
เดินไปในไส้ ไม่ใช่เดินไปในไส้เพียงเท่านั้น ในกลางว่าง ของ
ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ของดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
ว่างในว่างเข้าไป
ในเหตุว่างในเหตุว่าง
เหตุเปล่าในเหตุเปล่า
เหตุดับในเหตุดับ
เหตุลับในเหตุลับ
เหตุหายในเหตุหาย
เหตุสูญในเหตุสูญ
เหตุสิ้นเชื้อในเหตุสิ้นเชื้อ
เหตุไม่เหลือเศษในเหตุไม่เหลือเศษ ฯลฯ
ในเหตุว่างเข้าไป เหตุสุดในเหตุสุด จรดหนักเข้าไปอีกไม่ถอย หยุด
กลับ นับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุชาติบารมีไม่ถ้วน ไม่มีถอยกลับกัน เดินเข้า
ไปอย่างนี้นะ
พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ใช่เดินโลเลเหลวไหลนะ ที่เรากราบที่เรา
ไหว้เรานับถือนะ ท่านวิเศษวิโสอย่างนี้
นี่แหละเป็นผู้วิเศษแท้ ๆ
นี่แหละเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกแท้ ๆ
ท่านเป็น ผู้รู้จริง เห็นจริง ได้จริง เราจึงเอาเป็นตำรับ ตำราได้
เมื่อรู้จักหลักธรรมอันนี้แล้ว อย่าเข้าใจว่าได้ฟังง่าย ๆ นะ ตั้งแต่เรา
เกิดมาเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกานะ อย่างนี้ไม่เคยได้ฟังเลยไม่ใช่หรือ
เมื่อได้ฟังแล้ว ก็จงเพียรพยายามทำให้เป็นอย่างที่แสดงให้ฟังทุกสิ่ง
ทุกประการ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา
ตาม มตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา
เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้น
จนอวสานนี้
สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย
บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า
อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา
โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้
เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม
สิ่งที่อยากก็หลอก สิ่งที่หยอกเขาก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย
เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม เดิมตามขันธ์สามเรื่อยไป
เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า นิพพานก็ได้
จากบทเทศน์ 69 กัณฑ์ พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) กัณฑ์ที่ 45 สติปัฏฐานสูตร
เรื่องเกี่ยวกับหลักการนั่งสมาธิของธรรมกาย หลวงปู่ท่านอธิบายหมดแล้วครับ
ขอโทษด้วยที่ยาว
เพราะผมไม่อยากสรุปเอาเอง เลยเอามาให้อ่านเลย {หมีโหด}
Quoteหมายถึง อย่างชาร์ปชวนให้ไปพิสูจน์หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าหากทั่วปะเทศนี้เรายังมีวัดที่ปฏิบัติไม่มีเรื่องสงสัยใดๆให้ได้ยินอยู่
ทำไมเราจะต้องไปที่ที่เรายังมีข้อสงสัยอยู่ล่ะ จริงไหม
ไปเพื่อให้หายสงสัยเท่านั้นหรือ เข้าใจเรื่องต้องพิสูจน์ให้เห็น
แต่หากคนๆหนึ่งจะเลือกสถานที่เพื่อการปฏิปบัติธรรม คงไม่ได้เลือกเพราะเหตุนั้น
หากเขามีตัวเลือกที่ปราศจากข้อสงสัยให้เลือกไปมากมาย
คนส่วนมากก็น่าจะเลือกแบบนั้นนะครับ
โอ้ พี่เก้อพูดได้ดี เหมือนเตือนสติผมเลยครับ
เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น บางอย่างผมขอเสริมชาร์ป และค้านชาร์ปไปในตัว หวังว่าคงไม่ว่ากัน
รบกวนถามชาร์ปครับว่า ที่นั่นสอนวิปัสสนา รึเปล่า เพราะเท่าที่ผมเคยปฏิบัติ ตามแนวทางธรรมกาย ผมได้ปฏิบัติ เพียงแค่สมถะ (ช่วงนั้นไม่รุ้ด้วยซ้ำว่า นั่นคือสมถะ...)
ผมขอยกตัวอย่างบ้าง......
สมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหัต — one whose vehicle is tranquillity; the quiet-vehicled)
แอบอ้างจากพระไตรปิฎก.... ครับ
จะเห็นได้ว่า ผู้ที่จะสำเร็จได้นั้น ต้องมีสมถะเป็น ฐาน ย้ำเป็นเพียงแค่ฐาน แล้วต้องเจริญวิปัสสนาต่อ
ถ้าชาร์ปยอมรับจุดนี้ ผมขอเรียนเชิญชาร์ปมาฝึกวิปัสสนาต่อ....
และต้องขอขอบคุณชาร์ปมากครับที่ได้นำเอา ธรรมเทศนาของหลวงปู่สดมาให้อ่าน .....
แต่ผม ไม่ทราบว่า ปัจจุบันธรรมกายนำเอาคำสอนนี้มาใช้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
เพราะเท่าที่ผมไป เขาก็ให้นั่งเพ่งคิดถึงดวงแก้ว
แล้วก็มี เสียงโฆษก พากษ์ นำจิต ไป ดังนี้......"ให้เพ่งให้เห็นดวงแก้ว
ใจกลางดวงแก้ว กลาง ของกลาง ของกลาง ของกลาง " ........ แล้วจิตผมก็ไหลไป
ตามเสียงพากษ์ ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป ........ตอนนั้นรุ้สึกได้เลยว่าตัวเองมีสมาธิมาก .....
ถ้าใครนึกภาพดวงแก้วไม่ออก มีเปิดวีดีโอให้ดูด้วยนะ ....... ผมก็เพิ่งเข้าใจ
เมื่อไม่นานมานี้เองนะว่านั่นเป็นเพียงสมาธิ ไม่ใช่สติ............... สมาธิ คิดถึงแต่ดวงแก้ว ......
กลับมาบ้าน เพ่งหม้อข้าวได้เป็นชั่วโมงๆ .......... ในใจคิดถึงแต่หม้อข้าว ...........
กลายเป็นกสินหม้อข้าวไป.............
เอาละมาถึงตรงนี้ ผม ก็จะขออนุญาตินำเอา มหาสติปัฏฐานสูตร ในแบบฉบับ
ของพระไตรปิฎกมา ให้อ่านกันแต่ผมคงไม่เอามาโพสต์นะ ใครสนใจตามอ่านกันเองละ .....
บอกไว้ก่อนนะว่านี่คือพระไตรปิฎก....^^
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?book=1&bookZ=45&name=มหาสติปัฏฐานสูตร (** ค้นหาคำว่า มหาสติปัฏฐานสูตร )
Quote
ทั้งหมดนี้คือ พุทธานุสติครับ ที่อยู่ในบทสวดมนต์อยู่แล้วครับ
และที่วัดก็ไม่สอนให้นึกแต่ พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าพระองค์จริงๆ อย่างเดียวครับ
ส่วนเรื่องพุทธานุสติที่ชาร์ปยกมา ถูกต้องครับ ยกเว้นพระพุทธรูป...... สมัยนั้นมีพระพุทธรูปแล้วเหรอครับ แล้วบทสวดตรงไหนที่บอกว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
พระพุทธรูป เป็นบัณญัติ ................... ถ้าคิดถึงพระพุทธรูป ไม่รุ้ว่ามีกี่สิบปรางค์ อันนั้นมันกลายเป็นยึดติดในบัญญัติแล้วมั้งครับ ^^
Quote
ก็ผมยกไปให้ดูไงครับ สมถกรรมฐาน หรือ กรรมฐาน 40 กอง เรียกแบบไหนก็ได้
จักรีเป็นคนบอกเอง ว่าไมแน่ใจว่าเรียกแบบไหน
ผมเลยยกหลักฐาน สนับสนุนจักรีเอง
เอาละครับ ผมแน่ใจแล้วครับว่า กรรมฐาน ไม่มีชื่อเรียกอื่นครับ กรรมฐาน 40 กอง
สมถกรรมฐาน เป็น ส่วนหนึ่ง ของ กรรมฐาน เช่นเดียวกับ วิปัสสนากรรมฐาน
แต่ชาร์ป ยืนยันว่า สมถกรรมฐาน เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของกรรมฐาน โดยอ้างเว็บนี้
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6
แต่ผมว่าไม่ใช่ผม จึงค้านด้วยเว็บนี้
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน) *** เว็บพระไตรปิฎก
ทำความเข้าใจเอาเองนะครับว่าจะเชื่อใคร
Quote
ทำไมเค้าจัด กสิน 10 เข้ากับหลักของกรรมฐาน 40 วิธีครับ
ใช่ครับ แต่กสิณ ไม่ใช่สติปัฏฐานสี่นะครับ
จะกล่าวถึงในขั้นของการปฏิบัติ ภาวนา (การเจริญ, การทำให้เกิดให้มีขึ้น, การฝึกอบรมจิตใจ : mental development)
1. สมถภาวนา (การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ, การฝึกสมาธิ : tranquillity development)
2. วิปัสสนาภาวนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง, การเจริญปัญญา : insight development)
สองอย่างนี้ ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า ภาเวตัพพธรรม และ วิชชาภาคิยธรรม. ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า กรรมฐาน (อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา, ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต, วิธีฝึกอบรมจิต - stations of mental exercises; mental exercise; สังคห. 51 ; Comp. 202)
จะสรุป เอาเองดังนี้ .... สมถภาวนา นี้ จุดประสงค์คือทำให้เกิดสมาธิ และความสงบ
ส่วนวิปัสสนา การฝึกเพื่อให้มีปัญญา ให้รุ้แจ้งเห็นจริง แต่ถ้า ฝึกแต่สมถะ ก็จะมีแค่สมาธิ
ยิ่งฝึกก็จะยิ่งมีสมาธิ อย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้วว่า เพ่งหม้อข้าวก็รู้สึกเห็นแต่หม้อข้าว
อะไรผ่านไปผ่านมา ก็ไม่รับรู้ แบบนี้เรียกว่า สมาธิ แต่ไม่มีสติ....ถ้าอยากให้มีสติ
ต้องฝึกแบบ วิปัสสนา จะได้มีสติและเกิดปัญญา ใครสรุปได้นอกเหนือ จากนี้ ก็รบกวนชี้แนะ ด้วยนะครับ.....
Quote
ไม่ถามผมมั้งหรอว่า ทำไมถึงเข้าวัดพระธรรมกาย อยู่ที่วัด ทำบุญมาโดยตลอด
ศีล5 ปกติ ศีล8 วันพระ(บ้าง) นั่งสมาธิทุกวัน 1 ชั่วโมง+
มาวัดทุกอาทิตย์ต้นเดือน ทุกงานบุญ
ทำไมผม ถึงมุ่งมั่นจริงใจกับ ศาสนาพุทธมากนัก
โดยหวังที่จะนำคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เผยแผ่ ขยายมันออกไป
ทำไมผมชวนคนมาสอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า
ทำไมผมถึงรักวัดพระธรรมกาย มากขนาดนี้
ทำไมไม่ถามคนที่เข้าวัดพระธรรมกายแบบนี้มั้ง
ทำไมถึงจะมีข่าวที่ไม่ดีของวัดเมื่อ ปี 2542 คนยังมาเข้าวัดเยอะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมพวก dr. ต่างๆก็เข้าวัดเยอะขึ้นๆๆ คนพวกนี้ก็ไม่น่าโง่โดนหลอกได้
ทำไมเมื่อรู้หลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มาช่วยกันทำงานพระศาสนาละครับ
ผมรู้ครับว่าชาร์ปเป็นคนดี ทำทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกุศล ผมเห็นด้วยและน่าเอาแบบอย่าง อันนี้ผมขออนุโมทนาด้วยครับ
ผมขออนุญาติแนะนำชาร์ปว่า แล้วทำไมชาร์ปไม่ปล่อยวาง ยึดติดทำไมกับ บุคคล กับสถาบัน อย่างที่พี่เก้อบอกนั่นแหละ
ชาร์ปไม่จำเป็นต้องตอบแทน ความผิดปกติของสถาบัน ทั้งหมด ในเมื่อพระสังฆราช ท่านทรงวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองแล้วว่าบิดเบือนจริง
และทางวัดก็ยอมรับเอาไปแก้ไขในคำสอนให้ตรงตามพระไตรปิฎกแล้ว (ถึงแม้จะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไร)
หรือถ้าชาร์ปจะกลับมาแนะนำผมว่าผมนั่นแหละที่ยึดติด ผมก็พร้อมที่จะน้อมรับเอาไปปรับปรุง...
Quote
ทั้งๆที่รู้หลักของ กาลามสูตร อยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะยอมโดนด่า แล้วก้มหน้าก้มตาปั่นบอร์ดต่อไป
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็จะไม่มีทางเปิดตัวว่าเป็นธรรมกาย ให้โดนลุย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่หาหลักฐานมาประกอบเหตุผลของผมด้วย มันเหนื่อย
ถ้าไม่ใช่ฟ๐นต์ ผมก็ไม่พิมพ์ให้ยาวอะไรขนาด
แต่ผมว่า ฟ๐นต์เอง คุยกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง
และยอมรับฟัง เหตุผลซึ่งกันและกัน
ชาวพุทธยังลุยกับชาวพุทธเอง แล้วศาสนาพุทธมันจะอยู่ได้อย่างไรครับ
พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว
ส่วนสองประโยคท้ายนี้ ผมมองว่าแปลกๆ
พุทธศาสนา นะครับ ไม่ใช่ขบวนการจูเรนเจอร์ ที่ต้องรวมพลังกันขนาดนั้น
(ขออภัยที่ยกตัวอย่างได้น่าเกียจมากในเวลาแบบนี้....)
ที่สำคัญ เป้าหมายคือการหลุดพ้น ละทิ้ง ปล่อยวาง ไม่ใช่เหรอ.........?
แต่ถ้าหมายความว่าชาวพุทธต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เห็นอะไรไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกไม่ควร
ต้องช่วยกันบอก ต้องช่วยกันเตือน ............อะแบบนี้ค่อยยังชั่ว.....
ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ผมก็ชาร์ป ที่กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่
ชอบมากเลย หม้อข้าวๆ หม้อข้าว
คุ้นๆว่าเคยมีมาจัดนั่งสมาธิแบบนี้ด้วยที่หาดใหญ่ตอนเด็กๆ ไปนั่งกับเค้าด้วย
มาเป็นดวงแก้วมาเลย แล้วออกเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แล้วมีเมฆสีทอง :08:
คนมาดูแลก็ถามนะเราก็เล่าไปหมด :42:
Quoteแต่ผม ไม่ทราบว่า ปัจจุบันธรรมกายนำเอาคำสอนนี้มาใช้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
เพราะเท่าที่ผมไป เขาก็ให้นั่งเพ่งคิดถึงดวงแก้ว
นึกนิมิตดวงแก้วได้ยังครับ แบบ หลับตาเห็นดวงแก้วชัดใสอยู่กลางท้องอ่ะครับ
นั่งสมาธิทุกวันหรือป่าวครับ
วันละกี่ชั่วโมง
ทำอย่างต่อเนื่องหรือป่าวครับ
อ่านของหลวงปู่อีกรอบครับ
Quoteเอาละมาถึงตรงนี้ ผม ก็จะขออนุญาตินำเอา มหาสติปัฏฐานสูตร ในแบบฉบับ
ของพระไตรปิฎกมา ให้อ่านกันแต่ผมคงไม่เอามาโพสต์นะ ใครสนใจตามอ่านกันเองละ .....
บอกไว้ก่อนนะว่านี่คือพระไตรปิฎก....
แนะนำว่าอ่านของหลวงปู่ อีกรอบครับ
ว่าหลวงปู่ท่านบอกแล้วว่า มันเกี่ยวกันยังไง
Quoteส่วนเรื่องพุทธานุสติที่ชาร์ปยกมา ถูกต้องครับ ยกเว้นพระพุทธรูป...... สมัยนั้นมีพระพุทธรูปแล้วเหรอครับ แล้วบทสวดตรงไหนที่บอกว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
พระพุทธรูป เป็นบัณญัติ ................... ถ้าคิดถึงพระพุทธรูป ไม่รุ้ว่ามีกี่สิบปรางค์ อันนั้นมันกลายเป็นยึดติดในบัญญัติแล้วมั้งครับ
ดูข้างล่างครับ
Quote4.สิริ ทรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างงดงามสิริมงคล ชวนดูได้ไม่เบื่อ
ก็ถือว่าเป็น พุทธานุสติ ครับ เพราะอยู่ใน พุทธคุณ 9
และ
ถูกครับ สมัยนั้นไม่มีพระพุทธรูปครับเพราะว่าได้เห็น พระองค์จริงๆ
พระพุทธรูปเกิดมาในยุคหลังที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน ครับ
Quoteใช่ครับ แต่กสิณ ไม่ใช่สติปัฏฐานสี่นะครับ
จะกล่าวถึงในขั้นของการปฏิบัติ ภาวนา (การเจริญ, การทำให้เกิดให้มีขึ้น, การฝึกอบรมจิตใจ : mental development)
1. สมถภาวนา (การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ, การฝึกสมาธิ : tranquillity development)
2. วิปัสสนาภาวนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง, การเจริญปัญญา : insight development)
สองอย่างนี้ ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า ภาเวตัพพธรรม และ วิชชาภาคิยธรรม. ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า กรรมฐาน (อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา, ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต, วิธีฝึกอบรมจิต - stations of mental exercises; mental exercise; สังคห. 51 ; Comp. 202)
ก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ กสิน=กรรมฐาน มันเป็นหนทางแห่ง สติปัฏฐาน4
ที่แอบอ้างมามันก็บอกอยู่แล้วครับ
อ่านหลวงปู่อีกรอบ
Quoteจะสรุป เอาเองดังนี้ .... สมถภาวนา นี้ จุดประสงค์คือทำให้เกิดสมาธิ และความสงบ
ส่วนวิปัสสนา การฝึกเพื่อให้มีปัญญา ให้รุ้แจ้งเห็นจริง แต่ถ้า ฝึกแต่สมถะ ก็จะมีแค่สมาธิ
ยิ่งฝึกก็จะยิ่งมีสมาธิ อย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้วว่า เพ่งหม้อข้าวก็รู้สึกเห็นแต่หม้อข้าว
อะไรผ่านไปผ่านมา ก็ไม่รับรู้ แบบนี้เรียกว่า สมาธิ แต่ไม่มีสติ....ถ้าอยากให้มีสติ
ต้องฝึกแบบ วิปัสสนา จะได้มีสติและเกิดปัญญา ใครสรุปได้นอกเหนือ จากนี้ ก็รบกวนชี้แนะ ด้วยนะครับ.....
สรุปเอาเองนี่ครับ
Quoteเอาละครับ ผมแน่ใจแล้วครับว่า กรรมฐาน ไม่มีชื่อเรียกอื่นครับ กรรมฐาน 40 กอง
สมถกรรมฐาน เป็น ส่วนหนึ่ง ของ กรรมฐาน เช่นเดียวกับ วิปัสสนากรรมฐาน
แต่ชาร์ป ยืนยันว่า สมถกรรมฐาน เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของกรรมฐาน โดยอ้างเว็บนี้
http://203.146.252.209/songmetta.com/wat/index_xy.php?left=1&item=6
แต่ผมว่าไม่ใช่ผม จึงค้านด้วยเว็บนี้
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กรรมฐาน (ค้นหาคำว่า กรรมฐาน) *** เว็บพระไตรปิฎก
ทำความเข้าใจเอาเองนะครับว่าจะเชื่อใคร
เข้าใจผิดครับ
จักรีบอกเองว่า สมถกรรมฐาน เป็น ส่วนหนึ่ง ของ กรรมฐาน
มี 40 วิธีเหมือนกัน
ถ้าเราพูดถึง วิธีปฏิบัติใดใน 40 วิธีของสมถกรรมฐาน = กรรมฐาน 40 ครับ
Quoteผมรู้ครับว่าชาร์ปเป็นคนดี ทำทุกอย่างด้วยจิตที่เป็นกุศล ผมเห็นด้วยและน่าเอาแบบอย่าง อันนี้ผมขออนุโมทนาด้วยครับ
ผมขออนุญาติแนะนำชาร์ปว่า แล้วทำไมชาร์ปไม่ปล่อยวาง ยึดติดทำไมกับ บุคคล กับสถาบัน อย่างที่พี่เก้อบอกนั่นแหละ
ชาร์ปไม่จำเป็นต้องตอบแทน ความผิดปกติของสถาบัน ทั้งหมด ในเมื่อพระสังฆราช ท่านทรงวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองแล้วว่าบิดเบือนจริง
และทางวัดก็ยอมรับเอาไปแก้ไขในคำสอนให้ตรงตามพระไตรปิฎกแล้ว (ถึงแม้จะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไร)
หรือถ้าชาร์ปจะกลับมาแนะนำผมว่าผมนั่นแหละที่ยึดติด ผมก็พร้อมที่จะน้อมรับเอาไปปรับปรุง...
ถ้าเกิดว่ามีคนมา ด่าว่า ครูของผมโดยที่ท่านไม่มีความผิด
ผมก็จะอธิบายให้เค้าเข้าใจครับ ว่า เค้าเข้าใจผิด
ผมทนฟังอย่างเดียวไม่ได้ครับ
ตอนนี้ที่วัดของสอนแบบที่ผมอ้างอิงจากพระไตรปิฏกครับ
รวมถึงการนั่งสมาธิแบบของธรรมกาย หลวงปู่ท่านก็อธิบายไว้หมดแล้วครับ
ว่ามันเกี่ยวกันยังไงกับพระไตรปิฏก
ทางวัดสอนถูกต้องตามหลักพระไตรปิฏกทุกอย่างครับ
Quoteส่วนสองประโยคท้ายนี้ ผมมองว่าแปลกๆ
พุทธศาสนา นะครับ ไม่ใช่ขบวนการจูเรนเจอร์ ที่ต้องรวมพลังกันขนาดนั้น
(ขออภัยที่ยกตัวอย่างได้น่าเกียจมากในเวลาแบบนี้....)
ที่สำคัญ เป้าหมายคือการหลุดพ้น ละทิ้ง ปล่อยวาง ไม่ใช่เหรอ.........?
แต่ถ้าหมายความว่าชาวพุทธต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เห็นอะไรไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกไม่ควร
ต้องช่วยกันบอก ต้องช่วยกันเตือน ............อะแบบนี้ค่อยยังชั่ว....
จะทำยังไงให้ถึงเป้าหมายนั้ันละครับ ถ้ายังมั่วแต่ทะเลาะกันเอง
ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
จักรีเคยมานั่งสมาธิแบบศูนย์กลางกายด้วย และไม่พอใจ ไม่เข้าใจ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าจักรี เคยมานั่งบ่อยขนาดไหน
ต่อเนื่องไหม นั่งทุกวันหรือป่าว
ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
จักรีมองว่า วัดพระธรรมสอนแบบผิดหลักของพระไตรปิฏก
บิดเบือนคำสอน
ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
ถึงผมจะหาหลักฐานมายังไง
ก็ไม่สามารถทำให้จักรีเข้าใจวัดพระธรรมกายได้
เพราะด้วยอคติที่ไม่ดีอยู่แล้ว ของจักรี
ถึงผมจะหาหลักฐานที่ถูกต้องมายืนยันคำพูดของผมด้วย
จักรีก็จะพยายามหาประเด็นอื่นๆ
มายันว่า วัดพระธรรมกายเพี้ยนอยู่ดี
ตอนนี้ที่ผมรู้คือ
จักรี สรุปเอง และเข้าใจเองโดยใช้ความรู้
จากเว็บ http://84000.org
และก็ไม่ได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติม
เช่น 69 กัณฑ์ เทศน์หลวงปู่
สรุป
จักรีเกลียดวัดพระธรรมกาย // วัดพระธรรมกายสอนเพี้ยน // การนั่งสมาธิของธรรมกายไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฏก //
ไปเจอคนของวัดพระธรรมกายมีความประพฤติไม่พอใจก็เหมาว่าวัดสอนเพี้ยน
ทางเลือกสำหรับผมก็คือ
1.ก้มหน้ายอมรับเหตุผลของจักรีสะ แล้วทุกอย่างจะจบ
2.หาหลักฐานมายืนยัน แล้วชี้แจ้งเหตุผลไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร
เพราะก็จะหาเรื่องมายันว่าวัด เพี้ยนอยู่ดี
ผมยอมรับว่า ผมไม่สามารถแก้ไข ความข้องใจของคนนอกต่อวัดพระธรรมกายได้เลย
อย่างที่พี่ระจันบอก "คนนอกธรรมกายมองด้วยสายตาแปลกๆ จริงๆ นะครับ"
มันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่สามารถ อธิบายให้เข้าใจได้
ผมขอโทษจักรี ที่ไม่สามารถแก้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับธรรมกายของจักรีได้เลย
ผมขออะไรจาก จักรีหน่อย เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
1.ทางใครทางมันครับ เพราะผมไม่สามารถแก้ไขข้อข้องใจการจักรีไม่ได้เลย
2.มาบวชที่วัด จะสมัครกลางๆกุมภาพันธ์นี้ โครงการนี้บวชฟรีครับ
น้อมรับ ครับ.....
ปล. แต่ผมยังมองว่าเป็นการถกกันเพื่อก่อเกิดปัญญา บางคนมองพุทธศาสนาเพียงผิวๆ ผมจึงชี้ให้เห็น ในทางของผม ว่า ทางที่ผมศึกษา มัน ยึดหลักของเหตุและผลเพียงไร .... ผมไม่อยากให้ใครมา
มองว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงการเอาคำสอนมายึด เอะอะอะไรก็อ้างคำสอน ซึ่งผม ก็ลองอธิบายให้มัน
เป็นเหตุเป็นผลตาม ถ้าอันไหนนึกตามไม่เข้าใจผมก็จะพยายามหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะการอ้าง ตำรา ที่ช่วง
หลังๆผมก็ใช้อ้างเหมือนกัน ครับ ซึ่งจุดประสงค์ของผมเมื่อครั้งแรกๆ ผมอยากให้มันออกไปในแนวทาง
ความคิดเห็นมากกว่า.....
เมื่อยกเอา เรื่อง หลักศาสนาออก
..... ผมยังเห็นชาร์ปเป็นคนดี ที่เด็กสมัยนี้น่าเอาเป็นตัวอย่าง และผมก็ได้ร่วมอนุโมทนาไปแล้ว จากใจจริง .....
Quoteปล. แต่ผมยังมองว่าเป็นการถกกันเพื่อก่อเกิดปัญญา บางคนมองพุทธศาสนาเพียงผิวๆ ผมจึงชี้ให้เห็น ในทางของผม ว่า ทางที่ผมศึกษา มัน ยึดหลักของเหตุและผลเพียงไร .... ผมไม่อยากให้ใครมา
มองว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงการเอาคำสอนมายึด เอะอะอะไรก็อ้างคำสอน ซึ่งผม ก็ลองอธิบายให้มัน
เป็นเหตุเป็นผลตาม ถ้าอันไหนนึกตามไม่เข้าใจผมก็จะพยายามหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะการอ้าง ตำรา ที่ช่วง
หลังๆผมก็ใช้อ้างเหมือนกัน ครับ ซึ่งจุดประสงค์ของผมเมื่อครั้งแรกๆ ผมอยากให้มันออกไปในแนวทาง
ความคิดเห็นมากกว่า
ตอบจักรีครับ
การใช้ความคิดเห็นส่วนตัว กับคำสอนของพระพุทธเจ้ามี % ผิดพลาดได้ครับ
เหมือนพวกนักวิชาการระดับโลกหลายๆคน
เช่น
ญี่ปุ่น บอกว่า พระไตรปิฏก ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลมีคนแต่งขึ้นมา
เพราะคนอินเดียไม่น่าที่จะมีภูมิปัญญา เขียนพระไตรปิฏกได้
พระพุทธเจ้าไม่มีอยู่จริง นิพพาน= ตายแล้วสูญ ฯ
เวลาศึกษาต้องศึกษาหลายๆ ทางครับ
พระไตรปิฏกมีกี่เล่ม มีกี่แบบ สยามรัฐ มหากุฏ ฯลฯ ต้องอ่านให้หมดครับ
ในหัวข้อเดียวกัน ความหมายต่างกันก็มีครับ เว็บที่จักรีอ้างอิงด้วย
ผมลองใช้แล้วบางครั้งเค้าก็ตอบมา ไม่ครบ ไม่มี(แต่ในมหากุฏ มี)
คำสอนใน มหายาน เถรวาท นิกายต่างๆ ต้องศึกษาให้หมดครับ
เมื่อศึกษาคำสอนหมดแล้วเราก็จะสามารถ เอาความรู้มาแปะติดแปะต่อกันได้
ทำให้เราสามารถเข้าใจหลักธรรมต่าง ได้สมบูรณ์มากขึ้น
และก็
เข้าหาครูบาจารย์ หรือ พระอาจารย์ด้วยครับ
เพราะบางครั้งเราเองก็เข้าใจผิดประเด็น จับประเด็นไม่ถูกครับ
และ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
การนั่งสมาธิครับ ทำใจนิ่งๆเฉยๆ
ทำให้เวลาเราอ่านอะไร ความคิดของเราเป็นกลางๆไม่ + ไม่-
ส่วนพวกที่มาว่าอะไรๆก็อ้างคำสอน
ไม่เชื่อ ไม่สนใจในหลักฐานที่เรายกไป
ก็บอกได้เลยว่า พวกนี้ไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ เถียงพระพุทธเจ้าครับ
ผิดตั้งแต่ ตีความหมายคำสอนแล้วครับ
การตีความ = ไม่แน่ใจในคำสอนครับ
เพราะว่าเค้าไม่ได้ทำตามคำสอน ครับ
cause = effect เมื่อไม่ได้ทำตาม ก็ไม่เห็นผลของการกระทำ
เป็นเหตุเป็นผลครับ
Quote
ชอบมากเลย หม้อข้าวๆ หม้อข้าว
คุ้นๆว่าเคยมีมาจัดนั่งสมาธิแบบนี้ด้วยที่หาดใหญ่ตอนเด็กๆ ไปนั่งกับเค้าด้วย
มาเป็นดวงแก้วมาเลย แล้วออกเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แล้วมีเมฆสีทอง ง่ะ
คนมาดูแลก็ถามนะเราก็เล่าไปหมด
ตอบพี่เอ
หลักการนั่งสมาธิแบบธรรมกายคือ (โดยสรุป)
นำใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายครับ เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
แต่การจะทำใจให้นิ่งอยู่ได้ที่ ศูนย์กลางกาย
คือต้องนึก นิมิต เหมือนเป็นการทำเครื่องหมาย กำหนดให้ใจอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย
เอาอะไรมาเป็นนิมิต?
ศพ (อสุภะ) หม้อหุงข้าว ดวงแก้ว องค์พระ แอปเปิ้ล องุ่น ipod กะทะ ส้มตำ
อะไรก็ได้ครับ (ที่ไม่ทำให้ใจตกต่ำเช่น เจี้ยว นม หน้าแฟน เทือกๆนี้ ฯลฯ)
ทำใจนิ่งๆว่างที่ ศูนย์กลางกายก็ได้ครับ
กรรมฐาน 40 วิธีนั้นแหละครับ แต่กำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย
สุดท้ายมันก็จะกลายเป็น ดวงปฐมมรรค เหมือนกันหมดครับ
คำภาวนาก็แล้วแต่ครับ
หลักๆคือ สัมมา อะระหัง // พุทโธ อะไรก็ได้ครับ
ที่ทำให้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกาย
อ่านเพิ่มเติม
http://www.dmc.tv/pages/meditation/meditation01.html
Quoteพี่ชาร์ป น้อยใจเยอะแหละ ผมว่า ลันล้า
ขอให้ได้ทีมครบโดยไว
ผมสัมผัสธรรมกายนะครับ
แม้ไม่เคยเข้าไปนั่งสมาธิแบบเห็นลูกแก้ว
แค่วิ่งวงแหวนตรงปทุมก็ผ่านแล้ว (อิอิ)
เอ้อผมดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวัน
จนเมียผมยังคิดว่าผมเป็นธรรมกายไปแล้ว
(คนนอกธรรมกายมองด้วยสายตาแปลกๆ จริงๆ นะครับ)
ผมชอบนะครับ ในบางครั้ง
แต่โดยองค์รวม ผมไม่สามารถจริงๆ ครับ
และผมก็กินอาหารจาก สันติอโศก เสมอ
และเดินผ่านรูปเคารพพระแม่มารี แห่งฟาติมา
ผมขอพรให้พระแม่คุ้มครองลูกสาวผมทุกวัน
ก่อนนอน ผมสวดมนต์จบ ขอพรพระพรหม
และสิ่งที่ผมเคารพ คุ้มครองครอบครัวผมด้วย
จิปาถะเคารพไปหมดแหละครับ
ใครจะว่าอย่างไร เยี่ยงไร ผมรับไว้หมดละครับ
ตอบพี่ระจันครับ
คือ ทีมงานสื่อ หรือ DMC ของทางวัดอ่ะครับ เป็นมือใหม่ทั้งสิ้น
บางคนนั้นทำสื่อไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ อาสาสมัครบางคนก็ติดงานของเค้าเอง
เลยไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องได้ และ่มันไม่มีคนทำครับ
คุณภาพเลยออกมาแบบที่เห็น แต่ก็กำลังปรับแก้ตลอดแหละครับ
ผมได้ความรู้จากบอร์ดนี้ไปเยอะ สำหรับการทำสื่อต่างๆครับ
มุมมองของคนนอก ไปใช้พัตนาสื่อของทางวัด
ตอบพี่เก้อ ครับ
Quoteตอบชาร์ปก่อน ประเดี๋ยวจะว่าเป็นการไปล่วงล้ำอะไร
ที่พูดเรื่องบ้าบุญไป เป็นการพูดโดยทั่วๆไป
ส่วนความคิดเห็นต่อธรรมกายนั้น เราเฉยๆ ไม่มีความคิดเห็น
อ้อ มีเหมือนกัน คิดว่า ดีไซน์ต่างๆเกี่ยวกับธรรมกาย
ไม่ว่าจะสิ่งพิมพ์ สิ่งก่อสร้าง ภาพถ่าย ฯลฯ สวยมาก มีรสนิยม
เข้าใจว่ามีมืออาชีพคอยดูแลตรงนี้
มืออาชีพนี่ว่านี้ คืออาสาสมัครแบบพวกผมแหละครับไม่ได้ไปจ้างที่อื่น
วัดพระธรรมกาย มีคนเข้าวัดหลายอาชีพครับ
ใครมีความสามารถอะไรก็เข้าไปช่วยเหลือในสิ่งนั้นๆ
เช่น หมอ ก็มาแนะนำ รักษาพระภิกษุที่อาพาร ครับ
งานสื่อ ก็มาช่วยทำสื่อของวัดพระธรรมกายต่างๆ 3D 2D การ์ตูน ใบปลิว ฯลฯ
วิศวกร ก็มาช่วยเรื่องการก่อสร้าง
ฯลฯ
ในแบบ อาสาสมัคร ครับ
Quoteถ้าหากจะติดใจอยู่ ก็ตรงที่ทุกสิ่งที่สื่อผ่านออกมาเกี่ยวกับธรรมกาย
คงมีอะไรผิดพลาดเป็นแน่แท้ ที่ทำให้คนทั่วไปเกือบหมดประเทศ
เข้าใจไปในทางเดียวกันแบบนั้น ตรงนี้มีคนของทางธรรมกายเองหาสาเหตุไว้ไหมครับ
นอกจากประเด็นข่าวใหญ่เมื่อตอนนั้น
อัญจรรย์ตะวันแก้วครับ เป็นตัวเปิดเรื่องในการโจมตีของสื่อต่างๆในเรื่องอื่นๆต่อมา
ต่อเนื่องตลอด 1-2 ปี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเองก็ยังไม่สามารถโปรดคน ได้หมดได้
ยังมีคนมาด่าว่าพระองค์ตลอด ดังในพระไตรปิฏก
ทางวัดเองก็ไม่สอนให้คนของวัดเอง เข้าใจได้หมดเหมือนกัน
จึงทำให้
คนของวัดเองส่วนหนึ่งก็ทำเรื่องไม่เข้าท่าหลายเรื่องครับ
ทำอะไรโดยไม่คิดก่อน พลอยเดือดร้อนถึงหลวงพ่อ ด้วย
ผมก็ขอโทษแทนคนของวัดด้วยนะครับ
Quoteหมายถึง อย่างชาร์ปชวนให้ไปพิสูจน์หรืออย่างไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าหากทั่วปะเทศนี้เรายังมีวัดที่ปฏิบัติไม่มีเรื่องสงสัยใดๆให้ได้ยินอยู่
ทำไมเราจะต้องไปที่ที่เรายังมีข้อสงสัยอยู่ล่ะ จริงไหม
ไปเพื่อให้หายสงสัยเท่านั้นหรือ เข้าใจเรื่องต้องพิสูจน์ให้เห็น
แต่หากคนๆหนึ่งจะเลือกสถานที่เพื่อการปฏิปบัติธรรม คงไม่ได้เลือกเพราะเหตุนั้น
หากเขามีตัวเลือกที่ปราศจากข้อสงสัยให้เลือกไปมากมาย
คนส่วนมากก็น่าจะเลือกแบบนั้นนะครับ
รวมถึงเรื่องที่ว่ามีวิถีทางที่ถูกจริตกับคนๆนั้นด้วยนะ
เช่น บางคนต้องการปฏิบัติในความสงบปราศจากผู้คน อยู่ในธรรมชาติ
ก็ย่อมจะไม่มีธรรมกายเป็นตัวเลือกในใจ อย่างเช่นเราเป็นต้น
หากเราจะเลือกสถานที่ศึกษาธรรมะ เราคงเลือกที่ที่คนน้อย
ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตอยู่แล้ว โดยไม่ได้หมายความว่าที่ที่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตจะผิด
จริงๆเรื่องเราไม่เข้าไปพิสูจน์นี้ สาเหตุสำคัญคงอยู่ที่
อยากศึกษาศาสนาในฐานะที่มันเป็นปรัชญา
ความหมายคือ ไม่มีคำว่าศรัทธาหรือความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติใดๆในฐานะศาสนิก เนื่องจากไม่หวัง
การบรรลุผลในเชิงศาสนาใดๆ ไม่ว่าจะนิพพาน ขึ้นสวรรค์ หรือไปอยู่กับพระเจ้า
แค่ต้องการทำความเข้าใจเท่านั้นน่ะครับ
ถ้าจะให้บอกว่าเชื่อในอะไร ก็คงต้องบอกว่า
เชื่อใน อิมเมจิ้นของจอห์น นอนเล่นล่ะมั้ง
อย่างน้อยการเข้ามาพิสูจณ์ ก็จะถูกต้องตามหลักของ กาลามสูตร ครับ
ผมสามารถทำได้แต่การตอบคำถาม แก้ไขข้อข้องใจ และชักชวนคนเข้าวัด
ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ใช้หลักของกัลยาณมิตร ครับ
Quote
ขอย้ำอีกที สำหรับเรา ธรรมกาย ไม่มีดีไม่มีเสีย ถ้ามีเวลาก็อยากไปดูอยู่เหมือนกัน
ส่วนเรื่องข้อที่เราไปเจอมานั้น ชาร์ปไม่ต้องตอบก็ได้
การกระทำทุกอย่างของธรรมกายไม่ใช่ความรับผิดชอบของชาร์ป
คนมันเยอะ ต่างคนก็ต่างทำกันไปแบบของตัวเอง
คิดว่าทุกคนที่นี่ก็ไม่มีข้อเคลือบแคลงอะไรในตัวชาร์ป
และต่อความศรัทธาของชาร์ป สิ่งนี้ มัน"จริง"อยู่แล้ว
ซ้ำเรายังทึ่งในความรู้ที่ลงลึกถึงรายละเอียดข้อพระไตรปิฎกของชาร์ปเสียอีกด้วย
ความรู้สึกของผมคือ เหมือนมีคนมาต่อว่า พ่อแม่ของผม โดยที่ท่านไม่มีความผิดอะไรเลย
ผมอยากจะด่าด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆอธิบายให้เค้าเข้าใจ
เพราะที่เค้าต่อว่าพ่อแม่ของเรา เพราะ เค้าไม่เข้าใจเท่านั้นเอง
ทุกคำ สำหรับผมมัน สะเทือนใจครับ มันปวดใจ
เหมือนพ่อแม่ของเรา โดนรุมกระทืบ โดนทุบตี ต่อหน้าต่อตาโดยที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ทุกคำที่บอกว่า
ธรรมกายเพี้ยน หลวงพ่อบัดเบียนคำสอน บ้าบุญ บ้าธรรมกาย
บ้าลูกแก้ว มีที่ไหน ขบวนการจูเรนเจอร์ ความผิดปกติของชาวพุทธ
ฆ่าผมให้ตายเลยยังดีกว่า
ผมก็กัดฟันอธิบายต่อไป
บางครั้งผมก็ร้องไห้ไป พิมพ์คำตอบไปโดยหวังว่าให้ เค้าเข้าใจ
ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมก็ยังคงร้องไห้ไป พิมพ์คำตอบไป โดยหวังว่าให้ เค้าเข้าใจ
ผมเองอยากให้คนทั่วไป ได้มาพบเจอสิ่งดีๆที่ผมได้เจอ ในวัดพระธรรมกายเท่านั้นเอง
ผมศึกษาข้อมูลเพิ่มเิติมมากมาย แต่ผมเองก็ยังคงทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม
ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เกิดเหตุในบอร์ดเรื่องกรณีธรรมกาย
ผมย้ายมาหลายบอร์ดแล้ว
บางครั้งผมก็เสียเพื่อนดีๆไปด้วย การคุยกันเรื่องกรณีธรรมกาย
ผมเองไม่รู้ว่าผมจะเล่นบอร์ดนี้ต่อไปได้อีกนาน เท่าไหน
ทุกคำถามมัน ปวดใจเหลือเกิน
พรุ่งนี้ผมไม่อยู่ไปต่างจังหวัด - วันที่ 21
่ผมไม่รู้ว่าหลังจากวันนั้น ผมยังคงมาตอบคำถามเหมือนเิิดิมหรือป่าว
ยังคงมาปั่นบอร์ด เอาสิ่งนู้นสิ่งนี้มาโชว์ ได้เหมือนเดิมหรือป่าว
เหมือนเป็นบ้า โรคจิต
แต่ผมทนไม่ได้ครับ ผมไม่สามารถแก้ข้องใจต่อวัด ต่อหลวงพ่อ ได้เลย
ผมไม่สามารถพูดคุย เล่นบอร์ดได้อย่างเดิม
แต่สำหรับฟ๐นต์มันแตกต่างจากบอร์ดที่ผมเคยเล่นมา
บางทีผมอาจจะเข้ามาตอบคำถาม
จะพยายามทำให้เป็นเหมือนเดิม
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผมได้จากบอร์ดฟ๐นต์ ครับ
จาก ชาร์ปครับ
อ้าว....รู้สึกผิดเลยผม อย่าทำอย่างนี้ซิครับชาร์ป ..... :05:
อาการแบบนั้นแหละหลวงพี่ชาร์ป ที่ทำให้คนภายนอกมองว่าธรรมกายแปลก และแปร่ง ๆ
ผมมองว่าธรรมกายแทบไม่แตกต่างจากทักษิณ และแอมเวย์ ที่มีทั้งคนหลง และคนมองด้วยสายตาแปลก ๆ มันยากที่ผมจะบอกให้หลวงพี่ลองมามองจากมุมคนนอก เหมือนที่หลวงพี่พยามบอกให้คนนอกมองมาจากมุมภายใน
ธรรมกายใช้บุญ และความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ทั้งโลกนี้และโลกหน้ามาเป็นตัวทำให้ want ในการทำบุญ กลายเป็น need ทำไมผมถึงกล้าบอกแบบนี้ เพราะทุกครั้งที่ผมไปร่วมงานของวัด หรือแม้แต่ในช่อง DMC เองก็ตาม สิ่งที่สื่อออกมาคือ ทำบุญแล้วรวย ทำบุญแล้วหลวงปู่ช่วย ทำบุญแล้ว....มีโอกาสไปที่ดุสิตบุรี ที่ซึ่งหลวงปู่รอทุกท่านอยู่
แน่นอนผมเห็นด้วยกับการทำบุญเพื่อทำนุพระพุทธศาสนา แต่การสื่อสารแบบนี้มันทำให้คนเกิดอาการบ้าบุญ และหลงบุญ จนไม่รู้ว่าตัวตน หรือจุดหมายที่แท้จริงของพุทธคืออะไร และการสื่อสารของธรรมกาย ก็ใช้ทั้งหลายแบบแบบตรง ๆ อย่างที่เก้อบอก หรือไม่ว่าการสร้างพระประจำตัว องค์ละ 15,000 บาทเป็นอย่างน้อย หรืออื่น ๆ อีกจิปาถะ และใช้วิธีทางอ้อม โดยการปล่อยให้คนได้มีจินตนาการร่วม ซึ่งวิธีนี้สามารถดึงคนเข้ามาได้เป็นจำนวนมาก
บ้างครั้งความหลงกับศรัทธาอยู่ห่างกันนิดเดียว :46:
เส้นมันขีดอยู่นิดเดียวอ่ะครับ ระหว่างความเชื่อ กับความจริง
บางครั้ง ความเชื่อก็ล้ำไปในความจริง
บางครั้ง ความจริงก็ล้ำไปในความเชื่อ
มันก็เลยเกิดเหตุการณ์เถียงกันไปเถียงกันมา
คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ผมเรียนมา ไม่เห็นจะต้องตีความอะไรเลยซักนิด
พระองค์ท่านว่าอย่างไรก็ตามนั้นเป๊ะๆ เลย
แต่บางคำอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีสื่อให้เป็นสมัยใหม่
ให้มาบอกกันด้วยภาษาบาลี... ไม่ใช่ไม่ขลังนะครับ แต่มันไม่เข้าใจในตัวภาษาบาลี
ทีนี้จังหวะที่มันจะเพี้ยนก็คือตอนแปล + เปลี่ยนวิธีสื่อความหมายนี่แหละ
(โพสนี้จริงจัง)
ลองเข้าไปดูที่ www.budpage.com
คนที่นั่นสนทนาธรรมกันน่ารักมากเลยครับ
คือ ที่จริงแล้ววันนี้ผมอ่านงานของ ติช นัท ฮันท์
เป็นหนังสือที่อ่านเมื่อไหร่แล้วเรียกสติมาได้ทุกครั้ง
คือผมว่าวิธีการอันเรียบง่ายและสวยงามในใจเรามันมีอย่างนี้ครับ
- การดำเนินชีวิตโดยตื่นอยู่ทุกชั่วขณะ
- การมองโลกในแง่มุมที่สวยงาม มองผู้อื่นในด้านดีก่อนจะตำหนิ
- การจะทำอะไำรเป้าหมายไม่ใช่ปลายทาง แต่ทำแล้วเรารักกันมากขึ้นหรือเปล่า ยิ้มให้กันมากขึ้นหรือเปล่า
...
การคำนึงถึงเป้าหมาย ว่าจะต้องให้ได้อย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้
แล้วเราไม่มีความสุข ก็เปล่าประโยชน์
ในทางกลับกัน... การที่เราหวังไว้ส่าจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องได้อย่างนี้
โดยที่มีความสุขกับ ชั่วขณะจิตของเรา ณ เวลาปัจจุบัน
กลับมีประโยชน์
การมีสติอยู่ตลอดเวลา เราพบว่าเราสำรวจจิตใจของเราว่ากำลังทำอะไร
และทำให้มันสงบราบเรียบ
นี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องการให้มันเกิดขึ้นใช่หรือไม่...
...
การเป็นคนที่ดี และใจสงบ บางทีจะอ่านเอาหลักธรรม คำสอน ศาสนาไหน
หรือร่องรอยกราฟิตี้บนกำแพงก็ได้... เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้น
ไม่ใช่จากถ้อยความที่เรารับรู้ แต่เกิดขึ้นที่จิตใจของเรา
แม้จะดูหนังเลือดสาด ละครน้ำเน่าหลังข่าว แต่ใจเรารู้ว่ามันก็แค่นั้น
อ่านหลักธรรมที่บิดเบือน ฟังคำเทศน์พระปลอม แต่เรามิได้สนใจในเนื้อหาตรงนั้น
เราสนใจว่า เราคิดเห็นกับสิ่งนั้นอย่างไร... เราพิจารณา ยิ้มที่หัวใจ แล้วจะทำอย่างไร
กับมันก็ตาม เราก็จะไม่เป็นทุกข์
การมีสติอยู่ทุกชั่วขณะ ทำให้เราเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
ยอมรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ทนทานความเจ็บปวดได้มากขึ้น
...
ใช่แล้วครับ
ถึงตรงนี้คงต้องถามว่าทำอย่างไรจึงจะมีสติอยู่ทุกชั่วขณะ
การฝึกฝนต้องมีขั้นตอนไหม ต้องซื้อบัตรเติมเงินไหม
ต้อแต่งเครื่องแบบหรือเปล่า จะต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมมั้ย
ไม่ต้องมีอะไรเลยครับ
แค่ภาวนาในสิ่งที่เรากำลังทำก็พอ
เรากำลังปั่นบอร์ด (ถ้าเราคิดได้ เราจะถามว่า งานการล่ะ ทำรึยัง)
เรากำลังทำงาน (เราจะทำด้วยความตั้งใจ)
เรากำลังขับรถ (เราจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัย)
เรากำลังขุ่นมัว (เราจะหยุดมันลงได้อย่างเงียบงัน)
...
ผมว่ามันได้ผลนะ ถ้าฝึกฝนกันบ่อยๆ
ถึงแม้ผมจะยังไม่มีสติอยู่บ้างก็ตาม
แต่การที่เรารู้ตัวอยู่ มองโลกในแง่ดี รักผู้อื่น ทำดี อยู่อย่างมีสุข
ผมว่าแค่นี้ก็พอแล้ว...
:22:
ที่เต่าอ่านคือ ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ หรือเปล่า
ปัจจุบัน เป็นเวลาประเสริฐสุดครับ :42:
ความจริงผมมีเกือบทุกเล่ม เก่าๆ ทั้งนั้น
กระจู๋ช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรบ้างอยู่บนหิ้งนะครับ :34:
:33:
ฟู่ว....:อีโมควันออกหู:
อ่านจู๋นี้แล้วเหนื่อยจริงๆ พี่สองคนถกปัญหาธรรมกันอย่างกับพระนาคเสนพระยามิลินทร์เลย
สุดยอดมาก :12:
:อีโมทำตัวลีบๆ แล้วเดินจากไป:
มองต่างมุมมันก็ดี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ถ้ามองในมุมของคนอื่นๆ (หมายรวมถึงมุมของตาสีตาสาด้วย)ก็จะดีไม่ใช่น้อย
ไม่ได้เข้าจู๋นี้มาสามวัน
คุยกันอร่อยดีครับ
ใจจริงไม่อยากให้ชาร์ปช้ำใจนะ
แต่รู้สึกได้ว่านี่คือการพูดคุยที่ได้อะไรมากๆ จากการแลกเปลี่ยนกัน
ป.ล.
ตอนเป็นทหารก็มีจ่าที่บ้าธรรมกาย - ขอใช้คำว่าบ้าธรรมกายเลยนะ
เหมือนกับคนที่เคร่งศาสนาอะไรสักอย่างจนพูดกับใครไม่รู้เีรื่องเลยน่ะ
แกชอบเอาวารสารของธรรมกายมาให้อ่าน ซึ่งก็ยอมรับจริงๆ ว่าเขาทำสวยมาก :12:
ในเมื่อชาร์ปทิ้งท้าย...........แบบนี้แล้ว ผม ก็จะขอทิ้งท้ายบ้าง ..ละกัน
เนื่องจาก มีอยุ่คำนึงที่มัน ทำให้ผมแคลงใจ มาก
" ให้เข้าหาครูบาอาจารย์ "
ผมมีครูบาอาจารย์ของผมครับ เพียงแต่ว่า หลวงพ่อที่ผมถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของผมนั้น ท่านได้สอนผม ไม่ให้ยึดติดในตัวท่าน ในตัวตน ในวัตถุ ในบัญญัติต่างๆ
การมอง โลกแบบเมทริกอย่างที่หมอแมวบอกในหน้าแรกๆ ....
เวลาศึกษาต้องศึกษาหลายๆ ทางครับ
พระไตรปิฏกมีกี่เล่ม มีกี่แบบ สยามรัฐ มหากุฏ ฯลฯ ต้องอ่านให้หมดครับ
ในหัวข้อเดียวกัน ความหมายต่างกันก็มีครับ เว็บที่จักรีอ้างอิงด้วย
ผมลองใช้แล้วบางครั้งเค้าก็ตอบมา ไม่ครบ ไม่มี(แต่ในมหากุฏ มี)
คำสอนใน มหายาน เถรวาท นิกายต่างๆ ต้องศึกษาให้หมดครับ
เมื่อศึกษาคำสอนหมดแล้วเราก็จะสามารถ เอาความรู้มาแปะติดแปะต่อกันได้
ทำให้เราสามารถเข้าใจหลักธรรมต่าง ได้สมบูรณ์มากขึ้น
และก็
เข้าหาครูบาจารย์ หรือ พระอาจารย์ด้วยครับ
เพราะบางครั้งเราเองก็เข้าใจผิดประเด็น จับประเด็นไม่ถูกครับ
เอาละครับ ผม คงไม่เถียงเพื่อเอาชนะใคร การที่บอกว่า พระไตรปิฎกมีอยุ่ หลายฉบับ
อันนี้ผมไม่เถียงเลย ที่ผมอ้างมาเป้นเพียง ฉบับ สยามรัฐ ก็จริงแต่อย่างน้อย ผมก็อ้างพระไตรปิฎก ....................
จะสังเกตุดู
ผมไม่เคยอ้าง จากเว็บบอร์ด เพราะ มันก็เหมือนขึ้นชื่อว่าเป้นกระดานความคิดเห็น
ผมจะไม่อ้างจากเว็บวัด เพราะเว็บวัดก็เอาจากพระไตรปิฎกมาสอน ที่สำคัญคนทำเว็บวัดจะรุ้จริง
แน่หรือ?และแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ผิดเพี้ยน....
ผมจะไม่อ้างหนังสือ ที่คนนู้นคนนี้เขียน ที่ท่านนู้นท่านนี้แสดงธรรม ถึงแม้จะเป็นหนังสือของหลวงพ่อ
ที่เป็นอาจารย์ผมก็ตาม....ซึ่งผมถือว่า หลักใหญ่ใจความล้วนมาจากคำสอนศาสดา
ที่มีอยุ่ในพระไตรปิฎกที่คนทั่วไปเชื่อถือ ผมแอบอ้างถึงพระสังฆราชเพียงครั้งเดียวและท่านเดียวเท่านั้น นับ จากที่ถกกันมา ....
สรุปแหล่งที่มาที่ผมแอบอ้างมามีเพียง 2 แหล่งเท่านั้น คือ เว็บไซต์พระไตรปิฎก ฉบับ สยามรัฐ (ถึงแม้ว่าจะไม่แน่ใจ ถึงภูมิรู้ภูมิธรรม ของผู้สร้างเว็บเท่าไร แต่ก็เชื่อในการตรวจสอบ ) และ คำวินิจฉัย
ของสมเด็จพระสังฆราช ที่มีต่อกรณีวัดธรรมกายในปีนั้น............
ซึ่งอย่าถามผมถึงหลักฐานที่เป้นตัวหนังสือ เพราะผมคงต้องบอกว่าให้ไปหา ฎีกา อ่าน........
ทั้งที่ผมมีแหล่งข้อมูลมากกว่านั้น ... แล้วทำไมผมถึงไม่ยกมาอ้างบ้างละ เพราะผมเลือกแล้ว ว่า
อย่างน้อย เนื้อหา ในพระไตรปิฎก จะยังคงรักษาแก่นไว้ได้ดีกว่า เยาวชนที่เข้ามาอ่าน
จะได้รู้ว่าตัวอย่างที่ผมยก ไป ถ้า ไม่แน่ใจจะได้ตามอ่านแหล่งที่มาที่เชื่อถือและคนทั่วไปยอมรับ....
ได้อย่างถูกต้อง
ในกรณี เรื่องต่างๆที่เราเห็นต่างกัน ซึ่งถ้าอ่านดูแล้วมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น
ถ้ายึดหลักคำสอนในพระไตรปิฎกแล้ว ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าใจผิดแน่นอน.........
ซึ่ง การปฎิรูปธรรมของศาสดา เป็นเรื่องที่ แย่มากๆ หรือจะเรียกว่าบาปหนักก็แล้วแต่
แต่การเผยแผ่ที่ผิดๆนั้น แย่ยิ่งกว่า หรือจะเรียกว่าบาปกว่าก็ได้
....................................................................................................
สรุป
การปฏิบัติ แบบธรรมกายเท่าที่ชาร์ปบอก คือ
นำใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายครับ เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
แต่การจะทำใจให้นิ่งอยู่ได้ที่ ศูนย์กลางกาย
คือต้องนึก นิมิต เหมือนเป็นการทำเครื่องหมาย กำหนดให้ใจอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย
เอาอะไรมาเป็นนิมิต?
ศพ (อสุภะ) หม้อหุงข้าว ดวงแก้ว องค์พระ แอปเปิ้ล องุ่น ipod กะทะ ส้มตำ
อะไรก็ได้ครับ (ที่ไม่ทำให้ใจตกต่ำเช่น เจี้ยว นม หน้าแฟน เทือกๆนี้ ฯลฯ)
ทำใจนิ่งๆว่างที่ ศูนย์กลางกายก็ได้ครับ
กรรมฐาน 40 วิธีนั้นแหละครับ แต่กำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย
สุดท้ายมันก็จะกลายเป็น ดวงปฐมมรรค เหมือนกันหมดครับ
คำภาวนาก็แล้วแต่ครับ
หลักๆคือ สัมมา อะระหัง // พุทโธ อะไรก็ได้ครับ
ที่ทำให้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกาย
------------------------------------------------------------------------------------------------
นี่คือปฏิบัติที่ผมจะยึดถือปฏิบัติต่อไปในภายภาคหน้า คือ
เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง
กำหนดว่า พอง หนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน
อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น
อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึก ตามความเป็นจริงว่า
ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า
ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป
จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
^
^
(เหมือนเป้นการปูพื้นฐานสมถะ)
เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทนเป็นการสร้างขันติบารมี ไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว
ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาความเจ็บ ปวด เมื่อย คัน ๆ เกิดขึ้นให้หยุดเดิน หรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอ ๆ ๆ เจ็บหนอ ๆ ๆ คันหนอ ๆ ๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อย ๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป
จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สินหรือคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นา ๆ ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอ ๆ ๆ ๆ เสียใจหนอ ๆ ๆ ๆ โกรธหนอ ๆ ๆ ๆ เป็นต้น
^
^
(อยู่ในขั้นการระลึกรู้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วค่อยๆกำหนด ดับ...)
----------------------------------------------------------------------------------------------
และนี่คือ ความหมายของสติปัฏฐาน 4 ที่พระพุทธเจ้ายกให้เป้นทางสายเอก
ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล
สติปัฏฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง - foundations of mindfulness)
1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง ว่า
เป็นเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of the body; mindfulness as regards
the body) ท่านจำแนกปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ 1 อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ 1 สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหว้ทุกอย่าง 1 ปฏิกูลมนสิการ
พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ 1 ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกาย
ของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ 1 นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน 9
ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น 1
2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า
เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of feelings; mindfulness as
regards feelings) คือ มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส
และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า
เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind; mindfulness as regards thoughts) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ
เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า
เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind-objects; mindfulness as regards ideas)
คือ มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร
เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ.
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=182 ............(ที่มา อย่างน้อยก็เป้นเว็บพระไตรปิฎก)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผมไม่ได้ต้องการบอกว่า การปฏิบัติแบบไหนถูกแบบไหนผิด แต่อยากให้ ผู้อ่าน วิเคราะห์เอาเองว่า
แบบไหน เข้าค่าย ใกล้เคียง สติปัฏฐานสี่ ที่พระพุทธเจ้ายอมรับมากที่สุด
สุดท้าย ขอรบกวนให้ทุกคนอ่าน บททิ้งท้ายของผมสำหรับจู๋นี้ด้วยนะครับ
และขอปัญญาจงเกิดมีแก่ทุกท่านที่อ่าน ขอบคุณครับ....... :46:
"รู้" แล้ว "ละ"
นั่นแหละพุทธแท้
:33:
Quoteตอบพี่เอ
หลักการนั่งสมาธิแบบธรรมกายคือ (โดยสรุป)
นำใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายครับ เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
แต่การจะทำใจให้นิ่งอยู่ได้ที่ ศูนย์กลางกาย
คือต้องนึก นิมิต เหมือนเป็นการทำเครื่องหมาย กำหนดให้ใจอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย
เอาอะไรมาเป็นนิมิต?
ศพ (อสุภะ) หม้อหุงข้าว ดวงแก้ว องค์พระ แอปเปิ้ล องุ่น ipod กะทะ ส้มตำ
อะไรก็ได้ครับ (ที่ไม่ทำให้ใจตกต่ำเช่น เจี้ยว นม หน้าแฟน เทือกๆนี้ ฯลฯ)
ทำใจนิ่งๆว่างที่ ศูนย์กลางกายก็ได้ครับ
กรรมฐาน 40 วิธีนั้นแหละครับ แต่กำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย
สุดท้ายมันก็จะกลายเป็น ดวงปฐมมรรค เหมือนกันหมดครับ
คำภาวนาก็แล้วแต่ครับ
หลักๆคือ สัมมา อะระหัง // พุทโธ อะไรก็ได้ครับ
ที่ทำให้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกาย
อ่านเพิ่มเติม
http://www.dmc.tv/pages/meditation/meditation01.html
ที่ผมได้ยินได้ฟังมาก็ ได้ยินได้ฟังมาแบบนี้นี่ครับ
ยืนยันว่า ธรรมกายไม่ได้สอนในแก่นของพุทธศาสนา ที่ป็นการถอนรากถอนโคนความทุกข์ พิจรณาแยกแยะความเป็นจริง (ที่เรียกกันว่า วิปัสนา คือใช้สมาธิส่วนหนึ่ง แล้วก็ใช้ปัญญาอีกส่วนหนึ่ง)
ธรรมกายเพ่งเห็นแต่ลูกแก้ว แบบนี้มันไม่มีเหตุผลนะครับ มันไม่ใช่ปัญญาวิมุติน่ะครับ
มันไม่มีเหตุผล
ยืนยันว่าสอนเบี่ยงเบนจริงๆนะครับ คุณชาร์ปลองไปศึกษาเปรียบเทียบกับที่อื่นๆดูครับ
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่า จะยังโง้นยังง้นะครับ ผิดมันก็คือผิด โต๊ะมันก็คือโต๊ะ จะให้บอกว่าเตียงมันก็ไม่สามารถทำได้นะครับ
ใช่ :12:
โต๊ะมันก็คือโต๊ะ
วิมุติสุข ก็คือ วิมุติสุข
หรือ ใสสว่างปราศจากความหนาทึบของ "อัตตา"
Quote from: tmd on 17 Jan 2007, 01:10 น.
"รู้" แล้ว "ละ"
นั่นแหละพุทธแท้
:33:
:12:
ผมอธิบาย ตั้งนาน :08: นี่แหละที่ผมต้องการสื่อ
รู้ แล้ว หละ :33:
นั้นละพุทธ
:07: ละ
โว้ :07:
:08: หมดกัน หมดกัน กระจู๋นี้
+ทุกคน อ่านจู๋นี้แล้วได้ความรู้ แลกกับ ปวดตาโคตร
เพื่อนร่วมทีมผมล่ะ :05:
ไม่ถนัดทางธรรมครับ
ฝักไฝ่ทางโลกมากกว่า :21:
เหอๆ ก็แบบนี้แหละ
ผมเลยไม่อยากตอบปัญหากรณีธรรมกาย :05:
ต่างคนก็มีความคิดของตัวเองกันแล้ว
ต่างมั่นใจในทางของตัวเอง
คุยกันให้ตายก็ไม่จบ :40:
แต่ว่าทีมแข่งแหละ :05:
ยังไม่ได้อีกเหรอชาร์ป
พี่ตั้งโอเคแล้วคนนึงไง
ทีมหนึ่งแข่ง 3 คนครับ
1.ตั้ง
2.x ((เพื่อนผมเอง))
3.?
ขาดอีกคนเดียว :07:
ใส่ไอ้โม่งลงแข่งเลยครับ ทาเคโนะอุจิ
Quoteยืนยันว่า ธรรมกายไม่ได้สอนในแก่นของพุทธศาสนา ที่ป็นการถอนรากถอนโคนความทุกข์ พิจรณาแยกแยะความเป็นจริง (ที่เรียกกันว่า วิปัสนา คือใช้สมาธิส่วนหนึ่ง แล้วก็ใช้ปัญญาอีกส่วนหนึ่ง)
ธรรมกายเพ่งเห็นแต่ลูกแก้ว แบบนี้มันไม่มีเหตุผลนะครับ มันไม่ใช่ปัญญาวิมุติน่ะครับ
มันไม่มีเหตุผล
ที่ผมบอกไปมันย่อๆ ครับ
แบบเต็มๆอ่าน 69 กัณฑ์เทศน์พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ (หลวงปู่สด จันทสโร)
ท่านอธิบายเรื่องต่างๆไว้หมดแล้ว ธัมมจักร สติปฐาน อิทธิบาท กรรมฐาน สมถ วิปัสสนา ฯลฯ
มันเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติสมาธิของ วิชชาธรรมกายยังไง
และก็บอกเกี่ยวกับพระนิพพานไว้ด้วยครับ
การปฏิบัติสมาธิแบบวิชชาธรรมกาย ให้เข้าถึงพระนิพพาน
ส่วนวิธีปฏิบัติสมาธิในของสำนักอื่นๆ ผมก็ได้ศึกษามานานแล้วครับ
หวังว่าคงมาศึกษาของทางวิชชาธรรมกายด้วยครับ
อ่าน 69 กัณฑ์เทศน์พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ (หลวงปู่สด จันทสโร)
ครบครับ
โอย
สิบกว่าหน้า
:32:
งานการไม่ได้ทำ
:05:
เกี่ยววิธีปฏิบัติสมาธิ
และรายละเอียดของ กรรมฐานครับ
(โหลดโหดมาก)
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=9278
เอามาฝาก :33:
////
ข้อมูลเกี่ยวกับการสอยปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า ฉบับประชาชน
ยอดผู้เข้าสมัครปัจจุบันทั้งหมดประมาณ 7,887 คน
ในประเทศ 1,913 ทีม 5,739 คน
ต่างประเทศ 2,148 คน จากทั้งหมด 50 เชื้อชาติ
(ข้อมูลจากสนง.ปสง.สาขาต่างประเทศ-ศูนย์ลอนดอน)
มี มหาลัยฯสงฆ์ ของ ไตหวันสอบด้วย (อธิบดีของ มหาลัยสงฆ์นั้นก็เข้าสอบด้วย)
รายละเอียด อื่นๆ เดี๋ยวต้องหาอีกที
ผมชอบกระจู๋นี้จังเลยครับ
ทุกคนในนี้ดูเป็นมิตรจังเลยครับ
สมัครสมาชิกเลยซิครับ :26:
Quote from: TangMo on 24 Jan 2007, 18:31 น.
ผมชอบกระจู๋นี้จังเลยครับ
ทุกคนในนี้ดูเป็นมิตรจังเลยครับ
ซะงั้น :27:
ปล.จะว่าไปกระจู้นี้เงียบไปสะละ
ครับ สมัคร เป็นสาวกด้วยคนครับ :12:
แนะนำว่าไปปั่นที่อื่นก่อนก็ได้นะ :40:
ขุด
(เข้ามาหาข้อมูล)
และ ขอขอบคุณทุกๆโพสท์ที่มีประโยชน์
แล้ว ตกลง ชาร์ป ได้ทีมไปแข่งมั้ยครับ
ที่ฟ๐นต์นี่ไม่ได้ครับ
แต่ที่ จันทบุรี ได้ 100+ ทีมกว่าๆ ครับ
สรุปยอดแข่งเฉพาะที่มาแข่งที่วัด 4000+ ทีมครับ
จังหวัดอีก 1000+ ทีมครับ
จังหวัดที่มีสอบมากกว่า 50 ทีมจะมีการจัดสอบที่จังหวัดนั้นๆครับ
ถามอะไรเพิ่มเติมก็ได้นะ
ยังครับ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรถาม (แค่นี้ก็เพียบละ)
แต่เหมือนจะมี ทิด จะถามนะครับ :42:
ไปบวชกลับมาแล้ว
น่าจะมีอะไรมาคุยจู๋นี้สักหน่อย
แต่กลายเป็นเงียบไปแล้วเหรอ ว้า
จริงๆก็ไม่มีอะไรติดหัวกลับมาหรอกครับ
ถ้ามีบ้างเกี่ยวกับธรรมกายก็ บังเอิญได้อ่านหนังสือ
กรณีธรรมกาย ของ ป.อ. ปยุตฺโต ทั้งฉบับเล็กร้อยหกสิบหน้า
และแบบยาวห้าร้อยกว่าหน้า ไม่ได้จะเอามาขยายนะ ประเด็นพวกนั้นมันเก่าไปแล้ว
เป็นที่ถกเถียงกันปรุโปร่งเสียทุกประเด็นแล้ว
(เช่น นิพพานอัตตา-อนัตตา, การอธิบายวิชชาธรรมกายว่าสูญหายแล้วค้นพบใหม่,
หรือแม้แต่แม่ชีจันทร์เหาะไปอุ้มระเบิดปรมรูออกจากไทยไปตกฮิโรชิม่าแทน)
แต่มันก็พอเห็นภาพรวมๆว่า เรื่องมันเลยเถิดมายังไง
ความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ
ธรรมกายได้สุญเสียความไว้วางใจจากสังคมส่วนหญ่ไปแล้ว
ชาร์ปจึงต้องรับบทอธิบายเหนื่อยหน่อย แถมยังไม่เป็นผลอยู่ดี เหนื่อยแทน :08:
// อ้าว เฮ้ย มีญาณรู้ล่วงหน้าด้วย
อุ้มระเบิดด้วยเหรอครับ :08:
:42:
เอ๋ ไม่มีหรือครับ
นานแล้ว เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของมูลนิธิธรรมกายนี่ล่ะครับ
จำคำไม่ได้ แต่ความนั้นจำได้แน่ๆ ในหนังสือเล่าว่า
แม่ชีจันทร์ นั่งทางใน แล้วเห็นนิมิตว่าจะมีระเบิดลูกใหญ่มาลงที่ไทย
จึงนั่งสมาธิทำงานกัน 7 วัน 7 คืน เพื่อผลักไปให้พ้นจากประเทศไทย
สุดท้าย ไปตกที่ฮิโรชิม่า ดังที่ผู้คนรู้จักในชื่อ ระเบิดปรมณู
อันนี้นั่งอ่านกรณีธรรมกาย เลยระลึกได้ว่าเคยอ่านน่ะครับ
ความเป็นดังนี้แน่ครับ เพียงแต่ถ้าธรรมกายไม่ได้พูดไว้เองผ่านหนังสือเล่มนั้น
ก็คงมีคนแอบอ้าง(จะเพื่อจุดประสงค์อะไรนั้นไม่รู้)
แต่ที่ได้อ่านนั้นเป็นหนังสือของธรรมกายนี่ล่ะครับ
เพราะอ่านปกว่าพิมพ์โดยมูลนิธิธรรมกาย หรืออะไรทำนองนั้น
่นานจนลืมชื่อหนังสือไปแล้ว ขออภัยด้วย แต่ข้อนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ฝังอยู่ในความจำ
เพราะจำได้ว่า แม้ผมจะไม่ได้คิดอะไรกับธรรมกาย(เพราะไม่รู้ว่าจะคิดทำไม)
แต่ได้อ่านเรื่องนี้ก็สำลักเอาการเหมือนกัน
้เรื่องนี้ไม่เคยมีจริงๆเหรอ :09:
จะกลายเป็นจุดประเด็นอะไรอีกหรือเปล่าครับนี่
คิดว่าเรื่องนี้มันเล็กน้อยน่ะครับ แค่สงสัยเฉยๆว่าที่ตนเองอ่านมานั้น
มันไม่เคยมีอยู่จริงๆเหรอ
ไม่ต้องถึงกับธรรมกายหรอกครับ
ขนาดแผงหนังสือแถวๆ ท่าพระจันทร์ที่ตูไปดู
ยังมีหนังสือพาดหัวเกี่ยวกับองค์หลวงพ่อจตุรคามรามเทพอะไรนี่แหละ
ที่บอกว่าเป็นพระโพธิสัตว์ปางสุดยิด ช่วยให้ร่ำรวยเงินทอง ฯลฯ เลย
คือจะบอกว่าความงมงายมันแฝงปนให้ความศรัทธาเปื้อนได้ทุกที่แหละจ้ะ
เรื่องนั้นมันเป็นเรื่อง ตั้งกะ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 อ่ะครับ
ผมไม่รู้เรื่อง อ่ะ เกิดไม่ทัน
แต่รู้ว่าไม่ได้อุ้มครับ :31:
///
เรื่อง สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า
หรืออีกชื่อคือ
World Peace Ethical Contest ( World PEC)
มีการสอบ 3 แบบ
1.ภาษาไทย
2.ภาษาลาว
3.ภาษา eng
สอบต่างประเทศสอบกันไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ในประเทศไทย
ที่จะสอบกันในวันที่ 18 นี้
(http://img2.f0nt.com/13/1ce43e3ee27c0ddb26106bd06b2a4e52.jpg)
การสอบที่วัดพระธรรมกาย มีจำนวน 4000+ ทีม
ศูนย์สอบต่างหวัด(ต้องมี50+ทีม ถึงจะเป็นศูนย์สอบได้) 2000+ ทีม
ทีมละ 3 คน
เดี๋ยวจะมารายงานเพิ่มเติม :33:
ครับไม่อุ้มแต่ใช้พลังจิตผลักเอา :05:
:30:
เหมือนจะเคยได้ยินเรื่องแนวๆนี้แหะ
แต่เป็นยักษ์อุ้มระเบิดไปจากแถวสะพานพุทธ :31:
เคยอ่านเจอเหมือนกันครับ เรื่องระเบิด
ไม่รู้เหตุผลของคนเขียนเรื่องนี้เหมือนกันว่าทำไปทำไม
อ่านสมัยเรียนจุฬา
รูมเมทชอบธรรมกาย (ปักกลดนอนอยู่ระเบียงหลังห้อง)
หนังสือประมาณนี้ในห้องมีเยอะ ก็เลยได้อ่านครับ
ผู้ี่ปฏิบัติจริงๆ มักไม่สนใจอวดอ้างปริยัติของตน.....
ปริยัติ = ทฤษฏี
คนที่ทำข้อสอบทฤษฎีได้คะแนนสูงๆไม่มีประโยชน์ถ้าไม่เคยปฏิบัติ....
ผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงแก่น หรือถูกต้องตามคำสอนของพุทธเจ้า จะไม่สนใจอวดอ้างว่าข้านี่รู้ทฤษฎี...
:46:
ใช่ครับ...
คำสอนทางพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ล้ำค่า เป็นความรู้สากลที่ทุกคนต้องศึกษาครับ
หากเราได้มาศึกษาความรู้สากลนี้แล้วละก็ เราจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง และดีงามครับ
ผมอยากให้ทุกคน ให้โอกาสกับตนเองในการศึกษา พุทธศาสนาดูนะครับ
ขอบอกว่า สนุกมาก ครับ :12:
ประวัติ คุณยายอาจารย์ ย่อๆ
ท่านเป็นคนที่ไม่รู้หนังสือ แต่เป็นผู้ที่ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย
ด้วยเงิน 3200 บาท ((ในสมัย 36 ปีก่อน))
ท่านเป็นผู้วางกฎระเบียบ แบบแผน นโยบายต่างๆในวัดพระธรรมกาย
ทั้งพระ ทั้งโยมที่มาทำบุญที่วัด รวมถึงหลวงพ่อธัมมะ และ หลวงพ่อทัตตะ
เป็นเรื่องที่น่าแปลกแต่ก็เป็นความจริง
ที่ผู้หญิงแก่ตัวเล็กๆ ไม่รู้หนังสือ
นำเอาหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้ศึกษา มาปฏิบัติ
ในการสร้างวัดพระธรรมกาย ในการวางระเบียบแบบแผน เช่น ความสะอาด การจัดวางรองเท้า
ไม่มีการกินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน ภายในวัด
และสั่งสอนในสาธุชนที่เข้าวัด รักษาศีล5 รักษาศีล8ในวัดพระ
เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกเล่นการพนัน ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ
อ่านประวัติ คุณยายอาจารย์เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://www.dhammakaya.or.th/whoweare/founders_th.php
ผู้เป็นบัณฑิตย่อมรักในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม :33:
สิ่งที่เราควรจะศึกษานอกจากเรื่องของการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนา แล้ว
คือ เรื่องของกฎแห่งกรรม ครับ
อืม ว่าจะมาตอบต่อ แต่จับต้นชนปลายไม่ถูกแฮะ :08:
เหมือนเขียนข้อความกันขึ้นมาลอยๆ โยงหาเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่ไม่ถูกเลย
ไปอ่านประวัติคุณยายอาจารย์มา (กลัวไม่ได้เป็นบัณฑิตกะเขา)
ไม่มีไอ้ที่เราเคยอ่านแฮะ ตูไปอ่านมาจากไหนวะนี่
:42:
แต่ว่าพี่เก้อไปบวชที่ไหนมาหรอครับ
ขอถามชาร์ปหน่อยครับ
หลวงพ่อธัมชัยโย เป็นลูกของคุณยายจันทร์ จริงมั้ยครับ?
ถ้า ลูกศิษย์ อ่ะใช่ครับ
แต่ถ้าแม่ลูกนี่ไม่ใช่ครับ
วัดที่ไปบวชนี่ ยังไงๆก็ไม่มีใครรู้จัก :30:
- ชื่อวัดป่าดอนบาก เป็นวัดป่า ซึ่งมองไม่เห็นวัดหรอก มีแต่ป่า อาคารศาลาเล็กน้อย
- อยู่หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆอำเภอหนึ่ง จ.อุบล (ติดชายแดนลาว)
- ตอนที่บวชมีพระจำวัด 3 รูป นี่รวมเราแล้วนะ ปะขาวอีกหนึ่ง และไก่ป่าอีกสักร้อยได้
- ฉันมื้อเช้ามื้อเดียว ทุกอย่างฉันรวมกันในบาตร
ของหวานของคาวจึงรวมกันเป็นของที่ไม่สามารถระบุรสทั้งสิ้น
- นม โอวัลตินก็ถือเป็นอาหาร เพราะงั้นหลังเที่ยง ฉันได้แต่น้ำเปล่า เพราะน้ำปานะไม่มีใครมาถวายหรอก
- ปฏิเสธเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ของบูชา,ใบ้หวย ,ผีสาง หรือการขอเรี่ยไร ฯลฯ
- ทำวัตรนี่ สวดมนต์แค่นิดเดียว นอกนั้นเป็นการอ่านพระไตรปิฎกให้กันฟังและถกกัน
- เดินบิณฑบาตรเท้าเปล่าหลายกิโล เข้าไปในหมู่บ้านไกล้ๆ ลัดเลาะทุ่งนา ป่าเขาไป
แต่ยังไงๆเวลาเดินไปกลับก็รวมๆแล้วชั่วโมงครึ่ง
- มักมีคนถามว่าเจอผีไหม เพราะสภาพพื้นที่มันเหมาะสมมากๆ :30:
แล้วกุฏิแต่ละท่าน ก็ไม่รู้ตั้งอยู่ไหนบ้าง รู้แต่ทำวัตรนั่งสมาธิเสร็จ 4 ทุ่ม ก็เดินหายเข้าป่า
ทางใครทางมัน เราก็ต้องไปที่กุฏิตนเอง เดินเลาะป่าไปอีก ซึ่งสมควรจะเจอเอามากๆ
แต่คงเหมือนที่เขาว่า ยิ่งกลัวยิ่งได้เจอ แต่เป็นทางตรงกันข้าม ประมาณว่าพอไม่สนเรื่องนี้
จิตมันเลยไม่ลิ้งกับผี เลยไม่เจอเลย ว้า
- เล่าให้หลวงพี่ฟังว่าไม่นับถือศาสนาเพราะอะไร อย่างไร ซึ่งแกก็รับฟังเป็นอย่างดี
แต่ก็แนะนำว่ามันคือมิจฉาทิฏฐิละเอียดชนิดหนึ่ง ถ้ายังไถ่ถอนได้ ก็สมควรทำ
เราจึงตอบ โดยยกตัวอย่างคนที่เข้าข่ายมิจฉาทิฏฐิละเอียดอีกหลายๆคน อย่างคนที่นับถือพระเจ้า
เป็นนักปรัชญา คนที่เป็นมนุษยนิยม คนที่นับถือตนเองไปเลย หรือนับถือดนตรี นับถือศิลปะ ฯลฯ
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นมิจฉาทิฏฐิละเอียดทั้งนั้น แต่เขาเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ขับเคลื่อนโลกให้หมุนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
โลกมันไม่ได้หมุนได้เพราะพุทธศาสนาอย่างเดียว นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งเช่นกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นผมยินดีที่ได้ยินแบบนั้นจากหลวงพี่แกนะครับ เพราะมันคือจุดยืนของนักบวช
ในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้ยิน แกก็เข้าใจในจุดยืน และยอมรับในเหตุผลของเรา
ซ้ำยังบอกอีกว่า โอ้ย กู่ไม่กลับแล้วนะนี่
- สรุป เป็นการบวชที่สนุกเอาการเลย
เกี่ยวกับกระจู๋นี้ตรงไหน ก็ตรงที่เคยอธิบายไว้น่ะครับว่า
การที่จะเลือกสถานที่สำหรับฝึกปฏิบัติ แต่ละคนต่างก็ต้องเลือกตามที่เหมาะสมกับตัวเอง
ซึ่งที่ว่ามานี่ เหมาะกับเราเอามากๆ เพราะงั้นชาร์ปชวนไปนี่คงขอผ่านอะ
เรื่องสถานที่ใหญ่โต คนมากนี่ก็ไม่เข้าทางละ :42:
โอ้ ถูกใจทั้งหลวงพี่ทั้งทิดเก้อเลยแฮะ :45:
ว่าแต่ว่า ทิดเก้อ ไปเจอวัดนี้ได้ยังไงอ่ะ
อนุโมทนาบุญกับการบวชด้วยครับ
วัดป่านี่ก็สุดยอดนะ หลวงพี่แต่ละรูปที่อยู่ที่วัดป่า ใช้หลักธุดงควัตร ครบเลย
ในใจผมก็อยากไปลองอยู่แบบวัดป่ามั้งนะเนี่ย
แต่มันหมดโอกาสละ :05:
พี่เก้อครับแล้วได้ถามป่าวว่า เคยมาวัดพระธรรมกายมั้ย
(( วัดพระธรรมกายเวลาจัดงานใหญ่ๆจะนิมนต์พระทั่วประเทศมาทำบุญอ่ะครับ ((ผมว่าท่านน่าจะเคยมานะ))))
วัดป่านี่มันจะเป็นแนว ปฏิบัตินั่งสมาธิ สงบไม่ได้วุ่นวายกับใคร ให้ประโยชน์กับปัจเจกบุคคลมาก
วัดเมืองจะให้ประโยชน์กับบุคคลส่วนมาก เผยแผ่ศาสนา แต่จะวุ่นวายหน่อย
เดี๋ยวกับมาพิมพ์ต่อ
อนุโมทนาบุญ กับทิดเก้อด้วยนะครับ :46:
หลังจากบวชกลับมาแล้ว
ก็มาเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ให้กับคนรอบข้างและคนที่เรารัก สุดยอดมากเลยครับ :12:
อืม ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ ถ้าหลวงพ่อคิดว่าน่าจะเคยไปธรรมกายนะ
เห็นแกไปหลายงานเหมือนกัน เห็นอยู่ในป่าแบบนั้นก็เถอะ :30:
ส่วนเรื่องไปเจอได้ไงนี่ ไม่รู้กับบิดาผมเหมือนกันนะครับ
(แค่โทรไปบอกแม่ว่าจะบวช แกก็จัดให้เลย
พ่อแม่ว่าบอกว่าบวชแบบพระพุทธเจ้า โกนหัวเข้าวัดไปเลย
วันบวชก็มีแต่พ่อกะแม่ ไม่มีพิธีอะไรทั้งนั้นน่ะครับ
ไม่ได้เตรียมอะไรด้วย บาตร-จีวรของวัด เอาไปแต่แปรงสีฟันสบู่ :30:)
แนวทางของวัดป่าที่กลายเป็นหลักให้คนยึดเลยนี่
คงเป็นวัดหนองป่าพง-หลวงปู่ชานั่นละ่ครับ ที่วัดนี้ก็เหมือนกัน
อีกเรื่องลืมเล่า เรื่องต้องไม่มีสมบัติส่วนตัวน่ะครับ มีได้เฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในพระวินัย
เรื่องเงินนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่จับเลย ตามปกติเวลานิมนต์ไปสวด
เจ้าภาพเค้าก็จะให้ซองใส่ตังใช่ไหมครับ ท่านไม่แตะเลยนะครับ
ไม่สัมผัสเงินหรือแม้แต่ซองใส่เงินเลย (จะมีชาวบ้านจัดเก็บเอาไปหยอดตู้ที่วัดเอง
ถ้าไม่มีใครมาแกก็จะทิ้งไว้ยังงั้นล่ะครับ ตำแหน่งเดิมกับที่เขาวางให้นั่นล่ะ)
เคยคุยๆเรื่องธรรมกายด้วยเหมือนกัน แต่แกบอกไม่ได้ีศึกษาดูจริงๆจังๆ
ก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน แต่แกว่าตัวแกเองเอาเท่าที่ศึกษาตามพระธรรมวินัยนี่ก็แทบตายแล้ว
เลยไม่รู้จะมีความคิดเห็นอย่างไรดี ที่พูดถึงก็มีชมพวกตำหรับตำราเอกสารต่างๆ
ของธรรมกายนี่ล่ะครับ แกว่าทำออกมาดีกว่าของส่วนกลางอะไรยังงั้นด้วยซ้ำ
รวมๆแล้ว บวชนี่เรื่องได้บุญอะไรผมไม่รู้เรื่องนะครับ
เพราะงั้นไม่รู้ว่าบวชแล้วมันจะอะไรอย่างไรกับบุญกรรม
แต่ดูเหมือนจะเป็นการเข้าถึงแก่นของพุทธศาสนาเถรวาทในเวลาอันรวดเร็วมากกว่า
ที่ว่าเข้าถึงแก่น เพราะสิ่งที่เล่าๆมานี่ จริงๆมีระบุในพระวินัยทั้งหมดเลยนะครับ
ไม่ใช่ว่าตั้งเอาเองสักหน่อย เค้าแค่ปฏิบัติตามพระวินัย ตามแบบพระพุทธเจ้า
ถึงจะบอกว่าเป็นแนวทางของวัดหนองป่าพงก็เถอะ แต่หลวงปู่ชาท่านก็พยายามบอกว่า
ไม่ให้เรียกว่าเป็นแนวทางของที่นั่น เพราะนี่เป็นแนวทางของพระพุทธเจ้า
แถมท่านยังห้ามจัดทำรูปเคารพของท่านในทุกรูปแบบ หรือแม้แต่รูปภาพที่ระลึกก็ห้าม
มีในหนังสือของท่านกับพิพิธภัณฑ์ไว้เพื่อให้เป็นแนวทางศึกษาเท่านั้นพอ
ท่านไม่ให้มายึดติดกับความเป็นสำนัก หรือตัวท่าน
ยึดพระพุทธเจ้าและพระธรรมของพระองค์เท่านั้นพอ
เข้าใจนะครับวัดส่วนใหญ่มักมีเหตุและปัจจัยอื่นๆอีกมากมายให้ปฏิบัติไม่ไ่ด้
พอได้เห็นวัดที่ปฏิบัติบริสุทธิ์แบบนี้แล้ว จึงอดทึ่งไม่ได้
ไม่ว่าใครจะมีความคิดเห็นยังไง ก็ต้องมีใครสักคนทำหน้าที่
ในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา
(แบบเถรวาท-ซึ่งถือกันว่ามาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง)น่ะครับ
:46: อนุโมทนาด้วยครับ
จู๋นี้น่าอ่านมากขึ้นไปอีกเป็นกอง
:46:
อ่านแล้วรู้สึกดีมากเลยครับ :33:
มีหน้าม้าด้วยวุ้ย กั๊บ ๆๆๆๆ :45:
แล้วสรุปว่าเป็นไงบ้างเก้อ จากการไปบวชครั้งนั้น :46:
สรุปไปแล้วหนิครับ :07:
ว่ามันสนุกมาก เอ๊ะ บวชหรือว่าไรวะเนี่ย
สรุปอีกที เนื่องจากไม่รู้จักเรื่องบุญกรรมอะไร จึงเหมือนการไปรับฟังมุมมองวิธีคิด,ความคิดเห็น
และทดลองปฏิบัติตามพุทธเถรวาทแบบไร้สารเจือปน
แต่กลับออกมาแล้วก็เหมือนเดิม :30: เคยเชื่อและไม่เชื่ออะไรก็ยังเหมือนเดิม
่ก็ยอมรับว่า พุทธศาสนานี้ เป็นเครื่องมือที่จะนำพามนุษย์ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่
ปัจเจกบุคคลคนหนึ่งจะสามารถไปได้น่ะครับ เออ หมายถึงนิพพานนั่นแหละครับ
แต่บังเอิญไม่ได้มีจุดหมายแบบนั้นเท่านั้นเอง
ปล.ขอบคุณหน้าม้าทุกท่านครับ :43:
อ้าววว เหรอ ตูเก็บดาวผ่าน ๆ โทษที :30: :30: :30:
แล้วมีจุดมุ่งหมายแบบไหนละ :26:
+1 พี่เก้อค่ะ
:45:
ซึ้งในรสพระธรรมเพิ่มอีกนิด
เวลายุงกัดนี่ก็ไม่ตบ ใช่รึเปล่าคะ
เห็นพระแถวบ้านยืนจีบสาวข้างกำแพงวัด เสื่อมศรัทธาไปเลย มีการโทรไปจีบด้วย เขาเล่าให้ฟังอีกที
อยากให้โลกสงบสุขครับ :27:
ผมเป็นหน้า {หมีโหด} ครับ :02:
งั้นผมขออธิบายเรื่องบุญ เท่าที่ผมพอจะเข้าใจนะครับ
ก่อนอื่น...ขอเริ่มต้นที่ความหมายของบุญก่อน
บุญ คือ ธาตุ หรือ ธรรมชาติ อันบริสุทธิ์ เป็นคุณเครื่องชำระล้างใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส
บุญ เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราทำความดี คือ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น
เราสามารถรับรู้ถึงบุญได้ง่ายๆ คือ เมื่อทุกครั้งที่เราทำความดี เราจะรู้สึกแช่มชื่น เบิกบาน อาจหาญ ร่าเริง ใจจะผ่องใส ใจจะสบาย เป็นต้น
แล้ว บุญ จะนำมาซึ่ง ความสุข และ ความสำเร็จ ครับ
อุปมาง่ายๆ ลองนึกภาพตามนะครับ :02:
เปรียบบุญเหมือน น้ำในคลอง เปรียบบาปเหมือน ตอที่ปักอยู่ในน้ำ เปรียบชีวิตของเราเหมือนเรือที่แล่นไปบนผิวน้ำ
ถ้าเรามีบุญมาก น้ำในคลองก็มาก บาปที่เปรียบเหมือนตอ ก็จนอยู่ใต้น้ำ เรือก็วิ่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุข ความสดชื่น ความสำเร็จ :33:
ถ้าเรามีบุญน้อย น้ำในคลองก็น้อย เมื่อน้ำน้อย ตอก็ผุด เรือก็วิ่งติดตอ ชีวิตของเราก็จะเจอแต่ความทุกข์ อุปสรรคมากมาย เป็นต้น :38:
ก็อธิบายคร่าว ๆ ครับ
แล้วที่ เก้อ ไปบวชมา ขณะบวชก็ฝึกตัวเองให้บริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนยินดี ครับ :46:
แล้วถ้าเราอยู่แบบเข้าใจในบาปและบุญละครับ
น้ำน้อยก็แล่นเรืออย่างระมัดระวัง น้ำเยอะก็แล่นสบายหน่อย
แล้วถึงน้ำจะเยอะถ้าแล่นเรือไม่ดีก็จมบุญได้นะครับ
มันอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่ามั้ยครับ ในการแล่นเรือ :42:
ในพระไตรปิฏิกของ มหายาน กับ เถรวาท นี่ก็แตกต่างกันด้วยนะครับ
เช่นของ เถรวาท นั้น จะมีเพิ่มเติมในส่วนของ เจ้าชายสิทธทะ ((สะกดไงหว่า))
ตอนที่ท่านออกบวช
ในตระกูลของท่านนั้นต้องการให้ท่านออกรบ กับแคว้นอะไรไม่รู้
ด้วย
ไม่ใช่แค่เห็น คนแก่ เจ็บ ตาย สมณะ อย่างเดียวจึงออกบวช
กับเรื่องของพระนางพิมพา ที่ร้องไห้ 7 วัน 7 คืน
ในของมหายานนั้นจะเป็นความหมายว่า พระนางพิมพาร้องไห้เสียใจ แต่ไม่ได้บอกว่านางเสียใจเรื่องอะไร
ก็เลยคิดกันไปว่าเพราะโดน เจ้าชายสิทธทะทิ้ง
ในของเถรวาทนั้นจะบอกด้วยว่า ทีพระนางพิมพาร้องไห้ 7 วัน 7 คืนนั้นเพราะ
ทำไมเจ้าชายสิทธทะออกบวชถึงไม่บอกกับพระนางสักคำ
(ตอนที่พระพุทธเจ้ากลับมาโปรด)
* ในสมัยนั้นจะมีประเพณีที่ว่า เมื่อผู้หญิงได้แต่งงานกับผู้ชายด้วย
ผู้หญิงก็จะเป็นเหมือนสิ่งของสิ่งหนึ่งที่ ผู้ชายจะยกให้ใครก็ได้
เมื่อเจ้าชายสิทธทะออกบวช ทำให้นางไม่มีฐานะในสังคม
((เป็นผลพ่อของนางพิมพาโกรธพระพุทธเจ้ามาก จึงไปนอนขวางทางบิณฑิบาตร
ทำให้โดนธรณีสูบ ((อีกราย)))))
ถ้าเอาคำสอนทั้ง 2 นิกายมารวมกันได้นะ
มันจะทำให้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมบูรณ์ขึ้นมากๆๆๆ
อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆจัง :33:
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 15:36 น.
แล้วถ้าเราอยู่แบบเข้าใจในบาปและบุญละครับ
น้ำน้อยก็แล่นเรืออย่างระมัดระวัง น้ำเยอะก็แล่นสบายหน่อย
แล้วถึงน้ำจะเยอะถ้าแล่นเรือไม่ดีก็จมบุญได้นะครับ
มันอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่ามั้ยครับ ในการแล่นเรือ :42:
ความเชื่อ หนึ่งสมองสองมือ สินะ {หมีโหด}
อิจฉาว่ะ เป็นการบวชในอุดมคติเลยนะนั่น :12:
ลองมาดูงานตูสิ เป็นออกแนวบวชแบบข้ามันลูกทุ่งเด๊ะๆ เลย
คือไม่ได้บวชเพื่อให้ลูกสุก แต่บวชเพื่อโชว์แสนยานุภาพของครอบครัว
(เข้าใจใช่มะจะได้ไม่ต้องอธิบายกันยาวเดี๋ยวกลายเป็นนินทาพ่อแม่ตัวเองฉิบ)
Quote from: เดอะบุ๋ม on 14 Feb 2007, 15:15 น.
เห็นพระแถวบ้านยืนจีบสาวข้างกำแพงวัด เสื่อมศรัทธาไปเลย มีการโทรไปจีบด้วย เขาเล่าให้ฟังอีกที
พระที่วัดที่ตูบวชก็ยังงี้เลยครับ โทรจีบสาวกันตลอด มีปลอมชื่อด้วย (ดันอยากจะชื่อแบงค์ ... โถๆๆๆ)
ตอนไปนอนเตรียมแปลงร่างเป็นพระก็เลยกะว่าตูขอไม่คบกับพระพวกนี้ดีกว่า :30:
จึงได้ไปอยู่ในกุฏิข้างป่าช้าโนน เออ สงบดีเหมือนกัน (แต่ก็เป็นวัดที่รับซองละนะ)
โอ๊ะ ตัดหน้า 3 คน
จู๋นี้คึกคัก :25:
Quote from: ชาร์ป on 14 Feb 2007, 15:47 น.
ความเชื่อ หนึ่งสมองสองมือ สินะ {หมีโหด}
ไม่รู้อะ แต่รู้สึกว่าบาปกินไม่ได้ บุญก็กินไม่ได้ ทำเพื่อความสบายใจเท่านั้น :42:
แล้วก็ดันทะลึ่งมีความคิดส่วนตัวว่า จริงๆ แล้วพระธรรมคำสอนก็เป็นกฎหมายกลายๆ อยู่แล้ว
โดยที่ไม่มีบทลงโทษแค่บอกผลประโยชน์ที่จะได้รับ และได้รับการร่างกฎหมายที่ครอบคลุมจักรวาฬ ของแท้ต้องมี ฬ ที่สุด (อุ้ย ขำ :42:)
Quote from: iannnnn on 14 Feb 2007, 15:51 น.
อิจฉาว่ะ เป็นการบวชในอุดมคติเลยนะนั่น :12:
เช่นกัน :12: อยากลองนะ แต่กลัวทนไม่ได้ :42:
กลัวกว่าคือถ้าทนได้แล้วจะยาว :42:
ตอนผมบวชก็มีครับ เรื่องอย่างนี้
อีกอย่างพวกวัยรุ่น เหมือนจะไม่ได้มองพระหนุ่มๆเป็นพระ - -
เดินบิณฑบาตที จากปกติหลวงพี่บอกเมื่อก่อนไม่เคยเห็น แต่รุ่นผมบวชพระหนุ่มๆ ขาวๆตี๋ๆเยอะ วัยรุ่นออกมาตักบาตรกันเพียบ
- - มีใส่ฮอทแพนท์มาตักบาตรในวัดด้วย ทำเอาสวดไปขยิบตา เอ้ยหลับตาไป เฮ้อออ
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 15:57 น.
เช่นกัน :12: อยากลองนะ แต่กลัวทนไม่ได้ :42:
กลัวกว่าคือถ้าทนได้แล้วจะยาว :42:
อย่าเลยเอ เดี๋ยวสลิมขาดลูกค้า :27:
สลิมอะไร ไม่รู้จัก :09:
แสดงว่ายังไม่เคยเห็นพระ เณรแถวๆลำปางสินะ
ใส่อังสะสีชมพู มีตุ๊กตาหมีติดที่ย่าม เดินบิดๆ รัดอกแบบกีโมโน สบงแบบชุดราตรี
มีทาปาก
:39:
ผมว่าท่านไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการบวช ไม่มีพระอาจารย์สั่งสอนดูแล หรือโดนบังคับมาบวช มั้ง
เมื่อใจท่านไม่ได้มีความเป็นพระ จึงทำให้ปฏิบัติออกมาเป็นแบบ โยมๆ
:39:
แต่ว่าเราอย่าติพระเณรท่านจะดีกว่าครับ อย่างน้อยท่านก็ถือศีลมากกว่าเรา(แต่ไม่รู้เหลือกี่ข้อ)มันไม่คุ้มกับบาปที่เราได้
อย่างในพระไตรปิฏิก
มีสามี ภรรยาคู่หนึ่งต้องการทำบุญใส่บาตรพระ
พระที่ท่านมาบิณฑบาตรนั้นบังเอิญว่า หน้าตาดี
สามี ภรรยาเลยนึกในใจว่า
"ท่านนี่หน้าตายังกับพวก ฟ้อนรำ"
แล้วก็ใส่บาตรตามปกติ
ต่อมาในสมัยพุทธกาล สามีนั้นได้มาเป็นลูกคนรวยแต่ไปหลงรักผู้หญิง((อดียภรรยา))
ที่เป็นนักแสดงกายกรรม ทำให้ต้องออกจากบ้าน
ไปใช้ชีวิตลำบากกับนักแสดงกรรมกาย และฝึกกายกรรมด้วย ((ลูกคนรวยนะอยู่บ้านก็สบายแล้ว))
เพราะ
ผลกรรมที่ไปนึกในใจว่า "ท่านนี่หน้าตายังกับพวก ฟ้อนรำ"
นี่ถ้าเราติพระนะ :41: ไม่ต้องพูดกันเลย
((ต่อมาก็เจอพระพุทธเจ้า สามีก็เลยนึกอยากถวายการแสดงกายกรรม
โดยปีนขึ้นเสาไปกระโดด ตีเกลียว ควงกี่รอบไปรู้สูง 80 ศอก
ลงมาประครองอัญชลีต่อหน้าพระพุทธเจ้า
((2ศอก = 1 เมตร พี่แกกระโดดสูง 40 เมตร :14: :14: :14: แม่เจ้า))
และได้เป็นพระอรหันต์ในที่สุด)))
ั
โชคดีที่ไม่ค่อยได้ตักบาตร :25:
{หมีโหด} {หมีโหด} {หมีโหด}
บากิ :07:
ไม่ต้องตักบาตรแต่นึก ติพระ ก็เหมือนกันแหละ
แต่เค้าติในจังหวะตักบาตร {หมีโหด}
ตรวจสอบไม่ได้งั้น พุทธประหาร เลย
{หมีโหด} {หมีโหด} {หมีโหด}
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 16:17 น.
ตรวจสอบไม่ได้งั้น พุทธประหาร เลย
{หมีโหด} {หมีโหด} {หมีโหด}
งงครับ :05: อธิบายหน่อย
ดัดแปลงมาจาก รัฐประหาร หน่ะ :42:
Quote from: ชาร์ป on 14 Feb 2007, 16:09 น.
แสดงว่ายังไม่เคยเห็นพระ เณรแถวๆลำปางสินะ
ใส่อังสะสีชมพู มีตุ๊กตาหมีติดที่ย่าม เดินบิดๆ รัดอกแบบกีโมโน สบงแบบชุดราตรี
มีทาปาก
:39:
ผมว่าท่านไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการบวช ไม่มีพระอาจารย์สั่งสอนดูแล หรือโดนบังคับมาบวช มั้ง
เมื่อใจท่านไม่ได้มีความเป็นพระ จึงทำให้ปฏิบัติออกมาเป็นแบบ โยมๆ
:39:
แต่ว่าเราอย่าติพระเณรท่านจะดีกว่าครับ อย่างน้อยท่านก็ถือศีลมากกว่าเรา(แต่ไม่รู้เหลือกี่ข้อ)มันไม่คุ้มกับบาปที่เราได้
อย่างในพระไตรปิฏิก
มีสามี ภรรยาคู่หนึ่งต้องการทำบุญใส่บาตรพระ
พระที่ท่านมาบิณฑบาตรนั้นบังเอิญว่า หน้าตาดี
สามี ภรรยาเลยนึกในใจว่า
"ท่านนี่หน้าตายังกับพวก ฟ้อนรำ"
แล้วก็ใส่บาตรตามปกติ
ต่อมาในสมัยพุทธกาล สามีนั้นได้มาเป็นลูกคนรวยแต่ไปหลงรักผู้หญิง((อดียภรรยา))
ที่เป็นนักแสดงกายกรรม ทำให้ต้องออกจากบ้าน
ไปใช้ชีวิตลำบากกับนักแสดงกรรมกาย และฝึกกายกรรมด้วย ((ลูกคนรวยนะอยู่บ้านก็สบายแล้ว))
เพราะ
ผลกรรมที่ไปนึกในใจว่า "ท่านนี่หน้าตายังกับพวก ฟ้อนรำ"
นี่ถ้าเราติพระนะ :41: ไม่ต้องพูดกันเลย
((ต่อมาก็เจอพระพุทธเจ้า สามีก็เลยนึกอยากถวายการแสดงกายกรรม
โดยปีนขึ้นเสาไปกระโดด ตีเกลียว ควงกี่รอบไปรู้สูง 80 ศอก
ลงมาประครองอัญชลีต่อหน้าพระพุทธเจ้า
((2ศอก = 1 เมตร พี่แกกระโดดสูง 40 เมตร :14: :14: :14: แม่เจ้า))
และได้เป็นพระอรหันต์ในที่สุด)))
ั
เวลาไม่สอดคล้องกันครับ :09:
ก็ผ่านมาเป็นเวลาหนึ่งแล้วไงครับ
เกิดมาใหม่แล้ว ไม่รู้กี่รอบ :40:
แล้วพระที่ไหนอะ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดเลย :09:
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 16:08 น.
สลิมอะไร ไม่รู้จัก :09:
อย่าให้เจอแล้วกัน :11:
ความเชื่อหนึ่งสมองสองมือ
ส่วนใหญ่จะเป็นในคนจีน ครอบครัวคนจีน หรือ เชื้อจีน
คือ
คนเรามี 1 สมอง 2 มือเหมือนกันเมื่อทุ่มเททำงานขยันทำงานแล้ว
ย่อมที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบัน ถ้าหาก
เราระมัดระวังตัวเอง ตั้งใจทำงาน ต้องประสบผลเส็จแน่นอน
และจะไม่เชื่อเรื่อง บุญ บาป
บุญ บาป ไม่มีจริง เป็นสัญลักษณ์ เป็นข้ออุปมา จับต้องไม่ได้ กินไม่ได้
เป็นสิ่งที่ทำเพื่อความสบายใจ เทือกๆนี้
สรุปคือ บุญบาปไม่มีจริง ไม่เชื่อเรื่องบุญบาป
บางคนยังดูถูกพระด้วย เป็นพวกขอทาน หนีไปห่มผ้าเหลืองแล้วมาขอข้าวชาวบ้านกิน
ขี้เกียจวันๆไม่ทำอะไร ดีแต่สวดมนต์ นั่งสมาธิ บิณฑบาตร ไร้ประโยชน์
อ๋อ เสื่อผืน หมอนใบ :25:
Quote from: -ae- on 14 Feb 2007, 16:32 น.
เวลาไม่สอดคล้องกันครับ :09:
้อ้อ ย่อไปหน่อย
คือเรื่องนี้เป็นอดีตชาติของพระอรหันต์อ่ะครับ
ในสมัยของพระพุทธเจ้าชื่อว่าอะไรไม่รู้ ครับ
Quote from: -ae- on 14 Feb 2007, 16:37 น.
แล้วพระที่ไหนอะ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดเลย :09:
ก่อนพระพุทธเจ้านี่มีพระหรือ สมัยพระพุทธเจ้าเองก่อนหน้าจะตรัสรู้ยังไปอยู่ตามสำนักฤาษีเลย :26:
แสดงว่ายังมีความรู้เรื่องพระพุืทธเจ้าไม่ครบ
พระพุทธเจ้านี่เ็ป็นตำแหน่งครับ ใครอยากจะมาเป็นก็ได้
ขอแค่ตั้งความปรารถนา และสร้า้้้งบารมี 30 ทัศ ระยะเวลาการสร้างบารมีครบตามเงื่อนไขก็มาเป็นพระพุทธเจ้าได้ครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี 3 แบบครับ
1.ปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมี 20 อสงไขย แสนมหากัป
2.ศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมี 40 อสงไขย แสนมหากัป
3.วิริยธิกพุทธเจ้า สรา้งบารมี 80 อสงไขย แสนมหากัป
อสงไขย = 10ยกกำลัง 140 ปี ครับ
มหากัป = โลกเกิด ขึ้นตั้งอยู่ แล้วเสื่อมสลายไป
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่เป็นแบบ ปัญญาธิกพุทธเจ้าครับ
พระพุทธเจ้าท่านอุปมาการบังเกิดของพระพุทธเจ้าไว้ว่า
มีมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร
และยังมี พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสร้างบารมี 2 อสงไขย แสนมหากัป
แต่
ท่านนั้นจะไม่สั่งสอนใคร ตรัสรู้ด้วยตนเองเช่นกัน
ในบางยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิด) แต่ก็มีพระปัจเจกครับ
ส่วนในยุคที่สามีภรรยาใส่บาตรนั้น เป้นยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในครับจำชื่อไม่ได้
ย่อๆประมาณนี้
ขอขัดจังหวะนิดนึงนะครับ ด้วยเกรงว่าจะเสียอารมณ์
เรื่องรู้น่ะพอรู้มาบ้าง (จากการอ่านตำราที่ "เขา" เขียนกันไว้)
ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้มีแค่สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าพระองค์เดียว
แต่ ยังไงดีล่ะ ..
คือผมทำใจให้ให้เชื่อมาตรวัดพวกนี้ไม่ได้น่ะครับ
ว่าใครเป็นผู้กำหนดมาว่าจะต้องมีมาตรพวกนี้ๆ เกิดขึ้น
..ใครเป็นผู้กำหนดกันครับ แล้วผ่านการพิสูจน์กันมาหรือเปล่า
หรือเออออ ว่ากันตามพระไตรปิฎก ที่ "เขา" เขียนกัน
แล้วก็ --- จะเป็นไรไหมครับถ้าผมไม่เชื่ออะไรแบบนี้
//แก้ไข พิมพ์ตกคำว่าใจ
ไม่เชื่อไม่ว่าครับ
แต่สงสัยว่าท่องพวกนี้แล้วได้บุญด้วยเหรอครับ
หรือทำให้เรารู้สึกอยากทำความดีมากขึ้น :46:
นอกจาก " ฉันรู้นะ " :42:
:46: ขออภัยในความไม่สงบ
Quote from: iannnnn on 14 Feb 2007, 17:24 น.
ขอขัดจังหวะนิดนึงนะครับ ด้วยเกรงว่าจะเสียอารมณ์
เรื่องรู้น่ะพอรู้มาบ้าง (จากการอ่านตำราที่ "เขา" เขียนกันไว้)
ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้มีแค่สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าพระองค์เดียว
แต่ ยังไงดีล่ะ ..
คือผมทำให้ให้เชื่อมาตรวัดพวกนี้ไม่ได้น่ะครับ
ว่าใครเป็นผู้กำหนดมาว่าจะต้องมีมาตรพวกนี้ๆ เกิดขึ้น
..ใครเป็นผู้กำหนดกันครับ แล้วผ่านการพิสูจน์กันมาหรือเปล่า
หรือเออออ ว่ากันตามพระไตรปิฎก ที่ "เขา" เขียนกัน
แล้วก็ --- จะเป็นไรไหมครับถ้าผมไม่เชื่ออะไรแบบนี้
สรุปคือไม่เชื่อในพระไตรปิฏิก ป่าวครับพี่แอน
แต่เชื่อในคำสอนเช่น สังฆวัตถุ 4 อิทธิบาท 4 ศีล 5
ผมเข้าใจถูกป่าวครับ
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 17:28 น.
ไม่เชื่อไม่ว่าครับ
แต่สงสัยว่าท่องพวกนี้แล้วได้บุญด้วยเหรอครับ
หรือทำให้เรารู้สึกอยากทำความดีมากขึ้น :46:
นอกจาก " ฉันรู้นะ " :42:
:46: ขออภัยในความไม่สงบ
ไม่เข้าใจครับ :05:
ในเรื่องของอภินิหาร ต่างๆ นะครับ
มาตรวัดตวงชั่งในพระไตรปิฎกก็ด้วยนะครับ
สาระอันใดอื่นมี ที่นอกเหนือจากเอามาเป็นบทกัณท์เทศน์สอนตาสี ยายสา
แล้วมาให้เราๆ ท่านๆ ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูล ข้อเท็จจริงหาได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส
(ในที่นี้ ยกเฉพาะ อภินิหารนะครับ เรื่องพระธรรมต่างๆ ผ่านโดยตัวของพระธรรมเองอยู่แล้ว)
พิมพ์ไปพิมพ์มา รู้สึกว่าก็ดีนะ
เอามาอ่านเล่นเพลินๆ ก็สนุกดี ทั้งประวัติพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ
ทั้งที่ต้องท่อง ตอนสอบพระพุทธอีก
แต่ ..
ประเด็นคือการทำดีไม่ใช่แค่จำได้นั้นนะซิครับ :46:
// อ่าแก้ไขตัดหน้าอีก :27:
เอางี้ๆ ขอถามตรงๆ นะไม่โกรธกันนะ
สงสัยว่า ไอที่ท่องๆ มาทั้งหลายทั้งแหล่ ที่ดูเยอะๆ ยากๆ
มีแหล่งที่มายืนยันคือพระไตรปิฎกเนี้ย
มันช่วยให้เราอยากเป็นคนดี หรือเป็นคนดีขึ้นมาตรงไหนเหรอ
นอกจาก... ฉันรู้นะว่ายังงี้ๆๆๆๆ พระไตรปิฎกยังงี้ๆๆๆๆ
ผมเข้าใจถูกป่าวครับ :42: :46:
:09:
อย่าเพิ่งเหมารวมสิครับว่าผมไม่เชื่อพระไตรปิฎก
ยังไม่ได้บอกเลยว่าตัวเองไม่เชื่อพระไตรปิฏกนะ
แต่ด้วยกระบวนการที่ได้มาของพระไตรปิฎก จากวันนั้นจนถึงวันนี้
มันผ่านการขัดเกลา ปรุงแต่ง เติมแต้มใส่สีสันเข้าไปกี่รอบแล้ว
เลยมีจนถึงบากิกระโดดตีลังกาสูงตั้งหลายเมตรนั่นได้
อันนี้บอกตามตรงว่า "ผมไม่เชื่อ" ครับ
เห็นไหมว่ามันมีลิมิตของมัน
เหมือนกับมีคนบอกว่า แตกฟ๐งไร้สาระว่ะ มาปลาหม่งปลาหมึกอะไรกันทุกกระจู๋
แต่ในนั้นก็มีสาระเรื่องศาสนาแบบเข้มข้นเหมือนกับกระจู๋นี้รวมอยู่ด้วยเหมือนกัน
เป็นหน้าที่ที่แต่ละคนต้องใช้ดุลพินิจแยกออกมาว่าอันไหนจริงอันไหนปรุงแต่ง
-- หรือเปล่าครับ
(ลงท้ายย่อหน้าด้วยคำว่าหรือเปล่าครับเพื่อให้มันดูนุ่มนวลขึ้น - จริงๆ ผมก็พวกดื้อตะบันเหมือนกัน)
ประเด็นมันละเอียดอ่อนพอๆ กับที่พระวัดที่ทิดเก้อไปบวชมา
แล้วบอกว่านี่เป็น "มิจฉาทิฏฐิละเอียดชนิดหนึ่ง"
อ่านถึงตรงนั้นใจหนึ่งก็คิอว่าคำตอบที่ได้รับมันดูเท่ดีนะ
แต่ลองคิดดู นี่อาจจะเป็นการเมืองที่แฝงอยู่ในศาสนา -- หรือเปล่าครับ
สองเรื่องนี้เกี่ยวกันยังไงน่ะเหรอ
ยกตัวอย่างเช่น มาถึงยุคนึงที่ศาสนาอื่นเข้ามารุกรานพระพุทธศาสนา
(เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ที่มีการชิงกลุ่มสาวกกัน ใครไม่เชื่อฟัง แปลว่ามึงเป็นแม่มด มึงนอกรีต)
มันจะมีกระบวนการปกป้องตัวเองด้วยการสร้างแนวความคิดแบบนี้หรือเปล่าครับ
ว่าโอเค พระไตรปิฏกน่าจะมีการแก้ไข อัปเดตเฟิร์มแวร์นิดนึงนะ เพื่อป้องกันตรงนี้
เพื่อให้คนที่อ้างตัวเองว่าไม่มีศาสนา (เพราะมันขี้เกียจไปเข้าสังกัดชมรมใดๆ) นั้นหันมาหาพระพุทธศาสนานี่
ถึงผมจะไม่ได้เชื่อตามสูตร หรือดูมีมิจฉาทิฏฐิ
แต่ยังไงผมก็ไม่ได้ลืมหัวใจของศาสนาใดๆ ในโลก ที่ผลิตออกมาเพื่อให้คน "เป็นคนดี" นะครับ
แล้วในใบกรอกประวัติอะไรต่างๆ ผมก็ยัง "นับถือ" (เดี๋ยวต้องตีความคำว่านับถือกันอีก) พระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน
อ่านแล้วโมโหก็บอกได้นะครับผมจะได้ลดอุณหภูมิลง
เดี๋ยวไปวิ่งก่อน กลับมาจะคุยกันต่อ
//อ้าว มีแก้ไขตัดหน้าอีก {หมีโหด}
ไม่เป็นไรครับ อ่านแล้วเข้าใจว่าผมเข้าใจ และยอมรับเรื่องหลักธรรมที่กล่าวมาด้านบนด้วยละกันนะครับ
ไม่เชื่อในเรื่องพระพุทธเจ้าที่เป็นตำแหน่ง มีพระพุทธเจ้าหลายองค์
แต่เชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าครับ
ไม่บอกละกันนะครับ ว่าทำไมถึงไม่เชื่อ
:42:
ตอบพร้อมกัน 3 คนลำบากอะครับ :05:
ลุงอ๋าห์ บอกหน่อยก็ได้ครับว่าทำไมไม่เชื่อผมจะได้ตอบถูก
ถามว่า ทำไม ชาร์ปเชื่อว่ามีหลายองค์ ด้วย ดีกว่า
โอ...มีสีสันขึ้นมาอีกแล้ว
ชอบจริงเลยกระจู๋นี้
จะรออ่าน การถกกันครั้งนี้ครับ
v
v
v
ถามกลับทุกคนก่อนว่า
เชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่จริงๆหรือป่าวครับ
ไม่เชื่อและไม่ชัวร์ครับ :42:
แต่พระธรรมมีอยู่จริง
พระสงฆ์มีอยู่จริง
เส้นทางไปสู่ความสงบภายในใจมีอยู่จริง
แล้ว พระธรรม พระสงฆ์
เส้นทางไปสู่ความสงบภายในใจ
เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มาจากไหนครับ
ปล.ไม่ได้กวนนะ
เพราะอะไรซักอย่างร่างขึ้นมา
อาจจะเป็นอะไรไม่แน่นอนครับ
ไม่เชื่อ และ ไม่ชัวร์ นะครับ :42:
คือจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่ามายังไง
แต่.. เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าในหลักกาลามสูตร 10 :42:
และเพราะไม่ได้รับการพิสูจน์ เลยยังไม่เชื่อ
แล้วทำไมพี่เชื่อในหลักของ กาลามสูตร 10 ละครับ
เพราะหลักกาลามสูตร 10 ก็มาจากพระไตรปิฏิก
เพราะกาลามสูตร เป็นหลักฟิสิกส์ครับ
มีเหตุและผลรองรับในตัวมันเองอยู่แล้ว
เรียนฟิสิกส์มาก็ กาลามสูตร แล้วนะครับ
อย่าเชื่อในสมมุติฐาน ถ้าไม่ได้ทดลองด้วยตนเอง
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ก็เช่นเดียวกัน
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 15:36 น.
แล้วถ้าเราอยู่แบบเข้าใจในบาปและบุญละครับ
น้ำน้อยก็แล่นเรืออย่างระมัดระวัง น้ำเยอะก็แล่นสบายหน่อย
แล้วถึงน้ำจะเยอะถ้าแล่นเรือไม่ดีก็จมบุญได้นะครับ
มันอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่ามั้ยครับ ในการแล่นเรือ :42:
ถูกต้องครับ :12:
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนไว้ว่า ให้เราดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท (แล่นเรือด้วยความระมัดระวังครับ) :33:
ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงครับ
(แต่เชื่อไม่เชื่อแล้วมันต่างกันตรงไหน :08:)
เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
เหมือนกับเชื่อว่าเพลโตมีจริงนั่นแหละครับ :42:
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 17:42 น.
เอางี้ๆ ขอถามตรงๆ นะไม่โกรธกันนะ
สงสัยว่า ไอที่ท่องๆ มาทั้งหลายทั้งแหล่ ที่ดูเยอะๆ ยากๆ
มีแหล่งที่มายืนยันคือพระไตรปิฎกเนี้ย
มันช่วยให้เราอยากเป็นคนดี หรือเป็นคนดีขึ้นมาตรงไหนเหรอ
นอกจาก... ฉันรู้นะว่ายังงี้ๆๆๆๆ พระไตรปิฎกยังงี้ๆๆๆๆ
ผมเข้าใจถูกป่าวครับ :42: :46:
ไม่โกรธครับ :07:
ผมว่ายังเข้าใจไม่ถูกครับ :22:
คือ ผมขอตอบอย่างนี้ว่า...... ลองนึกตามนะครับ
ผู้รู้ท่านเคยบอกอย่างนี้ว่า
" สมมติ ถ้าเรามีปืนอยู่ในมือ .... เราก็มีความคิดที่จะใช้มัน
ถ้าเรามีข้าวห่ออยู่ในมือ .... เราก็มีความคิดที่จะกินมัน
ถ้าเรามีถุงยางอยู่ในมือล่ะ ...... เหอ เหอ เหอ ..... เราก็มีความคิดที่จะใช้มัน :04: :04:
แต่ถ้าเรามีคำสอนอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา เราก็มีความคิดที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านไงล่ะครับ "
เหมือนเราอยู่ในกลุ่มเพื่อน ถ้ากลุ่มเพื่อนของเราชอบเตะบอล .... ก็จะมีความคิดที่จะชวนกันเตะบอล
ถ้าอยู่ในกลุ่มที่ดื่มเหล้า .... ก็จะชวนกันไปดื่มเหล้า
ถ้าเป็นสมาชิก f0nt .... ก็มีความคิดที่จะมาเก็บดาวไงครับ
เพราะฉะนั้น ให้เราตั้งใจศึกษาคำสอนอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เถอะครับ และเมื่อถึงเวลาคับคัน เราก็มีคลังความรู้อันบริสุทธิ์นี้มาอยู่ในตัวเลือกดีๆในสมองของเรา มาช่วยให้เราตัดสินใจ กระทำแต่สิ่งที่ดีๆ ตามที่ท่านสอน น่ะ ครับ :33:
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า พ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า ปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า ปู่ของปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่าี ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่าี ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่าี ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่าี ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ของพ่อของพ่อของเรามีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่าพระอุปชาของพระสงฆ์ที่เราเห็น มีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า พระอุปชาของพระอุปชาของพระสงฆ์ที่เราเห็น มีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า พระอุปชาของพระอุปชา พระอุปชาของพระอุปชาของพระสงฆ์ที่เราเห็น มีจริง
แล้วเชื่อหรือป่าวว่า พระอุปชาของพระอุปชา พระอุปชาของพระอุปชา พระอุปชาของพระอุปชาของพระสงฆ์ที่เราเห็น มีจริง
แล้วเชื่อว่า มีคนที่กำหนดหลักฟิสิกส์ขึ้นมานี่ มีตัวตนจริงๆหรือป่าวครับ
แล้วเชื่อว่า มีคนที่บอกหลัก กาลามสูตร 10 มีตัวตนจริงๆหรือป่าวครับ
ปล.ไม่ได้ตั้งใจกวนนะครับ
/////
ปล.จะเข้ามาอีกทีน่าจะหลังเที่ยงคืนถ้าไม่ก็พรุ่งนี้อ่ะครับ
ตอบแต่กระจู้นี้เลยไม่ได้ไปปั่นกระจู้อื่นเลย :05:
พี่แอนครับ ถ้าผมจะเข้ามาตอบแต่มันต้องเบิ้ล และคนละประเด็นนี่
ผมขอตอบเบิ้ลได้หรือป่าวครับ
แก้ไข มันไม่ได้ขุดด้วยอ่ะ และก็อ่านยากด้วยอ่ะครับ
Quote from: ^-FakE-^ on 14 Feb 2007, 18:20 น.
เพราะกาลามสูตร เป็นหลักฟิสิกส์ครับ
มีเหตุและผลรองรับในตัวมันเองอยู่แล้ว
เรียนฟิสิกส์มาก็ กาลามสูตร แล้วนะครับ
อย่าเชื่อในสมมุติฐาน ถ้าไม่ได้ทดลองด้วยตนเอง
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เช่นเดียวกัน
ถูกต้องอีกแล้วนะครับ ...... :12:
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประโยค เป็นหลักของเหตุและผล ครับ
ถ้าลองศึกษาดู จะเข้าใจ ว่า มันเป็นเหตุเป็นผลกันครับ
ไม่ใช่เพียงแค่ หลักกาลามสูตร ครับ :33:
วกกลับมาเรื่องพระพุทธเจ้า :30:
ผมก็เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง :46:
ใช่ครับ เหมือนที่ tao ตอนน่ะครับ เหมือนกับเชื่อว่าเพลโตมีจริงนั่นแหละครับ
ขอถามครับ แล้วทำไมเราเชื่อที่คุณครูสอนเราตั้งแต่เด็กจนโตล่ะครับ :25:
Quote from: TangMo on 14 Feb 2007, 19:05 น.
ใช่ครับ เหมือนที่ tao ตอนน่ะครับ
ไม่มีอะไรครับ...
Quote from: ชาร์ป on 14 Feb 2007, 19:03 น.
แล้วเชื่อว่า มี ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ของพ่อเรามีตัวตนจริงๆมั้ยครับ
อันนี้ผมว่ามีครับ
ผมว่า คำสอนในพุทธศาสนาก็นำมาจากหลักความจริงนั่นแหละครับ
พอคิดดีๆ ก็ปรากฏออกมา
ดังนั้น หากจะมาซ้ำกับหลักกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการเรียนรู้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
อีกอย่าง ผมว่าหลักฟิสิกส์ใช่ว่าจะถูกเสมอไป :42:
Quote from: TangMo on 14 Feb 2007, 19:05 น.
ขอถามครับ แล้วทำไมเราเชื่อที่คุณครูสอนเราตั้งแต่เด็กจนโตล่ะครับ :25:
ถ้าเราไม่เชื่อก็สอบไม่ได้สิครับ :01:
Quote from: ชาร์ป on 14 Feb 2007, 19:03 น.
แล้วเชื่อว่า มีคนที่กำหนดหลักฟิสิกส์ขึ้นมานี่ มีตัวตนจริงๆหรือป่าวครับ
แล้วเชื่อว่า มีคนที่บอกหลัก กาลามสูตร 10 มีตัวตนจริงๆหรือป่าวครับ
แล้วเชื่อว่า มี ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ปู่ของปู่ ของพ่อเรามีตัวตนจริงๆมั้ยครับ
เชื่อว่ามีจริง เพราะมันมีสิ่งที่อ้างอิงถึงได้
หนังสือ ภาพถ่าย ทฤษฏีที่มีมาให้เรียนจนหัวบานเนี่ย
ถ้าอายุยืนเป็นล้านๆปี คงจะมีคนมายืนยันให้ได้แหละนะน้อง
Quote from: Sorisori on 14 Feb 2007, 19:13 น.
เชื่อว่ามีจริง เพราะมันมีสิ่งที่อ้างอิงถึงได้
หนังสือ ภาพถ่าย ทฤษฏีที่มีมาให้เรียนจนหัวบานเนี่ย
ถ้าอายุยืนเป็นล้านๆปี คงจะมีคนมายืนยันให้ได้แหละนะน้อง
ถูกต้องนะครับ.....
พระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกันครับ
เพราะมีพระพุทธเจ้า จึงมี พระธรรม มีพระสงฆ์ มีการทำสังคยานา ..... แล้วก็มีพระไตรปิฎกไงครับ :33:
Quote from: Sorisori on 14 Feb 2007, 19:13 น.
เชื่อว่ามีจริง เพราะมันมีสิ่งที่อ้างอิงถึงได้
หนังสือ ภาพถ่าย ทฤษฏีที่มีมาให้เรียนจนหัวบานเนี่ย
ถ้าอายุยืนเป็นล้านๆปี คงจะมีคนมายืนยันให้ได้แหละนะน้อง
พี่เฟริน ไม่ร้อนหรอครับ เข้ามาตอบกระทู้นี้ :18: :14:
ถามว่าร้อนไหม ไม่จะน้อง เอาตามจริงแล้วพี่ก็พุทธศาสนิกชนคนนึง
ช่วงเด็กๆนี่จะชอบสวดมนตร์มาก อาศัยที่บ้านหนังสือพระเยอะเช่นกัน :47:
ก็เลยสวดๆ วันนึงสวดนานมากๆ ว่างๆนั่งสมาธิ แล้วก็ชอบไปปฏิบัติธรรมที่วัด
อันนี้ครอบครัวสนับสนุน พี่เฟิร์นเคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดไทรงามได้ดูศพสต๊าฟด้วย :25:
ประทับใจมากๆเลยยิ่งชอบเข้าวัดมากขึ้นจะ แต่นั่นก็นานมาแล้วหล่ะจะ
ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้ประพฤติ
ถามว่าสวดทำไม พี่สวดเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ สวดแล้วมันบังเกิดสมาธิค่ะน้อง
ไม่ได้สวดเอาโล่ ไม่ได้นั่งแปลทุกบทความ
ครึกครื้นกันอีกรอบ :45:
แสดงความคิดเห็นด้วย
เรื่อบุญ-บาป ชาติภพ นรก สววรค์
พระพุทธเจ้าหลายองค์
ผมไม่เชื่อครับ ตีลังกา 20 รอบก็บอกว่าไม่เชื่อ
อืม พูดให้ตรงกว่านั้น เรียกว่าไม่สนใจ และไม่ใส่ใจเลยจะดีกว่า
ว่ามันจะมีจริงๆหรือไม่มี
่เข้าใจหน้าที่ของมันนะครับ ว่ามีไว้ทำอะไร เช่น ให้คนละเว้นจากความชั่ว หรือให้กระทำดี
แต่ผมรู้แน่ว่าตนเองสามรถกระทำตามนั้นได้โดยไม่ต้องพึ่งความเชื่อเหล่านั้น
เช่น ถ้าผมจะให้เงินขอทาน ก็เพราะผมให้เพราะอยากให้เขามีความสุข ไม่ใช่้เพราะจะได้บุญ
หรือเพื่อความสบายใจของตัวเอง(่จริงๆไม่เคยให้เงินขอทานหรอก ยกตัวอย่างไปงั้น)
การกระทำความดีใดๆแล้วบอกว่าทำแล้วได้บุญ หรือบอกว่าทำแล้วเราสบายใจ
ไม่คิดเหรอครับว่าลึกๆแล้วนั้นเรานึกถึงตัวเอง?
ไม่ได้ต่อต้านวิธีคิดนี้นะครับ อย่างที่พูดไว้แต่แรก รู้ว่าสำหรับคนหมู่มาก
มันเป็นกลไกทางสังคมที่ดีชิ้นหนึ่ง ทำหน้าที่ครอบคลุมกว่ากฎหมาย
แต่มันไม่จำเป็นสำหรับผม
เรื่องพระพุทธเจ้าหลายองค์ เป็นมหายาน แต่ชาร์ปก็บอกอยู่แล้วว่าอยากให้
เถรวาทกับมหายานรวมกัน อันนี้จึงขอข้าม เป็นเรื่องความเชื่อล้วนๆ
ไม่มีใครมากลับไปถ่ายรูปมายืนยันได้แน่ๆ แม้แต่บันทึกทางประวัติศาสตร์ก็ไม่มี
ในขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นบุคคลที่มีอยู่ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ ผมจึงเชื่อว่ามันจริง
และหลักธรรมที่พระองค์สั่งสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ มันสามารถพิสูจน์ได้จริง ผมจึงเชื่อว่ามันจริง
แต่ถ้าบอกว่าโลกหลายๆยุคที่ผ่านๆมา มีพระพุทธเจ้าหลายๆองค์ เอาอะไรมาพิสูจน์ว่ามันจริง
เพราะถ้าบอกว่ามีจริง ตรรกะเดียวกันนี้ เรามีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีจริงล่ะครับ
ที่ยกเปรียบว่าปู่ของปู่อะไรยาวๆนั้น ไม่เข้าใจครับ จะเปรียบกับเรื่องอะไร
และเปรียบว่าอย่างไร ไม่เห็นโยงมา จะตีความเอาเองก็กลัวเข้าใจคลาดเคลื่อน
หรือถ้าอธิบายแบบตรงๆ ไม่ต้องเปรียบก็น่าจะดีนะครับ คนกันเอง :42:
Quote from: เก้อ on 14 Feb 2007, 19:49 น.
แต่ถ้าบอกว่าโลกหลายๆยุคที่ผ่านๆมา มีพระพุทธเจ้าหลายๆองค์ เอาอะไรมาพิสูจน์ว่ามันจริง
เพราะถ้าบอกว่ามีจริง ตรรกะเดียวกันนี้ เรามีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีจริงล่ะครับ
คิดเหมือนกันเลยครับ ว่า พระพุทธเจ้ามีแค่พระองค์เดียว :33:
แต่ก่อนผมก็คิดเหมือนเก้อล่ะครับ
พอได้มาศึกษาดูก็พบว่าไม่ใช่ครับ พระพุทธเจ้าบอกว่ามีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน มีพระพุทธเจ้ามาแล้วมากกว่าทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4 อีกครับ ..... :46:
ไม่เชื่อเรื่องบุญ - บาป กฏแห่งกรรม นรก สวรรค์ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไปครับ
แต่ถ้าให้ดีควรมาศึกษาให้ดีก่อนครับ ก่อนที่จะฟันธง !!! ว่าไม่เป็นจริง
แน่นอนครับว่าเจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นบุคคลธรรมดาอย่างพวกเราครับ .... แต่ท่านไม่ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างพวกเราครับ เมื่อท่านอายุ 29 ปี ท่านก็มาฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด ทั้งทรมาณตนเองด้วยวิธีการต่างๆที่บุคคลทั่วไปทำไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมอะไรเลย แต่พอท่านกลับมาทานข้าว อาบน้ำ นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์(พิมพ์ถูกหรือเปล่า) หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายใจ เบา สบาย ทำใจหยุดนิ่ง จนใจหยุดเป็นหนึ่งเดียวกัน จนทำให้ท่านสามารถบรรลุธรรมได้ คือไปรู้ไปเห็นความเป็นจริงของชีวิต เกิดอภิญญาต่างๆ ฯลฯ น่ะครับ นี่แหล่ะครับ จึงทำให้ท่านได้ชื่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือท่านสามารถตรัสรู้ธรรมได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอนครับ :12:
ถ้าอย่างนั้นเราต้องเชื่อว่ามีจริง เพราะพระพุทธเจ้าบอก
หรือเพราะพระไตรปิฎกบอกใช่ไหมครับ :09:
ส่วนเรื่องระบบบุญ-บาป นรก สวรรค์ ศึกษาในระดับที่ฟันธงได้ครับ
ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเชื่อแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่ประการใด
อย่างน้อยก็เท่าที่พื้นฐานความรู้บนโลกในขณะนี้จะมีให้
ที่พูดแบบนี้ เพราะอย่างในอดีตคนเข้าใจว่าโลกมันแบนก็เพราะองค์ความรู้ทั้งหลาย
บนโลกมันบอกเราแบบนั้น มันมีอยู่เท่านั้น เราหัวเราะคนยุคอดีต
ตอนนี้เราบอกว่าโลกกลม คนในยุคต่อไปก็อาจมาหัวเราะเราก็ได้
ในเรื่องของศาสนาเหมือนกัน ถ้าเผื่ออยู่ดีๆวันหนึ่งมีพระเจ้าลงมาจากฟ้าแบบจังๆ (ยกตัวอย่างเว่อๆเลยนะ)
หรือวิทยาศาสตร์ดักจับผีเอามาคุยกับเราจริงๆได้ ว่าตายแล้วไปไหน
ต้องแบบนั้นล่ะครับ จึงจะมีน้ำหนักพอที่จะทำให้สมมติฐานเรื่องนี้เปลี่ยนไป
เพราะเหตุผลที่ว่ามา อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็น ความจริงสูงสุด(Absolute Reality)
เข้าใจว่าคุณแตงโมก็อยู่บนพื้นฐานความเชื่อแบบนั้น เคยคุยกับเพื่อที่เป็นมุสลิม
ซึ่งแน่นอนเพื่อนบอกว่า พระเจ้ามีจริง และนรกสวรรค์ของอิสลามมีจริง
และมันก็บอกแบบนั้นล่ะครับ ว่าของแบบนี้ต้องศึกษาลึกๆ ก่อนจะฟันธง
เคยคุยกับฝรั่งคนนึง ที่มาอยู่ประเทศเรานานเหมือนกัน สนใจศึกษาศาสนาพุทธด้วย
เค้าบอกว่า เมื่อก่อนอยู่ประเทศเค้า เค้าอ่านตำราทางพุทธศาสนา แล้วเห็นว่านี่ช่างเป็นศาสนาแห่งปัญญา
เสียจริง ทุกสิ่งพิสูจน์เห็นจริงได้ แต่พอเค้ามาประเทศเรา
เค้ากลับเห็นว่าเราเต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องบาปบุญ นรก-สววรค์ มันจึงบอกว่า
พุทธประเทศยูนี่ มี 2 พุทธเหรอ พุทธแบบชาวบ้าน(เน้นเรื่องเรื่องนรกสวรรค์บุญกรรม)
กับพุทธเน้นปัญญาพิสูจน์ ฟังแล้วก็น่าคิดไม่น้อย ไม่ใช่เพราะฝรั่งพูดนะ เดี๋ยวจะว่าอ้างฝรั่ง
แต่ความหมายของมันคือ มันเป็นสายตาคนนอก ซึ่งไม่เคยถูกเลี้ยงดูมาให้เชื่อเรื่องพวกนี้
เพราะที่ชาวบ้านทั่วไปเชื่อเรื่องบุญกรรมนี่ คิดหรือครับว่ามาจากการศึกษาหาความรู้มาเป็นอย่างดี
ไม่ใช่เพราะถูกเลี้ยงดูมาในสังคมที่มีความเชื่อแบบนี้ แล้วก็เชื่อตามกันมา
เรื่องพุทธสองแบบนั้น ผมว่าความเชื่อแบบแรกมีล้นประเทศแล้วล่ะครับ
ไอ้การที่คนเชื่อแล้วทำดี มันก็ดีนะครับ แต่อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันมันไม่มาก
จนเกินไป จนบดบังแบบหลังเสียแทบหมดแล้วหรือครับ
มันจะเป็นการโน้มนำคนไปสู่ความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลแบบอื่นๆหรือเปล่า
อย่างเช่น อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ไบ้หวย อะไรแบบนั้นไป ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าคนกลุ่มนี้
เป็นคนหมู่มากของประเทศเสียด้วย
ส่วนเรื่องพระพุทธเจ้าและการตรัสรู้ของพระองค์นั้น เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ
งั้นผมขออ่านอย่างเดียว ไม่ถกด้วยนะครับ
เพราะศึกษามาน้อยเหลือเกิน :42:
ไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกซะด้วยสิ
มีฉบับประชาชนอยู่เล่มนึง อ่านไปห้าหน้าได้มั้งครับ
Quote from: ภูกระดึง on 14 Feb 2007, 22:06 น.
งั้นผมขออ่านอย่างเดียว ไม่ถกด้วยนะครับ
เพราะศึกษามาน้อยเหลือเกิน :42:
ไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกซะด้วยสิ
มีฉบับประชาชนอยู่เล่มนึง อ่านไปห้าหน้าได้มั้งครับ
:42:/
ตามใจชาร์ปเลยครับ
อยากคุยประเด็นไหนหรือติดประเด็นไหนไว้ก่อนก็ว่ากันตามสะดวกเลย
เพราะการให้คำอธิบายทีละหลายๆ คนพร้อมกันนี่ ตูเหนื่อยแทน :08:
เชฟจักรีไปไหนวะครับ
เชื่อหรือไม่เชื่อ แตกต่างกันตรงไหน
ลมพัดใบไม้ไหว หรือ อะไรไหว...
ไม่น่าจะดูเพียงสิ่งที่เห็น น่าจะดูที่ความรู้สึกของตนเองมากกว่า ว่าเป็นอย่างไร...
รู้มากก็เท่านั้น
รู้น้อยก็เท่านั้น
สำคัญคือรู้แล้วได้ทำหรือไม่
ขึ้นหิ้งแล้วเหรอเนี่ย
พึ่งหาเจอ...
-_-"
เณรธี :25a:
อู้ววว สิ่งที่รอคอย
โดนใจมากครับ :12:
นั้นละครับ :12:
รู้มากก็เท่านั้น
รู้น้อยก็เท่านั้น
สำคัญคือรู้แล้วได้ทำหรือไม่
:46:
ยืนยันว่าเอรู้น้อย ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่จิตใฝ่ดีไม่มีฝ่อแน่นอนครับ :40:
ปลลล. เรื่องทำไมเชื่อครู เหมือนคอมพิวเตอร์ละครับ ไม่ลง OS ให้ก่อนเอาคอมมาเปล่าๆ จะคิดประมวลผลออกมาได้เหรอครับ อย่างน้อยที่สุดต้องมี OS ก่อนไม่ว่าจะถูกหรือผิด windows osx tiger debian linux unix redhat ubuntu เหอะๆ เยอะแยะครับ
แต่สิ่งที่จะเป็นเราก็คือ โปรแกรมเสริมละครับ ว่าเราจะใช้ freeware shareware หรือ เล็กนิ่ม
นั้นก็คือการคิดประมวลผลด้วยตนเองในภายหลัง หลังจากมีพื้นฐานความรู้แล้ว อย่าบอกว่าเราเชื่ออะไรง่ายๆ เราไม่รู้ต่างหาก จึงทำตนให้รู้ รู้แล้วเราจึงทำตนให้คิด คิดแล้วเราจึงทำ
ถ้าเราคิดแล้วไม่ทำก็เหมือน CPU และ Hardisk ที่แกร่งโคตรๆ มีข้อมูลเยอะ แต่ไม่ได้ต่ออุปกรณ์ภายนอก
ยกตัวอย่างถูกมั้ยเนี้ย :42:
มาดูอีกที มีหลายหน้าเลย :42:
....... แต่ก็ตามอ่านเกือบหมดเหมือนกัน ที่ชาร์ปเอาเรื่องพุทธประวัติมาเล่าให้ฟัง ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ครับ ส่วน เรื่อง การหวังผลว่าใครจะเชื่อหรือไม่ นั้นแล้วแต่ดุลยพินิจของแต่ละคน....
ผมอยากให้เข้าใจเพียงแค่ว่า พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ก็คือมนุษย์ธรรมดาหลักธรรมหรือทางปฏิบัติที่ท่านทรงค้นพบก็
ไม่ได้แปลกพิศดารเกินพิสัยของผู้ที่มีเหตุผลพึงจะเชื่อได้.......
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
ส่วนตัวเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง.... ไม่มีเหตุผลใดมาประกอบความเชื่อนี้มากนัก
แต่ ความศรัทธาเป็นต้นเหตุแห่งการเรียนรุ้แต่เ็้ป็นการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาพิจารณาหลักธรรมว่า..
.เป็นจริงดังนั้นจึ่งเชื่อ...
วันนี้ ผมเพิ่งกลับ จากการไปเข้าปฏิบัติกรรมฐาน มา
(เป็นครั้งแรกที่ได้ ตั้งใจจะปฏิบัติอย่างจริงจัง หลังจากศึกษาเพียงทฤษฎีมานาน...)
หลักของการปฏิบัติ ในแนวสติปัฎฐาน 4
ที่อาจารย์ได้อธิบายมาวันนี้ มันชั่งละเอียด มากกว่า สิ่งที่ผมศึกษาไว้เยอะเหมือนกัน
แต่มันทำให้ผมทึ่งมาก กับหลักปฏิบัตินี้............
ในความรู้สึกครั้นเมื่อฟังท่านอธิบาย ในใจเกิดความรู้สึกคิดสงสารขึ้น ..
.สงสาร คนที่คิดว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องงมงาย สงสารผู้ที่ทำให้พุทธศาสนากลายเป็นเรื่อง งมงาย.....
เพราะหลักปฏิบัตินี้ มันชั่งอธิบายได้ลงตัว และมีเหตุผล
ขนาดคนที่ไม่ประสาอย่างผมฟังก็ ยังสามารถคิดตามได้ว่า ถ้าทำได้มันต้องได้แน่ๆ.......
หลักสติปัฏฐานสูตร 4 อย่างไม่มีอะไร มากเพียงแค่ กาย เวทนา จิต และ ธรรม
ในขั้นปฏิบัติถ้าหนีอย่างใดอย่างหนึ่งถือว่าผิด....เช่นสมมตินั่งๆอยุ่ เกิดอาการเมื่อย ก็ต้องรุ้ว่าเมื่อยแต่ห้ามดับเมื่อยด้วยการเปลี่ยนท่า .....ถ้าทำอย่างนั้นหมายถึงหนีเวทนา...
ที่ผมบอกว่าน่าทึ่งคือ การมีสติกับทุกอริยาบท แบบว่าผมลองคิดดูนะู ว่าถ้าคนฝึกบ่อยๆ คงเป็นคนที่มีสติมาก ที่แน่ๆต้องดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาท......(ไม่ได้พูดถึงเรื่องไกลตัวอย่างมรรคผลนะ)
ซึ่งผมคิดว่าแนวทางปฎิบัติี้ที่สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกให้เป็นทางสายเอกนี้
ไม่ได้ยากเกินความสามารถของคนเราเลย.....
อาจจะไม่เกี่ยวกับหลายๆประเด็นที่ทุกท่านได้ยกมาถกกัน แค่อยากจะเล่าถึงความประทับใจครั้งนี้
เพราะผมไม่รู้ว่าต่อไปเมื่อผมปฏิบัติไปในทางสายนี้เป็นประจำแล้ว ผมจะมีความ อยาก
ที่จะแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นต่างๆนี้อีกหรือไม่.... พูดเผื่อไว้ :42:
ขออนุโมทนากับท่านเชฟด้วยครับ :46:
:12:
เชฟไปฝึกที่ไหนมาครับเนี่ย
แล้วพี่เณรธีที่เฝ้ารอมาจนได้ :42:
จะว่าไปเรื่องรู้มากแล้วอย่างไร รู้น้อยแล้วอย่างไร
เข้าใจในข้อความนี้นะครับ ว่าไม่ได้หมายถึงการถกกันอยู่นี้
เพราะในการถกกันด้วยเหตุผล หรือการตั้งคำถามต่อความเชื่อ วิถีปฏิบัติใดๆขึ้นมา
น่าจะนำไปสู่การหาคำตอบ(คำตอบสำหรับตัวเราเอง)
และนำไปสู่วิธีปฏิบัติ-หรือวิธีคิดในชีวิตประจำวันต่อไป
อย่างที่อ่านๆมาหลายหน้า บางครั้งผมก็เห็นข้อบกพร่องของความคิดตัวเอง
และหลายๆอย่างที่พูดไปก็อยากฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง
ว่าแต่พี่เณรธีไม่มีตังใช้เหรอครับช่วงนี้
มาถึงก็"เซ็น"เลย :43:
จ่ายสดเถอะครับ
:08:
พอดี ไปปฏิบัติที่ true ครับ เป็นชมรมที่ตั้งขึ้นโดยศิษย์หลวงพ่อจรัญ ไปฝึกไม่กี่คนครับ
จริงๆ คือ วันนี้ไปประมาณ 7-8คน จากที่ได้ยินเขาคุยกัน ปกติ คนที่ มาฝึก มักมาครั้งแรกครั้งเดียว
แล้ว เอาไปฝึกที่บ้าน จากนั้นก็ส่งอารมณ์กันทางเน็ตบ้างทางโทรศัพท์บ้าง(โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกเป็นประจำ)
จะมีคนที่ฝึกก่อน หรือเรียกว่า ปฏิบัติได้ หลายคนคอยชี้แนะ แนะนำอย่างใกล้ชิด
คือเ็ป็นการฝึกที่ละเอียดมาก ...วันนี้ผมยอมรับว่า ปฏิบัติไม่ได้เลย :42: จิตแว๊ปคิดเรื่องอื่นประจำ
พอมีสมาธิเข้าหน่อยกลายเป็นสมถะ ซะนี่ ต้องหยุดแล้วมากำหนดใหม่ กว่าจะนิ่งก็แทบแย่เหมือนกัน...
ถ้าพี่เก้อหรือใครสนใจเรียนเชิญนะครับ ไปฟัง ก็ไม่เสียหลาย ไม่เสียตังค์แถมมีเครื่องดื่มให้ทาน
:42:
คืออารมณ์ของกระจู๋กำลังจะถูกตบเข้าสู่ความสงบอีกแล้วไงครับ
สังเกตได้เลยว่าพอเรากำลังจะเข้าสู่ประเด็นที่เป็นคำตอบ - เราก็จะได้รับความเท่มาเป็นคำตอบแทน
ไม่มะเลย
อ้าวแล้วชาวบ้านอย่างตูล่ะ ที่ถามมาตั้งนานนี่จะเคลียร์ได้ยังไง
ผมเลยรู้สึกว่า.. ขอกระจู๋นี้เราคุยกันแบบชาวบ้านๆ ไม่ทราบก็บอกไม่ทราบ
แต่ถ้าทราบก็อธิบายให้คนไม่ทราบได้เข้าใจ -- เพื่อประโยชน์ที่เราๆ ทั่นๆ ก็เข้าใจตรงกัน ... ดีไหมครับ
ป.ล.
ตั้งแต่โพสต์แรกของกระจู๋นี้ จนถึงตอนนี้ตูยังรักษาคอนเซปต์นี้นะครับ
ถ้าไม่ถูกใจไม่สบอารมณ์ใครก็บอกกันได้ ไม่ถืออยู่แล้ว
จักรี ทำสมาธิ เพื่อตามหาช้าง :09:
:31:
ไม่ใช่แค่ทำสมาธิครับ พี่ช้าง...
ฝึกผ่านอินเตอร์เน็ตของทรูแทนได้ไหมครับเนี่ย
ว่าแต่ตอนนี้กำลังอยู่ที่เรื่องความเชื่อบุญ-กรรมพระพุทธเจ้าหลายองค์ใช่ไหมครับ
(เสนอความคิดเห็นแบบฟันธง โชะ โชะ ไปแล้วนะครับ)
เรื่องบุญกรรม ชาตินี้ชาติหน้า ตูฟันธงไปแล้วเมื่อหลายหน้าก่อนนู้นนนน :01: (ว่าไม่เชื่อ)
ส่วนพระพุทธเจ้าหลายองค์ก็ไม่เชื่อครับ
เรื่องมิเตอร์บุญ สเกลบุญ ก็ไม่เชื่อครับ
แต่โมนาพูดอะไรตูเชื่อหมดเลยครับ
เดี๋ยวไปเก็บผ้าก่อน
พุทธประวัติมีดังนั้นจริงครับ แล้ว เรื่องวิบากนี่ก็ เป็นเรื่องชาติภพ ถ้าใครไม่เชื่อชาติภพก็จะไม่เชื่อวิบาก....
เคยคิดมั้ยว่า ชีวิตเราทำไมต้องเป็นอย่างนู้นทำไมต้องเป็นอย่างนี้...ในทางพุิทธศาสนาเขาอธิบายว่ามันเป็นวิบากกรรม
ทั้งวิบากของกรรมดีทีเคยสร้างกับวิบากกรรมเลวที่เคยก่อ....
แต่ถ้าคน คิดว่าทุกอย่างในชีวิตมันขึ้นอยู่กับตัวเราเองแสดงว่า ไม่เชื่อเรื่องนี้ ซึ่งไม่มีถูกผิดอยู่แล้ว
แต่ลองคิดดูดีๆ อะไรที่ทำให้เราคิดและตัดสินใจในการดำเนินชีวิต สิ่งแวดล้อม เหรอ? เหตุผลเหรอ?หรือความชอบส่วนตัว หรืออะไรกันแน่ที่ีมันชั่งประกอบกันได้เหมาะเจอะให้ตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไป.....
ในพุทธประวัติ(แล้วแต่ใครจะเชื่อ) มีตัวอย่าง วิบากกรรมของพระพุทธเจ้า ตอนหนึ่งที่หน้าสนใจ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำการบำเพ็ญทุกขกิริยา จนผอมแห้ง แสนลำบากแต่กลับไม่ใช่ทางที่ถูกต้องนั้น เป็นเพราะ เคยมีชาติหนึ่งที่พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงไปตำหนิ พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนไว้........
จึงทำให้ชาติสุดท้ายจึงต้องลองผิดลองถูกกว่าจะค้นพบ....
ถ้ากลับมาแบบชาวบ้านๆ ไม่รู้ลึกอะไรนัก ก็ขอตอบด้วยครับ
ที่ถามว่า ทำไมไม่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีหลายองค์
ผมว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้นะครับ
พอท่านตรัสรู้ เราก็เรียกท่านเป็นพระพุทธเจ้า
ในโลกนี้ ก็มีท่านเป็นคนแรก เป็นคนเดียว
นอกเหนือจากนั้น เรียกว่าเดินตามทางท่านทั้งนั้น
ก็เลยมีคำเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ว่านิพพาน
เพราะรู้มาจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นคนบอก เป็นคนสอนให้น่ะครับ
ทีนี้ ถ้าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ผมก็คงจะงงต่อไปว่า
ทำไมตรัสรู้แต่เพียงครั้งแรกนี่ยังไม่หมดทุกข์ ทุกเรื่องอีกหรือ
ถึงต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆมา หรือเพื่อตรัสรู้ในเรื่องที่จะพ้นทุกข์เรื่องอื่นๆอีก
ก็เลยเป็นเหตุให้ไม่เชื่อว่าจะมีพระพุทธเจ้าหลายองค์ครับ
ส่วนเรื่องภพชาติ ผมไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่
แต่เชื่อเรื่องทุกข์ที่เกิดแล้วเกิดอีกไม่จบไม่สิ้นสักที ในชาตินี้แหละครับ
Quote from: ภูกระดึง on 15 Feb 2007, 01:57 น.
ถ้ากลับมาแบบชาวบ้านๆ ไม่รู้ลึกอะไรนัก ก็ขอตอบด้วยครับ
ที่ถามว่า ทำไมไม่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีหลายองค์
ผมว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้นะครับ
พอท่านตรัสรู้ เราก็เรียกท่านเป็นพระพุทธเจ้า
ในโลกนี้ ก็มีท่านเป็นคนแรก เป็นคนเดียว
นอกเหนือจากนั้น เรียกว่าเดินตามทางท่านทั้งนั้น
ก็เลยมีคำเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ว่านิพพาน
เพราะรู้มาจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นคนบอก เป็นคนสอนให้น่ะครับ
ทีนี้ ถ้าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ผมก็คงจะงงต่อไปว่า
ทำไมตรัสรู้แต่เพียงครั้งแรกนี่ยังไม่หมดทุกข์ ทุกเรื่องอีกหรือ
ถึงต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆมา หรือเพื่อตรัสรู้ในเรื่องที่จะพ้นทุกข์เรื่องอื่นๆอีก
ก็เลยเป็นเหตุให้ไม่เชื่อว่าจะมีพระพุทธเจ้าหลายองค์ครับ
ส่วนเรื่องภพชาติ ผมไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่
แต่เชื่อเรื่องทุกข์ที่เกิดแล้วเกิดอีกไม่จบไม่สิ้นสักที ในชาตินี้แหละครับ
ขออีกทีครับ :42:/
:42:
เอาละครับ ลุงอ๋าห์ ผมขอตอบ ในฐานะที่ ผมได้ศึกษามาบ้างนะครับ แล้วลองนึกตามดู
ถ้าลุงอ๋าหรือใครชื่อว่า มีพระพุทธเจ้ามีอยุ่จริงก็จะเป็นการง่ายที่จะอธิบาย....
ตามพุทธทำนาย พระพุทธเจ้าไม่ได้มีซ้อนกันนะครับ ประมาณว่า มี ท่านหนึ่ง แล้วพอสิ้นยุค ก็จะเสื่อมแล้วจะมีมาใหม่ ต่อกันไปเรื่อยๆ ที่บอกว่าพุทธเจ้ามีมากกว่าเม็ดทรายก็แสดงว่า หลายกัปล์หลายกัล
แต่พึงสังเกตว่า ไม่ได้ระบุว่าพระพุทธเจ้าจะมีลักษณะเป็นอย่างไรนะครับ อาจจะเป็นคนหรือไม่ อันนี้ก็ลองคิดดูเอง 55+
อย่าง อายุของพุทธศาสนาก็จะมีแตกต่างกันไป มาใกล้ตัวหน่อย(แต่ก็ยังไกลอยุ่ดี) พุทธศาสนาในยุคพระพุทธเจ้าเรา ...นั้น เขาบอกว่าดำเนินมาได้ถึงกลางยุคต์แล้ว....(ซึ่งยุคที่พุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุดคือสมัยพุทธกาล) คนที่มีศิลธรรมเริ่มน้อยลง ซึ่ง พวกเราต้องยอมรับว่าปัจจุบันเป้นอย่างนั้นจริงๆ....
พอใกล้หมดยุคพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ความเสื่อมในจิตใจมนุษย์จะเยอะขึ้น...อายุของมนุษย์ก็จะสั้นลง (สังเกตุดูสถิติอายุเฉลี่ยต่อปี)
เมื่อถึงเวลานั้นคนมีศิลธรรมก็จะน้อยลงด้วย มนุษย์ที่มีจืตใจต่ำจะไม่แตกต่างอะไรกับสัตว์ ซึ่งพุทธทำนายได้บอกไว้ว่า เมื่อถึงเวลานั้น คนมีศิลธรรมจะหนีเข้าป่า และเมื่อเจอกันจะทักทายกันด้วยสรรพนาม "ท่านผู้เจริญ"..
พอถึงเวลาเสื่อมขนาดนั้นคงไม่มีใครเข้าใจแก่นของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ได้อย่างแท้้จริง จึงต้องมีคนค้นหาความจริงใหม่อีกคร้ังและก็จะกำเนิดพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่อีกครั้งด้วย
ซึ่งตามพุทธทำนายบอกว่า องค์ต่อไป คือพระศรีอาริยเมตไตร....อันนี้ใครมีข้อมูลมาเสริมหรือผิดตรงไหนก็รบกวนติ ด้วยนะครับ.. (เรื่องพุทธทำนายอ่ะ)
จากที่ผมพิมพ์มาทั้งหมดจะเข้าทำนอง สูงสุดคืนสู่สามัญเป็นวัฏจักร ....
ผมว่าของผมมันจบตั้งกะไม่เชื่อว่ามีภพมีชาติแล้วล่ะครับจักรี
วัฎจักรที่ผมเข้าใจ มันวนเวียนเป็นสังสารวัฎก็อยู่ในชาตินี้ภพนี้แหละ
ไอ้ทุกข์ที่จะต้องดับให้ได้เพราะมันวนเวียนเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ ก็ชาตินี้ทั้งนั้น
เรื่องตายแล้วเกิดใหม่นี่ ผมไม่รู้ว่ามีจริงไหม แต่ผมไม่เชื่อครับ
(ผมว่ามันออกจะติดกลิ่นทางพราหมณ์มาซะด้วยซ้ำ ไม่น่าใช่พุทธ)
และผมคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ หากจะนำมาคิดเพื่อพ้นทุกข์น่ะครับ
// ขออภัยหากที่กล่าวไปกลายเป็นเรื่องไม่รู้ลึก ไม่รู้จริง หรือไปทำให้ใครอารมณ์ไม่ดีนะครับ
:46:
:42:
เชื่อหรือไม่เชื่ออันนี้ก็ไม่ได้ว่ากัน ส่วนตัวผมก็ ก่ำกึ่ง ไม่ได้เชื่อ หมดซะทีเดียว เพียงแต่บางอย่างที่เราสามารถพิสูจน์ได้ มันก็เป้นจริงดังนั้นจริงๆแต่บางอย่างที่มันเกินไปก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่มีอยุ่จริงใช่ว่ามันจะไม่มีจริงๆ
มันยากเกินกว่า จะพิสูจน์ การเป้นคนที่ไม่เชื่อชาติภพ นั่นก็เป้นผลดีอยุ่ไม่น้อย เดี๋ยว ไว้ พรุ่งนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องทานบารมี..... :40:
เอาไงดีอะ
จะว่าไม่เชื่อก็ไม่ใช่
เอาเป้นว่า
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่แล้วกัน :17:
คำนี้ของคุณ วินทร์ โดนใจสุดๆ :42:
อ่านแล้วเจอสะดุดอยู่คำนึง เดี๋ยวเอาอันนี้ให้จบก่อนนะครับ
เผื่อจะเปิดประเด็นใหม่เรื่อง "พุทธทำนาย" อีก
ตูก็ดันไม่เชื่ออีกแล้วว่ามันมีอยู่จริง :08:
ไม่เชื่อนี่ไม่ได้ไม่เชื่อและไม่ลบหลู่นะ
แต่ออกจะลบหลู่ซะด้วยซ้ำครับ (แค่ลบหลู่อยู่เงียบๆ คนเดียวนะ)
ที่จริงผมก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังอะไร อาจจะใช้คำผิดพลาดบ้างก้ขออภัย ใคร มีความรุ้มาช่วยเสริมก็ดี พอดี ฟังจากครูบาอาจาร์บ้าง อ่านจากหนังสือบ้าง แต่ ครุบา์อาจารย์ท่านก็ไม่ได้เน้นให้เชื่ออะไรมาก เพียงแค่ให้รุ้ไว้บ้างในฐานะชาวพุทธ
พอดี เห็นสงสัย และมีประเด็น เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้าหลายองค์ มาให้ถกกัน ผมในฐานะที่มีความรู้อยู่บ้างจึงอยากจะแบ่งปันความรุ้ผสมความคิดเห้นส่วนตัวให้คนอ่านได้ พิจารณาตามดู ....ผมเชื่อในดุลยพินิจของทุกคน และอีกอย่างจู๋นี้ขึ้นหิ่งแล้ว ผมจึงวางใจส่วนหนึ่ง ว่าคงไม่สาธารณะมากนัก :42:
เอ่อ... :42:/ แล้วพุทธทำนายนี่ ใครเป็นผู้ทำนายล่ะครับ
คนที่ลบหลู่ไม่เงียบ ก็ท่านพุทธทาสไงครับ
ที่ว่าพระไตรปิฎกนี้ สำหรับชาวบ้านฉีกทิ้งไปได้เลย 30 เปอร์เซ็นต์
สำหรับนักประวัติศาสตร์ฉีกทิ้งได้เลยอีก 30 เปอร์เซ็นต์
เหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็มากมายก่ายกองศึกษาปฏิบัติกันไม่ไหวแล้ว
และพอเพียงต่อการพ้นทุกข์แล้ว ท่านว่าไว้แบบนี้นะครับ
ที่ต้องฉีกทิ้งเพราะท่านว่ามันไม่จำเป็นต่อการพ้นทุกข์
ซ้ำยังจะทำใหคนไปหลงงมงาย ติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น (อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ทั่วไป)
นี่ไม่ได้ดัดแปลงคำไรเลยนะครับ ท่านใช้คำแบบนี้จริง แต่ย่อๆมา
ปล.เห็นว่าคำว่า "แล้้วแต่คนจะเชื่อ" หรือ "จะเชื่อไม่เชื่อก็ไม่ได้ว่ากัน"
เราละไว้ในฐานที่เข้าใจก็ได้มั้งครับ เพราะของมันแน่อยู่แล้ว
ที่คุยกันนี่ก็เพราะอยากฟังว่าไอ้ที่แล้วแต่เชื่อนั้น มันเชื่อว่ายังไง
แล้วมีเหตุผลอะไรมารองรับความเชื่อนั้น :42:
คือจริงๆ ไม่เชื่อ แต่ไม่ลบหลู่ด้วยนะ นั้นแหนะ
แต่โดนถามคำถามกลับแล้วหน้าหงายทุกที เลยเชื่อดีกว่าจะได้ไม่โดนถาม :42:
แต่จริงๆ ไม่เชื่อนะ :25:
เชื่อแค่ พระธรรมคำสอน ว่ามีจริง แค่นั้น
และสนแต่ แก่น ด้วย ไม่เอาเปลือกที่เป็นเนื้อหาเอาไว้อ่านเพื่อความเจริญใจ
บทบรรยายต่างๆ ประวัติโดยย่อ :48:
ผมต้องออกตัวไว้ก่อน ครับ พี่ :42: ป้องกันอะไรหลายๆอย่าง เพราะคนเราไม่เหมือนกัน ผมไม่อยากให้ความคิดเห็นของผมมีผลต่อความเชื่อของคนอื่นซึ่งผมคิดว่าน่าจะมี คนที่เชื่อเพราะผมเป็นผม ไม่ได้เชื่อเพราะเหตุผลของผม(อันนี้ไม่ได้ยกหางตัวเองนะ {หมีโหด})
อะพูดถึงเรื่องพุทธทำนายต่อละกันครับ
ผม ไปเอาข้อมูลคำทำนาย ของพระพุทธเจ้ามาให้อ่านกัน อ่านแล้วอย่าเพิ่งอคติว่ามันก็เป็นแค่คำทำนายละ ลองพิจารณาดูว่ามันจะมีโอกาสเป้นไปมากน้อยแค่ไหน และมีกี่ข้อที่คิดว่าน่าจะเป้นไปได้ บ้างครับ ข้อไหนที่เว่อร์ไปก็ข้ามๆไป
1.ความดีลดลง ความชั่วหนาแน่น
2.เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ มีครอบครัวแต่แรกรุ่น
3.คนไม่เคารพพ่อแม่ พ่อแม่ต้องมาอ้อนวอนลูกหลาน
4.เอาคนรุ่นใหม่มาปกครองประเทศ ซึ่งความรับผิดชอบยังไม่พอ และรู้ในสิ่งที่ควรรู้ไม่พอทำให้ประเทศเสียหาย
5.คนปกครองรับสินบน
6.คนชั่วเป็นใหญ่
7.หญิงคบชู้ นำเงืนสามีไปบำเรอชู้โดยสามีไม่รู้
8.ทรัพย์ในเมืองจะล่อยหลอ แก้ไขผิดวิธี
9.ในเมืองจะวุ่นวาย ในชนบทจะเป็นปึกแผ่นขึ้น
10.เทวดายังไม่เท่าเทียม ให้นำฝนไม่พอดี ทำให้นำท่วม
11.ศาสนาเสื่อม ภิกษุ นำสิ่งมีค่า (นิพพาน)ไปแลกกับสิ่งที่ไม่คู่ควรตามท้องถนน
12.คนโกหกจะมีคนเขื่อ
13.คนพูดความจริงคนจะไม่ฟัง
14.เมียอ่อนวัย จะด่าว่าสามี เพื่อครองอำนาจ
......
ท่านพุทธทาสเป็นคนที่แนว แนวอย่างเป็นทางการไงครับ
ดังนั้นมีคนหมั่นไส้เยอะ แต่คงน้อยกว่าคนที่ชมแก
ก็วิธีกล้าคิดกล้าฉีกนี่แหละครับที่ทำให้คัดกรองสาระออกมาได้ข้นคลั่ก
(เดี๋ยวหาว่าตูว่าการท่องจำเป็นสิ่งไร้สาระซะอีก -- เอางี้ดีไหม ตูก็ว่ายังงั้นจริงๆ!)
อยากรู้จักท่านพุทธทาสมากกว่านี้ครับ
รู้สึกเลยว่าการเพิ่งมารู้จัีกแล้วยังไม่ได้ศึกษาท่านเลยนี่ ..เชยจังเลย
นี่อาจเป็นกุศลธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาร์ปก็ได้นะที่ทำให้ผมสนใจจะศึกษาเข้าจริงๆ แล้วล่ะ
นี่เข้ามาสู่เรื่องพุทธทำนายแล้วเหรอครับ
เอาเลยใช่ไหม ..ได้ๆ
Quote from: จักรี on 15 Feb 2007, 03:04 น.
ผมต้องออกตัวไว้ก่อน ครับ พี่ :42: ป้องกันอะไรหลายๆอย่าง เพราะคนเราไม่เหมือนกัน ผมไม่อยากให้ความคิดเห็นของผมมีผลต่อความเชื่อของคนอื่นซึ่งผมคิดว่าน่าจะมี คนที่เชื่อเพราะผมเป็นผม ไม่ได้เชื่อเพราะเหตุผลของผม(อันนี้ไม่ได้ยกหางตัวเองนะ {หมีโหด})
อ้าวก็ดีแล้วนี่
เชื่อเพราะจักรีคือพี่จา เท่ดีออก
และในที่นี้คงไม่มีใครมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องถือหางตัวเองแล้วครับ ลุยเลย
Quote from: จักรี on 15 Feb 2007, 03:04 น.
ผมต้องออกตัวไว้ก่อน ครับ พี่ :42: ป้องกันอะไรหลายๆอย่าง เพราะคนเราไม่เหมือนกัน ผมไม่อยากให้ความคิดเห็นของผมมีผลต่อความเชื่อของคนอื่นซึ่งผมคิดว่าน่าจะมี คนที่เชื่อเพราะผมเป็นผม ไม่ได้เชื่อเพราะเหตุผลของผม(อันนี้ไม่ได้ยกหางตัวเองนะ {หมีโหด})
อะพูดถึงเรื่องพุทธทำนายต่อละกันครับ
ผม ไปเอาข้อมูลคำทำนาย ของพระพุทธเจ้ามาให้อ่านกัน อ่านแล้วอย่าเพิ่งอคติว่ามันก็เป็นแค่คำทำนายละ ลองพิจารณาดูว่ามันจะมีโอกาสเป้นไปมากน้อยแค่ไหน และมีกี่ข้อที่คิดว่าน่าจะเป้นไปได้ บ้างครับ ข้อไหนที่เว่อร์ไปก็ข้ามๆไป
1.ความดีลดลง ความชั่วหนาแน่น
2.เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ มีครอบครัวแต่แรกรุ่น
3.คนไม่เคารพพ่อแม่ พ่อแม่ต้องมาอ้อนวอนลูกหลาน
4.เอาคนรุ่นใหม่มาปกครองประเทศ ซึ่งความรับผิดชอบยังไม่พอ และรู้ในสิ่งที่ควรรู้ไม่พอทำให้ประเทศเสียหาย
5.คนปกครองรับสินบน
6.คนชั่วเป็นใหญ่
7.หญิงคบชู้ นำเงืนสามีไปบำเรอชู้โดยสามีไม่รู้
8.ทรัพย์ในเมืองจะล่อยหลอ แก้ไขผิดวิธี
9.ในเมืองจะวุ่นวาย ในชนบทจะเป็นปึกแผ่นขึ้น
10.เทวดายังไม่เท่าเทียม ให้นำฝนไม่พอดี ทำให้นำท่วม
11.ศาสนาเสื่อม ภิกษุ นำสิ่งมีค่า (นิพพาน)ไปแลกกับสิ่งที่ไม่คู่ควรตามท้องถนน
12.คนโกหกจะมีคนเขื่อ
13.คนพูดความจริงคนจะไม่ฟัง
14.เมียอ่อนวัย จะด่าว่าสามี เพื่อครองอำนาจ
......
:08:
เอ่อ...เห็นด้วยบางกรณีค่ะ :31:
เออ
นึกถึงเรื่อง มงคลชีวิต 36 ประการ (บางตำราตัดเหลือ 19 บ้างก็ 20 บางที่ก็ 15) ของในหลวง!
ผมเข้าใจว่า (ย้ำว่าเข้าใจไปเอง แต่ก็อยากให้คนอื่นเข้าใจตามเหมือนกัน) พุทธทำนายก็กรณีเดียวกัน
..พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสหรอกครับ
แต่เป็นเพราะการแต่งแต้มสีสันให้มันสะใจของปราชญ์ที่มาช่วยร่างพุทธธรรมนูญเท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องใครเขียนยุคไหนนั้น ดูเอาเถอะครับว่าข้อมูลในพุทธทำนายนี่มันสอดคล้องกับสังคมยุคไหน
ผมว่า จริงๆแล้วสำหรับผม มันไม่ได้ขึ้นอยุ่กับที่ว่า ใครจะเป้นคนทำนาย ที่สำคัญ คือถ้ามันมีโอกาสเป็นจริงดังนั้นหลายๆข้อ โอกาสเสื่อมของศาสนาก็ต้องมีอย่างแน่นอน (พุทธทำนายมีเยอะนะ แต่ผมขี้เกียจก๊อปปี้มาวาง... :42:)
อืมม์ ไม่รู้ใครเคยอ่าน ประวัติย่อของกาลเวลา(A brief history of time)
ที่เขียนโดย สตีเฟน ฮอว์กิงบ้าง
ผมว่าเป็นการอธิบายเรื่องภพชาติ แบบฟิสิกส์
โดยคนตะวันตกที่ไม่มีพื้นฐานความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่เลยนะ
คือเค้าไม่ได้เขียนถึงภพชาติแบบที่ในพระไตรปิฎกเขียนตรงๆ
แต่อธิบายในเรื่องของการเกิดของเวลา ของจักรวาล
ทีนี้วกกลับมาที่ประเด็น
คนส่วนใหญ่เลย ที่ไม่เชื่อเรื่องภพชาติ เพราะเราไม่เคยเห็น
ไม่เคยผ่านประสบการณ์ ดังนั้นมันง่ายมากที่จะไม่เชื่อ
และมันเป็นเรื่องยาก ที่จะเชื่อด้วยซ้ำ
ดังนั้นมันจึงไม่แปลกอะไร หากวันนึง
เราได้ยินว่า มีคนสามารถย้อนกลับไปดูอดีตชาติได้
ก็จะมีทั้งคนเชื่อ คนไม่เชื่อ และเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ทีนี้ในพระไตรปิฎกมีการพูดถึง มโนมยิทธิ
ที่เป็นการฝึกแบบนึง ว่ากันว่าสามารถ
ทำให้เรามองเห็นอนาคตล่วงหน้า เห็นอดีตย้อนหลัง
นี่จึงเป็นต้นเหตุว่า ทำไมจึงมีคนเชื่อว่า มีชาติภพจริง
และแน่นอน มันก็จะมีข้อถกเถียงกันอยู่อีก ว่ามีจริงเหรอ
คำถามตอนนี้คือ เราเชื่อในสิ่งที่เขียนอยู่ในพระไตรปิฎกหรือเปล่า
ถ้าไม่เชื่อ และอยากพิสูจน์ ในพระไตรปิฎก ก็มีวิธีการให้ศึกษาอยู่
ตูไม่พูดเรื่องว่า จะพิสูจน์ไปทำไม เพื่ออะไรนะ
เพราะแต่ละคน ในแต่ละยุค ก็มีจุดมุ่งหมายในชีวิตต่างกัน
คนในสมัยเดียวกับพระพุทธเจ้า ยุคนั้นคนต่างแสวงหาการหลุดพ้น
แสวงหาความรู้ที่เป็นความรู้แท้จริง และเป็นจริงเสมอ
ส่วนสมัยนี้ล่ะ ผู้คนแสวงหาอะไร ส่วนใหญ่คงไม่ใช่การหลุดพ้น
เพราะว่าเงื่อนไขต่างๆ มันต่างกันด้วยประการนึง
หนำซ้ำความรู้เทียม เราก็ยังร่ำเรียนกันอยู่เป็นเรื่องเป็นราวด้วยซ้ำ
(อย่างวิชาคอมพิวเตอร์ ที่ตูเรียนเนี่ย ตูถือว่ามันเป็นความรู้เทียม
เพราะมันเป็นจริงในช่วงเวลานึงเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งที่ตูเคยรู้ มันก็ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกแล้ว)
ถามว่า คนที่ไม่เชื่อ ผิดไหม ก็ไม่ได้เป็นความผิดอะไร
เพราะนี่เป็นความจริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในยุคนี้
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
คนเราต่างมีที่มา และที่ไป แตกต่างกัน...
งั้นใครๆ ก็ทำนายได้ดิ :25:
แค่ดูแนวโน้มในอนาคต และคาดการณ์ล่วงหน้าเก่งๆ
:42: ไม่รุ้สิครับ แค่อยากบอกให้รุ้ว่า
เฮ้ย!!
ข้อมูลเหล่านี้มันมีอยุ่จริงนะ
{หมีโหด}
เฮ้ย ข้อมูลเหล่านี้มีทุกยุคทุกสมัยเลยนะ :42:
นั่นซินะ :30: :30: :30:
ถ้าว่ากันที่ประเด็นของศาสนาเสื่อม ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองการมุ้งผัวเมียอะไรนั่น
คำว่าศาสนาเสื่อม(ของคนแต่งคำทำนาย) คืออะไรล่ะ?
- ศาสนาพุทธกลายพันธุ์เป็นนิกายประหลาดๆ จนเละเทะเหลวเป๋วใช่ไหม
- หรือมีคนมานั่งตีความศาสนา จนเลือกที่จะไม่เชื่อสาระหลายอย่างในพระไตรปิฎกใช่ไหม
(อย่างกระจู๋บนหิ้งของเว็บอะไรก็ไม่รู้)
- หรือมาถึง พ.ศ.5000 ปัจจัยสะสมต่างๆ ก็จะทำให้ศาสนาเรามาถึงจุดจบ
- หรือคนเสื่อมทรามลง เลวลง จิตใจต่ำลง (อันนี้เชื่อ แต่ดูเหตุผลด้านล่าง)
ขอใช้คำว่า "ละไว้ในฐานที่เข้าใจ" กับคำทำนายที่เป็นการวาดภาพกลางๆ แบบหมอเดานะ
เช่นเรื่อง คนพูดโกหกก็มีคนเชื่อ (เอ๊ะ พอมองอดีตนายก ..ข้อนี้ก็จริงนี่)
หรือความชั่วเยอะขึ้น ความดีน้อยลง ฯลฯ เพราะทุกยุคทุกสมัย คำทำนายเหล่านี้ก็เป็นจริงอยู่แล้วครับ
ไม่ได้เพิ่งมาเกิดในยุคที่ว่ากันว่าจะเสื่อม แต่มันเป็นมาตลอด
เหมือนที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า "แหม.. กูล่ะหน่าย เด็กสมัยนี้นะ ....."
//ตัดหน้ากัน 5 คน ดีใจมากเลยที่ตัดกันในกระจู๋นี้ :25:
คำว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมหลังพุทธปรินิพพาน 5000 ปี
ไม่มีในพระไตรปิฎก
เป็นคำกล่าวของอรรถกถาฎีกาจารย์
ซึ่งบางครั้งท่านก็ใช้มโนมติของท่านเขียนใส่เข้าไปเอง
เน้อ...
จ้า :25:
แต่ในตำราผมเรียกมันว่าตำราแล้วกัน เขาบอกว่า ในสมัยพุทธกาลเป้นยุคทองของพุทธศาสนาเรื่องเหล่านี ไม่ค่อยมีเกิดขึ้น หรือมีก็มีน้อย โดยเฉพาะช่วงที่พระพุทธเจ้า ยังไม่ปรินิพพาน
Quote from: tmd on 15 Feb 2007, 03:38 น.
คำว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมหลังพุทธปรินิพพาน 5000 ปี
ไม่มีในพระไตรปิฎก
เป็นคำกล่าวของอรรถกถาฎีกาจารย์
ซึ่งบางครั้งท่านก็ใช้อัตตโนมติของท่านเขียนใส่เข้าไปเอง
เน้อ...
แล้วนั่นหมายความว่า อรรถกถาฎีกาจารย์
กล่าวไม่จริงเหรอครับ
อืมม์ แล้ว อรรถกถาฎีกาจารย์
นี่เป็นใครบ้างครับ :09:
ปล จะตัดหน้าอะไรกันนักหนานี่ :07:
นั่นมันตีสองที่เมืองไทยแล้วไม่ใช่เหรอ :07:
Quote from: จักรี on 15 Feb 2007, 03:41 น.
แต่ในตำราผมเรียกมันว่าตำราแล้วกัน เขาบอกว่า ในสมัยพุทธกาลเป้นยุคทองของพุทธศาสนาเรื่องเหล่านี ไม่ค่อยมีเกิดขึ้น หรือมีก็มีน้อย โดยเฉพาะช่วงที่พระพุทธเจ้า ยังไม่ปรินิพพาน
สมัยนั้นมี แคมฟรอกมั้ยครับ
สมัยนั้นข้อมูลส่งถึงผู้คนเร็วเท่าสมัยนี้มั้ยครับ
:42: ไม่ได้กวนนะ แต่ถ้าเราเลือกเทคโนโลยี เราก็ต้องเสียด้านจิตใจไปในราคาที่เท่ากัน
กฎของการตอบแทน ไม่มีใครได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยไม่เสียอะไรไปหรอก :40:
ผมแค่แสดงข้อคิดเห็นครับ
จะเชื่อผมหรือไม่ก็ได้
ตำราอรรถกถาเป็นตำราที่แต่งขึ้นมาเพื่ออธิบายข้อความในพระไตรปิฎก
ตำราฎีกาเป็นตำราที่แต่งขึ้นมาเพื่ออธิบายข้อความในอรรถกถา
ทั้ง 2 ตำราต่างแต่งขึ้นเพื่อตีความพระไตรฯ
โดยพระเถราจารย์ในชั้นหลังทั้งสิ้น
ซึ่งบางครั้งท่านก็ใส่ข้อคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วยจ๊ะ
ความน่าเชื่อถือนั้น
จึงเป็นรองพระไตรปิฎก
ซึ่งอ่านง่ายกว่ามาก ๆ
Quote from: ^-FakE-^ on 15 Feb 2007, 03:47 น.
สมัยนั้นมี แคมฟรอกมั้ยครับ
สมัยนั้นข้อมูลส่งถึงผู้คนเร็วเท่าสมัยนี้มั้ยครับ
:42: ไม่ได้กวนนะ แต่ถ้าเราเลือกเทคโนโลยี เราก็ต้องเสียด้านจิตใจไปในราคาที่เท่ากัน
กฎของการตอบแทน ไม่มีใครได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยไม่เสียอะไรไปหรอก :40:
โอเค ถ้ายอมรับตรงนี้ก็แสดงว่า
ตามมุมมองของผู้แต่งพุทธทำนาย : พระพุทธศาสนาเราเสื่อมลงจริงๆ น่ะแหละ
ก็การพัฒนาแต่ด้านวัตถุไงครับปัจจุบันจิตใจถึงได้ค่อยเสื่อมลง ลองคิดกลับกันถ้าส่วนหนึ่งในพุทธทำนายเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงโดยมีใครมาเสริมที่หลังอันนี้ก็แล้วแต่..
เรื่องเหล่านี้ มันก็เป้นเรื่องที่ถูกคาดการณ์ไว้แล้ว เพราะช่วงพุทธกาลมีศิลสำหรับฆารวาส มีหน้าที่ของ สามี ภรรยา บุตร ธิดา ต่างๆ แล้ว คนในสมัยนั้นเขาก็ทำตามหลักนั้นจริงๆจึงได้ชื่อว่าเป้นยุคทองของศาสนา และที่สำคัญไม่มีสิ่งยั่วใจเหมือนสมัยนี้มั้ง...
แต่สมัยนี้ มันเสื่อมทอยไปตามกาลเวลา และยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนกันไป ต่างๆนานๆ ก็สังคมมันเปลี่ยนไป มนุษย์ไม่สนใจพัฒนาจิตใจแต่เน้นพัฒนาวัตถุแทน...แบบนี้ ก็ถูกแล้ว มันเป็นวัฏจักร
** นอนกันนะพวกเรา พรุ่งนี้ค่อยมาถกกันต่อ :39:
:46: ขอบคุณเณรธี ครับ
ตีสี่แล้ว ยังไม่นอนกันอีกเหรอครับ :44:
Quote from: จักรี on 15 Feb 2007, 03:59 น.
แต่สมัยนี้ มันเสื่อมทอยไปตามกาลเวลา และยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนกันไป ต่างๆนานๆ ก็สังคมมันเปลี่ยนไป มนุษย์ไม่สนใจพัฒนาจิตใจแต่เน้นพัฒนาวัตถุแทน...แบบนี้ ก็ถูกแล้ว มันเป็นวัฏจักร
ไม่ได้มากวนจะ แต่ เสื่อมถอย
อันนี้มันก็อยู่ที่ประัเพณีปฏิบัติของแต่ละกลุ่มชน
พึ่งอ่านเรื่อง อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา มาพอดี
จริงๆตอนมัธยมก็มีสอนนะ จำได้ รวมถึงเรื่องอัตโนมติ
จากท่านป.อ.ปยุตฺโต(จำตำแหน่งปัจจุบันไม่ได้)
วุ้ย สมกับที่บวชมาจริงๆตู :27:
เห็นเขาว่า เวลาที่มีปัญหาเรื่องการตีความพระไตรปิฎกนั้น
1.พระไตรปิฎก
2.อรรถกถา
3.ฎีกา
4.อนุฎีกา
5.อัตโนมติ
1 ตัดสิน 2 ถึง 5
2 ตัดสิน 3 ถึง 5
อันต่อมาก็เรียงลงมาตามนี้
ที่เขาอธิบาย ก็เรื่องนิพพานอัตตาหรืออนัตตาตอนนู้นนั่นแหละครับ
วกกลับมาเรื่องชาติภพนะครับ เห็นห่อกิ่งแล้วน่าสนใจๆ
อ่านประวัติศาตร์ย่อของกาลเวลาแค่ผ่านๆ
จริงๆอย่างที่บอกไว้แต่แรก ใช้คำว่าไม่สนใจจะถูกกว่าไม่เชื่อ
ทีนี้พอไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ มันก็ไม่มีอยู่สำหรับเราแล้ว มันจึงพอๆกับคำว่าไม่เชื่อ
แต่อย่างที่พี่ณตยกข้อเขียนของพ่อห่อกิ่งมา
ผมก็นึกถึงคำตอบเรื่องนี้ของหลวงปู่ชาได้ครับ
(ผมยกคำสอนได้แค่ 2 ท่านนี่ล่ะครับ ไม่พุทธทาสก็หลวงปู่ชารู้สึกว่าแนวพอๆกัน)
ปกติท่านจะไม่ตอบเรื่องพวกนี้ จะบอกปัดหรือตอบเฉไฉไป เช่น
มีคนถามท่านว่า
"เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้หรือเปล่า?"
ท่านก็ตอบว่า
"แมงกุดจี่(แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)มันก็บินได้ มันเป็นพระอรหันต์รึเปล่า?"
และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อครูคนหนึ่งถามท่านเกี่ยวกับการเหาะเหินเดินอากาศ
ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ที่เคยอ่านพบว่าเป็นความจริงหรือไม่ว่า
"เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ?"
ท่านก็ตอบว่า
"ถามไกลตัวเกินไปแล้วล่ะครู มาพูดถึงตอสั้น ๆ ที่จะตำเท้าเราจะไม่ดีกว่ารึ? "
แนวไหมครับ ผมว่าแนวมากเลยนะครับ :30:
กลับมาที่เรื่องชาติภพ อย่างเวลาที่คนบอกว่าสิ่งใดมีอยู่จริงนะ
มันก็ต้องมีคนถามเหตุผลใช่ไหมครับว่าทำไมมีอยู่จริง ถ้ามีจริง พาไปดูได้ไหม
ขณะนี้ที่เราอยู่ปัจจุบันคือวันนี้ คำถามเรื่องชาติภพมันเหมือนกับถามว่า
แล้ววันพรุ่งนี้ล่ะ มีจริงไหม ถ้ามีพาไปดูหน่อยได้ไหม มันก็ทำไม่ได้
การถกเถียงเรื่องนี้มันจึงไม่มีทางหาที่จบลงได้ พระพุทธองค์ท่านก็ไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น
ไม่ต้องสงสัยสนใจว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด
อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา
ตรงนี้น่าจะตรงกับสิ่งที่ท่านพุทธทาสว่า ฉีกทิ้งได้เลย
แค่วิธีพูดต่างกันเท่านั้น
พอพูดถึง 2 ท่านนี้แล้วก็นึกได้เรื่องหนึ่ง พอดีเคยไปสวนโมกข์หลายที
(ไปจอดรถซื้อไข่เค็ม :30:) เคยเห็นกุฏินึงในสวนโมก อยู่ตรงไกล้ๆ
อาคารรูปเรือน่ะครับ ถ้าใครเคยไปคงนึกออกมีอาคารเดียวเป็นรูปเรือ
กุฏินั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า กุฏิอาจารย์ชา แต่ก่อนก็ไม่ได้สงสัยอะไร
เมื่อไม่นานมานี้จึงไปอ่านเจอว่า เป็นกุฏิที่สร้างไว้สำหรับรับรองพระผู้ใหญ่ที่มาเยือนสวนโมกข์
แล้วหลวงปู่ชาท่านเคยพูดไว้ว่าจะมาเยือนสวนโมกข์ แต่สุดท้าย ท่านก็ล้มป่วยก่อน
จึงได้แต่เรียกว่ากุฏิอาจารย์ชารอเก้อกันมาจนถึงทุกวันนี้
เอาเป็นว่าจบเรื่องไกลตัวไว้ก่อน เดี๋ยว มีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจมา ถกต่อ พรุ่งนี้ ส่วนวันนี้ สวัสดีครับ :46:
โทษนะครับไม่ได้ตั้งใจมากวน รอเก้อ หรือรอหลวงปู่ชาครับ
{หมีโหด} {หมีโหด} {หมีโหด}
สร้างให้หลวงปู่ชาในตอนนั้น แต่รอให้เก้อไปชมตอนนี้ไง
(ตูว่าแล้วไหมล่ะ ตะหงิดๆตั้งแต่ตอนพิมพ์ละ :05:)
นึกออกอีกเรื่อง เกี่ยวกับหลวงปู่ชา ถือว่าเล่าคั่นรายการนะครับ
เมื่อครั้งที่ท่านได้รับพัดยศสมณะศักดิ์สูงสุด เป็นพระโพธิญาณเถร
ก็มีคนเอาเอกสารใบหนึ่งมาให้กรอกทำเรื่องขอเลื่อนสมณะศักดิ์อะไรแบบนั้น
ซึ่งก็มีให้กรอก ชื่อ ประวัติอะไรต่างๆตามระเบียบทั่วไป
ท่านเขียนลงไปในกระดาษใบนั้นว่า
"ฟ้าร้องบางทีฝนก็ตก ฝนตกบางทีฟ้าก็ไม่ร้อง
ฟ้าร้องบางทีฝนก็ไม่ตก ฝนตกบางทีก็ฟ้าร้อง
ฝนตกบางทีฟ้าก็ไม่ร้อง ฟ้าร้องบางทีฝนก็ไม่ตก
ฝนไม่ตกบางทีฟ้าก็ร้อง ฟ้าไม่ร้องบางทีฝนก็ตก"
วุ้ย พิมพ์ไปก็งง แต่ประมาณๆนี้ล่ะครับ
สุดท้ายคนเอามาให้กรอกก็ต้องไปกรอกใหม่เอาเอง :30:
แนวสุดๆเลยนะครับเนี่ย
+ ทุกคน สำหรับความคิดเห็น
ผมอยากจะโพสต์ตั้งแต่แรกแล้วว่า เรื่องที่ยกมา เป็นแค่นิทานหลอกเด็ก แต่กลัวว่าจะเสียน้ำใจ เลยบอกแค่กลาย ๆ ว่าเวลาไม่สอดคล้องกัน
ผมคิดเหมือนที่ฝรั่งของเก้อคิด และสงสัย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ใช้เหตุและผลเป็นสำคัญ แต่ทำไมไป ๆ มา ๆ มันจึงกลายเป็นศาสนาที่มีแต่ตำนานและอภินิหาร ผมยังมีความเชื่อและศรัทธาต่อหลักคำสอนเพราะสิ่งเหล่านั้นคือความจริง เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ๆ
ผมยกตัวอย่าง จากตัวอย่างที่ชาร์ปยกมา ที่แค่คิดว่าพระหน้าตาเหมือนนักแสดง และต้องไปเกิดเป็นบากิ หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามองในแง่ของหลักธรรมชาติ ไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับเลย ว่าเหตุคืออะไร(อาจจะแย้งได้ว่าก็ไปคิดในทางไม่ดี) มีแต่ผลคือไปเกิดเป็นบากิ ตีลังกาแปดตลบ แน่นอนเรื่องพวกนี้เอาไปขู่ คนที่ไม่ได้คิดได้ โดยอ้างง่าย ๆ ว่ามันถูกบันทึกไว้ในไบเบิลพระไตรปิฏก ผมพึ่งรู้เหมือนกันว่าในพระไตรปิฏกมีบันทึกเรื่องพวกนี้ นึกว่ามีแต่หลักคำสอน (ไม่เคยอ่าน และไม่เคยสนใจ) ถ้าจะให้แนว ต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมการคิดถึงส่งผลให้ไปเป็นแบบนั้น มันเป็นหลักธรรมชาติหรือเปล่า ถ้ามันเป็นธรรมชาติเราก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร เหมือนที่เราล้มแล้วต้องเจ็บ หรือวิ่งแล้วต้องเหนื่อย
เรื่องชาติภพ หรือพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลก โลกและจักรวาลนี้อาจจะเกิด ดับ เกิด ดับ มาไม่รู้กี่แสนล้านครั้งแล้ว วันนี้เราไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิธีง่าย ๆ ถึงชาติที่แล้วหรือชาติหน้า แต่ผมไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเหมือนกันที่เราจะรู้จริง ๆ ว่ามี หรือไม่มี
ผมชอบใจคำว่า "ความรู้เทียม" ของณตจริง ๆ :12: (อยากจะบวกซักล้านแปด แต่ทำได้แค่1 :43:) พวกเราทำกิจกรรม(เทียม ๆ)ต่าง ๆ ในทุกวันนี้กับความรู้เทียม เพียงเพื่อฆ่าเวลาให้หมดความเซ็งไปวัน ๆ หนึ่งแค่นั้นเอง แต่ไอ้การหันไปหาความรู้จริง มันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการฆ่าเวลาเหมือนกัน(หรือเปล่า)
โลกนี้วุ่นวายหนอ
เข้ามาอีกทีนี่ไปหลายหน้าแล้ว ครึ๊กครื้น ครับ :33:
ผมรู้ว่าเรื่องที่พูดมานั้น
มันยากที่จะเชื่อ แต่ถ้าได้มาลองศึกษากับผู้รู้
จะเชื่อได้ไม่ยาก[/b] :45:
ขอบอกอีกครั้งครับว่า ถ้ายังไม่เคยศึกษา อย่าพึ่ง !!! ฟันธงครับ ว่ามันไม่จริง
วิธีพิสูจน์มีครับ ไม่ใช่ ไม่มี ........ เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกนาย ยังไม่ได้มาศึกษา ต่างหากล่ะ
ถ้าได้ลองมาศึกษาจะรู้ว่า พระพุทธศาสนานั้น เป็นหลักของเหตุและผล ศึกษาแล้ว
สนุกมากเลยล่ะ :25:ขอบอก
เอ่อ ... แล้วที่บอกว่า
Quoteมงคลชีวิตมี 36 ประการ
อยากแก้ว่า มงคลชีวิต มี 38 ประการ ครับ บางทีอาจจะจำมาผิดนะครับ :43:
Quoteวันนี้ ผมเพิ่งกลับ จากการไปเข้าปฏิบัติกรรมฐาน มา
(เป็นครั้งแรกที่ได้ ตั้งใจจะปฏิบัติอย่างจริงจัง หลังจากศึกษาเพียงทฤษฎีมานาน...)
อนุโมทนา ... กับท่านจักรี ด้วยครัย :46: :12:
และก็ที่บอกว่า
Quoteพุทธทำนายก็กรณีเดียวกัน
..พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสหรอกครับ
อันนี้ไม่จริงครับ ชื่อก็บอกแล้วว่า พุทธทำนาย แปลว่า คำทำนาย ของ พุทธ (พระพุทธเจ้า) ครับ
และที่บอกว่า
Quoteพระพุทธเจ้ามาเกิดตรัสรู้หลายรอบ อะไรและครับ
คิดไม่ถูกครับ คือพระพุทธเจ้าท่านมีหลายพระองค์ มีมากกว่า เมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง 4
พระพุทธเจ้าองค์นึงพอปลงอายุสังขาร ก็เข้านิพพานไปองค์นึงครับ จะไม่กลับมาเกิดอีก
ในเวลาต่อมาก็มีคนฝึกตัวอย่างพระพุทธเจ้า จนเป็นพระพุทธเจ้าอีกหนึ่งพระองค์ แล้วก็เข้านิพพาน เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จนนับพระองค์ไม่ถ้วนแล้ว .......... แต่มนุษย์ และ สัตว์โลก ยังเหลืออีกเลยอ่ะ :05:
มีหลายเรื่องที่อยากแก้ไข .... แต่เอาแค่นี้ก่อนนะ :33:
Quote from: -ae- on 15 Feb 2007, 08:12 น.
เรื่องชาติภพ หรือพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลก โลกและจักรวาลนี้อาจจะเกิด ดับ เกิด ดับ มาไม่รู้กี่แสนล้านครั้งแล้ว วันนี้เราไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิธีง่าย ๆ ถึงชาติที่แล้วหรือชาติหน้า แต่ผมไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเหมือนกันที่เราจะรู้จริง ๆ ว่ามี หรือไม่มี
คิดเหมือนแอ๊ะครับ ว่าไม่มีประโยชน์
และชอบไอเดียอะไรเทียมๆที่ณตว่าเช่นกัน
:27:
งั้นพวกเราก็กำลังปั่นกระจู๋เทียมกันอยู่ซินะครับ :27:
ใช่ครับพระพุทธศาสนาเป็นหลักของเหตุและผล
ส่วนเรื่องพระพุทธเจ้าจะมีกี่พระองค์ ไม่ได้ช่วยเราในการหาเหตุผลเลยนะครับ :42:
คือการที่เรารู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามีหลายพระองค์แล้วเนี้ย ...จะเกิดอะไรขึ้นหรือครับ :09:
พระพุทธศาสนาสนุกครับ ยืนยันได้ ยังจำได้ลางๆ ในตอนที่พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรแสดงอิทธิฤทธิ์
อ่านสนุกมากเลยครับ :40:
Quote from: TangMo on 15 Feb 2007, 10:32 น.
...
วิธีพิสูจน์มีครับ ไม่ใช่ ไม่มี ........ เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกนาย ยังไม่ได้มาศึกษา ต่างหากล่ะ
ถ้าได้ลองมาศึกษาจะรู้ว่า พระพุทธศาสนานั้น เป็นหลักของเหตุและผล ศึกษาแล้ว สนุกมากเลยล่ะ :25:ขอบอก
...
ต้องทำบุญเยอะ ๆ เพื่อจะได้(ตั๋ว)ไปดุสิตบุรีด้วยหรือเปล่า :26:
Quoteเรื่องชาติภพ หรือพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลก โลกและจักรวาลนี้อาจจะเกิด ดับ เกิด ดับ มาไม่รู้กี่แสนล้านครั้งแล้ว วันนี้เราไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิธีง่าย ๆ ถึงชาติที่แล้วหรือชาติหน้า แต่ผมไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเหมือนกันที่เราจะรู้จริง ๆ ว่ามี หรือไม่มี
คิดเหมือนแอ๊ะครับ ว่าไม่มีประโยชน์
และชอบไอเดียอะไรเทียมๆที่ณตว่าเช่นกัน
Quoteส่วนเรื่องพระพุทธเจ้าจะมีกี่พระองค์ ไม่ได้ช่วยเราในการหาเหตุผลเลยนะครับ
คือการที่เรารู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามีหลายพระองค์แล้วเนี้ย ...จะเกิดอะไรขึ้นหรือครับ
ผมว่าช่วยครับ คือ อย่างนี้ครับ ...... คนเราแบ่งการกระทำเป็น 3 ลักษณะ คือ การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ใช่มั้ยครับ
และการทำการะทำทางใจ หรือ ความคิด เนี่ยแหล่ะ ถ้าเรามีคลังความรู้ดี ไม่แสบ ไม่โกง คนอื่น คือ ความคิดดีๆน่ะ จะมารวมประมวลส่งผลให้เรา พูดดีด้วย และก็ ทำดีด้วย
แต่ถ้าให้หัวของเรามีแต่ เรื่องที่ไม่ดี คือ คิดแต่เรื่องที่ไม่ดี จะส่งผลไปยัง คำพูดที่ไม่ดีด้วย และ การกระทำก็ไม่ดีด้วยครับ
และการที่เรามีความรู้ในเรื่องของต้นแบบของชาวโลก คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ รู้เรื่องประวัติของท่าน คำพูดของท่าน การกระทำของท่าน แล้วล่ะก็ เราก็จะมีแบบอย่างที่ดีอยู่ในใจของเรา และก็จะมีอิทธิพลไปยัง ความคิด คำพูด กระกระทำ ให้ทำตามแบบอย่างที่ดีๆ อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไงล่ะครับ
เมื่อเราทำอย่างท่าน เราก็จะเป็นอย่างท่าน เราก็สามารถที่มีชีวิตที่สะอาด บริสุทธิ์ได้อย่างท่าน (แม้แค่เสี้ยวหนึ่งของท่านก็ยังดีครับ :33:)
นี่แหล่ะครับ ว่า ทำไม เราจึงต้องมาศึกษา เรื่องของพุทธประวัติ
ขนาดประวัติศาสตร์ของบุคคลสำคัญของโลก หลายๆ ท่านเรายังศึกษาเลยครับ แล้วเราก็มีวิธีการที่ดีๆ อย่างนั้นมาเป็นแบบอย่างในการมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
แล้ว.... ประวัติศาสตร์อันบริสุทธิ์ของประพุทธเจ้า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ศาสดาเอกของโลก เป็นเนื้อนาบุญของ เป็นหนึ่งในโลก ไม่มีใครสามารถเทียบเท่าได้อย่างท่าน ก็น่าที่จะศึกษานะครับ :22:
Quoteต้องทำบุญเยอะ ๆ เพื่อจะได้(ตั๋ว)ไปดุสิตบุรีด้วยหรือเปล่า
ส่วนเรื่องต้องทำบุญเยอะๆ นั้นควรทำครับ คือ
ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ(คือ 1.ทาน, 2.ศีล, 3.ภาวนา, 4.การอ่อนน้อมถ่อมตน, 5.ช่วยเหลือคนอื่น, 6.การแผ่เมตตา, 7.การอนุโมทนาบุญ, 8.การฟังธรรม, 9.การเล่าธรรมะ, 10.การมีสัมมาทิฐิ (ไม่รู้ว่าเรียงถูกหรือเปล่า :07:))
และ กุศลกรรมบท 10 ประการ (คือ 1.ไม่ฆ่าสัตว์, 2.ไม่ลักทรัพย์, 3.ไม่ประพฤติผิดในการ, 4.ไม่พูดปด, 5.ไม่พูดส่อเสียด, 6.ไม่พูดเพ้อเจ้อ, 7.ไม่พูดคำหยาบ, 8.ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น, 9.ไม่พยาบาทไม่คิดร้าย, 10.มีสัมมาทิฐิ) ครับ
สิ่งที่บอกมานี้ เมื่อกระทำตาม จะเกิด บุญ ครับ ส่วน บาป ก็ประพฤติตัวตรงกันข้าม ครับ
ซึ่ง เราย่อง่าย ๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา ครับ
ถ้าเราทำทาน จะทำให้เรามีทรัพย์มาก
ถ้าเรารักษาศัล ทำให้เราสวย หล่อ รูปร่างดี ไม่พิการ ไม่เป็นสิว เป็นผื่น
ถ้าเราภาวนา จะทำให้เรา มีปัญญา ครับ
และก็มีอย่างอื่นอีกมากครับ
เช่น ถ้าเราฆ่าสัตว์ ทำให้เรามีโรคมาก ป่วยบ่อย อายุสั้น ฯลฯ
ถ้าเราลักทรัพย์ ทำให้เรา ทรัยพ์เราหายบ่อยๆ รักษาทรัพย์ไม่ค่อยได้ ฯลฯ
ถ้าเราประพฤติผิดในการ ทำให้เรา มีคนอาฆาตเรามาก และหลายๆอย่าง
ถ้าเราพูดปด ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ จะทำให้เรา เป็นอย่างที่เราพูดน่ะครับ
ถ้าเราดื่มสุรา ยาเสพติด ฯลฯ จะทำให้เรา ปัญญาอ่อน เป็นโรคผิดปรติทางจิต
ครับ
คือ พูดง่ายๆ คือ เราสามารถออกแบบชีวิตของเราได้ครับ เพราะเราไม่ได้เกิดเพียงชาตินี้ชาติเดียว ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส ยังไม่เข้านิพพาน ก็ต้อง ตาย เกิด ตาย เกิด นับชาติไม่ถ้วนครับ
เราอยากเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับ เรา ครับ เพราะเราคือ นักออกแบบชีวิต (designer of life) (ไม่รู้ว่าพิมพ์ถูกหรือเปล่า ? :05:)
ส่วนเรื่องทำบุญ เยอะๆ เพื่อที่จะได้ตั๋วไปดุสิตบุรีนั้น มันเรื่องของเราครับ คือ แล้วแต่ใครจะตั้งความปรารถนาของแต่ละคน ครับ คือ ดูกำลังปรารถนา + กำลังบุญ +ฯลฯ น่ะครับ :33:
คือ เล่าสู่กันฟัง น่ะครับ :46:
ขอบคุณครับ ตอบย้าวยาว
ที่ผมไม่อยากเชื่อเรื่องทำบุญแล้วได้นู่นได้นี่ ไม่เจ็บไม่ป่วย
เพราะไม่อยากคิดให้เป็นเรื่องของการให้รางวัลน่ะครับ
รู้สึกว่าไม่แนว :42:
อยากให้ทำบุญเพราะเป็นเรื่องของ การทำให้จิตใจผ่องใสมากกว่าน่ะครับ
ก็เลยไม่เชื่อว่าจะมีผลตอบแทนในความดีที่ทำไป แต่ก็ทำนะครับ
ในด้านกลับกัน เรื่องละความชั่ว ก็ไม่อยากให้คิดกันว่า ที่ไม่่ทำชั่วเพราะกลัวตกนรก
แต่ให้คิดว่ามันไม่ควรทำ ทำแล้วเป็นทุกข์ไม่สบายใจ น่าจะดีกว่า
ผมว่าวิธีคิดต่างกันนะครับ
เห็นด้วยครับ :42:/
นั่นสิพี่อ๋า ผมก็คิดแบบนั้น
ผมไม่อยากทำบุญเพราะคิดว่าผลบุญจะส่งผลให้ผมรวย หล่อโครต ๆ ไม่มีอุปสรรคใด ถ้าวิชา หรือการใช้ชีวิตปัจจุบันเป็นเรื่องเทียม ๆ วิธีคิดเรื่องบุญแบบนั้นก็คงไม่ใช่ของแท้
อย่าลืมว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ บาป บุญ กรรม ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ผมเลยไม่เชื่อเรื่องการทำบุญ โดยเฉพาะการทำบุญโดยใช้เงิน และใช้ผลบุญ ผลกรรมเป็นตัวล่อ
ความหมายผมคือกฏของธรรมชาติย่อมใช้กับทุกคนไม่ยกเว้นเชื้อชาติ และศาสนา เหมือนที่ฝนตก แดดออก หิมะตก มันเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าบ้านนี้นับถือพุทธแล้วฝนจะไม่ตก
ตามัมมาตัดหน้า :41:
หนึ่งสมอง สองมือ :40:
30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน ต้องสู้ ต้องสู้ถึงจะชนะ
เจิน เจิน :46:
Quote
น่าเสียดายมากนะครับ
ทั้งที่เรามีวัฒนธรรมพุทธเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
สามารถแตกยอดออกมาใช้กับการศึกษาได้เป็นอย่างดี
แต่ทำไมวัฒนธรรมเรื่องมีเหตุมีผล(กฏแห่งกรรม) กาลามสูตร ในพุทธศาสนา
ไม่เคยมีอยู่ในสังคมไทยเลย ต่างกับวัฒนธรรมการทำบุญทำทาน
ที่แข้มแข็งเสียจนมากเกินพอดี กลายเป็นเรื่องบ้าบุญกันไป
มันดูตรงข้ามกันไหมครับ ในขณะที่สังคมตะวันตกที่มีคริสตศาสนาเป็น
พื้นฐาน ที่เน้นเรื่องศรัทธาและความเชื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยเหนือสิ่งอื่น
กลับเป็นสังคมที่ส่งเสริม ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล critical thinking อย่างที่พี่ระจันว่า
จริงๆก็ทราบว่าเรื่องนี้มันมีหลายปัจจัยมากกว่าเรื่องของศาสนา
แค่อยากจะบอกว่า เรามีอาวุธทางปัญญาที่ทรงพลังที่สุดอย่างพุทธศาสนาอยู่ในมือแล้ว
แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา กลับมีความสามารถนำมันมาใช้ได้
เฉพาะเรื่องให้คนบ้าบุญเท่านั้นหรือเปล่า
จาก ความคิดเห็นที่พี่เก้อโพสต์ไว้หน้ากลาง ซึ่ง มันทำให้ผม ได้คิด อะไรหลายอย่าง
เรื่องการเชื่อมโยง ความเป้นไปได้ของธรรมชาติ พุทธศาสนา เป็นหลักของเหตุผล และหลักของธรรมชาติ คำสอนต่างๆที่มีอยุ่ในพระไตรปิฎก ถ้าเรายกมาอ่านแล้วคิดตาม
อาจจะข้ามพ้นเครื่องพันธนาการ ที่เรียกว่า ศาสนา ความเชื่อ อะไรไปเลย ถ้ายกเอาหนึ่ง
คำสอนมาอ่านและทำความเข้าใจ โดยไม่ต้องผ่านการตีความ จากสถาบันศาสนาไหนๆ เลย นั้น
น่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นเหตุเป็นผลกัน มากกว่า ที่จะเชื่อเพียงเพราะเป็นคำสอนของศาสดา....
นั่นคือ คำสอนที่ว่าด้วย ทานบารมี .....
การทำบุญทำทาน นั้น จะได้ผลดีที่สุด
เมื่อผู้ทำมีจิตใจที่บริสุทธิ์ไม่คิดหวังผลตอบแทนใดๆจากการกระทำนั้น...
แต่จิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก บางครั้งบอกคนอื่นว่าไม่ได้คิด แต่ในใจคิด
บางครั้งข่มใจไม่ให้คิดแต่ก็ลึกๆก็ยังคิด บางครั้งลึกๆไม่ได้คิด แต่ชั่วขณะจิตหนึ่งอาจจะคิด โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานความเชื่อเป็นทุนเดิม
ดังนั้นครูบาอาจารย์หลายท่านจึงมักบอกว่า การทำบุญทำทานที่แท้จริงนั้นทำได้ยาก
ซึ่งผมคิดว่าชัดเจนมากโดยเฉพาะชาวพุทธที่มีความเชื่อและศรัทธา ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรืองมงายก็เถอะ...
แต่ เมื่อได้อ่านความคิดเห็นที่พี่เก้อเคยโพสต์เอาไว้ ทำให้คิดตามได้ว่า
ผู้ที่ได้เปลียบเราด้านนี้กลับเป็นคนที่ไม่เคยมีความเชื่อเรื่องนี้เป็นทุนเดิม
ไม่เคยเชื่อภพชาติตายเกิดใดๆ....
คนพวกนี้เวลาทำบุญทำทานหรือทำอะไรก็ตามจึงไม่ได้มีจิตคิดสับซ้อน...
เมื่อลงมือกระทำก็จะขึ้นชื่อว่าทำบุญทำทานจริงๆ ...
ในทางพระพุทธศาสนาบอกผลของทานบารมีว่าจะก่อให้เกิดปัญญา
มาคิดให้เป็นเหตุเป็นผลกันก็ จะได้ว่า
เวลาคนเราทำบุญทำทานโดยไม่ได้หวังผลอะไรจริงๆจะได้ความเบิกบานในใจพอทำบ่อยๆ
ความแจ่มใสของจิตใจก็จะมากขึ้นความขุ่นมัวก็จะน้อยลง คิดเห็นสิ่งใดก็จะมีเหตุมีผล
สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดปัญญาดังนั้นเอง....
"มันดูตรงข้ามกันไหมครับ ในขณะที่สังคมตะวันตกที่มีคริสตศาสนาเป็น
พื้นฐาน ที่เน้นเรื่องศรัทธาและความเชื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยเหนือสิ่งอื่น
กลับเป็นสังคมที่ส่งเสริม ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล critical thinking "
จากข้อคิดเห็นนี้ ของพี่เก้อ มันน่าจะเป็นตัวอย่างของผลที่เกิดจากทานบารมี เพราะอย่างที่พี่แอ๊ะบอก หลักธรรมชาติ ไม่แบ่งชาติศาสนา...
หลักธรรมมะของพระพุทธองค์ ก็คือ หลักของธรรมชาตินั่นเอง
อ่านๆมาพอสรุปประเด็นได้ดังนี้
1.ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าไม่มีอยู่จริง << น่าจะจบละไม่เห็นมีพูดถึงต่อ
2.ไม่เชื่อในเรื่องเหลือเชื่อ เวอร์ๆใน พระไตรปิฏิก บุญบาป นรก ฯลฯ
3.ศึกษาแล้ว ไม่ได้นำมาปฏิบัติ
4.เรื่องพุทธทำนาย
Quote
หลักธรรมมะของพระพุทธองค์ ก็คือ หลักของธรรมชาตินั่นเอง
ผมก็เชื่อเช่นนั้นครับ
ไอน์สไตน์ยังไม่เชื่อพระเจ้าในฐานะตัวบุคคลเลยครับ :42:
----------------
พระเจ้าไม่ชอบเล่นทอยลูกเต๋าหรอก
ไอสไตน์บอก :42:
3.ศึกษาแล้ว ไม่ได้นำมาปฏิบัติ
ประเด็นนี้ก่อนเพราะรู้สึกว่าจะสั้นดี เข้าใจได้ง่าย ครับ
จริงๆมันน่าจะเป็นคำว่า รู้แล้ว ไม่ได้ทำ มากกว่า
//// ถ้ายังไม่ได้เรียกตัวเองว่า นับถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ต้องอ่านต่อครับเพราะมันเปล่าประโยชน์ ////
พื้นฐานของชาวพุทธ หรือคนปกติธรรดาทั่วไปคือ ศีล 5
ศีลแปลว่าความปกติ
ศีล 5 แปลว่า ความปกติของมนุษย์ 5 อย่าง
1.ไม่ฆ่า รวมถึงบี้มด ตบยุง
2.ไม่ขโมยของคนอื่น
3.ไม่มีกิ๊ก หรือ เจ้าชู้
4.ไม่โกหก หลอกต้มตุ๋ยชาวบ้าน รวมถึง พูดคำหยาบ ประชัน เสียดสี นินทา ของคน
5.ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ยาเสพติด
ผมมั่นใจว่า ทุกคน นั้นต้องรู้จัก ศีล5 อย่างแน่นอนเมื่อเป็นชาวพุทธแล้ว
ถ้าเกิดข้อ5 นี้รักษาไม่ได้ ไม่ครบ
ยังกินเหล้า สูบบุหรี่
โกหก หลอกลวง คนอื่น
เจ้าชู้ มีกิ๊ก
ขโมยของ คดโกง
ฆ่าสัตว์ บี้มด ตบยุง
จบครับ ไม่ต้องคุยกันเรื่องอื่นละครับ
คุยกันคอแตกว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง มีบุญ บาป ฯลฯ ก็ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ
เพราะศีล 5 เป็นพื้นฐานของพระพุทธศาสนาครับ
เหมือนกับ เราจะเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่อง ตรีโกน ถอดสมการ เคมี ฟิสิกส์
แต่บวก ลบ คูณ หาร ยังไม่ได้ มันก็ไปทำ ฟิสิกส์ ตรีโกน ไม่ได้หรอกครับ
เมื่อทำไม่ได้แล้วก็มาบอก
เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เวอร์ ใครมันจะไปทำได้ เหลื่อเชื่อ
และผมก็มั่นใจว่า คนที่เข้ามาคุยในกระทู้นี้
สามารถรักษาศีล 5 ได้อย่างแน่นอน
เพราะมันเป็นเรื่องง่ายที่เด็กยังทำได้
ไม่ฆ่าสัตว์ บี้มด ตบยุง
ไม่ขโมยของ
ไม่เจ้าชู้
ไม่หลอกลวง โกหก
ข้อสุดท้าย ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่
ใครก็ยังกินเหล้า สูบบุหรี่ ก็เลิกเถอะครับ หักดิบไปเลย
((มีหลักฐานใน เมาหมา นะ))
แล้วเราก็จะได้กลับมาคุยในเรื่องอื่นๆต่อๆไป ครับ
ด้วยความรักและหวังดีของผมเอง
จะว่าไปคนส่วนใหญ่ แค่ศีล 5 จะรักษาให้ครบยังยากเลยนะ ยิ่งสมัยนี้ ทำกันได้เกิน 2 ข้อรึเปล่าก็ไม่รู้
Quote from: ^-FakE-^ on 15 Feb 2007, 16:09 น.
พระเจ้าไม่ชอบเล่นทอยลูกเต๋าหรอก
ไอสไตน์บอก :42:
เออ อย่าไปพาดพิงศาสนาอื่นเลยครับ :05:
////
Quoteหลักธรรมมะของพระพุทธองค์ ก็คือ หลักของธรรมชาตินั่นเอง
สนับสนุนด้วยอีกคนครับ
โห
งั้นจบครับ ลาออกจากกระจู๋ได้เลย
ผมทำสวนปลูกต้นไม้ ต้องฉีดยาฆ่าแมลง (คงตายทีเป็นแสน)
ยืมตังค์เพื่อน บางทีก็ลืม
จีบคนนู้นคนนี้อยู่บ่อยๆ
บอกลูกค้าว่า งานเสร็จวันจันทร์ แต่ยังไม่เสร็จ
ดื่มเบียร์แทบทุกวัน
เอวังครับ
:46:
ไอสไตน์นับถือพุทธนะครับ :09:
งั้นเราๆท่านๆก็คงต้องลาจากจุ๋นี้หมดแหละครับ
แต่ผมเ็ห็นกลับกัน มันกลับเป้นจุดเริ่มต้นของการศึกษาที่ดี ....และต่อไปอาจนำไปสู่การลดละเลิกสิ่งเหล่านี้ก็ได้ครับ....
Quote from: จักรี on 15 Feb 2007, 16:22 น.
งั้นเราๆท่านๆก็คงต้องลาจากจุ๋นี้หมดแหละครับ
แต่ผมเ็ห็นกลับกัน มันกลับเป้นจุดเริ่มต้นของการศึกษาที่ดี ....และต่อไปอาจนำไปสู่การลดละเลิกสิ่งเหล่านี้ก็ได้ครับ....
ถูกต้องอย่างที่สุดครับ
ว่าจะกลับมาแก้ไขแต่ไม่ทันอ่ะ จักรีตัดหน้า อ่ะ :39:
ผมลาออกจาก จู๋นี้แล้วครับ
แต่วนเวียน ฐานะศิษย์ที่เรียนไม่จบ
ชะเง้อรั้ว มองดู คนอื่นเรียน
ท่องดังหน่อย ผมยืนข้างรั้วก็ได้ยิน
อะไรดีผมจำไป อะไรไม่เข้าจริตก็ทะลุหูไป
ก็ว่ากันไป
คนดีมีน้อยนะครับ จู๋นี้ :30a:
คำจั่วหัวของชาร์ปที่ว่า ถ้าไม่ได้เรียกตนเองว่านับถือพุทธ
ก็ไม่ต้องอ่าน เปล่าประโยชน์นั้น
ช่วยขยายความได้ไหมครับ ไม่แน่ใจความหมาย ว่าทำไมเปล่าประโยชน์
คำสอนของพุทธองค์ไม่ได้เป็นสากลหรือครับ
เพราะอ่านประโยคนี้แล้วตีความได้แบบนี้แหละ
คล้ายกับบอกว่า ต้องศรัทธาในพระเจ้าก่อน แต่ถ้าหมายความอย่างอื่นก็ขออภัยครับ
แล้วที่พี่เก้อเชื่อในคำสอนพระพุทธเจ้ากับ
ต้องศรัทธาในพระเจ้า
มันต่างกันยังไงอะครับ
เข้าใจเวลาอ่านตอนที่เขาคุยกันมาหลายหน้า
แล้วเจออะไรยุบยิบๆ เหมือนมดกัดไหมครับ
อยากจะเกาแต่ก็เลยมาแล้ว :30:
ชอบกระจู๋นี้ว่ะ อ่านแล้วรู้จักหัวใจกันดี๊ดี :25:
ถ้าเหล่านี้คือความรู้เทียม มันก็ทำให้เราสุขภาพจิตดีเวลาอ่านนะ
อีกอย่างตูไม่ได้เกลียดความรู้เทียมหรอก
เพราะมันก็ช่วยส่งผลให้มีรายได้มาจุนเจือปากท้องเหมือนกัน
ลองหา นิทาน กามนิต
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล โดยวินทร์ เลียววาริณ
มาอ่านสิครับ
ตูก็ชอบนิทานกาม นะ :31:
ไม่รู้จักครับ :01:
การสนทนาธรรม นั้น มีอยู่ ๕ อย่าง คือ
๑. อทิฏฺฐโชตนสากจฺฉา สนทนาธรรมกันเพื่อให้เกิดความรู้ในธรรมที่ตนยังไม่รู้
๒. ทิฏฺฐํสนฺทนสากจฺฉา สนทนาธรรมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมที่
ตนทราบแล้วแต่ยังไม่แจ่มแจ้งดี และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นด้วย
๓. วิมติจฺเฉทนสากจฺฉา สนทนาธรรมเพื่อแก้ข้อข้องใจสงสัยของตนและคนอื่น
๔. อนุมติสากจฺฉา สนทนาธรรมเพื่อสอบสวนหาความจริง
๕. กเถตุกมฺยตาสากจฺฉา สนทนาธรรมโดยตั้งคำถามเองแล้วตอบเอง เพื่อให้เกิด
มหากุศลแก่ตนและคนอื่น เพื่อให้ธรรมเป็นทาน
ต่อเถอะครับ ...
ทำงานไปสลับมาอ่านจู๋นี้ไป เพลินดี (อ่านมากกว่าทำงานอีก - -)
ส่วนตัวนะครับ อย่างที่บอกไปแล้ว ธรรม คือธรรมชาติ คงไม่ผิดนะครับที่ ผมจะศึกษาและแสดงความคิดเ็ห็นเกี่ยวกับธรรมชาติ........
นิทาน กามนิต มันคืออะไรหรอครับ :05:
Quoteในเรื่องกามนิต กล่าวถึงบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งมีนามว่า กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะได้ขจัดความทุกข์ต่าง ๆ ที่ตนได้เผชิญมา และได้พบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์ ในระหว่างการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น กามนิตได้เข้าขอพักที่บ้านของช่างปั้นหม้อท่านหนึ่งเป็นการชั่วคราว และในวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาขอพักอาศัยที่บ้านหลังนั้นด้วยพอดี กามนิตจึงได้มีโอกาสเล่าเรื่องของตนเองและสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า
โดยที่ไม่รู้เลยว่าพระสงฆ์ที่สนทนาอยู่นั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ในเรื่องกามนิตนี้ มีกามนิต และวาสิฏฐีเป็นตัวเอก และนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังมีองคุลิมาล พระอานนท์ และพระสารีบุตร ปรากฏในเรื่องอีกด้วย
ที่มา :กามนิต wikipedia (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95)
สนใจไหมครับ ผมมีเป็น DVD :04:
แต่กามไม่นิดเท่าไหร่นะ
อ้อ :08:
เห็นบอกว่านิทาน นึกว่าแบบพวกอิสป {หมีโหด}
:23: กระจู๋แปดเปื้อนหมด พี่แอน
ไรท์แจกเป็นวิทยาทานเลย
เฮ้ย
มันงอกออกมาจากไหนตั้งหลายหน้า
:07:
ซะงั้นไป :42:
ป้าขอด้วยนะแอนนะ :27:
เป๋แล้วครับ {หมีโหด}
อ่าว กลับมาที ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ไปได้แล้วอ่ะ :44:
แต่ก็ขอด้วยคนนะ :04:
เรื่องสอบทางก้าวหน้าฯ
จะมีสอบวันอาทิตย์ นี้ แล้วเดี๋ยวจะเอารูปมาโพสนะครับ
ขอวกกลับมาอีกครั้งนะครับ
Quoteขอบคุณครับ ตอบย้าวยาว
ที่ผมไม่อยากเชื่อเรื่องทำบุญแล้วได้นู่นได้นี่ ไม่เจ็บไม่ป่วย
เพราะไม่อยากคิดให้เป็นเรื่องของการให้รางวัลน่ะครับ
รู้สึกว่าไม่แนว
อยากให้ทำบุญเพราะเป็นเรื่องของ การทำให้จิตใจผ่องใสมากกว่าน่ะครับ
ก็เลยไม่เชื่อว่าจะมีผลตอบแทนในความดีที่ทำไป แต่ก็ทำนะครับ
ในด้านกลับกัน เรื่องละความชั่ว ก็ไม่อยากให้คิดกันว่า ที่ไม่่ทำชั่วเพราะกลัวตกนรก
แต่ให้คิดว่ามันไม่ควรทำ ทำแล้วเป็นทุกข์ไม่สบายใจ น่าจะดีกว่า
ผมว่าวิธีคิดต่างกันนะครับ
คือ เรื่องของศาสนาพุทธ จะมาทำเป็นเรื่องของเด็ก
แนว ผมว่ามันไม่ใช่นะครับ :07:
ขอตอบแบบหลังอิงต้นโพธิ์นะครับ
ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่ท่านจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านต้องบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ 20 ทัศ 30 ทัศ ครับ
บารมี 10 ทัศ มีดังนี้ ครับ (ขอตอบเป็นเพลงนะครับ) :25:
หนึ่ง คือทาน หมั่นทำให้เป็นอาจิณ ข้อสองคือศีล ศีลดุจเกราะป้องกัน ส่วนของสามเนกขัมมะ ประพฤติพรหมจรรย์ ข้อสี่ นั่งธรรมะทุกวัน ปํญญาบารมี ข้อห้า คือวิริยะ แปลว่าขยันทำดี ข้อหก เจอทุกข์อย่าหนี อดทนสร้างขันติธรรม ข้อเจ็ดและข้อแปด คู่แฝดช่วยชี้ช่วยนำ สัจจะอธิษฐานย้ำ ทำใจให้เที่ยงตรง ข้อเก้า ช่วยสร้างมิตร ด้วยจิตที่คิดเมตตา แล้วจะได้มาเมตตาบารมี ข้อสิบอุเบก แปลว่าวางเฉยคงที่ แม้ทุกข์หรืออาจสุขขี ไม่ขอยินดีสิ่งใด ......
นี่ครับ บารมี 10 ข้อ ก่อนที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านต้อง สั่งสมบารมี ให้ครบ จึงจะได้เป็น .... ถ้าอย่างนี้ แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสั่งสมบารมี 10 ทัศ เพื่อหวังความเป็นพุทธะโดยจิตที่ไม่บริสุทธิ์ ใช่ใหม๊ครับ ........... ขอตอบว่าไม่ใช่ครับ
เพราะฉะนั้น เวลาเราทำความดี ให้เราทำความดี เพื่อความดี ครับ :33: (แต่ถ้าทำความดีเพื่อหวังให้คนอื่นชม เอาหน้า อย่างนี้ก็ถือว่ายังใช้ไม่ได้ครับ)
Quoteเวลาคนเราทำบุญทำทานโดยไม่ได้หวังผลอะไรจริงๆจะได้ความเบิกบานในใจพอทำบ่อยๆ
ความแจ่มใสของจิตใจก็จะมากขึ้นความขุ่นมัวก็จะน้อยลง คิดเห็นสิ่งใดก็จะมีเหตุมีผล
สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดปัญญาดังนั้นเอง....
อันนี้ของจักรี เห็นด้วยอย่างแรง ครับ มันเป็นผลของบุญที่เราทำน่ะครับ :45:
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล :40:
ที่ตอบข้างบน ที่ต้องการก็คือ
ให้เราทำความดี เพื่อความดี(ใจของเราเอง) ครับ :33:
นอกนั้นเป็นน้ำครับ เนื้อจริงๆ มีแค่นั้น
นั้นละครับ แนว :42:
ให้เราทำความดี เพื่อความดี(ใจของเราเอง)
ครับนี่คือเนื้อ
ที่บอกว่า ทำ มันทำแบบไหน อย่างไร อะไร
ที่บอกว่า ความดี อะไรที่เรียกว่าความดี แบบไหน อย่างไร อะไร
คงจะเป็นน้ำ
และมันแยกออกจากกันไม่ได้ครับ
เอาเถอะครับ ผมไม่อยู่ในฐานะจะถกด้วยได้แล้ว
ขออ่านอย่างเดียวละกันครับ
:42:
:16:
ขอโทษนะครับ ลุงอ๋าห์ โพสนั้นมันดุเดือดไป
คืออยากจะบอกว่า
ถ้าจะคุยเรื่องพุทธศาสนา ก็ต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ก่อน
ศีลเป็นพื้นฐานที่สุดแล้ว
Quoteรู้มากก็เท่านั้น
รู้น้อยก็เท่านั้น
สำคัญคือรู้แล้วได้ทำหรือไม่
Quote
ปลลล. เรื่องทำไมเชื่อครู เหมือนคอมพิวเตอร์ละครับ ไม่ลง OS ให้ก่อนเอาคอมมาเปล่าๆ จะคิดประมวลผลออกมาได้เหรอครับ อย่างน้อยที่สุดต้องมี OS ก่อนไม่ว่าจะถูกหรือผิด windows osx tiger debian linux unix redhat ubuntu เหอะๆ เยอะแยะครับ
แต่สิ่งที่จะเป็นเราก็คือ โปรแกรมเสริมละครับ ว่าเราจะใช้ freeware shareware หรือ เล็กนิ่ม
นั้นก็คือการคิดประมวลผลด้วยตนเองในภายหลัง หลังจากมีพื้นฐานความรู้แล้ว อย่าบอกว่าเราเชื่ออะไรง่ายๆ เราไม่รู้ต่างหาก จึงทำตนให้รู้ รู้แล้วเราจึงทำตนให้คิด คิดแล้วเราจึงทำ
ถ้าเราคิดแล้วไม่ทำก็เหมือน CPU และ Hardisk ที่แกร่งโคตรๆ มีข้อมูลเยอะ แต่ไม่ได้ต่ออุปกรณ์ภายนอก
ถ้าเราไม่ได้รักษาศีล 5 เราก็เริ่มรักษา อ่ะครับ
ด้วยเหตุผลข้างบน
เอาข้อง่ายๆก่อนก็ได้ครับเช่นการกินเหล้า
(ไม่ได้ตอบมานานเพราะอ่านแล้วเข้าไม่ถึง)
ศีลห้าเป็นยังไงผมยังจำสลับข้อกันเลยครับ
รู้แต่ว่าผมทำผิดอยู่ข้อเดียวคือฆ่าสัตว์ ทำบ่อยมาก ตบตายคามือทุกวันเลย :33:
ทำผิดทุกวัน วันละข้อสองข้อ :33:
เพื่อโลกใบนี้ :42:
พูดจาเพ้อเจ้อ ก็ผิดนะ
ดูหนังโป๊ ก็ผิดนะ
ยังมีหน้ามาบอกว่าผิดข้อเดียว
ไอ้ยักษ์เอ๊ย
// อุ๊ยตาย ขออภัย ลืมตัว :42:
อ๋อ งั้นเอาใหม่
ผมไม่เคยฆ่าสัตว์ พูดปด ผิดลูกเมีย ดื่มเหล้าเลยครับ
ผมเป็นคนดีมากๆ เลยครับ เพราะผิดศีลแค่ข้อเดียว :25:
คือ โกหก :25:
Quote from: ชาร์ป on 15 Feb 2007, 22:21 น.
ถ้าจะคุยเรื่องพุทธศาสนา ก็ต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ก่อน
:34: เกินไปไหม
นั่นสิครับ
การสนทนาธรรม นั้น มีอยู่ ๕ อย่าง คือ
๑. อทิฏฺฐโชตนสากจฺฉา สนทนาธรรมกันเพื่อให้เกิดความรู้ในธรรมที่ตนยังไม่รู้
๒. ทิฏฺฐํสนฺทนสากจฺฉา สนทนาธรรมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมที่
ตนทราบแล้วแต่ยังไม่แจ่มแจ้งดี และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นด้วย
๓. วิมติจฺเฉทนสากจฺฉา สนทนาธรรมเพื่อแก้ข้อข้องใจสงสัยของตนและคนอื่น
๔. อนุมติสากจฺฉา สนทนาธรรมเพื่อสอบสวนหาความจริง
๕. กเถตุกมฺยตาสากจฺฉา สนทนาธรรมโดยตั้งคำถามเองแล้วตอบเอง เพื่อให้เกิด
มหากุศลแก่ตนและคนอื่น เพื่อให้ธรรมเป็นทาน
:42: แค่อยากรู้น่ะครับ ไม่ได้ต้องการหลุดพ้น
อย่าลืมว่า
ตอนพระพุทธเจ้าสอนเบญจวัคคีย์
ท่านให้อัญญาโกณฑัญญะอาราธนาศีล 5
หรือรับไตรสรณคมน์ก่อนฟังคำสอนหรือปล่าว...
เอ่อ ....
ผมว่า ณ ตอนนี้ก็ยังถกกันได้อยู่นะครับ ถึงแม้ว่าศีลจะยังไม่ครบ
เพราะเราถกกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถกอย่างบัณฑิตน่ะครับ
สนุก ด้วย :33:
และการถกในครั้งนี้ผมว่าเป็นประโยชน์กันสาวกหลายๆท่าน ที่ได้แวะมาอ่านด้วยนะครับ
ใครที่อ่านบรรทัดไหน ความคิดเห็นของใคร ก็แล้วแต่ แล้วเกิดแรงบันดาลใจดีๆ ที่จะนำไปใช้ปฏิบัติตาม
แค่นี้ผมคิดว่าคุ้มค่า แก่การถกกันในครั้งนี้ครับ :46:
อะไรถกๆ นะครับ :04a:
ถก .... กระจู๋โครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า :05:
มีแต่ผู้ชายถก ไม่น่าสนเลย :11:
มาคิดดูก็เหงาๆ นะครับ :01:
เหงาเหรอจ๊ะน้องแตงโม :27:
:05:
โห แค่ชั่วข้ามคืน ผ่านไปสองสามหน้า
ในความเห็นของตู หลายๆคน พยายามแยกน้ำ ออกจากเนื้อ
แยกแก่น ออกจากเปลือก
ลองมาพิจารณากันดีๆ ว่าจริงๆแล้ว
ทุกสรรพสิ่ง ย่อมมีทั้งน้ำและเนื้อ มีทั้งแก่นและเปลือก
ถ้าไม่มีเปลือก แก่นก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้
อย่างต้นไม้ ถ้าไม่มีเปลือกห่อหุ้ม
แก่นภายในก็จะอยู่ไม่ได้
ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้มองสิ่งต่างๆ แยกเป็นส่วนๆ
ตามวิธีการศีกษาแบบตะวันตกมากเกินไปหรือเปล่า
แต่ในความเป็นจริง การศึกษาแบบตะวันตก
ก็ไม่สามารถวิเคราะห์สิ่งต่างๆ แบบองก์รวมได้เช่นกัน
เพระาแนวความคิดแบบตะวันตก
คือวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ย่อยๆ เป็นส่วนๆ
แล้วเอามารวมกัน
แต่วิธีแบบนั้นเอามาใช้กับพุทธศาสนาไม่ได้
จะว่าไป ก็เอามาใช้ได้อยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น
(อย่างคณิตศาสตร์เอามาใช้ได้
แต่ถ้าเป็นเคมี หรือฟิสิกส์ ก็ใช้ไม่ได้ด้วยซ้ำ)
อย่างน้อย เปลือกก็เป็นสิ่งที่ห่อหุ้มแก่น
อย่างน้อย นิทานหลอกเด็กตามที่ใครบางคนเรียก
มันก็สร้าง หิริ โอตัปปะ
หรือความเกรงกลัว ละอายต่อบาปให้กับใครหลายๆคน
ประโยชน์ของเปลือก ก็มีอยู่
ประโยชน์ของแก่น ก็มีอยู่เช่นกัน
เพราะคนทุกคน ไม่ได้เหมือนกัน จริงไหม :42:
ใครชอบเปลือกแบบไหนก็เลือกเอาขอให้ยังคงแก่นเดิมที่เหมือนกันและจริงแท้แน่นอน....
จักรี ไม่หลับไม่นอนเหรอครับ :42:
หลับหน้าคอมตั้งแต่ หนึ่งทุ่ม เพิ่งตื่นครับพี่ :39:
ฟิสิกส์นี้ พุทธ แท้ๆ เลยนะ :42:
Quote from: iamnot on 16 Feb 2007, 05:34 น.
....
อย่างน้อย เปลือกก็เป็นสิ่งที่ห่อหุ้มแก่น
อย่างน้อย นิทานหลอกเด็กตามที่ใครบางคนเรียก
มันก็สร้าง หิริ โอตัปปะ
หรือความเกรงกลัว ละอายต่อบาปให้กับใครหลายๆคน
ประโยชน์ของเปลือก ก็มีอยู่
ประโยชน์ของแก่น ก็มีอยู่เช่นกัน
เพราะคนทุกคน ไม่ได้เหมือนกัน จริงไหม :42:
ขออนุญาตแอบอ้างมา ผมเห็นด้วยเรื่องการศึกษาแบบองค์รวม แต่เรื่องนิทานหลอกเด็กแล้วสร้าง หิริ โอตัปปะ อันนี้เห็นด้วยบางส่วน และไม่เห็นด้วยบางส่วน คือมันก็ใช้ว่าคนเรามันมีความสามารถในการเรียนรู้และรับรู้ที่แตกต่างกัน แต่ผมว่าเราเลยยุคของการใช้สิ่งที่มองไม่เห็น คาดเดาไม่ได้ มาข่มขู่ให้เกิดความกลัวเพื่อให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ถึงแม้ปัจจุบันสังคมเรา และคนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นก็เถอะ ไม่ว่าทางการเมือง หรือศาสนาก็แล้วแต่) หิริ โอตัปปะ ควรจะเกิดจากการได้คิด พิเคราะห์ และพิจารณา ควรจะต้องเกิดจากปัญญา ที่ละอายในสิ่งที่ทำ(ถ้าเป็นสิ่งชั่ว) หรือเกรงกลัวเพราะมีสติ ไม่ใช่เกรงกลัวเพราะปัญญามืดมิด เพียงแค่ได้ฟังต่อ ๆ กันมา
ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมนับถือพุทธศาสนาในแง่ของศาสตร์หรือแนวทางในการใช้ชีวิต และเป็นแค่เรื่องของธรรมชาติที่ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นคำอธิบายให้สามารถเข้าใจได้ ไม่ใช่ในแง่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพาหนะที่จะนำพาไปที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งแม้มันจะมี มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับผม
เช้าขนาดนี้ยังมีคนตัดหน้า :07:
Quote from: tmd on 15 Feb 2007, 23:05 น.
:34: เกินไปไหม
แค่ศีล 5 ยังไม่ยอมที่จะรักษา แล้วเรื่องๆมันจะทำได้หรอครับ
แค่ตั้งใจที่จะรักษาศีล5 แต่ ไม่ครบผมก็ว่าสุดยอดแล้วครับ ในสมัยนี้นะ
Quote from: tmd on 15 Feb 2007, 23:39 น.
อย่าลืมว่า
ตอนพระพุทธเจ้าสอนเบญจวัคคีย์
ท่านให้อัญญาโกณฑัญญะอาราธนาศีล 5
หรือรับไตรสรณคมน์ก่อนฟังคำสอนหรือปล่าว...
ถูกไม่ได้ให้ศีล 5 ก่อน ((ปัญจวคคีย์ ครับ))
แต่
อย่าลืมว่าท่านเป็นใครมาก่อนที่จะฟังธรรม
ท่านเป็น พราหมณ์ รักษาศีลมาครบมากกว่า 5 ข้อสะอีก ครับ ปฏิบัติตัวมาดีเสมอมา
ตั้งแต่ก่อนที่เจ้าชาย สิด-ทะ-ทะ จะลงมาบังเกิด สะอีก
ถึงขนาดออกบวชเป็น พราหมณ์ อ่ะครับ
/////
ศีล 5 เป็นหลักธรรมที่ง่ายที่สุดในการปฏิบัติ แล้วอ่ะครับ
เด็กมันก็ยังที่จะรักษาศีล 5 ได้เลย
แล้วเราอ่ะครับ คุยกันเรื่องพุทธศาสนาเรื่องนู้นเรื่องนี้
แต่ไม่ได้รักษาศีล 5 เลย
มันน่าอายครับ
มีคนเคยบอกไว้ว่า
Quoteเชื่อหรือไม่เชื่อ แตกต่างกันตรงไหน
ลมพัดใบไม้ไหว หรือ อะไรไหว...
ไม่น่าจะดูเพียงสิ่งที่เห็น น่าจะดูที่ความรู้สึกของตนเองมากกว่า ว่าเป็นอย่างไร...
รู้มากก็เท่านั้น
รู้น้อยก็เท่านั้น
สำคัญคือรู้แล้วได้ทำหรือไม่
ปล. + พี่ iamnot กับ พี่ ae ครับ เจ๋งดีครับ
(ขออนุญาตคุยด้วยอีกที)
ถามจริงๆครับ
ชาร์ปเคยละเมิดศีลห้าไหมครับ
ผมว่าใครๆก็ไม่อยากละเมิดศีลห้าหรอก
ผมระลึกเสมอ พยายามมีสติเสมอเมื่อผิดศีล
รู้ว่าตัวผิด เมื่อทำผิด
บางครั้งก็ระลึกได้ทีหลัง เช่นมืด มองไม่เห็นเดินไปเหยียบหอยทาก เหยียบแล้วก็ทุกข์
บางครั้งก็ระลึกได้ก่อน เช่น ต้องพ่นยาฆ่าแมลง ต้องราดยาฆ่าเห็บ หมัด ให้หมา แต่ก็ต้องทำแล้วก็ทุกข์เสมอ ไม่ได้เป็นสุขกับมันหรอกครับ
อ้างเรื่องรักษาศีลแล้วถึงจะเข้าใจในธรรมะขั้นสูง ผมเข้าใจครับ
แต่ผมไม่เห็นว่าไอ้ที่คุยกันคอแตกอยู่นี่ มันขั้นสูงตรงไหน
ก็คนธรรมดา เหมือนกันทั้งนั้นครับ
:46:
ก็อยู่ข้อหนึ่งครับที่รักษายากที่สุด
คือข้อ 4
นอกนั้นก็ครบครับ
ตอนนี้ข้อ 4 ของผม
พูดคำหยาบ ที่หยาบจริงๆด่าชาวบ้าน
เหี้ย สัตว์ ควย ไม่มีอะครับ
ถ้ามึง กู พูดกับเพื่อน ผมว่าไม่หยาบอ่ะ
นินทาคนอื่น ไม่อ่ะครับไม่ชอบนินทาคน
โกหกแบบที่ หลอกลวงคนอื่นๆก็ไม่มีครับ โกหกเพื่อคนสบายใจ โกหกเพื่อเอาตัวรอด นี่ก็ไม่มีอ่ะครับ
พูดตรงๆไปเลยดีกว่า
ที่ยังแก้ได้ไม่หมดก็เรื่อง ปากหมา อ่ะครับ พูดเสียดสีคนอื่น แบบให้คันนิดๆ
แต่เดี๋ยวนี้ก็เห่าน้อยลงละ ครับ :44:
Quoteอ้างเรื่องรักษาศีลแล้วถึงจะเข้าใจในธรรมะขั้นสูง ผมเข้าใจครับ
แต่ผมไม่เห็นว่าไอ้ที่คุยกันคอแตกอยู่นี่ มันขั้นสูงตรงไหน
ก็คนธรรมดา เหมือนกันทั้งนั้นครับ
ในเรื่องของ สัมมาทิฏฐิ 10 อ่ะครับ
1.การทำทานมีผลดี ควรทำ
2.การสงเคราะห์ทั้ง สาธารณสงเคราะห์ และบุคคลสงเคราะห์ เป็นสิง่ที่ดี ควรทำ
3.การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นสิ่งที่ดี ควรทำ
4.ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วที่บุคคลทำแล้วมีจริง คือกฎแห่งกรรม มีจริง
5.โลกนี้มีคุณ คือเป็นสถานทีแห่งเดียวเท่านั้นในภพ 3ที่เปิดโอกาสให้สรา้งบุญบารมี
6.โลกหน้ามี
7.มารดามีคุณ
8.บิดามีคุณ
9.สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมีจริง
10.สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ชนดทีทำให้แจ้งทั้งโลกนี้โลกหน้า ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม มีจริง
เดี๋ยวกลับมาขยายความเพิ่มครับ กินข้าวก่อน
ก่อนอื่นนะครับ ครั้นเมื่อพระเจ้าสิทธัตธะ ทรงออกพนวช
ท่านก็ยังไม่ได้ทรงเป็นพระและปฏิบัติอย่างถูกวิธีนะครับ
แล้วศิล 5 เนี่ย ถือเป็นพื้นฐานก็จริงแต่ยังไม่ได้บัญญัติขึ้นเป้นข้อๆ
ปัญจวัคคีทั้ง 5 ถือว่าเป็นนักบวชก็จริง แต่ใช่ว่าจะรู้จักศิล 5 นะครับ
ใช่ ที่นักบวชสมัยนั้นจะประพฤติปฏิบัตตน แต่ใช่ว่าจะปฏิบัติถูกต้องนะครับ
นักบวชที่บวชก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ล้วนปฏิบัตติตนไปในทางที่ตนคิดว่าถูก
ดังนั้น มันก็อาจจะมีผิด หรือถูกต้องตามศิล 5 รึป่าวอันนี้จะทราบได้อย่างไรจริงมั้ยครับ
เบญจ แปลว่า 5ครับ
ปัญจวัคคี มี 5 ท่าน เรียกว่า เบญจ ก็ไม่ผิดครับ
แล้วที่ชาร์ปบอกว่า ศิล5เด็กก็สามารถทำได้ อันนี้ เราลองมาพินิจให้ดีซิครับ
ทำไมเด็กถึงทำได้ แล้ว ลองมาเปลียบเทียบตัวคุณดูว่า
เมื่อครั้งเป้นเด็กกับตอนโตมาเป้นผู้ใหญ่ ชีวิตคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน
หน้าที่การงาน และประสบการณ์มันทำให้คุณจำเป็นต้องละเมิดศิล 5 ไปอย่างไรบ้าง
สรุปเลยละกัน เด็ก ยังเป็นผ้าขาว ที่สามารถ ชักจูงได้ง่าย
และก็ยิ่งง่ายถ้าจะประพฤติตัวตามศิล 5 และเข้าวัดเข้าวา
แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ มันมีหน้าที่ต้องทำมากกว่าเด็กนะครับ มันต้องเอาตัวรอดแกร่งแย่งชิงดีกันยิ่งกว่าเด็กนะครับ
แค่คุณเห็นสาวสวยหนุ่มหล่อเดินผ่านมา
แล้วชอบใจอยากได้เป็นของตัว แม้เขาจะมากับสามีเขา
นั่นก็ผิดศิลแล้วครับ
ในขณะที่เด็กทำได้เพราะเด็ก มันยังไม่มีความรู้สึกทางเพศ นะซิ จริงมั้ยครับ
เพิ่มเติมครับ
ศิล ไม่ใช่กฏหมาย ดูที่เจตนาเป็นสำคัญ
โลกใบนี้ ล้วนมีคำสาปให้เราทุกคน ทำสิ่งต้องห้าม ก็รู้ว่าไม่ดี
จะผิดขนาดไหน หัวใจ ก็ยังดื้อรั้น วู่วามทำไม ยังดื้อด้าน
เลวสิ้นดี
ก็คิดจะไปเป็นมือที่สาม มันก็ควรจะเจ็บซักที
ฉันไม่ได้อยากเลว ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ก็ผิดจริงๆ ก็พอรู้ตัวดี
อ๊ะ !! ไม่ใช่จู๋ดีเจ :42:
เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ
ให้นักเรียนทุกคน บอก สิ่งที่ตัวเองคิดว่าตัวเองทำผิดศิลในชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
หรือได้แต่ไม่อยากหลีกเลี่ยง...
มาอย่างน้อยคนละ 3 ข้อ
เริ่มจากผมก่อนละกัน
1. เห็นสาวๆสวยๆไม่ได้ ตาลุกวาว วาดภาพไปถึงไหนต่อไหน .... :30: (อย่าเพิ่งคิดลึกวาดภาพว่า ถ้าเป็นแฟนเราคงดีต่างหากละ..)
2. ด่าลูกค้า ลับหลัง แม่ง...อดใจไว้ไม่ได้จริงๆนะ ....
3. เห็นวัยรุ่นทำตัวเก๋าๆ คิดแล้วหมั่นใส้อยากจะเอารองเท้า ตบกระโหลกซักที
แกล้งทำตัวเป็นคนดี นับด้วยมั้ยครับ :40:
คิดไม่ดีเนี้ย เยอะมากๆ
พูดไม่ดีเนี้ย ก็บ่อย
ฆ่ายุง ฆ่ามดบ้างเมื่อมีโอกาส
เหล้าเข้าปากเป็นประจำ
เหมือน ไอฟัก เลย :08:
เริ่มจะจับต้นชนปลายไม่ถูก
เห็นด้วยกับพี่แอ๊ะ และพี่ณตครับ มุมมองเกี่ยวกับพุทธศาสนาของพี่แอ๊ะ เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์
ส่วนเรื่องต้องรักษาศีล 5 ก่อน จึงจะมาคุยกันได้หรืออะไรทำนองนี้
อย่างที่บอก มันเหมือนกับบอกว่าคุณต้องเชื่อในพระเจ้าก่อนจึงจะมาคุยกับเราได้
ผมเชื่อว่า ถ้าเกิดชาร์ปหรือผมหรือใครก็ตามไปเกิดและเติบโตในสังคมที่นับถืออิสลาม
หรือศาสนาอื่นศาสนาไหนก็ได้ เราย่อมจะต้องเชื่อว่านั่นเป็นความจริงสูงสุด
และมีระบบพื้นฐานความคิด ความเชื่อตามแบบศาสนานั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นเรื่องที่ใครจะบอกว่าตัวเองนับถือศาสนาอะไร ผมจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ออกจะไร้สาระ
แต่พุทธศาสนา ผมเห็นอย่างที่พี่แอ๊ะบอก ว่าเป็นระบบความจริงของธรรมชาติ
ระบบนี้มันไม่เลือกว่าคุณจะเรียกว่าตนเองนับถืออะไร เชื้อชาติ ศาสนาไหน
หรือต้องเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์หรือไม่ คนป่าในถ้ำที่ไม่เคยรู้จักว่ามีศาสนานี้อยู่ในโลก
ก็ย่อมเป็นไปตามระบบความจริงอันนี้เสมอกัน
ระบบความจริงของธรรมชาตินี้มันมีอยู่เองไม่ว่าจะมีศาสนานี้หรือไม่
แต่เจ้าชายสิทธัตถะปฏิบัติจนรู้และเข้าใจในระบบความจริงอันนี้เจนจบทุกด้าน
จึงนำมาอธิบายให้ผู้คนฟัง พระธรรมในพระไตรปิฎกคือการรวบรวมระบบความจริงเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่
ส่วนศีลน่าจะเป็นสิ่งที่บอกว่า ถ้าเราทำแบบนี้จะได้ผลแบบนี้
ถ้าเราไปฆ่าใครเราก็ย่อมจะโดนจับ เราพูดจาส่อเสียดก็ย่อมไม่มีใครอยากคุยด้วย
คิดว่าข้อนี้คงเข้าใจตรงกันหมด เราปฏิบัติแบบใดก็ได้ผลแบบนั้น
ไม่ใช่เรื่องจะมาใช้แยกกะเกณฑ์ว่าคนนั้นคนนี้ทำไม่ได้ น่าอาย
ในเมื่อพุทธศาสนาเป็นระบบความจริงของธรรมชาติ
ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ปฏิบัติตามศีล 5 หรือบัญญัติ 10 ประการ
หรือไม่ปฏิบัติตามอะไร เออ เรียกง่ายๆ มนุษย์ทุกคนนั่นแหละ สามารถพูดถึง เข้าถึง วิเคราะห์
แยกแยะแยกย่อยระบบธรรมชาติที่ถูกรวบรวมไว้ภายใต้ชื่อพระพุทธศาสนานี้เท่าเทียมกันทุกคน
สิ่งใดหรือความคิดเห็นชนิดใดที่ดูแบ่งแยกผู้คน
หรือทำให้พุทธศาสนาห่างไกลจากความเป็นสากล
และเป็นไปในทางศักดิ์สิทธิ์ เน้็นความเชื่อมากกว่าปัญญา
ผมจึงขออนุญาตไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น
คุยๆกันมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่าเห็นจุดยืนเห็นไส้เห็นพุงของแต่ละท่าน
ชัดเจนแจ่มแจ๋วไปเลยนะครับ ว่าไหม :26:
ทำยังไงถึงจะอธิบายได้อย่างนี้มั้งอะครับ :08:
คิดได้แต่บรรยายตรงๆ ไม่ถูก พูดแล้วจับใจความไม่ได้ ชอบอ้อมไปอ้อมมา :05:
แต่ที่เก้อบอก ถูกกับกิเลสมากเลย :42:
+ เพื่อความแนว
อ้าวจู๋นี้ห้ามแนวไม่ใช่เรอะ
เป๋กลับไปถามเรื่องศีลห้าอีกที
ชักว่าวนี่ผิดศีลไหมครับ
ไม่น่าจะผิดนะครับ ถ้าว่ากันตามตัวบทกฎหมาย
แต่มันคือกิเลสที่ต้องระงับ :46:
หลวงพี่ที่วัดที่ี่
เอเคยไปพยายามบวชด้วยมีรูปหญิงสาวผ่าท้องควักไส้ออกมาตั้งกองไว้
เพื่อระงับกิเลสนี้เลยนะ :38:
Quote from: ภูกระดึง on 16 Feb 2007, 13:31 น.
อ้าวจู๋นี้ห้ามแนวไม่ใช่เรอะ
เป๋กลับไปถามเรื่องศีลห้าอีกที
ชักว่าวนี่ผิดศีลไหมครับ
ไม่ผิดครับ ถ้าเป็นศีล 8 ละก็ผิดครับ
ผิด ไม่ผิด ดูที่เจตนาครับ
ถ้า เราคิดถึงคนอื่นด้วยเจตนา ที่ไม่ดี หรือ หวังว่าเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นของตน หรืออะไรต่ออะไรโดยที่ไม่ได้รับอนุญาติ
ก็ถือว่าผิด
การช่วยตัวเองก็เช่นกัน ถ้า ช่วยโดยไม่คิดถึงคนอื่นก็ไม่ถือว่าผิด ครับ :42:
การที่เราขายของคนอื่นแล้วโฆษณาชวนเชื่อนิผิดศีลปะ ซื้อมา 20 ขาย 25 เอากำไร บาปไหม
Quote from: จักรี on 16 Feb 2007, 13:37 น.
ผิด ไม่ผิด ดูที่เจตนาครับ
ถ้า เราคิดถึงคนอื่นด้วยเจตนา ที่ไม่ดี หรือ หวังว่าเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นของตน หรืออะไรต่ออะไรโดยที่ไม่ได้รับอนุญาติ
ก็ถือว่าผิด
การช่วยตัวเองก็เช่นกัน ถ้า ช่วยโดยไม่คิดถึงคนอื่นก็ไม่ถือว่าผิด ครับ :42:
เป็นไปได้ด้วยเหรอครับ ไอ้กรณีหลังนี่
คงเป็นทางทฤษฎีล่ะครับ ในทางปฏิบัติมันคงทำไม่ได้ :42:
ฝันเปียก นี่ คือคิดมั้ย แล้ว มันคือ เจตนาคิดมั้ย :42:
ไม่ได้พูดถึงกรณีฝันเปียกครับ
Quote from: ภูกระดึง on 16 Feb 2007, 13:42 น.
เป็นไปได้ด้วยเหรอครับ ไอ้กรณีหลังนี่
ใช้ ฟิกเกอร์แทน :42:
ล้อเล่นนะครับ :46:
เรากำลังอยู่ในโลกอุดะมะคะติ หรือ โลกความจริงกันเหรอครับ :40:
:43: อ้าวเหรอครับ แห่ะ ๆ
แ ต่จริงๆ ผิดแล้วบาป นี่มันมีหลายระดับ นะครับ คิดมากคิดน้อย คิด อะไร คิอแค่ไหน อะไรประมาณนี้ อะครับ....
จุกจิก
เอาแบบสำเร็จรูป คลิ๊กเดียวเลย มีมั้ยครับ {หมีโหด}
ชวนรักษาศีล 5 ผิดด้วยหรอ :05:
ตอบพี่เก้อครับ
Quoteผมเชื่อว่า ถ้าเกิดชาร์ปหรือผมหรือใครก็ตามไปเกิดและเติบโตในสังคมที่นับถืออิสลาม
หรือศาสนาอื่นศาสนาไหนก็ได้ เราย่อมจะต้องเชื่อว่านั่นเป็นความจริงสูงสุด
และมีระบบพื้นฐานความคิด ความเชื่อตามแบบศาสนานั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นเรื่องที่ใครจะบอกว่าตัวเองนับถือศาสนาอะไร ผมจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ออกจะไร้สาระ
ตรงนี้ผมเข้าใจความหมายว่า ถ้าคนเราเกิดมาในศาสนาไหนสังคมไหน ย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้
Quoteส่วนศีลน่าจะเป็นสิ่งที่บอกว่า ถ้าเราทำแบบนี้จะได้ผลแบบนี้
ถ้าเราไปฆ่าใครเราก็ย่อมจะโดนจับ เราพูดจาส่อเสียดก็ย่อมไม่มีใครอยากคุยด้วย
คิดว่าข้อนี้คงเข้าใจตรงกันหมด เราปฏิบัติแบบใดก็ได้ผลแบบนั้น
ไม่ใช่เรื่องจะมาใช้แยกกะเกณฑ์ว่าคนนั้นคนนี้ทำไม่ได้ น่าอาย
ในเมื่อพุทธศาสนาเป็นระบบความจริงของธรรมชาติ
ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ปฏิบัติตามศีล 5 หรือบัญญัติ 10 ประการ
หรือไม่ปฏิบัติตามอะไร เออ เรียกง่ายๆ มนุษย์ทุกคนนั่นแหละ สามารถพูดถึง เข้าถึง วิเคราะห์
แยกแยะแยกย่อยระบบธรรมชาติที่ถูกรวบรวมไว้ภายใต้ชื่อพระพุทธศาสนานี้เท่าเทียมกันทุกคน
ถูกต้องมากเลยครับ ผมเลยจั่วหัวไว้ก่อนว่า ถ้าไม่ได้นับถือความจริงตรงนี้
อ่านไปก็ป่าวประโยชน์ + พี่เก้อครับ
ความหมายจริงๆในข้อความหน้า 33 คือชวนมารักษาศีล 5 นั้นแหละครับ
ผมมันนุ่มนวลไม่เป็น
แต่พี่เก้อ คิดแยกประเด็นออกไปว่า ผมต้องการแบ่งแยกชนชั้น
:05: ไม่ใช่ค้าบบบบ
โอว..ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าตั้ง 9 คนแน่ะ
ว่าแล้วต้องโดนตัดหน้า ประเด็นร้อน :11:
Quote from: ^-FakE-^ on 16 Feb 2007, 13:47 น.
จุกจิก
เอาแบบสำเร็จรูป คลิ๊กเดียวเลย มีมั้ยครับ {หมีโหด}
มีตูเคยไปเดินดูที่ออชาต แต่ไม่กล้าเข้าไปถาม คนขายมันโฆษณาสรรพคุณว่า ประหยัดเวลา :43:
ศีล 5
มันก็มีองค์ประกอบ ของมันนะ ว่าทำครบตามนี้เท่ากับศีล ขาดอ่ะครับ
ในศีลข้อ 3 มันเป็นเรื่องของการเจ้าชู้ ไป xxx กับหญิงที่ไม่ใช่แฟน เรา อ่ะครับ
ฝันเปียก ชักว่าว มันจึงไม่ผิดศีลอ่ะครับ
แต่ มันก็ทำให้เรา หมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้อ่ะ ใจมันจะคิดอะไรให้เป็นกุศลมันคิดลำบาก
ขอแทรกนิดนึงครับ
เคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการไปเยือนยมโลกอะไรกันมั้ยครับ
ที่ว่า ทำผิดยังงั้นยั้งงี้ อยู่ในนรกขุมนั้นขุมนี้ กี่กัลป์ๆ ก็ว่ากันไป
มีหน่วยวัดเรียบร้อยเลย
ถามคำเดียว
เชื่อหรือไม่ {หมีโหด}
ไม่เชื่ออ่ะครับ 80%
แต่เชื่อที่มันมีบอกในพระไตรปิฏิก
ปล.ไม่ใช่ของ อรรภกถาจารย์นะ (สะกดไงเนี่ย)
มันต่างกันตรงไหนเหรอครับ :09:
ไม่เชื่อครับ เชื่อแต่ว่า สวรรค์ นรก มันอยู่กับเราตอนเรายังไม่ตายนี่แหละ
Quote from: ^-FakE-^ on 16 Feb 2007, 13:55 น.
มันต่างกันตรงไหนเหรอครับ :09:
อ้อ ในตำราทั่วไปนี่ใครก็ไม่รู้เขียนอ่ะครับ
ถ้าในพระไตรปิฏิกนี่มันก็มาจาก พระพุทธเจ้าอ่ะครับ
ส่วนตัว ฟังหูไว้หู ไม่เชื่อ 99%
ส่วนอีก 1% เชื่อว่า สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะมี ใช่ว่าจะไม่มีอยุ่จริง....
ปล. เรื่องชักว่าว จบไปแล้วใช่มั้ยครับ :42:
ไม่เชื่อครับ :31:
Quote from: จักรี on 16 Feb 2007, 14:01 น.
ปล. เรื่องชักว่าว จบไปแล้วใช่มั้ยครับ :42:
น่าจะจบนะ
อย่าเชื่อเพราะเราเป็นพระพุทธเจ้า
อยู่ใน กาลามสูตร 10 รึเปล่าครับ
เชื่อแบบไร้ข้อสงสัยใดๆ เนี้ย เป็นจุดกำเนิดความงมงายหรือไม่ อย่างไรครับ :09:
ผมเอาความละอายเป็นตัววัดครับ :17:
นรก สวรรค์ สมัยบวช ตอนม.1 วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
ได้ฝึกนั่งสมาธิ เป็นขั้นๆ จนถึงขั้นไปทัวร์ นรก สวรรค์ ได้ครับ
(ซึ่งผมไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่เพื่อนผมอีกหลายคนไปถึง แล้วตอนนี้ก็ยังไม่สึก แต่คนที่สึกมาแล้ว ก็มาเล่าให้ฟังว่าไปเห็นอะไรมา ก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่งครับ)
:42:
อ้าว จบแล้วหรอครับ เรื่องการทำอสุจิเคลื่อนเนี่ย กำลังสนใจเลย
ผมใช้เกณฑ์ตัดสินทางจริยธรรม
มีมากน้อย แล้วแต่บุคลล
^^^
เห็นอะไร เหมือนที่ผมไปเห็นมาหรือเปล่า :02:
อธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ มั้ยครับ :40:
กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ
๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
Quote from: ซือเน... on 16 Feb 2007, 14:09 น.
นรก สวรรค์ สมัยบวช ตอนม.1 วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
ได้ฝึกนั่งสมาธิ เป็นขั้นๆ จนถึงขั้นไปทัวร์ นรก สวรรค์ ได้ครับ
(ซึ่งผมไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่เพื่อนผมอีกหลายคนไปถึง แล้วตอนนี้ก็ยังไม่สึก แต่คนที่สึกมาแล้ว ก็มาเล่าให้ฟังว่าไปเห็นอะไรมา ก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่งครับ)
การนั่งอยู่คนเดียว มีสมาธิ อยู่คนเดียวอะไรเกิดขึ้น ใช่ของจริงรึป่าว ก็ไม่มีใครรุ้ แต่ถ้าสงสัยว่าทำไมทำแล้วเห็นในสิ่งเดียวกัน นั่นก็แสดงว่า รับข้อมุล หรือศึกษามาในแบบเดียวกัน...
ฝึกแบบสติปัฏฐานสิครับ ไม่บอกด้วยว่าได้ผลในขั่นนรก สวรรค์อย่างไร บอกแค่ว่าคุณฝึกแล้ว คุณจะได้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ .... นี่แหละทางสายเอกของพระพุทธเจ้า...
พระพุทธเจ้าอยู่ในข้อไหนครับ :42:
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 14:16 น.
กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ
๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
โดยส่วนตัว หลักกาลามสูตร เนี่ยผมไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่
คือเรื่องที่ควรเชื่อ ผมก็เชื่อครับ
เพราะผมคงไม่มีเวลาีไปศึกษาเรียนรู้เพื่อหาความจริง ด้วยตัวเอง ได้ซะทุกเรื่องหรอกครับ :42:
// :42: อีแมะ นี้ ถูกใช้ใน กระจู๋นี้มากที่สุด ซึ่งต่างจาก สสวท ใช้ :04: นี้มากที่สุด
คันยุบยิบอีกแล้ว อ่านมาหลายหน้าถูกใจวิธีสรุปของบักเก้ออีกคน
ตกลง ชักว่าวไม่ผิดใช่ไหมครับ :44:
เล่นที่สนามหลวงตำรวจไม่จับครับพี่ :31:
เรื่องที่เชื่อ เรื่องที่ควรเชื่อ เรื่องที่อยากเชื่อ เรื่องที่ยากจะเชื่อ
เอาอะไรมาแบ่งครับ :09:
// ตรงนี้ไม่เกี่ยวนะครับแต่ชอบมานานมากๆ
ในหนังสือปลาที่ว่ายทวนน้ำตกในสนามฟุตบอลหน้าบ้านหมีโหดโฮกๆ
มีประโยคหนึ่งว่า
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ .. . ถ้าอย่างนั้นคุณไม่เชื่ออย่างที่ผมเชื่อคุณก็ลบหลู่ผมไม่ได้ดิ :12:
หลัก กาลามสูตรอ่ะครับ
คือก่อนอื่นต้องดูว่าพระพุทธเจ้าแสดงที่ไหน เนื่องในเหตุผลอะไรด้วยอะครับ
คือไอ้เมืองที่ท่านไปแสดงบท กาลามสูตร อ่ะ
มันไม่เชื่ออะไรเลย :01:
ผู้พูด คือครูบาอาจารย์ของพวกเค้าอะครับ (ข้อ 10.)
///////////////
ตอบ พี่แอน ไม่ผิดศีล5 ครับ(เฉพาะประเด็นผิดศีล5)
//////////////
Quoteเรื่องที่เชื่อ เรื่องที่ควรเชื่อ เรื่องที่อยากเชื่อ เรื่องที่ยากจะเชื่อ
เอาอะไรมาแบ่งครับ
ขยายความอีกหน่อยได้มั้ยครับ
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 15:53 น.
หลัก กาลามสูตรอ่ะครับ
คือก่อนอื่นต้องดูว่าพระพุทธเจ้าแสดงที่ไหน เนื่องในเหตุผลอะไรด้วยอะครับ
คือไอ้เมืองที่ท่านไปแสดงบท กาลามสูตร อ่ะ
มันไม่เชื่ออะไรเลย :01:
รวมไปถึงผู้พูด คือพระพุทธเจ้า
แล้วเหตุผลอะไรที่เชื่อในบทความของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับบทลงโทษคนไม่ดีต่างๆละครับ
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 15:53 น.
ขยายความอีกหน่อยได้มั้ยครับ
มีความอยู่แค่นั้นละครับ :42:
Quote from: ^-FakE-^ on 16 Feb 2007, 15:55 น.
แล้วเหตุผลอะไรที่เชื่อในบทความของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับบทลงโทษคนไม่ดีต่างๆละครับ
บทลงโทษคนไม่ดีต่างๆ << บทไหนหรอครับ :09:
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 13:54 น.
ไม่เชื่ออ่ะครับ 80%
แต่เชื่อที่มันมีบอกในพระไตรปิฏิก
ปล.ไม่ใช่ของ อรรภกถาจารย์นะ (สะกดไงเนี่ย)
เล่มนี้ครับ :42:
บทลงโทษ ยังไงหรอครับ :09: :09: :09:
Quote from: ^-FakE-^ on 16 Feb 2007, 13:52 น.
ขอแทรกนิดนึงครับ
เคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการไปเยือนยมโลกอะไรกันมั้ยครับ
ที่ว่า ทำผิดยังงั้นยั้งงี้ อยู่ในนรกขุมนั้นขุมนี้ กี่กัลป์ๆ ก็ว่ากันไป
มีหน่วยวัดเรียบร้อยเลย
ถามคำเดียว
เชื่อหรือไม่ {หมีโหด}
ยังงี้ครับ :42:
พระพุทธเจ้าท่านลงโทษยังไงหรอครับ
:09: :09: :09:
พูดเหมือนเป็นเพื่อนกันเลย :31:
อ๋อ ไม่น่าพิมพ์ว่าบทลงโทษ
หน่วยวัดความผิดที่ต้องลงไปชดใช้ในนรกนะครับ :42:
Quoteเคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการไปเยือนยมโลกอะไรกันมั้ยครับ
ที่ว่า ทำผิดยังงั้นยั้งงี้ อยู่ในนรกขุมนั้นขุมนี้ กี่กัลป์ๆ ก็ว่ากันไป
Quoteแล้วเหตุผลอะไรที่เชื่อในบทความของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับบทลงโทษคนไม่ดีต่างๆละครับ
อ้อๆๆๆ :08: อันนี้คือถามผมหรือถามแบบคนทั่วๆไปหรอครับ
ก็ถามชาร์ปซิ ตอบว่าเชื่อนินา {หมีโหด}
ถ้าคนเราฆ่ากันเพื่อแย่งผู้หญิง หรือ แย่งถิ่นทำมาหากินนี่
เราจะตกนรกมั้ยครับ :09:
:08:
ทาง พุทธ บอกว่าตกครับ
สมมติ ถ้าคุณทำแล้ว คุณ จะสบายใจมั้ยครับ ถ้าไม่ก็ตกครับ
ถ้าคุณทำแล้ว คิดว่าผิดกฏหมายมั้ยครับ ต้องอยุ่หลบๆซ่อนๆ เป็นทุกข์มั้ยครับ ถ้าทุกข์ก็ตกครับ
ถ้าคุณทำแล้วโดนจับ เข้าคุกไปลำบากลำบนในคุกคิดว่าจะมีความสุขมั้ยครับ ถ้าไม่ ก็ตกครับ
ถ้าคุณทำ แล้วคนอื่นจะเสียใจมั้ยครับ คนที่คุณรักเขาเสียใจ แล้วคุณจะรู้เสียใจมั้ยครับ ถ้าเสียใจก็แสดงว่าทุกข์ ถ้าทุกข์ก็ ตกครับ
ตกนรกในใจนี้ละครับ
ยกเว้นว่าฆ่าแล้วเป็นสุข :17:
อ่าห์ สวรรค์ชัดๆ
:08:
แล้วชิมแพนซีล่ะครับ ตกนรกมั้ย :30: :30: :30:
ถ้ามีแฟนแล้ว แต่ดันไปชอบคนอื่น ตกนรกมั้ยคะ :46:
บาปนะ ไม่แบ่งคนอื่น :31:
เป็นกระจู๋ ชาร์ปเค้าถามอะไรหน่อยสิ ไปละ :42:
Quote from: ซือเน... on 16 Feb 2007, 16:47 น.
เป็นกระจู๋ ชาร์ปเค้าถามอะไรหน่อยสิ ไปละ :42:
นั่นสิ
แต่ชาร์ป ก็ ย้อนถามกลับเสมอ
เลยไม่ได้คำตอบสักที :40:
ว่าจะลาออกแต่อดไม่ได้แฮะ :22:
ยังไม่ได้คำตอบ {หมีโหด}/
Quote from: เดอะบุ๋ม on 16 Feb 2007, 16:36 น.
ถ้ามีแฟนแล้ว แต่ดันไปชอบคนอื่น ตกนรกมั้ยคะ :46:
ลองตายดู
เห็นอย่างนี้ พี่เลือกคนนะน้อง (http://f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/25a.gif)
ที่ไม่ใช่คน ไม่เอา :25:
เป๋ มาก เป็น บาปนะครับ
"สากจฺฉาย ปญฺญา เวทิตพฺพา อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต "
ปัญญารู้ได้จากการสนทนา บัณฑิต ย่อมถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์...
:34:
:46:
หลวงพี่มา ธุๆๆ
ปล.ยังอยู่อุตรดิตถ์หรือเปล่าเนี้ย
ยังอยู่ดีครับ
น้ำท่วมไม่ถึง :40:
อ้อๆๆ เรื่องที่ผมเชื่อในพระไตรปิฏิก หรอครับ
ขอตอบตรงๆนะ ส่วนตัวสุดๆ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น หรือหลักอะไรเลย
ผมก็อยากจะมีหลักในการใช้ชีวิตอ่ะครับ แบบที่โอเค อ่ะ
ไม่เดือดร้อนใคร เดือดร้อนตัวเอง ปฏิบัติแล้วได้ผล
พึ่งพาได้ เป้าหมายในชีวิต เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน แต่จะนับถืออะไรอ่ะ
จะมานับถือตัวเอง ว่าความคิดของตู ถูกที่สุด ตรงใจมากที่สุด ก็ไม่ไหว
ตื่นก็สาย ขี้เกียจเรียน โดดเรียน เกรด 1.8 กว่าๆเอง
เถียงอาจารย์ู สั่งงานมา 10 ตูส่ง 2 เกือบไม่จบ ขโมยหนังสือการ์ตูนตลอด3ปี
เถียงพ่อ่ แข่งมอไซค์ บ้าเกม 3วันกลับบ้านที ฯลฯ
น่านับถือตรงไหนวะ ความคิดของตัวเอง ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย
จะเอาเพื่อนมันเป็นตัวอย่าง นับถือมัน ก็ไม่ไหว มันก็พอๆกับเรานี่แหละ
บางทีหนักกว่าตูอีก
จะให้เชื่อพ่อแม่ มันก็เชื่อได้ไม่หมด ท่านก็ยังมีปัญหาอยู่ดี (แม่มีผมตอนอายุ16 ค่อยนี้คงพอนะ)
ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แบบจุดสูงสุดก็ยังไม่ได้
ในประเด็นนี้นะ
พวกที่เค้าบอกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต ออกมาเขียนหนังสือต่างๆ
ก็เค้าเขียนมาแต่ที่เค้าประสบผลสำเร็จอ่ะ เรื่องที่เป็นปัญหาของตัวเอง
ที่ยังแก้ไม่ได้ มันไม่เขียนมาหรอก
หนังสือข่าว ทีวี วิทยุ ตำราต่างๆ เหอๆตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอดเลย
นั่งทำงานหาข่าว เขียนเรื่องราวต่างๆมาขาย หรือทำรายการเพื่อให้ได้ค่าโฆษณา
หาข่าวไม่ได้ก็แต่งขึ้นมาเองก็ได้นิ หรือมีคนมาจ้างให้เขียนข่าวก็ได้นิ
1 ล้านพอมั้ย งั้น 10 ล้าน งั้น เอาลูกปืนมั้ย กรอกปากลูกเมียเอ็ง // เออเขียนข่าวให้ก็ได้
คิดว่าไม่ไหวอ่ะ นับถือไม่ได้อยู่ดี
ดารามันก็เก็กไปอ่ะ present ตัวเองในด้านดีๆ ด้านชั่วมันก็มีเค้าไม่พูดเท่านั้นแหละ
คนอื่นคุยแทนคล้ายเป็นเรื่องนินทามันปากไป
ดูๆไปแล้วมันไม่โอ อ่ะก็เลยมาดูในหลักศาสนา
คริสต์
เออผมเรียนโรงเรียนคริสต์มา 12 ปี พระพุทธศานาตอนนั้นไม่รู้เรื่องเลย
ก็จะโดนสอนมาว่า จงเชื่อในพระเจ้า เออเชื่อก็เชื่อว่ะ
แรกๆก็ดีอ่ะ แต่มันไปติดใจตรง ไม่ว่าใครทำเลวขนาดไหนมาก็ตาม เอ็งสารภาพบาป
เอ็งก็ไปสวรรค์ได้ บ้าแล้ว แบบนี้ ฆาตกร 30 ศพ มันสารภาพบาป มันก็ไปสวรรค์ได้ดิว่ะ
ถ้าเกิดเราเจอ อุบัติเหตุ ขาหัก ก็บอกว่าพระเจ้าลองใจ
บ้าแล้ว เกิดอยากมาลองใจอะไร ขาหักนะโว้ย มันเจ็บนะ บางทีก็ลองใจ
แผ่นดินไหว ตาย เป็นพัน ลองใจเวอร์ไปแล้ว ก็เลยก้มหน้าก้มตาเรียนให้มันจบๆ
ไม่ได้ไปสนใจอะไรอีก
อิสลาม
ก็เป็นแนวนับถือพระเจ้าอยู่ ขอผ่าน
แบบคนจีน
เผากระดาษให้ญาติที่ตาย เออง่ายดีเผารถได้รถ ขอผ่าน
เจ้าทรงหมอผี ไสยเวทย์
ไม่เชื่ออย่างแรง ถ้าเกิดมีเทพเจ้าจริงๆทรงเมตตาของชาวโลกจริงๆ
ไม่ลงมาเองเลยว่ะ อยู่บนสวรรค์ทำไม ไม่แน่จริงนี่หว่า
มาซ้อนร่างไอ้หนวดๆนี่นะ ขอผ่าน
พวกเรื่องอัตจรรย์ แบบแนวขอหวย วัว 6ขา ทำปาติหาร
ไปดูประวัติพวกที่เค้ารวยๆในโลก เค้าไม่ได้รวยได้จากการขูดเลขหรอก
ทำปาติหาร อัด-สะ-จัน มันส่วนประกอบ
แต่ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนละกัน ถ้าทำได้จริงๆก็ดีไป
แต่มันก็ไม่ได้ให้ชีวิตเรามีความสุข อ่ะ
ดูๆ เลือกๆ ไปแล้ว ที่โอเคสุดก็ พระพุทธศาสนาอ่ะครับ
เป็นเหตุเป็นผล ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เป็นที่พึ่งได้
ตอบในเรื่องของ เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน นรกสวรรค์มีมั้ย เป้าหมายในชีวิตคืออะไร
ชัดเจนที่สุด
ก็เลยยึดหลักของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ และก็เลยเชื่อในพระไตรปิฏิก ครับ
เรื่องต่างๆที่มันติดมากับพระไตรปิฏิก ก็เลยเชื่อหมด
รวมถึงเรื่อง นรกสวรรค์ด้วย จะบอกว่าตัวเองไม่เชื่อเห็นพิสูจน์ไม่ได้
ก็ไม่ได้เพราะคนที่เค้าเห็นกัน ปฏิบัติสมาธิกันมาหืดขึ้นคอ พระอรหันต์
พระพุทธเจ้า ท่านหมดกิเลสแล้วอ่ะ เรื่องเหาะ นรกสวรรค์ บุญบาป อ่านใจ มันก็เป็นท่านปกติของท่านอ่ะ
เราเองมันยังมีกิเลสอ่ะ ทำได้ยังไม่ถึง 1/100 ของท่านเลยแล้วมันจะไปทำได้ไง
ท่านบอกมาก็เลยเชื่อ เอาไว้ก่อน เพราะว่าผมยึดเอาพระพุทธศาสนาเป้นหลักแล้ว
เป้นที่พึ่งพาในชีวิต ไม่ได้เลือกไม่เชื่อเพราะว่าไม่ตรงใจเรา วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้
ตัวเรายังจะเอาตัวไม่รอดเลยแล้วบอกเชื่อในเหตุผลตัวเรา เงินเดือน กว่าจะได้แทบแย่
เงินกินข้าวบางครั้งก็ไม่มี ตัวเองทำไม่ได้แล้วบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้มันดูบ๊องๆอ่ะ
ก็เลยเชื่อในพระพุทธศาสนา เชื่อในพระไตรปิฏิก ครับ
ผลที่ได้รับ มันก็แบบที่เราต้องการจริงๆ มีความสุขครับ ทั้งตัวเองและครอบครัว
ที่เราต้องตั้งใจเรียน จบสูงๆ ก็เพราะต้องการทำงานดีๆใช่มั้ยครับ
แล้วเราทำงานดีๆเพื่ออะไร
ก็เพราะต้องการความสุข ได้เงินเยอะๆ
หาเงินเยอะๆมาเพื่ออะไร
ก็เพราะต้องการความสุขอยู่ดีแหละครับ ทุกคนแหละครับ
ผมก็เลยมีความรู้สึก อยากขยายความสุขให้คนอื่นๆ ในแบบที่ผมได้มั้ง
หลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่เดือดตัวเองและ คนอื่น
ให้มาเจอในสิ่งที่ผมได้เจอ เหมือนเราไปดูหนังมาแล้ว สนุกก็เลยอยากให้คนอื่นสนุกด้วยอ่ะครับ
แต่บางทีวิธีการชวน มันจะไม่เหมาะสม ไม่ถูกใจใครหลายๆคนแต่ก็พยายามปรับๆอยู่
จริงการอธิบายความต่างๆนี่ ผมแย่มากครับ
อธิบายไปด้วยหวังจะได้ผลอีกอย่าง
แต่กลับเค้าเข้าใจผิดไปอีกอย่าง ก็เยอะครับ
ถ้าไม่มีเหตุผลข้างบน ผมก็ไม่ทนมานั่งพิมพ์อะไรยาวๆหรอกครับ โดนด่ามั้ง
โดนต่อด่ามั้ง ฯลฯ
ถึงที่พิมพ์อยู่นี่มันก็บอกความรู้สึกได้ไม่หมดอ่ะ
หลักๆคงเ็ป็น ด้วยความปรารถนาดีและหวังดี อยากให้คนอื่นๆได้ดีอ่ะครับ
และก็เป็นการตอบตรงๆ ส่วนตัวสุดๆ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น หรือหลักอะไรเลย
และไม่เจตนาว่าใครเลยครับ
เห็นว่าถามผม ไม่ได้ถามแบบคนทั่วๆไป ก็เลยตอบแบบนี้อ่ะครับ ^^
โอว..ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าตั้ง 19 คนแน่ะ :39:
:03:
ชาร์ปตอบยาว
ผมต้องอ่านวันจันทร์แหละ :35:
ถามแบบส่วนตัว ก็ตอบแบบนี้แหละ
ใส่เต็มสูบ
ชาร์ปพิมพ์ พระไตรปิฎก เป็น ปิฎิิก ตลอดเลย
Quote from: ภูกระดึง on 16 Feb 2007, 18:06 น.
ชาร์ปพิมพ์ พระไตรปิฎก เป็น ปิฎิิก ตลอดเลย
แว้กๆๆ เออจริงด้วย :05: เพิ่งรู้ตัว
อายชะมัด
ขอบคุณครับ +
ยาวจัง :41:
ถ้าเลือกเองก็ต้องเลือกให้ถูก ถ้าเลือกไม่ถูก สู้ไม่เลือกซะดีกว่า...........
ก่ิอนจะเลือก ต้องมีตัวเลือก ถ้าไม่เคยมีตัวเลือกมักคิดว่า สิ่งที่เลือกนั้นถูก.......
Quote from: จักรี on 16 Feb 2007, 18:18 น.
ถ้าเลือกเองก็ต้องเลือกให้ถูก ถ้าเลือกไม่ถูก สู้ไม่เลือกซะดีกว่า...........
ก่ิอนจะเลือก ต้องมีตัวเลือก ถ้าไม่เคยมีตัวเลือกมักคิดว่า สิ่งที่เลือกนั้นถูก.......
อธิบายเพิ่มเติมก็ดีนะครับ ไม่ค่อยเข้าใจครับ
ตอนนี้ผมเข้าใจว่าผมทำถูกแล้ว :09: ขอบคุณครับ :40:
+ก่อนละกัน
บางทีเราในยุคนี้อาจจะมองศาสนาต่างๆเป็นเรื่องตลกบ้าง
แต่ลองนึกย้อนไปพันปี ตอนนั้นเรายังไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังอยู่เพิงหมาแหงน อาจต้องหาอะไรมาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงต่างๆ
แต่พุทธศาสนานี่ แม้ในยุคนี้ก็ยังคงใช้ได้ดีอยู่ และก็คงจะยังใช้อธิบายคำถามของคนคิดมากได้ต่อไปอีกนาน :46:
แอบไปอ่านย้อน มีหลายประเด็นนะครับ
วันนี้จะถือวิสาสะมาไขความให้
Quoteชาร์ป-
แสดงว่ายังมีความรู้เรื่องพระพุืทธเจ้าไม่ครบ
พระพุทธเจ้านี่เ็ป็นตำแหน่งครับ ใครอยากจะมาเป็นก็ได้
ขอแค่ตั้งความปรารถนา และสร้า้้้งบารมี 30 ทัศ ระยะเวลาการสร้างบารมีครบตามเงื่อนไขก็มาเป็นพระพุทธเจ้าได้ครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี 3 แบบครับ
1.ปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมี 20 อสงไขย แสนมหากัป
2.ศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมี 40 อสงไขย แสนมหากัป
3.วิริยธิกพุทธเจ้า สรา้งบารมี 80 อสงไขย แสนมหากัป
อสงไขย = 10ยกกำลัง 140 ปี ครับ
มหากัป = โลกเกิด ขึ้นตั้งอยู่ แล้วเสื่อมสลายไป
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่เป็นแบบ ปัญญาธิกพุทธเจ้าครับ
พระพุทธเจ้าท่านอุปมาการบังเกิดของพระพุทธเจ้าไว้ว่า
มีมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร
และยังมี พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสร้างบารมี 2 อสงไขย แสนมหากัป
แต่
ท่านนั้นจะไม่สั่งสอนใคร ตรัสรู้ด้วยตนเองเช่นกัน
ในบางยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิด) แต่ก็มีพระปัจเจกครับ
ส่วนในยุคที่สามีภรรยาใส่บาตรนั้น เป้นยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในครับจำชื่อไม่ได้
ย่อๆประมาณนี้
อันนี้เป็นนิยายแต่งขึ้นมาภายหลังครับ เหตุผล เพราะ มันออกจะเลอะเทอะเอามากๆ และ เนื้อหาสาระของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ไม่ได้เจยากเย็นอะไรขนาดที่จะต้องใช้เวลานานนั้น
เพียงแต่มันเป็นลักษณะของเส้นผมบังภูเขามากกว่า
เหมือนะกระทำได้ยาก แต่ก็ไม่ยาก เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย
Quoteฟาเกย์-
ไม่เชื่อและไม่ชัวร์ครับ
แต่พระธรรมมีอยู่จริง
พระสงฆ์มีอยู่จริง
เส้นทางไปสู่ความสงบภายในใจมีอยู่จริง
ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่ตาย(ปรินิพพาน) แกคงจะมาบอกว่า ไม่เชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริงๆก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ฟาเกย์ศึกษาอ่านเอาแต่เนื้อหาสาระ ที่นายอะไรก็ไม่รู้นี่แหละเขียนขึ้น
ถ้าศึกษาแล้วเห็นด้วย ฟาเกย์ก็ปฏิบัติ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องทำ
แต่ศึกษาก่อนนะ ไม่ใช่ไม่ศึกษาแล้วบอกว่าไม่มี แบบนั้นก็เหมือนบอกว่า ไดโนเสาร์ไม่มีจริง เพราะไม่เคยเห็นกระดูกไดโนเสาร์
Quoteลุงอาห์
ถ้ากลับมาแบบชาวบ้านๆ ไม่รู้ลึกอะไรนัก ก็ขอตอบด้วยครับ
ที่ถามว่า ทำไมไม่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีหลายองค์
ผมว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้นะครับ
พอท่านตรัสรู้ เราก็เรียกท่านเป็นพระพุทธเจ้า
ในโลกนี้ ก็มีท่านเป็นคนแรก เป็นคนเดียว
นอกเหนือจากนั้น เรียกว่าเดินตามทางท่านทั้งนั้น
ก็เลยมีคำเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ว่านิพพาน
เพราะรู้มาจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นคนบอก เป็นคนสอนให้น่ะครับ
ทีนี้ ถ้าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ ผมก็คงจะงงต่อไปว่า
ทำไมตรัสรู้แต่เพียงครั้งแรกนี่ยังไม่หมดทุกข์ ทุกเรื่องอีกหรือ
ถึงต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆมา หรือเพื่อตรัสรู้ในเรื่องที่จะพ้นทุกข์เรื่องอื่นๆอีก
ก็เลยเป็นเหตุให้ไม่เชื่อว่าจะมีพระพุทธเจ้าหลายองค์ครับ
ส่วนเรื่องภพชาติ ผมไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่
แต่เชื่อเรื่องทุกข์ที่เกิดแล้วเกิดอีกไม่จบไม่สิ้นสักที ในชาตินี้แหละครับ
นิพพานเป็นภาษาบาลี แปลว่า ดับไม่เหลือซาก- ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ทำนองนี้
เป็นคำภาษาบาลีธรรมดาๆครับ พระพุทธเจ้าใช้เรียกสภาวะของคนที่หมดกิเลสให้เกิดทุกข์ใดๆแล้ว
อรหันต์ เป็นคำเรียกผู้ที่ดับทุกข์ได้สำเร็จ ก็เหมือนเราเรียกคนเรียนจบปริญญาตรีว่า บัณฑิต
อันนี้ก็เป็นคำบาลีธรรมดาๆ ทีพระพุทธเจ้าเอามาใช้เรียก
ทีนี้ พระพุทธเจ้า มีหลายคนหรือคนเดียว
ถ้ามีหลายคนก็จะต้องปรากฏคำสอนที่ตรงกัน ที่เก่ากว่า หรือใหม่กว่า
เพราะความจริงของธรรมชาติมันจะต้องตรงกัน
แต่ข้อนี้ไม่ปรากฏ
แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนตรัสรู้ด้วยตัวเองคนเดียว แล้วไม่คิดจะสั่งสอนหรือบอกใคร เพราะมันเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก
พระพุทธเจ้าเองตอนแรกก็คิดจะไม่บอกใครเหมือนกัน นั่งทำใจอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจบอกนะครับ
บางทีคนที่ตรัสรู้เองคนอื่นๆอาจจะพูดไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า หรืออะไรก็ได้ ก็เลยไม่บอกใคร
เมื่อตายไป เรื่องก็เลยจบไปครับ
Quoteพี่แอน
- ศาสนาพุทธกลายพันธุ์เป็นนิกายประหลาดๆ จนเละเทะเหลวเป๋วใช่ไหม
- หรือมีคนมานั่งตีความศาสนา จนเลือกที่จะไม่เชื่อสาระหลายอย่างในพระไตรปิฎกใช่ไหม
(อย่างกระจู๋บนหิ้งของเว็บอะไรก็ไม่รู้)
- หรือมาถึง พ.ศ.5000 ปัจจัยสะสมต่างๆ ก็จะทำให้ศาสนาเรามาถึงจุดจบ
- หรือคนเสื่อมทรามลง เลวลง จิตใจต่ำลง (อันนี้เชื่อ แต่ดูเหตุผลด้านล่าง)
-กลายพันธุ์ครับ แต่หีนยานถือว่าเป็นของดั้งเดิม
-มีทุกอย่างแหละครับ พระไตรปิฏกก็เขียนขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานไปแล้ว
แล้วส่งต่อกันด้วยการท่องจำในสมัยแรก และบันทึกลงเป็นอักษรในสมัยต่อมา
ตอนบันทึกลงอักษรนี่แหละเขาเชื่อกันว่ามีการใส่ใข่
เพราะการท่องปากต่อปากนั้น แม่นยำมาก(84000-quote)
-มันต้องเสื่มสลายสูญหายไปแน่นอนครับ อาจจะไม่ต้องถึงพ.ศ.5000
แต่มันือความจริง แล้วมนุษย์ส่วนใหญ่จะคิดมาก ก็อาจจะมีใครค้นพบขึ้นมาใหม่ในภายหน้า
ซึ่งเนื้อหามันก็จะต้องตรงกัน ก็อาจจะเรียกว่า พระพุทธเจ้าองค์ใหม่
หรือถ้าไม่มีใครเจออีกเลย มันก็จะหายสาบสูญไป แต่ตราบใดที่ยังีมนุษย์อยู่ ก็ย่อมที่จะมีใครก็ได้ตรัสรูเองได้
ส่วนเรื่องชาติหน้า หรือนรก สวรรค์
เป็นเรื่องที่เรียกว่า ใบไม้ในป่า ไม่ใช่ใบไม้ในกำมือ
รู้ไปก็เท่านั้น ไม่รู้ก็เท่านั้น มีค่าเท่ากัน เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับความทุกข์ ไม่ได้เกี่ยวกับปัจจุบัน
พุทธศาสนาสนใจแต่เรื่องความดับทุกข์ในปัจจุบันชีวิตอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ
Quoteอันนี้เป็นนิยายแต่งขึ้นมาภายหลังครับ เหตุผล เพราะ มันออกจะเลอะเทอะเอามากๆ และ เนื้อหาสาระของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ไม่ได้เจยากเย็นอะไรขนาดที่จะต้องใช้เวลานานนั้น
เพียงแต่มันเป็นลักษณะของเส้นผมบังภูเขามากกว่า
เหมือนะกระทำได้ยาก แต่ก็ไม่ยาก เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย
อยากจะขอให้อธิบายเพิ่มเติมอ่ะครับในเรื่องที่เป็น นิยายแต่งขึ้นในภายหลังเมื่อไรหรอครับ
อะไรที่บอกว่าเ็ป็นนิยายครับ
/////
ท่านพระอานนท์นั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาเป็น
พระพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานเท่าไร พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ความ
ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานโดยการกำหนดอย่างต่ำที่สุดถึง
สี่อสงไขยและแสนกัป โดยกำหนดปานกลาง แปดอสงไขยและแสนกัป โดย
การกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยและแสนกัป ประเภททั้ง ๓ นั้น พึงรู้ด้วย
อำนาจแห่งพระพุทธเจ้า ผู้ปัญญาธิกะ ผู้สัทธาธิกะ และผู้วิริยาธิกะ จริงอยู่
พระพุทธเจ้าผู้ปัญญาธิกะ มีศรัทธาน้อยแต่มีปัญญามาก ผู้สัทธาธิกะมีปัญญา
ปานกลางแต่มีศรัทธามาก ผู้วิริยาธิกะมีศรัทธาและปัญญาน้อย แต่มีความเพียร
มาก. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๕ มงกุฏฯเล่ม 46 หน้า 105 วรรค 2
ก็ความแตกต่างกันเหล่านี้ พึงทราบโดยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นปัญญาธิกะยิ่งด้วยปัญญา สัทธาธิกะยิ่งด้วยศรัทธา และวิริยาธิกะ
ยิ่งด้วยความเพียร.
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าผู้เป็นปัญญาธิกะ มีศรัทธาอ่อน มีปัญญา
กล้าแข็ง.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัทธาธิกะ มีปัญญาปานกลาง มีศรัทธา
กล้าแข็ง.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นวิริยาธิกะ มีศรัทธาและปัญญาอ่อน มีความ
เพียรกล้าแข็ง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ ๘ ภาคที่ ๑ มงกุฎเล่ม 70 หน้า 266
แปดอสงไขยแสนมหากัป. ส่วนโดยกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยแสนมหากัป.
ความต่างกันเหล่านี้พึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัญญาธิกะ ศรัทธาธิกะและ
วิริยาธิกะ ตามลำดับ. จริงอยู่
ศรัทธาอ่อนปัญญากล้าย่อมมีแก่ผู้เป็นปัญญาธิกะทั้งหลาย ปัญญา
ปานกลางมีแก่ผู้เป็นศรัทธาธิกะทั้งหลาย, ปัญญาอ่อนย่อมมีแก่ผู้เป็น
วีริยาธิกะทั้งหลาย.
อนึ่งพึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานุภาพแห่งปัญญา.
ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า นี้เป็นการแบ่งกาลของพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายด้วยความแก่กล้า ปานกลางและอ่อนแห่งความเพียร. แต่โดยความ
ไม่ต่างกัน โพธิสมภารทั้งหลายย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งบารมีเหล่านั้น โดย
ความต่างแห่งกาลตามที่กล่าวแล้ว โดยความแก่กล้าปานกลางและอ่อนแห่ง
ธรรมทั้งหลายอันบ่มบารมีให้แก่กล้าด้วยวิมุติ. เพราะเหตุนั้นความต่างแห่ง
กาล ๓ เหล่านี้จึงควรแล้ว. ด้วยอาการอย่างพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมมี
๓ ส่วนในขณะแห่งอภินิหารโดยความต่างกันแห่ง อุคฆฏิตัญญู วิปัจจิตัญญู
และเนยยะ. ใน ๓ อย่างนั้น ผู้ที่ฟังคาถา ๔ บท ต่อพระพักตร์ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อยังไม่จบคาถาบทที่ ๓ เป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุ
พระอรหัตด้วยอภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นอุคฆฏิตัญญู. หากพึง
น้อมไปในสาวกโพธิญาณ.
จริยาปิฎก ๑. การบำเพ็ญทานบารมี ๑. อกิตติจริยา มงกุฎเล่ม 74 หน้า 663
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 18:26 น.
อธิบายเพิ่มเติมก็ดีนะครับ ไม่ค่อยเข้าใจครับ
ตอนนี้ผมเข้าใจว่าผมทำถูกแล้ว :09: ขอบคุณครับ :40:
+ก่อนละกัน
ผมจะไม่อธิบาย แล้วกันนะ ไม่อยากวกไป จุดเดิม
ขอบคุณครับที่ตัดหน้า......
เอาเรื่องมาเล่าให้ฟัง ถ้าใครคิดว่า สมถะ ไม่ใช่ส่วนย่อยของ กรรมฐาน ก็อ่านผ่านๆไปละกัน....
วันที่ไป ปฏิบัติ ในฐานะเด็กใหม่ไม่ประสา โง่ แต่ก็ยังนั่งบื้อ ..
ได้คุยกับพี่คนหนึ่ง เอ๊ะ!! ไม่ใช่ซิ ได้ยินพี่ๆเขาคุยกัน ก็คุยๆเรื่องปฏิบัติ นี่ละ
มีอยุ่ประเด็นหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่า มันยืนยันแนวคิดที่ผมได้ศึกษาและได้เข้าใจมาก่อนหน้านี้
มันก็เกี่ยวกับเรื่อง การปฏิบัติ อีกนั่นแหละ พี่คนที่เขาคุยกันคนหนึ่ง
พูดว่า เขา ปฏิบัติสมถะ มา ตั้งแต่ปี 33 ที่ใหน ไม่ขอบอกละกันครับ เดี๋ยวจะถกกันไม่รุ้จบอีก....
พอเขาหันมาปฏิบัติสายนี้ เขาต้องใช้เวลาแก้สมถะ เกือบปีถึงจะปฏิบัติสติปัฏฐานได้ ....
แก้ยากอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ประสาแต่ก็เคยฝึกสมถะมาบ้าง...
และยิ่งพอเข้าใจการฝึกแบบสติปัฏฐานแล้วด้วยนั้น ยิ่งทำให้เข้าใจได้ไม่ยาก
พออยากจะอธิบายยิบย่อยก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องตามครุบาอาจารย์มากน้อยเท่าไร
แต่ก็จะอธิบายตามที่เข้าใจ.. (ฮา)
จากที่เข้าใจ การฝึกแบบสติปัฏฐาน คือการ ฝึกจิต(สติ) ระลึกรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งที่คิด
และพยายามสงบมันให้ได้
เช่น นั่ง อยุ่ ก็ให้กำหนดพองยุบ หายใจเข้าพอง หายใจออกยุบ และเมื่อมีสิ่งรบกวน อย่างเช่น
เสียง ก็ให้ระลึกรุ้ว่ามันคือเสียงให้รุ้ว่านั่นเป็นเสียงแต่ รู้ ก็สักแต่ว่ารุ้
ซึ่งถ้าเป็น สมถะ จะไม่สนใจเสียงอะไรเลยจะพยายามทำตัวจดจ่ออยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
แต่จะใช้ได้ในตอนทีระลึกรู้แล้วเอาจิตไปอยู่กับสิ่งนั้นแต่ไม่ได้อยู่ตลอด
พอรุ้แล้วก็กลับสู่ขั้นตอนการปฏิบัติตามปกติ (คือให้รู้ ว่ามันคือเสียง ให้รู้ว่ามันคือเวทนา ให้รุ้ว่ามันคือ.....)
การเดิน เวลายกเท้าส้นลอยก็ให้เอาจิตไประลึกรู้อยุ่ที่ส้นเท้า พอเท้าลอยขึ้นหมดเตรียมก้าว
จิตก็ต้องอยุ่ที่ปลายเท้า พอเอาเท้าลงก็เอาจิตไประลึกรุ้ไว้ที่ฝ่าเท้า... ไม่เว้นแม้แต่เวทนา
เช่น เมื่อนั่งไปนานๆรุ้สึกเมื่อย ก็ต้องเอาสติไปอยุ่ที่จุดเมื่อย ไประลึกรุ้ว่าอะไรเมื่อย เช่น แขนเมื่อย ขาเมื่อย ....
ลองคิดดู ครับว่าถ้าเราจดจ่ออยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเราจะสามารถฝึกแบบนี้ได้มั้ย ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้ แน่ครับ
คือสมถะนั้น เป้นทั้งประโยชน์ และอุปสรรค์ ตัวอุปสรรค์ได้บอกไปแล้วส่วนประโยชน์ก็
เอาไว้ให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ
มีสมาธิอยุ๋กับฝ่าเท้าเมื่อเอาเท้าลง มีสมาธิอยุ่กับสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบ และก็หยุดพิจารณาสิ่งนั้น
เมื่อรุ้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรแล้วก็... สักแต่ว่ารุ้ .... กลับมาปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป...
สมถะเป้นพื้นฐานก็จริงแต่ต้องใช้ให้เป็นถ้าใช้ไม่เป็นกลายเป้นอุปสรรค์ต่อผู้ปฏิบัติได้ง่าย...
สรุปเท่าที่ผมไปฝึกตามแนวทางสายเอกของพระพุทธเจ้า แนวนี้..
ผม คิดดูแล้ว มันเป็นเรื่องที่ ยากมากที่จะใช้พื้นฐานของการทำสมาธิที่ต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มาช่วยในการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน......ดังนั้น ถามว่าดีมั้ย ตอบว่า มีไว้บ้างก็ดี แต่มีมากเกินไปไม่ดี
ไม่ดีเพราะว่า จูนยาก ขุดสติให้ออกมาระลึกได้ยาก ผมลองคิดดูพี่ที่ฝึกสมถะ 10 กว่าปี คนนั้น
ฝึกถึงระดับไหนแล้วถึงใช้เวลาแก้ตั้ง เป็นปี
(แก้สมถะในที่นี้ผมเข้าใจว่าเป็นการจูนให้สามารถใช้กับการฝึกแบบสติปัฏฐานได้)
เขาบอกว่า ถ้าจะไปฝึกสมถะให้ได้ฌาน สู้มาฝึกแนวนี้เลยดีกว่า มันเหมือนจะไปเชียงใหม่แต่คุณวิ่งลงใต้ ก่อน ซึ่งมันเสียเวลา
....(ฝึกแนวสติปัฏฐาน ยากจริงๆนะ แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้..) ..
ปล. นำความรู้มาฝาก
พระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา ไม่ใช้เจ้าชายสิทธัตถะนะครับ แต่เป็น พระอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งใน ปัญจวัคคีทั้ง5
ซึ่งได้ผ่านการทำพิธีบวชโดยพระพุทธเจ้า หรือเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ดังนั้นถ้าใคร จะบวชแบบเจ้าชายสิทธัตถะ คือโกนหัวแล้วบวชเลย แสดงว่า เป็นแค่นักบวชนะจ้ะไม่ใช่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา..
ปล.2 เชื่อผมเถอะครับ พุทธประวัติไม่ได้ช่วยอะไรมากในทางปฏิบัติเลย......
Quote from: จิ้มจุ่มนาโน on 16 Feb 2007, 19:10 น.
บางทีเราในยุคนี้อาจจะมองศาสนาต่างๆเป็นเรื่องตลกบ้าง
แต่ลองนึกย้อนไปพันปี ตอนนั้นเรายังไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังอยู่เพิงหมาแหงน อาจต้องหาอะไรมาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงต่างๆ
แต่พุทธศาสนานี่ แม้ในยุคนี้ก็ยังคงใช้ได้ดีอยู่ และก็คงจะยังใช้อธิบายคำถามของคนคิดมากได้ต่อไปอีกนาน :46:
เห็นด้วยครับ ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น อกาลิโก
แปลว่าไม่จำกัดกาลเวลา
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเท่าใด สมัยได้ก็ตาม ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ยังสามารถนำมาใช้ได้เสมอ
+ ครับ
Quoteทีนี้ พระพุทธเจ้า มีหลายคนหรือคนเดียว
ถ้ามีหลายคนก็จะต้องปรากฏคำสอนที่ตรงกัน ที่เก่ากว่า หรือใหม่กว่า
เพราะความจริงของธรรมชาติมันจะต้องตรงกัน
แต่ข้อนี้ไม่ปรากฏ
พระพุทธเจ้ามีหลายองค์แล้วก็สอนเหมือนกันหมดครับ
Quoteผมจะไม่อธิบาย แล้วกันนะ ไม่อยากวกไป จุดเดิม
แล้วผมจะเข้าใจได้ยังไงอ่ะครับ เมตตาผมหน่อยเถอะ
Quote
ปล.2 เชื่อผมเถอะครับ พุทธประวัติไม่ได้ช่วยอะไรมากในทางปฏิบัติเลย......
แปลว่าการไปศึกษาพระไตรปิฏิกนี่คือผิด หรอครับ
งั้นแล้วทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติบุคคลสำคัญของโลกด้วยอ่ะครับ
Quoteปล. นำความรู้มาฝาก
พระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา ไม่ใช้เจ้าชายสิทธัตถะนะครับ แต่เป็น พระอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งใน ปัญจวัคคีทั้ง5
ซึ่งได้ผ่านการทำพิธีบวชโดยพระพุทธเจ้า หรือเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ดังนั้นถ้าใคร จะบวชแบบเจ้าชายสิทธัตถะ คือโกนหัวแล้วบวชเลย แสดงว่า เป็นแค่นักบวชนะจ้ะไม่ใช่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา..
สนับสนุนความเห็นนี้
:08:
เป็นงั้นไป การศึกษาไม่ผิดหรอกครับ รุ้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รุ้ครับ
แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ
Quote from: จักรี on 16 Feb 2007, 21:02 น.
:08:
เป็นงั้นไป การศึกษาไม่ผิดหรอกครับ รุ้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รุ้ครับ
แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ
แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ << แสดงว่าก็มีส่วนที่มันช่วยได้อยู่
จักรีช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยสิครับ เรื่องนี้ว่ามันช่วยในการปฏิบัติ ด้วยยังไง
ที่เป็นส่วนน้อยอ่ะครับ
และก็คำถาม ทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติบุคคลสำคัญของโลกด้วยอ่ะครับ
ขอบคุณครับ เมตตาเพิ่มความรู้ผมหน่อยครับ :40:
จักรี พิมพ์ อุปสรรค เป็น อุปสรรค์ หมดเลยแหะ
แล้ว ชาร์ป ก็ยังพิมพ์ พระไตรปิฏกเป็น พระไตรปิฏิก ต่อไป
ขอถามเพิ่มอีกเรื่องครับ
เนื้อไม่น้ำ แก่นไม่เปลือก ของพระพุทธศาสนาอ่ะครับ
เห็นหลายๆโพสมาบอกถึงเรื่องเราต้องยึดเรื่องแก่น ไม่ต้องสนใจเปลือกหรือเนื้อๆ
ซึ่งเนื้อความมันหรือแก่นมันก็คือ ดับทุกข์ไปพระนิพพานใช่มั้ยครับ
นี้คือเป้าหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา
เช่นของ จักรี คือเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 เราก็เข้าพระนิพพานได้
((ไม่ได้ลบลู่การปฏิบัติธรรมของ จักรีนะครับ))
คือผมสงสัยเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างอ่ะครับ
อยากจะรบกวนช่วยตอบหน่อยอ่ะครับ ไขข้อข้องใจหน่อยอ่ะครับ
ไม่ได้ตั้งใจกวนอะไรเลยครับ
1.ตอนนี้ผมเข้าใจว่า ใครก็ตามที่เมื่อได้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4 อย่างจริงจังแล้ว
เช่นออกบวช แล้วปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4 อย่างจริงๆ
แบบที่ว่าวันๆไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งสมาธิอย่างเดียว
จะสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้มั้ยครับ
2.เมื่อเราปฏิบัติตามแก่นนั้นแล้วเข้าสู่พระนิพพานได้
ก็เท่ากับว่าเรานั้นไม่จำเป้นต้องรักษาศีลสิครับ
หมั่นไส้ก็ยิงมันทิ้ง ขโมยเงินพ่อแม่หนีเที่ยว ดูหนังโป้ชักว่าว หลอกหญิงเอาไปวันๆ
กินเหล้าสูบบุหรี่ หลักธรรมข้ออื่นๆ เช่น สังคฆวัตถุ4 อิทธิบาท4 ก็ไม่ต้องไปศึกษาก็ได้
เพราะเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ก็เข้าสู่พระนิพพานได้เลย ไม่ต้องกลัวนรก ด้วย
พระเดินมาบิณฑบาตร ก็ไม่เห็นจำเป้นต้องใส่เลย เพราะว่าเรารู้หลัก รู้แก่นแล้ว
บวชก็ไม่จำเป้นจะต้องบวชแล้ว บวชไปมีศีลเพิ่มเป็น 227 สะอีก กินได้ 2 มื้อ
ลำบาก บุญบาป ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแต่แก่นพระพุทธศาสนา คือ ดับทุกข์ปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ปฏิบัติแล้วสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้เลย อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจ
ถูกต้องมั้ยครับ
3.การศึกษาพระไตรปิฏิก พุทธประวัติ นั้นก็ไม่จำเป็น เพราะว่าเรานั้นรู้แก่นแล้ว
ไม่ต้องไปดูก็ได้สิครับ ใครจะเป้นตายช่างมัน ปฏิบัติธรรมดับทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานไปเลย
ถูกต้องมั้ยครับ
:40:
อุปสรรค ไม่มี การันต์ ใช่มั้ยคับ ขอบคุณครับ
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 21:07 น.
แค่บอกว่ามันช่วยในทางปฏิบัติไม่ได้มากครับ << แสดงว่าก็มีส่วนที่มันช่วยได้อยู่
จักรีช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยสิครับ เรื่องนี้ว่ามันช่วยในการปฏิบัติ ด้วยยังไง
ที่เป็นส่วนน้อยอ่ะครับ
และก็คำถาม ทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติบุคคลสำคัญของโลกด้วยอ่ะครับ
ขอบคุณครับ เมตตาเพิ่มความรู้ผมหน่อยครับ :40:
งั้นต้องลองครับ สังเกตจากตัวชาร์ปเองก็ได้ เวลาชาร์ปนั่งสมาธิ ชาร์ปใช้ข้อมูลพุทธประวัติในการฝึกนั่งสมาธิบ้างมั้ย หรือข้อมูลที่ผิดๆ อย่างสมมติ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ใต้ต้นโพธินะ แล้วมันจะส่งผมให้ชาร์ปนั่งสมาธิผิดวิธีรึป่าว อันนี้ ถ้าคำตอบตอบว่าไม่ งั้นลองหันมาดูความศรัธทาของตัวเอง ครั้นก่อนฝึก สำหรับบางคนอ่านพุทธประวัติแล้วเกิดความเลื่อมใส
จึงเป็นต้นเหตุนำไปสุ่การปฏิบัติต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนครับ นี่ไงถึงบอกว่า น้อยมาก
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเราต้องเรียนประวัติศาสตร์ ส่วนตัวผม ขอตอบว่าอยากรุ้ครับถึงเรียน
ก็เหมือน ว่าเวลาคุณอยากรู้ ต้นกำเนิดของตะกูลอยากรู้ว่าญาติๆมีใครบ้าง แต่ขอถามหน่อย
ณ ปัจจุบัน คุณรู้จักชื่อญาติคุณหมดทุกคน พอเห็นหน้าก็รู้ว่าชื่ออะไร แต่ถ้าจะให้คุณนับว่ามีจำนวนเท่าไร คุณจะนับได้มัยละ? ซึ่งเป้นผม มันไม่จำเป็นต้องนับ เพราะแค่เจอหน้าแล้วรู้จักก็พอว่าคนนี้เป้นใครและชื่ออะไร.......
คุณรู้สึกมั้ยว่าความรู้เหล่านี้มันจะจำเป็นก็ต่อเมื่อต้องใช้เท่านั้น....
แต่ถ้าไม่จำเป็น เหตุผลเดียวก็แค่อยากรู้............
Quote from: ชาร์ป on 16 Feb 2007, 22:23 น.
ขอถามเพิ่มอีกเรื่องครับ
เนื้อไม่น้ำ แก่นไม่เปลือก ของพระพุทธศาสนาอ่ะครับ
เห็นหลายๆโพสมาบอกถึงเรื่องเราต้องยึดเรื่องแก่น ไม่ต้องสนใจเปลือกหรือเนื้อๆ
ซึ่งเนื้อความมันหรือแก่นมันก็คือ ดับทุกข์ไปพระนิพพานใช่มั้ยครับ
นี้คือเป้าหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา
เช่นของ จักรี คือเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 เราก็เข้าพระนิพพานได้
((ไม่ได้ลบลู่การปฏิบัติธรรมของ จักรีนะครับ))
คือผมสงสัยเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างอ่ะครับ
อยากจะรบกวนช่วยตอบหน่อยอ่ะครับ ไขข้อข้องใจหน่อยอ่ะครับ
ไม่ได้ตั้งใจกวนอะไรเลยครับ
1.ตอนนี้ผมเข้าใจว่า ใครก็ตามที่เมื่อได้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4 อย่างจริงจังแล้ว
เช่นออกบวช แล้วปฏิบัติสมาธิ สติปัฏฐาน 4 อย่างจริงๆ
แบบที่ว่าวันๆไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งสมาธิอย่างเดียว
จะสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้มั้ยครับ
2.เมื่อเราปฏิบัติตามแก่นนั้นแล้วเข้าสู่พระนิพพานได้
ก็เท่ากับว่าเรานั้นไม่จำเป้นต้องรักษาศีลสิครับ
หมั่นไส้ก็ยิงมันทิ้ง ขโมยเงินพ่อแม่หนีเที่ยว ดูหนังโป้ชักว่าว หลอกหญิงเอาไปวันๆ
กินเหล้าสูบบุหรี่ หลักธรรมข้ออื่นๆ เช่น สังคฆวัตถุ4 อิทธิบาท4 ก็ไม่ต้องไปศึกษาก็ได้
เพราะเมื่อเราปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ก็เข้าสู่พระนิพพานได้เลย ไม่ต้องกลัวนรก ด้วย
พระเดินมาบิณฑบาตร ก็ไม่เห็นจำเป้นต้องใส่เลย เพราะว่าเรารู้หลัก รู้แก่นแล้ว
บวชก็ไม่จำเป้นจะต้องบวชแล้ว บวชไปมีศีลเพิ่มเป็น 227 สะอีก กินได้ 2 มื้อ
ลำบาก บุญบาป ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแต่แก่นพระพุทธศาสนา คือ ดับทุกข์ปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 ปฏิบัติแล้วสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้เลย อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจ
ถูกต้องมั้ยครับ
3.การศึกษาพระไตรปิฏิก พุทธประวัติ นั้นก็ไม่จำเป็น เพราะว่าเรานั้นรู้แก่นแล้ว
ไม่ต้องไปดูก็ได้สิครับ ใครจะเป้นตายช่างมัน ปฏิบัติธรรมดับทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานไปเลย
ถูกต้องมั้ยครับ
:40:
เหอๆ งั้นเข้าใจผิดแล้วครับ ผมพูดถึงการปฏิบัติ ในแนวทางสติปัฏฐานสี่ ไม่ได้บอกว่าคุณจะต้อง เลิกทุกอย่างที่คุณควรทำ เลิกทุกอย่างที่กำลังทำ และ ในฐานะอย่างผม ไม่ขอบอกว่ามันจะนำไปสู่นิพพาน นะครับ.... ผม บอกแค่ว่ามันเป้นการฝึกสติ แค่คนไม่ประสาอย่างผมฟังแค่วิธีฝึกก็รู้ว่าเป็นการฝึกสติขั้นละเอียดเอามากๆ ถ้าฝึกได้ ต้องเป้นคนมีสติอยุ่ตลอดเวลาแน่ๆ ซึ่งเมือมีสติ ปัญญาย่อมเกิดครับ.... (พระพุทธประวัติก็มีส่วนช่วยตรงที่ พระพุทธเจ้าได้ยกให้นี่คือทางสายเอก.สู่พระนิพพาน)
ชาร์ป ไม่หน้่าถามอะไรอย่างนี้เลยครับ เพราะชาร์ป ก็ขึ้นชื่อว่าเป้นคนฝึกเหมือนกัน แล้วทำไมไม่รู้ว่า คนที่เขาปฏิบัติ เขาจะผิดศิลหรือทำบาปหรือป่าว.....หรือเขาอาจจะหลีกเลี่ยงได้ดีกว่าเราก็ได้
คนฝึกทางนี้เขาไม่หมกมุ่น ขนาดละทิ้งทุกอย่างตั้งหน้าตั้งตาฝึกเพื่อให้เขาพระนิพพานหรอกครับ ถ้าไม่ใช่สงฆ์หรือนักบวชในศาสนา เพราะฆารวาสที่ฝึกจริงๆ เขาแค่ต้องการฝึกสติ ไม่ได้หวังพระนิพพาน เพราะถ้าคนหวังก็จะฝึกไม่ได้หรอกครับ...ไม่ใช่ว่ามีคนมาตัดสินว่าใครฝึกได้่หรือไม่ได้แต่คนที่ฝึกไม่ได้ก็จะจนใจไปเองครับ..
อ้า..อีกอย่างหนึ่งครับ การฝึก สติปัฏฐาน ไม่จำเป้นต้องนั่งสมาธิอย่างเดียวครับ....รู้ใช่มั้ยว่าทำไม เพราะหลักใหญ่คือการฝึกสติ ฝึกจิตให้เรียนรู้ทุกอย่างที่เป็นไป.. แล้วรู้จักควบคุมมัน ดังนั้น ผมขอบังอาจคิดเห็น ถึงอนาคตของคนที่ฝึกจนเชี่ยวแล้ว น่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยุ่ในสังคมเหมือนคนปกติธรรมดาได้ แต่ท่านสามารถควบคุมจิตตัวเองได้
(ควบคุมจิตได้ก็ควบคุมทุกอย่างในตัวเองได้ เช่นควบคุมไม่ให้โกรธ ควบคุมไม่ให้เกลียด ควบคุมอารมณ์ ควบคุมเจตนา ควบคุมการกระทำ .... หรือที่มีคนนิยามมันว่ามันคือมรรคพลนั่นแหละครับ )
...........................................
ส่วนของผม ตอบรวบคำถามของชาร์ปละกัน
เนื่องจากความเชื่อของผมไม่เห็นว่าอยากจะไปนิพพานหรืออะไรนั่นเลย
รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนดีต่อโลก (ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์!) ก็พอแล้ว :22:
คำตอบนี้น่าจะลบล้างคำถามทั้งสามข้อได้นะครับ
ส่วนที่ว่าอะไรล่ะที่เรียกว่าเป็นคนดี
ก็อย่างที่บอกครับ ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์
ดังเช่นปราชญ์กลุ่มนึงได้กล่าวไว้ว่า - คนหรือคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร
แวะมาเยี่ยม :42:
อยู่ดีๆ ก็นึกถึงอ้อม ซีซันเช้น
เธอหน่ะเก่งทฤษฎี แต่เล่นอะไรก็เพี้ยน :22:
ี่พี่โอ้เอ้ :42:
สุดท้ายก่อนจะไปกินข้าว ... ทั้งหมดที่อธิบายแนวปฏิบัตินี้ มันไม่ได้ดูเว่อร์เกินไปใช่มั้ยครับ
ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง
และเท่าที่ผมอธิบายไปทั้งหมด ก็ไม่ได้บอกว่า ปฏิบัติไปแล้วจะส่งผม ถึงภพภูมิหน้า ถึงนรกถึงสวรรค์แต่อย่างใด.....และไม่มีใครมาบอกผมว่า ทางสายนี้จะไปถึงนิพพานได้ จากหลักฐานมีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงบอกว่า มันเป็นทางสายเอกนำไปสู่พระนิพพาน
แต่จากที่เข้าใจวิธีการของแนวปฏิบัตินี้ ก็ขอยอมรับในตัวท่านเลยว่า คิดขึ้นมาได้อย่างไร....... :12:
ผมดีใจมากเลยครับ
ที่ไม่มีคนเห็นด้วยกับความคิดที่ผ่านมา
เพราะถ้ามีคนคิดแล้วทำแบบนั้นจริงๆ ก็เป็นสวะสังคมดีๆนั้นเอง
เป็นการยกตัวอย่างเรื่องแนวคิด เอาแต่เนื้อ ไม่เอาน้ำอ่ะครับ
แบบขยายความคิดเพิ่มมากขึ้นไปอีก :33: ในแนวคิดนั้น
แต่คงไม่มีคนคิดไปถึงตรงนั้นมั้ง
ส่วนวิชาประวัติศาสตร์หรือบุคคลสำคัญอะครับ คือต้องดูจุดประสงค์ของคนที่
add วิชามาให้เราเรียนอ่ะครับ ว่าใครเห้นประโยชน์อะไร
และก็ขอบคุณที่จักรีตอบสะทีนะครับ
Quote from: iannnnn on 16 Feb 2007, 23:32 น.
ส่วนของผม ตอบรวบคำถามของชาร์ปละกัน
เนื่องจากความเชื่อของผมไม่เห็นว่าอยากจะไปนิพพานหรืออะไรนั่นเลย
รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนดีต่อโลก (ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์!) ก็พอแล้ว :22:
คำตอบนี้น่าจะลบล้างคำถามทั้งสามข้อได้นะครับ
ส่วนที่ว่าอะไรล่ะที่เรียกว่าเป็นคนดี
ก็อย่างที่บอกครับ ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์
ดังเช่นปราชญ์กลุ่มนึงได้กล่าวไว้ว่า - คนหรือคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร
ไม่อยากจะย้อนนะครับ แต่จะตอบต่อว่า อะไรที่เรียกว่าความดี ?
พระพุทธเจ้าท่าน ชัดเจนเลยครับ กุศลกรรมบท 10 ครับ
เพราะว่าบางคนก็จะหลงได้ด้วยไง
ว่า การกินเหล้ามันก็เป็นความดี นินทาชาวบ้านก็เป้นความดี ฯลฯ อ่ะครับ
เอาจริงๆผมก็ไม่ได้เก่งทฤษฎี เลยนะครับ ก็พอรู้มั้งอ่ะครับ ((พิมพ์พระไตรปิฏก ยังผิดเลย))
เพราะงานจริงๆผมมันคือ ทำflash อ่ะครับ :40:
Quote from: จักรี on 17 Feb 2007, 00:17 น.
สุดท้ายก่อนจะไปกินข้าว ... ทั้งหมดที่อธิบายแนวปฏิบัตินี้ มันไม่ได้ดูเว่อร์เกินไปใช่มั้ยครับ
ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง
และเท่าที่ผมอธิบายไปทั้งหมด ก็ไม่ได้บอกว่า ปฏิบัติไปแล้วจะส่งผม ถึงภพภูมิหน้า ถึงนรกถึงสวรรค์แต่อย่างใด.....และไม่มีใครมาบอกผมว่า ทางสายนี้จะไปถึงนิพพานได้ จากหลักฐานมีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงบอกว่า มันเป็นทางสายเอกนำไปสู่พระนิพพาน
แต่จากที่เข้าใจวิธีการของแนวปฏิบัตินี้ ก็ขอยอมรับในตัวท่านเลยว่า คิดขึ้นมาได้อย่างไร....... :12:
ก็นี่แหละครับที่มันจะสามารถ ตีความหมายไปได้ว่า แบบ 3 ข้อนั้น
อยากจะเตือนอ่ะครับ
เหมือนกับเรานั่งรถไปเชียงใหม่ มันก็ย่อมผ่านจังหวัดต่างๆ ถูกต้องมั้ยครับ
จะให้แป้บเดียวถึงเลยมันก็ไม่ได้
ต่อให้นั่งเครื่องก็ตาม มันก็ผ่านจังหวัดๆ อื่นๆอยู่
ดังนั้น สิ่งอื่นๆที่มันมีอยู่ในพระพุทธศาสนา มันจึงตัดออกไปไม่ได้ ครับ
////
คุยกันในบอร์ดมันไม่ต่อเนื่อง อ่ะ
เช่นถ้าเกิด แล้วโพส ทิ้งด้วยความหมายอย่างหนึ่ง
เลยไป 2-3 วัน ความหมายมันเป็นอีกอย่างอ่ะ ประเด็นคันปากที่เราไม่ได้ตอบก็มีเยอะ
อย่างที่พี่แอนว่านั้นแหละ
นัดวันมานั่งคุยกันดีมั้ยครับ
แบบเคลียร์ๆ เป็นประเด็นๆไปเลย :33:
Quote from: iannnnn on 16 Feb 2007, 23:32 น.
ส่วนของผม ตอบรวบคำถามของชาร์ปละกัน
เนื่องจากความเชื่อของผมไม่เห็นว่าอยากจะไปนิพพานหรืออะไรนั่นเลย
รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนดีต่อโลก (ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์!) ก็พอแล้ว :22:
คำตอบนี้น่าจะลบล้างคำถามทั้งสามข้อได้นะครับ
ส่วนที่ว่าอะไรล่ะที่เรียกว่าเป็นคนดี
ก็อย่างที่บอกครับ ความดีเป็นค่าสัมพัทธ์
ดังเช่นปราชญ์กลุ่มนึงได้กล่าวไว้ว่า - คนหรือคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร
แล้วค่าสัมพัทธ์ ของแอน มีอยู่เท่าไหร่ครับ :35:
คิดว่าทุกคนน่าจะเคยรู้เรื่ององคุลีมาลย์ มาบ้าง
จะเป็นเรื่องจริง หรือนิทานหลอกเด็กก็แล้วแต่ล่ะ
แต่นั่นเป็นตัวอย่างของ มิจฉาทิฐฐิ หรือการเห็นผิดเป็นชอบได้เป็นอย่างดี
องคุลีมาลย์เชื่อจริงๆนะครับ ว่าการฆ่าคนเป็นการสะสมความดี
ดังนั้นค่าสัมพัทธ์ในความดีขององคุลีมาลย์ตอนนั้นก็เด็มร้อยเลย
หากวัดจากความรู้สึกของตัวเอง :14:
เหมือนที่เอ บอกไว้ว่า บางคนฆ่าคนแล้วรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ นั่นแล :44:
เห็นด้วยครับ พี่ +
เพิ่มเรื่อง องคุลีมาล จะได้เห็นประวัติชัดเจนครับ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒
มงกุฎ เล่ม 21 หน้า 154
อังคุลิมาลสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
ถามว่า ในพระสูตรนั้น คำว่า ทรงระเบียบแห่งนิ้วมือ ทรงไว้เพราะ
เหตุไร. ตอบว่าทรงไว้ตามคำของอาจารย์. ในข้อนั้น มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า พระองคุลิมาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณี
ชื่อ มันตานี แห่งปุโรหิตของพระเจ้าโกศล. นางพราหมณีได้คลอดบุตรออก
ในเวลากลางคืน. ในเวลาที่อังคุลิมาลนั้นคลอดออกจากครรภ์มารดา อาวุธทั้ง
หลายในนครทั้งสิ้นช่วงโชติขึ้น. แม้พระแสงที่เป็นมงคลของพระราชาแม้กระทั่ง
ฝักดาบ ที่อยู่ในห้องพระบรรทมอันเป็นศิริก็รุ่งเรือง. พราหมณ์จึงลุกออกมา
แหงนดูดาวนักษัตร ก็รู้ว่าบุตรเกิดโดยดาวฤกษ์โจร จึงเข้าเฝ้าพระราชาทูล
ถามถึงความบรรทมอันเป็นสุข.
พระราชาตรัสว่า ท่านอาจารย์ เราจะนอนเป็นสุขอยู่ได้แต่ไหน
อาวุธที่เป็นมงคลของเราส่องแสงรุ่งเรือง เห็นจะมีอันตรายแก่รัฐหรือแก่ชีวิต.
ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช อย่าทรงกลัวเลย กุมารเกิดแล้วในเรือนของ
หม่อมฉัน อาวุธทั้งหลายมิใช่จะรุ่งเรืองด้วยอานุภาพของกุมารนั้น. จักมี
เหตุอะไร ท่านอาจารย์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เขาจักเป็นโจร. เขาจะเป็นโจร
คนเดียวหรือว่าจะเป็นโจรประทุษร้ายราชสมบัติ. เขาจะเป็นโจรธรรมดาคนเดียว
พะยะค่ะ. ก็แลปุโรหิตครั้นทูลอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะเอาพระทัยพระราชา
จึงทูลว่า จงฆ่ามันเสียเถอะ พระเจ้าค่ะ. พระราชา. เป็นโจรธรรมดาคนเดียว
จักทำอะไรได้ เหมือนรวงข้าวสาลีรวงเดียว ในนาตั้งพันกรีส จงบำรุงเขาไว้
เถอะ. เมื่อจะตั้งชื่อกุมารนั้น สิ่งของเหล่านี้คือ ฝักดาบอันเป็นมงคลที่วางไว้
ณ ที่นอน ลูกศรที่วางไว้ที่มุม มีดน้อยสำหรับตัดขั้วตาลซึ่งวางไว้ในปุยฝ้าย
ต่างโพลงขึ้นส่องแสงแต่ไม่เบียดเบียนกัน ฉะนั้น จึงตั้งชื่อว่า อหิงสกะ. พอ
เวลาจะให้เรียนศิลปะก็ส่งเขายังเมืองตักกสิลา. อหิงสกะกุมารนั้น เป็น
ธัมมันเตวาสิก เริ่มเรียนศิลปะแล้ว. เป็นคนถึงพร้อมด้วยวัตร ตั้งใจคอยรับใช้
ประพฤติเป็นที่พอใจ พูดจาไพเราะ. ส่วนอันเตวาสิกที่เหลือ เป็นอันเตวาสิก
ภายนอก. อันเตวาสิกเหล่านั้น นั่งปรึกษากันว่า จำเดิมแต่เวลาที่อหิงสกมาณพ
มา พวกเราไม่ปรากฏเลย เราจะทำลายเขาได้อย่างไร จะพูดว่าเป็นคนโง่ ก็
พูดไม่ได้ เพราะมีปัญญายิ่งกว่าทุกคน จะว่ามีวัตรไม่ดีก็ไม่อาจพูด เพราะเป็นผู้
สมบูรณ์ด้วยวัตร จะว่ามีชาติต่ำ ก็พูดไม่ได้ เพราะสมบูรณ์ด้วยชาติ พวก
เราจักทำอย่างไรกัน ขณะนั้นปรึกษากับคนมีความคิดเฉียบแหลมคนหนึ่งว่า
เราจะกระทำช่องของอาจารย์ทำลายเขาเสีย แบ่งเป็นสามพวก พวกแรกต่างคน
ต่างเข้าไปหาอาจารย์ไหว้แล้วยืนอยู่. อาจารย์ถามว่า อะไรพ่อ. ก็บอกว่าพวก
กระผมได้ฟังเรื่องหนึ่งในเรือนนี้. เมื่ออาจารย์ถามว่า อะไรพ่อ. ก็กล่าวว่า
พวกเราทราบว่า อหิงสกมาณพจะประทุษร้ายระหว่างท่านอาจารย์. อาจารย์จึง
ก็ตะคอกไล่ออกมาว่า ออกไป เจ้าถ่อย เจ้าอย่าทำลายบุตรของเราในระหว่างเรา
เสียเลย. ต่อแต่นั้น ก็ไปอีกพวกหนึ่ง แต่นั้น ก็อีกพวกหนึ่ง ทั้งสามพวก
มากล่าวทำนองเดียวกัน แล้วก็กล่าวว่า เมื่ออาจารย์ไม่เชื่อพวกข้าพเจ้า ก็จง
ใคร่ครวญรู้เอาเองเถิด ดังนี้. ท่านอาจารย์เห็นศิษย์ทั้งหลายกล่าวว่าด้วยความ
ห่วงใย จึงตัดสินใจว่า เห็นจะมีความจริง จึงคิดว่า เราจะฆ่ามันเสีย.
ต่อไปจึงคิดอีกว่า ถ้าเราฆ่ามัน ใคร ๆ ที่คิดว่าท่าน
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ยังโทษให้เกิดขึ้นในมาณพผู้มาเรียนศิลปะยังสำนักของตนแล้ว
ปลงชีวิตเสีย ดังนี้ ก็จักไม่มาเพื่อเล่าเรียนศิลปะอีก ด้วยอาการอย่างนี้ เราก็จะ
เสื่อมลาภ อย่ากระนั้นเลย เราจะบอกมันว่า ยังมีคำสำหรับศิลปะ วิชา ขั้น
สุดท้ายอยู่ แล้วกล่าวว่า เจ้าจะต้องฆ่าคนให้ได้พันคน ในเรื่องนี้
เจ้าจะเป็นผู้เดียวลุกขึ้น ฆ่าเขาให้ได้ครบพัน. ทีนั้นอาจารย์จึงกล่าว
กะอหิงสกกุมารว่า มาเถอะพ่อ เจ้าจงฆ่าให้ได้พันคน เมื่อทำได้เช่นนี้ ก็จัก
เป็นอันกระทำอุปจาระแก่ศิลปะ การบูชาครู ดังนี้. อหิงสกกุมารจึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลที่ไม่เบียดเบียน ข้าพเจ้าไม่อาจทำเช่น
นั้น. ศิลปะที่ไม่ได้ค่าบูชาครูก็จะไม่ได้ผลนะพ่อ. อหิงสกกุมารนั้นจึงถือ
อาวุธ ๕ ประการ ไหว้อาจารย์เข้าสู่ดงยืน ณ ที่คนจะเข้าไปสู่ดงบ้าง ที่ตรง
กลางดงบ้าง ตรงที่ที่คนจะออกจากดงบ้าง ฆ่าคนเสียเป็นอันมาก. ก็ไม่ถือเอา
ผ้าหรือผ้าโพกศีรษะ กระทำเพียงกำหนดว่า ๑,๒, ดังนี้เดินไป แม้การนับก็
กำหนดไม่ได้. แต่โดยธรรมดาอหิงสกกุมารนี้ เป็นคนมีปัญญา แต่จิตใจไม่
ดำรงอยู่ได้ เพราะปาณาติบาต. ฉะนั้น จึงกำหนดแม้การนับไม่ได้ตามลำดับ.
เขาตัดนิ้วได้หนึ่ง ๆ ก็เก็บไว้. ในที่ที่เก็บไว้ นิ้วมือก็เสียหายไป. ต่อแต่นั้น
จึงร้อยทำเป็นมาลัยนิ้วมือคล้องคอไว้. ด้วยเหตุนั้นแล เขาจึงปรากฏชื่อว่า
องคุลิมาล. องคุลิมาลนั้นท่องเที่ยวไปยังป่าทั้งสิ้น จนไม่มีใครสามารถไปป่าเพื่อ
หาฟืนเป็นต้น. ในตอนกลางคืนก็เข้ามายังภายในบ้านเอาเท้าถีบประตู. แต่นั้น
ก็ฆ่าคนที่นอนนั้นแหละกำหนดว่า ๑,๑, เดินไป. บ้านก็ร่นถอยไปตั้งในนิคม.
นิคมก็ร่นถอยไปตั้งอยู่ในเมือง. พวกมนุษย์ทิ้งบ้านเรือนจูงลูกเดินทางมาล้อม
พระนครสาวัตถี เป็นระยะทางถึงสามโยชน์ ตั้งค่ายพักประชุมกันที่ลานหลวง
ต่างคร่ำครวญกล่าวกันว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีโจรชื่อ
องคุลิมาลเป็นต้น. ในลำดับนั้น พราหมณ์รู้ว่า โจรองคุลิมาลนั้นจักเป็นบุตร
ของเรา จึงกล่าวกะนางพราหมณีว่า แนะนางผู้เจริญ เกิดโจรชื่อองคุลิมาลขึ้น
แล้ว โจรนั้นไม่ใช่ใครอื่น คืออหิงสกกุมารลูกของเจ้า บัดนี้ พระราชาจักเสด็จ
ออกไปจับเขา เราควรจะทำอย่างไร. นางพราหมณีพูดว่า นายท่านไปเถอะ จง
ไปพาลูกของเรามา. พราหมณ์พูดว่า แน่ะนางผู้เจริญ ฉันไม่กล้าไป เพราะไม่
ควรวางใจในคน ๔ จำพวก คือโจรที่เป็นเพื่อนเก่าของเรามา ก็ไม่ควรไว้ใจ
เพื่อนฝูงที่เคยมีสันถวไมตรีกันมาก่อนของเราก็ไม่ควรไว้ใจ พระราชาก็ไม่ควร
ไว้ใจว่า นับถือเรา. หญิงก็ไม่ควรไว้ใจว่านับอยู่ในเครือญาติของเรา แต่หัวใจ
ของแม่เป็นหัวใจที่อ่อน ฉะนั้น นางพราหมณีจึงกล่าวว่า ฉันจะไปพาลูกของ
ฉันมา ดังนี้ ออกไปแล้ว.
และในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง
ทรงเห็นองคุลิมาล จึงทรงพระดำริว่า เมื่อเราไปจักเป็นความ
สวัสดีแก่เธอ ผู้ที่อยู่ในป่าอันหาบ้านมิได้ครั้นได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยบท ๔
ออกบวชในสำนักของเรา จักกระทำให้แจ้งซึ่งอภิญญา ๖ ถ้าเราไม่ไป เธอ
จะผิดในมารดา จักเป็นผู้อันใคร ๆ ยกขึ้นไม่ได้ เราจักกระทำความสงเคราะห์
เธอ ดังนี้แล้ว ทรงนุ่งเวลาเช้าแล้วเข้าไปเพื่อบิณฑบาต ทรงกระทำภัตตกิจ
เสร็จแล้ว ประสงค์จะสงเคราะห์เธอ จึงเสด็จออกไปจากวิหาร. เพื่อจะแสดง
ความข้อนี้ ท่านจึงกล่าวว่า "อถ โข ภควา" ดังนี้เป็นต้น. คำว่า สงฺคริตฺวา
สงฺคริตฺวา ความว่า เป็นพวก ๆ คอยสังเกต. บทว่า หตฺถตฺถํ คจฺฉนฺติ
ความว่า ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ในมือ คือ พินาศไป. ถามว่า ก็คนเหล่านั้น
จำพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า จำไม่ได้ หรือ ? ตอบว่า จำ
ไม่ได้. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจำแลงเพศ เสด็จไปเพียงพระองค์เดียว.
ในสมัยนั้น แม้โจรหงุดหงิดใจเพราะบริโภคอย่างฝืดเคือง และนอนลำบากมา
เป็นเวลานาน. อนึ่ง พวกมนุษย์ถูกโจรองคุลิมาลฆ่าไปเท่าไร. ถูกฆ่าไป
๙๙๙ คนแล้ว. ก็โจรนั้นมีความสำคัญว่า เดี๋ยวนี้ได้อีกคนเดียวก็จะครบพัน
ตั้งใจว่า เห็นผู้ใดก่อนก็จะฆ่าผู้นั้นให้เต็มจำนวนกระทำอุปจาระแก่ศิลปะ (บูชา
ครู) โกนผมและหนวดแล้วอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนผ้าไปเห็นมารดาบิดา ดังนี้
จึงออกจากกลางดงมาสู่ปากดง ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
เพื่อจะแสดงความข้อนี้ ท่านจึงกล่าวว่า " อทฺทสา โข" ดังนี้
เป็นต้น.
บทว่า อิทฺธาภิสงฺขารํ อภิสงฺขาเรสิ ความว่า ทรงบันดาลให้
เป็นเหมือนแผ่นดินใหญ่มีคลื่นตั้งขึ้น แล้วทรงเหยียบอยู่อีกด้านหนึ่ง เกลียว
ในภายในออกมา. องคุลิมาลทิ้งเครื่องซัดลูกศรเสียเดินไป. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงเนินใหญ่อยู่ข้างหน้าแล้วพระองค์อยู่ตรงกลาง โจรอยู่ริมสุด.
องคุลิมาลนั้นคิดว่า เราจักทันจับได้ในบัดนี้ จึงรีบแล่นไปด้วยสรรพกำลัง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ริมสุดของเนิน โจรอยู่ตรงกลาง เขารีบแล่นมาโดย
เร็ว คิดว่า ทันจับได้ตรงนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงบันดาลเหมือง หรือ
แผ่นดินไว้ข้างหน้าเขาเสีย. โดยทำนองนี้ สิ้นทางไปถึงสามโยชน์. โจรเหนื่อย
น้ำลายในปากแห้ง เหงื่อไหลออกจากรักแร้. ครั้งนี้ได้มีความคิดดังนี้แก่เขาว่า
น่าอัศจรรย์นักหนอ ท่านผู้เจริญ.
บทว่า มิคํปิ ความว่า เนื้อไฉนยังจับได้. ในตอนที่หิวก็จับเอา
มาเป็นอาหารได้. ได้ยินว่า โจรนั้น เคาะที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งให้เนื้อลุกขึ้นหนีไป.
ต่อนั้นก็จะติดตามเนื้อได้ดังใจปรารถนาแล้วปิ้งเคี้ยวกิน. บทว่า ปุจฺเฉยฺยํ
ความว่า ท่านผู้นี้กำลังเดินไปอยู่เทียว (ก็ว่า) หยุดแล้ว ส่วนตัวเราหยุดอยู่
แล้วก็ว่าไม่หยุด ด้วยเหตุใด ทำไฉนหนอ เราจะพึงถามเหตุนั้น ๆ กะสมณะ
นี้. บทว่า นิธาย ความว่า แม้อาชญาใดอันบุคคลพึงให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อเบียดเบียน เราวางอาชญานั้น คือ นำออกเสีย พิจารณาด้วยเมตตา ขันติ
ประพฤติไปในสาราณียธรรมทั้งหลายด้วย อวิหิงสา. บทว่า ตุวมฏฺฐิโตสิ ความ
ว่า เมื่อท่านฆ่าสัตว์มีประมาณพันหนึ่งนี้ เพราะไม่มีความสำรวมในสัตว์ มี
ปาณะทั้งหลาย เมตตาก็ดี ขันติก็ดี ปฏิสังขาก็ดี อวิหิงสาก็ดี สาราณียธรรม
ก็ดี ของท่านจึงไม่มี ฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า ยังไม่หยุด. มีคำอธิบายว่า แม้ถึง
หยุดแล้วด้วยอิริยาบถในขณะนี้ ท่านก็จักแล่นไปในนรก คือจักแล่นไปในกำหนด
ติรัจฉาน ในเปรตวิสัย หรือในอสุรกาย. ในลำดับนั้น โจรคิดว่า การบรรลือ
สีหนาทนี้ใหญ่ การบรรลืออันใหญ่นี้จักเป็นของผู้อื่นไปมิได้ การบรรลือนี้ต้อง
เป็นของพระสมณเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้โอรสแห่งพระนางมหามายา เรา
เห็นจะเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุคมกล้า ทรงเห็นแล้วหนอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเพื่อทำการสงเคราะห์แก่เรา ดังนี้ จึงกล่าวว่า
จิรสฺสํ วต เม ดังนี้เป็นอาทิ.
ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิโต ความว่า อันเทวดาและมนุษย์
เป็นต้นบูชาแล้วด้วยการบูชาด้วยปัจจัย ๔. บทว่า ปจฺจุปาทิ ความว่า ทรง
ดำเนินมาสู่ป่าใหญ่นี้เพื่อจะสงเคราะห์เราโดยล่วงกาลนานนัก. คำว่า ปชหิสฺสํ
ปาปํ ความว่า ข้าพระองค์จักละบาป. บทว่า อิจฺเจว แปลว่า กล่าวอย่าง
นี้แล้วเทียว. บทว่า อาวุธํ ได้แก่ อาวุธ ๕ ประการ. บทว่า โสพฺเภ คือ
ที่ขาดไปข้างเดียว. บทว่า ปปาเต ได้แก่ ขาดข้างหนึ่ง. บทว่า นรเก คือ
ที่ที่แตกระแหง. อนึ่ง ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงป่าเท่านั้น ด้วยบททั้งสามนี้. บทว่า
อวกิริ ได้แก่ ซัดไป คือ ทิ้งไปแล้ว. บทว่า ตเมหิ ภิกฺขูหิ ตทา อโวจ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะยังอังคุลิมาลนี้ให้บวชก็ไม่มีกิจในการแสวง
หาว่า จักได้มีดน้อยที่ไหน จักได้บาตรจีวรที่ไหน ดังนี้. อนึ่ง ทรงตรวจ
ดูกรรม. ทีนั้นก็ทรงทราบว่า องคุลิมาลนั้น ได้เคยถวายภัณฑะ คือ บริขาร
แปด แก่ท่านผู้มีศีลในปางก่อน จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวา ตรัสว่า
เอหิ ภิกฺขุ สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺมจริยํ สมฺมาทุกฺขสฺส
อนฺตกิริยาย เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติ
พรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด ดังนี้. องคุลิมาลนั้นได้เฉพาะ
ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ พร้อมกับพระดำรัสนั้นเทียว. ในทันใด
นั้นเพศคฤหัสถ์ของท่านอันตรธานไป สมณเพศปรากฏแล้ว.
บริขาร ๘ ดังที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม
ประคดเอว รวมเป็น ๘ กับ
ผ้ากรองน้ำ สมควรแก่ภิกษุผู้
ประกอบความเพียรแล้ว ดังนี้
เป็นของจำเป็นสำหรับตัว บังเกิดขึ้นแล้ว. คำว่า เอเสว ตสฺส อหุ ภิกฺขุภาโว
ความว่า ความเป็นเอหิภิกขุ นี้ ได้เป็นภิกษุภาวะที่เข้าถึงพร้อมแก่
พระองคุลิมาลนั้น. ชื่อว่า การอุปสมบทต่างหากจากเอหิภิกษุ ไม่มีหามิได้.
บทว่า ปจฺฉาสมเณน ได้แก่ ปัจฉาสมณะผู้ถือภัณฑะ. ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าให้พระองคุลิมาลถือบาตรและจีวรของตน แล้วทรงทำพระองคุลิมาล
นั้นให้เป็นปัจฉาสมณะเสด็จไปแล้ว. ฝ่ายมารดาขององคุลิมาลนั้น ไม่รู้อยู่ เพราะ
อยู่ห่างกันประมาณ ๘ อสุภ เที่ยวร้องอยู่ว่า พ่ออหิงสกะ พ่อยืนอยู่ที่ไหน
พ่อนั่งอยู่ที่ไหน พ่อไปไหน ทำไม ไม่พูดกับแม่ละลูก ดังนี้ เมื่อไม่เห็น
จึงมาถึงที่นี้ทีเดียว.
บทว่า ปญฺจมตฺเตหิ อสฺสสเตหิ ความว่า ถ้าโจรจักปราชัย เรา
จักติดตามไปจับโจรนั้น ถ้าเราปราชัย เราจักรีบหนีไป ฉะนั้น จึงออกไปด้วย
กำลังอันเบาพร้อม. บทว่า เยน อาราโม ความว่า มาสู่พระอารามเพราะ
เหตุไร. ได้ยินว่า พระราชานั้นทรงกลัวโจร มิได้ประสงค์จะไป เพราะโจร
ทรงออกไปเพราะเกรงต่อคำครหา. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงดำริว่า เรา
จักถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั่งอยู่ พระองค์จักตรัสถามว่า พระองค์
พาพลออกมาเพราะเหตุไร ดังนี้ ทีนั้นเราจักทูลว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้
สงเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยประโยชน์ในสัมปรายิกภพอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ประโยชน์ในปัจจุบันก็ทรงสงเคราะห์ด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าจักดำริว่า ถ้าเรา
ชัยชนะก็จักทรงเฉยเสีย ถ้าเราแพ้ก็จะตรัสว่า มหาบพิตร ประโยชน์อะไรด้วยการ
เสด็จมาปรารภโจรคนเดียว แต่นั้น คนก็จะเข้าใจเราอย่างนี้ว่า พระราชาเสด็จ
ออกจับโจร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามเสียแล้ว ดังนี้ เล็งเห็นว่าจะพ้น
คำครหาด้วยประการฉะนี้ จึงเสด็จไปแล้ว.
ถามว่า พระราชาตรัสว่า ก็องคุลิมาลโจรนั้นมาจากไหนเพราะเหตุไร.
ตอบว่า ตรัสเพื่อทรงเข้าใจพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เออก็ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรวจดูอุปนิสัยขององคุลิมาลโจรนั้นแล้ว พึงทรงนำเขามาให้บวช. บทว่า
รญฺโญ ความว่า พระราชาเท่านั้นทรงกลัวพระองค์เดียวก็หามิได้. มหาชน
แม้ที่เหลือ ก็กลัวทิ้งโล่และอาวุธ หลีกหนีในที่เผชิญหน้านั้นเทียวเข้าเมือง
ปิดประตู ขึ้นโรงป้อม ยืนแลดู และกล่าวอย่างนี้ว่า องคุลิมาลรู้ว่า พระราชา
เสด็จมาสู่สำนักของเราดังนี้แล้ว มานั่งที่พระเชตวันก่อน พระราชาถูก
องคุลิมาลโจรนั้นจับไปแล้ว แต่พวกเรา หนีพ้นแล้ว. บทว่า นตฺถิ เต อิโต ภยํ ความว่า
ก็บัดนี้ องคุลิมาลนี้ไม่ฆ่ามดแดง ภัยจากสำนักขององคุลิมาลนี้ ย่อมไม่มีแก่
พระองค์.
ถามว่า ท่านกล่าวด้วยบทว่า กถํ โภโต ดังนี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า
ท่านสำคัญอยู่ว่า การที่จะถือเอาชื่อที่เกิดขึ้นเพราะกรรมอันหยาบช้าแล้วร้อง
เรียกบรรพชิต ไม่สมควร เราจักร้องเรียกท่านด้วยสามารถแห่งโคตรของ
บิดามารดา ดังนี้ จึงถามแล้ว. บทว่า ปริกฺขารานํ ความว่า เราจัก
กระทำการขวนขวายเพื่อประโยชน์บริขารเหล่านั้น และพระองค์กำลังกล่าวอยู่นั้น
เทียว ก็ทรงเปลื้องผ้าสาฎกที่คาดท้องวางไว้ ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ
แล้ว. ธุดงค์ ๔ ข้อมีอันอยู่ในป่าเป็นวัตรเป็นต้นมาแล้วในพระบาลี.
แต่พระเถระได้สมาทานธุดงค์แล้วทั้ง ๑๓ ข้อทีเดียว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลํ
อย่าเลย ดังนี้. ถามว่า ท่านหมายถึงอะไรจึงกล่าวว่า ยญฺหิ มยํ ภนฺเต ดังนี้
ตอบว่า ท่านจับช้างเป็นต้นที่พระราชาส่งมาแล้วในที่ที่มาแล้วว่า เราติดตามจับ
แม้ช้างที่วิ่งอยู่ได้ อย่างนี้. แม้พระราชาก็ทรงส่งช้างเป็นต้น เป็นอันมาก
ไปหลายครั้งอย่างนี้ว่า จงเอาช้างไปล้อมเธอแล้วจับมา จงเอาม้าไปล้อม
จงเอารถไปล้อมแล้วจับมา. เมื่อคนเหล่านั้นไปแล้วอย่างนี้ เมื่อองคุลิมาลลุก
ขึ้นส่งเสียงว่า เฮ้ย เราองคุลิมาล แม้คนเดียวก็ไม่อาจร่ายอาวุธ. จะทุบคน
เหล่านั้นทั้งหมดฆ่าเสียแล้ว. ช้างก็เป็นช้างป่า ม้าก็เป็นม้าป่า รถก็หักแตก
ทำลายอยู่ตรงนั้นแหละ พระราชาหมายเอาเรื่องดังกล่าวมานี้ จึงตรัสอย่างนั้น.
แบบย่อๆ ถ้าไม่อยากอ่านข้างบน :33:
คือ องคุลีมาล(ขอเรียกว่า อคม.นะ) สมัยเด็กได้เรียนอยู่ในสำนักอาจารย์คนหนึ่ง
เรียนเก่งมากๆๆ และนิสัยดีมากๆๆ จนป็นที่รักของอาจารย์ มากๆๆ ถ่ายทอดวิชจนหมด
เลยทำให้ศิษย์คนอื่นเกิด อิจฉา อยากจะกำจัด อคม. ออกไป
ก็เลยรวมหัววางแผนดังนี้
1.ให้ศิษย์คนหนึ่งไปเป่าหูอาจารย์ว่า "อคม.คิดจะฆ่าอาจารย์ครับ"
อาจารย์ก็ไม่เชื่อ เพราะ อคม. นั้นก็เรียนเก่งและนิสัยดีมากๆ
2.ให้ศิษย์อีกคน เข้าไปเป่าหูอาจารย์อีกว่า "อคม.คิดจะฆ่าอาจารย์ครับ"
อาจารย์ตอนนี้เริ่มจะลังเล นิดหน่อย
3.มีศิษย์อีกคนก็ไปเป่าหูอาจารย์อีกว่า "อคม.คิดจะฆ่าอาจารย์ครับ"
ตอนนี้อาจารย์เชื่อ 100% เลยครับว่า อคม. คืดจะฆ่าอาจารย์แน่ๆ
อาจารย์ก็เลยวางแผนจะให้ อคม.ตายซะเอง
จึงเรียก อคม. แล้วบอกว่า
ยังมีอีกวิชา ที่อาจารย์ยังไม่ได้สอนเจ้า ซึ่งถ้าเจ้าเรียนได้เจ้าก็จะ เก่งที่สุดในโลก
แต่เจ้าต้องฆ่าคนให้ได้ 1000 คนก่อนจึงจะเรียนได้
(( คืออาจารย์คิดว่า ยังไงก็ืำไม่ได้ การที่จะไปฆ่าคนอื่นได้ 1000 คน ก็ต้องตายก่อนแน่นอน))
อคม.เลยรับคำ เพราะว่าตัวเองนั้นเป็นคนรักวิชา รักอาจารย์ อยากได้ความรู้
จึงทำตามนั้น เก่งซะด้วย
ฆ่าไปฆ่าไป ใจก็เริ่มมืดบอด หมองไป เลยทำให้จำไม่ได้ว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว
เลยต้องตัดนิ้วของคนที่ฆ่าด้วยเป็นจำนวนนับ
คนส่วนใหญ่ ฟัง เพื่อที่จะตอบ !!!
แต่น้อยคนนัก พัง เพื่อที่จะทำความเข้าใจ :33:
เออ คือ . . . :08:
มันเป็นเช่นนั้นเอง
พี่น้องครับ!!!
ครับ :09:
คือคุณแตงโมครับ
เขาอ่านที่คุณพิมพ์ไม่ออกหน่ะ 3 วันนี้ที่คุณโพสมามันเป็นแบบนี้
ดูรูปนะ
(http://img2.f0nt.com/17/43c3a341b9b6a1fd6b99f02ca3e43144.png)
:42:
ดูท่าจะยังไม่เห็น
ที่พี่โตแมงโพสต์มันขึ้นงี้ค่ะ
(http://img2.f0nt.com/17/c0d434ec8064a04a6a5e1380eb5ab176.png)
แปลได้ใจความว่างี้
(http://img2.f0nt.com/17/757ab10ade95ddaf602ab2d77e4af9f6.png)
//ช้าไป :42:
ที่ผ่านมาจะอย่างไรก็ตาม...
ผมอยากเชิญชวนทุกท่านให้ลองฝึกสมาธิดู จะที่ไหนก็ได้ ตามจริตของตน
สมาธิจะช่วยทำให้ใจเราสงบ สดชื่น ผ่องใส ใจจะมีพลัง (พลังของใจ) ใจจะไร้กังวล
จะคิดการงานอะไรก็ถูกต้อง รวดเร็ว ฯลฯ
เพราะไม่มีปัญญาที่ดี ที่เกิดจากใจที่มีกังวล
อ้าว คุยกันดีๆก็ได้
อย่าใช้ภาษาที่ไม่เข้าใจสิครับ
:42:
:30:
Quote from: TangMo on 17 Feb 2007, 16:12 น.
·Õè¼èÒ¹ÁÒ¨ÐÍÂèÒ§äáçµÒÁ...
¼ÁÍÂÒ¡àªÔªÇ¹·Ø¡·èÒ¹ãËéÅͧ½Ö¡ÊÁÒ¸Ô´Ù ¨Ð·Õèä˹¡çä´é µÒÁ¨ÃÔµ¢Í§µ¹
ÊÁҸԨЪèÇ·ÓãËé㨢ͧàÃÒʧº Ê´ª×è¹ ¼èͧãÊ ã¨¨ÐÁÕ¾Åѧ(¾Åѧ¢Í§ã¨) 㨨ÐäÃé¡Ñ§ÇÅ ¨Ð¤Ô´¡ÒçҹÍÐäáç¶Ù¡µéͧ ÃÇ´àÃçÇÏÅÏ
à¾ÃÒÐäÁèÁÕ»ÑÒ·Õè´Õ ·Õèà¡Ô´¨Ò¡ã¨·ÕèÁաѧÇÅ
:14:
Quote from: B••k on 17 Feb 2007, 15:31 น.
แปลได้ใจความว่างี้
ที่ผ่านมาจะอย่างไรก็ตาม...
ผมอยากเชิญชวนทุกท่านให้ลองฝึกสมาธิดู จะที่ไหนก็ได้ ตามจริตของตน
สมาธิจะช่วยทำให้ใจเราสงบ สดชื่น ผ่องใส ใจจะมีพลัง (พลังของใจ) ใจจะไร้กังวล
จะคิดการงานอะไรก็ถูกต้อง รวดเร็ว ฯลฯ
เพราะไม่มีปัาที่ดี ที่เกิดจากใจที่มีกังวล
:09:
:31: คุณแตงโมของขึ้นเหรอครับ
อ๋อ นี่เณรธีแปลใช่มั้ย
ให้ความหมายของสมาธิ นิดนึง คือการทำจิตให้สงบนิ่งอยุ่ในอารมณ์เดียว.....
ไอ้ ปัา คงจะหมายถึง ปัญญาน่ะครับ
สงสัยในโฟโต้ช็อพมันพิมพ์ ญ ไม่ออก
:42:
อ่านภาษาบาลีไม่ออกงับ :41:
ที่ท่านพุทธทาสว่าภาษาคน-ภาษาธรรม
พึ่งเข้าใจความหมาย ว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง :08:
มีเรื่องนึงอยากถามความเห็นของทุกๆ คนครับ
ถ้าโลกนี้เสื่อมโทรม ศีลธรรมเสื่อมหาย
คนฆ่าแกงกันเป็นเรื่องธรรมดา ประหนึ่งสัตว์เดรัจฉาน
ใครแข็งแรงกว่าก็อยู่รอดไป.....
หมายถึงความซับซ้อนทางความคิดที่น้อยลงด้วยใช่มั้ยครับ
ถ้าคนเรามีศักยภาพทางความคิดที่ต่ำลง การพัฒนาก็จะหยุดชะงัก
และระบอบประชาธิปไตย จะล้มไปพร้อมๆ กับทุนนิยม :42:
ในเมื่อไม่มีการปกครอง หรือระบบใดๆ ที่จะควบคุม คน ที่ไร้อารยธรรม
แล้ว... เช่นนั้น...
จะเป็นอย่างไรครับ...
มันไม่ควรเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นหรือไม่
ถ้าเกิดขึ้นจริงๆ แล้วจะทำไม ถ้าคนจะเป็นเหมือนวัว เหมือนลิง เหมือน หมา
เป็นเรื่องไม่ดีหรือไม่ ที่คนจะเลิกใช้ชีวิตในสังคมที่ซับซ้อน ลดการสร้าง CO2
ลดการใช้พลังงาน และเบียดเบียนธรรมชาติ... แล้วกลับไปเป็นสัตว์เดรัจฉานแทน (ทั้งโลกนี้)
555 แค่คิดก็น่าสนุกแล้วใช่มั้ยครับ
ยังครับ
คำถามสำคัญที่สุด
...
ในเมื่อคิดถึงประเด็นในเรื่องนี้ ก็ควรจะพูดถึง ความดีงาม(goodness) ครับ
เอาแล้ว... ประเด็นนี้ในโลกเราก็แบ่งกันออกเป็นสำนักเลยนะครับ
คือสำนักที่เชื่อในสิ่งที่ว่า ความดี และความถูกต้องมีอยู่จริง
และสำนักที่เชื่อว่า ความดีและความถูกต้องนั้นไม่มีอยู่จริง...
และบางสาขา ก็สอนให้คนทำดีเป็นกุศโลบายเท่านั้น แต่ก็หาได้เชื่อในความมีอยู่ของมัน
เพราะอะไร
1.ความดี บางทีอาจเป็น discourse ของใครซักคน และมีพื้นฐานอยู่บนความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน
2.ความดีเป็น subjective ที่มนุษย์มอง และตัดสิน โดยใช้ logic ที่ว่า การไม่ทำให้เกิดความไม่ดีงาม
เราสามารถบอกได้หรือไม่ว่า การตักบาตร เป็นความดีงาม
ถ้ากับข้าวถุงนั้นผ่านขั้นตอนของการล่า การขนส่ง และการตรวจสอบคุณภาพ การใช้พลังงานปรุงอาหาร
และทำลายธรรมชาติเป็นปริมาณหนึ่ง... เพื่อส่งเสริมพระศาสนา เพื่อให้ผู้คนเป็นคนดี
เอาล่ะครับ หลายคนคงจะเริ่มถาม (อ้าว แล้วที่กูมานั่งปั่นบอร์ดนี่กูทำลายธรรมชาติ กูเป็นคนเลวเหรอ)
นั่นไงครับ เห็นมั้ยครับว่าความดี เป็น subjective ที่ถูกกำหนดโดยคุณจริงๆ...
...
555 ตื่นเต้นครับ พึ่งเคยโพสเรื่องแนวนี้ในบอร์ด
คำถามที่ตามมา... แล้วเราจะทำยังไงดี...
นี่แหละครับที่ผมอยากถามความเห็นว่า ในเมื่อความดีมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของคนที่กว่าวถึง
เช่นถ้าความดีของแมงสาปก็เป็นแบบนึง ความดีของตุ๊กแกก็เป็นแบบนึง ความดีของมนุษย์ก็เป็นแบบนึง
เราจะมีข้ออ้างเพื่ออ้างความชอบธรรมในการที่จะทำให้ อยู่เหนือสิ่งอื่นๆ เสมอ...
ถ้าใครเคยได้ฟังดาบวิชัย...(ตอนนี้เป็นร้อยตำรวจตรีแล้ว)
"ความดีก็คือการเคารพธรรมชาติ และอยู่กับธรรมชาติ..."
เราเลยอาจพบว่า ที่จริงแล้วเราอาจไม่สามารถทำดี อย่างที่ดาบวิชัยว่าได้จริงๆ 100%
อาจเพราะเราอ่อนแอเกินกว่าที่จะไม่พึ่งพาอุปกรณ์ดำรงชีวิต
แต่เรากำลังทำใน "ความดี" ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่ มนุษย์ บอกว่า คือความดีงาม
คือการปฏิบัติตาม พระคัมภีร์ พระไตรปิฎก ...
ซึ่งมันมีอยู่จริงๆ แน่ๆ ในแง่ของพฤติกรรม และวัฒนธรรม
แล้วสัตว์ที่มันเข่นฆ่ากัน มันทำความเลว น้อยกว่ามนุษย์ที่ฆ่าพวกมันเพิ่อดำรงชีวิต
ที่อ้างว่าชอบธรรมที่จะใช้ความคิดอันซับซ้อนเพื่อ ... ทำความดี หรืออย่างไร
ความไม่เจตนาในการทำบาปก็เป็นข้ออ้างเชิงความเหนือกว่าของสติปัญญาในการให้ความชอบธรรม
ที่จะมีชีวิตที่มี อารยธรรม เหนือกว่าสัตว์โลกอื่นๆ หรือเปล่า
555
ผมรู้ครับว่าประเด็นอย่างนี้ sensitive มาก
แต่เป็นสิ่งที่ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ว่าเราทำดีในบนพื้นฐานของเราเท่านั้น
มันเป็นกุศโลบายที่สมควรกระทำตามอย่างยิ่งในชีวิตจริงๆ
หากแต่ว่า ... ความดีงาม ความชอบธรรมของสรรพชีวิต
ัมันไม่มีืทางจะเท่าเทียมกันได้ เช่นเดียวกับ Ideal society ของลุงมากร์ส์ นั่นแหละครับ
มีแต่เพียงในโลกพระศรีอาริย์ (Utopia) เท่านั้น
:42:
อ้าว comment ครับทีนี้
ปล.แก้ตัวแดงนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่ายุยงให้คนฆ่ากัน 555
เออ เดี๋ยวมาตอบ
(คืนนี้ไปดู้สสก่อน :30:)
ทำไมเด็กสมัยนี้ ไอ้เต่ามันคิดมากจังวะ :08:
// เพิ่งนึกขึ้นมาได้ จริงๆแล้ว ก็เคยคิดคล้ายๆแบบนี้เหมือนกันนะ
:42:
//// แตกหน่อเลยดีมั้ยยักษ์ คนละเรื่องกันแล้ว
ความจริงไอ้เรื่องหาคนไปสอบปัญหาธรรมะนั่นมันจบต้ังแต่หน้า 3 แล้วมั้งครับ :42:
:33:
เออ การหาคนไปแข่งในกระจู้นี้ล้มเหลวครับ (ในฟ๐นต์)
ล่าสุดตอนนี้ก็มีทีมมาแข่งเฉพาะในประเทศ 7000+ ทีม ครับผม
พรุ่งนี้สอยแล้วจะเอา บรรยากาศมาลงครับผม
เอ่อ ..... ขออภัยด้วยครับ :16:
ไม่ทราบจริง ๆ ครับ ว่า มันเป็นตัวอักษรประหลาด
คือ ทดลองเล่น F0nt ใน ppc น่ีะครับ
(ตัวอักษรใน ppc ก็ขึ้น ตัวอักษรปกตินะครับ) แต่พอมาเปิดในคอมดู ก็เป็นตัวอ่านไม่ออก .....
มีวิธีแก้ไขมั้ยครับ :05:
ปล. ชาร์ป อยากดูครับ ขอชมภาพด้วยนะครับ
ธรรมะ คือ pure nature ครับ คือ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความดีสากล ครับ
:31:
นอกเรื่องครับ ตอนนี้กำลังทำเพลงกับเพื่อน มีเพลงเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ชอบปลอมตัวเป็นพระเพื่อจะใช้เป็นช่องทางหากิน(ง่ายๆก็คือทำเพลงด่าพวกนี้แหละ) เนื้อเพลงก็ประมาณว่า "ห่มเหลือง หัวโล้น มารศาสนา" บาปไหมครับ :31:
:30:
ไม่รู้ครับ
ตามมาตรา 59 ประมวลกฎหมายอาญา
ต้องเจตนา หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นครับ
ถึงจะมีความผิด หรือเว้นแต่จะให้รับโทษแม้ไม่มีเจตนา
... รวมถึงการละเว้นหน้าที่อันพึงปฎิบัติ ก็จะมีโทษเช่นกัน :30:
บาปไม่บาปไม่รู้ครับ :43:
เจตนา ด่า คน คืออกุศลกรรม และผิดศิลขั้นละเอียด พูดจาส่อเสียด นินทาว่าร้าย แต่อยุ่ในระดับปุถุชนด้วยกัน ไม่เกี่ยวกับพระ เพราะไม่ได้เจตนาด่าพระ ใช่มั้ยครับ ....
¼ÁÇèÒà»ÅÕè¹á¹Ç´Õ¡ÇèÒ¤ÃѺ à»ÅÕè¹à»ç¹à¾Å§Â¡Âèͧ¾ÃзÕè»¯ÔºÑµÔ´Õ »ÃоĵԪͺ ËÃ×à¾Å§·ÕèàªÔªÇ¹¤¹ÁÒ·Ó¤ÇÒÁ´Õ ´Õ¡ÇèÒ¤ÃѺ
¡ÒÃáµè§à¾Å§´èÒÁѹ¨Ðà»ç¹Ç¨Õ¡ÃÃÁ¤ÃѺ
¡µÑÇÍÂèÒ§¹Ð¤ÃѺ
ÊÁÁµÔÇèÒàÃÒÅéÍà¾×è͹ºèÍÂæÇèÒ Íéǹ ¡è͹·Õè¨ÐÅéÍà¾×è͹ÇèÒÍéǹ ÀÒ¾·Õèà¾×è͹Íéǹ¡ç¨ÐªÑ´ã¹ã¨¢Í§àÃÒ ¶éÒàÃÒÅéÍà¾×è͹ºèÍÂæ ÍéÇ¹ææææææææ ÀÒ¾à¾×è͹Íéǹ¡çÂÔ觪Ѵã¹ã¨¢Í§àÃÒ áÅÐÀÒ¾àËÅèÒ¹Õé¨ÐÁÒà»ç¹¡ÃÃÁ¹ÔÁÔµÊè§¼ÅãËéàÃÒÍéǹ µÒÁÀÒ¾·ÕèªÑ´ÍÂÙèã¹ã¨¢Í§àÃÒ¤ÃѺ
»Å. äÁèÃÙéÇèÒ¨Ðà»ç¹ÀÒÉÒµèÒ§´ÒÇÍÕ¡ËÃ×Íà»ÅèҹФÃѺ ¢ÍÍÀÑÂÅèǧ˹éÒ¤ÃѺ ¨ÐËÒ·Ò§á¡éä¢ãËéàÃçÇ·ÕèÊØ´¤ÃѺ ¤×ÍÍÂÒ¡µÍº¹èФÃѺ
»Í.¢ÍÅèÒÁ´éǤÃѺ
โอเค ผมเข้าใจคุณ :08:
:09: :44:
(http://img2.f0nt.com/18/bec401dfd390accbe8a17ec714797aaf.jpg)
:14:
:03:
:25:
ขอโทษ ครับ นี่เล่นอยุ๋ต่างประเทศรึป่าวครับเนี่ย
อะอะ....
ถ้าจะตอบตอบเป็นตัวเลขดีกว่า
ถ้าใช่ตอบ 1
ถ้าไม่ใช่ ตอบ 2 นะครับ
แตงโมทำให้ผมรู้สึกว่า อ่านจู๋นี้ไม่รู้เรื่องจริงๆครับ
ans. 2
play with pocket pc
:44:
อะไรหวา :31:
:05: ภาษาดาวนาเม็ก
:05:
:33:
คือผมตอบว่า
เปลี่ยนแนวเพลงดีกว่าครับ ..... เปลี่ยนเป็นเพลงที่มีเนื้อหายกย่องพระที่ปฏิบัติดีประพฤติชอบ หรือ เพลงที่ชักชวนคนมาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ดีใหม๊ครับ
การที่แต่งเพลงด่า ว่าร้ายคนอื่น (ผมคิดว่ามันเป็นวจีกรรมครับ (แม้เค้าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ) )
ขอยกตัวอย่างนะครับ
สมมติว่าเราชอบล้อเพื่อนว่า อ้วน ..... ก่อนที่จะล้อภาพเพื่อนที่เราล้อว่า อ้วนๆๆๆๆๆๆๆ ภาำพก็ชัดในใจของเรา เมื่อเราล้อเพื่อนมากๆ ภาพเพื่อนอ้วนก็ยิ่งชัดในใจของเรา เมื่อเวลาที่กรรมส่งผล ภาพเพื่อนอ้วนที่ติดอยู่ในใจของเราก็มาเป็นกรรมนิมิต ส่งผลให้เราอ้วนๆๆๆๆ ตามภาพที่ติดอยู่ในใจของเราด้วยครับ
เพราะฉะนั้นอย่าแต่งเลยครับ ... :33:
ปล. ต้องขออภัยอย่างแรงที่่สร้างความวุ่นวายใน Font นะครับ
จะพยายามหาทางแก้โดยเร็วครับ :16:
ตอบเบื้ล . . . แต่ไม่เป็นไรเนอะ กระจู้นี้
ไอ้หล่อ :07:
ไอ้รวย :07:
ไอ้หน้าที่การงานดี :07:
ไอ้แอนนนนน :07:
โถ...
8ogikpjv,,us]'zbfwxdyowfh
เจริญพร
:30:
แปลกันมึน :32:
Quote from: TangMo on 18 Feb 2007, 00:48 น.
ธรรมะ คือ pure nature ครับ คือ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความดีสากล ครับ
+เต่า
เห็นด้วยกับประเด็นธรรมะ คือธรรมชาติ เพราะคำมันก็บอกอยู่แล้ว :08:
แต่ไม่เห็นด้วยกับการตัดต่อพันธุกรรมของธรรมะ และศาสนาให้อยู่ในรูปของความงมงาย ไม่ว่าสิ่งที่งมงายนั้นจะดีหรือไม่ดี เช่นการงมงายกับบุญ หรือการสร้างนิยายอันเลิศเลอทั้งหลาย ทั้งดีและไม่ดี อาจจะอ้างว่าเป็นกุศโลบาย หรือแม้กระทั่งการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำบุญ และผลบุญจะส่งผลให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ ผมว่ามันผิดธรรมชาติ
ดู ๆ ไปดู ๆ มาสิ่งที่อ้างจากพระไตรปิฏฤ ทำไมมันดูเหมือนในคัมภีร์ไบเบิลจัง มีการอ้างตำนาน อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ยังกะนิยาย ผมเข้าใจเองมาตลอดเลยว่าในพระไตรปิฏก น่าจะเป็นตำราที่รวบรวมคำสอน ไม่ได้รวบรวมอภินิหาร หรือปาฎิหาริย์ แต่ที่อ้างมามันคืออะไรกัน :09:
ขออนุญาต เบิ้ล :42:
เจ้านายส่ง mail นี้มาให้ตอนเช้า ลองอ่านดู แล้วเปรียบเทียบว่าการหลง ทั้งในสิ่งที่ดีและไม่ดี เป็นผลดีหรือเปล่า มันทำให้เรายึดติด และย้ำคิดย้ำทำหรือเปล่า
Quote
ยุคสมัยแห่งการดูถูกตัวเองของคนไทย
คอลัมน์ อินเทรนด์ อินธรรม
โดย ว.วชิรเมธี wvmedhi@yahoo.com
ผู้เขียนเพิ่งกลับจากการจาริกแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย
ดินแดนซึ่งถือกันว่าเป็นดั่ง "เรือนเพาะชำของศาสนา" หมายความว่า ศาสนาทั้งหลายในโลกเกือบทั้งหมด
ล้วนถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย ดังนั้นอินเดียจึงเป็น
แผ่นดินที่มีเทพเจ้ามากที่สุด มากถึงขนาดเขาเชื่อกันว่าไม่น้อยไปกว่า เม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเสียอีก บรรดาเทพทั้งหลายที่คนไทยกำลังเห่อบูชากันอยู่ในเมืองไทย ก็ล้วนแล้วแต่นำเข้ามาจากอินเดียแทบ
ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า "จตุคามรามเทพ" ก็เป็นหนึ่งในเทพเหล่านั้นด้วย
แต่ก็เป็นเรื่องน่าตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งๆ ที่อินเดียมีเทพเจ้ามากที่สุด ทว่ากลับเป็นดินแดนที่มีคนจนอาศัยอยู่มากที่สุด ยิ่งรัฐที่ถือกันว่าเป็นเมืองเทพเจ้าอย่างพาราณสี หรือ BANARAS ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมืองนี้เป็นอาณาจักรโบราณแต่กาลก่อนพระพุทธองค์อุบัติเสียด้วยซ้ำ ว่ากันว่าพาราณสีคือเมืองของพระศิวะเจ้า มองไปทางไหนจะเห็นแต่รูปพระศิวะกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ชาวเมืองก็มีความภูมิใจว่า ที่นี่เป็นนครศักดิ์สิทธิ์ แต่ทั้งๆ ที่เป็นเมืองของเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ก็ยังมีคนจน คนอดอยากอยู่มากมาย ขอทานกระจายกันอยู่แทบทุกหัวมุมถนน นอกจากเมืองพาราณสีแล้วยังมีเมืองที่จนที่สุดในอินเดียอีกเมืองหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ เมืองมคธ หรือรัฐพิหารในปัจจุบัน ว่ากันว่า รัฐพิหาร (มคธ) คือรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย ทั้งๆ ที่ในอดีตเมืองนี้คือศูนย์กลางความเจริญทุกรูปแบบเพราะมีพระเจ้าพิมพิสาร, พระเจ้าอชาตศัตรู และจอมจักรพรรดิอโศกเป็นผู้ครองนครสืบต่อกันมา แต่ไฉนมาถึงยุคนี้มหานครที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดไปแล้ว ลองสอบถามไกด์ท้องถิ่นได้ความว่า สาเหตุของความยากจนก็คือ "คอร์รัปชั่น" ของนักการเมืองนั่นเอง
ทำไมแผ่นดินที่มีเทพเจ้ามากที่สุด กลายเป็นแผ่นดินที่มีขอทานอยู่มากมาย ทำไมนครรัฐมหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุด 3 รัชสมัยติดต่อกันกลายเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในปัจจุบัน ตอบได้ว่า
(๑) ขอทานมีมาก แสดงว่าการขอหรือการบนบาน
บวงสรวง ฝากชีวิตไว้กับเทพเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะหากอานุภาพของเทพเจ้ามีจริง แผ่นดินอินเดียคงไม่มีขอทาน เพราะทุกอย่างที่ประชาชนบนบานร้องขอ เทพเจ้าก็คงบันดาลให้ได้ทั้งหมด (หรือว่าเทพเจ้าเข้าเกียร์ว่างกันหมดแล้ว)
(๒) คนจนมีมาก นอกจากแสดงว่าเดชานุภาพของเทพเจ้าไม่มีจริงและเป็นเรื่องไร้สาระแล้ว ตัวซ้ำเติมทางกายภาพที่สำคัญก็คือ วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นที่มีอยู่ในกลุ่มนักการเมืองนั่นเอง
เรื่องคอร์รัปชั่นในอินเดียนั้น ผู้เขียนและคณะผู้จาริกแสวงบุญพบด้วยตัวเองตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของอินเดียตั้งแต่วันแรกและวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง โกงกันชนิดไม่อายแขกบ้านแขกเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งวันแรกและวันสุดท้าย
ทั้งการบูชาเทพเจ้าอย่างอุ่นหนาฝาคั่งที่พบมาในอินเดีย และการคอร์รัปชั่นที่ทำให้รัฐมหาอำนาจกลายเป็นรัฐที่จนที่สุดในอินเดีย
ไม่น่าเชื่อว่าทั้ง 2 สิ่งนี้หาพบได้ในเมืองไทยของเรานี่เอง เชื่อแล้วละว่าปาฏิหาริย์มีจริง
ด้วยเหตุดังนั้นกระแสการบูชา "จตุคามรามเทพ" ในเมืองไทยก็ดี วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นในเมืองไทยก็ดี รวมทั้งการกำหนดชะตากรรมของประเทศและชะตากรรมของรัฐธรรมนูญด้วยการฟังเสียง "หมอดู" เป็นหลักก็ดี 3 สิ่งนี้คือดัชนีชี้วัดชะตากรรมของสังคมไทยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้บ้านเมืองเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร ขอทำนายล่วงหน้าว่า
(๑) ยิ่งคนบูชาเทพเจ้ามากขึ้น จำนวนคนจนจะเพิ่มมากขึ้น
(๒) เทพเทวดาจะย้ายจากอินเดียเข้ามาประจำการอยู่ในไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
(๓) อาชีพที่มีความสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของประเทศคือ หมอดู
(๔) พระสงฆ์จะเสกวัตถุมงคลแบบโลกาภิวัตน์คือ เสกวัตถุมงคลข้ามศาสนาอย่างไม่เห็นแก่หน้าพระพุทธเจ้า (แม้จะใช้คำว่า "เทวาภิเษก" แทน "พุทธาภิเษก" แต่ก็ยังไม่เหมาะสมอยู่นั่นเอง เพราะการ "เสก" ไม่ใช่กิจของสงฆ์)
(๕) สถิติคนงอมืองอเท้าหรือขอทานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
(๖) วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นจะลงลึกถึงไขกระดูกคนไทย
(๗) การโกงกินจะถูกทำให้เป็นเรื่องสามัญเช่นเดียวกับเรื่องภาคใต้ที่วันไหนไม่มีเสียงปืนวันนั้นคือวันผิดปกติ
(๘) ถัดจากจตุคามรามเทพจะมีการเปิดแคมเปญเทพองค์ใหม่ตามมาอีกหลายระลอก และนี่คือธุรกิจที่ทำง่ายแต่รับประกันว่ารวยแน่นอน เพราะคนไม่รู้อะไรในเมืองไทยยังมีอีกมหาศาล
(๙) มีความเป็นไปได้ว่า ทหารอาจต้องอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานต่อไป เพราะคนไทยยังเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และนักเลือกตั้งเท่าที่เห็นก็แทบไม่มีสปิริตของนักการเมือง หากมีแต่นักธุรกิจการเมืองอยู่ทั่วไป
(๑๐) ประเทศไทยอาจหยุดการพัฒนาเป็นเวลานาน หรือหากพัฒนาต่อไปก็คงจะล้มครืนลงอีกหลายครั้ง เพราะรากฐานทางปัญญาของสังคมไทยอ่อนปวกเปียก ซ้ำยังไม่มีใครตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้อีกต่างหาก ชนชั้นนำมัวแต่ออกแบบ รัฐธรรมนูญ แต่หลงลืมการออกแบบพลเมืองของประเทศไทย รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่อยู่ในมือของคนที่ขาดความรู้และไม่เห็นคุณค่านั้นจะมีความหมายอะไร
การได้รู้เท่าทัน โดยการใช้ปัญญา น่าจะเป็นอะไรที่สังคมไทยยังจำเป็นอยู่ :46:
:46: ขอบคุณครับ
ชอบพระแนวๆ แบบนี้แหละ
เหตุผลชัดเจนกว่าศรัทธา อ่านแล้วได้อะไรประดับหัวดีครับ
ขอบคุณที่เอามาให้อ่านกันครับ :46:
ขอบคุณมากครับ :46:
อ้อ
ภาษาไทยมีอยู่ยอะที่มาจากภาบาลี
บางทีรูปและคำเดียวกัน แต่เป็นคนละความหมายเลย
เช่นคำว่า มานะ
ถ้าพูดกันภาษาไทยทั่วๆไปจะแปลว่า ความ พยายาม อะไรทำนองนี้
แต่ถ้า เป็นหนังสือทางพุทธศาสนาซึ่งอ้างมาจากบาลี มานะ จะมีความหมายดั้งเดิมในภาษาบาลี แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น
มีอีกหลายคำที่เป็นแบบนี้ เช่น วิญญาณ ก็คนละความหมายกับพวกผีของคำไทย
ชอบท่าน ว. เหมือนกันครับ
อ่านแล้วเห็นด้วยทุกประการครับ
รวมถึงที่พี่แอ๊ะว่าไว้ ก้าวข้ามพ้นพรมแดนของศาสนาไปแล้ว
ส่วนเรื่องความเชื่อ เทพอะไรต่อมิอะไร
พยายามทำมันให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอยู่
ความเชื่อที่น้อมนำให้ทำดี แม้มันจะไม่ประกอบด้วยเหตุผล
บางท่านอาจมองว่ามันดี หรือดีกว่าไม่มี แต่สังเกตว่า คนที่เชื่อแบบนั้น
คือคนที่ลึกๆแล้ว ยังมีความอ่อนแอในจิตใจ ต้องการหาอะไรมาเติมเต็ม
เป็นการตอบสนองความรู้สึกในขั้นละเอียด ส่วนคนที่ยังอยู่ในขั้นหยาบ
ก็อย่างที่ทราบกัน ว่าทำตามเพราะเกรงกลัว (บาป นรก)
หรือหวังในผลตอบแทน (บุญ สวรรค์)
เช่น ที่บอกว่าอย่าไปติพระเลยครับ แล้วยกว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบบากิขึ้นมา
เป็นตัวอย่างที่ห่างไกลคำว่าปัญญา เพราะบอกให้คนอย่าทำ เพราะเดี๋ยวจะไปเกิดเป็นแบบนี้ๆนะ
แม้จะเป็นการเล่าเรื่องธรรมดา แต่ผมมองว่ามันคือคำขู่ ความเชื่อที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผลแบบนี้
ถึงจะนำให้คนทำดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่โน้มนำให้คนหลงอยู่กับความเชื่อที่ไำม่ประกอบด้วยเหตุผลชนิดอื่นๆ
เช่น เรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ บ้าบุญ บ้าหวย อย่างที่เห็นกันอยู่ ถ้าหากคิดว่ามันไม่มีผล
มันนำให้คนทำดีอย่างเดียวไม่มีปัญหาอะไรอย่างอื่นแล้ว แล้วสิ่งที่ติดอยู่ในสังคมไทยเรา
นับแต่อดีตจนมาลุกลามร้ายแรงอยู่ทุกวันนี้ล่ะ
ไม่ได้บอกว่าให้ติพระตามสบายนะครับ
แต่คำอธิบายที่ว่ามา มันไม่ประกอบด้วยเหตุผล
วุ้ย ว่าจะมาโพสว่าอ่านแล้วเห็นด้วยเฉยๆ กลายเป็นยาวเลย
(แถมพูดซ้ำเป็นแผ่นเสียงตกร่องอีกตู :08:)
เกร็งล่ะสิ
ที่มันเละอย่างนี้ก็เพราะเราปล่อยให้พระชั่วลอยนวล
พระหย่อนธรรมวินัย ไปจนถึงพระที่เป็น ผู้ปกครองของพระเองบางทีก็หย่อนธรรมวินัยไปเสียเองด้วย
ถ้าเราไม่ทำอะไรก็ยิ่งแย่นะครับ
เพียงแต่ว่า การด่าหรือว่ากล่าวด้วยวาจารุนแรง เป็นวิธีที่ได้ผล หรือ ดี หรือไม่อย่างไร
วิธีที่ดีที่สุด คือ ผู้ใดที่เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชน ก็ควรจะต้องศึกษาหาความรู้ด้วยว่า ทำไมเราถึงเป็นพุทธศาสนิกชน มันมีที่มาที่ไปอย่างไร
ศาสนาของเราคืออะไร
เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าในบ้านของเรามีสมบัติอะไรบ้างแล้ว ใครมาขโมยสมบัติของเราไป เราก็ย่อมที่จะไม่รู้
แต่ถ้าเรารู้และเข้าใจทั้งหมด อะไรหายไปหรือผิดเพี้ยนไป เราก็จะรู้และเห็นได้อย่างชัดเจนครับ
ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากฆารวาสอย่างเราที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาเพียงพอครับ
ยิ่งมาถึงยุคจตุคามรามเทพอะไรนี่บูมแล้วตูล่ะยิ่งหน่าย :39:
คิดเห็นเหมือนกับท่าน ว. เลย ว่าจะเอาเทพใหม่มาโปรโมตอะไรกันอีกแล้ววะ
นั่นสิครับ
จตุคามรามเทพนี่ก็พุทธศาสนาด้วยเหรอครับ
ไม่อย่างเด็ดขาดครับ
เอาง่ายๆ แค่พระที่ห้อยคอ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ๆ ที่มีปลุกเสกหลายๆ เวอร์ชั่นอะไรนั่นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้วครับ
(อยากคุยประเด็นนี้กับคนที่เห็นต่างครับ จะมีไหมเนี่ย)
เคยฟังมาว่า พระที่ห้อยคอนั้นเอาไว้เตือนสติครับ เวลาจะทำอะไรผิดก็คิดถึงพระที่ห้อยอยู่ครับ
เอาไว้อุ่นใจเวลาแปลกที่แปลกทาง
ทำให้ไม่กลัวผีได้ด้วยครับ
Quote from: iannnnn on 19 Feb 2007, 14:40 น.
ไม่อย่างเด็ดขาดครับ
เอาง่ายๆ แค่พระที่ห้อยคอ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ๆ ที่มีปลุกเสกหลายๆ เวอร์ชั่นอะไรนั่นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้วครับ
(อยากคุยประเด็นนี้กับคนที่เห็นต่างครับ จะมีไหมเนี่ย)
คือมันพันกันจนแยกกันไม่ออก ทั้งประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา
Quote from: iannnnn on 19 Feb 2007, 14:40 น.
ไม่อย่างเด็ดขาดครับ
เอาง่ายๆ แค่พระที่ห้อยคอ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ๆ ที่มีปลุกเสกหลายๆ เวอร์ชั่นอะไรนั่นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้วครับ
(อยากคุยประเด็นนี้กับคนที่เห็นต่างครับ จะมีไหมเนี่ย)
แรกๆเขาทำก็ไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ ตอนแรกเขาก็ทำแจก ตอนหลังประสาทกันขึ้นมาเอง
คิดว่าทำขึ้นเพื่อให้ระลึกถึงครับ เหมือนกับความทรงจำที่เป็นรูปธรรม พกพาไปด้วยได้
แล้วที่ขายๆ -- อ๊ะ .. เช่าๆ กันอยู่นี่ล่ะครับ
ว่าจะไป "แบ่ง" มาสักองค์
มีสามแนว
แนวแรก เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์จริง
แนวกลาง เชื่อว่าเป็นวัตถุโบราณมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
แนวหลัง เชื่อว่าน่าจะได้กำไร
มันก็แน่นอนอยู่แล้วครับ กฎของการตลาด ซัพพลายไม่พอกับดีมานด์ครับ จะบอกว่าไม่เหมาะก็ไม่ได้ เหมือนกับงานศิลปะนั่นแหละครับ ยิ่งเก่า ฝีมือจิตรกรชื่อดัง การจะได้มาครอบครองแค่เป็นคนดีไม่พอครับ ต้องมีฐานะด้วย
ผมเห็นว่า "ต้อง" บอกว่าไม่เหมาะครับ
ไม่รู้สิ จะด้วยเหตุผล ศรัทธาประการใดก็ไม่น่านำมาเป็นข้ออ้างในการซื้อขายพระ พรเครื่อง ปลัดขิก ฯลฯ กันเลย
ยกเว้นว่าคุณยอมรับว่าโอเค อันนี้ตูขอเป็นศาสนาผีสักครั้ง อันนั้นแล้วแต่พี่เถอะครับ พกไปเลย
ลองฟันแล้วไม่เข้าด้วยเอ้า
เออ จะบอกว่าเพื่อนสนิทตู มันบอกว่าพระแต่ละเหรียญหรือแต่ละรูปจะมีพลัง (ประมาณนี้แล้วกัน มันอธิบายแล้วงง ๆ ) ที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการปลุกเสก และทำพิธี ซึ่งมันบอกว่าหากได้ศึกษาและลองใช้มือกำดูจะรับรูปว่าเหรียญหรือรูปนั่น ๆ มีพลังแค่ไหน (มันไปเรียนมาจากไหนซักที่หนึ่ง จำไม่ได้แล้ว) ดังนั้นเวลามันไปเช่าพระ นอกจากจะดูลายแล้ว ยังต้องจับดู
ตูคิดว่าเป็นไปได้ในเรื่องการปลุกเสกแล้วทำให้เกิดมีพลังหรืออำนาจบางอย่างขึ้นมา เช่นการปลุกเสกอาจจะไปเปลี่ยนโมเลกุล หรือทำปฎิกิริยาบางอย่างกับวัตถุแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
อ๋อ พอคุณเสกสรรตื่นโมเลกุลอาจจะเปลี่ยนใช่ไหมครับ
(http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5139857/E5139857-0.jpg)
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5139857/E5139857.html
ทันสมัยมาก มีเอี่ยวกะสุวรรณภูมิด้วย (ชอบ คห 12)
พอดี มาอ่านอีกทีเลยไป2-3 หน้า แล้ว แต่ก็จะ แสดงความคิดเห็น รวบยอดเลยละกัน
เรื่องการตำหนิติสงฆ์ ว่า ถึงการทำผิดหรือไม่ผิดนั้น ย่อมทำได้โดยไม่ผิดและไม่เป็นอกุศลกรรมถ้า
เรามีจิตหวังดีในพระพุทธศาสนา ไม่ใ่ช่ตำหนิเพื่อความสะใจ หรือ ลำพองปากไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเข้าใจดีและถูกต้องซะก่อนว่าผิดถูกอย่างไร(ด้วยการศึกษา) รวมทั้งกาลเทศะด้วย
เมื่อยก บาปกรรม อกุศลกรรม อะไรทั้งหลายแหล่ ขึ้นมา แล้วอาจจะฟังดูไม่มีเหตุผล..
แต่ถ้าลองศึกษา เรื่องพวกนี้แล้วก็จะรุ้ว่า มันมีเหตุมีผลกันอย่างแน่นอน
ถึงแม้บางอย่างมันจะส่งผลต่อชาติหน้า ซึ่งทำให้คนที่ไม่เชื่ออาจจะมองว่าไร้เหตุผล
แต่ก็เอาเถอะก็ยังมีอีกหลายอย่างที่แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันที่สามารถเข้าใจได้ในชาตินี้...
สมมติเราตำหนิสงฆ์ ที่ทำผิด(พระเมื่อทำผิดจริง(ผิดในขั้นจับสึก) ก็เหมือนปุถุชนธรรมดา)
ด้วยจิตใจที่อยากต่อว่า หมั่นใส้ โกรธ ...ทำแล้วสะใจ
พอเราต่อว่าไป จิตใจเราผูกติดกับเรื่องแบบนี้ จิตเราจะพุ่งลงต่ำ
ลงต่ำอย่างไรตัวเราเองคนเดียวเท่านั้นที่จะรุ้สึกได้
ผิดกับผู้ที่ไม่เคยใช้โทสะ โมหะ ... ในการต่อว่าติเตือนใคร ว่าไปตามเหตุปัจจัย จิตใจอ่อนโยน
มีจิตเป็นเมตตา เมตตาที่จะให้คำแนะนำ ตำหนิเพื่อการแก้ไข จริงๆ
นอกจาก จะเป็นการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น สูงอย่างไรอธิบายได้นิดหน่อยคือ สบายใจ
จิตใจผ่องใส่ มองโลกในแง่ดี
และอาจจะได้ผลรับภายนอกที่ดี คือการทำให้คนที่ถูกตำหนิรุ้สึกถึงความเมตตา หวังดีจริงๆ
ก็จะพยายามแก้ไขตัวเองส่งผลต่อสังคมที่ดีต่อไป (ทางพระพุทธศาสนาก็บอกว่ามันเป็นกรรมดี
ที่จะได้ต่อตนเองและต่อผู้อื่น)
แต่ กาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญ เขาบอกว่าทำไม ชาวบ้านธรรมดา ถึงไม่ควรตำหนิสงฆ์
จะว่าไม่มีเหตุผลซะทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะมามองกันในแง่ ที่ว่าพระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
มีกิจวัตรอันงดงาม งดงามอย่างไร ผู้ที่บวชมาแล้วคงเข้าใจ
ซึ่งผิดกับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถึงแม้จะบอกว่าตนเป็นคนดีไม่เคยทำชั่ว
แต่แนวทางการปฏิบัติไม่ได้งดงามอย่างท่าน
ดังนั้น เราจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะตำหนิได้... เราตำหนิได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตนได้ดีกว่า
และ รู้ว่าเขาทำผิดอย่างไร หรือทำผิดจริงหรือไม่...ถ้าตำหนิก็ควรตำหนิด้วยจิตใจทีเมตตา
หวังเห็นการพัฒนาและปรับปรุงจริงๆ
พูดไปพูดมาเหมือนจะวกวน งั้น ขอ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวัตถุมงคลซักหน่อย..
อย่างที่รุ้กันว่า ของเหล่านี้ พระพุทธเจ้ารวมถึงพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวถึงไว้เลย ความเชื่อ ต่างๆ
ความไม่รู้จริง ความกลัว ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิด การตีความศาสนาว่าเป็นที่พึ่งทางใจ จึงถูกนำไปใช้ให้เป็น
รูปธรรม เป็นวัตุถุที่จับต้องได้ พระพุทธรูปก็เหมือนกัน ผมเข้าใจว่า
การสร้างพระพุทธเรูปแทนพระพุทธเจ้าก็จริงแต่เป้นการแทนที่แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ว่านี่คือ
พุทธศานาให้คนทั่วไปได้เข้าใจง่ายขึ้น.....
Quote from: จักรี on 19 Feb 2007, 17:32 น.
พอดี มาอ่านอีกทีเลยไป2-3 หน้า แล้ว แต่ก็จะ แสดงความคิดเห็น รวบยอดเลยละกัน
เรื่องการตำหนิติสงฆ์ ว่า ถึงการทำผิดหรือไม่ผิดนั้น ย่อมทำได้โดยไม่ผิดและไม่เป็นอกุศลกรรมถ้า
เรามีจิตหวังดีในพระพุทธศาสนา ไม่ใ่ช่ตำหนิเพื่อความสะใจ หรือ ลำพองปากไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเข้าใจดีและถูกต้องซะก่อนว่าผิดถูกอย่างไร(ด้วยการศึกษา) รวมทั้งกาลเทศะด้วย
เมื่อยก บาปกรรม อกุศลกรรม อะไรทั้งหลายแหล่ ขึ้นมา แล้วอาจจะฟังดูไม่มีเหตุผล..
แต่ถ้าลองศึกษา เรื่องพวกนี้แล้วก็จะรุ้ว่า มันมีเหตุมีผลกันอย่างแน่นอน
ถึงแม้บางอย่างมันจะส่งผลต่อชาติหน้า ซึ่งทำให้คนที่ไม่เชื่ออาจจะมองว่าไร้เหตุผล
แต่ก็เอาเถอะก็ยังมีอีกหลายอย่างที่แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันที่สามารถเข้าใจได้ในชาตินี้...
สมมติเราตำหนิสงฆ์ ที่ทำผิด(พระเมื่อทำผิดจริง(ผิดในขั้นจับสึก) ก็เหมือนปุถุชนธรรมดา)
ด้วยจิตใจที่อยากต่อว่า หมั่นใส้ โกรธ ...ทำแล้วสะใจ
พอเราต่อว่าไป จิตใจเราผูกติดกับเรื่องแบบนี้ จิตเราจะพุ่งลงต่ำ
ลงต่ำอย่างไรตัวเราเองคนเดียวเท่านั้นที่จะรุ้สึกได้
ผิดกับผู้ที่ไม่เคยใช้โทสะ โมหะ ... ในการต่อว่าติเตือนใคร ว่าไปตามเหตุปัจจัย จิตใจอ่อนโยน
มีจิตเป็นเมตตา เมตตาที่จะให้คำแนะนำ ตำหนิเพื่อการแก้ไข จริงๆ
นอกจาก จะเป็นการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น สูงอย่างไรอธิบายได้นิดหน่อยคือ สบายใจ
จิตใจผ่องใส่ มองโลกในแง่ดี
และอาจจะได้ผลรับภายนอกที่ดี คือการทำให้คนที่ถูกตำหนิรุ้สึกถึงความเมตตา หวังดีจริงๆ
ก็จะพยายามแก้ไขตัวเองส่งผลต่อสังคมที่ดีต่อไป (ทางพระพุทธศาสนาก็บอกว่ามันเป็นกรรมดี
ที่จะได้ต่อตนเองและต่อผู้อื่น)
แต่ กาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญ เขาบอกว่าทำไม ชาวบ้านธรรมดา ถึงไม่ควรตำหนิสงฆ์
จะว่าไม่มีเหตุผลซะทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะมามองกันในแง่ ที่ว่าพระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
มีกิจวัตรอันงดงาม งดงามอย่างไร ผู้ที่บวชมาแล้วคงเข้าใจ
ซึ่งผิดกับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถึงแม้จะบอกว่าตนเป็นคนดีไม่เคยทำชั่ว
แต่แนวทางการปฏิบัติไม่ได้งดงามอย่างท่าน
ดังนั้น เราจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะตำหนิได้... เราตำหนิได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตนได้ดีกว่า
และ รู้ว่าเขาทำผิดอย่างไร หรือทำผิดจริงหรือไม่...ถ้าตำหนิก็ควรตำหนิด้วยจิตใจทีเมตตา
หวังเห็นการพัฒนาและปรับปรุงจริงๆ
พูดไปพูดมาเหมือนจะวกวน งั้น ขอ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวัตถุมงคลซักหน่อย..
อย่างที่รุ้กันว่า ของเหล่านี้ พระพุทธเจ้ารวมถึงพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวถึงไว้เลย ความเชื่อ ต่างๆ
ความไม่รู้จริง ความกลัว ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิด การตีความศาสนาว่าเป็นที่พึ่งทางใจ จึงถูกนำไปใช้ให้เป็น
รูปธรรม เป็นวัตุถุที่จับต้องได้ พระพุทธรูปก็เหมือนกัน ผมเข้าใจว่า
การสร้างพระพุทธเรูปแทนพระพุทธเจ้าก็จริงแต่เป้นการแทนที่แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ว่านี่คือ
พุทธศานาให้คนทั่วไปได้เข้าใจง่ายขึ้น.....
หากผ่านไปในอนาคต
พะุพุทธศาสนาล่มสลายไป
ก็เป็นสิ่งบ่งบอกว่า โลกนี้เคยมีศาสนานี้อยู่
เป็นเล่นไปผมเคยบ้า ส่องพระเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งหลายปี
เบณจภาคี เอย พระสมเด็จรุ่นไหนๆ ที่ หลวงพ่อโต สร้างเอย
หลวงพ่อ สด รุ่นไหนแพง รุ่นไหนดัง
หลวงพ่อคูณ รุ่นทิ้งสระ คือรุ่นแรก
หลวงพ่อแพ 1000 วัดพิกุลทอง
พระวัดเขาตะเครา เอวหนา เอวบาง
หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
อะไรอีกละ เยอะไปหมด
วัดไหนปลุกเสกอะไรนี่ แจ้นไปจองกะเขาทีเดียว
พุทธศาสนาเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก คือ ตั้งมาแล้วกว่า 2,500 กว่าปี
พระพุทธศาสนาประกอบด้วยบริษัททั้ง 4 คือ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
เพราะฉะนั้นทุกบริษัทต้องช่วยกันพื้นฟู ศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไป
แต่การที่ฆราวาสอย่างเราจะไปตำหนิพระสงฆ์ผมเห็นว่าไม่ควรครับ อย่างน้อยท่านก็มีศีลมากกว่าเรา อยู่ในเพศภาวะที่เหนือกว่าเรา แม้ท่านประพฤตินอกลู่นอกทางเราก็ไม่ควรไปด่าท่าน สิ่งที่เราทำคือ ไปบอกพระผู้ใหญ่กว่าให้ท่านช่วยตักเตือนกันเอง น่าจะดีกว่าครับ เราเป็นชาวพุทธก็ไปให้กำลังใจท่าน และกระตุ้นท่านให้ศึกษาธรรมะโดยการกราบนิมนต์ให้ท่านช่วยเทศน์ให้เราฟัง แม้สัปดาห์นี้ท่านไม่พร้อม เราก็นิมนต์ให้ท่านเตรียมเทศน์ในสัปดาห์ต่อไป เมื่อเราทำอย่างนี้จะช่วยกระตุ้นให้ท่านศีกษาธรรมะมากขึ้น และท่านจะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้กับชาวโลกต่อไป
ส่วนสิ่งที่เป็นเครื่องระลึกสุงสุดของเราชาวพุทธ มีเพียงแค่ 3 สิ่งเท่านั้น คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นอกจากนี้ไม่ใช่
Quote from: iannnnn on 19 Feb 2007, 16:03 น.
(http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5139857/E5139857-0.jpg)
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5139857/E5139857.html
ทันสมัยมาก มีเอี่ยวกะสุวรรณภูมิด้วย (ชอบ คห 12)
เห็นว่ากันกระสุนนะครับ :25:
แน่ละใหญ่ขนาดนั้น {หมีโหด}
Quote from: TangMo on 19 Feb 2007, 20:59 น.
พุทธศาสนาเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก คือ ตั้งมาแล้วกว่า 2,500 กว่าปี
พระพุทธศาสนาประกอบด้วยบริษัททั้ง 4 คือ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
เพราะฉะนั้นทุกบริษัทต้องช่วยกันพื้นฟู ศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไป
แต่การที่ฆราวาสอย่างเราจะไปตำหนิพระสงฆ์ผมเห็นว่าไม่ควรครับ อย่างน้อยท่านก็มีศีลมากกว่าเรา อยู่ในเพศภาวะที่เหนือกว่าเรา แม้ท่านประพฤตินอกลู่นอกทางเราก็ไม่ควรไปด่าท่าน สิ่งที่เราทำคือ ไปบอกพระผู้ใหญ่กว่าให้ท่านช่วยตักเตือนกันเอง น่าจะดีกว่าครับ เราเป็นชาวพุทธก็ไปให้กำลังใจท่าน และกระตุ้นท่านให้ศึกษาธรรมะโดยการกราบนิมนต์ให้ท่านช่วยเทศน์ให้เราฟัง แม้สัปดาห์นี้ท่านไม่พร้อม เราก็นิมนต์ให้ท่านเตรียมเทศน์ในสัปดาห์ต่อไป เมื่อเราทำอย่างนี้จะช่วยกระตุ้นให้ท่านศีกษาธรรมะมากขึ้น และท่านจะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้กับชาวโลกต่อไป
ส่วนสิ่งที่เป็นเครื่องระลึกสุงสุดของเราชาวพุทธ มีเพียงแค่ 3 สิ่งเท่านั้น คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นอกจากนี้ไม่ใช่
เหรอครับ :42:
ตอนกลับบ้านที่สายใต้ เจอหลวงพี่ ย่ามชมพู โทรมือถือ ติดตุ้งติ้ง คุยสำเนียงเกย์
ศีลเยอะกว่าเหรอครับ เพศบรรพชิตมีคนนับถือเหรอครับ
ใครที่ควรเคารพ เคารพ
แต่ใครที่ไม่ควรเคารพ ไม่เคารพ
ครับ :42:
มีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลานแล้วกันครับ อย่าคิดว่า บวชไปแล้ว พ่อแม่จะได้บุญ มันเหมือนดาบสองคม
บวชเพื่อบำรุงศาสนา เมื่อเราตั้งใจปฏิบัติตามกิจสงฆ์ นั่นก็ถือมีคุณ แต่เมื่อไรตรงข้ามจากบุญจะกลายเป็นบาป
พ่อแม่จะได้บุญได้อย่างไรในเมื่อส่งลูกให้ไปทำลายศาสนา...........
เออ . . . คือ
ผมขอกราบ ขอโทษทุกท่านก่อนอ่ะครับ
เพราะบางทีผมก็ตอบแบบ ขวานผ่าซาก ระคายสายตา และความรู้สึกใครหลายๆคน
ขออโหสิกรรม ด้วยนะครับ
Quoteแต่ไม่เห็นด้วยกับการตัดต่อพันธุกรรมของธรรมะ และศาสนาให้อยู่ในรูปของความงมงาย ไม่ว่าสิ่งที่งมงายนั้นจะดีหรือไม่ดี เช่นการงมงายกับบุญ หรือการสร้างนิยายอันเลิศเลอทั้งหลาย ทั้งดีและไม่ดี อาจจะอ้างว่าเป็นกุศโลบาย หรือแม้กระทั่งการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำบุญ และผลบุญจะส่งผลให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ ผมว่ามันผิดธรรมชาติ
งมงาย แปลว่าอะไร
ศรัทธา แปลว่าอะไร
นับถือ แปลว่าอะไร หรอครับ
รบกวนช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ
ผลบุญจะส่งผลให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ // พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เทศน์ไว้ ครับ
เช่นบูชาเจดีย์ ด้วยดอกบัว 3 ดอก ทำให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ กี่ชาติ ท้าวสักกะกี่ชาติ ฯลฯ
และท่านก็มีเล่าเรื่องราวประกอบด้วย ชาดกต่างๆเป็นต้น
ส่วนเรื่องเรื่องกระโดด 80 ศอกนั้น เป็นประวัติของพระอรหันต์รูปหนึ่งอ่ะครับ
็เลยมา บันทึกในพระไตรปิฏิกด้วยนะครับ
Quote
ดู ๆ ไปดู ๆ มาสิ่งที่อ้างจากพระไตรปิฏฤ ทำไมมันดูเหมือนในคัมภีร์ไบเบิลจัง มีการอ้างตำนาน อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ยังกะนิยาย ผมเข้าใจเองมาตลอดเลยว่าในพระไตรปิฏก น่าจะเป็นตำราที่รวบรวมคำสอน ไม่ได้รวบรวมอภินิหาร หรือปาฎิหาริย์
พระไตรปิฏิก เป็นเหมือนการบันทึกในสมัยนั้น เรื่องราวต่างๆ ประวัติ และคำสอนของพระพุทธเจ้า หมวดธรรม และก็พระวินัยครับครับ แบ่งเป็น 3 เล่ม ครับ
ถ้าคิดว่าไม่ได้รวบรวม อภินิหาร ปาฎิหาริย์ ละก็ ไม่ต้องอ่านพระไตรปิฏิก เลยครับ
เพราะว่ามีตั้งแต่ เล่มแรก จน เล่มสุดท้าย
เช่น
ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ แล้วเดินได้ 7 ก้าวเป็นต้น
Quote
ยุคสมัยแห่งการดูถูกตัวเองของคนไทย
เนื้อหาในหน้านั้น เห็นด้วยทุกประการครับ + ขอบคุณมากครับ
พาดพิงศาสนาฮินดู นิดหน่อย
แสบมาก
ในยุคที่พระพุทธเจ้า บังเกิดขึ้น ทำให้คนเสื่อมศรัทธาจากศาสนาฮินดูมาก และไปนับถือ
พระพุทธเจ้ากันหมด ก็เลยคิดอุบายขึ้นมาว่า
พระพุทธเจ้าเป็น ร่างอวตารลงมาของ พระนาราย รูปแบบหนึ่ง :39:
คนสมัยนั้น ส่วนหนึ่งก็เลยไม่ได้ไป นับถือพระพุทธศาสนา
เพราะว่า ในศาสนาเค้าก็มีพระพุทธเจ้า ให้นับถือเหมือนกัน :39:
เออ เรื่องศาสนาในโลก จะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆครับ
1.เทวนิยม คือ มีเทพเจ้าเป็นใหญ่ อ่ะครับ เทพเจ้าสร้างโลก บูชาเทพเจ้า ฯลฯ
2.พุทธศาสนา คือ มีการสอนเรื่อง การประพฤติตัวอยู่กับคนมีกิเลส วิธีการกำจัดกิเลสเข้าสู่พระนิพพาน
กฏแห่งกรรม
Quoteเช่น ที่บอกว่าอย่าไปติพระเลยครับ แล้วยกว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบบากิขึ้นมา
เป็นตัวอย่างที่ห่างไกลคำว่าปัญญา เพราะบอกให้คนอย่าทำ เพราะเดี๋ยวจะไปเกิดเป็นแบบนี้ๆนะ
แม้จะเป็นการเล่าเรื่องธรรมดา แต่ผมมองว่ามันคือคำขู่ ความเชื่อที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผลแบบนี้
ถึงจะนำให้คนทำดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่โน้มนำให้คนหลงอยู่กับความเชื่อที่ไำม่ประกอบด้วยเหตุผลชนิดอื่นๆ
เช่น เรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ บ้าบุญ บ้าหวย อย่างที่เห็นกันอยู่ ถ้าหากคิดว่ามันไม่มีผล
มันนำให้คนทำดีอย่างเดียวไม่มีปัญหาอะไรอย่างอื่นแล้ว แล้วสิ่งที่ติดอยู่ในสังคมไทยเรา
นับแต่อดีตจนมาลุกลามร้ายแรงอยู่ทุกวันนี้ล่ะ
เข้าใจไม่ครบครับ
ที่ยกตัวอย่างนี่เป็นแบบ case study เพิ่มเติมครับ
ถึงผลกรรมการตำหนิพระ ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฏิกครับ
เวลาพระพุทธเจ้าท่านเทศน์เรื่องอะไร พระองค์ท่านจะยกตัวอย่างประกอบเสมอครับ
ว่าทำทานแบบนี้ จะได้ผลอย่างไรๆ
Cause and Effect ครับ เป็นเหตุเป็นผล ครับ
ผมว่าเก้อยังแยกไม่ออก ระหว่าง เรื่องเหลือเชื่อในพระไตรปิฏิก กับ เรื่องที่เค้างมงายใน ปัจจุบันอ่ะครับ
ว่ามันต่างกันอย่างไรอ่ะครับ
Quoteที่มันเละอย่างนี้ก็เพราะเราปล่อยให้พระชั่วลอยนวล
พระหย่อนธรรมวินัย ไปจนถึงพระที่เป็น ผู้ปกครองของพระเองบางทีก็หย่อนธรรมวินัยไปเสียเองด้วย
ถ้าเราไม่ทำอะไรก็ยิ่งแย่นะครับ
เพียงแต่ว่า การด่าหรือว่ากล่าวด้วยวาจารุนแรง เป็นวิธีที่ได้ผล หรือ ดี หรือไม่อย่างไร
วิธีที่ดีที่สุด คือ ผู้ใดที่เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชน ก็ควรจะต้องศึกษาหาความรู้ด้วยว่า ทำไมเราถึงเป็นพุทธศาสนิกชน มันมีที่มาที่ไปอย่างไร
ศาสนาของเราคืออะไร
เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าในบ้านของเรามีสมบัติอะไรบ้างแล้ว ใครมาขโมยสมบัติของเราไป เราก็ย่อมที่จะไม่รู้
แต่ถ้าเรารู้และเข้าใจทั้งหมด อะไรหายไปหรือผิดเพี้ยนไป เราก็จะรู้และเห็นได้อย่างชัดเจนครับ
ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากฆารวาสอย่างเราที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาเพียงพอครับ
เห็นด้วยครับ
วิธีแก้ไขปัญหาเรื่อง พระย่่อนในพระวินัยได้ดีกว่าวิธีข้างบนคือ
มาบวชเองเลยครับ แล้วก็ปฏิบัติตามพระวินัยเป็นต้นแบบให้เป็นพระในรุ่นหลังๆ
ศึกาพระไตรปิฏิก
แล้วมาเทศน์สอนญาติโยมที่งมโขงเข้าใจเรื่องราวพระพุทธศาสนาแบบผิดๆ มั่วๆ
อ่ะครับ
Quote
จตุคามรามเทพนี่ก็พุทธศาสนาด้วยเหรอครับ
ตอบในประเด็นเรื่องไปนับถือนะ
ไม่ใช่เลยครับ
เหมือนกับเรื่องของเจ้าแม่กวนอิมนั่นแหละครับ หรือเจ้าพ่อไซอิ๋ว กวนอู ฯลฯ
ไม่ขยายความนะครับเพราะคนเชื้อจีน ส่วนใหญ่ที่นับถือเจ้าแม่กวนอิม
Quoteเอาง่ายๆ แค่พระที่ห้อยคอ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ๆ ที่มีปลุกเสกหลายๆ เวอร์ชั่นอะไรนั่นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้วครับ
(อยากคุยประเด็นนี้กับคนที่เห็นต่างครับ จะมีไหมเนี่ย)
เรื่องพระที่ห้อยคอนี่มีที่มาครับ เอาเฉพาะประเด็นพระห้อยคอนะครับ
พระที่ห้อยคอ นั้น จุดประสงค์คือไว้เป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เราทำผิดศีล ครับ
เช่น
นายบี ชวนซีไปกินเหล้า ซีก็ตามไป พอจะกินเหล้า ก็นึกถึงพระที่อยู่ที่คอเรา
"เออนะ พระพุทธเจ้านั้นอยู่กับตัวเรา เราจะทำผิดศีลไม่ได้" เป็นต้น
ต่อมาภายหลัง ห้อยอย่างเดียว มันเอาไม่อยู่ :39:
ก็เลยมี พระกริ่ง ขึ้นมา (เป้นพระที่ห้อยคอแล้วมีเสียงในองค์พระอะครับ กุ้งกิ่งๆ)
เวลาจะกินเหล้า ก็ได้ยินเสียงดัง กริ่งๆ ที่อยู่ในพระ ทำให้นึกถึงพระแล้วไม่ทำบาป ผิดศีล
((ในยุคนี้ต้องระบบ ช็อดไฟฟ้าอะครับถึงจะเอาอยู่ หรือไม่บางคนมันก็ถอดพระออกแล้วกินเหล้า :39:))
ต่อมา ก็มีพระที่ห้อยหลายๆแบบ เพราะแต่ละวัดทำไม่เหมือนกัน พิมพ์ไม่เหมือนกัน วัตถุที่พิมพ์ไม่เหมือนกัน
เลยมีคนกลุ่มหนึ่ง มานั่งสะสมพระเหล่านี้ แทนที่จะมารักษาศีลปฏิบัติธรรม
และมันก็ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน
ปู่ผมก็เป็น มีพระเต็มบ้านเลย จะขนไปทิ้งก็ไม่ได้เลยเอาไปถวายที่วัดแถวบ้านแทน
((พระไม่ใช่ของซื้อขาย แต่เช่า ได้ :39:))
ส่วนเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ พิธีปลุกเสก ต่างๆนี่
ไม่เชื่อ แต่อย่า หลบลู่ครับ
เพราะผมก็ไม่เชื่อ 60% เชื่อ 40% :08:
Quoteเอาไว้อุ่นใจเวลาแปลกที่แปลกทาง
ทำให้ไม่กลัวผีได้ด้วยครับ
เหตุผลส่วนหนึ่งของ 40% :42: เหอๆ
Quoteคือมันพันกันจนแยกกันไม่ออก ทั้งประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา
แยกออกได้ครับ ถ้าตั้งใจจะแยก เหมือนจะแก้เชือกที่พันกันอ่ะครับ
วัฒนธรรม ประเพณี ของคนไทยจะมาจาก พราหมณ์กับศาสนาพุทธอ่ะครับ
Quote
คิดว่าทำขึ้นเพื่อให้ระลึกถึงครับ เหมือนกับความทรงจำที่เป็นรูปธรรม พกพาไปด้วยได้
เห็นด้วยครับ :40:
Quoteผมเห็นว่า "ต้อง" บอกว่าไม่เหมาะครับ
ไม่รู้สิ จะด้วยเหตุผล ศรัทธาประการใดก็ไม่น่านำมาเป็นข้ออ้างในการซื้อขายพระ พรเครื่อง ปลัดขิก ฯลฯ กันเลย
ยกเว้นว่าคุณยอมรับว่าโอเค อันนี้ตูขอเป็นศาสนาผีสักครั้ง อันนั้นแล้วแต่พี่เถอะครับ พกไปเลย
ลองฟันแล้วไม่เข้าด้วยเอ้า
ปลัดขิก จำประวัติมันไม่ได้แฮะ
มันเอามามั่วกับพระพุทธศาสนา ซะงั้น :30:
Quoteพอดี มาอ่านอีกทีเลยไป2-3 หน้า แล้ว แต่ก็จะ แสดงความคิดเห็น รวบยอดเลยละกัน
เรื่องการตำหนิติสงฆ์ ว่า ถึงการทำผิดหรือไม่ผิดนั้น ย่อมทำได้โดยไม่ผิดและไม่เป็นอกุศลกรรมถ้า
เรามีจิตหวังดีในพระพุทธศาสนา ไม่ใ่ช่ตำหนิเพื่อความสะใจ หรือ ลำพองปากไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเข้าใจดีและถูกต้องซะก่อนว่าผิดถูกอย่างไร(ด้วยการศึกษา) รวมทั้งกาลเทศะด้วย
เมื่อยก บาปกรรม อกุศลกรรม อะไรทั้งหลายแหล่ ขึ้นมา แล้วอาจจะฟังดูไม่มีเหตุผล..
แต่ถ้าลองศึกษา เรื่องพวกนี้แล้วก็จะรุ้ว่า มันมีเหตุมีผลกันอย่างแน่นอน
ถึงแม้บางอย่างมันจะส่งผลต่อชาติหน้า ซึ่งทำให้คนที่ไม่เชื่ออาจจะมองว่าไร้เหตุผล
แต่ก็เอาเถอะก็ยังมีอีกหลายอย่างที่แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันที่สามารถเข้าใจได้ในชาตินี้...
สมมติเราตำหนิสงฆ์ ที่ทำผิด(พระเมื่อทำผิดจริง(ผิดในขั้นจับสึก) ก็เหมือนปุถุชนธรรมดา)
ด้วยจิตใจที่อยากต่อว่า หมั่นใส้ โกรธ ...ทำแล้วสะใจ
พอเราต่อว่าไป จิตใจเราผูกติดกับเรื่องแบบนี้ จิตเราจะพุ่งลงต่ำ
ลงต่ำอย่างไรตัวเราเองคนเดียวเท่านั้นที่จะรุ้สึกได้
ผิดกับผู้ที่ไม่เคยใช้โทสะ โมหะ ... ในการต่อว่าติเตือนใคร ว่าไปตามเหตุปัจจัย จิตใจอ่อนโยน
มีจิตเป็นเมตตา เมตตาที่จะให้คำแนะนำ ตำหนิเพื่อการแก้ไข จริงๆ
นอกจาก จะเป็นการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น สูงอย่างไรอธิบายได้นิดหน่อยคือ สบายใจ
จิตใจผ่องใส่ มองโลกในแง่ดี
และอาจจะได้ผลรับภายนอกที่ดี คือการทำให้คนที่ถูกตำหนิรุ้สึกถึงความเมตตา หวังดีจริงๆ
ก็จะพยายามแก้ไขตัวเองส่งผลต่อสังคมที่ดีต่อไป (ทางพระพุทธศาสนาก็บอกว่ามันเป็นกรรมดี
ที่จะได้ต่อตนเองและต่อผู้อื่น)
แต่ กาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญ เขาบอกว่าทำไม ชาวบ้านธรรมดา ถึงไม่ควรตำหนิสงฆ์
จะว่าไม่มีเหตุผลซะทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะมามองกันในแง่ ที่ว่าพระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
มีกิจวัตรอันงดงาม งดงามอย่างไร ผู้ที่บวชมาแล้วคงเข้าใจ
ซึ่งผิดกับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถึงแม้จะบอกว่าตนเป็นคนดีไม่เคยทำชั่ว
แต่แนวทางการปฏิบัติไม่ได้งดงามอย่างท่าน
ดังนั้น เราจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะตำหนิได้... เราตำหนิได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตนได้ดีกว่า
และ รู้ว่าเขาทำผิดอย่างไร หรือทำผิดจริงหรือไม่...ถ้าตำหนิก็ควรตำหนิด้วยจิตใจทีเมตตา
หวังเห็นการพัฒนาและปรับปรุงจริงๆ
เห็นด้วยครับ แต่เดี๋ยวผมไปสรุปเรื่องแยกตะหาก อีกทีละกัน
Quote
พูดไปพูดมาเหมือนจะวกวน งั้น ขอ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวัตถุมงคลซักหน่อย..
อย่างที่รุ้กันว่า ของเหล่านี้ พระพุทธเจ้ารวมถึงพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวถึงไว้เลย ความเชื่อ ต่างๆ
ความไม่รู้จริง ความกลัว ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิด การตีความศาสนาว่าเป็นที่พึ่งทางใจ จึงถูกนำไปใช้ให้เป็น
รูปธรรม เป็นวัตุถุที่จับต้องได้ พระพุทธรูปก็เหมือนกัน ผมเข้าใจว่า
การสร้างพระพุทธเรูปแทนพระพุทธเจ้าก็จริงแต่เป้นการแทนที่แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ว่านี่คือ
พุทธศานาให้คนทั่วไปได้เข้าใจง่ายขึ้น.....
เห็นด้วยครับ
ตอนแรกสุดที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฏิกนี่เป็น ต้นโพธิ อ่ะครับ
คือเมืองๆหนึ่งต้องการที่จะบูชาพระพุทธเจ้า ถวายภัตตหารอ่ะครับ
แต่พระพุทธเจ้าท่านเสด็จไปโปรดสัตว์ในแคว้นอื่นๆ
ก็เลยบูชาไม่ได้
เลยไปขอบูชา ต้นโพธิแทน
โดยระลึก พุทธานุสติ เป็นอารมณ์คือ ระลึกถึงว่า
เอาต้นโพธิที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มาเป็นตัวแทนพระองค์
แล้วก็ทำการบูชาเหมือนพระองค์ท่านประดับตรงนั้นซึ่งต่อมาภายหลังก็มีพระพุทธรูปขึ้นมา
แล้วมันก็เพี้ยนมาเป็น ขูดเลข ขอหวย ซะงั้น
มันเป็นคนละเรื่องกับเดี๋ยวนี้เลยครับ :08:
Quoteหากผ่านไปในอนาคต
พะุพุทธศาสนาล่มสลายไป
ก็เป็นสิ่งบ่งบอกว่า โลกนี้เคยมีศาสนานี้อยู่
เห็นด้วยครับ :12:
Quoteเป็นเล่นไปผมเคยบ้า ส่องพระเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งหลายปี
เบณจภาคี เอย พระสมเด็จรุ่นไหนๆ ที่ หลวงพ่อโต สร้างเอย
หลวงพ่อ สด รุ่นไหนแพง รุ่นไหนดัง
หลวงพ่อคูณ รุ่นทิ้งสระ คือรุ่นแรก
หลวงพ่อแพ 1000 วัดพิกุลทอง
พระวัดเขาตะเครา เอวหนา เอวบาง
หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
อะไรอีกละ เยอะไปหมด
วัดไหนปลุกเสกอะไรนี่ แจ้นไปจองกะเขาทีเดียว
ปู่ผมก็เป็น หนังสือพระเครื่องเต็มบ้านละ
บอกให้ฟังก็ไม่ยอมฟัง:08:
Quoteพุทธศาสนาเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก คือ ตั้งมาแล้วกว่า 2,500 กว่าปี
พระพุทธศาสนาประกอบด้วยบริษัททั้ง 4 คือ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
เพราะฉะนั้นทุกบริษัทต้องช่วยกันพื้นฟู ศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไป
แต่การที่ฆราวาสอย่างเราจะไปตำหนิพระสงฆ์ผมเห็นว่าไม่ควรครับ อย่างน้อยท่านก็มีศีลมากกว่าเรา อยู่ในเพศภาวะที่เหนือกว่าเรา แม้ท่านประพฤตินอกลู่นอกทางเราก็ไม่ควรไปด่าท่าน สิ่งที่เราทำคือ ไปบอกพระผู้ใหญ่กว่าให้ท่านช่วยตักเตือนกันเอง น่าจะดีกว่าครับ เราเป็นชาวพุทธก็ไปให้กำลังใจท่าน และกระตุ้นท่านให้ศึกษาธรรมะโดยการกราบนิมนต์ให้ท่านช่วยเทศน์ให้เราฟัง แม้สัปดาห์นี้ท่านไม่พร้อม เราก็นิมนต์ให้ท่านเตรียมเทศน์ในสัปดาห์ต่อไป เมื่อเราทำอย่างนี้จะช่วยกระตุ้นให้ท่านศีกษาธรรมะมากขึ้น และท่านจะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้กับชาวโลกต่อไป
ส่วนสิ่งที่เป็นเครื่องระลึกสุงสุดของเราชาวพุทธ มีเพียงแค่ 3 สิ่งเท่านั้น คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นอกจากนี้ไม่ใช่
เห็นด้วยครับ :12:
Quoteเหรอครับ ฮิ้ววว
ตอนกลับบ้านที่สายใต้ เจอหลวงพี่ ย่ามชมพู โทรมือถือ ติดตุ้งติ้ง คุยสำเนียงเกย์
ศีลเยอะกว่าเหรอครับ เพศบรรพชิตมีคนนับถือเหรอครับ
ใครที่ควรเคารพ เคารพ
แต่ใครที่ไม่ควรเคารพ ไม่เคารพ
ครับ
โอ้ที่ใต้ก็มีหรอเนี่ย นึกว่าจะมีเฉพาะภาคเหนือ :08:
จริงๆจะบอกว่าประเด็น ไม่ใช่พระ ก็ถูกนะ
เพราะ ขาดคุณสมบัติการบวช ปกตินี่จะบวชไม่ได้อ่ะ
สมควรสึกออกไปด้วยซ้ำ ปล่อยมาได้ไงไม่รู้ :39:
Quoteมีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลานแล้วกันครับ อย่าคิดว่า บวชไปแล้ว พ่อแม่จะได้บุญ มันเหมือนดาบสองคม
บวชเพื่อบำรุงศาสนา เมื่อเราตั้งใจปฏิบัติตามกิจสงฆ์ นั่นก็ถือมีคุณ แต่เมื่อไรตรงข้ามจากบุญจะกลายเป็นบาป
พ่อแม่จะได้บุญได้อย่างไรในเมื่อส่งลูกให้ไปทำลายศาสนา...........
เห็นด้วยครับ กับอีกทางหนึ่งคือทางคณะสงฆ์ไม่รับพวกนี้บวช
นอกจากทำลายศาสนาแล้ว ยัง สร้างกรรมหนักแก่ตัวเองด้วย
ยาวครับ ลายตา
Quote from: ihereboss on 20 Feb 2007, 19:06 น.
ยาวครับ ลายตา
เหอๆลาย ลูกไม้ ป่าวครับ :42:
//////////
ภาพสอบทางก้าวหน้า ที่ต่างประเทศ ครับ
http://www.dhammaforpeace.org/gallery.html
ขออนุญาตไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า ในส่วนของผลบุญผลกรรมครับ
Quote from: ชาร์ป on 20 Feb 2007, 18:55 น.
ผลบุญจะส่งผลให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ // พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เทศน์ไว้ ครับ
เช่นบูชาเจดีย์ ด้วยดอกบัว 3 ดอก ทำให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ กี่ชาติ ท้าวสักกะกี่ชาติ ฯลฯ
และท่านก็มีเล่าเรื่องราวประกอบด้วย ชาดกต่างๆเป็นต้น
เพราะอย่างนี้ธรรมกายเลยชอบยกเรื่อง อ้างเรื่องมาเพื่อให้คนทำบุญ? ถ้าคนทำบุญด้วยความหวังว่าชาติหน้าจะรูปงาม ชาติหน้าจะได้เป็นจักรพรรดิ์ ชาติหน้าจะรวย นั่นแหละงมงาย
ยืนยันอีกครั้งผมมองศาสนาในแง่ปรัชญา ไม่ใช่ในแง่การนับถือผี (ปาฏิหาริย์, ตำนาน, เรื่องเล่า, บุญ, กรรม, นรก, สวรรค์ ฯลฯ)
ไปอ่านเจอจาก ธรรมะทำไม ของท่าน ว.วชิรญานเมธี
สนุกดีชอบๆ :25:
ลองคิดดูซิครับว่า ศาสนาแห่งเหตุและผล แต่กลับเอาเรื่องเล่า
มาโน้มน้าว ชักจูง มันใช่พุทธศาสนาหรือไม่
"อย่าบ้าบุญกันนักเลย" :46:
Quote from: ^-FakE-^ on 21 Feb 2007, 09:38 น.
ไปอ่านเจอจาก ธรรมะทำไม ของท่าน ว.วชิรญานเมธี
สนุกดีชอบๆ :25:
ลองคิดดูซิครับว่า ศาสนาแห่งเหตุและผล แต่กลับเอาเรื่องเล่า
มาโน้มน้าว ชักจูง มันใช่พุทธศาสนาหรือไม่
"อย่าบ้าบุญกันนักเลย" :46:
เห็นด้วยครับ :46:
เล่มนี้ครับ http://www.amarinpocketbook.com/books_detail.asp?book_id=669
(http://img2.f0nt.com/21/d2dfda264fc7dcb506490227c13cd2f0.jpg)
รายละเอียด:
"ธรรมะทำไม" หนังสือเล่มนี้มุ่งทำหน้าที่ "กะเทาะ" ดินเหนียวแห่งความงมงาย รกรุงรัง รุ่มร่าม และล้าหลัง ที่พอกอยู่ภายนอกของ "พระพุทธศาสนา" แบบไทยๆ ออก เพื่อเผยให้เห็น "เนื้อแท้" ของพุทธธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนอย่างตรงไปตรงมา
:46:
ผมว่า ที่บอกว่า พระพุทธเจ้า เกิดมาแล้วเดินได้ 7 ก้าวแถมมีดอกบัวรองรับ
กับ แขวนสมเด็จแล้ว แคล้วคลาด ไม่ค่อยจะต่างกันเล้ย
เน้นความเชื่อ เพียวๆ
Quote from: 'ระจัน on 21 Feb 2007, 10:26 น.
ผมว่า ที่บอกว่า พระพุทธเจ้า เกิดมาแล้วเดินได้ 7 ก้าวแถมมีดอกบัวรองรับ
กับ แขวนสมเด็จแล้ว แคล้วคลาด ไม่ค่อยจะต่างกันเล้ย
เน้นความเชื่อ เพียวๆ
คล้ายๆ ว่าแต่งเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในเชิงสัญลักษณ์ หรือไม่อย่างไรครับ
ไม่ทราบได้ แต่คุ้นๆ :08:
Quoteเพราะอย่างนี้ธรรมกายเลยชอบยกเรื่อง อ้างเรื่องมาเพื่อให้คนทำบุญ? ถ้าคนทำบุญด้วยความหวังว่าชาติหน้าจะรูปงาม ชาติหน้าจะได้เป็นจักรพรรดิ์ ชาติหน้าจะรวย นั่นแหละงมงาย
ยืนยันอีกครั้งผมมองศาสนาในแง่ปรัชญา ไม่ใช่ในแง่การนับถือผี (ปาฏิหาริย์, ตำนาน, เรื่องเล่า, บุญ, กรรม, นรก, สวรรค์ ฯลฯ)
ตอบในประเด็นของที่วัดนะครับ
ยังศึกษาไม่ครบมากกว่า มั้งครับ? มานั่งสมาธิก็ยังไม่มานั่งเลย บวชที่วัดก็ยังไม่เคย
ศึกษามาแต่ข้อมูลที่ผิดๆ
ถ้าเกิดว่าพี่มองในแง่ของ ปรัชญานะครับ พี่ก็เชื่อถือในหลัก กาลามสูตร 10 ด้วย แน่นอน
แต่็ก็ไม่ยอมที่จะใช้มันเลย เหอๆ มันค้านกับคำตอบที่พี่ตอบอ่ะครับ
ตอบแค่นี้นะครับ เพราะว่าอธิบายไปก็ไม่รับฟังอยู่ดี :40:
Quote
ไปอ่านเจอจาก ธรรมะทำไม ของท่าน ว.วชิรญานเมธี
สนุกดีชอบๆ กรี๊ดดดดด
ลองคิดดูซิครับว่า ศาสนาแห่งเหตุและผล แต่กลับเอาเรื่องเล่า
มาโน้มน้าว ชักจูง มันใช่พุทธศาสนาหรือไม่
"อย่าบ้าบุญกันนักเลย"
อ้อ คำว่า บ้า ในที่นี้คือการชอบอะไรมากๆใช่มั้ยครับ
เล่นคอมมาก บ้าคอม
เล่นเกมมากบ้าเกม
ชอบปั่นบอร์ด บ้าปั่นบอร์ด
กินเหล้ามาก บ้าเหล้า
ศึกษาพระไตรปิฏกมาก บ้าพระไตรปิฏก
ศรัทธาในศาสนาพุทธมาก ออกบวช บ้าศาสนา
ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพมากๆ บ้างาน
ตั้งใจเรียนสูงๆ ขยันเรียนมากๆๆ บ้าเรียน
ชอบช่วยเหลือสงเคราะคนยากจน เด็กกำพร้า บ้าสถานสงเคราะห์
ชอบทำความดีให้สังคมมากๆๆ บ้าความดี
ชอบปฏิบัติสมาธิสติปัฐาน 4 บ้าสิตปัฐาน 4
ชอบทำบุญมาก บ้าบุญ
บุญ คือสิ่งที่เราทำแล้วเป็น กุศล
สิ่งที่เราทำแล้วเป็น กุศล มี 10 อย่าง กุศลกรรมบถ 10
ผมว่าสมควรบ้า ครับ บ้าเยอะๆยิ่งดี
ฟังแล้วแปลกๆนะ เห็นคนเค้าทำความดีมากๆ แล้วมาบอกว่า "อย่าบ้าบุญกันนักเลย"
เข้าข่ายคำว่า อิษฉา นะ :42:
Quote
รายละเอียด:
"ธรรมะทำไม" หนังสือเล่มนี้มุ่งทำหน้าที่ "กะเทาะ" ดินเหนียวแห่งความงมงาย รกรุงรัง รุ่มร่าม และล้าหลัง ที่พอกอยู่ภายนอกของ "พระพุทธศาสนา" แบบไทยๆ ออก เพื่อเผยให้เห็น "เนื้อแท้" ของพุทธธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนอย่างตรงไปตรงมา
ในห้องสมุดที่วัดมีมาละ ยืมมาอ่านละครับบบ :25: :25: :25:
Quote from: 'ระจัน on 21 Feb 2007, 10:26 น.
ผมว่า ที่บอกว่า พระพุทธเจ้า เกิดมาแล้วเดินได้ 7 ก้าวแถมมีดอกบัวรองรับ
กับ แขวนสมเด็จแล้ว แคล้วคลาด ไม่ค่อยจะต่างกันเล้ย
เน้นความเชื่อ เพียวๆ
ต่างกันครับ ขอตอบเฉพาะเรื่องพระพุทธเจ้า ท่านนะครับ
เรื่องแขวนสมเด็จมีคนเชื่อถือเยอะ เกรงเค้า (- - )a
คือมันเป็นเรื่องแปลกประหลาดเราอ่ะครับ แต่เป็นเรื่องปกติของท่านครับ
ที่เป็นเรื่องแปลกประหลาด สำหรับเราอ่ะครับ เพราะ
คนเราชอบที่จะคิดโดยการ เปรียบเทียบกับตัวเราเอง อ่ครับะครับ
ซึ่งเป็นบุคคลที่ กิเลสหนา ปัญญาหยาบ อยู่
ส่วนท่านนี่เป็น ชาติสุดท้ายที่จะอยู่ในภพ 3 อ่ะครับ
ชาติก่อนหน้านี้ เหาะได้ ระลึกชาติได้ตั้งแต่เกิด มาเยอะแล้ว
และท่านก็มี กายมหาบุรุษครบ 32 ประการครับ
อย่างที่เราๆพอรู้อยู่มั้งก็คือ นิ้วมือยาวเท่ากัน(ส่วนนิ้วโป้งก็ยาวเท่านิ้วเยอะแต่มันลงมาอยู่ข้างๆ)
นิ้วเท้ายาวเท่ากัน ไม่มีไหปลาร้าเพราะเนื้อเติมเต็ม (ไม่ใช่อ้วนนะ)
เส้นผมคดวนขวา มีอุนาโลมที่หน้าผาก (ขนอ่อนๆวนเป็นกลมๆ) ประมาณนี้
ลักษณะทางกายภาพของท่านมัน สมบูรณ์ อ่ะครับ
มนุษย์ที่เกิดมาแล้วร่างกายสมบูรณ์ที่สุดก็คือ กายมหาบุรุษ ของพระพุทธเจ้านั้นแหละครับ
การที่เกิดมาเดินได้ 7 ก้าวจึงไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับท่านครับ
((เรื่องพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ก็มีหน้าตาเหมือนกันหมดครับ มีกายมหาบุรุษเหมือนกัน
แต่ต่างกันที่ ขนาดครับ ความสูงไม่เท่ากัน))
ความสูงของพระองค์ท่านที่บันทึกไว้คือ 6 ศอก// 2ศอก = 1เมตร ท่านสูง 3 เมตร :08:
ตอนที่ท่านบำเพ็ญ ทุกขรกิริยา 6 ปี คนปกติทั่วไปทำแบบท่านนี่ ตายครับ
ผอมขนาดเอามือลูบท้อง ชนแผ่นหลัง :08:
เรื่องปกติของท่านอ่ะครับ และก็ท่านก็ไม่ได้เอาเรื่องเหล่านี้มาเทศน์สอนด้วย
เชื่อเรานะเพราะเราเหาะได้ เกิดมาก็เดินได้ 7 เก้าแล้ว ไม่มีอ่ะครับ เอามามั่วกันเอง
ซะงั้น
ส่วนเรื่องแขวนสมเด็จ ถ้าอนุญาตให้ตอบได้ ก็ตอบได้ครับ :40:
เออ ขอโทษจักรีนะครับที่พาดพิงนิดหน่อย โหสิ :46:
การที่ประสูติมาแล้วเดินได้ 7 ก้าว และอื่นๆ...
คือประมาณว่า ความที่ต้องต้องตีความหนะครับ
Quote
ดอกบัวเจ็ดดอก หมายถึงโพชฌงค์เจ็ดครับ
โพชฌงค์ คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้มี๗ อย่างคือ ๑. สติ ๒. ธัมมวิจยะ
(การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม) ๓. วิริยะ ๔. ปีติ ๕. ปัสสัทธิ ๖. สมาธิ ๗. อุเบกขา
การก้าวเดินเจ็ดก้าวขณะประสูติหมายความว่าการจะได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติตามโภชฌงค์7
ในพุทธประวัตินั้นมีปริศนาธรรมอยู่มากมาย
เพื่อให้คนรุ่นหลังที่ไม่ได้ศึกษาข้อธรรมอย่างละเอียดมีโอกาสเข้าใจแนวทางได้จากปริศนาธรรมที่
ซ่อนอยู่ในพุทธประวัติ ปริศนาธรรมข้อนี้(ดอกบัวเจ็ดดอก)จึงมีความหมายแบบเข้าใจง่ายๆว่า
ถ้าจะปฏิบัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ(บรรลุธรรม)ได้ ก็ให้ปฏิบัติตามแนวทางโพชฌงค์เจ็ด
ทั้งนี้เนื่องจากการจะปฏิบัติจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของจิตระดับการบรรลุธรรมนั้นเป็นเรื่องยากมาก
เพราะอุปสรรคมากมายนับตั้งแต่การผังธรรมไม่เข้าใจ การท้อถอย การยึดมั่นในธรรม(ความรู้ ความเชื่อ)
จึงได้มีธรรมข้อโพชฌงค์(เจ็ด)เพื่อเป็นแนวทางและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติให้เดินไปได้ถูกทาง
http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=5255
Quoteขออนุญาตไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า ในส่วนของผลบุญผลกรรมครับ
ครับพี่แอน
งั้นผมขออธิบายเพิ่มเติมนะครับ คงจะไม่เป็นไร (หรือป่าวหว่า)
จะเรียกว่า กฏแห่งกรรม จะเข้าใจได้มากกว่าครับ
กรรมคืออะไร กรรม คือการกระทำของเราทั้งหมดครับ แบ่งออกเป้น 3 ประเภทใหญ่ๆ
1.กุศลาธัมมา สิ่งที่ทำแล้วเป็นกุศล หรือ บุญ
2.อกุศลธัมมา สิ่งที่ทำแล้วเป็นอกุศล หรือ บาป
3.อัพพยากตาธัมา สิ่งทำแล้วไม่เป็นกุศล อกุศล ไม่บุญไม่บาป
ยกตัวอย่าง
1.กุศลาธัมมา /// เลี้ยงข้าวเพื่อน ให้ข้าวหมา บริจาคให้กับสถานสงเคราะ สมทบทุนโรงพยาบาล
ดูแลพ่แม่ สอนความรู้เช่น flash ทำเว็บ หนังสือ ฯลฯ
2.อกุศลาธัมมา /// ต่อยชาวบ้าน ขโมยเงินพ่อแม่ เจ้าชู้ โกหก กินเหล้า เล่นการพนัน เถียงพ่อแม่
ทุบตีพ่อแม่ โกงเงินลูกค้า ฯลฯ
3.อัพพยากตาธัมมา /// อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม กินข้าว ขัรถ เิดินเล่น ฯลฯ
ทั้งหมดนี้คือกรรมครับ เมื่อเรากระทำสิ่งหนึ่งย่อมเกิดผลอีกสิ่งหนึ่ง Cause and Effect
หรือที่เรียกว่า วิบากกรรม เช่น
เลี้ยงข้าวเพื่อน มันอิ่ม /// สอนความรู้ ลูกศิษย์ฉลาดขึ้นรู้เรื่องมากขึ้น /// ต่อยชาวบ้าน โดนเค้ากระทืบตอบ /// ขโมยเงินพ่อแม่ พ่อแม่ไม่มีเงิน เสียใจ /// กินเหล้า ขาดสติเมาเป็นหมา
อาบน้ำ ร่างกายสะอาด ///แปรงฟัน ปากหอม ฯลฯ
กรรมมันจึงมี 2 แบบ ง่ายๆ
1.กรรมปัจจุบัน
2.กรรมในอดีต
เรื่องกรรมปัจจุบัน นั้นก็คือหลักธรรมข้อต่างๆไงครับ เช่น
สังฆวัตถุ 4 ผู้ที่ปฏิบัติตามนี้ย่อมเป็นที่รัก
อิทธิบาท 4 ผู้ปฏิบัติตามนี้ย่อมประสบผลสำเร็จในการงาน
อบายมุข 6 ปากทางแห่งความชิบหาย 6 อย่าง กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิง ฯลฯ
ศีล 5 ความปกติขงมนุษย์ 5 ประการ
เรื่องกรรมในอดีต คือสิ่งที่เรากระทำไว้ในชาติก่อนหน้านี้แล้วมันมาส่งผลในปัจจุบัน
เช่น รูปร่าง ผิวพรรณของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนอาจบอกว่าเพราะ พันธุกรรมไม่เหมือนกัน
แล้วอะไรละที่พันธุกรรมไม่เหมือนกัน พุทธศาสนา ตอบได้ครับ วิบากกกรม ที่ทำมาไม่เหมือนกัน
เรื่องรูปร่างหน้าตา นี่ หรือจะบอกว่า บุญลักษณะ ก็ไม่ผิด
การที่พระพุทธเจ้าได้ กายมหาบุรุษนี่ก็เพราะ วิบากกรรมของท่านที่ท่านทำมาอย่างสมบูรณ์ด้วยครับ
เช่นพระโอดท่านมี ฟัน 40 ซี่ เพราะว่าท่านมีวาจาสุภาษิต เป็นต้น
หรืออย่างที่ผมหล่อสู้พี่แอนไม่ได้ เพราะ มีการกระทำไม่เหมือนกันครับ :25:
ผิวขาว ผิวเข้ม นี่ขึ้นอยู่กับ วิบากกรรมทั้งนั้นครับ (ทั้งในปัจจุบันและในอดีต)
การกระทำมันมีผลทั้งในภพนี้ และภพหน้าครับ มีนรก สวรรค์ รองรับอยู่
ในเมื่อเรายังไปนิพพานไม่ได้แบบท่าน
ท่านก็เลยบอกวิธีที่จะเอาตัวรอดใน วัฏสงสาร อย่างปลอดภัย รอดพ้นจากนรก และไปสวรรค์
เช่น ศีล 5 และหลักธรรมขออื่นๆ
ตอนนี้ผมเข้าใจว่า พวกพี่ๆจะพูดถึงในเรื่องเวอร์ๆ ของสาย วิทยาทร หรือพวกไสยเวทย์
ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเลย แต่เค้าเอา พระพุทธศาสนา ไปปน ครับ
พวกนี้นี่แบบ หลอกลวงประมาณ 90% มีจริงๆ 10% ((เสกหนังควาย ยิงปรอท เสกตะปู ))
อย่างฮินดู ก็เอาพระพุทธเจ้าของเราไปมั่วกับพระนาราย คริสต์ เอาคำว่า โบถส์ พระสังฆราช สามเณร บุญ บาปไปมั่วกับของเค้าเฉยๆเลยครับ
ประมาณนี้อ่ะครับ :40:
ตั้งมาแฮะ ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลเคยอ่านเจอเหมือนกันแต่ลืมไปแล้ว + :27:
วิทยาศาสตร์ตายไปเลย :42:
DNA DHA กรดอะมิโน เนี้ย เกิดจากบุญซะงั้น
ทำบุญเยอะๆ เพื่อจะได้ DNA ดีๆ กับเค้ามั้ง :46:
เรื่อง DNA จำเรื่องได้ไม่หมดนะ
ประมาณว่านักวิทยาศาสตร์ เค้าหาสาเหตุของ dna ที่แตกต่างกันของ ผู้หญิงผมดำ กับผู้หญิงผมบรอน
ได้นะ แต่เค้าไม่รู้ว่า อะไรที่มาทำให้เป็นตัวให้แตกต่างกัน
อย่าง dna หนู กับ dna คนนี้ ต่างกันแค่ ไม่กี่รหัส ซึ่งแปลกมาก
เพราะว่าหนู ก็มีรูปร่างอย่างหนึ่ง คนรูปร่างอีกอย่างหนึ่ง dna นั้นไม่น่าที่จะใกล้ข้างกันได้เลย
ขอไปอ่านเพิ่มก่อน แต่สุดยอดเลยครับ :12:
วิทยาศาสตร์ยังตามหลัง พุทธศาสตร์อยู่
Quote from: ^-FakE-^ on 21 Feb 2007, 14:12 น.
วิทยาศาสตร์ตายไปเลย :42:
DNA DHA กรดอะมิโน เนี้ย เกิดจากบุญซะงั้น
ทำบุญเยอะๆ เพื่อจะได้ DNA ดีๆ กับเค้ามั้ง :46:
เริ่มแรกพี่เอ เริ่มจากกรรมปัจจุบันใกล้ๆตัวก่อนดีมั้ยครับ
เช่นเรื่องเลิกกินเหล้า เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง :42:
Quote from: ^-FakE-^ on 21 Feb 2007, 14:12 น.
วิทยาศาสตร์ตายไปเลย :42:
DNA DHA กรดอะมิโน เนี้ย เกิดจากบุญซะงั้น
ทำบุญเยอะๆ เพื่อจะได้ DNA ดีๆ กับเค้ามั้ง :46:
ก็ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่า
ทำยังไง ถึงจะได้ DNA ที่ดี
ในความเห็นของตูนะ พระไตรปิฏก เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างนึงของโลกเลยล่ะ
ทุกอย่างมีวิธีการ มีคำตอบให้หมด
สำหรับคนไม่เชื่อ ก็สามารถลองทำดูได้
วิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ทุกเรื่อง
ศาสนาบางศาสนาก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ทุกเรื่องเช่นกัน
แต่พุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งหวังที่จะตอบคำถามผู้คน
แต่มุ่งหวังที่จะทำให้ผู้คน พ้นทุกข์อย่างยั่งยืน :46:
+ เลยครับ เห็นด้วยทุกประการครับ
ถูกต้องเลยอ่ะครับ :33:
Quote from: ชาร์ป on 21 Feb 2007, 14:25 น.
วิทยาศาสตร์ยังตามหลัง พุทธศาสตร์อยู่
เริ่มแรกพี่เอ เริ่มจากกรรมปัจจุบันใกล้ๆตัวก่อนดีมั้ยครับ
เช่นเรื่องเลิกกินเหล้า เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง :42:
ไว้มีโอกาส ฟ้าฝนเป็นใจนะครับ
ตอนนี้ขอแค่พยายามคิดเลวให้น้อย ทำเลวให้น้อย ก็พอแล้วครับ
ไม่ค่อยชอบเข้าวัด เข้าผิดวัดทีไร อารมณ์เสียกลับมาทุกที
ขอเดินทางสายกลางของตัวเองแล้วกันครับ
เลวบ้าง ดีบ้าง ชีวิตจะได้มีรสชาติ :42:
Quote from: iamnot on 21 Feb 2007, 14:26 น.
ก็ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่า
ทำยังไง ถึงจะได้ DNA ที่ดี
ในความเห็นของตูนะ พระไตรปิฏก เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างนึงของโลกเลยล่ะ
ทุกอย่างมีวิธีการ มีคำตอบให้หมด
สำหรับคนไม่เชื่อ ก็สามารถลองทำดูได้
วิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ทุกเรื่อง
ศาสนาบางศาสนาก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ทุกเรื่องเช่นกัน
แต่พุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งหวังที่จะตอบคำถามผู้คน
แต่มุ่งหวังที่จะทำให้ผู้คน พ้นทุกข์อย่างยั่งยืน :46:
นี้ละครับ พุทธศาสนา เพียวๆ :46:
อ่านที่ชาร์ปเขียนเรื่องบ้าบุญแล้วคันๆ ตะหงิดๆ
เดี๋ยวรอบักเก้อมาตอบให้ดีกว่า ไอ้นี่เขียนเข้าใจง่ายดี :30:
เกาให้มั้ยครับ :26:
ผมก็ตะหงิดๆ แต่ไม่รู้จะเอาอะไรมาเถียงชาร์ป ว่า ที่พูดมามันไม่โน้มน้าวใจผมได้เลย
รอเก้อ เหมือนกัน ย่อยง่าย
ผมมันโน้มน้าวใจ ไม่เป็นอ่ะ :05:
แต่ก็พยายามนุ่มนวลสุดแล้วนะ
กราบขออภัยนะครับ :46:
ผมก็รอคนมาขยายเรื่องตรงนี้เหมือนกันครับ
ผมจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า เค้าเข้าใจว่าอย่างไร
แบบไหน
ลอยๆมา ก็ตอบไม่ค่อยถูก :05:
Quote from: ชาร์ป on 21 Feb 2007, 15:03 น.
ผมมันโน้มน้าวใจ ไม่เป็นอ่ะ :05:
แต่ก็พยายามนุ่มนวลสุดแล้วนะ
กราบขออภัยนะครับ :46:
ผมก็รอคนมาขยายเรื่องตรงนี้เหมือนกันครับ
ผมจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า เค้าเข้าใจว่าอย่างไร
แบบไหน
ลอยๆมา ก็ตอบไม่ค่อยถูก :05:
ผมไม่ได้ว่าอะไรชาร์ปนา :33:
แต่เห็นว่า ข้อมูลชาร์ปแน่น
ผมก็เรอเหม็นเปรี้ยวไม่ย่อยไปเอง
เป็นเรื่องดีครับ เอาอะไรที่ขัดข้องมาวางลงแล้ว แยกที่สงสัยดู
ผมยังดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวันแหละ :35:
โดยเฉพาะเพลงที่มีภาพการ์ตูน
Quote from: 'ระจัน on 21 Feb 2007, 15:08 น.
ผมไม่ได้ว่าอะไรชาร์ปนา :33:
แต่เห็นว่า ข้อมูลชาร์ปแน่น
ผมก็เรอเหม็นเปรี้ยวไม่ย่อยไปเอง
เป็นเรื่องดีครับ เอาอะไรที่ขัดข้องมาวางลงแล้ว แยกที่สงสัยดู
ผมยังดู เคเบิ้ลธรรมกายทุกวันแหละ :35:
โดยเฉพาะเพลงที่มีภาพการ์ตูน
กริ๊ดดดดดด :25: :25: :25:
การ์ตูนเป็นไงมั้งครับ อยากให้ปรับตรงไหนมั้ย
คือมันทำวันต่อวันอ่ะครับ ทำวันนี้ออกพรุ่งนี้ คุณภาพเลยได้ แค่นั้น :05:
:25: :25: :25:
"อย่าบ้าบุญนักเลย"
เป็นคำกล่าวของท่านพุทธทาสครับ
บางทีข้อความหลายจำพวก ก็ต้องการ "การตีความ"
อย่างเช่น พาดหัวข่าว เนื้อเพลง หรือคำพูดของนักการเมือง
... คำคมๆ หรือคำพูดเจ๋งๆ ก็เช่นกัน
.........................................
:02:
อันดับแรกตีความหมายของ "บุญ" แบบบรรทัดเดียวจบ
"บุญ" เป็น ของปัจเจกชน ซึ่งสามารถสะสมได้ ตามการกระทำของแต่ละคน
ครับ
"บ้า" เป็นความหมายในเชิงไม่ดี หรือความหมายในเชิงสุดโต่ง
(เป็นเครื่องชี้วัดปริมาณได้ เช่น บ้าบอล หรือ บ้ารักเธอ )
คำว่า
"บ้าบุญ"
ในเชิงของภาษาจึงสมควรที่จะแปลว่า
"ความคลั่งไคล้ในการทำบุญอย่างสุดขีด"
....
โป๊ะเชะ ... :35:
ตรงนี้ล่ะครับ ความเท่ของประโยคนี้
คือมันตีความเชิงภาษาได้ อย่างนั้น
แต่ความหมายมันลึกกว่านั้น นิส... นึง
"อย่าบ้าบุญกันนักเลย"
เป็นการเตือนสติคนที่คิดว่าจะ "ทำบุญ" ครับ
ว่าสิ่งที่เป็น "บุญ" ของคุณ... มันคืออะไร
ทั้งที่ประโยคนี้กล่าวว่า อย่า บ้าบุญ
แต่ผมมองว่าเป็นการส่งเสริมให้คนทำบุญอย่างถูกต้อง
โดยไม่เสียเปล่าไปกับการทำในสิ่งที่ ไม่เกิดบุญ และ งมงาย
ถ้าหากว่าทำบุญกันโดยคิดว่า
ต้องทำให้ได้เท่านั้น เพื่อให้ได้เท่านี้
หรือ
ต้องทำให้ได้ ไม่น้อยหน้ากว่าคนนั้น
นี่ล่ะครับ ถือเป็นความบ้าบุญ
เพราะ "บ้า" หมายถึงความสุดโต่ง โดยปราศจากการไตร่ตรองก็ว่าได้
เพราะ ถ้าหากได้ไตร่ตรองแล้ว คงกจะไม่ บ้า ไปได้มากปานนั้น ...
...
สรุป...
แม้แต่สิ่งที่ผมโพสต์ไปนี้
บางบรรทัดก็ต้องอาศัยการตีความ :30:
ดังนั้น ขอทุกท่านจงตีความเอาเองเถิด :42:
Quote from: tao on 21 Feb 2007, 19:35 น.
ทั้งที่ประโยคนี้กล่าวว่า อย่า บ้าบุญ
แต่ผมมองว่าเป็นการส่งเสริมให้คนทำบุญอย่างถูกต้อง
โดยไม่เสียเปล่าไปกับการทำในสิ่งที่ ไม่เกิดบุญ และ งมงาย
จับสาระได้ตรงนี้ :30:
ครับ ก็เห็นตามนั้น
ว่างั้น :30:
:30:
อ๋อครับ :42:
เข้าใจครับ :26:
อยากบอกว่า วิทยาศาสตร์ ตามหลัง พุทธศาสตร์ อยู่หลายขุม
ยิ่งวิทยาศาสตร์ค้นคว้าได้ไกลเท่าไหร่ ยิ่ง พิสูจน์สัจธรรมของพุทธศาสตร์ ให้ชัดเจนมากเท่านั้น
เช่น 1. วิทยาศาสตร์พึ่งมาบอกว่าโลกเรานี้มีหลายจักรวาล ไม่เกิน 100 กว่าปี ส่วนพุทธศาสตร์บอกว่าโลกเรานี้มี อนันตจ้กรวาล (มากจนนับไม่ถ้วน) มา 2500 กว่าปีแล้ว
2. แม้แต่เรื่องของการเจริญเติบโตของมนุษย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้เป็นระยะๆ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ว่าในระยะแรกเกิดมีลักษณะเป็นอย่างไร ระยะ 1 เดือน 2 เดือน 5 เดือน มีลักษณะเป็นอย่างไร แต่วิทยาศาสตร์พึ่งมาค้นพบเครื่องมืออุลตร้าเซาว์ เพียงไม่กี่ปี
3. ฯลฯ
แต่เรื่องข้างบนนี้เป็นแค่เปลือก ส่วนแก่นของพุทธศาสตร์คือเรื่องของจิตครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังต้องศึกษาอีกนาน
สรุป พุทธศาสตร์คือสุดยอดของศาสตร์ในโลกนี้ล่ะครับ
ปล. ถ้าลองเปิดใจมาศึกษาพุทธศาสตร์ เราจะเข้าใจโลก ตัวเราและสรรพสิ่ง ได้อย่างถ่องแถ้
ปอ. ให้ภูมิใจเถอะครับที่ได้มาเกิดในดินแดนพุทธศาสนาที่เจริญที่สุดครับ
ปอ1. ส่วนเรื่อง "บุญ" ผมว่าถ้าใจละเอียดกว่านี้ จะเข้าใจเองครับ :25:
ไม่รู้นะครับ
แต่คำว่าสุดยอดของศาสตร์ :42:
มันปะแล่มๆ ยังไงไม่รู้
จริงๆ ถ้าต้องการอธิบาย ในสิ่งที่เราเชื่อและเห็นด้วย ในเหตุผลที่คนอื่นไม่เห็น มันก็เป็นเรื่องที่ยากครับ
แต่เราคุยกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็น่าจะพอรุ้ดี ว่าแต่ละึคนเป็นอย่างไร หลายอย่างที่ผมรุ้สึกว่า
มันเกินไปก็เกินไปจริงๆด้วย ...
การที่จะชี้หรืออธิบายให้ สาวกที่มาคอยตามอ่านจู๋นี้เข้าใจตามกันมันไม่ง่ายหรอกครับ และยิ่งยาก
เพราะรู้ว่าทุกคนเชื่อในเหตุและผลขนาดนี้มันป่าวประโยชน์ที่จะยกหลักธรรม ขึ้นมาแปะเป็นหัวข้อๆ
มันเสียเวลาที่จะมานั่งพิมพ์ถึงตำนานพุทธประวัติ ที่หาซึ่งเหตุปัจจัยไม่ได้เลย.....อย่างอิทธิปาฎิหาริย์
ต่างๆที่เราเคยอ่านเจอทั้งหลายทั้งปวง.....ซึ่งผม คิดว่า ถ้าแค่คนได้ศึกษาหาตำหรับตำรามาอ่านบ้าง
ก็สามารถ เอาพวกนี้ขึ้นมาแปะให้อ่านเป็นคำตอบได้แล้ว....แล้วถ้าถามว่าเข้าใจมันจริงๆมั้ย?
คุณคิดว่าจะตอบว่าอย่างไร?
ดังนั้น ผมจึงบอกกับตัวเองว่า อย่าเอาความเชื่อส่วนตัว มาคุยกับคนที่ต้องการฟังเหตุผล.......
เว้นซะแต่สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจนเท่านั้น........
ภูมิหลังของแต่ละคนก็สำคัญ
บางคนถูกสอนมาว่าจะทำอะไรให้สำเร็จต้องทุ่มสุดตัว เช่น จะไปนิพพาน คุณต้องนั่งสมาธิ
ทำสมาธิอย่างเดียวไม่ต้องสนใจอะไรเลย แม้ว่าตัวเองมีหน้าที่รับผิดชอบก็ไม่ต้องสนใจ
มันจึงทำให้คุณมองว่าคนอื่นก็คงเหมือนกัน ซึ่งไม่เลย ต่างกันโดยสิ้นเชิง...
บางคนถูกสอนมาว่า อยากได้บุญคุณต้องทำบุญมากๆ สร้างอันนู้นสร้างอันนี้ บริจาคอันนั้น
สะสมอันนี้ วัดเป็นดัชนีกันไปเลย...
บางคนถูกสอนว่าอันนี้มีในพระไตรปิฎกนะ ใครเห็นค้านถือว่าผิด
บางคนถูกสอนว่าอันนี้ถูกต้องแถมมีข้อความบางบทบางตอนอยุ่ในพระไตรปิฎก
เลยยิ่งสนับสนุนความเชื่อเข้าไปใหญ่
บางคนก็เชื่อผู้สอนแต่โดยดี เพียงคิดแค่ว่านั่นคืออาจารย์
ยึดอาจารย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องใครเห็นต่างจากครูตนถือว่าผิด
บางคนนิยามความ บ้าไม่เหมือนกัน
บางคนนิยามมันว่าทำอะไรเยอะๆ และมุ่งทำแต่อย่างเดียว เรียกว่าบ้า
ซึ่งผมก็เห็นด้วย โดยเฉพาะ ถ้า ทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อน แล้วยิ่งบ้ามากๆ.....
(ส่วนใหญ่จะทำตัวเองเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว อย่างคำที่ว่า "คนหลงย่อมไม่รุ้ว่าตนหลง")
แต่ผมถึงบอกตั้งแต่หน้าแรกๆแล้วว่า ให้ออกมาดูโลกภายนอกซะบ้าง อยู่แต่สังคมเดิมๆ
เห็นพฤติกรรมเดิมๆ ก็ปลูกฝังความคิด หาเหตุผลสนับสนุนตนเองต่างๆนาๆว่า มันถูกต้อง
ถ้าทำอย่างนั้นมันทำให้คุณมองว่าการจะทำสิ่งใดให้สำเร็จต้องทุ่มทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นการมองโลกที่แคบไปหน่อยมั้ยครับ
Quote from: ชาร์ป on 21 Feb 2007, 13:07 น.
เล่นคอมมาก บ้าคอม
เล่นเกมมากบ้าเกม
ชอบปั่นบอร์ด บ้าปั่นบอร์ด
กินเหล้ามาก บ้าเหล้า
ศึกษาพระไตรปิฏกมาก บ้าพระไตรปิฏก
ศรัทธาในศาสนาพุทธมาก ออกบวช บ้าศาสนา
ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพมากๆ บ้างาน
ตั้งใจเรียนสูงๆ ขยันเรียนมากๆๆ บ้าเรียน
ชอบช่วยเหลือสงเคราะคนยากจน เด็กกำพร้า บ้าสถานสงเคราะห์
ชอบทำความดีให้สังคมมากๆๆ บ้าความดี
ชอบปฏิบัติสมาธิสติปัฐาน 4 บ้าสิตปัฐาน 4
ชอบทำบุญมาก บ้าบุญ
ถูกต้องครับ พวกนี้แหละที่เรียกว่าบ้า.....
แล้ว อย่าคิดว่าฆารวาสที่เขาปฏิบัติสติปัฏฐานในทางที่ถูกต้อง เขา จะทุ่มจนสุดตัว
ทำทุกอย่างโดยไม่สนใจอย่างอื่นที่ควรทำนะครับ ไม่เหมือน บางที่ที่เขาสอนให้ทุ่มสุดตัว
เช่นให้ซื้อที่เพื่อนั่งสมาธิ จองที่ เปลียบว่าจองไปสวรรค์ อะไรต่างๆนานา นั่นนะครับ.......
ไม่เหมือนนะเข้าใจใหม่ด้วย...แค่แนวทางปฏิบัติก็ไม่เหมือนแล้วครับ....
ดังนั้น ถ้าเข้าใจบ้างว่า แนวโน้มของสาวกในบอร์ดนี้
ไม่ต้องการรับฟังอะไรที่ไร้เหตุผลก็ไม่จำเป็นต้องยกอะไรมาอ้างให้เหนื่อยหรอกครับ
เพราะถึงแม้ผมจะเห็นด้วยกับ บุญกรรม ชาติหน้า ฯลฯ
แต่ผมไม่เห็นด้วยที่คุณจะยกมันขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีเหตุผลประกอบ
ซึ่งผมเชื่อว่าพุทธศาสนามีบางส่วนที่สามารถอธิบายได้เป็นสากล
มีบางส่วนที่สามารถอธิบายให้ทุกคน ร้อง "อ๋อ" ได้ไม่มากก็น้อย...
ซึ่งผมคิดว่าถ้าคุณไม่สามารถทำได้ละก็ก็ไม่จำเป็นครับ.....
Quoteแต่ผมถึงบอกตั้งแต่หน้าแรกๆแล้วว่า ให้ออกมาดูโลกภายนอกซะบ้าง อยู่แต่สังคมเดิมๆ
เห็นพฤติกรรมเดิมๆ ก็ปลูกฝังความคิด หาเหตุผลสนับสนุนตนเองต่างๆนาๆว่า มันถูกต้อง
ถ้าเรารู้จักตนเอง แล้ว เราจะรู้จักคนทั้งโลก
เพราะแต่ละคนมีโลภ โกรธ หลง เหมือนกัน ต่างกันแค่ใครมีตัวไหนมากน้อยกว่ากัน
Quoteไม่รู้นะครับ
แต่คำว่าสุดยอดของศาสตร์
มันปะแล่มๆ ยังไงไม่รู้
ศาสตร์ส่วนใหญ่ในโลก มีคำอธิบายอยู่ในพุทธศาสตร์
แม้แต่วิชาการต่างๆ ในทางโลกตะวันตกที่เค้ายกย่องว่าดี เยี่ยม เลิศ ก็มีอยู่ในพุทธศาสตร์ เพียงแต่ว่าชาวพุทธไม่สามารถที่จะนำความรู้ทางพุทธศาสตร์มาอธิบายได้อย่างเค้า :39:
Quote from: TangMo on 21 Feb 2007, 21:54 น.
ถ้าเรารู้จักตนเอง แล้ว เราจะรู้จักคนทั้งโลก
เพราะแต่ละคนมีโลภ โกรธ หลง เหมือนกัน ต่างกันแค่ใครมีตัวไหนมากน้อยกว่ากัน
แต่เอเข้าใจว่า ถ้าเราเข้าใจคนทั้งโลก เราจะเข้าใจตัวเองนะครับ :09:
Quote from: TangMo on 21 Feb 2007, 21:54 น.
ศาสตร์ส่วนใหญ่ในโลก มีคำอธิบายอยู่ในพุทธศาสตร์
แม้แต่วิชาการต่างๆ ในทางโลกตะวันตกที่เค้ายกย่องว่าดี เยี่ยม เลิศ ก็มีอยู่ในพุทธศาสตร์ เพียงแต่ว่าชาวพุทธไม่สามารถที่จะนำความรู้ทางพุทธศาสตร์มาอธิบายได้อย่างเค้า
จริงๆ แล้วมันใช่พุทธศาสตร์เหรอครับ :09:
ถ้ามันคือความจริงแห่งโลกเหมือนกัน คือธรรมชาติของปรากฎการณ์ต่างๆ
ไอสไตน์ เป็นคนไม่นับถือศาสนาทีที่เป็นเทวนิยม แต่ชอบในความเป็นlogicของศาสนาพุทธ (http://www.thaitempleusa.iirt.net/html/dhammatuta_42.html)
ครูสอนวิทยาศาสตร์ของผมสมัย ม.ต้น
แกชอบให้นักเรียนนั่งสมาธิ แล้วก็ประโยคเด็ด
"วิชาที่เจ๋งที่สุดในจักรวาล คือวิชาพระไตรปิฏก"
สรุปเทอมนั้นคะแนนวิทยาศาสตร์รูดระนาว :30:
Quoteแต่เอเข้าใจว่า ถ้าเราเข้าใจคนทั้งโลก เราจะเข้าใจตัวเองนะครับ
อันนั้น คือ มองแต่คนอื่น แต่ไม่เคยมองตัวเอง ครับ (ยากครับที่จะมองคนอื่นอย่างเข้าใจ ส่วนใหญ่จะมองแบบจับผิด อ่ะครับ หรือคอยมองคนอื่นล้มแล้วซ้ำอ่ะครับ )
Quoteจริงๆ แล้วมันใช่พุทธศาสตร์เหรอครับ
อย่างเช่น หลักการบริหาร , หลักการใช้เงิน, กำเนิดโลกและจักรวาล, การดูแลครอบครัว, หลักของการเป็นเศรษฐี, ฯลฯ
หลักการต่างๆนี้ มีอยู่ในพุทธศาสตร์ ครับ
Quoteครูสอนวิทยาศาสตร์ของผมสมัย ม.ต้น
แกชอบให้นักเรียนนั่งสมาธิ
:46: อนุโมทนา กับคุณครูด้วยนะครับ
Quote"วิชาที่เจ๋งที่สุดในจักรวาล คือวิชาพระไตรปิฏก"
ผมว่านะจะให้ ท่านไปสอนวิชาพุทธศาสนา น่าจะดีกว่านะครับ :30:
Quote from: TangMo on 21 Feb 2007, 22:16 น.
อันนั้น คือ มองแต่คนอื่น แต่ไม่เคยมองตัวเอง ครับ (ยากครับที่จะมองคนอื่นอย่างเข้าใจ ส่วนใหญ่จะมองแบบจับผิด อ่ะครับ หรือคอยมองคนอื่นล้มแล้วซ้ำอ่ะครับ )
อ่า ตีความผิดๆๆ :17:
เข้าใจคนทั้งโลกนะครับ ไม่ใช่จับผิดคนทั้งโลก :08:
และคนทั้งโลก ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินะครับ :09:
และถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ เราก็น่าจะเข้าใจตัวเราเองนะครับ
และไม่เคยมองตัวเองเนี้ย คนละประเด็นนะครับ :09:
ตอบจักรี อยากด่าผมก็ ด่าตรงๆ ก็ได้ครับ :30:
เพราะ อ่านไประเด็นมัน พุ่งเป้ามาที่ ประเด็นที่ผมเคยตอบไว้หมดเลยย
อ้อมๆ มา มันรู้ลึกตะหงิดๆ :30:
แอบอ้างแล้วยาว ขอสรุปนะครับ
อย่ามามั่ว ครับ ตะโกนอยู่นอกวัด แล้วคิดว่าเข้าใจอะไรทั้งหมดหรอ เหอๆ พึลึก
อย่าเหมารวม ด้วยครับ คนที่วัดพระธรรมกาย มีทุกประเภท ทุกอาชีพ
ย่อมมี นิสัย ความประพฤติ ต่างกันอย่างแน่นอน รวมถึงผมด้วย
บังเอิญ ผมคนวัดพระธรรมกายแบบ ไฮเปอร์ ไม่ค่อยอ่อนน้อม :42:
ผมก็อยากบอกเหมือนกันว่า ข้อมูลมั่วๆผิด โยนมันทิ้งได้แล้ว
หัดเปิดใจ เข้ามาหาความจริงซะมั้ง มาสัมผัสด้วยตัวเอง ซะมั้ง
ร้อง อ้อ ด้วยตัวเองดีกว่าผมไปบอกให้ร้อง อ้อ
คนวัดพระธรรมกายได้ไม่โง่ ขนาดแยกแยะ อะไรไม่ออกหรอกครับ :30:
:30:
:42: อ๋อ ผมด่าชาร์ปเหรอครับ 55+ ขอประทานอภัย....
ประเด็น กับ ประโยค มันฟ้อง
ประเด็นที่จักรีบอก มันไม่มีคนอื่นพูดในกระจู้นี้หรอกครับ :26:
หัด อ้อ เองซะบ้าง อย่าให้คนอื่นบอก :27:
:30:
ผลสอบทางก้าวหน้า
ต่างประเทศ
ออกแล้วครับ เดี๋ยวเอามาโพสพรุ่งนี้
รูปการสอบทั่วประเทศก็มาแล้ว ครับผม
Quote from: เดอะบุ๋ม on 21 Feb 2007, 23:36 น.
หัด อ้อ เองซะบ้าง อย่าให้คนอื่นบอก :27:
:30:
คมนะเนี่ย :25:
ฮ่าๆ สนุกว่ะกระจู๋นี้
อ้อ
:42:
เอาแบบอีกมุมนะ ตะโกนอยู่ในวัด กับตะโกนอยู่นอกวัด กับคนดูคนตะโกนกัน :22:
กับคนที่ดูหมดทั้งสามมุม :40:
คนดู คนดู คนตะที่มุมที่สาม ด้วย เป็น มุมที่สี่
คนด คนดู คนดูู ... คนดู คนมุมที่สาม เป็นมุมที่อนันต์ เมื่อเป็นมุมอนันต์ ก็จะกลายเป็นวงกลมนั่นแล
อะไรของเอ็งวะบักตั้ง
ไปถ่ายรูปไป๊
นั้นมันพี่โอ้เอ้ :07:
บักตั้งอย่าลืมมิติในระนาบแกน z ด้วยซิ
ต้องทรงกลม {หมีโหด}
Quote from: ^-FakE-^ on 22 Feb 2007, 00:00 น.
อ้อ
:42:
เอาแบบอีกมุมนะ ตะโกนอยู่ในวัด กับตะโกนอยู่นอกวัด กับคนดูคนตะโกนกัน :22:
กับคนที่ดูหมดทั้งสามมุม :40:
เหอๆ ก่อนอยู่ในวัดก็อยู่ข้างนอกมาก่อนแหละ :42:
Quote from: ชาร์ป on 21 Feb 2007, 13:07 น.
ตอบในประเด็นของที่วัดนะครับ
ยังศึกษาไม่ครบมากกว่า มั้งครับ? มานั่งสมาธิก็ยังไม่มานั่งเลย บวชที่วัดก็ยังไม่เคย
ศึกษามาแต่ข้อมูลที่ผิดๆ
ถ้าเกิดว่าพี่มองในแง่ของ ปรัชญานะครับ พี่ก็เชื่อถือในหลัก กาลามสูตร 10 ด้วย แน่นอน
แต่็ก็ไม่ยอมที่จะใช้มันเลย เหอๆ มันค้านกับคำตอบที่พี่ตอบอ่ะครับ
ตอบแค่นี้นะครับ เพราะว่าอธิบายไปก็ไม่รับฟังอยู่ดี :40:
...
ใช่ครับ แล้วรู้ได้ไงว่าศึกษาแต่ข้อมูลที่ผิด ๆ :26:
หากย้อนไปตอนปี 40-41 ตอนนั้นธรรมกายดังมาก อย่างเช่น จาก เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 27 พย. 41
Quote
ทุ่มสุดฤทธิ์ ปิดเจดีย์ !! สร้างผลบุญแลกวัตถุ
หลายวันมานี้ กระแสต่อต้านเรื่องการขายบุญ ดูจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ไม่เพียงสื่อมวลชนสายหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่อง การบอกบุญของวัดพระธรรมกาย ที่ถูกเรียกขานว่า เป็นการขายบุญมากขึ้น
วัดพระธรรมกายเขาคิดอย่างไรกันแน่ กระทั่งผู้คนทั่วไปนั้นเขารู้สึกกันอย่างไร ไม่เพียงแต่ประเด็นนี้เท่านั้น หากใครได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า "อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ" ซึ่งเป็นหนังสือที่ทางวัดพระธรรมกายพิมพ์ออกมาแจกจ่ายแก่สมาชิก จนปัจจุบันนี้ก็ 11 เล่มเข้าไปแล้ว แต่ละเล่มนั้นจะพิมพ์ประมาณ 50,000 เล่มโดยเป็นลิขสิทธิ์ของมูลนิธิธรรมกาย แต่ละครั้งนั้นจะแตกต่างกันในเรื่องของที่จัดพิมพ์ อย่างเล่ม 10 นั้นพิมพ์ที่บริษัทอิมพาวเวอร์ (Impower) จำกัด เล่ม 9 พิมพ์ที่ บริษัทฐานการพิมพ์ เป็นต้น สนนราคาการพิมพ์ต่อเล่มประมาณเล่มละ 5 บาท
ในหนังสือดังกล่าวนี้ทางมูลนิธิจะบรรจุคำสอนของพระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือหลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เรื่องราวความเป็นไปของบุคคลสำคัญๆของวัดอย่าง อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เรื่องราวของพระมหาสิริราชธาตุ "พระธรรมกายของขวัญ" อันเป็นที่มาของพระคะแนนแต่ละรุ่น รวมไปถึงเรื่องของของอานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ
ที่น่าเสียดายก็คือ หาได้เน้นคำสอนของพุทธองค์ที่จะไปถึงทางดับทุกข์ไม่ การนำพาประชาชนไปสู่เหตุแห่งการดับทุกข์อย่างแท้จริงจึงไม่มี พระมหาสิริราชธาตุแต่ละรุ่นแต่ละแบบแล้วแต่คะแนนที่ผู้นำบุญทำได้นั้น วัดพระธรรมกายโฆษณาไว้ในฉบับ 10 หน้า 37 ว่า พระคะแนน สุด สุด เป็นฤทธิธาตุ คือธาตุมีฤทธิ์มาประชุมรวมกันยาวนานกว่า 200 ล้านปี มีอานุภาพทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ พระรุ่นนี้กรอบทำด้วยทองคำ ที่ใต้ฐายขององค์พระมีอักขระพิเศษจารึกว่า ดูดทรัพย์ (นับอนันต์) พระคะแนน สุดฤทธิ์ ทำมาจากรัตนชาติที่หาได้ยาก เกิดขึ้นยาก ใช้เวลานานหลายร้อยล้านปี มีลักษณะคล้ายมณีสีน้ำเงิน (Lapis) แต่ทรงคุณค่าและสวยงามยิ่งกว่ามีสีน้ำเงินแซมขาว เหมือนเมฆขาวพราวฟ้าครามในทะเล จึงได้ชื่อว่า "น้ำเงินจักรพรรดิ" (Imperial Blue)
พระคะแนน สุดฤทธิ์พิเศษ ทำมาจากวัตถุธาติชนิดเดียวกันกับพระคะแนน สุดฤทธิ์ แต่มีลักษณะพิเศษสุดสวยเด่น สง่างามมากกว่า พระคะแนน สุดเดช ทำจากวัตถุธาตุที่ดีที่สุด ซ้อนวิชชาธรรมกายที่ดีที่สุด เพื่อมอบให้คนที่ดีที่สุดในวันที่ดีที่สุด ในหนังสือเล่ม 10 ยังมีตัวอย่างของอานุภาพพระมหาสิริราชธาตุด้วยกันทั้งสิ้น 9 เรื่องประกอบด้วย เรื่องที่ 82 ชื่อว่า ได้งานทำตามคำอธิษฐาน เนื้อหาโดยสรุปมีว่า วัชรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) สำเร็จปริญยาโทมาจากต่างประเทศ แต่ยังหางานทำไม่ได้ สุดท้ายได้เข้ารับการ มภาษณ์ถึง 4 ครั้งที่บริษัทแห่งหนึ่ง โดยไม่มีวี่แววหรือท่าทีว่าจะได้รับการตอบรับ มารดาของเขาจึงทำสมาธิ อธิษฐานจิตต่อพระมหาสิริราชธาตุและได้งานทำเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก
หรือเรื่องที่ 83 เกือบจะสายเกินไป เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการชี้แจงของนักข่าวหนังสื่อพิมพ์ประจำจังหวัดปทุมธานี ที่เปลี่ยนแปลง ปรัธยาน์ภรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) ให้มีสัมมาทิฏฐิ ทำให้มีโอกาสสร้างพระธรรมกายประจำตัวที่แกนกลางมหาธรรมเจดีย์ และได้นำพระมหาสิริราชธาตุไปอธิษฐานทำน้ำมนต์ให้บิดามารดาดื่มจนหายป่วยจากโรคที่เป็นมานานเต็มที บิดาเธอยังเล่าให้ฟังด้วยว่า เมื่อสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ ได้อาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้คนเห็นด้วยตาด้วย อัศจรรย์ยิ่งนัก !!! หรือ
เรื่องที่ 84 หายป่วยได้ทันทีที่สร้างพระแกนกลาง วัชรพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) เล่าว่าพ่ออายุ 85 ปีป่วยเป็นโรคชรา อาการคล้ายคนใกล้จะตาย จึงชวนพี่สาวให้สร้างพระแกนกลางให้พ่อ แต่พี่สาวปฏิเสธบอกเพียงว่าสร้างพระองค์ละ 1 หมื่นบาทแล้ว จึงได้อธิษฐานจิตขอให้พี่สาวเปลี่ยนใจและตกลงทำบุญให้พ่อ ซึ่งก็ได้ผล เมื่อสร้างพระแกนกลางแล้วปรากฎว่าอาการพ่อดีจนเป็นปกติ
เรื่องที่ 85 เรื่องเหลือเชื่อของครอบครัวผู้มีบุญ โสภิณ (ขอสงวนนามสกุล) ทราบข่าวเหตุการณ์อัศจรรย์ตะวันแก้ว จึงได้มาที่วัดสร้างองค์พระให้สามี 1 องค์ ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นที่ร้านนั้นขายของดีมากและขายดีขึ้นเรื่อยๆจึงทำบุญเพิ่มอีก 3 องค์ ให้พ่อแม่และตัวเอง ต่อมาพ่อป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ได้นำภาพพระมหาสิริราชธาตุไปวางไว้หัวเตียงพ่อที่โรงพยาบาล และบอกเรื่องการทำบุญให้รับรู้ พร้อมทั้งสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุอธิษฐานจิตให้พ่อและผู้ป่วยในนั้นทุกคนหลังจากนั้นพ่อกลับบ้านได้ รวมทั้งผู้ป่วยทุกคนในห้องนั้นด้วย
เรื่องที่ 86 ชื่อว่าเพียงภาพก็ช่วยให้ขายจองได้เงินทำบุญ โดย สุชิน (ขอสงวนนามสกุล) เล่าว่า ได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้สร้างองค์พระที่แกนกลางอยากได้พระของขวัญ จึงอธิษฐานขอพรจากภาพพระมหาสิริราชธาตุที่ปกหนังสือเพื่อให้ขายลูกคิดได้เงินมากๆ ภายในวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นสามารถขายได้กำไรเป็นเงินแสนกว่าบาท ได้นำเงินมาทำบุญสร้างพระที่แกนกลางและพระธรรมกายประจำตัวให้ทุกคนในครอบครัว
เรื่องที่ 87 ช่วยเตือนสติเจ้าของ เรื่องนี้ เพียงเพ็ญ (ขอสงวนนามสกุล) เล่าว่า มีภาระต้องเลี้ยงดูหลานชายอายุ 6 เดือน ทำให้มีเวลานั่งสมาธิน้อยลง เวลานอนหลับทีไรรู้สึกเหมือนมีงูมาจิกที่ฝ่าเท้า คืนหนึ่งตื่นขึ้นมาเจองูตัวใหญ่เลื้อยมาขดตัวอยู่ใกล้ๆ เมื่อได้ยินเสียงผู้คนร้องอย่างตื่นตระหนก งูก็เลื้อยหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่บ้านติดมุ้งลวดโดยรอบ ทำให้เพียงเพ็ญเชื่อมั่นว่า พญานาคมาเตือนให้เธอขยันนั่งสมาธิให้มากขึ้น
เรื่องที่ 88 กำลังใจจากพระมหาสิริราชธาตุ เรื่องมีอยู่ว่า ด้วยอานุภาพขององค์พระมหาสิริราชธาตุ ได้เปลี่ยนสีเป็นสีชมพูทั้งองค์ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ พรรณพิมพ์ (ขอสงวนนามสกุล) ในการเป็นผู้นำบุญชักชวนคนมาสร้างพระธรรมกายประจำตัว
หรือเรื่องสุดท้ายในเล่มนี้ก็คือ เรื่องที่ 89 พูดก็ได้ ให้ลาภก็ได้ มีเนื้อหาสรุปว่า ปริยา (ขอสงวนนามสกุล) ได้รับพระมหาสิริราชธาตุจากพี่สาว มาสวมคอไว้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดสันหลังและมาพักรักษาตัวที่บ้าน ในตอนกลางคืนได้สวดมนต์สรรเสริญองค์พระมหาสิริราชธาตุ แต่ยังรู้สึกกลัวพญานาคที่เคยฝันถึงเมื่อคืนแรกที่กลับมารักษาตัวที่บ้าน เมื่อสะดุ้งตื่นรู้สึกว่าพระมหาสิริราชธาตุที่คล้องอยู่หายไป กลับไปแขวนอยู่ที่หัวเตียง จึงได้กล่าวขอโทษ ปรากฎว่าฝันเห็นเลข 3 ตัว นำไปเสี่ยงโชคแล้วได้ลาภ
ในหนังสือเล่มนี้ยังมีรางวัลพิเศษให้อีกด้วย เมื่อท่านเจ้าภาพประสพกับอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระมหาสิริราชธาตุแล้ว เขียนเล่าเหตุการณ์ส่งมายัง โต๊ะรับเรื่องอานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ ในสภาธรรมกายสากล (หลังใหม่) ทุกวันอาทิตย์ หรือ กองบรรณาธิการ กัลยาณมิตร วรรณี ภูประเสริฐ สำนักกัลยาณมิตรสากล......ทุกท่านที่ส่งเรื่องมาเพื่อคัดเลือกตีพิมพ์ในหนังสือ "อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ" นอกจากจะได้สร้างทานแล้ว จะได้รับรางวัลพิเศษเป็นภาพสี่สี สวยงาม มีข้อความเขียนด้วยลายมือ "พระราชภาวนาวิสุทธิ์" หรือหลวงพ่อธัมมชโย นี่เป็นเรื่องที่บันทึกไว้เฉพาะเล่ม 10 เท่านั้น
เรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง??
ปัจจุบันหากดู DMC อยู่ก็ยังมีเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ
เรื่องประเด็นการสืบทอด หรือเผยแพร่พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องดี ผมเห็นด้วย โดยเฉพาะการชักจูงให้คนเข้าวัด เป็นคนดี ศึกษาพระพุทธศาสนา
หากเปรียบกับนโยบายต่าง ๆ ของทักษิณก็เป็นเรื่องดี ดีมากด้วย แต่เบื้องหลัง การสร้างโครงการเพื่อให้ญาติพี่น้อง หรือการเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ใกล้ชิด และการหวังประโยชน์ จากทรัพยากรชาติ การผันเงินเข้ากลุ่มก๊วนของ (หรือเผลอ ๆ เป็นการฟอกเงินเสียด้วยซ้ำ)
อย่าให้ฉากหลังของธรรมกายเป็นอย่างที่ผมคิด และสงสัยเลย :46:
(หากจะบอกว่าเป็นแผนการทำลายเจ้าอาวาส และธรรมกาย หรือเพื่อทำลายพระพุทธศาสนา จากศาสนาอื่นก็ได้นะ)
หากเป๋ไปไกลก็ขอโทษด้วยละกันครับ :46:
เรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง?? :46:
แสดงว่ายังอ่านไม่เจอคำ ขอขมา ของหนังสือพิมพ์ :42:
Quote from: ^-FakE-^ on 22 Feb 2007, 11:10 น.
เรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง?? :46:
ไม่ได้ติดใจเรื่องคำขอขมา (แต่ถ้ามีมาให้ดูก็ดีมาก)
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้
เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ
Quote from: ภูกระดึง on 22 Feb 2007, 11:42 น.
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้
เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ
เท่ อีกแล้ว :12:
ชาร์ป
ผมว่าดีแล้วครับ ลูกสาวผมดูแล้วชอบ เขาว่า สนุก
(ลูกผมเรียน ร.ร. คริสต์ ขอบคุณพระเจ้า และ อาเมนทุกวัน
แต่ผมไม่สน :22:)
Quote from: ภูกระดึง on 22 Feb 2007, 11:42 น.
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้
เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ
ถูกครับพี่ :46:
http://www.dmc.tv/pages/guide/page15.html
:42: เป็นแนวตอบแบบ นุ่มๆ หน่อยนะ
Quote from: ภูกระดึง on 22 Feb 2007, 11:42 น.
คนละนิกาย คนละความเชื่อในทางปฏิบัติ
แย้งกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์
เขาคงแย้งกันมาเป็นพันปีแล้ว ถึงแยกเป็นนิกายและต่างก็ว่าของตัวเป็นของแท้
เป้าหมายเดียวกันคือพ้นทุกข์ ก็น่าจะพอ
ถูกต้องครับ
////////
จริงๆกระทู้นี้ผมตั้งมาชวนคนมา สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า เท่านั้นเอง
พยายามเงียบๆ แล้วหน่าาาา :08:
Quoteชาร์ป
ผมว่าดีแล้วครับ ลูกสาวผมดูแล้วชอบ เขาว่า สนุก
(ลูกผมเรียน ร.ร. คริสต์ ขอบคุณพระเจ้า และ อาเมนทุกวัน
แต่ผมไม่สน ยิ้มน่ารัก)
ขอบคุณมากครับ :25: :25: :25:
(ดิกชินนารีของคริสต์ เค้าก็ดูด้วยแหละครับ :42:
สอบธรรมะทางก้าวหน้าได้ที่ 3 ด้วยของต่างประเทศนะ ภาษา eng)
ถาม - ทำบุญควรหวังผลหรือไม่
ตอบ
การ ทำความดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา ทำแล้วก็เกิดบุญ ผู้ที่ทำความดีแล้ว ก็หวังจะได้บุญ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำโดยรู้วัตถุประสงค์รู้เป้าหมายจากนั้นก็พยายาม สร้างบุญที่ประณีตขึ้นตามลำดับตั้งแต่บุญจากการให้ทาน ต่อมาเป็นบุญจากการรักษาศีล และบุญจากการเจริญสมาธิภาวนา จากบุญระดับโลกียะ เป็นบุญระดับโลกุตตระ จนกระทั่งหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำบุญแล้วหวังบุญก็เหมือนนักเรียนเรียนหนังสือแล้วหวังจะได้ความรู้ ซึ่งยอมได้ผล แห่งการศึกษาดีกว่าผู้ที่เรียนโดยไม่หวังความรู้
ถาม - ทำบุญมากได้บุญมากจริงหรือ
ตอบ
การทำทานให้ได้บุญมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ามีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. วัตถุบริสุทธิ์ คือสิ่งที่ทำให้ทานมาด้วยความสุจริตถูกต้อง
2. เจตนาบริสุทธิ์ คือ มีความเลื่อมใสศรัทธาให้เพื่อหวังบุญจริงๆ ไม่ได้หวังผล ตอบแทนหรือไม่มีเจตนาแอบแฝงหวังประโยชน์ และเมื่อให้แล้วก็ไม่นึกเสียดายภายหลัง
3. บุคคลบริสุทธิ์ คือ ผู้รับเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์มีคุณธรรม ยิ่งมีคุณธรรมมากเท่าใด บุญก็ ยิ่งได้มากไปตามส่วน เช่นทำบุญกับ พระพุทธเจ้า ก็ได้บุญมากกว่าทำบุญกับบุคคลทั่วไป และยิ่งผู้ให้มีศีลบริสุทธิ์แล้วด้วยบุญก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก
ถ้า เงื่อนไขอย่างอื่น เช่น วัตถุเจตนา และบุคคลผู้ให้-ผู้รับ มีความบริสุทธิ์เท่ากันแล้ว แน่นอนว่าผู้ที่ให้ทานเป็นจำนวนมากกว่าก็ย่อมได้รับผลมากกว่าเหมือนคนทำนา 100 ไร่ ย่อมได้ผลมากกว่าคนทำนา 1 ไร่ แต่หากผู้ที่ ให้ทานด้วยทรัพย์แม้เป็นจำนวนน้อยกว่า แต่มีความตั้งใจมีความเลื่อมใสศรัทธาเต็มเปี่ยม และได้ให้ทานกับคนที่มีคุณธรรมสูง ศรัทธาเต็มเปี่ยม ก็อาจได้บุญมากยิ่งกว่าผู้ทำด้วยทรัพย์มากยิ่งกว่าเป็นร้อย ๆ เท่าก็ได้ ดังตัวอย่างของมหาทุคตะ ในครั้งพุทธกาลถวายข้าวเพียงมื้อเดียวแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทำด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาเต็มที่ก็ได้อานิสงส์ผลบุญทันตาเห็นกลายเป็นมหาเศรษฐีประจำเมือง
ตีความแล้วทะแม่งๆ แปลกๆ อีกแล้ว
ชาร์ปขยายความให้หน่อยได้มั้ยครับ :08:
พี่ตีความว่าไงละครับ :08:
เดี๋ยวมาตอบเย็นๆ ไปทำงานก่อนนะครับ :05:
ถ้าตีความว่า
ทำบุญคือการปฎิบัติธรรม (นั่งสมาธิ วิปัสสนานะ) โอเคนะครับ
แต่ถ้าหมายถึงการให้ทาน บริจาคอะไรต่างๆ เนี้ย ไม่ใช่แล้วนะ
ในความหมายของการเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ นะครับ คงไม่มีใครเอาเงินไปเอาความรู้มาหรอกนะ
แต่พูดครอบๆ แบบนี้ จะทำให้ตีความได้เยอะดีนะครับ :42:
ส่วนประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากจริงหรือ?
ไม่น่าจะตอบในเชิงที่ว่าจริง พร้อมเอาพระไตรปิฎกมายันเลยนะครับ
ควรจะ/น่าจะ/สมควรจะ อธิบายว่าทำบุญมาก บุญน้อยไม่ต่างกันหรอกขอแค่มีใจบริสุทธิ์
ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
การมายืนยันแบบนี้ เหมือนกับกระตุ้นให้คนที่ "บ้าบุญ" บ้าเข้าไปอีกนะครับ :46:
อ๊ากกกก ยังงี้ รอทำบุญกับพระพุทธเจ้า 10 บาทก็ได้บุญกว่าให้ขอทานข้างถนนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วซิ :07:
รอทำบุญกับพระสังฆราชแล้วกันได้บุญเยอะกว่า ซื้อดอกไม้จากคนตาบอดอะไรก็ไม่รู้ :07:
ทำบุญวัดใหญ่ๆ ดีกว่า วัดเล็กทำบุญด้วยแล้วได้บุญน้อย อ๊ากกกกกซ์ :07:
:42: ไม่ได้ช่วยให้คนดี/คนอยากทำดี/คนดีที่โลกรอ(หมอโฮจุน) อยากทำบุญขึ้นมาเล๊ย จริงๆนะ
นอกจาก บุญแหม่น (บุญ Man) {หมีโหด} เอ้า ฮากันไป
:30: :30:
+เอ
Quote from: ชาร์ป on 22 Feb 2007, 13:04 น.
จริงๆกระทู้นี้ผมตั้งมาชวนคนมา สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า เท่านั้นเอง
http://f0nt.com/forum/index.php?topic=8069.195
ก็ว่า กระจู๋นี้ก็มีนี่ :42:
เอมันพูดแทงใจดำดีวะ :30: :30:
ตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพเห็นสังคมในวัดแล้วปลงเลยครับ :01: วัดเดี๋ยวนี้กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว ข่าวทุกวันนี้ก็เห็นๆกันบ่อย ฆ่านู่นฆ่านี้แย่งชิงอำนาจในวัด บ้างก็คนขายของในวัดประท้วง พระไม่พอใจกันก็ฆ่ากันทิ้ง
บางวัดถ้าจะมานิมนต์ ถ้าไม่มีรถเบนซ์ก็ไม่รับนิมนต์ ในวัดต้องมีทีวี คอม อินเตอร์เน็ต
เพื่อนพี่ชายไปบวชวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนสึกมีพระองค์หนึ่งมากระซิบว่า "ออกทำไมเงินดีจะตาย" จำเริญพร :46:
Quote
ท่านพุทธทาสภิกขุประสบกับตนเองว่าศีลาจารวัตรของพระเณรเมืองกรุงนั้นออกนอกลู่นอกทางยิ่งกว่าพระเณรบ้านนอก ที่อยู่กันตามประสาคนไม่มีความรู้เสียอีก ท่านพุทธทาสภิกขุได้เล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า
แต่พอไปเจอจริงๆ มันรู้ว่ามหาเปรียญมันไม่มีความหมายอะไรนัก มันก็เริ่มเบื่อ อยากสึก รู้สึกว่าเรียนที่กรุงเทพฯ มันไม่มีอะไรเป็นสาระ เรียนที่กรุงเทพฯ มันอยากจะสึกอยู่บ่อยๆ พระเณรไม่ค่อยมีวินัย มันผิดกับบ้านนอก มันก็เป็นมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เรื่องสตางค์เรื่องผู้หญิง...
มันเคร่งกว่ามาก ไม่ใช่เฉพาะที่พุมเรียงหรอก ตลอดปักษ์ใต้แหละ เคร่งกว่าที่กรุงเทพฯ มาก เรื่องเกี่ยวกับการกินการฉันก็สรวลเสเฮฮาเหมือนกับคนเมา ฮาฮาตลอดเวลาฉัน ลักษณะนั้นเราเรียนไปตั้งแต่โรงเรียนนักธรรมว่ามันใช้ไม่ได้นี่ อย่างมาต่อยไข่สดต้มไข่หวานหรือทอดประเคนกันเดี๋ยวนั้นเลย มันผิดวินัย แต่เขาทำกันเป็นธรรมดา เรียกว่ามันไม่มีอะไรที่น่าเลื่อมใสเลย ผิดกับวัดที่บ้านนอก เราก็ต้องเป็นพระที่จับสตางค์ ใช้สตางค์เหมือนเขาไปหมด ตามธรรมดาพระที่พุมเรียง สมัยผมบวชเขาไม่จับเงินจับทองกัน มีผู้ช่วยเก็บให้ แล้วมันค่อยๆ เปลี่ยน ไม่จับแต่ต่อหน้าคน ในกรุงเทพฯ มันเป็นโรคร้ายระบาดทั่วกรุงเทพฯ อยู่หัวเมืองมันยังมีอิทธิพลในทางเคร่งครัดแบบเก่าอยู่
...
พระ เป็น บุคลากร ประจำวัดนะครับ :27:
ไปอ่านเจอมา
เข้าใจและเบื่อหน่ายไอ้พวกวัดทุนนิยมเหล่านั้นเหมือนกัน
ไร้สาระและยิ่งทำให้ศรัทธาต่อพระสงฆ์ที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้วให้เหลือน้อยลงไปอีก
แต่ก็อย่างว่า เราไม่ควรไปเหมารวมว่าวัดจะต้องเป็นวัดสำหรับพวกห่มเหลือง (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) เท่านั้น
เพราะเท่าที่อ่านประสบการณ์ทางสมณเพศของเก้อ ก็ว่าเออ วัดที่ดีๆ พระที่ดีๆ ก็มีอยู่เต็มไปหมด
ไอ้ที่มากระซิบให้เพื่อนพี่ชายอู๋นั่นปล่อยมันไปเถอะครับ
เปรียบเป็นนักการเมืองก็คงเหมือนพวก สส เลวที่เรารู้อยู่แก่ใจแต่ถึงเวลาปะหน้ากันก็ต้องไหว้นั่นแล
อ่านตามลิงก์ของชาร์ปแล้วบอกตามตรงว่าก็เป็นการตอบแบบอ้อมแอ้มๆ
แต่ก็ไม่ได้คำตอบของคำถามที่ลุงแอ๊ะถามมาน่ะ (อ่านแล้วสยองมากขอบอก)
เหมือนใช้ภาษาทางการตลาดอธิบายว่าธุรกิจ MLM ของบริษัทเราไม่ใช่ลูกโซ่นะ (แต่จริงๆ ก็ใช่)
ถ้าเป็นไปได้ชาร์ปช่วยอธิบายแบบรวบรัดและตรงประเด็นกว่านี้จะดีหลายๆ จ้ะ
กรณีที่ผมสนใจ นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตาอะไรนั่นไม่ได้อยู่ใกล้ตัวผมเลยครับ
เพราะผมไม่ได้สนใจว่าจะนิพพาน จะอัตตา หรืออนันอันวาหรือไม่
เพราะคอนเซปต์ในการ "นับถือ" ศาสนาของผมคือเหมือนกับกรนับถือครูบาอาจารย์
ครูที่สอนดี สร้างแรงบันดาลใจ แต่ดันกินเหล้าเมาหญิง
ผมก็เลือกรัก เลือกหยิบมานับถือเฉพาะประเด็นการสอนดีและสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น
ไม่ได้ต้องลงไปทำตัวตามอย่างครูท่านนั้นจนครบสูตร -- นี่คือวิธีการนับถือศาสนาของผม
พระไตรปิฏกก็เช่นกัน ธรรมกายก็เช่นกัน
อะไรที่ดีอยู่ในนั้นผมก็เลือกมาชื่นชมและนับถือ ส่วนอะไรที่รู้สึกว่าเลอะเทอะผมก็มองข้ามไป
(และขอยอมรับว่าในส่วนของธรรมกาย ที่ผมนับถือมากที่สุดก็คืองานด้านศิลปกรรม และไอเดียด้านการตลาดเท่านั้นครับ)
//ตัดหน้าสองคน {หมีโหด}
บางทีผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย :46:
เอาเป็นว่า นรก สวรรค์ อยู่ที่ใจ :27:
Quote from: iannnnn on 22 Feb 2007, 15:50 น.
กรณีที่ผมสนใจ นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตาอะไรนั่นไม่ได้อยู่ใกล้ตัวผมเลยครับ
เพราะผมไม่ได้สนใจว่าจะนิพพาน จะอัตตา หรืออนันอันวาหรือไม่
เพราะคอนเซปต์ในการ "นับถือ" ศาสนาของผมคือเหมือนกับกรนับถือครูบาอาจารย์
ครูที่สอนดี สร้างแรงบันดาลใจ แต่ดันกินเหล้าเมาหญิง
ผมก็เลือกรัก เลือกหยิบมานับถือเฉพาะประเด็นการสอนดีและสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น
ไม่ได้ต้องลงไปทำตัวตามอย่างครูท่านนั้นจนครบสูตร -- นี่คือวิธีการนับถือศาสนาของผม
พระไตรปิฏกก็เช่นกัน ธรรมกายก็เช่นกัน
อะไรที่ดีอยู่ในนั้นผมก็เลือกมาชื่นชมและนับถือ ส่วนอะไรที่รู้สึกว่าเลอะเทอะผมก็มองข้ามไป
(และขอยอมรับว่าในส่วนของธรรมกาย ที่ผมนับถือมากที่สุดก็คืองานด้านศิลปกรรม และไอเดียด้านการตลาดเท่านั้นครับ)
เรื่องนิพพาน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา คือเป็นจุดหมายปลายทางของมัน
ถ้าเราไม่สนใจว่ามันจะเป็นตายร้ายดียังไง แล้วถ้ามีใครไม่รู้แอบเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่น
เราแม้ไม่ได้สนใจจะไปที่นั่น แต่คนรุ่นหลังจากเราบางทีเขาอาจจะสนใจ แล้วทีนี้เป้าหมายมันเปลี่ยนเป็น ลูกแก้วอะไรไปแล้วก็ไม่รู้(สมมุตินะครับ)
จะมานั่งใต้ต้นไม้คิดกันใหม่นี่ เป็นไปไม่ได้นะครับ
เหมือนเบอร์ในมือถือน่ะ ซิมหายแล้ว บางเบอร์มันกู้คืนมาไม่ได้จริงๆนะ
ส่วน บุญ นั้น ทำให้ตายก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ บุญนับเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมากในหลักพุทธศาสนา เพียงแต่ว่ามันขายได้ ก็ขายกันเสียจนน่าเกลียด
ขอไล่ตอบนะครับ
Quoteถ้าตีความว่า
ทำบุญคือการปฎิบัติธรรม (นั่งสมาธิ วิปัสสนานะ) โอเคนะครับ
แต่ถ้าหมายถึงการให้ทาน บริจาคอะไรต่างๆ เนี้ย ไม่ใช่แล้วนะ
ในความหมายของการเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ นะครับ คงไม่มีใครเอาเงินไปเอาความรู้มาหรอกนะ
แต่พูดครอบๆ แบบนี้ จะทำให้ตีความได้เยอะดีนะครับ
เข้าใจผิดครับ ท่อนนั้นมันเป็นการ อุปมาเปรียบเทียบครับ
Quoteส่วนประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากจริงหรือ?
ไม่น่าจะตอบในเชิงที่ว่าจริง พร้อมเอาพระไตรปิฎกมายันเลยนะครับ
ควรจะ/น่าจะ/สมควรจะ อธิบายว่าทำบุญมาก บุญน้อยไม่ต่างกันหรอกขอแค่มีใจบริสุทธิ์
ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
การมายืนยันแบบนี้ เหมือนกับกระตุ้นให้คนที่ "บ้าบุญ" บ้าเข้าไปอีกนะครับ ไหว้
อ๊ากกกก ยังงี้ รอทำบุญกับพระพุทธเจ้า 10 บาทก็ได้บุญกว่าให้ขอทานข้างถนนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้วซิ โวย
รอทำบุญกับพระสังฆราชแล้วกันได้บุญเยอะกว่า ซื้อดอกไม้จากคนตาบอดอะไรก็ไม่รู้ โวย
ทำบุญวัดใหญ่ๆ ดีกว่า วัดเล็กทำบุญด้วยแล้วได้บุญน้อย อ๊ากกกกกซ์ โวย
ฮิ้ววว ไม่ได้ช่วยให้คนดี/คนอยากทำดี/คนดีที่โลกรอ(หมอโฮจุน) อยากทำบุญขึ้นมาเล๊ย จริงๆนะ
นอกจาก บุญแหม่น (บุญ Man) หมีโหดดดด เอ้า ฮากันไป
เข้าใจผิดครับ และก็ ตำแหน่งของคณะสงฆ์กับวัดเล็กวัดใหญ่ ไม่เกี่ยวกับการได้บุญมากน้อยครับ
ผิดจุดประสงค์ของพระพุทธเจ้าท่าน อย่า่งแรงเลยครับ
2 ประเด็น ตีซะไม่ได้ความเลย ครับ พี่เอ :42:
Quoteตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพเห็นสังคมในวัดแล้วปลงเลยครับ หน้ามึน วัดเดี๋ยวนี้กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว ข่าวทุกวันนี้ก็เห็นๆกันบ่อย ฆ่านู่นฆ่านี้แย่งชิงอำนาจในวัด บ้างก็คนขายของในวัดประท้วง พระไม่พอใจกันก็ฆ่ากันทิ้ง
บางวัดถ้าจะมานิมนต์ ถ้าไม่มีรถเบนซ์ก็ไม่รับนิมนต์ ในวัดต้องมีทีวี คอม อินเตอร์เน็ต
เพื่อนพี่ชายไปบวชวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนสึกมีพระองค์หนึ่งมากระซิบว่า "ออกทำไมเงินดีจะตาย" จำเริญพร
นั้นพวกอาศัยผ้าเหลืองครับ แต่อย่าเหมารวมสิ ผมเห็นหลวงพี่ในวัดที่อยู่กรุงเทพ
ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เยอะมากเลยครับ
ของท่านพุทธทาส ก็ถือว่าถูกส่วนหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด
ยกเรื่องพระเณรมานี่ พวกพี่ๆจะไปบวชกู้พระศาสนาใช่มั้ยครับ :42:
สาธุ :46:
Quoteพระ เป็น บุคลากร ประจำวัดนะครับ
เจ้าอาวาส เป็นผู้บริหารประจำวันนะครับ
ผม เป็น บุคคลกรประจำบ้านครับ พ่อแม่เ็ป็นผู้บริหาร
ครู เป็น บุคคลกรประจำโรงเรียน
หมอ เป็น บุคคลกรประจำโรงพยาบาล
พระอานนน์ เป็นเลขา พระพุทธเจ้า :42:
Quote
อ่านตามลิงก์ของชาร์ปแล้วบอกตามตรงว่าก็เป็นการตอบแบบอ้อมแอ้มๆ
แต่ก็ไม่ได้คำตอบของคำถามที่ลุงแอ๊ะถามมาน่ะ (อ่านแล้วสยองมากขอบอก)
เหมือนใช้ภาษาทางการตลาดอธิบายว่าธุรกิจ MLM ของบริษัทเราไม่ใช่ลูกโซ่นะ (แต่จริงๆ ก็ใช่)
ถ้าเป็นไปได้ชาร์ปช่วยอธิบายแบบรวบรัดและตรงประเด็นกว่านี้จะดีหลายๆ จ้ะ
บอกแล้วว่าเค้าตอบแบบ นุ่มๆ :30:
ประเด็น พระสิริราชธาตุ ที่พี่ ae ยกมา ตอนนั้นยังไม่ได้เข้าวัดครับ (เิ่พิ่ง ม.1)
เป็นประเด็นที่เถียงกันจบไปเรียบร้อยเมื่อ 9 ปี ที่แล้วครับ
การเขียนข่าว
เค้าใช้วิธี โฟกัส ครับ แบบมาโครด้วย เรื่องที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มี
แต่ไม่เขียน โจมตีไปที่จุดอื่นแทน
เรื่องราวที่เขียนมาก็เขียนไม่จบ จับมาเฉพาะที่ดูเวอร์ๆ อารมณ์ส่วนตัว
เพราะตอนจบ เค้าก็ปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า
มันเขียนไม่ได้
เพราะว่าไม่ตรงกับคำถามที่ต้องยิงให้ คนที่อ่านเข้าใจผิด
วัดอื่นไม่เป็นไร
ถ้าเป็นวัดพระธรรมกาย เจอลุย :30:
Quote
กรณีที่ผมสนใจ นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตาอะไรนั่นไม่ได้อยู่ใกล้ตัวผมเลยครับ
เพราะผมไม่ได้สนใจว่าจะนิพพาน จะอัตตา หรืออนันอันวาหรือไม่
เพราะคอนเซปต์ในการ "นับถือ" ศาสนาของผมคือเหมือนกับกรนับถือครูบาอาจารย์
ครูที่สอนดี สร้างแรงบันดาลใจ แต่ดันกินเหล้าเมาหญิง
ผมก็เลือกรัก เลือกหยิบมานับถือเฉพาะประเด็นการสอนดีและสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น
ไม่ได้ต้องลงไปทำตัวตามอย่างครูท่านนั้นจนครบสูตร -- นี่คือวิธีการนับถือศาสนาของผม
เออ อันนั้นสำหรับคนที่เถียงเรื่อง นิพพาน เป็น อัตตาหรืออนัตตา อ่ะครับ
เถียงกันตั้งแต่ ผมยังไม่เกิด แล้วตอนที่เค้าโจมตี ข่าวก็อ้างประเด็นนี้มาโจมตีด้วยอ่ะครับ
เพราะวัดตอบว่า
นิพพาน เป็น อัตตา
หลวงพี่ที่วัดทำ วิทยานิพน เรียบร้อยแล้วครับ
นักวิชาการในด้านพุทธศาสนาทั่วโลก ให้การยอมรับแล้วเรียบร้อยเช่นกัน
ทำเป็นหนังสืออ่านง่ายๆ ก็มีครับของ พระมหา ดร. สมชาย ฐานวุฑโฒ ครับผม
วิชาการล้วนๆ :01:ผมก็ไม่ได้สนใจตรงนี้เหมือนกันครับ
Quoteพระไตรปิฏกก็เช่นกัน ธรรมกายก็เช่นกัน
อะไรที่ดีอยู่ในนั้นผมก็เลือกมาชื่นชมและนับถือ ส่วนอะไรที่รู้สึกว่าเลอะเทอะผมก็มองข้ามไป
(และขอยอมรับว่าในส่วนของธรรมกาย ที่ผมนับถือมากที่สุดก็คืองานด้านศิลปกรรม และไอเดียด้านการตลาดเท่านั้นครับ)
ความคิดแนวนี้ เป็นแนวคิดที่ผมใช้ ก่อนรู้จักวัดพระธรรมกาย เลยครับ :42:
อันนี้ของพี่ ae ครับ
ไม่รู้ว่าจะอ่านได้หรือป่าว หามาได้แค่นี้อ่ะครับ :05:
ของจริงมันอยู่ในหนังสือ เคยเก็บไว้เครื่องเหมือนกัน เกือบทุกฉบับ
แต่คิดว่าไม่ได้ใช้เลยลบทิ้ง :05:
(http://img2.f0nt.com/22/e3f89fee3cf8b0f8b5eab6af7d88c327.jpg)
(http://img2.f0nt.com/22/830f920ab9dff4109c5925c8845086df.jpg)
(http://img2.f0nt.com/22/ca7c7abc8eb39441d882e484e159ba83.jpg)
ตอนลงข่าวว่าวัด ตัวใหญ่หน้า 1 ตลอด1-2ปี
ตอนขอขมา ตัวลีบมาเลยนะซ่อนซะหน้าหลังๆ ลงครั้งเดียวด้วย :42:
Quoteอ่า ตีความผิดๆๆ
เข้าใจคนทั้งโลกนะครับ ไม่ใช่จับผิดคนทั้งโลก
และคนทั้งโลก ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินะครับ
และถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ เราก็น่าจะเข้าใจตัวเราเองนะครับ
และไม่เคยมองตัวเองเนี้ย คนละประเด็นนะครับ
ขออภัยครับที่ตีความผิด ..........
ส่วนเรื่องการเข้าใจคนทั้งโลกแล้วจะเข้าใจตนเอง ผมว่ามันแปร่งๆ นะครับ
ผมว่ามันยากมากนะครับที่จะเข้าใจคนทั้งโลก มีตั้งหลายพันล้านคน จะเข้าใจหมดเหรอครับ
:05:
Quoteเรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง??
ถ้าบอกแล้วจะเชื่อเหรอครับ :09:
คือได้ตอบไปตั้งหลายหน้าแล้ว ... แต่ไม่รู้ว่าได้เชื่อกันหรือเปล่า
เช่น พระพุทธเจ้าไม่ได้มีแค่พระองค์เดียว แต่มีมาแล้วมากกว่าเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้งสี่ เป็นต้น ถ้าไม่เชื่อลองไปถามพระองค์ไหนก็ได้ที่เอนับถือดูซิครับ จะได้คำตอบครับ
ปล. เรายังรักกันอยู่นะครับ :33:
Quoteเรื่องนิพพาน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา คือเป็นจุดหมายปลายทางของมัน
ถ้าเราไม่สนใจว่ามันจะเป็นตายร้ายดียังไง แล้วถ้ามีใครไม่รู้แอบเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่น
เราแม้ไม่ได้สนใจจะไปที่นั่น แต่คนรุ่นหลังจากเราบางทีเขาอาจจะสนใจ แล้วทีนี้เป้าหมายมันเปลี่ยนเป็น ลูกแก้วอะไรไปแล้วก็ไม่รู้(สมมุตินะครับ)
จะมานั่งใต้ต้นไม้คิดกันใหม่นี่ เป็นไปไม่ได้นะครับ
เหมือนเบอร์ในมือถือน่ะ ซิมหายแล้ว บางเบอร์มันกู้คืนมาไม่ได้จริงๆนะ
ผมคอยเปิดพระไตรปิฏกตามแก้มา ตั้งแต่เปิดกระทู้เลยอ่ะครับ :42:
Quoteส่วน บุญ นั้น ทำให้ตายก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ บุญนับเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมากในหลักพุทธศาสนา
ถูกครับ ทำให้ตายชาติเดียวมันพ้นทุกข์ไม่ได้
ก่อนที่ท่านจะมาเป็นพระพุทธเจ้านี่ สร้างบุญสร้างบารมีมา 20 อสงไขยแสนมหากัป
ถ้าเป็นพระโสดาบัน ก็อีกไม่เกิน 7 ชาติ จึงพ้นทุกข์ :42:
ไม่ปะติ๋วนะครับ เพราะพระพุทธศาสนาเปิดมาก็ ทาน ศีล ภาวนา การทำบุญ แล้วครับ :42:
Quoteเพียงแต่ว่ามันขายได้ ก็ขายกันเสียจนน่าเกลียด
เฉพาะกับคนที่ไม่ได้ทำ กับที่มีอคติ อ่ะครับ :42:
Quoteขออภัยครับที่ตีความผิด ..........
ส่วนเรื่องการเข้าใจคนทั้งโลกแล้วจะเข้าใจตนเอง ผมว่ามันแปร่งๆ นะครับ
ผมว่ามันยากมากนะครับที่จะเข้าใจคนทั้งโลก มีตั้งหลายพันล้านคน จะเข้าใจหมดเหรอครับ
เออเนอะ
Quoteอ่านตามลิงก์ของชาร์ปแล้วบอกตามตรงว่าก็เป็นการตอบแบบอ้อมแอ้มๆ
แต่ก็ไม่ได้คำตอบของคำถามที่ลุงแอ๊ะถามมาน่ะ (อ่านแล้วสยองมากขอบอก)
เหมือนใช้ภาษาทางการตลาดอธิบายว่าธุรกิจ MLM ของบริษัทเราไม่ใช่ลูกโซ่นะ (แต่จริงๆ ก็ใช่)
ผมว่าถ้าเปรียบพระพุทธศาสนา เหมือนสินค้า ผมว่า พระพุทธศาสนา เป็น High Product, High Quality เลยนะครับ แต่ในเรื่องของ PR ถือว่ายังน้อยมากๆ ครับ
Quote from: มาจากตำแหน่งล้ำหน้า on 22 Feb 2007, 19:22 น.
เรื่องนิพพาน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา คือเป็นจุดหมายปลายทางของมัน
ถ้าเราไม่สนใจว่ามันจะเป็นตายร้ายดียังไง แล้วถ้ามีใครไม่รู้แอบเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่น
เราแม้ไม่ได้สนใจจะไปที่นั่น แต่คนรุ่นหลังจากเราบางทีเขาอาจจะสนใจ แล้วทีนี้เป้าหมายมันเปลี่ยนเป็น ลูกแก้วอะไรไปแล้วก็ไม่รู้(สมมุตินะครับ)
จะมานั่งใต้ต้นไม้คิดกันใหม่นี่ เป็นไปไม่ได้นะครับ
เหมือนเบอร์ในมือถือน่ะ ซิมหายแล้ว บางเบอร์มันกู้คืนมาไม่ได้จริงๆนะ
ตำแหน่งที่ผมยืนนี่ ยังไกลกับความสนใจในเรื่องนั้นไงครับ
เหมือนกับให้ชาวนาไปศึกษาแคลคูลัสยังไงยังงั้น
แต่ชาวนาก็เข้าใจอยู่แล้วว่ายังไงก็มีคนที่ทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่แล้ว สบายใจได้
ส่วนเรื่องการขายบุญ เห็นด้วยทุกประการครับว่ามันเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว
ผมไม่เคยสนใจเรื่องบุญกรรมเลย อย่างเด็ดขาด
แต่ก็ไม่ได้หมายว่ายังงี้ก็ตีหมาฆ่าแม่ได้น่ะสิ
อันนั้นคนละเรื่องกันครับ เข้าใจนะ
คงคุยกันคนละเรื่องเดียวกันอยู่มั้งเนี่ย
เรื่องบุญบาปกรรมนี่มีจริงๆนะ
การดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความมีเมตตา
ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง บอกทางคนถามทาง ขับรถมีน้ำใจ
การตั้งใจทำงาน นั่นก็เป็นบุญนะ
การพูดจาไม่ดี ดูถูกผู้อื่น ก็บาปนะ
อาจทำให้ไม่มีคนอยากจะคบหา
อันนี้ถือว่าเป็นกรรมจากการพูดไม่ดีนั่น เป็นต้น
อ่อ ครับๆ
แบนี้โอเคครับ ยินดีต้อนรับ
ที่ผมพาออกไปนู่นคงเป็นเรื่อง ผลบุญ ผลกรรม พาขึ้นสวรรค์ชั้นคิมูจิ๊ล่ะครับ
Quote from: ชาร์ป on 22 Feb 2007, 20:03 น.
ขอไล่ตอบนะครับ
เข้าใจผิดครับ ท่อนนั้นมันเป็นการ อุปมาเปรียบเทียบครับ
อุปมาเปรียบเทียบนะซิครับ :42:
แต่มันเปรียบเทียบกันคนละมุมเลยนะครับ
แล้วก็ยังมีช่องว่างให้คนนำไปตีความบิดเบือนได้อีกเหลือเฟือเลยนะครับ :25:
เหมือน จะกระโดดตึก 30 ชั้น แต่ไม่ตายอะไรประมาณนี้เลยครับ
Quote from: ชาร์ป on 22 Feb 2007, 20:03 น.
เข้าใจผิดครับ และก็ ตำแหน่งของคณะสงฆ์กับวัดเล็กวัดใหญ่ ไม่เกี่ยวกับการได้บุญมากน้อยครับ
ผิดจุดประสงค์ของพระพุทธเจ้าท่าน อย่า่งแรงเลยครับ
2 ประเด็น ตีซะไม่ได้ความเลย ครับ พี่เอ :42:
เหรอครับ แล้วมันต้องตีความว่าอย่างไรละครับ
เนี้ย รอการตีความทั้งสองข้ออยู่ :25:
อธิบายหน่อยนะครับ แล้ว ตำแหน่งของคณะสงฆ์กับวัดเล็กวัดใหญ่ ไม่เกี่ยวกับการได้บุญมากน้อยครับ
ผิดจุดประสงค์ของพระพุทธเจ้าท่าน อย่า่งแรงเลยครับ ในบทที่ยกมาก็ไม่เห็นมีอธิบายบอกเลยนะครับ
ค่อนข้างมั่นใจว่าชาวบ้านตาดำๆใครอ่านก็เข้าใจอย่างที่เอเข้าใจนั้นด้วย :40:
(เพราะตูก็ชาวบ้าน :42:)
ครับผม
///
ขอถามมั้ง ผมแก้ข้อสงสัยได้มั้งมั้ยครับ
*ของพี่เอ กำลังตอบนะครับ
ยังไม่ได้อธิบายเลยครับ :08:
ข้อที่ถามส่วนใหญ่โดนถามกลับ แล้วก็อึ้ง ตอบไม่ถูก :05:
ไม่ก็หายไป ผู้คนต่างหลงลืม :01:
บ้างก็ตอบ แต่ไม่ถูกประเด็นที่ตั้งใจ อยากจะรู้เลยครับ :42:
งั้นถามสั้นๆ ง่ายๆ แล้วกันนะครับ
ประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากกับประเด็นทำบุญหวังผล(บุญ)
จากที่อ่านในบทที่เอยกมา (ซึ่งก็ยกมาจากเว็บที่ชาร์ปให้อีกที)
จะต้องตีความบทนั้นว่าอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ
Quote from: -ae- on 22 Feb 2007, 11:37 น.
ไม่ได้ติดใจเรื่องคำขอขมา (แต่ถ้ามีมาให้ดูก็ดีมาก)
ขอบคุณครับสำหรับข่าวขอขมาที่ตัดมาให้ดู แต่ประเด็นผมคือ
Quote from: ^-FakE-^ on 22 Feb 2007, 11:10 น.
เรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง?? :46:
ศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผลแทบไม่ต่างอะไรกับการนับถือจตุคามรามเทพเลย เป็นความเชื่อที่อยู่เหนือเหตุผล ไม่ได้ต้องการเอาชนะนะ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับผม แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า การให้คนทำความดี หรือทำบุญ ละบาป การสืบทอดพระพุทธศาสนา น่าจะ(ใช้คำว่าน่าจะเพราะเป็นความเห็นส่วนตัว)สอนให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เอาความกลัว ความไม่แน่ใจ ความไม่มั่นคง มาขู่
ผมอาจจะเป็นพวกองุ่นเปรี้ยว
ืผมอ่านๆก็เลยคิดว่า ปูพื้นฐาน ของทุกคนก่อนดีกว่า(มั้ง)
ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านเป็นขั้นเป็นตอน อ่ะครับกระโดดข้ามขั้น หรือปฏิเสธบางขั้นมันไม่ได้อะครับ
ที่ผมตอบๆมันก็ข้ามไปข้ามมา ไม่เป็นขั้นเป็นตอน
ถ้าเกิดเราไล่ตั้งแต่ พื้นฐาน ใหม่หมดแล้วก็ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กัน
เป็นขั้นเป็นตอน ทุกคนก็จะมีความคิดเห็นเหมือนกัน เข้าใจได้ง่ายไปออกนอกประเด็น
รู้ทันกัน คิดตามได้ง่าย
แต่ผมก็ต้องขอความร่วมมือด้วยอ่ะครับ ให้ วาง ความเชื่อ อื่นๆไว้ก่อน
แล้วมานั่งเรียนไปพร้อมๆกัน ถ้ามีคำถามก็เก็บไว้ก่อน เพราะว่าถ้าเรา
ศึกษาไปเรื่อยๆ ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ เป็นขั้นเป็นตอน
คำถามเหล่านั้น มันจะค่อยๆหลุด ออกไปเอง (จะมีคำถามใหม่มาแทน :01:)
ผมไม่ได้กลัวที่จะตอบ แต่กลัวว่าพวกพี่ๆจะยอมรับฟังมั้ย เอาอคติต่างๆที่มีอยู่ใจออกได้มั้ย
ใน Internet ความสามารถของมันก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
มันสู้ นั่งคุยที่ม้าหินอ่อน ไม่ได้เลย
การที่จะแก้ไขข้อข้องใจในเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา
มันเป็นเรื่องที่จะ สามารถ พลิกชีวิตของเราทั้งชีวิต
เรื่องที่พวกพี่ๆถามๆกันมา บุญ บาป นรก สวรรค์ มีจริงมั้ย ทั้งหมดทุกคำถาม
เป็นเรื่องที่ผมเคยถามมาหมดแล้ว และผมก็เข้าใจมันแล้วด้วย
แต่ใช้วิธีที่ไม่เหมือนกับ พวกพี่ๆอ่ะครับ
ยกตัวอย่าง
งาน 3d ใน maya สมมุติว่าเราไปดูหนังมาแล้ว เราอยากจัดแสงสวยๆแบบนั้น
เราจะไป นั่งจัดแสง เลยมันเป็นไปได้ยากที่จะทำความเข้าใจมันได้ครับ
อย่างน้อยๆเราก็ต้องมีพื้นฐานโปรแกรม การทำงานของมันก่อน
ทำความเข้าใจเรื่อง ขึ้นโมเดล กางuv เพน ต่อกระดูก ซีน เอนิเมท saveฟาย
อย่างน้อยก็มีความรู้ไว้ก็ยังดีถ้าทำไม่เป็น แล้วถึงจะมาจัดแสง
พอมาจัดแสง ก็ต้องมาทำความเข้าใจเครื่องมือ องค์ประกอบแสง เรื่องไฟ เรื่องประเภทแสง
ถึงจะมาลงมือ จัดแสงได้
ยกตัวอย่าง
การเรียน มันก็ต้องเป็นขั้นเป็นตอน อนุบาล ประถม มัธยม ป.ตรี ป.โท ป.เอก
เป็นขั้นเป็นตอน ส่วนพวกที่เก่งๆ เรียนข้ามชั้น ก็มีเหมือนกัน
แต่พวกเค้าก็มีความเข้าใจถูกต้อง มีพื้นฐานที่ดี เป็นขั้นเป็นตอน เหมือนกัน
ส่วนพวกกวดวิชา นั้นก็ยังเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ดีครับ
จริงๆวิธีเร็ว ที่สุด ดี ทีุ่ด ก็คือ การบวช แหละครับ
ที่วัดมีการบวชระยะ 1-2 เดือน ต่อหนึ่งโครงการ
(เด็กๆ 1 เดือน พวกพี่ๆ 2 เดือน)
มีการศึกษาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตลอด 2 เดือน และอย่างต่อเนื่องด้วย และรวดเร็ว
พระอาจารย์ท่านลงเทศน์ตั้งแต่ปูพื้นฐาน ตลอดจน
การประพฤติ ปฏิบัติตัว ตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แก้ไขปัญหาต่าง ทั้งเรื่อง บุญ บาป นรก สวรรค์ และวัดพระธรรมกาย(สำหรับคนที่ข้องใจ)
ความรู้ทุกอย่างที่ผมนำมาตอบพวกพี่ๆก็เป็นความรู้ที่ผมได้จากการบวช 2 เดือนนี้
ทั้งหมดครับ พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยงในโครงการท่านเป็นผู้มอบให้
ผมอยู่ในวัดพระธรรมกายก็จริง แต่มาอยู่หน่วยทำสื่อ ทำการ์ตูน
ผมศึกษาเรื่องราวต่างๆมาก็จริงแต่แค่พอตอบได้ครับ
พอเปิดพระไตรปิฏกเป็นนิดหน่อย
ถ้าเป็นพระอาจารย์ที่ท่านเทศนี่ความรู้แน่นกว่าผม เยอะครับ
แต่พวกพี่ๆไม่มา บวช นี่ :01:
มันกินเวลามากกว่า 2 เดือนแน่นอนและมันก็ไม่ต่อเนื่องด้วย
พิมพ์ตอบทีผมใช้เวลา 15 นาทีมั้ง ครึ่งชั่วโมงมั้ง ตอบไป
รออีก ครึ่งชั่วโมง หรืออีก 1 วันกว่าจะมีคนมาตอบ
บางคนก็อ่านแล้ว ความคิดแตก ฟุ้งกระจาย ก็ต้องคอยตามเก็บมาเข้าเรื่องเดิม
อาทิตย์หนึ่งผ่านไป ก็ยังสงสัยเรื่องเดิมๆอยู่ กำลังแก้อยู่ก็มีเรื่องอื่น
โผล่มาอีก แต่คนต่างสังสัยถามมาอีกหลายประเด็น
ความต่อเนื่องมันไม่มี
ยกตัวอย่าง
พิมพ์ตอบคำถามในกระทู้นี้เหมือน
เราจะเติมน้ำให้เต็มตุ่ม เราก็เปิดก็อกน้ำ ให้น้ำลงตุ่ม
ถ้าเราเปิดๆปิดๆ น้ำหยอด 2-3 หยดต่อวัน
เดินไปนู้นมานี้ มีอารมณ์ก็มาเปิดก็อกแล้วก็ปิด เดินไปเดินมา
กว่าน้ำจะเต็มตุ่ม ปีหนึ่งไม่รู้ว่าจะเต็มป่า่ว :01:
บางทีผมก็ติดงานไม่ได้มาตอบ ก็เหมือนเปิดก็อกแล้วน้ำไม่ไหล :01:
ถ้าเกิดพวกพี่ๆมาบวชซะเลย
เหมือนกับ
เปิดน้ำตูมเดียวเต็มตุ่ม พระอาจารย์ท่านเตรียมให้ความรู้แน่นอน
และก็ต่อเนื่องด้วย สงสัยอะไรก็ไม่ต้องเก็บไว้ ถามได้เลยเข้าใจได้เลย
แค่พวกพี่ๆยอมสละเวลามาเท่านั้น
เหมือนกับตุ่มอยู่กับที่รอรับน้ำ ถ้าเกิดตุ่มคว่ำอยู่เติมน้ำยังไงก็ไม่เต็ม
หรือตุ่มไม่อยู่กับที่ กลิ่งไปกลิ้งมา เติมน้ำยังไงก็เต็มยาก
ประมาณนี้อ่ะครับ
ปล. ตอนนี้ผมทำงานไม่ค่อยทันละ เพราะมานั่งตอบอยู่นี่
จริงๆกะว่าวันหนึ่งเล่นแป้บๆ ดูข้อมูลใหม่ๆ แต่เวลาพิมพ์ตอบมันใช้เวลาเยอะ :05:
ผมอาจจะโดนแบนห้ามเล่น net อ่ะครับ :05:
Quoteประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากกับประเด็นทำบุญหวังผล(บุญ)
จากที่อ่านในบทที่เอยกมา (ซึ่งก็ยกมาจากเว็บที่ชาร์ปให้อีกที)
จะต้องตีความบทนั้นว่าอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ
พี่เชื่อว่าทำบุญแล้วได้บุญหรือป่าวครับ
เพราะบทความนั้นเป้นการตอบคำถามของคนที่เชื่อเรื่อง ทำบุญได้บุญ
Quoteศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผลแทบไม่ต่างอะไรกับการนับถือจตุคามรามเทพเลย เป็นความเชื่อที่อยู่เหนือเหตุผล ไม่ได้ต้องการเอาชนะนะ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับผม แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า การให้คนทำความดี หรือทำบุญ ละบาป การสืบทอดพระพุทธศาสนา น่าจะ(ใช้คำว่าน่าจะเพราะเป็นความเห็นส่วนตัว)สอนให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เอาความกลัว ความไม่แน่ใจ ความไม่มั่นคง มาขู่
ผมอาจจะเป็นพวกองุ่นเปรี้ยว
พี่ว่า พระพุทธศาสนาต่างจากจตุคามรามเทพ ยังไงครับ
พี่จะให้ตอบเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องไหนละ ครับ
ประเด็นของข่าวผมตอบไปแล้ว
องุ่นเปรี้ยว ที่เข้าวัดเยอะครับ :22:
Quoteคงคุยกันคนละเรื่องเดียวกันอยู่มั้งเนี่ย
เรื่องบุญบาปกรรมนี่มีจริงๆนะ
การดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความมีเมตตา
ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง บอกทางคนถามทาง ขับรถมีน้ำใจ
การตั้งใจทำงาน นั่นก็เป็นบุญนะ
การพูดจาไม่ดี ดูถูกผู้อื่น ก็บาปนะ
อาจทำให้ไม่มีคนอยากจะคบหา
อันนี้ถือว่าเป็นกรรมจากการพูดไม่ดีนั่น เป็นต้น
+ ลุงอ๋าห์ ครับ :38: ..... เอ่อ..... แต่ตอนนี้ยัง + ไม่ได้อ่ะ :02:
Quoteงั้นถามสั้นๆ ง่ายๆ แล้วกันนะครับ
ประเด็น ทำบุญมากได้บุญมากกับประเด็นทำบุญหวังผล(บุญ)
จากที่อ่านในบทที่เอยกมา (ซึ่งก็ยกมาจากเว็บที่ชาร์ปให้อีกที)
จะต้องตีความบทนั้นว่าอย่างไรถึงจะถูกต้องครับ
ขอตอบครับ :25:
ทำความเข้าใจไปด้วยนะครับประเด็นที่ 1 ทำบุญมากได้บุญมาก
ขอตอบว่าไม่จริงเสมอไปครับ !!!ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอย่างน้อย 3 อย่าง ครับ คือ
1.
เจตนาบริสุทธิ์ คือ ความตั้งใจที่อยากจะให้ ที่ประกอบด้วยใจที่ความบริสุทธิ์ ไม่ได้หวังคิดร้าย ทำร้ายคนอื่น (เช่น ชายหนุ่มให้ดอกไม้หญิงสาว .... ไม่ได้บุญครับ เพราะต้องการหญิง, ส.ส.ให้เงินคนเลือกตัวเอง .... ก็ได้บุญครับ เพราะหวังให้เค้าเลือกเรา) แต่การให้เพื่อหวังความสุขใจ สบายใจ ก็เป็นสิ่งที่พีงหวังครับ เพราะความสุขเกิดจากบุญครับ อย่างเช่นตัวอย่างที่ลุงอ๋าห์ยกมาน่ะครับ ถูกต้องเลยครับ :12:
2.
วัตถุบริสุทธิ์ คือ วัตถุที่ให้ทาน เป็นวัตถุที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ คือ ไม่ได้จากไปขโมยเค้า ไปโกงเค้า หรือประกอบอาชีพที่ทุจริต ต้องได้วัตถุมาด้วยการประกอบอาชีพที่บริสุทธิ์ไม่เกิดโทษ เป็นบาป(เช่นขายอาวุธ ค้ายาเสพติด ค้ายาพิษ ค้ามนุษย์ เป็นต้นครับ) :33:
3.
ผู้ให้บริสุทธิ์ กับ
ผู้รับบริสุทธิ์ คือ ผู้ให้ก็มีศีลมีธรรม ผู้รับก็มีศีลมีธรรม
ถ้าครบที่ 3 ข้อนี้ จะได้บุญมากครับ แต่ถ้าไม่ครบบุญที่ได้ก็ลดหลั่นลงไปครับ
เพราะฉะนั้น ทำบุญมาก ก็ไม่ได้บุญมากเสมอไปครับ เว้นแต่ครบที่ 3 ข้อ ให้มากก็ได้บุญมากเป็นธรรมดาครับ
อุปมาให้ฟังนะครับ เปรียบการทำบุญเหมือนชาวนาปลูกข้าวครับ
การปลูกข้าวจะให้ได้ข้าวที่ดี ต้องประกอบด้วย
1.
ดินดี คือดินที่จะปลูกข้าวต้องเป็นดินเหนียว (ไม่รู้ถูกหรือเปล่า) เอาง่ายๆ เป็นดินที่เหมาะแก่การปลูกข้าวครับ คือถ้าดินดี ข้าวที่ปลูกในดินที่ดี ข้าวก็จะขึ้นดีมีเมล็ดข้าวเยอะ ถ้าดินไม่ดีข้าวที่ได้ก็ไม่เยอะครับ นั่นก็คือ ผู้รับบริสุทธิ์ครับ
2.
เมล็ดพันธุ์ข้าวดี น้ำดี คือ ถ้าปลูกข้าวใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี เมล็ดไม่หัก ไม่เสีย เมล็ดมีคุณภาพ .. เมล็ดที่ปลูกไปก็ย่อมต้องได้ข้าวที่ดี กว่าใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดี หัก เสีย นั่นก็คือ วัตถุบริสุทธิ์
3.
คนปลูกดี คือ ชาวนาคนนั้นมีความรู้ในการปลูกข้าว รู้วิธีการ รู้หลักวิชา ชาวนาที่มีความรู้ด้านการปลูกข้าว ก็ย่อมสามารถทำให้ข้าวไปผลดี มีปริมาณเยอะกว่าชาวนาที่ไม่รู้วิธีการปลูกข้าว ทำอะไรก็ไม่เป็นซักอย่าง นั่นก็คือ ผู้ให้บริสุทธิ์
4.
ตั้งใจดี ดูแลอย่างดี คือ ชาวนามีเป้าหมายที่จะปลูกข้าวให้ได้ดี ระหว่างรอข้าวออกผล ก็ดูแลลอย่างดี ไม่ยอมให้อะไรมารบกวนข้าว คอยกำจัดวัชพืชอย่างดี ย่อมให้ผลข้าวมากกว่า ชาวนาที่ไม่มีความตั้งใจที่จะปลูกข้าว ไม่เอาใจใส่ดูแลแปลงข้าว นั่นคือ เจตนาบริสุทธิ์ ครับ
ถ้าชาวนาทำให้อย่างน้อย 4 ข้อ ข้างต้นนี้ก็ย่อมได้ผลข้าวที่ดี ครับ
ทีนี้ ถ้ามีชาวนา อยู่ 2 คน มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อ เหมือนกัน สิ่งแวดล้อมเดียวกัน
ถามว่าจะได้ผลเหมือนกันหรือไม่ ...ก็ต้องตอบว่าได้เหมือนกัน
แล้วถ้า มีชาวนาอีกคนหนึ่ง มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อเหมือนกัน สิ่งแวดล้อมเหมือนกัน แต่!!! ทำนาในปริมาณที่
มากกว่า!!!ล่ะครับ จะได้ผลเท่าชาวนา 2 คนแรกมั้ยครับ ....... ก็ขอตอบว่าได้ไม่เท่ากัน เพราะทำนามากกว่า ก็ย่อมได้ ข้าวในปริมาณที่มากกว่าครับ :33:
เพราะฉะนั้น ข้าว ก็คือ บุญ ครับ
สรุป คือ การทำบุญมากไม่จำเป็นต้องได้มากเสมอไป
การทำบุญมากต้องให้ครบคุณสมบัติ อย่างชาวนาทั้ง 4 ข้อ
เมื่อทำครบคุณสมบัติอย่างชาวนาทั้ง 4 ข้อแล้ว ...... ทำบุญมาก ก็ย่อมได้บุญมากครับ :45:
ส่วนประเด็นที่ 2 ค่อยมาว่ากันครับ
อยากให้เข้าใจในประเด็นแรกก่อนครับ
ไม่รู้ว่าเข้าใจกันหรือเปล่า ?
ถ้าสงสัยตรงไหน กรุณาถามเพิ่มเติมด้วยครับ :46:
สมมุติว่าเชื่อเรื่องทำบุญได้บุญครับ
อธิบายต่อเลยครับ :25:
// ของแตงโมนะครับ
ที่อ่านมาก็เข้าใจว่ายังงั้นไงครับ :08:
อธิบายให้เข้าใจเพิ่มตรงไหนเหรอ ประเด็นที่สงสัยก็ถามไปในนั้นแล้ว
// อ้อ ลืมไปตูถามเองนี้หว่าว่าให้ตีความว่าอย่างไร โอเค ถูกๆๆ :12:
พี่แตงโมตอบประเด็น แรกแล้วอ่ะ
Quote// ของแตงโมนะครับ
ที่อ่านมาก็เข้าใจว่ายังงั้นไงครับ
อธิบายให้เข้าใจเพิ่มตรงไหนเหรอ ประเด็นที่สงสัยก็ถามไปในนั้นแล้ว
// อ้อ ลืมไปตูถามเองนี้หว่าว่าให้ตีความว่าอย่างไร โอเค ถูกๆๆ
:46: + เอ ครับ
ส่วนประเด็นที่ 2 ทำบุญหวังผลบุญ
ประเด็นนี้ตอบยากอ่ะ อาจจะเข้าใจยากนิดนึงนะครับ .... แต่จะพยายาม :33:
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ทุกครั้งที่เราคิดดี พูดดี ทำดี จะเกิดบุญครับ และกลับกันทุกครั้งที่เราคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วจะเกิดบาปครับ (อย่างเช่นตัวอย่างที่ลุงอ๋าห์ยกขึ้นมาครับ )
Quoteการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความมีเมตตา
ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง บอกทางคนถามทาง ขับรถมีน้ำใจ
การตั้งใจทำงาน นั่นก็เป็นบุญนะ
การพูดจาไม่ดี ดูถูกผู้อื่น ก็บาปนะ
อาจทำให้ไม่มีคนอยากจะคบหา
อันนี้ถือว่าเป็นกรรมจากการพูดไม่ดีนั่น เป็นต้น
เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี เกิดบุญแน่นอนครับ
ถึงแม้ว่าเราคิดดี พูดดี ทำดี แต่เราไม่หวังบุญ ยังไง้ ยังไง บุญก็ต้องเกิดครับ :25:
เพราะฉะนั้นทำบุญไม่จำเป็นต้องหวังบุญครับ เพราะยังไงบุญก็ต้องเกิดครับขอคั่นแป๊บนึงนะครับ
แล้วบุญ คือ ? :09:
บุญ คือ พลังงานบริสุทธิ์ (เหมือนไฟฟ้าอ่ะครับ เราไม่เห็นไฟฟ้าแต่เรารู้ว่ามีไฟฟ้า ถามว่ารู้ได้ไงว่ามีไฟฟ้า
.... ก็เห็นอยู่อ่ะว่าไฟมันติด พัดลมมันหมุน ส่วนบุญรับรู้ได้ด้วยใจ )
บุญเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราคิดดี พูดดี ทำดี (เมื่อบุญเกิดเราจะรู้มีความสุข ใจขยาย เบิกบาน แช่ม
ชื่น ผ่องใส ฯลฯ ประมาณนี้อ่ะครับ)
และทุกครั้งที่เกิดบุญ หรือ บาป ทุกอย่างจะเก็บไว้ที่ใจของเรา ครับ จะไม่หายไปไหน ไม่สามารถลบล้างได้
บุญ จะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จ ,ส่วนบาปจะนำมาซึ่งความทุกข์ และอุปสรรค
ถามว่ารู้ได้อย่างไร .......
ขอตอบว่า
คนจีนที่ไม่รู้จักบุญ แต่เรียกบุญว่าเฮง ดูโหวเฮ้งดี
คนไทยที่ไม่รู้จักบุญ จะเรียกบุญว่า คนนี้ดวงดี , คนนี้โชดดี
ส่วนคนที่รู้จักบุญ จะบอกว่า คนนี้บุญดี คนมีบุญ
คือคนไหนที่บุญส่งผล จะเรียกว่าคนนั้นว่า เฮงโคตร โชดดีโคตร ดวงดีโคตร
คนที่มีบุญมาก จะทำอะไรก็สำเร็จอย่างง่ายๆ และสบายๆ หน้าตาก็จะดูอิ่ม ผ่องใส(แม้ผิวดำก็ดำแบบผ่องๆน่ะครับ) ส่วนคนที่มีบุญน้อยเวลาจะทำอะไรสำเร็จซักอย่างจะทำอย่างยากๆ และลำบากๆ หน้าตาก็ดูหมองๆ ไม่ค่อยมีราศี โหวเฮ้งไม่ดี น่ะครับ
..... นี่แหล่ะครับ บุญที่จะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จ(คืออธิบายยากน่ะครับ) :44:
ทีนี้ มาขยายความเรื่องของ บุญที่ ทำให้เกิดความสำเร็จ (ผมคิดว่า บุญก่อให้เกิดความสุขคงเข้าใจกันนะครับ)
บุญ ก่อให้เกิดความสำเร็จได้ด้วย
การอธิษฐาน ครับ ซึ่งการอธิฐานคือการตึ้งเป้าหมาย การตั้งความปรารภนาครับ
ยกตัวอย่าง
ต.ย.1 กว่าที่จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องและฝึกฝนอบรมตัวเองมากๆ สั่งสมบุญที่มากๆ
และตั้งจิต ปรารภนาทุกครั้งที่ประกอบบุญ ว่า ด้วยบุญนี้ขอให้ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์หนึ่งในอนาคต เป็นต้น (อย่าคิดมากนะครับ :44:)
ต.ย.2 หรือแม้แต่ศาสนาอื่น(ขออภัยที่พาดพิง) ที่เค้าอ้อนวอนพระเจ้าบ่อยๆ ทุกๆวัน แล้วประสบ
ความสำเร็จก็เพราะเค้าใช้บุญที่เกิดจากการคิดดี พูดดี ทำดี อธิษฐานบ่อยๆ ทุกๆวัน จนถึงวันที่
บุญส่งผล จนสำเร็จตามความปรารภนา เพราะฉะนั้นจึงสำเร็จได้ด้วยบุญครับ
ต.ย.3 บางคนทำดีบาง ทำชั่วบ้าง แต่ชอบคิดในเรื่องที่ตัดพ้อ ตัดกำลังใจตนเอง เช่น ทำไมเราจน
ทำไมเราไม่เก่ง ทำไมเราโชคไม่ดี ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ ... ไอ้ที่เราคิดว่าทำไม
ทำไม ซ้ำไปซ้ำมานี่ถือว่า อธิษฐานให้เราเป็นอย่างที่เราคิดว่าทำไม ด้วยครับ
เพราะฉะนั้น ให้เราคิดแต่สิ่งที่เป็น + ตลอดครับ อย่าคิดไปในด้านลบ เพราะจะเป็น
การตั้งความปรารภนาให้เป็นอย่างนั้นครับ (อย่างที่ฝรั่งชอบสอนเราว่า ให้เราคิดแบบ Positive
Thinking ครับ)
เพราะฉะนั้นขอสรุปเลยนะครับ
การทำบุญไม่ต้องหวังบุญครับ เพราะบุญเกิดทุกครั้งที่เราคิดดี พูดดี ทำดี
แต่เราควรที่จะตั้งความปรารถนาครับ ว่า ด้วยบุญที่เราทำในครั้งนี้ขอให้เรามีทรัพย์มาก มีครอบครัวดี มีความสุข ทำอะไรก็ขอให้ประสบความสำเร็จ ...... อะไรก็ว่าไปครับ (ให้คิดแต่สิ่งที่ดีๆนะครับ, และไม่เกิดโทษแก่คนอื่นได้ด้วยครับ) และที่สำคัญอย่าลืมที่จะอธิฐานว่า นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ แปลประมาณว่า ด้วยบุญนี้ขอให้เป็นปัจจัยส่งให้เราได้ไปสู่พระนิพพานด้วยเถิด ปล. ไม่เข้าใจไม่ว่ากันครับ :33:
ศาสนาพุทธของเราเนี้ย เป็นศาสนาที่เน้น ศรัทธา หรือ ปัญญา ครับ :09:
อีกข้อครับ บุญเป็น อัตตา หรือ อนัตตา ครับ
ปล. :21: เอไม่ใช่รู้ว่าอัตตา กับ อนัตตาแปลว่าอะไร :30:
ชาวพุทธต้องประกอบด้วย ทั้งปัญญา และ ศรัทธา ในสัดส่วนที่พอดี ครับ :25:
เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป จะไม่ใช่ชาวพุทธที่สมบูรณ์แบบครับ
คือ ถ้ามีแต่ ปัญญา แต่ไม่มีศรัทธา
จะมีลักษณะแบบ นักวิชาการ ที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างในพระไตรปิฏก แต่ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
ในพระไตรปิฎกเป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าจริง แต่เป็นคำกล่าวของนักคิดที่เก่งมากๆ คนหนึ่งเท่า
นั้น :26:
ถ้ามีแต่ ศรัทธา แต่ไม่มีปัญญา
จะมีลักษณะแบบพวกที่หลงงมงาย พวกที่เที่ยวไปขูดต้นไม้ ไปไหว้สิ่งที่ผ่าเหล่าออกมา ไปไหว้นั่น
ไหว้นี่ ที่ไม่ใช่รัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) :07:
เพราะฉะนั้น ชาวพุทธต้องประกอบด้วย ศรัทธา และ ปัญญาครับ
เอ่อ...... เอ ครับ ที่ผมตอบประเด็นที่ 2 มี แปร่งๆ ดรงไหนบ้างครับ จะได้อธิบายเพิ่มเติมครับ
บุญ สะสมได้เหมือน บอลเกงกิ ใช่มั้ยครับ :25:
คนที่เกิดมาจน เพราะชาติก่อนไม่ทำบุญใช่มั้ยครับ
คนที่ทำบุญเยอะๆ ชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมารวยใช่มั้ยครับ
แล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ
Quote
บุญ สะสมได้เหมือน บอลเกงกิ ใช่มั้ยครับ กรี๊ดดดดด
คนที่เกิดมาจน เพราะชาติก่อนไม่ทำบุญใช่มั้ยครับ
คนที่ทำบุญเยอะๆ ชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมารวยใช่มั้ยครับ
ครับ จะว่าแบบนั้นก็ได้นะ :42:
Quoteแล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ
ทำบุญไงครับ
จริงๆ อนุโมทนาบุญ ก็ได้นะครับ แต่มันได้น้อย สู้เราทำเองไม่ได้อ่ะ :26:
:45:
แตงโมฉ่ำจริงๆครับ
Quoteแล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ
ใจคอ จะไม่ คิด พูด ทำ อะไรเลยรึ
Quoteบุญ สะสมได้เหมือน บอลเกงกิ ใช่มั้ยครับ
บาปก็สะสมได้เหมือนกันนครับ :26:
Quoteคนที่เกิดมาจน เพราะชาติก่อนไม่ทำบุญใช่มั้ยครับ
คนที่ทำบุญเยอะๆ ชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมารวยใช่มั้ยครับ
ไปถามชาวพุทธคนไหน ก็ตอบว่า
ใช่ครับแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้เลยครับ
เพราะศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของ
เหตุและผล ครับ
เพราะทำส่งนี้ จึง มีสิ่งนี้ ครับ เพราะทำทาน จึงมี ทรัพย์มาก
เพราะตระหนึ่ จึง ยากจน
เพราะฆ่าสัตว์ รังแกสัตว์ จึง มีโรคมาก อายุสั้น
เพราะไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์ จึง สุขภาพแข็งแรง อายุยืน
เพราะ .......... ฯลฯ
Quoteแล้วถ้าเออยากได้บุญแต่ไม่ว่างปฎิบัติ ทำยังไงได้มั้งครับ
:46: + แค่คิดดี ก็ เกิดบุญแล้วครับ
บุญเกิดได้ง่ายๆ ด้วยวิธีการง่ายๆ ครับ
บุญเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่ เอ คิดี พูดดี ทำดี ครับ
แค่ คิดดี ก็เกิดบุญแล้วครับ
เพราะฉะนั้น เอ สามารถ คิดดี พูดดี ทำดีได้ทุกวัน ก็ สามารถทำบุญได้ทุกวันครับ :33:
ส่วนเรื่องคิดดี ทำอย่างไร พูดดี พูดอย่างไร ทำดี ทำอย่างไร ค่อยๆ ศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ :12:
เพิ่มเติมจากเรื่องบุญของพี่แตงโมครับ
เมื่อบุญเป็นแบบนั้น บาป ก็เช่นกันครับ
บาปสะสม คิดในสิ่งที่ไม่ดี พูดในสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งที่ไม่ดี
บาปมันก็สะสมไปเรื่อยๆ ครับ
ตรงข้ามกับบุญก็ว่าได้นะ {หมีโหด}
หยิน หยาง :42:
พุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผลแปลกๆ นะครับ :42:
การเชื่อ/หลักเหตุผล/เข้าใจ เรื่องชาติหน้านู้นนนนนนนนน มันทะแม่งๆ ดีนะครับ :42:
ครั้นเอ จะเอาวิธีแบบวิทยาศาสตร์มาสมมุติ
ก็เกรงว่าจะเป็นสาสตร์ที่ไม่คู่ควร/ครอบคลุมถึงชาติหน้าได้ :42:
แต่ ไม่มีการทดลองไหน หรือความจริงของธรรมชาติอันไหน
ที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองแล้วต้องรอผลการทดลองเป็นชาติเลยนะเนี้ย :40:
ดูขัดกับ logic ของโลกปะแล่มๆ :42:
ไปถามชาวพุทธคนไหน ก็ตอบว่า ใช่ครับ
แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้เลยครับ
เพราะศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของเหตุและผล ครับ
เพราะทำส่งนี้ จึง มีสิ่งนี้ ครับ
เพราะทำทาน จึงมี ทรัพย์มาก
เพราะตระหนึ่ จึง ยากจน
เพราะฆ่าสัตว์ รังแกสัตว์ จึง มีโรคมาก อายุสั้น
เพราะไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์ จึง สุขภาพแข็งแรง อายุยืน
เพราะ .......... ฯลฯ
หรือเอจะคิดมากไปเองว่า การที่พระพุทธเจ้ากล่าวแบบนี้
แฝงนัยยะเอาไว้ว่าให้ทำดีเถอะเพียงแต่ท่านต้องแปลงคำสอนให้เข้าถึงประชาชน
ทุกระดับทั้งรากหญ้า และยอดหญ้า
ถ้าเราอ่านข้อความที่ท่านส่งแฝงมาในข้อความ
น่าจะดูออกว่า กล่าวเพื่อกล่อม/เล้าโลม/ยั่วยุ/จูงใจ/ปลุกระดม/บลา ๆ ๆ (เห็นเค้าฮิตกัน :43:)
ถ้าี่ไม่ได้ตั้งใจแปลงมาดิบๆ ตรงๆ เหมือนศรีธนญชัยที่เล่นกับมาตรากฎหมาย (เช่นหุ้นชินคอร์ป)
ก็คงจะถูกตามนั้นละครับ
ปล. เชื่อในคำทำนายของนอสตราดามุสมั้ยครับ :22:
Quoteพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผลแปลกๆ นะครับ
ผมพิมพ์ไปขนาดนี้แล้วยังสงสัยก็ไม่แปลกครับ :05: :05: :05:
เพราะถ้ายังไม่เคยลองศึกษาคำสอนจริงๆ มันก็ยากที่จะเข้าใจครับ
แต่ถ้าได้ศึกษาแล้วจะเข้าใจโดยไม่ยากครับ :25:
Quoteการเชื่อ/หลักเหตุผล/เข้าใจ เรื่องชาติหน้านู้นนนนนนนนน มันทะแม่งๆ ดีนะครับ
ครั้นเอ จะเอาวิธีแบบวิทยาศาสตร์มาสมมุติ
ก็เกรงว่าจะเป็นสาสตร์ที่ไม่คู่ควร/ครอบคลุมถึงชาติหน้าได้
แต่ ไม่มีการทดลองไหน หรือความจริงของธรรมชาติอันไหน
ที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองแล้วต้องรอผลการทดลองเป็นชาติเลยนะเนี้ย
ดูขัดกับ logic ของโลกปะแล่มๆ
แต่มันไม่ขัด logic ของธรรม ครับ
logic ของโลก อยู่ได้ไม่นาน ก็จะมีนักคิดคนใหม่ มาหักล้างเรื่อยๆ ครับ
อย่างเช่น เรื่องของ Big Bang ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ
เค้าคิดมาทีนึง เราก็เชื่อไปทีนึง พอมีนักวิทยาศาสตร์มาคิดใหม่โชว์หลักฐานใหม่ๆ ก็คิดใหม่
เหมือน ดาวพลูโต แต่ก่อนก็เป็นดาวดวงหนึ่งในจักรวาลของเรา เราเรียนเราก็เชื่อ
พอโตขึ้นมาเค้าก็บอกใหม่ว่า ตัดดาวพลูโต ออกนอกสารบบของจักรวาลนี้ ด้วยเหตุผลว่าไกลเกินไป (ใช่หรือเปล่า :05:)
นี่แหละครับ logic ของโลกแต่ logic ของธรรม ผ่านมา 2500 กว่าปี ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ :46:
หลักธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถพิสูจน์เห็นได้ในชาตินี้ครับ (เพียงแต่จะมาพิสูจน์หรือเปล่า :09:)
Quoteหรือเอจะคิดมากไปเองว่า การที่พระพุทธเจ้ากล่าวแบบนี้
แฝงนัยยะเอาไว้ว่าให้ทำดีเถอะเพียงแต่ท่านต้องแปลงคำสอนให้เข้าถึงประชาชน
ทุกระดับทั้งรากหญ้า และยอดหญ้า
ถ้าเราอ่านข้อความที่ท่านส่งแฝงมาในข้อความ
น่าจะดูออกว่า กล่าวเพื่อกล่อม/เล้าโลม/ยั่วยุ/จูงใจ/ปลุกระดม/บลา ๆ ๆ (เห็นเค้าฮิตกัน )
ถ้าี่ไม่ได้ตั้งใจแปลงมาดิบๆ ตรงๆ เหมือนศรีธนญชัยที่เล่นกับมาตรากฎหมาย (เช่นหุ้นชินคอร์ป)
ก็คงจะถูกตามนั้นละครับ
:09: ไม่เข้าใจครับ
Quoteปล. เชื่อในคำทำนายของนอสตราดามุสมั้ยครับ
ผมยังไม่เคยศึกษา คำทำนายของนอสตราดามุส เลยครับ :05:
ปล. ให้เราภูมิใจในความเป็นชาวพุทธเถอะครับ
แล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยวิธีการดังนี้
1. หาครูดี คือ พระภิกษุที่เป็นต้นบุญต้นแบบ ที่เรานับถือท่านน่ะครับ
2. ฟังคำครู คือ ศึกษาคำสั่งสอนของท่าน
3. ตรองคำครู คือ นำคำท่านมาพิจารณา ว่าถูกต้องหรือไม่
4. ทำตามครู คือ เมื่อเห็นว่าเป็นจริง เราก็ปฏิบ้ติตามคำท่าน ครับ
แล้วเราจะได้มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและดีงาม ครับ :12:
ตรงที่ไม่เข้าใจนั้นละครับ
คือแก่นของที่เขียนไปยาวๆ เยอะๆ ทั้งหมด :43:
และทุกแก่นที่เอต้องการที่จะสื่อออกไป
ไม่มีคนเข้าใจเลย :30a:
อ๋อ จะว่าเอไม่ศึกษาก็ไม่ได้นะครับ ถ้าไม่ได้ศึกษาจะมีประเด็นมาถกขนาดนี้เชียวหรือ :43:
ยังไม่เคยศึกษานอสตราดามุส ลองหามาอ่านดูนะครับ
แล้วจะพบส่วนที่คล้ายกับพระไตรปิฎกของเราทีเดียว :26:
เคยฟังนิทานของแม่
การครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีพ่อกับลูกชาย ครั้น พอถึงคราวลูกเจริญวัย พ่อส่งเข้าไปเล่าเรียน"วิชา"
กับอาจารย์ท่านนึง เป็นเวลาถึงสองปี เมื่อเรียนสำเร็จ จึงเดินทางกลับบ้าน
ระหว่างทางได้พบกับโยคี ที่กำลัง หลอกให้ชาวบ้านงมงาย หลอกให้เคารพบูชา
เมื่อลูกชายเห็นดังนั้น จึงทนไม่ได้ จึง วิ่งไปบนแท่น ที่โยคี คนนั้นอยู่ แล้ว ตะโกนประกาศกร้าว
ว่า โยคีคนนี้หลอกลวง พ่อแม่พี่น้อง อย่าไปเชื่อ ...หลังจากนั้น ลูกชายก็ โดนรุมสะกรัม
จากเหล่าบรรดาลูกศิษย์ ยังดีที่หนีเอาตัวรอดกลับมาบ้านได้
เมื่อ พ่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงส่งไปเรียน"ชีวิต" กับอาจารย์อีกท่าน แต่คราวนี้ใช้เวลาเพียงหกเดือน
ก็สำเร็จ ระหว่างทางกลับบ้าน ก็พบโยคี คนเดิม แต่คราวนี้มีบรรดาลูกศึษย์ มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
แต่เนื้อหายังเป็นการหลอกลวงโลกอยู่ ชายหนุ่มครุ่นคิดสักครู่
แล้วเดินตรงไปหาโยคี เหล่าบรรดาลูกศิษย์เก่าๆ ที่จำหน้าได้ ก็เตรียมจะทำร้าย ชายหนุ่ม จึงก้มลงไปกราบ
งามๆ "เมื่อคราวที่แล้วที่ข้ามา ข้าสำนึกผิด บังเอิญ มีเส้นผมของท่านอาจารย์ติดตัวข้าไปสามเส้น ข้า
นำไปบูชา ทำให้ชีวิต ของข้าดีขึ้น ข้าร่ำรวยขึ้นอย่างมากมาย"
พอชายหนุ่ม กล่าวยังไม่ทันสิ้นเสียง เหล่า บรรดาลูกศิษย์ก็ กรูกันเข้ามา ดึงทึ้งผมโยคี อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อความโกลาหล ผ่านไปได้ซักพัก ชายหนุ่มจึง ตะโกน ให้ทุกคนหยุด พร้อมกับ
ร่างของโยคีที่อ่อนระทวย
ชายหนุ่มจึงเข้าชี้แจงถึงเหตุผล ที่มีที่ไป.....บลาๆๆๆ จบแล้ว
สรุปคือ คนเราไม่จำเป็นต้องตรงแหนว เสมอ ไป คนเราให้รู้จักอ้อมแบบกล้วยหอมบ้าง
((เกี่ยวกับจู๋นี้ไหม ฮ่าๆๆ ไม่เกี่ยว))
Quoteยังไม่เคยศึกษานอสตราดามุส ลองหามาอ่านดูนะครับ
แล้วจะพบส่วนที่คล้ายกับพระไตรปิฎกของเราทีเดียว
พระไตรปิฏก บันทึกคำสอนพระพุทธเจ้า คำทำนายนอสตราดามุส ก็ของนอสตราดามุส
เหมือนกันตรงที่เป็น บันทึก
แต่
เป้าหมาย มันคนละเรื่องครับ
พระพุทธศาสนา มีเป้าหมายบอกที่มาที่ไปอย่างชัดเจนครับ เป็นเหตุผล ครับ ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
คนละเรื่องกับ คำนายนอสตราดามุส ครับ
Quoteอ๋อ จะว่าเอไม่ศึกษาก็ไม่ได้นะครับ ถ้าไม่ได้ศึกษาจะมีประเด็นมาถกขนาดนี้เชียวหรือ
ขออภัยครับ :42:
แต่ผมว่ายังเข้าใจไม่ครอบคลุม น่ะครับ
คือ ถ้าศึกษาแล้วจะพบคำพูดที่พระพุทธเจ้าบอกน่ะครับ
ว่าที่เกิดมาจน เพราะ ตระหนี่
เกิดมามีปัญญาน้อย เพราะ ไม่เข้าใกล้ผู้ที่มีปัญญาครับ
Quoteยังไม่เคยศึกษานอสตราดามุส ลองหามาอ่านดูนะครับ
แล้วจะพบส่วนที่คล้ายกับพระไตรปิฎกของเราทีเดียว
เค้าอาจจะศึกษาคำสอนในพระไตรปิฎกก็ได้นะครับ
เพราะพระไตรปิฏก เกิดก่อน นอสตราดามุส ครับ :25:
ว่าแต่เล่าให้ฟัง ประดับความรู้ได้มั้ยครับ :33:
\\ ปั่นกระจุย ตัดหน้า 2 :05:
ตรงกันตรงที่ว่า คนรุ่นหลังเอามาตีความเอง
ได้เป็นหลายแขนงอะครับ :30:
นอสตราดามุส ทำนายได้ทุกอย่างในโลกเลยนะครับ :25:
ผมลืมไป พี่เอยังไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามี จริงเลยนี่
:26:
อ๋อผมจำได้แล้ว
ที่นอสตราดามุส บอกว่า ปี 2000 โลกจะแตกใช่มั้ยครับ :26:
Quote from: TangMo on 23 Feb 2007, 20:24 น.
อ๋อผมจำได้แล้ว
ที่นอสตราดามุส บอกว่า ปี 2000 โลกจะแตกใช่มั้ยครับ :26:
:30: จริงด้วย
อ๋อ อันนั้นคนตีความคำทำนายผิดหนะ :26:
คำทำนายที่ถูกมีเยอะนะ :26:
Quote from: ชาร์ป on 23 Feb 2007, 20:21 น.
ผมลืมไป พี่เอยังไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามี จริงเลยนี่
:26:
ไม่ได้บอกเล๊ย ว่าเชื่อนอสตราดามุส :42:
ยังอ่านหนังสือแฉนอสตราดามุสอยู่เลย
ของพระพุทธศาสนาท่านนี่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต บอก วิธีทำ เป้าหมาย อุปกรณ์ คำตอบ นโยบาย
:26:
Quoteไม่ได้บอกเล๊ย ว่าเชื่อนอสตราดามุส
ยังอ่านหนังสือแฉนอสตราดามุสอยู่เลย
เออ หรอ :42:
อีก 2000 ปีข้างหน้า เรื่องราวที่คนๆนึง เคยพูดไว้ ผ่านการพูด บอกล่าว ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น
จะยังเป็นเรื่องราวเรื่องเดิมอยู่มั้ยน้าา :40:
ที่ผมได้ยินมานะครับ
นอสตราดามุส เค้าก็นั่งสมาธิน่ะครับ
แต่เป็นสมาธินอกตัว
จึงทำให้เห็นในสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงครับ (คือเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริงครับ)
Quoteอีก 2000 ปีข้างหน้า เรื่องราวที่คนๆนึง เคยพูดไว้ ผ่านการพูด บอกล่าว ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น
จะยังเป็นเรื่องราวเรื่องเดิมอยู่มั้ยน้าา
อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราในปัจจุบัน น่ะครับ
ต้องช่วยกันครับ :46:
Quote from: TangMo on 23 Feb 2007, 20:42 น.
ที่ผมได้ยินมานะครับ
นอสตราดามุส เค้าก็นั่งสมาธิน่ะครับ
แต่เป็นสมาธินอกตัว
จึงทำให้เห็นในสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงครับ (คือเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริงครับ)
ดวงแก้ว จริงมั้ยครับ :09:
จับประเด็นลางๆได้ว่า
ไม่เชื่อพระไตรปิฏก ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เพราะคนรุ่นหลังตีความผิด
:42:
ต้องมาศึกษาเองครับ :33:
ตอบไปยังไงก็คงยังไม่เข้าใจ :26:
การที่คนเรา ตีความอะไรบางอย่าง แล้วเชื่อมันอย่างสุดโต่งว่ามันถูก หรือ ผิดนี่คิดไปคิดมาก็น่ากลัวเหมือนกันนะ :01:
ปล. ไม่ได้พาดพิงใครนะครับ เพราะความรู้ด้านนี้ผมก็มีเท่าหางอึ่ง เพียงแต่อยู่ๆก็คิดขึ้นมา :42:
การตีความมี 2 แบบครับ
1. ตีแล้วได้ความ ..... ใช้ได้ :12:
2. ตีแล้วไม่ได้ความ ...... :07:
สุดโต่ง นี่ไม่ดีนะครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังเดินทางสายกลางเลยครับ :46:
:02: ถูกต้อง
ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว {หมีโหด}
:26b: พี่มัมขา
ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว แต่มุมมองกับความเข้าใจในความจริงมันมีหลากหลายน่ะสิ
อะไรยัยทอม เดี๋ยวเข้าข้างหลังซะนี่ :27:
สมาธิในพระพุทธศาสนาแบ่งตามหลักการวางของใจ ได้ 3 แบบ คือ
1. สมาธินอกตัว คือ วางใจไว้นอกตัว ไปเกาะกับสิ่งภายนอก
2. สมาธิในตัว คือ วางใจไว้ในตัว ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
3. สมาธิกลางตัว คือ วางไว้ที่ศูนย์กลางของร่างกาย ครับ :25:
Quoteความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว แต่มุมมองกับความเข้าใจในความจริงมันมีหลากหลายน่ะสิ
ไม่เป็นปัญหาครับ
เหมือนเราอยู่กรุงเทพ จะเดินทางไปเชียงใหม่
สามารถไปได้หลายวิธีครับ
1. บางคนไปทางทิศเหนือมุ่งตรงไปเชียงใหม่เลย
2. บางคนไปสายใต้ อ้อมโลก แล้วค่อยมาเชียงใหม่
3. บางคนนั่งเครื่องบินไป
4. บางคนขับรถ บางคนนั่งเรือ บางคนเดิน ฯลฯ
จะอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีเป้าหมายที่จะไปเชียงใหม่
ในไม่ช้าก็จะถึงครับ
ขอเพียงเราไม่ย่อท้อ ไปซะก่อน :25:
ฝฝ
ลึกซึ้งจางคับ เก็บตังไว้ทำบุญดีก่า ชาติหน้าจาได้น่าตาดีๆ คิคิ :13:
Quoteลึกซึ้งจางคับ เก็บตังไว้ทำบุญดีก่า ชาติหน้าจาได้น่าตาดีๆ คิคิ
:13:
^
^
^
:14:
อยากหน้าตาดี ต้อง รักษาศีล5 ให้บริสุทธิ์ครับ
ไม่ใช่การทำทาน :08:
ว่าแต่ ชาร์ป :25:
เมื่อไหร่จะเอารูปมาให้ดูอ่ะ
อยากดูนะ
ว่าจะอ่ะครับ
ไม่รู้ว่าจะมีคนสนใจหรือป่าว . . . ให้เห็นภาพก็ยังดีเนอะ
:30: เข้ามาฮาครับ
เห็นแตงโมบวกให้เอเมื่อสองสามหน้าก่อน
พี่แตงโมบวกได้แล้วหรอครับ :03:
Quote from: TangMo on 23 Feb 2007, 16:13 น.
+ ลุงอ๋าห์ ครับ :38: ..... เอ่อ..... แต่ตอนนี้ยัง + ไม่ได้อ่ะ :02:
เขาก็บอกอยู่นะ
Quote from: TangMo on 23 Feb 2007, 19:44 น.
ผมพิมพ์ไปขนาดนี้แล้วยังสงสัยก็ไม่แปลกครับ :05: :05: :05:
ตราบใดที่ยัง ไม่จูนเข้าหากัน ก็ไม่มีทางคุยกันรู้เรื่องหรอกครับ
ฝ่ายหนึ่งต้องการให้คุณอธิบายพุทธด้วยเหตุแห่งผลประกอบปัจจัยที่สามารถมองเห็นได้เป็นรูปธรรม
ส่วนอีกฝ่าย อธิบายพุทธจ๋า....มาเลย เช่น ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป ด้วยพุทธเจ้าตรัสธรรมข้อนู้นข้อนี้ ยกมาเป็นลำนำ ....
ตัวอย่าง...
Quoteอยากหน้าตาดี ต้อง รักษาศีล5 ให้บริสุทธิ์ครับ
แค่คุณยกมาอย่างนี้ มันก็แสดงถึงการไม่มีเหตุมีผลแล้วครับ แล้วทำไมไม่อธิบายว่า ...ศิล5 ประกอบด้วย
-การไม่ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนผู้อื่น พอไม่ฆ่าสัตว์เบียดเบียนใครก็จะทำให้คุณ
ไม่เป็นคนจิตใจโหดร้าย มีจิตใจอ่อนโยน สรุปคือเป็น
คนจิตใจดี -การไม่ลักทรัพย์ เมื่อคุณไม่ลักทรัพย์ ก็ไม่สร้างแรงอิจฉา
ไม่เกิดความอยากได้ของคนอื่น ส่งผลให้คุณเป็น
คนจิตใจดี - การไม่ผิดลุกผิดเมีย เมื่อคุณประพฤติข้อนี้ได้ ก็ทำให้คุณเป็นคนไม่หลงในกาม
ไม่หมกมุ่น พอไม่หมกมุ่น
จิตใจก็แจ่มใส- การไม่พูดโกหกไม่พูดเลอะเถอะไม่พูดจาส่อเสียด ไม่ด่า ไม่เอะอะโวยวาย ...
เมื่อทำได้ก็จะทำให้คุณเป็นคนสุขุมเยือกเย็น รอบครอบในคำพูดเกรงกลัวผลร้ายต่อการพูดปด
เมื่อผู้อื่นได้ฟังคำพูดของคุณเกิดความเชื่อถือ กลายเป็นที่ยกย่อง คำพูดที่ดีเกิดจากเจตนาที่ดี
เจตนาดีหมายถึง
จิตใจดี...
- ไม่ดื่มเครื่องดองของมึนเมา เมื่อคุณทำได้ ร่างกายคุณก็ไม่ทรุดโทรม
จิตใจเบิกบาน เมื่อในดีนอกย่อมดี
เมื่อจิตใจดีก็ส่งผลต่อร่างกายที่ดีด้วย เป็นที่มาของการรักษาศิล5ทำให้หน้าตาดี (หน้าตาดีคือหน้าตาผ่องใส ผ่องแผ่ว ฯลฯ)
และตราบใด คุณยังยกหลักธรรมขอนุ้นข้อนี้ มาอธิบายโดยไม่มีการอธิบายให้เห็นถึงความเป็นจริง
ชี้ชัดเหตุและปัจจัยที่พึงสัมพัสได้ของพุทธ ผลที่ได้รับก็จะกลายเป็น - มากกว่า + คนที่ไม่เชื่อกลับยิ่งไม่เชื่อ........
พุทธเจ้ายังเลือกธรรมสอนคนตามจริต ....
ดังนั้นคุณควรทำความเข้าใจกับคนที่คุณจะอธิบายให้มากกว่านี้ ครับ............
+ จักรี ที่มาอธิบายให้เข้าใจ
+ จักรี ที่มาอธิบายให้เข้าใจ
Quote from: TangMo on 23 Feb 2007, 21:02 น.
สมาธิในพระพุทธศาสนาแบ่งตามหลักการวางของใจ ได้ 3 แบบ คือ
1. สมาธินอกตัว คือ วางใจไว้นอกตัว ไปเกาะกับสิ่งภายนอก
2. สมาธิในตัว คือ วางใจไว้ในตัว ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
3. สมาธิกลางตัว คือ วางไว้ที่ศูนย์กลางของร่างกาย ครับ :25:
ไม่เป็นปัญหาครับ
เหมือนเราอยู่กรุงเทพ จะเดินทางไปเชียงใหม่
สามารถไปได้หลายวิธีครับ
1. บางคนไปทางทิศเหนือมุ่งตรงไปเชียงใหม่เลย
2. บางคนไปสายใต้ อ้อมโลก แล้วค่อยมาเชียงใหม่
3. บางคนนั่งเครื่องบินไป
4. บางคนขับรถ บางคนนั่งเรือ บางคนเดิน ฯลฯ
จะอย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีเป้าหมายที่จะไปเชียงใหม่
ในไม่ช้าก็จะถึงครับ
ขอเพียงเราไม่ย่อท้อ ไปซะก่อน :25:
สุดท้ายก็คือสมาธิครับ
สมาธิคือการที่สภาวะจิตรับรู้อารมณ์เดียว ผู้ที่นั่งสมาธิจนได้ฌาณ ได้อภิญญา ทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นอุปสรรค์ต่อการหลุดพ้นครับ .....เมื่อมีฤทธิใครจะยอมทิ้งฤทธิ จริงมั้ยครับ....
จะไปเชียงใหม่ ใยต้องวิ่งลงใต้ สุดท้ายก็ขึ้นเหนืออยุ่ดี
แต่ถ้า จะไปเชียงใหม่แล้วคุณวิ่งลงใต้ที่บ้านผมเรียกว่า หลงครับ....
หลงเพราะคิดว่า เชียงใหม่อยู่ใต้ หลงเพราะคิดว่าวิ่งลงใต้ก็ไปเชียงใหม่ได้
ถ้าโชคดีอาจมีคนมาบอกทางแต่ถ้าโชคร้ายอาจหลงไปตลอดชีวิต.....(ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเปิดใจรับฟังมันแค่ไหนด้วย..)....
บอกลุงหน่องเลยครับ
แกจะไปเชียงใหม่ เห็นแวะมากินข้าวที่สงขลาด้วย :42:
// พี่แอน เอไม่เกี่ยวนะ :40:
ที่จักกรีพูด อธิบายถึง ถ้าคุณเข้าใจคนทั้งโลก คุณจะเข้าใจตัวเองด้วยนะครับ :40:
พลาดกระจู๋แห่งความบันเทิงไปสิบหน้า :08:
มารายงานตัวก่อนครับ เดี๋ยวค่อยเล็งๆหาช่องเสียบ :49:
จริงๆประเด็นนี้ผมก็อยากอธิบายนะครับ เพราะ ผมเป็นคนบอกว่าให้ออกมาดู ข้างนอกบ้าง
คุณแตงโมก็เอามาพูดเรื่องการ เข้าใจตัวเองเข้าใจสังคมอะไรนั่น
ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องเข้าใจอะไรทุกอย่าง แต่ให้คุณรับฟังไว้บ้าง .........
ออกมาดูแนวทางการปฎิบัติแบบอื่นบ้างอาจเห็นจุดบกพร่องของตัวเอง
ซึ่งผมทำแล้ว แล้วก็เห็นจริงตาเหตุปัจจัยด้วย ผมถึงบอกได้ไงว่า
ปฎิบัติสมถะอย่างเดียวมันไม่มีทางถึงนิพพานได้
แต่ถ้าใครบอกว่าได้ก็แสดงว่า บิดเบือน....
ที่บอกว่านั่งสมาธิแล้วอารมณ์จับแต่สิ่งเดียว มันไม่มีปัจจัยที่ทำให้ หลุดพ้น ละทิ้งได้ มีแต่จะยึดติด
แต่ถ้าบอกว่าปฏิบัติแล้ว สามารถได้ฌาณสมบัติ ได้อภิญญา ก็ว่าไปอย่าง....
มีคนเคยบอกว่า นั่งสมาธิ สามาถมองเห็น อันนุ้นได้อันนี้ได้ สามารถระลึกชาติได้
สามารถ มีพลังจิต อะไรต่างๆนานา ผมว่าอาจจะจริงก็ได้ เพราะ ตามเหตุปัจจัยของการ
เอาจิตไปจับกับสิ่งใดนานๆ ฝึกเป็นแรมปี อาจจะทำได้จริง เพราะ มีผู้ปฎิบัติหลายท่านทำได้
จนเรียกว่าฌาณ แต่อย่างไรก็ตามที นั่นไม่ใช่จุดประสงค์หลักของ นิพพาน ......
ไม่เกี่ยวกันเลยอาจจะดูว่าตรงข้ามกันด้วยซ้ำ เพราะนิพพานคือ หลุดพ้น ปล่อยวาง มองทุกสิ่ง
เป็นเรื่องไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของของเรา ....สรุปคือปลดปลง....
ที่พระพุทธเจ้าสอนสมถะสมาธิ ก็เพื่อให้ปูพื้นฐานของการปฏิบัติกรรมฐานต่อไปได้ และที่ ปัจจุบันมีการสอนให้ทำสมาธิ ก็เพื่อทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิในการทำงาน เรียน ฯลฯ แต่สำหรับผู้หวังนิพพาน แค่นี้มันไม่พอ....
แล้วเรื่องที่ผมอธิบาย ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเข้าใจทุกคน แต่ให้คุณดูแนวโน้มของสังคม
ว่า จริตของคนในสังคมนี้เป็นไปในแนวไหน แล้วก็อธิบายไปในทางที่เขาสามารถรับได้แล้วเข้าใจได้
Quote from: ชาร์ป on 23 Feb 2007, 16:07 น.
พี่เชื่อว่าทำบุญแล้วได้บุญหรือป่าวครับ
เพราะบทความนั้นเป้นการตอบคำถามของคนที่เชื่อเรื่อง ทำบุญได้บุญ
พี่ว่า พระพุทธศาสนาต่างจากจตุคามรามเทพ ยังไงครับ
พี่จะให้ตอบเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องไหนละ ครับ
ประเด็นของข่าวผมตอบไปแล้ว
องุ่นเปรี้ยว ที่เข้าวัดเยอะครับ :22:
Quote
ทุ่มสุดฤทธิ์ ปิดเจดีย์ !! สร้างผลบุญแลกวัตถุ
หลายวันมานี้ กระแสต่อต้านเรื่องการขายบุญ ดูจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ไม่เพียงสื่อมวลชนสายหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่อง การบอกบุญของวัดพระธรรมกาย ที่ถูกเรียกขานว่า เป็นการขายบุญมากขึ้น
วัดพระธรรมกายเขาคิดอย่างไรกันแน่ กระทั่งผู้คนทั่วไปนั้นเขารู้สึกกันอย่างไร ไม่เพียงแต่ประเด็นนี้เท่านั้น หากใครได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า "อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ" ซึ่งเป็นหนังสือที่ทางวัดพระธรรมกายพิมพ์ออกมาแจกจ่ายแก่สมาชิก จนปัจจุบันนี้ก็ 11 เล่มเข้าไปแล้ว แต่ละเล่มนั้นจะพิมพ์ประมาณ 50,000 เล่มโดยเป็นลิขสิทธิ์ของมูลนิธิธรรมกาย แต่ละครั้งนั้นจะแตกต่างกันในเรื่องของที่จัดพิมพ์ อย่างเล่ม 10 นั้นพิมพ์ที่บริษัทอิมพาวเวอร์ (Impower) จำกัด เล่ม 9 พิมพ์ที่ บริษัทฐานการพิมพ์ เป็นต้น สนนราคาการพิมพ์ต่อเล่มประมาณเล่มละ 5 บาท
ในหนังสือดังกล่าวนี้ทางมูลนิธิจะบรรจุคำสอนของพระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือหลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เรื่องราวความเป็นไปของบุคคลสำคัญๆของวัดอย่าง อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เรื่องราวของพระมหาสิริราชธาตุ "พระธรรมกายของขวัญ" อันเป็นที่มาของพระคะแนนแต่ละรุ่น รวมไปถึงเรื่องของของอานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ
ที่น่าเสียดายก็คือ หาได้เน้นคำสอนของพุทธองค์ที่จะไปถึงทางดับทุกข์ไม่ การนำพาประชาชนไปสู่เหตุแห่งการดับทุกข์อย่างแท้จริงจึงไม่มี พระมหาสิริราชธาตุแต่ละรุ่นแต่ละแบบแล้วแต่คะแนนที่ผู้นำบุญทำได้นั้น วัดพระธรรมกายโฆษณาไว้ในฉบับ 10 หน้า 37 ว่า พระคะแนน สุด สุด เป็นฤทธิธาตุ คือธาตุมีฤทธิ์มาประชุมรวมกันยาวนานกว่า 200 ล้านปี มีอานุภาพทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ พระรุ่นนี้กรอบทำด้วยทองคำ ที่ใต้ฐายขององค์พระมีอักขระพิเศษจารึกว่า ดูดทรัพย์ (นับอนันต์) พระคะแนน สุดฤทธิ์ ทำมาจากรัตนชาติที่หาได้ยาก เกิดขึ้นยาก ใช้เวลานานหลายร้อยล้านปี มีลักษณะคล้ายมณีสีน้ำเงิน (Lapis) แต่ทรงคุณค่าและสวยงามยิ่งกว่ามีสีน้ำเงินแซมขาว เหมือนเมฆขาวพราวฟ้าครามในทะเล จึงได้ชื่อว่า "น้ำเงินจักรพรรดิ" (Imperial Blue)
พระคะแนน สุดฤทธิ์พิเศษ ทำมาจากวัตถุธาติชนิดเดียวกันกับพระคะแนน สุดฤทธิ์ แต่มีลักษณะพิเศษสุดสวยเด่น สง่างามมากกว่า พระคะแนน สุดเดช ทำจากวัตถุธาตุที่ดีที่สุด ซ้อนวิชชาธรรมกายที่ดีที่สุด เพื่อมอบให้คนที่ดีที่สุดในวันที่ดีที่สุด ในหนังสือเล่ม 10 ยังมีตัวอย่างของอานุภาพพระมหาสิริราชธาตุด้วยกันทั้งสิ้น 9 เรื่องประกอบด้วย เรื่องที่ 82 ชื่อว่า ได้งานทำตามคำอธิษฐาน เนื้อหาโดยสรุปมีว่า วัชรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) สำเร็จปริญยาโทมาจากต่างประเทศ แต่ยังหางานทำไม่ได้ สุดท้ายได้เข้ารับการ มภาษณ์ถึง 4 ครั้งที่บริษัทแห่งหนึ่ง โดยไม่มีวี่แววหรือท่าทีว่าจะได้รับการตอบรับ มารดาของเขาจึงทำสมาธิ อธิษฐานจิตต่อพระมหาสิริราชธาตุและได้งานทำเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก
หรือเรื่องที่ 83 เกือบจะสายเกินไป เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการชี้แจงของนักข่าวหนังสื่อพิมพ์ประจำจังหวัดปทุมธานี ที่เปลี่ยนแปลง ปรัธยาน์ภรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) ให้มีสัมมาทิฏฐิ ทำให้มีโอกาสสร้างพระธรรมกายประจำตัวที่แกนกลางมหาธรรมเจดีย์ และได้นำพระมหาสิริราชธาตุไปอธิษฐานทำน้ำมนต์ให้บิดามารดาดื่มจนหายป่วยจากโรคที่เป็นมานานเต็มที บิดาเธอยังเล่าให้ฟังด้วยว่า เมื่อสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ ได้อาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้คนเห็นด้วยตาด้วย อัศจรรย์ยิ่งนัก !!! หรือ
เรื่องที่ 84 หายป่วยได้ทันทีที่สร้างพระแกนกลาง วัชรพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) เล่าว่าพ่ออายุ 85 ปีป่วยเป็นโรคชรา อาการคล้ายคนใกล้จะตาย จึงชวนพี่สาวให้สร้างพระแกนกลางให้พ่อ แต่พี่สาวปฏิเสธบอกเพียงว่าสร้างพระองค์ละ 1 หมื่นบาทแล้ว จึงได้อธิษฐานจิตขอให้พี่สาวเปลี่ยนใจและตกลงทำบุญให้พ่อ ซึ่งก็ได้ผล เมื่อสร้างพระแกนกลางแล้วปรากฎว่าอาการพ่อดีจนเป็นปกติ
เรื่องที่ 85 เรื่องเหลือเชื่อของครอบครัวผู้มีบุญ โสภิณ (ขอสงวนนามสกุล) ทราบข่าวเหตุการณ์อัศจรรย์ตะวันแก้ว จึงได้มาที่วัดสร้างองค์พระให้สามี 1 องค์ ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นที่ร้านนั้นขายของดีมากและขายดีขึ้นเรื่อยๆจึงทำบุญเพิ่มอีก 3 องค์ ให้พ่อแม่และตัวเอง ต่อมาพ่อป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ได้นำภาพพระมหาสิริราชธาตุไปวางไว้หัวเตียงพ่อที่โรงพยาบาล และบอกเรื่องการทำบุญให้รับรู้ พร้อมทั้งสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุอธิษฐานจิตให้พ่อและผู้ป่วยในนั้นทุกคนหลังจากนั้นพ่อกลับบ้านได้ รวมทั้งผู้ป่วยทุกคนในห้องนั้นด้วย
เรื่องที่ 86 ชื่อว่าเพียงภาพก็ช่วยให้ขายจองได้เงินทำบุญ โดย สุชิน (ขอสงวนนามสกุล) เล่าว่า ได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้สร้างองค์พระที่แกนกลางอยากได้พระของขวัญ จึงอธิษฐานขอพรจากภาพพระมหาสิริราชธาตุที่ปกหนังสือเพื่อให้ขายลูกคิดได้เงินมากๆ ภายในวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นสามารถขายได้กำไรเป็นเงินแสนกว่าบาท ได้นำเงินมาทำบุญสร้างพระที่แกนกลางและพระธรรมกายประจำตัวให้ทุกคนในครอบครัว
เรื่องที่ 87 ช่วยเตือนสติเจ้าของ เรื่องนี้ เพียงเพ็ญ (ขอสงวนนามสกุล) เล่าว่า มีภาระต้องเลี้ยงดูหลานชายอายุ 6 เดือน ทำให้มีเวลานั่งสมาธิน้อยลง เวลานอนหลับทีไรรู้สึกเหมือนมีงูมาจิกที่ฝ่าเท้า คืนหนึ่งตื่นขึ้นมาเจองูตัวใหญ่เลื้อยมาขดตัวอยู่ใกล้ๆ เมื่อได้ยินเสียงผู้คนร้องอย่างตื่นตระหนก งูก็เลื้อยหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่บ้านติดมุ้งลวดโดยรอบ ทำให้เพียงเพ็ญเชื่อมั่นว่า พญานาคมาเตือนให้เธอขยันนั่งสมาธิให้มากขึ้น
เรื่องที่ 88 กำลังใจจากพระมหาสิริราชธาตุ เรื่องมีอยู่ว่า ด้วยอานุภาพขององค์พระมหาสิริราชธาตุ ได้เปลี่ยนสีเป็นสีชมพูทั้งองค์ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ พรรณพิมพ์ (ขอสงวนนามสกุล) ในการเป็นผู้นำบุญชักชวนคนมาสร้างพระธรรมกายประจำตัว
หรือเรื่องสุดท้ายในเล่มนี้ก็คือ เรื่องที่ 89 พูดก็ได้ ให้ลาภก็ได้ มีเนื้อหาสรุปว่า ปริยา (ขอสงวนนามสกุล) ได้รับพระมหาสิริราชธาตุจากพี่สาว มาสวมคอไว้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดสันหลังและมาพักรักษาตัวที่บ้าน ในตอนกลางคืนได้สวดมนต์สรรเสริญองค์พระมหาสิริราชธาตุ แต่ยังรู้สึกกลัวพญานาคที่เคยฝันถึงเมื่อคืนแรกที่กลับมารักษาตัวที่บ้าน เมื่อสะดุ้งตื่นรู้สึกว่าพระมหาสิริราชธาตุที่คล้องอยู่หายไป กลับไปแขวนอยู่ที่หัวเตียง จึงได้กล่าวขอโทษ ปรากฎว่าฝันเห็นเลข 3 ตัว นำไปเสี่ยงโชคแล้วได้ลาภ
ในหนังสือเล่มนี้ยังมีรางวัลพิเศษให้อีกด้วย เมื่อท่านเจ้าภาพประสพกับอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระมหาสิริราชธาตุแล้ว เขียนเล่าเหตุการณ์ส่งมายัง โต๊ะรับเรื่องอานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ ในสภาธรรมกายสากล (หลังใหม่) ทุกวันอาทิตย์ หรือ กองบรรณาธิการ กัลยาณมิตร วรรณี ภูประเสริฐ สำนักกัลยาณมิตรสากล......ทุกท่านที่ส่งเรื่องมาเพื่อคัดเลือกตีพิมพ์ในหนังสือ "อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ" นอกจากจะได้สร้างทานแล้ว จะได้รับรางวัลพิเศษเป็นภาพสี่สี สวยงาม มีข้อความเขียนด้วยลายมือ "พระราชภาวนาวิสุทธิ์" หรือหลวงพ่อธัมมชโย นี่เป็นเรื่องที่บันทึกไว้เฉพาะเล่ม 10 เท่านั้น
เรื่องไหนเป็นคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง??
ผมเห็นด้วยกับแตงโมในประเด็นชาวพุทธต้องมีศรัทธา และปัญญา
Quote from: TangMo on 23 Feb 2007, 18:13 น.
ชาวพุทธต้องประกอบด้วย ทั้งปัญญา และ ศรัทธา ในสัดส่วนที่พอดี ครับ :25:
เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป จะไม่ใช่ชาวพุทธที่สมบูรณ์แบบครับ
คือ ถ้ามีแต่ ปัญญา แต่ไม่มีศรัทธา
จะมีลักษณะแบบ นักวิชาการ ที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างในพระไตรปิฏก แต่ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
ในพระไตรปิฎกเป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าจริง แต่เป็นคำกล่าวของนักคิดที่เก่งมากๆ คนหนึ่งเท่า
นั้น :26:
ถ้ามีแต่ ศรัทธา แต่ไม่มีปัญญา
จะมีลักษณะแบบพวกที่หลงงมงาย พวกที่เที่ยวไปขูดต้นไม้ ไปไหว้สิ่งที่ผ่าเหล่าออกมา ไปไหว้นั่น
ไหว้นี่ ที่ไม่ใช่รัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) :07:
เพราะฉะนั้น ชาวพุทธต้องประกอบด้วย ศรัทธา และ ปัญญาครับ
เอ่อ...... เอ ครับ ที่ผมตอบประเด็นที่ 2 มี แปร่งๆ ดรงไหนบ้างครับ จะได้อธิบายเพิ่มเติมครับ
แต่ทำไมธรรมกายถึงพยามสร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ หรือเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่ามันก่อให้เกิดปัญญา ก่อเกิดเพียงแค่ศรัทธา และเป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงมงาย ผลของมันในแง่ของความคิดไม่ได้แตกต่างจากการไปขูดต้นไม้เพื่อขอหวย หรือการขอให้จตุคามรามเทพคุ้มครองเลย
ประเด็นเรื่องข่าว ถ้าผมสนใจผมคงยกเรื่องสมัยที่เริ่มสร้างวัดแล้วขัดแย้งกับชาวนาระแวกนั้น หรือกรณีเจ้าอาวาสมั่วสีกา หรือกรณีการเบียดบังสมบัติวัดไปใส่ชื่อของตัวเอง
เรื่องอภินิหารหรือปาฏิหาริย์ในมุมมองผมไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องบุญเรื่องบาปเหมือนกัน แต่ที่แปลกก็คือการหยิบเอาส่วนที่เป็นสิ่งเปราะบางในจิตใจคนมาใช้เป็นเครื่องมือ อันนี้ต่างหากที่ผมสนใจ หากไปศึกษาหนังสือของท่านพุทธทาส หรือท่านอื่น ๆ ที่ไม่ได้เน้นการทำบุญแล้วได้ผลตอบแทน ลองดูเถอะว่ามันต่างกันอย่างไร หากจะบอกว่าคนไทยยังตัดเรื่องนี้ไม่ขาด หรือคนเรามีความสามารถรับรู้ได้ไม่เท่ากัน ก็แล้วแต่จะคิด
ผมเชืยว่าคนที่ไปธรรมกายไม่ใช่คนโง่ แต่ผมก็เชื่ออีกเหมือนกันว่าคนทุกคน มีความกลัวความไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ ต้องการที่พึ่ง โดยเฉพาะที่พึ่งที่จับต้องได้ ไปได้ง่าย นั่นแหละเป็นแผนการตลาดที่ดำเนินกับบุญ บาป นิพพาน โดยอาศัยปาฏิหาริย์ อภินิหาร พระไตรปิฎก และพระพุทธเจ้า
ธรรมกายทำถนนทางเข้าบ้านผมรถติดครับ :23:
ตอนเย็นๆ 5 - 6 โมง รถติดบรรลัยเลย
เส้นบางขัน-หนองเสือ ก่อนถึง u-turn หน้าธรรมกาย
มันเกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย แค่ 1 กิโล รถติด ครึ่งชั่วโมง :07:
มันพึ่งจะมาเป็นช่วง 3-4 เดือนนี่เอง :05:
โลตัสก็ทำถนนบ้านตูรถคิดเหมือนกันแหละ
ก็โลตัสทำการตลาดนิ....
Quote from: iannnnn on 24 Feb 2007, 15:43 น.
โลตัสก็ทำถนนบ้านตูรถคิดเหมือนกันแหละ
รถบ้านพี่แอน
ท่าทางจะฉลาด คิดได้ด้วย :21:
ครึกครื้นกันอีกรอบ :42:
Quoteดังนั้นคุณควรทำความเข้าใจกับคนที่คุณจะอธิบายให้มากกว่านี้ ครับ............
:46: ขอบคุณจักกรีครับที่ช่วยอธิบาย
คราวหลังจะพยายามอธิบายให้มากกว่านี้ครับ :45:
ที่จริง
หน้าที่ 54 :25: ก็คิดว่าอธิบายไปได้ 2 ข้อแล้วครับ แต่ไม่รู้ว่าเข้าใจกันหรือเปล่า :09:
มีอะไรก็ช่วยๆ กันอธิบายครับ จะได้แบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน :25:
Quoteปฎิบัติสมถะอย่างเดียวมันไม่มีทางถึงนิพพานได้
แต่ถ้าใครบอกว่าได้ก็แสดงว่า บิดเบือน....
Quoteที่บอกว่านั่งสมาธิแล้วอารมณ์จับแต่สิ่งเดียว มันไม่มีปัจจัยที่ทำให้ หลุดพ้น ละทิ้งได้ มีแต่จะยึดติด
แต่ถ้าบอกว่าปฏิบัติแล้ว สามารถได้ฌาณสมบัติ ได้อภิญญา ก็ว่าไปอย่าง....
^
^
^
2 ประโยค นี้ ดูขัดๆ ยังไงไม่รู้ครับ :42:
ตามความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องของสมถะกับปัสสนานะครับ
ผมว่า ต้องผ่าน สมถะ ก่อนแล้วจึงจะถึง วิปัสสนา
เหมือนเราขึ้นตึกสูงน่ะครับ คือต้องผ่านชั้น 1 ชั้น 2 ก่อนถึงจะถึงชั้นที่สูงๆขึ้นไปครับ (ส่วนใครจะขึ้นเร็วขึ้นช้า จะเดิน หรือขึ้นลิฟท์ จะนั่งเครื่องบินอะไรก็แล้วแต่ จะต้องผ่านระดับชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นชั้นๆ ไปครับ)
อยู่ชั้น1 แล้วโดดไปชั้น 10 โดยไม่ผ่าน
ระดับของชั้น 1 ,2, 3 ไปไม่ได้ครับ
เพราะว่า สมถะ แปลว่า สงบ
วิปัสสนา แยกมาจากคำว่า
วิ แปลว่า วิเศษ, แจ้ง, ต่าง
ปัสสนา แปลว่า การเห็น
เพราะฉะนั้น วิปัสสนา แปลว่า การเห็นแจ้ง
ซึ่งก่อนที่เราจะไปถึงวิปัสสนา ก็ต้องผ่าน สมถะก่อนครับ
คือใจของเราจะต้อง สงบก่อน แล้ว จึงจะเห็นแจ้ง ครับ
ซึ่งการที่ใจของเราสงบ ที่จักรี พูดบ่อยๆ น่ะครับ ผมว่ามันเป็น สมถะ ครับ
แต่ถ้าใจเราสงบ มากๆเข้า ก็จะไปถึงวิปัสสนาเองครับ :33:
และที่จักรีบอกว่า
Quoteนั่งสมาธิแล้วอารมณ์จับแต่สิ่งเดียว มันไม่มีปัจจัยที่ทำให้ หลุดพ้น ละทิ้งได้ มีแต่จะยึดติด
จักรีลองนึกดูดีๆ นะครับ
สมาธิทุกแบบ เค้าเรื่มต้นก็ต้องมีสิ่งที่ยึดของใจก่อนทั้งนั้นแหละครับ
ตัวอย่างเช่น - แบบอานาปนสติ ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับลมหายใจ
- แบบอสุภะก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณาซากศพ ว่าไม่งาม
- แบบสติปัฏฐาน ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม
- แบบยุบหนอพองหนอ ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับท้อง กับ การก้าวเดิน กับ ลมหายใจ
- แบบอาโลกสิณ (นึกถึงแสงสว่าง) ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณากับดวงสว่าง
- แบบพุทธานุสติ (นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับ
พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป เป็นอารมณ์ครับ
- ฯลฯ
ซึ่งสมาธิทุกแบบก็ต้องมีสิ่งยึดเกาะของใจก่อนครับ
เพราะใจของเราเปรียบเหมือนลิง คือ ลิงมันไม่หยุดนิ่ง ชอบวิ่งส่ายไปมา
ต้องหาหลักยึดเกาะของใจก่อนครับ
(โดยสรุปแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นหลักยึดเกาะของใจก็ได้ครับ ที่เรานึกแล้วใจสบาย มีความสุข นึกแล้วไม่ก่อให้เกิดจิตที่เป็นอกุศลครับ)
(เพราะฉะนั้นการทำสมาธิ เป็นสิ่งที่ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ทำใจของเราให้หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างเบา สบายครับ)
เมื่อใจของเราสงบมั่นคงดีแล้ว ก็ค่อยๆ ปล่อย สิ่งที่เราใช้เป็นที่เกาะของใจ
เหมือนเราพายเรือ (คือนิมิตที่เราเอาใว้ให้ใจยึดเกาะ) เมื่อเราพายเรือไปถึงฝั่งแล้ว เราก็ทิ้งเรือไว้ที่ชายหาด ไม่ต้องไปแบกเรือขึ้นไปบนฝั่ง ครับ
............. ขออธิบายเรื่องสมถะ วิปัสสนา คร่าวๆ แค่นี้ก่อนนะครับ :33:
ตอบ -ae- ครับ
Quoteแต่ทำไมธรรมกายถึงพยามสร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ หรือเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่ามันก่อให้เกิดปัญญา ก่อเกิดเพียงแค่ศรัทธา และเป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงมงาย ผลของมันในแง่ของความคิดไม่ได้แตกต่างจากการไปขูดต้นไม้เพื่อขอหวย หรือการขอให้จตุคามรามเทพคุ้มครองเลย
ผมว่าหลักคำสอนส่วนใหญ่ที่อยู่ในใจของชาวพุทธทุกคน คือ
หลักการของชาวพุทธครับคือ
ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ทำใจให้ผ่องใส ครับ
ผมว่า 3 หลักการนี้ คงอยู่ในใจของทุกคนที่ได้ไปเข้าวัดฟังธรรมครับ
ลองสังเกตบุคคลรอบข้าง -ae- ดูซิครับ ว่าเป็นอย่างนี้หรือเปล่า :26: ....... ถ้าเป็นผมว่าน่าอนุโมทนานะครับ :46:
ถ้าไม่มี หลักการ 3 อย่างข้างต้นนี้ ผมว่า ..........
งมงาย ครับ (คือมีแต่ศรัทธา แต่ขาดปัญญาครับ) :33:
Quoteธรรมกายทำถนนทางเข้าบ้านผมรถติดครับ
ตอนเย็นๆ 5 - 6 โมง รถติดบรรลัยเลย
เส้นบางขัน-หนองเสือ ก่อนถึง u-turn หน้าธรรมกาย
มันเกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย แค่ 1 กิโล รถติด ครึ่งชั่วโมง
มันพึ่งจะมาเป็นช่วง 3-4 เดือนนี่เอง
ผมว่า tao ลองสังเกต สาเหตุที่ทำให้รถติดก่อนใหม๊ครับ
ว่า 1. แถวนั้นถนนเล็ก หรือเปล่า
2. มีหมู่บ้านจัดสรร ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หรือเปล่า
ถ้าใช่ ....... ผมว่ามันก็น่าติด นะครับ :33:
คนเราเกลียดหน้ากันแล้ว ต่อให้พูดความริง พูดเพราะๆ ก็ไม่ยอมฟัง
การอ่านตำราว่ายน้ำอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าจะทำให้ ว่ายน้ำเป็น
ผู้อ่านต้องเอาตัวเองลงสระ แล้วฝึกว่ายน้ำ ไปด้วย
นักโทษ ที่ไม่ได้ทำความผิดเลย ต่อให้เค้าแก้ตัวยังไง มีหลักฐานขนาดไหน แต่เมื่อโดนตัดสินว่าผิดแล้วก็หมดประโยชน์
การเติมน้ำลงขวด ต้องเปิดขวดก่อนจึงจะเติมน้ำได้
ไม่ว่าเติมน้ำไปมากขนาดไหน แต่ไม่ยอมเปิดขวด
ยังไงๆ น้ำก็ไม่เต็มขวด
ดวงอาทิตย์แม้มีอยู่จริง แต่ไม่ยอมลืมตามองก็มองไม่เห็น
ลูกเมื่อมองไม่เห็นพระคุณของพ่อแม่ ก็ย่อมสามารถฆ่าได้แม้แต่พ่อแม่
สุนัขเมื่อมีความหิวมากๆเข้าแล้ว แม้แต่เจ้าของที่เคยดูแลเลี้ยงดูมา
ความหิวก็บังหน้า สามารถกัดเจ้าของได้
พระเทวทัต เมื่อมีความเกลียด อิจฉา เคียดแค้น ในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ย่อมไม่เห็น พุทธคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่
แม้สิ่งที่อธิบายคือ ความจริง แต่ อคติ ขว้างกั้นอยู่
ต่อให้ เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล เป็นความจริง
ก็ไร้ค่า
** ไม่ได้พาดพิงใครนะครับ ถ้าโดนใครก็ขอประทานโทษด้วยนะครับ ไปอ่านเจอมา :42:
ประกาศผลสอบ
(ภาคภาษาต่างประเทศ)
รางวัลชนะเลิศ ภาคภาษาอังกฤษ/จีน
ชนะเลิศ รางวัลที่ 1
ฌอน แอนดรู คีเฝอะนี
(ประธานชมรมพุทธฯ มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ชาวอเมริกัน)
ศูนย์สอบ "มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด"
วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
รองชนะเลิศ รางวัลที่ 2
หลี่ เสียน จื้อ
(เจ้าของกิจการรับเหมาก่อสร้าง ชาวสิงคโปร์)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฎิบัติธรรมสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์"
รองชนะเลิศ รางวัลที่ 3
ร.ศ. หรู จิ้ง
(อาจารย์มหาวิทยาลัยเสฉวน ชาวจีนแผ่นดินใหญ่)
ศูนย์สอบ "วัดต้าฉือ มณฑลเสฉวน ประเทศจีน"
รองชนะเลิศ รางวัลที่ 3
(ครองร่วม คะแนนเท่ากัน)
ไป๋ สู เจวียน
(นักบัญชี ชาวไต้หวัน ในอเมริกา)
ศูนย์สอบ "วัดฝ่า กวาง"
"วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา"
รางวัลชนะเลิศ ภาคภาษาไทย/ลาว
ชนะเลิศ รางวัลที่ 1
ปิยวรรณ์ ติ๊บแก้ว
(ชาวไทยผู้บุกเบิกสร้างศูนย์บริสเบน)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฎิบัติธรรมบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย"
รองชนะเลิศ รางวัลที่ 2
วิมลรัตน์ เปล่งเจริญศิริชัย
(ข้าราชการเนเธอร์แลนด์ ซี 7)
ศูนย์สอบ "วัดพุทธแอนเวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม"
รองชนะเลิศ รางวัลที่ 3
สุนีย์ วงษ์น้อย
(ชาวไทยในเนเธอร์แลนด์)
ศูนย์สอบ "วัดพุทธแอนเวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม"
รางวัลชมเชย ภาคภาษาไทย
รางวัลชมเชยอันดับ 1
ดวงกมล สุนทรขัณฑ์
(นศ.ทุน กพ.)
ศูนย์สอบ "วัดพระธรรมกายแคลิฟอเนีย"
รางวัลชมเชยอันดับ 2
ดร.จรรยา แสงอรุณ
(ดร.จา ม.โตเกียว)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฎิบัติธรรมโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น"
รางวัลชมเชยอันดับ 3
เมธี เผ่าบุญมี
(โปรแกรมเมอร์ จากไมโครซอฟท์)
ศูนย์สอบ "วัดภาวนาอชิงตัน ซีแอตเติ้ล สหรัฐอเมริกา"
รางวัลชมเชยอันดับ 4
พันธ์วงค์ คุณธนวัฒน์
(นศ.ปริญญาเอก ม.กลาสโกว์)
ศูนย์สอบ "วัดธรรมปทีป ลอนดอน ประเทศอังกฤษ"
รางวัลชมเชยอันดับ 5
นฤมล โอภาสชวลิต
(วิศวกร)
ศูนย์สอบ "วัดเจริญภาวนาแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ"
รางวัลชมเชย ภาคภาษาลาว
รางวัลชมเชยอันดับ 1
สมบูรณ์ รัตนวิเศษ
(รับจ้าง)
ศูนย์สอบ "วัดภาวนาเท็กซัส สหรัฐอเมริกา"
รางวัลชมเชยอันดับ 2
นงนุช พูนสวรรค์
(ข้าราชการ)
ศูนย์สอบ "วัดภาวนาอชิงตัน ซีแอตเติ้ล สหรัฐอเมริกา"
รางวัลชมเชยอันดับ 3
บุนเที่ยง ถาวรคำ
(พนักงานบริษัท)
ศูนย์สอบ "วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย"
รางวัลชมเชยอันดับ 4
สุจินดา บริหาร
(พนักงานบริษัท)
ศูนย์สอบ "วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย"
รางวัลชมเชยอันดับ 5
ท้าวริสุตา ดวงอะมอน
(คกก.สมาคมวัฒนธรรมไทย-ลาว-ญี่ปุ่น)
ศูนย์สอบ "วัดภาวนาคานากาว่า ประเทศญี่ปุ่น"
รางวัลชมเชย ภาคภาษาอังกฤษ
รางวัลชมเชยอันดับ 1
ดร. เฉิน หมิง หง
(วิศวกรไฟฟ้า จบจากม. พริ๊นซตั้น)
ศูนย์สอบ "วัดภาวนาเท็กซัส สหรัฐอเมริกา"
รางวัลชมเชยอันดับ 2
ไอว่อน ตาน
(เจ้าของบริษัท)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติธรรมสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์"
รางวัลชมเชยอันดับ 3
ผศ. วัจนา สุริยธรรม
(อาจารย์นิคกี้ นศ.ปริญญาเอก ม.วอริก อังกฤษ)
ศูนย์สอบ "วัดพระธรรมกายลอนดอน ประเทศอังกฤษ"
รางวัลชมเชยอันดับ 4
ดูมินิ กุลาทังกา
(ชาวศรีลังกา)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติธรรมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศสหรัฐอารับเอมิเรตส์"
รางวัลชมเชยอันดับ 5
แมทธิว ไฮน์ดอร์ฟ
(อดีต มิชชันนารี นิกายมอร์มอน)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติธรรมบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย"
รางวัลชมเชย ภาคภาษาจีน
รางวัลชมเชยอันดับ 1
หวั่ง ขั่น หรู
(นักศาสนศึกษา ปริญญาโทพุทธศาสนา ม.จงฮวา)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติธรรมไทเป ประเทศไต้หวัน"
รางวัลชมเชยอันดับ 2
เซี่ย หนาน เหิง
(ธุรกิจส่วนตัว ผู้ช่วยแพทย์)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติธรรมสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์"
รางวัลชมเชยอันดับ 3
ม่า อวี้ เจี้ยน
(ที่ปรึกษาด้านกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติธรรมสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์"
รางวัลชมเชยอันดับ 4
เติ้ง หง หรง
(มัคคุเทศก์)
ศูนย์สอบ "วัดต้าฉือ มณฑลเสฉวน ประเทศจีน"
รางวัลชมเชยอันดับ 5
จาง เจ้า หลง
(แพทย์แผนจีน)
ศูนย์สอบ "ศูนย์ปฏิบัติไทเป ประเทศไต้หวัน"
หรือไปอ่านที่นี่ก็ได้ครับผม http://www.dmc.tv/pages/scoop/500221_World_PEC_announcement.html
Quoteผมว่าหลักคำสอนส่วนใหญ่ที่อยู่ในใจของชาวพุทธทุกคน คือ หลักการของชาวพุทธครับ
คือ ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ทำใจให้ผ่องใส ครับ
ผมว่า 3 หลักการนี้ คงอยู่ในใจของทุกคนที่ได้ไปเข้าวัดฟังธรรมครับ
ลองสังเกตบุคคลรอบข้าง -ae- ดูซิครับ ว่าเป็นอย่างนี้หรือเปล่า เกย์แอบ ....... ถ้าเป็นผมว่าน่าอนุโมทนานะครับ ไหว้
ถ้าไม่มี หลักการ 3 อย่างข้างต้นนี้ ผมว่า .......... งมงาย ครับ (คือมีแต่ศรัทธา แต่ขาดปัญญาครับ)
ไม่เห็นจะตอบปัญหาที่พี่ -ae- ถามไว้เลยครับ
แค่อธิบายเรื่องที่มันเป็นความจริงของพุทธศาสนาอยู่แล้ว :08:
คือไม่ได้ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นใน
ประเด็น ที่พี่เค้าถามเลยอะครับ
แล้วการยกคำภีร์นอสดราตรามุสมาเป็นตอนๆ บทๆ
แล้วอธิบายบท ไม่เห็นช่วยให้เข้าใจมากขึ้นเลยครับ
นอกจาก อึ้ง ทึ่ง ว่าโอ้ พระเจ้าจอร์ชมันยอดมาก แล้วก็เกาหัวแกรกๆ กลับไปนอนตีพุงต่อ
(แล้วก็บอกให้เข้าวัดอีกละซิ >.<)
Quote
แม้สิ่งที่อธิบายคือ ความจริง แต่ อคติ ขว้างกั้นอยู่
ต่อให้ เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล เป็นความจริง
ก็ไร้ค่า
พระธรรมที่ยกมาทั้งหลายแหล่นั้นมันถูกต้องในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ
ที่ถกๆ กันอยู่ก็เพราะวิธีมันไม่ใช่
ที่เติมน้ำไม่เต็มซักที เพราะชาร์ปไม่ได้เติมน้ำเข้าขวดเลยครับ
เอาน้ำมาสาดใส่ขวดที่ละโครมใหญ่ๆ (เหมือนว่าจะเยอะ และครอบคลุม)
แต่ มันไม่ได้เติมน้ำในขวดเลย ทำให้ขวดเปียกเปล่าๆ ด้วย :08:
ปากขวดที่ทุกคนยื่นจ่อรอให้เติมน้ำเลยไม่ได้รับการเติมซักที
เพราะ ชาร์ปหาปากขวดไม่เจอ ทั้งๆที่ ยื่นเข้าไปจะทิ่มตาอยู่แล้ว (อุปมานะครับ :42:)
ลองวิธีที่เอเคยบอกไปหลายครั้งแล้ว คือ
ชาร์ปลองสมมุติตัวเองว่า
เป็นคนที่แอนตี้ธรรมกายมากๆ อ่านข้อความนี้ดูซิ เค้าน่าจะคิดยังไง
เป็นคนที่ไม่ได้ชอบไม่ได้เกลียดธรรมกายแต่อยากรู้พุทธศาสนา อ่านข้อความนี้ดูซิ เค้าน่าจะคิดยังไง
เป็นนักวิชาการที่่ตีความพระไตรปิฎก อ่านข้อความนี้ดูซิ เค้าน่าจะคิดยังไง
เป็นตัวเองดูซิ อ่านข้อความนี้ดูซิ ตัวเองน่าจะคิดยังไง
แล้วลองสรุปสาระ เหตุผล ว่าน่าจะเพราะอะไรหรืออย่างไร
การเป็นนักจิตวิทยาที่ดี ใช้หลักการณ์นี้ละครับ เพื่อเข้าถึงจิตใจของผู้ฟัง
และเข้าถึงจิตใจของตนเอง :46:
Quoteไม่เห็นจะตอบปัญหาที่พี่ -ae- ถามไว้เลยครับ
แค่อธิบายเรื่องที่มันเป็นความจริงของพุทธศาสนาอยู่แล้ว
คือไม่ได้ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นใน ประเด็น ที่พี่เค้าถามเลยอะครับ
ขอบคุณที่ชี้จุดที่สงสัยครับ
คือ ผมอยากให้ดูที่
ผลของคนที่ไปวัด ครับ
ว่าไปวัดฟังธรรมแล้ว เค้ามีหลักการของพระพุทธศาสนา(ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ )อยู่ในใจ + ปฏิบัติตามหลักการ หรือเปล่าครับ .......... ถ้าปฏิบัติตามผมว่าก็โอเคนะครับ
แต่ถ้าไปวัดฟังธรรมแล้ว แต่ยังไม่มีหลักการ และปฏิบัติตาม ........ ผมว่ายังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จครับ
ผมว่ามันต่างกับ การไปขูดหาหวย , จตุคามรามเทพ ครับ
พี่ -ae-
น่าจะถามถึง กระบวนการ นะครับ
ส่วนเข้าวัดฟังธรรม :42: เหมือนที่ตอบไปแล้วเหมือนเดิมครับ
อ้้อ ครับผมพี่เอ +
คุยกันในบอร์ด
ผม กลัวพวกเกลียดธรรมกายอ่ะครับ ยังไงๆธรรมกายก็ผิด อ่ะครับ
ถึงตอบเป็นเหตุเป็นผล เป็นความจริง มีหลักฐาน พิมพ์ดีๆยังไงก็ หาเรื่องมาด่า ได้อยู่ดี
เข็ดอ่ะครับ
ขอโทษครับผม
คำถามของทุกคนคือ
วิธีการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ของวัดพระธรรมกาย ผิดใช่มั้ย ?
คำถามแบบนี้ครอบคลุมคำถามในใจของทุกคนหรือป่าวครับ
กระบวนการ :09:
และที่ผมตอบ -ae- ไปแบบนั้น
ผมว่า -ae- น่าจะเข้าใจครับ
(สภาพแวดล้อม เอ กับ เอ้ ต่างกันครับ)
ไม่ได้ชอบ ไม่ได้เกลียดครับ
แต่เหตุผลเนี้ย :48: ไม่โดนใจยังไงไม่รู้
อย่างที่เห็นๆ อยู่ ว่าเอรู้สึกว่า มัน แปร่งๆ ทะแม่งๆ
แล้วคำถามที่ได้รับ คำตอบมันไม่ได้
ฟัง/อ่านแล้ว
ปิ๊ง!! ขึ้นมาในสมองว่า เออ ใช่ ยังงี้จริงๆ ด้วยเลยนะครับ :40:
กลับยิ่งทำให้ งง (จากคำภีร์แสนแปดบท แล้วก็อธิบาบบทให้อ่าน)
แต่ไม่ได้ตรรกกะกลับมาเลย ตรรกกะนี้ละครับ ปากขวด :25:
จึงเรียนมาเพื่อทราบ โดยทั่วกัน
Quote from: TangMo on 24 Feb 2007, 19:09 น.
กระบวนการ :09:
อ่า แตงโม มองไม่เห้นปากขวด :25:
งั้นผมควรตอบคำถามไหนก่อน ครับ :05:
Quoteอ่า แตงโม มองไม่เห้นปากขวด
ไม่เข้าใจจริงๆ ครับ
ช่วยอธิบายได้มั้ยครับ
ว่าปากขวดคืออะไร
แล้วจะให้ผมอธิบายอะไร
ในเมื่อผมอธิบายไปแล้วอ่ะ :11:
หรือจะให้ผมอธิบายกระบวนการ แล้วกระบวนการอะไรอะไรอ่ะ มันกว้างนะ :42:
Quoteแต่ทำไมธรรมกายถึงพยามสร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ หรือเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่ามันก่อให้เกิดปัญญา ก่อเกิดเพียงแค่ศรัทธา และเป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงมงาย ผลของมันในแง่ของความคิดไม่ได้แตกต่างจากการไปขูดต้นไม้เพื่อขอหวย หรือการขอให้จตุคามรามเทพคุ้มครองเลย
นี้ละครับ แตงโมลองบอกมาหน่อยว่าคิดว่าพี่ -ae- ถามว่าอะไร
อ๋อ
ผมว่าผมตอบไปแล้วนะครับ (งั้นตอบใหม่แล้วกัน)
เอ้ ถามว่า
1.
Quoteแต่ทำไมวัดพระธรรมกายถึงพยามสร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ หรือเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่ามันก่อให้เกิดปัญญา ก่อเกิดเพียงแค่ศรัทธา และเป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงมงาย
ตอบครับ เรื่องปาฏิหาริย์สร้างได้ก็ดีสิครับ .... จะได้ให้คนทั้งโลกเข้าใจพระพุทธศาสนาทั้งโลกเลย คือมันสร้างไม่ได้ครับ
ส่วนเรื่องที่เค้านำมาลงเป็นหนังสือผมว่า แต่ละเรื่องมันน่าจะยาวกว่านั้น ไม่ใช่สั้นแค่ 2-3 บรรทัด
เหมือนจงใจให้คนอ่านเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายครับ
แล้วเรื่องแต่ละเรื่องก็มีที่มาที่ไปชัดเจน คนพูดก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้แต่เรื่องเอาเอง ถ้าสังสัยทำไมไม่ลองไปถามคนที่ประสบเหตุการณ์ล่ะครับ
อยากถามว่า แล้วศรัทธาคืออะไรครับ .............
ศรัทธา คือความเชื่อที่เป็นสัมมาทิฐิ ครับ คือเชื่อว่า นรกมีจริง, สวรรค์มีจริง, พระคุณบิดา มารดามีจริง, พระพุทธเจ้ามีจริง,
บุญ บาปมีจริง ประมาณนี้อ่ะครับ
ถ้าศรัทธาอย่างข้างบนนี้
ไม่เรียกว่างมงาย นะครับ
อีกอย่างที่วัดพระธรรมกาย ไม่ได้สอน แต่เรื่องที่เกิดเมื่อ
7-8 ปีก่อนอย่างเดียวนะครับ กรุณาดูช่วยมาตามดูที่สอนในปัจจุบันด้วยได้มั้ยครับ
เรื่องที่ก่อให้เกิดปัญญาก็มีมากนะครับ
อย่างเช่น สอนเรื่องของการทำสมาธิ, หลักธรรมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันก็มาก, สอนเรื่องกฏแห่งกรรม, สอนให้รักษาศีล 5, สอนให้เด็กกราบเท้าพ่อแม่, สอนหลักวิธีการทำให้ครอบครัวอบอุ่น, สอนเรื่องมงคลชีวิต 38 ประการ, สอนให้ประกอบสัมมาอาชีวะ ฯลฯ
เยอะครับ
อย่าทำเหมือนกับมองผ้าที่ขาว ที่มีจุดสี อยู่ 1 จุด
แล้วถามว่าเห็นอะไร .......... ตอบว่าเห็นจุดสี ครับ/ค่ะ
ทำไมไม่ตอบว่า ................ เห็นผ้าขาว บ้างล่ะครับ
(ไม่ได้บอกว่าจุดสีไม่ดีนะครับ)
2.
Quoteผลของมันในแง่ของความคิดไม่ได้แตกต่างจากการไปขูดต้นไม้เพื่อขอหวย หรือการขอให้จตุคามรามเทพคุ้มครองเลย
ผลของมันก็ต่างกันครับ คนที่ไปวัดเค้า ก็ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี หมั่นทำใจให้บริสุทธิ์นี่ครับ
ไม่ใช่ไปขูดต้นไม้ขอหวย หรือ ขอพรจตุรามเทพซักหน่อย
ถามจริงเถอะ คนที่ เค้าละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี หมั่นรักษาใจให้บริสุทธิ์ นี่ เหมือนกับ คนไปขูดต้นไม้ หรือ จตุคามรามเทพ หรอครับ :09:
แทรกนิดครับ
-ae- คือลุงแอ๊ะครับ เรียกแบบนี้จะแนบแน่สัมพันธ์ลึกซึ้งกว่า :27:
ขอบคุณครับ :22:
สรุปให้นะครับ :08:
Quote
ปุจฉา
แต่ทำไมวัดพระธรรมกายถึงพยายามสร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ หรือเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่ามันก่อให้เกิดปัญญา ก่อเกิดเพียงแค่ศรัทธา และเป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงมงาย
วิสัจฉนา
ส่วนเรื่องที่เค้านำมาลงเป็นหนังสือผมว่า แต่ละเรื่องมันน่าจะยาวกว่านั้น ไม่ใช่สั้นแค่ 2-3 บรรทัด เหมือนจงใจให้คนอ่านเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายครับ
แล้วเรื่องแต่ละเรื่องก็มีที่มาที่ไปชัดเจน คนพูดก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้แต่งเรื่องเอาเอง ถ้าสงสัยทำไมไม่ลองไปถามคนที่ประสบเหตุการณ์ล่ะครับ
Quote
เนื้อความ
ศรัทธา คือ ความเชื่อที่เป็นสัมมาทิฐิ ครับ คือเชื่อว่า นรกมีจริง, สวรรค์มีจริง, พระคุณบิดา มารดามีจริง, พระพุทธเจ้ามีจริง, บุญ บาปมีจริง ประมาณนี้อ่ะครับ
ถ้าศรัทธาอย่างข้างบนนี้ ไม่เรียกว่างมงาย นะครับ
ขอเสริมแม้ว่าจะมากขนาดยอมตายเพื่อศาสนาได้ใช่มั้ยครับ :22:
Quoteปุจฉา
ผลของมันในแง่ของความคิดไม่ได้แตกต่างจากการไปขูดต้นไม้เพื่อขอหวย หรือการขอให้จตุคามรามเทพคุ้มครองเลย
(ต่อเนื่องจากเนื้อความข้างบนที่ บอกว่าการเอาปาฏิหาริย์ มาสร้างศรัทธาอย่าง งมงาย )
วิสัจฉนา
ผลของมันก็ต่างกันครับ คนที่ไปวัดเค้า ก็ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี หมั่นทำใจให้บริสุทธิ์นี่ครับ
ไม่ใช่ไปขูดต้นไม้ขอหวย หรือ ขอพรจตุรามเทพซักหน่อย
ถามจริงเถอะ คนที่ เค้าละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี หมั่นรักษาใจให้บริสุทธิ์ นี่ เหมือนกับ คนไปขูดต้นไม้ หรือ จตุคามรามเทพ หรอครับ งง
ไม่ค่อยตรงนัก เอาคีย์เวิร์ดไป เงิน, ทำบุญ, ปริมาณ, มหาศาล, การตลาด, ศรัทธา
ที่แตงโมตอบในข้อนี้ ใครๆ ก็รู้ครับ ผมมั่นใจ ถ้าได้เรียนวิชาพระพุทธ ตอน ประถม :22:
ทำไมต้องแปลไทยเป็นไทยด้วยนะ :01:
+เอ :01:
ทำไมดูซีเรียสกันจัง :01:
ไปเล่นจู๋อื่นอ่านหนังสือดีกั่ว
Quote from: เดอะบุ๋ม on 24 Feb 2007, 20:19 น.
+เอ :01:
ทำไมดูซีเรียสกันจัง :01:
ไปเล่นจู๋อื่นอ่านหนังสือดีกั่ว
มันเป็นเรื่องต้องห้ามนะ :26b:
คงมีที่นี้ที่เดียว ที่เอคุยเรื่องนี้ อย่างสบายใจ :30: :30: :30:
Quoteทำไมธรรมกายถึงพยามสร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ หรือเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่ามันก่อให้เกิดปัญญา ก่อเกิดเพียงแค่ศรัทธา และเป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงมงาย ?
วัดพระธรรมกายไม่ได้สร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์ขึ้นครับ
และก็เป็นการ ก่อให้เกิดศรัทธาและสติ ปัญญา ครับ
และก็ไม่ได้ศรัทธาก่อให้เกิดงมงาย
จุดประสงค์ของวัดไม่ได้ ต้องการขาย พระสิริราชธาตุ หรือ พระของขวัญครับ
พระสิริราชธาตุ หรือพระของขวัญ คือ ของขวัญ ครับ ทำบุญแล้วไม่เอาก็ได้ครับ
เรื่องหนังสืออานุภาพฯ นั้นเป็นส่วนประกอบในการเชิญชวนสร้างพระธรรมกายครับ
ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นเอง ครับ
ส่วนใหญ่ของคนไทยเป็น ศรัทธาจริต ชอบในเรื่องแบบนี้ ครับ
หนังสือทำให้เค้าเกิดศรัทธากับทางวัดพระธรรมกาย
ถ้าหยุดเท่านี้ ย่อมมองเป็นเรื่องที่งมงาย อย่างแน่นอนครับ
แต่ไม่ใช่
เมื่อ
เกิดศรัทธากับทางวัดพระธรรมกายแล้ว ทางวัดก็สอนในสิ่งที่ถูกต้องให้เค้า ครับ
เป็น สัมมาทิฏฐิ มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องครับ
ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา รู้จักหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ครับ
ไม่ผิดหลักคำสอนหลักคำสอนพระพุทธเจ้า ครับ
ไปดูในพระไตรปิฏก เวลาพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์บางครั้ง ท่านก็แสดง ปาฏิหาริย์ ก่อนที่จะเทศน์ครับ
เช่น อาฬวกยักษ ชดิน 3พี่น้อง ฯลฯ
และพระองค์ท่านจะเทศน์ ท่านก็ใช้ ปาฏิหาริย์ 3 ครับ ((โสณทัณฑสูตร))
เยี่ยมๆ +1
:12: ตรงประเด็น
เป็นครั้งแรก :43:
เดี๋ยวก็จะมีคน ยิงคำถามต่อครับ
เออ ......... งั้น ตู ผิดเอง :05:
Quoteคงมีที่นี้ที่เดียว ที่เอคุยเรื่องนี้ อย่างสบายใจ
ผมก็สนุกมาก เช่นกันครับ :33:
เหอๆ
ผมคิดอะไรอย่างนึง (แค่คิดน้า :16:)
ลึกๆ แล้วเราก็คงคิดเหมือนกันนั่นแหละครับ
ไม่ว่าจะสายธรรมกาย สันติอโศก ธรรมยุทธ มหานิกาย มหายาน เถรวาท สายutp สาย fiber-optic ฯลฯ
มันก็น่าจะมีเป้าหมาย แล้วก็ความเข้าใจในอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน
แต่ว่าการถ่ายทอดความเข้าใจนั้นออกมาคงจะทำได้ไม่เหมือนกัน กระมัง
คนนึงเข้าใจอย่างนึง พูดอย่างนึง คนนึงเข้าใจอย่างเดียวกัน แต่พูดอีกอย่างนึง
บางทีจนคิดว่า ต่างฝ่ายต่างเข้าใจคนละอย่าง ต่างฝ่ายต่างมีทิษฐิ
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วปัญหาคือการสื่อสารต่างหาก...
...
...
ผมว่าที่พูดๆ กันมา ปัญหาอย่างนึงที่ผมก็เข้าใจหยั่งงั้น
คือวิธีการของธรรมกาย ทำให้คนบางกลุ่มงมงาย
ทั้งๆ ที่ธรรมกายก็ไม่ได้หวังเช่นนั้น (ให้ตายเหอะ ผมเชื่อว่าคนในธรรมกายทุกคนก็บริสุทธิ์ใจ)
แต่... สารที่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้รับนั้น อาจถูกตีความผิดพลาด
ส่งผลให้เกิด ความเชื่อ และแง่มุมที่ไม่ดีต่อวัดพระธรรมกาย
ดังนั้น ผมว่าหน้าที่ของวัดพระธรรมกายอย่างนึงเลย...
คือการกำจัด ความเห็นผิด ให้หมดไปจริงๆ ครับ
เพราะการที่คนออกมา anti ธรรมกาย ก็เพราะคนที่ไปวัดนี่แหละ ออกไปพูดอะไรที่
็สื่อความได้ไม่ตรงกับที่ต้องการจะสื่อสาร
(ผมพูดจริงๆ ว่าไม่มีทางที่จะไม่หลงเหลือความงมงาย 100% หรอกครับ
มันก็เหมือนกับการสื่อสาร สอนหนังสือ ถ้าสอนได้ 100% ก็คงเก่งเท่ากันหมด
มันอยู่ที่ผู้ให้ ผู้รับ แล้วก็อีกหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดความงมงายตกค้าง)
...
:02:
แฮ่ม
ดังจะเห็นได้ว่า ปัญหานั้นน่าจะเป็น "การสื่อสาร" ที่ผิดพลาด มี noise และ distort
ไม่ได้เป็นความเห็นผิดของใคร แต่อย่างใด
เพราะ ... ภาษา ... เป็นแค่สื่อกลาง...
เราคงจะสื่อสารกันผ่านจิตใจโดยตรงก็คงไม่ได้
ดังนั้นผมว่า การใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกัน พูดกันแต่ในเรื่องสบายๆ และนุ่มๆ นิ่มๆ ดีกว่าครับ
การจะถกอะไร เคี้ยวอะไรเหนียวๆ แข็งๆ เอาไว้เวลาว่างๆ ที่สามารถจะสื่อสารกันได้
เข้าใจ มากกว่าตัวอักษรบนเว็บจะเหมาะสมเป็นที่สุด
.....
แค่คิดน้ะ :16:
Quoteแต่... สารที่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้รับนั้น อาจถูกตีความผิดพลาด
ส่งผลให้เกิด ความเชื่อ และแง่มุมที่ไม่ดีต่อวัดพระธรรมกาย
:46:
โดน ครับ :25: + + + + + + + :45:
ไอ้สารที่ทำให้พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้รับ ผมว่า มันไม่บางกลุ่มครับ มัน
ทั้งประเทศ และถามว่า สารที่ผิดนั้นเกิดตอนไหน ???
เกิดตอน ปี 41 - 42 ที่ บรรดาหนังสือพิมพ์ เสนอสารผิดๆ ขึ้น หน้า 1 ตัวบักใหญ่ ตลอด 2 ปี ไง ครับ
ถ้าใครได้มาสัมผัสจริง จะเห็นว่า ข่าวที่ออกไป เกินจริงโคตรๆ
แล้วพอเขียนขอโทษนะ กรอบนิดเดียว ออกไม่กี่วัน แทบไม่มีใครมองเห็นเลยครับ
ออกขอขมาทางโทรทัศน์ ก็ไม่ยอมออก :05:
เต่าถูก
บวกให้นลินละกัน :22:
Quote from: TangMo on 24 Feb 2007, 18:20 น.
ปฎิบัติสมถะอย่างเดียวมันไม่มีทางถึงนิพพานได้
แต่ถ้าใครบอกว่าได้ก็แสดงว่า บิดเบือน....
ที่บอกว่านั่งสมาธิแล้วอารมณ์จับแต่สิ่งเดียว มันไม่มีปัจจัยที่ทำให้ หลุดพ้น ละทิ้งได้ มีแต่จะยึดติด
แต่ถ้าบอกว่าปฏิบัติแล้ว สามารถได้ฌาณสมบัติ ได้อภิญญา ก็ว่าไปอย่าง....
^
^
^
2 ประโยค นี้ ดูขัดๆ ยังไงไม่รู้ครับ :42:
ขัด อย่างไรครับ ?
Quote
ตามความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องของสมถะกับปัสสนานะครับ
ผมว่า ต้องผ่าน สมถะ ก่อนแล้วจึงจะถึง วิปัสสนา
เหมือนเราขึ้นตึกสูงน่ะครับ คือต้องผ่านชั้น 1 ชั้น 2 ก่อนถึงจะถึงชั้นที่สูงๆขึ้นไปครับ (ส่วนใครจะขึ้นเร็วขึ้นช้า จะเดิน หรือขึ้นลิฟท์ จะนั่งเครื่องบินอะไรก็แล้วแต่ จะต้องผ่านระดับชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นชั้นๆ ไปครับ)
อยู่ชั้น1 แล้วโดดไปชั้น 10 โดยไม่ผ่านระดับของชั้น 1 ,2, 3 ไปไม่ได้ครับ
เพราะว่า สมถะ แปลว่า สงบ
วิปัสสนา แยกมาจากคำว่า
วิ แปลว่า วิเศษ, แจ้ง, ต่าง
ปัสสนา แปลว่า การเห็น
เพราะฉะนั้น วิปัสสนา แปลว่า การเห็นแจ้ง
ซึ่งก่อนที่เราจะไปถึงวิปัสสนา ก็ต้องผ่าน สมถะก่อนครับ
คือใจของเราจะต้อง สงบก่อน แล้ว จึงจะเห็นแจ้ง ครับ
ซึ่งการที่ใจของเราสงบ ที่จักรี พูดบ่อยๆ น่ะครับ ผมว่ามันเป็น สมถะ ครับ
แต่ถ้าใจเราสงบ มากๆเข้า ก็จะไปถึงวิปัสสนาเองครับ :33:
.......สมถะสมาธิ เป็นฐาน ก็จริงครับ ดังนั้นจะผิดจะถูกก็อยู่ที่ฐานนี่ละครับ
อะถามหน่อยครับ อวิชชา ศาสตร์มืด มนต์ดำต่างๆ ฯลฯ ถือว่า มีพื้นฐานจากสมาธิมั้ยครับ...?
ส่วนในความคิดของผม มันคือใช่ครับ เผลอๆศาสตร์พวกนี้อาจมีผู้ฝึกถึงระดับได้ฌาณเลยก็ได้
เห็นมั้ยครับว่ามันก็เป็นสมาธิเหมือนกัน แล้วจะบอกว่า ปฏิบัติสมถะจนสงบมากๆจะถึงวิปัสสนาเองได้อย่างไร ครับ
ถ้าไม่มีแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ถ้าผิดทางก็อาจกลายเป็นอวิชาได้ง่ายๆ
ถ้ายกสมัยก่อนพุทธกาล พวกฤษี ชีไพร ปฏิบัติสมถะมาก่อน ทั้งนั้นแหละครับ
ที่เห็นว่าแสดงอิทธิฤทธิ อะไรทั้งหลายแหล่นั่นอะ
เจ้าชายสิทธัตถะเองก็ยังไปฝึกตามสำนัก พวกนี้เลย และด้วยสติปัญญาอย่างท่าน
น่าจะฝึกจนได้ฌาณ รูปฌาณ อรูปฌาณ และท่านเล็งเห็นว่า การปฏิบัติแบบนี้
มันไม่มีทางดับทุกข์ได้จริง และท่านก็มาค้นพบอริยสัจสี่ ในเวลาต่อมา...
ดังนั้นรูปแบบ สมาธิที่คุณแตงโม ยกมา มันมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้า
ได้ค้นพบทางแห่งการดับทุกข์จริงๆ......
Quote
และที่จักรีบอกว่า
จักรีลองนึกดูดีๆ นะครับ
สมาธิทุกแบบ เค้าเรื่มต้นก็ต้องมีสิ่งที่ยึดของใจก่อนทั้งนั้นแหละครับ
ตัวอย่างเช่น - แบบอานาปนสติ ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับลมหายใจ
- แบบอสุภะก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณาซากศพ ว่าไม่งาม
- แบบสติปัฏฐาน ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม
- แบบยุบหนอพองหนอ ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับท้อง กับ การก้าวเดิน กับ ลมหายใจ
- แบบอาโลกสิณ (นึกถึงแสงสว่าง) ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) พิจารณากับดวงสว่าง
- แบบพุทธานุสติ (นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ก็ต้องเอาใจไปเกาะ (ยึด) กับ
พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป เป็นอารมณ์ครับ
- ฯลฯ
.....อะ ผมนึกตามแล้วครับ ถ้าใช้การยึด และจะละทิ้งปล่อยวางได้ไงครับ...
และอีกอย่างครับ การพิจารณา คือการยึดเหรอครับ ...
อะ ถามต่อ แล้ว การปฏิบัติ แบบอาโลกสิณ แบบที่เอาจิตไปเพ่งอยุ่กับมัน
แล้วสร้างมโนภาพนี่น่ะนะ แบบนี้เรียกว่าการพิจารณาด้วยเหรอครับ ?
ในความหมาย ที่ผมเข้าใจ และเชื่อว่าคนทั่วไปน่าจะเข้าใจ คำว่าพิจารณากับคำว่ายึด มันต่างกันนะครับ
และอีกอย่างครับ อย่าเอา สติปัฏฐาน ไปปนกับสมถะครับ เพราะ สติปัฏฐานเป็นแนวปฏิบัติที่ให้เน้นการพิจารณา ใช้กาย อบรมสติ
ไม่ใช่การยึด คืออย่างที่คุณแตงโมบอก คือการพิจารณา ให้เห็นถึง กาย เวทนา จิต และ ธรรม
พิจารณา ให้เห็นถึงพระไตรลักษณ์ การเกิด ตั้งอยุ่ ดับไป..
ถ้านั่งแล้วสบายคือสมถะ มันบำรุงกิเลส
ถ้านั่งแล้วลำบากคือกรรมฐาน ประกอบด้วยสมถะ + วิปัสนา ที่บอกว่าลำบาก
เพราะมันต้องใช้สติพิจารณาอยุ่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ สงบอยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ...
Quote
ซึ่งสมาธิทุกแบบก็ต้องมีสิ่งยึดเกาะของใจก่อนครับ
เพราะใจของเราเปรียบเหมือนลิง คือ ลิงมันไม่หยุดนิ่ง ชอบวิ่งส่ายไปมา
ต้องหาหลักยึดเกาะของใจก่อนครับ
(โดยสรุปแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นหลักยึดเกาะของใจก็ได้ครับ ที่เรานึกแล้วใจสบาย มีความสุข นึกแล้วไม่ก่อให้เกิดจิตที่เป็นอกุศลครับ)
(เพราะฉะนั้นการทำสมาธิ เป็นสิ่งที่ง่ายนิดเดียว เพียงแค่ทำใจของเราให้หยุดนิ่งเฉยๆ อย่างเบา สบายครับ)
เมื่อใจของเราสงบมั่นคงดีแล้ว ก็ค่อยๆ ปล่อย สิ่งที่เราใช้เป็นที่เกาะของใจ
เหมือนเราพายเรือ (คือนิมิตที่เราเอาใว้ให้ใจยึดเกาะ) เมื่อเราพายเรือไปถึงฝั่งแล้ว เราก็ทิ้งเรือไว้ที่ชายหาด ไม่ต้องไปแบกเรือขึ้นไปบนฝั่ง ครับ
ถ้าทิ้งเรือได้ง่ายๆก็ดีซิครับ กลัวแต่ จะยึดติดว่า เรือเป็นของเรา นั่งแล้วสบาย ซึ่งตรงข้ามกับฝั่งที่มีแต่อุปสรรค์ ขรุขระ เดินยากสิ้นดี...
แล้วทีนี้จะไม่อยากทิ้งเรือ..... (จะมีความคิดว่า อยุ่บนเรือดีกว่า ทำไมต้องลงไปเดินลำบาก)
อุ๊ย พี่เก้อกะเณรธีมาแล้ว :25:
ตูอยู่เฉยๆ รออ่านโพสต์เด็ดๆ ดีกว่า
(เฮ้ย ตูคาดหวังนะ)
ส่วนเรื่องที่เราถามซ้ำและตอบซ้ำกันมาตั้งหลายๆ หน้านี่
เคยไปคุยนอกรอบกะเก้อว่ามันก็เหมือนกับพายเรือวนอยู่ในอ่างยังไงก็ไม่รู้
เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าหัวมันยังไม่โล่งขึ้นเลย (หรือตูหัวทึบไปเอง)
ดังนั้นรอโพสต์ที่จุดประกายต่อไปเลยครับ ใครมีประเด็นอะไรสนุกๆ มาคุยกันก็เชิญโลด
ฮ้าดดดดดดดดดดดดด ชิ้ว!!!
:07:
Quote from: tmd on 25 Feb 2007, 00:30 น.
ฮ้าดดดดดดดดดดดดด ชิ้ว!!!
:07:
กระจ่างแจ้งเลยทีเดียว :25:
:30:
รู้สึกเคยเห็นชื่อ tmd ใน wikipedia อ่ะครับ :09: ไม่รู้ว่าคนเดียวกันรึป่าว
/////
ผมนำเอาวิธีปฏิบัติธรรมของที่ จักรีบอก นำไปปฏิบัติอ่ะครับ
เป้นอะไรที่ดีมากๆๆ เลย รู้สึกดีมากกๆ ครับ ใจสงบนิ่ง ดีมากครับ
ได้อารมณ์สบาย เลยครับ ขอบคุณมากๆๆครับ
แต่ผมวางใจที่ศูนย์กลางกายอ่ะครับ
:22: อยากทำถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติมั้ยครับ
ถ้ามีโอกาสสักวันชาร์ปคงได้ ปฏิบัติอย่างถูกต้องครับ
ถ้าถึงวันนั้น ผมก็จะอนุโมทนา ด้วยว่าชาร์ป มาถูกทางแล้ว
แต่ปฏิบัติแบบนี้ทางที่ถูก มันไม่ได้ทำให้รู้สึกสบาย นะ :09:
อะ อะ ลองก่อน ก็ได้ครับ คือ ถ้า วันไหน ชาร์ป
เห็นว่าทางนี้มันดีจริงจะติดต่อผมแล้วมาฝึกให้ถูกต้องก็ยังไม่สาย
http://th.wikipedia.org/wiki/ผู้ใช้:Tmd
ใช่สิ :21:
อ้อ ขอบคุณครับ
/////
ผมว่า จักรี อธิบายที่จักรีเข้าใจมาเลยดีกว่าครับ
จะได้มีความเข้าใจ ที่ตรง กัน
วิธีปฏิบัติสมาธิ และ ข้อแนะนำต่างๆในการปฏิบัติอ่ะครับ อ่ะครับ
ยินดีครับ
วิธีปฏิบัติกรรมฐานเืบื้องต้นการเดินจงกรม
ก่อนเดินให้ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับข้อมือซ้าย วางไว้ตรงกระเบนเหน็บ ยืนตัวตรง เงยหน้า
หลับตา ให้ทำความรู้สึกโดย จิต สติ รู้อยู่ตั้งแต่กลางกระหม่อมแล้วกำหนด ยืนหนอ ๕ ครั้ง
เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงปลายเท้า เบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา ยืนหนอ ๕ ครั้ง
แล้ว หลับตา ตั้งตรง ๆ เอาจิตปักไว้ที่กระหม่อม เอาสติตามดังนี้ ยืน........(ถึงสะดือ)
หนอ.....(ถึงปลายเท้า) หลับตาอย่าลืมตา นึกมะโนภาพ เอาจิตมอง ไม่ใช่มองเห็นด้วยสายตา
ยืน......(จากปลายเท้าถึงสะดือ หยุด) แล้วก็หนอ.......ถึงปลายผม คนละครึ่ง พอทำได้แล้ว
ภาวนา ยืน....หนอ จากปลายผม ถึงปลายเท้า ได้ทันที ไม่ต้องไปหยุดที่สะดือ แล้ว
คล่องแคล่วว่องไว ถูกต้อง เป็นธรรม
ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกายอย่าให้ออกไปนอกกาย เสร็จแล้วลืมตาขึ้น ก้มหน้า
ทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ ๔ ศอก สติจับอยู่ที่เท้า การเดิน กำหนดว่า
ขวา ย่าง หนอ กำหนดในใจคำว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ ๒ นิ้ว
เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อม คำว่า ย่าง ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าให้ช้าที่สุด เท้ายังไม่เหยียบพื้น
คำว่า หนอ เท้าเหยียบพื้นเต็มฝ่าเท้า อย่าให้ส้นเท้าหลังเปิด เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน
กำหนดคำว่า ซ้าย ย่าง หนอ คงปฏิบัติเช่นเดียวกับ ขวา ย่าง หนอ
ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ ๑ คืบ เป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น
เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้เดินแล้ว พยายามใช้เท้าขวาเป็นหลักคือ ขวา ย่าง หนอ แล้วตามด้วย
เท้าซ้าย ย่าง หนอ จะประกบกันพอดี แล้วกำหนดว่า หยุดหนอ จากนั้นเงยหน้า
หลับตากำหนด ยืน หนอ ช้า ๆ อีก ๕ ครั้ง เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้ว ลืมตา ก้มหน้า ท่ากลับ
การกลับกำหนดว่า กลับหนอ ๔ ครั้ง คำว่ากลับหนอ
ครั้งที่หนึ่ง ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา ๙๐ องศา
ครั้งที่ ๒ ลากเท้าซ้ายมาติดกับเท้าขวา
ครั้งที่ ๓ ทำเหมือนครั้งที่ ๑
ครั้งที่ ๔ ทำเหมือนครั้งที่ ๒
หากฝึกจนชำนาญแล้วเราสามารถกำหนดให้ละเอียดขึ้น โดยการหมุนตัวจาก ๙๐ องศา
เป็น ๔๕ องศา จะเป็นการกลับหนอทั้งหมด ๘ ครั้ง
เมื่ออยู่ในท่ากลับหลังแล้วต่อไปกำหนด ยืน หนอ ช้า ๆ อีก ๕ ครั้ง ลืมตา ก้มหน้า
แล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการ
การนั่ง
กระทำต่อจากการเดินจงกรม อย่าให้ขาดตอนลงเมื่อเดินจงกรมถึงที่จะนั่ง
ให้กำหนด ยืน หนอ อีก ๕ ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า
ปล่อยมือหนอ ๆ ๆ ๆ ๆ ช้า ๆ จนกว่าจะลงสุดเวลานั่งค่อย ๆ ย่อตัวลงพร้อมกับกำหนดตามการการที่ทำไปจริง ๆ
เช่น ย่อตัวหนอ ๆ ๆ ๆ เท้าพื้นหนอ ๆ ๆ คุกเข่าหนอ ๆ ๆ นั่งหนอ ๆ ๆ เป็นต้น
วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ
เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พอง หนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน
ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึก
ตามความเป็นจริงว่าท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน
ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทน
เป็นการสร้างขันติบารมี ไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว
ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาความเจ็บ ปวด เมื่อย คัน ๆ เกิดขึ้นให้หยุดเดิน
หรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า
ปวดหนอ ๆ ๆ เจ็บหนอ ๆ ๆ คันหนอ ๆ ๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อย ๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป
เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป
จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สินหรือคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นา ๆ
ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด
แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอ ๆ ๆ ๆ เสียใจหนอ ๆ ๆ ๆ โกรธหนอ ๆ ๆ ๆ เป็นต้น
เวลานอน
เวลานอนค่อย ๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอ ๆ ๆ ๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย
ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้วให้เอาสติมาจับที่ท้อง
แล้วกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อย ๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่า จะหลับไป ตอนพอง หรือตอนยุบ
อิริยาบถต่าง ๆ การเดินไปในที่ต่าง ๆ การเข้าห้องน้ำ การเข้าห้องส้วม การรับประทานอาหาร
และการกระทำกิจการงานทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
คือ มีสติ สัมปชัญญะ เป็นปัจจุบัน อยู่ตลอดเวลา
สรุปการกำหนดต่าง ๆ
๑. ตาเห็นรูป จะหลับตาหรือลืมตาก็แล้วแต่ ให้ตั้งสติไว้ที่ตา กำหนดว่า เห็นหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ
จนกว่าจะรู้สึกว่าเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้ ถ้าหลับตาอยู่
ก็กำหนดไปจนกว่าภาพนั้นจะหายไป
๒. หูได้ยินเสียง ให้ตั้งสติไว้ที่หู กำหนดว่า เสียงหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าเสียง
ก็สักแต่ว่าเสียง ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๓. จมูกได้กลิ่น ตั้งสติไว้ที่จมูก กำหนดว่า กลิ่นหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ากลิ่น
ก็สักแต่ว่ากลิ่น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๔. ลิ้นได้รส ตั้งสติไว้ที่ลิ้น กำหนดว่า รสหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ารส
ก็สักแต่ว่ารส ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๕. การถูกต้องสัมผัส ตั้งสติไว้ตรงที่สัมผัส กำหนดตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ละความพอใจ
และความไม่พอใจออกเสียได้
๖. ใจนึกคิดอารมณ์ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าความนึกคิดจะหายไป
๗. อาการบางอย่างเกิดขึ้น กำหนดไม่ทัน หรือกำหนดไม่ถูกว่าจะกำหนดอย่างไร ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่
กำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการนั้นจะหายไป
พอดีไปอ่านเจอ ผลของการปฏิบัติด้วยซึ่ง ผมคิดว่า มันไม่เว่อร์ ด้วยและก็เป็นเหตุเป็นผลกันดี....
Quote
-. มีวินัยในตัวเอง 3 ประการคือ
๑ รู้จักระวังตัว
๒ รู้จักควบคุมตัวได้
๓ รู้จักเชื่อฟังผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กจะไม่เถียงผู้ใหญ่
- มีกิจนิสัย ๔ ประการ
๑ ขยันไม่จับจด รักงาน สู้งาน
๒ ประหยัด รู้จักใช้ชีวิตและทรัพย์สินอย่างถูกต้องและคุ้มค่า
๓ พัฒนา รู้จักพัฒนาตัวเอง และอาชีพให้ดีขึ้น
๔ สามัคคี รักครอบครัว รักหมู่คณะ และรักประเทศชาติ
- มีลักษณะนิสัย ๔ ประการ
๑ มีสัมมาคารวะ
๒ อุตสาหะพยายาม
๓ ปฏิบัติตามระเบียบวินัย
๔ รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ วางตัวได้เหมาะสม
- มีความรู้คู่กับคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ๔ ประการได้
๑ รู้จักคิด
๒ รู้จักปรับตัว
๓ รู้จักแก้ปัญหา
๔ มีทักษะในการทำงานและค่านิยมที่ดีงามในอนาคต เจ้านายทิ้งลูกน้องไม่ได้
ลูกน้องทิ้งเจ้านายไม่ได้ เข้าหลักที่ว่า ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน คนเสมอกันจะได้อุปถัมภ์ค้ำจุนต่อไป
- อานิสงส์ในการเดินจงกรม
๑. อดทนต่อการเดินทางไกล
๒. อดทนต่อความเพียร
๓. มีอาพาธน้อย
๔. ย่อยอาหารได้ดี
๕. สมาธิที่ได้ขณะเดินตั้งอยู่ได้นาน (ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๓๒
ทั้งนี้ทั้งนั้น ตอนนี้ผมก็อยุ่ในขั้นจูนสมถะ อยู่เหมือนกัน อย่างที่บอก ผมก็ฝึกสมาธิ มาตั้งแต่เด็ก
คือพอรุ้จักนั่งสมาธิก็รู้แค่วิธีการเอาใจไปจดจ่ออยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย พอคุณครูที่โรงเรียนบอกให้นั่งสมาธิ
ผมก็หลับตาคิดถึงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ตลอดเลย ไม่ว๊อกแว๊กด้วย....เลยทำให้พอมาฝึกสติ แบบนี้ แล้ว
มันค่อนข้างจะจูนยากอยู่เหมือนกัน
อย่างเช่น กำหนดๆอยู่ จิตสงบไปซะงั้น นิ่งไปอยุ่กับอะไรสิ่งใดสิ่งหนั่งซะงั้น ...เป็นบ่อยซะด้วย ...
อนุโมทนาด้วยนะครับ :22:
:45:
Quote from: นายโอ้เอ้ on 25 Feb 2007, 10:44 น.
http://th.wikipedia.org/wiki/ผู้ใช้:Tmd
ใช่สิ :21:
:44:
:45: ตูว่าอีกเดี๋ยวตาจักรีกะตาชาร์ปต้องตกลงปลงใจกันแน่ๆ
ขอถามเพิ่มเติมความรู้นะครับ
ติดขัดในการปฏิบัติธรรมครับ อาจจะสงสัยเยอะหน่อยนะครับ
1.ทำไมเราต้องท่องคำภาวนาด้วยครับ ไม่ท่องได้มั้ย เพราะอะไรครับ
2.การเอาสติไปจัีบนี่ ทำยังไงครับ นึกเป็นภาพ หรือ ใช้ความรู้สึกครับ
3.คิดเล่นๆครับ คนที่ลงพุงนี่ น่าจะฝึกลำบากอ่ะครับ ท้องเค้าพองอยู่แล้ว แก้ไขได้ยังไงครับ
4.เวทนา ในที่นี้คืออะไรครับ เฉพาะความรู้สึกด้านลบ ไหมครับ
5.เอาสติไปจับตรงที่เวทนาเกิดทำไมครับ ทำไมไม่เอาไว้ที่ตรงอื่นครับ
ยกตัวอย่าง เวลาปวดฉี่ ถ้าเราเพลินกับอย่างอื่นเช่น เล่นเกม มันก็หายปวดฉี่ได้
ทำอะไรประมาณนี้ได้ไหมครับ
6.ถ้าเกิดยุงกัดหลายๆที่ นี่ทำยังไง ครับ ต้องเอาสติไปจับทุกจุดเลยไหมครับ
7.เวลาป่วย นั่งสาธิได้ไหมครับ เช่นปวดหัว เวทนาก็น่าจะเป็นการปวดหัวอย่างแน่นอน
แล้วจะไปกำหนดว่า ปวดหัวหนอๆๆๆ+ จนมันหายปวดหัวนี่ดูถ้าจะเป็นไปได้ยากครับ
8.ทำไมต้อง ลิ้นปี่ครับ ทำไมไม่เอาสติไปจับไว้ที่พุงเหมือนเดิมหรอครับ
9.นั่งหลับนี่ถือว่า เวทนาหายไปไหมครับ และเป็นผลดีไหมครับ ถ้าไม่ใช่แก้ยังไงดีครับ
10.เวลานั่ง ถ้าตะคริวกินเราขยับขาได้มั้ยครับ
11.เวลานั่งไปถ้าปวดฉี่ หรือ ปวดเข้าห้องน้ำ เราต้อง ปวดฉี่หนอๆๆๆ หรือวิ่งไปฉี่ดีครับ
12.เวลาหงุดหงิด โมโหเพื่อนร่วมงาน แล้วมานั่งสมาธิทำยังไงครับ เพราะไม่รู้ว่าโมโหเพื่อนนี่ใช่ เวทนาหรือป่าวอ่ะครับ แล้วภาวนาว่ายังไงถึงจะดีครับ ถ้า ต่อยปากหนอๆๆๆ จนหายโกรธนี่ถือว่าถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะอะไรครับ
13.จากพุทธพจน์ ผมจำได้ไม่หมด ประมาณว่า "ความสุขยิ่งกว่า ความหยุดนิ่งเป็นไม่มี "
แบบนี้เราก็ไม่ต้องไปสนใจไปกำหนด เวทนา ปวดหนอๆๆๆ อยู่นิ่งๆไปเลยไม่ต้องไปสนใจมันก็ได้สิครับ
ถ้าได้เพราะอะไรครับ ไม่ได้เพราะอะไรครับ แล้วถ้าเรานิ่งแล้วมีความสุข เราต้องทิ้งด้วยมั้ยครับ
ถ้าทิ้งก็ ขัดๆกับ พุทธพจน์อ่ะครับ เพราะอะไรครับ
14.ถ้าเรา นั่งไปแล้วไม่เกิดเวทนาเลย สงบนิ่ง เราจะต้องทำอย่างไรต่อครับ
ถ้าเราเกิดชอบความรู้สึกนี้ผิดไหมครับ เพราะอะไร
15.การนอนนี่ท่าอะไรก็ได้ใช่มั้ยครับ ถ้านอนหงายผมนอนไม่หลับครับ
ถ้าคนที่นอนคว่ำ เค้ากำหนดที่ท้อง พองไม่ได้อะไรแก้ไขยังไงดี
16.ตอนจะหลับต้องจับด้วยหรอครับว่า พอง หรือ ยุบ เวลาเราดูหนังนี่เราก็ตั้งใจเหมือนกัน
เป็นสมาธิในระดับหนึ่ง แต่เราก็หลับก็จำไม่ได้ว่าตอนตอนไหน แบบนี้จะแก้ไขยังไงครับ
17.เออ บางคนก็ทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เช่น เดินเที่ยว หูฟังเพลง ตามองถนนหลบคน
มือถือของ อากาศร้อน เราควรจะกำหนดยังไงครับมันมีหลายที่เหลือเกิน เพราะอะไรครับ
18.ระดับของสมาธิเราจะวัดได้ยังไงครับว่าเรา ระดับไหนแล้ว
19.ถ้าเกิด การเล่นไพป้อกเด้งแล้วปฏิบัติไปด้วยนี่ผิดไหมครับ เพราะอะไรครับ เรามีสติดีมากซะด้วย
และก็ไม่มีกำหนดในศีล 5 ด้วยอะครับว่าห้าม เล่นศีล ไม่ผิดศีล ด้วยอ่ะครับ
20.เราจะรู้ได้ยังไงว่านี่ สมถะ ว่านี่ วิปัสสนา ครับ มีอะไรเป็นตัววัดมั้ยครับ เพราะอะไรครับ
แตกต่างกันอย่างไรครับ
21.ถ้าเราเอาหลักของการปฏิบัตินี้ไปใช้กับการปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานในแบบอื่นๆนี่
ผิดไหมครับ เพราะอะไรครับ
อย่าว่าผมเป็นเจ้าหนูจำมั้ยเลยนะ :05: คือสงสัยก็เลยอยากรู้อ่ะครับ
แล้วที่ชาร์ปปฎิบัติมานี้ ไม่โดนเลยเหรอ :08:
โอยยยยยยยยย 60 หน้า :08:
จะตามอ่านต่อไปนะครับ
ไว้เรียบเรียงคำพูดได้แล้วจะมาโพสด้วยคน
Quote from: ^-FakE-^ on 25 Feb 2007, 20:41 น.
แล้วที่ชาร์ปปฎิบัติมานี้ ไม่โดนเลยเหรอ :08:
:09: ไม่โดนเลยหรอ < หมายถึงว่าอะไรหรอครับ งง :05:
:42: ที่ชาร์ปถามผม ผมว่าชาร์ป ลองปฏิบัติดูก่อน นะครับ จะรู้คำตอบเอง แต่ใช่ว่าผมจะไม่ตอบนะ
เดี๋ยวกลับมาตอบละกัน พรุ่งนี้ผมรับปริญญา วันนี้ขอนอนก่อน ละกัน ครับ
คือ เออ . . . ได้ข้อใหม่เลย . . .
22. ปฏิบัติแล้วจะรู้คำตอบได้ยังไงอ่ะครับ เพราะว่าสิ่งที่สงสัยคือวิธีปฏิบัติอ่ะครับ
ขอแทรกข่าวนิดนึงนะครับ
ไม่รู้จะแทรกที่ไหนดี ก็แทรกตรงจู๋นี้ละกัน รู้สึกวุฒิภาวะของผู้อ่านสูงปรี๊ด
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K5164678/K5164678.html
Quoteขออภัยทุกท่านที่ต้องมาตั้งกระทู้ที่ห้องสมุด
เพราะไม่ทราบจริงๆ ว่าจะต้องกระทู้นี้ที่ไหน...
แต่จำเป็นต้องตั้ง...
เพราะต้องการตัดกระแสเลวทรามที่กำลังเริ่มกระจายไปในสังคมไทย
-----------------------------------
เมื่อเดือนก่อน...เพื่อนที่ทำงานในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง
เอาวัตุทรงกลม ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในขณะนี้มาอวด
และบอกว่าคนไทยทุกคนควรสวมไว้..
เพราะ..
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังทรงประดับเลย"
ผมตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว
และถามกลับว่า ข้อมูลนี้มาจากไหน
เพื่อนผมบอกว่า
"ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น มีภาพพระองค์ทรงเหรียญนี้ด้วย"
พอผมถามไล่เพื่อหาที่มาของภาพ...
เพื่อนผมก็อึกอัก และบอกว่า
"เขาเล่ากันต่อๆ กันมา"
ตลอดระยะเวลา 1 เดือน..
ผมพยายามควานหาภาพดังกล่าวแต่ไม่พบบนอินเทอร์เน็ต
ในทางกลับกัน ผมได้ยินจากคนรอบข้างอีกหลายครั้ง
บางรายถึงกับระบุว่า วัตถุทรงกลมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประดับ
เป็นเหรียญรุ่นแรกขนาดใหญ่...
ผมพยายามตรวจสอบเงียบๆ ไปเรื่อยๆ
แล้วพบด้วยความตกใจว่าความเชื่อนี้กำลังระบาดเป็นวงกว้าง...
ทำให้ผมตัดสินใจตรวจสอบข้อมูลกับสำนักราชเลขาธิการ
และได้รับคำยืนยันว่า
"ไม่เคยมีพระบรมฉายาลักษณฺของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงวัตถุทรงกลมนี้แต่อย่างใด"
ในชั้นนี้ประเมินได้ว่า
ข่าวดังกล่าวน่าจะเกิดจากกลุ่มผู้ค้าวัตถุนี้..ที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขายได้ราคาดีขึ้น
โดยไม่คำนึงว่าเป็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง
เป็นการกระทำที่บังอาจและเลวทราม
ส่วนผู้ที่หลงเชื่อก็เชื่อโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
------------------------
ที่ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา...
ก็เพื่อหวังให้สื่ออินเทอร์เน็ตช่วยเผยแพร่ข้อเท็จจริง
ให้ได้รับทราบทั่วกันว่า
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่เคยทรงประดับวัตุดังกล่าว"
รบกวนช่วยชี้แจงให้ผุ้หลงเชื่อเข้าใจด้วยนะครับ
จากคุณ : หมู4X - [ 23 ก.พ. 50 10:52:05 ]
เป็นเทพอีกองค์ ที่มาหางานทำใหม่ในไทยนะ :25:
เพราะที่เมือง มคธ แหล่งกำเนิดเทพมีอัตราขอทานเยอะที่สุดในโลก :42:
ผมคงจบประเด็นของผมตรงนี้ เหมือนที่ทักษิณบอกว่าวิธีการเลี่ยงภาษีของเขาถูกกฏหมาย และที่ปรึกษาภาษีวันนี้มีหน้าที่แค่ตอบเรื่องกฏหมายไม่ใช่เรื่องจริยธรรม ก็คงไม่จำเป็นต้องว่าอะไรกันต่อ
ขอให้มีความสุขตามทางของแต่ละคน :42:
+เอ ที่เข้าใจว่าอะไรคือประเด็น
เห็นมะ ตอบไปตรงๆก็เท่านั้น :01:
และ ไม่เหมือนเรื่องการเมือง ที่ยกมาครับ :01:
พี่ ae เข้าใจผิดแล้วครับ
แต่ถ้าพี่ ae จะยัดว่ายังไงๆ วัดพระธรรมกายก็ผิด ก็อีกเรื่องครับ
////
ข่าวที่พี่แอนเอามาให้ดู :01:
Quoteในชั้นนี้ประเมินได้ว่า
ข่าวดังกล่าวน่าจะเกิดจากกลุ่มผู้ค้าวัตถุนี้..ที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขายได้ราคาดีขึ้น
โดยไม่คำนึงว่าเป็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง
เป็นการกระทำที่บังอาจและเลวทราม
ส่วนผู้ที่หลงเชื่อก็เชื่อโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
เห็นด้วยกับเค้านะ น่าจะเป็นการค้าเพื่อหวังผลกำไร หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
Quoteเป็นเทพอีกองค์ ที่มาหางานทำใหม่ในไทยนะ
เพราะที่เมือง มคธ แหล่งกำเนิดเทพมีอัตราขอทานเยอะที่สุดในโลก
เพียบครับ พวกตำหนักต่างๆ 1 แสนตำหนักทั่วประเทศ เทพเจ้าเกือบจะไม่ซ้ำ :39:
ผมว่าน่าจะเปลี่ยนจาก จริยธรรม เป็น ศีลธรรม น่าจะเหมาะกว่าในยุคนี้นะ
Quote from: ชาร์ป on 26 Feb 2007, 14:12 น.
เห็นมะ ตอบไปตรงๆก็เท่านั้น :01:
ยังไม่ตรงนะ :09:
หมายถึงข้อ ของพี่แอ๊ะอะนะครับ :43:
เอางี้ๆ เอเรียบเรียงคำถามพี่แอ๊ะใหม่ให้เป้นภาษาเอ ถ้าผิดตรงไหนพี่แอ๊ะทักท้วงได้นะครับ
การที่ธรรมกายส่งเสริมให้คนทำบุญเยอะๆ (ส่วนใหญ่จะด้วยเงิน) เพื่อสร้างนู้นสร้างนี้
แม้ว่าจะประกาศว่าเป็นการทำบุญ ทำทาน โดยมีพระอะไรซักอย่างให้เป็นของขวัญ(ซึ่งโดยนัยยะ มันคือๆ กัน ว่าได้ของรางวัลเมื่อทำเป้าบริจาคถึงยอด)
ต่างอะไรกับการหลอกกินตังของจตุคามรามเทพเสพสุขปุ๊กลุกอันนี้นะครับ ซึ่งได้บุญเหมือนกันด้วยนะเอ้า :22:
เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เติมน้ำไม่ลงขวดนั้นละ :17:
ตอบ จักรี ครับ
ก่อนอื่น ก็ขออนุโมทนา :46: ที่จักรีปฏิบัติ ตามสติปัฏฐาน
แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ
อย่าไปบอกเลยครับ วิธีนี้ดี วิธีนี้ไม่ดี
วิธีนี้เป็นสมถะ วิธีนี้เป็นวิปัสสนา
ผมว่าวิธีไหนๆ ก็ดีหมด ถ้าคนที่ปฏิบัติมีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติ มีเป้าหมายที่จะไปนิพพานน่ะครับ
และก็สามารถไปสู่จุดหมายเดียวกันได้
แม้ว่าตอนเริ่มจะไม่เหมือนกัน แต่ก็สามารถไปจุดหมายเหมือนกันได้ครับ
เหมือน เส้นประสาทตามปลายนิ้วมือ ของแต่ละนิ้ว (นิ้วโป้ง ชี้ กลาง นาง ก้อย)
แม้เส้นประสาทจะอยู่กันคนละนิ้ว แต่ก็มารวมกันที่ข้อมือ และก็สามารถวิ่งไปสู่หัวใจได้เหมือนกัน ครับ
ส่วนเรื่องของการที่ใจไปเกาะ (ยึด)
Quoteในความหมาย ที่ผมเข้าใจ และเชื่อว่าคนทั่วไปน่าจะเข้าใจ คำว่าพิจารณากับคำว่ายึด มันต่างกันนะครับ
และอีกอย่างครับ อย่าเอา สติปัฏฐาน ไปปนกับสมถะครับ เพราะ สติปัฏฐานเป็นแนวปฏิบัติที่ให้เน้นการพิจารณา ใช้กาย อบรมสติ
ไม่ใช่การยึด คืออย่างที่คุณแตงโมบอก คือการพิจารณา ให้เห็นถึง กาย เวทนา จิต และ ธรรม
พิจารณา ให้เห็นถึงพระไตรลักษณ์ การเกิด ตั้งอยุ่ ดับไป..
ที่จักรีบอกว่าคำว่า พิจารณา กับ ยึด มันต่างกัน .......... ใช่ครับ
แต่ การพิจารณา พูดง่ายๆ ก็คือการ
คิดพิจารณา
ซึ่งการคิดพิจารณา ก็คือ การเอาใจไปเกาะกับความคิดพิจารณา ในกาย เวทนา จิต ธรรม ไงครับ
อย่างที่บอกไปแล้วน่ะครับ ว่าใครที่ฝึกสมาธิใหม่ๆ ใจจะยังไม่สงบนิ่ง จะต้องหาสิ่งที่เกาะ(ยึด(ซึ่งการยึดไม่ใช่แบบกำมือแน่นๆ นะครับ เป็นแค่ที่เกาะของใจ)) ไม่ให้ซัดซ่ายไปมา ...... เมื่อเราฝึกได้อย่างชำนาญดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นแล้วครับ (เหมือนเราท่องสูตรคูณ ใหม่ๆก็ต้องท่องๆๆๆๆ ... พอโตขึ้นจำได้ ก็ไม่ต้องท่องแล้วครับ แค่นึกก็คูณได้แล้ว (เว้นแต่ พอโตขึ้นก็ลืมครับ เพราะไม่ได้ใช้บ่อยๆ :05:))
สรุปอีกครั้ง ก็คือ อนุโมทนา :46: ก็จักรีด้วยครับ ที่ปฏิบ้ติสมาธิ เป็นประจำ สม่ำเสมอ
ส่วนใครจะมีจริตอย่างไร ชอบวิธีการนั่งสมาธิแบบไหน ก็ตามจริตของตนน่ะครับ
ขอแค่ให้นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน เป็นประจำ ก็พอครับ :46:
ส่วนเรื่องนี้...........
Quoteยังไม่ตรงนะ
หมายถึงข้อ ของพี่แอ๊ะอะนะครับ
เอางี้ๆ เอเรียบเรียงคำถามพี่แอ๊ะใหม่ให้เป้นภาษาเอ ถ้าผิดตรงไหนพี่แอ๊ะทักท้วงได้นะครับ
การที่ธรรมกายส่งเสริมให้คนทำบุญเยอะๆ (ส่วนใหญ่จะด้วยเงิน) เพื่อสร้างนู้นสร้างนี้
แม้ว่าจะประกาศว่าเป็นการทำบุญ ทำทาน โดยมีพระอะไรซักอย่างให้เป็นของขวัญ(ซึ่งโดยนัยยะ มันคือๆ กัน ว่าได้ของรางวัลเมื่อทำเป้าบริจาคถึงยอด)
ต่างอะไรกับการหลอกกินตังของจตุคามรามเทพเสพสุขปุ๊กลุกอันนี้นะครับ ซึ่งได้บุญเหมือนกันด้วยนะเอ้า
เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เติมน้ำไม่ลงขวดนั้นละ
ไปๆ มาๆ ก็กลับมาเรื่องเดิม :05:
ไม่จบซักที :08:
ก็ไปมาหลายรอบแล้วไม่ถึง ปากขวดซะทีอะนะ :26:
เอียงซ้ายเอียงขวา ไม่เข้าขวดซักที
เสมือนหนึ่ง คันแก้มก้นด้านซ้าย แต่ไปเกาแขนขวาฉันใดก็ฉันนั้นแล :46:
:43:
:42: ครับ
Quoteก็ไปมาหลายรอบแล้วไม่ถึง ปากขวดซะทีอะนะ
เอียงซ้ายเอียงขวา ไม่เข้าขวดซักที
เสมือนหนึ่ง คันแก้มก้นด้านซ้าย แต่ไปเกาแขนขวาฉันใดก็ฉันนั้นแล
ผมว่ามันไม่ติดที่ปากขวด มันติดที่ใจ!!! :08:
Quoteเอางี้ๆ เอเรียบเรียงคำถามพี่แอ๊ะใหม่ให้เป้นภาษาเอ ถ้าผิดตรงไหนพี่แอ๊ะทักท้วงได้นะครับ
การที่ธรรมกายส่งเสริมให้คนทำบุญเยอะๆ (ส่วนใหญ่จะด้วยเงิน) เพื่อสร้างนู้นสร้างนี้
แม้ว่าจะประกาศว่าเป็นการทำบุญ ทำทาน โดยมีพระอะไรซักอย่างให้เป็นของขวัญ(ซึ่งโดยนัยยะ มันคือๆ กัน ว่าได้ของรางวัลเมื่อทำเป้าบริจาคถึงยอด)
ต่างอะไรกับการหลอกกินตังของจตุคามรามเทพเสพสุขปุ๊กลุกอันนี้นะครับ ซึ่งได้บุญเหมือนกันด้วยนะเอ้า
การที่วัดพระธรรมกาย บอกบุญเยอะๆ เพื่อสร้างนู้นสร้างนี่ แล้วเคยสงสัยมั้ยครับว่าสร้างไปทำไม .........
ตามความคิดเห็นของผมนะครับ (เน้น .. ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
ที่สร้างศาลาหลังใหญ่ๆ ก็เพราะมีคนมาวัดเยอะ ก็เลยต้องสร้างศาลาหลังใหญ่ๆ
ถ้าที่วัดไม่สร้าง คนที่มาก็ต้องไปนั่งตากแดด ตากลม ตากฝน เมื่อเห็นความจำเป็นอย่างนี้ก็ จำเป็นต้องสร้างศาลาหลังใหญ่ ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้สร้างเกินความจำเป็นเลย ทุกอย่างที่สร้างได้ใช้งานทุกอย่าง และสร้างให้เพียงพอต่อจำนวนสาธุชนที่มาเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรม
อยากเปรียบเทียบอย่างนี้ครับว่า
สมมติ
ถ้า เด็กตัวเล็ก แต่ใส่เสื้อ เบอร์ XL .......... ถือว่า ใหญ่เว่อร์ หลวม ไม่พอดี
ถ้าคนตัวใหญ่ แต่ใส่เสื้อ เบอร์ s .......... ถือว่า เล็กโคตร ไม่พอ แน่น
แต่ถ้าคนตัวใหญ่ แล้วใส่เสื้อ เบอร์ใหญ่ XL ........ ต้องถือ ว่า พอดีครับ
คือต้องดูที่ความจำเป็นของแต่ละคนครับ
อย่าเอาตัวเองไปเทียบเลยครับ
และที่ต้องบอกบุญ เพราะที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายที่รับผิดชอบเลยครับ
เลยต้องมาบอกบุญเอง
และปัจจัยที่ได้มาก็นำมาก่อสร้างเห็นๆ อยู่แล้วครับ
ถามว่าสร้างแล้วเป็นของใคร ........... ก็เป็นของชาวพุทธทั่วโลกครับ
ใครคนใดคนหนึ่งจะมายกเอาไปไม่ได้ครับ (มันออกจะใหญ่ขนาดนั้น) ......ศาลามันก็อยู่กับที่ไม่มีใครเอาไปได้หรอกครับ
ส่วนพระที่ได้จากการทำบุญ
เป็น
พระของขวัญ ไม่ใช่
พระของขลังพระของขวัญ คือพระที่เอาไว้ใช้ตรึกระลึกถึงบุญที่ เราได้กระทำครับ ไว้นึกถึงคุณความดีที่เราได้มีส่วนร่วมได้ช่วยสร้างศาสนสถานครับ
และที่ต้องมากำหนดยอดบริจาค ก็เพื่อจะได้สร้างศาสนสถานเสร็จเร็วๆ ครับ จะได้มีเวลาไปนั่งสมาธิอย่างจริงๆจังๆ ได้เอาเวลามาเทศน์สอน เผยแพ่ธรรมะได้อย่างเต็มที่
ทีนี้จะมาแจกพระของขวัญทุกๆคนก็ทำได้ยากครับ คือคนมาวัดแต่ละครั้ง เป็นหมื่น เป็นแสนคน จะให้มาแจกทุกคน ทุกครั้ง .... ยากครับ โปรดเห็นใจด้วยครับ
Quoteต่างอะไรกับการหลอกกินตังของจตุคามรามเทพเสพสุขปุ๊กลุกอันนี้นะครับ
ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดเหมือนกันเลยครับ .............. ต่างกับ จตุคามรามเทพ ล้านเปอร์เซ็นต์
วัดบอกบุญ เพื่อสร้างศาสนสถานให้คนได้เข้าวัดฟังธรรม นั่งสมาธิได้รับความสะดวกสบายในระดับหนึ่ง
ไม่ต้องไปตากแดด ตามลม เปียกฝน เมื่อสร้างศาสนสถานเสร็จแล้ว จะได้เป็นโรงเรียน
สอนศีลธรรม พัฒนาจิตใจคนต่อไป....
เพื่อเอาปัจจัยที่ได้ไปใช้ในการปลูกฝังศีลธรรมให้กับเยาวชน
ยกตัวอย่างเช่นกระจู๋นี้ คือ
โครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า จัดสอบครั้งหนึงมีเด็กและเยาวชนสอบ 4 ล้านกว่าคน (ซึ่งก็ต้องใช้สตางค์ครับ)
ทางวัดจัดสอบเป็นหลายระดับ
1. ระดับอนุบาล, ประถมต้น, ประถมปลาย, มัธยมต้น, มัธยมปลาย, อุดมศึกษา, ทหาร
ตำรวจ ฯลฯ รวมๆแล้ว 4 ล้านกว่าคน/ปี โดยให้เด็กๆ เหล่านี้อ่านหนังสือมงคลชีวิต 38
ประการ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการสอนให้เด็กไม่คบคนพาล, สอนให้คบบัณฑิต ... เป็นต้น
2. ระดับครู สอบครั้งละ 5-6 หมื่นคน ให้อ่านหนังสือคัมภีร์ปฏิรูปมนุษย์ เอาไว้ให้ครูมีศีลมีธรรม สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ลูกศิษย์ สามารถนำธรรมะไปใช้สอนเด็กๆได้
3. ระดับประชาชนทั่วไป ซึ่งปีนี้จัดสอบเป็นปีแรก มีคนสมัครสอบเป็นทีมกว่า 7,000 กว่าทีม ทีมละ 3 คน ทั่วประเทศ ให้อ่านหนังสืออครอบครัวอบอุ่น เพื่อรู้หลักวิธีการทำให้ครอบครัวอบอุ่น ไม่ใช่เป็นครอบครัวที่อบอ้าว เพราะครอบครัวถือว่าเป็นหน่วยย่อยของสังคมที่เล็กที่สุด ถ้าหน่วยย่อยของสังคมมีความสุข ย่อมนำมาซึ่งความสุขมวลรวมของคนทั้งประเทศ
4. ระดับต่างประเทศ โดยมีการสอบหลายภาษา มากกว่า 50 เชื้อชาติทั่วโลก โดยให้อ่านหนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ เป็นบันได้ 38 ขั้นในการดำเนินชีวิตสู่ความสุข และความสำเร็จ
^
^
แค่โครงการนี้ โครงการเดียว พวกนายคิดว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ .............. :25:
ยังมีอีกหลายโครงการ
1. จัดบวชภาคฤดูร้อน Summer ครั้งหนึ่งก็มี เยาวชน ประชาชนมาบวชครั้งละไม่ต่ำกว่า 1000 รูป มาบวชครั้งนึงอยู่ 1-2 เดือน ก็บวชฟรีไม่คิดค่าใช้จ่ายอะไร จัดอบรมมา 30 กว่ารุ่นแล้ว
2.โครงการจัดไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดมาแล้ว 200 กว่ารุ่น รุ่นละ 4-500 คน ใช้เวลาอบรม
7 วัน ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่ารถทัวร์กรุงเทพ-เชียงใหม่ ค่าอาหาร อุปกรณ์ ซ่อมบำรุง คนละ 2000 บาท(ตอนนี้ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว)
3. โครงการช่วยเหลือพระภิกษุ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 266 วัด มีการจัดทอดผ้าป่าทุกเดือน จัดมาแล้ว
ไม่น้อยกว่า 2 ปี 4.โครงการมุทิตา มหาเปรียญธรรม กับพระที่ท่านสอบได้ เปรียญธรรม 9 ประโยค จัดทุกปี จัดติดต่อกันมาคิดว่าไม่ต่ำกว่า 15 ปีขึ้นไปครับ(จำไม่ได้)
5. เมื่อมีอุทกภัย น้ำท่วม ภัยหนาว ทางวัด และมูลนิธิธรรมกาย นำโดยพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ก็ได้ส่งถุงยังชีพไปช่วยเหลือ จนกว่าจะหมดภัยพิบัติ ไม่ใช่ว่าไปช่วยวันเดียว
แล้วเลิก !!! 6.โครงการรณรงค์ให้ทุกคนเลิกเหล้า เลิกบุหรี่
7.แล้วใครมาวัด คุณยายอาจารย์ ก็ให้หลักการไว้ว่า
ใครมาวัดร้อยก็ให้เลี้ยงเค้าทั้งร้อย ใครมาวัดล้านก็ให้เลี้ยงเค้าได้ทั้งล้าน (เลี้ยงอาหาร น้ำ ) พรี
8 เวลาพระไปเทศน์สอนที่ไหน ก็ต้องมีค่ายานพาหนะ ค่าเดินทาง
9 หรือแม้กระทั่งเวลาที่ทางโรงเรียนเค้ามาขอให้ทางวัดอบรมศีลธรรมให้ มาครั้งนึงก็ 100-700 คน ทางโรงเรียนเสียปัจจัยบำรุงวัดคนละ 50 บาท(ถ้าจำไม่ผิด) อบรม 3-4 วัน แค่ค่าอาหาร 2 มื้อก็เกินแล้วครับ (แต่ทางวัดยินดีที่จะจัดอบรมนะครับ) จัดอบรมมาหลายสิบรุ่นแล้ว
10.บางครั้งก็มีหน่วยงานหลายส่วนมาขอใช้พื้นที่วัดจัดประชุมใหญ่ประจำปี เช่น กลุ่มพลังสตรี ที่มาขอใช้พื้นที่วัดจัดประชุม 2-3 ครั้งแล้วครับ ครั้งละเป็นพันคน
11.ไหนจะบุคคลากรที่มาอุทิศตัวช่วยงานอยู่ที่วัดอีกกว่า เป็นพันคน ค่าข้าว อาหาร ค่าไฟ ค่าน้าวัดอีกครับ
12. ฯลฯ มีโครงการดีๆ อีกเยอะแยะมากมาย ทุกอย่างล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นครับ ... :33:
ซึ่งจุดประสงค์ในการสร้างวัดก็คือ
1. สร้างวัดให้เป็นวัด คือสร้างวัดให้เป็นวัดแท้ เหมาะแก่การฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เป็นโรงเรียนสอนศีลธรรมขนาดใหญ่ ไม่มีการดูหมอ ดูดวง ทำนายทายทัก ไสยสาตร์ ฯลฯ
2. สร้างพระให้เป็นพระแท้ มีศีล มีธรรมะ ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
3. สร้างคนให้เป็นคนดี ที่โลกต้องการ มีศีลและธรรมประจำใจ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชาวพุทธทั่วโลก
ผมว่า สิ่งดีๆ เหล่านี้ ต่างกับ จตุคามรามเทพ หลายล้าน เปอร์เซ้นต์ครับ :33:
Quoteการที่ธรรมกายส่งเสริมให้คนทำบุญเยอะๆ (ส่วนใหญ่จะด้วยเงิน) เพื่อสร้างนู้นสร้างนี้
แม้ว่าจะประกาศว่าเป็นการทำบุญ ทำทาน โดยมีพระอะไรซักอย่างให้เป็นของขวัญ(ซึ่งโดยนัยยะ มันคือๆ กัน ว่าได้ของรางวัลเมื่อทำเป้าบริจาคถึงยอด)
ต่างอะไรกับการหลอกกินตังของจตุคามรามเทพเสพสุขปุ๊กลุกอันนี้นะครับ ซึ่งได้บุญเหมือนกันด้วยนะเอ้า
ต่างครับ เพราะเป้าหมายการใช้เงินที่ได้ต่างกัน
Quoteหลอกกินตังของจตุคามรามเทพ
หลอกคือไม่เป็นจริง โกหก มั่ว
Quoteธรรมกายส่งเสริมให้คนทำบุญเยอะๆ (ส่วนใหญ่จะด้วยเงิน) เพื่อสร้างนู้นสร้าง
วัดพระธรรมกายครับ ไม่ใช่ ธรรมกาย คนละความหมาย
ถูกต้องครับ ในกรณีนี้ไม่ใช่การส่งเสริม
แต่เป็นการชักชวนเช่น
ตอนนี้ วัดพระธรรมกายกำลัง ขยายสภาธรรมกายสากล หรือ ศาลาวัด
ที่ใช้สำหรับการเทศน์ นั่งสมาธิ บวชพระ สอบทางก้าวหน้า สอนศีลธรรม ฯลฯ
ขนาดเท่าสนามหลวง หรือสนามหลวงในร่มมี 2 ชั้น
เนื่องจากตอนนี้ คนมาเยอะขึ้น จึงต้องขยายสภาธรรมกาย
เพื่อรองรับคนที่มาวัดที่เยอะขึ้นจึง
ชักชวนคนที่มาวัด มาร่วมสร้างสภาธรรมกายสากลส่วนขยาย
และก็มี พระของขวัญ ให้สำหรับผู้ที่ร่วมเงินมาสร้าง
สำหรับระลึกถึงได้ว่า เราได้ร่วมสร้างสภาธรรมกายสากลส่วนขยายคิดว่าตอบตรงคำถามแล้วเหลือแต่ ขวดจะรับน้ำไปไหม?
:07c: แป้งตรางูอยู่ไหน
ประกาศผลการสอบในประเทศ เรียบร้อยแล้วครับเมื่อกี้ :25:
ทีมที่ได้ที่หนึ่งนี่ ทีมแพทย์เชียงใหม่ ครับบบบผมมมม
ผศ.นายแพทย์ // ผศ.ดร. // นายแพทย์ << จากเชียงใหม่ครับผม จำชื่อไม่ได้
ทราบรายละเอียด และมีรูปจะเอามาโพสครับผม
ปล. โอ้ ทีม ผศ.ดร ดีนะไม่ ผศ.หรือ ศ ทั้ง 3 คนเลย
เข้าใจสาเหตุแล้วครับ :40:
สาเหตุอะไรหรอครับ :09:
ตอบคำถามอะไรมาละ โว้ {หมีโหด}
คือมันก็เลย งงๆ อ่ะครับ
ไม่รู้ว่าเข้าใจว่ายังไงอ่ะครับ :44:
เออย่าดุสิ เค้ากลัว :21:
สงสัยมานานละ
สวดมนต์ เยอะๆ ถ้าเปลี่ยนจากสวดเป็นบาลี ตามต้นฉบับ เปลี่ยนมาสวดเป็นภาษาไทยแทน จะได้ไม๊คะ
แล้วสวดมนต์ คือ การทำให้จิตใจสงบ ใช่หรือไม่คะ :46:
Quoteสวดมนต์ เยอะๆ ถ้าเปลี่ยนจากสวดเป็นบาลี ตามต้นฉบับ เปลี่ยนมาสวดเป็นภาษาไทยแทน จะได้ไม๊คะ
ไม่แน่ใจครับ เพราะว่าไม่เคยเห็นที่ไหนสวดแบบภาษาไทยอ่ะครับ (ทำวัตรเช้าเย็นนะ)
Quoteแล้วสวดมนต์ คือ การทำให้จิตใจสงบ ใช่หรือไม่คะ
ใช่ครับ แต่ว่าบทสวดมนต์มันก็มีหลายบทอ่ะครับ
ถ้าเป็นบท ทำวัตรเช้า เย็น
ก็จะเป็นการ สรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย/พิจารณาปัจจัย4/เตือนสติตัวเอง/แผ่เมตตา
ที่เค้าแปลๆไว้เป็นบทร้อยแก้วอ่ะค่ะ หมายถึงอันนั้น :42:
สวดได้ครับ
จะสวดเป็นภาษาสวาฮีลี ภาษาอูรดู หรือภาษาเอสโตเนียก็ได้
ถ้าเนื้อหาในบทนั้นเป็นเนื้อหาของพระพุทธศาสนา
สวดแล้วทำให้ใจสงบ เบิกบาน
ของไทยเราก็เห็นว่าจะมีของท่านพุทธทาสที่นำมาสวดกัน
เรียกว่าสวดมนต์แปล เช้า-เย็น ของสวนโมกขพลาราม (ผมก็สวดตัวนี้อยู่)
(การสวดมนต์แบบนี้เรียกว่าสวดแล้วได้ทั้งสมาธิและปัญญา
ดีกว่าสวดโดยที่ไม่รู้ความหมายเน้อ)
การสวดโดยใช้ภาษาที่เราไม่เข้าใจ
ก็คงเหมือนทัพพีตักแกง.... ที่จะตักให้มากแค่ไหน
ก็ไม่มีวันได้รู้รสชาติที่แท้จริงของแกงดอก ว่าอร่อยขนาดไหน...
แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นสวดโดยใช้ภาษาที่เราเข้าใจ (เพื่อความเข้าใจ)
โดยไม่มุ่งเอาแต่ ความสงบและอนุสสติอย่างเดียว...
ถ้าเราพิจารณาตามโดยแยบคาย เราก็จะได้ สติ และ ปัญญา มาด้วย
คนที่เข้าถึงภาวะสูงสุดของพระศาสนา
ก็ด้วยใช้การรู้จักคิดและพิจารณาตัวนี้แหละ
มิใช่การนั่งหลับตาหรือภาวนานึกเอาเลย
"คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดได้จึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดนั้นแหละจึงรู้"
ปล.ผมชอบบทสรรเสริญพระรัตนตรัย (องค์ใดพระสัมพุทธประกอบเพลง)
ที่ธรรมกายทำออกมามาก ๆ เลยนะ
ผมฟังครั้งแรก ขนลุก ปีติ อิ่มเอิบใจ ได้อารมณ์พุทธานุสสติดีมาก
ขอชื่นชม จากใจ :12:
อ้อ สวนโมกฯ สวดแปลทำวัตร เช้าเย็นด้วยหรอครับ
ความรู้ใหม่ :46:
พี่ tmd ตอบประโยชน์ของแบบสวดไทยไปหมดแล้ว
ผมเพิ่มเติมของแบบสวดบาลีละกันครับ
1.ก็ยังคงคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าไว้ในรูปแบบบาลี ความหมายไม่เพี้ยน
เพราะบางบทก็เป็นพุทธพจณ์ อ่ะครับ
บางทีบางสำนักก็คุยกันอ่ะครับว่า
น่าจะแปลว่าแบบนี้ แบบนั้น ต่อไปหลายๆปี 10 20 30 50 100 ปี
มันมีโอกาสที่ความหมายจะเพี้ยนไปได้ครับ
2.ไปเจอชาวพุทธต่างชาติ ก็ยังสามารถสวดมนต์ทำวัตรไปด้วยกันได้ ((เคยเจอกับตัวเอง))
สรุป สวดแบบไหนก็ได้ครับถ้า เนื้อหาในบทนั้นเป็นเนื้อหาของพระพุทธศาสนา
สวดแล้วทำให้ใจสงบ เบิกบาน//สรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย
/พิจารณาปัจจัย4/เตือนสติตัวเอง/แผ่เมตตา ครับ
ปล.ขอบคุณมากครับพี่ tmd พี่เคยได้ยินที่ไหนหรอครับ อยากทราบข้อมูลอ่ะครับ
อ้อ พี่ สายสวนโมกฯ หรอครับ
ว่าจะไม่ตอบแล้ว แต่เพื่อให้เข้าใจว่าประเด็นที่ผมกำลังชี้คืออะไร เลยมาขยายความให้ก็แล้วกัน
เรื่องวัดพระธรรมกายจะมีสิ่งก่อสร้างอะไร มันไม่ใช่ประเด็นที่ผมติดใจ เรื่องทำบุญเหมือนกัน หรือโครงการต่าง ๆ ที่ทำ ผมก็เห็นว่าดี โดยเฉพาะการส่งเสริมให้คนทำดี มีธรรมะในจิตใจ
แต่ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องจตุคามรามเทพ และทักษิณมาประกอบนั้น ไม่ได้ให้มองมิติที่เทียบกัน 1:1
- จตุคามรามเทพ พูดถึงเรื่องฤทธานุภาพ สำหรับคนที่ครอบครอง
- พระของขวัญ พูดถึงอะไร ถ้าอย่างที่กล่าวอ้างมาว่าเพื่อเป็นที่ระลึก สำหรับคนที่ทำบุญร่วมก่อสร้าง ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ในความเป็นจริง เป็นแบบนั้นหรือเปล่า หรือพึ่งมากลับลำเมื่อมีคนทักท้วงมากขึ้น ผมไม่รู้ แต่ที่ผมรู้เรื่องพวกนี้ยังวนเวียนอยู่แถวนั้นเสมอ
ลองดูโฆษณาอันนี้ (ประกอบกับข่าวที่ผมแอบอ้างมา ผมคิดว่าหนังสือเล่มที่ข่าวตัดมาน่าจะยังมีที่วัด ถ้ากรุณาเอาฉบับเต็มมาเผยแพร่ด้วยก็ดี จะได้ไม่ต้องกล่าวหาว่าผมตัดมาเฉพาะส่วนที่ทำให้เข้าใจผิด)
(http://img2.f0nt.com/27/a23ad158a326c9f0103d3ba9933820a9.gif)
(http://img2.f0nt.com/27/49b93fd1154e07d61b59c76379089920.gif)
ลองดูว่าแตกต่างจากจตุคามรามเทพ หรือเปล่า (มองแค่มิติของการกล่าวอ้างสรรพคุณ ยังไม่ต้องมองหลังจากนั้นว่าเอาเงินไปทำอะไร หรือได้ผลอะไร)
http://www.jatukarm.com/productdetail.php?gid=13
และ http://www.amuletcenter.com/product.detail.php?lang=th&cat=145496&id=941898
ทำไมผมถึงยกข้อความเรื่องทักษิณมาประกอบ ถ้าติดตามเรื่องการเสียภาษีการขายชินคอร์ปของทักษิณ จะเห็นว่าทักษิณและบริวารพยามพูดเสมอว่า การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี และมั่นใจว่าตัวเองทำถูกต้องวิธีการนี้ถูกต้องเพราะกฎหมายกำหนดไว้แบบนั้น แต่ทักษิณเลี่ยงที่จะพูดถึงการโอนหุ้นนอกตลาด หรือการโยกหุ้นกันไปมาไม่ว่าระหว่างคนใช้ คนขับรถ หรือลูก ๆ
เมื่อโดนรุกหนัก ทักษิณจะเลี่ยงไปพูดถึงโครงการที่ทำประโยชน์และความสามารถของตนแทน เช่นโครงการ 30 บาท โครงการ SML การทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ฯลฯ
สุดท้ายเมื่อโดนรุกมาก ๆ ทักษิณก็จะด่าตอบโต้คนที่ออกมาว่า ไม่รู้เรื่องบ้าง เข้าใจผิดบ้าง ไม่มีใครมีความสามารถเท่าตนบ้าง อยู่แต่ในห้องสมุด จะมารู้อะไรในโลกภายนอกบ้าง ดูอย่างอาจารย์ธีรยุทธ โดนไปแต่ละดอกเด็ด ๆ ทั้งนั้น
ที่ผมตัดบทไม่อยากโพสต์ต่อ เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์ คนทุกคนแหละในใจลึก ๆ จะมีกลไกป้องกันตัวเอง จะรับไม่ได้กับสิ่งที่ค้านกับความเชื่อและความรู้สึกของตัวเอง เหมือนผมที่ค้านและรับไม่ได้กับการบอกว่าตัวเองเป็นพุทธ แต่สิ่งที่สำแดงมันค้านกับความเป็นจริง เท่าที่ผมทราบว่าพระพุทธเจ้าพูดถึงปาฏิหาริย์ เยอะแยะมาก แต่พระองค์ก็ไม่ได้สนับสนุน แถมยังกำหนดให้การแสดงสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นอาบัติ (อวดอุตริมนุสสธรรม)
สรุป ประเด็นของผมคือการโฆษณาชวนเชื่อให้มาทำบุญมันเหมาะสมหรือเปล่า โดยเฉพาะการกล่าวอ้างในส่วนที่ทำให้เกิดความงมงาย จะสอนให้คนเป็นคนดี มีธรรมะ เป็นพุทธ ก็ทำไปแต่ขออย่าได้เป็นแบบพุทธจำแลงเลย :46:
ลองพิจารณาดูเองละกันว่าทำไมผมถึงยกกรณีจตุคามรามเทพ กับทักษิณมาเปรียบเทียบ และฝากข้อคิดนี้ไว้ http://f0nt.com/forum/index.php?topic=5299.msg515520#msg515520
Quote from: เดอะบุ๋ม on 26 Feb 2007, 23:48 น.
เออย่าดุสิ เค้ากลัว :21:
สงสัยมานานละ
สวดมนต์ เยอะๆ ถ้าเปลี่ยนจากสวดเป็นบาลี ตามต้นฉบับ เปลี่ยนมาสวดเป็นภาษาไทยแทน จะได้ไม๊คะ
แล้วสวดมนต์ คือ การทำให้จิตใจสงบ ใช่หรือไม่คะ :46:
ก็มีสวดกันอยู่หนิครับ เรียกว่า บทสวดทำนองสรภัญญะ
บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ทำนองสรภัญญะ
(นำ) องค์ใดพระสัมพุทธ (รับพร้อมกัน) สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
และตามโรงเรียนประถมบางแห่งหรือค่ายพุทธบุตร จะให้ท่องคำแปลด้วย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ. (กราบ)
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)
เป็นอาธิ
ใช่ๆ อันนี้แหละตั้ง :42:
+ตั้ง+ พี่ tmd
แต่ด้วยความเป็นคนไทย ที่ยังคงยิดติด ในเรื่องของไสยศาสตร์ ความศักดิ์ศิทธ์ อิทธิฤทธิ์ และความขลัง
(ขลัง ตามความหมายเดิมแปลว่าฟางนะจ๊ะ เกิดจาก การทำตุ๊กตาฟาง ในไสยศาสตร์ แหละครับ แล้วก็กลายมาเป็นคำว่า ขลัง ที่ใช้ในความหมายปัจจุบัน)
จึงยังคงมีบทสวดเป็นบาลีอยู่ครับ ทั้งๆที่ท่องไปแล้วไม่รู้ความหมาย เอาความขลังไว้ก่อน
เหมือนบทสวดบทนี้
อนิจา วาตะสังขารา อุปาทะ วิยะธัมมิโน อุปัตชิตะวา นิรัชยันติ เต สังวูปะสโม สุโข
ที่ชาวบ้านมักเข้าใจว่าเป็นบทสวดส่งวิญญาณ โอ้วดู มีพลัง
แต่คำแปลบอกแค่ว่า สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง...(จำไม่ได้แล้ว :42:)
ไม่ได้ส่งวิญญาณอะไรเลยครับ
ชอบนะแบบนั้น ท่องเพลินดี :43:
Quote from: ชาร์ป on 27 Feb 2007, 07:02 น.
พี่ สายสวนโมกฯ หรอครับ
ผมอยู่สายเหนือครับ
ขึ้นที่หมอชิตไปลงที่อุดดิตได้เลยครับ
หรือจะขึ้นที่หัวลำโพงก็ได้...
ผมไม่มีสายหรอกครับ
ไม่ได้ยึดติดกับตัวครูบาอาจารย์ซักเท่าไร
แต่ชอบการปฏิบัติและคำสอนแนวสติปัฏฐานนะครับ
จะถิอเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก...
ตอนเด็กๆเคยเอาสัพพีติโย วิวัชชันตุ... มาสวดในจังหวะร๊อค ฮาร์ดคอร์ หลวงพี่มาได้ยินพอดี โดนซะ :44:
Quoteแต่ด้วยความเป็นคนไทย ที่ยังคงยิดติด ในเรื่องของไสยศาสตร์ ความศักดิ์ศิทธ์ อิทธิฤทธิ์ และความขลัง
(ขลัง ตามความหมายเดิมแปลว่าฟางนะจ๊ะ เกิดจาก การทำตุ๊กตาฟาง ในไสยศาสตร์ แหละครับ แล้วก็กลายมาเป็นคำว่า ขลัง ที่ใช้ในความหมายปัจจุบัน)
จึงยังคงมีบทสวดเป็นบาลีอยู่ครับ ทั้งๆที่ท่องไปแล้วไม่รู้ความหมาย เอาความขลังไว้ก่อน
เหมือนบทสวดบทนี้
อนิจา วาตะสังขารา อุปาทะ วิยะธัมมิโน อุปัตชิตะวา นิรัชยันติ เต สังวูปะสโม สุโข
ที่ชาวบ้านมักเข้าใจว่าเป็นบทสวดส่งวิญญาณ โอ้วดู มีพลัง
แต่คำแปลบอกแค่ว่า สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง...(จำไม่ได้แล้ว )
ไม่ได้ส่งวิญญาณอะไรเลยครับ
ภาษาเป็นภาษาสวรรค์ คือ เป็นภาษาที่ใช้เก็บคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้งเป็นภาษาที่ตายแล้ว (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) เพราะฉะนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานแค่ไหน คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เก็บไว้ในภาษาบาลีจะยังคงความหมายเดิมอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน (ยกเว้นคนแปลจะเพี้ยน :08:)
เพราะฉะนั้นภาษาบาลี ยังจำเป็นอยู่ครับ และสำคัญมากด้วย
ส่วยการที่จะสวดเป็นภาษาไทยด้วย ภาษาบาลีด้วย สำหรับชาวพุทธ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ จะได้เข้าใจและรู้ความหมายในสิ่งที่สวดไปด้วย (อย่างที่คุณ tmd บอกล่ะครับ :33:) จะได้เข้าใจลึกซึ้งเข้าไปอีก
ส่วนในท่อนที่ว่า
Quoteจึงยังคงมีบทสวดเป็นบาลีอยู่ครับ ทั้งๆที่ท่องไปแล้วไม่รู้ความหมาย เอาความขลังไว้ก่อน
ถ้าเป็นพระที่เรียนภาษาบาลี เป็นพระมหา เวลาท่านสวดมนต์ไปจะสามารถแปล และเข้าใจสิ่งที่สวดมนต์เป็นภาษาบาลีได้ด้วย และลึกซึ้งยิ่งกว่าสวดภาษาไทยครับ (อันนี้คิดเอง ไม่รู้ใช่หรือเปล่า :38:)
ส่วนที่พระท่านสวดมนต์ตามงานต่างๆ
ส่วนใหญ่บทที่ท่านสวด จะเป็นหมวดธรรมะครับ
Quoteไม่ได้ส่งวิญญาณอะไรเลยครับ
อย่างที่ ตึ้ง บอกถูกต้องแล้วครับ :12:
ในส่วนของ แอ๊ะ (ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่อ่า) นะครับ :22:
คือว่า อย่าเอาเรื่องของจตุคามรามเทพ (ซึ่งไม่ใช่ศาสนาพุทธ) กับ คุณทักษิณ (ซึ่งเป็นเรื่องของการเมือง) อย่าเอามาโยงให้มันมั่วไปกว่านี้เลยครับ :44: มันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นสักนิดเลยครับ :25: มันคนละเรื่องกันเลยครับ (ผมก็อธิบายไปเยอะแล้วนะครับ)
ก่อนอื่น ผมก็ขออนุโมทนา :46: กับ แอ๊ะ ด้วยครับที่เข้าใจถูกแล้วครับว่า
Quoteเรื่องวัดพระธรรมกายจะมีสิ่งก่อสร้างอะไร มันไม่ใช่ประเด็นที่ผมติดใจ เรื่องทำบุญเหมือนกัน หรือโครงการต่าง ๆ ที่ทำ ผมก็เห็นว่าดี โดยเฉพาะการส่งเสริมให้คนทำดี มีธรรมะในจิตใจ
Quoteสรุป ประเด็นของผมคือการโฆษณาชวนเชื่อให้มาทำบุญมันเหมาะสมหรือเปล่า โดยเฉพาะการกล่าวอ้างในส่วนที่ทำให้เกิดความงมงาย จะสอนให้คนเป็นคนดี มีธรรมะ เป็นพุทธ ก็ทำไปแต่ขออย่าได้เป็นแบบพุทธจำแลงเลย
ส่วนเรื่องข้างบนนี้ ผมขออธิบายตามความเข้าใจของผมอย่างนี้นะครับ
เป็นการโฆษณาให้มาทำบุญจริงครับ (และโฆษณาที่ประเภทที่ฉายออกทางโทรทัศน์ก็เป็นโฆษณาชวนเชื่อจริงๆ ครับ :12:)
ส่วนที่อธิบายว่า ธาตุสีนั้นหมายถึง อย่างนั้น ธาตุสีนี้หมายถึงอย่างนี้ ......
ตามความเข้าใจของผม คือ เพื่อเพิ่มความภูมิใจ และคุณค่า ให้กับพระของขวัญที่เค้าจะได้รับ ให้เค้ารักและหวงแหนในพระของขวัญ ไว้ตามระลึกนึกถึงบุญอย่างปลื้มปิติใจ ไม่ได้เอาพระของขวัญไปแล้วก็เอาไปทิ้งๆขว้างๆ เมื่อเห็นพระของขวัญแล้วจะได้ตามนึกถึงบุญว่า "เออ .... ที่เราได้พระของขวัญองค์นี้มาก็เพราะที่เราได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างศาลาหลังนี้ให้คนที่มาภายหลังได้ไม่ต้องไปเปียกฝน ตากแดดร้อนๆ ได้สร้างองค์พระประธาน ได้ช่วยเหลือโครงการสอบทางก้าวหน้า ได้มีส่วนร่วมในการจัดงานบวชพระ1,000 รูป ได้ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุ สามเณรเป็นพันรูป เป็นต้นน่ะครับ
ผมว่าคล้ายๆดอกไม้ชนิดต่างๆ สีต่างๆ ที่ชายหนุ่มมอบให้หญิงสาวน่ะครับ (ไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่า :42:)
เช่น ดอกทิวหลิบ แทนความหมายว่า .......... (จำไม่ได้)
ดอกกุหลาบ แทนความหมายว่า ...................
เป็นต้นน่ะครับ
ไม่ใ่ช่เพื่อให้รวยๆ เฮงๆ แคล้วคลาด ยิงไม่เข้าหรอกเหรอครับ
แหม คิดแบบชาวบ้านตาดำๆ ตั้งนาน :43:
ผมเข้าใจผิดนึกว่าเอา คำแปลมา สวด :03: :03: :03:
ถ้าเกิดแบบ บทสวดทำนองสรภัญญะ เพียบ เลยครับ
ใน dmc สวดทุกวัน :03: :03: :03:
ปล.ไม่ได้อ่านที่บุ๋มตอบทีหลังด้วยขอโทษครับ
้อ้อครับ พี่ tmd
ผมเห็นว่าพี่ มีความรู้เยอะ แล้วหลักที่พี่โพส
ส่วนใหญ่มาจากท่านพุทธทาส นะครับ ผมก็เลยสงสัย ^^ . . .
ตอนนึกว่าพี่เป็นนักวิชาการซะอีก
จริงๆวัดพระธรรมกายก็ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิบัติสมาธิแบบสติปัฏฐาน
เพราะว่าเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกายเหมือนกัน
Quoteประเด็นของผมคือการโฆษณาชวนเชื่อให้มาทำบุญมันเหมาะสมหรือเปล่า โดยเฉพาะการกล่าวอ้างในส่วนที่ทำให้เกิดความงมงาย จะสอนให้คนเป็นคนดี มีธรรมะ เป็นพุทธ ก็ทำไป
ไม่ขอพาดพิงคนอื่นนะครับ
เหมาะสมครับ
ไม่เป็นการกล่าวอ้างในส่วนที่ทำให้เกิดความงมงาย ครับ(http://img2.f0nt.com/27/a23ad158a326c9f0103d3ba9933820a9.gif)
(http://img2.f0nt.com/27/49b93fd1154e07d61b59c76379089920.gif)
พระพุทธรูป พระเครื่องทุกองค์ นั้นมีอานุภาพ ในองค์พระอัตโนมัต ครับ
เมื่อมีรูปร่างที่เป็นตัวแทนขององค์พระพุทธเจ้า
อานุภาพอย่างน้อยที่เห็นได้
1.ไม่มีเอาไปขว้างปาเล่น
2.เก็บในที่สูง กระเป๋าเสื้อ
3.มีคนเคารพกราบไหว้บูชา เพราะเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าครับ
ต่างวัตถุเดียวกันที่อยู่ในรูปร่างอื่นๆ
เพราะเป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่มีอานุภาพไม่มีประมาณ
ย่อมก่อประโยชน์อย่างสูงสุดกับผู้ที่
เคารพบูชาอย่างถูกต้องทำให้จิตใจผ่องใส เป็นที่ยึดเนี่ยวจิตใจ ทำในสิ่งที่เป็นกุศล รักษาศีล5
เมื่อเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า แล้วทำตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ไว้
ย่อมสำเร็จอย่างแน่นอน
เป็นทางมานอนแห่งโภคทรัพย์ ((ไปดูตอนพระให้ศีลตอนจบข้อที่ 5 ท่านจะบอกประโยชน์ของศีล 3 ข้อ))
เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยาก ((ยากจริงๆเพราะตอนนี้ไม่มีแล้ว))
อานุภาพปรากฏต่อผู้เป็นเจ้าอย่างมากมาย ((ถ้า
ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และ พระพุทธเจ้าท่านมีอานุภาพไม่มีประมาณ))
หรือไปดููเพิ่มเติม พุทธคุณ 9
เรื่องธาตุ 3 ธาตุ ก็เป็นไปตามนั้น
เอาหลักอิทธิบาท 4 อธิบาย
พระเหล็กเพชรดำ - เอาชนะอุปสรรคได้
ผู้ที่เชื่อมั่นในพระสิริฯ เค้าย่อมมีฉันทะในการ สู้กับอุปสรรคและเอาชนะได้แน่นอน
ตามหลักอิทธิบาท 4
คำแก้วมณี - ดูดทรัพย์ สง่าผ่าเผย ความบริสุทธิ์แห่งการปฏิบัติธรรม
ผู้ที่เชื่อมั่นในพระสิริฯ และประกอบสัมมาอาชีวะ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน
มีฉันทะในการสู้งานไม่กลัวอุปสรรค ย่อมสำเร็จ และดึงดูดทรัพย์สมบัติ
และสง่าผ่าเผย แน่นอน เมื่อปฏิบัติสมาธิ ด้วยความที่พบความสำเร็จ
ย่อมละ ความกังวลในงาน มีความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติธรรม
สิทธิธาตุ - ความสำเร็จ
เมื่อทำตามหลักคำสอน สัมมาอาชีวะ และ 2 ข้อข้างบน ย่อมประสบสำเร็จอย่างแน่นอน
ก่อนจะได้รับพระของขวัญ และได้มาเข้าวัดปฏิบัติธรรม หรือสนทนาธรรมกับ
พระอาจารย์ที่วัด จะได้รับรายละเอียดมากว่านี้
โฆษณาดู โอเวอร์ งมงาย อยู่ไหมครับ?
คือหนังสือพิมพ์ถ้าลงตัวอักษรเยอะเค้าเก็บเงินแพง
Quote from: ชาร์ป on 27 Feb 2007, 15:48 น.
โฆษณาดู โอเวอร์ งมงาย อยู่ไหมครับ?
คือหนังสือพิมพ์ถ้าลงตัวอักษรเยอะเค้าเก็บเงินแพง
:32: :32: :32:
จริงเหรอ :06:
ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เป็นกรอบๆไง
ยิ่งใหญ่ยิ่งแพง จำราคาไม่ได้
เออแต่ตั้งงงตรงไหนหรอครับ
กรอบยิ่งใหญ่ยิ่งแพง กับ อักษรแยะยิ่งแพง มันคนละความหมายกันครับ
ขอแย้งแค่นี้ จบครับ :42:
ลุงแอ๊ะถามคำถามที่ผมอยากทราบมานานได้ตรงประเด็นดีทีเดียวครับ
แล้วคราวงนี้ก็ได้เห็นความพยายามที่จะอธิบายจากทางชาร์ปด้วย
เนื้อหาที่อ่านผ่านมาหลายสิบหน้าก็ได้ขมวดปมยิงลงปากขวดก็ตรงนี้แหละครับ
คำตอบที่ได้จากชาร์ปก็เลยทำให้ผมมั่นใจว่าตัวเองเคยคิดยังไงก็ยังคงคิดอย่างนั้น :21:
วัตถุมงคล ที่มีการอธิบายเรื่องปาฏิหาริย์ของมัน แปลได้ตรงๆ ว่าคือความงมงายครับ
งมงายแบบเดียวกับที่กินนมผงของเด็กยี่ห้ออะไรสักอย่างในทีวีแล้วบอกว่ามีโอเมก้าสาม แล้วฉลาดโคตรๆ
แต่นี่เป็นความงมงายที่ตั้งอยู่กับความศรัทธาของคนแท้ๆ เลย
ผมไม่ได้กล่าวโทษวัดธรรมกายอย่างเดียวนะครับ
เพราะลองเปิดตามหนังสือพระเครื่องทั้งหลายหรือแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ที่มีขายพระ ขายการปลุกเสกของเกจิดังๆ
แล้วอวดอ้างพุทธคุณ ช่วยให้แคล้วคลาด ช่วยให้เจริญร่ำรวย (พระพุทธเจ้าอยากให้เรารวย!!!)
ทั้งหมดทั้งหลายนี้ ปัญญาอ่อนสิ้นดีครับ
เราพากันใช้ความเคยชินของวัฒนธรรมที่อยู่รวม กลมกลืน ผสมผสานความเชื่อแบบนี้
มาปน ยำๆ กับพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จนกลายพันธุ์เหมือนความงุงิของภาษาที่ตอนนี้เราเริ่มชินแล้ว!
เหมาะสมหรือไม่ ก็พิจารณาครับ
และฝากเข้าใจเจตนาผมด้วยนะครับ ไม่ได้จะทะเลาะนะ
ป.ล.(+2) ลุงแอ๊ะ อุตส่าห์ไปหามาจนได้
ผมเคยเห็นแรงๆ กว่านี้หลายเท่าในทีวีตอนวันพระใหญ่เมื่อหลายปีก่อนครับ
แต่ไม่มีหลักฐานเหลือเลยไม่ค่อยกล้าจุดชนวนขึ้นมา
//ตัดหน้าสองคน
ผมเคยได้ยินมาน่ะครับว่า
คนที่มีคำถามมากกว่าคำตอบ ...... จะสงสัยไม่รู้จบ :08:
ส่วน คนที่มีคำตอบมากกว่าคำถาม ..... จะไม่มีความสงสัย :33:
ท่าจะจริงครับ :05:
จะแก้ความสงสัยได้โดยการศึกษาหาคำตอบครับ
อยู่เฉยๆ คำตอบก็ไม่ผุดขึ้นมาหรอกครับ
จะอย่างไรก็ตาม ผมผิดเองล่ะครับ ที่ไม่สามารถหาคำตอบมาให้ได้อย่างใจทุกอย่างละครับ :33:
Quoteตอนเด็กๆเคยเอาสัพพีติโย วิวัชชันตุ... มาสวดในจังหวะร๊อค ฮาร์ดคอร์ หลวงพี่มาได้ยินพอดี โดนซะ
ใช่เลยครับ ซือเน ตอนผมบวชก็เคยทำเหมือนกันครับ สัพพีติโย ... แบบ ร๊อค :02:
ขออนุญาต
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q3/article2005july01p9.htm
อีกมุมนึงนะครับ (บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วยกะแกหรอก)
:42:
:03:
ครับพี่โอ้เอ้ ผมเข้าใจว่าตัวอักษรยิ่งเยอะกรอบยิ่งใหญ่ แต่ลืมไปว่าตัวมันเล็กลงได้
/////
พี่แอนครับ
ผมขอโทษครับ บางทีผมยังสื่อความหมายไม่ครบ เพราะตอบตามคำถาม
ทำให้พี่แอนเข้าใจผิดพลาดไป
Quote1.วัตถุมงคล ที่มีการอธิบายเรื่องปาฏิหาริย์ของมัน แปลได้ตรงๆ ว่าคือความงมงายครับ
ถูกครับแต่ เข้าใจไม่ครบ ตกความหมายบางอย่างไป
โอเมก้า3 ยังพิสูจณ์ได้ไม่หมดว่าเด็กกินแล้วฉลาด 100%
คำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ปฏิบัติตามนั้น เห็นผล 100% ครับ พิสูจณ์ได้
พี่แอนยังไม่ได้บอกมาตรงๆว่า งมงายตรงไหน ผมก็ยังตอบไม่ถูกครับ
Quoteแล้วอวดอ้างพุทธคุณ ช่วยให้แคล้วคลาด ช่วยให้เจริญร่ำรวย (พระพุทธเจ้าอยากให้เรารวย!!!)
ถูกครับ
พระสัมมาสัมพุทธถึงกับให้หลัก อุ อา กะ สะ คาถาเศษรฐีไว้((ให้ปฏิบัติไม่ได้ให้ท่อง))
เพราะเป้าหมายขั้นตอนของ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือ ดำเนินชีวิตในชาติปัจจุบันอย่างถูกต้อง และมีความสุข
ลำดับแรกๆ ง่ายๆคือ ต้องรวย ครับ
พอรวยแล้วจะทำอะไร ก็ทำได้สะดวก รักษาศีลได้ง่าย
ไม่ต้องไปฉีดยาฆ่าแมลง ขโมย โกง ฯลฯ พอรวยแล้วก็มีความสุข
ไม่ต้องไปกู้หนี้ โดนเจ้าหนี้ไล่ตาม ไม่หิว ได้กินของอร่อย ป่วยก็มีเงินรักษา
มีที่อยู่อาศัย อยากได้อะไรก็ได้ มีเศษรฐีกิจพอเพียง ไม่อด ไม่ฟุ่มเฟือย
แล้วที่พี่แอนทำงานหาเงินมา เพื่ออะไรละครับ ถ้าไม่ใช่เหตุผลข้างบน ?
พี่แอนก็ต้องถามตัวเองต่อด้วยครับว่า พระพุทธเจ้า ให้เรารวยไปเพื่ออะไร ?
ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สร้างบารมี 10 ทัศครับ
พี่แอนอย่าเอาคนรวยที่ไมรู้้หลักคำสอน กับคนรวยที่เป็นชาวพุทธ มามั่วกันครับ
เป้าหมาย คนละอย่าง
คนรวยที่ไม่รู้หลักคำสอน - เค้ารวยเพื่อ มีหน้ามีตาในสังคม ปลื้มในยอดเงิน ทำยอดเงินในมีคนนับถือ
คนรวยที่รู้หลัก - เค้ารวยเพื่อ เผยแผ่ ฟื้นฟู ชักชวนคนมาทำความดีตามหลักพระพุทธเจ้า
แตกต่างมากครับพี่แอน
ผมเจอกลุ่มคนที่ผมตอบคำถามให้ 2 ประเภทครับ
1.ตอบแล้ว หายสงสัยกับวัดพระธรรมกาย
2.ตอบแล้ว เออ ตอบอะไรมาก็ไม่รู้แหละ ยังไงๆ วัดพระธรรมกาย ก็ผิด!!!
ใครเป็นแบบที่ 2 ก็บอกได้นะครับ ไม่ว่ากัน :40:
อยากตอบยาวๆ แต่ติดงาน :03:
ผมแบบที่ 3 แล้วกันครับ พิจารณาโดยเหตุและผลแล้ว
พุทธแบบที่ธรรมกายสั่งสอน ไม่ใช่หนทางที่ผมเห็นด้วย
อย่างไหนที่เราเห็นด้วย ก็ขอย้อนกลับไปอ่านวัดที่เราไปบวช
ผมว่าข้อ 2 ของชาร์ป ใช้คำพูดที่อ่านแล้ว แสดงเจตนาของชาร์ปว่า
คนที่ไม่ยอมรับธรรมกาย เป็นคนดื้อรั้น ไม่ฟังใคร ใช้อคติตัดสิน
ถึงชาร์ปจะไม่ได้เจตนาดังนั้น แต่ตัวหนังสือมันบอกครับ
(ใครอ่านแล้วไม่คิดแบบที่เราว่ามาบ้าง?)
หากไม่ต้องการให้ใครคิดว่าชาร์ปคิดแบบนั้น
ก็น่าเปลี่ยนวิธีใช้คำพูดนะครับ
ยกเว้นว่าจะคิดแบบนั้นจริงๆน่ะนะ
ผมเป็นแบบที่สี่ครับ
เพราะผมก็ไม่เห็นด้วยกับวัดที่ตัวเองบวชเหมือนกัน :30:
ขอจบประเด็นของผมด้วย Motto นี้อีกที :42:
Against stupidity, The God themselves contend in vain.
-Friedrich Schiller-
เรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ความคิด ไม่มีใครถูกใครผิด หากพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน และเปิดใจให้กว้างแล้วจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าเราจมอยู่กับความถูก เราก็จะไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เช่นเดียวกับการจมอยู่กับความผิด เราก็ไม่มีทางเห็นสิ่งที่ถูกต้องได้ โลกจะกว้างจะแคบอยู่ที่เราจะสังเกต สรรพสิ่งมันจะมีหรือไม่มี ก็อยู่ที่เรา
(ขอโทษที่การเขียนเชิงเปรียบเทียบในโพสต์ก่อนของผมอาจจะทำให้สับสน ปัญญามีแค่นี้ครับ :42:)
:42: ...
คำสอนของพระพุทธองค์ถูกหมดอยู่่แล้วละครับ
พระพุทธเจ้าอยากให้เรา/เขา/ท่าน รวยครับ
ยิ่งรวยยิ่งทำบุญได้เยอะ ยิ่งบุญเยอะครับ :25:
:26b:
ถูกครับ
พี่เก้อข้อ 2 แบบนั้นแหละครับ
ที่ผมต้องเปลี่ยน คงต้องเปลี่ยน ข้อใหม่ ความหมายพลาด
1.ต้องการคำตอบที่ แก้ข้อสงสัยกับวัดพระธรรมกาย ((แก้ละ))
2.ถึงจะตอบไป วัดพระธรรมกายก็ผิดอยู่ดี
น่าจะชัดกว่า
พี่ๆถามมาเถอะ ผมจะแก้ข้อสงสัยแทนวัดพระธรรมกาย แทนหลวงพ่อ เองครับ
การอยู่ในสังคมที่เข้าใจเราผิดๆ มันรู้สึกอืดอัด ครับ
ไม่ได้อยากเอาชนะใครหรอกครับ
แต่อยากแก้ไข สิ่งที่เข้าใจผิด ต่อวัดพระธรรมกาย
QuoteAgainst stupidity, The God themselves contend in vain.
-Friedrich Schiller-
เรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ความคิด ไม่มีใครถูกใครผิด หากพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน และเปิดใจให้กว้างแล้วจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าเราจมอยู่กับความถูก เราก็จะไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เช่นเดียวกับการจมอยู่กับความผิด เราก็ไม่มีทางเห็นสิ่งที่ถูกต้องได้ โลกจะกว้างจะแคบอยู่ที่เราจะสังเกต สรรพสิ่งมันจะมีหรือไม่มี ก็อยู่ที่เรา
"ผู้เข้าใจสิ่งที่ไม่เป็นสาระ
ว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่เป็นสาระ
ว่าไม่เป็นสาระ เขามีความดำริผิดเป็นโคจร
จึงไม่ประสบสิ่งที่เป็นสาระ"
ขุ. ธ. 25/16
Quote from: ^-FakE-^ on 27 Feb 2007, 20:12 น.
:42: ...
คำสอนของพระพุทธองค์ถูกหมดอยู่่แล้วละครับ
พระพุทธเจ้าอยากให้เรา/เขา/ท่าน รวยครับ
ยิ่งรวยยิ่งทำบุญได้เยอะ ยิ่งบุญเยอะครับ :25:
:26b:
วัดไมใช่บริษัทครับ เป้าหมายมันคนละอย่างกัน
:26b: พระพุทธเจ้าห้ามกินเหล้ายังกินเลยครับ
เอเป็นเด็กหัวดื้อครับ
ไม่ฟังใครง่ายๆ
:26b:
ได้ยินผมด้วยหรอครับ
:33:
เห็นก่อนที่จะนวลอีกครับ :26b:
บอกแล้วว่าผมเป็นคนฟังคน
และคิดจากหลายๆ มุม
ถ้าไม่คลายสงสัยก็ไม่เชื่อ :26b:
ก็ถามได้นะ
ตอบไดตรงหรือ้หรือป่าว อีกเรื่อง {หมีโหด}
ยิ่งถาม จะยิ่งสงสัย หนะ :26:
เอาไปคำถามนึงละกัน
ทำไมโฆษณาพระอะไรนั้นนะ ซะ การตลาดจังเลย
ทุกคนที่อ่านแว๊บแรกนะ เข้าใจอย่างนั้นหมดเลยนะครับ
แล้วจะมาวงเล็บตัวเล็กๆ อธิบายอีกแสนแปดบรรทัด
ก็เท่านั้นอะครับ
เพราะทุกคนฝังใจไปหมดแล้ว
ถ้าต้องการให้เกิดปัญญาจริง ทำไมไม่เขียนหลักคำสอนใส่ไปแทนคำโฆษณาเนื้อธาตุอะไรนั้นละ :09:
Quoteทำไมโฆษณาพระอะไรนั้นนะ ซะ การตลาดจังเลย
ทุกคนที่อ่านแว๊บแรกนะ เข้าใจอย่างนั้นหมดเลยนะครับ
แล้วจะมาวงเล็บตัวเล็กๆ อธิบายอีกแสนแปดบรรทัด
ก็เท่านั้นอะครับ
เพราะทุกคนฝังใจไปหมดแล้ว
ถ้าต้องการให้เกิดปัญญาจริง ทำไมไม่เขียนหลักคำสอนใส่ไปแทนคำโฆษณาเนื้อธาตุอะไรนั้นละ
2 คำถามหิน 2ก้อน {หมีโหด}
1.เพราะเป็นโฆษณา ชักชวนครับ จะเรียกว่าเป็นการตลาดก็ไม่ผิด
แต่ทางวัดไม่มุ่งเป้าที่ผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งในวัดหรือผลกำไรจะเรียกว่านำ เทคนิค ในปัจจุบันมาช่วยมากกว่านั้นก็คือ
การตลาด แต่ผลิตภัณฑ์ คือคำสอนพระพุทธเจ้า พระมหาสิริฯแค่ ตั๋วผ่านทางครับ
2.เพราะมันจะดูเป็นการบังคับครับ ต้องรักษาศีลนะ อย่างนั้นนะ ทำอย่างนี้นะ
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ เค้าจะมีความเชื่อมั่นในพระมหาสิริฯ แล้วเราบอกในสิ่งที่ถูกต้องตาม
เค้าก็ย่อมเข้าใจได้ง่าย ยอมปฏิบัติตามได้ง่ายกว่าครับ
ต่อไป :12:
ถ้าอย่างนั้น ก็คือให้ผู้ที่สนใจ ศรัทธาก่อน แล้วเข้ามาปฎิบัติ จะได้เกิดปัญญา ใช่มั้ยครับ
แล้วส่วนใหญ่กระบวนการสิ้นสุดที่ไหนครับ ศรัทธา --> ปฎิบัติตาม --> ???
ลักษณะของการสะกดจิต(หรือล้างสมอง)
ก็คล้ายๆ อย่างนี้มั้ยครับ ให้เชื่อ แล้วก็ ปฎิบัติ แล้วก็ระเบิดพลีชีพ :03:
แสดงว่าเค้าใช้ศรัทธาผิดหลักใช่มั้ยครับ
แล้วปัญญาจะเกิดตอนไหนครับ ถ้าเรารับรู้เพียงด้านเดียว :09:
:12: อีกสองก้อนครับ
(อย่ามาบอกนะว่าเอก็ยังไม่ได้ไปด้านนั้น)
ชิ้วๆๆ ~~ เอ ไปทำมาก่อนไป๊..... {หมีโหด}
เคยฟังคุณครูสอน สลน. เล่าให้ฟังสมัยเด็กๆ คุณครูเล่าว่า
มีพระสองรูป เดินธุดงค์ อยู่ในป่า พบหญิงสาว นอนสลบอยู่ในลำธาร พระรูปหนึ่งจึง อุ้มสีกา ขึ้นมาไว้ริมตลิ่ง
ใต้โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง พร้อมปฐมพยาบาล พอนางฟื้นได้สติ
แล้วก็เดินจากมา
ในระหว่างเหตุการณ์ ทั้งหมด ตั้งแต่ พระรูปแรกได้อุ้มสีกาจนกระทั่งเดินจากสีกามาไกลแล้ว
พระรูปที่สองได้พร่ำบ่นว่าพระรูปแรก "ท่านทำอย่างนี้ไม่ได้นะ พระสงฆ์ จะแตะต้องกายาของสีกาใดๆมิได้ ท่านจะต้องอาบัติ ..."
จนเดินมาถึงกลางป่า
พระรูปแรกจึงเอ่ยขึ้นว่า "เราได้วางสีกาผู้นั้นลงไว้ใต้โคนต้นไม้แล้ว แต่ท่านนั้นไซร้ ยังมิได้วาง"
จบ :46:
Quote from: ชาร์ป on 27 Feb 2007, 21:01 น.
ถูกครับ
พี่เก้อข้อ 2 แบบนั้นแหละครับ
ที่ผมต้องเปลี่ยน คงต้องเปลี่ยน ข้อใหม่ ความหมายพลาด
1.ต้องการคำตอบที่ แก้ข้อสงสัยกับวัดพระธรรมกาย ((แก้ละ))
2.ถึงจะตอบไป วัดพระธรรมกายก็ผิดอยู่ดี
น่าจะชัดกว่า
ถูกนี่หมายถึง คิดว่า คนที่ไม่ฟังชาร์ปเป็นคนดื้อรั้นใช่ไหมครับ
(ขออภัยจริงๆ เรามักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ภาษาของชาร์ปจริงๆนะ
มันมักจะกำกวม ไม่ชัดเจน)
ส่วนเรื่องคำตอบของชาร์ป ทางธรรมกายตอบได้ ชาร์ปตอบแทนได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับคำตอบนั้นนะครับ
ไม่ได้หมายความว่าตอบได้แล้วทุกคนจะต้องเห็นด้วยและเชื่อตาม
เช่น เราไม่เห็นด้วยกับการใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความรวยเป็นสิ่งจูงใจนำคนมาสู่ธรรม
แต่ชาร์ปบอกว่า นั่นคือวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม สมควรกระทำแล้ว อย่างนี้ก็จบกันนะครับ :46:
อธิบายด้วยหนทางใด ชาร์ปก็จะไม่คลายความเห็นเหล่านั้น
และเช่นเดียวกัน เราก็ยังไม่พบความสมเหตุสมผลในสิ่งที่ชาร์ปเห็นว่าถูกต้องสมควร
ซึ่งข้อสรุปเหล่านี้ก็ย่อมจะมาจากระดับประสบการณ์การเรียนรู้ของแต่ละคน
เช่น ชาร์ปเห็นผลชัดเจนจากที่ตนเองได้สัมผัสว่า การใช้สิ่งจูงใจแบบนั้น
มันทำให้คนหันเข้าหาธรรมะเพื่อการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าจริง ไม่ได้ไปหลงยึดติดอยู่
กับการได้บุญ หรือเพื่อตอบสนองความอยากรวย มันก่อประโยชน์จริง ชาร์ปเห็นมากับตาแล้ว
แต่อย่างเช่นเรา ซึ่งเรียนรู้และเห็นด้วยกับหนทางของหลวงปู่ชาที่เน้นเป็นอย่างยิ่งว่า
ต้องปลอดการเรี่ยไร จูงใจให้ทำบุญ ด้วยรูปเคารพชนิดต่างๆ
หรือการบอกบุญหรือใช้ความรวย ความเจริญ ฯลฯ เป็นสิ่งจูงใจ
ด้วยเหตุผลว่า เพื่อมิให้ยึดติดในรูปเคารพ ในสิ่งก่อสร้าง
หรือแม้แต่ยึดติดในตัวท่านเองหรือความเป็นสำนักของท่านก็มิให้มี
เงินหรือแม้แต่สมบัติส่วนตัวนอกจากที่บัญญัติไว้ในพระธรรมวินัยก็มิให้พระมี
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็เห็นมากับตาแล้วเช่นเดียวกัน
อย่างนี้เป็นต้น
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องอธิบายต่อนะครับ เพราะคงต้องขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องไหนมากกว่า
อย่างไหน ควรยอมรับ เห็นด้วยหรือไม่ผู้อ่านคงจะตัดสินและนำไปขบคิดต่อได้เอง
จากประโยคสนทนาของเราๆท่านๆแถวนี้
เอ้อ ลืมบอก ชอบวิธีการสนทนาของเอมากๆ
นำไปสู่การตอบคำถามที่ตรงประเด็นเป็นครั้งแรกของชาร์ปจนได้(หน้านู้นแน่ะ)
คืออ่านแล้วโล่งน่ะ ประมาณ วู้ ในที่สุดก็ตอบตรงๆกับคำถามจนได้
ส่วนจะเห็นด้วยกับคำตอบเหล่านั้นหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่งนะ
โอเคซึ้งครับ :33:
โสเครติส ครับ :33:
ชอบที่แถว 6-7 ของเก้อ :21:
+
Quoteถ้าอย่างนั้น ก็คือให้ผู้ที่สนใจ ศรัทธาก่อน แล้วเข้ามาปฎิบัติ จะได้เกิดปัญญา ใช่มั้ยครับ
ครับ
Quoteแล้วส่วนใหญ่กระบวนการสิ้นสุดที่ไหนครับ ศรัทธา --> ปฎิบัติตาม --> ???
ผลของการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ครับ
เช่น มงคลชีวิต 38 ประการ
กระบวนจะเป็น ศรัทธา-->ศึกษา-->ปฏิบัติตาม-->เห็นผล มากกว่าอ่ะครับ
Quoteลักษณะของการสะกดจิต(หรือล้างสมอง) ก็คล้ายๆ อย่างนี้มั้ยครับ
ไม่ครับ
การสะกดจิต เป็นการทำให้ขาดสติ ครับ
หลักธรรมของพระพุทธฯ ทำให้สติอยู่กับตัวเองครับ หรือ สติปัญญาไงครับ
Quoteให้เชื่อ แล้วก็ ปฎิบัติ แล้วก็ระเบิดพลีชีพแสดงว่าเค้าใช้ศรัทธาผิดหลักใช่มั้ยครับ
ี่
ที่เค้าศรัทธา ไม่ผิดครับ แต่ผิดในช่วงที่ศึกษา นั้นไม่ได้ใช้สติปัญญาคิดตรองตาม หรืออาจไม่ได้ศึกษา
่ของพุทธเราใช้ สติปัญญา คิดตรองตาม ในช่วงที่ศึกษา แล้วจึงปฏิบัติตาม ครับ
Quoteแล้วปัญญาจะเกิดตอนไหนครับ ถ้าเรารับรู้เพียงด้านเดียว
ในกระบวนการตอน ศึกษา ไงครับ
อืม . . .ผมสื่อความหมายไม่รู้เรื่องเองครับ
ขอบคุณครับ :05: + กำลังแก้ไขครับ
คนที่ไม่เชื่อ หรือไม่เห็นด้วยกับคำตอบผม
ผมไม่ได้ว่าเป็นคนดื้อรั้น หรือไม่ยอมรับฟังนะครับ
ผมยังสื่อความหมายในการตอบออกไปได้ไม่สมบูรณ์ มากกว่า
Quoteเราไม่เห็นด้วยกับการใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความรวยเป็นสิ่งจูงใจนำคนมาสู่ธรรม
แต่ชาร์ปบอกว่า นั่นคือวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม สมควรกระทำแล้ว อย่างนี้ก็จบกันนะครับ
เข้าใจไม่ครบครับ
มันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยที่ไม่ผิดหลักของพระพุทธเจ้า
ยกตัวอย่างนะครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้ โลภ ไม่ให้อยาก ความอยากถือเป็นกิเลส ถูกต้องไหมครับ
แต่ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าท่านก็ใช้ความโลภของคนมาล่อให้คนมาสนใจในพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมเหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น
ตอนที่ท่านสอน ยสะกุลบุตร ท่านสอนเรื่องอนุปุพพิกถา ว่าด้วยการ ทำทาน รักษาศีัล โดยเอาเรื่องอานิสงส์มาจูงใจ แล้วก็เอาสวรรค์มาล่อ ให้อยากทำดีก่อน แล้วอธิบายถึงโทษแห่งกาม และอานิสงส์การออกบวช ใช่ใหมครับ นั่นก็คือเอาความอยากมาล่อเหมือนกัน แต่ล่อเพื่ออะไรละ ล่อเพื่อให้เขาทำความดีไม่ใช่หรอครับ
หรือเรื่องพระนันทะ้ ที่ล่อให้ออกบวชโดยพาไปดูนางอัปสรบนดาวดึงส์
แล้วบอกให้ขยันปฏิบัติ จะได้ไปหานางฟ้าเหล่านั้นได้
นี่ก็คือเทคนิคการสร้างแรงจูงใจเหมือนกันนะครับ
แต่ก็เพื่อให้เขาทำความดี ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
แล้วการเอา ของขวัญ หรือความต้องการมาจูงใจที่ทางวัดทำ เพื่อให้เขามาสนใจศึกษาธรรมะ
ผิดหรอครับ
ที่หลวงปู่ชาท่านทำอย่างนั้นก็ถูกต้องครับ ดีแล้วครับอนุโมทนาบุญด้วย :46:
แต่ขอให้เข้าใจอย่างหนึ่งนะครับ
ว่า
ถ้าเป้าหมายต่างกัน วิธีการย่อมไม่เหมือนกัน
ถ้าพี่เก้อต้องการให้คนเข้าใจเรืองการทำทาน การตัดความตระหนี่ ต้องการสร้างถาวรวัตถุเพื่อให้พุทธศาสนามั่นคง
พี่จะทำอย่างไำร? จะบอกให้เขาทำทานเท่าไรก็ได้
อยากทำก็ทำ ต้องการให้คนมาปฏิบัติธรรมมากกๆ
แต่ไม่มีอาหาร ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีแม้แต่หลังคากันแดด เขาจะมาป่าวละ๊
ขนาดมียังไม่อยากจะมากันเลย :01:
แล้วของพวกนี้จะให้มีก็ต้องใช้ตังใช่ไหมครับ
จะไปเ่ล่าอานิสงส์ให้คนงาน ผู้รับเหมา มาช่วยกันสร้างฟรีๆ งั้นหรอ ได้ก็ดีครับ :42:
ที่จริงทางวัดก็ไม่ได้อยากจะบอกบุญ หรือเรี่ยรายหรอก คือถ้ามีคนมาช่วยทำให้ก็ดีครับ :42:
พวกคนในวัดก็อยากนั่งสมาธิ อยู่นิ่งๆมากกว่า
แต่มันยังทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะพวกเราอยากให้คนอื่นๆศึกษาพระพุทธศาสนากันมากๆ เพราะเมื่อมีคนดีมากๆ สังคมก็จะมีความสงบสุข พวกเราต้องการแค่นั้นแหละ
เช่น อย่างเรื่องการชวนสอบตอบปัญหาทางก้าวหน้า ก็เอาเรื่องรางวัล มอบโล่ มาจูงใจใช่ป่าวละ แต่จุดประสงค์ก็ต้องการให้เขาอ่านหนังสือ ครอบครัวอบอุ่น กะมงคลชีวิต
ถ้าไม่เอาอะไรมาจูงใจ คงจะมาอ่านกันนะ :01:
ถ้าอ่านกันอยู่แล้ว คนในสังคมรู้เรื่องมงคลชีวิตกะทิศ6 กันอยู่แล้ว
ก็ไม่ต้องจัดสอบก็ได้ มันเหนื่อยนะ จริงไหมครับ
ผมอยากให้พวกพี่ๆดูที่ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย อย่าไปยึดติดอยู่ที่ วิธีการเลยครับ
ถึงวิธีนี้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ
ปล.ลองปรับวิธีการตอบใหม่ พอได้ไหม ครับ :05:
Quote
1.ทำไมเราต้องท่องคำภาวนาด้วยครับ ไม่ท่องได้มั้ย เพราะอะไรครับ
ไม่รู้ครับ ส่วนตัวผม ต้องทำตามวิธีสอนของครูบาอาจารย์ก่อน ต่อไป จะท่องหรือไม่ท่องค่อยว่ากัน....
Quote
2.การเอาสติไปจัีบนี่ ทำยังไงครับ นึกเป็นภาพ หรือ ใช้ความรู้สึกครับ
ข้อนี้ ไม่ขอตอบดีกว่าครับ ไม่รุ้จะพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษร อย่างไร กลัว บอก
ไม่ถูก เดี๋ยวปฏิบัติผิดจะ ยิ่งแย่ เดี๋ยวไปอ่านตอนสรุปแล้วกัน นะ...
Quote
3.คิดเล่นๆครับ คนที่ลงพุงนี่ น่าจะฝึกลำบากอ่ะครับ ท้องเค้าพองอยู่แล้ว แก้ไขได้
ยังไงครับ
ไม่รุ้สิครับ ผมรู้ว่าชาร์ปไม่อ้วน ดังนั้นตอบไปก็ไม่มีประโยชน์
Quote
4.เวทนา ในที่นี้คืออะไรครับ เฉพาะความรู้สึกด้านลบ ไหมครับ
ความหมายของเวทนา มีในหนังสือครับ ผม เรียบเรียงความเข้าใจของตัวเองไม่ถูก ขออภัยข้อนี้...
Quote
5.เอาสติไปจับตรงที่เวทนาเกิดทำไมครับ ทำไมไม่เอาไว้ที่ตรงอื่นครับ
ยกตัวอย่าง เวลาปวดฉี่ ถ้าเราเพลินกับอย่างอื่นเช่น เล่นเกม มันก็หายปวดฉี่ได้
ทำอะไรประมาณนี้ได้ไหมครับ
ไม่ได้ครับ สติปัฏฐานคือ การ เผชิญหน้ากับความเป็นจริง ไม่ใช่หนี....
Quote
6.ถ้าเกิดยุงกัดหลายๆที่ นี่ทำยังไง ครับ ต้องเอาสติไปจับทุกจุดเลยไหมครับ
ได้ก็ดีครับ แต่ผมชื่อว่า ผู้ฝึกเบื้องต้นอาจทำไม่ได้ ดังนั้น อย่าเพิ่ง advance
ก็ใช้กำหนดตามเวทนา ถ้าถึงขั้นที่สามารถฝึกจนละเอียดแล้ว ผมเชื่อว่า ก็น่าจะ
กำหนดได้ นะ Q..
Quote
อาการบางอย่างเกิดขึ้น กำหนดไม่ทัน หรือกำหนดไม่ถูกว่าจะ
กำหนดอย่างไร ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่
กำหนดว่า รู้หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการนั้นจะหายไป
Quote
7.เวลาป่วย นั่งสาธิได้ไหมครับ เช่นปวดหัว เวทนาก็น่าจะเป็นการปวดหัวอย่างแน่
นอน
แล้วจะไปกำหนดว่า ปวดหัวหนอๆๆๆ+ จนมันหายปวดหัวนี่ดูถ้าจะเป็นไปได้ยากครับ
ยาก ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้นิครับ ความเพียรเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้
Quote
8.ทำไมต้อง ลิ้นปี่ครับ ทำไมไม่เอาสติไปจับไว้ที่พุงเหมือนเดิมหรอครับ
อันนี้ ก็เป็นวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้อะครับ ท่านคง
มีเหตุผลที่ดี ซึ่ง ผม ยังไม่รุ้ว่าทำไม แต่ ถึงเวลาคงรู้เอง ละมั้งครับ....
Quote
9.นั่งหลับนี่ถือว่า เวทนาหายไปไหมครับ และเป็นผลดีไหมครับ ถ้าไม่ใช่แก้ยังไงดี
ครับ
ก็ฝึกให้ถูกวิธีซิครับ... ถ้าฝึกให้ถูกวิธีก็ไม่มีทางนั่งหลับหรอกครับ เราต้องมีวินัย
ในการฝึกครับ กำหนดเป็นเวลา ให้ได้ .....
Quote
10.เวลานั่ง ถ้าตะคริวกินเราขยับขาได้มั้ยครับ
เท่าที่ผมเข้าใจ การฝึกเมื่อเกิดเวทนา ทุกอย่างก็ต้องทน เอาครับ ผมไม่เคย
ได้ยินว่ามีคนปฏิบัติสติปัฏฐานแล้วตะคริวกินตาย ปวดตาย เมื่อยตาย.....
ถ้าผ่อนคลายไปตามเรื่อง จะเรียกว่าการฝึกได้ไงจริงมั้ยครับ.....
Quote
11.เวลานั่งไปถ้าปวดฉี่ หรือ ปวดเข้าห้องน้ำ เราต้อง ปวดฉี่หนอๆๆๆ หรือวิ่งไปฉี่ดี
ครับ
ผมเชื่อว่า อาการ ปวดฉี่มันคงไม่ปวดปุ๊ปปั๊บ แบบว่าตั้งตัวไม่ทันหรอกมั้งครับ
และยิ่งคนฝึกสติแล้ว ยิ่งรู้ว่า ตัวเองเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพิจารณาแล้ว
ว่าถ้าอั้นเอาไว้จะเป้นอันตราย ก็สมควรไปเข้าห้องน้ำครับ
แต่ ในขั้นตอนฝึกเราก็ต้องทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จก่อนนะครับ ......
Quote
12.เวลาหงุดหงิด โมโหเพื่อนร่วมงาน แล้วมานั่งสมาธิทำยังไงครับ เพราะไม่รู้ว่า
โมโหเพื่อนนี่ใช่ เวทนาหรือป่าวอ่ะครับ แล้วภาวนาว่ายังไงถึงจะดีครับ ถ้า ต่อยปาก
หนอๆๆๆ จนหายโกรธนี่ถือว่าถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะอะไรครับ
ต้องกำหนด อารมณ์ ครับ โกรธ เกลียด ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ
แต่ในขั้นภาวนา อย่างที่ชาร์ปบอกนี่ มัน เพื่ออะไรครับ เพื่อสนองอารมณ์ของตัวเอง
เหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ผิดครับ แต่ถ้าไม่คิดอะไรกับคำภาวนา จะเป็นคำไหนก็ได้ครับ
ขอแค่พอเอ่ยออกมาแล้วสามารถให้เรารู้ได้ว่า มันเกิดอารมณ์นี้กับเรา ระลึกว่าจะ
ต้องหยุดอารมณ์นี้ให้ได้....ถึงจะถูกครับ
Quoteใจนึกคิดอารมณ์ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า คิดหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่า
ความนึกคิดจะหายไป ..
Quote
13.จากพุทธพจน์ ผมจำได้ไม่หมด ประมาณว่า "ความสุขยิ่งกว่า ความหยุดนิ่งเป็น
ไม่มี "
แบบนี้เราก็ไม่ต้องไปสนใจไปกำหนด เวทนา ปวดหนอๆๆๆ อยู่นิ่งๆไปเลยไม่ต้อง
ไปสนใจมันก็ได้สิครับ
ถ้าได้เพราะอะไรครับ ไม่ได้เพราะอะไรครับ แล้วถ้าเรานิ่งแล้วมีความสุข เราต้อง
ทิ้งด้วยมั้ยครับ
ถ้าทิ้งก็ ขัดๆกับ พุทธพจน์อ่ะครับ เพราะอะไรครับ
แล้ว ความหมายของนิพพานคือความสุขเหรอครับ ?
ถ้าความหมายของนิพพานคือความสุข ก็คงได้มั้งครับ
แต่นี่ไม่ใช่ ครับ จุดประสงค์คือ หลุดพ้น ไม่รู้สุขไม่รู้ทุกข์ .....
นี่แหละครับ ผมถึงบอกว่า ผู้ปฏิบัติสมถะอย่างเดียวไม่มีทาง บรรลุเป้าหมายที่แท้
จริงของพุทธ...
Quote
14.ถ้าเรา นั่งไปแล้วไม่เกิดเวทนาเลย สงบนิ่ง เราจะต้องทำอย่างไรต่อครับ
ถ้าเราเกิดชอบความรู้สึกนี้ผิดไหมครับ เพราะอะไร
สงบนิ่งอย่างไรครับ หมายถึง วกเข้าสู่สมถะหรือป่าว คือ กำหนดเพลิน จนกลายเป็น
สมถะ ไม่สนใจเวทนาที่เกิดไม่สนใจขั้นตอนปฏิบัติอื่นๆ แบบนี้หรือป่าว? ถ้างั้นก็
ผิดหลักปฏิบัติ แล้วครับ ....
Quote
15.การนอนนี่ท่าอะไรก็ได้ใช่มั้ยครับ ถ้านอนหงายผมนอนไม่หลับครับ
ถ้าคนที่นอนคว่ำ เค้ากำหนดที่ท้อง พองไม่ได้อะไรแก้ไขยังไงดี
ขึ้นชื่อว่าฝึกครับ ผม ก็เบื้องต้นเหมือนกัน อยากฝึกก็ต้องทำตามขั้นตอน ผม มิ
กล้าพลิกแพลงคำสอนของครูเพราะเชื่อว่าท่านมีเหตุผลของท่าน........
Quote
16.ตอนจะหลับต้องจับด้วยหรอครับว่า พอง หรือ ยุบ เวลาเราดูหนังนี่เราก็ตั้งใจ
เหมือนกัน
เป็นสมาธิในระดับหนึ่ง แต่เราก็หลับก็จำไม่ได้ว่าตอนตอนไหน แบบนี้จะแก้ไขยังไง
ครับ
อ่านที่ผม พิมพ์ไป เขาให้จับพองยุบหรือป่าวครับ หมายถึงนอนนะไม่ใช่หลับ
คือเขาให้มีสติ จนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะหลับ พยายามทำให้ได้ว่า เสี้ยววินาทีนั้น
ท้องเราพองรึยุบก่อนที่จะหลับไป (ซึ่งผมยังทำไม่ได้ ).....
แล้ว เรื่องที่แก้ไข เรื่องการตั้งใจดูโทรทัศน์แล้วก็หลับไปโดยไม่รุ้ตัว นี่มันเป็น
อาการของผู้ที่ขาดสติ นะครับ ถึงได้บอกไง สมาธิ กับ สติ ต่างกัน.....
สมาธิคือการรับรู้อารมณ์เดียว ซึ่งจะประกอบด้วยสติ ก็ต่อเมื่อ พิจารณา
ตามไปด้วยเท่านั้น ....ถ้า เราดูโทรทัศน์แล้วคิดตามพิจารณาตามไปด้วย ผมเชื่อว่า
การหลับโดยไม่รู้ตัว จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ....
Quote
17.เออ บางคนก็ทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เช่น เดินเที่ยว หูฟังเพลง ตามอง
ถนนหลบคน
มือถือของ อากาศร้อน เราควรจะกำหนดยังไงครับมันมีหลายที่เหลือเกิน เพราะ
อะไรครับ
ถ้า ต้องการนำหลักการปฏิบัติสติปัฏฐาน ไปใช้ในชีวิตประจำวัน แล้ว มีสติอยุ่
กับทุกเรื่องนี่มันยากนะครับ ดังนั้น จำเป็นต้อง ฝึกก่อนครับ ต้องแบ่งเวลาฝึกให้
เป็นกิจลักษณะ ใช้กายอบรมจิต ให้คร่องก่อน เดี๋ยวชีวิตประจำวันเราก็ทำได้เอง
(ซึ่งผมก็ยังทำไม่ได้อีกนั่นละ 55+)
Quote
18.ระดับของสมาธิเราจะวัดได้ยังไงครับว่าเรา ระดับไหนแล้ว
ในทางปฏิบัติไม่รุ้ครับ ส่วนตัวคิดว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ครับ ถ้าอยากรุ้จริง ลอง
เปิดหนังสือดู ซิครับ คงมีมั้ง แต่รู้จากหนังสือก็เท่านั้นแหละครับเพราะไม่มี
ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ผมก็เชื่ออีกอย่างว่า ตัวเราท่านั้นที่รุ้ตัวเราเอง ว่าเมื่อฝึก
สติปัฎฐาน ไปเราจะมีสติมากน้อยเพียงใด พิจารณาถึงไตรลักษณ์ เข้าใจ ถึงการ เกิด
ตั้งอยุ่ ดับไป มากน้องเพียงใด.....เขาบอกว่า ในคนฝึกจนพิจารณาเข้าใจ พวกนี้
จริงๆ จะมองทุกอย่างไม่เหมือนคนทั่วไป เช่น เห็น ดอกไม้ก็รู้ว่ามันคือดอกไม้ แต่
ไม่รุ้สึก ถึงความพอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ หอม ไม่หอม ฯลฯ ไม่รับรู้อารมณ์
ปรุงแต่งใดๆอย่างสิ้นเชิง.....จะไม่มีจิตปรุงแต่งใดๆ เช่น เฮ้ย!! อันนั้น สวยดีวะ
อันนี้ ไม่สวยเลย อันนั้นกูชอบ อันนี้กูไม่ชอบ ฯลฯ แต่ผมไม่สามารถวัดระดับได้
เพราะตัวผมเองก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้ว่าตัวเองมีสติซักเท่าไร....
Quote
19.ถ้าเกิด การเล่นไพป้อกเด้งแล้วปฏิบัติไปด้วยนี่ผิดไหมครับ เพราะอะไรครับ เรา
มีสติดีมากซะด้วย
และก็ไม่มีกำหนดในศีล 5 ด้วยอะครับว่าห้าม เล่นศีล ไม่ผิดศีล ด้วยอ่ะครับ
เชื่อผมเถอะครับ คนเล่นไพ่ ไม่ปฏิบัติหรอกครับ และคนปฏิบัติไม่เล่นไพ่หรอก
ครับ....
แน่ใจเหรอครับว่าคนเล่นไพ่มีสติ.... สติก่อให้เกิดปัญญา ปัญญาเกิดจากการใช้สติ
พิจารณา คนใช้สติพิจารณา จะเห็นว่าอะไรดีไม่ดี อะไรควรไม่ควร....ครับ
Quote
20.เราจะรู้ได้ยังไงว่านี่ สมถะ ว่านี่ วิปัสสนา ครับ มีอะไรเป็นตัววัดมั้ยครับ เพราะ
อะไรครับ
แตกต่างกันอย่างไรครับ
ถ้า ลองอ่านทุกโพสต์ของผมก็น่าจะเห็นถึงความแตกต่างนะครับ แม้มันจะเป็น
ส่วนประกอบซึ่งกันและกัน แต่การฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่สามารถไปถึงจุดหมาย
ได้ครับ
สมถะ สมาธิ คือการรับรุ้ในอารมณ์เดียว ผู้ปฏิบัติสมถะอย่างเดียว จะก่อให้เกิด
อารมณ์ ที่เรียกว่าสุข ความสุขจากการหลีกหนีทุกข์
อุปมาเหมือนเอาเสื่อมาปูนั่งในสนามหญ้า ไม่มีวันที่หญ้าจะทิ่มก้น
ส่วนวิปัสนา คือการระลึกรู้ เห็นถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เผชิญหน้ากับมัน..
อุปมาเหมือน นั่งอยุ่ในสนามหญ้า ไร้ซึ่งเสื่อมาลองก้น.....
Quote
21.ถ้าเราเอาหลักของการปฏิบัตินี้ไปใช้กับการปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานในแบบอื่นๆนี่
ผิดไหมครับ เพราะอะไรครับ
ไม่ผิดหรอกครับ แต่หลักพวกนี้มันเหมือนเป็นสูตร อาหารนะครับ เช่นจะทำก๋วยเตี๋ยว
จะทำวิธิไหน สุตรไหนก็ได้ แต่ขอให้ออกมาเป้นก๋วยเตี๋ยว ดังนั้นถึงแม้จะ ใช้เครื่องปรุง
ชื่อเรียกของก๋วยเตี๋ยวต่างกัน แต่ก็ยังคงมีหลักตายตัวบางอย่างที่ทำให้พวกมันเป็นก๋วยเตี๋ยว....
แต่ถ้าบางคน แค่ลวกเส้น แล้วบอกว่ามันเป็นก๋วยเตี๋ยวนี่บิดเบือนแล้วนะครับ
ถ้าไม่เอาไปทำในขั้นตอนให้ครบกระบวนการทำก๋วยเตี๋ยว
ระวังโดนเอาเส้นที่ลวกไว้ไปทำผักไท นะครับ....^^
แต่ผมแนะนำแนวทางสติปัฏฐานครับ
Quote
ผมได้ คุยกับพี่คนนึงที่เขาปฏิบัติ เขา บอกว่า การ อ่านแล้วนำไปปฏิบัติเองนั้น ยากมาก
ยากที่จะทำได้ถูกต้อง ขนาดคนที่ถูกสอนตัวต่อตัวยังกำหนดยาก ทำผิดทำถูกเลย
ดังนั้นถ้าชาร์ปหรือใคร ยินดี และพร้อม ก็ติดต่อผม มาทางเอ็มละกันนะครับ
เพราะ ที่ผมอธิบายเกิดจากความเข้าใจ ทั้งสิ้น เพราะผมก็แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเริ่มต้น บางสิ่งบางอย่าง
ไม่สามารถตอบได้อย่างละเอียด หรือบางอย่างไม่กล้ายืนยัน เพราะกลัวจะทำให้นำไปปฏิบัติผิดๆ
เดี๋ยวผมจะบาปซะป่าวๆ....
..............................................................
Quote
ตอบ จักรี ครับ
ก่อนอื่น ก็ขออนุโมทนา ไหว้ ที่จักรีปฏิบัติ ตามสติปัฏฐาน
แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ
อย่าไปบอกเลยครับ วิธีนี้ดี วิธีนี้ไม่ดี
วิธีนี้เป็นสมถะ วิธีนี้เป็นวิปัสสนา
ผมว่าวิธีไหนๆ ก็ดีหมด ถ้าคนที่ปฏิบัติมีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติ มีเป้าหมายที่จะไปนิพพานน่ะครับ
และก็สามารถไปสู่จุดหมายเดียวกันได้
แม้ว่าตอนเริ่มจะไม่เหมือนกัน แต่ก็สามารถไปจุดหมายเหมือนกันได้ครับ
เหมือน เส้นประสาทตามปลายนิ้วมือ ของแต่ละนิ้ว (นิ้วโป้ง ชี้ กลาง นาง ก้อย)
แม้เส้นประสาทจะอยู่กันคนละนิ้ว แต่ก็มารวมกันที่ข้อมือ และก็สามารถวิ่งไปสู่หัวใจได้เหมือนกัน ครับ
ขอโทษนะครับ ถ้าเป้าหมายคือนิพพาน การฝึกสมถะอย่างเดียว
ไม่สามารถถึงเป้าหมายได้ครับ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง อย่างที่กล่าวไว้แล้วหลายโพสต์
และถ้าที่ไหนบอกว่าการฝึกสมถะซึ่งให้ยึดให้เพ่ง ให้สร้างมโนภาพตามใจอยาก
ไม่ประกอบด้วยสติพิจารณา แล้วสามารถถึงพระนิพพานได้..นี่ ก็ถือว่าบิดเบือนนะครับ.....
และอีกอย่างผมไม่ได้บอกว่าวิธีไหน ถูกผิดนะครับ
เพราะความถูกผิดมันอยุ่ที่จุดประสงค์ของคน
เช่น
บางคนฝึกเพื่อให้มีสมาธิ ในการใช้ชีวิตประจำวัน
บางคนฝึกเพื่อต้องการ ฤทธิเดช
บางคนฝึก ให้หลุดพ้น
บางคนฝึกเพื่อทำให้จิตใจสงบ
บางคนฝึกเพื่อต้องการขันติ
ฯลฯ
Quote
ส่วนเรื่องของการที่ใจไปเกาะ (ยึด)
ที่จักรีบอกว่าคำว่า พิจารณา กับ ยึด มันต่างกัน .......... ใช่ครับ
แต่ การพิจารณา พูดง่ายๆ ก็คือการคิดพิจารณา
ซึ่งการคิดพิจารณา ก็คือ การเอาใจไปเกาะกับความคิดพิจารณา ในกาย เวทนา จิต ธรรม ไงครับ
อย่างที่บอกไปแล้วน่ะครับ ว่าใครที่ฝึกสมาธิใหม่ๆ ใจจะยังไม่สงบนิ่ง จะต้องหาสิ่งที่เกาะ
(ยึด(ซึ่งการยึดไม่ใช่แบบกำมือแน่นๆ นะครับ เป็นแค่ที่เกาะของใจ)) ไม่ให้ซัดซ่ายไปมา ......
เมื่อเราฝึกได้อย่างชำนาญดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นแล้วครับ
(เหมือนเราท่องสูตรคูณ ใหม่ๆก็ต้องท่องๆๆๆๆ ... พอโตขึ้นจำได้ ก็ไม่ต้องท่องแล้วครับ แค่นึกก็คูณได้แล้ว
(เว้นแต่ พอโตขึ้นก็ลืมครับ เพราะไม่ได้ใช้บ่อยๆ ))
ถูกต้องครับ แล้วที่ธรรมกาย เขาให้ฝึกพิจารณา ให้เห็นถึงความเป็นจริง มั้ยครับ หรือสอนให้แค่นิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉยๆ
(อย่าลืมนะครับ ว่าเคยฝึกธรรมกายมาเหมือนกัน.. ให้เพ่งดวงแก้วผมก็เพ่ง
ให้เอาจิตไว้ที่ฐานกลางกายผมก็ทำ ให้สร้างมโนภาพตามคนพูดกล่อม ผมก็ทำนะ)
Quote
ส่วนใครจะมีจริตอย่างไร ชอบวิธีการนั่งสมาธิแบบไหน ก็ตามจริตของตนน่ะครับ
ขอแค่ให้นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน เป็นประจำ ก็พอครับ ไหว้
เห็นด้วยครับ เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะทุกคน มีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องนิพพานนี่ไม่เห็นด้วยนะครับ......
...........................
เ
เอ่อ คุ้น ๆ ว่ะ จักรี ตอบเป็นพี่หนุ่มเชียวนะแก :35:
แจ่มแจ๋วเลยชาร์ป :12:
เราก็บอกไว้อยู่แล้วนะ ไม่ได้บอกว่ามันผิด
ก็อย่างที่ว่า บัวมีหลายเหล่า อันนี้คงเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว
เห็นด้วยกับชาร์ปว่า ในที่สุดแล้วสำหรับคนหมู่มาก
การจูงใจด้วยวิธีการเหล่านี้ เป็นสิ่งจำเป็น การตลาด จำเป็น
เพียงแต่มันจำเป็นที่จะต้องมีจุดยืนที่รักษาความบริสุทธิ์ไว้
อย่างแนวทางของวัดหนองป่าพง ซึ่งเมื่อสองวิธีคิดนี้มาเจอกันก็ย่อมจะมีข้อแย้งกันไม่มีจบ
สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็น"จุดยืน"ที่จะรักษาความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ของพระธรรมอาไว้
ส่วนการนำคนเข้าวัดให้มาก โดยใช้เครื่องมือจูงใจชนิดต่างๆ ในกรอบที่พระพุทธองค์อนุญาต
เพื่อจะสั่งสอนให้ทำดีเป็นจำนวนมาก เพื่อสังคมส่วนใหญ่สงบสุข
ก็คือ"จุดยืน"ของธรรมกาย ปัญหาคือ ใครเห็นว่าจุดยืนใดยังประโยชน์อย่างแท้จริง
ซึ่งแต่ละท่านจะเห็นอย่างใด มีเหตุผลรองรับแบบไหนก็ตามแต่จะคิดอ่านกัน
ส่วนหลวงพี่วัดที่เราบวช เราถามแกไปว่า ถ้าหากวัดไม่ปรับเปลี่ยนวิธีเพื่อดึงคน
ให้เข้าวัด ไม่ผ่อนคลายสิกขาบทบางข้อลงบ้าง มาอยู่ป่าเอาธรรมะตั้งไว้บนหิ้งแบบนี้
มันจะยังประโยชน์ต่อสังคมได้ยังไง (วิธีถามของเรานี่ก็ออกแนวหาเรื่องอยู่นะ :08:)
หลงพี่แกจริงจังกับประเด็นนี้มาก แกว่า
มันเป็นความผิดของพระธรรมไหมที่ต้องอยู่บนหิ้งแบบนั้น
ถ้าหากเราไม่รักษาไว้ให้มันบริสุทธิ์ ใครจะมารักษา
การจะยอมฆ่าห่าน(ความบริสุทธิ์ของพระธรรม)เพื่อแลกกับไข่ทองคำ
(ให้คนเข้าวัดมากๆ)เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ
(จริงๆหลวงพี่แกเปรียบคำอื่นคล้ายๆยังงี้ ซึ่งจำไม่ได้แล้ว
เราเห็นว่าคำนี้ชัดเจนดี คิดว่าน่าจะพอนึกออกนะครับ
ฆ่าห่านเพื่อเอาไข่ทองคำ ในระยะยาวแล้วย่อมไม่เป็นผลดี)
ความเชื่อเรื่องวัตถุมงคลที่เราเห็นเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน
มันก็คงเริ่มมาจาก ใครสักคนในอดีต ต้องการสร้างสิ่งจูงใจให้คนระลึกถึงพระธรรมคำสอน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระดับความคิดความอ่าน ความเข้าใจของประชาชนที่แตกต่างกัน
ก็นำไปสู่การแขวนเพื่อปกป้องอันตราย ฟันแทงไม่เข้า รวย หล่อ ฯลฯ
ผิดเพี้ยนจากคำสอนของพระพุทธเจ้า จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปในปัจจุบัน
แต่เรื่องนี้ก็เข้าใจนะครับว่า จะศาสนิกศาสนาไหน ก็ทำมาจากมนุษย์ทั้งนั้น
บัวหลายเหล่า ท่านก็กล่าวไว้ชัดเจน แต่ชาร์ปก็ยืนยันว่าทางวัดก็มีการป้องกันความไขว้เขว
ในเรื่องนี้อย่างที่บอกว่ามีการเทศน์ก่อนให้พระ ซึ่งผู้คนล้านแปดความคิด
มันก็เป็นไปได้ที่เขาจะเข้าใจไปในทางร่ำรวยมีเงินทองแต่เพียงด้านเดียว
สิ่งนี้เอง ที่พี่ๆน้องๆแถวนี้หลังจากได้ฟังคำชี้แจงจากชาร์ปแล้ว ก็น่าจะอดสงสัยไม่ได้ว่า
ได้ทำอย่างระมัดระวังเพียงใด อย่างคำถามที่เอถามนั่นไง
และข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็อดที่จะสงสัยไม่ได้อีกเช่นกันว่า
คนทุกคนในวัดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่จะให้ได้มาซึ่งเงินเหล่านี้
หวังดี บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกคนเลยหรือ เพราะนี่เรากำลังพูดถึงเงินหลักหมื่นล้าน
(ถึงอยู่แล้วใช่ไหม คิดว่าถึงนะ)
แต่เอาล่ะ มันก็ได้แต่สงสัยนั่นแหละและ ข้อสงสัยนี้
และมันไม่ได้เกี่ยวกับความถูกต้องของพระธรรม หรือจุดยืน ใดๆทั้งสิ้น
มันเกี่ยวกับมนุษย์และผลประโยชน์ล้วนๆ หากมีเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ชาร์ปหรือใครก็ยืนยันไม่ได้หรอก ว่ามันบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกบาททุกสตางค์
แม้จะอยากเชื่อเช่นนั้นก็เถอะ ประเด็นนี้ไม่ใช่คำถามนะ
เพียงแต่บอกเล่าให้ชาร์ปฟังเฉยๆว่า ข้อสงสัยที่คนทั่วไปมีต่อทางวัดนั้น
มีสาเหตุอย่างไรบ้างในสายตาของคนภายนอก
ก็เป็นหน้าที่ของทางวัดเองที่จะตอบคำถาม และทำให้ผู้คนมั่นใจ
เราเพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลสงสัยของสังคมเฉยๆ
Quote from: เก้อ on 28 Feb 2007, 03:26 น.
หลงพี่แกจริงจังกับประเด็นนี้มาก แกว่า
มันเป็นความผิดของพระธรรมไหมที่ต้องอยู่บนหิ้งแบบนั้น
ถ้าหากเราไม่รักษาไว้ให้มันบริสุทธิ์ ใครจะมารักษา
การจะยอมฆ่าห่าน(ความบริสุทธิ์ของพระธรรม)เพื่อแลกกับไข่ทองคำ
(ให้คนเข้าวัดมากๆ)เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ
ใช่ครับ
ใช้กิเลสเป็นกุศโลบายล่อให้คนละกิเลส แบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอครับ.....
บางประโยคของจักรี กับบางประโยคของชาร์ป
มาได้ความคิดดีๆ เพื่ออธิบายจากเก้อ -- และจากหลวงพี่แนวที่วัดป่าเก้อ (ชื่อนี้เท่ดี)
เหตุผลที่จักรีไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะนั่งสมาธิมาจนถึงตรงนี้
ไม่รู้จะเอาจิตไปจ่อไว้ที่กระบังลมทำไมไม่รู้
เป็นเหตุผลเดียวกับที่เราเข้าใจเคลื่อนว่าพระเครื่องมีไว้เพื่อกันภูติผี
เป็นของขลังให้แคล้วคลาดและมหานิยม
เป็นเหตุผลเดียวกับที่พระไตรปิฎกบอกว่าพระพุทธเจ้าและทีมงาน (ขออภัยที่ใช้คำวัยรุ่นนะครับ)
หลอกล่อให้เศรษฐีไปดูนางฟ้าจะได้สมัครสมาชิกเพิ่ม เพื่อบรรลุธรรมอะไรก็ว่าไป
(แล้วเราก็เชื่อพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องพิสูจน์)
และที่น่ากลัวคือ มันเป็นเหตุผลเดียวกับวิธีที่วัดพระธรรมกายกำลังทำอยู่
คือกองทัพต้องเดินด้วยท้อง การประชาสัมพันธ์ต้องบริหารด้วยเงิน
ถ้าไม่มีเงินแล้วเราจะจัดการได้อย่างไรกับฝูงชนเปี่ยมศรัทธาจำนวนมหาศาล (ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ)
ฉันใดก็อิ่มนั้น
ต่อไปใครจะรู้ว่าการที่มีตัวเงินมากๆ มาข้องแวะกับการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
โดยที่หน้าหนังสือพิมพ์บอกแค่ว่าบริจาคเท่านี้จะได้พระชนิดนี้ ก่อให้เกิดพุทธคุณ(เกลียดคำนี้จริงๆ) อย่างนั้นอย่างนี้
ถ้าทั้งหมดอยู่ในคอนโทรลของเจ้าของโปรเจ็คที่เป็นคนดี มันก็ดี .. แต่ดูก็รู้ว่าคอนเซปต์นี้ไม่ยั่งยืนหรอก
คือถ้าหมดยุคของทีม(ทื่เป็นคนดี)นี้ไป .. ใครล่ะ จะวางใจได้ว่าการบริหารเงินบนความศรัทธาของสาวกจะเดินไปทางไหน
ฟันธงได้เลยว่าอุดมการณ์บริสุทธิ์ของวัดที่เดินด้วยเงินนี่ไม่ยั่งยืนแน่ๆ
เดี๋ยวจะหาว่าเอะอะก็โยนขี้เข้าวัดพระธรรมกายอีก
ผมก็เปรียบเทียบ "วัดทุนนิยม" อื่นๆ ให้อ่านเป็นเกณฑ์ด้วยทุกครั้งแหละครับ
ตอนนี้วัดทุนนิยมทั้งหลายแหล่ก็สูญเสียจุดยืนกันไปหมดแล้ว
กลายเป็นอะไรไม่รู้ แบบที่การ์ตูนญี่ปุ่นทุกเรื่องชอบด่าพระว่าเห็นแก่เงินกันไปนั่นฉิบ
ที่คนเขากลัวและเกลียดการรัฐประหารกันก็เพราะแบบนี้แหละครับ
ระยะสั้นมันอาจโอเค เราได้ผู้นำการปฏิวัติที่เป็นคนดี ..แต่ระยะยาว มาตรฐานมันอยู่ตรงไหน
เกิดวันนึงแม้วลุกขึ้นมาทำการปฏิวัติแล้วบอกว่าอ้าว ผมก็ทำเหมือนกับครั้งก่อนนั่นแหละ
น่ากลัวนะครับ
:42:
จริงๆ มันมีเหตุผลของมันนะว่าทำไมต้อง เอาจิตจับตรงนู้น ตรงนี้ แต่แค่ผมไม่รูุ้็เท่านั้นเอง ...
ถึงจะไม่รู้ แต่คิดเอาเองว่ามันคือวิธีปฏิบัติ ที่ เป็นแค่ส่วนประกอบ ก็เหมือน 1< 2 ถามว่า แล้วทำไมต้อง
ใช้ เครื่องหมาย < แทนคำว่า น้อยกว่าด้วย มันมี เหตุผล คือ ด้าน ซ้ายเล็ก อีกด้านขวางอ้ากว้าง จึงใช้แทนความหมายว่าฝั่งซ้ายน้อยกว่าฝั่งขวา แต่ มันไม่ใช่ประเด็น ประเด็น คือ 1 น้อยกว่า 2 จริง.....
อ้าห์ ก็ใช่ครับ
แหม มันเป็นวิธีเขียนหลอกล่อให้รู้สึกมีส่วนร่วมแค่นั้นแหละเชฟ :41:
เชื่อว่าพอไปหาคำตอบมาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างเพื่อการนี้
แต่แบบ นะ เอ้อ .. โว้ว...
:39: ผมกลัวที่สุด อะไรรู้มั้ย กลัวอธิบายอะไรไปแล้วไม่มีเหตุผล อะ ..... :41:
แต่ มีนักกายภาพมาบอกนะ วิธีปฏิบัตินี้ ทั้งการเดิน ยืน นั่ง นอน มัน ถูกต้อง ตามหลัก วิชาการแพทย์เลยนะ ขนาดวิธีนี้เป็น วิธีคิดจากหลวงพ่อ ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องกายภาพ เลย....
อย่างน้อย ถ้าปฏิบัติ อาจส่งผลต่อบุคลิกภาพ และสุขภาพ พลานามัย ทีดี ด้วย .... นี่ละนะที่เขาเรียกอนิสง ของแท้............
Quoteเป็นเหตุผลเดียวกับที่พระไตรปิฎกบอกว่าพระพุทธเจ้าและทีมงาน (ขออภัยที่ใช้คำวัยรุ่นนะครับ)
หลอกล่อให้เศรษฐีไปดูนางฟ้าจะได้สมัครสมาชิกเพิ่ม เพื่อบรรลุธรรมอะไรก็ว่าไป
(แล้วเราก็เชื่อพระไตรปิฎกโดยไม่ต้องพิสูจน์)
แล้วเราก็เชื่อพระไตรปิฏกโดยไม่ต้องพิสูจน์ :08:
เหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมใหม๊ครับ ที่เชื่อข่าว(ที่ออกข่าวโจมตีวัด ทำตัวเป็นเสมือนศาลเตี้ย) เมื่อปี41-42 แล้วก็ไม่มาพิสูจน์ :08:
จากที่อ่านมาหลายโพสท์
ผมอยากบอกว่า
เป้าหมายกำหนดวิธีการครับเหมือนเราจะปีนเขา เอเวอร์เลส (เขียนไม่ถูกอ่า)
ถ้าคนที่ 1. มีเป้าหมายที่จะปีนเขา เอเวอร์เลส ให้ถึงโดยเร็ว โดยพาคนไปไม่มาก(เพราะไม่ชอบคนเยอะ วุ่นวาย ชอบความสันโดษ)
กับคนที่ 2. ที่มีเป้าหมายปีนเขา เอเวอร์เลสเหมือนกัน แต่จะพาทุกคนให้ไปถึงจุดนั้นพร้อมๆกัน ไปเป็นทีม พาไปให้หมดโลก
ถามว่า คนทั้ง 2 คน มีเป้าหมายที่เขาเอเวอร์เลส เหมือนกันหรือเปล่า ? ............... ตอบว่า เหมือนกันครับ
แต่วิธีการของทั้ง 2 คนจะต่างกันครับ
คนที่ 2 จะต้องเตรียมเสบียงติดตัวไปมากกว่า เตรียมอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่มากกว่า ใจของเค้าจะต้องขยายใหญ่กว่า ...... ครับ :33:
วัดพระธรรมกาย ก็คล้ายๆ กับคนที่ 2 ล่ะครับ ที่มีเป้าหมายที่จะไปนิพพานเหมือนกันครับ แต่จะไม่ไปคนเดียวจะยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหมายเข้าสู่พระนิพพานให้หมด ........... ซึ่งการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น แน่นอนครับ มาต้องมีวิธีการที่ต่างกัน(แต่มีเป้าหมายไปนิพพานเหมือนกันนะ) ต้องเตรียมเสบียงที่จะติดตัวไปในภพชาติเบื้องหน้า ที่ต่างกัน ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ต่างกัน(ในด้านปริมาณ) .... และอีกหลายอย่างน่ะครับ
ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยครับว่า คนปีนเขาคนที่ 1 จะยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมคนปีนเขาคนที่ 2 จึงต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
(ตอนที่โดนข่าวโจมตีปี41-42 มีคนที่มาวัดหลายๆคนโกรธสื่อมากเลยครับ แต่หลวงพ่อท่านก็ได้สอนว่าอย่าไปโกรธเค้าเลยลูก ... เราผิดเองที่ไม่สามารถอธิบายให้เค้าเข้าใจเหมือนเรา ถ้าเค้าได้รู้เหมือนเราเค้าก็จะไม่คิดแบบนี้ (ประมาณนี้อ่ะครับ))
Quoteผมกลัวที่สุด อะไรรู้มั้ย กลัวอธิบายอะไรไปแล้วไม่มีเหตุผล อะ .....
ใช่เลยครับ การเขียน ยากกว่า พูด หลายเท่าครับ (ซึ่งผมก็ไม่ค่อยถนัดการเขียนด้วยซิครับ)
วัดพระธรรมกายเป็นเถรวาท หรือ มหายาน ครับ :09:
+ ยักษ์เก้อ ไม่สิ ยักษ์กับเก้อ
เขาว่า (อีกแล้ว ไม่รู้ใครนะ) สังคมไทยขาดแคลนคนที่จะยอมรับความจริง และอายที่จะขอโทษเพราะกลัวเสียหน้า เสียราคา วันนี้ผมมี 4 เรื่องที่อยากจะขอโทษ
1.กับเก้อ ต้องขอโทษที่คิดอคติกับไอ้หนุ่มผมยาว และเจาะหูเป็นพรวน จนได้เห็นความคิดที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษร มองทะลุไปถึงก้นบึ่งของความคิด ขอยก :12: :12:
2.กับยักษ์ ต้องขอโทษที่เคยมองว่าตลกไร้สาระ (แต่ยอมรับว่าตูชอบ ซึ่งยังไงมันก็ไร้สาระ และทำให้ตูเสียเวลาทำงานทำการติดตามอย่างมาก) พึ่งมองเห็นความพยามในการนำเสนอสิ่งที่เกิดจากพิศพิเคราะห์ และถ่ายทอดออกมาอย่างธรรมดาที่สุด อ่านแล้วไม่ต้องคิด เหมือนกินอาหารแล้วไปเลี้ยงสมองได้เลย ขอยก {หมีโหด} {หมีโหด} ให้ละกัน
3.กับจักรี ต้องขอโทษทีหมั่นไส้อย่างไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะตอนอาสาไปส่งน้องจั๊ว :33: แต่รู้สึกดีที่มาแนะนำตัว ทำให้รู้ว่า ไม่ได้เป็นใบ้อย่างที่คิด และมีแนวทางแนวคิดที่น่าสนใจ :45:
4.กับวัดพระธรรมกายและทีมงาน ผมต้องขอโทษที่ต้องทำให้เดือดร้อน เปิดหนังสือ หาหลักเหตุผล หาหลักฐานมาหักล้าง อาจจะเป็นด้วยภาษาและความคิดที่ด้อยปัญญาของผม ที่อาจจะสื่อสารไม่ตรงประเด็น หรืออาจจะเป็นเพราะวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผมที่ทำให้ดูเหมือนต้องการเอาชนะ และบอกว่าวัดพระธรรมกายผิด คำพูดที่ดูเหมือนส่อเสียดว่าร้าย ผมต้องขอโทษประเด็นนี้อย่างจริงจัง การใช้คำอธิบายเชิงเปรียบเทียบที่ไม่สามารถแสดงมิติที่ต้องการให้ผู้อ่านได้มองเห็นถึงประเด็นจริง ๆ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมต้องขอโทษ หรือความไม่รู้จริงในพระพุทธศาสนาที่ปรากฎในพระไตรปิฎก พอมองเห็นรถสีขาวติดสติ๊กเกอร์ว่า "รถคันนี้สีแดง" สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสับสนว่า ตกลงมันสีขาวหรือสีแดงกันแน่ หากผมได้ศึกษาพระไตรปิฎกมาเพียงพอ คงตอบได้อย่างชัดเจน เหมือนคนที่ได้เล่าเรียนและอ่านหนังสือได้ว่า มันต้องสีแดงอย่างไม่ต้องสงสัย
ซึ่งผมคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งสำหรับเรื่องนี้ ทั้งการหาพระไตรปิฎกมาศึกษาอย่างจริง ๆ จัง ๆ และในการปรับกระบวนทัศน์ทางความคิดใหม่ให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เพื่อให้ได้ซึ่ง ความจริง ความถูกต้อง และแตกยอดความคิดใหม่ ๆ ได้ ผมคิดว่าผมคงทำได้ดี เพราะเป็นคนความจำดี ตั้งแต่ประถมจนจบถึงปัจจุบัน วิชาท่องจำเป็นวิชาที่ทำเกรดให้ผมเสมอ แต่พอถึงวิชาที่เกี่ยวข้องกับการวิเคระห์ อาจารย์ผมส่ายหน้าเสมอ แล้วยิ่งวิชาสังเคราะห์ก็ไปกันใหญ่ ผมไม่สามารถเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ จากฐานความรู้ที่ผมมีได้เลย วิชาพวกนี้ผมเลยได้ D มาปลอบใจเสมอ ผมสัญญาว่าจะพยามเข้าใจ และศึกษาให้มากขึ้น ขอโทษด้วยความจริงใจที่ทำให้เข้าใจผิดและวุ่นวาย :46:
แต่ก็ขอบคุณความสงสัยใคร่รู้ของ ลุงแอ๊ะ กับอีกหลายๆคน ที่ทำให้คนอย่างผมได้ความรู้จากการถกเถียง
ในประเด็นต่างๆนะครับ ถ้าไม่สงสัย ก็คงไม่เกิดความรู้ :46:
ขอบคุณพี่มัม ที่มอบความไว้วางใจให้เอดูแลน้องมิวด้วยครับ :46:
อกอุ่นๆ ของพี่มัมคราวนั้นเอยังไม่ลืมเลย :25:
เว้ยยยย ไม่ใช่เรื่องนี้ ธรรมะๆ
มาให้พี่กอดอีกทีสิ :27:
ใช่แล้ว
นี่แหละ
สัจจธรรม ( อ่านว่า = สัด-จะ-ทำ )
:30:
Quote from: ^-FakE-^ on 28 Feb 2007, 08:53 น.
วัดพระธรรมกายเป็นเถรวาท หรือ มหายาน ครับ :09:
ถามต่อจากเอเลยครับ
จิตใจสงบ มีความสุข สบาย หลีกหนีทุกข์ร้อนและเวทนาทั้งปวง นี่ คือผลของการปฏิบัติ ที่ธรรมกายสอนใช่มั้ยครับ.........
ธรรมกาย มีเป้าหมายที่นิพพาน แน่เหรอครับ
แต่ความหมาย ของนิพพาน ในพระไตรปิฎก และที่ทุกคนเห็นตรงกัน ว่ามันคือการหลุดพ้น มันต่างจากผลของการปฏิบัติที่ธรรมกายสอนนี่ครับ หรือจะบอกว่า มันก็คือหลุดพ้นเหมือนกัน คือการหลุดพ้นจากทุกข์อย่างนั้นเหรอครับ ถ้าคิดอย่างนั้น ก็ทำให้การตีความหมายเอนเอียงไปทาง มหายานแล้วมั้งครับ
เพราะเป้าหมายของมหายาน
ก็คือ ปฏิบัติเพื่อให้มีแต่ความสุข เพื่อชาติหน้าจะได้เกิดเป็นเทพ เป็นเทวดาต่าง ๆ เป็นต้น.....
ซึ่งผมไม่ได้ว่าไม่ดีนะ แต่เถรวาท ให้ความหมายของ นิพพานคือการหลุดพ้น ถ้าตีความแก่นแท้ผิด ก็ทำให้แนวทางปฏิบัติผิดไปด้วยนะครับ .........
ผมว่า เราคงไม่ได้ปีนเขาลุกเดียวกันแล้วมั้งครับ.............
ลูกเดียวกันครับ :42:
ขอแทรกนิ๊ดดดดด อยากมีส่วนร่วม
กระจู๋นี้ ร้อนแรงภายใต้ก้อนน้ำแข็งจริงๆ :46:
//ตกร.เรือครับ พี่สุดหล่อข้างล่างบอกมา
แทรกครับ {หมีโหด}
Quote from: -ae- on 28 Feb 2007, 09:01 น.
1.กับเก้อ ต้องขอโทษที่คิดอคติกับไอ้หนุ่มผมยาว และเจาะหูเป็นพรวน จนได้เห็นความคิดที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษร มองทะลุไปถึงก้นบึ่งของความคิด ขอยก :12: :12:
มันคือคำชมใช่ไหมครับเนี่ย :05:
ขอบพระคุณพี่แอ๊ะมากครับ ที่มองเห็นคุณค่าของเด็กแนวตัวเล็กๆคนนึง
(จะว่าไปในบอร์ดนี่ผมนับถือวุฒิภาวะพี่แอ๊ะที่สุดแล้วครับ
คำถามคำตอบในประเด็นเชิงสังคม ผมรออ่านโพสต์พี่ทุกทีไป
ห่า ชมกันเองอยู่นั่น :30:)
จริงๆผมไม่เห็นว่าสิ่งที่พี่แอ๊ะอธิบายจะเข้าใจไม่ได้ตรงไหนนะครับ
ผมอ่านแล้วก็เข้าใจประเด็นเป็นอย่างดี เพียงแต่อย่างที่ว่า จุดยืนอยู่คนละจุด
อธิบายไปแล้วเมื่อโพสต์ที่แล้ว ขี้เกียจอธิบายซ้ำ
อ้าวเฮ้ย ดูเหมือนจักรีจะได้ประเด็นใหม่แล้วใช่ไหมนั่น
นิพพาน?
ขอบคุณพี่แอ๊ะที่เข้ามาแบ่งปันความรู้ และให้ผมติดรถไปไหนมาไหนอยู่บ่อยๆครับ(อ๊ะ!! :02:)
ผมก็ขอขมาด้วยครับ ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ทำให้กระทบใจให้หมองครับ :46:
วัดพระธรรมกายเป็นวัดพุทธเถรวาทครับ
Quoteธรรมกาย มีเป้าหมายที่นิพพาน แน่เหรอครับ
ครับ มีเป้าหมายไปสู่นิพพานเหมือนกันครับ
และจากที่ผมได้ศึกษา พระสัมมาสัมพุทธเ้จ้าท่านทรงแบ่งเป้าหมายให้สัตว์โลกไว้ 3 ระดับครับ
1. เป้าหมายบนดิน คือ การตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นภาระแก่ใคร ประกอบอาชีพสุจริต เพื่อเลี้ยงตนเอง บิดามารดา ครอบครัว และบริวารให้มีความสุขพอประมาณในชาตินี้ ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่ทุจริต ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม ไม่จมอยู่ในอบายมุข และอกุศลกรรมทั้งปวง นี่แหล่ะครับเป้าหมายบนดิน คือมีความสุขจากการกระทำที่ดีในปัจจุบัน
2. เป้าหมายบนฟ้า คือ การตั้งเป้าหมายเพื่อให้ได้ไปเกิดในสุขคติโลกสววรค์ เพราะเราตายแล้วไม่สูญ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับชาิติไม่ถ้วน ไม่ไปตกในอบายภูมิทั้ง 4 (้นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน) และรู้ด้วยว่าการที่จะไปสุขคติโลกสววรค์ได้ด้วยการ ประกอบกุศลกรรมทุกรูปแบบ เว้นขาดจากอกุศลกรรมทั้งปวง และหมั่นเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้่ผ่องใสเท่านั้น จึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายบนฟ้าได้ คือ ได้ไปเกิดในสววรค์ในระหว่างที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
3. เป้าหมายเหนือฟ้า คือ การตึ้งเป้าหมายชีวิตเพื่อควาามหลุึดพ้นจากกิเลส เข้าสู่บรมสุขคือนิพพาน ทำให้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก
สรุปคือ ให้เรามีเป้าหมายทั้ง 3 ระดับ คือเป้าหมายบนดิน เป้าหมายบนฟ้า และเป้าหมายเหนือฟ้า ครับ
ซึ่งเป้าหมายเหนือฟ้า คือ ความหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลส เข้าสู่นิพพาน แต่จะไม่ไปคนเดียวครับ จะยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพานด้วยกันหมดทั้งโลกครับ
ทำไมอ่านๆ ไปรู้สึกจะเข้าใจกันและตกลงยอมคบหาดูใจกันไปหมดแล้ววะเนี่ย :08:
:27:
เถรวาท จะเคร่งครัด และสมถะ
กว่า
มหายาน ที่พร้อมจะพาคนไปสู่ประตูนิพพานพร้อมๆ กันไม่ใช่เหรอครับ :09:
หรือที่เรียนๆ อ่านๆ มาเข้าใจผิด
ตอบพี่เก้อหน้า 64 ครับ
ขอบคุณครับพี่เก้อที่เข้าใจผม
จริงๆผมสื่อความหมายออกไปไม่ชัดเจนมากกว่า
วิธีปฏิบัติของวัดหนองป่าพง ก็ดีครับที่รักษาจุดยืนเอาไว้
ที่ว่า
Quoteหลงพี่แกจริงจังกับประเด็นนี้มาก แกว่า
มันเป็นความผิดของพระธรรมไหมที่ต้องอยู่บนหิ้งแบบนั้น
ถ้าหากเราไม่รักษาไว้ให้มันบริสุทธิ์ ใครจะมารักษา
การจะยอมฆ่าห่าน(ความบริสุทธิ์ของพระธรรม)เพื่อแลกกับไข่ทองคำ
(ให้คนเข้าวัดมากๆ)เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ
แต่เราไม่ได้ฆ่าห่านครับ ของที่อยู่บนหิ้ง เราก็ไว้ที่เดิมแหละ
แต่เราทำให้คนเข้าถึงหิ้งได้ง่ายขึ้นครับ
เราไม่ได้ทำให้ความบริสุทธิ์ของพระธรรมลดลงนะ เพราะอย่างน้อย
เราก็นับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มากๆ
เรื่องพระของขวัญของที่นี่ มีจุดประสงค์หลัก คือให้เขานึกถึงบุญที่เขาได้ทำ ให้เขานึกได้ว่าเขาได้ทำอะไรมาบ้าง แต่ที่ต้องมีเกณท์ว่าเท่าไร เพื่อเป็นเป้าหมายให้เขา ถ้าเขาทำได้ตามเกณท์ ก็ได้ไป ส่วนคนที่ทำตามกำลัง ไม่ถึงเกณท์ ก็จะมีที่เรียกว่าใบอนุโมทนาให้เขาเหมือนกัน ถ้าไม่มีของที่ระลึก เดี๋ยวเขาก็ลืมครับ
แต่ก็ยอมรับแหละว่าไม่ได้คิดอย่างนี้กันทุกคน แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ นานาจิตตัง คนเราพื้นฐานมันไม่เหมือนกันอ่ะ
นี่เป็นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของพระของขวัญ ครับ
ส่วนที่คนทำบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกคนหรือป่าว?
คนดูแลบริสุทธิ์ทุกคนหรือป่าว?
ใช้ทุกบาททุกสตางคุ้มค่าหรือป่าว?
ก็ขอบคุณมากนะครับที่เป็นห่วง คงยากแหละที่ทุกๆคนจะบริสุทธิ์ใจเหมือนกัน แต่สำคัญกว่าที่ตัวเราได้ทำอะไรบ้างต่างหาก มัวแต่คิดเล็กคิดน้อย คิดโน่นนี่ เลยไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
สมมตินะ เราต้องตรวจสอบพระทุกรูปเลยหรือเปล่าว่ากิจวัตรท่านทำอะไร เราทำบุญแล้วที่เอาของเหล่านั้นไปทำอะไรบ้าง
ตรวจนู่นนี่จุกจิกไปเรื่อยหมดทุกรูปให้แน่ใจว่าบริสุทธิ์สุดๆ ถึงจะทำบุญกับท่านงั้นเหรอ
ถ้าทำอย่านั้น พอดีไม่ต้องทำอะไรกัน จริงไหมล่ะ
แล้วอีกประเด็นนะ
ถ้าเราไม่ทำให้คนเข้าถึงหิ้ง เข้าถึงธรรมะง่ายเข้า มัวแต่อยู่อย่างเดิม ไม่ปรับตามยุคสมัย จะเผยแผ่ธรรมะได้อย่างไรครับ
เราทำให้ศาสนาลดค่าลงหรือ ป่าว ทำให้พระผิดศีลหรือ ป่าว
แต่ทำให้มันง่ายขึ้นต่างหาก มัวแต่รอบัวเหนือน้ำ แล้วไม่สงสารบัวชั้นอื่นๆหรือครับ
สมมติพี่เก้อมีน้องอยู่คนนึง ทั้งเที่ยว ขี้เกียจ แล้วเก้อก็รู้ว่าทำอย่างนี้อนาคตเขาจะลำบาก
พี่เก้อจะรอให้เขาขยันขึ้นมาเอง เพราะคิดว่า คนเราต้องพัฒนาตัวเอง หนังสือเป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่าสูงมากต้องตั้งใจอ่านเองถึงจะถูกต้อง
ก็เลยปล่อย เพราะคิดว่าเขาต้องไปอ่านหนังสือเอง หรือไงครับ
นี่ไงครับวิธีการบริสุทธิ์ ไม่ใช้สิ่งจูงใจเพื่อลดคุณค่าของการศึกษา (รับรองเด็กเสียคนแน่ๆ)
แต่ถ้าเป็นผม ผมจะค่อยๆจูงใจเขา ค่อยๆสอน อาจมีการให้รางวัลในการอ่านหนังสือของเขา หรือการสอบได้ของเขา
เป็นสิ่งที่น่าทำหรือป่าวละ แล้วเป็นการลดค่าการศึกษาหรือป่าว ครับ
ที่วัดก็ใช้วิธีนี้ครับ จะให้รอเค้าเปิดพระไตรปิฏกอ่าน เข้าใจหลักธรรมเอง นั่งสมาธิเองหรือครับ
พี่ ae
ผมก็ต้องขอโทษเหมือนกันน่ะ ที่สื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่อง กวนๆ บ๊องๆ
ตามภาษาเด็กๆ
พี่ ae ว่างๆก็แวะเข้ามาคุยกับผมก็ได้นะครับ
พี่จักรี ครับ
พี่จักรีลองศึกษาวัดพระธรรมกาย และวิธีปฏิบัติให้ดีซะก่อนดีกว่านะ
ดูพี่จักรีไม่ค่อยได้ศึกษาวัดเท่าไรเลย คงแค่ได้ยินได้ฟังเขาคุยๆอะไรมา แล้วจำๆมาโดยไม่ได้พิสูจน์จริงๆ
ลองศึกษาดูให้ดีก่อนดีกว่านะครับ แล้วค่อยมาโพสคุยกันต่อนะ :46:
พี่เอ ครับ
คือข้อมูลของทางมหายานผมยังรู้ไม่มาก เลยขอไม่ตอบละกันครับ
คุยไปก็มั่วๆ ผิดๆถูกๆ เดี๋ยวเข้าใจกันผิดไปใหญ่จะซวยครับ
ขอไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนะครับ
แต่เท่าที่รู้บ้างนะ มหายานบางพวกเขาก็หย่อน แต่บางพวกที่เคร่งกว่าเถรวาทก็มีนะครับ
เอางี้ พี่เอลองศึกษาดูเองก่อนดีกว่าว่าครับ
มหายานกับเถรวาท เหมือนหรือ ต่างกันยังไง ทำไมถึงต้องแยก ฯลฯ :46:
วันมาฆบูชาที่จะถึงนี้ พี่ๆมาเที่ยวที่วัดก่อนก็ได้นะครับ :22:
ผลสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าประเทศไทยครับผม
http://www.dmc.tv/pages/scoop/500301_WorldPEC_Thailand_score.html
ประวัติวันมาฆบูชาครับ
http://f0nt.com/forum/index.php?topic=9043.30
ได้ ครับ ในเมื่อทุกคนเริ่ม กล่าวคำขอโทษ ซึ่งผมก็จะทำด้วย
ผมจะขอโทษ ที่ ทำให้ ชาร์ป ต้องขุ่นข้องหมองใจในหลายๆประเด็น
ผมยอมรับว่า ผม ก็ใช้อารมณ์ในการตอบพอสมควร ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง
แต่จุดประสงค์ใหญ่ๆ ของผม ไม่ได้ต้องการเอาชนะ แต่ มันเป็น
ความต้องการอยากให้รู้
ผมจะเล่าประวัติความเกี่ยวข้องของผมกับวัดธรรมกาย ให้อ่านกัน
ผม เข้าปฏิบัติ ที่วัดธรรมกาย ครั้งแรกในปี 2542 แต่ยังไม่รุ้จักคำว่านิพพาน
ผมยอมรับเลยว่า ฝึกที่นั่น รู้สึกดีมาก สถานที่ก็ใหญ่โต พลังศรัทธาสูงมาก
ยกตัวอย่างเวลานั่งสมาธิ คนนั่งหลายพันคนแต่ ไม่มีเสียงดังเลย
มีเพียงเสียงโฆษกประกาศ(ผมเรียกโฆษกละกัน มันกว้างไม่รุ้พระรูปไหนพูด)
ก้องไปทั่วบริเวณ เป็นเสียงนุ่มๆชวนให้หลับมากๆ ประมาณว่าให้เพ่งลงไป
ลึกลงไป ลึกลงไปลึกลงไป ~~~ ในดวงแก้ว ให้เห็นดวง ของดวง ข้องดวง
ข๊องดวง (แหมะ อยากพูดเป็นเสียงโฆษกจริงๆเล้ย...)
ตอนนั้น ผมไม่ได้ฝึกจน สมาธิสูงอะไรมากมายนัก เพราะ
ปกติผมเป็นเด็กวัดก็ฝึกสมาธิกับหลวงตาอยู่แล้วไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ อะไร
แถม ฝึก คล้ายๆกับวิธีที่ผมไปฝึกมากับ
วัดธรรมกายซะด้วย แต่วิธีปฏิบัติมันต่างกันเท่านั้นเอง
ผลก็คือได้สมาธิเหมือนกัน ต้องยอมรับว่าการฝึกสมาธิ ที่ต่อมาผมเรียกว่าการฝึกสมถะ
มันทำให้ผม เรียน ได้เกรด 3 ขึ้น แม้ผมจะโดดเรียนไปทำงานอยุ่บ่อยครั้ง
มันทำให้ผมเรียนดีที่สุดในห้อง(ห้องผมเป็นห้องบ๊วยของชั้นนะ)ทั้งที่ไม่เคยซื้อหนังสืออื่นๆอ่านเลย ....
ความแตกต่างของการฝึกแบบธรรมกายกับการฝึกสมถะสมาธิโดยทั่วไป คือ
การจูงใจให้คิด การจูงใจให้สร้างมโนภาพ การจูงใจให้ยึดเกาะ
ด้วยเหตุผลที่ว่า หาที่ยึดเหนี่ยวให้จิต ..........
แต่มันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ คนทั่วไปเกือบร้อยละ 90 พอพูดถึง
ให้นั่งสมาธิ ก็มักจะหาที่ยึดไว้สิ่งเดียวเสมอมา ....และผลของ
คนทำได้ก็คือ นิ่ง และสงบ ขึ้น... วิธีปฏิบัติแบบธรรมกายก็เช่นเดียวกัน......
ผมจึง ไม่ได้ต่อต้านอะไรถึงแม้จะมีอคติต่อครั้งแรกที่ถูกบังคับไปก็เถอะ
แต่ผมปฏิบัติแล้ว ได้อ่านข่าวมีคนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ หาว่า สอนผิด ผมก็รุ้สึก ไม่พอใจ
คนกลุ่มนั้นอยุ่เหมือนกัน แต่ ก็ไม่ได้อะไรมาก ...
(เพราะเราฝึกแล้วเรารุ้สึกว่า มันดีไง ใครมาตัดสินได้ไง ว่า ผิดหรือถูก ....)
เวลาล่วงมา....4ปี ตอนนี้ผมขึ้นมาใช้ชีวิตอยุ่ใกล้ๆกับวัดธรรมกายมากขึ้น
แต่ผมห่างเหินจากการปฏิบัติมานานพอดู ด้วยภาระและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ....
มาวันหนึ่ง ผมได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง เขาทำให้ผมได้รุ้จักกับวัดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีคนมาปฎิบัติธรรม ทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละหลายพันคน ผม เข้าไปปฏิบัติในวัดแห่งนี้
ด้วยคำแนะนำของพี่ชายคนนี้ ครั้งแรก ผมหงุดหงิดกับวิธีปฏิบัติของที่นั่นมากๆ
ก็คือแทนที่จะให้เรานั่งเฉยๆอย่างที่เราเคยนั่งมาตลอดชีวิต กลับให้เรามากำหนด
พิจารณาอะไรต่างๆนานา........ คือต้องใช้สมองคิดพิจารณา ยิ่งกว่าการสอบในวิชาเรียนซะอีก
เมื่อยล้าแสนสาหัส ...........เหนื่อยยังกับปีนขึ้นๆลงๆเสาไม้ลาดน้ำมัน .......มีอยุ่หลายครั้งที่
ต้องเอาจิตหลบไปพักด้วยการนิ่งๆเฉยๆซะไม่กำหนดอะไรเลย.....
นิพพาน ...........
ด้วยความ สนิทสนม และอุดมการณ์ในการทำงานเดียวกัน
ทำให้ผมได้รู้จักแง่มุมในตัวพี่ชายคนนี้มากขึ้น รวมทั้งในแง่ศาสนา
ผมได้รู้ข้อมูลทางด้านศาสนากับพี่ชายคนนี้มากมาย
จนทำให้ ผมหันมาสนใจความหมายของคำว่านิพพาน ............
แต่มีประเด็นหนึ่งในแรกๆ ที่คุยกัน
ผมได้สาดคำถามมากมายเกี่ยวกับ การปฏิบัติที่ผม ยึดถือมาตลอดชีวิต
และการปฏิบัติแบบใหม่ ที่มันดูขัดกันอย่างสิ้นเชิง..กับพี่ชายคนนี้
จนได้ความกระจ่างหลายอย่าง รวมทั้งข้อมูลส่วนตัว ที่มีอยุ่ช่วงหนึ่งก่อนที่พี่เขาจะมา
ปฏิบัติทางสายนี้ ได้ฝึกที่ธรรมกายมาเหมือนกัน... เขาฝึกธรรมกายตั้งแต่ปี 33
ที่พี่ชายคนนี้ ไปฝึก เป็นเพราะ เขา จะเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง แล้วมีคำว่านิพพาน
อยู่ในเรื่องนี้ด้วย พี่ผมจึงตะเวน ไปทั่วและหนึ่งในนั้นคือ ไปฝึกที่ธรรมกายเพราะ เพื่อ
ค้นหาความหมายของคำว่านิพพาน
ระยะเวลาเกือบ 10 ปี ที่ พี่คนนี้ปฏิบัติในแนวทางธรรมกาย
เขาไม่เคยคลายความสงสัยในคำว่านิพพานเลย..
แต่สิ่งที่ได้ คือการมีสมาธิในการเรียน ในการทำงาน เวลาทำอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มักจะจดจ่อกับมัน จนงานออกมาดี ข้อเสียคือในขณะที่กำลังจดจออยุ่กับงานตัวเอง
ใครมาพูดอะไรบอกอะไร จะไม่สนใจเลย.....เพราะ ฝึกนานจนมีสมาธิสูงถึงสูงมาก.....
เมื่อ มาพบกับทางสายนี้ พี่ชายกลับไม่สนใจที่จะเขียนนิยายเรื่องนี้อีก............
ผมถามว่า ทำไม พี่ชายบอกว่า ไม่รุ้ซิ ไม่มีความอยาก ซะแล้ว .....
ต่อมา มีเรื่อง ที่ผมเจอมากมายเกี่ยวกับวัดธรรมกาย ทั้งที่วัดที่ผมปฏิบัติอยู่ก็มี
ผู้คนที่เคยปฏิบัติ ธรรมกายก็มีมาปฏิบัติหลายต่อหลายคน
มีครั้งหนึ่งเคยสอบถามเขาว่าทำไม เขาบอกว่า
เขามีอาชีพขายของ เมื่อก่อนนี้ ขายของได้เงินมาเท่าไรก็ ไปทำบุญ ที่วัดธรรมกายซะหมด ...
จนมาถึงผู้ที่ปฏิบัติหลายท่านรอบๆตัวผม เกือบ 50เปอร์เซ็น
ล้วนผ่านการฝึกแบบธรรมกายมาแล้วทั้งนั้น....
ด้วยประสบการณ์ของตัวผมเอง และ ประสบการณ์ของพี่ๆหลายท่าน
และสิ่งที่ผมได้สัมผัสมา ผมเชื่อว่า คงไม่มีใครปฏิเสธในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมกาย
แต่ ผมไม่ได้สนใจในนโยบายหรือกุศโลบาย ต่างๆของทางวัด มากนัก
เพราะมันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็นได้และตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมหรือไม่....ได้
ดังนั้นผมถึงเลือกที่จะพูดแต่ประเด็นแก่น...
ที่คนทั่วไป พูดหรือเข้าใจได้ยาก.......แต่สำคัญเพราะมันเป็นตัวกำหนดทิศทางของทุกอย่าง..........
ผมจะบอกให้รู้ไว้ ว่า อารมณ์ ของผมในช่วงที่ ยึดธรรมกายว่าดีนั้นก็คล้ายๆกับชาร์ปในตอนนี้แหละ .....
ใครมาว่าไม่ได้ ก็จะไม่พอใจ คิดว่า เขาไม่รู้จริง แต่แท้ที่จริงแล้ว
ตัวผมเองนั่นแหละ ที่ไม่ได้รุ้จริง ไม่รู้ความหมายของนิพพานจริงๆ คิดเพียงแต่ว่ามันคือความสงบ
ความไม่ทุกข์ ความสุข ............พอปฏิบัติแล้วมันได้สิ่งเหล่านี้จริง มันจึงเกิดความศรัทธา..............
(ไม่เฉพาะแต่ธรรมกาย สมาธิทั่วไปที่ผมได้ปฏิบัติมาก็เช่นกัน)
ในครั้งแรกที่ผมได้จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ผมเพียงต้องการไขอคติ ที่ผมมีต่อธรรมกายในลักษณะของ
กุลศโลบาย วิธีการ ทั่วไป เท่านั้น ส่วนเรื่องปฏิบัตินั้นผมรู้อยู่แล้วเพราะผมไปปฏิบัติมา..........
และผลที่ได้รับ มันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง อย่างเช่น
- ทำไมคนธรรมกายส่วนใหญ่ถึงคิดว่า ทำอะไรทุกอย่างต้องทุ่มหมดตัว คงเป็นเพราะ ถูกสอนให้ทำอย่างนั้น
จะให้ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงเป้าหมาย ต้องทุ่มทุกอย่าง ที่นั่งสมาธิเพี่ยงหย่อนตูดก็ทุ่มเงินเพื่อจับจอง
(มีญาติสองคน ขายนา 7 ไร่เพื่อซื้อที่นั่งสมาธิในวัดธรรมกาย ลองไปตรวจสอบดูนะครับ ถ้าบอกว่าไม่มี
ก็ลองตรวจสอบดู กระบวนการอื่นๆ เผื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผมยืนยันว่าญาติผมสองคนใช้เงินเพื่อการนี้จริง ....)
อยากได้บุญ ต้องทำให้หนัก เป็นต้น......
- ทำไม่ธรรมกายถึงยกให้ สมถะ เป็นวิธีการปฏิบัติที่สามารถเข้าถึงนิพพานได้
เพราะเขาสอนว่า กรรมฐาน กับ สมถะ คืออันเดียวกัน (* แต่ในพระไตรปิฎกบอกว่า
กรรมฐาน ประกอบไปด้วย สมถะ กับ วิปัสสนา)
- ทำไมธรรมกายถึงต้องสร้างพระพุทธรูปให้สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง
เพราะ เขาสอนว่า พุทธานุสสติ คือการ เห็นพระพุทธรูปแล้วเหมือนเห็นพุทธเจ้า
(อืม....ใครเข้าวัดธรรมกายก็สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ อืม......เห็นง่ายขนาดนั้นเชียว...)
- เหตุผลที่ธรรมกายต้องดำเนินกุศโลบาย เพื่อเข้าถึงประชาชนด้วยการเอากิเลสหลอกล่อ คน
เป็นเพราะ ศึกษาพุทธประวัติบอกว่าพุทธเจ้าก็เคยใช้วิธีนี้ (*ทั้งที่ในพระไตรปิฎกบอกว่า
เงินเป็นศัตรูตัวฉกาจ ต่อพุทธศาสนา ไม่เชื่อลองไม่ค้นดู ผมเคยอ่านเจอ......)
เชื่อพุทธประวัติแต่....ไม่เชื่อพุทธทำนาย....
- ซึ่งพุทธทำนายบอกว่า เราอยู่ในช่วงกลาง ของยุคศาสนา..ที่ไม่สามารถช่วยได้ทุกคน
หรือมากมายอย่างต้นพุทธกาล เพราะมันกำลังจะคืนกลับสู่สามัญรอพุทธเจ้า
พระองค์ใหม่.... แต่ธรรมกายกลับบอกว่ามีนโยบายจะขนคนเข้าสู่พระนิพพานเยอะๆ
(คนเรานานาจิตตัง ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน ศิลธรรมเสื่อมขนาดไหน ใครบ้างปฏิเสธ
แต่ยังดื้อดึงที่จะเอาไปให้ได้ น่าจะมองว่า มันถึงเวลาของเขารึยังมากกว่า เช่น อยากได้ปลาแต่หว่านแห ลงบ่อกุ้ง
ไม่เพียงแต่ไม่ได้ปลา แหก็จะพลอยขาดวิ่นไปด้วยเพราะหนวดกุ้ง
ยกตัวอย่างประสบการณ์จริงๆที่วัดธรรมกายของผม
ชวนคนที่ยังไม่พร้อมเข้าวัด ไปเจอ นมบริจาค ก็ขโมยกลับบ้าน แบบนี้ ก็กลายเป็นเดือดร้อน
ไป ชวนเด็ก สิบคน เข้าวัดธรรมกาย 2 คน ปฏิบัติได้ 8 คนนั่งคุยกัน ยังผลให้ความเดือดร้อนต่อผู้อื่น....
ชักชวนคนที่มีความงมงายเป็นที่ตั้ง เข้าวัด ยังผลต่อความเดือดร้อนแก่ตัวเองและผู้อื่นทีใกล้ชิด
ในช่วงพุทธกาล เด็กเข้าวัด 10 คน ปฏิบัติได้สิบคน
ปัจจุบันกลางยุค เด็กเข้าวัด 10 คนปฏิบัติได้ 5 คน ธรรมกายบอกว่า เอาไปให้หมด 10 คน
ในช่วงพุทธกาล ฆารวาสเข้าวัด ปฏิบัติธรรม เพราะจิตศรัทธาในพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์
มองเห็นคุณท่านอย่างแท้จริง
แต่ปัจจุบัน คนเข้าวัดเพื่ออยากได้บุญ อ่อนไหวต่อความงมงาย ธรรมกายยิ่งเสริมความงมงาย
เพราะเพียงเห็นว่ามันคือกุศโลบายที่ทำให้คนเข้าวัด
อย่าลืมว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งวัด.....
มันแสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้ที่กำหนดกุศโลบายแบบนี้ ...ว่าไม่ได้เข้าใจสังคมปัจจุบันบ้างเลยรึไง...
พระไตรปิฎกมีตรงไหนที่บอกว่า ให้พาคนไปนิพพานเยอะๆ
ยกเว้นคนที่ไม่รุ้จักความหมายของนิพพานเท่านั้นแหละที่จะคิดได้แบบนี้...)
- ฯลฯ
มาพูดถึงคนอื่นบ้าง
-พี่แอ๊ะ เป็นคน ที่พูดได้ตรงประเด็นมากคนหนึ่ง เป็นคนที่อธิบายความให้สามารถ
เข้าใจได้เพียงแค่นั่งพิมพ์ บันทัดเดียวซึ่งในขณะที่ผม ต้องใช้เกือบ 5บันทัด
-พี่เก้อ ในครั้งแรกที่ผมได้คุยและได้อ่าน ในความคิดเห็น หลายต่อหลายครั้ง
ผมรุ้สึกถึงกำแพงขนาดมหึมาของพี่ที่มีต่อศาสนา และ หลังจากที่พี่ได้บอกว่า ไปบวชมา
ผมมองเห็น กำแพงนั้น มันได้ต่ำลงมากแล้ว ถึงแม้จะไม่ต่ำมาก แต่ก็ไม่ยากที่จะปีนออกมา .
... ความทะลุปุโปร่งในประเด็นต่างๆที่พี่ได้แสดงมัน มันทำให้ ผมได้นำกลับไปคิด หลายครั้ง
แตกหน่อเป็นความรู้ใหม่ๆหลายต่อหลายหน .......
- พี่แอน หลายสิบโพสต์ที่พยายามคุมกระจู๋นี้ ให้อยู่ในความเรียบร้อย แต่ก็มีหลายต่อหลายครั้ง
ที่ผมรุ้สึกถึงความอึดอัดและลำบากใจ ของพี่ ที่มีต่อความคิดเห็น
ของเหล่าสาวกที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกที่ โดยเฉพาะผมกับชาร์ป ซึ่ง จำไว้อย่างหนึ่งว่า
ถึงแม้ ผมจะใช้อารมณ์ในการตอบมากน้อยแค่ไหน แต่เป้าหมายหลักของผม นั้น มันแฝงไปด้วยเมตตา
เมตตาที่อยากให้ได้รุ้อย่างที่ผมรู้ ได้เข้าใจอย่างที่ผมเข้าใจ ผมเชื่อว่าชาร์ปก็เช่นกัน
และเชื่อไว้เถอะว่า เราจะยังคงเป็นเพื่อนที่ดี ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ อย่างแน่นอน.........
- เณรธี ผมเชื่อว่าเณรตามอ่านจู๋นี้มาตลอด ถึงแม้อัตราการตอบจะน้อยมาก
แต่ทุกครั้งที่มีการโพสต์ แม้ไม่ได้จุดประเด็นอะไรให้เป็นที่ติดตาม แต่ผมถือว่า
เณรธีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรุ้แตกฉาน และภูมิรู้ภูมิธรรมที่สุดคนหนึง
- พี่ณต พี่ระจัน ถึงแม้ระยะหลังๆพี่สองคนจะไม่ค่อยจะเข้ามา โพสต์ แต่ผมเชื่อว่าข้อมูลที่พี่ๆ
นั้น แสดงออกมา มันแสดงถึงความสนใจในศาสนาและแนวคิดที่เกิดจากการใช้สติปัญญาวิเคราะห์แล้วทั้งสิ้น..
- ในความคิดผม เอ เป็นชาวบ้านที่ดี มาโดยตลอด ชาวบ้านที่ดีมักถามแต่ไม่สรุป ......
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผม ทำไม่ได้ ทั้งที่ผมก็ชาวบ้านธรรมดาเหมือนกัน............
ตระเวน
บรรทัด
ครับ...
:45:
โอว ยาวยังกะจะพิมพ์เสร็จแล้วไปรบยังงั้นแหละ :08:
แต่ก็ช่วยคลายข้อสงสัยของชาร์ปได้นะครับ
เพราะพอรู้จักจักรีในด้านนี้มาเหมือนกันก็รู้ว่าเป็นคนที่ผ่านวัดธรรมกายมาแล้ว
แถมไม่ใช่แค่เปลือกๆ ตามที่ชาร์ปเข้าใจด้วย
พิมพ์ได้ยังไงยาวขนาดนี้พี่จา :12:
Quote from: จักรี on 02 Mar 2007, 00:15 น.
มาพูดถึงคนอื่นบ้าง
-พี่แอ๊ะ เป็นคน ที่พูดได้ตรงประเด็นมากคนหนึ่ง เป็นคนที่อธิบายความให้สามารถ
เข้าใจได้เพียงแค่นั่งพิมพ์ บรรทัดเดียวซึ่งในขณะที่ผม ต้องใช้เกือบ 5บรรทัด
:01:
รวมๆ ทั้งจู๋นี้จักรีพิมพ์ได้ยาวมากครับ
พยายามดีมากครับ อันสุดท้ายผมอ่านไปครึ่งนึงแล้ว เดี๋ยวเก็บไว้อ่านต่อ
ชาวบ้านสรุปได้ว่า
จักรี เคยลองแล้วครับ {หมีโหด}
135 บรรทัด
9,575 ตัวอักษร
:14:
เคยไปฝึกดูลูกแก้วกลางพุงด้วยนะ
จำได้แค่ว่า ต้องนั่งรถเมล์ไปที่หนามหลวงก่อน
แล้วจะมีรถคอยรับส่งไปวัด
แต่มันสมัยปีสองเก้า
ก็เลยไม่อยากอวด
:08:
ผมเพิ่งหนึ่งขวบ ปี 2529 :46:
Quote from: tmd on 02 Mar 2007, 01:58 น.
135 บรรทัด
9,575 ตัวอักษร
:14:
สรุปแล้วถ้าคนอื่นพิมพ์ ก็ตกที่ 67.5 บรรทัดเท่านั้นแหละครับเณร :39:
ส่วนลุงอ๋าห์ ไม่แปลกหรอกครับที่ลุงห์ก็เคย เด็กๆแถวบ้านผมพอขึ้นม.4 พวกครูๆทั้งหลายก็พากันกวาดต้อน มา ที่นี่กันหมด อะ สมัยผมมา กำลังปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างอยุ่หลายอย่าง เลย เมื่อก่อน ขโมย มาม่า นมกล่อง กันให้วุ่นไปหมด.....
นี่พิมพ์เก็บไว้หลายวันแล้วใช่ไหมนี่ :38:
ความตั้งใจเอาไปล้านคะแนนเลย
บันทึกเป็นสถิติสูงสุดของฟอนต์ได้เลยนะพี่แอน
ป่าวครับ ก็นั่งพิมพ์ เมื่อตอน 2 ทุ่มกว่าๆแหละครับ พิมพ์ไปด้วยทำงานไปด้วย เรื่อยๆ .......
+จักรี สำหรับค่าไฟ
ปี 29 พี่อ๋าอยู่แถวสนามหลวงแล้วหรือ พยามนึกภาพสนามหลวงเมื่อปี 29 มันยังมีศูนย์หนังสืออยู่ใช่เปล่าพี่ ที่ตอนหลังย้ายไปจตุจักร
พอจักรีพูดถึงเรื่องปีนเขาคนละลูกนี่ ปิ๊งเลย หากมันเป็นแบบนั้นจริงการที่เรานั่งถกประเด็นกัน มันก็จะเป็นคำตอบเหมือนที่พี่อ๋าบอกว่า แต่ละคนมีความเชื่อคนละอย่างกัน เหมือนเอาพุทธมาเปรียบเทียบกับอิสลามมาเทียบกัน หรือแม้แต่พุทธเองสาย"หินยาน"(บางทีเขียนว่า"หีนยาน") กับ"มหายาน" มาเปรียบเทียบกัน หรือแม้แต่สาย"วชิรยาน" ของทางแถวทิเบต ก็ยังเทียบกันยากเพราะทัศนคติและมุมมองการตีความ ที่แตกต่างกันออกไป
แต่จากที่แตงโมได้โพสต์ไว้
Quote from: TangMo on 28 Feb 2007, 22:10 น.
...
วัดพระธรรมกายเป็นวัดพุทธเถรวาทครับ
...
และประกอบที่จักรีได้พูดถึง แล้วจริง ๆ เป็นเขาคนละลูก หรือเขาลูกเดียวกัน เพราะถ้าเขาลูกเดียวกันพรรณไม้ หรือกายภาพน่าจะคล้ายคลึงกัน หรือต้นเดียวกันเสียด้วยซ้ำ
แต่ถ้าไม่ใช่เขาลูกเดียวกัน มีเหตุผลอะไรว่าต้องอ้างว่าเขาลูกเดียวกัน? และถ้าเขาลูกเดียวกันทำไมถูกต้องข้อสังเกตซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผิดแปลกออกไป?เพื่อความเข้าใจ สำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่านิกายต่าง ๆ ในพุทธศาสนาเป็นอย่างไหร่ ผมสรุปดังนี้ (ไม่ได้เป็นเปรียญ 9 ประโยค ถ้าผิดพลาดก็ท้วงติงละกัน)
หินยาน,หีนยาน หรือเถรวาท นิกายนี้ก็อยู่แถบไทย ลาว พม่า นี้แหละ คนไทยที่ระบุในบัตรประชาชนว่าศาสนาพุทธ ก็เป็นพุทธหินยานนี่แหละ แต่ยังมีนิกายย่อยอีกนะ (อย่าพึ่งรู้เลยปวดหัวเปล่า ๆ ) แต่แนวความคิดหลักของนิกายนี้ คือ ปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อเอาตัวเองเข้าสู่นิพพาน หรืออะไรประมาณนี้ เป็นแนวความคิดที่เห็นแก่ตัวเล็กน้อย แต่ตรงกับ ตน เป็นที่พึ่งแห่งตน, เรื่องของตน ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน (มีชื่อเล่นว่ายานเล็ก เพราะเป็นรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง)
มหายาน มีแนวคิดหลัก คือจะขนเหล่าสัตว์ให้หมดก่อนถึงจะตามไป จะช่วยคนอื่นให้หมดโลกก่อนแล้วค่อยช่วยตัวเอง มีชื่อเล่น ๆ ว่ายานใหญ่ (รถเมล์ ขสมก.) ซึ่งนิกายนี้ส่วนใหญ่จะนิยมอยู่แถว จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งจะนับถืออุดมการณ์แบบพระโพธิสัตว์ คือช่วยคนทั้งโลก อย่างเช่นเจ้าแม่กวนอิม หรืออะไรเทือกนั้น
อีกอันหนึ่งไกลตัว คือ วชิรยาน หรือตันตระ ลองไปดูในเรื่อง 7 Years In Tibet ละกัน เป็นอีกแนวหนึ่งที่ไม่ได้เฉียดหรือใกล้กับจริตของสังคมไทยหรือคนไทยเท่าไหร่
แอบอ้างแตงโมมาอีกที (แบบเต็ม ๆ )
Quote from: TangMo on 28 Feb 2007, 22:10 น.
ผมก็ขอขมาด้วยครับ ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ทำให้กระทบใจให้หมองครับ :46:
วัดพระธรรมกายเป็นวัดพุทธเถรวาทครับ
ครับ มีเป้าหมายไปสู่นิพพานเหมือนกันครับ
และจากที่ผมได้ศึกษา พระสัมมาสัมพุทธเ้จ้าท่านทรงแบ่งเป้าหมายให้สัตว์โลกไว้ 3 ระดับครับ
1. เป้าหมายบนดิน คือ การตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นภาระแก่ใคร ประกอบอาชีพสุจริต เพื่อเลี้ยงตนเอง บิดามารดา ครอบครัว และบริวารให้มีความสุขพอประมาณในชาตินี้ ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่ทุจริต ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม ไม่จมอยู่ในอบายมุข และอกุศลกรรมทั้งปวง นี่แหล่ะครับเป้าหมายบนดิน คือมีความสุขจากการกระทำที่ดีในปัจจุบัน
2. เป้าหมายบนฟ้า คือ การตั้งเป้าหมายเพื่อให้ได้ไปเกิดในสุขคติโลกสววรค์ เพราะเราตายแล้วไม่สูญ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับชาิติไม่ถ้วน ไม่ไปตกในอบายภูมิทั้ง 4 (้นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน) และรู้ด้วยว่าการที่จะไปสุขคติโลกสววรค์ได้ด้วยการ ประกอบกุศลกรรมทุกรูปแบบ เว้นขาดจากอกุศลกรรมทั้งปวง และหมั่นเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้่ผ่องใสเท่านั้น จึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายบนฟ้าได้ คือ ได้ไปเกิดในสววรค์ในระหว่างที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
3. เป้าหมายเหนือฟ้า คือ การตึ้งเป้าหมายชีวิตเพื่อควาามหลุึดพ้นจากกิเลส เข้าสู่บรมสุขคือนิพพาน ทำให้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก
สรุปคือ ให้เรามีเป้าหมายทั้ง 3 ระดับ คือเป้าหมายบนดิน เป้าหมายบนฟ้า และเป้าหมายเหนือฟ้า ครับ
ซึ่งเป้าหมายเหนือฟ้า คือ ความหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลส เข้าสู่นิพพาน แต่จะไม่ไปคนเดียวครับ จะยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพานด้วยกันหมดทั้งโลกครับ
ตกลงเขาคนละลูกหรือเขาลูกเดียวกัน? ขอจำกัดประเด็นแค่นี้ อย่าให้เลยไปจากนี้ไม่ว่าเป้าหมายคือนิพพานเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกัน หรือเรื่องอื่น ๆ และไม่ต้องชวนผมไปลองปฏิบัติก่อน (ไม่พอใจยินดีคืนเงินภายใน 30 วัน) หรือไล่ให้ผมไปถือศีล 5 ก่อน (ตอนนี้ผมคงต้องถือศีลอดก่อนสักพักเพราะตังค์ไปซ่อมรถหมดแล้ว)
ทำไมผมถึงยกประเด็นนี้มา ก็เพราะที่แล้วมาเราถกกันถึงเรื่องความเชื่อ และเรื่องวิธีการ จนทำให้ผมต้องตั้งสมมุติฐานใหม่ว่าเรากำลังคุยกันคนละเรื่องกันแน่ แต่พอมาเห็นโพสต์ของแตงโม ของจักรี และของเอ ทำให้ผมเกิดแว๊บขึ้นมาว่า ในเมื่อเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ทำไมแนวคิดหลักถึงได้หลุดกรอบไปขนาดนั้น
เชิญครับ :46:
(ผมมีที่ผมวิเคราะห์ไว้แล้ว ไว้ฟังจากหลาย ๆ คนแล้วจะลองเอามาดูกัน)
วิเคราะห์ไม่ถืกครับ ตั้งข้อสงสัยอย่างเดียว :42:
แต่ที่เอถาม เพราะเอเข้าใจอย่างนั้นเอง :46:
Quote from: ^-FakE-^ on 28 Feb 2007, 08:53 น.
วัดพระธรรมกายเป็นเถรวาท หรือ มหายาน ครับ :09:
Quote from: ^-FakE-^ on 28 Feb 2007, 23:04 น.
เถรวาท จะเคร่งครัด และสมถะ
กว่า
มหายาน ที่พร้อมจะพาคนไปสู่ประตูนิพพานพร้อมๆ กันไม่ใช่เหรอครับ :09:
หรือที่เรียนๆ อ่านๆ มาเข้าใจผิด
+ ยกเครดิตให้ตาเอ และจักรี เคยเรียนตอนไหนฟ่ะ ตอนเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ตูหลับ ๆ ตื่น ๆ :08:
ตอนประถมเคยมีพระจากธรรมกายมาเทศนาวันศุกร์ให้ครั้งนึง
สอนให้นั่งสมาธิเพ่งดวงแก้้วกลางพุงนี่เหมือนกัน ก็พยายามทำตาม แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นดวงแก้วนี่มันใช่จริงๆ หรือเปล่า หลังจากนั้นก็เข้าค่ายพุทธบุตรแต่มีพระจากหลายๆ วัดรวมกันเป็นทีมงานมาอบรมตอนป.หก จำได้ว่าเป็นค่ายที่มีความสุขมาก ต่างจากที่คิดไว้อย่างสิ้นเชิง รู้สึกตลกดีที่ตัวเองชอบนั่งสมาธิได้มากขนาดนั้น
แต่หลังจากจบค่ายมาก็ได้นั่งเฉพาะตอนเครียดๆ เท่านั้นเอง :42:
ไม่ค่อยเข้าใจว่านั่งสมาธิจริงๆ มันเป็นยังไงกันแน่ ได้แต่กำหนดจิตไว้กับอะไรสักอย่างแล้วก็ท่องไว้ๆ
ขอบคุณพี่แอ๊ะ พี่จักรี พี่เก้อ พี่ชาร์ป พี่แอน ลุงอ๋า พี่แตงโม ที่ขาดไม่ได้ พี่เอ
พวกพี่ทำให้หลายๆ คนต้องมองตัวเอง ใหม่หมด ทำความเข้าใจกับคนอื่นในมุมมองที่แปลกไปกว่าเดิม ซึ่งก็ให้ความรู้สึกที่ดีไม่น้อยเลย
ขอบคุณค่ะ
ตั้งใจจะพิมพ์จู๋นี้หลายรอบแล้ว แต่ลบทิ้งทุกที
รู้สึกมีวามรู้์ไม่พอที่จะคุยด้วย เลยได้แต่อ่านอย่างเดียว
กำลังรู้สึกอย่างเดียวกันในจู๋ยุบสปา :42:
มาบอกเล่าเก้าสิบครับ
แม่กำลังขึ้นมากรุงเทพ พร้อมพระจตุคามรามเทพ สีดำ(มีสีให้เลือกด้วยนะครับ ขาว เทา ดำ เอเลยเลือกสีดำ เท่ดี)
แม่ถามอยากได้มั้ย บอกเฉยๆ ใส่พระที่แม่ใส่อยู่เมื่อสมัยก่อนก็อุ่นใจกว่าพระไหนๆ แล้ว
แม่บอกว่าพระมันจะใหญ่ๆ กลมๆ นะ ที่พวกดาราเค้าใส่กันนะ (มีเอาดารามาล่ออีก)
ใส่แล้วดีนะลูก เดี๋ยวใส่กรอบให้แล้วลองดูก่อนแล้วกันว่าชอบมั้ย
จริงๆ คือถ้ารับนี้คือเพราะว่า แม่ให้อย่างเดียวเลยนะครับ ไม่มีเหตุผลอื่นเลยจริงๆ
พระ เพรอะ อะไรที่ใส่ๆ อยู่ ก็ใส่ต่อจากแม่ทั้งนั้น :40:
รู้สึกว่าขลังกว่าพระดังๆ ที่เค้าปลุก ขึ้นมาเสก อีก
ผมว่าที่บุ๊คโพสมา เป็นข้อมูลที่มีค่ามากเลยนะ
พี่จักรีครับ
ผมพอรู้ละว่าอะไรที่ทำให้พี่จักรี เข้าใจผิด เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายเยอะมากครับ
เดี๋ยวมาตอบครับ
ส่วนเรื่อง หินยาน มหายาน เถรวาท
ผมรอพี่แตงโมมาตอบด้วยละกัน :22:
///
ข้อมูล มหายาน ที่ผมพอทราบ
มหายาน แปลว่า ยานอันใหญ่
เป้าหมายของเค้าหลักๆคือ ไปเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ ครับ
พรุ่งนี้วันมาฆบูชาครับ อย่าลืมเข้าวัด เวียนเทียนด้วยนะครับ :46:
+ จักรี ความพยายามเป็นเยี่ยมครับ :45:
วัดพระธรรมกายเป็น วัดพุทธเถรวาท ครับ
ผมก็เห็นพระอาจารย์ที่วัด ท่านก็รักษาศีล 227 ข้อ ตามพระธรรมวินัย อ่านพระไตรปิฏกก็ 45 เล่มเหมือนที่อื่น ฉัน 2 มื้อ บิณบาตรปกติ นุ่งห่มเหมือนกัน เรียนบาลีเป็นพระมหาก็เยอะ ทุกวันพระใหญ่ก็ลงโบสถ์ฟังพระปาฏิโมกข์สวดก็บทเดียวกัน ปฏิบัติตามคำแนะนำตามพระผู้ใหญ่ที่ท่านแนะนำมาด้วยความเมตตาทุกอย่าง .............. ก็เหมือนๆ กันพระเถรวาทนี่ครับ :09:
ส่วนความคิดที่จะพาคนไปนิพพาน ผมว่าเป็นความคิดสากล แล้วแต่ความต้องการและปรารถนาของแต่ละบุคคล ครับ ใครจะคิดอย่างไรก็ได้นะครับ (แม้แต่ความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตใครๆก็คิดได้ครับ ทุกๆคนในโลกนี้มีสิทธิ์ที่จะปรารถนา แต่จะเลิกล้มความตั้งใจกลางทางหรือเปล่าก็ไม่แน่ครับ )
ไม่ได้บอกว่าคิดที่จะนำสรรพสัตว์เข้านิพพานจำนวนเท่านี้เป็น ...เถรวาท
จำนวนเท่านี้ เป็น ...... มหายาน ครับ
(สังเกตดูในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ท่านขนสรรพสัตว์เข้านิพพานในจำนวนที่ไม่เท่ากันนะครับ)
ผมว่าในยุคนี้ ยิ่งเป็นยุคของกัปล์ไขลงแล้ว (คนมีกิเลสหนาขึ้น) ...... ชาวพุทธทุกคนจะต้องรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันครับ
เหมือนที่วัดได้บอกว่า "พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว"
"พุทธบริษัท 4 ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว"
:08a: เหรอครับ
Quoteเหรอครับ
เอ่อ...... ช่วยแสดงความคิดเห็นมากกว่าคำนี้ได้มั้ยครับ
จะได้รู้ว่าคิดอย่างไรครับ :33:
ตีความสองแบบนะครับ
หลักคือ อะไร
ประพฤติ อย่างไร
หลักของเถรวาท และ มหายานแตกต่างกันชัดเจนครับ แม้จะมาจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน
และการปฎิบัติของทั้งสองนิกายก็แบ่งแยกได้อย่างชัดเจนจากหลักความคิด
แล้ว...
วัดธรรมกาย
ีหลัก อย่างไรครับ
แล้วปฎิบัติหละ อย่างไรครับ
หรือว่าเป็นสาย hybrid :42:
ตอบ พี่จักรี ที่ พิมพ์ยาวๆนะครับ
สรุปคือ พี่เคยมาวััดเมื่อปี 2542 ใช่ไหมครับ
ผมก็เคยไปศึกษาที่แบบสติปัฏฐาน4เหมือนกัน ที่อยุธยา ตอนปี 2543 ของคุณแม่สิริ กรินชัย
แต่ผมก็เลือกวิธีปฏิบัติีของวัดพระธรรมกายครับ เพราะ ถูกอัธยาศัย และชอบหลายๆอย่างในวัดพระธรรมกาย ตอนที่มาบวช 2 เดือน เมื่อปี 2547
มันมีเรื่องที่ต้องคุยกันเยอะครับ
Quoteความแตกต่างของการฝึกแบบธรรมกายกับการฝึกสมถะสมาธิโดยทั่วไป คือ
การจูงใจให้คิด การจูงใจให้สร้างมโนภาพ การจูงใจให้ยึดเกาะ
ด้วยเหตุผลที่ว่า หาที่ยึดเหนี่ยวให้จิต ..........
แต่มันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ คนทั่วไปเกือบร้อยละ 90 พอพูดถึง
ให้นั่งสมาธิ ก็มักจะหาที่ยึดไว้สิ่งเดียวเสมอมา ....และผลของ
คนทำได้ก็คือ นิ่ง และสงบ ขึ้น... วิธีปฏิบัติแบบธรรมกายก็เช่นเดียวกัน......
Quote- ทำไม่ธรรมกายถึงยกให้ สมถะ เป็นวิธีการปฏิบัติที่สามารถเข้าถึงนิพพานได้
เพราะเขาสอนว่า กรรมฐาน กับ สมถะ คืออันเดียวกัน (* แต่ในพระไตรปิฎกบอกว่า
กรรมฐาน ประกอบไปด้วย สมถะ กับ วิปัสสนา)
แค่คำถามนี้ก็รู้ว่าเข้าใจผิดแล้วครับ
ที่พี่จักรีได้เรียนรู้ตอนที่มาวัดช่วงนั้น
เขาเรียกว่า กสินไง ที่นี่เขาใช้เรียกว่า อาโลกกสิน คือ กำหนดความสว่างครับ (อยู่ในกสิน10)
และแน่นอน เป็น สมถะครับ จุดประสงค์ของการฝึกสมถะคือ ให้ใจสงบครับ เมื่อใจนิ่งแน่นอยู่กับอะไรสักอย่าง ใจจะเป็นสมาธิขั้นต้น
จนถึงระดัีบอุปจารสมาธิขึ้นไป (แบบสัมมาสมาธินะ)
การเอาใจไปตอดๆแบบ ขนิกสมาธิแบบที่คุณทำก็ดีครับ ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าประคองได้ต่อเนื่องก็เข้าถึงธรรมได้เหมือนกัน
และเมื่อใจสงบ ถึงจนเลยระดับ ตติยฌาน จึง ค่อยไปต่อ ยอดทีหลัง
(แค่ระดับปฐมฌานยังไม่ถึงขั้นเลย ต่ำกว่านั้นไม่ต้องพูดถึง ที่จะไปพิจารณาอริยสัจ4เลย
อ้างอิงจากใน ธัมมจักกัปวัตตนสูตร ครับ)
(ง่ายๆคือให้พื้นฐานได้ก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันเรื่องวิปัสสนา เหมือนเรียนหนังสือก็ต้องคอยๆไป
ไปเรียน "วิปัสสนา" เลย มันจะกลายเป็น "วิปัสสนึก" เปล่าๆ เพราะพื้นฐานใจละเอียดไม่พอ พิสูจน์ได้จากที่การปฏิบัติแล้วต้องใช้สมองใช้ความคิดมาก ใจไม่อยู่นิ่ง อ่ะครับ
Quoteพิจารณาอะไรต่างๆนานา........ คือต้องใช้สมองคิดพิจารณา ยิ่งกว่าการสอบในวิชาเรียนซะอีก
ถามหน่อยนะครับ เอาอะไรไปพิจารณาครับ ความคิดระดับมนุษย์ธรรมดาเหรอครับ
แต่ถ้าการปฏิบัติของวัดพระธรรมกาย เค้าจะใช้จิตที่ละเอียดกว่านั้นมากๆๆๆๆๆ มาพิจารณาครับ เพราะเห็นตรงตามความเป็นจริงกว่ากันมาก ) ประเด็นนี้ จบแค่นี้นะครับ
Quoteเพราะเขาสอนว่า กรรมฐาน กับ สมถะ คืออันเดียวกัน
อันนี้ก็ผิดครับ ขอให้เข้าใจว่าคนละอันนะครับ ที่วัดไม่ได้สอนว่าอันเดียวกัน
เอ่อ . . . ที่จริงคงจะเขียนว่า วิปัสสนากรรมฐาน กับ สมถะกรรมฐานใช่หรือเปล่าครับ
Quote- ทำไมคนธรรมกายส่วนใหญ่ถึงคิดว่า ทำอะไรทุกอย่างต้องทุ่มหมดตัว คงเป็นเพราะ ถูกสอนให้ทำอย่างนั้น
จะให้ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงเป้าหมาย ต้องทุ่มทุกอย่าง ที่นั่งสมาธิเพี่ยงหย่อนตูดก็ทุ่มเงินเพื่อจับจอง
มีญาติสองคน ขายนา 7 ไร่เพื่อซื้อที่นั่งสมาธิในวัดธรรมกาย
:44: ที่นั่งสมาธิที่วัดไม่ได้มีโฉนดนะครับ
แต่คงหมายถึงที่นั่งแถวหน้าๆในสภาธรรมกายสากลป่าวครับ
ถ้าจริง ก็ขอให้เข้าใจอย่างนะครับ ว่า พื้นที่มันมีจำกัด แต่คนมันเยอะจะให้ทุกคนนั่งแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวก็ไม่ไหว จริงไหม คนเป็นแสน
ทางเจ้าหน้าที่ก็เลยจำเป็นต้องจัดให้ คนที่มาก่อน กับ เจ้าภาพนั่งหน้า ก็แค่นั้นแหละ
ส่วนญาติพี่ทำอย่างนั้นจริงก็คงเป็นเรื่องที่เขาคงเข้าใจอะไรผิดอ่ะ
ไม่ก็พี่จักรีนั่นแหละเข้าใจญาติพี่ผิดเองอ่ะครับ
Quote- เหตุผลที่ธรรมกายต้องดำเนินกุศโลบาย เพื่อเข้าถึงประชาชนด้วยการเอากิเลสหลอกล่อ คน
เป็นเพราะ ศึกษาพุทธประวัติบอกว่าพุทธเจ้าก็เคยใช้วิธีนี้ (*ทั้งที่ในพระไตรปิฎกบอกว่า
เงินเป็นศัตรูตัวฉกาจ ต่อพุทธศาสนา ไม่เชื่อลองไม่ค้นดู ผมเคยอ่านเจอ......)
เชื่อพุทธประวัติแต่....ไม่เชื่อพุทธทำนาย....
จริงๆแล้ว ศัตรูตัวฉกาจของพระพุทธศาสนา คือกิเลสครับ ลองไปเปิดพระไตรปิฎกดูได้ครับ
เรื่องเงิน มันอยู่ที่คนเอามาใช้ครับ จะเปลี่ยนเป็นบุญ หรือเปลี่ยนเป็นบาปก็ได้ แล้วแต่คนใช้มันเป็นหรือเปล่า อ่ะครับ
Quoteยกตัวอย่างประสบการณ์จริงๆที่วัดธรรมกายของผม
ชวนคนที่ยังไม่พร้อมเข้าวัด ไปเจอ นมบริจาค ก็ขโมยกลับบ้าน แบบนี้ ก็กลายเป็นเดือดร้อน
ไป ชวนเด็ก สิบคน เข้าวัดธรรมกาย 2 คน ปฏิบัติได้ 8 คนนั่งคุยกัน ยังผลให้ความเดือดร้อนต่อผู้อื่น....
ชักชวนคนที่มีความงมงายเป็นที่ตั้ง เข้าวัด ยังผลต่อความเดือดร้อนแก่ตัวเองและผู้อื่นทีใกล้ชิด
ครับ ที่จริงทางวัดก็อยากได้คนมีคุณภาพมาเหมือนกันแหละครับ
แต่คนมันมีหลายระดับครับ
ให้โอกาสเขาหน่อยสิ คนมันสอนกันได้ ค่อยเป็นค่อยไป ใจกว้างๆหน่อยอ่ะครับ
เพราะเป้าหมายของวัดคือ สอนให้คนเป็นคนดี
แล้วในทางปฏิบัตินะครับ จะให้ทางวัดscreen คนยังไงอ่ะ
ว่าเขาตั้งใจมาปฏิบัติหรือเปล่า
ที่ไหนปลามาได้ งูก็มาได้ใช่ไหมครับ
มันเป็นหน้าที่คนชวนมากกว่า ว่าดูแลคนที่พามาได้แค่ไหน จริงป่าวครับ
Quoteในช่วงพุทธกาล เด็กเข้าวัด 10 คน ปฏิบัติได้สิบคน
ปัจจุบันกลางยุค เด็กเข้าวัด 10 คนปฏิบัติได้ 5 คน ธรรมกายบอกว่า เอาไปให้หมด 10 คน
ในช่วงพุทธกาล ฆารวาสเข้าวัด ปฏิบัติธรรม เพราะจิตศรัทธาในพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์
มองเห็นคุณท่านอย่างแท้จริง
แต่ปัจจุบัน คนเข้าวัดเพื่ออยากได้บุญ อ่อนไหวต่อความงมงาย ธรรมกายยิ่งเสริมความงมงาย
เพราะเพียงเห็นว่ามันคือกุศโลบายที่ทำให้คนเข้าวัด
อย่าลืมว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งวัด.....
มันแสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้ที่กำหนดกุศโลบายแบบนี้ ...ว่าไม่ได้เข้าใจสังคมปัจจุบันบ้างเลยรึไง...
เข้าใจสครับิ ว่าเดี๋ยวนี้กิเลสคนมันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เลยต้องฝืนไง จะให้ปล่อยเลยตามเลยหรอครับ
ไม่งั้นอีกไม่กี่ปีมันจะไม่เหลือสักคน . . .
แล้วก็ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น อกาลิโก ครับ
ไม่จำกัดยุคสมัย ถ้าทำถูก ผลย่อมเหมือนกัน
ไม่ว่าจะต้นพุทธกาล กลางพุทธกาล หรือปลายพุทธกาล ดังนั้นมันเป็นเรื่องของวิธีการว่าจะทำยังไงให้เขาเข้าใจธรรรมะได้มากกว่า อ่ะครับ
Quote
พระไตรปิฎกมีตรงไหนที่บอกว่า ให้พาคนไปนิพพานเยอะๆ
มีครับ เยอะด้วย ลองไปเปิดดูอีกทีอ่ะครับ
เอาตั้งแต่ตอนเริ่มเป็นพระโพธิสัตว์ที่แบกแม่ว่ายน้ำกลางทะเล เห็นภัยในวัฏฏะ
ก็ตั้งใจพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปนิพพานแล้วครับ
แล้วถ้าท่านไม่อยากให้คนไปนิพพานมากๆ แล้วท่านจะสั่งสอนไปทำไมล่ะอยู่เฉยๆเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าดีกว่า อ่ะ
แล้วในพุทธคุณ 3 ก็มีเรื่องของพระเมตตาธิคุณ คือ มีความเมตตาต้องการให้สรรพสัตว์ทั้งหมดพ้นทุกข์ครับ เพราะมีใจอย่างนี้จึงเป็นโพธิสัตว์ครับ
Quoteยกเว้นคนที่ไม่รุ้จักความหมายของนิพพานเท่านั้นแหละที่จะคิดได้แบบนี้..
. . . เหรอครับ :09:
Quote
- ทำไมธรรมกายถึงต้องสร้างพระพุทธรูปให้สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง
เพราะ เขาสอนว่า พุทธานุสสติ คือการ เห็นพระพุทธรูปแล้วเหมือนเห็นพุทธเจ้า
(อืม....ใครเข้าวัดธรรมกายก็สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ อืม......เห็นง่ายขนาดนั้นเชียว...)
ไปเอาเหตุผลนี้มาจากไหนหว่า
เอางี้ครับ ที่เขาสร้างให้เห็นรอบด้านเพื่อจำลองลักษณะมหาบุรุษออกมาต่างหาก แล้วปั้นพระประธานจะให้เป็นรูปนูนต่ำหรอครับ :44:
อีกอย่างไว้ใช้ เวลานั่งสมาธิอ่ะครับ
Quoteให้นั่งสมาธิ ก็มักจะหาที่ยึดไว้สิ่งเดียวเสมอมา ....และผลของ
คนทำได้ก็คือ นิ่ง และสงบ ขึ้น... วิธีปฏิบัติแบบธรรมกายก็เช่นเดียวกัน......
นั่นแหละครับ คือสิ่งที่ไว้กำหนดยึดเหนี่ยวใจเวลานั่งสมาธิ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน
นับเป็นพุทธานุสสติก็ได้ คือ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จัดอยู่ในกรรมฐาน40วิธี เหมือนกันอ่ะ
/////
พี่แตงโมครับ :44:
เหมือนคยมีคำถามต่อวัดฯ ว่าตกลงเป็นนิกายอะไร หรือนิกายใหม่ (อันนี้จะไม่ว่าเลย)
แล้วก็ได้รับคำตอบมากว่า จดทะเบียนเป็นเถรวาทครับ :08:
ก็เลยยิ่งชอบอันนี้ของเอ :12:
Quote from: ^-FakE-^ on 02 Mar 2007, 15:03 น.
วัดธรรมกาย
ีหลัก อย่างไรครับ
แล้วปฎิบัติหละ อย่างไรครับ
หรือว่าเป็นสาย hybrid :42:
สังเกตว่าบักเอนี่ ข้างนอกจู๋นีจะปัญญาอ่อนมาก
แต่มาในนี้ฮุคขวาตรงๆ หลายหมัดแล้ว น่าจับตายิ่ง (+2)
:44:
Quote from: iannnnn on 02 Mar 2007, 16:01 น.
ก็เลยยิ่งชอบอันนี้ของเอ :12:
สังเกตว่าบักเอนี่ ข้างนอกจู๋นีจะปัญญาอ่อนมาก
แต่มาในนี้ฮุคขวาตรงๆ หลายหมัดแล้ว น่าจับตายิ่ง (+2)
เค้าก็อยากมีตัวตน อยากมีความสุขกับทุกๆคนเหมือนกันนะ :16:
แต่ๆๆๆๆๆ ชอบตรงที่นั่ง ที่ต้องขายนาอะครับ
คนผิดมีสองฝั่ง คือฝั่งญาติจักรี กับ จักรีเอง โดนใจดีจริงๆ :42:
Quoteตีความสองแบบนะครับ
หลักคือ อะไร
ประพฤติ อย่างไร
หลักของเถรวาท และ มหายานแตกต่างกันชัดเจนครับ แม้จะมาจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน
และการปฎิบัติของทั้งสองนิกายก็แบ่งแยกได้อย่างชัดเจนจากหลักความคิด
แล้ว...
วัดธรรมกาย
ีหลัก อย่างไรครับ
แล้วปฎิบัติหละ อย่างไรครับ
หรือว่าเป็นสาย hybrid ฮิ้ววว
ขอเสียมารยาทถามก่อนได้มั้ยครับว่า
Quoteหลักของเถรวาท และ มหายานแตกต่างกันชัดเจนครับ แม้จะมาจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน
และการปฎิบัติของทั้งสองนิกายก็แบ่งแยกได้อย่างชัดเจนจากหลักความคิด
^
^
^
ช่วยขยายความให้หน่อยครับ :33:
โพสที่ผ่านๆ มารู้สึกว่า ก็ตอบหมดแล้วนะครับ :42:
:08:
คือผมหาไม่เจอครับ
ช่วยทำลิงค์ให้หน่อยครับ :33:
หรือไม่ก็ กรุณาเบอกอีกครั้งได้มั้ยครับ
Quote from: ^-FakE-^ on 28 Feb 2007, 23:04 น.
เถรวาท จะเคร่งครัด และสมถะ
กว่า
มหายาน ที่พร้อมจะพาคนไปสู่ประตูนิพพานพร้อมๆ กันไม่ใช่เหรอครับ :09:
หรือที่เรียนๆ อ่านๆ มาเข้าใจผิด
Quote from: -ae- on 02 Mar 2007, 08:13 น.
พอจักรีพูดถึงเรื่องปีนเขาคนละลูกนี่ ปิ๊งเลย หากมันเป็นแบบนั้นจริงการที่เรานั่งถกประเด็นกัน มันก็จะเป็นคำตอบเหมือนที่พี่อ๋าบอกว่า แต่ละคนมีความเชื่อคนละอย่างกัน เหมือนเอาพุทธมาเปรียบเทียบกับอิสลามมาเทียบกัน หรือแม้แต่พุทธเองสาย"หินยาน"(บางทีเขียนว่า"หีนยาน") กับ"มหายาน" มาเปรียบเทียบกัน หรือแม้แต่สาย"วชิรยาน" ของทางแถวทิเบต ก็ยังเทียบกันยากเพราะทัศนคติและมุมมองการตีความ ที่แตกต่างกันออกไป
แต่จากที่แตงโมได้โพสต์ไว้
...
วัดพระธรรมกายเป็นวัดพุทธเถรวาทครับ
...
และประกอบที่จักรีได้พูดถึง แล้วจริง ๆ เป็นเขาคนละลูก หรือเขาลูกเดียวกัน เพราะถ้าเขาลูกเดียวกันพรรณไม้ หรือกายภาพน่าจะคล้ายคลึงกัน หรือต้นเดียวกันเสียด้วยซ้ำ
แต่ถ้าไม่ใช่เขาลูกเดียวกัน มีเหตุผลอะไรว่าต้องอ้างว่าเขาลูกเดียวกัน? และถ้าเขาลูกเดียวกันทำไมถูกต้องข้อสังเกตซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผิดแปลกออกไป?
เพื่อความเข้าใจ สำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่านิกายต่าง ๆ ในพุทธศาสนาเป็นอย่างไหร่ ผมสรุปดังนี้ (ไม่ได้เป็นเปรียญ 9 ประโยค ถ้าผิดพลาดก็ท้วงติงละกัน)
หินยาน,หีนยาน หรือเถรวาท นิกายนี้ก็อยู่แถบไทย ลาว พม่า นี้แหละ คนไทยที่ระบุในบัตรประชาชนว่าศาสนาพุทธ ก็เป็นพุทธหินยานนี่แหละ แต่ยังมีนิกายย่อยอีกนะ (อย่าพึ่งรู้เลยปวดหัวเปล่า ๆ ) แต่แนวความคิดหลักของนิกายนี้ คือ ปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อเอาตัวเองเข้าสู่นิพพาน หรืออะไรประมาณนี้ เป็นแนวความคิดที่เห็นแก่ตัวเล็กน้อย แต่ตรงกับ ตน เป็นที่พึ่งแห่งตน, เรื่องของตน ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน (มีชื่อเล่นว่ายานเล็ก เพราะเป็นรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง)
มหายาน มีแนวคิดหลัก คือจะขนเหล่าสัตว์ให้หมดก่อนถึงจะตามไป จะช่วยคนอื่นให้หมดโลกก่อนแล้วค่อยช่วยตัวเอง มีชื่อเล่น ๆ ว่ายานใหญ่ (รถเมล์ ขสมก.) ซึ่งนิกายนี้ส่วนใหญ่จะนิยมอยู่แถว จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งจะนับถืออุดมการณ์แบบพระโพธิสัตว์ คือช่วยคนทั้งโลก อย่างเช่นเจ้าแม่กวนอิม หรืออะไรเทือกนั้น
อีกอันหนึ่งไกลตัว คือ วชิรยาน หรือตันตระ ลองไปดูในเรื่อง 7 Years In Tibet ละกัน เป็นอีกแนวหนึ่งที่ไม่ได้เฉียดหรือใกล้กับจริตของสังคมไทยหรือคนไทยเท่าไหร่
ครับ :42:
เพิ่มเติมครับ
วัดพระธรรมกาย ปฏิบัติแบบ มหานิกาย นิกายเถรวาท ครับ
ตกคำว่า มหานิกาย ไป
วัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็ มหานิกาย นิกายเถรวาท ครับ
ส่วนวัดอื่นๆก็ วัดพระเชตุพน วัดสระเกศ วัดเบญจบพิตร วัดยานนาวา ฯลฯ
วัดพระธรรมกาย มีมหาปูชนียาจารย์ คือ
พระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ (หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ)
จึงได้ ระเบียบ แบบแผน วิธีการปฏิบัติ ต่างๆ จากวัดปากน้ำภาษีเจริญ ครับผม
ผมจะขอต่อความยาวสาวความยืด ต่ออีกซักหน่อย.... ถึงแม้จะรู้ว่าอธิบายไป ชาร์ปก็ไม่เข้าใจ และ
ไม่รุ้ทำไม ทั้งที่ มันมีทั้งเหตุทั้งผล ขนาดนั้นแล้ว ซึ่งผมชื่อว่าชาร์ปก็คิดเช่นเดียวกัน
แต่จะมาต่อความบางข้อเท่านั้น เพราะบางข้อพูดไปก็ รู้สึกว่า ไม่มีประโยชน์
Quote from: ชาร์ป on 02 Mar 2007, 15:53 น.
ผมก็เคยไปศึกษาที่แบบสติปัฏฐาน4เหมือนกัน ที่อยุธยา ตอนปี 2543 ของคุณแม่สิริ
กรินชัย
แต่ผมก็เลือกวิธีปฏิบัติีของวัดพระธรรมกายครับ เพราะ ถูกอัธยาศัย และชอบ
หลายๆอย่างในวัดพระธรรมกาย ตอนที่มาบวช 2 เดือน เมื่อปี 2547
ไม่แปลกเลยครับที่ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงฝึกตามแนวสติปัฏฐาน ไม่ได้
เพราะคนส่วนใหญ่ติดอยู่กับกิเลส ความสุข ความสบาย ความพอใจของตน
ซึ่งในแนวทาง
สติปัฏฐาน ไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองกิเลสเหล่านี้ แต่ สมถะ ใช่ ...
เพราะสมถะนั่งแล้ว สบาย จิตใจนิ่งสงบเกิดความพึงพอใจ
แล้วยิ่งได้สภาพแวดล้อมอย่างธรรมกายและการส่งเสริม อย่างเป็นรูปธรรม ในการ ปฏิบัติ ที่ ชาร์ปบอกว่ามันคือการพิจารณาขั้นละเอียด ถึงจะละเอียดขนาดไหน
มันก็เป็นแค่มโนภาพที่จิตเราคิดขึ้นตามการเรียนรุ้ที่ธรรมกายได้สั่งสมให้
แถมยังคอยนำทางด้วยเสียงพากษ์เพื่อให้เข้าถึงโดยง่าย
แล้วที่ถามผมว่าพิจารณาอย่างไรนั้น ตอบอย่างที่ชาวบ้าน เข้าใจ คือการ
ใช้สติปัญา พิจารณาสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง และจะละเอียดขึ้น เป็นลำดับ ครับ ....... ถามว่า ธรรมกาย ใช้พิจารณา
แบบนี้มั้ย ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะการปฏิบัติแบบธรรมกายไม่มีความเป็นจริง
มีเพียงแต่ สิ่งที่จิตคิดขึ้นเอง ดังนั้นผู้ที่ฝึกสมถะจนได้ฌาณต่างๆ จะสามารถสร้าง
นรกสร้างสวรรค์ได้ ง่ายดาย มาก ........
Quote
แค่คำถามนี้ก็รู้ว่าเข้าใจผิดแล้วครับ
ที่พี่จักรีได้เรียนรู้ตอนที่มาวัดช่วงนั้น
เขาเรียกว่า กสินไง ที่นี่เขาใช้เรียกว่า อาโลกกสิน คือ กำหนดความสว่างครับ (อยู่
ในกสิน10)
และแน่นอน เป็น สมถะครับ จุดประสงค์ของการฝึกสมถะคือ ให้ใจสงบครับ เมื่อใจ
นิ่งแน่นอยู่กับอะไรสักอย่าง ใจจะเป็นสมาธิขั้นต้น
จนถึงระดัีบอุปจารสมาธิขึ้นไป (แบบสัมมาสมาธินะ)
การเอาใจไปตอดๆแบบ ขนิกสมาธิแบบที่คุณทำก็ดีครับ ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าประคอง
ได้ต่อเนื่องก็เข้าถึงธรรมได้เหมือนกัน
และเมื่อใจสงบ ถึงจนเลยระดับ ตติยฌาน จึง ค่อยไปต่อ ยอดทีหลัง
(แค่ระดับปฐมฌานยังไม่ถึงขั้นเลย ต่ำกว่านั้นไม่ต้องพูดถึง ที่จะไปพิจารณา
อริยสัจ4เลย
อ้างอิงจากใน ธัมมจักกัปวัตตนสูตร ครับ)
(ง่ายๆคือให้พื้นฐานได้ก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันเรื่องวิปัสสนา เหมือนเรียนหนังสือก็ต้อง
คอยๆไป
ไปเรียน "วิปัสสนา" เลย มันจะกลายเป็น "วิปัสสนึก" เปล่าๆ เพราะพื้นฐานใจ
ละเอียดไม่พอ พิสูจน์ได้จากที่การปฏิบัติแล้วต้องใช้สมองใช้ความคิดมาก ใจไม่อยู่
นิ่ง อ่ะครับ
ที่ผมยกมาเพราะผมได้ความรู้จากชาร์ปในโพสต์แรกๆนั่นแหละครับ เพราะชาร์ป
เป้นคนบอกเองว่า สมถกรรมฐาน กับ กรรมฐานคืออันเดียวกัน ผมก็เลย เข้าใจว่า
อ๋อ ที่ธรรมกายเขาเน้น ให้ฝึกสมถะ ก็เป็นเพราะ เขาเข้าใจว่ามันเป็นกรรมฐานนี่
เอง....
ถามหน่อยจุดประสงค์ของคุณเพื่อฝึกสมถะให้กับคนเยอะๆ เพื่อปูพื้นฐาน ไป
นิพพานใช่มั้ย? คุณถมบ่อเพื่อสร้างตึกแน่เหรอ หรือคุณแน่ใจแค่ไหนว่าต่อไป
บริเวณที่คุณถมมันจะไม่กลายเป็นที่ทิ้งขยะ.....
เพราะพวกอวิชา ต่างๆก็มีพื้นฐานมาจาก สมถะ นี่แหละครับ
อีกอย่างครับ ในเมื่อคุณยอมรับว่าธรรมกาย ฝึกสมถะ จนสงบพอ และต่อไปจะได้
เจริญวิปัสสนา เพื่อจุดประสงค์ของนิพพาน ใช่มั้ยครับ
แต่ ผมให้ข้อสังเกต คุณไปละกันว่า มี ส่วนไหน หรือวิธีการไหนของธรรมกาย
ที่สอนวิปัสสนา บ้างครับ ........... ไปหาความหมายของ คำว่าวิปัสนามาแล้วลอง
เปรียบเทียบวิธีการฝึกดูก็ได้ครับ หลักพวกนี้ ทำมาเพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ฝึกดังนั้น
ไม่ต้องรอให้ฝึกจนถึงขั้นแล้วค่อยรู้หรอกครับ เพราะคนเพิ่งเริ่มก็สามารถเข้าใจ
ได้ไม่ยาก ครับ....
แต่ถ้าไม่มี ก็อย่ามาบอกว่า ปฏิบัติเพื่อนิพพานเลยครับ ....
เพราะฝึกสมถะอย่างเดียวมันแตกหน่อ ออกไปได้หลายจุดประสงค์เยอะแยะ
แต่ไม่ใช่นิพพาน...
Quote
ถามหน่อยนะครับ เอาอะไรไปพิจารณาครับ ความคิดระดับมนุษย์ธรรมดา
เหรอครับ
แต่ถ้าการปฏิบัติของวัดพระธรรมกาย เค้าจะใช้จิตที่ละเอียดกว่านั้นมากๆๆๆๆๆ
มาพิจารณาครับ เพราะเห็นตรงตามความเป็นจริงกว่ากันมาก ) ประเด็นนี้ จบแค่นี้
นะครับ
เดี๋ยวก่อนครับ เดี๋ยวก่อน!! อย่าเพิ่งจบประเด็นนี้ครับ เรื่องเอาอะไรไป
พิจารณาผมตอบไปแล้ว แต่ที่ชาร์ปบอกว่า ธรรมกายเอาจิตที่ละเอียดมากๆ
ของ คนที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา มาพิจารณาแล้วจะได้ความเป้นจริงยิ่งกว่า
นี่จริงเหรอครับ การฝึกให้เห็นแต่ มโนภาพ พิจารณาแต่มโนภาพ จะเอาที่ไหนมาเห็นความจริงครับ.. หรือเป็นเพราะเขาไม่ใช่คนธรรมดา จึงเห็นได้ ?
Quote
อันนี้ก็ผิดครับ ขอให้เข้าใจว่าคนละอันนะครับ ที่วัดไม่ได้สอนว่าอันเดียวกัน
เอ่อ . . . ที่จริงคงจะเขียนว่า วิปัสสนากรรมฐาน กับ สมถะกรรมฐานใช่หรือเปล่าครับ
อันนี้ ผมตอบไปแล้วว่าชาร์ปเป้นคนบอกผมเองในหน้าแรกๆ ไม่เชื่อไปลองเปิดอ่าน
ดูได้ .....
ส่วนในพระไตรปิฎก บอกว่า กรรมฐาน
ประกอบไปด้วย สมถะกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน ผู้ที่จะถึงเป้าหมาย
คือนิพพานได้จำเป้นต้อง ผ่านสองอย่างนี้ (ผมคงไม่ต้องมาตอบซ้ำว่า แล้วจะไม่
สนใจส่วนประกอบย่อย อย่างทำบุญทำทาน รักษาศิล เลยรึ หรือจะให้ตั้งหน้าตั้งตา
ฝึกอย่างเดียว ผมขอตอบซ้ำอีกทีว่า ผู้ที่ฝึก วิปัสสนา จะสามารถใช้สติปัญญา
ในการตั้งตนอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามส่วนรายละเอียดปลีก
ย่อยเหล่านี้เองครับ เพราะเขาจะคิดพิจารณาจนเห็นคุณ เห็นโทษ เห็นเหมาะ
เห็นไม่เหมาะ เห็นควร เห็นไม่ควร ได้เองแล้วครับ ในขั้นนั้น... )
และ วิธีปฏิบัติที่ พุทธองค์ทรงยกให้เป็นทางสายเอกสู่นิพพานคือ แนว สติปัฏฐาน 4..
ครับ
Quote
จริงๆแล้ว ศัตรูตัวฉกาจของพระพุทธศาสนา คือกิเลสครับ ลองไปเปิดพระไตรปิฎกดู
ได้ครับ
เรื่องเงิน มันอยู่ที่คนเอามาใช้ครับ จะเปลี่ยนเป็นบุญ หรือเปลี่ยนเป็นบาปก็ได้ แล้ว
แต่คนใช้มันเป็นหรือเปล่า อ่ะครับ
อ๋อเหรอครับ
งั้นแค่ บอกว่าเป็นแค่ศัตรู ได้ใช่มั้ยครับ ไม่ต้องตัวฉกาจ
ลูกฆ่าพ่อได้ เพราะเงิน เพื่อน ฆ่าเพื่อนได้เพราะเงิน พี่น้องฆ่ากันได้ก็เพราะเงิน
แต่ ธรรมกายกลับ เอาเงินเป็นกุศโลบาย เพื่อหลอกล่อคนเข้าวัด อืมๆ....
ส่วนประเด็น ผม หรือญาติ ผิดนั้นเอาเป้นว่า ผมจะไม่พูดถึงละกันนะครับ เพราะ
อย่างที่บอกไป แต่ต้นแล้ว เรื่องพวกนี้ คนอื่นก็สามารถตั้งข้อสังเกตได้
............................ โอเค ตามนั้นครับ.....................
(ขอโทษครับที่พิมพ์ยาวไปอีกแล้ว = =")
งั้นขอเริ่มที่ตรงนี้ก่อนนะครับ
ค่อยๆจูนให้เข้าใจกันเป็นเรื่องๆ
แนวปฏิบัติสมาธิธรรมกาย
กับ
วิธีปฏิบัติสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย
พี่จักรี คิดว่าเหมือนกันไหม ครับ ถ้าไม่เหมือนอย่างไหนถูกต้อง ครับผม
วิธีปฏิบัติสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย นี่ทางวัดพระธรรมกาย เค้าหมายถึง นิพพานใช่มั้ยครับ......
อะงั้น ชาร์ปลองบอกผมหน่อย ซิครับ ว่า วิธีปฏิบัติมันต่างกันอย่างไรกับ แนวปฏิบัติสมาธิธรรมกาย
?
เพราะตอนผมปฏิบัติ นั่งกันหลายพันคนก็ฝึกแบบเดียวกันนิครับ แล้ว แถม บอกว่า จุดมุ่งหมายคือนิพพานด้วยนิครับ แล้วตกลง ที่ผมฝึกมัน คืออะไร ครับ
นวปฏิบัติสมาธิธรรมกาย หรือ ว่า วิธีปฏิบัติสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย
ไอ้ที่ผมอยากรุ้คือ ไอ้วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายนี่ มัน มีขั้นตอนอย่างไรครับ ผมจะลองวิเคราะห์ดูดิ ว่ามัน มีขั้นตอน ของวิปัสสนา เข้ามาเกี่ยวข้องบ้างมั้ย .....
โอเคครับ
พี่จักรีเข้าใจผิดหมดเลย ตั้งแต่แรก ครับ
มิน่าิผมผมอธิบายแล้วพี่ไม่เข้าใจ
วิธีปฏิบัติสมาธิของ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หรือหลวงปู่วัดปากน้ำฯ
เป็นวิธีปฏิบัติสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ครับผม
ต่างจากคำว่า แนวธรรมกาย มากครับผม
เราไม่ใช่แนวใหม่ หรือของเด็กแนว นิกายใหม่ แต่อย่างใด
พระธรรมกาย ไม่ใช่ นิพพาน ครับผม
การปฏิบัติ กรรมฐาน 40 หรือ สติปัฐาน 4 ที่พี่จักรีได้ฝึกอยู่
เมื่อวางใจไว้ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ก็สามารถเข้าถึง พระธรรมกายได้เหมือนกันครับผม
คำว่า "เจริญวิปัสสนากรรมฐาน" นั้น เป็นคำที่รวมเรียกติดกัน ซึ่งทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ดังนั้น เราต้องรู้ความหมายของรากศัพท์ เสียก่อนจะได้รู้ว่า อะไร คือ อะไร ไม่เช่นนั้น ก็จะคิดเดาเอา จนสับสนได้ครับ
เจริญ แปลว่า ทำให้มีขึ้น
วิปัสสนา แปลว่า การเห็นอันพิเศษ โดย คำว่า "วิ" สามารถอ่านแผลงตามหลักภาษาได้ว่า "พิ" เช่น วิเศษ กับ พิเศษ, วิจารณ์ กับ พิจารณ์, พระ กับ วร เป็นต้น คำว่า "วิ" นั้นแปลว่า พิเศษ + "ปัสสนา" แปลว่า การเห็น รวมความว่า วิปัสสนา แปลว่า การเห็นอันพิเศษ การเห็นอันวิเศษ
ดังนั้น หมายความว่า การเห็นชนิดนี้ ย่อมเป็นการเห็นที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่มองด้วย ลูกตาเนื้อ แน่นอน ต้องเห็นด้วยอะไรซักอย่าง นี่คือประเด็นว่า เราต้องเห็นด้วยอะไร จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา ดังนั้น จึงต้องมี อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก่อน การเจริญวิปัสสนา คือ กรรมฐาน
กรรมฐาน แปลตามศัพท์ ว่า การกระทำที่เป็นบาท เป็นที่รองรับ เป็นฐาน เป็นราก โดย คำว่า "กรรม" แปลว่า การกระทำ + "ฐาน" แปลว่า บาท พื้น ที่รองรับ
ดังนั้น กรรมฐาน คือ การกระทำที่เป็นฐานรองรับ แล้ว ถามต่อไปว่า รองรับอะไร ก็คือ การรองรับ วิปัสสนา ไงครับ
ดังนั้น กรรมฐาน ต้องทำให้เจริญ ก่อน แล้วจึงเลื่อนชั้น มาทำ วิปัสสนา ในภายหลัง ดังนั้น ถ้า กรรมฐาน ยังทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ การไปวิปัสสนา ย่อมทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน เปรียบเสมือนเราต้องการสร้างบ้าน ถ้าเราไม่สร้างชั้นที่ 1 ย่อมไม่สามารถสร้างชั้นที่ 2 ได้ เพราะ ชั้นที่ 1 เป็นฐานรองรับชั้นที่ 2
เมื่อเราเข้าใจความหมายของ 2 คำนี้แล้ว เรามาดูกันว่า ที่บอกว่า
ิวิปัสสนา แปลว่า การเห็นอันพิเศษ การเห็นอันวิเศษ ดังนั้น หมายความว่า การเห็นชนิดนี้ ย่อมเป็นการเห็นที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่มองด้วย ลูกตาเนื้อ แน่นอน ต้องเห็นด้วยอะไรซักอย่าง
อันนี้ คำตอบเงื่อนงำมันอยู่ที่คำว่า ธรรมจักษุ แปลตาม ศัพท์ว่า ตาของธรรม แต่ ลูกตาธรรมดา ภาษาบาลีท่านว่า มังสะจักษุ (มังสะ แปลว่า เนื้อ)
ธรรมจักษุ ทำอย่างไร จึงจะมีได้ เพื่อสามารถเจริญวิปัสสนา คำตอบคือ ธรรมจักษุนั้น จะบังเกิดขึ้นได้ เมื่อสามารถเข้าถึงพระธรรมกายภายใน (ธรรมะ + กาย แปลว่า กายที่เป็นธรรม , ธรรม + จักษุ แปลว่า ตาที่เป็นธรรม)
ดังนั้นเมื่อบรรลุ กายธรรม แล้ว ก็ย่อมได้ ตาธรรม ตามมาด้วย เมื่อเห็นตาธรรมแล้ว ก็คือได้ ธรรมจักษุ ดังนั้น ก็เอา ธรรมจักษุ นั้น ไปมองเห็น ตามเห็นความเป็นจริง ซึ่งก็คือ การเห็นอันวิเศษ กิเลสบดบังไม่ได้ หรือ ก็คือ วิปัสสนา นั่นเอง
สรุป คือ การนั่งสมาธิจนบรรลุ พระธรรมกายภายใน จัดเป็น กรรมฐาน เมื่อ บรรลุพระธรรมกายภายใน ก็เอาธรรมจักษุของพระธรรมกาย ไปมองเห็นตามความเป็นจริง จนเกิดปัญญา วิชชา แสงสว่าง ทำลายอวิชชาได้จนหมดสิ้น สิ้นภพ สิ้นชาติ สิ้นการเกิด อันนั้น คือ การ วิปัสสนา ไงครับ
การที่เอาตาเนื้อ(มังสะจักษุ) มาพิจารณา แล้วบอกว่า เจริญวิปัสสนา ย่อมไม่น่าจะใช่แน่นอน เพราะ ตาเนื้อนั้น มองสิ่งของยังผิดๆ ถูกๆ อยู่เลยครับ ยกตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์พยับแดด ที่เรามองไปใน ถนนตอนแดดเปรี้ยงๆ แล้วเห็นเหมือนแอ่งน้ำไงครับ ขนาดมองถนนยังผิดๆ ถูกๆ เลย แล้วจะไปมองเห็นกิเลส ซึ่งละเอียดกว่าถนนตั้งเยอะ ได้อย่างไรครับผม
นี่กำลังจะบอกว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อนิพพานแต่ มีจุดประสงค์ เพื่อเข้าถึงธรรมกาย อย่างนั้นซิ ใช่มั้ยครับ ......
โห แปล คำว่า วิเศษ ว่ามันวิเศษ ในมุมนั้นเหลอครับ ลองมา ดูมุม ของคำว่า วิเศษ แบบนี้บ้างเป็นไงครับ
การอัญเชิญ สติ ที่ถูกทอดทิ้งขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต เมื่อสติขึ้นมานั่งสู่บัลลังก์แล้ว จิตก็จะคลานเข้ามาหมอบถวายบังคมอยู่เบื้องหน้าสติ สติจะควบคุมจิตมิให้แส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก ในที่สุดจิตก็จะค่อยคุ้นเคยกับการสงบอยู่กับอารมณ์เดียว เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความจริงก็เป็นผลตามมา เมื่อนั้นแหละเราก็จะทราบได้ว่าความทุกข์มันมาจากไหน เราจะสกัดกั้นมันได้อย่างไร นั่นแหละผลงานของ สติ ละ
ภายหลังจากได้ทุ่มเทสติสัมปชัญญะลงไปอย่างเต็มที่แล้ว จิตใจของผู้ปฏิบัติก็จะได้สัมผัสกับสัจจะแห่งสภาวธรรมต่าง ๆ อันผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นอย่างซึ้งใจมาก่อน ผลงานอันมีค่าล้ำเลิศของสติสัมปชัญญะ จะทำให้เราเห็นอย่างแจ้งชัดว่า ความทุกข์ร้อนนานาประการนั้น มันไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเราทางช่องทวาร ๖ ช่องทวาร นั้นเป็นที่ต่อและบ่อเกิดสิ่งเหล่านี้คือ ขันธ์ ๕ จิต กิเลส
นี่ก็เป็นการเห็นที่วิเศษ นะครับ
ไม่รู้ว่า อ่านที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมแล้วหรือยังอ่ะครับ
เอาละอันนี้มันเป็นแค่ทานศิล ผมเพียงอยากรู้วิธีปฏิบัติ ที่ชาร์ปบอกว่า ทางวัดธรรมกาย เอามาจากหลวงปู่สด
นะครับ ว่า มีอย่างที่ เราสองคนยกมาบ้างมั้ย .....
Quoteนี่กำลังจะบอกว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อนิพพานแต่ มีจุดประสงค์ เพื่อเข้าถึงธรรมกาย อย่างนั้นซิ ใช่มั้ยครับ ......
มีจุดประสงค์เข้าถึงพระธรรมกาย แล้วเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยครับผม
การเห็นที่วิเศษ ดูเพิ่มเติมที่
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาคที่ 1 เล่ม 6 หน้า 44 ครับ
อะๆๆ ผม ไม่สงสัยครับ เพราะ ว่า คนอ่านเขาคง เข้าใจ ว่า การเ็้ห็นที่ไม่ธรรมดา หมายความว่าอย่างไร ในทางผม คือการ เห็็้นโดยใช้สติสัมปชัญญ ที่ฝึกมาจนถึงขั้น พิจารณา จนเห้นพระไตรลักษณ์ ส่วนธรรมกาย ตีความว่า ไง ผมไม่รู้้ ครับ ยกมาบอก แค่ความหมาย ซึ่่ง มันก็ ถูก อยุ่แล้ว จริงมั้ยครับ...... แต่การตีความแล้วนำไปปฏิบัติมันก็อีกเรื่องนึงนะครับ
ฟังเพิ่มเติมได้ที่ พระธรรมเทศนาเรื่องสมถะวิปัสสนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำครับผม
_http://www.kalyanamitra.org/sermon/x.php?file=media/lpsod/01.asf
หลวงปู่สดก็หลวงปูสดครับ ธรรมกายก็ธรรมกายซิครับ ไหน ลองบอก แนวทางที่ธรรมกาย เกณฑ์คน ไปนั่งสมาธิเยอะแยะ หน่อยซิครับ ทางวัดสอนให้เขาปฏิบัติแบบไงบ้าง.......
ที่บอกว่า หลวงปู่สดก็หลวงปู่สด ธรรมกายก็ธรรมกาย เพราะ หลวงพ่อ ผม ก็เป็นศิษย์หลวงปู่สดเหมือนกัน แต่ไม่เห็น ปฏิบัติแบบธรรมกายเลย...........
Quote from: จักรี on 02 Mar 2007, 22:19 น.
หลวงปู่สดก็หลวงปูสดครับ ธรรมกายก็ธรรมกายซิครับ ไหน ลองบอก แนวทางที่ธรรมกาย เกณฑ์คน ไปนั่งสมาธิเยอะแยะ หน่อยซิครับ ทางวัดสอนให้เขาปฏิบัติแบบไงบ้าง.......
วิธีปฏิบัติสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ของหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ
กับ
วิธีปฏิบัติสมาธิเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ของวัดพระธรรมกาย
อย่างเดียวกันครับผม
ไม่ใช่แนวทางธรรมกาย ครับผม
ไม่ได้เกณฑ์คนมาด้วยครับ ทางวัดพระธรรมกาย ชักชวนมา แล้ว เค้าก็มากันครับ
ไม่สบช่องที่จะเสริมเลย
ว่าแต่ประเด็นต่างๆ ระหว่างจักรี กับชาร์ปที่ถกๆกันอยู่นี่
คิดว่าจะมีข้อสรุปกันไหมครับ ว่าใครถูกใครผิด
หรือถูกทั้งคู่ หรือผิดทั้งคู่ หรือบางส่วนของชาร์ปถูก บางส่วนของจักรีก็ถูกอีก
แต่ที่สำคัญเลย จะให้ใครมาตัดสินดีล่ะ
ที่จะทำให้ทุกคนทุกฝ่ายน้อมรับคำชี้แนะ
โอเคครับ งั้น ผมจะฟัง แล้วลองเรีียบเทียบ กับที่ผมไปฝึกดูว่า มันเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร
ป่าวครับ พี่ณต ข้อมูลที่ยกมา จริงๆ อะถูกครับ แต่การตีความแล้วนำไปปฏิบัตินี่ซิครับ น่าคิด ผม ถึงพยายาม ขอ ดู แนวทางการปฏิบัติที่ธรรมกายบอกว่า สามารถ เข้าถึงพระธรรมกายแล้วจะไปถึงนิพพานได้มั้ย....
เพราะจากประสบการณ์ ไม่เห็น จะมีส่วนใหน ในแนวทางปฏิบัติที่ธรรมกายสอนให้ ใช้วิปัสสนา คือการใช้สติปัญญา วิเคราะห์ให้เห็นจริง หรืออย่างที่ชาร์ปบอกว่า คือการเห็น ที่วิเศษ อะไรนั่นอะครับ....
Quoteคำว่า "เจริญวิปัสสนากรรมฐาน" นั้น เป็นคำที่รวมเรียกติดกัน ซึ่งทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ดังนั้น เราต้องรู้ความหมายของรากศัพท์ เสียก่อนจะได้รู้ว่า อะไร คือ อะไร ไม่เช่นนั้น ก็จะคิดเดาเอา จนสับสนได้ครับ
เจริญ แปลว่า ทำให้มีขึ้น
วิปัสสนา แปลว่า การเห็นอันพิเศษ โดย คำว่า "วิ" สามารถอ่านแผลงตามหลักภาษาได้ว่า "พิ" เช่น วิเศษ กับ พิเศษ, วิจารณ์ กับ พิจารณ์, พระ กับ วร เป็นต้น คำว่า "วิ" นั้นแปลว่า พิเศษ + "ปัสสนา" แปลว่า การเห็น รวมความว่า วิปัสสนา แปลว่า การเห็นอันพิเศษ การเห็นอันวิเศษ
ดังนั้น หมายความว่า การเห็นชนิดนี้ ย่อมเป็นการเห็นที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่มองด้วย ลูกตาเนื้อ แน่นอน ต้องเห็นด้วยอะไรซักอย่าง นี่คือประเด็นว่า เราต้องเห็นด้วยอะไร จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา ดังนั้น จึงต้องมี อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก่อน การเจริญวิปัสสนา คือ กรรมฐาน
กรรมฐาน แปลตามศัพท์ ว่า การกระทำที่เป็นบาท เป็นที่รองรับ เป็นฐาน เป็นราก โดย คำว่า "กรรม" แปลว่า การกระทำ + "ฐาน" แปลว่า บาท พื้น ที่รองรับ
ดังนั้น กรรมฐาน คือ การกระทำที่เป็นฐานรองรับ แล้ว ถามต่อไปว่า รองรับอะไร ก็คือ การรองรับ วิปัสสนา ไงครับ
ดังนั้น กรรมฐาน ต้องทำให้เจริญ ก่อน แล้วจึงเลื่อนชั้น มาทำ วิปัสสนา ในภายหลัง ดังนั้น ถ้า กรรมฐาน ยังทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ การไปวิปัสสนา ย่อมทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน เปรียบเสมือนเราต้องการสร้างบ้าน ถ้าเราไม่สร้างชั้นที่ 1 ย่อมไม่สามารถสร้างชั้นที่ 2 ได้ เพราะ ชั้นที่ 1 เป็นฐานรองรับชั้นที่ 2
เมื่อเราเข้าใจความหมายของ 2 คำนี้แล้ว เรามาดูกันว่า ที่บอกว่า
ิวิปัสสนา แปลว่า การเห็นอันพิเศษ การเห็นอันวิเศษ ดังนั้น หมายความว่า การเห็นชนิดนี้ ย่อมเป็นการเห็นที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่มองด้วย ลูกตาเนื้อ แน่นอน ต้องเห็นด้วยอะไรซักอย่าง
อันนี้ คำตอบเงื่อนงำมันอยู่ที่คำว่า ธรรมจักษุ แปลตาม ศัพท์ว่า ตาของธรรม แต่ ลูกตาธรรมดา ภาษาบาลีท่านว่า มังสะจักษุ (มังสะ แปลว่า เนื้อ)
ธรรมจักษุ ทำอย่างไร จึงจะมีได้ เพื่อสามารถเจริญวิปัสสนา คำตอบคือ ธรรมจักษุนั้น จะบังเกิดขึ้นได้ เมื่อสามารถเข้าถึงพระธรรมกายภายใน (ธรรมะ + กาย แปลว่า กายที่เป็นธรรม , ธรรม + จักษุ แปลว่า ตาที่เป็นธรรม)
ดังนั้นเมื่อบรรลุ กายธรรม แล้ว ก็ย่อมได้ ตาธรรม ตามมาด้วย เมื่อเห็นตาธรรมแล้ว ก็คือได้ ธรรมจักษุ ดังนั้น ก็เอา ธรรมจักษุ นั้น ไปมองเห็น ตามเห็นความเป็นจริง ซึ่งก็คือ การเห็นอันวิเศษ กิเลสบดบังไม่ได้ หรือ ก็คือ วิปัสสนา นั่นเอง
สรุป คือ การนั่งสมาธิจนบรรลุ พระธรรมกายภายใน จัดเป็น กรรมฐาน เมื่อ บรรลุพระธรรมกายภายใน ก็เอาธรรมจักษุของพระธรรมกาย ไปมองเห็นตามความเป็นจริง จนเกิดปัญญา วิชชา แสงสว่าง ทำลายอวิชชาได้จนหมดสิ้น สิ้นภพ สิ้นชาติ สิ้นการเกิด อันนั้น คือ การ วิปัสสนา ไงครับ
การที่เอาตาเนื้อ(มังสะจักษุ) มาพิจารณา แล้วบอกว่า เจริญวิปัสสนา ย่อมไม่น่าจะใช่แน่นอน เพราะ ตาเนื้อนั้น มองสิ่งของยังผิดๆ ถูกๆ อยู่เลยครับ ยกตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์พยับแดด ที่เรามองไปใน ถนนตอนแดดเปรี้ยงๆ แล้วเห็นเหมือนแอ่งน้ำไงครับ ขนาดมองถนนยังผิดๆ ถูกๆ เลย แล้วจะไปมองเห็นกิเลส ซึ่งละเอียดกว่าถนนตั้งเยอะ ได้อย่างไรครับผม
Quote from: จักรี on 02 Mar 2007, 22:26 น.
เพราะจากประสบการณ์ ไม่เห็น จะมีส่วนใหน ในแนวทางปฏิบัติที่ธรรมกายสอนให้ ใช้วิปัสสนา คือการใช้สติปัญญา วิเคราะห์ให้เห็นจริง หรืออย่างที่ชาร์ปบอกว่า คือการเห็น ที่วิเศษ อะไรนั่นอะครับ....
ไม่รู้ว่าพี่เคยมาบวชที่วัด ฟังเทศน์พระอาจารย์ ปฏิบัติธรรม 7 วัน อ่านหนังสือของวัด ฟังเทป mp3 อ่านประวัติวัด อ่านประวัติมหาปูชนีจารย์ ประวัติหลวงพ่อ ไปคุยในเว็บบอร์ดวัด
ด้วยไหมครับ
ถ้ามาวัดอาทิตย์ หรืองานบุญใหญ่ นั่งสมาธิที่สภา หรือดูจากคนที่เข้าวัดใกล้บ้าน
อาจจะไม่ทราบอ่ะครับ
อ้าว คราวนี้ชวนบวชเฉยเลย :08:
ทีแรกแค่นั่งสมาธิ ตาจักรีก็นั่งไปแล้วนะ
อะๆ ไม่เป็นไรครับ ผมกำลังฟัง หลวงปู่สดอยู่ .. แต่จำไว้อย่างนะครับ หลวงปู่สด แสดงธรรมนี้ ก่อนที่
ท่าน พระอาจารย์ของหลวงปู่ แนะำให้้หลวงปู่ หยุดเน้นสมถะ พอท่านหยุดเน้น ท่านถึง ได้หลุดพ้น
และท่านก็กล่าว มาคำหนึ่งว่า " เราเป็นทาสเขาซะนานเลย " ต่อมาไม่นานท่านถึงได้ละสังขาร........
(ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ ปัจจุบันลูกศิษย์ที่อยู่ด้วยช่วงนั้นซึ่งมีไม่กี่คน ต่างเข้าใจและแยกออกไปสั่งสอนลูกศิษย์ตามแนวทางสติปัฏฐาน4 เรื่อยมา )
ข้อมูลนี้ ถูก ลูกศิษยหลายคน์ ของท่าน ปฏิเสธมาโดยตลอด.....ดังนั้น เมื่อใครได้
กล่าวข้อมูลนี้ขึ้นมาก็จะโดนต่อว่า....
แต่ผม เสนอข้อมูลนี้มา เพราะหวังว่า เราคือ f0nt ด้วยกัน.............จะรับฟังความเห็นและความรู้ที่ได้รับมาของกันและกัน....
ฟังแล้วครับ ชาร์ป :12:
ท่านบอกว่า เป็นการฝึกสมถวิปัสสนาสองอย่างนี้.........
วิปัสนาเป็นขั้นสูงกว่าสมถะ แปลว่า เห็นแจ้ง
ท่านเน้นสอน สมถะ เพราะท่านบอกว่า ต้องทำใจให้นิ่งก่อน
โดยมีขั้นตอนคือ
เห็นจำคิดรู้ อยู่ภายใน ร่างกาย...........
ใจหยุด คือการสำเร็จสมถะ .........
ท่านบอกว่า สุขอื่น นอกจากสุขจากการหยุดนิ่งไม่มี.....
พอมาในช่วงนี้ท่านจะเปลียบเทียบ จิต ที่สงบ เป็นดวงแก้วใสๆ แบบต่างๆแล่วใช่มั้ยครับ อืมๆๆ
แบบนี้ใช่มั้ยครับ................
ท่านบอกว่า หยุด แล้วเห็นดวงใส เรียกว่าดวงปฐมมรรค
แล้ว บอกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของ ธรรมาิสติปัฏฐาน .....
ฟังจบแล้วนะครับ ผมมีอคติต่อ แนวปฏิบัติก็จริง แต่ ที่ หลวงปู่พูดมา ที่สอดคล้องกับพระไตรปิฎก ก็ถือว่า ไม่มีข้อสงสัยอะไร แต่ หลังๆ ท่านได้ พูดถึงการปฏิบัติ เรื่องดวงแก้วกลมใส จริงๆด้วย
แต่ ไม่ได้บอกให้เพ่ง ลึกลงไป ลึกลงไป ๆๆ นี่นา อืมๆแต่ชั่งเหอะไม่ใช่ประเด็น ประเด็น คือ มันทำให้เกิดความกังขาในแนวทางปฏิบัติ อยุ่มากมายเหลือเกิน หรือ ศิษย์ธรรมกาย
ไม่รุ้สึกสงสัยในแนวทางนี้บ้างเลย รึครับ (เอ๊ะ หรือว่าผมฟังแล้ว มันแคลงใจอยุ่คนเดียว) แต่หรือว่าศิษย์ธรรมกาย ปฏิบัติดูแล้ว ได้จริงแล้ว (ซึ่ง จะเป็นไปได้เหรอ เพราะผมกำลังหมายถึงนิพพานอยู่นะ ...)หรือว่าสงสัยอยุ่เหมือนกัน แต่ต้องเชื่อเพราะเป็นอาจารย์ หรือป่าว นะ
เพราะที่สงสัย มัน ฉีกแนวทางปฏิบัติที่พระพทุืธเจ้า ยกให้เป้นทางสายเอกซะกระจุยเลย........
Quoteศิษย์ธรรมกาย ไม่รุ้สึกสงสัยในแนวทางนี้บ้างเลย รึครับ
เพราะว่าได้ปฏิบัติไปด้วยครับ เลยหายสงสัย
Quoteแต่หรือว่าศิษย์ธรรมกาย ปฏิบัติดูแล้ว ได้จริงแล้ว (ซึ่ง จะเป็นไปได้เหรอ เพราะผมกำลังหมายถึงนิพพานอยู่นะ ...)
คนวัดปฏิบัติธรรมแล้วได้จริงครับ อย่างน้อยๆ ก็ ไม่หลับ ไม่ฟุ้ง ได้อารมณ์สบาย ใจหยุดนิ่ง เห็นกุศลนิมิต ((ไม่ใช่ดวงปฐมมรรคนะครับ))
ดวงปฐมมรรค เป็น ต้นทางสู่พระนิพพาน ครับ หลวงปู่ท่านบอกไว้ชัดเจนครับ
Quote
เพราะที่สงสัย มัน ฉีกแนวทางปฏิบัติที่พระพทุืธเจ้า ยกให้เป้นทางสายเอกซะกระจุยเลย........
ไม่ฉีกครับ ถ้าปฏิบัติสติปัฐาน4 วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ก็เข้าถึงพระธรรมกายได้เหมือนกันครับ
แต่การพิจารณานั้น ดูที่ผมอธิบาย เรื่องเจริญวิปัสสนา ครับ
Quoteว่าสงสัยอยุ่เหมือนกัน แต่ต้องเชื่อเพราะเป็นอาจารย์ หรือป่าว นะ
เมื่อมาปฏิบัติธรรม ที่วัด เกือบ 100% ได้ปฏิบัติธรรมแน่นอน
ในช่วงแรกนั้นจะมีความสงสัยแน่นอน ไม่มากก็น้อย
แต่เมื่อปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง
จนผลของสมาธิได้ปรากฏ จริงกับตัวของเค้าเอง
ตามที่หลวงปู่หรือสิ่งที่วัดพระธรรมกาย ได้บอก ชี้แนะเค้าไว้
ความสงสัยก็จะหายไปตอนนั้นเองครับ
/////////
ตอนนี้ผมคิดว่า พี่จักรีเข้าใจในวิธีปฏิบัติสมาธิให้เข้าถึงพระธรรมกาย ใน
ระดับหนึ่งแล้วครับ
รายละเอียดอื่นๆมันเยอะมากกๆ
ในวันอาทิตย์ หรืองานบุญใหญ่ ก็จะเป็นการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น
สำหรับบุคคลทั่วไป ที่เค้าจะพอเข้าใจ และทำตามได้
เพราะแค่ ทำใจหยุดนิ่ง ก็เลือดตากระเด็นเแล้วครับ ((สำหรับสาธุชนที่ทำงาน มีชีวิตทางโลก))
ถ้าจะเรียนรู้การปฏิบัติสมาธิให้เข้าถึงพระธรรมกาย อย่างจริงๆจัง ระดับดุเดือด
ก็จะมี โครงการธรรมทายาท ภาคฤดูร้อน นี่ครับ (บวช นั้นแหละ)
ระยะเวลาการปฏิบัติธรรม 2 เดือน นั่งสมาธิกันมันส์เลย
เพราะว่านักบวชหรือพระจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้ผลดี ที่สุดครับ
:46: ด้วยรักและเคารพ ครับพี่จักรี + :46:
ชอบคำว่า แค่ทำใจให้หยุดนิ่ง ก็เลือดตาแทบกระเด็น
แปลกดีนะที่การอยู่กับปัจจุบันขณะเพียงอย่างเดียว
ฟังดูไม่น่าเป็นเรื่องยาก แต่ดันยาก
พอถึงประเด็นนี้ ต้องนิ่งฟังนักปฏิบัติทั้งสองท่านด้วยความเคารพ :12:
ขอนอกประเด็นนิดนึงนะครับ
วันมาฆบูชา เอาบุญจุดมาฆประทีปมาฝากครับ :46:
//ตามอ่านกระจู๋นี้เวลาว่างๆ
ไม่มีอะไรค่ะ แต่อยากมาบอกเฉยๆว่านานาอ่านบางโพสต์แล้วงง :05:
แต่ก็สนุกดี แล้วจะมาอ่านต่อเรื่อยๆ :43:
Quote from: จักรี on 02 Mar 2007, 23:03 น.
อะๆ ไม่เป็นไรครับ ผมกำลังฟัง หลวงปู่สดอยู่ .. แต่จำไว้อย่างนะครับ หลวงปู่สด แสดงธรรมนี้ ก่อนที่
ท่าน พระอาจารย์ของหลวงปู่ แนะำให้้หลวงปู่ หยุดเน้นสมถะ พอท่านหยุดเน้น ท่านถึง ได้หลุดพ้น
และท่านก็กล่าว มาคำหนึ่งว่า " เราเป็นทาสเขาซะนานเลย " ต่อมาไม่นานท่านถึงได้ละสังขาร.......
(ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ ปัจจุบันลูกศิษย์ที่อยู่ด้วยช่วงนั้นซึ่งมีไม่กี่คน ต่างเข้าใจและแยกออกไปสั่งสอนลูกศิษย์ตามแนวทางสติปัฏฐาน4 เรื่อยมา )
ข้อมูลนี้ ถูก ลูกศิษยหลายคน์ ของท่าน ปฏิเสธมาโดยตลอด.....ดังนั้น เมื่อใครได้
กล่าวข้อมูลนี้ขึ้นมาก็จะโดนต่อว่า....
แต่ผม เสนอข้อมูลนี้มา เพราะหวังว่า เราคือ f0nt ด้วยกัน.............จะรับฟังความเห็นและความรู้ที่ได้รับมาของกันและกัน....
อยากทราบว่าข้อมูลนั้นท่านกล่าวเมื่อปี พ.ศ. เท่าไรครับ
Quote//ตามอ่านกระจู๋นี้เวลาว่างๆ
ไม่มีอะไรค่ะ แต่อยากมาบอกเฉยๆว่านานาอ่านบางโพสต์แล้วงง ฮือๆ~
แต่ก็สนุกดี แล้วจะมาอ่านต่อเรื่อยๆ
ถ้าสงสัยอะไรก็ถามได้นะ ถ้าเกิดผมตอบไม่ได้เดี๋ยวจะไปหาข้อมูลมาให้ครับ
////
จบ โครงการสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าแล้วอ่ะ
เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรดีครับ
แนะนำด้วยครับ :05:
เหมือนจู๋ยุบสภาแหละ
ไม่เห็นต้องเปลี่ยนชื่อเป็นจู๋รัฐประหารเลย
:03: อืมครับผม
เมษานี้มีภาระกิจ เดี๋ยวกลับมา จะมาเล่าให้ฟังนะครับ :22:
Quote from: จักรี on 02 Mar 2007, 21:48 น.
การอัญเชิญ สติ ที่ถูกทอดทิ้งขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต เมื่อสติขึ้นมานั่งสู่บัลลังก์แล้ว จิตก็จะคลานเข้ามาหมอบถวายบังคมอยู่เบื้องหน้าสติ สติจะควบคุมจิตมิให้แส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก ในที่สุดจิตก็จะค่อยคุ้นเคยกับการสงบอยู่กับอารมณ์เดียว เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความจริงก็เป็นผลตามมา เมื่อนั้นแหละเราก็จะทราบได้ว่าความทุกข์มันมาจากไหน เราจะสกัดกั้นมันได้อย่างไร นั่นแหละผลงานของ สติ ละ
ที่อ่านๆ มา ชอบอันนี้ นึกภาพตามแล้วขนลุกดี :46:
เช่นกันเลยครับ :46:
Quote from: -ae- on 06 Mar 2007, 09:37 น.
เมษานี้มีภาระกิจ เดี๋ยวกลับมา จะมาเล่าให้ฟังนะครับ :22:
ไปบวชหรอครับ :26:
Quote from: ชาร์ป on 06 Mar 2007, 13:41 น.
ไปบวชหรอครับ :26:
ไว้กลับมาแล้วจะเล่าให้ฟังนะครับ :22:
ไปจับพระปลอมเหรอครับ
ไปเรื่องดี ๆ ไม่มีเรื่องร้ายครับ
เมื่อวันอาทิตย์ไปนมัสการหลวงปู่สด ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญมา เสี่ยงเซียมซีได้เลข 17 พอไปเอาใบทำนายปรากฎว่าหมด แสดงว่าความน่าจะเป็นของเลข 17 มันมากกว่าเลขอื่น :42:
ไม่ได้อ่านทั้งหมดหรอกนะครับ แต่แว่บๆ ว่าธรรมกายอะไรนั่น
ก็เลยเดาได้คร่าวๆ ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ที่มาถกกัน ก็ปล่อยเป็นประเด็นให้ถกกันต่อไป แต่ผมจะเล่าสิ่งที่ผมเชื่ออยู่อย่างนึงในอ่านครับ
ในเรื่องของ การทำบุญ
คือผมเคยอยู่เวรกับนก (เมียนี่ล่ะ) ที่โรงพยาบาลครับ วันไหนจำไม่ได้
ประมาณ 3 ทุ่ม มีคนไข้คนนึง ยายอายุซัก 70 เดินมาหน้าห้องเพื่อรับยา
หน้าห้องนก มีตู้บริจาคเพื่อนำเงินไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ครับ
ยายคนนั้นรับยา โดยไม่ต้องจ่ายเงิน (30 บาทรักษาทุกโรค) แต่แกกลับเดินไปที่หน้าตู้
มือเหี่ยวๆ หยิบแบงค์ 20 ในถุง ซึ่งมีแค่ 2 ใบ ใส่ลงไปในตู้บริจาค
แล้วยิ้มให้ผมกับนก....บิลเงินของแกนั่น ที่นกถือไว้ แต่แกไม่ต้องจ่าย
ประมาณสองร้อยกว่าบาท
ผมสองคนก็ยิ้มให้ยาย แล้วก็หันมายิ้มให้กันครับ ไม่มีอะไรจะพูดให้กันด้วย
แต่คืนนั้น รู้สึกดีจังที่ได้เห็นแบบนั้น แล้วก็รู้ด้วยว่า บุญ คืออะไร
ธรรมะ บุญ การทำทาน การทำบาป หรืออะไรก็แล้วแต่
หัวใจมันจะบอกเองหล่ะครับ ว่าใช่ หรือไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกับอะไรซักอย่าง เลย
จริงๆ ครับ :22:
:25: ซึ้งยังกะฟอร์เวิดเมล
งงครับ ไม่ต้องจ่ายเงิน กับ สามสิบบาท เนี้ย อันเดียวกันเหรอครับ :09:
ไม่ใช่บัตรทองเหรอครับที่ไม่ต้องจ่ายเงิน
:46: ขออภัย
เออแฮะ เอ ทักได้ดี
เดี๋ยวไปถามเมียพี่ก่อนนะ :42:
ข้างบ้านก็ ธรรมกาย
หน้าบ้านก็ ธรรมกาย
เพื่อนสนิทก็ ธรรมกาย
แต่ผมเนี่ย ธรรมกู ครับ
คือแปลว่า ธรรมะ ของ กู
ไม่ใช่ตัวกู ของกู ครับ
:22:
ยายแกบอก
เอาไปฉี่ฉิบเล้ย~ ไม่ต้องทอน
ภาษาวิบัติ :07:
:30: ขอบคุณพี่โก้ครับ :46:
ไม่ช่าย ต้องแอบอ้างมาแล้วทำตัวแดงๆ ก่อน :07:
เรื่องของลุงโก้ซึ้งดีจังครับ :46:
วันที่ 22 เมษายน นี้
ที่วัดมีจัดงาน ถวายสังฆทานพระ 20000 วัด ครับผม
เอาข่าวมาฝาก :46:
ช่วงนี้เห็น จักรี กับ ชาร์ป เงียบๆ ไป งั้นผมขอต่อนะครับ
Quoteตีความสองแบบนะครับ
หลักคือ อะไร
ประพฤติ อย่างไร
หลักของเถรวาท และ มหายานแตกต่างกันชัดเจนครับ แม้จะมาจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน
และการปฎิบัติของทั้งสองนิกายก็แบ่งแยกได้อย่างชัดเจนจากหลักความคิด
แล้ว...
วัดธรรมกาย
ีหลัก อย่างไรครับ
แล้วปฎิบัติหละ อย่างไรครับ
หรือว่าเป็นสาย hybrid ฮิ้ววว
ก็เข้าใจครับ ว่าหลักของเถรวาทกับมหายาน ต่างกันหลายอย่าง
แต่ผมก็ไม่ค่อยได้ศึกษาของมหายาน เลยลงรายละเอียดไม่ได้ว่าต่างกันอย่างไร
แต่ พุทธในยุคดั้งเดิม ไม่ได้มีแยกนิกายนี่ครับ
เท่าที่ศึกษามา เพิ่งจะมาแยกเอาก็ตอนทำสังคายนาครั้งที่ 2 หลังพุทธกาล 1000 ปี
แล้วที่เราศึกษามาก็เป็นบันทึกที่กลุ่มที่แยกเป็นเถรวาทเขียนไว้เท่านั้น
ส่วนบันทึกของมหายานเคยไปอ่านหรือเปล่าครับ ว่าเขาแยกมาเพราะอะไร.....
แม้แต่เถรวาทเองยังแยกออกเป็น 17 นิกาย รู้หรือเปล่า
แต่อย่างไรก็ตาม
ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ปลีกย่อย
แล้วถามนะครับ ว่า พระพุทธเจ้า และพระอรหัตสาวกท่าน นิกายอะไร ????
ถ้าเพื่อให้คนเป็นคนดี เพื่อให้คนเข้าถึงธรรมแล้ว ท่านต้องมาสนใจด้วยเหรอว่าจะนิกายอะไร
มาดู concept ของพุทธศาสนาดีกว่า
ให้ละชั่ว / ทำความดี / ทำใจให้ผ่องใส
หลักปฏิบัติคือ
การไม่ว่าร้าย / การไม่ทำร้าย / สำรวมระวังในศีล / ประมาณในการกินและการใช้ /
สำรวมในอริยาบถการนอนการนั่ง / ประกอบความเพียรในจิต
(อ้างอิงจากโอวาทปาฏิโมกข์)
ซึ่งผมเห็นว่า วัดพระธรรมกายก็ปฏิบัติตามนี้มาตลอด
เป็นเถรวาท แต่ว่าเขาใจใหญ่ มีใจกรุณามากๆ
อยากจะพาคนอื่นๆให้ไปสุคติ และหลุดพ้นเหมือนกัน จะต้องเปลี่ยนนิกายด้วยไม๊
หรือถ้าจะเป็นเถรวาท จะต้องใจแคบๆ ปฏิบัติแต่ตัวเอง ไม่สั่งสอนใคร เท่านั้นหรือครับ
แต่ถ้าจะให้ระบุจริงๆก็ วัดพระธรรมกาย มีใจที่อยากจะให้ทุกๆคนได้ไปสุคติ ให้ทุกคนไปนิพพานหมด เหมือนมหายาน
แต่มีวัตรปฏิบัติ ตามพระวินัย(รักษาศีล 227 ข้อ) แบบเถรวาท
แล้วเอจะบอกว่าเป็น Hybrid ก็แล้วแต่นาย
จะทำอะไรให้มองที่ concept สิครับ เปิดใจกว้างๆหน่อย อย่าไปยึดติดในข้อแตกต่างมากเกินไป
ประเด็นคือ จะให้คนเป็นคนดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้ผ่องใส กำจัดกิเลสที่อยู่ในใจ ใช่ไหมครับ
ก็มองที่ concept ไงครับ
ทำตัวแบบมหายาน ก็บอกว่ามหายาน
ทำตัวแบบเถรวาท ก็บอกว่า็เถรวาท
ไม่ได้บอกว่าผิดตรงไหนเลยนะเนี้ย :09:
แล้วที่เค้าแบ่งๆ แยกๆ ออกมาก็เพราะแนวคิดที่ต่างกันยังไงละครับ
เค้าตีความพระไตรปิฎกคนละแบบ
เหมือนที่เราๆ ทั้งหลายตีความการทำบุญคนละแบบนั้นแล
เอย.. :42:
ไม่ใช่ concept ของเถรวาท หรือ concept ของมหายานครับ
แต่ หมายถึง concept ของพุทธศาสนาต่างหาก
Quoteและการปฎิบัติของทั้งสองนิกายก็แบ่งแยกได้อย่างชัดเจนจากหลักความคิด
Quoteหินยาน,หีนยาน หรือเถรวาท นิกายนี้ก็อยู่แถบไทย ลาว พม่า นี้แหละ คนไทยที่ระบุในบัตรประชาชนว่าศาสนาพุทธ ก็เป็นพุทธหินยานนี่แหละ แต่ยังมีนิกายย่อยอีกนะ (อย่าพึ่งรู้เลยปวดหัวเปล่า ๆ ) แต่แนวความคิดหลักของนิกายนี้ คือ ปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อเอาตัวเองเข้าสู่นิพพาน หรืออะไรประมาณนี้ เป็นแนวความคิดที่เห็นแก่ตัวเล็กน้อย แต่ตรงกับ ตน เป็นที่พึ่งแห่งตน, เรื่องของตน ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน (มีชื่อเล่นว่ายานเล็ก เพราะเป็นรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง)
มหายาน มีแนวคิดหลัก คือจะขนเหล่าสัตว์ให้หมดก่อนถึงจะตามไป จะช่วยคนอื่นให้หมดโลกก่อนแล้วค่อยช่วยตัวเอง มีชื่อเล่น ๆ ว่ายานใหญ่ (รถเมล์ ขสมก.) ซึ่งนิกายนี้ส่วนใหญ่จะนิยมอยู่แถว จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งจะนับถืออุดมการณ์แบบพระโพธิสัตว์ คือช่วยคนทั้งโลก อย่างเช่นเจ้าแม่กวนอิม หรืออะไรเทือกนั้น
Quote "ทำตัว" แบบมหายาน ก็บอกว่ามหายาน
ทำตัวแบบเถรวาท ก็บอกว่า็เถรวาท
แล้วตกลงจะจับที่ประเด็นไหนล่ะครับ
ถ้าเอา " แนวคิด " ก็มหายาน เพราะอยากให้คนไปสุคติมากๆ และหลุดพ้นให้หมด
ถ้าจะเอา " ปฏิบัติ " ก็เถรวาท เพราะถือศีล 227แบบเถรวาท
จะให้เป็นยังไงล่ะครับ
หรือจะบอกว่าเป็น hybrid ก็แล้วแต่เอ
คิด นำไปสู่ ปฎิบัติ ใช่มั้ยครับ :09:
แล้วที่บอกว่าเป็นสาย hybrid นะครับ ก็เป็นความสงสัยไงครับ
แต่คุณแตงโมไม่ได้มาตอบส่วนนี้ (ที่ผู้คนสงสัย)
แล้วมาหาจุดผิดเอซะอีก :08:
Quote
วัดธรรมกายหลัก อย่างไรครับ
แล้วปฎิบัติหละ อย่างไรครับ
หรือว่าเป็นสาย hybrid
ประโยคคำถามนะเนี้ย :09:
ใช่ครับ คิดนำไปสู่ปฏิบัติ แต่ไม่รู้ว่าเอจับที่ประเด็นไหนไง เลยแยกเป็น2 ประเด็นให้ชัดๆ
แล้วเอคิดว่าวัดพระธรรมกายเป็นนิกายไหนล่ะ
Quoteแต่คุณแตงโมไม่ได้มาตอบส่วนนี้ (ที่ผู้คนสงสัย)
ตอบไปแล้วในโอวาทปาฏิโมกข์ไง
Quote
หลักการคือ
ให้ละชั่ว / ทำความดี / ทำใจให้ผ่องใส
หลักปฏิบัติคือ
การไม่ว่าร้าย / การไม่ทำร้าย / สำรวมระวังในศีล / ประมาณในการกินและการใช้ /
สำรวมในอริยาบถการนอนการนั่ง / ประกอบความเพียรในจิต
(อ้างอิงจากโอวาทปาฏิโมกข์)
ซึ่งผมเห็นว่า วัดพระธรรมกายก็ปฏิบัติตามนี้มาตลอด
หลักการของวัดเป็นอย่างนี้ ตรงตามพุทธศาสนา แต่จะตรงใจเอหรือเปล่าไม่รู้นะ
:42: ..
พอดีก็ไม่ได้สนใจจะไปศึกษามหายาน เถรวาทซะด้วย
แต่แปร่งๆ ว่าหลักการที่พูดๆ กันเนี้ย มันคนละหลักการนะครับ :42:
หลักการที่แตงโมกล่าวมามันคือ หลักปฎิบัติเฉพาะตน(อยู่แล้ว ยกมายังไงก็ถูกครับ)
มหายานก็น่าจะใช้หลักการนี้ในการปฎิบัติความดีด้วยนะครับ
เพียงแต่อีกหลักการหนึ่งที่ต่างกันนั้นละครับ ที่ต่างกันระหว่างมหายานกับเถรวาท
ไม่รู้เหมือนกันครับ
เพราะไม่ได้สนใจความแตกต่างของนิกายเหมือนกัน
สนแค่ว่าพุทธศาสนาสอนอะไร และให้ทำอะไร
อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรไม่ควร และวิธีทำใจให้ผ่องใส แค่นั้นเอง
ซึ่งจะเป็นเถรวาทหรือมหายาน ผมไม่ได้สนใจหรอกครับ
ครับ :25:
จริงๆ หลักที่เค้าแบ่งว่า เป็น เถรวาท กับ มหายาน
มันเป็นเรื่อง พระวินัย ครับ
ผมสงสัยพี่เอ ว่า พี่เอ ติดใจเรื่องอะไรอ่ะครับ
เรื่องว่าวัดพระธรรมกายเป็นนิกายใหม่รึป่าว ผมอ่านแล้วงงๆ
สงสัยว่า...
เอ่อ พูดซ้ำอีกแล้ว :01:
ธรรมกายเป้นเถรวาทที่จะให้คนนิพพานเยอะๆ เหมือนมหายานใช่มั้ยครับ :01:
วัดพระธรรมกาย ปฏิบัติแบบ มหานิกาย นิกายเถรวาท ครับ {หมีโหด}
แต่การ พาคนเข้าพระนิพพานเยอะๆ ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเป็น มหายานนะ พี่เอ
:09:
ถึงได้ถามไง :01:
...
ชักงง :09:
แล้วพี่เอหายสงสัยยังอ่ะครับ :09:
แล้วอธิบายแล้วยังละ :01:
ก็ตัวแบ่งว่าเป็น มหายาน กับเถรวาท ก็ พระวินัย ในตอนสังคายานา ไง
:09:
เอาพระวินัยไตรปิฎกยกมา คัมภียร์แสนแปดก็ไม่เข้าใจหรอก :01:
ไม่เป็นไรละ
ไม่เข้าใจก็ได้ :42:
เพราะสุดท้ายก็ทำดี
และที่สำคัญเอไม่ได้ทำ :17:
งั้นเดี๋ยวผมสรุปการแยกของนิกายง่ายๆนะครับ
ในตอนแรกสุดไม่มีแบ่งนิกายหรอก
จนถึงการสังคายานาครั้งที่ 2
คณะสงฆ์แคว้น วัชชี เค้าต้องการแก้ไขพระวินัย 10 ข้อ
เพราะพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า (ย่อๆนะ)"หากพระวินัยข้อใดที่ขัดกัยยุคสมัยก็สามารถแก้ไขได้"
แต่คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเหมือนเดิม
ก็เลยแยกกัน
คณะสงฆ์วัชชี ที่แยกออกไปคือ มหายาน
พี่เอพอรู้เรื่องไหมครับ :09:
แตงโมนี่สมัครสาวกเพื่อมาตอบกระจู๋นี้โดยเฉพาะเลยเหรอครับ
ไม่ค่อยเห็นในกระจู๋อ่ืน
:42:
เห็นนะ แต่แว้บๆ :31:
แว้บจริงๆ 90% อยู่ในจู๋นี้ตลอดเลย :31:
ต้องรอพี่แตงโมมา แถลงข่าว :31:
:27:
ผมว่าการที่พูดประมาณว่า
"ตัวแบ่งมหายานออกจากเถรวาท
อยู่ตรงส่วนพระวินัยซึ่งไม่เหมือนกันเท่านั้น"
จะไม่ค่อยถูกนะ...
เพราะโดยจุดมุ่งหมายนั้นทั้งสองยานแล้วต่างกันมากครับ
เถรวาทและมหายานนะ
ไม่ใช่แค่ส่วนพระวินัยอย่างเดียว
การปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาเพื่อจุดหมายด้วย
ต่างกันลิบเลย...
พูดง่ายๆ คือ
คอนเซปต์ของสองนิกายนี้ ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
เหมือนกับคอนเซปต์ส่วนตัวของผมเอง
ที่นับถือศาสนาก็จริง แต่ไม่ได้อยากจะนิพพงนิพพานอะไรนั่นเลย
เว่าแม่นบ่ ข้อยเว่าแมน บ
หลังจากผม ได้ตรองคิดอยู่นาน และได้เกือบจะตัดสินใจที่จะไม่ตอบหรือแสดงความคิดเห็น ต่อ
เพราะรู้สึกว่าเหมือน การ หันหลังใส่กันแล้วตะโกนใส่กำแพง ....ข้อมูลและวิธีต่างๆที่ชาร์ปให้ผมศึกษาและปฏิบัติ
ผมก็ได้ลองทำและลองศึกษาดู แต่ ผมก็ยอมรับว่า มันก็ไม่ได้ส่งผลทำให้ความคิดเห็นผมเปลี่ยนไปเลย
หรืออาจจะเป็นเพราะอคติของผมที่มีมากโข อันนี้ก็มิอาจทราบได้ ซึ่งผมก็จะพยายามให้มากกว่านี้.....
ที่จริง ที่ผมนิ่งไป คือผมกำลัง นั่งคิดตามและพยายาม แอบปฏิบัติตาม แนวทางปฎิบัติ ของหลวงปูสดอยุ่ครับ
ถึงแม้ ผมจะได้ข้อมูลในทำนองว่า หลวงปู่สอนผิด ก็ตาม.....
และ อย่างไรก็ตาม ถ้าข้อมูล ที่ผมได้มา ถ้าเป็นเรื่องจริงมันคงเป็นเรื่องที่ศิษย์ธรรมกายยอมรับได้ยาก ....
เพราะ ถ้ายอมรับแล้วมันก็หมายถึง การ ยกเลิกแนวทางปฏิบัติของธรรมกายทั้งหมดเลยทีเดียว
ซึ่ง มันเป็นเรื่องความเชื่อ ความรู้สึกที่อ่อนไหวและเปอะบางยิ่งนัก ..........
ดังนั้นข้อมูลนี้ ผมไม่ขอยืนยันแหล่งที่มา ไม่ขอระบุวันเวลา หรือ ถ้า ศิษย์ธรรมกายท่านใด
ไม่อยากผิดใจหรือขุ่นข้องหมองใจไปกว่านี้ก็จงคิดซะว่า มันเป็นเรื่องที่ผมกุ ขึ้นมา ก็แล้วกันนะครับ.......
...............................................................................................................................................................................
หลังจากผมได้ฟังเทศน์ของหลวงปู่ ผม จึงมานั่งคิด ถึง การใช้ อินทรีย์พละ 2 ใน สี่
ที่ว่าด้วย การใช้สัดส่วนของศรัทธากับปัญญาในปริมาณเท่ากัน
ก่อนอื่นผมก็มานั่งคิดว่า ศรัทธาเกิดจากอะไร
ศรัทธา ที่ผมใช้ในการตั้งใจจะปฏิบัติสมถะในแนวทางหลวงปู่ ครั้งนี้
ส่วนใหญ่มาจากศรัทธาในตัวท่าน ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ของอาจารย์ผมอีกที
และท่านเป็นคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาโดยตลอด
สารแห่งความตั้งมั่นของศรัทธาจึงก่อเกิดมี ขึ้นมา ....นิดหน่อย
(ที่บอกว่านิดหน่อยเพราะ ไม่สามารถทำใจโยนทิ้งข้อมูลที่ได้มาลงไปได้)
ต่อมา มาพูดถึงปัญญา ในเมื่อเรามีศรัทธาเพียง นิดหน่อย ดังนั้น ขอ ปัญญา นิดหน่อยก็พอ
ปัญญาเกิดจากอะไร เกิดจากการใช้ความเป็นจริงของเหตุ ผล ปัจจัย และการทดลองปฏิบัติ....
พอมาถึงจุดนี้แล้ว อย่า มองข้ามเหตุ ผล ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนการทดลองทำ.....
อย่ามองข้ามเหตุผลอย่างไร ?
แนวทางการปฏิบัติต้องพอคิดตามได้บ้างว่าพอทำแล้วในขั้นต้นจะส่งผลอย่างไร
แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน......ไม่ใช่ดูที่จริตว่าชอบหรือไม่ชอบ ....
แต่จงดูที่ความน่าจะเป็นที่ซึ่งใช้ปัญญาอันน้อยนิดคิดตาม.......
การหลับตา ท่านบอกว่า "เมื่อใจนิ่งเห็น นิมิต ดวงแก้วกลมใสเกิดขึ้นที่ฐานกลางกาย.......................
นั่นแหละถือว่าสำเร็จสมถะ..."
ใช้ความคิดสักนิดก่อนทดลอง จะต้องมีคำถามว่า "จริงหรือ ?" เมื่อทดลองแล้วจะถามว่า "ใช่มั้ย"
ถามเพื่อนข้างๆว่า "เฮ้ย เอ็งเห็นลูกเดียวกันกับข้ารึป่าว" เพื่อนตอบว่า "ไม่รู้สิ....."
ถามว่ารู้ได้เฉพาะตนรึป่าว? และก็ถามต่อไปอีกว่า รุ้ได้ไงว่าตนคิดถูก? ถามต่อไปอีกว่า
ถ้าเชื่อตนเอง เชื่อได้แค่ไหน?.......
มีอีกหลากหลายคำสอน ในขั้นลึกลงไป ..............ไม่ต้องถาม ถึงลูกแก้วดวงต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญญาวิมุต
หรืออะไรก็ตาม ....
เอาแค่ ลูกแก้วดวงเดียวที่ท่านบอกว่าเป็นที่สุด เรียกว่านิ่งที่สุด นั่นคือผลสำเร็จแห่งสมถะ.....แค่นี้ก็พอ..... ....
นี่คือ จุด สิ้นสุดของผู้ปฏิบัติเบื้องต้น อย่างชาร์ปว่า คือการ "แค่ทำใจให้นิ่ง ก็ยากมากแล้ว" ถ้าบอกว่า
แนวทางปฏิบัตินี้มีจุดประสงค์แค่นี้ ก็ถือว่าถูกต้อง
ดังนั้นพอมาถึงตรงนี้ การวิเคราะห์ จากผู้ปฏิบัติเบื้องต้นอย่างผม ก็คงให้ข้อสังเกตได้เพียงเท่านี้ หลังจาก
ใช้ ปัญญา นิดหน่อย บวกศรัทธานิดหน่อยแล้ว
พอข้ามขั้นไปจากนี้.........มันจะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ดังนั้น เรามาสันนิษฐานกัน....
อย่างมีเหตุผล และ อย่าบอกว่า เราซึ่งเป็นคนธรรมดา
และไม่ปฏิบัติจะไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งมันไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะอย่างน้อย
ต้องคิดตามได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะหลักปฏิบัติถูกสร้างมาเพื่อคนธรรมดา
ดวงปัญญาวิมุติท่านว่าเกิดหลังจากได้ดวงสมถะ คือดวงกลมใสตรงฐานกลางกายลูกแรก...
ดวงปัญญาวิมุตนั้น ชื่อก็บอกแล้วคือดวงแห่งปัญญา การเกิดปัญญา
ปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร
เด็กๆลองตอบมาซิ.....? ทั่วๆไป น่าจะเกิดมาจากการ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และการทดลอง
ในทางพุทธ เสริมคำว่า "ตามความเป็นจริง" ลงไปด้วย........
แล้ว ลองตั้งข้อสังเกต ว่า หลวงปู สอน ให้เรา คิดวิเคราะห์แยกแยะตามความเป็นจริง ตรงไหน
ถึง เกิดเป็น ดวงปัญญาวิมุติ.......
.(หรือจะบอกว่า พอปฏิบัติมาถึงตรงนี้แล้ว มันจะคิดได้เอง อ๋อ คิดได้เองเพราะเขาเป็นผู้วิเศษ
ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างนั้นหรือ)
หลักการตั้งข้อสันนิษฐาน ก็น่าจะพอแค่นี้ ไม่ว่าจะนั่งแล้วเห็นอะไร เห็น องค์ใดต่างๆก็ตาม
หลักสังเกตนี้ก็จะยังใช้ได้ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ....
ถ้าบอกว่าเรานิ่งจนถึงที่สุดแล้วเราจะเห็นความจริงอันวิเศษหรือวิปัสสนา
ได้เองนั้นไม่ว่าใครก็ตอบไม่ได้ถ้ายังไม่ปฏิบัติถึงจุดนั้น แต่ลองมาคิดใช้หลักการ แบบคนธรรมดาดู
ถึงความยากง่าย เป็นไปได้หรือไม่ประการใดนั้น ต้องคิดเอาเอง ผมจะให้ข้อสังเกตเพียงแค่ว่า......
" เมื่อยึดติด จนจิตนิ่งสงัด จะงัดออก ได้ง่ายคงไม่มีทาง"
......ดังที่เคยยกตัวอย่างไปหลายหนแล้วว่า การเดินทางโดยเรือสำราญ ....
พอถึงฝั่งที่เส้นทางไปต่อมันยากลำบาก คุณซึ่งเป็น คนอาศัยเรือมา จะยอมลงไปเดินลำบาก หรือป่าว?
ซึ่ง จากข้อมูล ที่ผมได้รับมาและพูดไปข้างต้นแล้วว่า ภายหลังหลวงปู่ก็ยอมรับว่า ผิดไปในจุดนี้ ....
การทำจิตให้สงบโดยการยึดติดกับมโนภาพไม่สามารถ เข้าถึงขั้นตอน วิปัสนาได้.....
พอรับข้อมูลนี้มาผม ไม่ได้เชื่อเลยทีเดียว และก็ใช้ปัญญาอันมีอยู่น้อยนิดคิดตามว่า
การเห็น อันวิเศษ คือการเห็นถึงความเป็นจริงอันแท้จริง .....
ด้วยสติและปัญญา พิจารณา ให้เห็นถึงไตรลักษณ์... ...... การ ให้ฝึกให้นั่งคิดถึงแต่มโนภาพ
ไม่มีเหตุผล ที่จะทำให้ต่อไปสามารถคิดพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงอันแท้จริงได้......
....................................................................................................................................................................................................
และที่บอกว่า จุดมุ่งหมายของเถรวาทกับมหายาน แตกต่างกัน มั้ย แตกต่างกันแน่นอนครับ
เพราะมหายานตีความหมายนิพพาน เป็นแค่ ความสุข การเสวยสุขเป็นพระโพธิสัจ เป็นเทพองค์ต่างๆ
ดังนั้น มันจะเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตรงที่ แค่ปฎิบัติให้ได้ฌาณ ก็สามารถ ไปถึงเป้าหมายได้
และ แค่การปฏิบัติแบบสมถะ ก็สามารถถึงฌาณได้เช่นกัน....
ดังนั้น ที่ เราเรียก มหายาน คือ ยานใหญ่สามารถพาคนไปได้เยอะ เพราะ เขาสามารถไปได้ง่ายกว่าเรา
เพราะหลักปฏิบัติ ของเขาเรียกได้ว่าแทบจะตัด ขั้นตอนของวิปัสสนา ไปได้เลย.......
หรือเรียกได้ว่า คุณไม่ต้อง เห็นความจริงที่จริงแท้แน่นอน ไม่ต้องเห็น การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ ต้องเข้าใจ ในพระไตรลักษณ์ ก็สามารถไปถึงเป้าหมายได้
ที่เขาเป็นพุทธเพราะหลักการเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะ
ท่านก็รู้ว่าแต่ละคนมีเป้าหมายต่างกัน แต่เป้าหมายของท่าน คือ นิพพานที่เถรวาท ตีความว่า คือการหลุดพ้น นั่นแหละ......
73 บรรทัด
6,147 ตัวอักษร
:05:
ขอโทษ อีกครั้ง ครับ :08:
ไปตีลังกา ไป๊
อ่านครบด้วยละ :35:
Quote from: จักรี on 10 Mar 2007, 02:06 น.
การเดินทางโดยเรือสำราญ ....
พอถึงฝั่งที่เส้นทางไปต่อมันยากลำบาก คุณซึ่งเป็น คนอาศัยเรือมา จะยอมลงไปเดินลำบาก หรือป่าว?
ที่สำคัญคือชอบเข้าใจว่า
เรือพามาถึงตัวนิพพานแล้ว
เลยไม่ยอมไปต่อนี่แหละครับ
ปัญหาทั้งมวลมันอยู่ตรงนี้แหละ
:46:
นี่แหละ คือ สิ่งสำคัญ เป็นเหมือน เส้นผม บังภูเขาโดยกิเลสของมนุษย์ชอบคิดว่า ความสุข สงบ นั่นแหละคือนิพพาน............หารู้ไม่ว่า ตนรู้ไม่เท่าทันกิเลสของตนซะแล้ว......
ช่วงนี้ผมไม่ว่างครับ ประมาณ อาทิตยกว่า
เพื่อนผมมันผูกคอตาย เดี๋ยวต้องไปจัดงานศพมันอ่ะครับ
ไว้เดี๋ยวว่างๆมาตอบครับ
เรื่องนิกายต่างๆขอฝากรูปนี้ไว้ละกันครับ
(http://img2.f0nt.com/10/04cf20a21e75d517f18cd0596aaab5db.jpg)
:25:
:01:
หายไปหนึ่งสัปดาห์
ทีแรกนึกว่าจะหลายหน้ากว่านี้
ได้พบความหมายของคำว่าบุญ
แบบที่ตัวเองเข้าใจอีกแบบหนึ่ง
เอาแบบรวบรัดคือ มาเป็นครูบนดอยหนึ่งสัปดาห์
โรงเรียนบนดอย เด็กชาวเขาห่างไกลความเจริญ
อย่างที่เขาพูดถึงกันในนิยายน่ะครับ
เดี๋ยวนึกออก หาคำอธิบายได้แล้ว จะเล่าสู่กันฟังครับ
:25: โอ้ว....ท่านเก้อ
Quoteแตงโมนี่สมัครสาวกเพื่อมาตอบกระจู๋นี้โดยเฉพาะเลยเหรอครับ
ไม่ค่อยเห็นในกระจู๋อ่ืน
ฮิ้ววว
ผมพูดไม่ค่อยเก่งครับ และก็ไม่เก่งศิลปะด้วยครับ และเวลามาตอบกระจู๋ทางก้าวหน้านี่กว่าจะตอบได้แต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลาครับ กว่าจะตอบเสร็จก็หมดเวลาเล่น Net ทุกที เลยไม่ค่อยไ้ด้ไปตอบกระจู๋อื่น :05:
ที่ผมสมัีครสาวกก็เพราะได้มาอ่านกระจู๋นี้จริงๆครับ คือผมอ่านแล้วที่นี่แปลกจากที่อื่นครับ สุภาพ ประทับใจ เลยสมัครครับ :33:
.........................................................................................
ขอเล่าปกิณกะนะครับ
คนประกอบด้วย (อย่างน้อย) 2 ส่วนครับ
1. กาย
2. ใจ
คนเราถ้ามีแต่ กาย อย่างเดียว เค้าเรียกว่า
ศพถ้ามีแต่ ใจ อย่างเดียว เค้าเรียกว่า
ผีคนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็มีีสิ่งที่ต้อง
ดูแล ทุกอย่าง
ตั้งแต่เส้นผม ก็ต้องดูแลทำความสะอาด ตัด ตัด ย้อม ...
ท้องเวลาหิว ก็ต้องกิน แล้วก็ต้องเลือกกินแต่ของที่ดีมีประโยชน์
เท้าเราก็ต้องดูแล เวลาเดินก็ใส่รองเท้า ป้องกันเท้าเป็นแผล สกปรก ..
บ้านของเราก็ต้องดูแลทำความสะอาดทุกวัน ปัด กวาด เช็ด ถู ทุกวัน
มีรถ ก็ต้องดูแลเติมน้ำมัน ใส่ลมยาง ทำความสะอาด
ทุกๆอย่างที่เรามี ล้วนต้องดูแลทุกอย่างเลย ....... แต่ที่เล่ามาคร่าวๆ นี้
แค่ดูแลร่างกาย และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายครับแต่การดูแล
ใจ น้อยคนนักที่จะดูแล เอาใจใส่ หรือยังไม่รู้วิธีที่จะดูแล
ซึ่งวิธีุดูแล ใจ ของเราก็คือ
สมาธิ ครับ
ปกติของใจเราคือ ไม่อยู่นิ่ง มักวิ่งไปมา เดี๋ยวคิดถึงบ้าน คิดถึงงาน คิดถึงเพื่อน คิดถึงแฟน คิด.......
คิดไม่หยุด ไม่เคยหยุดเลยครับ
ทำให้ใจของเราเหนื่อย ล้า ... ใจหมดกำลัง
เมื่อใจหมดกำลัง ทำให้ทนต่อปัญหา อุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตได้ยาก
เป็นสาเหตุของความทุกข์ทางใจ (ใจเป็นโรค)
เราจึงจำเป็นต้องเติมพลังของใจ ด้วยการทำสมาธิ ทำใจหยุดใจนิ่ง ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว
ใจที่เป็นสมาธิ จะมีลักษณะที่ตั้งมั่น ราบเรียบ สงบนิ่ง เหมือนน้ำนิ่งที่ไม่มีลมพัดต้อง ไม่มีสิ่งรบกวนให้เกิดคลื่นกระเพื่อมไหว
ใจที่เป็นสมาธินั้นจะใส กระจ่าง สว่างจนมองเห็นอะไรๆได้ชัด
ใจที่เป็นสมาธิดีแล้วจะมีความนุ่มนวล ควรแก่การงาน หรือเหมาะแก่การใช้งาน เพราะใจเป็นระเบียบ ไม่สับสน ไม่กระด้าง ไม่วุ่นวาย ไม่ขุ่นมัว ไม่เครียด ไม่เร่าร้อน และไม่มีความกระวนกระวาย
นี้คือผลของการฝึกสมาธิในระดับต้น ....
(แต่เมื่อฝึกสมาธิมากๆ เข้า ก็จะได้ผลที่เกิดจากสมาธิในระดับที่สูง ยิ่งๆขึ้นไปครับ)
เพราะฉะนั้น เรามาฝึกสมาธิกันเถอะครับ
ใครจะฝึกสมาธิแบบไหนก็ได้ครับ ตามแต่จริตของตนเองครับ :33:
แสดงว่า คุณ แตงโม มองเห็น แต่ประโยชน์ มองเห็นแต่ข้อดี ของ สมาธิ ซึ่งบอกว่ามัน เป็นเรื่องของ
การ นิ่ง สงบ เป็นการ จัดระเบียบ ใจ ไม่ให้เป็นโรค ฟุ้งซ่าน จะว่าไป เรื่อง แบบนี้
มัน เกิดมาพร้อมกับมนุษย์ พอๆกับ การเกิดทุกข์ และต้องดูแลเอาใจใส่เพื่อดับทุกข์ นั่นแหละครับ.............
เมื่อเราเกิดมา ตั้งแต่เด็ก จนโต การทำสมาธิ มี อยุ่ตลอดในชีวิตประจำวัน เกือบทุกคน
ทำสมาธิครับ จะมากจะน้อย ก้ต้องเคยทำกันทั้งนั้น..
ถ้า ไม่งั้น จะไม่สามารถประกอบกิจการงานใด ได้เลย การตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การสงบใจเมื่อโกรธ
การทำใจ เมื่ออกหัก ล้วน มีสมาธิ มาเกี่ยวข้องทั้งนั้น ครับ........... ดังนั้น การฝึกสมาธิ จึงเป็น
เรื่องที่ทำเพื่อให้ เป็นการทำสมาธิ ให้ต่อเนื่อง ปกติ 24 ชั่วโมงของวัน เรามีสมาธิ
ิ แบบขาดๆเกินๆ มีบ้างไม่มีบ้าง แต่ เมื่อมีการฝึก ก็คือการทำสมาธิ อยุ่ตลอดเท่านั้นเองครับ.....
การฝึกเพื่อ ให้ ได้สติ กับการ ฝึกให้นิ่ง จึง แตกต่างกัน นะครับ .... เช่น ถ้าเราเป็นนักมวย
จริงอยุ่การหลบหมัด ออกหมัด ตั้งการ์ด ต้องใช้สมาธิสูง เราจึงทำสมาธิ แต่ ถ้ามัวแต่ทำสมาธิ
ไม่ยอม ฝึกซ้อมหลบหลีก ออกหมัด ตั้งการ์ด ฯลฯ แล้วจะสามารถต่อยมวยได้มั้ยครับ ....
แล้ว ถ้ายิ่งทำสมาธิ แล้วนึกภาพว่า ตัวเองกำลังตั้งการ์ด อยุ่ ตัวเองกำลังออกหมัดอยุ่ ตัวเองกำลังหลบหลีกหมัดคู่ต่อสู้อยู่...คุณลองคิดดูเอาเองแล้วกันครับว่า ถ้า ต่อยจริงคุณจะสามารถมั้ย?
ดังนั้นจงใช้สมาธิ ไปพร้อมกับการหลบหลีก ตั้งการ์ด ออกหมัด ฯลฯ ของจริง เถอะครับ...
ที่จักรีพูดมาถูกต้องนะครับ ...... :12:
คือที่ผมพูดมา ก็เพราะอยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสมาธิ
จะได้หันมาใส่ใจกับคำว่าสมาธิให้มากขึ้นน่ะครับและสมาธิมี 2 ประเภทครับ
1.สัมมาสมาธิ สัมมา แปลว่า ดี, ถูก, ชอบ (ประมาณนี้) แปลว่า สมาธิที่ถูก
2.มิจฉาสมาธิ มิจฉา แปลว่า ผิด, ไม่ดี แปลว่า สมาธิที่ผิด
ทุกกิจกรรมเราใช้สมาธิครับ แต่จะเป็นสมาธิแบบ 1 หรือ 2 ก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ
อย่างเช่น เราเล่นไพ่ เราสามารถเล่นไพ่ได้เป็นวันๆ บางทีก็เล่นไพ่ข้ามคืน ไม่กิน ไม่นอน ไม่ขยับเลยก็มี นี่เค้าเรียกว่ามีสมาธิ แบบ มิจฉาสมาธิ คือเอาสมาธิมาใช้ในทางที่ผิด ๆ
หรือ ยกอีกตัวอย่างหนึ่งคือ นักฆ่าที่เค้าใช้ปีนจะยิงคน ถามว่าตอนที่เค้ากำลังเอาปีนส่องคนอยู่นั้น เค้ามีสมาธิหรือเปล่า ..... ก็ตอบว่า มี แต่ใช้สมาธิในแบบที่ผิดๆ ที่เรียกว่า มิจฉาสมาธิ
แปลกครับ แต่พอเรามานั่งสมาธิ (สัมมาสมาธิ) กลับ นั่งได้ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง จะนั่งข้ามวันนี่ก็ยาก ต้องฝึก
Quoteการฝึกเพื่อ ให้ ได้สติ กับการ ฝึกให้นิ่ง จึง แตกต่างกัน นะครับ
จักรีลองสังเกตตัวเองดูซิครับ ว่าหลังจากการนั่งสมาธิแล้ว ใจของจักรี นิ่งหรือเปล่า .... เวลามีเรื่องมากระทบใจ ใจของจักรีนิ่งหรือเปล่า ..... ถ้าใจนิ่งก็ถูกแล้วครับ เป็นผลของการฝึกสมาธิน่ะครับ
ถ้าคนใจไม่นิ่ง ไม่มีสติ หรือไม่มีสมาธิแล้ว พอเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ตื่นเต้น เช่นไฟไหม้ รถชน ใจของคนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ ใจของเค้าจะไม่นิ่ง ใจของเค้าจะสับสนวุ่นวาย แล้วก็คุมตัวเองไม่อยู่ จะคิดแก้ปัญหาอะไรก็คิดไม่ออก แต่ถ้าคนไหนเค้ามีสติ ใจของเค้านิ่ง เวลามองปัญหา จะเหมือนกับคนอยู่ที่สูงมองปัญหาออก สามารถแก้ปญหาได้ตรงจุด ครบวงจร
Quoteดังนั้นจงใช้สมาธิ ไปพร้อมกับการหลบหลีก ตั้งการ์ด ออกหมัด ฯลฯ ของจริง เถอะครับ...
:12: เยี่ยมครับ
ยาวมาก :07:
ใช่ครับ มิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ คนฝึกสมาธิ มีโอกาส เป็นได้ทั้งสองแบบครับ และทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ ก็สามารถฝึกจนได้ฌาณด้วยกันทั้งนั้นครับ......
เชื่อมั้ยครับ ว่าถ้าสมมติ ฝึกสมาธิ ให้กับคน 5 คน มี 1 คน ที่นำสมาธิ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง (มิฉฉาสมาธิ)
ก็ถือว่าล้มเหลว นะครับ เพราะ ถือว่าเป็นการส่งเสริม คนเลวให้มีอำนาจ......."โจร ฝึกสมาธิ คือมหาโจร "
--------------------------------
Quote from: TangMo on 14 Mar 2007, 13:12 น.
จักรีลองสังเกตตัวเองดูซิครับ ว่าหลังจากการนั่งสมาธิแล้ว ใจของจักรี นิ่งหรือเปล่า .... เวลามีเรื่องมากระทบใจ ใจของจักรีนิ่งหรือเปล่า ..... ถ้าใจนิ่งก็ถูกแล้วครับ เป็นผลของการฝึกสมาธิน่ะครับ
ถ้าคนใจไม่นิ่ง ไม่มีสติ หรือไม่มีสมาธิแล้ว พอเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ตื่นเต้น เช่นไฟไหม้ รถชน ใจของคนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ ใจของเค้าจะไม่นิ่ง ใจของเค้าจะสับสนวุ่นวาย แล้วก็คุมตัวเองไม่อยู่ จะคิดแก้ปัญหาอะไรก็คิดไม่ออก แต่ถ้าคนไหนเค้ามีสติ ใจของเค้านิ่ง เวลามองปัญหา จะเหมือนกับคนอยู่ที่สูงมองปัญหาออก สามารถแก้ปญหาได้ตรงจุด ครบวงจร
อืมครับ นิ่ง แล้วอย่างไงครับ สมมติว่าใจผมนิ่ง รถแหกโค้งเข้ามาจะชน แค่นิ่งเฉยๆ ช่วยได้เหรอครับ
อะแล้วถ้าบอกว่านิ่งแล้วจะเกิดสติ อ่าใช่ครับ ผม เกิดสติ คือการระลึกรู้ว่า มีอันตราย ต้องหลบ
แต่ถ้าจะหลบ แล้ว ไม่เคยฝึก ทักษะ มัวแต่คิดว่า จะหลบๆ คิด เอานะครับ ว่าจะหลบทันมั้ย
และอย่างไรด้วย...
ถ้าไม่ฝึกให้แก้ไขปัญหา จะแก้ปัญหาเป็นเหรอครับ .... ถ้านั่งคิด ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น
จะต้องแก้อย่างนี้ เกิดอย่างนี้ต้องแก้อย่างนั้น ....คิดมั้ยครับว่า ถ้าเจอเหตุการณ์จริง
จะสามารถทำได้มั้ย.....
พอเข้าใจว่า เราอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่ได้อยู่ในวัด
ก็ต้องมีความสามารถในทางโลกแบบที่มนุษย์ควรมีครับ
up skill อื่นด้วยนะครับ อย่าอัพแต่สมาธิ เดี๋ยวตีมอนไม่ตายนะครับ
ที่ถกกันมา เป็นนามธรรมทั้งนั้น ต่างกันไปแต่ละความคิด
ส่วนรูปธรรมนี่ เวลาเจอเหตุการณ์จริงๆ จะทำกันได้ตามที่ถกรึเปล่า
สติ สมาธิ ปัญญา ฯลฯ ความหมายน่าจดจำทั้งนั้น
แต่พอเอาเข้าจริง จะมาไม่ครบน่ะสิครับ
เคยออกทริปเข้าป่าหลายหน เจอแม้กระทั่งคนถือปืนล่าสัตว์อยู่โครมๆ
เดินเข้ามาหา ... ผมขาแข้งสั่นพั่บๆๆๆ กูโดนสอยแน่นอน
นึกแต่ตายอย่างเดียว จริงๆ หน่ะ :42:
รอดมาได้เพราะเออ ออ ห่อหมกไปกับเขา เห็นดีงามด้วยเท่านั้นล่ะ
:26: อื้ม ๆๆๆๆๆ
สัญชาตญาน มีกันทุกคน และจะยิ่งมีประสิทธิภาพ ถ้ามีการ ฝึกปรือ .......
สติ สมาธิ ปัญญา....
คนที่ฝึกจนมาครบ ก็ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ และ ก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้ด้วย แล้ว ที่พี่โก้ เออออห่อหมกกับเขา ผมว่า มันก็เกิดจากสติ บวกกับปัญญา ของพี่ที่มี อยุ่ไม่น้อยเลยนะครับ นั่น
:07: ผมไม่ได้บอกเลยครับว่าให้นั่งสมาธิอย่างเดียว ไม่ต้องไปทำกิจกรรมอื่น ไม่ต้องฝึกทักษะอื่นนี่ครับ
ผมจะบอกว่าให้นั่งสมาธิควบคู่กันไปด้วยน่ะครับ
เพราะเรายังต้องดำรงชีพด้วยปัจจัย 4 ครับ (ถ้าเป้นนักบวชก็ว่าไปอย่าง)
แต่ถ้าเราฝึกสมาธิด้วยจะทำให้เราสามารถนำทักษะที่เราฝึกมาใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้นครับ
ถ้าเราเจอปัญหาอย่างหนึ่ง ระหว่างใจที่มีกังวล(คิดซ้ำๆ สับสน) กับใจที่ไร้กังวล(นิ่ง สงบ มีสติ)
คนที่มีใจไร้กังวลจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าครับ (ถ้าคนที่1 และ 2 มีประสบการณ์ ความรู้ สิ่งแวดล้อม.. ที่เหมือนกัน)
ยกตัวอย่าง การแก้เชือกยาวๆ ที่ขดกันเป็นปมมั่วไปหมด ขดไปขดมา
คนที่ไม่ได้ตั้งสติ ย่อมแก้ปมเชือก ดึงมั่วๆ ไม่ดูปมเชือกให้ดี ย่อมใช้เวลาแก้ที่นานกว่า ยากกว่า เหนื่อยกว่า
ส่วนคนที่มีสติ ย่อมเห็นว่าเชือกมันติดตรงไหน ต้องแก้ปมไหน ย่อมใช้เวลาที่รวดเร็ว เบา สบาย
Quoteอืมครับ นิ่ง แล้วอย่างไงครับ สมมติว่าใจผมนิ่ง รถแหกโค้งเข้ามาจะชน แค่นิ่งเฉยๆ ช่วยได้เหรอครับ
อะแล้วถ้าบอกว่านิ่งแล้วจะเกิดสติ อ่าใช่ครับ ผม เกิดสติ คือการระลึกรู้ว่า มีอันตราย ต้องหลบ
แต่ถ้าจะหลบ แล้ว ไม่เคยฝึก ทักษะ มัวแต่คิดว่า จะหลบๆ คิด เอานะครับ ว่าจะหลบทันมั้ย
และอย่างไรด้วย...
ถ้าไม่ฝึกให้แก้ไขปัญหา จะแก้ปัญหาเป็นเหรอครับ .... ถ้านั่งคิด ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น
จะต้องแก้อย่างนี้ เกิดอย่างนี้ต้องแก้อย่างนั้น ....คิดมั้ยครับว่า ถ้าเจอเหตุการณ์จริง
จะสามารถทำได้มั้ย.....
แล้วที่จักรีบอกว่า คนที่ไม่มีทักษะในการขับรถ เวลาเกิดอันตราย มีแต่สติ จะหลบทันมั้ย ..... ในความคิดผม ไม่ทันครับ แต่ผมคิดว่าแม้ไม่มีทักษะ แต่มีสติ ผลที่เกิดจากความเสียหายของการชนน่าจะต่างกันครับ ผลเสียหายทั้งร่างกายและทรัพย์สินของคนที่มีสติย่อมเสียหายน้อยกว่า คนที่ขาดสติแน่นอนครับ (ไม่มากก็น้อย) :33:
ปล. จากที่ได้อ่านที่ตอบๆกันมา ทำให้ผมนึกถึงเพลง น้ำลาย ของซิลลี่ฟูล ครับ
"สรุปว่าชั้นนั้นดูไม่ดี ทั้งที่เธอไม่ดู ถ้าหากได้ดู ก็รุ้ว่าชั้นเป็นอย่างไร เจ็บจากน้ำลาย ของใครต่อคร้าย...." (อารมณ์ประมาณนี้อ่ะครับ) :40:
ไหนว่าทำสมาธิ โมโหง่ายจริงแฮะ
(ดูจากอีโม)
เหอ เหอ เหอ :14: :11: :05: :22:
:42: ครับขอบคุณคุณแตงโม ครับ
ถึงอย่างไร ก็ เป้นกำลังใจ ให้ ฝึกได้อย่างที่บอกนะครับ ทั้ง สมาธิ ทั้ง สติ ทั้งปัญญา ไงก็ฝากสำรวจตัวเองซักนิดว่า สิ่งที่ตนฝึกจะสามารถทำให้ได้ พวกนี้ ครบมั้ย ....
ส่วนผม ผมก็กำลังสำรวจแนวปฏิบัติของตัวเองอยุ่เหมือนกันว่า .....
พี่แตงโมเข้าวัดกี่ปีแล้วครับเนี่ย
อารมณ์ประมาณนี้ครับ...
---> :33: (http://www.buddhadasa.in.th/html/word/poem/handwriting_06.php) กด
อือ .... เป็นพวกเดียวกัน :33:
เกย์ธรรมมะ :27b:
:30: :30: :30:
:05:
ศาสดาหาย ช่วยด้วยค่ะ
มีอะไรเหรอครับ :09:
ไม่รู้จะถามที่ไหนดี แบบว่าสงสัย
Quote from: Sorisori on 18 Mar 2007, 17:16 น.
แล้วก็ไม่แน่วันพุธพี่ใหญ่บอกว่าจะให้หวย [ยังมีอารมณ์ขัน :40:]
เพราะ่ว่าพี่เค้าอาจจะบวชเณรหน้าไฟ 1 วัน :46:
อยากเห็นพี่ใหญ่ไม่มีผม ก็ไปดูได้ค่ะ
ทำไมเรียกว่า บวชเณรหน้าไฟ ถ้าอายุเกิน 20 ปีแล้ว
ก็ยังคงเรียก บวชเณรหน้าไฟ อยู่หรือเปล่า ?
การบวชสามเณรหน้าไฟ คือการบวชที่นิยมบวช เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย
โดยปรกติการบวชหน้าไฟมักจะบวชกันในวันเผาศพ
เมื่อทำพิธีฌาปนกิจเสร็จก็มักจะสึก
กล่าวสั้น ๆ คือ บวชเช้าสึกเย็น ที่เรียกว่าหน้าไฟจึงน่าจะมีสาเหตุมาจากบวชเพียงเพื่อเป็นเณรอยู่หน้าไฟเท่านั้น (บางท่านว่าบวชหลอกคนตายคือพอเผาเสร็จก็สึก)
เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาเป็นประเพณี โดยคนบวชและญาติพี่น้องมักจะเชื่อว่าการบวชเณรหน้าไฟ จะทำให้ผู้วายชมน์ได้กุศลมาก
ดังนั้นเราจึงมักเห็นการบวชลักษณะนี้ได้ทั่วไป
อีกประการหนึ่งการบวชเณรกระทำง่าย เพียงแค่โกนศรีษะและเตรียมจีวรเข้าไปหาอุปัชฌาย์ก็สามารถทำการบวชได้แล้ว
ดังนั้นการบวชเณรจึงไม่ยุ่งยากเหมือนการบวชพระภิกษุซึ่งมีขั้นตอนในการรับรองในทางพระวินัยมากมาย คนจึงนิยมบวชเณรหน้าไฟมากกว่าบวชพระหน้าไฟ
จบการตอบคำถามข้อ 1 ...
Quote from: นายโอ้เอ้ on 18 Mar 2007, 17:31 น.
ถ้าอายุเกิน 20 ปีแล้ว
ก็ยังคงเรียก บวชเณรหน้าไฟ อยู่หรือเปล่า ?
เมื่อกระทำการบวชเป็นสามเณร ถือศีล 10
ก็จะเรียกว่าการบวชเณรหน้าไฟถึงแม้จะอายุเลย 20 ก็ตาม (บางท่าน 70 มาบวชหน้าไฟก็มี)
แต่ถ้ากระทำการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ถือศีล 227
ก็จะเรียกว่าการบวชพระหน้าไฟ (ซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยนิยมเรียกว่า " พระหน้าไฟ" เท่าใดนัก)
เณรหน้าไฟบางท่านก็บวชต่อโดยไม่สึกก็มีมาก
ที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะก็หลายท่าน เช่นสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม
พระพยอม(ถ้าจำไม่ผิด)เป็นต้น
จบคำตอบของคำถามประเด็นที่ 2 จะปั่น 2 โพสต์ซ้อน ใครมีปัญหาไรมะ
ขอบคุณเณรธีครับ
:12: +2
สรุปคืออยู่ที่การถือศีล ไม่ใช่กำหนดจากอายุ ผมเข้าใจถูกมั้ยครับ
ข้อแตกต่างของเณรหรือพระตามพระวินัยนั้น
อยู่ที่การถือศีล ไม่ใช่กำหนดจากอายุ ถูกต้องครับ
ในทางพระวินัยกำหนดห้ามผูุ้้ที่อายุต่ำกว่า 20 บวชเป็นพระภิกษุ (ถือศีล 227)
ดังนั้นผู้ชายที่ศรัทธาจะบวชแต่อายุไม่ถึง 20
จึงบวชได้แค่สามเณร ถือศีล 10 เท่านั้น
และตามปกติผู้ที่บวชหน้าไฟมักจะเป็นลูก ๆ หลาน ๆ อายุไม่ถึง 20
จึงบวชได้เพียงเณร เราจึงได้ยินคำว่า "บวชเณรหน้าไฟ" เป็นประจำครับ
เคยเห็นวัดหนองป่าพง(วัดนี้อีกแล้วตู :08:)
เณรอายุ 60 ก็มี ถามเขาดูถึงรู้ว่า วัดนี้ไม่ให้บวชเป็นพระง่ายๆ
แถมขั้นแรกต้องมาบวชขาวหลายๆเดือนก่อน
พิสูจน์ให้เห็นความตั้งใจแล้วเขาจึงจะให้บวชเณรอีกหลายเดือน
เป็นปีนู่นมั้งกว่าจะให้ผ่านมาบวชเป็นพระ ดังนั้นเลยมีเณรที่อายุมากๆหลายรูป ตอนนั่งตามพรรษาก็จะดูแปลกไปอีกแบบ เหมือนในเกมส์เลยนะครับ
ต้องเคลียร์ทีละเลเวลล์ๆก่อน ถึงจะผ่านด่าน
วัดหนองป่าพงเป็นมหานิกายก็จริง
แต่พระที่เป็นมหานิกายจากวัดอื่น
ใช่จะเข้ามาอยู่ได้ง่าย ๆ กันนะครับ
มีการทดสอบกันมากมายเช่นกัน (ด่าน 18 อรหันต์ :31:)
เช่น ถึงแม้คุณจะมีพรรษามากก็ตาม
แต่คุณก็ต้องมานั่งหลังพระี่มีพรรษาน้อยในวัดหนองป่าพง...
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการลดมานะทิฐิ
และ "ปรับสภาพ" เพื่อความอยู่เป็นสุขของคณะสงฆ์โดยส่วนรวม เจ๋งดี :12:
แสดงว่า พี่เก้อก็เจ๋ง จริงๆ ได้อุปสมบท เป็นพระ ได้ นี่ยอดจริง :12:
ใครจะสมัครลงตำแหน่งพระได้นี่ ต้องแนวพอครับ
เก้อเส้นใหญ่น่ะ
เออใช่ เด็กฝาก
:43:
:08:
ตูไม่ได้บวชวัดนั้นนะ
แต่เป็นวัดสาขาที่ใช้แนวทางเดียวกับที่นั่นเฉยๆ
เพราะหนองป่าพงนี่ รับเฉพาะคนที่คิดจะบวชจนตายนะครับ
บวชตามประเพณี หรือบวชแค่พรรษาสั้นๆไม่รับ ด่าน 18 อรหันต์จริงๆ
:38:
แม่พี่ใหญ่เสียแล้วหรือเปล่า :09:
เห็นพี่ใหญ่บอกไม่สบายอยู่นานแล้ว :46:
ตอนแม่ของผมเสีย
ผมก็บวชเณรให้ท่านเหมือนกันครับ บวชเช้า สึกเย็น :22:
ถือว่าเป็นการอุทิศบุญบวชไปให้ท่านน่ะครับ
ของที่วัดผม
บวชเป็นช่วงๆ มี.ค - พ.ค กับ เข้าพรรษา 10ขวบ ยันหลายๆขวบ
การรับสมัครก็ต้อง ท่องคำขานนาคได้เอง ไม่งั้นสมัครไม่ได้
ละก็ถือศีล8 2-3อาทิตย์ แล้วก็บวช
ถ้าช่วงถือศีล8 ทำตัวไม่ดีก็คัดออก
บวชเป็นพระว่ายากแล้ว อยู่เป็นพระยากกว่าอีก :16:
ปล. :16: รู้สึกเศร้ากับความประพฤติตัวเองในกระจู๋นี่แฮะ ขอโทษฮ่ะ
Quote from: -ae- on 06 Mar 2007, 09:37 น.
เมษานี้มีภาระกิจ เดี๋ยวกลับมา จะมาเล่าให้ฟังนะครับ :22:
Quote from: ชาร์ป on 06 Mar 2007, 13:41 น.
ไปบวชหรอครับ :26:
Quote from: ภูกระดึง on 06 Mar 2007, 14:07 น.
ไปจับพระปลอมเหรอครับ
(http://img2.f0nt.com/17/ff164fa70d16879c4f1051a185fd6ca4.jpg)
(http://img2.f0nt.com/17/829a6d4701c4b06bf4c2df8969fab5e8.jpg)
(http://img2.f0nt.com/17/ec2175a082885947ef19e794313b729f.jpg)
:25: รูปสุดท้ายเท่มาก
เอ๊ะ!! วัดนี้ ลอยอังคาร กันแปลกๆ
ศรัทธามี แล่นไป เป็นลักษณะ :25:
Quote from: จักรี on 17 Apr 2007, 21:47 น.
เอ๊ะ!! วัดนี้ ลอยอังคาร กันแปลกๆ
ทำไมผมไม่ขำหว่า :16:
3 ภาพ อยู่คนละที่ คนละจังหวัด
ภาพแรก -โรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมเพื่อให้ชาวพุทธได้เข้าถึงพระพุทธศาสนา
ภาพที่สอง - พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช ที่แสดงถึงความศรัทธา และความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่ดินแดนแถบนี้
ภาพที่สาม - หนึ่งในกิจกรรมของการปฏิบัติธรรม ณ สวนพนาวัฒน์ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เป็นเรื่องสากล ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ ทุกศาสนา สามารถเข้าถึงได้
ผมเดินทางไป 3 ที่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน โดยที่แรก กับที่สอง มีเวลาไม่มาก ส่วนที่ที่สาม มีเวลาอยู่ 7 วันสำหรับการปฎิบัติธรรมนั่งสมาธิ
สวนโมกข์ยังคงเป็นสถานที่ที่งดงาม คงรูปแบบในธรรมชาติ เหมาะสำหรับการปลีกวิเวก และแสวงหา
(http://img2.f0nt.com/18/b4c779335e41bcb824f351188674db09.jpg)
วัดพระธาตุ ความรุ่งเรืองที่เหลือเพียงซากวัตถุ เพราะความอ่อนแอ และโง่เขลาของคนที่บอกว่าตัวเองเป็นพุทธ เหลือเพียงตลาดนัดจตุคามรามเทพ และความวุ่นวายของการทำพิธีพุทธาภิเษก
(http://img2.f0nt.com/18/fb07e1ff659ba1b27150de5ca539ff3e.jpg)
สวนพนาวัฒน์ เป็นสถานปฏิบัติธรรม ที่อยู่ในความดูแลของวัดพระธรรมกาย เป็นสถานที่ที่พร้อมให้คนมาปฏิบัติธรรม ตัดความกังวลเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าที่พัก อาหาร หรือ อากาศ เหมาะสำหรับคนเมืองที่ต้องการแสวงหาสิ่งที่อยู่ในใจ
(http://img2.f0nt.com/18/8a4642876a9298ed90b9012481a6c902.jpg)
ไปกับธรรมกายหรือเปล่าครับพี่แอ๊ะ :09:
:33: :46: อนุโมทนาบุญพี่แอ๊ะด้วยครับ
Quote from: เอก 69 on 20 Apr 2007, 23:05 น.
ไปกับธรรมกายหรือเปล่าครับพี่แอ๊ะ :09:
ใช่ครับ เอกสนใจหรือ ปลายปีผมตั้งใจไปที่ศูนย์ภูเรือ ไม่แน่ใจว่าจะลางานได้หรือเปล่า
Quote from: TangMo on 21 Apr 2007, 12:42 น.
:33: :46: อนุโมทนาบุญพี่แอ๊ะด้วยครับ
:46: แตงโมจะไปด้วยหรือเปล่า
ขออนุญาตตัดและแอบอ้างบางส่วนของณตจากต้น ๆ กระจู๋นี้ มาอีกครั้ง
Quote from: iamnot on 09 Jan 2007, 23:56 น.
...
ผมยังเชื่ออยู่ว่า แค่การเข้าใจ ไม่เพียงพอ เราไม่สามารถ "รู้" ได้
้จากการถกเถียงหาข้อยุติ หรือจากการอ่านท่องพระไตรปิฎก
แต่เราจะ "รู้" ได้จากการปฎิบัติเท่านั้น
...
Quote from: iamnot on 10 Jan 2007, 12:11 น.
อืมม์ ถกกันเรื่องนิพพาน นึกขึ้นมาได้เลย
อาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ เคยบอกไว้เหมือนกันว่า
ลำพังศีลห้า ยังถือไม่ได้ครบทุกวัน
การที่จะมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เสียเวลาเปล่า :46:
นิพพานจะเป็นสถานที่ เป็นห้องลับ หรือเป็นสภาวะของจิต จะมีตัวตน หรือไม่มีตัวตน บุญ บาป เวรกรรม ชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า เราเกิดมาเพื่อภาระกิจอะไร ชีวิตมีกี่ด่านกันแน่ หรือแค่ตีมอนไปเรื่อย ๆ up level ไปเรื่อย ๆ หรือที่แท้เรานอนอยู่ใน Matrix เพื่อให้เครื่องจักรดูดพลังงานไปใช้ เพื่อแลกกับคลื่นไฟฟ้าที่ส่งผ่านเข้าไปกระตุ้นสมองโดยตรง ถ้าใครสนใจที่จะร่วมค้นหาก็เชิญนะครับ :12:
:46: เอาบุญมาฝากครับ
เมื่อวานได้สังฆทานแด่พระสงฆ์ 20,000 วัด 50,000 กว่ารูป และร่วมพิธีกรรมหล่อองค์พระ 100,000 องค์ด้วยครับ
พิธีกรรมมีทั้งวัน
ตอนสาย สาธุชนหลายหมื่นคนพร้อมใจกันใส่ชุดขาว นั่งปฏิบัติธรรมอย่างสงบ กลั่นใจให้ใสๆ เพื่อรองรับบุญใหญ่ที่จะได้ทำในวันนี้
ตอนเพล ถวายภัตตาหาร แด่คณะสงฆ์ 50,000 กว่ารูป
ตอนบ่าย พิธีถวายสังฆทาน แด่พระภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญ 20,000 วัดทั่วประเทศ
ในสังฆทาน จะมีจีวร กล่องยา ย่าม และปัจจัย
ตอนเย็น พิธีหล่อองค์พระ 100,000 องค์ ประดิษฐาน ภายในมหาธรรมกายเจดีย์ ให้มนุษย์และเทวากราบไหว้ไปอีก 1,000 ปี
งานนี้ปลื้มมากๆเลยครับ เอาบุญมาฝากทุกท่านนะครับ .... สาธุ :46:
Quote from: TangMo on 23 Apr 2007, 14:45 น.
:46: เอาบุญมาฝากครับ
เมื่อวานได้สังฆทานแด่พระสงฆ์ 20,000 วัด 50,000 กว่ารูป
มิน่า... เมื่อวานไปหาหลวงพ่อที่วัดถึงไม่เจอ :08:
อนุโมทนาบุญด้วยครับ :46:
ในส่วนนั้นเช่นกันครับครับ..... :46:
เมื่อวันที่ไปสำรวจทะเล กับพี่โอ้เอ้วได้มีโอกาสขึ้นไปบนเขาไปไหวพระ... อะไรนะ?จำไม่ได้ ถ้าพี่โอ้วเอ้ผ่านมาช่วยบอกที... เป็นพระพทุธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยุ่บนเขาน่ะ แล้วรอบๆก็จะมีรูปหล่อของเกจิอาจารย์หลายท่านไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่สด หลวงปู่โต อีกท่านหนึ่งไม่แน่ใจ.. ก็ ไปกราบท่านมา เพราะผมก็ถือว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่นำหลักธรรมบางส่วนของท่านมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เว้นแม้กระทั่ง เวลาที่เกิดอารมณ์กลัว ก็ยังหยิบยก คาถาชินบัญชร ขึ้นมาร่ายในใจอยุ่เสมอๆ ......
ตอบจักรี พระพุทธกิตติศิริชัยครับ อยู่บนเขาธงชัย
Quote from: TangMo on 23 Apr 2007, 14:45 น.
...
งานนี้ปลื้มมากๆเลยครับ เอาบุญมาฝากทุกท่านนะครับ .... สาธุ :46:
อนุโมทนาบุญด้วยครับ :46:
เจอโน๊ต อุดม ดูไม่ทันว่าสาวที่มาด้วยใช่หมวดป๊อปหรือเปล่า
อนุโมทนาบุญด้วยครับพี่ ae
พี่โน็ตช่วงนี้แกควง ไอติม i berry อยู่อ่ะ
เอาภาพแห่งความปลื้มปีติใจมาให้ดูครับ :46:
ชุดแรก อาสาสมัครช่วยเตรียมภัตตาหารถวายแด่พระสังฆาทิการ
(http://img2.f0nt.com/26/555c60e576539c5b4b6df8d930778d06.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/cb731418cfa7f8a0c8bfac3b53885d37.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/c9b37edc1c2ce7d458a3851786c9954d.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/b0b45438aea7c7ada341c299943556e9.jpg)
:12: แกะสลักส้วยสวย..............เคยเรียนแกะอยู่นะไอ้ฝักทองตรามือ เนี่ย
ชุดที่ 2 ครับ คณะสงฆ์ 20,000 วัด ฉันภัตตาหาร
(http://img2.f0nt.com/26/990e5dd4559b013a909920f8561d4a0b.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/200c59fbd638ae638c8e6a834f085f84.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/10a73744ca9f7eb76d32ebd893d1f520.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/169fc5440a29c2acbba29ad2d94a541f.jpg)
โอ้ อลังการดาวล้านดวง
และชุดที่ 3 ครับ คณะสงฆ์นั่งเสต็จรับไทยธรรม (ถ้าเอาเสต็จมาต่อกันจะยาว 32 ก.ม. :25:)
(http://img2.f0nt.com/26/46bd023e180891bb29a87d87f386ecd2.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/7fb7c0698ffef7507b8ef9c90b2b2602.jpg)
(http://img2.f0nt.com/26/6c2ace2ecf0c88f31dad749fb61676a7.jpg)
ภาพสุดท้าย สาธุชนถ่ายรูปหมู่ ก่อนประกอบพิธีหล่อพระ เพื่อประดิษฐานภายในมหาธรรมกายเจดีย์
(ย่อภาพแล้วมันมัวๆ)
(http://img2.f0nt.com/26/c57dbce1bf23f7e52e1b317e76fedf6d.jpg)
อนุโมทนาค่ะ :46:
:46: เห็นภาพนี้ทีไรและก็ปลื้มทุกที
หลวงพ่อท่านบอกว่า ภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ
ต้องใช้เวลาเตรียมงานเป็นเดือนๆ
ต้องส่งพระมหาไปนิมนต์พระ 20,000 วัด ทั่วประเทศก็ไม่ง่าย
ไหนจะเตรียมเสต็จรับไทยธรรม 20,000 ที่ เตรียมไทยธรรม 20,000 ชุด เตรียมวงฉันสำหรับพระ 50,000กว่ารูป เตรียมระบบรองรับสาธุชนมาร่วมงาน และฯลฯ
ที่จัดก็เพื่อให้ ทุกๆคนได้มีโอกาสเห็นเนื้อนาบุญ ได้ถวายภัตตาหาร ได้ถวายไทยธรรม ... เป็นบุญติดตัวเราไป
เพื่อให้ พระสงฆ์ได้มาเจอกัน สนทนาธรรม ได้ปรึกษาหารือเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป
และได้นิมนต์พระภิกษุ จากวัด 3 จังหวัดภาคใต้ 266 วัด มารับสังฆทานในครั้งนี้ด้วย !!! เพื่อเป็นกำลังใจให้พระสงฆ์หยัดสู้ รักษาศาสนาให้คงอยู่ใน 3 จ. ต่อไป :46:
แบ่งบุญให้ทุกๆคนอีกครั้งนะครับ :46: :46: :46:
และได้ข่าวว่าปีหน้า จะนิมนต์พระจาก 30,000 วัดด้วยครับ :25:
:46: อนุโมทนาค่ะ
ขึ้นสวรรค์ชัวร์ :46:
อนุโมทนา กับเจตนาที่ดีของทุกท่านครับ
โทษะ โลภะ โมหะ มีกันทุกคน โดยเฉพาะโมหะ ......ผมพยายามคุมไว้อย่าให้มากเกิน หวังว่าทุกท่านคงเหมือนกัน..... :46:
Quote from: จักรี on 26 Apr 2007, 23:46 น.
โทษะ โลภะ โมหะ
เขาเรียงกันอย่างนี้ครับ
โลภะ โทสะ โมหะ ...
ชอบเอาโลภะ มาไว้ใกล้กับโมหะอยู่เรื่อยเลย คุณนี่!
Quote from: tmd on 27 Apr 2007, 14:06 น.
เขาเรียงกันอย่างนี้ครับ
โลภะ โทสะ โมหะ ...
ชอบเอาโลภะ มาไว้ใกล้กับโมหะอยู่เรื่อยเลย คุณนี่!
เดี๋ยวก็มี โทสะ เลยนี่
:30: :30: :30:
นั่นซิ ผมนี่แย่จริงๆ มันใกล้กันเกินไป จริงๆด้วย
ตูนึกว่าของจักรีเป็นราคะ ซะอีก :30:
ผมเป็นลามะ ครับ ไม่เชื่อถามป๋าเลย์
นานะ :25:
อะนะ :30:
พี่แตงโมขยันดีชะมัด
Quote from: ชาร์ป on 27 Apr 2007, 14:37 น.
อะนะ :30:
พี่แตงโมขยันดีชะมัด
พอดีอยากเป็น หมา (ปั่น)
ต้องปั่นเท่าไหร่อ่ะ
http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=45483
อะปิ๊วๆ
:43:
แหม...
อ้อ มีคนโพสถามละครับ
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=11310
ยังไม่อ่านเหมือนกัน ไม่ค่อยรู้เรื่องเลย
ช่วงนี้งานยุ่งมากๆๆ :05:
เรื่อง กรณี การระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น รุ้สึกว่า เคยมีมาก่อน แล้วเอาออกแล้วก็ระบุไว้ใหม่ แล้วก็เอาออก หรือป่าว ไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ใจคือ ชาวไทยทุกคนไม่ว่าจะศาสนาไหน รู้และยอมรับว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ
เพราะเรามีศูนย์รวมจิตใจ สิ่งเดียวกัน คือ พระมหากษัตริย์ ซึ่ง พระมหากษัตริย์ คือ อัครศาสนูปถัมภ์ คือ อุปถัมภ์ทุกศาสนา และทรงเป็น พุทธมามกะ กษัตริย์ทุกพระองค์ต้องนับถือศาสนาพุทธ
ไม่ว่าจะศาสนาไหน ก็เข้าใจและยอมรับว่า ทุกส่วนที่เป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมในมหาราชวังส่วนมากหรือจะเป็น การนับปีนับเดือนในแบบของ พ.ศ. นั่นก็แสดงว่า คนไทยทุกคนได้เข้าใจและยอมรับได้มาโดยตลอด ซึ่งการจะระบุเป็นตัวหนังสือหรือไม่ มันไม่ควรเป็นเรื่องสำคัญเลย..........
Quote from: จักรี on 04 May 2007, 20:00 น.
เรื่อง กรณี การระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น รุ้สึกว่า เคยมีมาก่อน แล้วเอาออกแล้วก็ระบุไว้ใหม่ แล้วก็เอาออก หรือป่าว ไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ใจคือ ชาวไทยทุกคนไม่ว่าจะศาสนาไหน รู้และยอมรับว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ
เพราะเรามีศูนย์รวมจิตใจ สิ่งเดียวกัน คือ พระมหากษัตริย์ ซึ่ง พระมหากษัตริย์ คือ อัครศาสนูปถัมภ์ คือ อุปถัมภ์ทุกศาสนา และทรงเป็น พุทธมามกะ กษัตริย์ทุกพระองค์ต้องนับถือศาสนาพุทธ
ไม่ว่าจะศาสนาไหน ก็เข้าใจและยอมรับว่า ทุกส่วนที่เป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมในมหาราชวังส่วนมากหรือจะเป็น การนับปีนับเดือนในแบบของ พ.ศ. นั่นก็แสดงว่า คนไทยทุกคนได้เข้าใจและยอมรับได้มาโดยตลอด ซึ่งการจะระบุเป็นตัวหนังสือหรือไม่ มันไม่ควรเป็นเรื่องสำคัญเลย..........
สมัย รธน.ปี 40 ก็มีเรียกร้อง ครับ แต่ สสร.ไปเดินสาย ล๊อบบี้ เอ้ย ชี้แจงทำความเข้าใจกับพระผู้ใหญ่ เรื่องเลยเงียบ
นี่ก็กลับมาอีกแล้ว ...
เราคาดว่า เหตุการณ์พระประท้วงนี้จะทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทยเสื่อมลงไปอีก
เราจะมองเห็นพระที่มีอารมณ์ อยากได้ อยากมี อยากเป็น แบบเรียลลิตี้ กันจะจะ
แล้วศาสนาพุทธจะยิ่งไม่ใช่ศาสนาประจำชาติของไทย แน่นอน หากพระทำอย่าี้งนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ละทางโลก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่เพราะว่ามันบาปหรอก
มันจะถูกครหา ดิสเครดิตทั้งตัวพระเอง และสิ่งแทนของพระ(ศาสนาพุทธ)ด้วย
แจ๊คกี้ให้ดามาอ่านจู๋นี้
ขอตอบจากใจเลยละกัน :40:
ยาวเกินไป ขี้เกียจอ่าน :42:
คิดดูการเลือกระหว่างยามะพีหนุ่มน้อยหน้าเด้งแห่งแดนอาทิตย์อุทัย :04:
กับตัวหนังสือยาวๆเจ็ดสิบกว่าหน้า
ไว้มีอารมณ์ร่วมเมื่อไหร่จะขุดมาอ่านนะจ๊ะ :46:
:01: ก็เห็น เอนมา เอนมา ใส่เรานี่
อะปิ๊วๆ :25:
ท่านเทพมังกรอวยชัย
สาวๆเอนไป
หนุ่มๆเอนมา
เอนมา..
ชนพุงดา :25:
เปลี่ยนจากเอนมา เป็นเอามาเถอะดาห์ :39:
Quote from: จักรี on 04 May 2007, 20:00 น.
เรื่อง กรณี การระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น รุ้สึกว่า เคยมีมาก่อน แล้วเอาออกแล้วก็ระบุไว้ใหม่ แล้วก็เอาออก หรือป่าว ไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ใจคือ ชาวไทยทุกคนไม่ว่าจะศาสนาไหน รู้และยอมรับว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ
เพราะเรามีศูนย์รวมจิตใจ สิ่งเดียวกัน คือ พระมหากษัตริย์ ซึ่ง พระมหากษัตริย์ คือ อัครศาสนูปถัมภ์ คือ อุปถัมภ์ทุกศาสนา และทรงเป็น พุทธมามกะ กษัตริย์ทุกพระองค์ต้องนับถือศาสนาพุทธ
ไม่ว่าจะศาสนาไหน ก็เข้าใจและยอมรับว่า ทุกส่วนที่เป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมในมหาราชวังส่วนมากหรือจะเป็น การนับปีนับเดือนในแบบของ พ.ศ. นั่นก็แสดงว่า คนไทยทุกคนได้เข้าใจและยอมรับได้มาโดยตลอด ซึ่งการจะระบุเป็นตัวหนังสือหรือไม่ มันไม่ควรเป็นเรื่องสำคัญเลย..........
เห็นด้วยครับ :25:
+1
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5422821/Y5422821.html
ไปเจอมา จริงๆ ไม่ได้เจอหรอกมีคนเอามาให้อ่าน :42:
อ้อ อันนี้ง่ายครับ
พี่เอต้องไปอ่าน เรื่อง การส่งผลบุญของบุญ 3 ระยะ อ่ะครับ
ที่ต้องนึกปลื้ม ยินดีในการทำบุญของเรา
ทั้ง
1.ก่อนทำ
2.กำลังทำ
3.หลังจากทำอ่ะครับ
ที่ดูรูปแล้วบุญเกิดอะมันจะอยู่ในส่วน หลังจากทำ ครับ
ดูรูปแล้ว ก็นึกถึงบุญที่เราได้ทำมา ก็นึกปลื้มในบุญที่เราทำ (สำหรับคนที่บุญนะครับ)
อธิบายย่อ พอเข้าใจมั้ยครับพี่เอ :08:
((ขอบ่น เรื่องหนังสือเสบียงบุญหน่อยเถอะ
รูปบางรูปก็สวยแหละ แต่นอย บานเลย :07:
รำคาญรูปแบบ 2 หน้ามาก เพราะรูปมันจะมีคั่นกลาง
ยังไม่ได้เป็นเจ้าของเล่มนี้เลยย :05: อยากกได้้้))
ปล. อ่านแต่ จขกท นะ
ปล. อ่านให้ถึงกลางกระทู้ก่อนค่อยตอบซิ : {หมีโหด}
ทุกคำถาม ทุกคำตอบ ทุกข้อสงสัย อยู่ในนั้นหมดแล้ว
แต่อ่านแล้วมันตะหงิดๆ อะเกน :42:
อ่านจบละครับ
พี่เอถามในนี้เลยดีกว่าครับ
ปล.พี่ๆสนใจเที่ยววัดมั้ย เดี๋ยวผมนำเที่ยวให้ :43:
ทำไมต้อง Big Boon
ทำไมมีพระของขวัญยอดเงิน 1 ล้าน 1แสน 1 หมื่น (อาจจะรวมไปถึงที่นั่งชั้นริงไซด์ตามยอดบริจาค)
ทำไมการตลาดจ๋า ขนาดนั้น (มุมมองคนเคยอยู่ในธุรกิจขายตรง)
ส่วนเรื่องธรรมมะ บทไหนๆ ไม่อยากรู้ เยอะเกิน {หมีโหด}
Quote
ทำไมต้อง Big Boon
:43: อันนี้ประวัติยาว
1.งานวัน 22 เมษาของที่วัดปกติจะเรียกว่า งานบุญใหญ่อ่ะครับ ในปีนี้เค้าก็ถวายสังฆทาน 2หมื่นวัดกัน (ทดไว้ในใจก่อนนะครับ)
2.มันมีการ์ตูนชื่อว่า บุญโต (เป็นหมูครับ) ในช่อง DMC ของทางวัดอ่ะครับ(ผมทำเอง)(ทดไว้อีกรอบนะครับ)
3.ปีีนี้เค้าบอกว่าเป็น ปีหมู ส่วนใน DMC หลวงพ่อท่านเรียกใหม่ว่า ปีบุญโต(ทดไว้อีกรอบครับ)
4.งานวัน 22 เมษานั้นจากต่างประเทศก็มากกันเยอะอ่ะครับ ไตหวัน จีน ศรีลังกา อเมริกาฯลฯก็จะตั้งชื่อให้ชาวต่างชาติรู้เรื่องด้วย
แล้วเอาที่ทดไว้มารวมกัน = Big Boon ครับ มาจาก อย่างข้างบนมารวมกัน
Quoteทำไมมีพระของขวัญยอดเงิน 1 ล้าน 1แสน 1 หมื่น(อาจจะรวมไปถึงที่นั่งชั้นริงไซด์ตามยอดบริจาค)
อันนี้ผมก็ไม่เคยถามพระอาจารย์แฮะ ตอบตามรู้สึกผมนะ
เป็นการตั้งเป้าหมายตามกำลังอ่ะครับ คล้ายๆช่วยตัดสินใจมั้ง :43:
และง่ายต่อการนับว่าเราทำไปเท่าไรแล้ว
ใครมีกำลังมาก จะสอยกองละเอ็ม หลายๆกอง (แบ่งตามระดับที่วัดเรียกเป็น กองๆ อ่ะครับ)
มีกำลังทรัพย์รองมา ก็ 1 กอง
รองมาอีก ก็ทำกองละ 1 เอส
รองมาอีก ก็ทำกองละ 1 หมื่น
รองมาอีก บุคคลทรัพย์จางแบบผม ก็อาศัยรวมกลุ่มกันทำ อาจจะกองละหมื่น
บริษัทหนึ่ง รวมกันทั้งบริษัททำกองละ เอส ประมาณนี่อ่ะ
แล้วก็ได้ พระของขวัญ ระลึกถึงบุญที่เราทำต่อ
Quoteและง่ายต่อการนับว่าเราทำไปเท่าไรแล้ว
ของผมนี่ทำทุกบุญอ่ะครับ อย่างน้อยที่สุดคือ กองเล็กสุดของบุญนั้นๆ
เช่นในพันทิป พระหยกเขียว = เสาหลังคาวิหารคต+บุญประทีปวิสาขบูชา = 1หมื่น
เพิ่งทำได้ครบหมื่น เมื่อไม่กี่วันเอง (เอาบุญมาฝากครับ :33:โคตรปลื้มเลยพี่ เก็บเงินแทบตายกว่าจะเต็มกอง)
อันนี้ผมยังตอบได้ไม่ค่อยดีแฮะ เด๋วผมไปถามพระอาจารย์ก่อน ท่านน่าจะมีเหตุผลดีกว่าเหตุผลเด็กๆแบบนี้ :05:
Quote(อาจจะรวมไปถึงที่นั่งชั้นริงไซด์ตามยอดบริจาค)
ทำตามระดับก็จะรวมไปถึงที่นั่งด้วยไม่งั้น แย่งกันตายแล้วทะเลาะกันเอง ก็เลยจัดเอาคนทำบุญกองเอ็มมานั่งใกล้ๆ หลวงพ่อ (คนวัดอยากนั่งใกล้หลวงพ่อเกือบหมดแหละ)
พอเป็นแบบนี้ มันก็
จัดความเป็นระเบียบได้ง่ายมากกกก โดยแบ่งตามกองที่ทำบุญ นึกวิธีที่ยุติธรรมกว่านี้ไม่ออกละ
แบบนี้ ถึงบ้านไม่ไฮโซ แต่ทำบุญถึงก็ไปนั่ง หน้าๆได้ (ถ้าอยากไปนั่ง และทำบุญถึง)
ทุกคนก็จะได้สิทธิ์เท่ากัน
Quoteทำไมการตลาดจ๋า ขนาดนั้น
ผมไม่มีความรู้เรื่องการตลาดนะ ขอตอบตามความรู้สึกละกัน
เพื่อความสะดวกและง่ายมั้ง ทั้งวัดและคนที่ทำบุญ
แต่เงินที่ได้มาก็เอามาสร้าง สถานที่และอำนวยความสะดวกให้คนที่ทำบุญอ่ะแหละ
เมื่อก่อนตรงเจดีย์เป็นดินแบบ รุกรัง ก็สร้างเป็นปูน เดินไปสะดวกไม่เปียก
22 เมษาปี่ที่แล้ว ถวายสังฆทาน 10000 วัดกลางพายุฝนได้โดยมีวิหารคตเป็นหลังคางานไม่ล่ม
นั่งฟังธรรมได้ แสนกว่าคน ไม่ต้องกลัวแดดเพราะมี สภาธรรมกาย
จัดบวชพระเป็น 1000ๆรูปในแต่ละปี (คนที่มาบวชก็คนที่ทำบุญอ่ะแหละ เป็นส่วนใหญ่)
ฯลฯ
แปลกดีแหะ คนไปทำบุญ หรือพวกศิษย์หลวงพ่อ ของผม ไม่เห็นมีใครเลือกที่นั่ง
อะ ให้ดูรูป อีกที
(http://img2.f0nt.com/23/2531e5c95f2d3be5544d2a05714f8914.jpg)
คุณคิดว่านี่คือการโฆษณามั้ย
คิดค่ะ {หมีโหด}/
ถ้าตามที่เคยเรียน มีเท่าไหร่ทำเท่านั้นไม่ใช่หรือคะ
บุญมันอยู่ที่ความตั้งใจดีต่างหาก
แล้ว การทำบุญกับที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถึงจะถือว่าบุญที่ยิ่งใหญ่
มันเป็นหัวข้อ คอลัม ของที่วินิช อ่ะครับ
ไม่ใช่ส่วนโฆษณา
(ไอคนถ่ายมันก็เข้าใจเลือกมุมนะ)
Quoteแปลกดีแหะ คนไปทำบุญ หรือพวกศิษย์หลวงพ่อ ของผม ไม่เห็นมีใครเลือกที่นั่ง
ดีชะมัดเลยครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันจะแย่งกันนั่งหน้าทำมั้ย :08:
หลวงพ่อก็บอกนะ นั่งตรงไหนในงานก็เหมือนกัน
ได้ยินเสียงเหมือนกัน อยากเห็นหน้าก็ดูจากจอก็ได้
อยุ่ที่คำสอนไงครับ
ลืมคำว่าสุดคุ้ม :08:
Quoteทำตามระดับก็จะรวมไปถึงที่นั่งด้วยไม่งั้น แย่งกันตายแล้วทะเลาะกันเอง ก็เลยจัดเอาคนทำบุญกองเอ็มมานั่งใกล้ๆ หลวงพ่อ (คนวัดอยากนั่งใกล้หลวงพ่อเกือบหมดแหละ)
พอเป็นแบบนี้ มันก็
จัดความเป็นระเบียบได้ง่ายมากกกก โดยแบ่งตามกองที่ทำบุญ นึกวิธีที่ยุติธรรมกว่านี้ไม่ออกละ
แบบนี้ ถึงบ้านไม่ไฮโซ แต่ทำบุญถึงก็ไปนั่ง หน้าๆได้(ถ้าอยากไปนั่ง และทำบุญถึง)
ทุกคนก็จะได้สิทธิ์เท่ากัน
ตรรกะไม่เห็นสมเหตุ สมผลเลยครับ
บ้านไม่ไฮโซ = ไม่รวย
ทำบุญถึง = รวย
วิธีที่ยุติธรรมกว่านี้ก็ มาก่อนก็นั่งก่อนซิครับ
ยังงี้รวยๆ บุญ มาหลังก็ได้นินา เอา
เงินบุญไปจองที่ไว้แล้ว {หมีโหด}
เอครับ ก็น่าจะเป็นไปได้นะ เมื่อก่อน อาจจะรวยแล้วทำบุญถึงแล้ว พอปัจจุบันจน แต่บุญก็ถึง อาจจะได้นั่งหน้าไง
อ้อพี่เอ เหมือนการงานทั่วๆไป อ่ะ
เค้าจะให้พวกผู้ใหญ่มียศ มีหน้าทางสังคม จัดให้นั่งหน้าพิธีไง
เคยใช้แล้วครับ มาก่อนนั่งก่อน โคตรมั่วเลยแถวมันมาออๆ เป็นกระจุกๆอ่ะครับ ไม่เป็นระเีบียบ
จะไปบอกให้ขยับหน่อย เข้าไปจัดเค้าก็บอกว่า
"ฉันมาก่อนนี่เรื่องอะไรที่ฉันต้องย้ายต้องขยับ" :08: มันยังมีคนประเภทนี่อ่ะ จัดอย่างยาก
ส่วน ไอ้สุดคุ้มอ่ะ
ทำไมสุดคุ้ม สุดคุ้มที่มันเมื่อไร งานอะไร บิ๊กบุญด้วย
สุดคุ้ม มันมาจากงานถวายสังฆทาน 20000 วัด อ่ะครับ
สุดคุ้ม เพราะ
1.มาวันเดียวก็สามารถสังฆทานได้ทั้ง 20000 วัด (ผมร่วมบุญไปวัดละบาท)
2.ไม่ต้องไปเสียเวลาขับรถไปตามวัดต่างๆ เพื่อถวายสังฆทาน
สมมุติว่าถวายสังฆทาน วัดละ 1 วัน ก็ 20000วัน กว่าจะครบ 20000 วัดครับ
ทำไมเราถึงต้องทำบุญหลายๆวัดเหรอ :09:
เข้าจู๋นี้แล้วร้อนวุ้ย :44:
แค่วัดละบาทยัง สองหมื่น :08:
ชาตินี้คงไม่มีบุญซะแล้ว :16:
วัดละ 0.01 บาท ยัง สองร้อยเลย :05a:
เข้าใจมาตลอดว่าบุญดีบุญหนักมาจากเจตนาบริสุทธิ์และจิตตั้งมั่น
เพิ่งมารู้เรื่องการทำบุญแบบเน้นปริมาณโปรโมชั่นบุญสุดคุ้มก็วันนี้เอง
เคยฟังธรรมนิทานเรื่องยายที่จะเอาเหรียญทองแดงร่วมหล่อพระพุทธรูปทองคำไหม
(หาลิงก์นั้นไม่เจอแล้ว)
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 23 May 2007, 13:51 น.
รองมาอีก บุคคลทรัพย์จางแบบผม ก็อาศัยรวมกลุ่มกันทำ อาจจะกองละหมื่น
งั้น ผมคงไม่มีโอกาสมีบุญใช่มั้ย ขนาดชาร์ปยังเรียกตัวเองว่า คนทรัพย์จางเลย
2 พัน ยังแทบแย่ 2 หมื่นจะไปหาที่ไหน ละหว่า :39:
Quoteทำไมเราถึงต้องทำบุญหลายๆวัดเหรอ
ชาวประมง อยากจับปลา ก็ต้องออกทะเล
ชาวนา จะปลูกข้าว ก็ต้องไปท้องนา
แม่บ้าน จะทำอาหาร ก็ต้องไปตลาดไปซื้อกับข้าว
ทานบดี ผู้หวังบุญ อยากทำบุญ ก็ต้องทำก็ เนื้อนาบุญ คือพระสงฆ์
ทีนี้ ถ้าทำบุญกับพระ 1 องค์ ก็ได้บุญในระดับหนึ่ง
ถ้าทำบุญกับพระเพิ่มขึ้น หลายองค์ ก็ต้องได้บุญมากขึ้นอยุ่แล้ว
แล้วถ้ายิ่งเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยก็ยิ่งได้บุญมาก เป็นธรรมดา
แล้วนี่ นิมนต์พระจากทั่วประเทศ 20,000 วัด พระ 50,000 กว่ารูป มาให้เราถวายสังฆทาน .......... ยิ่งคิดยิ่งปลื้มครับ
Quoteแค่วัดละบาทยัง สองหมื่น
ชาตินี้คงไม่มีบุญซะแล้ว
วัดละ 0.01 บาท ยัง สองร้อยเลย
ที่วัดไม่ได้บังคับครับ ว่าต้องทำบุญให้ได้เท่านั้น ให้ได้เท่านี้ ต้องทำให้ได้ทุกคน ไม่ทำไม่ได้บาป .....ที่วัดไม่ได้บังคับ ครับ
ใครจะทำ 1 บาท 100 หรือ 200 ก็ได้นี่ครับ แล้วแต่เราครับ
ทำแค่วัดละบาทเดียวเนี่ยนะ :08:
ทำวัดเดียวสองหมื่น เค้าน่าจะเอาไปทำอะไรได้มากกว่า
(พูดเหมือนมีตังค์ไปทำบุญ แต่ไม่มี :30:)
แล้วทำบุญวัดละ 0.001 บาทจะได้บุญเท่าไหร่เองละครับ :16:
ยังไม่ได้ซัก M เลย
ว๊าย คนจน :35:
:11:
กลิ่นตุๆ โชยมา
หมดสิทธิเลยครับ คนระดับทรัพย์จางเขายังทำวัดละ บาท แนะ
ถ้าเรา ทำไม่ถึง บาท เนี่ย เขาคงเรียกเรา ว่าระดับ โคตรทรัพย์จางแล้วละ
Quoteแล้วทำบุญวัดละ 0.001 บาทจะได้บุญเท่าไหร่เองละครับ
ทำไม ไปคิดอย่างนั้นล่ะครับ คิดให้ปลื้มสิครับ
ว่าทุกบาททุกสตางค์ ที่เราหาได้มาโดยยาก
เราได้ตัดความตระหนี่ออกจากใจ ได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญอันเลิศ
ได้มีส่วนในอุปถัมภ์คำจุนพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
แม้ว่าเรามีเงินไม่มาก แต่ถ้าเรามีศรัทธา
ก็สามารถมาช่วยงานที่วัดได้นี่ครับ มาเป็น
อุปฐากแก้ว คอยอุปฐาก พระที่มากว่า 50,000 รูป .... แค่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระก็ปลื้มแล้วครับ :33:
แต่งานนี้มันสุดคุ้มนะครับ ไม่ได้ทำบุญเยอะๆ งวดนี้ ก็ไม่คุ้มซิครับ :16:
อยากได้พระที่ระลึกด้วยอะครับ :16:
อยากรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปจองที่นั่งฟังธรรมกับเขามั้งอะครับ :16:
Quoteแต่งานนี้มันสุดคุ้มนะครับ ไม่ได้ทำบุญเยอะๆ งวดนี้ ก็ไม่คุ้มซิครับ
ได้ยินข่าวมาว่า วันคุ้มครองโลก 22 เม.ษ. 51 จะนิมนต์พระจากที่วประเทศ 30,000 วัดด้วยครับ :25:
Quoteอยากได้พระที่ระลึกด้วยอะครับ
อันนี้ช่วยไม่ได้แฮะ
Quoteอยากรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปจองที่นั่งฟังธรรมกับเขามั้งอะครับ
ไม่ต้องกลัวว่าจะเต็มครับ ที่วัดมีที่นั่งสำหรับฟังธรรม ที่สภาธรรมกายสากล ก็นั่งได้ตั้ง 300,000 คน
หรือที่ มหารัตนวิหารคด ก็นั่งได้ 1,000,000 คน ครับ
นี่คุณปิยะครับ ถึงคุณจะตื่นแต่เช้าคุณก็ไม่ได้ที่นั่งหน้าๆหรอก ครับ เพราะคุณทำบุญแค่0.0001 บาท บุญคุณจะถึงได้ไง
ก็ทำหลายๆทีสิแจ๊กกี้ ขยันๆหน่อย
ขี้เกียจทำหลายที่อะดาห์ เดี๋ยวว่าจะไปกู้มาทำทีเดียว เอาให้ได้นั่งหน้าๆเลย
จางสิ
ตอนนี้กำลังจะซื้อกล้อง 400d เลน 17-40 27000/ 70-200 70000 :05:
127000 พอดี :05:
macpro อีกอยากใช้ Final cut 2 ราคา 160000
ดีนะมือถือน้องซื้อให้ ไม่งั้นโคตรจางแน่ๆๆ
///
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 14:44 น.
หมดสิทธิเลยครับ คนระดับทรัพย์จางเขายังทำวัดละ บาท แนะ
ถ้าเรา ทำไม่ถึง บาท เนี่ย เขาคงเรียกเรา ว่าระดับ โคตรทรัพย์จางแล้วละ
มันเป็นระดับที่ผมเรียกกันเล่นๆกับเพื่อนๆในวัดอ่ะครับ มันไร้สาระอ่ะอย่าไปใส่ใจเลย :17a:
:05: โธ่น่าสงสารชาร์ป จางเพราะซื้อกล้อง
127000 พอดี
:42: เอ่อ ...
อยากทรัพย์จางแบบชาร์ปจัง :25:
Quote from: เอ : ปิยะ on 23 May 2007, 15:17 น.
127000 พอดี
:42: เอ่อ ...
.
ไอ้กล้อง 127000 กับ macpro 160000 อ่ะ
ตอนนี้เก็บเงินได้แค่ 1500 บาท เอง :05:
:42: เอ่อ.. ไม่ได้หมายถึงบวกเลขผิด
คือเอ่อ ....
เอ่อ มันเอ่อ .... :18:
เอ่อ.. ด้วยคน
แบบว่า มันเอ่อ..
จริงๆนะ
ไม่เข้าใจ เอ่อ อะไรหรอ :05:
เอ่อ........
เอ่อ . . .มาเข้าเรื่องทำบุญต่อมั้ย :08:
อืมม...
แสดงว่าหลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำบุญ
ผมเคยตอบ หลักการทำบุญ ไว้แล้วครับ ในหน้าที่ 54
ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ http://f0nt.com/forum/index.php?topic=8594.795 :33:
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของเหตุและผล ครับ
จะเข้าใจเหตุและผลได้ ต้องไตร่ตรองด้วยปัญญาครับ
ไม่ใช่เกิดจากการ คาดเดาเอาเองครับ
ขอนอกเรื่องนะครับ
และชาวพุทธ ไม่เคย ทำสงครามศาสนา นะครับ
มีปุ่มแก้ไขนะคะ
กรุณาอย่าโพสเบิ้ล :42:
:40:/ สงสัยครับ วัดพระธรรมกายยอดเงินบริจาคแต่ละปีประมาณกี่บาทครับ
อยากรู้ว่าคนไทยทำบุญกันเยอะมั้ย :22:
Quote from: ปริณดา ด๊า ดา on 23 May 2007, 15:45 น.
มีปุ่มแก้ไขนะคะ
กรุณาอย่าโพสเบิ้ล :42:
ขออภัยครับ :05:
Quote from: เอ : ปิยะ on 23 May 2007, 15:46 น.
:40:/ สงสัยครับ วัดพระธรรมกายยอดเงินบริจาคแต่ละปีประมาณกี่บาทครับ
อยากรู้ว่าคนไทยทำบุญกันเยอะมั้ย :22:
ขออภัยอีกครั้งครับ อันนี้ไม่รู้เหมือนกันครับ :05:
Quote from: เอ : ปิยะ on 23 May 2007, 15:46 น.
:40:/ สงสัยครับ วัดพระธรรมกายยอดเงินบริจาคแต่ละปีประมาณกี่บาทครับ
อยากรู้ว่าคนไทยทำบุญกันเยอะมั้ย :22:
รวมทั้งปีี่ผมว่าก็โคตรจะเยอะอ่ะครับไม่รู้เหมือนกันว่าเท่าไร
แต่
ค่าก่อสร้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็ไม่เบาเหมือนกัน
Quoteอยากรู้ว่าคนไทยทำบุญกันเยอะมั้ย :22:
เช็คที่วัดพระธรรมกายไม่ได้หรอกครับ คนไทยเค้าทำบุญกับทุกวัดทั่วๆประเทศอ่ะ
ต้องไปเช็ควัดทั้งหมด 30000 กว่าวัดด้วยอ่ะครับถึงจะรู้ยอดทำบุญจริงๆของทั้งประเทศ
:46:
แต่ก็ยังสู้ป๋าบิลเกตไม่ได้ ทำบุญ(กับสังคมสงเคราะ) ไม่4พันก็4หมื่นกว่าล้านนี่แหละ เห็นข่าวออกอยู่ คนเดียวด้วยนะ :31:
พี่แตงโม วิสาขบูชามาป่ะครับ
:25:
ผมว่าผมก็เข้าใจนะครับเรื่อง การทำบุญเนี่ย.... แต่ผมติดใจหลายอย่างเลย
ว่า ธรรมกายเขาสอนให้คนทำบุญ อะไร ปากก็บอกว่า ให้ทำใจให้บริสุทธิ์
แต่กลับวางกุลศโลบายทางการตลาด เป็นขั้นเป็นตอน ผมอยากรุ้นักว่า
จะทำใจให้บริสุทธิ์ได้ไง ในเมื่อมีสิ่งเร้าขนาดนั้น
มันผิดตั้งแต่วางจิตเพื่อปารถนาของตัวเองแล้วครับ ....
และผมยังติดใจอีกอย่าง การทำบุญกับผู้ที่บริสุทธิ์เนี่ย
ผมถามหน่อยคนที่คุณทำให้อยู่ทุกวันนี้บริสุทธิ์จริงเหรอ
ในเมื่อ หลักฐานหลายๆอย่างมันบ่งบอกเจตนาขนาดนั้น
แล้วแถมพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชก็ออกมาซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น
ส่วนตัวผม หลับหูหลับตาทำบุญ ก็มองไม่เห็นถึงความบริสุทธิ์ ดังกล่าว ......แม้แต่น้อย........
แล้วเรื่องทำไมคนที่ไปธรรมกาย อยากนั่งแถวหน้ากันนักหนา
เนี่ยมันก็บ่งบอกถึงคำสอนที่เกาะกินถึงอุปนิสัยใจคอของพวกเขา
การมองทุกอย่างเป็นอัตตา มีตัวตนจับต้องได้ มันทำให้พวกเขาคิดว่า
ทำอย่างงี้ดีกว่าอย่างงั้น นั่งตรงนี้ดีกว่านั่งตรงนั้น เหมือนที่ธรรมกายเขาเน้นสอนถึงเรื่องระดับบุญ
ว่าทำบุญอย่างนี้ได้บุญมากกว่าทำบุญแบบนั้น ....มันแปลกดีแหะ ปากก็บอกว่า
นั่งตรงไหนไม่สำคัญแต่คำสอนโดยรวมมันทำให้คนที่นั่นกลายเป็นคนอย่างนั้น โดยไม่รู้ตัว.....
จงใช้ปัญญาตรองดูเถอะครับว่า คำสอนทางพุทธศาสนาที่ยกขึ้นมา
แล้วเอามาปรุงแต่ง ให้สอดคล้องกับกุศโลบายยั่วกิเลสของตน ไม่เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่............
ทำบุญเพื่ออะไรกัน?
ไม่ได้กวนนะ แต่คำถามนี้มันคาใจมานาน แต่ก็หาคำตอบไม่ได้
เพื่อให้ได้บุญเยอะๆ เผื่อผลบุญจะส่งให้รำให้รวย หรือ เพื่อจำทำให้ผลกรรมไม่ดีที่ทำมามันเบาบางจางลง
หรือ หวังเผื่อไว้ชาติหน้า ถ้ามีจริง
หรือชวยบำรุงศาสนา โดยไม่เกี่ยงว่าจริงๆแล้วมันได้ช่วยบำรุงส่งเสริมจริงๆมั้ย
หรือช่วยหักภาษี :01:
หรือเพื่อให้เข้าใกล้แก่นแท้แห่งธรรมขึ้น
สำหรับผมนะ
1.ถ้าเกิดทำบุญทั่วๆไปนะ ก็อยากให้ชีวิตผมมีความสุข ไม่มีอุปสรรคในชีวิต สมหวังในหลายๆสิ่งที่เป็นกุศล ตัดรอนวิบากกรรมที่ทำผิดพลาดมา ชาติหน้าจะได้เกิดมาดีกว่าชาตินี้แล้วจะได้ สั่งสมบุญได้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ รอดจากนรก
2.ถ้าเกิดทำบุญกับวัดพระธรรมกายด้วย ก็อยากให้ชีวิตผมมีความสุข สมหวังในหลายๆสิ่งที่เป็นกุศล ไม่มีอุปสรรคในชีวิต ตัดรอนวิบากกรรมที่ทำผิดพลาดมา ชาติหน้าจะได้เกิดมาดีกว่าชาตินี้แล้วจะได้ สั่งสมบุญได้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ รอดจากนรก สร้างสถานที่ให้คนได้มาปฏิบัติธรรม รักษาศีล เผยแผ่พระศาสนาออกไปทั่วโลก ให้เค้าได้รับรู้ความสุขจากภายใน รู้เรื่องกฎแห่งกรรม รอดจากการตกนรกไปสวรรค์
เพราะผมเชื่อมั่นว่าบุญมีจริง นรกสวรรค์มีจริง พระพุทธเจ้ามีจริง ทุกคนมีพระรัตนตรัยภายในสามารถเข้าถึงได้
:17a: ประมาณนี้อ่ะครับ แค่นี้ก็มีคนไม่ชอบขี้หน้า+หมั่นไส้เยอะแล้ว T-T
บุญ บาป เหมือนต้นไม้คนละต้น ไม่มีทางนำมาหักล้างกันได้
เกิดที่กรรมแก้ที่กรรม ฉันใดก็ฉันนั้น ครับ
กระจู๋นี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง :27:
พึ่งเห็นว่าตามัมชื่อเหมือนเพื่อนตูตอนสมัยมัธยม แต่ของเพื่อนตูชื่อมันเขียนว่า "วรวรรธ" อ่านเหมือนกันว่า วอ-ระ-วัด ใช่ป่ะ
เรื่องบุญ ยอมรับว่าเมื่อก่อนไม่ค่อยได้สนใจเหมือนกัน รวมทั้งชาติที่แล้วหรือชาติหน้า เพียงแต่สนใจอยู่บ้างว่าตกลงแล้วเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอน หรือค้นพบมันคืออะไรกันแน่ และชีวิตมันมีจุดหมาย หรือความหมายอะไรหรือเปล่า เกิดมาแล้วสูญ หรือเกิดมางั้น ๆ แหละ
ถ้าจะพูดให้ง่ายบุญหรือกรรมมันก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เหมือนปรากฏการต่าง ๆ ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ในความเป็นจริงมันมีแค่กรรม หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ ถ้าเป็นกรรมดี ก็คือบุญ กรรมชั่วก็จะแทนสิ่งไม่ดี ทีนี้มีใครกำหนดละว่าอันไหนดี อันไหนชั่ว ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือเปล่า คำตอบก็คือเปล่าเลย เหมือนฝน มันจะตกลงมาก็เมื่อถึงพร้อมด้วยความชื่นในอากาศ หรืออะไรที่พอเหมาะ การจะตกมากตกน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ตามธรรมชาติ
กรรมเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอันนี้ (ที่เราอยู่นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง) จะไปเกิดเป็นอะไร หรือเจออะไรก็แล้วแต่กรรมของแต่ละคน ระบบจัดสรรของธรรมชาติอันนี้ยุติธรรมที่สุดรับรองว่าไม่มีการฮั้วกัน
ถ้าได้ลองศึกษาพระพุทธศาสนาจะพบว่าปลายทางที่พระพุทธเจ้าพูดถึงคือ นิพพาน (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสถานที่ หรือสภาวะ คงต้องไปถึงเองถึงจะบอกได้) การเข้าถึงนิพพาน หมายถึงเราไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ และวิธีหนึ่งที่ไปถึงนิพพานที่ผมอ่านพบในหนังสือคือการทำวิปัสนาสติปัฐฐาน 4
ทีนี้ที่การทำบุญ(หรือทำกรรมดี) มันจะช่วยส่งเสริมให้เราสามารถไปถึงนิพพานได้ง่าย เช่น ทำให้เจออาจารย์ที่เมตตาช่วยชี้ทางให้ (ถึงแม้พระพุทธเจ้าจัดทำตำราไว้ดีแล้ว แต่ถ้ามีคนชี้แนะอีกทีมันก็ดีกว่า) หรือเจออุปสรรคน้อย บางคนอาจจะเกิดมาพิการ แค่จะทำมาหากินเลี้ยงชีพก็ยากแล้ว มิพักพูดถึงเรื่องอื่น เป็นต้น
แต่การทำบุญของคนไทยส่วนใหญ่ หวังขึ้นสวรรค์ หวังชีวิตที่สุขสบาย(ทางกาย)มากขึ้นเท่านั้น โดยที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรกันแน่ เหมือนท่องบทสวดมนต์ได้หมด แต่ไม่รู้ความหมาย :42:
อริยสัตย์ 4, มรรคมีองค์ 8, ขันธ์ 5 อะไรพวกนี้เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าพระพุทธเจ้าสอนไปทำไม ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์ และทางดับทุกข์ เรารู้กันหรือยังว่าอะไรคือทุกข์ อันไหนคือทางดับทุกข์
ส่วนเรื่องบุญเป็นแค่ส่วนประกอบ ใครจะเชื่อในแนวไหนก็รับไป
(เป็นความเชื่อส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน :42:)
Quoteแต่การทำบุญของคนไทยส่วนใหญ่ หวังขึ้นสวรรค์ หวังชีวิตที่สุขสบาย(ทางกาย)มากขึ้นเท่านั้น โดยที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรกันแน่ เหมือนท่องบทสวดมนต์ได้หมด แต่ไม่รู้ความหมาย
:40: เชื่อว่าจริงครับ
ตอนนี้ที่ทำก็ทำเพราะสบายใจ แต่ลึกๆแล้วก็หวังเหมือนที่คนส่วนใหญ่หวังกันนี่แหละครับ
ทั้งที่ก็พอรู้ว่ามันคงช่วยไม่ได้
เนื่องจาก จพส. ของผม ถูกลบไป 1 ผมก็คิดว่า ผมอาจจะทำให้ใครไม่พอใจ ดังนั้น ผม จะบวกให้กับคนที่ผมคิดว่าเขาไม่พอใจในความคิดเห็นของผม คน ละ 1 แต้ม เพื่อเป็นการขอโทษ
ถามพี่แอ๊ะครับคำว่า ทำบุญ ที่พี่แอ๊ะพิมพ์มา = ทำทาน อย่างเดียวหรือป่าวทำ
ถ้าใช้ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับกับ พี่แอ๊ะ พี่เอ (ที่แอบอ้างมาครับ) :12:
มีแผ่นๆ ลงชื่อให้เอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติด้วยครับ
บอกว่าเป็นประชามติ ผมก็งงว่าประชามติมันจะเป็นแผ่นๆ หยั่งงี้ได้ไงวะ :08:
ก็เลยเขียนสาธยายไปอย่างยับเยิน :42:
กลับมาอินอีกรอบแล้ว :43:
เรื่องพระพุทธศาสนาประจำชาติ อยากรู้เหมือนกันครับ
ว่ายังชุมนุมกันอยู่ไหม หรือเขาใช้วิธีไหนแล้ว
อ่านคำประกาศอันหนึ่ง หลังจากเหตุผลเรื่องคนไทยนับถือกี่เปอร์เซ็นต์
พระเจ้าตากสู้เพื่อรักษาพระศาสนา ฯลฯ เขาก็กดดันว่าให้จับตาดู สสร.ทุกคน
หากเขาเหล่านั้นบอกว่าตัวเองนับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ยอมรับสนับสนุนร่างนี้
ให้ถือว่าคนๆนั้น ไม่ใช่ชาวพุทธอีกต่อไป
อ่านแล้วเพลีย :08:
ไม่รู้อะไรเลยครับ :31:
ไม่ได้ข่าวอะไรเลย
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 18:13 น.
บุญ บาป เหมือนต้นไม้คนละต้น ไม่มีทางนำมาหักล้างกันได้
เกิดที่กรรมแก้ที่กรรม ฉันใดก็ฉันนั้น ครับ
ตัดรอน ไม่ได้หมายถึงหักล้างครับ
ตัดรอนวิบากกรรม = บุญปาดหน้าบาปส่งผลซิ่งบาป อะไรประมาณนี้ ไม่ได้ว่าบาปมันหายไป แต่มันส่งมันไม่ได้ประมาณเนี่ย . . . อธิบายแบบบ๊องๆ
Quote from: เก้อ on 23 May 2007, 19:38 น.
กลับมาอินอีกรอบแล้ว :43:
เรื่องพระพุทธศาสนาประจำชาติ อยากรู้เหมือนกันครับ
ว่ายังชุมนุมกันอยู่ไหม หรือเขาใช้วิธีไหนแล้ว
อ่านคำประกาศอันหนึ่ง หลังจากเหตุผลเรื่องคนไทยนับถือกี่เปอร์เซ็นต์
พระเจ้าตากสู้เพื่อรักษาพระศาสนา ฯลฯ เขาก็กดดันว่าให้จับตาดู สสร.ทุกคน
หากเขาเหล่านั้นบอกว่าตัวเองนับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ยอมรับสนับสนุนร่างนี้
ให้ถือว่าคนๆนั้น ไม่ใช่ชาวพุทธอีกต่อไป
อ่านแล้วเพลีย :08:
ช่วงนี้อ่านอะไรก็เพลียทั้งนั้นแหละครับ
มีแต่ข่าวดีๆ จรรโลงใจทั้งนั้น :42:
ความเชื่อของกู วัดของกู ศาสนาของกู รัฐธรรมนูญของกู
ตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู
ตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู
ตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกู
ตัวกูของกู ตัวกูของกู
ตัวกูของกู
ตัวกูของกู
:01:
ผม...องค์ถือพัด รูปไหนคือเฌร? ผม หรือองค์ถือพัด :09:
Quote from: มัม™วรวัช on 23 May 2007, 18:49 น.
ตอนนี้ที่ทำก็ทำเพราะสบายใจ แต่ลึกๆแล้วก็หวังเหมือนที่คนส่วนใหญ่หวังกันนี่แหละครับ
ทั้งที่ก็พอรู้ว่ามันคงช่วยไม่ได้
ผมนึกถึงคาบแรกของวิชา wave propagation หรือภาษาไทยว่า การแพร่กระจายของคลื่น (พวกผมชอบเรียกว่าความปั่นป่วนของคลื่น :42:) เป็นวิชาที่ยากวิชาหนึ่งในสาขาของผม เพราะคลื่นมองด้วยตาไม่เห็น(ยกเว้นคลื่นแสง) ฟังไม่ได้ยิน(ยกเว้นคลื่นเสียง) อาจารย์บอกว่า "จุดมุ่งหมายของวิชานี้คือการอธิบายพฤติกรรมของสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยสมการทางคณิตศาสตร์" อาจารย์บอกจุดมุ่งหมาย และวิธีการ ของวิชานี้อย่างชัดเจน หลายคนอาจจะเคยบ่นว่าเรียนเลขไปทำไมวะ ไม่เห็นจะได้ใช้ มันก็เหมือนการทำบุญ หรือนับถือศาสนา โดยเราไม่รู้ว่าทำไปโดยมีจุดมุ่งหมายอะไร ทำไปเพราะเห็นคนอื่นทำ เพราะพ่อแม่ปู่ยาตายายบอกให้ทำ เรียนวิชาต่าง ๆ เพราะหลักสูตรบังคับไม่เรียนก็ไม่จบ
แล้วจุดมุ่งหมายของชีวิตเราละคืออะไร ถ้าเราตอบไม่ได้ เราจะไปถึงได้ยังไง แต่แน่นอนชีวิตคนเรามีกรอบใหญ่ที่เรามองเห็นและสัมผัสได้คือ เกิด -> แก่ -> เจ็บ -> ตาย ถึงเราจะดิ้นรนหรือไม่ดิ้นรน เราก็หนีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แล้วเราจะทำบุญไปเพื่ออะไรละ ในเมื่อหนทางที่จะก่อให้เกิดความสบายใจมีมากมาย 108 วิธี (เช่นไปนั่งสลิมทุกวันศุกร์ เสาร์แบบบักเอ :26:)
หากเปรียบชีวิตเหมือนการเดินทาง แน่นอนเราต้องมีจุดหมาย มีวิธีการ และแผนผัง ที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้น หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็ยากที่จะไปถึงจุดหมายได้ โดยเฉพาะการเดินทางที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ต่อให้มีแผนที่ และวิธีการดีเพียงไร ก็คงไปไม่ถึง
ถ้าการทำบุญเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง แต่เราไม่รู้ว่ากำลังเดินทางไปไหน ผมว่ามันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หันมาหาคำตอบกันเถอะว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคืออะไร อย่าปล่อยให้เป็นข้อความบันทึกไว้แค่บนบัตรประชาชน หรือในรัฐธรรมนูญเลยว่าเรานับถือศาสนาพุทธ :46:
เข้าใจนะว่าชาร์ปจะปั่นให้ถึงสามพันภายในวันนี้
แต่ก็อย่าโพสเบิ้ลดิ :42:
อย่างน้อยไปหาหน้าม้ามาโพสคั่นก็ยังดี :46:
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 16:55 น.
ผมว่าผมก็เข้าใจนะครับเรื่อง การทำบุญเนี่ย.... แต่ผมติดใจหลายอย่างเลย
ว่า ธรรมกายเขาสอนให้คนทำบุญ อะไร ปากก็บอกว่า ให้ทำใจให้บริสุทธิ์
แต่กลับวางกุลศโลบายทางการตลาด เป็นขั้นเป็นตอน ผมอยากรุ้นักว่า
จะทำใจให้บริสุทธิ์ได้ไง ในเมื่อมีสิ่งเร้าขนาดนั้น
มันผิดตั้งแต่วางจิตเพื่อปารถนาของตัวเองแล้วครับ ....
คนเราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอนะครับ
พอคิดว่าเป็นสิ่งที่เราทำไม่ได้ ก็พลอยไปคิดแทนคนอื่นว่าคนอื่นก็ทำไม่ได้.....
เดี๋ยวว่างๆ มาอธิบายต่อ
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 16:55 น.
และผมยังติดใจอีกอย่าง การทำบุญกับผู้ที่บริสุทธิ์เนี่ย
ผมถามหน่อยคนที่คุณทำให้อยู่ทุกวันนี้บริสุทธิ์จริงเหรอ
ในเมื่อ หลักฐานหลายๆอย่างมันบ่งบอกเจตนาขนาดนั้น
แล้วแถมพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชก็ออกมาซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น
ส่วนตัวผม หลับหูหลับตาทำบุญ ก็มองไม่เห็นถึงความบริสุทธิ์ ดังกล่าว ......แม้แต่น้อย........
อันนี้ ไม่อยากพูดถึงเลยครับ
เขาว่าเรื่องพระลิขิต ....... เป็นพระลิขิตปลอมนะครับ .... แว่วๆ มาว่า มาจากห้องกระจก อะไรซักอย่างเนี้ยครับ (ได้ยินมานะครับ )
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 16:55 น.
แล้วเรื่องทำไมคนที่ไปธรรมกาย อยากนั่งแถวหน้ากันนักหนา
เนี่ยมันก็บ่งบอกถึงคำสอนที่เกาะกินถึงอุปนิสัยใจคอของพวกเขา
การมองทุกอย่างเป็นอัตตา มีตัวตนจับต้องได้ มันทำให้พวกเขาคิดว่า
ทำอย่างงี้ดีกว่าอย่างงั้น นั่งตรงนี้ดีกว่านั่งตรงนั้น เหมือนที่ธรรมกายเขาเน้นสอนถึงเรื่องระดับบุญ
ว่าทำบุญอย่างนี้ได้บุญมากกว่าทำบุญแบบนั้น ....มันแปลกดีแหะ ปากก็บอกว่า
นั่งตรงไหนไม่สำคัญแต่คำสอนโดยรวมมันทำให้คนที่นั่นกลายเป็นคนอย่างนั้น โดยไม่รู้ตัว.....
อ่านท่อนนี้แล้วคิดถึงสมัยพุทธกาลเลยครับ
ถ้าใครอ่านพระไตรปิฏก เฉพาะตรง พระฉัพพคีย์ (เขียนไม่ถูก) แล้วก็เลิกอ่านเอามาคิดตำหนิพระว่ามีพฤติกรรมที่แย่ ชอบทำนอกลู่ประจำ แล้วก็นำมาต่อว่า โดยที่ไม่ยอมไปดูพระรูปอื่น ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ ปฏิบัติปฎิบัติชอบ เป็นหลายพัน หลายหมื่นองค์
ผมว่าคนนั้นยังรู้ไม่จริงครับ นำส่วนน้อย มาตำหนิส่วนรวม ....
ปล. ขอบคุณครับที่ + ให้
ถ้าผม + ได้แล้ว จะบวกคืนนะครับ :33:
กระทู้นี้เคยขออนุญาตโพสเบิ้ลไว้อ่ะครับ
ไม่เป็นไร
ขอโทษครับ พี่ดา :16: +
ทำไมรู้สึกช่วงนี้พี่แอ๊ะ พูดถูกใจมากเลยแฮะ :12: แบบว่าใช่เลย . . . นี่แหละ +
พี่เอ๊ะพูดดีแฮะ :12:
ไปนั่งสลิม ศุกร์ เสาร์ แบบเอบ้างดีกว่า :30:
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 23 May 2007, 22:13 น.
คนเราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอนะครับ
พอคิดว่าเป็นสิ่งที่เราทำไม่ได้ ก็พลอยไปคิดแทนคนอื่นว่าคนอื่นก็ทำไม่ได้.....
เดี๋ยวว่างๆ มาอธิบายต่อ
จะรอนะครับ
เห็นด้วยว่าไม่ควรเอาตัวเองตัดสินคนอื่น งั้นก็ให้คนอื่นเขาตัดสินใจเอาเถอะครับ ว่ากุศโลบายทางการตลาดของทางธรรมกายทำให้คนทำบุญเพื่อหวังผลหรือไม่
เพิ่มเติม ลิ้งที่คุณแตงโมให้เอาไว้ คุณแตงโมก็บอกเองว่า ไม่ควรหวังผลแต่ตั้งปราถนาได้
ไอ้ความปราถนากับไอ้ความอยากได้ เนี่ยมันแตกต่างกันมากเลยเหรอครับ.....
Quote
อันนี้ ไม่อยากพูดถึงเลยครับ
เขาว่าเรื่องพระลิขิต ....... เป็นพระลิขิตปลอมนะครับ .... แว่วๆ มาว่า มาจากห้องกระจก อะไรซักอย่างเนี้ยครับ (ได้ยินมานะครับ )
ขอหัวเราะกับการได้ยินมาหน่อยครับ หลักฐานขนาดนั้น นะเหรอ เขารุ้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วน่ะครับ ผมคงไม่ต้องหามาให้ดูนะครับ.....เพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหน :31: ถ้ามันปลอมจริง ก็ต้องมีคนออกมาแถลงข่าวแล้วครับ เรื่องแบบนี้คนให้ความสนใจกันทั้งประเทศนะครับอย่าลืม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว งั้นถามต่อเลยนะครับ เรื่องความบริสุทธิ์ของ เจ้าอาวาทธรรมกายเนี่ย
เริ่มเป็นข้อๆเลยนะครับ
-กรณียักยอกทรัพย์เนี่ย คุณแตงโมคิดเห็นว่าไงบ้าง ในเมื่อ ศาลก็ได้ตัดสิน
ไปแล้วว่ามีความผิด สมเด็จพระสังฆราชท่านก็มีพระลิขิตให้อาบัติปราชิก
หรือถ้า พระลิขิตเป็นเท็จ ทำไม ศาลถึงตัดสินอย่างนั้น
ถ้าอ้างว่าท่านเจตนาบริสุทธิ์ทำไมปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเป็น 7 ปี ถึงยอมคืนเงิน...
เมื่อท่านยอมคืนเงิน ก็แสดงว่าท่านยอมรับว่าผิด ก็แสดงว่า ท่านมีความผิด
ถึงท่านจะอ้างว่า เจตนาท่านบริสุทธ์ แต่ท่านก็ได้ทำผิดลงไปแล้ว คืนเงินทำให้ความผิดหายไปได้เหรอ?
แล้วแบบนี้ คือผู้ที่บริสุทธิ์ ที่สมควรแก่การสักการะหรือป่าว ?
- อันนี้ ความสงสัย เมื่ออ่านพันทิพย์ เห็นเครื่องแต่งกาย ของท่าน แล้วอยากรุ้ว่า
ทำไมท่านถึงต้องแต่งกายแบบนั้น ถ้าอ้างว่าเพราะอาการป่วย อาการป่วยแบบไหนที่ต้องแต่งกายแบบนั้น
คุณคิดมั้ยว่าอาจารย์ของคุณ ท่านจะบรรลุมรรคผลไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ถ้าเป้นอย่างนั้นจริง
แค่โสดาบัญก็หมายถึง อริยบุคคล ซึ่งเป็นบุคลที่เหนือกว่าคนอื่น
การวางตัวที่เหมาะสมก็ต้องเป็นหนึ่งในคุณสมบัติด้วยนะ แล้ว
นี่ คนเขาตั้งข้อสังเกตกันทั้งบางถึงเรื่องเครื่องแต่งกายของท่าน แบบนี้ คุณไม่คิดเหรอว่า
อริยะบุคคลเขาจะทำให้ชาวบ้านติเตือนกันได้ขนาดนี้เชียวเหรอ แล้วถ้าไม่ใช่ละ
แถมมีปัญหากรณียักยอก บิดเบือน อีก แบบนี้ จะเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สมควรแก่การสักการะเหรอ........
ขอยืมรุปจากพันทิพย์หน่อยละกัน เห็นแล้วมันสงสัย
(http://img2.f0nt.com/23/8e47ad0720d1e44103c16a0cff0671c5.jpg)
Quote
Quote from: เอก เอกชัย on 23 May 2007, 22:38 น.
พี่เอ๊ะพูดดีแฮะ :12:
ไปนั่งสลิม ศุกร์ เสาร์ แบบเอบ้างดีกว่า :30:
เอามาจากไหนเนี้ย :27:
กำลัง มองหา กจ เกี่ยวกับวัดธรรมกาย พอดีเลย
ไม่เคยคิดว่าจะมีวัดไหนที่ทำให้เกิดความรู้สึก.......ได้ขนาดนี้
วันงานศพคุณตา ไม่รู้ว่าทางวัดรู้ได้ยังไง ว่าคุณยายได้เงินช่วยงาน
จากกลุ่ม(หรืออะไรซักอย่าง)ที่ตอนคุณตาทำงานเก็บสะสมเงินไว้
แล้วก็มีคนจากวัดธรรมกายมางานศพ เพิ่งเคยเห็นคนมางานศพแต่มาขอตังค์ทำบุญ
ก่อนหน้านี้ ทางวัดเอาเครื่องเล่น dvd มาขายราคาตั้งหลายหมื่นกว่า
เอาอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้มาขายเยอะแยะไปหมด เราก็ไม่เคยรู้สึกแย่ๆได้ถึงขนาดนี้
แล้วช่วงนี้คุณยายไม่สบาย แต่ไม่เคยเห็น คนไหนจากวัด เคยมาเยี่ยมเลย
แถมเพิ่งมารู้ว่า คุณยายไปซื้อ"ยาบำรุง" พี่เลี้ยงบอกอย่างนี้
ขวดเท่ายาหยอดตา มีน้ำสีใสๆข้างใน ด้านนอกขวด มีแปะ อย อยู่แค่นั้น
แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรอีกเลย ราคาเป็นพัน
พี่เลี้ยงบอกว่า คุณยายจะหยดลงน้ำ2-3หยด แล้วก็ดื่ม
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ แถมคุณยายเคยมาคุยครั้งนึง ที่ทำให้รู้สึกว่าแย่มากๆก็
คุณยาย : "มิ้ม ทำบุญกับยายไหม"
มิ้ม : "ทำค่ะ" ว่าแล้วก็หยิบแบงค์100ออกมายื่นให้คุณยาย
ุคุณยาย : "ไม่ทำอีกหรอ วัดนี้เค้าบอกว่า ยิ่งทำมากก็ได้มากนะ"
มิ้ม นึกในใจ ทำบุญแล้วคิดแต่ว่าอยากได้บุญเยอะๆ อย่างนี้เค้าเรียกว่าทำบุญเหรอ
แล้วยังเคยเห็นคุณยายถามแม่ว่า "สร้างพระไหม องค์ละหมื่น มีแกะชื่อไว้ที่ฐานพระด้วยนะ"
แม่ : "แล้วเค้ามาแกะให้ดูรึเปล่า"
คุณยาย : "เปล่า"
แม่ : "แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าเค้าแกะให้จริงรึเปล่า จะมีชื่อเรารึเปล่า แล้วถ้ามีจะรู้ได้ยังไงว่าองค์ไหน ตั้งอยู่ไหน ให้ไปเดินหาเองเหรอ?"
คุณยาย : "ไม่รู้" แต่คุณยายก็ทำไปหมื่นนึง
ไม่รู้ว่า ช่วง4-5ปีที่แล้ว ที่วัดนี้มาหาคุณยายทุก2-3อาทิตย์ มาทำอะไรบ้าง
รู้แต่ว่า ตอนนี้ คุณยายเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เคยเป็นนางพยาบาล เป็นคนรอบคอบมากๆ
ปล. เปิดอ่านคร่าวๆแล้ว รู้สึกอยากเล่าสู่กันฟังบ้าง
อยากให้คอยอยู่กับญาติผู้ใหญ่บ้าง ไม่อยากให้เจอแบบเดียวกันนี้เลยค่ะ
ปล.2 เพิ่งรู้มาจากรุ่นพี่เมื่อกี้ ว่าไอ้น้ำนั่น เค้าเรียกกันว่า"น้ำอัมฤทธิ์" :41:
วัดไม่ได้โฆษณานะ
แต่ทำไมมีคนเชื่อขนาดนี้ละเนี้ย
ต้องลองกลับไปทบทวนดูแผนการตลาด หรือแผนการเผยแพร่ศาสนาแล้วละครับ
ว่ามันหมายความว่าอย่างไร ?
...
จักรีถามไ้ด้ดีมากเลยครับ (เยอะดี) จะค่อยๆตอบทีละประเด็นนะครับ (ถ้าประเด็นไหนไม่ได้ตอบโปรดถามใหม่นะครับ) :33:
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 22:53 น.
ขอหัวเราะกับการได้ยินมาหน่อยครับ หลักฐานขนาดนั้น นะเหรอ เขารุ้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วน่ะครับ ผมคงไม่ต้องหามาให้ดูนะครับ.....เพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหน :31: ถ้ามันปลอมจริง ก็ต้องมีคนออกมาแถลงข่าวแล้วครับ เรื่องแบบนี้คนให้ความสนใจกันทั้งประเทศนะครับอย่าลืม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว งั้นถามต่อเลยนะครับ เรื่องความบริสุทธิ์ของ เจ้าอาวาทธรรมกายเนี่ย
ถ้าพูดก็หาว่าร้อนตัวผิดจริง พออยู่เฉยๆก็หาว่ายอมรับผิดจริง ก็ไม่รู้จะทำยังไงครับ ยิ่งพูดยิ่งมากความ ให้เขามาพิสูจน์ที่วัดดีกว่าครับ บางสิ่งบางอย่างนิ่งดีกว่าครับ
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 22:53 น.
เริ่มเป็นข้อๆเลยนะครับ
-กรณียักยอกทรัพย์เนี่ย คุณแตงโมคิดเห็นว่าไงบ้าง ในเมื่อ ศาลก็ได้ตัดสิน
ไปแล้วว่ามีความผิด สมเด็จพระสังฆราชท่านก็มีพระลิขิตให้อาบัติปราชิก
หรือถ้า พระลิขิตเป็นเท็จ ทำไม ศาลถึงตัดสินอย่างนั้น
ถ้าอ้างว่าท่านเจตนาบริสุทธิ์ทำไมปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเป็น 7 ปี ถึงยอมคืนเงิน...
เมื่อท่านยอมคืนเงิน ก็แสดงว่าท่านยอมรับว่าผิด ก็แสดงว่า ท่านมีความผิด
ถึงท่านจะอ้างว่า เจตนาท่านบริสุทธ์ แต่ท่านก็ได้ทำผิดลงไปแล้ว คืนเงินทำให้ความผิดหายไปได้เหรอ?
แล้วแบบนี้ คือผู้ที่บริสุทธิ์ ที่สมควรแก่การสักการะหรือป่าว ?
สมัยพระพุทธเจ้าก็เคยโดนใส่ร้ายว่าไปทำนางจิญจมารวิกาื้ท้อง พระองค์ท่านก็ทรงนิ่งไม่โต้ตอบอะไร
ถามว่าที่เค้าใส่ร้ายพระพุทธเจ้า และัชาวบ้านตัดสินว่าพระพุทธเจ้าผิด .... ทำให้ศีลของพระองค์ด่างพร้อยด้วยหรือเปล่า ...... ก็เปล่านะครับ
เพราะฉะนั้นเรื่องของหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เหมือนกัน ท่านโดนใส่ร้่ายโดยที่ท่านไม่ได้ิผิดจริง ถือว่า ท่านผิดศีลด้วยหรือเปล่าครับ ...... ก็เปล่านี้ครับ
ส่วนเรื่องพระลิขิต .... อย่าพูดถึงเลยครับ ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย ได้ยินแต่เขาเล่ามาทั้งนั้น ... ขอผ่านครับ
ส่วนเรื่องกระบวนการศาล .... ถ้าจักรีเคยขึ้นศาล หรือ มีญาติ คนรู้จักไปขึ้นศาลเนี้ย จะรู้ได้เลยว่ามันเสียเวลามาก ทั้งโจทย์และจำเลย แ่ต่ละสัปดาห์ไม่้ต้องไหนเลยขึ้นศาลอย่างเดียว
และกระบวนการศาลกว่าจะตัดสินก็นานครับ ใช้เวลาเป็นปี ๆ กว่าจะตัดสินได้ซักคดี แม้จะไม่ผิดก็ต้องรอเป็นปีๆครับ พอสุดท้ายศาลมาบอกว่าถ้ายอมคืนเงินจะพ้นความผิด
เพื่อที่จะไม่ต้องมาเสียเวลาเป็นปีๆ เสียเวลาบำเพ็ญสมณะธรรม เสียเวลาทำงานพระศาสนา ท่านก็ยอม เืพื่อให้เรื่องมันจบๆไปเสียที
แล้วถามครับว่า คนที่ยอมคืนเงินของตัวเองนี่ผิดเหรอครับ เพราะสาธุชนที่มาวัดพระธรรมกายเวลาเค้าทำบุญ ถวายปัจจัย เค้าถวายหลวงพ่อท่านเป็นการส่วนตัว ถ้า่ที่วัดไม่มีหลวงพ่อ ก็ไม่รู้คนจะมาถวายปัจจัยกันมากขนาดนี้มั้ย ในซองปัจจัยที่สาธุชนมาถวายหลวงพ่อก็เขียนไว้ชัดเจนทุกซองด้วยว่า ถวายพระเดชพระุคุณหลวงพ่อเป็นการส่วนตัว แล้วถามว่าเป็นปัจจัยใคร ก็ต้องเป็นปัจจัยของท่านครับ
แล้วท่านเอาเงินนั้นไปไหน ............ ท่านก็เอามาสร้างศาสนสถาน สร้างศาลาจุคนได้เป็นแสน เป็นล้าน
ไว้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาไงครับ คนมานั่งสมาธิ ฟังธรรม มารวมตัวกันทำความดี ประกาศคุณยกย่องพระศาสนาจะได้มีสถานที่รองรับชาวพุทธทั่วโลกไงครับ
แล้วถ้าต่อไปท่านละสังขารไป ถามว่าท่านเอาไปได้หรือเปล่า ......... ท่านก็เอาไปไม่ได้
แล้วศาสนสถานนี้ตกเป็นของใครล่ะครับ ....... ก็เป็นของชาวพุทธทั่วโลกที่จะไ้ด้เอาไว้ใช้รวมตัวกันสร้างความดี มานั่งสมาธิพร้อมๆ กันเป็นแสน เป็นล้านคนเพื่อให้เกิดภาพที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ แก่ชาวโลกอีกกว่า 7 พันล้านคน ได้หันมาทำความดีไงครับ เพราะสันติสุขโลก เริ่มต้นจากสันติสุขภายในตัวของเราเองครับ :33:
แล้วท่านสมควรที่จะกราบไหว้บูชามั้ยครับ ....... :46:
ทองแท้ แม้จะมีคนเอาไปเกลือกกลั้วกับโคลนตมยังไง คุณค่าข้างในก็ยังเป็นทองอยู่ดีครับ :46:
แล้วเรื่องการแต่งกายของท่านล่ะครับ
แบบนั้นผิดมั้ยฮะ :09:
กำลังรอคนมาต่อเลยครับ (เบิ้ลไม่ได้เดี๋ยวดามา.... :33:)
Quote from: จักรี on 23 May 2007, 22:53 น.
- อันนี้ ความสงสัย เมื่ออ่านพันทิพย์ เห็นเครื่องแต่งกาย ของท่าน แล้วอยากรุ้ว่า
ทำไมท่านถึงต้องแต่งกายแบบนั้น ถ้าอ้างว่าเพราะอาการป่วย อาการป่วยแบบไหนที่ต้องแต่งกายแบบนั้น
คุณคิดมั้ยว่าอาจารย์ของคุณ ท่านจะบรรลุมรรคผลไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ถ้าเป้นอย่างนั้นจริง
แค่โสดาบัญก็หมายถึง อริยบุคคล ซึ่งเป็นบุคลที่เหนือกว่าคนอื่น
การวางตัวที่เหมาะสมก็ต้องเป็นหนึ่งในคุณสมบัติด้วยนะ แล้ว
นี่ คนเขาตั้งข้อสังเกตกันทั้งบางถึงเรื่องเครื่องแต่งกายของท่าน แบบนี้ คุณไม่คิดเหรอว่า
อริยะบุคคลเขาจะทำให้ชาวบ้านติเตือนกันได้ขนาดนี้เชียวเหรอ แล้วถ้าไม่ใช่ละ
แถมมีปัญหากรณียักยอก บิดเบือน อีก แบบนี้ จะเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สมควรแก่การสักการะเหรอ........
ขอยืมรุปจากพันทิพย์หน่อยละกัน เห็นแล้วมันสงสัย
(http://img2.f0nt.com/23/8e47ad0720d1e44103c16a0cff0671c5.jpg)
ส่วนเรื่องการแต่งกายของท่าน
ขอบอกก่อนนะครับว่า เมืองไทยมีฤดูร้อน กับ ร้อนมาก ....
แล้วอากาศมันร้อนขนาดนั้นทำไมท่านต้องใส่เสื้อแขนยาวด้วย(ที่วัดเรียกอังสะกันหนาว)แถมห่มจีวรคลุมอีกชั้นและใส่ถุงเท้าด้วยครับ อากาศมันออกจะร้ัอนขนาดนั้น ..... ก็เพราะท่านป่วยไงครับ แม้ร้อนโคตร ท่านก็ยังใส่ ท่านเป็นโรคเบาหวาน เวลาโดนลมแล้วจะหนาวสะท้าน และก็มีอาการที่เท้าด้วยครับ ขาท่านบวม เลือดไม่ไหลเวียน ก็เลยต้องใส่ถุงเท้ากันไว้ก่อน
โปรดทราบนะครับว่า ท่านอายุ 63 ปีแล้วนะครับ
แล้วอังสะแขนยาวที่ท่านใส่กับถุงเท้า ท่านก็ใส่ในวัดนะครับ ท่านไม่ได้ใส่ไปนอกวัดนะครับ
แล้วอังสะแขนยาวก็เป็นสีจีวร ไม่ีมีลายด้วยนะครับ ไม่มีแถบลวดลายแฟชั่น แบบอดิดาส ( :30:) ด้วยนะีครับ
แล้วพระวินัยไม่ผิดธรรมวินัยครับ พระภิกษุที่อาพาธ สามารถทำการรักษาได้ครับ ใส่ได้ครับ หรือแม้กระทั่งข้าวเย็น ลองไปดูที่โรงพยาบาลสงฆ์สิครับ ถ้าหมอวินิฉัยว่าป่วยต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารก็สามารถทานข้า่วเย็นได้ครับ
หรือแม้แต่ในที่ที่มีอากาศหนาวจัด หรือตามวัดต่างประเทศ ลองไปดูเถอะครับ พระท่านก็ใส่อังสะกันหนาว ครับ ก็มันหนาวออกอย่างนั้น ใครจะไปทนไหวล่ะครับ
เพราะฉะนั้นอยากให้ทำความเข้าใจด้วยนะครับว่ามันมีเหตุจำเป็นจริงๆ ที่ท่านต้องทำอย่างนั้น :33:
ปุ่มแก้ไขก็มีนี่ :11:
Quote from: มิ้ม ~ ชนม์พิสาข์ on 24 May 2007, 01:40 น.
กำลัง มองหา กจ เกี่ยวกับวัดธรรมกาย พอดีเลย
ไม่เคยคิดว่าจะมีวัดไหนที่ทำให้เกิดความรู้สึก.......ได้ขนาดนี้
วันงานศพคุณตา ไม่รู้ว่าทางวัดรู้ได้ยังไง ว่าคุณยายได้เงินช่วยงาน
จากกลุ่ม(หรืออะไรซักอย่าง)ที่ตอนคุณตาทำงานเก็บสะสมเงินไว้
แล้วก็มีคนจากวัดธรรมกายมางานศพ เพิ่งเคยเห็นคนมางานศพแต่มาขอตังค์ทำบุญ
ก่อนหน้านี้ ทางวัดเอาเครื่องเล่น dvd มาขายราคาตั้งหลายหมื่นกว่า
เอาอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้มาขายเยอะแยะไปหมด เราก็ไม่เคยรู้สึกแย่ๆได้ถึงขนาดนี้
แล้วช่วงนี้คุณยายไม่สบาย แต่ไม่เคยเห็น คนไหนจากวัด เคยมาเยี่ยมเลย
แถมเพิ่งมารู้ว่า คุณยายไปซื้อ"ยาบำรุง" พี่เลี้ยงบอกอย่างนี้
ขวดเท่ายาหยอดตา มีน้ำสีใสๆข้างใน ด้านนอกขวด มีแปะ อย อยู่แค่นั้น
แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรอีกเลย ราคาเป็นพัน
พี่เลี้ยงบอกว่า คุณยายจะหยดลงน้ำ2-3หยด แล้วก็ดื่ม
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ แถมคุณยายเคยมาคุยครั้งนึง ที่ทำให้รู้สึกว่าแย่มากๆก็
คุณยาย : "มิ้ม ทำบุญกับยายไหม"
มิ้ม : "ทำค่ะ" ว่าแล้วก็หยิบแบงค์100ออกมายื่นให้คุณยาย
ุคุณยาย : "ไม่ทำอีกหรอ วัดนี้เค้าบอกว่า ยิ่งทำมากก็ได้มากนะ"
มิ้ม นึกในใจ ทำบุญแล้วคิดแต่ว่าอยากได้บุญเยอะๆ อย่างนี้เค้าเรียกว่าทำบุญเหรอ
แล้วยังเคยเห็นคุณยายถามแม่ว่า "สร้างพระไหม องค์ละหมื่น มีแกะชื่อไว้ที่ฐานพระด้วยนะ"
แม่ : "แล้วเค้ามาแกะให้ดูรึเปล่า"
คุณยาย : "เปล่า"
แม่ : "แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าเค้าแกะให้จริงรึเปล่า จะมีชื่อเรารึเปล่า แล้วถ้ามีจะรู้ได้ยังไงว่าองค์ไหน ตั้งอยู่ไหน ให้ไปเดินหาเองเหรอ?"
คุณยาย : "ไม่รู้" แต่คุณยายก็ทำไปหมื่นนึง
ไม่รู้ว่า ช่วง4-5ปีที่แล้ว ที่วัดนี้มาหาคุณยายทุก2-3อาทิตย์ มาทำอะไรบ้าง
รู้แต่ว่า ตอนนี้ คุณยายเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เคยเป็นนางพยาบาล เป็นคนรอบคอบมากๆ
ปล. เปิดอ่านคร่าวๆแล้ว รู้สึกอยากเล่าสู่กันฟังบ้าง
อยากให้คอยอยู่กับญาติผู้ใหญ่บ้าง ไม่อยากให้เจอแบบเดียวกันนี้เลยค่ะ
ปล.2 เพิ่งรู้มาจากรุ่นพี่เมื่อกี้ ว่าไอ้น้ำนั่น เค้าเรียกกันว่า"น้ำอัมฤทธิ์" :41:
อันนี้ละครับ :09:
Quote from: มิ้ม ~ ชนม์พิสาข์ on 24 May 2007, 01:40 น.
กำลัง มองหา กจ เกี่ยวกับวัดธรรมกาย พอดีเลย
ไม่เคยคิดว่าจะมีวัดไหนที่ทำให้เกิดความรู้สึก.......ได้ขนาดนี้
วันงานศพคุณตา ไม่รู้ว่าทางวัดรู้ได้ยังไง ว่าคุณยายได้เงินช่วยงาน
จากกลุ่ม(หรืออะไรซักอย่าง)ที่ตอนคุณตาทำงานเก็บสะสมเงินไว้
แล้วก็มีคนจากวัดธรรมกายมางานศพ เพิ่งเคยเห็นคนมางานศพแต่มาขอตังค์ทำบุญ
ก่อนหน้านี้ ทางวัดเอาเครื่องเล่น dvd มาขายราคาตั้งหลายหมื่นกว่า
เอาอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้มาขายเยอะแยะไปหมด เราก็ไม่เคยรู้สึกแย่ๆได้ถึงขนาดนี้
แล้วช่วงนี้คุณยายไม่สบาย แต่ไม่เคยเห็น คนไหนจากวัด เคยมาเยี่ยมเลย
แถมเพิ่งมารู้ว่า คุณยายไปซื้อ"ยาบำรุง" พี่เลี้ยงบอกอย่างนี้
ขวดเท่ายาหยอดตา มีน้ำสีใสๆข้างใน ด้านนอกขวด มีแปะ อย อยู่แค่นั้น
แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรอีกเลย ราคาเป็นพัน
พี่เลี้ยงบอกว่า คุณยายจะหยดลงน้ำ2-3หยด แล้วก็ดื่ม
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ แถมคุณยายเคยมาคุยครั้งนึง ที่ทำให้รู้สึกว่าแย่มากๆก็
คุณยาย : "มิ้ม ทำบุญกับยายไหม"
มิ้ม : "ทำค่ะ" ว่าแล้วก็หยิบแบงค์100ออกมายื่นให้คุณยาย
ุคุณยาย : "ไม่ทำอีกหรอ วัดนี้เค้าบอกว่า ยิ่งทำมากก็ได้มากนะ"
มิ้ม นึกในใจ ทำบุญแล้วคิดแต่ว่าอยากได้บุญเยอะๆ อย่างนี้เค้าเรียกว่าทำบุญเหรอ
แล้วยังเคยเห็นคุณยายถามแม่ว่า "สร้างพระไหม องค์ละหมื่น มีแกะชื่อไว้ที่ฐานพระด้วยนะ"
แม่ : "แล้วเค้ามาแกะให้ดูรึเปล่า"
คุณยาย : "เปล่า"
แม่ : "แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าเค้าแกะให้จริงรึเปล่า จะมีชื่อเรารึเปล่า แล้วถ้ามีจะรู้ได้ยังไงว่าองค์ไหน ตั้งอยู่ไหน ให้ไปเดินหาเองเหรอ?"
คุณยาย : "ไม่รู้" แต่คุณยายก็ทำไปหมื่นนึง
ไม่รู้ว่า ช่วง4-5ปีที่แล้ว ที่วัดนี้มาหาคุณยายทุก2-3อาทิตย์ มาทำอะไรบ้าง
รู้แต่ว่า ตอนนี้ คุณยายเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เคยเป็นนางพยาบาล เป็นคนรอบคอบมากๆ
ปล. เปิดอ่านคร่าวๆแล้ว รู้สึกอยากเล่าสู่กันฟังบ้าง
อยากให้คอยอยู่กับญาติผู้ใหญ่บ้าง ไม่อยากให้เจอแบบเดียวกันนี้เลยค่ะ
ปล.2 เพิ่งรู้มาจากรุ่นพี่เมื่อกี้ ว่าไอ้น้ำนั่น เค้าเรียกกันว่า"น้ำอัมฤทธิ์" :41:
อ่านแล้วคิดว่า
น่าจะเป็นคนที่แอบอ้างว่ามาจากวัดพระธรรมกาย ครับ
มันมีจุดรู้สึกว่าไม่ตรงหลายอย่างอ่ะครับ
1.สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว // มันองค์ละ 15000 ครับ ถ้าทำแล้วจะได้รับพระของขวัญกับในอนุโมทนาบัตรด้วย ไม่รู้ว่าได้หรือป่าวครับ
2.งานศพ // ถ้าเกิดเป็นคนจากที่วัด จะมีการจัดงานพิธีให้ด้วยครับ ทำพิธีต่างๆ กล่าวไว้อาลัย มอบของที่ระลึก ไม่รู้ว่าได้ด้วยหรือป่าวครับ
3.เครื่องเล่น DVD // ที่วัดไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายครับ
ไม่มีแน่นอนครับ แต่ถ้าเป็นจานดาวเทียมช่อง DMC ก็มีครับแต่ราคามันอยู่ที่ 4500 ที่เก็บเงินเป็นค่าอุปกรณ์ครับ ไม่ต้องจ่ายรายเดือยรายปี
4.ยาบำรุง หรือ น้ำอัมฤทธิ์ //
ไม่มีครับ ทางวัดไม่มีผลิต น้ำอัมฤทธิ์ แจก ขายแน่นอนครับ ผมเข้าวัดมา 10 ปียังไม่เคยเห็นเลยครับ ((ตั้งชื่อได้เชยมาก ถ้ามีจริงวัดไม่ตั้งชื่อแบบนี้หรอกครับ))
อย่างที่ผมบอกข้างบนอ่ะแหละ น่าจะเป็นคนที่แอบอ้างว่ามาจากวัดพระธรรมกาย ครับผม
///////////////////
จะตอบเรื่องหลวงพ่อ แต่พิมพ์ยาวแฮะ เอาไว้อีกโพสละกัน
ก่อนตอบของ เอ
ตอบของจักรีก่อนครับ ว่าหลวงพ่อไม่เคยบอกเลยว่าท่านเป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นพระโสดาบันเป็นต้นครับ แต่ท่านเป็นพระที่รักในการปฏิบัติธรรมมาก และท่านก็ชวนให้ทุกคนมาปฏิบัติธรรมทุกวัน 30 กว่าปีมาแล้วตั้งแต่ท่านบวชครับ :33:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 07:56 น.
วัดไม่ได้โฆษณานะ
แต่ทำไมมีคนเชื่อขนาดนี้ละเนี้ย
ต้องลองกลับไปทบทวนดูแผนการตลาด หรือแผนการเผยแพร่ศาสนาแล้วละครับ
ว่ามันหมายความว่าอย่างไร ?
...
เรื่องการตลาด ถ้ามองจริงๆ ต้องบอกว่าที่วัดพระธรรมกาย มีการตลาดน้อยกว่า ถ้าเทียบกับวัดอื่น (ไม่มีเจตนาลบหลู่นะครับ รายนามที่ผมเอ่ยถึงผมเคารรพทุกองค์เลยนะครับ)
ดูสิครับ ประชาสัมพันธ์ทางหนังสือพิมพ์ ทางทีวี ก็ไม่มี , มีพระออกเทศน์ ออกรายการทีวีก็ไม่มี แบบพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี หรือ พระอาจารย์ที่ออกรายการธรรมะดีลิเวอร์ลี่ที่ตลกๆก็ไม่มี, ทำหนังสือจำหน่ายตามร้านขายหนังสือชั้นนำแบบ ท่านพุทธาสก็ไม่มี แบบธรรมะติดปีกก็ไม่มี ........ ช่องทางการตลาดสำคัญๆ ไม่มีออกเลยครับ ...... อย่างนี้ผมว่าถือว่าที่วัดการตลาด หรือประชาสัมพันธ์ น้อยกว่าที่อื่นมากๆครับ
ผมว่าคนไทยรู้จักวัดพระธรรมกายน้อยกว่าวัดอื่นๆอีกนะครับ (ในด้านที่วัดอยากจะบอก ไม่ใช่ในด้านที่สื่อพยายามจะยัดเยียด)
ส่วนใหญ่ การประชาสัมพันธ์ของวัดจะเกิดจากการบอกต่อๆกันนะครับ เกิดจากการที่คนมีความศรัทธา และเห็นว่าสิ่งที่วัดทำเป็นสิ่งที่ดีจริง จึงบอกต่อกับคนที่เค้ารัก อยากให้ได้มารู้จักด้วยนะครับ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เคยเข้ามาสัมผัสกับวัดจริงๆ เพราะได้ยินจากสื่อที่พยายามจะยัดเยียดสิ่งไม่ดีให้กับวัดน่ะครับ
:33:
พี่แตงโม มาวันวิสาขบูชา ป่ะครับ {หมีโหด}
ที่กล่าวมา เป็นที่ตัวปัจเจกบุคคลหมดเลยนะครับ ไม่ได้บ่งบอกว่าวัดนี้ดียังไงเลยซํกเล่มเดียว (จากที่เคยอ่านมาบ้าง) โดยที่ในแต่ละเล่มเป้นคำสอน ข้อคิด คำคม อัตชีวประวัติล้วนๆ และอีกทั้งสื่อต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน หรืออย่างไร :09:
อย่าลืม DMC นะครับ มีสื่อเป็นของตัวเองเลยนะเนี้ย :17:
ส่วนอันนี้อยากให้กลับไปคิดนะครับ ว่าเหมือนกันหรือไม่อย่างไร
แอมเวย์ ขายตรง ไม่มีโฆษณา (เมื่อก่อนไม่มี ตอนนี้มีมาหย่อมนึง นานๆที)
เข็มยอดขายหลายระดับ จัดตั้งเซ็นเตอร์ให้สมาชิกมาเซ็นเตอร์หรือศูนย์ใหญ่ทุกสัปดาห์
รู้สึกจะมี แอมเวย์เดย์หรืออะไรซักอย่างที่รวมสินค้าทั้งหมดมาจัดนิทรรศการ ซื้อที่งานได้ pv เพิ่มเป็นพิเศษ
แต่แอมเวย์ขายสินค้า ...
:22:
อ่านแล้วงง :09:
คือผมไม่รู้เรื่องของอัมเวย์ด้วยอ่ะครับ อธิบายอีกรอบได้มั้ยครับ
dmc ก็เป็นสื่อของวัด ก็เป็นอะไรหรอครับ :09:
หมายความว่าจะให้วัด ชี้แจ้งอะไรไม่ได้หรอครับ ข่าวที่เชื่อถือได้ที่สุดคือหนังสือ กันคำที่บอกว่า "เขาว่า"
งงครับ :09:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 14:03 น.
ที่กล่าวมา เป็นที่ตัวปัจเจกบุคคลหมดเลยนะครับ ไม่ได้บ่งบอกว่าวัดนี้ดียังไงเลยซํกเล่มเดียว (จากที่เคยอ่านมาบ้าง) โดยที่ในแต่ละเล่มเป้นคำสอน ข้อคิด คำคม อัตชีวประวัติล้วนๆ และอีกทั้งสื่อต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน หรืออย่างไร :09:
อย่าลืม DMC นะครับ มีสื่อเป็นของตัวเองเลยนะเนี้ย :17:
ส่วนอันนี้อยากให้กลับไปคิดนะครับ ว่าเหมือนกันหรือไม่อย่างไร
แอมเวย์ ขายตรง ไม่มีโฆษณา (เมื่อก่อนไม่มี ตอนนี้มีมาหย่อมนึง นานๆที)
เข็มยอดขายหลายระดับ
จัดตั้งเซ็นเตอร์ให้สมาชิกมาเซ็นเตอร์หรือศูนย์ใหญ่ทุกสัปดาห์
รู้สึกจะมี แอมเวย์เดย์หรืออะไรซักอย่างที่รวมสินค้าทั้งหมดมาจัดนิทรรศการ ซื้อที่งานได้ pv เพิ่มเป็นพิเศษ
แต่แอมเวย์ขายสินค้า ...
:22:
ถ้ายังงั้นขออนุญาติ ยกตัวอย่างง่ายๆ แทนแต่ละคำนะครับ จะได้เข้าใจง่ายๆ
เหมือนวัดธรรมกายเนี้ย ไม่ได้โฆษณาออกสื่อไหนๆ เลย (นอกจาก DMC :42:)
ใช้วิธีปากต่อปากแบบที่คุณแตงโมว่าไว้นะครับ (ขายตรงคือลักษณะอย่างนี้)
เข็มยอดขายหลายระดับ == พระที่ระลึกราคาต่างๆ
จัดตั้งเซ็นเตอร์ให้สมาชิกมาเซ็นเตอร์หรือศูนย์ใหญ่ทุกสัปดาห์ == ศูนย์ธรรมกายตามบ้านต่างๆ เรียกว่า กอง หรือว่า ซุ้มแล้วนะครับ
แอมเวย์เดย์หรืออะไรซักอย่างที่รวมสินค้าทั้งหมดมาจัดนิทรรศการ ซื้อที่งานได้ pv เพิ่มเป็นพิเศษ
== BIG BOON โดยประมาณ
แต่แอมเวย์ขายสินค้า ..
:33: ยกตัวอย่าง เข้าใจง่ายมั้ยครับ ไม่เข้าใจตรงไหน สอบถามได้ครับ
//Edit ตามอีก :08:
เรื่อง DMC ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เห็นวัดอื่นไม่ค่อยมีสื่อเป็นของตัวเอง :43:
ความรู้สึกจากที่ผมอยู่วัดมา
ผมว่ามันคนละอย่างเลยนะครับ :08:
แล้วก็ไม่ได้มีแต่การทำบุญหรอกครับพี่เอ
แต่ปัญหาที่สังคมถาม มันอยู่ที่ก้อนบุญเก็งกินี้ละครับ :26:
ขอตอบ มิ้ม นะครับ
ผมเข้าวัดมา ไม่เคยได้ยินว่าที่วัดขาย เครื่องเล่น DVD เลยครับ และ น้ำอัมฤทธิ์ อะไรนั่น ก็ไม่มีแน่นอนครับ มั่นใจร้อยเปอร์เซ็น
มิ้มครับ
ถ้าได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้วล่ะก็
จะรู้ได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยครับ มีแต่ ใจใส, กับใจหมอง หรือ บุญกับ บาป
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราก็คือ บุญ ครับ
สิ่งที่คุณยายของมิ้ม ชวนทำบุญเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่ท่านตอบอาจทำให้มิ้มรู้สึกไม่ดี
และที่คุณยาย ชวนให้คุณแม่ สร้างองค์พระ ...... รู้มั้ยครับว่าองค์พระที่คุณยายสร้างเอาไปประดิษฐสถานที่ไหน .... องค์พระของคุณยายมิ้ม จะไปประดิษฐสถานที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์แห่งพระรัตนตรัย
ซึ่งเจดีย์แห่งนี้สามารถบรรจุพระได้ 1 ล้านองค์ (บนเจดีย์ 3 แสนองค์ ภายในเจดีย์อีก 7 แสนองค์) เพื่อเป็นอะไหล่ไว้เปลี่ยนองค์ที่ชำรุด เพื่อให้เจดีย์นี้อยู่คู่โลกไปอีก 1 พันปีครับ
ทุกๆวัน ทั้งเช้าและเย็น จะมีคนจากทั่วโลกมาบูชาเจดีย์แห่งนี้ (ทั้งมาบูชาที่เจดีย์เลย หรือนั่งบูชาที่บ้านผ่านทางจานดาวธรรม) มาบูชาด้วยความเคารพเลื่อมใส ด้วยดอกไม้ของหอม และโคมประทีป
เรามีส่วนร่วมในการสร้างเจดีย์แห่งนี้เราก็ได้บุญไปด้วยครับ ....... ยิ่งคิดยิ่งปลื้มครับ :46:
ผมก็สร้างองค์พระไปหลายองค์แล้วครับ สร้างให้แม่ สร้างให้ย่า สร้างให้พี่ และน้องครับ :46:
ขอตอบคร่าวแค่นี้ก่อนนะครับ
มีอะไรพิมพ์มาคุยกันได้ครับ :33:
ตกลงองค์พระ 10,000 หรือ 15,000 ครับ :09:
ชาร์ปตอบ 15000
แตงโมบอกมี
:09:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 14:22 น.
แต่ปัญหาที่สังคมถาม มันอยู่ที่ก้อนบุญเก็งกินี้ละครับ :26:
สังคมไหนครับ :09: สังคมที่ว่าคือใครครับ
สังคมไทยครับ
คนไทยทั้งประเทศ หรือเฉพาะสื่อ ครับ :09:
คนวัดเองก็อยู่ทั่วประเทศไทยเหมือนกัน
หรือคนที่เข้าวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่คนไทย หรอ
คนไทยทั้งประเทศ ค่ะ ไม่ใช่เฉพาะสื่อ
ยอมรับว่าตัวเองก็ติดใจสงสัยอยู่เหมือนกัน
ตามอ่านติดขอบจอ มาตั้งแต่เช้าแต่เช้าแล้ว
องค์ละหมื่นห้า
ล้านองค์
หมื่นห้าพันล้าน
:38: สุดยอดดดด
งั้นสังคมคนที่ไม่ได้เป็นคนวัดธรรมกายครับ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 14:35 น.
งั้นสังคมคนที่ไม่ได้เป็นคนวัดธรรมกายครับ
ผมใช้คำว่า เข้าวัด นะ ถ้า เป็นคนวัด ก็คนละความหมายนะครับ :09:
คนเข้าวัด = สาธุชน คนที่มาทำบุญ นั่งสมาธิ
เป้นคนวัด = เจ้าหน้าที่ในวัด
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 14:33 น.
คนไทยทั้งประเทศ หรือเฉพาะสื่อ ครับ :09:
คนวัดเองก็อยู่ทั่วประเทศไทยเหมือนกัน
หรือคนที่เข้าวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่คนไทย หรอ
เอามาจากชาร์ปนั้นแหละ :08:
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 14:33 น.
คนไทยทั้งประเทศ หรือเฉพาะสื่อ ครับ :09:
คนวัดเองก็อยู่ทั่วประเทศไทยเหมือนกัน
หรือคนที่เข้าวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่คนไทย หรอ
ก็นี่ไง
คนที่เข้าธรรมกายก็คนไทย ค่ะ
แต่ ยังมีคนไทยอีกส่วนหนึ่งที่อยากรู้เรื่องนี้
อย่าตอบนะคะ ว่าให้เข้าไปเองแล้วจะรู้
สื่อ DMC เป็นสื่อที่ดีครับ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงคนได้ทั้งประเทศแบบ ทีวี หรือ หนังสือพิมพ์ หรือ ตามร้านขายหนังสือต่างๆครับ
แล้วที่คนบอกต่อๆ กันเพราะเห็นว่าสิ่งที่วัดทำเป็นสิ่งที่ดี อยากให้มาสัมผัสด้วย ก็แค่นั้นเองครับ
แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธนะครับว่า วัดไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ หรือ ไม่ได้ทำหลักการตลาด แต่สิ่งที่สื่อออกไปมาจากหลักความดี ความจริง ทั้งนั้นแหละครับ
ส่วนที่ เอ กล่าวถึง BiG Boon ขอขยายความหน่อยนะครับ
BiG Boon คือ งานบุญใหญ่ของวัดน่ะครับ ให้จำง่ายเรียกว่า BiG Boon ครับ ที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะว่าในวันนั้นจะมีการนิมนต์พระจากทั่วประเทศ 20,000 กว่าวัด พระกว่า 50,000 กว่ารูป มาประชุมรวมกันที่วัด เพื่อให้สาธุชนทั่วประเทศมาที่วัดพระธรรมกายได้มาถวายไทยธรรมกับพระสงฆ์เนื้อนาบุญกว่า 50,000 กว่ารูป ซึ่งการที่จะนิมนต์พระสงฆ์ได้มากขนาดนี้ถือว่ายากมากนะครับ ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ใช่มีบ่อยๆนะครับ แค่พระรูปเดียวก็ถือว่าเป็นเนื้อนาบุญแล้วครับ แต่นี้พระ50,000 กว่ารูป ก็เลยเรียกว่า BiG Boon ไงครับ สาธุชนสามารถมาถวายไทยธรรม มาเห็นเนื้อนาบุญทีเดียว ในวันเดียว ไม่ใช่ง่ายนะครับ ....... ก็เลยเรียกว่า Big Boon สุดคุ้มไงครับ :46: (พิมพ์ไป นึกถึงวันนั้นไป ปลื้ม ครับ :46:)
ถ้า เอ เข้าใจพุทธศาสนา จะรู้ได้เลยว่า บุญ สำคัญมากๆ ต่อชีวิตของเราครับ
แต่บุญไม่ใช่มีแค่ การทำทาน เพียงอย่างเดียวนะครับ
บุญเกิดได้อย่างน้อย 10 ทาง ครับ
เรียกบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ
คือ
1.บุญที่เกิดจากการทำทาน 2.บุญที่เกิดจากการรักษาศีล
3.บุญที่เกิดจากการทำสมาธิภาวนา 4.บุญที่เกิดจากการประพฤติอ่อนน้อม
5.บุญที่เกิดจากการทำกิจที่ชอบ ช่วยเหลือคนอื่น 6.บุญที่เกิดจากการอุทิศส่วนบุญ
7.บุญที่เกิดจากการอนุโมทนาบุญ 8.บุญที่เกิดจากการฟังธรรม
9.บุญที่เกิดจากการแสดงธรรม 10.บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ตรง ครับ
ย่อๆ คือ บุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา ครับ :33:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 14:22 น.
แต่ปัญหาที่สังคมถาม มันอยู่ที่ก้อนบุญเก็งกินี้ละครับ :26:
มันมีปัญหาตรงไหน เหรอครับ :09:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 14:44 น.
อย่าตอบนะคะ ว่าให้เข้าไปเองแล้วจะรู้
ใช่ครับ เข้าไปเองแล้วมันรู้เองไม่ได้หรอก :12: ยิ่งงงหนักกว่าเก่า
แล้วทำไมส่วนที่เข้าวัดถึงเข้าวัดละครับ ?
โง่รึ ? โดนวัดพระธรรมกายหลอกรึ? ทำไมหลอกได้นานจังเป็น 10ๆ ปี
ทำไมวัดไม่โดนปิดไปละ ถ้าข่าวออกขนาดนี้ ก็มากพอที่จะปิดวัดได้แล้วนี่ ?
งั้นก็ช่วยอธิบายเถอะค่ะ :42:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 14:50 น.
งั้นก็ช่วยอธิบายเถอะค่ะ :42:
ให้อธิบายอะไรเหรอครับ เดี๋ยวช่วย
เอคิดว่าบุญไม่สำคัญนะครับ สำคัญที่ ปัญญานำ ศรัทธาตาม
มันมีปัญหาตรงที่ว่า ศาสนจักร ที่กำลังสร้างอยู่
มันคล้ายๆกับยุคนึงที่ชนชั้นปกครอง ต่างๆ ในประเทศมหาอำนาจนิยมสร้างนะครับ
เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ บารมีและอำนาจ เช่น กำแพงเมืองจีน ปิรามิด
มันต้องใช้บุญปริมาณมหาศาลในการสร้างนะซิครับ :40:
ที่วัดไม่ได้สร้างไว้โชว์ อ่ะครับ แต่สร้างไว้ใช้
:42: .. ครับ
เหรอ...
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 14:55 น.
เอคิดว่าบุญไม่สำคัญนะครับ สำคัญที่ ปัญญานำ ศรัทธาตาม
มันมีปัญหาตรงที่ว่า ศาสนจักร ที่กำลังสร้างอยู่
มันคล้ายๆกับยุคนึงที่ชนชั้นปกครอง ต่างๆ ในประเทศมหาอำนาจนิยมสร้างนะครับ
เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ บารมีและอำนาจ เช่น กำแพงเมืองจีน ปิรามิด
มันต้องใช้บุญปริมาณมหาศาลในการสร้างนะซิครับ :40:
เป้าหมายมันคนละอย่างเลย
ทำไมการสร้างบุญต้องใช้วัตถุมากขนาดนั้นล่ะคะ :09:
การทำดี ถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็น่าจะเป็นบุญแล้ว
เพราะการให้ทานได้บุญสูงสุดครับ
ให้ทานก็คือทานซิเอ นี่มันสร้างวัตุเพื่อทำบุญมันไม่ถือเป็นการให้ทานนี่ ใชไหม
เย้ คึกคัก คึกคัก
คำถาม พรั่งพรู :33: (คนตอบก็แสนจะตอบช้า :05:)
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 14:55 น.
เอคิดว่าบุญไม่สำคัญนะครับ สำคัญที่ ปัญญานำ ศรัทธาตาม
มันมีปัญหาตรงที่ว่า ศาสนจักร ที่กำลังสร้างอยู่
มันคล้ายๆกับยุคนึงที่ชนชั้นปกครอง ต่างๆ ในประเทศมหาอำนาจนิยมสร้างนะครับ
เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ บารมีและอำนาจ เช่น กำแพงเมืองจีน ปิรามิด
มันต้องใช้บุญปริมาณมหาศาลในการสร้างนะซิครับ :40:
ผมอยากให้ เอ ใช้คำว่า
พุทธจักร น่าจะดีกว่าครับ
ผมว่า คนจะมีปัญญา ได้ก็มาจากการสั่งสมนะครับ (เกี่ยวกับเรื่องกฏแห่งกรรมด้วย)
ที่มีปัญญา ในพระไตรปิฏกบอกว่า มาจากชอบเข้าหาครู, ชอบศึกษาเล่าเรียน, ชอบทำภาวนา, ชอบทำบุญที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาครับ ฯลฯ ................. เรียกว่าย่อๆ ว่า บุญที่เกิดจากการทำภาวนา
คนที่มีร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี ก็เพราะ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ มีจิตเมตตา ไม่พูดร้าย ว่าร้าย ชอบปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ให้อาหารสัตว์ ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ เป็นต้น ........... เรียกย่อๆ ว่า บุญที่เกิดจากการรักษาศีล
คนที่มีทรัพย์มาก เพราะ ชอบให้ทาน, มี่จิตแบ่งบัน, ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุก็ด้วย ฯลฯ .......... เรียกว่า บุญที่เกิดจากการทำทานครับ
เอาสั้นๆ ไปก่อนนะครับ (ต้องไปตอบอย่างอื่นอีกอ่ะ :05:)
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 15:02 น.
ทำไมการสร้างบุญต้องใช้วัตถุมากขนาดนั้นล่ะคะ :09:
การทำดี ถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็น่าจะเป็นบุญแล้ว
ที่ทำไมหลวงพ่อต้องสร้างถาวรวัตถุมากมายขนาดนั้น .......... อือ น่าคิดนะครับ ทั้งที่ท่านอยู่เฉยๆ นั่งภาวนาคนเดียวกันได้นี่นา ทำไมต้องมาลำบาก มาทนให้คนอื่นด่าอยู่นั่น .......... น่าคิดนะครับ
ผมว่า ท่านมีจิตเมตตา อยากให้ชาวโลกทุกคนได้มาปฏิบัติอย่างท่านบ้าง ได้มาเข้าถึงแหล่งแห่งความสุข ความสงบ แบบท่านบ้าง ที่ท่านเรียกว่า station of peace ครับ
แต่มันติดปัญหาที่ว่า ตอนแรกก็มีคนมาน้อย ในช่วงสร้างวัดใหม่ๆ ปีพ.ศ. 2513-2520 มั้งครับ ต่อไปต่อไปคนที่มาปฏิบัติภาวนา ก็ชวนกันปากต่อปาก ทำให้คนมาเพิ่มขึ้นจนล้นวัด ในสมัยนั้นสร้างศาลาจุคนได้ 500 คน (ตอนนั้นสร้างศาลาจุได้ 500 คน ก็มีคนมาตำหนิแล้วครับ ว่าทำไมสร้างใหญ่อย่างนี้ ทั้งๆที่วัดก็อยู่ชนบท มาก็ยาก ) แต่สร้างไปก็ล้นครับ ต้องไปนั่งภาวนากันนอกศาลา ตากลม ตากฝน ตากแดด ลำบากครับ ก็เลยเช่าเต้นท์รอบๆ ศาลาไปด้วย
หลวงพ่อท่านก็เมตตาคนที่มาวัด กลัวว่ามาวัดเพิ่มขึ้นมากๆแล้วจะลำบาก จึงขยายเนื้อที่วัด เพิ่มอีก 130 ไร่(หรือ150 ไร่ ประมาณนี้ครับ) สร้างศาลาจุคนได้ 1 หมื่นคน (สร้างเป็นแบบอาคารมุงจากใช้เวลาสร้างแค่ 50 วันเอง) พอเปิดใช้ครั้งแรกวันวิสาขบูชา ปีอะไรจำไม่ได้ครับ ก็
ล้นตั้งแต่วันแรกครับ ก็ต้องไปเช่าเต็นท์มากางรอบๆศาลาเหมือนเดิม
ทุกอย่างที่วัดสร้าง ก็ทำไป ใช้ไป ไม่ได้รอให้สร้างเสร็จก่อน เพราะไม่ทันใช้
ต่อมามีคนมาวัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็มาจากการบอกต่อๆกันเองล่ะครับ
ท่านก็เมตตาลูกๆอีก เลยซื้อเนื้อที่ 2500 ไร่ (ที่เป็นข่าวน่ะครับ แต่ท่านซื้อจริงๆนะครับ ไม่ได้ไล่ที่ชาวนาด้วย แต่ชาวนาอยากได้ตังค์มากๆ เห็นว่าวัดรวย แล้วรวมตัวกันขูดรีดวัด ทำว่าวัดรังแกชาวนาจนเป็นข่าวล่ะครับ) สร้างศาลาจุคนได้ 3 แสนคน ก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน (ก็ทำไปใช้ไปเหมือนเดิม ปัจจุบันยังสร้างไม่เสร็จครับ กำลังก่อสร้างอยู่) เวลามีงานบุญใหญ่ ๆ ก็เต็มครับ
ผมว่าคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างศาลานี่ได้บุญมากนะครับ เพราะใช้สำหรับให้คนที่มาทำความดีร่วมกัน ทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิพร้อมกันทุกๆสัปดาห์ ครั้งละ หลายหมื่น ติดต่อกันมาหลายสิบปี งานบุญใหญ่ทีก็เป็นแสน ผมว่าคนที่มีส่วนในการสร้างถ้ามานั่งนึกถึงบุญที่ได้ทำไปปลื้มนะครับ :46:
และที่กำลังสร้างอีกอย่างคือ มหารัตนวิหารคด ล้อมรอบ มหาธรรมกายเจดีย์ จุคน ได้ 1 ล้านคน สำหรับไว้เป็นศูนย์กลางของชาวพุทธทั่วโลกครับ ให้ได้มาปฏิบัติธรรม ทำความดีพร้อมๆกันครับ :46:
ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อบุญนี่แหละครับ
เพราะว่าเราไม่ได้เกิดชาติเดียวแล้วไม่มาเกิดอีก (เพราะถ้ามาเกิดแล้วสูญไม่เกิดอีก จะมาทำให้ลำบากอย่างนี้ทำไมครับ นอนอยู่บ้านเฉยดีกว่า เดี๋ยวก็ตายแล้ว)
เพราะตราบใดที่เรายังกำจัดกิเลสออกไปจากใจไม่หมด เราก็ต้องมาเกิดอีก
เพราะฉะนั้นบุญ และ บารมี10ทัศ โดยเฉพาะข้อแรกคือเรื่อง ทาน นี่สำคัญครับ
เพราะทานส่งผลให้เรามีทรัพย์มาก ชาติหน้าเกิดมาจะได้ไม่ลำบากยากจน .... ลองสังเกตดูสิครับว่า คนที่ลำบากยากจน จะทำความดีก็โดยเฉพาะนั่งสมาธิ นี่ยากครับ (ไม่ได้ว่าคนจนนะครับ)
เพราะแต่ละวันตื่นเช้ามาก็ต้องคิดถึงเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพให้ชีวิตได้ผ่านไปวันๆ ก็ยากแล้วครับ แล้วเวลาที่จะมาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธินี่ยากครับ (ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยากครับ)
บางคนต้องเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ ........ ก็ผิดศีล เป็นบาปอีก
บางคนยากจนถึงกับต้องไปขโมย ไปขายประเวณี ต้องโกหกหลอกลวง ต้องไปอยู่เป็นเด็กเสริฟ์เหล้า ก็บาปอีก นี่ที่ต้องทำเพราะความจนครับ ฯลฯ
นี่แหละครับ ที่จำเป็นต้องรวย ต้องมีทรัพย์
คนที่มีทรัพย์สามารถสร้างความดี ได้ง่ายกว่าคนมีทรัพย์น้อยครับ
และทำบุญทุกครั้งก็ให้ตั้งความปรารถนาด้วยนะครับ หรือที่เรียกว่า
อธิษฐานบารมี เป็นหนึ่งในบารมี 10 ทัศ ครับ ต้องอธิษฐานในสิ่งที่ดีให้รอบคอบครับ เวลาอธิษฐาน ให้ดูว่าชาตินี้เราบกพร่องอะไร มีนิสัยอะไรที่เราไม่ดีบ้าง มีสิ่งใดที่ไม่ดีบ้าง ก็ให้อธิษฐานไปครับ ให้อธิษฐานในสิ่งที่ดี ที่เป็นไปเพื่อการสร้างความดีครับ
อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนที่ท่านบำเพ็ญบารมี เวลาท่านบำเพ็ญบุญ ท่านก็อธิษฐานจิตขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอวค์หนึ่งด้วยครับ :33:
ขอแค่นี้ก่อนนะครับ :33:
***( เพิ่มเติม) โพสเบิ้ลเหรอเนี้ย :05: .......... ดา ขออภัยนะ :05:
Quoteนี่แหละครับ ที่จำเป็นต้องรวย ต้องมีทรัพย์
คนที่มีทรัพย์สามารถสร้างความดี ได้ง่ายกว่าคนมีทรัพย์น้อยครับ
:46: ไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ แบบผิดอย่างมหันต์ด้วยครับ
แล้วคนรวยที่โกงกินคนอื่นล่ะคะ :09:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 15:51 น.
:46: ไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ แบบผิดอย่างมหันต์ด้วยครับ
ช่วยขยายความได้มั้ยครับ
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 15:52 น.
แล้วคนรวยที่โกงกินคนอื่นล่ะคะ :09:
คนที่โกงกินคนอื่น ถือว่า ......... ผิดศีลครับ ต่อไปเค้าจะต้องโดนโกงบ้างครับ
เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไมคนทำชั่วถึง ได้ดี คนทำดีถึงได้ชั่ว ????
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 15:02 น.
ทำไมการสร้างบุญต้องใช้วัตถุมากขนาดนั้นล่ะคะ :09:
การทำดี ถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็น่าจะเป็นบุญแล้ว
วัดก็เป็นแบบนั้นแหละพี่ สอน มงคลชีวิต รักษาศีล5 ศีล8 นั่งสมาธิ ฟังธรรม
เราก็เผยแผ่สิ่งเหล่านี้ออกไป
คนที่เค้าก็ เข้ามาทำบุญ รักษาศีล นั่งสมาธิ ฟังธรรมเยอะขึ้นๆ
วัดก็ต้องขยาย เพื่อรองรับคน ที่เข้าวัดเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ให้เค้าได้มา ทำบุญ รักษาศีล นั่งสมาธิ ฟังธรรมได้สะดวก
เช่น
1.สถานที่ / ถ้าเกิดไม่มีอาคาร ไม่มีหลังคา นั่งกลางแดดฟังธรรมก็ไม่ไหว ฝนตกทีก็งานล่ม มีห้องน้ำ ที่จอดรถ อะไรต่างๆ
2.อาหาร / ก็มีทำอาหารเลี้ยงคนที่มาฟังธรรม นั่งสมาธิที่วัด
แต่จะทำได้มันก็ต้องใช้ เิงิน . . .
ทางวัดก็เชิญชวนคนที่มาทำบุญที่วัดนั้นแหละมาช่วยกันสร้าง
ขยายเรื่อยๆ มา
จนมาถึงมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีองค์พระองค์ 15000 อ่ะแหละ เคยอธิบายไว้เยอะเหมือนกัน
ตรงมหาธรรมกายเจดีย์ จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีต่างๆ
รวมคนได้ ล้าน +
เช่น งานที่ผ่านมาก็ถวายสังฆทาน 20000 วัด พระสงฆ์ 50000 กว่ารูปก็มาเป็นเนื้อนาบุญให้ โยมอีก 2 แสนกว่าคน มีอาคารบังแดด ประกอบพิธีได้ราบลื่น มีห้องน้ำรองรับ มีที่หุงข้าวให้คนเป็นแสนกินได้
ตอนนี้ก็ขยายได้ขนาดที่ว่า เอาธรรมะไปถึงห้องนอนได้แล้วคือ DMC ช่องรายการธรรมะของที่วัด
จริงๆตอนนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จเยอะ ที่เจดีย์องค์พระก็ยังไม่ครบล้าน วิหารคตก็กำลังขึ้นหลังคา
แต่การก่อสร้างก็ใกล้เสร็จหมดแล้ว ตอนนี้ก็ใช้งานได้แล้ว
เริ่มเห็นประโยชน์ของสถานที่ต่างๆของที่วัด เพราะว่าเป็นคนเข้าวัดเข้าไปใช้เอง
อย่างที่ที่แอ๊ะบอกไว้ การทำบุญเป็นแค่ส่วนประกอบ นิดเดียวเองของที่วัดและของการใช้ชีวิตแบบชาวพุทธ
///
แต่ส่วนใหญ่นั้นจะสงสัย เรื่องในจำนวนเงินที่นำมาสร้าง
มันก็แน่แหละเพราะดูจากข่าวมันมีโกงกิน ยักยอก กันเป็นปกติ
ก็เลยสงสัยว่าวัดจะเป็นแบบนี้มั้ง , รู้สึกเสียดายเงินแทนมั้ง ,การตลาดหลอกเอาเงินมั้ง
ไม่เหมาะสมมั้ง ฯลฯ
ไม่แปลกที่สงสัย เพราะคุ้นเคยกับสังคมที่โกงกินกันมา ไม่เคยเจอสังคมแบบของวัด
แบบนี่ต้องเข้ามาศึกษาเรื่อยๆครับ มาทีเดียวไม่รู้เรื่องหรอก
ต้องมารู้ด้วยการเห็น ทำลองปฏิบัติดูครับ ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ มาร่วมงาน
มาบวช ฯลฯ แล้วแต่อ่ะครับ
นั่นหมายความว่าใครก็ทำดี ทำบุญได้ ไม่จำเป็นต้องรวย
คนจนก็สามารถสร้างความดีได้เท่าคนรวย ถ้าใจมันต้องการทำ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 15:51 น.
:46: ไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ แบบผิดอย่างมหันต์ด้วยครับ
พี่ก็เห็นด้วยกับเอ
อ่านแล้วมัน แหม่งๆ ไงไม่รู้
สรุปแทนพี่แตงโม
คนรวยนั้นจะ มีกำลังทรัพย์ สามารถอะไรก็สะดวกง่ายดายทั้ง ความดีแล้วความเลว
แล้วแต่คน
ปล . อ่านของพี่แตงโมก็รู้สึก แหม่ง เหมือนพิมพ์ไม่ครบ
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 15:58 น.
นั่นหมายความว่าใครก็ทำดี ทำบุญได้ ไม่จำเป็นต้องรวย
คนจนก็สามารถสร้างความดีได้เท่าคนรวย ถ้าใจมันต้องการทำ
:12: ถูกต้องครับ แต่คนจนระดับไหนครับ
ระดับหาเช้ากินกลางคืนนี่ เรื่องที่จะคิดไปทำความดี มีเปอร์เซ็น น้อยกว่า คนมีทรัพย์มากกว่านะครับ
แต่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ
Quote from: ศักดิ์ จรุงศักดิ์ุ on 24 May 2007, 16:01 น.
พี่ก็เห็นด้วยกับเอ
อ่านแล้วมัน แหม่งๆ ไงไม่รู้
ช่วยขยายความด้วย ได้มั้ยครับ
คือ พิมพ์มันยากกว่าพูดครับ ไม่เห็นหน้า ไม่เห็นปฏิกริยา
Quote from: ศักดิ์ จรุงศักดิ์ุ on 24 May 2007, 16:01 น.
พี่ก็เห็นด้วยกับเอ
อ่านแล้วมัน แหม่งๆ ไงไม่รู้
เพิ่งจะทะแม่งเหรอครับ คนธรรมกายเขาคิดอย่างงี้เป็นเรื่องปกติ แล้วละ
Quoteนี่แหละครับ ที่จำเป็นต้องรวย ต้องมีทรัพย์
คนที่มีทรัพย์สามารถสร้างความดี ได้ง่ายกว่าคนมีทรัพย์น้อยครับ
มันแสดงถึงทัศนคติ ของพวกคนรวยครับ ที่มีเงินอยู่ในมือ ร่ำรวย
ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน วันนี้อยากได้บุญเท่านี้บริจาคไปซัก สามแสน
ว๊าช่วงนี้จนจัง บริจาคซัก สองหมื่นก่อนแล้วกัน
เหมือนซื้อบุญครับ พูดง่ายๆ
แล้วก็อย่าบอกว่าวิธีทำบุญมีหลายวิธีนะครับ
เพราะ ศาลา หมื่นล้าน แสนล้าน สร้างด้วยบุญทั้งนั้นนะครับ
นั่งสมาธิอย่างเดียวสร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
ฟังธรรมไปก็เท่านั้นละครับ สร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
ปฎิบัติไปก็เท่านั้นละครับ สร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
อย่าบอกว่าศาสนิกชนมาบริจาคด้วยบริสุทธิ์ใจนะครับ
หวังบุญชาติหน้าทั้งนั้น
ผู้ที่ต้องการพระธรรมจริง เค้าต้องการสิ่งใดหรือ? นอกจากธรรม
ผู้ที่ต้องการความสุขสงบในใจจริง เค้าหวังสิ่งใดหรือ ? นอกจากความสุขสงบในใจ
มาฟังธรรมกันเยอะๆ เพื่อธรรม หรือเพิ่อบุญที่เอาไว้สร้าง ศาสนจักร ครับ
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:05 น.
เพิ่งจะทะแม่งเหรอครับ คนธรรมกายเขาคิดอย่างงี้เป็นเรื่องปกติ แล้วละ
แป๋วววววว .....
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:07 น.
นั่งสมาธิอย่างเดียวสร้างไม่ได้นะครับ
ฟังธรรมไปก็เท่านั้นละครับ สร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
ปฎิบัติไปก็เท่านั้นละครับ สร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
อย่าบอกว่าศาสนิกชนมาบริจาคด้วยบริสุทธิ์ใจนะครับ
หวังบุญชาติหน้าทั้งนั้น
ผมว่าตัวอย่างของหลวงพ่อชัดเจนครับ ท่านเป็นพระไม่ได้ประกอบอาชีพ ท่านสร้างได้ครับ
เรื่องทำบุญหวังบุญ
ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสร้างบารมี ก็เพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต นี่เข้าข่ายหรือเปล่าครับ :09:
Quoteผู้ที่ต้องการพระธรรมจริง เค้าต้องการสิ่งใดหรือ? นอกจากธรรม
ผู้ที่ต้องการความสุขสงบในใจจริง เค้าหวังสิ่งใดหรือ ? นอกจากความสุขสงบในใจ
คือที่ผ่านมาตอบเฉพาะเรื่องทาน ครับ ยังไม่ได้ตอบเรื่องอื่นเลยครับ
Quoteนี่แหละครับ ที่จำเป็นต้องรวย ต้องมีทรัพย์
คนที่มีทรัพย์สามารถสร้างความดี ได้ง่ายกว่าคนมีทรัพย์น้อยครับ
เป็นความเห็นของแตงโมมั้งครับ
ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
ความเห็นต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาครับ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:07 น.
มันแสดงถึงทัศนคติ ของพวกคนรวยครับ ที่มีเงินอยู่ในมือ ร่ำรวย
ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน วันนี้อยากได้บุญเท่านี้บริจาคไปซัก สามแสน
ว๊าช่วงนี้จนจัง บริจาคซัก สองหมื่นก่อนแล้วกัน
เหมือนซื้อบุญครับ พูดง่ายๆ
แล้วก็อย่าบอกว่าวิธีทำบุญมีหลายวิธีนะครับ
เพราะ ศาลา หมื่นล้าน แสนล้าน สร้างด้วยบุญทั้งนั้นนะครับ
นั่งสมาธิอย่างเดียวสร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
ฟังธรรมไปก็เท่านั้นละครับ สร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
ปฎิบัติไปก็เท่านั้นละครับ สร้างไม่ได้นะครับ ต้องรวยด้วย
อย่าบอกว่าศาสนิกชนมาบริจาคด้วยบริสุทธิ์ใจนะครับ
หวังบุญชาติหน้าทั้งนั้น
ผู้ที่ต้องการพระธรรมจริง เค้าต้องการสิ่งใดหรือ? นอกจากธรรม
ผู้ที่ต้องการความสุขสงบในใจจริง เค้าหวังสิ่งใดหรือ ? นอกจากความสุขสงบในใจ
มาฟังธรรมกันเยอะๆ เพื่อธรรม หรือเพิ่อบุญที่เอาไว้สร้าง ศาสนจักร ครับ
มั่วแล้ว
อ่านแล้วคิดซิครับ อย่าตอบสั้นๆ แค่คำว่า มั่วแล้ว
:22:
Quote
สมัยพระพุทธเจ้าก็เคยโดนใส่ร้ายว่าไปทำนางจิญจมารวิกาื้ท้อง พระองค์ท่านก็ทรงนิ่งไม่โต้ตอบอะไร
ถามว่าที่เค้าใส่ร้ายพระพุทธเจ้า และัชาวบ้านตัดสินว่าพระพุทธเจ้าผิด .... ทำให้ศีลของพระองค์ด่างพร้อยด้วยหรือเปล่า ...... ก็เปล่านะครับ
เพราะฉะนั้นเรื่องของหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เหมือนกัน ท่านโดนใส่ร้่ายโดยที่ท่านไม่ได้ิผิดจริง ถือว่า ท่านผิดศีลด้วยหรือเปล่าครับ ...... ก็เปล่านี้ครับ
ส่วนเรื่องพระลิขิต .... อย่าพูดถึงเลยครับ ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย ได้ยินแต่เขาเล่ามาทั้งนั้น ... ขอผ่านครับ
ส่วนเรื่องกระบวนการศาล .... ถ้าจักรีเคยขึ้นศาล หรือ มีญาติ คนรู้จักไปขึ้นศาลเนี้ย จะรู้ได้เลยว่ามันเสียเวลามาก ทั้งโจทย์และจำเลย แ่ต่ละสัปดาห์ไม่้ต้องไหนเลยขึ้นศาลอย่างเดียว
และกระบวนการศาลกว่าจะตัดสินก็นานครับ ใช้เวลาเป็นปี ๆ กว่าจะตัดสินได้ซักคดี แม้จะไม่ผิดก็ต้องรอเป็นปีๆครับ พอสุดท้ายศาลมาบอกว่าถ้ายอมคืนเงินจะพ้นความผิด
เพื่อที่จะไม่ต้องมาเสียเวลาเป็นปีๆ เสียเวลาบำเพ็ญสมณะธรรม เสียเวลาทำงานพระศาสนา ท่านก็ยอม เืพื่อให้เรื่องมันจบๆไปเสียที
แล้วถามครับว่า คนที่ยอมคืนเงินของตัวเองนี่ผิดเหรอครับ เพราะสาธุชนที่มาวัดพระธรรมกายเวลาเค้าทำบุญ ถวายปัจจัย เค้าถวายหลวงพ่อท่านเป็นการส่วนตัว ถ้า่ที่วัดไม่มีหลวงพ่อ ก็ไม่รู้คนจะมาถวายปัจจัยกันมากขนาดนี้มั้ย ในซองปัจจัยที่สาธุชนมาถวายหลวงพ่อก็เขียนไว้ชัดเจนทุกซองด้วยว่า ถวายพระเดชพระุคุณหลวงพ่อเป็นการส่วนตัว แล้วถามว่าเป็นปัจจัยใคร ก็ต้องเป็นปัจจัยของท่านครับ
แล้วท่านเอาเงินนั้นไปไหน ............ ท่านก็เอามาสร้างศาสนสถาน สร้างศาลาจุคนได้เป็นแสน เป็นล้าน
ไว้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาไงครับ คนมานั่งสมาธิ ฟังธรรม มารวมตัวกันทำความดี ประกาศคุณยกย่องพระศาสนาจะได้มีสถานที่รองรับชาวพุทธทั่วโลกไงครับ
แล้วถ้าต่อไปท่านละสังขารไป ถามว่าท่านเอาไปได้หรือเปล่า ......... ท่านก็เอาไปไม่ได้
แล้วศาสนสถานนี้ตกเป็นของใครล่ะครับ ....... ก็เป็นของชาวพุทธทั่วโลกที่จะไ้ด้เอาไว้ใช้รวมตัวกันสร้างความดี มานั่งสมาธิพร้อมๆ กันเป็นแสน เป็นล้านคนเพื่อให้เกิดภาพที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ แก่ชาวโลกอีกกว่า 7 พันล้านคน ได้หันมาทำความดีไงครับ เพราะสันติสุขโลก เริ่มต้นจากสันติสุขภายในตัวของเราเองครับ :33:
แล้วท่านสมควรที่จะกราบไหว้บูชามั้ยครับ ....... :46:
ทองแท้ แม้จะมีคนเอาไปเกลือกกลั้วกับโคลนตมยังไง คุณค่าข้างในก็ยังเป็นทองอยู่ดีครับ :46:
.... ต่อให้ สถาบันของคุณจะเผยแพร่ศาสนา ได้มากมายทั่วโลก แค่ไหน
ในเมื่อธรรมมะที่คุณเผยแผ่นั้นมันเป็นธรรม ที่ถูกบิดเบือน ไปแล้ว อย่างไงซะมันก็ไม่ใช่ของจริง
ซึ่งผมก็เข้าใจนะครับ ว่า ทำไม คนธรรมกายถึงเชื่อ ว่า เรื่องพระลิขิตเป็นเรื่องเท็จ บ้างก็ว่า สมเด็จท่าน ไม่ใช้อริยบุคลที่จะตัดสินใครได้
ที่คุณเชื่ออย่างนั้นมันไม่แปลกเลยสำหรับคนธรรมกาย เพราะ ขนาด บิดเบือนธรรมของพระพุทธองค์ได้
แค่พระลิขิต ที่คนเขารุ้กันทั้งประเทศยกเว้นคนธรรมกายที่ไม่ยอมรับ คุณก็ย่อมบอกว่ามันเป็นเท็จได้ ปราชิกไปแล้วก็บอกว่าไม่ปราชิกได้
ซึ่งต่อไปเจ้าอาวาสของคุณท่านละสังขารอย่างที่คุณว่า คงทิ้ง เงินทองมากมาย เพื่อให้เอาไว้เป็นทุนในการ เผยแผ่สิ่งผิดๆ
และจะต้องมีคนทั่วโลกอย่างที่คุณว่า เห็นบุญ เห็นกรรม เห็นสิ่งที่ เป็นอนัตตา เป็นเรื่องอัตตา ที่สามารถจับต้องได้ และวัดได้ด้วยปริมาณ ....
ซึ่งพอถึงเวลานั้น ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามพุทธทำนาย....
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 14:49 น.
ใช่ครับ เข้าไปเองแล้วมันรู้เองไม่ได้หรอก :12: ยิ่งงงหนักกว่าเก่า
แล้วทำไมส่วนที่เข้าวัดถึงเข้าวัดละครับ ?
โมหะ
ถูกกับกิเลส แล้วมีวัดไหนดำเนินการได้ถูกกับกิเลสคนได้มากขนาดนี้ละครับ หรือจะบอกว่าที่ตัวเองทำอยุ่นะไม่ชอบ. ไม่สบาย..
ที่สร้างอะไรใหญ่โต ทั้งสถานที่ ทั้งพิธีกรรม อย่าบอกนะว่า มันไม่ทำให้รู้สึก อลังการณ์ อู้อ้า ..และที่บอกประจำว่า ปลื้ม นักปลื้มหนา อ่ะ.....
ไม่รุ้จริงๆเหรอครับว่านั่นมันถูกกับกิเลสคน ถ้าไม่รุ้ แสดงว่านี่คือการรู้ไม่เท่าทันกิเลสของตัวเองหรือป่าวน้า.......
Quote
โง่รึ ? โดนวัดพระธรรมกายหลอกรึ? ทำไมหลอกได้นานจังเป็น 10ๆ ปี
ถามตัวเองซิครับ ทำไมอยุ่ที่นั่นได้ แล้วทำไม ถึงก้าวเข้าไปที่นั่น แล้วทำไมถึงมีความคิดว่าสิ่งที่ที่นั่นทำมันถึงถูกต้อง
ในเมื่อคุณสนใจอาหารแค่กินแล้วอร่อย แต่ไม่สนใจ คนทำอาหารให้กิน รุ้แต่ว่าเขาทำอาหารให้กินแล้วอร่อย คุณก็อยุ่ที่นั่นได้ครับ
Quote
ทำไมวัดไม่โดนปิดไปละ ถ้าข่าวออกขนาดนี้ ก็มากพอที่จะปิดวัดได้แล้วนี่ ?
เพราะผลประโยชน์ไงครับ หรือจะบอกว่าไม่รุ้ว่าที่ธรรมกาย มีเงินไหลเวียนเป็นพันล้าน ต่อปี บางทีก็ต่อเดือนด้วยซ้ำ
มีกี่คนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย มีนักการเมืองกี่คนที่เป็นคนธรรมกาย ....อย่าบอกนะว่าไม่รุ้ อย่าปิดหูปิดตาตัวเองซิครับ
แล้ว เรื่อง กรณีที่สังคมกังขามากมาย มันเป็นเรื่องที่ วัด หนึ่ง ไม่สมควรทำ
โดยเฉพาะการสั่งการสอน ให้คนถืออัตตาเป็นใหญ่ บาป บุญ เป็นเรื่องที่จับต้องได้
แล้วที่บอกว่าในโรคนี้ไม่มีอะไร ยกเว้น บุญกรรมใสๆอะไรนั่นเป็นเพราะคุณถูกสอนให้รับรู้แค่นั้น
พุทธศาสนา จริงๆคุณยังบิดเบือนมันซะเละเทะ ต่อให้ ขยายไปทั่วโลก คุณก็หอบแต่ความเสื่อมไปสอนคน
โดยจะอ้างว่าสอนให้คนเป็นคนดีเสมอ ผลร้ายที่เกิดจากุศโลบายทางการตลาดของคุณ คุณก็ปัดบอกว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว............
อะอะผมให้ดูรูปพระที่ อายุเยอะ แล้ว และบางรูปก็ป่วย
ดูซิครับว่ามีพระรูปใหน ใส่เสื้อยืด ใส้ถุงน่องบ้าง
(http://img2.f0nt.com/24/231ef23d458297d8da67bf221f32bdf6.jpg)
(http://img2.f0nt.com/24/99aae09ef956f8ceea578f69f70912f7.jpg)
(http://img2.f0nt.com/24/a0d969bba5ae05446f4857ce82a0963c.jpg)
คิดแล้วครับ เลยพิมพ์
พี่เอเข้าใจความหมายพลาด จากที่ผมต้องการให้เข้าใจไปแบบผิดถนัด
:22:
ไม่ไหว ขอเบิ้ล ไม่งั้นอ่านแล้วงง
แล้วรู้ป่าวละว่าหลวงพ่อท่านป่วยเป็นอะไร ป่วยเหมือนกันมั้ย
:22:
Quoteดูซิครับว่ามีพระรูปใหน ใส่เสื้อยืด ใส้ถุงน่องบ้าง
เป็นชาวพุทธที่มรายาทดีมาก ติเตียนพระภิกษุแบบนี้
ท่านไม่ใช่ ผู้หญิงนะครับ กล่าวหาท่านแบบนี้ ความเคารพในพระรัตนตรัย หายไปไหนครับ
จักรีครับ ที่บอกว่า วัดบิดเบือน ช่วยบอกด้วยครับว่า บิดเบือนอะไรครับ
แล้วที่ไปแอบอ้างมา ผมไม่ได้พูดเลยนะครับ
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 24 May 2007, 16:07 น.
ผมว่าตัวอย่างของหลวงพ่อชัดเจนครับ ท่านเป็นพระไม่ได้ประกอบอาชีพ ท่านสร้างได้ครับ
เรื่องทำบุญหวังบุญ
ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสร้างบารมี ก็เพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต นี่เข้าข่ายหรือเปล่าครับ :09:
อ๋อหมายถึงศาสนิกชนนะครับ {หมีโหด}
เราไม่ได้พูดถึงคนที่เข้ามาที่วัดกันอยู๋เหรอ :09:
ปัญญานำ ศรัทธาตาม บุญมาเองครับ ไม่ต้องไปจัดซื้อจัดจ้าง
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
ถามหน่อยครับ สอนให้ คนวัดปริมาณบุญ กรรมเป็น ปริมาตร แบบนี้ คุณแตงโมคิดว่าไม่ผิดเหรอครับ
แล้วการตลาดมันใช้กับวัดได้เหรอ อย่าปฏิเสธว่าไม่มีนะ
แล้วถ้าพระลิขิตเป็นเรื่องจริงละ เจ้าอาวาสของคุณก็ ปาราชิกไปแล้วนะ คุณจะว่าไง
อันที่ผมแอบอ้างมาอันไหนไม่ใช่ของคุณ ก็ชื่อมันขึ้นอยุ่
Quote from: ตั้ง วันสว่าง on 24 May 2007, 16:20 น.
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
ลองอ่านหลักการทำบุญ หน้า 54 ก่อนนะครับ
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:21 น.
ถามหน่อยครับ สอนให้ คนวัดปริมาณบุญ กรรมเป็น ปริมาตร แบบนี้ คุณแตงโมคิดว่าไม่ผิดเหรอครับ
แล้วการตลาดมันใช้กับวัดได้เหรอ อย่าปฏิเสธว่าไม่มีนะ
แล้วถ้าพระลิขิตเป็นเรื่องจริงละ เจ้าอาวาสของคุณก็ ปาราชิกไปแล้วนะ คุณจะว่าไง
มหาเถรสมาคม คงไม่มาถวายตำแหน่งเจ้าอาวาสคืนหรอกครับ
บุญหรือความดี ต้องวัดจากความตั้งใจทำค่ะ
ทำบุญ 5 บาท กับ 5 ล้านบาท ได้บุยเท่ากันถ้าความตั้งใจมันเท่ากัน
ไม่ควรเอาปริมาณเงินหรือ ความถี่มาเป็นการวัด
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:21 น.
ถามหน่อยครับ สอนให้ คนวัดปริมาณบุญ กรรมเป็น ปริมาตร แบบนี้ คุณแตงโมคิดว่าไม่ผิดเหรอครับ
สอนวัดยังไงครับ :09:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 16:23 น.
บุญหรือความดี ต้องวัดจากความตั้งใจทำค่ะ
ทำบุญ 5 บาท กับ 5 ล้านบาท ได้บุยเท่ากันถ้าความตั้งใจมันเท่ากัน
ไม่ควรเอาปริมาณเงินหรือ ความถี่มาเป็นการวัด
คิดยังนี้ ผมว่า ยังถูกไม่หมดครับ ต้องไปอ่านหลักการทำบุญใหม่ หน้า 54 ครับ :33:
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 24 May 2007, 16:21 น.
ลองอ่านหลักการทำบุญ หน้า 54 ก่อนนะครับ
ผมอ่านแล้วครับ ถึงยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา เปรียบเทียบ
Quote1. เจตนาบริสุทธิ์ คือ ความตั้งใจที่อยากจะให้ ที่ประกอบด้วยใจที่ความบริสุทธิ์ ไม่ได้หวังคิดร้าย ทำร้ายคนอื่น (เช่น ชายหนุ่มให้ดอกไม้หญิงสาว .... ไม่ได้บุญครับ เพราะต้องการหญิง, ส.ส.ให้เงินคนเลือกตัวเอง .... ก็ได้บุญครับ เพราะหวังให้เค้าเลือกเรา) แต่การให้เพื่อหวังความสุขใจ สบายใจ ก็เป็นสิ่งที่พีงหวังครับ เพราะความสุขเกิดจากบุญครับ
แต่ละข้อ แต่ละคน ที่ให้มา เจตนาบริสุทธิ์ทั้งนั้นครับ ไม่ได้หวังคิดร้ายทำร้ายคนอื่น ตามที่บอกมา
ทำมากได้มาก ไม่ใช่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วครับ :12:
เหลืออีกสามบริสุทธิ์ นะตั้ง {หมีโหด}
เมื่อบริสุทธิ์เท่ากันหมด คนบริจาคเยอะกว่า ชนะ !! :22:
ถูกต้อง
:01: ทำบุญต้องมีหลักด้วยหรือ พึ่งรู้
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 24 May 2007, 16:23 น.
สอนวัดยังไงครับ :09:
อย่าบอกนะว่าไม่รุ้ ถ้าไม่รุ้ ผมเอารุปให้ดู ไปเจอจากพันทิพย์ กระทู้นั่นแหละ
ถ้าดูแล้ว งั้นก็ปฏิเสธมาเถอะว่าไม่ใช่
(http://img2.f0nt.com/24/b1284b961ecfa4c5dc1442ab1690c1fd.jpg)
(http://img2.f0nt.com/24/712683055b3da50d2c8e8aa1ae37372c.jpg)
เนื้อๆเน็ตๆ
(http://img2.f0nt.com/24/9170f88cbc731134334b895bff67cfea.jpg)
(http://img2.f0nt.com/24/01cb91b8b32d5a0446c8a1693e455fbd.jpg)
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:29 น.
เหลืออีกสามบริสุทธิ์ นะตั้ง {หมีโหด}
เมื่อบริสุทธิ์เท่ากันหมด คนบริจาคเยอะกว่า ชนะ !! :22:
:42:
พี่เอ.... :39:
แตงโมลองตอบข้อนี้ให้ผมชื่นใจหน่อย
Quote from: ตั้ง วันสว่าง on 24 May 2007, 16:20 น.
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:29 น.
เหลืออีกสามบริสุทธิ์ นะตั้ง {หมีโหด}
เมื่อบริสุทธิ์เท่ากันหมด คนบริจาคเยอะกว่า ชนะ !! :22:
:01: อ่านแล้วรอบสอง หน้า54
อยากรู้ความเห็นหลายๆฝ่าย
ทำไมทำบุญแล้วต้องดูที่ปริมาณด้วย :08:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 24 May 2007, 16:23 น.
บุญหรือความดี ต้องวัดจากความตั้งใจทำค่ะ
ทำบุญ 5 บาท กับ 5 ล้านบาท ได้บุยเท่ากันถ้าความตั้งใจมันเท่ากัน
ไม่ควรเอาปริมาณเงินหรือ ความถี่มาเป็นการวัด
สมมุติว่า มีความตั้งใจเท่ากัน
1. ถวายข้าวไข่เจียวไหม้ๆ ครึ่ง ชาม
2. ถวายข้าวไข่เจียวเป่าหือ 1 ชาม
ผมว่า 2 ได้เยอะกว่านะ
Quote from: เฟิน(จั๊ว).ภวยา on 24 May 2007, 16:30 น.
:01: ทำบุญต้องมีหลักด้วยหรือ พึ่งรู้
ครับ
ตอบจักรีครับ ใช่ครับ บุญเกิดขึ้นทั้ง 3 กาล ก่อนทำ กำลังทำ หลังทำ (อันนี้น่าจะมีในพระไตรปิฎกนะ)
ทุกครั้งที่เราตรึกระลึกนึกถึงบุญ ความดีที่เราได้กระทำไป บุญก็เกิดขึ้นครับ
แล้วคุณก็เอาบุญที่คุณได้มา วัดเป้นวัตถุ สัญลักษณ์ หรือสิ่งของงั้นเหรอครับ
โอยยยย จักรีไปอยู่ไหนมาตอบไปตั้งนานแล้วววว
ตอบผมด้วยสิครับ
คือตอบว่าใช่ หรือไม่ใช่ละครับ
พิมพ์ไว้ตั้งยาว ได้อ่านป่าวเถอะ
Quote from: เฟิน(จั๊ว).ภวยา on 24 May 2007, 16:34 น.
:01: อ่านแล้วรอบสอง หน้า54
อยากรู้ความเห็นหลายๆฝ่าย
ทำไมทำบุญแล้วต้องดูที่ปริมาณด้วย :08:
ไม่ใช่ดูที่ปริมาณอย่างเดียวครับ
ต้องดูทั้ง
1. วัตถูบริสุทธิ์
2.เจตนาบริสุทธิ์
3.ผู้ให้ ผู้รับบริสุทธิ์ครับ
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:36 น.
แล้วคุณก็เอาบุญที่คุณได้มา วัดเป้นวัตถุ สัญลักษณ์ หรือสิ่งของงั้นเหรอครับ
เอ๋ :09:
ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ครับ ถ้า ไม่ใช่ค่อยอธิบาย แต่ถ้าใช่จะได้รุ้
ไม่ตอบของบักตั้ง หน่อยเหรอครับ :42:
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 16:35 น.
สมมุติว่า มีความตั้งใจเท่ากัน
1. ถวายข้าวไข่เจียวไหม้ๆ ครึ่ง ชาม
2. ถวายข้าวไข่เจียวเป่าหือ 1 ชาม
ผมว่า 2 ได้เยอะกว่านะ
นั้นไง :21:
แล้วถ้าในสถานการณ์ ที่ไม่มีร้านหูฉลามแถวนั้นละครับ :21:
แบบไปวัดชนบทม๊ากมาก คนบริจาคก็จ๊นจนทั้งบ้านมีอยู่แค่นั้น คนทำบุญก็ดันทอดไม่เป็น แต่ตั้งใจทอดมากๆ
กับเสี่ยแถวไหนไม่รู้ หยิบโทรศัพท์มือถือ n73 Limited Edition โทรไปบอกร้านหูฉลามสั่งข้าวไข่เจียวเป่าฮื้อ ไปส่งที่วัดหน่อยให้หลวงพ่อ ลงชื่ออั๊วด้วยนะ
อ่านข้อความจากภาพที่จักรีเอามาให้ดูแล้ว
Copy Writter นี่ :08:
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 16:35 น.
สมมุติว่า มีความตั้งใจเท่ากัน
1. ถวายข้าวไข่เจียวไหม้ๆ ครึ่ง ชาม
2. ถวายข้าวไข่เจียวเป่าหือ 1 ชาม
ผมว่า 2 ได้เยอะกว่านะ
ปริมาณและคุณภาพ นี่มีส่วนกับผลบุญ ด้วยหรอฮะ เนี่ย :08:
Quote from: ศักดิ์ จรุงศักดิ์ุ on 24 May 2007, 16:40 น.
อ่านข้อความจากภาพที่จักรีเอามาให้ดูแล้ว
Copy Writter นี่ :08:
ปริมาณและคุณภาพ นี่มีส่วนกับผลบุญ ด้วยหรอฮะ เนี่ย :08:
คิดจะพิมพ์อย่างที่พี่ศักดิ์ถามอยู่ค่ะ แต่เรียบเรียงเป็นคำพูดไม่ได้
ไม่เข้าใจ...
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:39 น.
นั้นไง :21:
แล้วถ้าในสถานการณ์ ที่ไม่มีร้านหูฉลามแถวนั้นละครับ :21:
แบบไปวัดชนบทม๊ากมาก คนบริจาคก็จ๊นจนทั้งบ้านมีอยู่แค่นั้น คนทำบุญก็ดันทอดไม่เป็น แต่ตั้งใจทอดมากๆ
กับเสี่ยแถวไหนไม่รู้ หยิบโทรศัพท์มือถือ n73 Limited Edition โทรไปบอกร้านหูฉลามสั่งข้าวไข่เจียวเป่าฮื้อ ไปส่งที่วัดหน่อยให้หลวงพ่อ ลงชื่ออั๊วด้วยนะ
:05: :05:
จะตอบสักหน่อย ตัดกันตั้ง5คน หน้าบางไปเลย
ตามที่ข้างบน ๆ ว่ามาค่ะ ทั้ง เอ ตั้ง ว่าไว้
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:39 น.
นั้นไง :21:
แล้วถ้าในสถานการณ์ ที่ไม่มีร้านหูฉลามแถวนั้นละครับ :21:
แบบไปวัดชนบทม๊ากมาก คนบริจาคก็จ๊นจนทั้งบ้านมีอยู่แค่นั้น คนทำบุญก็ดันทอดไม่เป็น แต่ตั้งใจทอดมากๆ
กับเสี่ยแถวไหนไม่รู้ หยิบโทรศัพท์มือถือ n73 Limited Edition โทรไปบอกร้านหูฉลามสั่งข้าวไข่เจียวเป่าฮื้อ ไปส่งที่วัดหน่อยให้หลวงพ่อ ลงชื่ออั๊วด้วยนะ
ถ้าแบบนี้ คนตั้งใจทอดได้มากกว่าครับ :33:/
อันนี้ตอบได้ง่ายมาก
:01: ถ้าเสี่ยก็ตั้งใจถวายมากๆเหมือนกันล่ะ
ปริมาณ และคุณภาพ อยู่ใน เรื่องของ วัตถุบริสุทธิ์ ครับ
ส่วนในเรื่องของไข่เจียว ผมว่า ถ้าใครปลื้มมากๆ ก็น่าจะได้บุญมากด้วยนะครับ
* เพิ่ม
เนี่ยครับ มาศึกษาพระพุทธศาสนา สนุกนะครับ
มีอีกตั้งหลายเรื่อง ที่ยังไม่ได้พูดถึงกัน นี่แค่เรื่องทานนะครับ :33:
Quote from: เฟิน(จั๊ว).ภวยา on 24 May 2007, 16:43 น.
:01: ถ้าเสี่ยก็ตั้งใจถวายมากๆเหมือนกันล่ะ
ไม่เหมือนนะ
บุญมันจะไปวัดตรง
ก่อนทำ
กำลังทำ
หลังทำด้วย
ว่ายังปลื้มในบุญที่ทำอยู่ไหม ไอ้เฮียนั้น มันปลื้ม(น่าจะ)ปลื้มแค่ก่อนทำ
ต้องปลื้มมากๆด้วยเหรอครับ :30: :30:
ขัดกันมั้ยครับ 3 บริสุทธิ์ที่ คุณแตงโม พูดอยุ่เสมอ น่ะ
ขัดตรงไหน ครับ
เช่นนั้น ปริมาณ คุณภาพ ของสิ่งที่ทำไม่เกี่ยวเลย
มันอยู่ที่เราทั้งนั้น
แต่ที่ธรรมกายไม่มีข้าวครึ่งจานนิครับ {หมีโหด}
แล้วลุงคนเจียวไข่ถวาย เดินเข้าไปคงหลงอะครับ
เสี่ยตั้งใจมากกว่า พามาเป็นรถทัวร์เลยนะครับ
ไข่เจียวเป่าฮื้อ เป็น พันๆ จานเลยนะครับ จะได้ฉันกันหลายๆ รูป
เสี่ยบุญเยอะกว่าเห็นๆ
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 16:46 น.
ขัดตรงไหน ครับ
ความปลื้ม ด้วยตัวเองกับความบริสุทธิ์สามอย่างไงครับ มันต่างกันนะครับ คนเลวฆ่าคนตาย ก็อาจปลื้มได้เหมือนกันนะ
มันเป็นเหตุการณ์ ที่พี่เอพิมพ์บอกไม่ครบนี่ :11:
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:48 น.
ความปลื้ม ด้วยตัวเองกับความบริสุทธิ์สามอย่างไงครับ มันต่างกันนะครับ คนเลวฆ่าคนตาย ก็อาจปลื้มได้เหมือนกันนะ
ลองฆ่าตัวตายเองดิ ไม่รู้ว่าปลื้มมั้ย :30:
มันต้องเอาทั้งสองอย่างมา คู่กันอ่ะครับ มันไม่ได้ขัดกันแต่มันคู่กัน
:42: เป็นคำตอบของคนที่มีปัญญาเขาตอบกันเหรอครับแบบนี้
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 16:39 น.
ตอบไม่ได้ครับ ตัวเลือกมันบอกไม่ครบ
เอ้าเพิ่มเติมก็ได้
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย เพราะสงสารเด็ก
5 อี ทำบุญหมดกระเป๋า เพราะเชื่อว่า ทำมากได้มาก แต่แล้ว เขาก็ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกๆกิน
ุ6 เอฟ บริจากเงิน เจ็ดหมื่นสามพันล้าน เพราะกลัวโดนคนตำหนิว่า รวยแล้วไม่รู้จักทำบุญ
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
:22:
รอคำตอบ
โจทย์ครบทั้งหมดตรงๆ เลยนะครับ
เสี่ยตั้งใจน้อยกว่า ถวายข้าวคุณภาพดีกว่า ด้วยปริมาณที่เยอะกว่า เป็น mass product
กับลูกชาวนาจนๆ ตั้งใจสู๊ง สูง แต่ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ มีปัญญาทำบุญแค่ครึ่งจาน (ไม่รู้จะเข้าวัดไปถึงกุฎิมั้ยเลย กลัวว่าจะหลง :30:)
ใครบุญเยอะกว่าครับ ถามทุกคน {หมีโหด}
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:48 น.
ความปลื้ม ด้วยตัวเองกับความบริสุทธิ์สามอย่างไงครับ มันต่างกันนะครับ คนเลวฆ่าคนตาย ก็อาจปลื้มได้เหมือนกันนะ
ฆ่าคนตายแล้วปลื้ม ผมว่า โรคจิตครับ
มีหลัก บริสุทธิ์ 3
และ
หลัก(เรียกว่าอะไรจำไม่ได้ รีบ โอว..ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าตั้ง 5 คนแน่ะ )
1. ก่อนทำบุญ ก็ตั้งใจ
2.ขณะทำบุญ ก็เลื่อมใส
3.หลังจากทำบุญแล้ว ก็ตามระลึกนึกถึงบุญด้วยความปลื้มปีติใจ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:52 น.
โจทย์ครบทั้งหมดตรงๆ เลยนะครับ
เสี่ยตั้งใจน้อยกว่า ถวายข้าวคุณภาพดีกว่า ด้วยปริมาณที่เยอะกว่า เป็น mass product
กับลูกชาวนาจนๆ ตั้งใจสู๊ง สูง แต่ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ มีปัญญาทำบุญแค่ครึ่งจาน (ไม่รู้จะเข้าวัดไปถึงกุฎิมั้ยเลย กลัวว่าจะหลง :30:)
ใครบุญเยอะกว่าครับ ถามทุกคน {หมีโหด}
ชาวนา ครับ :33:/
คำถามของตั้งล่ะ :09:
แล้วส่วนใหญ่ คนเข้าธรรมกายนี้พวกชาวนา หรือ เสี่ยครับ :27:
ไม่รู้ไม่เคยสำรวจ
บ้านยายผมก็ทำนา ผมก็เคยไปทำนานะ
กำลังพิมพ์ครับ :30:
มาอ่านพรุ่งนี้ กลับบ้านก่อน :22:
หมายถึงเสี่ยที่มีที่นาใช่มั้ยครับ :27b:
คนที่เข้าวัดพระธรรมกาย นี่มีทุกระดับครับ
ผมเคยคุยกับลุงคนหนึ่ง เก็บขยะขาย เค้าเข้าวัดได้ 5 ปีละ
เอาไว้ถ่ายรูปมาให้ดู... :31:
กล้องพังอยู่นี่หว่า :05:
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 24 May 2007, 16:52 น.
ฆ่าคนตายแล้วปลื้ม ผมว่า โรคจิตครับ
มีหลัก บริสุทธิ์ 3
และ
หลัก(เรียกว่าอะไรจำไม่ได้ รีบ โอว..ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าตั้ง 5 คนแน่ะ )
1. ก่อนทำบุญ ก็ตั้งใจ
2.ขณะทำบุญ ก็เลื่อมใส
3.หลังจากทำบุญแล้ว ก็ตามระลึกนึกถึงบุญด้วยความปลื้มปีติใจ
อะไม่ฆ่าคนตายก็ได้.....สมมติว่า สอบได้ที่หนึ่ง แล้วเกิดปลื้มมากๆแบบนี้ละครับ ได้บุญมากด้วยเหรอ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:52 น.
โจทย์ครบทั้งหมดตรงๆ เลยนะครับ
เสี่ยตั้งใจน้อยกว่า ถวายข้าวคุณภาพดีกว่า ด้วยปริมาณที่เยอะกว่า เป็น mass product
กับลูกชาวนาจนๆ ตั้งใจสู๊ง สูง แต่ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ มีปัญญาทำบุญแค่ครึ่งจาน (ไม่รู้จะเข้าวัดไปถึงกุฎิมั้ยเลย กลัวว่าจะหลง :30:)
ใครบุญเยอะกว่าครับ ถามทุกคน {หมีโหด}
เอางี้ ถ้าในเรื่องความตั้งใจ ตั้งใจเท่ากัน
แต่ปริมาณสิ่งของ เงิน ที่ทำบุญนั้นไม่เท่ากัน
เท่ากับว่า ชาวนาที่ทำงานหาเงินแทบเป็นแทบตาย เก็บหอมรอมริบ
เพื่อจะได้เอาเงินที่หามา มาทำบุญ
กับ เฮีย มีเงินมากกว่าชาวนาหลายร้อยเท่า
ทำบุญไปเท่าไหร่ขนหน้าแข้งก็ไม่ร่วง
แต่ความตั้งใจทำทุกอย่างเท่ากัน
ยังไงบุญของเฮียก็ยังมากกว่า ? ไม่เท่ากันเด็ดขาด แต่มากกว่าแน่ๆ? {หมีโหด}
ปล. ถามอย่างโง่ๆค่ะ ไม่ได้มีความรู้ อยากถามเท่านั้นละ
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 16:58 น.
อะไม่ฆ่าคนตายก็ได้.....สมมติว่า สอบได้ที่หนึ่ง แล้วเกิดปลื้มมากๆแบบนี้ละครับ ได้บุญมากด้วยเหรอ
แค่เปิดหนังสือก็ได้บุญแล้วครับ :25:
ตอบจั๊วครับ คนธรรมกายจะมาตอบว่าไงไม่รู้ ผมตอบว่า ทำบุญ อย่าไปคิดว่าบุญนั้นจะได้เท่าไรหรือทำแบบไหนจะมากกว่าแบบไหน นะครับ
ถ้า 3 ระยะเท่ากันหมด
เฮียแก ได้เยอะกว่านะ
แต่ความจริงมันเป็นไปได้ยากมากกก อ่ะครับ
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:59 น.
แค่เปิดหนังสือก็ได้บุญแล้วครับ :25:
เปิดปุ๊ปได้บุญปั๊ป :30: :30:
Quote from: จักรี on 24 May 2007, 17:02 น.
เปิดปุ๊ปได้บุญปั๊ป :30: :30:
ไม่ใช่ลุ้น ฝา โออิชิ :07:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 16:59 น.
แค่เปิดหนังสือก็ได้บุญแล้วครับ :25:
ที่มันได้บุญเพราะ มันอยู่ในระยะ 3 ไง หลังทำ
คนที่ไม่ได้ทำมันไม่ปลื้มหรอก
ถ้าเอทำบุญวัดละบาทเหมือนชาร์ป
จะไม่ปลื้มได้ไง
สองหมื่นเลยนะ :05a:
อืมม ตอบกันไวมาก
...
เข้ามาอ่าน และค่อย ๆ พยายามทำเข้าใจครับ : เป็นกระจู๋ที่ต้องตั้งใจอ่านมาก ๆ
ใจเย็น ๆ กันนะจ๊ะ :33:
ขอตอบด้วยปัญญาอันน้อยนิดนะครับ
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย เพราะสงสารเด็ก
5 อี ทำบุญหมดกระเป๋า เพราะเชื่อว่า ทำมากได้มาก แต่แล้ว เขาก็ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกๆกิน
ุ6 เอฟ บริจากเงิน เจ็ดหมื่นสามพันล้าน เพราะกลัวโดนคนตำหนิว่า รวยแล้วไม่รู้จักทำบุญ
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
Quote
ได้บุญทุกคนครับ แต่ได้ไม่เท่ากันครับ
ข้อ 3 2 1 4 5 ครับ (เรียงจากมากไปน้อย)
แล้ว คนที่ 6 ทำบุญกับใครครับ
เอาใหม่
รู้ไหมครับว่า เหตุผลที่แท้จริงของการ บินฑบาตร คืออะไร?
การบิณฑบาตร เป็นการโปรดสัตว์ ไม่ใช่นั่งอยู่ที่วัดแล้ว ให้คนเดินทางมาถึงวัด
ใส่บาตรกันซะจนของเหลือล้นวัด มีเท่าไรกินเท่านั้น
พระสงฆ์ เป็นผู้ละแล้วซึ่งทางโลก จึงห้ามรับ ของถวาย ที่เป็นเงิน(ปัจจัย)
เรื่องการทำมากได้มาก ไม่ใช่หลักการทำบุญที่ถูกต้องแน่นอนครับ
ผมลองถามนะ ว่าเราทำบุญเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดในชาติภพที่ดีกว่างั้นหรือ เพื่อชื่อเสียงงั้นหรือ
ุบุญ คือสภาพที่ทำจิตใจให้สะอาดให้ผ่องใส
บุญกิริยาวัตถุ (อ่านว่า บุนยะ -) แปลว่า เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หมายถึงเหตุเกิดบุญ, วิธีการทำบุญ, วิธีที่เมื่อทำแล้วได้ชื่อว่าทำบุญและจะได้รับผลเป็นความสุข
บุญกิริยาวัตถุ 10
1. ทานมัย การให้ทาน
2. ศีลมัย การักษาศีล
3. ภาวนามัย การอบรมจิตใจ
4. อปจายนมัย การอ่อนน้อมถ่อมตน
5. เวยาวัจมัย การช่วยเหลือผู้อื่น
6. ปัตติทานมัย การแผ่ส่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามัย การอนุโมทนาบุญ
8. ธัมมัสสวนมัย การฟังธรรม
9. ธัมมเทสนามัย การแสดงธรรม
10. ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ตรง
ทานเป็นส่วนหนึ่งของบุญ เท่านั้นเอง
และทานยังแบ่ง เป็น อามิสทาน ธรรมทาน และ อภัยทาน
การทำบุญด้วยอามิส จึงเป็นส่วนเล็กๆแห่งบุญ
และการทำมาก ได้มาก มีแต่ จะทำให้คนทำบุญด้วยความหลง(โมหะ) เท่านั้นครับ
:12:
บุญเป็นบอลเก็งกิครับ {หมีโหด}
Quote from: เฟิน(จั๊ว).ภวยา on 24 May 2007, 16:58 น.
เอางี้ ถ้าในเรื่องความตั้งใจ ตั้งใจเท่ากัน
แต่ปริมาณสิ่งของ เงิน ที่ทำบุญนั้นไม่เท่ากัน
เท่ากับว่า ชาวนาที่ทำงานหาเงินแทบเป็นแทบตาย เก็บหอมรอมริบ
เพื่อจะได้เอาเงินที่หามา มาทำบุญ
กับ เฮีย มีเงินมากกว่าชาวนาหลายร้อยเท่า
ทำบุญไปเท่าไหร่ขนหน้าแข้งก็ไม่ร่วง
แต่ความตั้งใจทำทุกอย่างเท่ากัน
ยังไงบุญของเฮียก็ยังมากกว่า ? ไม่เท่ากันเด็ดขาด แต่มากกว่าแน่ๆ? {หมีโหด}
ปล. ถามอย่างโง่ๆค่ะ ไม่ได้มีความรู้ อยากถามเท่านั้นละ
ขอตอบครับ
ถ้ากรณีนี้ ผมว่า ชาวนาน่าจะปลื้มกว่า คนรวยนะครับ เพราะกว่าจะทำได้ยากแสนยาก และต้องตามระลึกนึกถึงบุญได้ปลื้มกว่าแน่นอนครับ
ส่วนเศรษฐีนี่ ผมว่าถ้าพูดถึงความปลื้มนี่ คงนึกปลื้มไม่เท่าชาวนาแน่ครับ
ส่วนเรื่องใครได้บุญมากกว่านี้ตอบยากเหมือนกันแฮะ :05:
1 M ละครับ มากกว่าชาวนาแล้วยัง
เศรษฐีน่าจะปลื้มแล้วนะครับ ไม่ใช่น้อยๆ :42:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 17:12 น.
บุญเป็นบอลเก็งกิครับ {หมีโหด}
มันจะมีไม่กี่คนอ่ะครับที่ทำบุญได้ โงกุน เป็นต้น
Quote from: ตั้ง วันสว่าง on 24 May 2007, 17:10 น.
เรื่องการทำมากได้มาก ไม่ใช่หลักการทำบุญที่ถูกต้องแน่นอนครับ
มีอะไรมายืนยันครับ ว่าไม่ใช่หลักการทำบุญแน่นอน ช่วยชี้แจงด้วยครับ
ส่วนเรื่องทานเป็นส่วนหนึ่งของบุญกิริยาวัตถุ 10 นี่เห็นด้วยครับ
และบุญที่เกิดจากการบำเพ็ญภาวนา หรือ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิได้บุญมากกว่าแน่นอนครับ
แต่เป็นบุญคนละประเภทครับ
คือ ทำทาน ทำให้มี ทรัพย์
รักษาศีล ทำให้มี ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
ภาวนา ทำให้มี ปัญญา ครับ :33:
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 17:17 น.
1 M ละครับ มากกว่าชาวนาแล้วยัง
เศรษฐีน่าจะปลื้มแล้วนะครับ ไม่ใช่น้อยๆ :42:
ไม่เคยเป็นเศษรฐีไม่รู้อ่ะครับ :16:
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 17:20 น.
มันจะมีไม่กี่คนอ่ะครับที่ทำบุญได้ โงกุน เป็นต้น
อยากเป็นซุปเปอร์ไซย่า ต้อง นั่งสมาธิ
อยากเกิดในบ้านรวยแบบบลูม่า ต้อง ทำทาน
อยากมีร่างกายแข็งแรง แบบทุกคน ต้อง รักษาศีล ครับ :25:
(http://xchange.teenee.com/up01/post-19326-1154165823.jpg)
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 17:17 น.
1 M ละครับ มากกว่าชาวนาแล้วยัง
เศรษฐีน่าจะปลื้มแล้วนะครับ ไม่ใช่น้อยๆ :42:
ถ้าเศรษฐีมี 100 M แล้วทำ 1 M
กับชาวนา มี 100 แล้ว ทำ 50 (เหลือไว้ซื้อข้าวกิน)
ผมว่าชาวนา ปลื้มมากกว่าครับ
บวกตั้งไปแล้วอ่ะ รออีกชั่วโมงนะ :12:
:46: การ์ตูน
พี่ตั้ง ลองเอาคำถามที่ถาม 6 คนทำบุญนั้นน่ะ ไปถามคนทำการ์ตูนเรื่องนี้ดู สิ :33:
อยากรู้เหมือนกันว่า ท่านจะตอบว่าอะไร
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 24 May 2007, 17:30 น.
ถ้าเศรษฐีมี 100 M แล้วทำ 1 M
กับชาวนา มี 100 แล้ว ทำ 50 (เหลือไว้ซื้อข้าวกิน)
ผมว่าชาวนา ปลื้มมากกว่าครับ
งั้นเสี่ยบริจาค 50 m เลยครับ ทุ่มหมดหน้าตัก
จนแย่เลย
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 17:42 น.
งั้นเสี่ยบริจาค 50 m เลยครับ ทุ่มหมดหน้าตัก
จนแย่เลย
:30: :30: หายไปตั้งครึ่ง
Quote from: เอ : ปิยะ on 24 May 2007, 17:42 น.
งั้นเสี่ยบริจาค 50 m เลยครับ ทุ่มหมดหน้าตัก
จนแย่เลย
โห เสี่ยใจปั้ม
แล้วถ้าเสี่ยปลื้มปีติใจเท่ากับชาวนา
ผมว่าเสี่ยได้บุญเยอะกว่า ครับ
เน็ตเน่า
:08:
มาตอบของบักตั้งอันแรกนะ ตอบตั้งแต่ตอนนู้นที่ตั้งคำถามแหละ แต่เพิ่งต่อเน็ตได้
Quote from: ตั้ง วันสว่าง on 24 May 2007, 16:20 น.
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
อันนี้บักตั้ง ตั้งได้ไม่ดีแฮะ
ชี้นำซะน่าเกลียด
:30:
ถ้าให้ตอบขอตอบข้อสอง
เพราะว่ามีความตั้งใจสม่ำเสมอดี ทำทุกวัน
:30: :30: :30: ลุงอ๋าห์
ที่ลุงอ๋าห์ตอบ .... มาคิดดู ใช่เลยครับ :33:
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
ตอบข้อสี่ครับ
ถ้าบุญ วัดกันที่เจตนา สำหรับผม ผมเลือก ข้อสี่ครับ ผมนิยาม การให้โดยเจตนาที่บริสุทธิ์ว่า เป็นการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่ปราถนาสิ่งใดตอบแทน. แม้แต่อาการทางอารมณ์ที่เรียกว่าปลื้มก็ตาม........
นาน ๆ จะมาอ่านจู๋นี้ เนื่องจากพระธรรมไม่เคยเข้าสมอง {หมีโหด}
ตอบ ข้อ 4. เหมือนจักรี ด้วยเหตุผลที่เหมือนจักรี
ข้อสี่ผมทำบ่อย ไม่รู้สึกว่าได้บุญนะ รู้สึกเฉยๆ
ไม่เชื่อลองทำดู
ลุงอ๋าห์ใจบุญ :25:
Quote from: ภูกระดึง อ๋าห์ on 24 May 2007, 18:42 น.
ข้อสี่ผมทำบ่อย ไม่รู้สึกว่าได้บุญนะ รู้สึกเฉยๆ
ไม่เชื่อลองทำดู
:30: :30:
อ๋อต้องเอาให้รู้สึกใช่มั้ยครับ งั้นเรียกข้อ 1 ถึงข้อ 3 เลยครับ เพราะ น่าจะได้มากเท่าๆกัน {หมีโหด}
ต้องดูข้อ 3 ด้วยครับ เรื่อง ผู้รับ ผู้ให้บริสุทธิ์ (ด้วยศีลและสมาธิ)
ดูคนทำก่อนเถอะครับ ข้อหนึ่ง หวัง ข้อสอง จะได้ ข้อสาม เพื่อจะ เหอๆ
:34: รวม ๆ แล้ว เรียกย่อ ๆ ว่า "หวัง" ไม่ใช่เหรอ
โจทย์แบบนี้มันพูดยากครับ
ยากซิมันมีให้เลือกตั้งสามข้อนิ :30:
กิเลสทั้งนั้น.
อย่าติดดี...
อันนี้สมเด็จพระสังฆราช บอกเอาไว้ หลักๆก็จากพระพุทธองค์ ถ้าใครไม่เชื่อสมเด็พระสังฆราชอย่างน้อยก็ให้เห็นแก่พุทธเจ้าก็แล้วกัน... {หมีโหด}
Quote from: จักรี on 14 Jan 2007, 00:33 น.
๑ . ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล
ไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี
๒ . ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๕
แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
๓ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
๔ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้มีศีล ๑๐
คือสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๕ . ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์
ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ
พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น " พระ " แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกกันว่า " สมมุติสงฆ์ " พระที่แท้จริงนั้น
หมายถึงบุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม
นับว่าเป็น " พระ " ทั้งสิ้น และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น จากน้อยไปหามากดังนี้คือ " พระโสดาบัน พระสกิทาคามี
พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธมเจ้า " และย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
๖ . ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่ - พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
( ความจริงยังมีการแยกเป็นพระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อพอให้ได้ความเท่านั้น )
๗ . ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๘ . ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๙ . ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๐ . ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๑ . ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแด่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๒ . ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
แม้จะถวายสังฆทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๓ . การถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า " การถวายวิหารทาน " แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
" วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
" อนึ่ง การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น "
โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ " ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน
๑๔ . การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ( ๑๐๐ หลัง ) ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " ธรรมทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
" การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์ การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้ ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน
ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ "
๑๕ . การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " อภัยทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทานก็คือ " การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู " ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ
" ละโทสะกิเลส " และเป็นการเจริญ " เมตตาพรหมวิหารธรรม " อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร ๔ นั้น
เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรม
ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง " พยาบาท " ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น
จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง
อย่างไรก็ดี การให้อภัยทานแม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า " ฝ่ายศีล "
เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน
สรุปสูงสุดของการให้ คือ
ให้อภัย .......
+ จักรี
เห็นด้วยกับคำนี้ เพราะคิดว่าการให้อภัยมันยาก
ยิ่งเกลียดมาก แค้นมาก เสียใจมาก ยิ่งอถัยให้ยาก
นอกจาก ข้อ สุดท้าย เรื่องการ ให้ธรรมเป็นทาน กับการให้อภัยแล้ว
นอกนั้น ในฐานนะเราเป็นปถุชนคนธรรมดา เวลาทำบุญไม่ควรเอาจิตคิดมากเรื่องนี้
ผมไม่ได้เอาตัวเองตัดสิน เมื่อคุณมีความรู้เรื่องนี้มากเท่าไร การคิดปราถนาก็จะมีแฝงอยุ่ด้วยเท่านั้น
เขาบอกว่า
"ยากแท้ที่จะหยั่งจิตใจของคน แต่จิตใจของตนหยั่งถึงยากกว่า......"
ไม่มีคำว่าบริสุทธิ์สำหรับผู้ที่หวังผลในจิตใจ แม้เพียงเสี้ยวเล็ก........
ทางที่ดีอย่ารับรู้ผลขอมันเลยดีกว่า..... คิดซะว่า ทำแล้วสบายใจ ไม่เดือดร้อนใคร ยังประโยชน์แก่ส่วนรวม....
ตามอ่านครบสิบหน้าแล้ว
กำลังพยายามย่อยอยู่ คร่าวๆคือ เห็นด้วยกับสองสามโพส
และคำสั้นๆไม่กี่คำของเณรธีครับ
ว่าแต่ ใครเริ่มจุดถ่านไฟเก่าอีกรอบล่ะนี่ :33:
พันทิป {หมีโหด}
Quote from: มัม™วรวัช on 24 May 2007, 22:05 น.
+ จักรี
เห็นด้วยกับคำนี้ เพราะคิดว่าการให้อภัยมันยาก
ยิ่งเกลียดมาก แค้นมาก เสียใจมาก ยิ่งอภัยให้ยาก
ตามนั้นเลยค่ะ :12:
โอว..ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าตั้ง 2 คนแน่ะ บ่งบอกถึงความร้อนแรงของกระจู๋นี้ :39:
Quote from: เก้อ on 25 May 2007, 02:51 น.
ตามอ่านครบสิบหน้าแล้ว
กำลังพยายามย่อยอยู่ คร่าวๆคือ เห็นด้วยกับสองสามโพส
และคำสั้นๆไม่กี่คำของเณรธีครับ
ว่าแต่ ใครเริ่มจุดถ่านไฟเก่าอีกรอบล่ะนี่ :33:
แก๊สโซฮอล :22:
เรื่องบุญเถียงกันจนโลกแตก มันก็ไม่ได้ข้อสรุปหรอก เพราะแต่ละคนมีความเชื่อ และถอดความเชื่อออกมาเป็นความคิด แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร เมื่อความเชื่อไม่เหมือนกัน แน่นอนความคิดย่อมที่จะไม่เหมือนกัน ถึงแม้เรากำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน
บางคนมีความเชื่อแค่ว่าชีวิตนี้แค่ กิน กาม เกียรติ ก็เพียงพอแล้วจะเอาอะไรอีกมากนะ อีกไม่นานก็ตาย(ห่า)กันหมดแล้ว ทัศนะคติเรื่องบุญก็เป็นแบบหนึ่ง
บางคนเชื่อว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุด ถึงแม้ว่าชีวิตในรูปของคนได้สิ้นสุดไปแล้ว ก็จะเชื่อเรื่องบุญไปอีกแบบ
ไอ้ความคิด ความเชื่อ (หรือพูดให้คลุมทั้งหมดก็คือกิเลส) นี่แหละที่เป็นแรงผลักดันให้เราทำ(กิจ)กรรมต่าง ๆ ซึ่งมันจะส่งผลย้อนกลับมาให้เราต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารแห่งนี้ (สำหรับผู้ที่เชื่อว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุดแม้สิ้นชีวิตนี้ไปแล้ว) ซึ่งการจะหลุดพ้นได้ก็ต้องรู้เท่าทัน สิ่งที่ก่อให้เกิดสิ่งเหล่านั้น เหมือนเราจะรู้ว่าน้ำตาลหวานก็ต่อเมื่อเอาลิ้นไปแตะ เราไม่สามารถรู้ว่ามันหวานได้ด้วยการมองดู
สุดท้ายสัจธรรม ย่อมเป็นความจริงที่สุด ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อแบบไหน :12:
งั้นผมขอสรุปสิ่งที่ผมพยายามจะบอกไปนะครับ
1. เราทำทาน เพื่อ ตัดความตระหนี่ออกจากใจ (เจตนาบริสุทธิ์)
เพื่อ ความบริสุทธิ์ของใจ (เจตนาบริสุทธิ์)
เพื่อ ฯลฯ
2. ทีนี้ผลของทาน ก็คือ บุญ ครับ
บุญ คือ เครื่องชำระจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส
เพราะฉะนั้น คนทำทาน จึงมีบุญ และเพราะมีบุญ จึงทำให้ใจเราผ่องใส ใจสบาย สบายใจ
(แค่คิดดี พูดดี ทำดี ก็เกิดบุญ ...... บุญ เกิด ก็สบายใจ ผ่องใส มีความสุข ครับ)
3. เมื่อเราทำทานแล้ว
- เคยเห็นมั้ยครับ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ ท่านจะกรวดน้ำ .... ถามว่ากรวดน้ำ เพื่ออะไร ?
ก็เพื่อ อุทิศส่วนบุญ ไปให้ หมู่ญาติ บรรพบุรุษผู้ล่วงรับไปแล้ว ให้ได้รับ ส่วนของบุญที่เราได้ทำไว้
แล้ว (คล้ายๆแผ่เมตตา ครับ)
- หลังจากนั้น เราก็ อธิษฐานจิต ตั้งความปรารภนา ในสิ่งที่ดี อันเป็นอุปกรณ์ในการสร้างความดี เพื่อให้
หมดกิเลสในภพเบื้องหน้า
ซึ่งการตั้งจิตปรารภนาไม่ใช่โลภ แต่เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตครับ เพื่อให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งพระท่านก็สอนไว้ว่า จะอธิษฐานอะไร ก็อฐิษฐานไปเถอะ แต่อย่าลืมคำว่า "นิพพานปัจจโยโหตุ แปลคร่าวๆว่าด้วยบุญนี้ให้เป็นเหตุปัจจัยได้ไปพระนิพพานด้วยเถิด (ประมาณนี้อ่ะ)"
หรือดูอย่างพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอรหันต์ ในสมัยพุทธกาลอีกหลายๆรูป แม้กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็ตั้งจิตปรารภนาครับ
อย่างพระสารีบุตร เมื่อภพก่อนๆ ไปเจออัครสาวกเบื้องขวาผู้เปี่ยมด้วยปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนเข้า ก็อยากเป็นอย่างท่าน ก็เลยทำบุญ(ไม่ใช่แค่ทานอย่างเดียวนะ)แล้วตั้งความปรารภนาให้ได้เป็นอัครสาวกองค์หนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด .......... (เรื่องนี้มีปรากฎในพระไตรปิฎกครับ)
ส่วนพระโมคคัลานะ ก็คล้ายๆ กัน
หรือ ถ้าพระธุดงค์ออกเดินป่า ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม เพื่อหวังหมดกิเลส ไปพระนิพพาน (นี่เข้าข่ายทำบุญหวังผลหรือเปล่าครับ.... ก็ไม่ใช่ครับ เป็นการตั้งความปรารภนา)
ประมาณนี้อ่ะครับ
อ่านของพี่แอ๊ะ แล้วสุดยอดครับ + คมมาก
มันเปรียบกันไม่ได้หรอกครับ กับ พุทธกาล
พระสารีบุตรเป็นใคร? คุณเป็นใคร? สิ่งแวดล้อมของพุทธกาลเป้นอย่างไร? สิ่งแวดล้อมปัจจุบันเป็นอย่างไร? คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร? คำสอนของครูอาจารย์คุณเป็นอย่างไร ?
ธรรมะ เป็น สัจธรรม
เป็น อกาลิโก (แปล่ว่าไม่จำกัดกาล แม้จะล่วงเลยพุทธกาล อีกกี่ล้านปีก็ตาม )
ถ้ามันถูกปฏิรูปไปแล้วละ ?
ตอบอย่างนี้อีกแล้ว :05: ..... ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามต่อสิครับ .... หรือถ้าผมอธิบายไม่ดีตรงไหนก็ช่วยแก้ด้วยครับ
วจีกรรม กับกายกรรมไม่เหมือนกันนะครับ
กายกรรมน่าหวาดเสียวกว่ามากๆ :27:
// อ่า ช่วยอธิบายแทนจักรีนะครับ ว่า ไอเรื่องที่เป็นอกาลิโก กูลิโกะ ป๊อกกี้อะไรเนี้ย พูดกี่ที พูดกี่ครั้งก็ถูกครับ
แต่...
ถ้าถูกนำมาใช้ในทางอื่นใด เพื่อประโยชน์อื่นใด
ที่ทำให้ผู้ที่ไม่ศรัทธาอยู่แล้วไม่เลื่อมใสศรัทธา
ที่ทำให้ผู้ที่ศรัทธาอยู่แล้วไม่เลื่อมใสศรัทธามากขึ้น
ที่ทำให้คลางแคลงใจไม่ใสกระจ่างแจ้งในใจผู้ที่สงสัย
ละครับ :22:
Big Boon พุทธเจ้าสอนมั้ย
เนื้อๆ เน็ตๆ ละ พุทธเจ้าบอกด้วยเหรอ
บัญชี เสบียงบุญ พุทธเจ้าให้พระสารีบุตร ทำด้วยมั้ย
วัตถุมงคล หรือของชำร่วย ต่างๆเพื่อบบ่งบอกสถานะของบุญที่ทำ พุทธเจ้าสอนด้วยเหรอ ?
ได้บุญเน้นๆ ด้วยนะ
ขอใส่ข้อให้นะครับ
Quote from: จักรี on 25 May 2007, 09:31 น.
1Big Boon พุทธเจ้าสอนมั้ย
2เนื้อๆ เน็ตๆ ละ พุทธเจ้าบอกด้วยเหรอ
3บัญชี เสบียงบุญ พุทธเจ้าให้พระสารีบุตร ทำด้วยมั้ย
4วัตถุมงคล หรือของชำร่วย ต่างๆเพื่อบบ่งบอกสถานะของบุญที่ทำ พุทธเจ้าสอนด้วยเหรอ ?
1.Big boon แปลว่า บุญใหญ่ พระพุทธเจ้าใช้ว่าการทำทานมีหลายระดับ อย่างที่จักรี โพสไว้ไงที่สมเด็จพระสังฆราชบอกไงครับ
Quote๑๒ . ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่
มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
แล้ว big boon ที่วัดก็เป็นการถวายสังฆทาน มีพระ 50,000 กว่ารูปมารับสังฆทานครับ
จักรีครับ สมัยพุทธกาล ใช้ภาษา มคธ ภาษาบาลี สันสกฤต
ปัจจุบัน เป็นสากล ใช้ ภาษาอังกฤษ นี่ผิดด้วยหรือครับ
จักรี ลองไปอ่านดูพระไตรปิฏก หรือไปถามผู้รู้เลยครับ ว่าสมัยก่อนก็มีครับถวายสังฆทานที เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นโกฏิรูปแน่ะครับ
และ Big Boon ก็เป็นบุญใหญ่จริง เพราะในสมัยนี้จะหานิมนต์พระที 50,000 รูปไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ
2 เนื้อ ๆ เน๊ตๆ หมายถึง ทำถูกแหล่งแห่งบุญ คือ พระสงฆ์ทั่วประเทศ 50,000 กว่ารูป เพราะพระสงฆ์มีศีลตั้ง 227 ข้อ เป็นผู้ทรงศีล
ปฏิบัติธรรม รักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
3 เสบียงบุญ ก็อยู่ในหลักของการทำทานครับ
คือเวลาทำทาน ให้มีเจตนาบริสุทธิ์ ทั้ง
ก่อนทำทาน
ขณะทำทาน
และหลังจากทำทานไปแล้ว (ทั้งหมดนี่เป็นหลักในพระไตรปิฏกครับ)
เสบียงบุญ คือ เป็นการตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราได้ทำไปแล้ว คือ หลังจากการทำทาน ก็ให้นึกถึงบุญด้วยความปลื้มปีติใจครับ
และที่ต้องมีเสบียงบุญ ก็เพราะว่า คนเรายังฝึกจิตมาไม่สม่ำเสมอ เวลาทำอะไรก็มีหลงๆลืมๆเป็นธรรมดาแค่ขนาดลองนึกว่าตอนเช้าเราทาน
อะไรไป บางครั้งยังนึกไม่ค่อยออกเลยครับ
แล้ว ถ้ามีหลังสือที่รวบรวมเหตุการบุญที่เราเคยทำมานี้ เมื่อเปิดอ่านเสบียงบุญครั้งใดก็นึกถึงบุญที่เราได้ทำเมื่อนั้นมันผิดด้วยหรือครับ
ผมก็เห็นหนังสือ ของท่านอาจารย์พุทธทาส รวบรวมภาพเก่าๆสวยๆมากมาย ถามว่าคนที่อยู่ในภาพนั้น เคยอยู่ในสมัยนั้น หรือคนที่เคารพรัก
ท่านมาเปิดอ่านทีไร นี่ปลื้มมั้ยครับ .... ผมว่าปลื้มนะครับ ... ปลื้มปีติใจ บุญก็เกิด
และที่ใช้ชื่อว่าเสบียงบุญเพราะ บุญ เป็นสิ่งเดียวที่สามารถติดตามเราไปภพเบื้องหน้าได้ สิ่งอื่นไม่มี ทรัพย์ สมบัติ สิ่งของต่างๆ เมื่อเราตายไป
แล้วก็เอาไปไม่ สิ่งที่เอาติดตัวไปได้มีแต่บุญครับ
4 วัตถุมงคล ในสมัยพุทธกาลไม่มีครับ
วัตถุมงคล โดยเฉพาะ พระเครื่อง มีหลังพุทธกาลครับ
มีที่มาครับ คือ
สมัยก่อน ชายไทย นิยมบวชเรียน แล้วเวลาเรียนจะใช้กระดานชนวน ต้องใช้ชอล์กเขียน เขียนเสร็จลบ เขียนเสร็จลบ ... พอถึงเวลาจะลาสิกา ..
เพื่อที่จะได้นึกถึงคำสอนที่ได้เรียน ก็นิยมเอาเศษชอล์กที่เขียนแล้วลบนั้น มาทำเป็นพระผง ห้อยคอ เวลาเจอประสบปัญหาอะไรแล้วมองพระ
ที่ห้อยคอก็นึกถึงพระธรรม คำสอนที่ดี มาใช้แก้ปัญหา และมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นตัวแทนพระองค์อยู่ที่คอ ก็จะได้เตือนสติตัวเองอย่า
ไปทำผิดศีลนอกลู่นอกทาง และได้นึกถึงพระคุณของพระองค์ด้วยครับ ............. ประมาณนี้อ่ะครับ
แต่ไม่รู้ทำไมปัจจุบันมีเพื้ยนๆ อย่างที่นี้ก็ไม่รู้ครับ
ส่วนของพระของขวัญของวัด หลวงพ่อท่านก็บอกแล้วว่า
พระที่แจกไม่ใช่ของขลัง แต่เป็นของขวัญ ไว้ตรึกระลึกนึกถึงบุญที่ทำ คล้ายๆ เสบียงบุญครับ
ครับ พระของขวัญ :42:
ไม่ได้ตรึกระลึกอีกมุมหนึ่ง หรือครับว่าอาจทำให้พุทธศาสนิกชนไขว่เขว่
อยากได้ อยากมี พระของขวัญขึ้นมา :22:
ทำให้จุดประสงค์การทำบุญที่แท้เปลี่ยน
อ๋อ จตุคามพระเครื่อง เนี้ยเค้าไม่ได้ให้เป็นของขวัญนะครับ เค้าจัดสร้างขึ้นมาให้เช่าบูชา
เอ ครับ ที่ผมต้องตอบว่า ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก เพราะโพสนี้ครับ
Quote from: จักรี on 25 May 2007, 09:22 น.
มันเปรียบกันไม่ได้หรอกครับ กับ พุทธกาล
พระสารีบุตรเป็นใคร? คุณเป็นใคร? สิ่งแวดล้อมของพุทธกาลเป้นอย่างไร? สิ่งแวดล้อมปัจจุบันเป็นอย่างไร? คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร? คำสอนของครูอาจารย์คุณเป็นอย่างไร ?
Quote from: เอ : ปิยะ on 25 May 2007, 09:27 น.
แต่...
ถ้าถูกนำมาใช้ในทางอื่นใด เพื่อประโยชน์อื่นใด
ที่ทำให้ผู้ที่ไม่ศรัทธาอยู่แล้วไม่เลื่อมใสศรัทธา
ที่ทำให้ผู้ที่ศรัทธาอยู่แล้วไม่เลื่อมใสศรัทธามากขึ้น
ที่ทำให้คลางแคลงใจไม่ใสกระจ่างแจ้งในใจผู้ที่สงสัย
ละครับ :22:
อยากให้ เอ ไปคิดก่อนครับว่า ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใส เพราะอะไร หรือเพราะใคร
จากการมาศึกษาที่วัด หรือจากการได้ยินได้ฟังเขาเล่าว่า หรือไปยินได้ฟังจากสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรแล้วก็เชื่อ
ถ้ายังสงสัยอะไร ก็ถามเถอะครับ
อันไหนตอบได้ก็จะตอบครับ อันไหนที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันก็จะบอกว่าไม่รู้ครับ
จตุคาม :11:
ขอถามนิดนึงนะครับ
ที่ผมอธิบายไปนี้ พอจะเข้าใจ หรือได้อ่านกันบ้างหรือเปล่าครับ
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 25 May 2007, 19:58 น.
อยากให้ เอ ไปคิดก่อนครับว่า ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใส เพราะอะไร หรือเพราะใคร
จากการมาศึกษาที่วัด หรือจากการได้ยินได้ฟังเขาเล่าว่า หรือไม่ยินได้ฟังจากสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรแล้วก็เชื่อ
ถ้ายังสงสัยอะไร ก็ถามเถอะครับ
อันไหนตอบได้ก็จะตอบครับ อันไหนที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันก็จะบอกว่าไม่รู้ครับ
ที่ทำให้ผู้ที่ไม่ศรัทธาอยู่แล้วไม่เลื่อมใสศรัทธา
ที่ทำให้ผู้ที่ศรัทธาอยู่แล้วไม่เลื่อมใสศรัทธามากขึ้น
ที่ทำให้คลางแคลงใจไม่ใสกระจ่างแจ้งในใจผู้ที่สงสัย
นั้นละครับ ทำไมสื่อที่ไม่ศรัทธา ยังคงไม่เลื่อมใสศรัทธาละครับ :17:
อ๋อ ผิดที่ไม่มีจรรยาบรรณนี้เอง
ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ ทำไมข่าวต้องลงข่าวบิดเบือนขนาดนั้น
ข่างที่ลงหน้า 1 ตลอด ปี 41 42 นี่ ไม่เป็นความจริงเลยครับ
อย่างเช่น กล่าวหาว่าใต้โบสถ์มี ขีปาวุธ อย่างนี้
ผมไปวัด ไปดูใต้โบสถ์ก็เห็นแต่ ไม้กวาด กระเบื้อง เป็นต้น ไม่เห็นอย่างที่ข่าวลงเลย
ข่าวลงตามใจชอบแต่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเลยครับ
ผมมาวัดผมก็เห็นกับตา ว่าไม่จริง
แล้วพอเรื่องซาลง ก็มาขอโทษกรอบนิดเดียว อยู่หน้าข้างในนู้น ลงวัน สองวัน
แต่พอลงข่าวบิดเบือนลงเป็นปี ลงหน้าหนึ่ง
คิดแล้ว เหนื่อย .............
แล้วถ้าต้องการข่าวสารข้อมูลที่เป็นความจริง
ไม่มีการบิดเบือน
เราจะติดตามได้ทางไหนเหรอคะ :25:
(ไปเองไม่ได้ค่ะ อยู่บ้านนอก)
ใครจะไปเชื่อครับ ขีปนาวุธ :01: :01: :01:
ไม่ใช่ไอมดแดงนะครับ :01: :01: :01: :01:
นี้กลายเป็นว่าพวกเราอคติเพราะ ขีปนาวุธเลยซิเนี้ย {หมีโหด} {หมีโหด}
นั่นน่ะสิครับ
ออกมั่วๆข่าวได้ไงครับ ว่าใต้โบสถ์มีขีปนาวุธ
ไร้จรรยาบรรณมาก
ข่าวสมัยไหนเนี่ย ไม่เห็นจะเคยได้ยิน
ฮาดีแฮะ :30:
สมัยจานบินใหม่ๆ พระประจำตัวองค์ละ หนึ่งหมื่น หมื่นห้า ละมั้ง
แล้วข่าวเรื่องอื่นละครับ {หมีโหด}
จำปีไม่ได้ครับ แต่มีแน่นอน
ดา ถ้าเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ก็ไปที่ชมรมพุทธฯ ก็ได้ครับ ถ้าจบแล้วก็ต้องรู้ก่อนว่าอยู่จังหวัดไหน ครับ
ผมว่าข่าวเก่าๆ อย่าไปพูดถึงมันเลยครับ เรื่องมันแล้วไปแล้วครับ
นั้นละครับ :42:
ที่ทำให้คลางแคลงใจไม่ใสกระจ่างแจ้งในใจผู้ที่สงสัย
เอ่อ..... แล้วสงสัยอะไรล่ะครับ
ผมจะได้อธิบาย
หรือว่า ยังมีอะไรติดอยู่ในใจแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็มาพิสูจน์ที่วัดเลยครับ
เพิ่งเฟรชชี่ย่ะ
มาจบเจิบอะไร
มีเคือง :07:
:30: อ่าว เห็นรูปนึกว่ารูปรับปริญญา
อยู่ ม.อะไรครับ
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 25 May 2007, 20:31 น.
จำปีไม่ได้ครับ แต่มีแน่นอน
ดา ถ้าเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ก็ไปที่ชมรมพุทธฯ ก็ได้ครับ ถ้าจบแล้วก็ต้องรู้ก่อนว่าอยู่จังหวัดไหน ครับ
ผมว่าข่าวเก่าๆ อย่าไปพูดถึงมันเลยครับ เรื่องมันแล้วไปแล้วครับ
Quote from: เอ : ปิยะ on 25 May 2007, 20:32 น.
นั้นละครับ :42:
ที่ทำให้คลางแคลงใจไม่ใสกระจ่างแจ้งในใจผู้ที่สงสัย
พูดเหมือนรู้ว่าจะเป็นข่าวไหน ทำไมต้องให้ถามเจาะจงด้วยละครับ :31:
ขออภัยที่ทำให้เข้าใจผิดครับ
ผมก็นึกไม่ค่อยออกแล้วครับ
ที่ให้ถาม ก็เพราะจะได้ เกาถูกที่คัน ครับ
หรืออยากรู้เรื่องอะไร ถ้าผมมีข้อมูล ก็จะเล่าให้ฟังครับ
งั้นเรื่องยักยอกเงินวัด ครับ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ
แล้วตอนนี้เรื่องจบยังไงครับ :25:
เรื่องยักยอกทรัพย์
ข่าวลงว่า หลวงพ่อท่านเอาเงินของวัดมาเป็นของตัวเอง ครับ
แต่ ความจริงคือ ข่าวไม่ได้ดูเลยว่าปัจจัยที่หลวงพ่อท่านได้มาท่านเอาไปทำอะไร .... ท่านก็ไม่ได้เอาไปไหน ท่านก็เอามาสร้างวัด สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆ ผมมาวัดก็เห็นๆอยู่ ว่าท่านเอาปัจจัยที่สาธุชนถวายท่านมาสร้างศาสนสถานและเพื่อประโยชน์ของชาวพุทธทั่วโลกจริงๆ
และปัจจัยที่ท่านได้ทุกซองก็เขียนว่าถวายท่านเป็นการส่วนตัว
อย่างนี้เค้าเรียกว่ายักยอกทรัพย์หรือครับ
ตอนนี้ศาลก็ยกฟ้อง ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วครับ (เรื่องศาลยกฟ้องผมเคยพิมพ์ไปแล้วไม่กี่หน้าที่แล้วเองครับ :05: ลองกลับไปอ่านนะครับ)
และ วินัยทางธรรมของท่านจบไปหลายปีแล้วครับ พอคดีทางโลกจบ ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ... ทางมหาเถระสมาคม ก็มอบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายคืนเหมือนเดิมแล้วครับ
ดาต่อปริญญาใบที่ 3 เฟรชชี่ตลอดกาล มีใครเชิญให้ไปเต้นท่าไก่ย่างบ้างเนี่ย :43:
ขอใช้สิทธิ์พาดพิงในการขุดกระจู๋ค่ะ
ใบแรก :07:(ป.โทนะ)
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 16:35 น.
สมมุติว่า มีความตั้งใจเท่ากัน
1. ถวายข้าวไข่เจียวไหม้ๆ ครึ่ง ชาม
2. ถวายข้าวไข่เจียวเป่าหือ 1 ชาม
ผมว่า 2 ได้เยอะกว่านะ
แต่ตามความรู้สึกของมิ้มเนี่ย
เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า ชามไหนได้เยอะกว่ากัน
ถ้าเกิดคนแรกเค้าอดสู แทบมีกินไม่เพียงพอ เพียงแต่มีใจที่จะทำบุญ
เลยเจียวไข่ แล้วแบ่งไว้ครึ่งชามเพื่อทำบุญโดยเฉพาะ
กับคนที่สอง มีเงินใช้เหลือเฟือ ไปทานภัตตาคารอาหารจีน
แล้วคิดว่า ไปไหว้พระที่วัดดีกว่า ก็เลยสั่งอาหารเพื่อนำไปถวายพระ
ถ้าคุณ ชาร์ปลองมองอีกมุมมองนึง แล้วยังคิดว่าชามที่2ได้บุญเยอะกว่า
ก็ไม่รู้ว่าจะศึกษาพระธรรมไปเพื่ออะไรแล้ว...ขอโทษที่พิมพ์ไปโดยใช้อารมณ์ด้วยค่ะ
**มาต่อค่ะ**
Quote from: ชาร์ป จารุวัฒน์ on 24 May 2007, 13:13 น.
อ่านแล้วคิดว่า น่าจะเป็นคนที่แอบอ้างว่ามาจากวัดพระธรรมกาย ครับ
มันมีจุดรู้สึกว่าไม่ตรงหลายอย่างอ่ะครับ
1.สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว // มันองค์ละ 15000 ครับ ถ้าทำแล้วจะได้รับพระของขวัญกับในอนุโมทนาบัตรด้วย ไม่รู้ว่าได้หรือป่าวครับ
2.งานศพ // ถ้าเกิดเป็นคนจากที่วัด จะมีการจัดงานพิธีให้ด้วยครับ ทำพิธีต่างๆ กล่าวไว้อาลัย มอบของที่ระลึก ไม่รู้ว่าได้ด้วยหรือป่าวครับ
3.เครื่องเล่น DVD // ที่วัดไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายครับ ไม่มีแน่นอนครับ แต่ถ้าเป็นจานดาวเทียมช่อง DMC ก็มีครับแต่ราคามันอยู่ที่ 4500 ที่เก็บเงินเป็นค่าอุปกรณ์ครับ ไม่ต้องจ่ายรายเดือยรายปี
4.ยาบำรุง หรือ น้ำอัมฤทธิ์ // ไม่มีครับ ทางวัดไม่มีผลิต น้ำอัมฤทธิ์ แจก ขายแน่นอนครับ ผมเข้าวัดมา 10 ปียังไม่เคยเห็นเลยครับ ((ตั้งชื่อได้เชยมาก ถ้ามีจริงวัดไม่ตั้งชื่อแบบนี้หรอกครับ))
อย่างที่ผมบอกข้างบนอ่ะแหละ น่าจะเป็นคนที่แอบอ้างว่ามาจากวัดพระธรรมกาย ครับผม
///////////////////
จะตอบเรื่องหลวงพ่อ แต่พิมพ์ยาวแฮะ เอาไว้อีกโพสละกัน
แต่คนที่ขับรถมา 2-3 คนนั้น แต่งชุดขาวมา แถมบอกว่าเป็นศิษย์วัดธรรมกายนะคะ
ส่วนไอ้น้ำนั่น มีจริงๆนะ...ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ว่าเช็คกับรุ่นพี่แล้วเจอเหมือนกัน
(ป้าของรุ่นพี่ก็หลง งมงาย กับวัดนี้เหมือนกัน)
แต่ก็ไม่รู้จะโกหกทำไม โกหกจะได้โล่รึไง ไม่ได้ใส่สี แต่ว่าถ้าไม่มีจริงแล้วจะไปหงุดหงิดกับวัดนี้ทำไม
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 24 May 2007, 14:24 น.
ขอตอบ มิ้ม นะครับ
ผมเข้าวัดมา ไม่เคยได้ยินว่าที่วัดขาย เครื่องเล่น DVD เลยครับ และ น้ำอัมฤทธิ์ อะไรนั่น ก็ไม่มีแน่นอนครับ มั่นใจร้อยเปอร์เซ็น
มิ้มครับ
ถ้าได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้วล่ะก็
จะรู้ได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยครับ มีแต่ ใจใส, กับใจหมอง หรือ บุญกับ บาป
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราก็คือ บุญ ครับ
สิ่งที่คุณยายของมิ้ม ชวนทำบุญเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่ท่านตอบอาจทำให้มิ้มรู้สึกไม่ดี
และที่คุณยาย ชวนให้คุณแม่ สร้างองค์พระ ...... รู้มั้ยครับว่าองค์พระที่คุณยายสร้างเอาไปประดิษฐสถานที่ไหน .... องค์พระของคุณยายมิ้ม จะไปประดิษฐสถานที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์แห่งพระรัตนตรัย
ซึ่งเจดีย์แห่งนี้สามารถบรรจุพระได้ 1 ล้านองค์ (บนเจดีย์ 3 แสนองค์ ภายในเจดีย์อีก 7 แสนองค์) เพื่อเป็นอะไหล่ไว้เปลี่ยนองค์ที่ชำรุด เพื่อให้เจดีย์นี้อยู่คู่โลกไปอีก 1 พันปีครับ
ทุกๆวัน ทั้งเช้าและเย็น จะมีคนจากทั่วโลกมาบูชาเจดีย์แห่งนี้ (ทั้งมาบูชาที่เจดีย์เลย หรือนั่งบูชาที่บ้านผ่านทางจานดาวธรรม) มาบูชาด้วยความเคารพเลื่อมใส ด้วยดอกไม้ของหอม และโคมประทีป
เรามีส่วนร่วมในการสร้างเจดีย์แห่งนี้เราก็ได้บุญไปด้วยครับ ....... ยิ่งคิดยิ่งปลื้มครับ :46:
ผมก็สร้างองค์พระไปหลายองค์แล้วครับ สร้างให้แม่ สร้างให้ย่า สร้างให้พี่ และน้องครับ :46:
ขอตอบคร่าวแค่นี้ก่อนนะครับ
มีอะไรพิมพ์มาคุยกันได้ครับ :33:
ถ้าพูดกันตามความรู้สึกแล้ว วัดเก่าๆ วัดที่เข้าไปเงียบๆ
เหมาะแก่การปล่อยวาง ทำใจได้สบายๆ ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย
ไม่ได้ต้องการให้อยู่คับฟ้า แค่ต้องการให้คนที่มา แล้วรู้สึกปลอดโปร่งกลับไป
ถ้าเป็นมิ้ม มิ้มอยากไปแบบนี้มากกว่า อาจจะเป็นที่ความชอบส่วนตัว
ชอบที่ๆ คนไม่ชุกชุม ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องสวยภายนอกก็ได้
ขอแค่ที่สื่อออกมาจากข้างในนั้น สวยงามจากใจจริงก็พอ
แล้วก็อยากจะถามอีกอย่านึง??
วัดที่ยังต้องการปัจจัยเพื่อบูรณะ ในประเทศนี้ยังมีอีกมากมาย
คนที่เค้าเกิดมาพิการ หรือว่าไม่มีเงินจะไปเรียน หรือแม้แต่ไม่มีกิน
ก็ยังมีอีกล้นประเทศ(เคยดูข่าวช่อง7ตอนเย็นๆไหม??)
แล้วกับวัดที่พยายามทำให้ดูโอ่อ่า มีสถาปัตยกรรมสวยๆ
ต้องการแต่เงินบริจาค เพื่อทำให้ดูโอ่อ่าขึ้น เพื่อให้อยู่คับฟ้า
แล้วอะไรที่ควรจะบริจาคให้มากกว่ากัน
ถามจริง ๆ เถอะ
"บุญ" มันวัดได้เหรอ
ว่าความตั้งใจ
หรือปริมาณแห่งบุญ
สามารถวัดเป็นปริมาตรได้เท่านั้นเท่านี้
มันจะเถียงกันได้ข้อยุติกันอย่างไร
ก็ในเมื่อสาระของสิ่งที่เถียงกันมันคือเรื่อง อจินไตย
จะพิสูจน์ทราบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไรกัน...
ใครจะจับบุญมาชั่งกิโลได้ เพราะมันจับต้องไม่ได้
----------------------
สำหรับกรณีคำถามของชาร์ป
ตามความเป็นจริงแล้วมันต้องมีบริบทมากกว่านั้น
การถามอย่างนี้มันนำคำตอบ
ไม่ดีนะครับ
เณรเปลี่ยนชื่อซะ งงเลย {หมีโหด}
ทำไมคนเลวที่แอบอ้างชื่อธรรมกายมีเยอะจัง :42:
ทำไมคนส่วนใหญ่ ส่วนไหน ส่วนน้อย ถึงไม่เข้าใจธรรมกายซักที :42:
นั้นซิ ทำไม
เพราะการกระทำ กับคำพูด สวนทางกันหรือ?
เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เปิดใจหรือ?
เพราะสื่อ ไม่มีจรรยาบรรณหรือ?
เพราะคนมาวัดเยอะๆ ยอดทำบุญเยอะ แล้วคนอื่นอิจฉาหรือ ?
เพราะคนอคติเชื่อสื่อโดยไม่คิดหรือ ?
เพราะนิ่งสงบ สยบเคลื่อนไหวได้จริงหรือ ? (ทักษินตอนนี้ก็ยังเงียบ)
เอ้อ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีเลยครับ :08:
จู๋นี้ไม่ได้อ่านแค่ไม่กี่วัน มีจำนวนหน้าเพิ่มขึ้นมาตั้งเกือบ 20 หน้า
แถมเป็น 20 หน้าที่อ่านแบบผ่านๆ ไม่ได้ซะด้วยสิ ต้องละเอียดและคิดพิเคราะห์ตามด้วย
ขอสรุปข้อมูลส่วนตัวในหัวเท่าที่ตัวเองอ่านในระยะ 20 หน้านี้ละกันนะครับ
1.
ไอ้เอตั้งคำถามได้กวนตีนดีมาก
เป็นความพยายามที่จะกระเทาะปัญหาที่ตัวเองสงสัยและจี้เข้าไปได้ตรงๆ ดี
2.
คำถามของบักตั้ง ในที่สุดก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจมากๆ
Quote from: ตั้ง วันสว่าง on 24 May 2007, 16:20 น.
1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
นั่นคือคุณแตงโมได้ตอบออกมาแล้ว ว่าลำดับความเข้มข้นของบุญในทรรศนะของตน
ไม่เหมือนกับที่คนอื่นคิดกัน(ผมยังไม่ขออนุมานว่าเป็นของชาวธรรมกายทั้งหมดนะครับ เพราะที่มาตอบๆ กันนี้ก็เป็นตัวแทนของตัวเองกันทั้งนั้น)
คือตอนแรกผมก็คิดเอาว่า ยังไงก็ตามเกมมันจะต้องออกมาในรูปที่คำตอบต้องออกมาเป็นข้อ 4 แน่ๆ
แต่กลับไม่ใช่ตามนั้นแฮะ.. (ข้อ 4 ที่คิดว่ามันบริสุทธิ์มากๆ แล้วกลับถูกเขี่ยไปลำดับท้ายๆ)
เท่านี้ก็พอสรุปได้แล้วว่า ที่เราเถียงๆ กันมาด้วยเหตุด้วยผลและด้วยอารมณ์มาจนถึงบรรทัดนี้ เนี่ย
เราตะโกนคุยกันบนยอดเขาคนละลูกจริงๆ ด้วยแหละครับ
ย้ำนะครับ เรานับถือศาสนาคนละศาสนากันแล้วแหละ3.
เรื่องการแต่งตัวของเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย (เป็นเจ้าอาวาสหรือเปล่าผมไม่แน่ใจนะครับ โทษที)
ที่ใส่ชุดยังงั้นแล้วผิดพระวินัยหรือเปล่าอะไรนั่น ไม่เห็นน่าจะเป็นประเด็นเลยครับ
4.
ประเด็นก็คือความน่าสงสัย ความน่าเคลือบแคลงของนโยบายของวัด
เริ่มตั้งแต่คอนเซปต์เลยละกัน ว่าทำไมถึงจะต้องเอาหลักหมื่นหลักล้านเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่ฯ ขนาดนี้
ถ้าคุณจะอ้างเรื่องยุคพุทธกาลเป็นคำตอบอยู่บ่อยๆ ก็พึงนึกไว้ด้วยว่าสมัยนั้นเขาไม่เอาตัวเลขเหล่านี้มาอ้างเลยนี่ครับ
คือมันเป็นตัวเลขที่ไร้สาระโดยสิ้นดี และมองก็รู้ว่ามันเอาไว้เพื่อเพิ่มพลังจิตวิทยามวลชน
แล้วจะไปต่อยอดเพื่ออะไรนั่นก็ว่าเข้าไปเถอะ แต่ถามจริงๆ ว่ามันยั่งยืนขนาดไหนครับ?
ถ้าเกิดวันหนึ่ง สมมติว่า (สมมตินะครับ) มีการเปิดโปงความฉาวโฉ่ของ
วัดนี้อย่างรุนแรง
หรือมีเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้วัดนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ไม่มีเจดีย์ราคา 15000 ล้านบาทนั่นแล้ว
ชาวธรรมกายจะยึดถืออะไรครับ?
ทีนี้ไม่มีอะไรให้สะสมแต้มแล้ว จะต้องทำยังไงดีล่ะครับ?
ลองหลับตานึกภาพดูสิครับ
ท่านพุทธทาส (ขออ้างท่านนี้ละนะ เพราะรู้สึกว่าพอจะเป็นฮีโร่ที่แอบอ้างคำพูดไว้ให้ขลังได้) เนี่ย
ท่านเคยบอกให้เราต้องบริจาคให้ใคร ให้อะไร หรือให้สร้างอะไรสักอย่างเพื่อความอลังการพันปีไหมครับ
ท่านเคยมานั่งวัดปริมาณว่าเฮ้ย ต้องคนรวยเท่านั้นนะถึงจะสร้างบุญได้มากกว่าคนจน ต้องเป๋าฮื้อ ไหมครับ
แต่พอท่านสิ้นไปแล้ว ท่านเหลืออะไรให้โลกครับ
สมุดบันทึกปริมาณมหาศาล ที่สะกดใจคนทั่วโลกมานักต่้อนัก
บทกลอนธรรมะกินใจ ที่อ่านทีไรได้สะดุดแล้วมองหัวแม่ตีนตัวเองทุกครั้ง
ว่าเฮ้ย การทำดีมันง่ายยังงี้เอง การเป็นคนให้เป็นมันเป็นยังงี้เอง
โห.. มันง่ายจะตายครับ การทำบุญเนี่ย ไม่ต้องรวยกว่าได้เปรียบซะหน่อย
5.
และข้อที่รับไม่ได้ที่สุดก็คือเรื่องกรณีแบบการซื้อขายบุญนี่แหละ
ยิ่งทำบุญมาก ยิ่งได้ไปสวรรค์ หรือยิ่งบริจาคมากยิ่งมีชีวิตสุขสบาย อะไรแบบนี้
เฮ้ย ความคิดแบบนี้มันไปฝังหัวเราอยู่ได้ยังไงครับ ความบริสุทธิ์ใจหายไปไหนหมด
ย้อนกลับไปอ่านการ์ตูนที่ตั้ง(ใช่มะ) เอามาโพสต์สิครับ แค่นั้นแหละกินใจมากๆ เลยนะ
ยกเว้นแต่ถ้ายอมรับจริงๆ ว่าเราไม่ได้เดินมาบนถนนเส้นเดียวกันและจะไปคนละทิศละทางกัน
อันนั้นก็ว่าไปครับ เชิญบริจาคเยอะๆ ให้วัดสร้างของใหญ่ๆ ปริมาณมากๆ ไว้รับแขกเยอะๆ
สร้างสาวกและบำรุงกิจการของตนเองให้ยิ่งเจริญรุ่งเรืองต่อไปเทอญ
6.
เณรธีพิมพ์เยอะๆ หน่อยครับ
ไม่เอาแบบพูดน้อยต่อยหนักแหละจ้ะ
ขอแบบอธิบายให้โปร่งๆ หน่อยครับ ผมสมองทึบ
และข้อสุดท้าย
พอจะจับน้ำเสียงความเอือมระอาได้จากหลายๆ โพสต์
ขอบอกว่าถึงเราจะตะโกนคุยกันบนเขาคนละลูกกัน
แต่อย่าเพิ่งเบื่อเลยครับ คุยกันบ่อยๆ มันเปิดสมองดีจริงๆ เลยนะ
(ขอบวก จพส ให้หลายครั้งหลายหนนะครับ ใครที่อยู่ดีๆ ก็มี
มิเตอร์บุญเพิ่มขึ้นก็อย่าตกใจ)
รอที่จะอ่านคำตอบ ของแอนอยู่เลยนะเนี่ย
ไม่เห็นด้วย เหมือนกัน แบบข้อ 5 ของแอน
ปกติจะอ่านเฉยๆ ไม่ได้ตอบ ไม่ได้อะไรมากมายกับจู๋ นี้เลย
แต่พออ่านเรื่อง การทำบุญที่ ชาร์ปกับแตงโม ตอบมา
มันเลย ปี๊ด ขึ้นมา และ หลังจากติดตามมาเรื่อยๆ
ได้ความรู้อะไรขึ้นเยอะ เพราะตัวเองแทบไม่รู้ และไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
ทำบุญ ก็เพราะอยากทำ ไม่คิดไรมากมาย
และ ก็รู้ว่าเรายืนอยู่บนเขาคนละลูก จริงๆ แหละ
ความเชื่อของ 2 ฝ่าย มันคงไม่มีวี่แววจะมาเห็นตรงกันได้เลย :08:
สุดท้ายก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่ามันจะเกิดอะไร หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ทำให้ มาเห็นตรงกันได้ ซะที
ปล. ชักอยากลองไปธรรมกายดูแฮะ อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง
อย่างที่พี่แอนพิมพ์มาละครับกระจ่างสุด
เพราะจริงๆ การมียอดไม่เหมือนกัน ก็ ทำให้ฐานไม่เหมือนกัน แล้วละครับ
ที่ผมบอกแล้วบอกอีกนั่นแหละครับเรื่องการบิดเบือน แต่ถ้ายังเอาข้ออ้าง
พุทธพจน์ คำสอน พุทธกาล ยกขึ้นมา โยงกับคำสอนของสถาบันตัวเองแล้วละก็
ใครฟังมันก็ย่อมทะแม่งๆกันเป็นธรรมดาครับ ยกตัวอย่างง่ายๆที่คุณแตงโม
โยงหลักคำสอนเรื่องการทำบุญอยุ่บ่อยๆ ว่าต้องบริสุทธิ์สามอย่าง สามกาล
ใช่ครับพุทธองค์สอนไว้อย่างนั้นจริง แต่ คำสอน ที่เน้นการวัดเป็นปริมาณ
การเชิญชวนด้วยคำโฆษณา สุดคุ้ม เนื้อๆเน็ตๆอะไรนั่นมันชั่งขัดกันกับหลักที่กล่าวมาอย่างสิ้นเชิง
ขัดอย่างไรน่ะเหรอครับ ขัดตรงที่ การทำบุญ ที่จะได้บุญ นั้นต้องเป็นจิตที่บริสุทธิ์
การวางจิตให้บริสุทธิ์ ต้องปราศจากคำโฆษณา เชิญชวนใดๆ มันทำให้การวางจิตผิดพลาด
แล้วเรื่อง การเปิดปุ๊ปได้บุญปั๊ป เนี่ย ถ้าเลือกใช้คำเนี้ย มันก็ผิดแล้วครับ ผิดตรงที่
เชิญชวน ให้คนอยากได้ อยากมี อยากเปิด....เมื่อขึ้นต้นด้วยคำว่าอยาก
การวางจิตก็ผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ
เรามาพูดเรื่อง การอนุโมทนา บ้าง ผมเข้าใจว่าเจตนาอาจจะให้คนเปิด
ได้มีส่วนร่วมในการอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ แต่บุญที่จะได้ไม่ใช่ทานมัยอย่างแน่นอน
และคนที่จะได้บุญในส่วนของการอนุโมทนามัยนั้น
จำเป็นต้องบริสุทธิ์อย่างยิ่งตามหลักสามบริสุทธิ์นั้น
เมื่อเกิดรุ้สึกในการเห้นคนอื่นทำดีอย่างแท้จริง ถึงจะเกิดอนโมทนามัย...
คำว่าอย่างแท้จริง และการมีจิตบริสุทธิ์นั้น ยกตัวอย่าง เช่น เราเห็น
ผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน เราเกิดยินดีกับ ความดีของผู้ชายคนนั้น นั่นแหละเกิดอนุโมทนามัยแล้ว...
แต่ธรรมกาย เป็นแบบ บอกคนอื่นว่า "คุณครับ คุณอยากได้บุญมั้ยถ้าอยากได้บุญ
คุณก็หันไปทางซ้าย แล้วเห็นผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน ให้คุณ รีบอนุโมทนา กับเขานะครับ
แล้วคุณจะได้ ได้บุญ"
การวางจิตเริ่มต้นจึงผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ...........
ถ้าจะมาถามเรื่องบิดเบือนตรงไหน ก็ลองกดไปอ่านหน้าแรกๆดูนะครับ ว่า
เขาสรุป นิพพานคือสภาวะอย่างไร แล้วทำไม ที่วัดคุณถึงยังสอนว่านิพพานคือ อัตตา อยู่
ทั้งที่ทุกวัดในประเทศบอกว่า นิพพานคืออนัตตา
อัตตา คือ มีตัวตน สามารถจับต้องได้
อนัตตา คือ ไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้ และไม่สามารถวัดเป็นปริมาณได้
ผลของการมียอดเป็นอัตตา ก็ย่อมส่งผลให้ฐานเน้นอัตตาด้วย
เมื่อจุดปลายของสถาบันของคุณ มันคือสิ่งที่มีตัวตนสามารถจับต้องได้
ถ้ายอมรับจุดนี้ การสอนให้คนยึดมั่นถือมัน ในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ว่ามีตัวตน ก็ถือว่าไม่ผิด
แต่จุดประสงค์ของคุณมันคนละจุดประสงค์ของพระพุทธองค์....
ในเมื่อจุดประสงค์ของคุณเป็นเช่นนี้ ต่อให้มีศาสนสถาน จุคนเป็นร้อยเป็นพันล้าน
เผยแผ่ไปทั่วโลก ก็ไม่ใช่การเผยแผ่จุดประสงค์ของพระพุทธเจ้า..
ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริงไม่ควรภูมิใจเลย....
ปล. ระหว่างมหาเถรสมาคมกับสมเด็จพระสังฆราช สรุปคือคุณไม่เชื่อสมเด็จพระสังฆราช
แค่นั้นแหละ จบ....
ดา ครับ ผมขออนุญาตโพส เบิ้ลๆๆ นะครับ (คำถามเยอะมาก :05: ตอบโพสเดียวเดี๋ยวจะยาวเกินไม่น่าอ่านครับ)
ขอตอบ มิ้ม ก่อนนะครับ
1. ผมเห็นด้วยกับทุกคนเรื่องไข่เจียวครับ ...... ยกเว้น นายชาร์ป ที่ตั้งโจทย์เองและตอบเองครับ ไม่เห็นด้วยอย่างแรง
2. เรื่องน้ำอัมฤทธิ์ ยาบำรุง เครื่องเล่น DvD ..... ที่วัดไม่มีแน่นอนครับ ผมมาวัดตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นเลยครับ หลวงพ่อ พระอาจาย์ที่วัดสอนให้เคารพบูชาแต่พระรัตนตรัย (คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) สิ่งอื่นไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นกุมารทอง ตะกรุด ทรงเจ้าเข้าผี จตุคาม ไสยเวทย์ต่างๆ ของขลังอะไรต่างๆ ฯลฯ นี้ไม่ใช่พระรัตนตรัยเลยครับ ท่านให้เอาไว้ในแม่น้ำ หรือฝังดินไปเลยครับ เพราะฉะนั้น น้ำอัมฤทธิ์ ยาบำรุงวิเศษอะไรต่างๆ นี้ไม่มีแน่นอนครับ และเครื่องเล่น DvD ก็ไม่มีครับ ที่วัดมีแต่จานดาวธรรมครับ
3. ส่วนเรื่องพระมหาธรรมกายเจดีย์ ....... อยากจะบอกมิ้มว่า สิ่งก่อสร้างทุกอย่างในวัด ไม่ได้สร้างเพื่อโก้เพื่อหรู เพื่ออวดอ้าง เพื่อเบ่งบารมี เพื่อโชว์ แต่ที่วัดสร้างศาสนสถานเพื่อใช้ครับ
แนวคิดในการสร้างสิ่งก่อสร้างทุกชิ้นของวัด คือ ประหยัดสุด ประโยชน์สูง สร้างแล้วไม่ต้องซ่อม (เพราะซ๋อมจะยากกว่าสร้างครับ) และก็ต้อง ดูสะอาด สงบ และสง่างาม เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระรัตนตรัย
ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์ ของวัด ที่ไม่ได้สร้างด้วยไม้ หรือมีลวดลายวิจิตร ก็เพราะแนวคิดในการสร้างนั่นแหล่ะครับ ..... ถ้าใช้ไม้ มีลวดลาย ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นเยอะครับ แล้วเวลาซ่อมก็ลำบาก จะหาช่างที่มีฝีมือแบบคนสมัยก่อนก็ยากครับ ..... ก็เลยได้โบสถ์ออกมาอย่างที่เห็นแหล่ะครับ ไม่เหมือนโบสถ์สมัยก่อนๆที่สวยงามวิจิตร แต่เป็นโบสถ์ที่เรียบง่าย สีขาวสะอาดครับ และตั้งแต่สร้างมาไม่เคยซ่อมเลยครับ มีแต่ทาสี ให้ใหม่เท่านั้นเองครับ
เรื่องของพระมหาธรรมกายเจดีย์ก็เหมือนกันครับ
และก็ไม่ต้องการใหญ่คับฟ้า แต่ต้องการที่จะเป็นให้ใช้ประโยชน์ได้นานที่สุดครับ ให้เป็นศูนย์กลางของชาวพุทธทั่วโลก สามารถมาประชุมปฏิบัติธรรม ฟังธรรม ทำความดี ได้ทีละ 1 ล้านคนครับ
ขอตอบ คุณ tmd นะครับ
ที่จริงผมก็ไม่อยากตอบครับ คำถามที่ พี่ตั้ง วันสว่าง ถามน่ะครับ
แต่เห็นหลายคนบอกให้ตอบน่ะครับ
ผมก็ไม่รู้อะไรมากมาย แต่ถ้าถามผมให้ตอบ ผมก็ใช้หลักการทำบุญที่ว่ามา มาตอบน่ะครับ
และผมก็เห็นด้วยครับว่า การวัดปริมาณบุญ มันทำก็ได้ยาก มันวัดได้ยากครับ
สรุป ผมขออภัยครับ ผมผิดเองครับ :46:
ขอตอบ พี่แเอน นะครับ
Quote1 เอ บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2 บี ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3 ซี ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4 ดี ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด ครับ
1. ที่ผมตอบ ข้อ 4. เป็นข้อสุดท้ายก็เพราะ
ผมคิดว่า ข้อ1 2 3 เป็นการทำบุญกับพระครับ (ซึ่งท่านมีศีลมากกว่า) เป็นการทำทานแบบสงเคราะห์ธรรม ส่วนข้อ 4.เป็นการทำทานกับเด็ก ซึ่งมีศีลน้อยกว่า เป็นการทำทานแบบสงเคราะห์โลกครับ ............ เพราะผมคิดอย่างนี้จึงตอบไปแบบนั้นครับ (เอ่อ พี่แอนครับ ผมตอบไม่เหมือนคนอื่น นี่ทำให้ผมมีภูเขาเป็นของตนเองเลยเหรอครับ :05: ใจร้าย :30:) และผมไม่เคยคิดเลยว่าเราอยู่เขากันคนละลูก เพราะเราสามารถพูดคุย แสดงความเห็นกันได้อยู่ครับ (ถ้าอยู่ภูเขาคนละลูกผมว่าเราคงไม่ได้ยินเสียงซึ่งกันและกันครับ :33: และเราคงไม่ได้คุยกันมาถึง 97 หน้าครับ)
ผมไม่ได้บอกครับว่า อย่าไปทำทานแบบสงเคราะห์โลก ให้ทำทานแบบสงเคราะห์ธรรมอย่างเดียวนะครับ (ให้ทำควบคู่กันไปครับ อย่าทิ้งอันใดอันหนึ่ง)
2. เรื่องการแต่งกาย ...... ใช่ครับน่าจะเป็นประเด็นเลยครับ (ตอนนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้วครับ)
3. พี่แอน ครับ การสร้างวัด (โดยเฉพาะเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางชาวพุทธ) นี่ไม่ใช่ง่ายนะครับ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะสร้างได้นะครับ แถมทางรัฐบาล มหาเถระสมาคม ก็ไม่สนับสนุน ออกจะกันท่าซะด้วยซ้ำ
พี่แอน พอจะรู้จักวัดที่เป็นศูนย์กลางในสมัยพุทธกาลมั้ยครับ เป็นวัดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่มากที่สุด
เป็นวัดที่ใหญ่มาก ........... วัดนั้นชื่อวัดพระเชตวัน ครับ(ถ้าจำไม่ผิด) และคนสร้างคือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขอซื้อพื้นที่สำหรับสร้างวัดจากพระเจ้าเชตุ ฯ โดยการ
เอาเงินปูเรียงเคียงกันจนเต็มพื้นแผ่นดิน ครับ ก็ไม่รู้ว่ามันมูลค่ามหาศาลขนาดไหนนะครับ มันอาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อนะครับ แต่มันก็เป็นความจริงครับ
พี่แอนครับ สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพร่ำสอนตลอดมา
ทำให้ผมรัก เคารพ มั่นใจในพระพุทธศาสนา เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าท่านตรัสรู้จริง คำสอนของท่านดีจริง มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ พระสงฆ์ทุกรูปเป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญจริง พระนิพพานคือจุดมุ่งหมายของชาวพุทธทุกคน (ไม่รู้ชาวพุทธทั่วไปคิดกันยังไงนะครับ) ไม่ว่าท่านจะเป็นยังไง ผมก็ยังรักพระพุทธศาสนาเหมือนเดิมครับ
พี่แอนครับ เคยได้ยินมั้ยครับว่า คนต่างศาสนิก เค้านับถือศาสดาของตนเองแค่ไหน ..... หลายเดือนก่อน ผมอ่านข่าวที่รถตู้ไปยะลาโดนดักยิง คนในรถตู้ตายมากมาย คนขับรถที่เป็นอิสลามยังไม่ตาย โดนโจรมาเอาปืนจ่อหัว แม้กระทั่งเค้าจะตาย เค้ายังนึกถึงศาสดาของตนเลยครับ
ผมมาคิดว่าถ้า ชาวพุทธเราเคารพเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบคนต่างศาสนิกบ้าง (และปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจ)...... คงดีไม่น้อยเลยครับ :33: ปัจจุบันเมืองไทยคงไม่วุ่นวายแบบนี้
ส่วนเรื่องวัดปริมาณบุญ ... ก็ไม่มีใครมานั่งวัดหรอกครับ
เพียงแต่เค้าถามมา ผมก็ดันไปตอบ (แถมตอบไม่ถูกใจอีก :05:) พี่แอนอย่าคิดมากเลยครับ
ส่วนเรื่องเป๋าฮื้อ ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ (อ่านแบบสำเนียงใต้)
Quoteโห.. มันง่ายจะตายครับ การทำบุญเนี่ย ไม่ต้องรวยกว่าได้เปรียบซะหน่อย
ผมคิดว่า ถ้าเกิดไปจนแบบ คุณยาย ที่ออกทีวีช่อง 3 ช่อง 7 ที่ มิ้ม พูดถึงน่ะครับ แค่หามื้อกินมื้อก็ยากแล้วครับ แล้วเรื่องคิดไปทำทานก็ยากลำบากกว่าคนที่มีฐานะมากกว่าครับ (ผมไม่ได้บอกว่าคนจนทำบุญไม่ได้นะครับ) แล้วพี่แอนเคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมเราเกิดมามีทรัพย์ไม่เท่ากัน หน้าตาสวยหล่อไม่เหมือนกัน สติปัญญาไม่เท่ากัน พี่แอนเคยสงสัยมั้ยครับ
Quoteเชิญบริจาคเยอะๆ ให้วัดสร้างของใหญ่ๆ ปริมาณมากๆ ไว้รับแขกเยอะๆ
สร้างสาวกและบำรุงกิจการของตนเองให้ยิ่งเจริญรุ่งเรืองต่อไปเทอญ
อันนี้ ผมว่าพี่แอน ด่วนสรุปจังเลยครับ :05:
พี่แอนครับ ผมเคยได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโว (รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) เทศน์อยู่บทหนึ่งครับ ......
ท่านบอกว่า "
คนเราเวลาทำความดี ชอบทำแบบลิงเกาก้น ส่วนเวลาทำความชั่ว จะทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ครับ
สุดท้าย ของ จักรี ครับ
Quoteยกตัวอย่าง เช่น เราเห็น
ผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน เราเกิดยินดีกับ ความดีของผู้ชายคนนั้น นั่นแหละเกิดอนุโมทนามัยแล้ว...
แต่ธรรมกาย เป็นแบบ บอกคนอื่นว่า "คุณครับ คุณอยากได้บุญมั้ยถ้าอยากได้บุญ
คุณก็หันไปทางซ้าย แล้วเห็นผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน ให้คุณ รีบอนุโมทนา กับเขานะครับ
แล้วคุณจะได้ ได้บุญ"
ขออนุญาติจักรีนะครับ ............ ทำไมชอบมั่วจังครับ
ตรงตัวนวลอธิบายด้วยซิคะว่าตรงไหน :46:
อย่าพูดอย่างนั้นอย่างเดียว
ไม่ได้เข้าข้างจักรีนะคะ แต่อยากรู้
:42:
คือ จักรี ชอบยกตัวอย่างตลกๆ แปลกๆ ในสิ่งที่มันไม่จริง บ่อยๆ ครับ
ขอขมา จักรี ครับ :46: นี่จะเรียกว่าตบหัวแล้วลูบหลังมั้ยเนี่ย :46: :46: :46:
เอ่อค่ะที่จอยอยากรู้คือมันไม่จริงยังไงนั่นแหละค่ะ
เอ่อ อีกอย่างที่จอยสงสัยคือ ธรรมกาย นี่ถือเป็นนิกายใหม่ไหมคะ
หรือเป็นชื่อเรียกกลุ่มเฉย ๆ :09:
ช่วยจักรีขยายาความนะครับ
เปิดหนังสือซิ แล้วอนุโมทนาบุญ ภาพการถวายสังฆทานพระกว่าสองหมื่นสี่พันห้าร้อยหกสิบเจ็ดรูป
แค่เห็นก็ปลื้มแล้วครับ :25:
มันต่างกับการที่เรารู้ว่าเออ วัดนั้นทอดกฐินไปเที่ยวงานซักหน่อย แล้วรู้สึกระลึกได้เองว่า เออแหะ ทำนุบำรุงพุทธศาสนาดีจัง :22:
ดูที่เจตนาชี้นำ และคำโฆษณาครับ ว่างๆ ลองหาหนังสือที่เกี่ยวกับ จิตวิทยาชุมชน การตลาดเบื้องต้น อุปทานเทียม อ่านเล่นดูนะครับ จะได้มีมุมมองแบบทางโลกกับธรรมกายบ้างครับ :43:
สมัยพุทธกาลไม่มีนิกายครับ
ต่อมาเกิดความเห็นทางด้าน พระวิน้ย ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดนิกายต่างๆ ครับ (ประมาณนี้อ่ะครับ)
ส่วน ธรรมกาย ไม่ใช่นิกายครับ
พี่อร/หรือ อร ลองอ่านอันนี้นะครับ จากพระไตรปิฏก ที่มา ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ครับ
Quote... ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ ฯ
... ดูก่อน วาเสฏฐะและภารทวาชะ คำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของพระตถาคต
ชื่อวัดพระธรรมกาย ก็คือ วัดที่สอนให้คนเข้าถึงพระธรรมกาย ที่มีอยู่ภายในตัวของเราครับทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตามครับ
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 26 May 2007, 10:32 น.
สมัยพุทธกาลไม่มีนิกายครับ
ต่อมาเกิดความเห็นทางด้าน พระวิน้ย ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดนิกายต่างๆ ครับ (ประมาณนี้อ่ะครับ)
ส่วน ธรรมกาย ไม่ใช่นิกายครับ
พี่อร/หรือ อร ลองอ่านอันนี้นะครับ จากพระไตรปิฏก ที่มา ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ครับ
ชื่อวัดพระธรรมกาย ก็คือ วัดที่สอนให้คนเข้าถึงพระธรรมกาย ที่มีอยู่ภายในตัวของเราครับทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตามครับ
โอเคค่ะ
ว่าแต่นั่นใคร :09:
ป้านั่นแหละครับ ป้าจอย อรชุมา
อ่านว่า ออ-ระ-ชุ-มา ค่ะ :11:
อรชุมาไง {หมีโหด}
QuoteArtificial demand
From Wikipedia, the free encyclopedia
Jump to: navigation, search
Artificial demand constitutes demand for something that in the absence of exposure to the vehicle of creating demand, would not exist. It has controversial applications in microeconomics (pump and dump strategies) and advertising. Synonyms for "artificial demand" include "fake demand" and "false need".
Vehicles of creating artificial demand can include mass media advertising, which can create demand for goods, services, political policies or platforms, and other entities.
Another example of artificial demand can be seen in penny stock spam. After purchasing a large number of shares of an extremely low-value stock, the spammer attempts to create artificial demand by implementing a spam-based guerilla marketing strategy. See pump and dump.
เอามาแปะเรื่องอุปสงค์เทียม
ผมอโหสิกรรมให้ แต่แค่เพียงวาจาให้ได้สบายใจนะครับ เพราะใจของผมยังขุ่นอยุ่ไม่น้อย
และขออนุญาตลบ เพราะคำตอบของคุณแตงโม เป็นคำตอบที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยเหตุผล
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรออ่านอยู่ แม้บางครั้งเหตุผล มันจะไม่ได้ตรงกับหลักที่ยกขึ้นมาเลยแถมมีอารมณ์
เจือมาด้วยอันนั้นก็ไม่ว่ากัน เพราะผมก็มี....
และขออธิบาย แก้ความให้ ตัวเอง ว่า สิ่งที่ผมพูดไป ไม่ได้มั่วแต่เป้นการเปรียบเทียบ
ซึ่ง คนอื่นอ่านล้วนเข้าใจ และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแตงโมถึงไม่เข้าใจ ซึ่งผม ก็คิดไปว่า
น่าจะเกิดจากพื้นฐานความคิดที่ต่างกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจอาจจะมีพื้นฐานความคิดที่ต่าง
จากคุณแตงโมก็เป็นได้...
อย่างที่ เอ ยกเอาเรื่อง การตลาด การโฆษณาขึ้นมา มันเป็นการอธิบายการเปรียบเทียบของผมได้
ชัดเจนที่สุดแล้ว การใช้กุศโลบายทางการตลาดที่ใครเห็นก็ต้องเข้าใจดีว่านั่นมันคือการชักจูง
ขึ่นชื่อว่า โฆษณา ก็คือการชวนเชื่อ และเมื่อมันคือการชวนเชื่อ มันก็ตรงกับตัวอย่าง ที่ผมยกขึ้นมา ไม่มีผิดเพี้ยน...
ถ้าไม่เข้าใจตัวเอง ถ้ายังหลงอยุ่ ถ้ารู้ไม่เท่าทันกิเลสของตัวเอง มักมองสิ่งที่ตรงข้ามว่า ไม่ถูกต้องบ้าง ว่ามั่วบ้าง เป็นธรรมดา ซึ่งเป็นเหตุให้ผมอโหสิให้คุณ แม้เพียงวาจาก็ตาม........
แต่การที่ผมลบคุณ ไม่ได้หมายความว่าผมโกรธคูณมากมาย แต่ ผมถือว่า ใครทำอะไรแล้วต้อง
รับผิดชอบสิ่งที่ทำ เหมือน ที่ผมเคยบวกให้เพราะผมรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบสิ่งที่ผมทำก็เท่านั้นครับ.........
มันเป็นความเชื่อค่ะ
คนเราลองว่าเชื่อแล้ว มันก็ยากที่คนอื่นจะเอาเหตุผลหรืออะไรก็ตามไปคัดค้าน
หรือ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่คุณเชื่ออยู่มันผิดนะ มันไม่ถูกนะ
โดยส่วนตัวยอมรับเลยค่ะว่าอคติธรรมกาย ไม่ใช่เพราะอ่านสื่อ แต่เป็นเพราะเจอกับตนเอง
ตั้งแต่สมัยเรียนมอ. รู้จักบางคนที่อยู่ชมรมพระพุทธศาสนา (เป็นธรรมกายซะส่วนใหญ่)
เอาลูกแก้วมาให้แขวนแล้วบอกเป็นเครื่องรางแขวนแล้วจะดี
เอาน้ำอัมฤทธิ์ (เป็นน้ำใส ๆ ในขวดเล็ก ๆ กลมๆ) แล้วบอกว่าเป็นน้ำอัมฤทธิ์ มีสรรพคุณอย่างโน้นอย่างนี้
ใจมันมองแล้วค้านเต็มที่ ช่วงหนึ่งมองธรรมกายเป็นลัทธิไปเลย
(บางอย่างที่เจอมาขอไม่พิมพ์ค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันสะเทือนใครหลายคน)
อ่านกระจู๋นี้ก็พยายามใช้ใจให้เป็นธรรมที่สุด ฟังเหตุผลของชาร์ปและแตงโม ก็เข้าใจแนวคิดของธรรมกายมากขึ้น แม้ จะมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย
สุดท้ายก็สรุปได้ว่า มันคือความเชื่อและ เราเชื่อไม่เหมือนกันค่ะ :42:
(พิมพ์มาอย่างนี้ไม่รู้จะมีใครไม่พอใจหรือเปล่าแต่นี่คือความคิดเห็นของจอยค่ะ :46:)
:42: น้ำอัมฤทธิ์
ธรรมกายไม่ได้ทำนะครับ :43:
ใครทำนี่ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ :42:
แต่มีสองคนแล้วที่บอกว่าทำ คงจะต้องปัดความรับผิดชอบเป้นเรื่องส่วนบุคคลแล้วแหละ
ที่แน่ ๆ คนนั้นเค้าบอกว่ารับ 2 อย่างนี้มาพร้อมกัน ลูกแก้วและน้ำอัมฤทธิ์ และไม่ใช่คนเดียวที่เอามาให้เห็น
ถ้าธรรมกายไม่ได้ทำจริง ชมรมฯ นั้นโดนหลอกทั้งชมรม
และ การหลอกลวงเรื่องน้ำอัมฤทธิ์นี้ดำเนินมากว่า 8 ปีแล้ว
จอยเข้ามหาลัยปี 42 และเจอมันทันที คาดว่าจะมีมาก่อนหน้านั้น เพราะรุ่นพี่ก็มี :42:
แสดงว่าพี่จอยน่าจะทันตอนที่ ธรรมกายดังที่ มอ. ดิ ที่ไปนั่งดวงแก้วใส ที่พุง
นั่งสมาธิ แบบมีพี่เลี้ยงพูดกรอกหู เห็นดวงแก้วแล้วยัง เป็นก้อนประมาณนี้นะ สว่างวาบออกมา
และเปิดเทปออกลำโพงเพื่อช่วยทำสมาธิ :25:
น่าจะช่วงปีแรกที่พี่เข้าล่ะมั๊ง :42:
มีน้ำอัมฤทธิ์ อีกแล้วเหรอครับ :09:
ตามที่พิมพ์ไปเลยค่ะ
ถ้า ธรรมกายไม่ได้ทำน้ำตัวนี้จริง ควรติดตามเอาผิดกับคนทำค่ะ เพราะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและแอบอ้างแบบผิด ๆ
ดวงแก้ว มีครับ แต่น้ำอัมฤทธิ์ ..... เดี๋ยวผมขอไปถามผู้รู้ก่อนนะครับ ว่ามันคืออะไร มีมั้ยเนี่ย :09:
มาตัดความร้อนแรง พักชมโฆษณากันสักครู่ :22:
ด้วยการมาแนะนำหนังสือให้อ่านกัน ของดังตฤณ ตอนนี้พิมพ์ไปเป็นสิบครั้งแล้ว (คุ้น ๆ ว่าเณรธีเคยแนะนำไปรอบหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าอยู่จู๋ไหน) เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน http://dungtrin.com/whatapity/00.htm
ธรรมชาิติยังมีสิ่งลึกลับอีกมากมายที่เราไม่รู้ บางอย่างสามารถรู้ได้สัมผัสได้ หรือคำนวณได้ แต่บางอย่างแค่คิด หรือจินตนาการก็่ยากเสียเหลือเกิน(อจินไตย) การเรียนรู้ หรือการรับรู้จำเป้นต้องใช้เครื่องมือ หรือวิธีการที่เหมาะสม เหมือนที่ยกตัวอย่างในโพสต์ก่อน
การที่จะเข้าใจอะไรซักอย่างบางทีเราต้องถอยห่างออกมาเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของสิ่งนั้น หากแตงโมอยากเข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงไม่สามารถเข้าใจที่สิ่งที่ตัวเองเชื่อ หรืออธิบายได้ ก็ลองถอยออกมาดูว่าอะไรคืออะไร ส่วนสาวกคนอื่นที่ไม่เข้าใจในการดำเนินกิจกรรมของธรรมกาย ก็ลองดู และคิดตามพื้นฐานความเชื่ออันนั้นดู
แค่อยากจะบอกว่าเส้นขนานไม่มีวันบรรจบกันได้ฉันได้ ความคิดก็ไม่สามารถที่บรรจบกันได้ฉันนั้นตราบเท่าที่ ความเชื่อไม่เหมือนกัน (พออนุมานว่าอยู่เขาคนละลูก มองคนละมุม เชื่อคนละอย่างกัน เดี๋ยวผมเชื่อม fiber optic ให้ เขาสองลูกนี้จะได้คุยกัน :43:)
โดยส่วนตัวมีอคติกับความหลง ไม่ว่าหลงดีหรือหลงไม่ดี เพราะยังไงมันก็คือหลง ตอนนี้พยายามลดอคติตัวนี้ลง และพิจารณาตัวเองให้มากขึ้น
:45:
พูดถึงหนังสือ รู้สึกว่าหนังสือเกี่ยวกับธรรมมะสมัยนี้ปกสวยหรู น่าอ่านมาก :12:
ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ดูปุ๊บรู้ปั๊บว่าหนังสือธรรมมะ
ไม่ใช่แค่ปกครับ หนังสือของคุณดังตฤณ นี่ จัดว่าเป็นของจริง เพราะหนังสือเกี่ยวกับหลักธรรมสมัยนี้ย
ออกมาเยอะ ทั้งคนรู้จริงบ้างไม่รู้จริงบ้างเขียนขึ้นมา เลือกที่จะเชื่อได้ยาก แต่ผมแนะนำหนังสือของคุณดังตฤณนี่แหละ
เห็นด้วยค่ะ ที่บ้านมีอยู่หลายเล่ม ซื้อให้คุณย่าอ่าน :46:
(ประจบไว้แบ่งมรดก)
เป็นโฆษณาที่ฉุ่มฉ่ำจริงครับ พี่แอ๊ะ + :33:
Quote from: เอ : ปิยะ on 26 May 2007, 10:30 น.
ช่วยจักรีขยายาความนะครับ
เปิดหนังสือซิ แล้วอนุโมทนาบุญ ภาพการถวายสังฆทานพระกว่าสองหมื่นสี่พันห้าร้อยหกสิบเจ็ดรูป
แค่เห็นก็ปลื้มแล้วครับ :25:
มันต่างกับการที่เรารู้ว่าเออ วัดนั้นทอดกฐินไปเที่ยวงานซักหน่อย แล้วรู้สึกระลึกได้เองว่า เออแหะ ทำนุบำรุงพุทธศาสนาดีจัง :22:
ดูที่เจตนาชี้นำ และคำโฆษณาครับ ว่างๆ ลองหาหนังสือที่เกี่ยวกับ จิตวิทยาชุมชน การตลาดเบื้องต้น อุปทานเทียม อ่านเล่นดูนะครับ จะได้มีมุมมองแบบทางโลกกับธรรมกายบ้างครับ :43:
ผมเห็น ที่ เอ พิมพ์แล้ว เหมือนกับ เราถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวเก็บไว้ดู หลายๆอัลบัม ....... พอใจสบายอยากระลึกนึกถึงภาพเก่าๆ ที่ประทับใจ ตอนไปเที่ยวที่นั่นที่โน้น ก็เอามาดู ครับ
เสบียงบุญ ผมว่า ก็เปรียบได้กับ อัลบัมรูปถ่ายประทับใจ ได้มั้ยครับ
เอเปรียบเป็นสมุดบัญขีธนาคารได้มั้ยครับ แค่เปิดก็ปลื้มไปกับยอดรวมของเราที่มีอยู่ในปัจจุบัน ปลื้มจริงๆ :43:
เพราะอัลบั้มรูปของเอ ไม่มีเขียนไว้ว่า
"อัลบั้มรูปของเอแค่เปิดก็ชื่นใจ ในอดีตที่เคยทำมาจริงๆ" :42:
ไม่มีอะไรจะยืนยันได้ว่า ถ้าเปิดดูอัลบั้มเก่า แล้วเราจะชื่นใจนินา
พี่อร ผมได้คำตอบแล้วครับ เรื่องน้ำอัมฤทธิ์
ตกลงว่ามีครับ แต่ไม่ได้เรียกว่าน้ำอัมฤทธิ์
เป็นน้ำที่แจกให้สาธุชนที่มาร่วมงาน สร้างสระน้ำ สำหรับล้อมรอบมหาวิหารที่ประดิษฐานพระมงคลเทพมุนีที่ทำด้วยทองคำครับ
เอาไว้ระลึกนึกถึงบุญครับ
และก็ที่วัดไม่ได้เรียกว่า น้ำอัมฤทธิ์ครับ ที่วัดเรียกว่า น้ำมนต์ แต่ทำไมมันกลายเป็นน้ำอัมฤทธิ์ไปได้ยังไงอ่ะ :05: มิน่า ผมกับนายชาร์ปจึงไม่รู้จัก (ตอนที่เค้าแจกน้ำนั้น ผมยังไม่เข้าวัดเลยครับ)
โอเคค่ะ แล้วสระน้ำ สำหรับล้อมรอบมหาวิหารที่ประดิษฐานพระมงคลเทพมุนีที่ทำด้วยทองคำสร้างเมื่อไหร่เหรอคะ เออ นานแล้วซินะ
ว่าแต่ว่า ชั้นชื่อจอยว้อยยยยย :07:
เรียกอร ๆ เดี๋ยวพชรอรก็มาหรอก {หมีโหด}
Quote from: เอ : ปิยะ on 26 May 2007, 14:39 น.
เอเปรียบเป็นสมุดบัญขีธนาคารได้มั้ยครับ แค่เปิดก็ปลื้มไปกับยอดรวมของเราที่มีอยู่ในปัจจุบัน ปลื้มจริงๆ :43:
เพราะอัลบั้มรูปของเอ ไม่มีเขียนไว้ว่า
"อัลบั้มรูปของเอแค่เปิดก็ชื่นใจ ในอดีตที่เคยทำมาจริงๆ" :42:
ไม่มีอะไรจะยืนยันได้ว่า ถ้าเปิดดูอัลบั้มเก่า แล้วเราจะชื่นใจนินา
แต่เสบียงบุญ เป็นภาพที่เราได้ทำความดี .... เวลาคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเปิดดูภาพ ก็ปลื้มครับ
เอ ไม่ปลื้มเหรอครับ
แค่ผม เปิดดูภาพที่ผมไปเที่ยวกับครอบครัว ที่ทะเล อะไรทำนองเนี้ย
แค่เห็นภาพเก่าๆ ก็สบายใจ มีความสุขแล้วครับ
แต่หนังสือเสบียงบุญ เป็นภาพบุญล้วนๆ แค่นั้นแหล่ะครับ
อ๋อครับ พี่จอย ..
แถวๆ 40-41 ครับ
อายุเหรอ 40-41 แก่จัง :21:
เค้าทำกันตอนแตงโมอายุ 40 - 41 แล้วตอนนี้เท่าไหร่ :09:
เข้ามาปั่นให้ถึงหน้า 100 ครับ :22:
ช่วยๆ กันคนละปั่นสองปั่นครับ เราจะได้มีจู๋ที่อยู่ถึง 100 หน้าขึ้นไป
เอาไว้ให้ใครที่อยากรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอ่านกันที่นี่ที่เดียวเลย
มันน่าประทับใจมากๆ เลยนะ
ช่วยปั่นให้ถึงหน้า 100 :25:
อ๊ะ แล้วลูกแก้วตกลงคืออะไรคะ :09:
:30: ตอนปี 40 - 41 ครับ ไม่ใช่อายุผม ตอนนี้ผมอายุ 25 ครับ :39:
เรื่องการสร้างวัด สร้างศาสนสถาน ผมอยากให้ลองมองอีกแง่มุมนึงน่ะครับ
วัด คือ โรงเรียนสอนศีลธรรม สอนหลักในการดำเนินชีวิตให้กับคนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัย
แล้วการเชิญชวน คนมาช่วยกันสร้างศาสนสถานนี่ผิดด้วยเหรอครับ แม้อาจจะดูว่าปริมาณเงินมันมหาศาลขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าทุกบาท ทุกสตางค์ที่ผมได้ทำบุญไปคุ้มครับ
ผมว่ายังดีกว่า สิ่งมหัศจรรย์หลายๆสิ่งในโลกนี้อีกครับ (ไม่ใช่บอกว่าไร้สาระนะครับ)
อย่างเช่น ทัชมาฮาล เป็นสถานที่ที่สวยงาม แต่สร้างขึ้นเพื่อบูชาความรักที่มีต่อมเหสีของตน
พีระมิด สิ่งก่อสร้างอันน่าอัศจรรย์ กว่าจะสร้างได้สำเร็จ คนตายไม่รู้เท่าไหร่ ต่อเท่าไหร่
หรือข่าในปัจจุบัน
สหรัฐ ใช้เงินไปกับ สงครามอีรัก อนุมัติเงินกว่า 1แสนเหรียญสหรัฐ เพื่อคิดว่าเป็นการสร้างสันติสุข ในแนวทางของตน
หรือแม้กระทั่งเรื่องใกล้ตัว ปัจจุบันบริษัทผลิตสุรา บุหรี่ สิ่งมอมเมา ได้กำไร จากการที่คนไปลุ่มหลงเสพสิ่งเหล่านี้ ไปเท่าไหร่
ผมว่ามูลค่าการสร้างวัด นี่เทียบไม่ติดฝุ่นเลยครับ
ที่ผมเข้าวัดมา ก็เห็นสอนให้คน เลิกทำชั่ว ให้หันมาทำทาน รักษาศีล ฟังธรรม กตัญญูพ่อแม่ นั่งสมาธิภาวนา ครับ
ก็เห็นสอนในแต่สิ่งดีๆ ครับ
สิ่งที่พวกนายสงสัย ผมก็ตอบไปตามสิ่งที่ผมเห็นมาน่ะครับ :33:
เจิมครับ เลขสวยดี :22:
Quote from: แตงโม อภิชาติ on 26 May 2007, 14:49 น.
แต่เสบียงบุญ เป็นภาพที่เราได้ทำความดี .... เวลาคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเปิดดูภาพ ก็ปลื้มครับ
เอ ไม่ปลื้มเหรอครับ
แค่ผม เปิดดูภาพที่ผมไปเที่ยวกับครอบครัว ที่ทะเล อะไรทำนองเนี้ย
แค่เห็นภาพเก่าๆ ก็สบายใจ มีความสุขแล้วครับ
แต่หนังสือเสบียงบุญ เป็นภาพบุญล้วนๆ แค่นั้นแหล่ะครับ
เพราะมันเป็นแค่ภาพครับ บุญก็เป็นแค่บุญ :22:
แล้วตอนนี้ก็เริ่มออกสตาร์ทใหม่อีกครั้งที่ ชวนคนมาทำดี ผิดตรงไหน :42:
ส่วนเรื่องลูกแก้ว ที่วัดเรียกว่า ดวงแก้วครับ
สำหรับใช้เป็น นิมิต ไว้ตรึกเวลาทำสมาธิครับ
41+25 = 66 อืม เลขดี ๆ
ตรึกคืออะไรคะ :09:
เชิญคนทำดีผิดตรงไหนนี่เป็นคำถามที่น่าคิดมาก :22:
ชวนคนทำดีแบบไหน :43:
ก็ สุดคุ้มไง มาซิมาทำกัน
พอพูดว่าสุดคุ้ม จะว่าไปมันนึกถึงตอนห้างสรรพสินค้าโฆษณาลดราคาสินค้า ยังไงไม่รู้ :08:
แล้ว เปิดปุ๊บได้บุญปั๊บ อะ :25:
ก็ชวนคนทำบุญไงเอ ผิดด้วยเหรอ :07:
เข้ามาดูหน้าที่ 100 :25:
ขออยู่ในหน้าที่ 100 ด้วยคน :25:
คำถามค่ะ
คือน้องชายจอยบวช แล้วจอยต้องเรียกน้องว่ายังไงคะ ทุกวันนี้เรียกพระเฉย ๆ :42:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 26 May 2007, 15:12 น.
ช่วยปั่นให้ถึงหน้า 100 :25:
อ๊ะ แล้วลูกแก้วตกลงคืออะไรคะ :09:
พี่จอย ลงสังเกตตัวเองนะครับ
ว่าทุกวันนี้ใจของเรานี้
คิดตลอดเวลา เดี๋ยวคิดเรื่องโน้น เดี๋ยวคิดเรื่องนี้ ไม่เคยหยุดเลยครับ
เวลาใจคิดตลอดต่อเนื่องนี่เหนื่อนะครับ เหมือนเราถือแก้วน้ำไว้นานๆ ไม่เคยวางแก้วน้ำเลยซักที (เมื่อยครับ)
การทำสมาธิ ก็คือการนำใจกลับมาวางไว้ ณ ที่ตั้งดั้งเดิมของใจ คือที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อยู่เหนือสะดืดขึ้นมา 2 นิ้วมือ หรือทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า จุด CG (center of gravity) (ไม่รู้พิมพ์ถูกหรือเปล่า) เป็นจุดสมดุลของร่างกายครับ
ดังนั้น การทำสมาธิ คือวางใจนิ่งๆ ไม่ให้ใจไปคิดอะไร ให้ใจหยุดนิ่งเฉยๆ ครับ
แต่ทีนี้ ด้วยความที่เราไม่ได้ฝึกใจมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เวลาทำสมาธิใจจะฟุ้งซ่านมีเรื่องต่างๆที่เราเคยประสบมาเข้ามาในความคิดเราไปหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี นิมิต คือสิ่งที่เกาะของใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ให้ใจซัดซ่ายไปไหน
ดังนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี จึงกำหนดนิมิตเป็น ดวงแก้วกลมใส ครับ (แต่ที่จริงนิมิตจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเรานึกแล้วใจไม่ฟุ้งซ่านครับ)
เมื่อเราฝึกสมาธิเป็นประจำ จะทำให้ใจเราเย็นขึ้น (เพราะใจเราอยู่กับตัว ไม่แล่นไปเกาะกับสิ่งเร้าที่มากระทบภายนอก ด้วยความโลภ โกรธ หลง) ใจเราจะเป็นระบบระเบียบ จะคิดแก้ปัญหาสิ่งใดก็ดีขึ้น (เหมือนเราแก้ขดเชือก ถ้าเราแก้โดยใช้มือแกะมั่วๆ ปมมันจะยิ่งขดแน่นขึ้น แต่ถ้าเราทำใจนิ่งๆ ค่อยๆแก้ปมทีนะขดทีละขด ไม่ช้าขดเชือกก็หมดไปครับ) ใจของเราจะมีพลัง (เปรียบได้กับดวงอาทิตย์ปกติก็ร้อนอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าเราใช้เลนส์รวมแสงอาทิตย์ไว้เป็นจุดเดียว (ทำสมาธิ) วางไว้นิ่งๆ ไม่ช้าแสงแดดก็สามารถเผาไหม้ใบไม้ได้ เป็นต้นครับ)
ประโยชน์ของสมาธินี้มีมากมายครับ
แต่เราฝึกสมาธิแล้วไม่ใช่ไปเทียบกับคนอื่นนะครับว่า เราฝึกสมาธิเป็นประจำเลย แต่คนโน้นเค้าไม่ได้ฝึกสมาธิ แต่ทำไมเค้าเรียนเก่งกว่าเรา เค้าทำอะไรต่างๆดูดีกว่าเรา ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
ขอสมมติเป็นตัวเลขนะครับ (เพราะทำมือให้เห็นภาพไม่ได้) (อย่าคิดมากนะครับ)
สมมติ นาย A มีระดับ สมาธิ 8 (เพราะพื้นฐานใจดี)
นาย B มีระดับ สมาธิ 5 ..... พอนาย B ฝึกสมาธิมากๆเข้า ทำให้มีสมาธิเพิ่มขึ้น เป็น 7
ถามว่า สมาธิของนาย B เพิ่มขึ้นมั้ย ... ตอบ เพิ่มครับ แต่ก็ยังน้อยกว่า นาย A เป็นต้นครับ
สมาธิเป็นสิ่งที่ดีครับ อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาฝึกสมาธิกันทุกวันเลยนะครับ
เดี๋ยวนี้ ผรั่งหลายๆคนก็หันมาฝึกสมาธิกันเพิ่มมากขึ้นครับ
แต่ก็มีเรื่องขำๆ มาเล่าครับ (เป็นเรื่องที่ผมได้ยินมานะครับ)
คือได้ยินว่ามีพระอาจารย์ที่วัดไปสอนสมาธิที่ต่างประเทศ ตอนแรกสอนฟรี .... ก็ปรากฏว่า ไม่ค่อยได้รับความสนใจครับ ท่านก็กลับมาทบทวน แล้วเปิดใหม่ ทีนี้คิดสตางค์เป็นคอร์ส .. สรุปว่ามีฝรั่งหลายท่านสนใจครับ (แปลกดีครับ ของฟรีฝรั่งคงคิดว่าไม่ดีมั่งครับ)
ผมได้ยินเรื่องนั้นก็มาคิดว่า คนไทยโชคดีครับ ที่มีที่สอนสมาธิ เต็มประเทศไปหมดเลยครับ (แต่ทำไมคนไทยไม่ค่อยสนใจกันซักเท่าไหร่เลยครับ)
Quote from: psyfer_อรชุมา on 26 May 2007, 16:00 น.
คำถามค่ะ
คือน้องชายจอยบวช แล้วจอยต้องเรียกน้องว่ายังไงคะ ทุกวันนี้เรียกพระเฉย ๆ :42:
พี่จอยลองถาม ท่านดูสิครับ ว่าพี่จอยต้องเรียกท่านยังไง
แต่ผมว่าที่เรียกว่า พระเฉยๆ ก็ได้นะครับ
อืมม พอจะเข้าใจแล้วค่ะเรื่องสมาธิ :22:
:22: ขี้เกียจพิมพ์ครับ เปิดหน้าแรกๆอ่านก็จะรู้ครับ
นิมิตร คือ จินตนาการ
สมาธิคือการ ที่จิตอยุ่ในสภาวะอารมณ์เดียว..
นึกถึงคนที่ทำสามาธิ ก็ทำไห้นึกถึงข่าวนี้
http://news.sanook.com/crime/crime_137285.php
ผมไม่สงเสริมให้ใครทำสมาธิ เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่เจริญสติ พิจารณาทุกสิ่งตามความเป็นจริง ....
ที่ไปเพ่งดวงแก้วก็จัดว่าเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง
เหมือนการเพ่งกสิณ
วิธีนี้มันมีอายตนะภายนอกเป็นเครื่องบังคับจิต
ทำให้ใจนิ่งได้ง่ายและเร็วขึ้น
แต่วิธีนี้จะทำให้คนหลงได้ง่าย เพราะมันจะเกิด "นิมิตติดตา"
พาลให้คนเห็นไปหลงยึดตึดมัน
แล้วก็ดักดานกับสมาธิอยู่อย่างนั้น
ไม่เจริญวิปัสสนาภาวนาต่อ
นิมิต นับเป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง....
-----------------------
เรื่องสมาธินี่
ใครจะำหนดเอาอะไรเป็นอารมณ์ก็ได้ครับ
แต่ที่นิยมกันคือให้ภาวนาหายใจ "พุทธ" เข้า "โธ" ออก
เพื่อให้ได้พุทธานุสสติแถมไปอีกทางหนึ่งด้วย...
แต่บางท่านนิยมภาวนา หายใจ "พ่อ" เอา เข้า "แม่" เอาออก
เพราะถือคติกตัญญูเป็นที่ตั้ง
:12:
ผมว่าสมาธิเป็นของสากลครับ
ชอบทำสมาธิแบบไหนก็ปฏิบัติไปเถอะครับ ตามแต่จริตของตน
แม้แต่คนต่างศาสนายังทำสมาธิได้เลยครับ
ตัวอย่างเช่น คนที่นับถือพระเยซู เวลา ทำสมาธิก็นั่งนึกถึงไม้กางเขน หรือพระเยซูเป็นอารมณ์
หรือคนที่นับถือพระอัลเลาะห์ เวลาทำสมาธิก็นึกถึงพระจันทร์เสี้ยว ภาวนาว่าอัลเลาะห์ ๆ
ก็มืหลายคนปฏิบัติแบบนี้อยู่ครับ :33:
ใช่ครับเป็นของสากล เพราะอวิชชา มนต์ดำ ต่างก็ คือ สมาธิ ครับ :12:
แต่พุทธเจ้า บอกอย่างที่เณรธี บอก ครับ ไม่ใช่สมาธิสากล เพราะคำว่าสมาธิ มีมาก่อน สมัยพุทธกาล ครับ ฤษี ชีไพร ล้วน ฝึกสมาธิเป็นฐาน มาก่อนทั้งนัน
นั่นแปลว่า สมาธิ มีทั้งเวอร์ชั่นสัมมาฯ ทั้งมิจฉาฯ ใช่ไหมครับ
เยส เซอร์
ถูกต้องครับ
มิจฉาสมาธิ ก็ประเภท นั่งเล่นไพ่ได้เป็นวันๆ โดยไม่ลุก , หรืออย่างในหนังเวลาที่ฆาตกรดักซุ่มยิง เวลาที่เค้าซ่องปืน ใจตอนนั้นเป็นมิจฉาสมาธิครับ
ดังนั้น ฐาน ที่เรียกว่าสมาธิ ต่อยอดไปได้ทั้งดีและไม่ดี แต่พุทธองค์เน้นให้ปฏิบัติสมาธิไปในทางที่ดี จึงจำเป็นที่จะต้องเอาสมาธิที่เรียกว่าสมถะ มารวมกับวิปัสสนา เรียกรวมว่ากรรมฐาน...
เป็นสมาธิที่จะต้องใช้สติพิจารณาตามความเป็นจริง ก่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้มองเห็น ไตรลักษณ์ เห็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่อง ธรรมดา ....
ถ้าฝึก สมาธิโดยไม่ต่อวิปัสสนา ก็ไม่แตกต่าง กับการฝึกสมาธิสมัยก่อนพุทธกาล ของ ฤษีชีไพร ที่ อาจ มีทั้ง ดี และไม่ดี ได้
มีอะไรหนุกๆ มาให้อ่านครับ
http://www.life-alonguniversity.com/buddhabirthplace/
เปิดเผยเรื่องจริงช็อกโลก! พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย!!
ตูไปเจอมาจากเว็บบิต เป็นเอกสารหนาหลายหน้า
สนุกดีเลยไปหามาอ่านเพิ่มอีก
แต่พออ่านถึงช่วงที่บอกเรื่องภาษาบาลีเท่านั้นแหละ
ในรายงานบอกว่าคนก่อตั้งโรงเรียนแห่งนึงในเพชรบุรีคือหมอบรัดเล ..
ซึ่งโรงเรียนนั้นเป็นโรงเรียนสมัยประถมของตูเอง แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะหมอบรัดเลด้วย {หมีโหด}
(แหม ถ้าเกี่ยวก็คงดีสิ เพราะตาบรัดเลแกเป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้ประเทศไทยมีฟอนต์)
Quoteแม้แต่คำว่า "ของลับ" ที่ใช้กันในภาษาไทยและลาว ก็เป็นภาษาบาลี คือ "คุยห" ที่มีการแผลงสระอุ เป็น ว (ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน "ห" เสียงหายไป คำที่ใช้กันทั่วไปก็ไม่น่าเชื่อว่า เป็นภาษาบาลี คือ ขะมักขะเม้น รีบ (รีปโคจร) ฆ่า (ฆาต) ตน ฯลฯ แม้แต่คำว่า "อิสาน" ก็เป็นภาษาบาลี แปลว่า ตะวันออกเฉียงเหนือ แม้แต่ของผู้หญิงก็เป็นภาษาบาลี คือคำว่า "หีนะ" ที่แปลว่า ต่ำ เป็นหากภาษาบาลีมาจากอินเดีย เป็นไปได้อย่างไรที่ชาวไทยจะไม่มีคำเรียกอวัยวะเพศต้องรอไปยืมคำแขกมาใช้ แม้แต่คำว่า "รส" (เปรี้ยว เค็ม หวาน ฯลฯ) เราก็ใช้คำภาษาบาลี และไม่มีคำที่ใช้เป็นของเราเอง
เหมือนเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว
ตอนแรกเหคุผลเข้าท่ามากเลย
เกิดอาการคล้อยตาม
แต่พออ่านๆไป เริ่มออกทะเลอะ
(ตอนนั้นมันนานมาแล้ว ตอนนี้เค้าอาจจะมีเหตุผลที่ดีมากขึ้นอีกก็ได้)
ว่าแต่ ถ้าเกิดที่ไทยจริง ที่การบินไทยจัดทำการบริจาคไมล์เพื่อให้พระ
ได้ไปแสวงบุญที่อินเดียจะทำไง :42:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 26 May 2007, 11:52 น.
มันเป็นความเชื่อค่ะ
คนเราลองว่าเชื่อแล้ว มันก็ยากที่คนอื่นจะเอาเหตุผลหรืออะไรก็ตามไปคัดค้าน
หรือ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่คุณเชื่ออยู่มันผิดนะ มันไม่ถูกนะ
โดยส่วนตัวยอมรับเลยค่ะว่าอคติธรรมกาย ไม่ใช่เพราะอ่านสื่อ แต่เป็นเพราะเจอกับตนเอง
ตั้งแต่สมัยเรียนมอ. รู้จักบางคนที่อยู่ชมรมพระพุทธศาสนา (เป็นธรรมกายซะส่วนใหญ่)
เอาลูกแก้วมาให้แขวนแล้วบอกเป็นเครื่องรางแขวนแล้วจะดี
เอาน้ำอัมฤทธิ์ (เป็นน้ำใส ๆ ในขวดเล็ก ๆ กลมๆ) แล้วบอกว่าเป็นน้ำอัมฤทธิ์ มีสรรพคุณอย่างโน้นอย่างนี้
ใจมันมองแล้วค้านเต็มที่ ช่วงหนึ่งมองธรรมกายเป็นลัทธิไปเลย
(บางอย่างที่เจอมาขอไม่พิมพ์ค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันสะเทือนใครหลายคน)
อ่านกระจู๋นี้ก็พยายามใช้ใจให้เป็นธรรมที่สุด ฟังเหตุผลของชาร์ปและแตงโม ก็เข้าใจแนวคิดของธรรมกายมากขึ้น แม้ จะมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย
สุดท้ายก็สรุปได้ว่า มันคือความเชื่อและ เราเชื่อไม่เหมือนกันค่ะ :42:
(พิมพ์มาอย่างนี้ไม่รู้จะมีใครไม่พอใจหรือเปล่าแต่นี่คือความคิดเห็นของจอยค่ะ :46:)
ก่อนนี้ก็ อคติวัดนี้ไปแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเภทหัวชนฝา ไม่ฟังอะไรเลย เหมือนกันค่ะ
Quote from: เอ : ปิยะ on 26 May 2007, 12:01 น.
:42: น้ำอัมฤทธิ์
ธรรมกายไม่ได้ทำนะครับ :43:
Quote from: psyfer_อรชุมา on 26 May 2007, 12:09 น.
ใครทำนี่ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ :42:
รู้แต่ว่าคนที่เอาจานดาวเทียมมาขายให้คุณยายติด เป็นคนเอามาขายค่ะ
ส่วนชื่อน้ำเนี่ย ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้ก็คือช่วงนี้คุณยายเข้าโรงพยาบาล
แล้วพี่เลี้ยงบอกว่า คุณยายเอาอะไรก็ไม่รู้ไปหยดใส่น้ำดื่ม คนจากวัดธรรมกายเอามาให้
ก็เลยไปค้นๆดู กลับไปเจอ ขวดประมาณยาหยอดตา แต่มี อย. แปะอยู่ด้านนอก
แล้วชื่อน้ำเนี่ยไปรู้มาจากรุ่นพี่หลังจากที่ไปคุยๆแล้วเค้าก็บอกว่า ป้าเค้าก็ซื้อมาเหมือนกัน
เขาบอกว่าเป็นน้ำมนต์ นะครับ
แล้วสรรพคุณ เพื่ออะไร รุ้มั้ยครับ.........
แต่ถ้าเป็นน้ำมนต์คงเพื่อสิริมงคลอย่างเดียวมั้งครับ....
แต่ถ้าบอกว่ารักษาอันนู้นอันนี้ ก็ฟันธงไปได้เลยว่าหลอกลวง....
แต่น้ำมนต์ ถ้าขาย เนี่ย ไม่สมควรนะครับ.......
อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยนะครับ
ถ้า ธรรมกายทำจริงๆ
ก็เหมือนกับวัดอื่นทั่วประเทศไทยที่เอาจตุคามมาปั๊มขายหาตังค์กันเกลื่อนกลาดนั่นแหละครับ :42:
ดังนั้นจะว่าธรรมกายอย่างเดียวก็ไม่ถูกนะ เพราะพุทธตุ๋นพุทธแบบอื่นๆ ทั้งตะกรุดเอย ปลัดเอย มีอีกเพียบ :42:
เป็น 1 ในพุทธตุ๋น :42:
ผมก็ว่าทุกวัดที่ทำแบบนี้แหละครับ ถึงจะมีเจตนาดีก็เหอะ เพราะผมไม่ได้ตำหนิเจตนาแต่ผมตำหนิวิธีการ
Quote from: มิ้ม ~ ชนม์พิสาข์ on 27 May 2007, 23:04 น.
ก่อนนี้ก็ อคติวัดนี้ไปแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเภทหัวชนฝา ไม่ฟังอะไรเลย เหมือนกันค่ะ
รู้แต่ว่าคนที่เอาจานดาวเทียมมาขายให้คุณยายติด เป็นคนเอามาขายค่ะ
ส่วนชื่อน้ำเนี่ย ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้ก็คือช่วงนี้คุณยายเข้าโรงพยาบาล
แล้วพี่เลี้ยงบอกว่า คุณยายเอาอะไรก็ไม่รู้ไปหยดใส่น้ำดื่ม คนจากวัดธรรมกายเอามาให้
ก็เลยไปค้นๆดู กลับไปเจอ ขวดประมาณยาหยอดตา แต่มี อย. แปะอยู่ด้านนอก
แล้วชื่อน้ำเนี่ยไปรู้มาจากรุ่นพี่หลังจากที่ไปคุยๆแล้วเค้าก็บอกว่า ป้าเค้าก็ซื้อมาเหมือนกัน
อ่านๆดู เรื่องน้ำมนต์ ฟันธงได้แล้วว่า มั่วแน่นอนครับ น่า่จะเป็นคนที่แอบอ้างว่าเป็นคนจากวัดพระธรรมกายแน่นอนครับ
เลิกติดต่อ ยุ่งเกี่ยวกับคนกลุ่มที่นำ น้ำมนต์ มาขายได้เลยครับ ส่วนน้ำมนต์เอาไปทิ้งได้เลยครับ :42:
เรื่องดาวเทียมที่ของวัดแน่นอนครับมันจะเสียเงินเฉพาะค่าอุปกรณ์เท่านั้น ไม่มีการเก็บรายเดือน
ผมขอถามนิดสิครับ
1.คนที่เอาจานมาให้นี้ชุดเดียวกับน้ำมนค์มั้ยครับ
2.คนมาบอกราคาเท่าไร
ถ้าราคาไม่ตรงกันกับราคาปกติก็ ฟันธงได้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็น มิจฉาชีพ ครับ
แนะนำเพิ่มเติมครับ เดี๋ยวนี้ DMC หาดูจากเคเบิลทีวีท้องถิ่นได้แล้วครับไม่ต้องติดจานดาวเทียม
/////
แนะนำลองหา DMC หรือไปดูผ่านเน็ตที่ www.dmc.tv ูอ่ะครับ นั่งดูไปสักเดือน 2เดือน จะมองเห็นภาพ งาน วิธีการ และ ผลลัพธ์ เพิ่มขึ้นเยอะครับ ถ้ายังไม่อยากมาวัด
รายการฝันในฝันของหลวงพ่อธัมมะ 19.30 - 21.30น. วันจันทร์-วันเสาร์
งานวันอาทิตย์ปกติ ก็ วันอาทิตย์ 9.30-18.30
แต่ถ้ามาวัดด้วยก็จะยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้นครับ :12: (โทรบอกด้วยนะ เด๋วนำเที่ยวให้) :43:
รู้สึกว่าตอบแก้ไขข้อกล่าวหาต่างไป ก็คงไม่เชื่ออยู่ดี ก็ความคิดเห็นส่วนตัวอ่ะเนอะ
ที่บ้านก็ใช้บริการดาวธรรมเหมือนกัน เวลาอยู่บ้านไม่ค่อยได้ไปไหน ดูแต่ DMC แต่เรื่องไปวัดช่วงนี้งานเยอะมากไม่ค่อยมีเวลาไป จะไปช่วงที่มีกิจกรรมพิเศษเท่สั้น เช่นไปเป็นล่ามอาสาสมัครดูแลชาวต่างชาติที่มาทำบุญที่วัด :46:
อนุโมทนาบุญสาธุ ครับ :46:
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000076059
ยึดหลักเสรีภาพ-เท่าเทียม ส.ส.ร.ไม่บรรจุ "พุทธศาสนาประจำชาติ"
:46: :12:
//เพิ่มๆ
http://www.boringdays.net/constitution-and-buddhism/
มีกล่าวถึงวิธีคิดวิธีเถียงกันอีกนิดหน่อยมาให้ดูด้วยครับ
ตอนแรกจะอ่านลิ้งแรก
ไปอ่านลิ้งสองจบลิ้งแรกแทบไม่ต้องอ่านเลย :42:
ผมเซ็งอภิปรายเมื่อเช้า แล้วเซ็งคนพูด จริงๆ :08:
ดีแล้วที่ผลออกมาอย่างงี้ สลด คนที่บอกว่าตัวเองเป็นพุทธ แล้วไปร้องเย้วๆ คว่ำบาตร ที่เขาไม่ยอมเอาขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ
ศาสนาพุทธเขาสอนให้คุณยึดติดเหรอ ?? ฮู้ววววว
แล้ว ที่ทำนี่ ต้องการอะไรกันแน่ บ้านเมืองกำลังระส่ำระสายยกเอาเรื่องพวกนี้มาเป็นประเด็น นี่ ยิ่งน่าไม่ไว้วางใจ
อุเบกขา :46:
. อ้อไม่มีอะไร
ไปเจอบทความมา ทีแรกตั้งใจจะเก็บไว้อ่านเฉยๆ ... เห็นเข้าบรรยากาศ ขออนุญาตินามาโพสนะครับ
ถึงพระคุณเจ้า
ถึงวันนี้แล้วก็คงต้องปล่อยวางแล้วละ ทำใจเถอะ รู้สึกว่ายากมาก ยากเหลือเกิน ที่จะบรรลุเป้าหมาย จากสภาพแวดล้อม
ไม่เข้าข้างเราเลย แม้แต่ชาวพุทธเอง ก็ยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแผนทำให้คนพุทธเกลียดพุทธรู้สึกว่า ได้ผลเกินคาดและเร็วกว่าที่ตั้งไว้เวลาพุทธด่าพุทธด้วยถ้อยคำหยาบคายไม่เป็นไร ไม่มีใครแจ้งลบเวลาพาดพิงศาสนาอื่น ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ กลับโดนลบหาว่าสร้างความแตกแยก พระผู้เป็นเจ้าเข้าข้างเขาจริงๆจริงๆ แล้วหน้าที่ของพระมีสองอย่าง คือ คันถะธุระและวิปัสสนาธุระก็จริง แต่นั่นเป็นประโยชน์ส่วนตัวของพระ การที่พระออกมาเรียกร้องเป็นประโยชน์ส่วนรวมของศาสนา และเป็นความชอบธรรมถ้าพระไม่ออกมาเรียกร้อง แล้วใครละจะเรียกร้อง ตอนนี้ยังมองไม่เห็นพระพุทธศาสนาให้แต่ความร่มเย็น ของดีอยู่ที่ไหนก็มีแต่มงคลพวกกิเลสหนาปัญญาหยาบคิดว่าเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะไม่เข้าใจ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก กฎหมายลูกและ พ.ร.บ. ต่างๆ ของรัฐธรรมนูญที่จะออกมาในอนาคต จะได้เอื้อและสอดคล้องกับการดูแลพระกว่าสามแสนรูป วัดอีกกว่า สามหมื่นแห่งทั่วประเทศ ทั้งมีกรอบให้เยาวชนประพฤติปฏิบัติในการศึกษาเล่าเรียนอย่ามองข้ามหัวใจของคนไทยการที่พระคุณเจ้าท่านพยายามอาจจะ ไม่สำเร็จ เพราะคนพุทธเขาไม่ยอมรับ รู้ไหม เขาด่าท่านกันทั่วโลกแล้ว และเมื่อเขาด่าพระ ผมก็เสียใจ
ไม่เอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ไม่เอาสิ ทำไมต้องด่าด้วยหรือพวกเขาต้องการให้ตัวเองดูดีขึ้น เมื่อได้ด่าผู้อื่น
เขาบอกว่ามีแต่ผลเสียไม่มีอะไรดีขึ้น ต่างอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสนับสนุนคำพูดตน แสดงความเห็นประหนึ่งว่า เป็นผู้หนักในธรรมหรือเสนอความเห็นอย่างผู้บรรลุแล้วผมทราบดี ในปัจจุบันนี้เราจะรักษาศาสนาไว้ได้ต้องว่ากันด้วยกฎหมายเท่านั้นมีกฎหมายเป็นเครื่องมือ ศาสนาอื่นเขามีศรัทธาตั้งมั่นในศาสนาเขามากกว่าคนพุทธเป็น 100 เท่า เขายอมตายเพื่อศาสนาของเขาได้ ถึงตระนั้นก็ยังเล่นกันทางกฎหมายพุทธศาสนาไม่มีกฎหมายแม้สักฉบับเดียวในลักษณะเดียวกันนั้น เป็นศาสนาเถื่อนไม่มีกฎหมายรับรอง จนเขาเอาเรื่องนี้ไปเขียนอย่างน่าเจ็บปวดว่า "เป็นการพิสูจน์แล้วว่า พุทธศาสนาไม่สามารถเป็นทางรอดของคนไทยได้จริง คนไทยส่วนใหญ่จึงปฏิเสธไม่ยอมรับโดยเด็ดขาดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"คนพุทธเองมีเหตุผลเป็นร้อยเป็นพันว่า ไม่ควรตราเอาไว้แต่ในฐานะคนพุทธ เขาไม่มีสักเหตุผลเดียวที่เห็นว่าควรตราเขามีพระราชบัญญัติชื่อว่า "พระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม"ยกตัวอย่าง "มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้..."(จะเห็นได้ว่า ม.ท. 1 มักเป็นอิสลาม) เขาเล่นกันด้วยกฎหมาย คือ มาตรานี้เป็นการปูพื้นฐานอำนาจเบื้องต้นไวก่อน โดยอาศัยเจ้ากระทรวงหลัก2 กระทรวงเพราะมาตราต่อๆ ไปเขาจะระบุว่าเจ้ากระทรวงนี้จะเอื้อประโยชน์อะไรได้บ้างพระราชบัญญัติ "มาตรา 13 ให้มีมัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล.....ให้มัสยิดตามวรรคหนึ่งได้รับเงินอุดหนุนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา"นี่ไม่ใช่โจมตีหรือสร้างความแตกแยก แต่กฎหมายในลักษณะนี้
ของพุทธไม่มีเลย เป็นศาสนาเถื่อน กฎหมายไม่รับรอง เป็นความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อถือกันเฉยๆ มีสถานะเหมือน กับจอมปลวก เท่านั้น
พระราชบัญญัติ "มาตรา 11 ในจังหวัดใดที่มีมุสลิมจำนวนมากพอสมควรกระทรวงศึกษาธิการอาจจัดตั้ง "อิสลามวิทยาลัย" ขึ้น เพื่อให้การศึกษาและอบรมวิชาการศาสนา วิชาการทั่วไปและวิชาชีพ" เขียนรองรับเอาไว้รุ่นลูก
รุ่นหลาน นับว่ามีวิสัยทัศน์ที่ดี ผิดกับคนพุทธที่มองแค่เพียงช่วง 3 เดือนพระราชบัญญัติ "มาตรา 18 กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปีและอาจได้รับการแต่งตั้งได้อีก" มาตรานี้มีขึ้นเพื่อยกระดับฐานะคณะกรรมการกลางฯเพราะการเป็นนั้น เป็นโดยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรรมการแต่ละท่านมีฐานะและศักดิ์ศรีเท่ากับรัฐมนตรี สำหรับพระพุทธศาสนามีแต่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์เดียวที่ทรงโปรดเกล้าฯ
ฉะนั้น ขอให้พระคุณเจ้า ทำใจเถอะ พวกท่านไม่ทันเขาหรอกไม่มีคนพุทธที่ไหนเขาเห็นด้วยกับท่านหรอก เขาจะทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำไป ปัจจุบันนี้เขาก็ทำไปแล้วหลายอย่าง เช่น การให้ยกเลิกโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น"ศูนย์การเรียนรู้ภายในวัด" ยืนยันนะครับว่า ยกเลิกแล้ว มีหลายวัดต่อต้านยืนยันที่จะใช้ชื่อว่า"โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์" ต่อไป เช่น วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร ท่าพระจันทร์วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม เขาก็บอกว่าใช้ก็ใช้ไปสิ แต่สำนักพุทธไม่รับรอง
เพราะยกเลิกไปแล้ว และยังมีประกาศต่ออีกว่า "ถ้าศูนย์การเรียนรู้ภายในวัด" มีเด็กมาเรียนไม่ถึง 100 คน ก็ให้ยุบ แต่สำหรับศาสนาอิสลาม ถ้ามี คนอิสลามอยู่ในสถานที่เดียวกันตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปให้รัฐสนับสนุนสร้างมัสยิดให้ ถ้ามีเด็กอิสลามแม้เพียงคนเดียวในโรงเรียน ให้ทางโรงเรียนจัดสถานที่ละมาดให้จะเห็นได้ว่าเขาว่ากันด้วยกฎหมาย
พระคุณเจ้าครับ ไม่ต้องดิ้นรนหรอก เพราะไม่สำเร็จ แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว กลับวัดไปจำวัดดีกว่าไม่มีชาวพุทธคนไหนเขาเห็นด้วยกับท่าน เหตุที่ชาวพุทธไม่เห็นด้วยเพราะอวิชชา จึงมองไม่เห็นประโยชน์ทั้งของกฎหมายและของศาสนา
เหตุไม่เคยเรียนพุทธศาสนา เพราะวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนได้ถูกยกเลิกไปนานแล้ว (แต่ที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่วิชาพระพุทธศาสนาคือเอาไปแปะเอาไว้ในหมวดสังคม มีคะแนน 10 คะแนนแค่นั้น ได้ข่าวว่าปีการศึกษานี้จะยกเลิกแล้ว) เมื่อไม่มีวิชาพระพุทธศาสนาแล้ว การผลิตครูเพื่อสอนวิชาพระพุทธศาสนาก็ไม่จำเป็นต้องมี จากนั้นเป็นต้นมา ใช้เวลาไม่ถึง30 ปีพระพุทธศาสนาก็เสื่อมสะลายจากใจคน เหลือแต่เปลือก น่าละอายใจจริงๆๆๆ
พวกเรากลับทำร้ายกันเอง ไม่มีความสามัคคีกันเลย เมื่อไหร่ที่แผนของเขาทำสำเร็จ เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกและสำนึกเมื่อมันสายเกินไป ขอยอมแพ้คุณจริงๆ เราแพ้แล้วครับท่านพระคุณเจ้าฯ ถึงสู้ไปชาวพุทธเราก็ไม่เห็นด้วยหรอก มีแต่จะด่าและวิจารณ์ไปในทางเสียหาย
เราแพ้แล้ว จงทำใจ
เอ่อ ยังไงดี
ไม่เห็นด้วยกับบทความนี้เลยค่ะ การที่เขาไม่เห็นด้วยกับคุณก็ไม่ได้แปลว่าเขาผิดนี่คะ
ครับ เป็นความเห็นของแต่ละคนครับ :33:
จากที่อ่านบทความของคุณแตงโมที่เอามาให้อ่าน ก็รู้ได้ถึงเหตุผลของฝ่ายสนับสนุน
ว่ามีเจตนาอันดี แต่เจตนาอันดี ผมมองว่าแฝงไปด้วยโมหะ มากมาย
อันนำมาซึ่งเหตุผลร้อยแปดที่อยากให้พุทธไม่เสื่อมสลาย
บทบัญญัติต่างๆ มันนำมาซึ่งอำนาจร้อยแปดพันประการ ผมไม่อยากกล่าวล่วงไปจนถึง
สงฆ์ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจอยุ่ในวงการ อย่างมหาเถระสมาคม
(ไม่เกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราชนะเพราะท่านไม่เคยเกี่ยวมาตั้งแต่แรกแล้ว)บางครั้งอำนาจ
ทำให้คนหลง เกิดผลประโยชน์มากมาย สงฆ์ผู้ไม่สำเร็จมรรคพลก็เหมือนกับคนธรรมดา
มี โลภะ โทษะ โมหะได้ แค่มีมหาเถระสมาคม ก็ทำให้หลายๆอย่างเกิดมีผลประโยขน์กันแล้ว
มองง่ายๆพระนักปฏิบัติ ไม่ค่อยได้รับพัตรยศง่ายๆ แต่พราะที่ศึกษาแค่ปริยัติกลับขึ้นไปมีตำแหน่ง
ในมหาเถรสมาคมได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่เชื่อก็ลอง ออกไปไตร่ถามศิษย์พระนักปฏิบัติที่อยู่ตามที่ต่างๆดู
หรือเป็นเพราะ ท่านเหล่านี้ไม่อยากได้ใคร่มีในตำแหน่งเหล่านี้ก็ไม่รุ้ได้
ถ้าเป็นเช่นนั้นผมยกย่องท่านเหล่านี้ไว้เหนือหัว แต่ออกตัว ไม่ได้มีเจตนาตำหนิทางฝ่ายสงฆ์ด้านมหาเถรสมาคม
แต่พูดไปตามหลัก ที่ว่า ที่ใดมีอำนาจที่นั่นย่อมมีผลประโยชน์ผม ทำได้ แค่ตั้งข้อสงสัย
เพราะ ในทางหลักการณ์แล้ว ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถตำหนิสงฆ์ได้ แต่สามารถตั้งข้อสงสัยได้
(แต่ถ้าสงฆ์รูปใหนจนด้วยเจตนาแล้ว คือผิดเห็นๆ ก็อีกเรื่องนึง)
วกกลับเข้ามาที่ประเด็น การที่บอกว่า คนพุทธจะแตกแยกกัน
ลองมองไป ให้เห็นต้นตอของเหตุดูจะรุ้ว่า คนที่ยก เอาพุทธศาสนามาเป็นประเด็น
จะเอาเข้าบัญญัติในรัฐธรรมนูญเสียให้ได้นี่ต่างหากละ คือต้นเหตุของความแตกแยก
ไม่จำเพราะแต่พุทธเท่านั้น ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ คนไทยก็จะแตกแยกกันไปซะด้วย
ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องการบัญญัติพุทธศาสนา หรือแม้ แต่จะเปลี่ยนเรื่องชื่อประเทศ
ในเวลานี้ ผมว่าประเทศเราอ่อนแอเกินไป ผมมองและตราหน้า
ทุกคน(โดยเฉพาะคนที่มีอิทธิพลต่อส่วนรวม)ที่ ยกเอาเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในเวลานี้
ผมถือว่าพวกเขาเหล่านั้นมีเจตนาแอบแฝง.....
ปล.มาแก้ไข
ในส่วนที่บทความที่คุณแตงโมนำมาให้อ่าน ตอนนึงกล่าวว่า ท่านได้แพ้แล้ว เพราะคนพุทธไม่เห้นด้วย ขนาดพุทธยังแตกแยกกันเอง ท่านจึงบอกว่าท่านแพ้แล้ว
แต่ผมกลับมองตรงข้ามกันว่า ฝ่ายท่านต่างหากละเป้นฝ่ายชนะ ที่สามารถจุดไฟจนติดได้.......
+ จักรี อธิบายออกมาได้อย่างใจจริง ๆ ค่ะ :46:
ผมอยากให้มองในแง่กฏหมายครับ
นิสัยโดยปกติของคนไทย รักสงบครับ
แต่อยู่ดีๆ ท่านออกมาให้บรรจุพระพุทธศาสนาประจำชาติ เพื่ออะไร......
ผมคิดว่า ถ้าศาสนาพุทธอยู่เฉยๆ แล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งออกกฏหมายอีกหลายๆมาตราเพื่อประโยชน์ฝ่ายตนเอง อย่างนี้มากๆเข้า..... ผมว่าอีกหน่อยชาวพุทธก็เป็นคนชั้น 2 ครับ ไม่มีกฏหมายรับรอง แต่อีกฝ่ายมีกฎหมายรับรองเต็ม รธน.ไปหมด (นี่ผมมองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่าเนี้ย :44:)
ผมคิดว่า คงเป็นเหตุนี้ล่ะมั้งครับ ที่ท่านต้องออกมาให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติครับ
:46: + สาธุพี่แตงโม
,มีกฏหมายเกี่ยวกับศาสนาที่เอื้อประโยชน์ให้ศาสนา ด้วยเหรอครับ :09:
ตามบทความครับ
และอีกหลายๆมาตรา ที่กำลังร่างใน รธน. ฉบับใหม่ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับอีกความเชื่อหนึ่ง :44:
ผมว่าเรื่องนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้
ก็ดีแล้วนิครับ เราไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กันกับศาสนาอื่นซะหน่อย และอีกอย่าง ถ้าหวังผล เพื่อให้ศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี ทุกศาสนาก็สอนแบบนั้นอยุ่แล้ว กฎหมายจะเอื้อให้ศาสนาใหน ก็ดีทั้งนั้นนิ
เพราะเราโดนเค้าว่า ว่าเราไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ เราจึงตื่นตระหนก ว่าเราไม่มีศาสนา
เพราะเราไม่มีกฎหมายหนุนนำเราบ้าง เราจึงตื่นตระหนก ว่าเราไม่มีศาสนา
:46:
งั้นเอมีศาสนา แหละ :22:
แป๋ว :05: .... จักรีมองโลกในแง่ดีจังเลยครับ
ถ้า กม นั้น ใช้กับทุกความเชื่อ ก็ดีครับ
แต่ถ้า กม นั้น ใช้เฉพาะความเชื่อล่ะครับ .........
คนที่ มี หรือ ไม่มี ศาสนาเนี่ย วัดกันอย่างไงเหรอครับ :09:
ถ้าตามความคิดของผม
วัดกันตรงที่คนนั้นเชื่อในสิ่งที่ ศาสนานั้น ได้สอนไว้หรือเปล่า ....
อ๋อ ถ้างั้นมันก็อยุ่ที่ การปฏิบัติตนของเรานะซิครับ
แล้ว มันเกี่ยวกับ กฏหมายด้วยเหรอครับ :09:
โลกเรามีกฎ 2 กฎ ที่ควบคุมเราอยู่ แม้เรารู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราทำผิดกฎนั้นๆ
เราก็จะได้รับผล (ดี , ร้าย)
คือ
1. กฏหมาย
2. กฎแห่งกรรม
ครับ
จะพูดอ้อมไปอ้อมมาทำไมก็ไม่รู้ เปิดอกกันเถอะ :42:
พ่อค้าที่ปทุมธานีเขาว่ามา
บอกว่า ที่พระมาชุมนุมก็ชุมนุมไปงั้นแหละ
ไม่ได้อยากบรรจุพุะทธศาสนาอะไรนั่นหรอก แค่ทำเป็นพิธี
เรื่องของเรื่องที่ต้องประท้วงก็คือ ไอ้สนธิมันจะเอาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
ถูกไหมครับ :33:
:30: พี่แอน เล่นมุกนี้ ฮา แตกเลยครับ
เรื่องของพระที่ไปหน้ารัฐสภา
ตามความเห็นของผมมี 2 แบบครับ คือ ไปด้วยใจ กับ ไปด้วยคนครับ(ตามๆกันไปไม่จริงจังครับ)
ส่วนอีกเรื่อง....
ผมว่าแล้วแต่เค้าครับ
แต่ผมอยากให้มันแฟร์หน่อยครับ คือ จะออกกฎหมายอะไรก็ให้ครอบคลุมทุกศาสนาครับ ไม่ใช่
ให้ผลดีแก่ศาสนาเดียว
ศาสนาคริสต์ ไม่เรียกร้องมั้งเหรอ :25:
อันนี้ไม่มีข้อมูลครับ :05:
ทำให้นึกถึงเพลง Imagine ขึ้นมาอีกครั้ง
Imagine there's no Heaven
It's easy if you try
No hell below us
Above us only sky
Imagine all the people
Living for today
Imagine there's no countries
It isn't hard to do
Nothing to kill or die for
And no religion too
Imagine all the people
Living life in peace
You may say that I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope someday you'll join us
And the world will be as one
Imagine no possessions
I wonder if you can
No need for greed or hunger
A brotherhood of man
Imagine all the people
Sharing all the world
You may say that I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope someday you'll join us
And the world will live as one
คนเราต้องการอะไรกันแน่หนอ เอาสิ่งสมมุติมาเป็นสรณะ แล้วพุทธะคืออะไร :09:
อ่านของแตงโม ตรงนี้
Quote from: แตงโม on 30 Jun 2007, 18:26 น.
...
แต่ผมอยากให้มันแฟร์หน่อยครับ คือ จะออกกฎหมายอะไรก็ให้ครอบคลุมทุกศาสนาครับ ไม่ใช่
ให้ผลดีแก่ศาสนาเดียว
ผมถามนิดหนึ่ง แสดงว่าที่ แอนบอกว่า"เขาว่า" แตงโมเชื่อตามนั้นใช่เปล่าครับ
นับถือศาสนาต้องใช้กฎหมายบังคับแล้วนะครับ :43:
ท่าน ว.วชิรเมธี บอกไว้ว่า ธรรมะ เกี่ยวกับการเมือง ตรงที่ คนที่เล่นการเมืองต้องมีธรรมะ
พระสงฒ์ เกี่ยวกับเรื่องการเมื่อง ก็ตรงที่ มาสอนธรรมะให้กับ นักการเมือง
ผม คิดไม่ออกว่า การที่พุทธศาสนาได้ถูกบัญญัติ เป็นศาสนาประจำชาติ จะเป็นเหตุให้ พุทธศาสนาเจริญขึ้นตรงไหน ครับ
Quoteคนเราต้องการอะไรกันแน่หนอ เอาสิ่งสมมุติมาเป็นสรณะ แล้วพุทธะคืออะไร
มันเป็นสิ่งสมมติ ที่อยู่ในโลกความเป็นจริงครับ
เหมือนเงิน ก็สมมติครับ แต่ มันบังคับใช้จริงครับ
Quoteนับถือศาสนาต้องใช้กฎหมายบังคับแล้วนะครับ
ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับ
แต่สิ่งที่เค้าจะกำหนดในกฏหมายคือ ถ้าบอกว่า
- เวลาเอนท์เข้าแพทย์ ต้องให้โควต้า อิสลาม 2-3 คน (อันนี้สมมติเพราะข้อมูลยังไม่ชัวร์)
- มีเด็กอิสลามในโรงเรียนหนึ่งคน ต้องสร้างห้องละหมาด ให้
- ถ้ามี คนอิสลามอยู่ในสถานที่เดียวกันตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปให้รัฐสนับสนุนสร้างมัสยิดให้ว่า แต่ถ้าเด็กพุทธ มีเด็กมาเรียนไม่ถึง 100 คน ก็ให้ยุบ "ถ้าศูนย์การเรียนรู้ภายในวัด"
อะไรประมาณนี้ .... ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ
Quoteผม คิดไม่ออกว่า การที่พุทธศาสนาได้ถูกบัญญัติ เป็นศาสนาประจำชาติ จะเป็นเหตุให้ พุทธศาสนาเจริญขึ้นตรงไหน ครับ
แล้วบรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ จะทำให้ประเทศชาติเจริญลงหรือครับ
โอเค วิธีหยอดของตูได้ผล :21:
ไปละครับ เป็นอันรู้กัน
ชาวพุทธรู้สึกไม่แฟร์บรรทัดไหนครับ :08:
Quote- เวลาเอนท์เข้าแพทย์ ต้องให้โควต้า อิสลาม 2-3 คน (อันนี้สมมติเพราะข้อมูลยังไม่ชัวร์)
- มีเด็กอิสลามในโรงเรียนหนึ่งคน ต้องสร้างห้องละหมาด ให้
- ถ้ามี คนอิสลามอยู่ในสถานที่เดียวกันตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปให้รัฐสนับสนุนสร้างมัสยิดให้ว่า แต่ถ้าเด็กพุทธ มีเด็กมาเรียนไม่ถึง 100 คน ก็ให้ยุบ "ถ้าศูนย์การเรียนรู้ภายในวัด"
เวลาเอนท์เข้าแพทย์ ต้องให้โควต้า พุทธ 2-3 คน
มีเด็กพุทธในโรงเรียนหนึ่งคน ต้องสร้างพระพุทธรูป ให้
ถ้ามี คนพุทธอยู่ในสถานที่เดียวกันตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปให้รัฐสนับสนุนสร้างวัดให้
แต่ถ้าเด็กศาสนาอื่น มีเด็กมาเรียนไม่ถึง 100 คน ก็ให้ยุบ "ถ้าศูนย์การเรียนรู้ภายในอะไรซักอย่าง" (ยุบเกือบหมดประเทศ)
จัดไปจะได้เท่าเทียมกัน :42:
Quote from: แตงโม on 30 Jun 2007, 18:57 น.
แล้วบรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ จะทำให้ประเทศชาติเจริญลงหรือครับ
พุทธศาสนาอยู่ที่ไหนก็เป็นพุทธศาสนาครับ
แต่การที่ บรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ
จะทำให้เกิดพุทธศาสนจักรขึ้นครับ ทายเล่นๆซิ ว่าใครจะเป็นใหญ่ในพุทธศาสนจักรนี้
ตกลงไม่มีใคร เห็นด้วยกับการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเลยหรือครับ
* ขอบคุณพี่แอนครับ ทำให้ผมพิมพ์ง่ายขึ้นครับ
แหม ไอ้เราก็ไม่ชอบแบบอ้อมๆ น่ารำคาญ :21:
งั้น ผมโหวตข้อไม่เห็นด้วยละกันครับ
http://iannnnn.com/2007/370
โฆษณาแฝง
ไม่เห็นประโยชน์ครับ และเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กับแค่บางกลุ่มด้วยครับ
โหวตไม่เอาครับ
เพราะเหตุผลข้างบนครับ
นานาก็ไม่เห็นด้วยกับการบรรจุนะ :46:
( :42: จริงๆศาสนาไหนก็ไม่อยากให้บรรจุทั้งนั้นแหละ)
ปล.ไล่อ่านแมาแล้วรู้สึกว่าจู๋นี้สนุกดี {หมีโหด}
ไปแล้ว 2 + นานา = 3 แล้ว :05:
เอ ศาสนาพุทธ ? หรือเปล่าครับ
ที่ไม่เห็นประโยชน์ แล้ว มี เสียประโยชน์มั้ยครับ (แค่บรรทัดเดียวเอง)
พุทธนะครับ :25:
Quote from: เอ : ปิยะ on 30 Jun 2007, 19:10 น.
ไม่เห็นประโยชน์ครับ และเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กับแค่บางกลุ่มด้วยครับ
โหวตไม่เอาครับ
เพราะเหตุผลข้างบนครับ
สีแดงครับเสียประโยชน์
Quote from: แตงโม on 30 Jun 2007, 18:57 น.
แล้วบรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ จะทำให้ประเทศชาติเจริญลงหรือครับ
(เหมือนบอกว่า "สอนให้คนเป็นคนดีมันผิดตรงไหน :43: ")
:21: ความคิดเห็นของคุณแตงโม เหมือนกับ ตาลุงที่พูดในสภาร่างเลยครับ
จากเว็บที่พี่แอนให้มา
V
V
Quote from: ไอ้แอนนนนน on 29 Jun 2007, 23:08 น.
//เพิ่มๆ
http://www.boringdays.net/constitution-and-buddhism/
มีกล่าวถึงวิธีคิดวิธีเถียงกันอีกนิดหน่อยมาให้ดูด้วยครับ
ผมไม่โหวตแหละคนนึง เห็นด้วยกับเอ แล้วที่สำคัญ อาจจะสร้างความแตกแยกได้ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ รวมทั้ง ผม ยึดหลักพุทธศาสนา ผมอยากเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง ที่มีใจเป็นพุทธ ไม่ใช่ โดนหมายหัวว่าเป็นพุทธโดยที่ยังไม่เข้าใจ พุทธอย่างถูกต้อง
จะว่าไป เท่าที่อ่านมา คุณแตงโมพูดถึงเรื่องขอผลประโยชน์เยอะดีจัง :17:
ตรงประเด็นเลยนานา :25:
นานาเป็นสาวแล้ว :25:
Quoteผมอยากเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง ที่มีใจเป็นพุทธ ไม่ใช่ โดนหมายหัวว่าเป็นพุทธโดยที่ยังไม่เข้าใจ พุทธอย่างถูกต้อง
:46:
ครับที่ผมพิมพ์มาก็ พิมพ์เรื่อยเปื่อยอ่ะครับ อย่าไปถือสามากความเลยครับ
ที่สำคัญคือ
เวลาเกิดเรื่องอะไรก็ตามให้มองที่ตัวเองเป็นอันดับแรก ครับ แล้วฝึกตัวเองให้ดี สำคัญที่สุดครับ
ส่วนเรื่องที่ต้อง คุยถึงเรื่อง บรรจุพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ
ก็ต้องบอกว่า สาเหตุที่แท้จริง คือ พุทธบริษัท 4 (ทั้งพระ ทั้งฆราวาส) หย่อนยาน ในพระธรรม วินัย ของแต่ละเพศภาวะครับ
ปล. นานาเรียก คุณ ดูไกลๆ ยังไงไม่รู้ครับ ผมอายุแค่ 25 เองครับ
ไม่เห็นด้วยกับการเอาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินะครับ
เพราะว่าศาสนาแต่ละศาสนาก็สอนให้คนทุกคนเป็นคนดี
แล้วจะรู้ได้ไงว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธจะปฏิบัติได้
เพราะว่าคนเราการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกันครับ :42:
Quote from: แตงโม on 30 Jun 2007, 18:55 น.
มันเป็นสิ่งสมมติ ที่อยู่ในโลกความเป็นจริงครับ
เหมือนเงิน ก็สมมติครับ แต่ มันบังคับใช้จริงครับ
ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับ
แต่สิ่งที่เค้าจะกำหนดในกฏหมายคือ ถ้าบอกว่า
- เวลาเอนท์เข้าแพทย์ ต้องให้โควต้า อิสลาม 2-3 คน (อันนี้สมมติเพราะข้อมูลยังไม่ชัวร์)
- มีเด็กอิสลามในโรงเรียนหนึ่งคน ต้องสร้างห้องละหมาด ให้
- ถ้ามี คนอิสลามอยู่ในสถานที่เดียวกันตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปให้รัฐสนับสนุนสร้างมัสยิดให้ว่า แต่ถ้าเด็กพุทธ มีเด็กมาเรียนไม่ถึง 100 คน ก็ให้ยุบ "ถ้าศูนย์การเรียนรู้ภายในวัด"
อะไรประมาณนี้ .... ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ
ผมไม่รู้จะพูดยังไงนะ ถ้าแตงโมจะคิดแบบนั้น ถ้ายึดว่าสิ่งสมมุติคือเรื่องจริง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะใช้ประโยชน์จากพุทธศาสนา สิ่งที่ทำได้คือสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็แล้วกัน
ถ้าคุณค่าและความสำคัญของพระพุทธศาสนามีอยู่เพียงแค่การได้ถูกตีพิมพ์ในรัฐธรรมนูญ ในขณะที่พุทธบริษัทยังหลงงมงายกับเปลือก และวิถีที่ไม่ได้เอื้ออำนวยในการเข้าถึง หรือเข้าใจจริง ๆ ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคืออะไร ละเลยการศึกษาและปฏิบัติ แต่หันมารอคอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยอำนวยให้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ถ้าถามความคิดผมว่าควรบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติลงไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมคิดว่าไม่จำเป็น แต่ควรระบุแค่ว่ารัฐมีหน้าที่สนับสนุน และทำนุบำรุงศาสนา
และการออกมาเคลื่อนไหวในตอนนี้ ผมเห็นด้วยกับจักรีว่า เป็นการกระหน่ำซ้ำเติมสถานะการณ์ของประเทศให้แย่ยิ่งลงไปอีก
คุณแตงโมยึดติดเกินไปนะครับ อย่าหวังให้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนดวงตะวัน อะไรนั่นเลยครับ
เมื่อมีความคิดแบบนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับ ความอยากได้ใคร่มี ที่ พุทธองค์ทรงสอนว่ามันคือ กิเลส นั่นแหละครับ
เราเอาคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ จำไว้ดีๆนะครับ
แล้วที่ผม บอกว่า ผมมองไม่เห็นว่าถ้าบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศานาประจำชาติแล้ว มันจะทำให้พุทธศาสนาเจริญขึ้นตรงไหน
มันคือประโยคคำถามนะครับ ที่อยากรู้ว่า คนที่เขาสนับสนุกัน เขาคิดว่า ผลที่ตามมาหลังจากบัญญัติไปแล้วมันเป็นอย่างไร
Quote from: แตงโม on 30 Jun 2007, 19:27 น.
ก็ต้องบอกว่า สาเหตุที่แท้จริง คือ พุทธบริษัท 4 (ทั้งพระ ทั้งฆราวาส) หย่อนยาน ในพระธรรม วินัย ของแต่ละเพศภาวะครับ
ไม่เข้าใจแฮะ :08:/
ตีความแบบนานาๆ ก็เกิดคำถามและถ้าบรรจุไป แล้วจะทำให้พระและฆราวาสเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมากขึ้นเหรอคะ :09: (ใช้คำไม่ถูกแฮะ :05:)
แล้วจะใช้วิธีการอะไร :09:
เพื่ออะไร :09:
งงจริงๆ
ปล.ห่างกัน 9 ปี ขอเรียกว่าคุณจะเหมาะสมกว่าค่ะ :46:
นานาเป็นสาวแล้วจริงๆด้วย :25:
"ตูกู ของกู ศาสนากู ลัทธิกู อาจารย์กู" <<<<< โมหะ + อัตตา กลายเป็นการยึดติด นะครับแบบนี้ :17:
:05: ยอมแล้วครับ (กลับมาอ่านสิ่งที่ผมพิมพ์ไปมันมั่วจริงๆ)
ข้อคิดที่ผมได้จากการที่ สสร ไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติคือ
1.ชาวพุทธไม่เห็นคุณค่าของ พระ (พระขาดความศักดิ์สิทธิ์ (ที่เป็นอย่างนี้เพราะพระทำตัวเอง))
2.ชาวพุทธไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา (เกิดจาก 1.พระทำตัวไม่ดี ไม่ประพฤติตามธรรม วินัย 2.ชาวพุทธเองไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธศาสนา)
สิ่งที่ผมคิดได้ ก็คือ เรา(ชาวพุทธ)ต้องกลับมามองตัวเอง แล้วหันมาให้ความสำคัญของพระพุทธศาสนามากขึ้นครับ
ปล. ขออภัยพี่แอ๊ะครับ ผมพิมพ์ได้ส่งเดชจริงๆครับ :46: (ผมเห็นด้วยกับพี่แอ๊ะครับ)
อยาก ทำให้ ทุกข์
เพราะอยากแท้ๆ ทำให้แย่อยู่ทุกวัน
ลายเซ็นแตงโมเท่ดีครับ
Quote from: แตงโม on 30 Jun 2007, 19:51 น.
:05: ยอมแล้วครับ (กลับมาอ่านสิ่งที่ผมพิมพ์ไปมันมั่วจริงๆ)
ข้อคิดที่ผมได้จากการที่ สสร ไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติคือ
1.ชาวพุทธไม่เห็นคุณค่าของ พระ (พระขาดความศักดิ์สิทธิ์ (ที่เป็นอย่างนี้เพราะพระทำตัวเอง))
2.ชาวพุทธไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา (เกิดจาก 1.พระทำตัวไม่ดี ไม่ประพฤติตามธรรม วินัย 2.ชาวพุทธเองไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธศาสนา)
สิ่งที่ผมคิดได้ ก็คือ เรา(ชาวพุทธ)ต้องกลับมามองตัวเอง แล้วหันมาให้ความสำคัญของพระพุทธศาสนามากขึ้นครับ
ปล. ขออภัยพี่แอ๊ะครับ ผมพิมพ์ได้ส่งเดชจริงๆครับ :46: (ผมเห็นด้วยกับพี่แอ๊ะครับ)
ตกรถไฟอีกแล้ว ถามตอบกันไปหมดแล้ว
ผมเห็นด้วยกับทุกถ้อยคำของ ส.ส.ร.เลยครับ
โดยเฉพาะคำว่าอาณาจักรกับศาสนจักร
ผมว่าบทความที่แตงโมยกมา
มันอ่านแล้วรู้สึกได้ชัดเจนว่ามันเจือด้วยโมหะ
เพราะผู้เขียนผลักไสทุกคนที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่เห็นความจำเป็นในการ
บรรจุพระพุทธศาสนานี้ ให้กลายเป็นคนไม่ได้รับการศึกษาทางศาสนา
และเป็นอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ในขณะที่อยากให้
ชาวพุทธสามัคคี แต่ผู้เขียนกลับไม่ปฏิบัติตามถ้อยคำ
โดยส่วนตัว ผมมองว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน
ในแง่การแสดงความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนสังคม
เสียงพระหรือเสียงฆราวาส จะห่มผ้าสีไหน ถ้าหากพิจารณา
แล้วว่าประกอบด้วยเหตุผล ผมก็รับฟังทั้งนั้น ผมว่า
การพิจารณาประเด็นนี้ของ ส.ส.ร.เช่นกัน
เขาจำเป็นต้องชั่งข้อมูลเหล่านี้ เปรียบเทียบผลดีผลเสีย
เหตุผลของฝ่ายสนับสนุนเหล่านั้น ก็คือการแสดงความคิดเห็น
จากบุคคลกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของสังคมผ่านมุมมอง/ประสบการณ์
/บทบาทหน้าที่ของท่าน ซึ่งในที่นี้คือพระ
ภาคส่วนอื่นๆเขาก็ออกมาแสดงความคิดเห็น
ตามมุมมองและบทบาทของแต่ละคน
ซึ่งในมุมมองและประสบการณ์ของพระ
ก็อีกแบบหนึ่ง มุมมองของผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปกครองของรัฐ
ก็อีกแบบหนึ่ง ส.ส.ร.มีหน้าที่นำเหตุผลหลากหลายด้านเหล่านั้น
มายำรวมกันแล้วหาผลสรุป
มองลำดับขั้นแบบนี้แล้ว มันแปลว่าเขาไม่ได้เคารพพระหรือเปล่าครับ
ผมเดาว่า อ่านถึงตรงนี้แล้ว กำลังคิดว่าผมไม่เคารพพระอยู่หรืเปล่าครับ
เดาทางล่วงหน้า อิอิ ตอบก็ได้ว่า ในเรื่องการแสดงความคิดเห็น
จะเป็นพระหรือเป็นใครก็เท่าเทียมกันหมดสำหรับผมครับ
"เหตุผล"ต่างหาก ที่จะทำให้เรารับฟัง ผมไม่ได้เคารพหรือฟังใคร
เพราะคนๆนั้นห่มผ้าเหลือง ผมเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของ
"ปัญญา"คนๆนั้นครับ
ตรงนี้อาจตรงกันกับวงเลบของชาร์ปที่ว่าเพราะพระทำตัวเองก็ได้
แต่ผมไม่เคยตัดสินนะ ว่าพระศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร
ความเป็นมนุษย์ของเราทุกคนเท่ากัน ไม่มีใครศักดิ์สิทธิ์กว่าใครสำหรับข้อ 2 ชาวพุทธไม่เห็นความสำคัญของพุทธศาสนา
ผมว่าระหว่างคนที่คัดค้านด้วยเหตุผล กับคนที่ปล่อยปละละเลย
ไม่สนใจหรือสนใจแต่เรื่องขอหวย/จตุคาม
อย่างไหนคือคนที่ไม่เห็นความสำคัญที่ว่าครับ
ส่วนเรื่องมุสลิมจะเป็นใหญ่ ค่อยๆแทรกซึม
อ่านแล้วเหมือนนิยายทฤฎีสมคบคิด ขออนุญาตจริงๆ
ผมว่ามันไร้สาระ วิธีการเขียนหรือให้ข้อมูลในการ
ปลุกระดมมวลชน เขาอาจทำได้ง่ายๆโดยการบิดเบือนข้อเท็จจริง
แต่นั่นมันง่าย วิธีที่เนียนกว่าคือ "เลือกพูด"
ไม่่ว่ามันไม่เป็นความจริง แต่เลือกพูดเฉพาะที่สนุบสนุน
ข้อความที่ตนเองต้องการจะโน้มน้าวผู้ฟัง
ข้อมูลที่ยกมานั้น ผมว่ามันเข้าข่ายข้อนี้ครับ
ซึ่งก็ได้ผลครับ ผมเคยได้ยินเจ้าอาวาสแถวบ้านพูดด้วย
ว่ามุสลิมจะเป็นใหญ่ หัวหน้ารัฐบาลตอนนี้มันแบบนั้นแบบนี้
พร้อมทั้งยกข้อมูลที่ได้รับฟังมาประกอบ
แต่ถ้าแตงโมบอกจักรีว่า มองโลกในแง่ดีเกินไปหรือเปล่า
แสดงว่า แตงโมรู้มามากกว่านั้น หนักกว่านั้น
จึงมีความคิดเห็นแน่ชัดว่า มันต้องเป็นแบบนั้นแน่
จริงป่าว :09:
ส่วนเรื่องชาวพุทธต้องหันกลับมามองตัวเองเห็นด้วยทุกประการครับ :46:
แต่ที่เห็นด้วยหนักกว่าเก่าคือ อิมเมจิ้น ที่พี่แอ๊ะยกมาครับ :30:
อุ๊ย เขียนอร่อยจังเลยเว้ย :25:+
ขอบคุณที่มาเขียนแก้เรื่องข้อสองข้อของแตงโมนะครับ
เข้าใจว่าวินาทีนั้นคนอื่นคงขี้เกียจอธิบายกันแล้ว
ต้องรอตำรวจมานี่แหละ ถึงเคลียร์ (หรือเปล่าไม่รู้)
ขอบคุณทุกความเห็นครับ :33:
Quoteคำถามของผมไม่ใช่ "เกิดอะไรขึ้น?" แต่เป็นว่า หากนี่คือ 'พุทธศาสนา' ที่หลายคนต้องการให้กำหนดเป็นศาสนาประจำชาติ เราอาจต้องถอยกลับมาตั้งหลักและคิดดูใหม่หรือไม่? อย่างน้อยก็ควรตั้งคำถามก่อนว่า 'พุทธศาสนา' ที่ว่านี้คือ 'พุทธศาสนา' จริงๆ หรือไม่ ใช่พุทธแบบที่พระพุทธองค์ตรัสสอน (พระพุทธองค์ตรัสให้เราคิดก่อนเชื่อ และไม่สักการะวัตถุมงคลใดๆ) หรือว่าพุทธแบบเหยียบกันตายเพื่อจองวัตถุมงคลไว้บูชา?
ผมยังมอง โลกในแง่ดีว่า แม้ว่าคนที่เรียกร้องให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติให้ความสำคัญความเชื่อทาง ศาสนามากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ แต่ก็เชื่อว่าพวกเขามีความหวังดีต่อชาติ อยากให้ประเทศของเราที่กำลังจมปลักสกปรกทางจิตวิญญาณสะอาดขึ้นอีกครั้ง แต่เจตนาดีเป็นคนละเรื่องกับเสรีภาพครับ
หากเราเปรียบเทียบ ประเทศเป็นบ้าน รัฐธรรมนูญก็เป็นเจตนารมณ์ของเจ้าของบ้านในการที่จะสร้าง 'บ้าน' ที่ทุกคนอยู่ได้อย่างสันติ จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องกำหนดในเจตนารมณ์ว่าจะต้องสร้างบ้าน 'ทรงไทย' หรือ 'ทรงอินเดีย' เสรีภาพของมนุษย์ควรอยู่เหนือความเชื่อทางศาสนาหรือไม่?
http://www.onopen.com/2007/02/1761
วินทร์ เลียววาริณ คุยกับปราบดา หยุ่น ใน ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน
(เดี๋ยวนี้ต้องอ้างชื่อคนดังพูดถึงจะยอมอ่านกัน)
เมื่อไรตูจะดังซะทีเน้อ
:30:
นั่นสินะ ปล่อยออกมาทีไรก็ กริบ :16:
ใครจะเหมือนพี่ละ ปล่อยออกมาที่ไรก็เหม็นกันทั้งห้อง
เอ้อ เมื่อกี๊ยังเครียด ๆ อยู่เลย
ฮาซะและ :31:
มาซะพระสึกหมดแล้วละป้า {หมีโหด}
ก็รอให้สึกก่อนไง :27:
ถ้าสึกแล้ว จะทำไม :26:
ที่มาจากของพี่แอน
http://www.onopen.com/2007/02/1761
วินทร์ เลียววาริณ คุยกับปราบดา หยุ่น ใน ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน
(เดี๋ยวนี้ต้องอ้างชื่อคนดังพูดถึงจะยอมอ่านกัน)
Quote"อย่าสนใจว่านับถือศาสนาหรือวิทยาศาสตร์เลย สนเรื่องความประพฤติดีกว่า"
หรือ "อย่าสนเลยว่าศาสนาประจำชาติคืออะไร สนเรื่องความประพฤติของคนในชาติดีกว่า"
แล้วเราจะมีวิธีให้คนในชาติมีความประพฤติตามคำสอนของแต่ละศาสนาให้ดีขึ้นอย่างไรครับ
:46:
ถ้าสึกก็ซื้อใหม่ {หมีโหด}
นั้นซิเนอะ :43:
ลองทำให้คนมีปัญญาก่อนดีมั้ยครับ
เมื่อบุคคลมีปัญญา เค้าก็เลือกได้เองว่าจะนับถือศาสนาไหน
และอยากปฎิบัติตามหลักศาสนาข้อไหน พระอาจารย์คนไหน
แล้วก็ทำให้คนมีมยุราต่อ ...
ถ้ามีปัญญา มยุราแล้ว หม่ำ เท่ง โหน่งก็จะตามมาเอง
จากที่แตงโม ถาม ต้องบอกว่าปลูกจิตสำนึก :46:
สำหรับชาวพุทธ
ควรปลูกจิตสำนึกอย่างไรดีครับ
เอ่อ ทำไมต้องสำหรับชาวพุทธล่ะ
ชาวไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าทำตัวตามหลักศาสนาก็เป็นคนดีได้
เพราะทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี
อย่าไป จำเพาะเจาะจงเลย ว่าต้องเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม :22:
เพราะผมไม่ค่อยรู้หลักคำสอนของศาสนาอื่นครับ
และอีกอย่างผมก็เป็นชาวพุทธครับ
เลยอยากรู้วิธีการปลูกจิตสำนึกสำหรับชาวพุทธครับ
รู้สึกเหมือนคุณแตงโมประชดเลย :22:
คงไม่ใช่ หรอก :42:
งั้นลองศึกษาของศาสนาอื่นดูบ้างไหมล่ะคะ อย่ายึดติด :33:
เหมือนวนมาตรงนี้เลยแฮะ
Quote from: จักรี on 30 Jun 2007, 19:37 น.
"ตูกู ของกู ศาสนากู ลัทธิกู อาจารย์กู" <<<<< โมหะ + อัตตา กลายเป็นการยึดติด นะครับแบบนี้ :17:
แป๋ว :30: :30: :30:
Quote from: แตงโม on 02 Jul 2007, 09:54 น.
เพราะผมไม่ค่อยรู้หลักคำสอนของศาสนาอื่นครับ
และอีกอย่างผมก็เป็นชาวพุทธครับ
เลยอยากรู้วิธีการปลูกจิตสำนึกสำหรับชาวพุทธครับ
คุณแตงโม ไม่รุ้จริงๆหรือว่าแกล้งไม่รุ้ครับ
วิธีปลูกจิตสำนึกเนี่ย มันง่ายมาก นะ แต่ที่จิตสำนึกมันเสื่อมลง อย่างทุกวันนี้
ก็เพราะทำตามวิธีไม่ได้ ขั้นของการลงมือกระทำต่างหากละที่มันยาก
เพราะ คำว่า วิธีการ มันก็เป็นเพียง บัญญัติ ถ้าขาด ซึ่งการกระทำตาม
บัญญัตินั้นแม้ถูกต้องดีงามอย่างไรก็ไม่มีทางมีความหมายได้เลย
ก็เหมือน เราๆ รู้จัก แต่ปริยัติ ไม่มีการปฏิบัติ ความรู้ด้านปริยัติแม้มันจะถูกต้อง
ตรงตามหลักอย่างไร มันก็ไม่มีความหมายเหมือนกันถ้าขาดแล้วซึ่งการปฏิบัติ....
แล้วถ้ายิ่งปริยัติหรือวิธีการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การปฏิบัติก็ไม่ต้องพูดถึง........
คนที่อยากให้บรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาตินี่ เค้าอยากให้มันมีผลบังคับแบบไหน
ยังไงเหรอครับ
อันนี่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ เพราะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล เพราะผมเองก็รู้สึกคล้ายๆกับจักรี และคนอื่นๆ
ว่าบรรจุแล้วมันดีขึ้นตรงไหน
ตอบแบบตรงๆไปเลยนะครับ เอาแบบไม่อ้อม ไม่ชักแม่น้ำทั้ง 5
Quote from: จักรี on 30 Jun 2007, 15:14 น.
มองง่ายๆพระนักปฏิบัติ ไม่ค่อยได้รับพัตรยศง่ายๆ แต่พราะที่ศึกษาแค่ปริยัติกลับขึ้นไปมีตำแหน่ง
ในมหาเถรสมาคมได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่เชื่อก็ลอง ออกไปไตร่ถามศิษย์พระนักปฏิบัติที่อยู่ตามที่ต่างๆดู
หรือเป็นเพราะ ท่านเหล่านี้ไม่อยากได้ใคร่มีในตำแหน่งเหล่านี้ก็ไม่รุ้ได้
เพิ่งมาอ่านจริงๆจัง ครับ
ตอบน้องจักรี การให้พัตรยศนั้นแบ่งเลยครับ เป็นสาย ปริยัติ กับ ปฏิบิติ
ซึ่งโควต้าตรงนี้ก็คงรู้กันดีว่า อัตราส่วนที่ให้ในแต่ละปีนั้นของปริยัติ จะเยอะกว่ามากครับ
แล้วก็คงอย่างที่จักรีบอก เพราะถ้ามีตำแหน่งมันก็ต้องมีหน้าที่ตามมา
ซึ่งท่านก็คงอยากจะเอาเวลาไปปฏิบัติดีกว่ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งสมมติมากกว่าครับ
ตำแหน่งก็จะจำกัดครับคือไม่ได้ตั้งให้ใหม่ทุกปี คือตำแหน่งจะเป็นชื่อที่มีอยู่แล้วแต่นมนาน
ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นพรหม ชั้นสมเด็จ ก็ว่ากันไป ซึ่งต้องรอให้พระที่อยู่ในตำแหน่งเดิม
เลื่อนขั้นหรือมรณภาพก่อน จึงจะมีการพิจารณาว่าจะให้พระรูปไหนมาแทน
ตอบมัม
ผมคิดเอาเองนะว่ามันมีข้อดีเหมือนกัน
เช่น ที่เคยเถียงๆกันเรื่องโฆษณาเหล้านี่ ก็จบ เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผิดศีล
กรณีโรงเหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จบเหมือนกัน
คือข้อขัดแย้งบางอย่างในกรณีการออกเป็นข้อกำหนด
จะถูกกรอบของศาสนาช่วยจำกัดให้น่ะ
Quote from: "พลัม...รัมมะซิง" on 02 Jul 2007, 12:35 น.
เพิ่งมาอ่านจริงๆจัง ครับ
ตอบน้องจักรี การให้พัตรยศนั้นแบ่งเลยครับ เป็นสาย ปริยัติ กับ ปฏิบิติ
ซึ่งโควต้าตรงนี้ก็คงรู้กันดีว่า อัตราส่วนที่ให้ในแต่ละปีนั้นของปริยัติ จะเยอะกว่ามากครับ
แล้วก็คงอย่างที่จักรีบอก เพราะถ้ามีตำแหน่งมันก็ต้องมีหน้าที่ตามมา
ซึ่งท่านก็คงอยากจะเอาเวลาไปปฏิบัติดีกว่ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งสมมติมากกว่าครับ
ตำแหน่งก็จะจำกัดครับคือไม่ได้ตั้งให้ใหม่ทุกปี คือตำแหน่งจะเป็นชื่อที่มีอยู่แล้วแต่นมนาน
ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นพรหม ชั้นสมเด็จ ก็ว่ากันไป ซึ่งต้องรอให้พระที่อยู่ในตำแหน่งเดิม
เลื่อนขั้นหรือมรณภาพก่อน จึงจะมีการพิจารณาว่าจะให้พระรูปไหนมาแทน
อ๋ออันนั้นเป้นการแบ่ง ตามหลัก ครับ :42: ก็เหมือน การบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ อ่ะครับ
บัญญัติ แล้ว คนพุทธจะเข้าใจพุทธจริงๆมั้ย ก็เปล่าเลย
คนศึกษาและปฏิบัติต่างหากละที่จะเข้าใจ จริงมั้ยครับ?
ดังนั้น พัตรยศเป็นแค่การแบ่ง เหมือนการบัญญัติที่ผมยกขึ้นมา
อาจจะฟังดูขัดๆ แต่ว่า พระนักปฏิบัติจริงๆ ท่าน ก็ไม่ได้ฝักใฝ่ตำแหน่งเหล่านี้เลย
ผมถึง ให้ไปถามศิษย์ท่านดูแทนไงครับ :42:
ว่ายศที่ท่านได้มามาจากศิษย์ท่านที่เล็งเห็นความสำคัญ
หรือความดีของท่านที่เป็นที่ประจักษ์เอง
แต่ศิษย์ที่ถูกสอน ว่าไม่ให้ยึดติด ศิษย์เหล่านั้นก็แค่เพียงทำตามหน้าที่
ส่งข้อมูล คำขอไปทางมหาเถระ แต่ก็ไม่ได้ยึดติดกับผลที่ตามมา
จึงเป็นมูลเหตุให้ผมยกเอาคำว่าพระนักปฏิบัติจริงๆไม่ค่อยได้มีบทบาทในตำแหน่งมหาเถรสมาคม... แต่ เขาว่า เขาว่า เขาว่า ในวงการสงฆ์ผู้มีอำนาจทางการเมืองสงฆ์
ก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ต่างกับการเมืองปุถุชนเลยทีเดียว..........(แต่ผมก็ทำได้แค่ตั้งข้อสงสัย....ไม่สามารถฟันธงได้..)
แต่เรื่องพัตรยศกับมหาเถรสมาคมมีบางส่วนที่คนละเรื่องกัน
เช่น พระที่ได้รับพัตรยศแต่ไม่ได้มองว่ามันคือตำแหน่ง ที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติและสั่งสอน ไป
อันนี้ก็มี เยอะ แต่ ได้รับพัตรยศแล้วมีอำนาจอยุ่ในวงการสงฆ์ก็เยอะ
:46: สาธุ ลุงอ๋าห์ครับ
Quote from: ภูกระดึง อ๋าห์ on 02 Jul 2007, 12:50 น.
ตอบมัม
ผมคิดเอาเองนะว่ามันมีข้อดีเหมือนกัน
เช่น ที่เคยเถียงๆกันเรื่องโฆษณาเหล้านี่ ก็จบ เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผิดศีล
กรณีโรงเหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จบเหมือนกัน
คือข้อขัดแย้งบางอย่างในกรณีการออกเป็นข้อกำหนด
จะถูกกรอบของศาสนาช่วยจำกัดให้น่ะ
ขออภัยนะครับ ถามด้วยความไม่รุ้จริงๆ นะ คือตอนนี้ เราไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องพวกนี้ได้เหรอครับ ถ้า ไม่บัญญัติ :09: แล้ว ถ้าบัญญัติแล้วมัน จะยุติเรื่องแบบนี้ได้จริง โอ้ว...มันก็ดีนะผมว่า... เอ๊ะแต่มองดีๆแล้ว คนกินเหล้า จะสนใจด้วยเหรอว่าเหล้าที่เขากินจะเข้าตลาดหุ้นหรือเปล่า คนมันจะกินซะอย่าง ถ้าจะแก้ผมว่า น่าจะแก้ที่ คนนะ เอ๊ะหรือผมคิดผิดไป... :09:
ดูอย่างประเทศภูฎาณ เป็นเมืองพุทธ เค้าประกาศห้ามขายเหล้าทั้งประเทศครับ :46:
ประเทศภูฎาณ เค้าบัญญัติว่าพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ หรือเปล่าครับ :09:
บัญญัติครับ :46:
ประชากรส่วนใหญ่ของเค้าเป็นพระนิครับ (รึเปล่า)
ศูนย์กลางการปกครองก็วัดนะครับ
ไม่ๆๆ แล้วถ้าประเทศไทย บัญญัติ แล้ว จะออกกฏหมายเลิกขายเหล้าได้ใช่มั้ย ถ้าฝ่ายสนับสนุยืนยัน ว่าทำได้ผมก็จะสนับสนุนครับ
ผมว่า ทำได้ครับ
ไม่มีคนต้มเหล้าขายเหรอครับ
ให้เขาเลิกกิจการไปเลยเหรอคะ
แล้ว พวก 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ พวก อุ สาโท ที่เขาทำกันต้องยกเลิกโครงการด้วยใช่ไหม :09:
:30:
ที่ผมตอกกลับบ้างแล้วครับ
คุณแตงโมมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยแล้วมั้งครับ :42:
แล้วที่บอกว่า ภูฎาณ บัญญัติ นี่เอาข้อมุลมาจากใหนครับ
ผมได้ยินมาว่า ไม่นะ เอ๊ะ หรือผมได้ยินผิด ดังนั้น พอจะมีหลักฐานหรือท่านผู้รู้จริงมายืนยันหน่อนได้มั้ยครับ ผมอยากรู้.... (อาจไม่ใช่ประเด็นนะแต่คืออยากรุ้)
อ๋อ พุทธมหายาน นิกาย Kagyupa นี่คือข้อมูล อเท็จจริงไม่รุ้นะครับว่าบัญญัติรึเปล่า
เหมือนว่าคุณต้องการยกระดับจิตใจของชาวพุทธ ด้วยการบังคับไม่ให้ทำเลว เพราะมันคือความเลวยังไงไม่รู้
คือคุณไม่ต้องรู้ คุณรู้ว่ามันเลวพอแล้ว ห้ามๆๆๆๆ
พอต่อไปๆ
อะไรที่เป็นปฎิปัักษ์กับพุทธศาสนจักร ก็จะโดนห้ามๆๆๆๆ
ทำไมเราไม่ให้ปัญญาละครับ
หรือว่าเงินซื้อปัญญาไม่ได้
ผมว่าสามารถแปลงกิจการไปกลั่นน้ำมันก็ได้ครับ (ตอนนี้น้ำมันกำลังแพงอยู่)
ผมก็ได้ยินมาว่า บัญญัติน่ะครับ (แต่ถ้าไม่บัญญัติแล้วเค้าทำได้ขนาดนี้ต้องถือว่าคนของประเทศเค้ามีคุณภาพจังเลยครับ :46:)
เอ ครับ
ผมว่าคนผิดศีลก็เหมือนเด็กอนุบาลครับ
เด็กๆพูดดีๆก็ไม่ทำ บางทีก็ต้องมีบังคับกันบ้าง
Quoteอะไรที่เป็นปฎิปัักษ์กับพุทธศาสนจักร ก็จะโดนห้ามๆๆๆๆ
ผมว่าประเทศไทยไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ
Quote from: แตงโม on 02 Jul 2007, 13:41 น.
ผมว่าสามารถแปลงกิจการไปกลั่นน้ำมันก็ได้ครับ (ตอนนี้น้ำมันกำลังแพงอยู่)
ผมก็ได้ยินมาว่า บัญญัติน่ะครับ (แต่ถ้าไม่บัญญัติแล้วเค้าทำได้ขนาดนี้ต้องถือว่าคนของประเทศเค้ามีคุณภาพจังเลยครับ :46:)
เอ ครับ
ผมว่าคนผิดศีลก็เหมือนเด็กอนุบาลครับ
เด็กๆพูดดีๆก็ไม่ทำ บางทีก็ต้องมีบังคับกันบ้าง
ผมว่าประเทศไทยไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ
อ้า คุณแตงโมก็ยอมรับแล้วนิครับ ว่าคุณภาพมันอยุ่ที่คน
Quote from: แตงโม on 02 Jul 2007, 13:41 น.
ผมว่าสามารถแปลงกิจการไปกลั่นน้ำมันก็ได้ครับ (ตอนนี้น้ำมันกำลังแพงอยู่)
ขนาดนั้นเลยเหรอคะ งั้น พวกค้าขายเนื้อสัตว์ก็ผิดศีลนะคะ
โรงฆ่าสัตว์อีก เปลี่ยนให้หมดเลยหรือคะ
ครับ
ผมจึงได้บอกว่า
Quoteข้อคิดที่ผมได้จากการที่ สสร ไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติคือ
1.ชาวพุทธไม่เห็นคุณค่าของ พระ (พระขาดความศักดิ์สิทธิ์ (ที่เป็นอย่างนี้เพราะพระทำตัวเอง))
2.ชาวพุทธไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา (เกิดจาก 1.พระทำตัวไม่ดี ไม่ประพฤติตามธรรม วินัย 2.ชาวพุทธเองไม่ทำตามคำสอนของพระพุทธศาสนา)
สิ่งที่ผมคิดได้ ก็คือ เรา(ชาวพุทธ)ต้องกลับมามองตัวเอง แล้วหันมาให้ความสำคัญของพระพุทธศาสนามากขึ้นครับ
แล้วผมก็ได้ไปอ่านบทความจากพี่แอน
Quote"อย่าสนใจว่านับถือศาสนาหรือวิทยาศาสตร์เลย สนเรื่องความประพฤติดีกว่า"
หรือ "อย่าสนเลยว่าศาสนาประจำชาติคืออะไร สนเรื่องความประพฤติของคนในชาติดีกว่า"
ผมก็เลยถามว่า
แล้วเราจะมีวิธีให้คนในชาติมีความประพฤติตามคำสอนของแต่ละศาสนาให้ดีขึ้นอย่างไรครับ :46:
อย่างงี้นะครับคุณแตงโม
เราลองกลับมาถามตัวเองใหม่ซิครับ ในเมื่อถ้าภูฏาน เข้า สั่งห้ามขายเหล้าได้โดย ไม่ต้องบัญญัติ แสดงว่า คนของเค้ามีคุณภาพใช่มั้ยครับ ดังนั้นก็แสดงว่าไม่เกี่ยวกับการบัญญัติหรือไม่บัญญัติจริงมั้ยครับ
เราไม่น่าจะไปเล็งเห็นความสำคัญของการบัญญัติ เราน่าจะไปเล็งเห็นถึงความสำคัญของวิธีการที่ทำให้คนของประเทศเขามีคุณภาพมากกว่า ไม่ใช่เหรอครับ แล้วเอาจุดนั้นมาพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศไทยบ้าง จะได้สั่งห้ามเลิกขายเหล้าได้โดยไม่ต้องพึ่งบัญญัติ แบบนี้ จะดีกว่ามั้ยครับ
ดี ครับ
แล้ววิธีการล่ะครับ ?
พุทธองค์มีวิธีการ ให้ทำตามแล้วครับ ศึกษาดูซิ
ขอบคุณครับ
สันดานคนไทย กินเหล้ากันทั้งประเทศเป็นอันดับ 5 ของโลก
ตัวเลขอันดับ 5 จากร้อยกว่าประเทศทั่วโลกนี่ี นรกมากเลยนะครับ
น่ากลัวเกินกว่าที่จะมีการบัญญัติกฏหมาย(อะไรก็ได้ ไม่ต้องแค่เรื่องศาสนาหรอก)โป้งออกมาทีนึงปั๊บ
ก็ใช่ว่าคนไทยทั้งประเทศจะกลายเป็นคนดีขึ้นมาได้ แม้ใน 10 ปีหรือ 100 ปีก็ตาม
อุปมาไปมองตัวกฎหมายทุกประเทศทั่วโลกก็อยากให้คนเป็นคนดีกันทั้งนั้นนะครับ
แล้วทำไมเราถึงมีข่าวอาชญากรรมอยู่ทุกวันจากทั่วโลกล่ะงั้น
เพราะคนยังเข้าไม่ถึงแก่นของศาสนา
เอาน่า ฝ่ายสนับสนุน เค้าบอกว่า ถ้าบัญญัติแล้ว จะออกกฏหมายเลิกขายเหล้าได้ แสดงว่า บัญญัติปุ๊ป จะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการทันที ที่ไม่ฟังความคิดเห็นใคร ออกกฏหมาย ตามใจชอบ เยี่ยมจริงๆ {หมีโหด}
แก่นคืออะไร เป้าหมายคืออะไร พุทธเหมือนกันยังตอบไม่เหมือนกันเล้ย.
Quoteเอาน่า ฝ่ายสนับสนุน เค้าบอกว่า ถ้าบัญญัติแล้ว จะออกกฏหมายเลิกขายเหล้าได้ แสดงว่า บัญญัติปุ๊ป จะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการทันที ที่ไม่ฟังความคิดเห็นใคร ออกกฏหมาย ตามใจชอบ เยี่ยมจริงๆ
โห อย่างนั้นเลยหรือครับ ........ แย่มากๆๆ
อ่า ไหนคุณแตงโม ลองบอกถึงความเป็นไปได้ ถ้า บัญญัติพทุธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติแล้ว จะทำให้ออกกฏหมายห้ามขายเหล้าได้ มาหน่อยซิครับ เพราะส่วนตัวผมแล้ว ว่าเป็นไปไม่ได้ โดยการเอามาพิจารณาจากหลักสถิติที่พี่แอนยกมา ถ้าจะทำได้ ก็ต้องใช้อำนาจเผด็จการเท่านั้นนะถึงจะบัญญัติกฏหมายนี้ได้ เพราะคนที่กินเหล้านี่ มากกว่าครึ่งประเทศนะ แล้วที่สำคัญตอนพวกเค้าไปเลือกตั้งพวกเค้าก็มีคนละหนึ่งเสียง เหมือนกันนะเออ.....
ขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่นักการเมือง นะครับ
ถ้าให้ผมคิด
1.คงไม่ใช่ประกาศที่เดียว ตูม ตายทั้งประเทศ
2.ผมว่าน่าจะใช้วิธีเลิกทาส แบบ ร.5 ครับ
3.คือค่อยๆ เป็น ค่อยๆไปครับ ไม่งั้น เครียด ตาย
ปล. ถ้าเราคิดว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว ..... สิ่งนั้นก็ไม่มีวันจะสำเร็จ :46:
เดี๋ยวครับ ร. 5 ก่อนที่ท่านจะประกาศเลิกทาสนี่ ใช้วิธีไหนมาก่อน จำได้มั้ยครับ ท่านใช้วีธีที่แยบยลมากนะ ก่อนที่จะประกาศ คือ เจ้าขุนมูลนายทุกฝ่ายต่าง ไม่เดือดร้อน และพร้อมทั้งกายทั้งใจ เลยนะ ถึงมี การประกาศ.....
แต่นี่ คนในประเทศยังไม่เข้าใจพุทธดีเลย ไปบัญญัติซะ ไม่รุ้สึกว่ามันขัดกับวิธีการของ ร. 5 ที่คุณแตงโมยกมาเลยเหรอครับ........... ทางที่ดีใช้วิธีการปลูกจิตสำนึกก่อนโดยให้คนในประเทศเล็งเห็นโทษของการทำผิดศิล เห็นประโยชน์ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ยอมรับน้อมมาใส่กายใจ ด้วยความเต็มใจ
ถึงเวลานั้นจะบัญญัติหรือไม่ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วครับ และผมเชื่อว่าจะบัญญัติพุทธศาสนาให้เป็นประเทศไปเลย ก็ไม่น่าจะมีใครขัดแล้วนะ (แต่ต้องถึงเวลานั้นจริงๆนะ เวลาที่ทุกคนไม่ยึดติด....น่ะ เข้าใจใช่มั้ยครับ นี่แหละหลักพุทธเป๊ะเลย.... )
:46: สุดยอดไอเดียเลยครับ
เห็นด้วยกับพี่จักกรีค่ะ {หมีโหด}
ส่วนวิธีปลูกฝัง เข้าใจอะไรในศาสนานี่ทำยังไง อันนี้นานาไม่รู้แฮะ เพราะยอมรับได้เลยว่าตัวเองถูกเลี้ยงมาห่างไกลวัดวาและศาสนามั่กๆ :30: (ไม่ได้ไปวัดมาปีนึงละ จะว่าไปตัวเองศาสนาอะไรนานาก็ยังไม่รู้เลย :31:)
แต่ถ้าจะให้กลับไปเป็นแบบชาวบ้านชาวช่องเค้านานาก็ทำไม่ได้แฮะ เพลินละ :42:
(เป็นกรณีศึกษาได้มั้ยเนี่ย 55)
:17: แต่เชื่อว่าชาวไทยหลายๆส่วนก็ยังไม่เข้าใจเลยนะว่าศาสนาที่ตัวเองนับถือเป็นยังไง
คงต้องปลูกฝังกันอีกยาว นานาว่ายากนะ คงจะนานมากๆ เพราะเดี๋ยวนี้นานาว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเี่รานะ นานาว่ามันออกจะเป็นโอกาสพิเศษมากกว่า :17:
ยาก :42:
ธรรม ของพุทธเจ้า เรา คือ ธรรมชาติ ละจ้ะนานา :22:
คือ ครรลอง ต่างๆก็เกิดมาจากธรรมชาติ
ถูกผิดดีเลว มันถูกกำหนดมาเป็นครรลอง ประเพณี วัฒนธรรม เพื่อให้เข้ากับสังคมนั้นๆ ซึ่ง
ถ้าเราทำถูกต้อง ตามครรลองที่เป้นไปของธรรมชาติ
ก็เหมือนได้ ปฏิบัติตาม ธรรม ของพระศาสดาแล้วละจ้ะ
และข้อกำหนด กฏหมายต่างๆก็เกิดขึ้น หลังจากนี้
โดยเอาความถูกต้อง ตามธรรมชาติไปเป็นฐาน
ถ้า อะไรมันผิดเพี้ยนไปมันก็เหมือนผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ
ซึ่ง แม้ไม่สามารถเข้าใจว่ามันผิดตรงไหน แต่เราก็สามารถรู้สึกถึงมันได้นะเอ้า ........
Quote from: นานา on 02 Jul 2007, 17:50 น.
เห็นด้วยกับพี่จักกรีค่ะ {หมีโหด}
ส่วนวิธีปลูกฝัง เข้าใจอะไรในศาสนานี่ทำยังไง อันนี้นานาไม่รู้แฮะ เพราะยอมรับได้เลยว่าตัวเองถูกเลี้ยงมาห่างไกลวัดวาและศาสนามั่กๆ :30: (ไม่ได้ไปวัดมาปีนึงละ จะว่าไปตัวเองศาสนาอะไรนานาก็ยังไม่รู้เลย :31:)
แต่ถ้าจะให้กลับไปเป็นแบบชาวบ้านชาวช่องเค้านานาก็ทำไม่ได้แฮะ เพลินละ :42:
(เป็นกรณีศึกษาได้มั้ยเนี่ย 55)
:17: แต่เชื่อว่าชาวไทยหลายๆส่วนก็ยังไม่เข้าใจเลยนะว่าศาสนาที่ตัวเองนับถือเป็นยังไง
คงต้องปลูกฝังกันอีกยาว นานาว่ายากนะ คงจะนานมากๆ เพราะเดี๋ยวนี้นานาว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเี่รานะ นานาว่ามันออกจะเป็นโอกาสพิเศษมากกว่า :17:
ยาก :42:
มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันเป็นทั้งชีวิต(ของผม)
ผมเห็นในบางที่นั้นเค้าเริ่มสิ่งนี้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนผมจะเกิดซะอีก ทั้งๆที่รู้ว่ามันยาก แต่ก็กำลังทำอยู่ แล้วก็ประสบผลสำเร็จและกำลังขยายผลอยู่เรื่อยๆ ถึงจะเจออุปสรรคเพียบ. . .
///
Quoteคนที่อยากให้บรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาตินี่ เค้าอยากให้มันมีผลบังคับแบบไหน
ยังไงเหรอครับ
อันนี่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ เพราะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล เพราะผมเองก็รู้สึกคล้ายๆกับจักรี และคนอื่นๆ
ว่าบรรจุแล้วมันดีขึ้นตรงไหน
สืบทอดอายุพระศาสนา / ก็เป็นหลักในการออกกฎระเบียบต่างๆ / ผู้คนมีศีลธรรม / ฯลฯ
แต่ผมก็งงๆนะ ถ้าบรรจุไปแล้วมันจะมีผลเสียยังไง ทำไมถึงไม่ให้บรรจุ ?
ช่างเถอะมันสายไปแล้ว
///
คุยไปคุยมาก็ระวังตัวจะถลอกกันนะ :42:
นั้นซิบรรจุแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่บรรจุก็ไม่ได้เสียหายอะไร
งั้นปล่อยไว้เฉยๆ เถอะครับ :25:
นั่นซิ ปล่อยไว้เฉยๆนะครับ ปล่อยวางเถอะครับ :25:
นั้นสิครับปล่อยไว้เฉยๆ ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นแหละ :25:
:08:
เอาไว้วันหลังนะครับ เวลานี้ผมไม่เห้นด้วยนะครับ :25:
อื้ม ขอบคุณพี่จักรีกับพี่ชาร์ปค่ะ :46:
ธรรมกาย คิดเห็นอย่างไรกับการนำเข้ารัฐธรรมนูญเหรอครับ
อยากรู้มั้ง
:21: เข้าไปอ่านบอร์ดดิครับ เรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปเลยละครับ :25:
พี่เอหมายถึง วัดพระธรรมกาย หรือป่าว
ถ้า ธรรมกาย เฉยๆมันจะหมายถึงองค์พระภายใน
หลวงพ่อทัตตะเทศน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ผมเองก็ไม่ได้ฟังเหมือนกัน กำลังฟังอยู่ (ตอนนั้นติดงาน)
http://www.dmc.tv/programs/sunday_sermon/files/500701tt.wmv#
น่าจะมีเรื่องนี้อยู่
ส่วนหลวงพ่อธัมมะใน ฝันในฝันนี่ ท่านเทศน์ไว้หลายวันจำไม่ได้ว่า link อยู่ไหน
ในบอร์ด มันก็เป็นแค่ความคิดเห็นของแต่ละคนแบบฟอนต์ ละครับ
อืม อุเบกขา เถอะ :46:
Quote from: นานา on 02 Jul 2007, 17:50 น.
เห็นด้วยกับพี่จักกรีค่ะ {หมีโหด}
ส่วนวิธีปลูกฝัง เข้าใจอะไรในศาสนานี่ทำยังไง อันนี้นานาไม่รู้แฮะ เพราะยอมรับได้เลยว่าตัวเองถูกเลี้ยงมาห่างไกลวัดวาและศาสนามั่กๆ :30: (ไม่ได้ไปวัดมาปีนึงละ จะว่าไปตัวเองศาสนาอะไรนานาก็ยังไม่รู้เลย :31:)
:46: ใช่เลยครับ นานา
คนส่วนใหญ่(โดยเฉพาะเด็กๆ)ที่ห่างไกลพระพุทธศาสนาก็มีสาเหตุคล้ายๆ นานา นั่นแหละครับ
คือ บ้าน วัด โรงเรียน เริ่มห่างไกลกัน ไม่สัมพันธ์กัน
วิธีการปลูกฝังศีลธรรมอีกวิธีหนึ่ง ก็คือ เราต้องนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาให้เป็นส่วนหนึ่ง เป็น
วิถีชีวิตของคนใน บ้าน วัด โรงเรียน โดยเน้นคุณธรรมง่ายๆคือ
วินัย เคารพ อดทน ฯลฯ
คือ ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน
บ้าน - พ่อแม่ ก็ปลูกฝังลูก ให้มีความเคารพพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติผู้ใหญ่ สอนให้กราบพระก่อน
นอน สอนให้ลูกมีความกตัญญูกราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอน วันพระก็พา ไปวัด สอนหลักคำ
สอนง่ายๆให้แก่ลูก เล่าเรื่องพุทธประวัติสั้นๆ สนุกๆ ให้ลูกฟังบ่อยๆ
วัด - พระ ก็ อย่างแรกเลย ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ประพฤติตามหลักพระธรรมวินัย ทำวัดให้
สะอาด ร่มรื่นเข้าไปแล้วก็สบายใจ มีธรรมะที่ฟังแล้วไม่เบื่อ เข้าใจง่าย สนุกๆเทศน์ให้ฟัง
เป็นประจำ สอนให้คนรักบุญกลัวบาป มีศีลธรรมประจำใจ เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม เป้นต้น
โรงเรียน - คุณครู ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เวลาสอนหนังสือวิชาอะไรก็ตามก็สามารถนำหลักของพระ
พุทธศาสนามาใช้ ก่อนเรียนหนังสือแต่ละครั้งก็ให้นักเรียนนั่งสมาธิบนเก้าอี้สัก 5 นาที เพื่อ
เคลียร์ใจให้เตรียมพร้อมที่จะรับความรู้ในวิชาต่อไปให้เห็นความสำคัญของสมาธิ มีกิจกรรม
ตักบาตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ พาไปวัดเป็นประจำ ฯลฯ
ผมว่าถ้าแต่ละสถาบัน ทำได้อย่างนี้ ก็คงจะดีไม่น้อยเลยครับ
Quoteแต่ถ้าจะให้กลับไปเป็นแบบชาวบ้านชาวช่องเค้านานาก็ทำไม่ได้แฮะ เพลินละ :42:
นานาต้องบอกตัวเองก่อนว่า ทำได้ ถ้าได้ทำ ที่ทำไม่ได้เพราะไม่ได้ทำ
พุทธศาสนาไม่ใช่เป็นอะไรที่ล้าสมัย โบราณ คร่ำครึ เข้าใจยาก น่าเบื่อนะครับ (แต่ก่อนผมก็คิดอย่างนี้เหมือนกันครับ)
ผมว่าพระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาร่วมสมัย คือ ไม่ว่าจะยุคสมัยใด พุทธศาสนาก็ทันสมัย ไม่เก่า ไม่เชย ไม่จ๋อง แต่เจ๋งคร้บ นานา ลองเข้าวัด หาพระอาจารย์ที่ถูกจริตของนานา ไปฟังธรรมจากท่านแล้วจะรู้ว่าธรรมะเป็นอะไรที่สนุกมากเลยครับ ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด พระอาจารย์ที่เจ๋งๆ ออกรายการโทรทัศน์ก็มี พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี, พระอาจารย์สมปอง ที่ทำรายการธรรมะเดลิเวอรี่ ไงครับ สนุกดี ไม่เครียด ได้สาระด้วย
Quote:17: แต่เชื่อว่าชาวไทยหลายๆส่วนก็ยังไม่เข้าใจเลยนะว่าศาสนาที่ตัวเองนับถือเป็นยังไง
คงต้องปลูกฝังกันอีกยาว นานาว่ายากนะ คงจะนานมากๆ เพราะเดี๋ยวนี้นานาว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเี่รานะ นานาว่ามันออกจะเป็นโอกาสพิเศษมากกว่า :17:
ยาก :42:
ไม่ยาก ครับ ถ้าเราทุกคนช่วยกัน
แตงโมมองโลกในแง่ดีจังเลย และพร้อมที่จะสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมา
ฟังเหมือนตอนไปเซนเตอร์เลยแหะ :31:
เซนเตอร์ไหนอ่ะเอ :09:
ศัพท์เฉพาะ :21:
ไม่เคยโดนชวนไปเซนเตอร์เหรอ เห็นว่าใช้ของแอมเวย์นิ
อ๋อ เซ็นเตอร์ :26:
ไม่เคยไปเป็นเรื่องเป็นราวหรอก มียันต์บัตรเอ็มคุ้มตัวอยู่
เป็นยันต์ที่ทำตั้งแต่ เพื่อนทำแอมเวย์สมัยเรียนมอ. ใหม่ ๆ เลย :42:
ปัจจุบันเพื่อนคนนั้นเพื่อนเลิกคบหมดแล้ว :42:
ความคิดเห็นแบบฟอนต์คืออะไร :09:
พูดกันไปมายังไง
ทุกคนก็ยังอยู่ในที่ตั้งอันเหมาะสมเช่นเดิม
แต่อย่างน้อยคนที่มาอ่านก็เก็บอะไรไปได้เยอะนะครับ
เหตุผลไหนฟังขึ้น ฟังไม่ขึ้นอย่างไร
ส่วนวัดธรรมกายเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ไม่น่าจะสงสัยนะครับ
เพราะวัดธรรมกายคือหนึ่งในแกนหลักในการเรียกร้องครั้งนี้
โดยเฉพาะในส่วนของการระดมทุนและเสบียงต่างๆ
จริงๆผมก็สับสนอยู่เล็กน้อยกับคำว่าปล่อยวาง
เคยอ่านเรื่องของหลวงปู่ชา ที่มีพระรูปหนึ่ง
ซาบซึ้งในคำสอนเรื่องนี้มาก จึงปฏิบัติทั้งวันทั้งคืน
กุฏิหลังคาทะลุก็เพียงแต่ย้ายที่ ละวางมัน
จนหลวงปู่ชามาเยี่ยม พระรูปนั้นบอกว่า ก็ท่านสอนให้ปล่อยวางไง
หลวงปู่ชาบอก "ปล่อยวางหรือปล่อยทิ้ง"
ผมจึงเห็นว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นของพระนั่น
ถูกต้องดีแล้ว หรือการออกมาแสดงความคิดเห็นของ
ผู้ศึกษาธรรมทั้งหลายก็ตามที คงไม่ได้แปลว่า
เขาเหล่านั้นไม่ปล่อยวาง เพราะถ้าพระว.ปล่อยวาง
กับจตุคาม เราคงไม่ได้เห็นการแสดงความคิดเห็นที่เฉียบคม
เรียกสติผู้คนในสังคมแบบนั้น
แต่ข้อแตกต่างอยู่ตรงนี้ล่ะครับ
ตรงความคิดเห็นที่แสดงออกมา
การเรียกร้องครั้งนี้ อาจจะดูเกินเลยนิดหน่อยเรื่องวิธีการ
ที่มีร้องห่มร้องไห้ คว่ำบาตรยักษ์อะไรยังนั้น
มันเลยเถิดเกินกว่าการแสดงความคิดเห็นด้วยปัญญาไปสักหน่อย
แต่ยังไงๆก็ไม่ติดใจตรงนั้นเท่าไหร่ ความคิดเห็นที่แสดงออกมานี่สิ
สิ่งที่จะทำให้เราพยักหน้าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย
ตรงนี้ มันไม่สามารถทำให้พยักหน้าเห็นด้วยได้โดยสิ้นเชิง
อยากจะยกมาเป็นข้อๆอยู่ แต่ก็คิดว่ามีให้อ่านกันทั่วไปบานตะไทแล้ว จนถึงตอนนี้ ถ้าหากอ่านแล้วไม่เข้าใจ
ก็แปลได้อย่างเดียวว่า จะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
แต่สำหรับเรา เรายังรอเหตุผลใหม่ๆจากฝ่ายสนับสนุน
อยู่ตลอดเวลานะครับ สักเหตุผลที่จะทำให้ผมเห็นด้วย
ตอนนี้มันยังไม่โดนน่ะ
ถ้าเหตุผลในแง่กฏหมายนี่ ชัดเจนว่า
ผมไม่อยากให้ศาสนามาปนกับอาณาจักร
ภูฏานเป็นประเทศที่ปกครองด้วยศาสนาอยู่แล้ว
ศาสนจักรเป็นอันเดียวกันกับอาณาจักร
เช่นเดียวกับประเทศมุสลิมส่วนใหญ่
ขึ้นต้นด้วยคำว่าสาธารณรัฐอิสลาม
และภูฏานก็เป็นพุทธศานาที่มีนิกายเฉพาะตนเอง
เข้ากับการดำรงชีวิตในแบบของเขา มันมีปัจจัยหลายมิติเกินกว่า
จะพูดกันง่ายๆว่า เห็นไหม ประเทศเขาบัญญัติ
คนเขามีคุณภาพ เหล้าไม่มีขาย เพราะถ้าจะเอาแบบนั้น
ประเทศมุสลิมก็ไม่มีเหล้าขาย หรือหากจะเอาแบบประชากรมีคุณภาพ
ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ก็มีคุณภาพ
โดยที่ไม่มีการบัญญัติเรื่องศาสนา
ที่จักรีกับชาร์ปถกกันเรื่องนี้ ขออภัยนะครับ ผมเห็นว่า
หาจุดหมายปลายทางอะไรไม่ได้เลยครับ :46:
เหมือนแก้คำกันไปมาเท่านั้น ในเมื่อตรรกะที่เอามาถกกัน
มันล้มเหลวตั้งแต่ต้น
หรือถ้ามันหาเหตุหาผลอะไรได้มากกว่านี้
หรือเป็นเพราะผมคิดไม่กว้างพอ ก็โปรดชี้แนะด้วยนะเออ :46:
ถ้าประเด็นนี้ แอบสงสัยเล็กน้อยว่า
พุทธแบบเถรวาทของเรา
สามราถเป็นอันหนึ่งกับอาณาจักรได้หรือครับ
เพราะที่พูดมาเรื่องห้ามขายเหล้า
หรือออกกฏหมายลูกจากบัญญัติในพุทธศาสนานั่น
เท่ากับปกครองโดยศาสนจักรเลยนะครับ
สุดท้าย ชาร์ปประชดคนที่ไม่เห็นด้วยกับชาร์ปสองครั้ง
(หมายถึงนับเฉพาะสองสามหน้าที่ผ่านมา)
๑.ระวังถลอก เอาสีข้างเข้าถู
๒.เป็นแค่ความคิดเห็นแบบฟอนต์ล่ะครับ
ถ้ากำลังหมายความอย่างอื่นก็ขออภัย
แต่เห็นชาร์ปพูดแบบนี้ค่อนข้างบ่อย
กำลังโกรธคนที่ไม่เห็นด้วยหรือเปล่าครับ
ขออนุญาตบอกตามตรงว่า
เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดคำถามในใจว่า
คนวัดธรรมกายเป็นอย่างนี้หมดไหม ใครที่ไม่เห็นด้วย
นับเป็นคนนอกศาสนาหรือมืดบอดทางปัญญาอะไรแบบนั้น
อย่างบทความที่ยกมานั้นเหมือนกัน
หรือถ้าคิดแบบนั้นจริงๆก็เอาให้ชัดครับ
เราไม่ได้กำลังประชดอะไรเลยนะ แค่ต้องการความชัดเจน
เพราะเห็นมันแอบแฝงอยู่ในถ้อยคำของชาร์ปแทบจะตลอดเวลาเลย :42:
เชื่อว่าผู้อ่านคนอื่นๆก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน
เก้อเหมือนหน่วยสรุปประเด็นเลย :25:
+ แบบไม่ต้องคิด :25:
โอ้ว ขอบคุณพี่เก้อครับที่เตือนสติ ผมต้องยอมรับเลยครับว่า ประเด็นบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเนี่ย ความเห็นหลักของผม ไม่ได้ต่อต้านอะไร เพียงแต่ว่าเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนมันทำให้ผมจับใจความ ว่าคนที่ไม่เห็นด้วย เป็นคนที่ไม่อยากให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่อง ซึ่งผมคิดไปเองหลายตลบว่า จะสรุปแบบนั้นได้ไง ในเมื่อ ความเจริญของพุทธศาสนามันอยุ่ที่ความเข้าใจและปฏิบัติตาม
แต่ผมก็ต้องยอมรับว่า ใช้อารมณ์ในการตอบเยอะไปหน่อยจนทำให้ประเด็นที่ผมเห็นว่า มันควรปล่อยวาง ได้แล้ว มันกลายเป็นยืดเยื้อเละเทะกินไปหน่อย อันนี้ก็ต้องขออภัยทั้งคุณแตงโมแล้วก็ชาร์ปไว้ ณ ที่นี้ด้วย ถ้าต้องทำให้ขุ่นข้องหมองใจ
ผม อนุโมทนาในเจตนาอันดีของ คนที่หวังดีต่อพุทธศาสนา แต่ ที่ผมพยายามจะทัดทานมาโดยตลอด เพราะผม มุ่งหวังให้ ทุกคนระลึกอยุ่เสมอว่า คนเราทุกคนล้วนมีโมหะ กันทุกคน รวมทั้งผมด้วย สิ่งที่จะแก้โมหะในเรื่องนั้นๆได้ ก็ดูเหมือนจะมีเพียงเหตุผลต่างๆเท่านั้น แต่เนื่องด้วย เหตุผล ของฝ่ายสนับสนุน ไม่สมเหตุสมผล จึงทำให้ผมคิดไปว่า โมหะที่เยอะกว่า อาจจะอยุ่ทางฝ่ายสนับสนุนเองก็เป็นได้....
พี่เก้อ แมนอีกแล้วครับ :46:
ชอบเรื่องหลวงปู่ชา จังเลยครับ
"ปล่อยวาง หรือปล่อยทิ้ง" หลวงปู่ชาท่านพูดได้ลึกซึ้งดีนัก
ผมก็เคยได้ยินหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เคยพูดว่า
" อยู่แบบอนาถา(ลำเค็ญ) หรืออยู่แบบสมถะ"
Quoteส่วนวัดธรรมกายเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ไม่น่าจะสงสัยนะครับ
เพราะวัดธรรมกายคือหนึ่งในแกนหลักในการเรียกร้องครั้งนี้
โดยเฉพาะในส่วนของการระดมทุนและเสบียงต่างๆ
เออ ... พี่เก้อครับ
อยากบอกว่าวัดพระกายเห็นด้วยกับการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติครับ
แต่ส่วนเรื่อง เป็นแกนหลักในการเรียกร้องครั้งนี้ เท่าที่ผมตามข่าวมา ผมว่าไม่ใช่ครับ
แต่เรื่อง ระดมทุน และเสบียงนี่ มีครับ เห็นได้ยินมาว่า ทางกลุ่มที่อยู่ที่รัฐสภาวนารามท่านขอให้ทางวัดได้ช่วยเหลือกันครับ ผมว่าทางวัดเห็นว่าเป็นพระด้วยกัน เป็นวัดด้วยกัน ก็ช่วยเหลือกัน และไม่ได้ช่วยแค่วัดพระธรรมกายวัดเดียวนะครับ ผมว่าวัดอื่นๆ ก็ร่วมด้วยช่วยกันครับ ตามกำลังของแต่ละวัดครับ :46:
ส่วนเรื่องเหตุผลในการบัญญัติพระพุทธศาสนา .......
ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วยครับ แต่ผมเห็นว่าดี(แต่ถ้าให้อธิบาย .. มันอธิบายไม่ถูกครับ) ก็เลยเห็นด้วยสนับสนุนครับ
ส่วนเรื่อง ชาร์ปกะจักรี .......... :30: ....... ไม่มีคอมเมนต์ครับ เป็นความเห็นเฉพาะตัว
โปรดอย่าเอาวัดพระธรรมกายไปเกี่ยวข้องเลยครับ ... ผมอ่านแล้วช้ำใจ
ปล. :46: ผมชอบความเห็นของพี่เก้อครับ
ส่วนจักรีครับ
:46: .... อย่าไปซีเรียสครับ เราคุยเรื่องธรรมะนะครับ เราไม่ได้มานั่งด่ากันซักหน่อย ได้ความรู้ดีครับ และสนุกด้วย :33:
ผมไม่ได้ตำหนิเจตนาของคนที่ไปวัดธรรมกายนะครับ แต่ผมตำหนิวัดธรรมกายเลยละ ต้นโผ หรือหัวโจกนู่นเลยครับ โปรดช้ำใจต่อไปได้เลยครับ ถ้ายังยึดติดอยุ่ ว่ามันเป้นวัดของคุณ
ยูโทเปีย :12:
เราอยากเห็นโลกเป็นสีแดง เมื่อไม่เป็นสีแดงเราจึงทุกข์ ถ้าเราไม่อยากเห็นโลกเป็นสีแดง โลกเป็นสีน้ำเงินเราจะทุกข์หรือเปล่าน้อ แล้วทุกข์อยู่ที่สีแดง หรือสีน้ำเงิน หรืออยู่ที่เรา
เราจะย้อมโลกเป็นสีแดง
หรือเราจะใส่แว่นตาเลนส์สีแดง
:45:
เราจะเป็นตาแดง
ถ้าปล่อยให้แมลงหวี่ตอมตา
เราชอบสินค้าจีนแดง
เราชอบดื่มแฟนต้าน้ำแดง {หมีโหด}
ปล. เข้ามาเพราะคิดว่าจะมีสาระ :07:
หรือจะเป็นไอ้มดแดง
จะถูกจะแพง ก็เอาแดงเข้าว่า
ตอบ พี่เก้อ
สำหรับเรื่อง บรรจุพระพุทธศาสนา นี้ ผมไม่ได้ติดตามข่าวอะไรเลยครับ
ได้จากการอ่านๆจากในฟอนต์นี่แหละครับ
ผมเลยไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก
ในเรื่องบรรจุฯ รู้สึกผมยังไม่ได้คุยอะไรมากเลยน่ะครับ เพราะเหตุผลข้างบน
เพิ่งโพสไป 3 ครั้ง ล่าสุดก็ โอวาทหลวงพ่อทัตตะ :44:
เหตุผลที่สนับสนุนก็มาจาก หลวงพ่อทัตตะ+หลวงพ่อธัมมะ ใน DMC แหละครับ
ผมไม่สามารถอธิบายได้ลึกซึ้งเท่า่ท่านอ่ะครับ เอาไว้เจอที่ท่านเทศน์แล้วจะเอามาให้ครับ
:46:
Quoteหาจุดหมายปลายทางอะไรไม่ได้เลยครับ
เหมือนแก้คำกันไปมาเท่านั้น ในเมื่อตรรกะที่เอามาถกกัน
มันล้มเหลวตั้งแต่ต้น
ผมก็เลยพิมพ์ไปว่า ระวังถลอกกันนะ :42:
Quoteเข้าไปอ่านบอร์ดดิครับ เรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปเลยละครับ
Quoteในบอร์ด มันก็เป็นแค่ความคิดเห็นของแต่ละคนแบบฟอนต์ ละครับ
Quoteความคิดเห็นแบบฟอนต์คืออะไร
พูดกันไปมายังไง
ทุกคนก็ยังอยู่ในที่ตั้งอันเหมาะสมเช่นเดิม
แต่อย่างน้อยคนที่มาอ่านก็เก็บอะไรไปได้เยอะนะครับ
เหตุผลไหนฟังขึ้น ฟังไม่ขึ้นอย่างไร
ไม่รู้ว่าบอร์ดไหนเหมือนกันที่เป็น กลายเป็นชนกลุ่มน้อย อย่างที่แอบอ้างมา
และก็ถูกอย่างที่พี่เก้อว่านั้นแหละครับ ทุกคนก็ยังอยู่ในที่ตั้งอันเหมาะสม
Quoteถ้ากำลังหมายความอย่างอื่นก็ขออภัย
แต่เห็นชาร์ปพูดแบบนี้ค่อนข้างบ่อย
กำลังโกรธคนที่ไม่เห็นด้วยหรือเปล่าครับ
ขออนุญาตบอกตามตรงว่า
เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดคำถามในใจว่า
คนวัดธรรมกายเป็นอย่างนี้หมดไหม ใครที่ไม่เห็นด้วย
นับเป็นคนนอกศาสนาหรือมืดบอดทางปัญญาอะไรแบบนั้น
อย่างบทความที่ยกมานั้นเหมือนกัน
หรือถ้าคิดแบบนั้นจริงๆก็เอาให้ชัดครับ
เราไม่ได้กำลังประชดอะไรเลยนะ แค่ต้องการความชัดเจน
เพราะเห็นมันแอบแฝงอยู่ในถ้อยคำของชาร์ปแทบจะตลอดเวลาเลย ฮิ้ววว
เชื่อว่าผู้อ่านคนอื่นๆก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน
ก็ตอบไปแล้วละครับ ถ้ารู้สึกแบบนั้นผม ก็ขออภัยด้วย
ผมไม่ได้มองอย่างที่พี่เก้อบอกหรอกครับผม คำถามเกิดขึ้นในใจของพี่เก้อก็ตัดมันทิ้งไปได้เลยครับ :43:
ผมรู้สึกว่าการถ่ายทอดบทความของผม มันมีข้อบกพร่องแบบที่พี่เก้อบอก
คำตอบและสิ่งที่ต้องการสือในหัวอย่างหนึ่ง แต่พอโพสไปเป็นอีกอย่าง
:44:
พี่แตงโม
ช่วยเสริมพี่แตงโม ละกัน
หลวงพ่อธัมมะบอกว่า เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง
:42:
พี่แตงโมนี่ไม่เห็นกระทู้อื่นเลยนะครับ :34:
////
ถ้าจะลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของที่วัดพระธรรมกาย ก็บอกนะครับจะลองหามาให้
ไม่ต้องกด 1 กด 2
จะเข้าโครงการอบรมธรรมทายาท ก็ต้องรอ มีนาคมปีหน้าอ่ะครับ รุ่นเข้าพรรษา ปีนี้เต็มแล้วปิดรับสมัครไปแล้วครับ
ธรรมทายาท ถ้าเป็นชายก็บวช หญิงก็เข้าอบรมถือศีล8
... ชายนี่ตั้งแต่ 10 ขวบ+
... หญิงนี่ตั้งแต่ 15 +
เสียค่าใช้จ่ายแค่เรื่องอาหาร อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ในการอบรมนิดหน่อยอ่ะครับ
จะได้อะไรหลายอย่าง นั่งสมาธิ ถือศีล โครงการหนึ่งก็ 1 เดือน+ เข้าพรรษานี่จะ 4 เดือน
โครงการปฏิบัติธรรม ก็จะได้แต่หลักการนั่งสมาธิอ่ะครับ เรื่องอื่นๆก็จะได้ด้วยนิดหน่อย
โครงการประมาณ 3วัน-7วัน
งานบุญใหญ่ก็ได้แต่ร่วมงาน เช่น ปล่อยปลา ปล่อยวัว งานบวช กฐิน
ถ้าสนใจมาร่วมงานผมก็จะแจ้งเรื่อยๆ
งานบุญที่วัดไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก็ไปร่วมได้ครับ
(วันเสาร์นี้มีปล่อยปลาที่ปลาปทุมทองตอน 07.00)
ถ้าวันอาทิตย์ธรรดา หรือวันธรรมดาก็จะสบายๆหน่อย ได้เที่ยวชมวัดไปเรื่อยๆ
///
ขอถูกๆ แล้วเอาสีแดงละกัน
เข้ารกเข้าพงกันไปเลยทีเดียว
ขอบคุณทุกท่านที่ตอบเช่นเดียวกันครับ
คราวนี้เข้าใจความหมายของชาร์ปชัดเจนทุกประการ
ไม่มีตกหล่นครับ(จะพูดให้มันยาวไปทำไมเนี่ย)
โอเค ซึ้ง :33:
Quote from: แตงโม on 03 Jul 2007, 12:58 น.
ส่วนจักรีครับ
:46: .... อย่าไปซีเรียสครับ เราคุยเรื่องธรรมะนะครับ เราไม่ได้มานั่งด่ากันซักหน่อย ได้ความรู้ดีครับ และสนุกด้วย :33:
อ่านตรงนี้แล้ว รู้สึกบรรยากาศมันสดใสขึ้นทันตาเลย
ส่วนเรื่องผมแมนนั้น แน่ใจเหรอครับ :26:
ชาร์ปต้องหัดโพสให้ตรงกับที่ใจคิดมากขึ้นนะครับ
เห็นบอกอย่างนี้มาทีแล้ว
ถ้าสื่อได้ไม่ตรงกับที่ใจคิดอยู่บ่อยๆ
แล้วอ้างอย่างนี้เรื่อยๆ มันไม่ดีนะครับ
Quote from: แตงโม on 03 Jul 2007, 12:58 น.
ส่วนจักรีครับ
:46: .... อย่าไปซีเรียสครับ เราคุยเรื่องธรรมะนะครับ เราไม่ได้มานั่งด่ากันซักหน่อย ได้ความรู้ดีครับ และสนุกด้วย :33:
คือมีอารมณ์เจืออยู่ก็ต้องบอกว่ามีอารมณ์ อ่ะครับ :42: คือจะให้ผมบอก ว่า ไม่มี ทั้งที่ มีอยุ่ในใจ ผมทำไม่ได้หรอก อึดอัดตาย :41:
Quote from: เก้อ on 04 Jul 2007, 00:57 น.
ส่วนเรื่องผมแมนนั้น แน่ใจเหรอครับ :26:
จริงเหรอ ฮะพี่เก้อ :26:
การที่พระไปเย้วๆ คว่ำบาตร ถือ โทรโข่งพูด อดข้าว ฯลฯ
ผมเห็นแล้วสังเวชใจครับ และผมก็เชื่อว่า ถ้าชาวพุทธทั่วโลก เห็นภาพแบบนี้ ก็คงสังเวชใจไม่ต่างกัน
.
.
(ไม่มีคำบรรยาย)
.
ส่วนเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนา สำหรับชาวพุทธ ถ้าพ่อแม่เป็น ชาวพุทธ ลูกที่เกิดมา จะมีสภาพเป็น ชาวพุทธโดยสมบูรณ์ โดยไม่ต้องมีการป่าวร้อง หรือ ตั้งจิต ถือคำสัตย์ ว่า เราจะเป็นชาวพุทธแล้วนะ
(ยกเว้นจะมาเปลี่ยน นับถือ ศาสนาอื่นๆ ในสภาวะแวดล้อม ที่แตกต่างออกไป)
และถ้า วันนึงคุณ เกิดเปลี่ยนใจไปนับถือคริสต์ หรือ อิสลาม แล้วคุณเป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่คุณก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่บังเอิญคุณได้เรียนวิชาพระพุทธศาสนา ว่า ผู้ชายอายุยี่สิบต้องบวช
พ่อแม่คุณก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร คุณจะบวชให้พ่อแม่ตามวัฒนะธรรมที่ว่าบวชทดแทนคุณพ่อแม่ไหม
(บวชเล่นบวชลอง บวชครองประเพณี บวชหนีสังสาร
บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อนบวชเลื่อนใจสาว บวชหลอกชาวบ้าน บวชต้องการหนีความผิด บวชคิดหวังรวย )
กลับเข้ามาเรื่องการบรรจุต่อ
ประเทศไทย ให้อิสระ ต่อการนับถือศาสนา ครับ "คนไทยไม่เคยแบ่งข้าง ไทยแขกจีนฝรั่งที่เกิดยังเมืองไทย"
จะนับถือศาสนาอะไรก็คนไทยเหมือนกันครับ วันหนึ่ง ถ้าเกิดมีการบรรจุไว้จริงๆ
ถ้าผมเกิดนับถือ ศาสนา บักจำป๊ดโม้ย แล้ว วันหนึ่งผมเกิด "เฮ้ย ที่นี่มันเมืองพุทธนี่หว่า ต๊าย! นี่หรือเมืองพุทธ เอ๊ะอี่นี่หนิ อ่ะ เอ๊ะไอ้นี่หนิ โย่วๆ"
มันจะเกิดการแบ่งแยกดินแดนกันขึ้นมา(อย่างรุนแรงกว่าปัญหาที่มีอยู่ในบัจจุบันอย่างแน่นอนครับ) นะครับ
เอวํ :46:
Quote from: ภูกระดึง อ๋าห์ on 04 Jul 2007, 02:02 น.
ชาร์ปต้องหัดโพสให้ตรงกับที่ใจคิดมากขึ้นนะครับ
เห็นบอกอย่างนี้มาทีแล้ว
ถ้าสื่อได้ไม่ตรงกับที่ใจคิดอยู่บ่อยๆ
แล้วอ้างอย่างนี้เรื่อยๆ มันไม่ดีนะครับ
ครับผม ลุงอ๋า :46:
ชอบว่ะ ศาสนา บักจำป๊ดโม้ย
คำสวดคงเป็น บักจำป๊ดโม้ย โน้ยโนยโหน่ย~
เปลี่ยนเรื่องเหอะ
เดือนที่แล้ว ที่ดาไปตักบาตรกะน้องที่ตลาด เจอเหตุการณ์คล้ายๆอย่างงี้
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5576226/A5576226.html
Quoteแม่ค้าแสบจ้างพระ 200บ. ยืนบิณฑบาตรตี 3 หวังขายอาหาร
แม่ค้าตลาดสดพัทยาแสบอาศัยพุทธศาสนาหากินว่าจ้างพระ200บาทออกยืนบิณฑบาตรตี 3 หลังชาวบ้านถวายเครื่องอัฐบริโภคเสร็จก็จะคืนให้กับแม่ค้า เพื่อนำไปขายต่อในตอนเช้าตรู่ เจ้าคณะตำบลนาเกลือเอื้อม เรียกตักเตือนหลายครั้ง แต่ไม่ปฏิบัติตาม แฉพฤติกรรมไม่อยู่วัด แต่จะปักกรดอยู่เอง
(4กค.) เวลา 04.30 น. พ.จ.อ.สมชาย อินเรือง หัวหน้างานฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจจำนวนหนึ่ง เดินทางไปตรวจสอบบริเวณตลาดสดวัดชัยมงคล ย่านพัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวว่าได้มีพระภิกษุหลายรูป ออกมายืนบิณฑบาตรอยู่หน้าตลาดสดในระหว่างเวลา 03.00-06.00 น.
ถึงบริเวณตลาดสดดังกล่าวพบชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำงานตามสถานบันเทิงเลิกงาน มาตักบาตรทำบุญกับพระดังกล่าวที่ยืนเรียงรายจำนวน 7 รูป จึงนิมนต์มาให้พระครูพิศาลจริยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลนาเกลือ ได้ทำการตรวจสอบใบสุทธิ
ตรวจสอบพบว่ามีพระจำนวน 4 รูป มีใบสุทธิจากวัดต่างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีก 3 รูป อ้างว่าอยู่วัดจิตภาวัน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งพฤติกรรมของพระดังกล่าว พบว่า แม่ค้าข้าวแกงหน้าตลาดสด ได้ว่าจ้างวันละ 200 บาท ให้มายืนรับบิณฑบาตรจากมีผู้จิตศรัทธา โดยแม่ค้าดังกล่าวจะขายเครื่องอัฐบริโภคต่างๆ ถุงละ 30 บาท เมื่อพระได้รับบิณฑบาตรแล้วก็จะคืนให้แม่ค้านำไปขายต่อแบบลักษณะหมุนเวียน ซึ่งเป็นการกระทำแบบหาผลประโยชน์
นอกจากนี้แล้วพบว่าพระบางรูปยังมีเหรียญ จตุคามราเทพ พร้อมกับ เครื่องลางของขลังจำนวนมาก ใส่ไว้ในบาตรเพื่อเตรียมให้ชาวบ้านเช่าไปบูชาอีกด้วย ซึ่งพระครูพิศาลจริยาภิวัฒน์ ได้ว่ากล่าวตักเตือนและคาดโทษห้ามบิณฑบาตรในลักษณะดังกล่าวอีก ซึ่งพระสงฆ์ส่วนใหญ่เคยถูกเรียกมาว่ากล่าวตักเตือนมาแล้ว แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเช่นเดิมอีก
ทั้งนี้ยังทราบว่า พระสงฆ์ทั้งหมดจะไม่ประจำอยู่วัด แต่จะอาศัยปักกรดตามป่ากลางเมือง บางรูป สร้างเพลิงที่พักเป็นของตัวเองอยู่ประจำในที่พักไม่ไปไหน และจะออกมา ยืนบิณฑบาตรที่หน้าตลาดสดดังกล่าวโดยมีพ่อค้าแม่ค้ารู้เห็นเป็นใจ ทั้งนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอนเพลิงพักทั้งหมดหากพบจะว่ามีพฤติกรรมเช่นเดิมอีกจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
จากคุณ : Ploychompuuan - [ 4 ก.ค. 50 17:27:50 ]
ดาก็ไม่รู้นะ ว่าเค้าจ้างมาหรือเปล่า แต่อาหารน่าจะเวียนอะ
Quote from: จักรี on 04 Jul 2007, 02:55 น.
คือมีอารมณ์เจืออยู่ก็ต้องบอกว่ามีอารมณ์ อ่ะครับ :42: คือจะให้ผมบอก ว่า ไม่มี ทั้งที่ มีอยุ่ในใจ ผมทำไม่ได้หรอก อึดอัดตาย :41:
เรื่องละเอียดล่อนแบบนี้ ต้องถลกกันให้นิ่มนวลหน่อยนะฮะ
(นิ่มนวลแต่ชัดเจนนะ)
Quote from: ปริณดา ด๊า ดา on 04 Jul 2007, 21:23 น.
เปลี่ยนเรื่องเหอะ
เดือนที่แล้ว ที่ดาไปตักบาตรกะน้องที่ตลาด เจอเหตุการณ์คล้ายๆอย่างงี้
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5576226/A5576226.html
Quoteแม่ค้าแสบจ้างพระ 200บ. ยืนบิณฑบาตรตี 3 หวังขายอาหาร
แม่ค้าตลาดสดพัทยาแสบอาศัยพุทธศาสนาหากินว่าจ้างพระ200บาทออกยืนบิณฑบาตรตี 3 หลังชาวบ้านถวายเครื่องอัฐบริโภคเสร็จก็จะคืนให้กับแม่ค้า เพื่อนำไปขายต่อในตอนเช้าตรู่ เจ้าคณะตำบลนาเกลือเอื้อม เรียกตักเตือนหลายครั้ง แต่ไม่ปฏิบัติตาม แฉพฤติกรรมไม่อยู่วัด แต่จะปักกรดอยู่เอง
(4กค.) เวลา 04.30 น. พ.จ.อ.สมชาย อินเรือง หัวหน้างานฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจจำนวนหนึ่ง เดินทางไปตรวจสอบบริเวณตลาดสดวัดชัยมงคล ย่านพัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวว่าได้มีพระภิกษุหลายรูป ออกมายืนบิณฑบาตรอยู่หน้าตลาดสดในระหว่างเวลา 03.00-06.00 น.
ถึงบริเวณตลาดสดดังกล่าวพบชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำงานตามสถานบันเทิงเลิกงาน มาตักบาตรทำบุญกับพระดังกล่าวที่ยืนเรียงรายจำนวน 7 รูป จึงนิมนต์มาให้พระครูพิศาลจริยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลนาเกลือ ได้ทำการตรวจสอบใบสุทธิ
ตรวจสอบพบว่ามีพระจำนวน 4 รูป มีใบสุทธิจากวัดต่างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีก 3 รูป อ้างว่าอยู่วัดจิตภาวัน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งพฤติกรรมของพระดังกล่าว พบว่า แม่ค้าข้าวแกงหน้าตลาดสด ได้ว่าจ้างวันละ 200 บาท ให้มายืนรับบิณฑบาตรจากมีผู้จิตศรัทธา โดยแม่ค้าดังกล่าวจะขายเครื่องอัฐบริโภคต่างๆ ถุงละ 30 บาท เมื่อพระได้รับบิณฑบาตรแล้วก็จะคืนให้แม่ค้านำไปขายต่อแบบลักษณะหมุนเวียน ซึ่งเป็นการกระทำแบบหาผลประโยชน์
นอกจากนี้แล้วพบว่าพระบางรูปยังมีเหรียญ จตุคามราเทพ พร้อมกับ เครื่องลางของขลังจำนวนมาก ใส่ไว้ในบาตรเพื่อเตรียมให้ชาวบ้านเช่าไปบูชาอีกด้วย ซึ่งพระครูพิศาลจริยาภิวัฒน์ ได้ว่ากล่าวตักเตือนและคาดโทษห้ามบิณฑบาตรในลักษณะดังกล่าวอีก ซึ่งพระสงฆ์ส่วนใหญ่เคยถูกเรียกมาว่ากล่าวตักเตือนมาแล้ว แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเช่นเดิมอีก
ทั้งนี้ยังทราบว่า พระสงฆ์ทั้งหมดจะไม่ประจำอยู่วัด แต่จะอาศัยปักกรดตามป่ากลางเมือง บางรูป สร้างเพลิงที่พักเป็นของตัวเองอยู่ประจำในที่พักไม่ไปไหน และจะออกมา ยืนบิณฑบาตรที่หน้าตลาดสดดังกล่าวโดยมีพ่อค้าแม่ค้ารู้เห็นเป็นใจ ทั้งนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอนเพลิงพักทั้งหมดหากพบจะว่ามีพฤติกรรมเช่นเดิมอีกจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
จากคุณ : Ploychompuuan - [ 4 ก.ค. 50 17:27:50 ]
ดาก็ไม่รู้นะ ว่าเค้าจ้างมาหรือเปล่า แต่อาหารน่าจะเวียนอะ
1. หนังสือพิมพ์เขียนอย่างนี้จริงดิ :39:
2. เมื่อวานออกข่าวช่อง 3 เห็นว่าโดนจับสึกไปแล้ว (หรือเปล่า ไม่แน่ใจ)
บิณฑบาตร ถูกแล้วไม่ใช่หรอครับ :09:
แต่กรด นี่ ต้องเป็น กลด
ส่วนเพลิง ไม่มี "ล" ใช่มั้ยครับ
ยังมีอีกหลายคำนะนั่น {หมีโหด}
ตักบาตร
แต่บิณฑบาตครับ
อ๊ะ เป๋แล้ว {หมีโหด}
ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ ตักบาตร พระไง
ส่วนพระก็ออกไป บิณฑบาตร อ่ะครับ :09:
ต้อง บิณฑบาต ค่ะ บิณฑบาตร ผิด :22:
ตามพจนานุกรมนะคะ
เออ จริงด้วย :03:
ตัดเข้าสู่รายการหลักกันเทอญ :22:
เอาเว็บสำหรับผู้อยากศึกษาธรรมะมาฝาก :33:
http://www.dou.us/
ลองอ่านรายละเอียดดูละกันครับ เคยเรียนไปรอบหนึ่ง แต่งานเยอะมากเลยไม่ได้ทำการบ้านส่ง :44:
แล้วกะว่าจะเรียนใหม่ เร็วๆนี้ละครับ
Quote from: ปริณดา ด๊า ดา on 04 Jul 2007, 21:23 น.
เดือนที่แล้ว ที่ดาไปตักบาตรกะน้องที่ตลาด เจอเหตุการณ์คล้ายๆอย่างงี้
:46: อนุโมทนาบุญ กับ บุญตักบาตรด้วยนะครับ
ดา ไปตักบาตรเป็นประจำหรือเปล่าครับ
ตามเทศกาลค่ะ :42:
นานมาก
http://www.budpage.com/
:30: ลองอ่านดูกันนะครับ รับรองไม่ผิดเพี้ยน ฮามาก :30:
วัยสะรุ่นมากๆเลยไปเจอ
" จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงจตุคามรามเทพว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก "
นึกๆอยู่ว่าจะมาโพสอะไรอธิบายในกระจู๋นี้
พอดีได้มีโอกาสอธิบายพระพุทธศาสนาให้ชาวต่างชาติฟังบ้าง
เช่น ฝรั่งคนนึงเข้าใจว่า เนอร์วาน่าคือความสุขความหลุดพ้น
ที่สมบูรณ์ เขาก็สนใจพุทธนะแต่เลือกจะเข้าใจแบบโรแมนติก
และเอ็กโซติก(กำลังหัดพูดไทยคำฝรั่งคำอยู่ครับ :30:)
จึงอธิบายไปว่า คนเรามีสุขแล้ว เดี๋ยวก็ทุกข์
ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดกาล แม้แต่จักรวาลก็ยังมีแตกดับ
นิพพานหรือการหลุดพ้นจึงไม่ใช่สุขและก็ไม่ใช่ทุกข์
แต่แค่ "เข้าใจ"
มันก็อื้มมมๆ นะครับ แต่ธรรมชาติของคน
แสวงหาความมั่นคง ต้องการอะไรที่ทำให้รู้สึกว่า
มั่นคงแน่นอนเป็นสุขตลอดไป ให้ยึดถือ
แล้วแถมพออธิบายแบบนี้ แง่มุมความโรแมนติก
แบบว่าศาสนาของชาวตะวันออกที่ดูลี้ลับคงหายไปเสียหมด :30:
แต่ไม่นานต่อมา ตอนวันเข้าพรรษา ก็ได้ไปวัดไทยกัน
ผมไปกินข้าวฟรีเฉยๆ มีเพื่อนฝรั่ง และญี่ปุ่นไปด้วย
ไปนั่งฟังพระเทศน์เป็นภาษาอังกฤษ
มีสอนเม็ดดิเถด ...เบรธอิน...เบรธเอ้าท์ เสียงเนิบๆด้วยนะครับ
แล้ววันไหนอีกวันนึงไม่รู้ คุยกับคนญี่ปุ่นอีกคนนึง
คนนี้สนิท เพราะเขาเรียนศิลปะมา(จบทามะบิด้วยนะ)
เลยได้ถามเรื่องศาสนาของคนญี่ปุ่น ซึ่งก็อย่างที่เขาว่าๆกัน
คือมักจะตอบไม่ได้แน่ ว่าตัวเองนับถือศาสนาอะไร
พอเขาถามผม ผมก็บอกว่า ไม่ได้"นับถือ"หรือ"เชื่อ"
ใรพระพุทศาสนาเหมือนกัน แต่แค่พิจารณาว่า/เห็นว่า
คำสอนของพระพุทธเจ้าส่วนใหญ่นั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับใจคน
ผมใช้คำว่า consider และย้ำว่า มันไม่เกี่ยวกับ เชื่อ-believe
แม้แต่ศรัทธา-Faith ก็ไม่เกี่ยว เพราะเราพิจารณาว่ามัน
เป็น ข้อเท็จจริง-Fact เราต้องใช้อะไรมายึดเหนี่ยว
ให้ตัวเองต้อง"เชื่อ"ว่ามันคือข้อเท็จจริงด้วยเหรอ
ในเมื่อมันคือข้อเท็จจริง
จึงโยงไปถึงเรื่องว่า เราเลยเป็นชาวพุทธที่ใช้ไม่ได้
เพราะไม่ไหว้พระ ไม่ได้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีต่างๆของพุทธ
ที่มีขึ้นเพื่อน้อมนำให้ผู้คนดำรงอยู่กับศาสนา (ซึ่งก็ต้องอธิบาย
อีกแหละว่าเข้าใจดีว่า มันจำเป็นสำหรับคนหมู่มาก
และเพื่อให้ศาสนาดำรงสถาบันอยู่ต่อไปได้ มิได้ต่อต้านแต่อย่างใด
หากมันไม่เกินเลยไปกว่าจุดประสงค์ดังกล่าว)
ดังนั้นแล้วเลยขออธิบายตัวเองว่า
ไม่มีศาสนา-Agnostic ไปเลยจะเหมาะกว่า
กว่าจะอธิบายครบที่ว่ามานั่น เมื่อยมือมากเลยนะครับ :30:
แต่สำหรับผมนะ
ก็เห็นคล้ายๆกันว่า คำสอนในพุทธศาสนามันโอเค ตอบคำถามผมได้ เยสหรือโนชัดเจน
ลอง สตั๊ดดี้-ศึกษาแล้วก็เห็นว่ามันคือความจริง-แฟ๊ค (กำลังหัดพูดฝรั่งอยู่เหมือนกัน)
และผมก็พูด-เซย์ ได้เต็มปากเต็มคำว่า ผมนับถือพระพุทธศาสนา
ก็ทำไมล่ะ -วาย? ในเมื่อคำสอนในพุทธศาสนามันฟังขึ้น และเราก็เอาไปใช้
ทำไม่ไม่ให้เกียตริคนคิดหน่อยล่ะ ว่าเรานับถือนะในสิ่งที่ท่านคิดขึ้นมา ซึ่งก็คือเราเป็นชาวพุทธ
ถึงแม้ผมจะไม่ได้เข้าวัดไปนั่งฟังบทสวดที่ผมฟังไม่รู้เรื่องเป็นชั่วโมงๆ
แต่ผมก็เข้าใจหลักการของมัน
และคิดว่า จะให้ผมไปนั่งใต้ต้นไม้แล้วคิดให้ได้แบบนั้นก็คงจะยาก
ดังนั้นแล้วผมจึงขออธิบายตัวเองว่า
ผมนับถือศาสนาพุทธครับ
งั้นผมก็จะขออนุญาต บอก -เทล ว่า ฟอร์มี สำหรับผม แล้ว
คือพุทธศาสนิกชนอย่างไม่ต้องสงสัย ปฏิบัติกิจที่พึงทำตามสมควร
เข้าใจและทึ่งกับหลักคำสอน เรียกว่าศรัทธา ไปกึ่งหนึ่ง แต่ก็จะพยายามใช้ปัญญากึ่งหนึ่งช่วย
แต่ถึงแม้จะเข้าใจใน เลเวลหนึ่ง แต่ก็มิอาจ ปฏิบัติได้ถึงจุดนั้น อะไรที่สามารถสัมผัสได้เข้าใจได้ในพุทธศาสนา ถ้าเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผล ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยพอ ก็จะไม่เชื่อว่า พุทธสอนอย่างนั้นจริงๆ....
ไอ ไลค์ ไม โล
อ่านออกสำเนียงอังกฤษตอนใต้ด้วยนะครับ :25:
สำหรับไอ ขี้เกียจย้ำหลายรอบว่ะ
ง้นตูนับถือไดเกียวละกัน
Quote from: จักรพรรดิโรเนียว on 07 Aug 2007, 20:43 น.
แต่สำหรับผมนะ
ก็เห็นคล้ายๆกันว่า คำสอนในพุทธศาสนามันโอเค ตอบคำถามผมได้ เยสหรือโนชัดเจน
ลอง สตั๊ดดี้-ศึกษาแล้วก็เห็นว่ามันคือความจริง-แฟ๊ค (กำลังหัดพูดฝรั่งอยู่เหมือนกัน)
และผมก็พูด-เซย์ ได้เต็มปากเต็มคำว่า ผมนับถือพระพุทธศาสนา
ก็ทำไมล่ะ -วาย? ในเมื่อคำสอนในพุทธศาสนามันฟังขึ้น และเราก็เอาไปใช้
ทำไม่ไม่ให้เกียตริคนคิดหน่อยล่ะ ว่าเรานับถือนะในสิ่งที่ท่านคิดขึ้นมา ซึ่งก็คือเราเป็นชาวพุทธ
ถึงแม้ผมจะไม่ได้เข้าวัดไปนั่งฟังบทสวดที่ผมฟังไม่รู้เรื่องเป็นชั่วโมงๆ
แต่ผมก็เข้าใจหลักการของมัน
และคิดว่า จะให้ผมไปนั่งใต้ต้นไม้แล้วคิดให้ได้แบบนั้นก็คงจะยาก
ดังนั้นแล้วผมจึงขออธิบายตัวเองว่า
ผมนับถือศาสนาพุทธครับ
:25:
ฮ่วย เอากันใหญ่เลย :30:
นานๆผมกดแป้นเปลี่ยนภาษานะนั่น
(ปกติขนาดคุยเอ็มยังหัวเราะ ๕๕๕) :30:
ไม่ได้จะย้ำเรื่องความเชื่ออะไรนะครับ
เพราะเห็นไส้เห็นพุงกันหมดแล้ว แค่เอ็กซเพลน
ให้ฟังว่าอธิบายให้ชาวต่างด้าวเขาอันเด้อแสตนด์เรายังไงเฉยๆ
ซึ่งคงดิฟฟะเร้นจากที่อธิบายให้ชาวเราฟัง
วุ้ย สงสัยติดมาจากพระสอนเม็ดดิเถด
แต่ท่านเทศน์ดีมากนะครับ อธิบายเข้าใจง่าย
จนฝรั่งต้องร้องอ๋อเลย หมายถึงถ้าฝรั่งมันร้อง อ๋อ เป็น :08:
ที่จริง ประเด็นเรื่องพุทธศาสนา นี่ มันไม่ได้ร้อนแรงวูบวาบยังกับการเมือง แสดงความคิดเห็นกี่ที่มัน
ก็อิหรอบเดิม จนกว่า ผมหรือ ใคร จะ ละทิ้งจากโมหะ หรือหันเข้าหาโมหะ ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ถึงเวลานั้นความคิดความเห็นอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ เพราะ ความศรัทธาสำหรับผมขอเรียกมันว่า ความศรัทธา เลยละกัน
แต่อยากให้รุ้ไว้ว่า ความศรัทธาของผมนั้น ผมได้ใช้ปัญญาที่มีอยุ่อาจน้อยนิด พิจารณาเต็มที่แล้ว
ผมยังเป็นเพียงแค่พุทธศาสนิกชน คงวางอุเบกขาลำบากนัก
แต่อย่างไงขอเอาพระรัตนตรัย เป็นสรณะ จะไปที่ไหนก็จะขอยืดอกโดยไม่กลัวใครว่างมงาย และอยากจะรู้สึกเมตตาผู้ที่เข้าใจผิดๆเกี่ยวกับพุทธศาสนา อยากให้เขาเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ แม้บางครั้งมันจะเกิดด้วยอารมณ์โทสะก็ตามที ..... คนที่เข้าใจตรงข้ามกับผมคงจะถามว่า แล้วถูกของคุณถูกจริงเหรอ ผมก็ตอบได้คำเดียวว่า ไม่รุ้........
ช่วงนี้ ผม ว่าจะไม่ทานเหล้า แล้วก็ถือศีล กลับมาปฏิบัติ กรรมฐานอีกครั้งนึง หลังจากที่เว้นว่างไปนานโข
มีกระทู้หนึ่ง อยากให้อ่าน เขาถามเรื่องการปฏิบัติ อ่านแล้วอาจจะมีเรื่องศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง อันนี้ก็ ทนๆอ่าน หน่อยนะครับ
Quote
ถาม :
การปฏิบัติเมื่อถึงญาณขั้นที่สิบสอง แล้วภายหลังห่างการปฏิบัติไปไม่ต่อเนื่อง เพราะมีภาระกิจในชีวิตประจำวันไม่สามารถกำหนดได้ตลอด จะทำให้ผลของการปฏิบัตินั้นถดถอยได้หรือไม่ และเมื่อกลับมาปฏิบัติอย่างจริงจังใหม่ผลจะกลับไปสู่ญาณขั้นที่สิบสองได้อีกหรือไม่? และจะทำอย่างไรให้คงอยู่และหรือเกิดการพัฒนาไปเรื่อย ๆ ช่วยแนะนำด้วยคะ เพราะปฏิบัติด้วยตนเองหลังจากได้รับการอบรมมาแล้ว แต่ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าคะ
ตอบ
ถามคุณผู้สงสัยหน่อยว่า ได้เข้ารับการปฏิบัติที่ไหน และที่บอกว่าปฏิบัติถึงญาณขั้นที่ 12 รู้จากอะไรครับ
ถ้าไม่ได้มาจากการที่ครูผู้สอนกรรมฐานสอบอารมณ์ และให้ฟังเทศน์ลำดับญาณแล้ว ไม่ควรไปคิดเอง
เพราะไม่มีประโยชน์ และในกรณีส่วนใหญ่ จะเกิดความคิดฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ
ส่วนที่ถามมาในหัวข้อกระทู้ว่า "ทำอย่างไรการปฏิบัติจึงจะพัฒนาถึงบรรลุญาณขั้นสูง (อนาคามีฯ)"
แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจที่ผิด จึงไม่น่าเป็นไปได้เลยที่จะได้รับฟังมาจากครูสอนกรรมฐานที่วัดอัมพวัน
เพราะถ้าผ่านโคตรภูญาณครั้งแรก โสดาปัตติมรรคจึงเกิด ดังนั้น ถึงจะได้ญาณที่12 คืออนุโลมญาณจริงๆ
ก็ยังไม่ได้ถึงโสดาปัตติมรรคเลย แล้วจะไปพูดถึงอนาคามิมรรคได้อย่างไร
ประเด็นที่ถามว่า มีภาระกิจในชีวิตประจำวันทำให้ไม่สามารถปฏิบัติได้ต่อเนื่อง ก็ควรทำความเข้าใจใหม่นะครับ
อย่าไปยึดกับพิธีการว่า จะต้องมีเวลา เดินหนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมง ถึงเรียกได้ว่าปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
การกำหนดรู้ปัจจุบันธรรม สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันตอนแทบจะตลอดเวลา
เราไม่เคยหยุดหายใจ ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเวลากำหนด ทุกครั้งที่หายใจ ก็มีสติรู้ตัวตลอด
หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ กำหนดไป พองหนอ ยุบหนอ
สั้นก็รู้ ยาวก็รู้ รู้ตลอดเวลาที่กำหนด พองหนอ หรือ ยุบหนอนั้นๆ พองกี่ระดับ ยุบกี่ระดับ
ไม่ใช่สักแต่กำหนด แบบท่องบ่นในใจเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่กำหนดรู้ว่า พอง นั้นพองกี่ระดับ เป็นต้น
ในชีวิตประจำวันเวลาจะเดิน จะก้าว กำหนดไป ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ
เวลาลูกน้องทำไม่ได้ดังใจ รู้สึกโกรธ กำหนดเลย โกรธหนอ ๆ ๆ (พอรู้ทันว่าโกรธแล้ว โกรธสักแต่ว่าโกรธ
ก็เอาสติตรงนั้นไปคิดแก้ปัญหาต่อไปด้วย ไม่ใช่แค่กำหนดอย่างเดียว แล้วไม่ต้องคิดแก้ปัญหา )
โดนเจ้านายด่า เสียใจ ก็กำหนดอีก เสียใจหนอๆ ๆ (พอรู้ตามจริงว่าเสียใจแล้ว เสียใจสักแต่ว่าเสียใจ
แล้วก็เอาสติตรงนั้นไปคิดแก้ปัญหาต่อไป ว่าเราทำผิดพลาอย่างไร จะป้องกันแก้ไขอย่างไรต่อไป)
ไม่ใช่ว่ากำหนดอย่างเดียวพอ ไม่ใช่ หลวงพ่อไม่ได้สอนอย่างนั้น หลวงพ่อสอนให้เจริญกรรมฐาน
เพื่อให้มีสติปัญญาไปแก้ปัญหาเองได้ ในเมื่อเรากำหนดรู้ทันแล้ว ความโกรธ ความเสียใจ เรารู้แล้ว
ไม่หลงไปตามอำนาจของกิเลสแล้ว เพราะเรากำหนดรู้ตามจริง สติตรงนั้นเอาไปใช้คิดแก้ปัญหา
นี่คือการปฏิบัติแล้วครับ จะอ้างว่าไม่มีเวลาปฏิบัติไม่ได้ ใครที่บอกแบบนั้นแสดงว่าไปยึดกับพิธีการ
ยึดเป็นหลักสูตรว่า ต้องมีเวลาอาบน้ำสะอาดๆ ใส่ชุดขาว เข้าห้องพระ แล้วสวดมนต์เท่านั้นเท่านี้
แล้วค่อยเดินหนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมง แผ่เมตตา อุทิศบุญฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงรูปแบบพิธีการ
ไม่ใช่สาระ ไม่ใช่แก่นของการปฏิบัติ โปรดแยกแยะให้ออก
ถ้าวันไหนเรามีเวลาสัก 2 ชั่วโมงที่สามารถทำในส่วนของการเดินและนั่งได้ ก็ค่อยทำ อย่างละหนึ่งชั่วโมง
มากกว่าหรือน้อยกว่า ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วแต่เวลาที่อำนวย ไม่ต้องยึดติดว่าต้องหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ใครที่ทำได้ทุกวันก็ดี แต่ใครที่ทำไม่ได้ทุกวัน ก็หาเวลา จะกี่วันต่ออาทิตย์ก็แล้วแต่ ตามเหตุปัจจัยครับ
แต่ตรงนี้ไม่ใช่ว่า มีเวลาแต่ แทนที่จะทำได้ทุกวัน กลายเป็นอาทิตย์ละครั้ง แบบนี้คือขี้เกียจมักง่ายแล้ว
เราปฏิบัติหน้าที่ของเราในเพศฆราวาสให้สมบูรณ์ หน้าที่ของเจ้านาย หรือลูกน้อง พ่อ แม่ หรือ สามี ภรรยา
ทำให้พร้อมสมบูรณ์ แล้วเวลาที่เหลือจากตรงนั้น ก็มาปฏิบัติ เร่งความเพียรต่อไป
ในแง่ของมรรคผล กับลำดับญาณนั้น อันนี้ต้องเป็นไปตามลำดับ ถ้าเราปฏิบัติตรงและถูกต้อง
มันจะได้ของมันเอง ยังไม่ต้องไปกังวล เมื่อถึงเวลาครูผู้สอนกรรมฐานจะเป็นผู้ที่บอกเอง
เวลาเราเกิดความสงสัยในเรื่องความก้าวหน้าในการปฏิบัติของเราเอง ก็ไม่ต้องไปบังคับให้หยุดสงสัย
กำหนดรู้ไป สงสัยหนอๆ ๆ ๆ รู้ตามจริงว่าสงสัย นี่คือการปฏิบัติแล้ว
มรรคผลนั้น เมื่อได้แล้วจะไม่มีเสื่อม เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นครั้งแรก จะไม่มีทางเสื่อม
ความอยาก คือกิเลสตัวหนึ่งที่ทำให้บรรลุธรรมไม่ได้
จะทำอย่างไรที่จะทำให้ความอยากนี้หายไป ?
การที่จะไม่อยากนั้น เราจะต้องดำเนินชีวิตตามมรรค 8 คือต้องทำให้ครบ
จะมาหวังแค่ เวลา 7 วันที่ปฏิบัติที่วัด ปีละครั้งสองครั้งอย่างเดียวไม่ได้ครับ
ขอบคุณครับ :46:
ผมจะลองกำหนดเวลาล้างจานดู
ภาวนา เจริญสตินี่ทำได้เรื่อยๆ นะครับ
เวลาทำ Photoshop อะไรงี้เหมาะมากเลยครับ
สงบดี :42:
อ๋อ ลืมบอกไปนี่ เรียกว่า การปฏิบัติกรรมฐาน นะครับ
มีเคสแบบนี้เยอะเหมือนกันในบอร์ดแต่ พออ่านคำถามก็เลยนู้สึกขำ ก็เลยเอามาให้อ่านกันเล่นๆ
ส่วนใหญ่ผมจะไม่ตอบในบอร์ดนี้หรอกนะครับ ส่วนใหญ่จะเข้าไปอ่านอย่างเดียว เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เท่าหางอึ่ง :08: อย่างว่าแหละเรื่องพวกนี้มันต้องประกอบไปด้วยศรัทธา ปัญญาอย่างเดียวก็ มีข้อสงสัยไม่รุ้จบซักที ผมเคย :30:
เมื่อคืนอ่านหนังสืออะไรสักอย่างจำชื่อหนังสือไม่แม่น
แต่ประโยคหนึ่งมันโดดขึ้นมา
"สมาธิที่มีศีลกำกับ ถึงจะถือว่าเป็นสมาธิฝ่ายดี" :46:
ผมเพิ่งไปมา วัดอัมพวันเนี่ย
ไม่รู้สิ ผมว่าก็ไม่เห็นเขาจะสอนอะไร เขาให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ข้างในเป็นบทสวดมนต์ที่ผมอ่านไม่รู้เรื่อง แต่มีแปลบ้างนิดๆหน่อยๆ
บทแผ่เมตตา บทกุศลส่ง ฯลฯ
เข้าไปในวัดก็เห็นเดินจงกลมกัน สวดมนต์บ้าง
ผมรู้สึกว่าเขาสอนให้คนทำสมาธิ แต่ไม่ได้สอนว่าจะทำไปทำไม ไม่ใช่สิ เขาก็บอกว่า ทำสมาธิไปเป็นบุญกุศล
เป็นบารมีอะไรแบบนี้
ไม่รู้ทำไมเขาไม่สอนไอ้เรื่องที่เป็นวิชาการๆบ้าง
แต่เพื่อนผมก็ชอบนะ ขากลับตอนเดินออกมาบอกกับผมว่า วันนี้รู้สึกเป็นคนดีขึ้น ได้เข้าวัดเข้าวา
ผมก็ เออๆ แต่กูเฉยๆ ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนี่ 555
อ๋อ มีเข้าไป หลายอย่างอะครับ เข้าไปทำบุญ ก็มี เขาไปฟังธรรมก็มี เรื่องการปฏิบัติเนี่ยจะเน้นวิปัสนากรรมฐาณ ตามแนวทาง สติปัฏฐานสี่ ก็มีสมาธิเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างอย่างที่ผมยกมาให้อ่านนั่นแหละครับ จะเห็นได้ว่า สมาธิเป็นแค่ส่วนประกอบ
หลักสำคัญคือการใช้สติในการพิจารณา พูดง่ายๆคือการฝึกสติ นั่นเองแหละครับ ถ้าจะถามหาวิชาการก็ไม่รุ้ว่าอันไหน ที่เรียกว่าวิชาการอะครับ แต่สิ่งที่ได้ให้พิจารณาเอาจากวิธีการปฏิบัติอะครับ
ส่วนคนเข้าวัดก็ไม่แตกต่างจากวัดทั่วไปหรอกครับ
แต่การไปเพื่อปฏิบัติเนี่ย มีกำหนดการ 3 วัน 7วัน ตามสะดวก เอาแค่บัตรประชาชนไป ส่วนเรื่อบุญกุศล บารมีจากการปฏิบัติเป็นเรื่องของผลพลอยได้อะครับ มันก็อยุ่ที่ศรัทธาอีกนั่นแหละ ส่วนต่ผลของการฝึกจริงๆ ที่สามารถเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะมีเหตุแบบนี้ผลจึงเกิดแบบนี้
ตามนี้ครับ
๑. มีวินัยในตัวเอง 3 ประการคือ
* ๑ รู้จักระวังตัว
* ๒ รู้จักควบคุมตัวได้
* ๓ รู้จักเชื่อฟังผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กจะไม่เถียงผู้ใหญ่
๒. มีกิจนิสัย ๔ ประการ
* ๑ ขยันไม่จับจด รักงาน สู้งาน
* ๒ ประหยัด รู้จักใช้ชีวิตและทรัพย์สินอย่างถูกต้องและคุ้มค่า
* ๓ พัฒนา รู้จักพัฒนาตัวเอง และอาชีพให้ดีขึ้น
* ๔ สามัคคี รักครอบครัว รักหมู่คณะ และรักประเทศชาติ
๓. มีลักษณะนิสัย ๔ ประการ
* ๑ มีสัมมาคารวะ
* ๒ อุตสาหะพยายาม
* ๓ ปฏิบัติตามระเบียบวินัย
* ๔ รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ วางตัวได้เหมาะสม
๔. มีความรู้คู่กับคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ๔ ประการได้
* ๑ รู้จักคิด
* ๒ รู้จักปรับตัว
* ๓ รู้จักแก้ปัญหา
* ๔ มีทักษะในการทำงานและค่านิยมที่ดีงามในอนาคต เจ้านายทิ้งลูกน้องไม่ได้ ลูกน้องทิ้งเจ้านายไม่ได้ เข้าหลักที่ว่า ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน คนเสมอกันจะได้อุปถัมภ์ค้ำจุนต่อไป
๕. อานิสงส์ในการเดินจงกรม
* ๑. อดทนต่อการเดินทางไกล
* ๒. อดทนต่อความเพียร
* ๓. มีอาพาธน้อย
* ๔. ย่อยอาหารได้ดี
* ๕. สมาธิที่ได้ขณะเดินตั้งอยู่ได้นาน (ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๓๒)
มันเป็นผลที่ฟังดูไม่เว่อร์เลยว่ามั้ยครับ จะเรียกว่าวิชาการก็คงได้มั้ง เพราะในเรื่องสุขภาพแล้วทางการแพทย์ก็บอกว่าเป็น การบริหารในอริยาบทนั่ง เดินยืน นอน เปลี่ยนท่า ของร่างกายที่ถูกต้องตามหลักน่ะนะ
ลองดูแล้วจะรุ้สึกเหนื่อยมากเลยละครับ ไม่เหมือนนั่งสมาธิจดจ่อ อยุ่เฉยๆเลยละ แต่นั่นแหละ แต่ก็ขึ้นอยุ่ว้าทำถูกต้องตามวิธีมากน้อยแค่ไหนอะนะ :42:
ผมถามหาพวก การสอนที่เกี่ยวโยงกับพวกปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ อะไรแบบนี้น่ะครับ
ไม่ค่อยมีพูดถึงนะครับ
มันอยุ่ในขั้นตอนการปฏิบัติอะครับ เพราะถ้าสอนความหมาย ความเข้าใจ เรื่องพวกนี้โรงเรียน หรือวัดอื่นๆก็มีสอนไว้อะครับ
แต่หรืออาจมีสอนไว้อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ เพราะผมเคยไป ปฏิบัติอย่างเดียว ก่อนทำการปฏิบัติก็ จะมีสอน วิธีการ ความมาย ความเข้าใจ ว่าด้วยเรื่องพวกนี้อะครับ อย่างไตรลักษณ์เนี่ย ถึงจะ รุ้ความหมายแต่ถ้าไม่ปฏิบัติก็จะเข้าใจแบบจริงๆไม่ได้ น่ะครับ
วันนี้ได้โทรคุยกับเพื่อนคนนึง
พูดถึงเรื่องใช้ของเถื่อน (เช่น ยูบีซีเถื่อน ซอฟท์แวร์เถื่อน)
เพื่อนบอกว่า ผม (หมอนี่แทนตัวเองว่าผมตลอด ตั้งกะสมัยเรียน) ใช้ของเถื่อนไม่ได้
เพราะฝึกรักษาศีลอยู่ :09:
แล้วก็อธิบายต่อว่า การใช้ของที่เจ้าของไม่อนุญาต มันเหมือนการขโมยของ ผิดศีล
เออ แฮะ ไม่เคยคิดเลยครับ :08:
// คิดต่ออีกนิดว่า แล้วเณร พระ หรือวัดที่มีคอมพิวเตอร์ใช้
และใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนนี่ ผมว่าผิดศีลนะ
หรือผิดกฎหมายเฉยๆ ไม่ผิดศีล?
ตอนบวช
หลวงพี่ผมให้ช่วยเซ็ตโปรแกรมฝึกภาษาบาลีให้หน่อย
เวลาเข้าสู่หน้าจอแรกก็จะมีขึ้นเตือนแบบนี้แหละครับ
ว่าผู้ใดบังอาจก็อปปี้หรือแจกจ่ายโปรแกรมนี้ มีโทษถึงอาบัติปาราชิก
แล้วก็อะไรต่ออีกไม่รู้เยอะแยะ ..
ด้วยรัก จากหลวงพี่เจ้าของโปรแกรม(ชื่อเขาที่เป็นอดีตพระ)
ซึ่งแผ่นที่ว่าก็ Princo นี่แหละ ก็อปๆ กันมา
สรุปว่ามีเรื่องให้เป็นทุกข์เพิ่มมาอีกหนึ่งเรื่อง
เพราะใช้ออโต้แคดเถื่อนอยู่ (แสนสี่) :08:
สงสัยต้องเลี่ยงมาใช้แคดไทย (สองหมื่นห้า)
วินโด่ กะสกช. ก็ด้วย แต่สองรายการนี้ทุกข์อีกไม่นาน เพราะกำลังจะซื้อ
อย่างว่าแหละครับ อยู่ที่เจตนา
อย่างหลวงพี่ที่วัดผมท่านไม่รู้จริงๆ เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ทางปัญญาเนี่ย
ก็เลยไม่รู้ว่ามันผิด (โดยในทางกฎหมายแล้วผิดแน่ๆ เพราะคนทำเสียประโยชน์)
ดังนั้นลุงอ๋าห์รู้ แล้วก็เริ่มทุกข์ใจแล้ว
เข้าใจว่าต้องใช้แคดไทยราคาสองหมื่นห้าแล้วแหละครับ
ดีนะเนี้ยที่เอยังไม่รู้ :25:
อยู่ที่เจตนา กับ ไม่รู้ว่าผิด นี่คนละความหมายเลยนะแอน
ว่าแต่คำเตือนขึ้นมาอย่างนั้นแล้วยังลงต่ออีกเหรอ
แอนไม่ได้อธิบายเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ให้หลวงพี่ฟัง หรือหลวงพี่เห็นแล้วเฉยๆ
ป.ล.แคดไทยนี่เคยโทรคุยกับดีลเลอร์เขาหลายครั้งแล้ว
จนเขาขี้เกียจตื้อแล้ว :30:
ผมว่าในสังคมที่ไม่รู้จักคำว่าปราบดาหยุ่นเนี่ย
คำว่าลิขสิทธิ์ทางปัญญายังอีกนานล่ะครับกว่าจะเข้าไปถึง
(ผมเองก็ยังรู้สึกเลยว่า เอ๊ะ มันจะถึงขั้นอาบัติปาราชิกได้ไงวะ)
แสดงว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา รู้ว่าเป็นเรื่องผิด
แล้วเราละเมิด เราก็เป็นทุกข์
และถือได้ว่าผิดศีล
แต่ถ้าเราไม่เคยรู้ว่าลิขสิทธิ์ทางปัญญามีอยู่ในโลกนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องผิด
เราก็ละเมิดได้ โดยไม่เป็นทุกข์
และไม่ถือว่าผิดศีล
อย่างนั้นหรือ
ไม่รู้ครับ :12:
ทุกวันนี้ผมก็ใช้ของเถื่อนอยู่เต็มเครื่อง
และรู้สึกผิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรู้มากขึ้นเรื่อยๆ :08:
แต่รู้ว่าผิดกฎหมายน่ะ รู้มาตั้งแต่เด็กละ แต่ทำมึน
:30:
เอ๊า มึนก็มึนวะ
รู้ว่าผิดแล้วยังทำ กับ ทำเพราะไม่รู้ ผมว่าเจตนาไม่เหมือนกันนะ
พอเจตนาไม่เหมือนกัน ระดับความทุกข์มันจึงต่างกัน
แต่ คนที่ไม่รุ้ นี่ เขาเรียกว่าโมหะ นะ คือ จะหลงไปเรื่อยๆ ไม่รู้ซักที่ว่าอะไรมันถูกต้อง ควรทำไม่ควรทำ พอไม่รู้ ก็เดินทางผิดไปเรื่อย ถ้าโชคดีก็แล้วไป โชคร้ายโดนจับได้ ก็รับโทษกันไป ถึงเวลานั้นจะอ้างว่าไม่รุ้ก็คงไม่ได้แล้ว นะ เพราะเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง ถ้าเป็นนี้อันตรายนะ ตัวเองหลงโดยไม่รุ้ตัว แล้วพาคนอื่นหลงไปด้วย แบบนี้ยิ่งแย่ เลย ไม่รุ้ตัวเองเป็นรึเปล่า :08:
แต่เรื่องโปรแกรมเถื่อน พวกเราอยุ่ในประเภทรู้แล้วยังทำ :30:
อ๊ะ โปรแกรมเถื่อนนี่เป็นยังไงเหรอครัีบ :08:
อูย... แสบ
โปรแกรมที่หน้าตาโหดๆ ครับ ดูน่ากลัวๆ เรียกโปรแกรมเถื่อน
ถ้าหน้าตาเรียบร้อยดูดี น่าใช้ เรียกโปรแกรมมีชาติตระกูล
โถ.. เอเอ๊ย..
:16: ....
จะไม่จักรีแล้วครับ :16: :16:
งั้นก็ขี้เหล่ต่อไปเถอะเอ :11:
ซะงั้น :08:
ขี้เหร่ :11:
โอ... เชี่ยวชาญกันมั๊ก ๆ เลย ^^b
Quote from: ภูกระดึง อ๋าห์ on 12 Aug 2007, 23:16 น.
วันนี้ได้โทรคุยกับเพื่อนคนนึง
พูดถึงเรื่องใช้ของเถื่อน (เช่น ยูบีซีเถื่อน ซอฟท์แวร์เถื่อน)
เพื่อนบอกว่า ผม (หมอนี่แทนตัวเองว่าผมตลอด ตั้งกะสมัยเรียน) ใช้ของเถื่อนไม่ได้
เพราะฝึกรักษาศีลอยู่ :09:
แล้วก็อธิบายต่อว่า การใช้ของที่เจ้าของไม่อนุญาต มันเหมือนการขโมยของ ผิดศีล
เออ แฮะ ไม่เคยคิดเลยครับ :08:
// คิดต่ออีกนิดว่า แล้วเณร พระ หรือวัดที่มีคอมพิวเตอร์ใช้
และใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนนี่ ผมว่าผิดศีลนะ
หรือผิดกฎหมายเฉยๆ ไม่ผิดศีล?
ถ้ารู้ว่าเถื่อนแล้วยังใช้ ผิดศีลนะครับ
เพราะฉะนั้นถ้าจะถวายคอมพิวเตอร์ก็ให้ลงซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ด้วย 555
ไอ้เรื่องซอฟแวร์เถื่อนนี่พูดยาก เพราะมันง่ายมากที่จะเคลื่อนย่ายจับจ่ายถ่ายเท
จะว่าไปจริงๆก็ผิด
จะว่า่ไปอีกก็ผิดมากๆด้วย
แต่มันจับยากมากถึงมากที่สุด เพราะฉะนั้นมันจึงสบายมากที่จะใช้ซอฟแวร์เถื่อน ก็มันไม่ต้องรับผิดนี่
เหมือนๆการทดลองที่ให้คนกดรีโมทปล่อยไฟฟ้าชอตนักโทษให้ตาย
ถ้าให้กดกันเห็นๆ จะไม่มีใครกล้ากด
แต่ถ้าสร้างกำแพงบังไว้ไม่ให้เห็นตัวนักโทษเลย แบบนี้จะมีคนกล้ากด
เรียกว่าเป็นความผิดที่มองไม่เห็น จนเราไม่เคยรู้สึกว่าผิด แต่ความจริงแล้วผิด แล้วเงินเป็นแสนๆสำหรับบางโปรแกรมนี่ก็น้อยซะเมื่อไร แต่เราเอามาใช้ฟรี 555
ผมเจอในโน้ตไฟล์ที่แถมๆมาในไฟล์เถื่อนมันจะเขียนว่า
เอาโปรแกรมไปใช้ เมคมันนี่(มันเขียนเป็นภาษาอังกฤษ) แล้วเอาไปซื้อของจริงซะ 555
:12: เห็นภาพชัดเจน เลยครับ
บางครั้งการผิดกฎหมาย
มันก็ไม่ใช่การผิดศีลเสมอไปนะ
"อทินนาทานสิกขาบท"
มีอธิบายว่า ลักด้วยหยิบของนั้น
คือพรากสิ่งใด ๆ จากเจ้าของมา
เพื่อหรือโดยให้เจ้าของไม่สามารถยึดถือได้ต่อไป
การใช้อะไรนะ... แวร์ ๆ... อ้อ! ซุปเปอร์แวร์เถื่อน
ถ้าให้นับในองค์ศีลแล้วศีลยังไม่ขาด เพียงแค่เศร้าหมอง
แต่ในเมื่อเจ้าของเขายังหวงกันเอาไว้ด้วยอำนาจกม.ลิขสิทธิ์
ผู้ก็อปไปใช้ย่อมผิดกฎกบิลเมืองโดนปรับไหม
พระเจ้าพระสงฆ์ก็เช่นกัน
เพราะเหตุนี้ผมจึงแนะนำหลวงพี่ ๆ ในวัดว่า
ใช้ไปเถิดไม่มีปัญหา..
แต่อย่าให้เขาจับได้ก็แล้วกัน!
ขุดครับ
(http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5763399/Y5763399-25.jpg)
อ่านแล้ว เออเนาะ เข้าท่า-ทันสมัยดีครับ
เอามาจากไหนไม่บอก ตามลิงก์ที่อยู่ของรูปเอาเอง :21:
Quote from: iannnnn on 25 Sep 2007, 18:46 น.
ขุดครับ
(http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5763399/Y5763399-25.jpg)
อ่านแล้ว เออเนาะ เข้าท่า-ทันสมัยดีครับ
เอามาจากไหนไม่บอก ตามลิงก์ที่อยู่ของรูปเอาเอง :21:
จริงๆ ผมทำผิดบ่อยน่ะโดยเฉพาะในจู๋นี้ ส่อเสียดเยอะเลย :30:
Quote from: แอน แฟนกลัว on 25 Sep 2007, 18:46 น.
ขุดครับ
(http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5763399/Y5763399-25.jpg)
อ่านแล้ว เออเนาะ เข้าท่า-ทันสมัยดีครับ
เอามาจากไหนไม่บอก ตามลิงก์ที่อยู่ของรูปเอาเอง :21:
กระทู้โดนลบไปแล้วอะ :08:
แป่ว :08:
ภาพที่เอามาแปะ บอกไว้ประมาณว่า
ศีลข้อมุสานี่ รวมถึงการกล่าวว่าร้ายส่อเสียดคนอื่นแม้ในเว็บบอร์ดด้วยก็เถอะ
Quote from: มุมมืดของสังคม on 28 Sep 2007, 16:04 น.
อันนี้มีใครลงยังเอ่ย
Quote
ถ้าสมมติผมถูกแม่สอนมาตั้งกะเด็กๆว่าการบี้มดเป็นความดี
ทำให้มดไปสู้สวรรค์ แล้วผมก็บี้มันตายวันละ 1000 ตัวด้วยใจบริสุทธิ์
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5840337/X5840337.html
เจอมาหลายวันแล้วแต่ลืมลง
มันก็ไม่ได้แปลกอะไรนะครับ แต่ที่ดีคือ
ได้อ่านความคิด ของคนหลากหลาย เออมีแบบไม่ลืมหุลืมตาก็หลายอัน :42:
งั้่นต่อด้วยอันนี้ดีกว่า น่าสนใจมาก
แปลกใจที่ในกระทู้ต้นฉบับมีคนหลงประเด็นเพียบเลย :08:
จริงๆผมก็ไม่ได้อ่าน ไอ้ความคิดเห็น ในพันทิป หรอกนะครับ อ่านเฉพาะหัวข้อแล้วก็เอามาตอบ ตรงนี้ เลยละกัน
ก่อนอื่น ขอพูด เรื่อง กรรม ก่อนนะครับ
กรรม คือ การกระทำที่ประกอบไปด้วยเจตนา(ไม่ว่าจะเป็นเจตนาดีหรือไม่ดี)
กิริยา คือ การกระทำที่ไม่เจตนา
ในกรณีนี้ ผมคิดว่าเป็นกรรม แต่เจ้าของกระทู้ ต้องการถามว่า มันเป็นกรรมแบบไหน กรรมดี หรือกรรมชั่ว
ที่ถามว่าบาปหรือไม่ นั่นแหละครับ
แต่เขาให้เหตุผลว่า เป็นการตั้งใจดี ซึ่งถูกสอนมา
(อันนี้ ผมคิดว่าเขาต้องการเปลียบให้ดูใกล้ตัวและใช้บรรทัดฐานในการตัดสินได้ไม่ยาก
แต่เมื่อไรถ้าเปลี่ยบกับเรื่ององค์กร ลัทธิ หรือแม้ แต่ สังคม วัฒนธรรม นั่นแหละจะเป็นเรื่องใหญ่
และไกลตัวจนไม่สามารถใช้บรรทัดฐานเฉพาะตนได้)
มาพูดกันเรื่อง เจตนา เจตนาดีกับเจตนาบริษสุทธิ์นั้น จะว่าไปแล้วผมว่ามันต่างกัน เจตนาดี
เป็นเหมือนส่วนประกอบหนึ่งของ เจตนาบริสุทธิ์ (เหมือน สมาธิที่เป็นพื้นฐานของกรรมฐาน)
ดังนั้น เจตนาดี มีทั้ง เจตนาดีที่เป็นสัมมา และเจตนาดีที่เป็นมิจฉา
เจตนาดีที่เป็นมิจฉา เกิดจาก โมหะ*
(โมหะคือความหลง เห็นผิดเป็นชอบ ก็เรียกว่าโมหะ
(แล้วจะมีคำถามมาอีกว่าอันไหนผิดอันไหนชอบ 55+ แต่อันนี้ผมไม่ตอบ โปรดรู้เอง ฮ่าๆ))
พอมาถึงประเด็น ว่าด้วยโมหะ ก็จะมาเข้า ประเด็นของเจ้าของกระทู้ ว่าด้วยการถูกสั่งสอน
ที่พอเอาบรรทัดฐานทุกอย่างบนโลกมารวมๆกัน ก็จะเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
(สิ่งที่มองเห็นง่ายๆ ว่าอะไรถูกอะไรผิดบางที่มันก็เป็น หลักมาตรฐาน หรือหลักธรรมชาติที่ทุกคนต่างเข้าใจตรงกัน
(ไม่จำเป็นต้องถามว่าอะไรคือผิดอะไรคือถูก))
ดังเช่นกรณีฆ่ามด เพราะถูกสอนว่าเป็นวิธีที่จะช่วยมดได้ แล้วเชื่อ
โดยไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง ก็จะตกอยุ่ในภาวะโมหะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(แต่จะมีเรื่องอุปสรรค์ ของการเกิดปัญญาตัวนี้อยู่ อย่างเช่น
อยู่ในสังคมที่ถูกสอนมาอย่างนั้น วัฒนธรรมอย่างนั้น ก็เหมือน
เกิดเป็นสัตว์ป่าที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าการฆ่ากันเป็นสิ่งไม่ดี
(แล้วจะมีคำถามว่าทำไมมนุษย์ถึงได้ไปตัดสินว่าอะไรดีอะไรไม่ดี
แต่จริงๆแล้วมนุษย์ไม่ได้ตัดสิน เรารับความรู้และประสบการณ์ มาจากธรรมชาติ
ธรรมชาติสอนเรา จนกลายมาเป็น กฏ ระเบียบ แบบแผน เอามาใช้กับ วัฒนธรรม สังคม
ให้เราได้รับรู้ และปรุงแต่งมันสั่งสอนคนรุ่นต่อรุ่นจะสอนถูกหรือไม่ถูกมันก็อยุ่ที่ ขั้นตอนของมนุษย์เอง(รวมถึงศาสนาด้วย)
แต่หลักพื้นฐานของธรรมชาติก็ยังคงอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง))
ดังนั้น เมื่อมีโมหะ คือความเห็นผิดเป็นชอบ แล้ว ถามว่าบาปมั้ย ก็ยังไม่ถือว่าบาป
แต่จิตอาจจะต่ำลงแล้ว เพราะการเห็น ที่ถูกต้อง และเจตนาที่บริสุทธิ์ จะทำให้จิตเราสูงขึ้น
แต่เมื่อไร การกระทำ ที่ประกอบไปด้วย โมหะ คือการได้ลงมือทำตามความเชื่อที่ผิดของตัวเองแล้ว
ผมว่านั่นเป็นบาป หรือได้ก่อกรรมชั่ว ขึ้นแล้ว
ผลของการกระทำนี้ ก็จะส่งผลอีกระดับนึ่ง คือในระดับ ของเจตนาดีแต่มีโมหะ
(ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะคิดว่าจะช่วยเขาได้ ซึ่งตัวเองก็ไม่รุ้ว่าช่วยเขาได้จริงหรือเปล่า สรุปคือคิดไปเองว่าช่วยได้)
พอมีคำว่าตั้งใจดี แสดงว่าการกระทำนี้ ประกอบไปด้วยเจตนา ผลกรรมจะอยู่ในระดับที่หนักกว่า
การกระทำที่ไม่เจตนาและเจตนาแต่ไม่กระทำ แต่จะเบากว่า กระทำด้วยเจตนาที่ไม่ดี ....
แต่ถ้าตนมีโมหะแล้วยังสอนให้คนอื่นรู้และเข้าใจตามตน ก็เหมือนก่อกรรมชั่วขึ้นอีก
ผลของกรรมชั่วข้อนี้คือตนจะยิ่งถลำลึกลงไป โมหะก็จะยิ่งพอกพูนขึ้น ยากที่จะรู้ว่า
กงจักรที่ตนเห็นมาตลอดแท้จริงแล้วมันคือดอกบัว.....
โปรดใช้จักรยานในการอ่าน ....
เออ จักรีตอบเข้าท่ากว่าหว้ากออีกร้อยกว่า คห นะเนี่ย :30:
เพราะส่วนมากพอดึงเข้าเรื่องศาสนาของผู้ตอบปั๊บ ไม้บรรทัดก็จะเอียงทันที
แต่ของจักรีนี่ดูมีเหตุผล ชอบๆ
ไม่แป้กๆ :12:+
เรื่องถูกสอนมาผิดๆ ในพระไตรปิฎกมีเยอะครับ เช่นองค์คุลีมาร เป็นต้น
แต่ว่า พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ไปสวรรค์ หรือนรกน่ะครับ
คือมันไม่้ไปทั้งสองอย่าง 555 เพราะสวรรค์ไม่ใช่การดับทุกข์ เป้าหมายของพุทธศาสนาจึงไม่ได้อยู่บนสวรรค์หรือว่าก้อนเมฆ
เพราะว่า
หากว่าฆ่ามดวันละ1แสนตัวแล้วได้ไปสวรรค์
ถึงไปอยู่บนสวรรค์แล้ว วันหนึ่งสวรรค์ไฟดับ แอร์ไม่เย็นแล้วเรารู้สึกกระวนกระวายใจ หรือสวรรค์ไม่มีเนทเล่น แล้วรู้สึกเซร็งๆ
แบบนี้แสดงว่ายังเป็นทุกข์อยู่
ใช้ไม่ได้น่ะครับ
เน้นว่า พุทธศาสนามีเป้าหมายอยู่ที่กำจัดความทุกข์ โดยกำจัดที่สาเหตุแห่งทุกข์ เพียงอย่างเดียว
ไม่เกี่ยวกับว่าฆ่าแล้วจิตใจเบิกบานเลยครับ เพราะมันคนละเรื่องกัน
เพราะถ้าเป็นแบบนั้น วันไหนไม่ได้ฆ่าก็ไม่เบิกบาน หรือไปเจอเรื่องอื่นๆก็ยังเป็นทุกข์ได้ครับ
พิมพ์มานาน ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่ามันคนละเรื่องกัน ระหว่าง พุทธศาสนา-สวรรค์-นรก-และการบี้มด 555
เอาเป็นว่า ผมจะสร้างสวรรค์สำหรับคนบี้มดไว้ให้ ใครบี้ได้เกิน100ตัวผมให้ไปอยู่เลย
แต่คนๆนั้นก็ยังสามารถมีความทุกข์ได้ เพราะมันคนละเรื่องกันน่ะ
พุทธศาสนาสอนให้ดับสาเหตุแห่งความทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าใครปฏิบัติจริงจัง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปไล่บี้มด
เพราะสาเหตุที่จะไปบี้มด(โทษะ โมหะ อะไรก็แล้วแต่)มันถูกกำจัดออกไปก่อนแล้ว
และไม่ต้องเอาสวรรค์มาล่อ เพราะพุทธศาสนาไม่ได้มีจุดหมายปลายทางอยู่บนสวรรค์ครับ
โอ้ว ใช่แล้วครับ :12:
จริงๆแล้ว หลักคำสอนของพุทธ สนองความต้องการของคน ทุกระดับ ได้เลยนะ
เช่น ตูอยากขึ้นแค่สวรรค์อะ ส่วนตูอยากไปนิพพาน ส่วนอีกคนแค่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข งานการสำเร็จ เดินทางปลอดภัย อะไรแค่นี้ก็พอแล้ว แต่อย่างที่บอกว่า เป้าหมายสูงสุดนั้นคือสภาวะที่เรียกว่านิพพาน
ถ้าไม่พุทธล่ะครับ?
ถ้า ไม่พุทธ ตามหลักคำสอนของแต่ละศาสนา เป้าหมายก็จะต่างกัน แต่ ถ้าเอามาเทียบกันแล้ว ก็อยุ่ใน ลำดับของวัฏสงสาร นั่นแล
เช่น ไปอยุ่กับพระเจ้า พระเจ้า ในพุทธ ก็จะเปลี่ยบเป็นภพภูมิของเทวดา ที่ เสวยบุญ แต่ก็ยังอยุ๋ในวัฏ ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยุ่ดี แต่ พระเจ้าของเขา อาจมีบุญเอนกอนันต์ ขนาดที่ เสวยบุญไม่หมดไม่สิ้นก็เป็นได้ ..... แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ตราบใดที่ยังอยุ่ในวัฎสงสาร ฉันใดก็ฉันนั้น เอย....
กาลามสูตร 11
ข้อสิบเอ็ดกล่าวว่า
อย่าเชื่อเพราะคนผู้นั้นแป๊ก
อ่านข้างบนเหมือนว่าเราใช้ไม้บรรทัดวัดจากการที่ตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชนน่ะ
คือจริงๆ ที่ถามว่าถ้าไม่พุทธนี่ หมายถึงว่าถ้าเราไปอยู่ในมิติอื่นๆ
เป็นมิติคู่ขนานที่ไม่เคยมีพระพุทธเจ้ามาก่อนในโลก ..แน่นอนว่าไมีมีศาสนาพุทธ
นั่นจะทำให้การกำหนดค่า "ความบาป" แตกต่างจากที่คุยกันไว้ไหมครับ ในกรณีบี้มด
สมมติว่านับถือลัทธิไดเกียว และมีการปฏิบัติเช่นนั้นมาตลอดโดยถือเป็นสิ่งประเสริฐ
แล้วการบี้มดมันจะบาปไหมครับ
ก็ยังบาปอยู่นะครับ
เพราะถ้าเอาจริงๆ ก็คือ
การฆ่าคนอื่น สิ่งอื่น สัตว์อื่น โดยธรรมชาติ ถ้าทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเดือดร้อน เกิดการเบียดเบียน
ก็ต้องเป็นบาปอยู่แล้ว แม้ว่าคนผู้นั้นจะรู้สึกอิ่มบุญก็เถอะ
เพราะการอิ่มบุญด้วยการฆ่า มันไม่ได้สงบแท้
แต่ในการบี้มด ที่เรารู้สึกเหมือนว่าไม่น่าจะบาปมาก
เพราะตัวมันเล็กครับ และปริมาณเยอะ เราลองสมมุติตัวเองเป็นมด โดยที่มีอะไรซักอย่างที่เรียกว่าคนตัวใหญ่มากๆ มาไล่บี้เราเนี้ย
เราจะรู้สึกยังไง ใครจะบาปหรือไม่บาป
แล้วถ้ามดมีศาสนาของตัวเอง
ที่รู้สึกว่าการถูกบูชายัญด้วยสัตว์ยักษ์ที่ชื่อว่ามนุษย์เนี่ย
เจ้าจะไม่ได้ตาย แต่จะเปลี่ยนภพเปลี่ยนรูปไปอยู่กับพระเจ้ามดล่ะ?
แล้วศาสนามดก็ยืนยงมาเป็นหลายพันปี
ดังนั้นมดทุกตัวเลยยินดีพร้มใจให้บี้มาโดยตลอด
ถ้าวินวินยังงี้ จะถือว่าบาปไหม?
ถ้ามันเป็นจริงของธรรมชาติ :08:
ก็ต้องเป็นไปตามนั้นละครับ
Let's it be
แต่ นิกายอย่างนั้น ตามหลักการณ์แล้วมันต้องล่มสลายครับ
ใครจะยินดีให้ฆ่าตัวเอง ถ้าตัวเองยังมีสมองไว้คิดอยู่นะครับ ไม่ได้โดนมอมยาและโดนไวรัสฆ่าตัวตาย
คือจะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างก็รักชีวิตโดยธรรมชาติ จะเป็นความคิดของมนุษย์ฝ่ายเดียวหรือไม่
แต่สำหรับผม มันคือไม่ใช่ เราใช้ปัญญาของการเป็นมนุษย์พิจารณาดู ก็จะสังเกตุได้ว่าสัตว์ ที่วิ่งหนี อันตราย ทำไมมันต้องหนี ทั้งที่มัน ไม่มีสมองคิดสักนิดว่า นั่นคืออันตราย จะบอกว่ามันเคยตายแล้วรู้ความเจ็บปวดของการตาย ผมก็ว่าไม่น่าใช่ แต่สรุปด้วยการมองเห็นด้วยตาของมนุษย์อย่างผมผมคิดว่าสัตว์เหล่านั้นล้วนกลัวตายกลัวเจ็บ เช่นกันกับมนุษย์ ผม ขอคิดไปเองว่านั่นแหละ คือ ธรรมชาติ
และนอกจากการตายแล้ว ธรรมชาติไม่ได้มีเท่านี้ที่ทำให้ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมีความ คิดเห็นตรงกัน รุ้สึกได้ตรงกัน แต่บางอย่างอาจจะเกินปัญญามนุษย์หรือสัตว์เกินไป
ถ้าไม่มีศาสนาพุทธ ก็จะมีหลักการณ์ของธรรมชาติ ของมิตินั้นๆเข้ามาเกี่ยวข้องให้วิถีชีวิตของคนในมิตินั้นๆดำเนิน ไปในทิศทางที่เป็น ธรรมชาติเดียวกัน
ปล. ในกรณี ที่มิตินั้นๆ เป็นมิติ ที่มีวัฒนธรรมหรือคำสอน(วัดไดเกียวฯ)ตรงข้ามกับธรรมชาติของมิติที่เป็นอยู่ คำสอนเหล่านั้นก็จะไม่สามารถตอบคำถามของความเป็นจริงตามธรรมชาติได้หมด ซึ่งคนในมิตินั้นถึงแม้จะมีโมหะหลงงมงายกับคำสอนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้นแต่ในใจลึกๆเของขาต้องรู้สึกทะแม่งๆ แน่ๆ
เช่น สอนบอก ให้ฆ่า กันตายเป็นสิ่งที่ดี คนฆ่า ยินดีฆ่า คนตาย ยินดีตาย ถามว่า ถึงแม้จะยินดีตาย หรือยินดีฆ่า ในส่วนลึกของจิตใจจะรุ้สึกอย่างไรจะยินดีแบบ100 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่าน้า.....
คนฆ่าทำไม ไม่ยินดีตายมั่งอะ {หมีโหด}
Quoteอ่านข้างบนเหมือนว่าเราใช้ไม้บรรทัดวัดจากการที่ตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชนน่ะ
คือจริงๆ ที่ถามว่าถ้าไม่พุทธนี่ หมายถึงว่าถ้าเราไปอยู่ในมิติอื่นๆ
เป็นมิติคู่ขนานที่ไม่เคยมีพระพุทธเจ้ามาก่อนในโลก ..แน่นอนว่าไมีมีศาสนาพุทธ
นั่นจะทำให้การกำหนดค่า "ความบาป" แตกต่างจากที่คุยกันไว้ไหมครับ ในกรณีบี้มด
สมมติว่านับถือลัทธิไดเกียว และมีการปฏิบัติเช่นนั้นมาตลอดโดยถือเป็นสิ่งประเสริฐ
แล้วการบี้มดมันจะบาปไหมครับ
Quoteแล้วถ้ามดมีศาสนาของตัวเอง
ที่รู้สึกว่าการถูกบูชายัญด้วยสัตว์ยักษ์ที่ชื่อว่ามนุษย์เนี่ย
เจ้าจะไม่ได้ตาย แต่จะเปลี่ยนภพเปลี่ยนรูปไปอยู่กับพระเจ้ามดล่ะ?
แล้วศาสนามดก็ยืนยงมาเป็นหลายพันปี
ดังนั้นมดทุกตัวเลยยินดีพร้มใจให้บี้มาโดยตลอด
ถ้าวินวินยังงี้ จะถือว่าบาปไหม?
ไม่รู้เข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ คงจะประมาณว่า สมมุติฆ่ามดแล้ว ในความเป็นจริงเป็นบาป
แต่เราทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์
มดก็ยินยอมด้วยจิตใจบริสุทธิ์
จะเป็นบาปไหม
แบบนี้ต้องถามนักกฏหมายนะครับ 555
เดาว่าถ้าโดน ไอ้หัวหน้าลัทธิคงโดนหนักกว่าเพื่อน
คือว่า ถามแบบนี้มันก็ไม่รู้จะตอบยังไงครับผม
ก่อนอื่นเราต้องพิสูจน์ให้ได้ซะก่อนว่า บาปมันมีอยู่จริงๆ มีคนคอยนั่งจดเราอยู่ตลอดว่าวันๆเราทำอะไรบ้าง
คล้ายกับว่า โลกนี้ต้องมีพระผู้สร้าง ต้องมีคนมานั่งจดค่าความบาป ค่าบุญ
แล้วบาปมันมีไปทำไม มีเยอะๆแล้วจะตกนรกหรือไง
แล้วใครสร้างนรก
คิดแบบมีสติสมบูรณ์หน่อยก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้
แต่พุทธศาสนาไม่สนใจตรงจุดนี้ครับ บาปรึไม่บาปไม่รู้ พุทธสนแต่ความทุกข์อย่างเดียว
สวรรค์ไปได้ครับ ผมสร้างสวรรค์สำหรับคนบี้มดไว้ให้เลย
แต่ไปแล้วก็เท่านั้น ถ้าสวรรค์น้ำไม่ไหลก็ยังเป็นทุกข์ได้ครับผม
ไม่ได้มองจากกรอบที่เป็นพุทธศาสนิกชนนะครับ
แต่มองด้วยสติที่ยังสมบูรณ์ดีว่า เราควรจะสนใจอะไรระหว่างความทุกข์ที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน(พุทธศาสนาสนใจตรงจุดนี้) กับ บาปที่มันพิสูจน์ไม่ได้ มองไม่เห็น(พุทธมองข้ามตรงจุดนี้ เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้)
สรุปก็คือ พิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าบาปมันมีอยู่จริง สมมุติเอาว่ามันมีอยู่จริงไม่ได้นะครับ แบบนั้นก็จินตนาการกันไปต่างๆนาๆครับ
แต่ถ้าจะให้ดีก็ช่างแม่มันซะ เพราะว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเกิดปัญญารู้เท่าทันความทุกข์เลยครับผม
ปล.ผมรู้สึกว่ากุศโลบายเรื่องบาป-บุญ นับวันมันยิ่งจะใช้ไม่ได้นะครับ เพราะมันพิสูจน์ตัวมันเองไม่ได้นี่ละครับ
ตอบดีให้เบิ้ล :12:++
แอนถามเหมือนที่ผมเคยถามเลย :08:
เคยถามว่าลิงมันมีบาปมั้ย :30:
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5779543/Y5779543.html (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5779543/Y5779543.html)
ใครว่างๆลองไปอ่านเล่นดู
ผมได้อ่านเฉพาะที่quoteจากในหนังสือ(ที่เป็นรูป)
ไอ้ที่เจ้าของกระทู้ชี้แจงนี่ไม่ได้อ่าน
น่าสงสาร :05:
ช่วยเพิ่มเติม
หนังสือธรรมะเพื่อประชาชนออกมาตอนปี 47 มั่ง
ออกมาทั้งหมด 2 ชุดชุด 7 เล่มมั่งมีมงคลชีวิต ปรโลก บุญ บาป พระรัตนตรัย ฯลฯ
ปล.
โครงการตอบปัญหาธรรมะเพื่อประชาชาน (World PEC) ภาค2มาแล้วนะครับ
ใครสนใจก็สมัครได้นะ
เอ้า เหมือนเคยมีคนเอามาแปะในจู๋นี้แล้วนะ (ตูเองด้วยละมั้ง)
ไม่น่าเชื่อว่าแบบนี้ยังอุตส่าห์มีละโว้ :30:
เอ๊ะหรือไม่เคยแปะแต่เคยคุยกับจักรีที่อื่นก็ไม่รู้ :46:
เคยแล้วมั่งพี่ มันเดจาวูอ่ะ
โห แต่กระทู้ยังคงมีคนตอบมาจนถึงปัจจุบันนะ
เหมือนว่าข้อสรุปมันมีอยู่ในนั้นแล้ว แล้วก็มีการยกขึ้นมาแย้งอีก แล้วก็มีคนสรุปอีก แล้วก็แย้งอีก
ความเชื่อในศาสนา การเมือง พระเครื่อง ฟุตบอลนี่ ไม่มีวันจบจริงๆ
กล้องด้วยพี่
(http://img2.f0nt.com/19/72ccb9e89b3a06555ac698db832a27b9.jpg)
แตกต่างกันทางความคิดครับ เอ๊ะ!! เรียกว่าแตกต่าง คงไม่ใช่ ต้องเรียกว่า ขัดแย้ง ชนิดที่ว่า ถ้า อันนี้ผิดอันนั้นต้องถูก ถ้าอันนั้นถูกอันนี้ต้องผิด ประมาณนั้นเลย
ที่มันต่างกัน ก็อยู่ที่การตีความนี่แหละ
อันนี้ผมไม่คุ้น เป็นการพูดถึงพระรัตนไตรอีกมุมหนึ่ง
(http://img2.f0nt.com/19/e8f1067463658c79e68402e1c89260d4.jpg)
มาดูมุมที่เราๆคุ้นเคย บทไตรสรณคมน์
(พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ....ทุติพุทธัง...ทุติธัมมัง...ทุติสังฆัง.....ตะติพุทธัง....ตะติธัมมัง.....ตะติสังฆัง.....) ขออนุญาตแอบอ้างจากพันทิบ คุณ ฤทธี ที่เขาตอบไว้ในโพสต์แรกละกัน
Quote
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
สรณคมน์ในขุททกปาฐะ
[๑] ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็น
สรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า
เป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้า
ขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แม้
ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์
เป็นสรณะ ฯ
จบสรณคมน์
อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย
ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ผมคุ้นกับคำนี้ "อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน) ทุกขัง(เป็นทุกข์) อนัตตา(ไม่มีตัวตน)"
มากกว่า
"นิจจัง สุขัง อัตตา"
:52:
อืม ผมก็คุ้นเหมือนกัน
ก็เพิ่งได้ความรู้ว่ามี "นิจจัง สุขัง อัตตา" ด้วย
เอ้อ สงสัยค่ะ ว่าพระเคี้ยวหมากฝรั่งนี่ได้ไหมคะ :09:
หลังเที่ยงน่ะค่ะ
**แก้พิมพ์ผิด :44:
Quote from: psyfer on 20 Dec 2007, 10:05 น.
เอ้อ สงสัยค่ะ ว่าพระเคี้ยวหมากฝรั่งนี่ได้ไหมคะ :09:
หลังเที่ยวน่ะค่ะ
:08: น่าจะเป็นหลังเที่ยง ใช่ไหมครับ ได้นะครับ เหมือนเคี้ยวหมากเคี้ยวพูลครับ
ใช่ชายหลังเที่ยง :05:
จอยคิดว่าเค้าห้ามกินอะไรที่มันเคี้ยว ๆ ซะอีก
ดื่มได้แต่จำพวกของเหลวอะไรทำนองนี้
พระไปเที่ยวไหนอะครับ :21:
ตามความคิดผมนะ ถ้าหลังเที่ยงนี่ผิดศีล ครับ
ข้อ 6. วิกาลโภชนา เว.............
ห้ามฉันของขบเคี้ยวยามวิกาล (หลังเที่ยงนั่นเอง)
ส่วนถ้าก่อนเที่ยง แล้วฉันแบบสำรวมก็ไม่น่ามีปัญหา ถ้าเคี้ยวแบบ งับ!งับ! นี่โลกติเตือน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรู้ว่าฉันเพื่ออะไรนะ จุดประสงค์ของการฉันของพระคืออะไร เผื่อให้กายนี่ดำรงอยุ่ได้
เพื่อให้มีกำลังในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ .......
แต่ไอ้มากฝรั่งเนี่ย เพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยุ่ได้หรือเปล่า เพราะ ถ้าบวชเป็นพระแล้ว
คำว่า อยู่เพื่อกิน นี่ ลบออกจากสารบทได้เลย
ถ้าฉันเพื่อเท่ เหรอ? งั้นก็เข้าข่าย ผิดศีลอย่างละเอียดของ มาลาคันทวิเร....(ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า)
ว่าด้วยการใช้ดอกไม้ หรือเครื่องปรุงแต่งใดๆ ที่นอกเหนือจากเครื่องนุ่งห่มของภิกษุสงฆ์
...............
แก้แล้วนะจักรีแก้แล้ว :05:
แต่ ถ้าฉันเป็นยา ก็ไม่ผิดใช่ไหม :09:
:08: งั้นหมากกับพลูนี่เขาถือว่าเป็นยา หรือเพื่อดำรงชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ
ก็อยู่ที่การวางจิตครับ ว่าฉันเพื่ออะไร เช่น ฉันหมากฝรั่งเพื่อ เข้าสู่สังคม เพื่อให้คนในสังคม(ชาวบ้านฟังสวด) ไม่เดือดร้อน (ไม่เหม็น)
ก็สามารถทำได้ แต่ ต้องรุ้ว่า วิธีที่สมควรที่สุดคือการสีฟัน
การกำหนดจิต นี่แหละที่สำคัญ ถ้ามีความคิดแว๊ปไปเพียงนิดนึง ว่า โอโห เท่วะ !! แค่นั้นก็เข้าข่าย เพื่อความเท่แล้ว
เขาจึงมีการ ฝึก การปฏิบัติ เพื่อให้วางจิตได้ โดยไม่แว๊ปไปทำผิด สังเกต ผู้ที่ปฏิบัติ เขาจะละเอียด และระวังตัวเรื่องนี้มาก
Quote from: น้องชายคลอง on 20 Dec 2007, 10:21 น.
:08: งั้นหมากกับพลูนี่เขาถือว่าเป็นยา หรือเพื่อดำรงชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ
ทุกอย่างอยุ่ที่การวางจิตนะครับ ผู้ที่ละเอียดมากๆ นี่เขาจะทำอะไรเขาก็จะรุ้จุดประสงค์ของการทำและจะรู้ว่า
และจะรู้ว่าสิ่งไหนควรสิ่งใหนไม่ควร
แต่ ถ้าจะทำได้มันก็ต้องฝึกอ่ะครับ ถ้าไม่ฝึกนี่ เวลาเคี้ยว ไม่รุ้เพื่อการใดบ้าง ฟุ้งไปทั่วเลยละ
ขนาดเราเคี้ยวข้าวหนึ่งคำ แม่งยังคิดอะไรไปทั่วเลยครับ
ถ้าฉันเป็นนักเรียนละครับ :46:
ถ้าฉันเป็นนักเรียนก็ต้อง ดูว่า เป็นนักเรียนหญิงหรือนักเรียนชายครับ ถ้าฉันเป็นนักเรียนชายนี่เรียกว่าฉันของหวาน
ถ้าฉันเป็นนักเรียนหญิงนี่เรียกว่าฉันของคาว :37:
โอ้ กระจ่างเลยจักรี
+ จ๊ะ :25:
:30: ไม่แป้กแล้ว
มากระจ่างไอ้โพสต์สุดท้ายนี่เหรอครับ :08:
รอฟังความคิดเห็นท่านอื่นก่อนก็ได้นะครับ :17:
Quote from: จักรี on 20 Dec 2007, 10:28 น.
ก็อยู่ที่การวางจิตครับ ว่าฉันเพื่ออะไร เช่น ฉันหมากฝรั่งเพื่อ เข้าสู่สังคม เพื่อให้คนในสังคม(ชาวบ้านฟังสวด) ไม่เดือดร้อน (ไม่เหม็น)
ก็สามารถทำได้ แต่ ต้องรุ้ว่า วิธีที่สมควรที่สุดคือการสีฟัน
การกำหนดจิต นี่แหละที่สำคัญ ถ้ามีความคิดแว๊ปไปเพียงนิดนึง ว่า โอโห เท่วะ !! แค่นั้นก็เข้าข่าย เพื่อความเท่แล้ว
เขาจึงมีการ ฝึก การปฏิบัติ เพื่อให้วางจิตได้ โดยไม่แว๊ปไปทำผิด สังเกต ผู้ที่ปฏิบัติ เขาจะละเอียด และระวังตัวเรื่องนี้มาก
ทุกอย่างอยุ่ที่การวางจิตนะครับ ผู้ที่ละเอียดมากๆ นี่เขาจะทำอะไรเขาก็จะรุ้จุดประสงค์ของการทำและจะรู้ว่า
และจะรู้ว่าสิ่งไหนควรสิ่งใหนไม่ควร
แต่ ถ้าจะทำได้มันก็ต้องฝึกอ่ะครับ ถ้าไม่ฝึกนี่ เวลาเคี้ยว ไม่รุ้เพื่อการใดบ้าง ฟุ้งไปทั่วเลยละ
ขนาดเราเคี้ยวข้าวหนึ่งคำ แม่งยังคิดอะไรไปทั่วเลยครับ
เอ้อ จอยหมายถึงอันนี้นะ ไม่เกี่ยวกับนักเรียนหญิง นักเรัียนชายนั่น :37:
:11:
:03: การไม่กินอาหารหลังเที่ยง จุดประสงค์เพื่อ
ตัดกำลังกาม ตัดพลังงานเหลือเกินความจำเป็น แค่นี้แหละ
ส่วนหมากฝรั่ง เคี้ยวไปก็ไม่ได้ผิดอะไรอ่ะ
แต่บางที่ ธรรมเนียมการฉันหลังเที่ยงก็ต่างกันนะ
เช่นบางที่กินนมได้ บางที่ก็กินนมไม่ได้ นมถั่วเหลืองอ่ะ
ก็ว่ากันไปครับ
ชาร์ปบอกว่า เคี้ยวหมากฝรั่งหลังเที่ยงแล้วไม่ผิดศีล ส่วนผมคิดว่าผิด เพราะการไม่ฉันของขบเคี้ยวหลังเที่ยง
เพื่อการกำจัดความกำหนัดตัดกามนั่นก็ส่วนหนึ่ง ถ้าพิมพ์บอกว่า ศีลข้อนี้พื่อจุดประสงค์แค่นี้แหละ
นี่เป็นการโอ้อวดในการตีความหมายของพระวินัยเกินไปหรือเปล่า เอาแค่ส่วนนี้ สำหรับผม กลูโคสในหมากฝรั่งก็ทำให้มีกำลังได้แล้ว
แถมยังเป็นเรื่องที่โลกตำหนิ บงบอกถึงกิริยาที่ไม่สำรวมอีกด้วย ส่วนน้ำปานะ ที่สามารถฉันได้ เพราะเมื่อก่อน น้ำปานะ
เป็นเพียงแค่น้ำเปล่า การฉันน้ำเปล่า เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อการอันเป็นประโยชน์
แต่ปัจจุบันก็ยืดหยุ่นไปเรื่อยๆ คนเราเริ่มใช้นิสัยศรีธนชัยเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ขนาดมาม่ายังดูดกลืนโดยไม่เคี้ยว ก็ยังทำกัน
เอาเป็นว่า ศีล มีว่า ห้ามฉันอาหารหลังเที่ยงไปแล้ว
ถ้าคิดว่า หมากฝรั่ง ไม่ใช่อาหาร ก็คงไม่ผิดสำหรับเขา
คำถาม หมากฝรั่ง ไม่ใช่อาหารจริงหรือ?
เอ๋า ละโว้เหรอครับ
ผมเอามาลงเห็นว่าจู๋มันตกไปน่ะ 555
คิดว่าข้อถกเถียงกันมันคงได้ข้อสรุปไปนานแล้ว แต่เห็นมีquoteในหนังสือแปะมาด้วย
พอดีไม่เคยได้อ่าน เลยเอามาแปะไว้ครับ
+ สำหรับละโว้
งั้นมาทำความเข้าใจเรื่องของ "วิกาลโภชนาฯ" ละกันครับ
อธิบายแล้วก็จะเข้าใจว่า อะไรมั่งกินได้กินไม่ได้
ที่ใช้คำว่ากินเพราะ คนถือศีล8 ก็กินปานะหลังเที่ยงเหมือนกัน
มันก็พอครอบคลุมถึงสงฆ์ได้
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=5376
กระทู้นี้ที่เดียวจบครับผม
Quote
ส่วนน้ำปานะ ที่สามารถฉันได้ เพราะเมื่อก่อน น้ำปานะ
เป็นเพียงแค่น้ำเปล่า
เมื่อก่อนเป็นน้ำผลไม้ครับ
Quoteคนเราเริ่มใช้นิสัยศรีธนชัยเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ขนาดมาม่ายังดูดกลืนโดยไม่เคี้ยว ก็ยังทำกัน
จริงๆมันไม่เกี่ยวว่าจะเคี้ยวหรือไม่เคี้ยวเลย เพราะ เภสัช ที่สมัยพุทธกาล ที่ท่านฉันกันก็เป้นรากไม้ เปลือกไม้ ซึ่งจำเป้นต้องเคี้ยวก่อนถึงกลืนครับ
ถ้าไปฟันธงว่าไม่เคี้ยวแบบนี้ โจ้ก ก็เป็นปานะไม่เหมือนกันสิ?
Quote
เอาเป็นว่า ศีล มีว่า ห้ามฉันอาหารหลังเที่ยงไปแล้ว
ถ้าคิดว่า หมากฝรั่ง ไม่ใช่อาหาร ก็คงไม่ผิดสำหรับเขา
คำถาม หมากฝรั่ง ไม่ใช่อาหารจริงหรือ?
จริงครับ เพราะคำว่าอาหารคือ กินเอาอิ่ม
ความเห็นของคนบาปอย่างผม
คิดว่าถ้าพระภิกษุสงฆ์ทำ หรือกิน หรือเสพ หรือนุ่งห่มอะไรที่เกินจำเป็น เกินสมถะ
ไม่ต้องเปิดตำราข้อห้ามอะไรหรอกครับ
ผมเห็นว่าเป็นการทำไม่ถูกต้อง ไม่สมควรแก่สมณเพศครับ
Quoteถ้าพระภิกษุสงฆ์ทำ หรือกิน หรือเสพ หรือนุ่งห่มอะไรที่เกินจำเป็น เกินสมถะ
ไม่ต้องเปิดตำราข้อห้ามอะไรหรอกครับ
ผมเห็นว่าเป็นการทำไม่ถูกต้อง ไม่สมควรแก่สมณเพศครับ
ผมคิดเช่นเดียวกับลุงอ๋าห์ครับ
คำว่า " ไม่สมควรแก่สมฌเพศ "
ความหมายคงชัดเจนนะ
หรืออีกอย่างนึงคือ "ไม่สำรวม"
ขอเสริมเป็นความรู้นิดนึงครับ อาหารที่ถูกยกเว้นที่ ให้กินได้หลังเที่ยง จะมีพวกเภสัช น้ำปานะก็อย่างที่ชาร์ปบอก ตอนแรกมันมาจากน้ำข้าวยาคู ผมไปค้นมาแล้ว ต้องขออภัย
และเภสัชที่ท่านอนุญาต อนุโลม มี ดังนี้ครับ
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prawinai/5.2.html
แต่ถ้าชาร์ปยังยืนยันว่า หมากฝรั่งพระสามารถเคี้ยวได้เพราะมีเภสัช พวกนมเป็นส่วนผสม อยู่ ผมก็ไม่มีไรจะพูดละครับ :52:
Quote from: จักรี on 20 Dec 2007, 13:25 น.
ขอเสริมเป็นความรู้นิดนึงครับ อาหารที่ถูกยกเว้นที่ ให้กินได้หลังเที่ยง จะมีพวกเภสัช น้ำปานะก็อย่างที่ชาร์ปบอก ตอนแรกมันมาจากน้ำข้าวยาคู ผมไปค้นมาแล้ว ต้องขออภัย
และเภสัชที่ท่านอนุญาต อนุโลม มี ดังนี้ครับ
http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/prawinai/5.2.html
แต่ถ้าชาร์ปยังยืนยันว่า หมากฝรั่งพระสามารถเคี้ยวได้เพราะมีเภสัช พวกนมเป็นส่วนผสม อยู่ ผมก็ไม่มีไรจะพูดละครับ :52:
ไม่บอกว่าเป็นนมเลย ครับผม
Quote from: อ๋าห์ พาเพลิน on 20 Dec 2007, 12:59 น.
ความเห็นของคนบาปอย่างผม
คิดว่าถ้าพระภิกษุสงฆ์ทำ หรือกิน หรือเสพ หรือนุ่งห่มอะไรที่เกินจำเป็น เกินสมถะ
ไม่ต้องเปิดตำราข้อห้ามอะไรหรอกครับ
ผมเห็นว่าเป็นการทำไม่ถูกต้อง ไม่สมควรแก่สมณเพศครับ
กราบขออภัย ลุงอ๋าครับ
คือถ้าเราไม่ได้ ศึกษารู้กฎระเบียบ ด้วยมันก็ไม่ได้อ่ะครับ
เพราะบางทีเราใช้ความคิดเห็น ความชอบ ส่วนตัวมันก็จะพลาดจากความเป้นจริงได้อ่ะครับ
งั้นต้องขออภัยครับ
ด้วยความเคารพ ที่บอกว่า พระฉันหมากฝรั่ง(หลังเที่ยง)ได้โดยไม่ผิดนี่ เพราะหมากฝรั่ง มันไม่ใช่อาหารหรือเปล่าครับ
// ปล. ผมว่าส่วนตัวหรือหมู่คณะ ก็อาจจะพลาดจากความเป็นจริงได้ เหมือนกันครับ
จริงๆ แล้ว ความหมายของคำว่า " ไม่สมควร "
น่าจะใช้ได้กับทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระสงฆ์นะ
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับพระรูปนั้นแล้วล่ะ ว่าสิ่งที่ทำ
สิ่งที่กิน สิ่งที่อยู่ นั้น มัน "สมควร" หรือเปล่า
เรื่องศีล เป็นแค่สิ่งกำหนดขึ้นมาเฉยๆ
การปฏิบัติต่างหากครับ ที่ควรทำให้ถูกต้อง
ผมคิดแบบนั้นตอนบวชเรียนนะ
-----------------------------------------------------
ถ้าทำตามศีลได้ทุกข้อ แบบเป๊ะๆ นั่นเป็นเรื่องที่น่าชมเชย และยกย่องครับ
แต่ผมเชื่ออีกอย่างในเรื่องของ การเดินทางสายกลาง นะ
ตึงไป ก็ไม่ดี
หย่อนไป ก็ไม่ดี
:22:
ตึงไป หย่อนไป เนี้ย ดูได้จากจู๋ที่พี่โก้โพสเลยครับ
Quote from: ซ้อซั้ว on 20 Dec 2007, 13:33 น.
ตึงไป หย่อนไป เนี้ย ดูได้จากจู๋ที่พี่โก้โพสเลยครับ
จิตใจอันกำลังจะผ่องแผ้วพลันแตกกระเจิง :08:
ค้นพบ animal will do (สัจธรรม) ละซิ :27:
ผมชอบพอดีคำครับ :52:
------------------------------
คือเรื่องน้ำปานะ ถ้าทำได้แบบเป๊ะเด๊ะเลย คือตามที่บันทึกไว้ในพระพุทธบัญญัติแบบนี้
_http://www.dhammathai.org/buddhistdic/fish168.php
ตายกันพอดีครับ :08:
แต่เป็นเรื่องดีนะ สมควรด้วย แต่ผมไม่เคยเห็นพระรูปไหนทำ
ความสมควร เป็นตัวกำหนดน่ะครับ
สมควรแก่สมัยมั้ย ที่จะมานั่งคั้น บีบ หรือเอาน้ำออกจากผลไม้
อะไรแบบเนี้ยล่ะ
ย้ำว่า ถ้าทำได้ล่ะ ดี! ครับ
เอากระป๋องน้ำปานะกาแฟ ดี เซเว่น แปะหน้าเลยครับ
ดี! เซเว่น :12:
อิหอยเอ :08:
----------
คือจะบอกว่า ถ้าบ่ายๆ พระหิว
อยากดื่มน้ำอะไรซักอย่าง
ต้องให้ลูกศิษย์ปีนต้นไม้ ไปเก็บผลไม้มาคั้นเลย
มันก็ใช่ที่ครับ (เว้นแต่ลูกศิษย์บ้าจี้)
ดื่มอะไรก็แล้วแต่ ถ้าใจไม่ได้คิดอย่างอื่น
นอกจากแก้กระหาย ผมว่าดื่มไปเถอะครับ
อันนี้อย่ามาโมเมว่า ดื่มชีวาส แก้กระหายนะ
พระก็พระเหอะ ต่อยตาแตก :08:
หมากฝรั่ง ลูกอม ช๊อกโกแลต เป็นน้ำตาลครับ จัดเป็น ยามกาลิกครับ
ชีสก็ได้ เป็นเนยข้น
ปล. จากคำถามว่าฉันได้หรือไม่ได้นะ ยังไม่ได้ตอบเกี่ยวกับสมควรนะครับ
Quote from: nuugo on 20 Dec 2007, 13:32 น.
จริงๆ แล้ว ความหมายของคำว่า " ไม่สมควร "
น่าจะใช้ได้กับทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระสงฆ์นะ
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับพระรูปนั้นแล้วล่ะ ว่าสิ่งที่ทำ
สิ่งที่กิน สิ่งที่อยู่ นั้น มัน "สมควร" หรือเปล่า
เรื่องศีล เป็นแค่สิ่งกำหนดขึ้นมาเฉยๆ
การปฏิบัติต่างหากครับ ที่ควรทำให้ถูกต้อง
ผมคิดแบบนั้นตอนบวชเรียนนะ
-----------------------------------------------------
ถ้าทำตามศีลได้ทุกข้อ แบบเป๊ะๆ นั่นเป็นเรื่องที่น่าชมเชย และยกย่องครับ
แต่ผมเชื่ออีกอย่างในเรื่องของ การเดินทางสายกลาง นะ
ตึงไป ก็ไม่ดี
หย่อนไป ก็ไม่ดี
:22:
เห็นด้วยกับลุงโก้นะครับ
ถ้า...
เจอเณรกำลังฉันปานะ ซูกัส หมับๆ หนุบหนับ
ฆราวาสเดินเข้าไปถามว่าฉันไม่ได้นะ ผิด
เณรตอบว่า ช่วงนี้อาตมาขาดน้ำตาล ปัญหาจบมั้ยครับ :08:
Quote from: nuugo on 20 Dec 2007, 13:41 น.
อิหอยเอ :08:
----------
คือจะบอกว่า ถ้าบ่ายๆ พระหิว
อยากดื่มน้ำอะไรซักอย่าง
ต้องให้ลูกศิษย์ปีนต้นไม้ ไปเก็บผลไม้มาคั้นเลย
มันก็ใช่ที่ครับ (เว้นแต่ลูกศิษย์บ้าจี้)
ดื่มอะไรก็แล้วแต่ ถ้าใจไม่ได้คิดอย่างอื่น
นอกจากแก้กระหาย ผมว่าดื่มไปเถอะครับ
อันนี้อย่ามาโมเมว่า ดื่มชีวาส แก้กระหายนะ
พระก็พระเหอะ ต่อยตาแตก :08:
เจอพระภาคเหนือ ตั้งวงกินข้าวเย็นเลยอ่ะ
หลวงตาแกบอกว่า "เค้ากินกันมาตั้งนานแล้วแก้หนาว" :01:
Quote from: ซ้อซั้ว on 20 Dec 2007, 13:44 น.
ถ้า...
เจอเณรกำลังฉันปานะ ซูกัส หมับๆ หนุบหนับ
ฆราวาสเดินเข้าไปถามว่าฉันไม่ได้นะ ผิด
เณรตอบว่า ช่วงนี้อาตมาขาดน้ำตาล ปัญหาจบมั้ยครับ :08:
ถ้าจะจบยากอ่ะ :08:
ฉันได้
ก็ยัดเข้าปากไปเลย ก็ฉันได้แล้ว
ทีนี้ ผิดศีล หรือไม่
ถ้าตามที่บัญญัติ อะไรที่มันเกินมาจากที่บอกไว้ ก็ผิดนั่นแหล่ะ
แต่ถามว่า สมควรมั้ย
บางคนว่า ไม่สมควร บางคนบอกไม่เห็นเป็นไร
แต่ถ้าถามว่าผมรู้สึกยังไงกับ
- พระใส่แว่น (ท่านคงร้อน)
- พระเคี้ยวหมากฝรั่ง (ท่านคงไม่มีอะไรทำ)
- พระคร่อมมอไซค์ (นั้งเฉียงเดี๋ยวจีวรพันล้อ)
- ฯลฯ
แต่บางอย่าง ท่านก็ไม่ควรทำ
ปล. ดีนะพ้นวัยพระมาแล้ว :52:
---------------------------------------------------------------------------------
เรื่องสมควรไม่สมควรนี่ ผมก็แค่คิดเอาเองของผมน่ะครับ
ขออภัยที่ตอบแทรกเข้ามาระหว่างดำเนินรายการ :30:
เช่น พระสูบบุหรี่ ผมว่าไม่สมควร
ผิดศีลหรือเปล่า ไม่รู้ครับ
เห็นตามลุงโก้ครับ
แต่พระใส่แว่นเพราะร้อนเนี้ย ผมเถียงครับ
ต้องใส่หมวกครับ ในฐานะสมาชิกคนใส่แว่นแห่งประเทศไทย :37:
เอ่อ...เมื่อพุทธกาลยังไม่มีซูกัส ก็เลยกลายเป็นว่าสมัยนี้มีซูกัส ถ้าฉันซูกัสก็จะผิดศีล มันเหมือนกับเมื่อก่อนเราใช้เบนซิน 91 95 พอเราผลิตแก๊สโซฮอล์ได้และเอามาใช้ก็ผิดอย่างนั้นหรือ
ตอนบวชผมคิดแบบนี้นะ
อะไรไม่สมควรก็ไม่ทำ
อะไรสมควรก็ทำ
ส่วนเรื่องที่ว่าการวิเคราะห์ด้วยใช้เพียงความชอบส่วนตัวนี่
ผมไม่ได้ใช้แค่ความชอบส่วนตัวนะครับ :08:
ข้อห้าม ข้อบังคับก็เคยอ่านเคยผ่านตามาบ้างครับ
สมัยพุทธกาลมีขนมทองหยิบ ทองหยอดครับ คงจะพอแทนซูกัสได้
เรื่องวัตถุเนี้ย ไม่ผิดครับ
ผิดที่เวลาฉัน
เอเลยใส่ว่าเป็น ปานะซูกัสไปครับผม
อันนี้ ผมจะไม่พูดถึง หลักการปฏิบัติ เหมาะไม่เหมาะอย่างไร เพราะการปฏิบัติตามศีลนี่เป็นไปได้ยากที่จะผิดจากธรรมชาติ
ที่สำคัญคือการตีความนี่แหละ ศีลข้อเดียวกัน พุทธพจน์ข้อเดียวกัน ตีความกันไปคนละแบบ หมูคณะหนึ่งก็ตีไปอีกแบบหมูหนึ่งก็ตีไปอีกแบบ เรามาหาความพอดี หรือที่ทีคนส่วนใหญ่เห็นตรงกันดีกว่า เช่น
ในพระไตรปิฎก
พูดถึง ศีลที่บอกว่า ห้าม ฉันอาหารหลังเทียง และก็บอก ถึงสิ่งที่ถูกอนุโลม (เอาอันที่ไม่มีการตีความเพิ่มเลยนะครับ มีแต่ บาลีกับคำแปล)
ให้คนส่วนใหญ่มาอ่าน แล้วจะคิดว่า หมากฝรั่ง พระสามารถฉันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
Quote from: น้องชาร์ป on 20 Dec 2007, 13:41 น.
หมากฝรั่ง ลูกอม ช๊อกโกแลต เป็นน้ำตาลครับ จัดเป็น ยามกาลิกครับ
ชีสก็ได้ เป็นเนยข้น
ปล. จากคำถามว่าฉันได้หรือไม่ได้นะ ยังไม่ได้ตอบเกี่ยวกับสมควรนะครับ
พระไตรปิฎก เล่มที่ 02
สิกขาบทวิภังค์
[๕๐๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... .
บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ ชื่อว่า ภิกษุ
ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
ที่ชื่อว่า เวลาวิกาล หมายตั้งแต่เวลาเที่ยงวันล่วงแล้วไปจนถึงอรุณขึ้น.
ที่ชื่อว่า
ของเคี้ยว คือ เว้นโภชนะ ๕ ของที่เป็นยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก
นอกนั้นชื่อว่า ของเคี้ยว. ที่ชื่อว่า ของฉัน ได้แก่โภชนะ ๕ คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ.
ภิกษุรับไว้ด้วยตั้งใจว่า จักเคี้ยว จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ขณะกลืน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ทุกๆ คำกลืน.
http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?start_book=02&start_byte=705492
แล้วที่บอกว่า
หมากฝรั่ง ลูกอม ช๊อกโกแลต ใครเป็นคนจัดอยุ่ในยามกาลิกครับ
แล้วถ้าผมจัดหมากฝรั่งอยุ่ใน ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ. แบบนี้ ก็ถือว่าผิดศีล เหมือนกัน ใช่มั้ยครับ
http://www.dmc.tv/forum/lofiversion/index.php/t398.html
เพิ่มครับ ผมฉันกาแฟใส่น้ำตาลได้มั้ย :01:
อ๋ออันนั้น ธรรมกายเป็นคนจัด :42:
แต่เอ๋??? ไม่เห็นมีบอกว่า หมากฝรั่ง ซูกัส ลูกอมนี่ครับ :09:
ส่วนอันนี้จากพระไตรปิฎก
---------------------------------------------------------------------------------------
พจนานุกรมฉบับพุทธศาสตร์ ท่านพระธรรมปิฎก(พระพรหมคุณาภรณ์)
กาลิก แปลว่า เนื่องด้วยกาล, ขึ้นกับกาล, ของอันจะกลืนกินให้ล่วงลำคอเข้าไปซึ่งพระวินัยบัญญัติให้ภิกษุรับเก็บไว้และฉันได้ภายในเวลาที่กำหนด จำแนกเป็น ๔ อย่าง คือ
๑.ยาวกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของวันนั้น เช่น ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ ขนมต่างๆ
๒.ยามกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือก่อนอรุณของวันใหม่ ได้แก่ ปานะ คือ น้ำคั้นผลไม้ที่ทรงอนุญาต
๓.สัตตาหกาลิก รับประเคนไว้แล้วฉันได้ภายในเวลา ๗ วัน ได้แก่เภสัชทั้ง ๕
๔.ยาวชีวิก รับประเคนแล้ว ฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา ได้แก่ของที่ใช้ปรุงเป็นยา นอกจากกาลิก ๓ ข้อต้น (ความจริงยาวชีวิก ไม่เป็นกาลิก แต่นับเข้าด้วยโดยปริยาย เพราะเป็นของเกี่ยวเนื่องกัน)
เภสัช ๕ คือ ที่เป็นสัตตาหกาลิก รับไว้ฉันได้ตลอด ๗ วัน คือ ๑.สัปปิ เนยใส ๒.นวนีตะ เนยข้น ๓.เตละ น้ำมัน ๔.มธุ น้ำผึ้ง ๕.ผาณิต น้ำอ้อย;
ส่วนยาแก้โรคที่ทำจากรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น จัดเป็นยาวชีวิก คือรับประเคนไว้แล้ว เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต
หูย เพิ่งรู้ว่ามันต้องตีความกันขนาดนี้เลย :25:
บ่ายๆ ผมเลือกดื่มนม หรือน้ำเปล่า
ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งนะ ตอนเป็นพระ
กาแฟนี่ มันต้องต้ม รอเวลา
ใส่น้ำตาลให้หวาน รอนานไป
นม หรือน้ำเปล่านี่ มันมีอยู่แล้วเต็มกุฎิ ทิ้งก็เสีย
แจกก็ไม่มีวันหมด
Quote from: จักรี on 20 Dec 2007, 14:08 น.
อ๋ออันนั้น ธรรมกายเป็นคนจัด :42:
แต่เอ๋??? ไม่เห็นมีบอกว่า หมากฝรั่ง ซูกัส ลูกอมนี่ครับ :09:
ส่วนอันนี้จากพระไตรปิฎก
---------------------------------------------------------------------------------------
พจนานุกรมฉบับพุทธศาสตร์ ท่านพระธรรมปิฎก(พระพรหมคุณาภรณ์)
กาลิก แปลว่า เนื่องด้วยกาล, ขึ้นกับกาล, ของอันจะกลืนกินให้ล่วงลำคอเข้าไปซึ่งพระวินัยบัญญัติให้ภิกษุรับเก็บไว้และฉันได้ภายในเวลาที่กำหนด จำแนกเป็น ๔ อย่าง คือ
๑.ยาวกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของวันนั้น เช่น ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ ขนมต่างๆ
๒.ยามกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือก่อนอรุณของวันใหม่ ได้แก่ ปานะ คือ น้ำคั้นผลไม้ที่ทรงอนุญาต
๓.สัตตาหกาลิก รับประเคนไว้แล้วฉันได้ภายในเวลา ๗ วัน ได้แก่เภสัชทั้ง ๕
๔.ยาวชีวิก รับประเคนแล้ว ฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา ได้แก่ของที่ใช้ปรุงเป็นยา นอกจากกาลิก ๓ ข้อต้น (ความจริงยาวชีวิก ไม่เป็นกาลิก แต่นับเข้าด้วยโดยปริยาย เพราะเป็นของเกี่ยวเนื่องกัน)
เภสัช ๕ คือ ที่เป็นสัตตาหกาลิก รับไว้ฉันได้ตลอด ๗ วัน คือ ๑.สัปปิ เนยใส ๒.นวนีตะ เนยข้น ๓.เตละ น้ำมัน ๔.มธุ น้ำผึ้ง ๕.ผาณิต น้ำอ้อย;
ส่วนยาแก้โรคที่ทำจากรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น จัดเป็นยาวชีวิก คือรับประเคนไว้แล้ว เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต
ขอโทษนะ
ธรรมกายไม่ใช่นิกายใหม่ครับ ที่ได้ไปจัดตั้งกำหนดกฎเองทั้งหมด ครับ
ธรรมกาย นี่หมายถึง กายที่ประกอบด้วยธรรมทั้ง 84000 ขันธ์ ครับ พูดมั่วๆผมกลัวว่าวิบากกรรมจะถามหาเอา
กรุณาให้ความเคารพด้วย
ถ้าเกิดว่า รังเกียจ หรือข้องใจอะไรมากมาย ก็มาบวชที่วัดมั้ยละ ครับ
เอ่อ...เห็นว่าน้ำผลไม้คั้น(บางชนิด) เลยสงสัยว่า น้ำแอปเปิ้ลคั้นนี่ได้ไหม หรือพวกน้ำองุ่นครับ
ปล. ใจเย็นลงกันสักนิดจะดีกว่าครับ
อันที่ชาร์ปยกมา ลองสรุป มาให้อ่านหน่อยซิครับว่าชาร์ปคิดอย่างไร เพราะถ้าให้ผมสรุปมันก็เป็นในแบบของผม อยุ่ดี :42:
Quote from: น้องชาร์ป on 20 Dec 2007, 14:05 น.
เพิ่มครับ ผมฉันกาแฟใส่น้ำตาลได้มั้ย :01:
แล้วมันเหมือนกับหมากฝรั่ง ซูกัส ลูกอม ตรงไหนเหรอครับ อ๋อหรือว่า ต้องเคี้ยวกาแฟด้วย
หรือที่จัดพวก นี้ไว้ใน ยามกาลิก เพราะว่า มันมีน้ำตาล และมีรสผลไม้เหรอครับ
เภสัช ๕ คือ ที่เป็นสัตตาหกาลิก รับไว้ฉันได้ตลอด ๗ วัน คือ ๑.สัปปิ เนยใส ๒.นวนีตะ เนยข้น ๓.เตละ น้ำมัน ๔.มธุ น้ำผึ้ง ๕.ผาณิต น้ำอ้อย;
ส่วนยาแก้โรคที่ทำจากรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น จัดเป็นยาวชีวิก คือรับประเคนไว้แล้ว เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิตนี่เป็นที่มา ของการที่เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมถึงฉันหลังเที่ยงได้ เพราะนมจัดอยุ่ในประเภท เนย (อันนี้ผมตีความเห็นตามที่คนอื่นเขาตีความ)
อย่าออกนอกวง เรื่องสถานหรือวัดที่ไม่ใช่การที่เรากำลังถกกันครับ
เรากำลังคุยกันเรื่อง ศีล และความเหมาะสม
ซึ่งถ้าซัดกันอยู่ในกรอบของแต่ละคน
สนุก และได้ข้อแลกเปลี่ยนมากมาย
ลืมย้ำไปว่า
ตอนบวช เรื่องน้ำดื่มปานะ
ผมเลือก ที่จะดื่ม อะไรที่มันมีอยู่แล้ว ไม่ได้เสาะแสวงหามาดื่ม
คือดื่มเท่าที่มีน่ะ
Quote from: น้องชาร์ป on 20 Dec 2007, 14:19 น.
ขอโทษนะ
ธรรมกายไม่ใช่นิกายใหม่ครับ ที่ได้ไปจัดตั้งกำหนดกฎเองทั้งหมด ครับ
ธรรมกาย นี่หมายถึง กายที่ประกอบด้วยธรรมทั้ง 84000 ขันธ์ ครับ พูดมั่วๆผมกลัวว่าวิบากกรรมจะถามหาเอา
กรุณาให้ความเคารพด้วย
อย่ายึดติดนักซิครับ ถ้า ทำให้แคลงใจก็ขออภัยด้วยละกันครับ
แต่ถ้าผมยึดติดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผม ผมคงตามว่า จิตตกกับคนที่เขาไม่นับถืออยุ่เรื่อยไป แบบนี้ ผมคงเหนือยแย่เลยครับ
Quote from: nuugo on 20 Dec 2007, 14:25 น.
อย่าออกนอกวง เรื่องสถานหรือวัดที่ไม่ใช่การที่เรากำลังถกกันครับ
เรากำลังคุยกันเรื่อง ศีล และความเหมาะสม
ซึ่งถ้าซัดกันอยู่ในกรอบของแต่ละคน
สนุก และได้ข้อแลกเปลี่ยนมากมาย
ลืมย้ำไปว่า
ตอนบวช เรื่องน้ำดื่มปานะ
ผมเลือก ที่จะดื่ม อะไรที่มันมีอยู่แล้ว ไม่ได้เสาะแสวงหามาดื่ม
คือดื่มเท่าที่มีน่ะ
ขอโทษครับ ลุงโก้
Quote from: จักรี on 20 Dec 2007, 14:23 น.
อันที่ชาร์ปยกมา ลองสรุป มาให้อ่านหน่อยซิครับว่าชาร์ปคิดอย่างไร เพราะถ้าให้ผมสรุปมันก็เป็นในแบบของผม อยุ่ดี :42:
แล้วมันเหมือนกับหมากฝรั่ง ซูกัส ลูกอม ตรงไหนเหรอครับ อ๋อหรือว่า ต้องเคี้ยวกาแฟด้วย
หรือที่จัดพวก นี้ไว้ใน ยามกาลิก เพราะว่า มันมีน้ำตาล และมีรสผลไม้เหรอครับ
เภสัช ๕ คือ ที่เป็นสัตตาหกาลิก รับไว้ฉันได้ตลอด ๗ วัน คือ ๑.สัปปิ เนยใส ๒.นวนีตะ เนยข้น ๓.เตละ น้ำมัน ๔.มธุ น้ำผึ้ง ๕.ผาณิต น้ำอ้อย;
ส่วนยาแก้โรคที่ทำจากรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น จัดเป็นยาวชีวิก คือรับประเคนไว้แล้ว เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต
นี่เป็นที่มา ของการที่เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมถึงฉันหลังเที่ยงได้ เพราะนมจัดอยุ่ในประเภท เนย (อันนี้ผมตีความเห็นตามที่คนอื่นเขาตีความ)
Quote
ถ. น้ำตาลและน้ำอ้อย จัดเป็นกาลิกอะไร เพราะเหตุอะไร ?
ต. น้ำตาลสดและน้ำอ้อยสด จัดเป็นยามกาลิก เพราะล่วงกาล
แล้วย่อมกลายเป็นเมรัย น้ำตาลและน้ำอ้อยที่เคี่ยวไฟงวดแล้ว เป็น
สัตตหกาลิก เพราะเก็บไว้ได้นาน.
ราชกวี
:05: ไม่มีใครตอบน้ำแอปเปิ้ล กับน้ำองุ่นเลย
Quote from: จักรี on 20 Dec 2007, 14:25 น.
อย่ายึดติดนักซิครับ ถ้า ทำให้แคลงใจก็ขออภัยด้วยละกันครับ
แต่ถ้าผมยึดติดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผม ผมคงตามว่า จิตตกกับคนที่เขาไม่นับถืออยุ่เรื่อยไป แบบนี้ ผมคงเหนือยแย่เลยครับ
แคลงใจเพราะ
Quoteอ๋ออันนั้น ธรรมกายเป็นคนจัด
Quote from: น้องชายคลอง on 20 Dec 2007, 14:28 น.
:05: ไม่มีใครตอบน้ำแอปเปิ้ล กับน้ำองุ่นเลย
สมัยผมบวช พระพี่เลี้ยงผมบอกว่าได้ครับ เพราะว่าเป็นน้ำผลไม้ เค้าเสริมอีกนิดว่า ที่ว่าต้องมีการคั้นสด เพราะว่า
ถ้าเป็นน้ำผลไม้บางอย่างที่ทิ้งไว้นานหรือมีการบ่ม มันอาจเสียหรือกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ถือว่าเป็นน้ำผลไม้ไป
ถ้าผิดพลาดอย่างไร ขอคนอื่นช่วยเสริมด้วยนะครับ
คุยกันดีๆครับ ให้เกียรติกันและกันด้วย
ถ้าไม่คิดว่าคู่สนทนาของเรา็เป็นผู้มีความรู้ มีปัญญา
ก็ได้แค่ดูถูก ดูหมิ่น แขวะกันไปมาแค่นั้นแหละครับ
แล้วผมพูดผิดตรงไหนครับ ก็ชาร์ปอ้างแต่ DMC มามาไม่ใช่เหรอ
แล้วที่บอกว่า หมากฝรั่ง ลูกอม ซูกัส ... จัดอยู่ใน ยามกาลิก ในพระไตรปิฎกมีด้วยหรือเปล่าครับ
ถ้ามีจัดอยุ่ก็ต้องขอโทษด้วย :46:
จริงๆ แล้วเรื่องศีลธรรม และการปฏิบัติตามศีลเนี่ยครับ มันเรื่องของคุณ
ผมหมายถึง มันเรื่องของพระที่บวชน่ะครับ
ถ้าท่านทำได้ ตามที่ศีลว่าไว้ ผมยั้งย้ำเสมอว่า ดีครับ เจริญครับ
สมมติ 1-10 ท่านทำได้แค่ไหน มันได้กับตัวท่านมากเท่านั้นครับ
จริงๆ นะ มันได้การอิ่มใจครับ อิ่มแบบรู้สึกคนเดียวนั่นล่ะ
ถามว่ารู้สึกดีมั้ยครับ ที่ได้ทำดี
ทำดีอะไรก็ได้ ในแบบฉบับที่ตอนเป็นพระ หรือคนธรรมดา
ถ้ารู้สึกดี ก็ทำครับ พระท่านสอนไว้ ว่าทำดี มันได้ดี
ได้ดีตรงที่หัวใจเราครับ
-----------
น้ำแอ๊บเปิ้ล น้ำองุ่น คั้นไปเถอะครับ ดื่มแล้วไม่ทำให้เราเมาเหมือนเหล้า
ดื่มแล้วร่างกายยังบังคับตัวเองได้อยู่ ดื่มไปเถอะ
--------------
ตามที่ลุงอ๋าห์บอกไว้ครับ
ในกรอบอย่างเดียว
Quote from: อ๋าห์ พาเพลิน on 20 Dec 2007, 14:32 น.
คุยกันดีๆครับ ให้เกียรติกันและกันด้วย
ถ้าไม่คิดว่าคู่สนทนาของเรา็เป็นผู้มีความรู้ มีปัญญา
ก็ได้แค่ดูถูก ดูหมิ่น แขวะกันไปมาแค่นั้นแหละครับ
ขอโทษครับ
เพราะกระทู้ที่ผมยกมาอ้างอิงคำตอบอะไรมันก็อยู่ในนั้นหมดแล้ว
อ้างอิงพระไตรปิฏก เรียบร้อย ยังบอกว่า ธรรมกายเป็นคนสรุป อีก แบบนี้เรียกว่าอะไรครับ
เรื่องน้ำผลไม้ อย่างที่สมาชิกท่านน่านว่าไว้ น่าคิดครับ
Quoteที่ว่าต้องมีการคั้นสด เพราะว่า
ถ้าเป็นน้ำผลไม้บางอย่างที่ทิ้งไว้นานหรือมีการบ่ม มันอาจเสียหรือกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ถือว่าเป็นน้ำผลไม้ไป
คงกลัวว่า ถ้าทิ่งองุ่น หรือสัปปะรดบ่มไว้ นานเข้าจะกลายเป็นไวน์
ประมาณนั้นครับ
ผมมาแตะเบรคน่ะครับ
ประเดี๋ยวจะเป็นการสนทนาที่ไม่ได้ให้ความรู้แก่สาธุชนทั้งหลา่ยที่เข้ามาติดตามกันอย่างเนืองแน่น
:30:
Quote from: น้องชาร์ป on 20 Dec 2007, 13:41 น.
หมากฝรั่ง ลูกอม ช๊อกโกแลต เป็นน้ำตาลครับ จัดเป็น ยามกาลิกครับ
ชีสก็ได้ เป็นเนยข้น
อ๋อ แสดงว่า ในพระไตรปิฎกก็มี แบบนี้ใช่มั้ยครับ งั้นผมก็ ขอโทษ ครับ :46:
พอดีผมค้นเจอแค่นี้
*๒.ยามกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือก่อนอรุณของวันใหม่ ได้แก่ ปานะ คือ น้ำคั้นผลไม้ที่ทรงอนุญาต
เราต้องมีรูปแบบการคุยกันนะครับ
เช่น
ต่อไปนี้เราจะแทนคำว่า
พุทธศาสนา ที่เราพูดถึง คือ พุทธศาสนา นิกาย......... ในประเทศไทยเท่านั้น
พระไตร คือพระไตร เล่มไหน
บทบัญญัติ คือบทบัญญัต ของใคร
บลาๆ
เพราะถ้ามาจากคนละกรอบ คุยกันก็งงครับ
Quote from: nuugo on 20 Dec 2007, 14:38 น.
เรื่องน้ำผลไม้ อย่างที่สมาชิกท่านน่านว่าไว้ น่าคิดครับ
คงกลัวว่า ถ้าทิ่งองุ่น หรือสัปปะรดบ่มไว้ นานเข้าจะกลายเป็นไวน์
ประมาณนั้นครับ
ใช่ครับ เพราะสารอินทรีย์พวกนี้ทิ้งไว้นาน มันจะกลายเป็นแอลกอฮอร์ทำให้มึนเมาไปได้
อ้างเป็นน้ำผลไม้ แล้วดื่มให้มึนเมาก็ผิดจุดประสงค์ไว้ เลยต้องห้ามดักทางกันไว้ก่อน
เอ๊ะ เหมือนจะเคยอ่านของลัทธิอะไรไม่ทราบจำชื่อไม่ได้
คือเค้าจะกินแต่พวกพืช เท่านั้น แต่ดื่มไวน์ได้เพราะถือว่าทำมาจากผลไม้
และ การดืิ่่มแต่น้อยจะถือว่าเป็นยา
แต่เค้าห้ามแอลกอฮอล์ชนิดอื่นนะคะ
ปล. อันนี้ไม่เกี่ยวกะศาสนาพุทธนะคะ
เรื่องศีลน่ะ เขียนกำหนดไว้งั้นล่ะ
ทำหรือไม่ทำ เจ้าตัวรู้อยู่แก่ใจ
ถ้าเข้าป่า จำวัดแล้วมดหรือยุงกัดจะตายห่า
ไม่ตบหรือปัด แล้วจะให้อมไว้รึไง
เกิดเอามือปัดแล้ว ไปโดนมันตาย
มิผิดศีลแย่เลย มันก็เกินไปครับ
ไอ้เรื่องฉันน้ำปานะ เรื่องอะไรต่ออะไรที่เป็นที่ถกกัน
"สมควร" "จำเป็น" เป็นเรื่องที่คนบวชเรียน หรือพระทุกรูปต้องนึกและปฏิบัติกันเอง
ปฏิบัติแล้วมันได้อะไร ก็รู้คนเดียวนั่นล่ะครับ
ไม่แน่ใจนะครับ แต่อะไรที่ไม่ถูกกำหนดแน่นอนไว้ในกฏระเบียบ มักจะมีปัญหาจากการถูกตีความหรือการปฎิบัติตามเสมอ เหมือนกับรัฐธรรมนูณ ทำไมต้องมีการร่างกันใหม่ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นและดับลงอยู่เสมอ ถ้ากฏที่มีอยู่ไม่ครอบคลุม ก็ยากที่จะบอกว่าคุณทำผิดหรือผมทำถูก
คือยังงี้ เอาคนธรรมดานี่ล่ครับ
กินเหล้าน้อย ร่างกายอบอุ่น (อันนี้เรื่องจริง)
กินเป็นกลม จะตายเอาครับ (อันนี้หลายคนรู้)
เลือกเอา ว่าอันไหนที่ท่านต้องการ
พระแถวบ้านผม ฉันยาดองนะ แต่ฉันวันละ 1 เป๊ก
เพื่อเป็นยา
ผมเองก็เฉยๆ นะ เพราะไม่เห็นแกจะเมาเละเทะ
คนโบราณก็กินยาดองเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงครับ
(แต่ตูกินเอาเมา) :21:
ในส่วนของพระวินัย มีอยู่ข้อหนึ่งคือ ห้ามดื่มสุรา จัดเป็นอาบัติแบบ ปาจิตตีย์
สุธาก็คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทั้งหลายอ่ะครับ
ถ้าเกิดว่าดื่มโดยไม่รู้ว่าเป็น แอลกอฮอล์ ก็อาบัติ ทุกกฎ (ชื่อ ทุก-กด นะ ไม่แปลว่าผิดทุกกฎ)
มีข้อยกเว้นอย่างเดียวคือ ยา กะ-สาย เหล้า
ปล.ในเรื่องของยา กะ-สาย เหล้า ผมไม่เคยเห็นเลยว่าเค้ากินกันอย่างไร
Quote from: nuugo on 20 Dec 2007, 14:46 น.
เรื่องศีลน่ะ เขียนกำหนดไว้งั้นล่ะ
ทำหรือไม่ทำ เจ้าตัวรู้อยู่แก่ใจ
ถ้าเข้าป่า จำวัดแล้วมดหรือยุงกัดจะตายห่า
ไม่ตบหรือปัด แล้วจะให้อมไว้รึไง
เกิดเอามือปัดแล้ว ไปโดนมันตาย
มิผิดศีลแย่เลย มันก็เกินไปครับ
ไอ้เรื่องฉันน้ำปานะ เรื่องอะไรต่ออะไรที่เป็นที่ถกกัน
"สมควร" "จำเป็น" เป็นเรื่องที่คนบวชเรียน หรือพระทุกรูปต้องนึกและปฏิบัติกันเอง
ปฏิบัติแล้วมันได้อะไร ก็รู้คนเดียวนั่นล่ะครับ
เสริมครับ
อย่างถ้ากินปานะเช่น นมหมดเป็นลังๆ ละก็ เกินไป :39:
ถ้าอย่างนั้น เื่พื่อให้เข้ากับโลกยุคใหม่นะครับ
สมมุติๆ เล่นๆ
จีวรต้องเป็นจีวรนาโน จะได้ไม่ต้องซักล้างมาก เปื้อนยาก ง่ายต่อการธุดงค์
กลด เปลี่ยนเป็นเต๊นท์ แทน จะได้บำรุงรักษาง่าย และเบากว่า จัดการกางได้ง่ายกว่า ทำให้มีเวลาในการทำวัตรปฎิบัติได้มากขึ้น
บาตรโลหะ เปลี่ยนเป็น บาตรไฟเบอร์ เบาและรักษาง่าย ไม่เป็นสนิม
โทรศัพทืมือถือ เผื่อธุดงค์แล้วหลงป่าจะได้ตามตัวถูก แต่เดี๋ยวก่อน .. ลองใช้ GPS แทนไหมครับ มั่นใจได้ว่าธุดงค์ถูกที่ถูกทาง มีบริการบอกตำแหน่งฆราวาสที่จะใส่บาตรได้ด้วย เพื่อความสะดวกในการบิณทบาตร
ย่าม แบบเดิมที่เบาและฉีกขาดง่ายเปลี่ยนเป็น กระเป๋าแบ๊กแพคที่เบาและขาดบากกว่า พร้อมที่ล๊อกบาตร แต่เดี๋ยวก่อน
สำหรับพระที่ต้องการธุดงค์ ตามหน้าผา วันนี้ เรามีแถมชุดปีนเขา ให้ด้วย
สำหรับพระที่เวลาเดินจงกรมแล้วเจ็บฝ่าเท้าบ่อย แนะนำ รองเท้าจงกรม รุ่น สมาธิรวมศูนย์ ไม่ทำให้สมาธิวอกแวกเพราะเจ็บเท้าอีกต่อไป
โอ้วววววว พระไฮเทค :46:
ดูเป็นเซ็ตแอ๊บโดมิไนเซอร์มากเลยเอ :30:
ถ้างั้น ต้องตัด คำสอนเกี่ยวกับ ความเพียร ออกจากศาสนาพุทธด้วย :37:
เราเพียรพยายาม ที่จะให้พระแสวงหาธรรมด้วยการธุดงค์ได้ง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็ว
เอ แกอย่าบวชเลย เชื่อพี่ :08:
:08: นอกลู่แล้วมั้งครับ ของที่ดีอยู่แล้วก็ควรยึดปฎิบัติ อะไรที่ยังขาดตกบกพร่องก็ควรปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่อะไรก็ยึดไปตามวัตถุ ทางสายกลางเอาไว้
Quote from: nuugo on 20 Dec 2007, 15:00 น.
เอ แกอย่าบวชเลย เชื่อพี่ :08:
:30:
หมอดูบอกว่าถ้าเอบวชอะ จะไม่สึกเลยนะพี่โก้ :25:
แน่นอน หยอดน้ำมันหล่อลื่นทุกวัน :37:
Quote from: น้องชายคลอง on 20 Dec 2007, 15:01 น.
:08: นอกลู่แล้วมั้งครับ ของที่ดีอยู่แล้วก็ควรยึดปฎิบัติ อะไรที่ยังขาดตกบกพร่องก็ควรปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่อะไรก็ยึดไปตามวัตถุ ทางสายกลางเอาไว้
ใช่ครับ :30:
เอกำลังสื่อว่า ถ้าเอตีความแบบนี้ เอจะได้ นิกายมินอริตี้บุดดิสซึ่มเลยนะครับ :46:
เอต้องเอาพระไตรปิฎกมาซักท่อน หนึ่ง ครับ ถึงจะน่าเชื่อถือ :37:
เทคโนโลยี กับพระวินัย สิเนอะ :03:
ผมว่าที่พี่เอสมมุติน่ะ มันเกิดขึ้นในอนาคตแน่นอนเลย
อย่างสมัยก่อนการที่พระมีมือถือ มันดูไม่เหมาะสม แต่เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีนี่ลำบากแย่เลย
กดบวกกันสนุกเลยจู๋นี้ :30:
แต่..ลุงโก้ปั่นผิดจู๋แล้วมั้งครับ
เวบDMCนี่เพิ่งเคยเข้า
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=14467
อ่านเพลินดี ลองแวะไปอ่านกันดู
ผมว่าเหมือนสะกดจิตเลย
คนก็เชื่อก็หลงกันเยอะนะครับ :08:
โค้กซีโร่ รสชาติเต็มร้อย แต่น้ำตาล 0%
เท่าที่เห็นๆมา ผมว่าอันนี้น่าจะทีเด็ดที่สุดนะครับ
(รองจากเรื่องแม่ชีปัดปรมณูน่ะนะ)
ภาพจากหนังสือ นรกสวรรค์อะไรทำนองนั้น
คงจะมีเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสวรรค์กับนรก
ว่าสวรรค์มีความสุขสุดยอดอย่างไรนรกทรมานแค่ไหน
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-256.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-257.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-258.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-259.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-261.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-262.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-263.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-264.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-266.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-267.jpg)
เขาว่ามาจากของธรรมกายน่ะนะ
โอ้ว มันมหัศจรรย์ขนาดนี้เลยเหรอครับ :18:
อาโกวผมก็เคยชักชวนด้วยหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ดูเค้าตาเป็นประกายมากๆ ดูเต็มไปด้วยอัตตาสูงสุด :30:
และแล้วผมก็เลือกอีกทางแทน :30:
เอ้อ นี่มันเรื่องจริง ไม่ใช่ขำๆ ล้อเลียนใช่ไหมคะ :08:
เ่อ่อ มันเอ่อ มัน :37:
มีแบบ ani 3D ด้วยครับ
(ไม่แนะนำให้ดู 3D สวรรค์ เพราะมันง่วงนอนมาก)
เรื่องของสวรรค์นรกอะไรนี่ ดูแบบขำๆไปเถอะครับ :30:
เพราะมันเป็นแบบ ฝันในฝัน
ของสวรรค์นี่เป็นประมาณว่า ทำบุญด้วยอะไรก็ได้เทือกๆนั้นอ่ะ
ทำบุญถวายชูชิ ก็ได้ชุดชูชิ ถวายพิชซ่า พาสต้า ก็ได้ชุดพิชซ่า ชุดพาสต้าฯลฯ
สวรรค์ นรก จะดูด้วยตัวเองได้ก็มี 2 วิธี
1.ตายไปดู
2.นั่งธรรมะไปดู
แต่แบบที่เป็นหนังสือนี้แบบว่า จำลองให้ดูอ่ะ
ถ้าสนใจก็บอกมาโลดครับ เดี๋ยวเล่าให้ฟัง :30:
ภาพนรกสวรรค์ แบบนี้ จะเรียกว่า แบบวัดพระธรรมกาย ก็ได้นะเพราะมีที่เดียวที่กล้าฟันธง :30:
(http://img.icez.net/i/01/2t999.jpg)
ผังโดยรวมไปถึงแค่ชั้น6 ยังไม่ได้รวมพรหม
ส่วนที่ลูกศรชี้นั้นโลกเรางับ :37:
อันนี้เป็นแบบมองด้านข้างแกแลคซี่ หรือจักรวาลในพระพุทธศาสนา
ผมนึกมาตลอดว่า ทางพุทธนี่่สวรรค์ นรก ท่านไว้เปรียบเปรยเฉยๆ
เอาไว้เทียบกับสภาพความผ่องใสของจิตใจ
ถ้าจิตใจผ่องใส ก็เปรียบเหมือนได้ขึ้นสวรรค์
ถ้าหม่นหมอง เป็นทุกข์ ก็เหมือนตกนรก
เหมือนๆ กับที่ท่านโหงวเซ่งอึง แต่งเรื่องไซอิ๋วเพื่อเทีียบกับการผจญภัย
ของพระุุถัง (ขันติ) เห้งเจีย (ปัญญา) โป๊ยก่าย (ศีล) ซัวเจ๋ง (สมาธิ) จูงม้า (วิริยะ) เพื่อไปสู่อินเดีย (นิพพาน)
ไม่คิดว่าจะเป็นจริงเป็นจังกันอย่างนี้
นรกแต่ละขุมก็มีแบ่งเฟส
เป็น
ยมโลก - เบาสุด
อุด-สัด-ทะ นรก - ปานกลาง
มหานรก - โหดสุด
8 ขุมหลัก ก็จะเท่ากับ 456 เฟสหรือขุมตามตามคำในพระไตรปิฏก
8 ขุมก็จะเรียงกันลงไป ไล่ระดับจากเล็กไปใหญ่
(http://www.dmc.tv/images/guide/hell_locate.jpg)
Quote from: อ๋าห์ พาเพลิน on 22 Dec 2007, 12:53 น.
ผมนึกมาตลอดว่า ทางพุทธนี่่สวรรค์ นรก ท่านไว้เปรียบเปรยเฉยๆ
เอาไว้เทียบกับสภาพความผ่องใสของจิตใจ
ถ้าจิตใจผ่องใส ก็เปรียบเหมือนได้ขึ้นสวรรค์
ถ้าหม่นหมอง เป็นทุกข์ ก็เหมือนตกนรก
เหมือนๆ กับที่ท่านโหงวเซ่งอึง แต่งเรื่องไซอิ๋วเพื่อเทีียบกับการผจญภัย
ของพระุุถัง (ขันติ) เห้งเจีย (ปัญญา) โป๊ยก่าย (ศีล) ซัวเจ๋ง (สมาธิ) จูงม้า (วิริยะ) เพื่อไปสู่อินเดีย (นิพพาน)
ไม่คิดว่าจะเป็นจริงเป็นจังกันอย่างนี้
อ้อครับ จริงๆพระพุทธเจ้าท่านอะครับ ฟันธงเลยนะว่า มีจริง ไปดูได้
แต่คงเพราะต่อๆมามีนิยายมีนู้นมีนี้ เลยทำให้นรกสวรรค์เป็นนิยาย หรือแค่เปรียบเทียบอ่ะครับ
พอมีความรู้เรื่องนรกสวรรค์ขึ้นมานี่ เห็นถึงภัยในวัฏสงสาร ชัดเจนเลยว่ามันน่ากลัวจริงๆ
แล้วมันไม่ยุติธรรมเอามากๆ ทำพลาดนิดเดียวลงนรกตั้งนาน ขึ้นสวรรค์ได้ก็ใช่ว่ารอด
เป็นมนุษย์นี่โชคดีสุดๆเลยครับ
///
เรื่องเทือกๆนี้ ไม่ได้เอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อหรอกครับ
ไม่เชื่อก็ไม่แปลกครับ แค่พอมีความรู้พอเป็นไอเดียก็ได้
ไม่เชื่อ และขอลบหลู่อย่างออกหน้าออกตาเด็ดขาดครับ :41:
รับไม่ได้กับสร้อยข้าวต้มมัดจริงๆ มันต้องทำบุญขนาดไหนถึงจะได้ใส่เนี่ย
(ที่แท้คืออยากได้น่ะ ใส่แล้วคงแนว)
โทษนะชาร์ป ตูรับไม่ได้จริงๆ ไอ้ความเชื่อบ้าๆ แบบนี้ มันต้มตุ๋นหลอกลวงแบบจะจะมากเลย
ยิ่งมีข้ออ้างที่ปิดกั้นการพิสูจน์ด้วยการบอกว่า ถ้าอยากรู้ก็ให้ตายไปดูหรือ "นั่งธรรมะ" ไปดู
นั่นเท่ากับว่ายิ่งสนับสนุนความเชื่อที่ว่าเราทำบุญแล้วจะได้ไอ้พวกนี้ใช่ไหม
เราทำบุญเพื่อจะได้ "ขึ้นสวรรค์" ไปหาของล่อตาล่อใจ (แบบสร้อยตำปู) เหล่านี้ใช่ไหม
นี่พิมพ์ไปด้วยความขยะแขยงเลยนะเนี่ย :28:
ไม่คิดว่าจะทำออกมาได้อุบาทว์ขนาดนี้ แล้วยิ่งตกใจเมื่อได้รู้ว่าเป็นของจริงที่มาจากที่นั่น
คือ .. มันผิดว่ะ
มันไม่ใช่ศาสนาที่ตูเคารพ หรือแบบที่ได้รู้จักมาตลอดชีวิตอย่างเด็ดขาดเลย
เลยขอลบหลู่แบบจังๆ หน่อยเถอะ อย่าโกรธนะ :08: (ไม่โกรธก็แปลก)
ใช่ของธรรมกายจริงๆ เหรอครับ :08:
ความจริงถ้าแยกไปตั้งสำนักของตัวเองเลยนี่ผมจะไม่บ่นเลยนะ
แต่ข้างบนนี่ แรงจัง
ไม่โกธรหรอกครับพี่แอน
เพราะคนทั่วไปแบบไม่ได้ศึกษาอะไรเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายแบบครบๆ ก็คิดแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับ
มันเป็นการสื่อสารออกไปแบบไม่ครบถ้วนด้วย
ส่วนเรื่องการปิดกั้นการพิสูจน์นี่
จริงๆก็ไม่ได้ปิดกั้นเลยครับ ถ้าพี่แอนปฏิบัติธรรมะได้ดีๆก็สามารถเข้าใจและรับได้
ส่วนเรื่องเครื่องประดับ ฯลฯ นี่
ถ้ามองแบบครบวงจรแล้ว มันก็แค่เศษๆจากผลที่เราได้รับจากการทำทาน รักษาศีลและปฏิบัติธรรม เท่านั้นเองครับ
จะว่าไปพี่แอนก็ถูกส่วนหนึ่งคือ เราทำบุญเพื่อที่จะได้ขึ้นสวรรค์ ไปคิมุจิ ฯลฯ
เพราะตอนที่เราตาย มันก็เลือกได้แค่ 2 ทางคือ สวรรค์หรือนรก (สุขคติ หรือทุกคติ)
แต่จริงๆมันก็ไม่ได้ไปสิ้นสุดแค่ สวรรค์หรือนรก มันยังมีต่อๆไปอีกเรื่อยๆจนไม่สามารถนับได้
ทุกอย่างที่เราได้กระทำมันในอดีตก็จะส่งผลในปัจจุับัน สิ่งที่ทำในปัจจุบันก็จะไปส่งผลในอนาคต ไปแบบนี้เรื่อยๆ
แล้วอะไรละที่ทำให้เราสามารถปลอดภัยในวงจรนี้ได้
นั้นก็คือหลักธรรม ต่างๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง
ด้วยสภาพความเป็นไปในปัจจุบัน ก็จะดูเหมือนเป็นการต้มตุ๋นหลอก เป็นเรื่องเหลือเชื่อ
แต่เรื่องเหลือเชื่อบางอย่างมันก็มีอยู่จริง เพราะไม่สามารถหลีกหนีมันได้อย่างเช่นอย่างเรื่องกฎแห่งกรรม นรกสวรรค์ การเข้าถึงธรรม
ผมทำได้แค่นำเสนอข้อมูลที่ผมได้เรียนรู้มาเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้เต็ม 100% แบบที่ผมได้รับมา
เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่ได้เล่าอะไรเลย
ส่วนพี่แอนหรือคนอื่นๆ ที่เข้าใจทำนองนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนะ
เป็นเรื่องปกติที่ขึ้นอยู่แล้ว
พี่แอนก็พูดถูกอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องความเชื่อ ไม่ควรนำมาเป็นกระทู้คุยกัน ก็เพราะคงเป็นแบบนี้แหละ
คุยกันแล้วมันก็จบไม่ลง ไม่มีใครผิดถูก
ถ้าใครสนใจมาเที่ยววัดพระธรรมกาย หรือข้อมูลเรื่องอื่นๆผมก็ยังยินดีที่จะให้ข้อมูลและพาเที่ยวนะ
เพราะผมมั่นใจว่า มันไม่ใช่แบบที่หลายๆคนรู้สึกกัน
กุมภาพันธ์นี้ มีรับสมัคร บวช ระยะเวลา 2 เดือน ใครอยู่ได้ไม่ถึงติดธุระก็ไม่เป็นไรลาสิกขาไปก่อนได้
ส่วนค่าใช้จ่าย ฟรี ตลอดโครงการครับ (ในรุ่นมัธยมเสีย 3000 สำหรับฟอนต์ผมออกใหได้)
สำหรับผู้หญิงก็มีคล้ายๆกันแต่ถือศีล 8 แทน 1 โครงการจะมีประมาณ 100-300 คนครับ
ถ้าสนใจก็ติดต่อได้ครับ (08-6801-3535 ชาร์ป) ผมประสานงานให้
จบข่าว :46:
คนที่ตายจากผมไป ไม่เคยเห็นมีใครมาเข้าฝันบอก
ว่านรก สวรรค์ เป็นเช่นไรนะ
เท่าที่เรียน และผ่านชีวิตมา สวรรค์ และนรกของคน
คือความรู้สึกนี่ล่ะครับ อย่างที่บอกเสมอว่าทำดีแล้ว หัวใจสดชื่น นั่นล่ะสวรรค์
ทำชั่วแล้วหัวใจหดหู่ นั่นก็นรกครับ
ผมไม่เชื่อเรื่องอะไรนั่นเลยนะนรก หรือสวรรค์
เชื่อว่าตายแล้วก็เผา แค่นั้นล่ะครับ จบแล้ว ไม่มีต่อแล้ว
ตรงนี้แปลกหน่อยที่ว่า
ส่วนค่าใช้จ่าย ฟรีตลอดโครงการครับ (ในรุ่นมัธยมเสีย 3000 สำหรับฟอนต์ผมออกให้ได้)
สงสัยเฉยๆ อย่าคิดเป็นอื่น
ค่าสมัครครับ
มันจะเป็นค่าจีวร อาหาร ปานะ เวลาอยู่ในโครงการครับ
โครงการที่เสียค่าสมัครก็
1.เตรียมยุว อายุ7-9 <ยังไม่บวชถือศีล8 เฉยๆ มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 100 คน
2.ยุว อายุ10-12 <สามเณร มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 300 คน
3.มัชฌิม ม.ต้น <สามเณร มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 300 คน
4.มัชฌิม ม.ปลาย <สามเณร มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 150 คน
^
สาวกฟอนต์ที่จะมาบวชในช่วงโครงการนี้ผมออกค่าสมัครให้ครับ
ช่วงนี้ระยะเวลาบวช 1 เดือน
โครงการที่ไม่ต้องเสียค่าสมัครหรือ ฟรี ก็
5.อุดมศึกษา มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 300 คน
6.วัยทำงาน มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 200 คน
7.เฉพาะเคยบวชที่วัดแล้ว มีคนสมัครเฉลี่ยต่อปี> 300 คน
^
ใครที่มาบวชก็ ฟรี ครับ
ระยะเวลาบวช 2 เดือน
สำหรับโครงการของผู้หญิงก็มีแต่ไม่ได้บวช ถือศีล8แทน
เสียค่าสมัครอ่ะแต่จำไม่ได้ว่าเท่าไร ถ้าสาวกฟอนต์สนใจผมออกค่าสมัครให้
ปล.อันนี้ไม่เกี่ยว ช่วงวันที่ 28-31 มีงานถ่ายรูปที่วัดครับ เป็นกลุ่มเด็กๆ 100คน+
ใครที่ไม่ได้ไปเที่ยวไหน มีกล้อง SLR ก็มาแจมกับผมได้ครับ
Quote from: nuugo on 22 Dec 2007, 18:15 น.
ผมไม่เชื่อเรื่องอะไรนั่นเลยนะนรก หรือสวรรค์
เชื่อว่าตายแล้วก็เผา แค่นั้นล่ะครับ จบแล้ว ไม่มีต่อแล้ว
คิดเหมือนลุงโก้ค่ะ :31:/
เรื่องนรก-สวรรค์ เป็นเรื่องที่พูดลำบากทั้งสองฝั่ง
ฝั่งที่ว่าจริงก็หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ว่ามีจริง
ฝ่ายที่ว่าไม่จริง ก็หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ว่า มันไม่มีจริงๆ
อย่าไปเสียเวลากับมันเลย
ไอ้เรื่องแบบนี้มันจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ก็ไม่ได้ช่วยให้คนเป็นอารยะได้
อยู่บนสวรรค์ บนก้อนเมฆ
วันหนึ่ง แหวนข้าวต้มมัดมรกตหล่นหาย ใจก็ยังสามารถเป็นทุกข์ได้
เพราะการจะรู้จักกำจัดความทุกข์ได้ ต้องใช้ ปัญญา
หรือว่า ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี เพราะอยากไปสวรรค์ หรือกลัวตกนรก
ก็คงจะเป็นการทำความดีที่เหมือนถูกบังคับ ไม่ได้มาจากปัญญา
เพราะถ้าวันหนึ่งนรกถูกยุบไป เราก็ทำเลวได้ อย่างนั้นหรือ
พุทธศาสนาสอนให้ดับไปที่กิเลศ ซึ่งเป็นหัวโจกต้นเหตุ ถ้ากำจัดมันไปซะ ก็ไม่ต้องมานั่งพูดถึงความดีความเลวกันอีกต่อไป
อุปมาเหมือน กำจัดอ๊อกซิเจนไปให้หมดโลกแล้ว ก็ไม่มีทางที่ไฟจะไหม้บ้านได้
พุทธศาสนามันจึงเลยจากการ สอนคนให้เป็นคนดีแบบคำขวัญวันเด็กไปไกลมาก
การทำบุญ แม้ว่าจะมีประโยชน์บ้าง แต่มันก็ต้องใช้สติปัญญาประกอบด้วย
ผมว่าแทนที่จะเอาไปทำบุญกับวัดสร้างจานบินยักษ์ให้หนักโลก สู้เอาไปทำอย่างอื่นก็อาจจะได้ประโยชน์มากกว่า
ส่วนการอ้างพุทธพจน์
ไม่ได้เป็นเรื่องยากที่จะแต่งเติมเสริมแต่งถ้อยคำลงไปในหนังสือที่มีอายุ2000กว่าปี และมีจำนวนมหาศาลหลายร้อยหลายพันหน้า
สิ่งที่เราจะต้องทำคือ สิ่งที่เรียกว่า อ่านทั้งข้อความในบรรทัด และข้อความบนที่ว่างระหว่างบรรทัดด้วย
อย่าเพิ่งเชื่ออะไรโดยไม่ใช้สติคิดก่อน แม้ข้อความนั้นจะเป็นพุทธพจน์ก็ตาม
จริงๆ แล้วผมเชื่อมั่นในลัทธิรากผักชีครับ
ถ้าทำดีจะได้กินราก
ทำไม่ดีได้กินแค่ใบ
รากเป็นพื้นฐานของความดี
ส่วนใบเป็นสัญลักษณ์ของความเลื่อนลอย
หากมีบุญก็จะแย่งรากกินได้ทัน หากทำกรรมชั่วมาก็จะได้กินแค่ใบผักชีที่เพื่อนกินเหลือ
ผมเชื่อมั่นครับ :40:
ผมเพิ่งจะมาเจอจู๋นี้โดยบังเอิญจากการคุ้ยหาอะไร ของพี่บวบสักอย่างนี่แหล่ะ :08:
ดูมันจะแรงกันไปหน่อยไหมกับการเถียงกันเรื่อง นรกสวรรค์นี่
อ่านแล้วตกใจนะนี่ :31:
ความเชื่อก็เป็นอย่างนี้ไงครับ ไม่งั้นโลกสงบสุขนานแล้วพี่
ถ้าเชื่อกันกลางๆ อยู่แบบพอดีๆ ไม่กระทบกันมันก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก
ทีนี้พวกเรามันมีอันจะกิน มีเวลาว่างมาขบคิดเรื่อง ศิลปะ ปรัชญา ศาสนา
อยากคุยกันเรื่องความเชื่อขึ้นมา ก็ต้องทำใจยอมรับ แล้วก็อย่าทะเลาะกันจนเสียน้ำใจให้มากไปเท่านั้นเองครับ :40:
ธรรมกายกำลังทำงานใหญ่
Quote from: เ_่า on 22 Dec 2007, 20:24 น.
ความเชื่อก็เป็นอย่างนี้ไงครับ ไม่งั้นโลกสงบสุขนานแล้วพี่
ถ้าเชื่อกันกลางๆ อยู่แบบพอดีๆ ไม่กระทบกันมันก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก
ทีนี้พวกเรามันมีอันจะกิน มีเวลาว่างมาขบคิดเรื่อง ศิลปะ ปรัชญา ศาสนา
อยากคุยกันเรื่องความเชื่อขึ้นมา ก็ต้องทำใจยอมรับ แล้วก็อย่าทะเลาะกันจนเสียน้ำใจให้มากไปเท่านั้นเองครับ :40:
พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่ต้องอาศัยความเชื่อความศรัทธาแบบไร้สติเป็นแนวทางนะครับ
ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อ
พร้อมที่จะให้ถกเถียง ตรวจสอบ
ศาสนิกชนไม่ต้องปิดหน้าปิดตตา
ไม่ต้องสวดสรรเสริญศาสดาทุกวันหลังอาหาร
ซึ่งการไม่มีศูนย์รวมศรัทธาก็เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่ง
ทำให้มีพวกโจรโพกผ้าเหลืองปลอมแปลงมาหลอกลวงชาวบ้านด้วยการปลุกปั่นความเชื่อไรสาระ ให้เป็นข่าวได้ยินอยู่บ่อยๆ
เพราะธรรมชาติของคนเรามักจะเป็นโรคจิต ต้องคอยหาสิ่งวิเศษเหนือมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง มายึดไว้เป็นที่พึ่ง
ซึ่งแต่เดิมพุทธศาสนานั้นไม่มีสัญลักษณ์อะไรให้ยึดให้เหนี่ยวให้เกาะ
ทำให้ไอ้พวกโจรมันอาศัยช่องว่างนี้ทำมาหากินครับ
ตัวอย่างที่พวกมันใช้ล่อหลอก
เช่น ตายไปก็กลัวจะไม่มีอะไรกินไม่มีอะไรใช้ ตอนอยู่ก็ทำทานด้วยก๋วยเตี๋ยวเนื้อ หรือว่า รถเบนซ์ ไปเยอะๆ
ตายไปก็จะได้ใช้อย่างนั้น
หรือว่า หลอกให้ นั่งเพ่งลูกแก้วจนสำเร็จมีสมาธิในขั้นต้น แต่หลอกล่อชี้แนะว่าเป็นขั้นสูงสุด
ทำสำเร็จแล้วจะได้ไปอยู่ในดินแดนอมตะ เนฟเว่อแลนด์
เรื่องไร้สาระ พิสูจน์ไม่ได้ เหล่านี้ ไม่ใช่พุทธศาสนานะครับ แต่เป็นพวกโจรมันแต่งแต้มเสียจนเปรอะ
โอ้ กะแล้วว่าต้องโดนเฉ่งแน่ :30: จริงๆ ตอนโพสต์ก็กะไว้แล้วครับ
ขอบคุณณัฐครับที่ช่วยอธิบายให้เป็นอย่างดีเลย
ตูคิดแบบนั้นเหมือนกันแต่สื่อออกมาไม่ค่อยเป็น ขอบคุณมาก+
เมื่อกี้นั่งฟังรายการสรยุทธ์ หลวงพ่อพยอมกับพระอาจารย์สมปอง
มาเทศน์ในรายการ สนุกๆ
ท่านเล่าว่า มีคนถามท่าน ว่าทำงานอย่างเดียว เคยปฏิบัติมั่งมั้ย
ท่านตอบว่า การทำงาน คือการปฏิบัติ ศีล และธรรมอยู่แล้ว
ทำงานต้องใช้ความอดทน ความเพียร ขันติ ฯลฯ งานถึงจะสำเร็จลุล่วง
ไม่ใช่นั่งหลับตาอย่างเดียวก็หมายถึงปฏิบัติแล้ว
ฟังง่ายนะ แต่หลายคนอาจไม่เข้าใจ
ใช่ครับ
การหลับตานั่งสมาธิ
อาจไม่ใช่การปฏิบัติเสมอไป
หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ว่า
"การทำงานคือการปฏิบัติธรรม"
ถ้าเราคิดว่า
การทำงานคือการพักผ่อน
เราจะมีความสุขกับงานที่ทำได้ไม่ยากครับ
ขอเบิ้ลเห็นคุยกันเรื่องสวรรค์นรกมีจริงหรือไม่เคยมีโยมคนหนึ่งสงสัยเรื่องนรกสวรรค์ว่ามีจริงหรือไม่
เข้าไปถามพระพุทธเจ้า
พระองค์ตอบว่า :: นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่จริง
เธอไม่จำเป็นต้องไปรู้ดอก(สำหรับการทำดี)
ถ้ามันมีจริง ก็ถือเสียว่าการทำดีนั้นจะได้
กำไรในชาติต่อไป
ถ้ามันไม่มีจริง ถ้าเธอประพฤติตนดีก็ย่อมมีความสุขแม้ใน
ปัจจุบันนี้
คือเชื่อไว้ก็ไม่เสียอะไร
ไม่เชื่อ แต่ทำตัวดีไม่เบียดเบียนใคร ก็ไม่เสียอะไร
พระพุทธเจ้าไม่บังคับให้เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงหรือไม่
คุณไม่ต้องเชื่อก็ได้!
เพียงแต่บอกว่า
"ประโยชน์ของการทำดีนั้นพึงหวังได้แม้ในปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)"
อย่างน้อยการทำดีเราก็มีความสุขใจในขณะที่ทำ
เก็บขยะไปทิ้งลงถังก็มีความสุขใจ เลี้ยงขนมเด็ก ๆ ก็มีความสุขใจ
สาดน้ำซาวข้าวลงบนพื้น คิดว่าให้พวกสัตว์ขนาดเล็กได้อาศัยกิน
ก็มี "ความสุข" เป็น "บุญ" แล้ว
บุญ ก็คือ ความอิ่มใจ ความสุขใจในปัจจุบัน
ในเมื่อบุญคือความสุข ความสุขก็คือบุญทำไมเราต้องเบียดเบียนลูกหลานขายบ้านไปทำบุญ
ทุกข์ในชาตินี้ เพื่อหวังผลบุญในชาติหน้าด้วยเล่า
เรามีความสุขจาก "บุญ" ในตอนที่ทำได้ไม่ใช่เหรอ...
นรกสวรรค์มันมีหรือไม่ ช่างหัวมันสิ
เราทำดี เป็นคนดี เป็นชาวพุทธที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี
มีความสุขใจกับสิ่งที่มี กับสิ่งที่กำลังเป็น ก็พอแล้ว :27:
#แก้ไข พึ่งเห็น Quote from: เก้อ on 22 Dec 2007, 11:42 น.
เท่าที่เห็นๆมา ผมว่าอันนี้น่าจะทีเด็ดที่สุดนะครับ
(รองจากเรื่องแม่ชีปัดปรมณูน่ะนะ)
ภาพจากหนังสือ นรกสวรรค์อะไรทำนองนั้น
คงจะมีเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสวรรค์กับนรก
ว่าสวรรค์มีความสุขสุดยอดอย่างไรนรกทรมานแค่ไหน
(http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877-257.jpg)
ผมเห็นหนังสือนี้นานแล้วครับ
หลวงพ่อเอามาให้ดู
แล้วก็หัวเราะกันอยู่สองคน...
คนที่ตายจากผมไป ตายแล้วก็หายไปครับ
ไม่เคยมีใครกลับมาเล่าให้ฟังเรื่องสวรรค์ หรือนรก
ว่าดี หรือร้ายอย่างไรบ้างเลย
จริงๆ นะ ตาย เผา ก็แค่นั้นครับ
สิ่งที่คุณต้องทำก่อนตายนี่สิ น่าสนกว่าเยอะ
ทำดี สบายใจ นั่นล่ะสวรรค์ครับ
ทำไม่ดี ไม่สบายใจ นั่นล่ะนรกครับ
เห็นและได้กับตัวเลย ไม่ต้องมีใครมาเป่าหูด้วย
เห็นเณรธีแล้วเป็นสุข นับว่าเป็นบุญ ขึ้นสวรรค์ อ๊างง :04:
// แก้ๆ แหมพี่โก้ทำเป็นงง :43:
เณธี คืออะหยัง :08:
มือกีต้าร์โมเดิร์นด็อกไงครับ
อ่อ
โอ้เอ้ชอบแบบนั้นเหรอ
งั้นที่ตามตูไปเที่ยวก็... :44:
กะขึ้นสวรรค์ไงครับ
โอ๊ะ นั่น สายรุ้ง
สมมุติ(ชื่อคน) จะไปเชียงใหม่
เชียงใหม่คือนิพพาน
สมาธิก็คือการวิ่ง
ไอ้การวิ่งนี้มันจะไปไหนก็ได้ ไปเชียงใหม่ก็ได้
แต่ถ้ามาบอกว่า จะไปเชียงใหม่เหรอ ต้องวิ่ง วิ่งไปเดี๋ยวก็ถึงเชียงใหม่
บอกกันแบบนี้เกรงว่าคงจะไปไม่ถึงนะครับ
เราต้องรู้ว่าจะวิ่งไปทางไหนด้วย ต้องอ่านแผนที่เป็น
คือจะต้องมีปัญญาด้วย
เข้าใจว่า ถ้ามีปัญญา อ่านแผนที่เป็น ยังไงมันคงไม่หลงทางแน่
แต่ถ้าวิ่งเก่ง แต่ ปัญญาน้อย แผนที่ไม่ค่อยแม่น อันนี้น่าเป็นห่วงมากกว่า
ปัญญาจึงสำคัญกว่าสมาธิ
อูว +1 ครับ
เอ่อ เพิ่งเห็นสร้อยส้มตำปู :31:
:46:
:30:
มันดูทำบุญหวังผลดีจัง :31:
ผมสงสัยว่า ถ้าเราทำบุญด้วยตำปูปลาร้าล่ะครับ
แล้วทำบุญด้วยช็อกโกแล็ต ไอศกรีม ของพระฉันทั้งนั้น :08:
การที่คนเขาเข้าใจต่อธรรมกายไปแบบนั้น(แบบนั้นน่ะแหละ)
ก็เพราะทำเองทั้งนั้นนะ (อาจมีคนอื่นทำบ้าง แต่รวมๆคือทำเอง)
ลองนึกแทนใจคนที่ไม่เคยเข้าไปสัมผัสวัดดู
คนปกติที่ไหนมาเห็นสร้อยส้มตำปูเนี่ยแล้วไม่คิดว่ามันปัญญาอ่อนบ้าง
แล้วเขาจะเชื่อใจคนที่คิดมันขึ้นมาได้ไงเนี่ย นี่คิดแบบบ้านๆ
ไม่มีหลักไหนมาเจือปนเลยนะ
พรุ่งนี้จะไปบวชที่วัดชลประทานฯครับ (เรื่องจริงนะเอ้อ .. ไม่ได้โม้)
* สึกออกมาอาจจะได้คำตอบให้กับตัวเองบ้าง - -
Quote from: น้องไอ้แอน on 23 Dec 2007, 00:37 น.
มือกีต้าร์โมเดิร์นด็อกไงครับ
ฮีโร่ผมเลยนะนั่น :25:
โอ้ว...บวชกี่วันครับเนี่ย อนุโมทนา ครับอนุโมทนา
อนุโมทนานี่แปลว่าอะไรครับ
เหมือน God Bless You เปล่า :09:
Quote from: birch on 23 Dec 2007, 16:44 น.
พรุ่งนี้จะไปบวชที่วัดชลประทานฯครับ (เรื่องจริงนะเอ้อ .. ไม่ได้โม้)
* สึกออกมาอาจจะได้คำตอบให้กับตัวเองบ้าง - -
อนุโมทนาด้วยครับ :46:
คำว่าอนุโมทนา ความหมายก็คงประมาณ แสดงความยินดีด้วย
แต่ใช้เกี่ยวกับงานบุญกุศลน่ะ
ใช่ครับ ยินดีในสิ่งที่คนได้รับ
จริงๆคำนี้ ออกมาจากใจ จะแจ่มมาก
คล้ายๆ เห็นคนจูงคนแก่ข้ามถนน แล้วรู้สึกดี ชื่นชม และเล็งเห็นว่าคนคนนั้นทำดีแล้ว
ขอเบิ้ลหน่อย คือผมได้ยินท่านมานานแล้ว แต่ผมไม่เคยเห็นที่เป็นตัวหนังสือซักที พอดีเมื่อหลายวันก่อน เข้าไปอ่านพันทิพ ก็เลยเซฟเอาไว้ จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่า ท่านพูดถึงขนาดนี้จริงหรือเปล่า แต่แค่เคยได้ยินมาทำนองนี้บ้างเท่านั้น จริตท่านเป็นแบบนี้แหละ ผม รุ้และศรัทธาท่านมาก เอ๊ะ!! นี่ผมพูดถึง หลวงพ่อพยอมน่ะนะ
Quote
(http://img2.f0nt.com/24/1dcbbc4f315c967a18cc6e2979a59ccc.jpg)
ใครมีต้นฉบับ ของจริง ตรงไหนอย่างไรบอกหน่อยนะครับอยากรุ้ว่าท่านพูดถึงขนาดนี้จริงๆหรือเปล่า
อะเจอแล้ว http://16tula.com/15tula_main/111.htm :46:
คุ้ยไปคุ้ยมา เจอ อีกแหะ ผมตกข่าวหรือว่าไรนะ :05:
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=973
น่าจะพูดแบบนี้แหละครับ แต่ก็คงจะเก่ามากแล้วหละ
แต่ คำสอนของพุทธองค์เป็น อกาลิโก นิใช่มั้ยครับ :30: แต่ผมเพิ่งเคยได้ยิน :05:
เฮ้ย ตูใช้คำนี้หากินบ่อยเลยนะ อกาลิโกเนี่ย :30:
เมื่อวันก่อนเจอกับน้องสาว น้องสาวเล่าให้ฟังว่า ที่โรงเรียน เชิญ มหาสมปองมาเทศน์
เด็กออกปากบอกว่า สุดยอดๆๆๆๆ ประมาณว่าเทศน์ให้คนหัวเราะก็ได้เทศน์ให้คนร้องก็ได้ ในเวลาใกล้เคียงกัน โอ้ว ถ้าเป็นแบบนั้น ศิลปะการพูดสุดยอดเลย
ผมเคยฟัง หลวงปู่พุทธะอิสระ เทศน์(ถ้าใครไม่รู้จักอย่าเพิ่งนึกว่าแก่นะ)
ไม่หนุกเลย
มาบอกแค่นี้แหละ
http://mydhammalife.blogspot.com/
ในที่สุดก็เจอ พอดี ผมไม่ได้ดู :46:
ชอบจู๋นี้จริงๆ :30:
ที่บ้านชอบระเบิดสงครามศาสนาบ่อยมากๆเลยช่วงนี้
ทำอะไรที่สบายใจเรา แต่อย่าไปรบกวนคนอื่นก็พอแล้วครับ
(พ่อผมชอบว่าผมเรื่องคนคริสต์ออกมาว่าพุทธศาสนาปาวๆไม่เห็นเหรอ จุดที่ด่างมันเห็นชัด แต่จุดที่ดีมันไม่เตะตาอยู่ดีแหละครับ)
อย่าไปคิดมากครับ ทำดีก็พอแล้ว :52:
Quote from: น้องไอ้แอน on 24 Dec 2007, 22:36 น.
เฮ้ย ตูใช้คำนี้หากินบ่อยเลยนะ อกาลิโกเนี่ย :30:
ไปเซเว่นเลยครับ อกาลิโก ป๊อกกี้ :25:
ใช่แล้ว อกาลิโก ป๊อกกี้ :52:
ไม่แก้ด้วย :52:
อร่อยนะ :52:
ขอแบบเคลือบอัลม่อนนะ :52:
ผมตกใจมากที่เห็นกระจู๋เบี่ยงเบนเฉียบพลัน :38:
นาน ๆ แวะมากระจู่นี้ที ดูกี่ที กี่ที ก็ให้รู้สึกว่ามันไปไกล ไกลจริง ๆ :42:
อันนี้ถามพี่อ๋า พี่อ๋ารู้จักวัดป่าโสมพนัสหรือเปล่าครับ อยู่ห่างจากบ้านพี่มากหรือเปล่าครับ
เคยได้ยินชื่อครับ แต่ไ่ม่เคยไป
รู้สึกว่าจะอยู่ที่ภูเพ็ก บ้านนาหัวบ่อ น่าจะจากตัวเมืองสักยี่สิบกิโลกว่าๆนี่แหละ
ถ้านับจากบ้านผมก็น่าจะสามสิบกิโลกว่าๆครับ
ที่สกลมีวัดป่าสายหลวงปู่มั่นเยอะมากนะ
แอ๊ะไม่สนใจแนวหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้นบ้างเหรอครับ
//แ้ก้ไข นึกว่าเป็นวัดสายหลวงปู่มั่น
เห็นว่าเป็นสายหลวงพ่อเทียน
ขออภัยด้วยครับ
สายหลวงปู่ฝั้น นี่กำหนด พุทโธ หรือเปล่าอะครับ เคยได้ยินชื่อเหมือนกัน :46:
สายวัดป่าน่าจะ ประมาณนั้น แต่สกล นี่ เกจิเยอะ ดีจัง
ปล. คือ ตอนนี้ผม มีหนังสือสวดมนต์ ที่ผมออกแบบเองเล่มแรกในชีวิต ตีพิมพ์หนึ่งหมื่นเล่ม สำหรับแจกฟรี และอยากแจก ใครที่อยากได้ รบกวน จมล.ที่อยู่ มาหาผมได้นะครับ
น่าจะใช่นะครับ
เข้าใจว่า อะไรก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องพุทโธ
(แต่คำนี้คงจะทำให้จิตใจนิ่งมากกว่า เข้าหนอ ออกหนอ เพราะลางคนอาจพาลทะลึ่งคิดไปเรื่องอื่นได้)
ขอแค่ให้รู้ตัวว่าเป็นอย่างไร ทำอะไรอยู่ทุกขณะจิต
เป็นการฝึกสมาธิเบื้องต้นทั่วไปน่ะครับ
ผมว่าคุณพี่คิดไปเองคนเดียวหรือเปล่าครับ
บางครั้งครับ
:52:
ขอบคุณครับ :46:
สนใจครับแต่ไม่ค่อยรู้จัก ต้องหาโอกาสไปเยือนแล้วครับ :42:
สิ่งที่มองไม่เห็น ใช่ว่าจะไม่มีจริง
คนเราเชื่อในหลายๆอย่าง ในสิ่งที่ตัวเองก็ยังไม่ีเคยเห็น....ก็มีเยอะนะครับ
อย่างเช่น ไฟฟ้า เรามองไม่เห็นแต่เราก็รู้ว่ามันมีจริง เพราะเราเห็นไฟสว่างจากหลอดไฟ เห็นพัดลมหมุน เห็นกาต้มน้ำให้เดือดได้
ดาวเนปจูน ดาวเสาร์ เราไม่เคยไปเห็น แต่ใช่ว่าจะไม่มีจริง เพราะเราได้เรียนจากที่โรงเรียน ได้เห็นภาพจำลอง ภาพถ่ายจากอวกาศ
พื้นทะเลลึก เราไ่ม่เคยไปเห็น แต่ใช่ว่าจะไม่มีจริง เพราะ............
บุญก็เหมือนกัน เราไม่เคยเห็น แต่ใช่ว่าจะไม่มีจริง เพราะทุกครั้งที่เรา คิดดี พูดดี ทำดี ย่อมส่งผลให้เรามีใจที่แช่มชื่นเบิกบาน มีความสุข ฯลฯ
นรก สวรรค์ ก็เหมือนกัน เราไม่เคยเห็น ใช่ว่าจะไม่มีจริง .... ลองปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสนาดูสิครับ แล้วจะรู้ว่า มี/ หรือไม่มี :12:
\\ เพิ่มเติมข้อมูลครับ
Quoteพรุ่งนี้จะไปบวชที่วัดชลประทานฯครับ (เรื่องจริงนะเอ้อ .. ไม่ได้โม้)
* สึกออกมาอาจจะได้คำตอบให้กับตัวเองบ้าง - -
:46: อนุโมทนาบุญด้วยครับ ..... เป็นบุญ หลายเด้อ
เข้าใจประเด็นแตงโมนะ รวมทั้งของจักรีและชาร์ปด้วย บาปบุญคุณโทษนี่เป็นเรื่องพื้นฐานของทุกศาสนาละครับ ตั้งแต่เข้ามาถกกันในกระจู่นี้ ผมก็ได้ไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยความอยากรู้แน่ชัดว่าจริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไรกันแน่ และอะไรคือแกนของพระพุทธศาสนาที่ทำให้มีการสืบทอดมาได้กว่า 2500 ปี
ถ้าพระพุทธศาสนาเน้นแต่เรื่องบุญบาปนรกสวรรค์ ซึ่งถ้าเทียบแล้วเป็นเรื่องผิวมาก ๆ สำหรับใจความสำคัญในหลักคำสอน ที่สามารถอยู่ยืนมาถึงขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าการทำบุญ หรือการทำกุศลกรรมจะไม่ใช่เรื่องดี แต่กรรมดีทีมีความอยากก็จะเป็นบ่วงรัดให้วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดในที่ที่ดี หรือเป็นเทวดาหรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็ยังคงเวียนว่ายลอยคออยู่ในทะเลทุกข์แห่งนี้อยู่ดี
แต่ถ้าจะบอกผมว่า กำลังจะมีคนคนหนึ่งสามารถรื้อวัฏฏะนี้ให้หมดสิ้นได้ ผมขออนุญาติไม่เชื่อนะครับ
ผมไปอ่านหนังสือแนวปฏิบัติ และหลักพระพุทธศาสนา จากหนังสือหลาย ๆ เล่ม ผมถึงเข้าใจว่าทำไม มีการบอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุและผล ไม่ใช่แค่เรื่องของศรัทธาเพียงอย่างเดียว และเป็นเพียงศาสนาเดียวที่มุ่งเน้นให้ปฏิบัติเพื่อเกิดปัญญา ที่จะมองเห็นความเป็นไปของธรรมชาติ ไม่ใช่เพื่อสนองหรือเพิ่มพูนความอยาก และทั้งหมดก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล เหมือนการว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน ไม่มีใครสามารถมาเสกคาถาหรือใช้อำนาจพิเศษให้เราสามารถทำได้ โดยไม่ต้องฝึกหัด
เรื่องกรรม บุญ บาป เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรื่องแต่หาใช่สาระ หรือใจความสำคัญของศาสนาพุทธไม่ การดับทุกข์ ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่เป็นการดับทุกข์ที่กาย เพราะกายนี้เรายืมมาใช้ชั่วคราว แต่เป็นการดับทุกข์ที่ต้นตอของมัน คือจุดเกิด
ผมไม่สามารถไปยกพระสูตรจากพระไตรปิฎกมากล่าวอ้างเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และผมไม่คิดถึงความจำเป็นแบบนั้นเลย ความคิดเห็นในกระจู๋นี้เหมือนเป็นเส้นขนาน เพราะแต่ละคนมีความเชื่อของตัวเอง เราเลือกที่จะเชื่อที่เปลือก ที่ผิว หรือที่แกน ก็แล้วแต่บุญบารมีของแต่ละท่านเถิด :46:
ปล.ต้องขอบคุณเณรธีที่กรุณาแนะนำเว็บไซต์ดี ๆ ที่ช่วยเปิดกะลาให้ผม :12:
ผมนึกคำนี้ออก คำว่าเสพติดบุญ
ยิ่งความเชื่อนรกสวรรค์เป็นตัวส่งเสริม
หรือการที่พี่แตงโมมาแนะนำให้ฝึก
เพื่อจะได้รู้ว่ามันมีจริงหรือไม่จริงก็เช่นกัน
(ซึ่งจริงๆพระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น)
อาจจะเหมาะกับคนที่ต้องการสิ่งจูงใจต้องการที่ยึดมากกว่า
พี่แอ๊ะหายไปนาน กลับมาคมกว่าเดิมอีกนะครับเนี่ย
แอบไปลับมา ใช่มั้ยครับเนี่ย
ว่าแล้วก็มีเวบมาแนะนำ หลายๆท่านคงรู้จักอยู่แล้วมั้ง
ฟังเสียงธรรม คำเทศน์ของพระอาจารย์สำคัญๆ
ผมว่ามีครบเลยนะ ตั้งแต่ท่านพุทธทาส หลวงปู่ชา
พระพยอม จนใหม่ๆอย่าง พระอาจารย์ว.เลย
http://www.dhammathai.org/sounds/dhammasound.php (http://www.dhammathai.org/sounds/dhammasound.php)
ฟังวันละหัวข้อก่อนนอนทุกคืนมานานแล้ว
แต่ละหัวข้อจะประมาณเกือบชั่วโมง พอดีหลับ :43:
ไม่รุ้สิ นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่าความรู้สึก อนุโมทนา จริงๆ :37:
ตอนที่ผมเรียนในสมัยมัธยม อาจารย์ก็สอนถึงเรื่องหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า "ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์"
สมัยนั้นผมก็ได้แต่จำ แต่ไม่เข้าใจครับว่ามีความหมายอย่างไร
เมื่อผมโตขึ้น ผมได้มีโอกาสฟังธรรมะจากพระอาจารย์ในหลายครั้งๆที่มาวัด ทำให้ผมเข้าในหลักคำสอนเพิ่มขึ้น(บ้าง)
ว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีลักษณะอย่างหนึ่งคือ จะลุ่มลึกไปตามลำดับ
ผมก็เลยเข้าใจว่า คนเราการที่จะหมดทุกข์ ไปนิพพาน ได้นั้น
จะต้องเริ่มจากละชั่ว คือ ไม่ทำบาป ไม่ทำผิดศีล ไม่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว
ต่อจากนั้นก็ให้ทำแต่ความดี คือ สร้างบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ (มีการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นต้น) คือ คิดดี พูดดี ทำดี ปฏิบ้ติตามหลักคำสอนของพระศาสนาให้เป็นนิสสัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่า มันรวมทั้งมีความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ) ในเรื่องของบุญ บาป กฏแห่งกรรม เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมว่าเรามองข้ามเรื่องกฏแห่งกรรม เรื่องบุญ บาป เรื่องธรรมะต่างๆ ไม่ได้นะครับ
และสุดท้าย ก็คือ หมั่นทำใจให้ผ่องใส คือ หมั่นรักษาใจ ให้ผ่องใสอยู่เสมอ (โดยการฝึกสมาธิ) อย่าให้สิ่งอื่นสิ่งใดมีอำนาจเหนือใจของเราให้เศร้าหมองได้
ใหม่ๆ ก็เศร้าหมองมากกว่าผ่องใส
แต่พอฝีกไปมากๆเข้า ก็เศร้าหมองกับผ่องใส พอๆกัน
พอฝึกสมาธิให้หนักเข้า ความผ่องใสเริ่มมีมากกว่าความเศร้าหมอง
และเมื่อทำได้เป็นนิสัย ความผ่องใสก็จะมีเป็นปกติ ความเศร้าหมองก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ...... จนความทุกข์หมดสิ้นไป ไปนิพพาน(นี่ความคิดผมนะครับ)
\\ แก้ไขข้อความครับ
เพราะคิดเรื่องบาปบุญนี้แหละครับ ที่ทำให้เศร้าหมอง
พูดๆ ไปแล้วนึกถึงคำพูดๆ หนึ่งของราชากับพุทธองค์
ราชาเห็นชีเปลือยเดินมา
แล้วจึงทูลพุทธองค์ว่า พวกนี้เป็นอริยะ พระพุทธเจ้าค่า :46:
พุทธองค์ตรัสว่า ท่านยังนอนกับภรรยาที่บ้านอยู่เลยจะรู้ได้ไงว่าใครเป็นอริยะ
ไม่เข้าใจอะเอ :08:
เค้าบอกว่าชีเปลือยเป็นอริยะ
หรือราชาเป็น
หรือใครเป็น
บอกว่าชีเปลือยเป็น :07:
ปัจจุบัน เรามักอธิบายสภาวธรรม ปฏิจจสมุปบาท ว่ากฏแห่งกรรม
เพราะ ปฏิจจสมุปบาท กว้างขวางคลอบคลุมไปทุกอย่าง จะอธิบายแบบข้ามชาติข้ามภพก็ได้
หรืออธิบายภายในชั่วขณะจิตเดียว ก็ได้
แต่เรื่องกรรมนั้น อยากให้พิจรณาโดยไม่ลืมปัจจุบันขณะ
สมมุติ นาย อ. จู่ๆก็ถูกรถชน
บางคนอธิบายว่าคือกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน ที่นาย อ. ไปขับเกวียนชนหมาเอาไว้(อธิบายตามที่เข้าใจว่ามันคือ เหตุและผล)
จึงเป็นเหตุให้นาย อ. โดนรถชนในชาตินี้
การอธิบายแบบนี้ ดูจะมองสืบสาวไกลเกินไป
โดยไม่มองเรื่องปัจจุบันใกล้ๆตัวว่า เพราะนาย อ. เล่นดอทเอไม่ได้หลับได้นอน สลึมสลือ เดินข้ามถนนขาดสติ เป็นเหตุให้โดนรถชน
เพื่อให่เข้าใจง่ายๆ
สมมุติ นาน อ. เดินขึ้นตึกชั้น 5
จากนั้น จึงแคะขี้มูก ปาลงไปใส่คนข้างล่าง
เหตุการณ์ที่นาย อ. เดินขึ้นมาชั้น5 ก็เหมือนชาติปางก่อนครั้งกระโน้นนนน
ซึ่งเราก็นับว่าเป็นการกระทำของนาย อ. ด้วย
แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เพราะนาย อ. เดินขึ้นตึกมาชั้น 5 เป็นเหตุให้ปาขี้มูกลงไปข้างล่าง
แต่การเดินขึ้นมาชั้น 5 เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้นาย อ. ปาขี้มูกลงไปข้างล่างได้
พิมพ์ไป งงไป คือว่า
การเดินขึ้นมาชั้น 5 เหมือนจะเกี่ยว และไม่เกี่ยว กับการที่ นาย อ. ปาขี้มูกลงไป
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ปัจจัยที่ทำให้นาย อ. ปาขี้มูกลงไปอาจจะเป็นเพราะ มองลงไปเห็นอริเก่าพอดี
จึงปาขึ้มูกลงไปใส่กบาลมัน
แต่การเดินขึ้นมาบนชั้น 5 ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ถ้าไม่เดินขึ้นมา ก็ปาลงไปไม่ได้
เหตุการณ์ที่นาย อ. เดินขึ้นชั้น5 จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่เรียกกันว่า กรรมเก่าแต่ปานนู้นนั่นแล
อธิบายได้งงจริงๆครับแต่เข้าใจ ผมไม่อยากอธิบายก็เพราะ งง แบบนี้แหละลองลำดับความคิดตัวเองดูแล้ว มันก็งง อยู่ดี
ยิ่งพูดเยอะก็ดูมันไกลเกินจะเชื่อว่ามันเป็นเหตุเป็นผลกัน บางทีเพราะเหตุมันเกิดชาติที่แล้วนุ่นส่วนผลมันกลับมาเกิดชาตินี้
นี่แหละที่มันเหนือกว่าคำว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อู้ย งงวู้ย
ปัญญา กับ ศรัทธา
ถ้ามีปัญญาแต่ไม่มีศรัทธา ก็จะทำดีเพื่อตัวเอง
ถ้ามีศรัทธาแต่ไม่ใช้ปัญญา ก็ลุ่มหลง
ต้องปัญญานำศรัทธาตาม กำลังดี
หรือศรัทธาก่อนเพื่อให้เกิดปัญญา ก็โอเค
อ้า เคย พูดเรื่องสัดส่วนของ อินทรีย์พละแล้ว ด้วย ปัญญา ศรัทธา วิริยะ ขันติ มีอีกมั้ยนะ ชั่งมันเอาแค่นี้ก่อน ประมาณนั้น ไปแล้วครั้งหนึ่งมันต้องพอดีๆ อย่างที่เข้าใจ โอเค้ :37:
อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องครับ ขออภัย :08:
เมื่อวานนี้ไปฟังธรรมะเดลิเวอรี่ของพระมหาสมปองมาครับ ที่ตึกคณะวิศวะฯ ม.ช.
นอกจากจะฮาแล้วยังทึ่งในการตอบคำถามสดๆ ของหลวงพี่ เจ๋งจริงๆ ครับ
เป็นทอล์กโชว์ที่มีคนดูแน่นหอประชุม และสนุกที่สุดเท่าที่เคยดูทอล์กโชว์ฺมา
ส่วนอันนี้ไม่เกี่ยวกันครับ แต่น่าสนใจดี
ตอนไปปายนั่งอ่านความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน เล่ม 5 ที่ดองไว้จนเปรี้ยวได้ที่
เล่มนี้มีหลายตอนที่วินทร์คุยกับปราบดาในเรื่องความเชื่อ ทางศาสนา
และทางอื่นๆ ที่เทียบชั้นศาสนาไปแล้ว (เช่นการเมือง ฟุตบอล)
คำคำนึงที่พี่คุ่นพูดมาน่าสนใจครับ คือแกไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่แกนับถือพุทธปรัชญา
ลอกซะดีมั้ง
ป.ล.
เดี๋ยวไว้จะเอาภาพที่ถ่ายมาจากวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ มาแปะครับ
เดาว่าอาจจะถูกใจชาวพุทธที่นิยมแนวคิดสายท่านพุทธทาส
(ประมาณว่า เราจะไปห่วงชาติหน้าทำด๋อยอะไร ทำวันนี้ให้ดีสิจ๊ะ)
ไปวัดอุโมงค์ เห็นปลาตัวเท่าขาแล้วยังพี่แอน :25:
:44: มุกหรือเปล่าเนี่ย
เห้ย พูดจริง :08:
มันจะมีบ่อปลาหลังวัดด้วยนินา
เปล่าๆ
ตูไปถวายสังฆทานปีใหม่แล้วน้องอุ๊น้องดาพาเดินทัวร์รอบๆ เท่านั้นเอง
ได้ถวายแบบเงอะๆ งะๆ ในวันปีใหม่นี่ ท่านเจ้าอาวาสเองก็เสียบแหบ
บอกว่าอาตมาขอไม่นำสวดละกันนะ วันนี้เหนื่อย :30:
ผมก็ว่าตามที่เข้าใจ
เหมือนแบบว่า ถ้ามีชาติก่อน(สมมุติถ้ามันมีน่ะนะ) มันก็เหมือนจะเกี่ยว และไม่เกี่ยวกับชาตินี้
ถ้าเราตีปิงปองอยู่บนชั้น5 มันก็เหมือนจะเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับการเดินขึ้นมาชั้น 5
แต่อย่างไรซะ เราตีปิงปองอยู่ เราก็อยู่กับปัจจุบันนี่แหละ (แต่ว่าเราก็ตีอยู่ชั้น5)
นี่ยังอยู่ ชั้น 5 อยู่เลย :30:
ต้องดูก่อนนะครับ ว่าชั้นห้าเนี้ย เทียบกับอะไร
มันต้องงมพิมพ์นานนะ
:05:
เอาน่า
(พิมพ์ยุได้สั้นมาก)
ตูงง :05:
+ แบบงง ๆ ครับ :12:
วิวัฒนาการของการเผยแพร่ศาสนาพุทธโดยท่านมหาสมปอง
เรื่องวัตถุดิบ
ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต
มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"
อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละคร ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ
พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"
อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ
ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกแล้ว จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน
การดู และการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮาก็ได้มาจากการพูดค ุยกับ
เหล่าโยมๆ นี่แหละ อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยม ท่านหนึ่งโทร.มา
"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"
"หา อะไรนะ"
"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"
"ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"
"อ๋อ ขอโทษค่ะ" หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า
"เจริญพร"
"ค่ะ เจริญพรเช่นกัน" แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย
ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว
หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้วเธอก็มุ่งตรง
ไปที่พระบวชใหม่รูปหน ึ่งทันที
"ถวายสังฆทานค่ะ" พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู
"ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น
"ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า
"อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ"(ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)
พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา
"คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่"
อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า
"คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"
เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลยแต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก
อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา
"หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"
"ไปไหนล่ะโยม"
"ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"
โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า
"ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆขอตัว เถอะนะโยม"
จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน
ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง
ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่นไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสะดุ้งแต่อย่างใด
ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ
อยู่ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา
"แม่ๆ พระมาขอข้าว"
"มาเยอะไหมลูก"
"มา 2 อัน"
โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ
ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่ องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอนเด็กๆ ด้วย
"ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน"
"พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
"พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"
"พระตาย เรียกว่า มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
"แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย"
คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง
"เรียกคนมาดู" ; จบกัน
:46: :30:
:30:
:46:
Quote"ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"
:30: :30: :30: :46:
:30:
ชอบพระมหาสมปองนะ ท่านน่ารักดี ฟังง่ายมากๆ แต่เด็กๆก็ไม่จำเข้าหัวกันซักที :39:
เคยไฟดูธรรมะเดลิเวอรี่ครั้งนึงตอนไปเชียงใหม่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน :25:
ชอบมาก กลับมาซื้อหนังสือเลย แต่ยังไม่ได้อ่าน
:30:
พระอาบน้ำ เรียกคนมาดู
ฮาอันนี้แหละ
แต่อันอื่นนี่ฮาไม่ออกแหะ :37:
อันนี้มีในยูทูบด้วยนี่ครับ
ชื่อธรรมะเดลิเวอรี่ รู้สึกจะมี 1-5
อันละสิบนาที ดูไปฮากลิ้งไป
:42: ขอลิ้งสักอันนึงสิ หาไม่เจอ
_http://www.watkoh.com/forum/forum_posts.asp?TID=1890 :46:
Quote from: <ต้น> on 18 Jan 2008, 02:09 น.
_http://www.watkoh.com/forum/forum_posts.asp?TID=1890 :46:
ขอบคุณครับ :46:
สึกมาเเล้วครับ พี่น้อง ...
ได้ไปสวนโมกข์มาด้วย ก่อนบวชกับหลังบวชความรู้ทางธรรมมันต่างกันมากเลย - -
(ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมอนุโมทนาบุญนะครับ ขอให้ได้ผลบุญโดยถ้วนหน้ากัน)
ตอนนี้เลยจะใช้ชีวิตโดยมีธรรมนำทางต่อไปครับ :12:
สาธุ :46:
ยินดีด้วยครับ
ใช้คำนี้ได้ใช่ไหม
ขออนุโมทนาด้วยคนค่ะ :46:
:46: สาธุ
///
จะว่าไปพวกเด็กที่วัดมันจะชอบพูดว่า จ้าาตุ๊~~~ :30: เทรนใหม่ในวัด
:46: อนุโมทนาบุญด้วยครับ
(http://img2.f0nt.com/12/acc38e15757c3b5cf5705a1f6594bd7d.jpg)
ไม่รุ้ใครแต่งให้แหละ แต่ชอบ :21:
สุดยอดครับ :46:
:12:
เหมือนเดาใจพ่อคูณออกเลยนะเนี่ย
กลอนบทสุดท้าย
น่าจะเป็น ก้นบุบบู้ นะ
คงจะเขียนผิด
:46:
นั่นสิครับ
แต่ตะกี้ตอนอ่านก็ช่วยเขาออกเสียงเป็นบุบบู้ไปแล้วล่ะ
จะได้รื่นๆ
:30:
http://www.tlcthai.com/club/view_topic.php?club=Freeblogdecorate&club_id=1199&table_id=1&cate_id=1132&post_id=10240
ถ้าออกข่าวทีวีก็จะมีคนเย้วๆ 2 วัน
สงสารคนทำ :05:
ขุดจ้ะ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6622200/A6622200.html
The Mist
น้องน๊อด :25:
เลียนแบบพุทธประวัตินะครับ
แต่เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน
ในพระไตรฯมีบันทึกชุดแบบนี้ไว้จริงๆ นะเออ
แต่ไม่รู้ว่าเขาตีความกันอย่างไรแหละ เพื่อประโยชน์อะไรก็ว่ากันไป...
ตลก เคยเห็นskdนี้มานานแล้ว :52:
หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมต้องใส่ชุดแบบนี้ :52:
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6632829/Y6632829.html
ต่อยอด อีกนิด
เห็นด้วยกับข้อความที่ 25 มากมายเลยครับ :30:
มันยืนยันว่า คนเราเลือกที่จะเชื่อ
ผมชอบทุพีชนะครับ :37:
อ่านมันดีจริงๆแหะ
อืม...เหมือนฟาโร่จริงๆด้วยแหะ!~
ชมรมของมหาวิทยาลัยของดรีมก็ชอบชวนดรีมไปที่วัดธรรมฯ บ่อยๆนะ
ทุกครั้งที่ไปกัน พี่ๆก็จะกลับมาเล่าว่าพิธีกรรมน่าเลื่อมใส ยิ่งใหญ่ อลังการ
โดยส่วนตัวไม่ชอบค่ะ เลยไม่เคยไปร่วม
การคนเราที่จะแนะนำ หรือเล่าเรื่องอะไรซักอย่างหนึ่ง สามารถแบ่งคนได้ 4 ประเภท คือ
1. รู้ แล้ว ชี้ คือ รู้เรื่องถูกต้อง และก็แนะนำ้ได้อย่างดี .... อันนี้น่าสรรเสริญ
2. รู้ แล้ว ไม่ชี้ คือ รู้เรื่องเนื้อความนั้นอย่างดี แต่ก็ไม่แนะนำไม่บอกกล่าวอะไร .......
3. ไม่รู้ ก็เลยไม่ชี้ คือ ไม่รู้เรื่องอะไร ก็เลยไม่กล้าแนะนำอะไร .... อันนี้ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเค้าไม่รู้
* 4. อันนี้สำคัญ ไม่รู้ แต่ดัน ชี้ :05: คือ เึ้ึค้่าถามอะไรมาก็ไม่รู้กลับเค้าหรอก แต่ดันไปบอก ... บอกแล้วก็ผิดอีก
เหมือนคนหลงทาง มาถามทาง ไอ้คนบอกทางก็ไม่รู้ทาง แต่ดันไปชี้ทางให้ ... มันก็ยิ่งเหลงทางกันไปใหญ่
เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่รู้ หรือรู้ไม่จริง ก็ไม่ควร ชี้ ยิ่ง ชี้ ยิ่งมากความ ยิ่งเกิดความเสียหายไปใหญ่ :05:
* แก้ไขเนื้อความนิดนึงครับ
ชาร์ปชี้มาเลยครับ
ผมว่าคนที่ไม่รู้แล้วดัน ชี้ นี่ น่าจะมีน้อยนะครับ
ส่วนมากที่ชี้ เป็นเพราะคิดว่ารู้
การชี้ ที่เห็นกันทั่วไป ตั้งอยู่บนความหวังดี
ผมไม่คิดว่าเป็นประเภท ไม่รู้แล้วดันชี้
คือเขาคิดว่าเขารู้ เขาก็เลยชี้น่ะครับ
ส่วนเรื่องจะรู้จริงไหมนี่ เป็นอีกเรื่องนึง
อันนี้ก็ไปลงที่การเคารพความเห็นของแต่ละคนไป
เอา รอมาฟังชี้
อ้าวเฮ้ย :07:
เมื่อกี้ผมไม่ได้ตอบน่อ มีคนมาใช้เครื่องผมอ่ะ
คุยกันเรื่องอะไรนะ :09:
อ้อ ชุดมหาลดาฯ
ดูครั้งแรกเหมือน ครีโอพัตตา ชะมัด :30:
สวยดีนะผมชอบ ประมาณว่าจำลองมาจากพระไตรปิฏกน่ะ เป็นอานิสงค์ทางการทำบุญกฐินของฝ่ายหญิง
ของฝ่ายชายได้บวชแบบ เอหิภิกขุ น่ะ
ในพระไตรปิฏก นี่จะเป็นทองกับเพชรทั้งหมด :37:
ในแบบจำลองมานี่ ก็หนักประมาณ 10 กิโล ส่วนคนใส่นี่จะเปลี่ยนไปทุกปีครับไม่จำกัดที่เจ้แห้ง(น็อด)หรอก
ปีที่แล้วคนใส่เป็น ... จำชื่อไม่ได้แฮะ
ไอ้ชุดนี้จะมีมาใส่เฉพาะงานบุญกฐินน่ะครับเริ่มตอนปี 48 ถ้าจำไม่ผิดนะ
มันเริ่มมาจาก การเล่าเรื่องอานิสงค์กฐินใน dmc รายการฝันในฝัน น่ะ
แล้วก็ไปเล่าเกี่ยวกับไอ้ชุดนี่ ก็เลยจำลองมันมาซะเลย
บรรยากาศตอนชุดนี้เปิดตัวนี่ สุดตีน !! สุดตีนมากๆๆๆ
คือน็อดเค้าจะถือผ้าไตรไปวางน่ะครับ 2 ข้างทางคนเยอะมากๆๆ แสงแฟลชรั่วยังกะงานพรมแดง
เสียงตบมือดังมากๆ ตลอดทาง ปีนี้เดี๋ยวจะไปถ่ายรูปมามั่งครับ กดให้สะใจเลย
จากชุดนี้ที่เปิดตัวในงานกฐิน มันทำให้ยิ่งปลื้มและจดจำในงานวันนั้นได้มากกว่าเดิมด้วย
เฉพาะคนที่มาทำบุญวันนั้นน่ะ
ตอบ คห.25 ในพันทิป
ขอบคุณครับที่ชม ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาเรื่องภาพนิ่งและ artwork อยู่ด้วยครับ
ประโยชน์ที่ผมได้เห็นจากการมาช่วยงานตรงนี้ มันสุดตีนมากกว่าไปพัฒนาอะไรแบบที่คุณว่าเยอะนัก
:42:
Quote from: ไอ้ชาร์ป>22 on 30 May 2008, 13:38 น.
อ้อ ชุดมหาลดาฯ
ดูครั้งแรกเหมือน ครีโอพัตตา ชะมัด :30:
สวยดีนะผมชอบ ประมาณว่าจำลองมาจากพระไตรปิฏกน่ะ เป็นอานิสงค์ทางการทำบุญกฐินของฝ่ายหญิง
ของฝ่ายชายได้บวชแบบ เอหิภิกขุ น่ะ
ในพระไตรปิฏก นี่จะเป็นทองกับเพชรทั้งหมด :37:
ในแบบจำลองมานี่ ก็หนักประมาณ 10 กิโล ส่วนคนใส่นี่จะเปลี่ยนไปทุกปีครับไม่จำกัดที่เจ้แห้ง(น็อด)หรอก
ปีที่แล้วคนใส่เป็น ... จำชื่อไม่ได้แฮะ
ไอ้ชุดนี้จะมีมาใส่เฉพาะงานบุญกฐินน่ะครับเริ่มตอนปี 48 ถ้าจำไม่ผิดนะ
มันเริ่มมาจาก การเล่าเรื่องอานิสงค์กฐินใน dmc รายการฝันในฝัน น่ะ
แล้วก็ไปเล่าเกี่ยวกับไอ้ชุดนี่ ก็เลยจำลองมันมาซะเลย
บรรยากาศตอนชุดนี้เปิดตัวนี่ สุดตีน !! สุดตีนมากๆๆๆ
คือน็อดเค้าจะถือผ้าไตรไปวางน่ะครับ 2 ข้างทางคนเยอะมากๆๆ แสงแฟลชรั่วยังกะงานพรมแดง
เสียงตบมือดังมากๆ ตลอดทาง ปีนี้เดี๋ยวจะไปถ่ายรูปมามั่งครับ กดให้สะใจเลย
จากชุดนี้ที่เปิดตัวในงานกฐิน มันทำให้ยิ่งปลื้มและจดจำในงานวันนั้นได้มากกว่าเดิมด้วย
เฉพาะคนที่มาทำบุญวันนั้นน่ะ
ตอบ คห.25 ในพันทิป
ขอบคุณครับที่ชม ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาเรื่องภาพนิ่งและ artwork อยู่ด้วยครับ
ประโยชน์ที่ผมได้เห็นจากการมาช่วยงานตรงนี้ มันสุดตีนมากกว่าไปพัฒนาอะไรแบบที่คุณว่าเยอะนัก :42:
นี่ไม่ใช่พันทิปนะคะ :08:
โชคดี ที่ฉันรู้ว่า ฉันยังไม่รู้อะไรเลย :33:
อ่านกันได้ความรู้มากมาย (pantip.com)
แต่ฮาป้าจอมแถ จันทร์กลางใจ มาก :30:
นางวิสาขา
" เป็นชื่อของมหาอุบาสิกาคนสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐี
และนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
ต่อมาได้ย้ายตามบิดามาอยู่ที่เมืองสาเกตในแคว้นโกศล แล้วได้สมรสกับ นายปุณณวัฒน์
บุตรชายมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐี
บิดาของสามีซึ่งนับถือนิครนถ์ ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา มิคารเศรษฐีนับถือนางมาก
และเรียกนางวิสาขาเป็นแม่ นางวิสาขาจึงได้ชื่อใหม่อีกอย่างหนึ่งว่า มิคารมารดา (มารดาของมิคารเศรษฐี)
นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย และได้ให้ขายเครื่องประดับประจำตัวตั้งแต่แต่งงาน
เรียกว่า มหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่ง นำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์
คือ มิคารมาตุปราสาท วัดบุพพาราม ณ พระนครสาวัตถี นางวิสาขามีบุตรหลานมากมาย
ล้วนมีสุขภาพดีแทบทั้งนั้น แม้นางจะมีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี ก็ดูไม่แก่ และเป็นบุคคลที่ได้รับ
ความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า
เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งปวง "
นี่เป็นพุทธประวัติเรื่องหนึ่งของอีกหลายร้อยที่ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฏก
จะเห็นได้ว่า เจตนามันแปลไปได้หลายทาง แล้วแต่จะเอาจุดไหนมาพีเซ้น
และเพื่อประโยชน์หรือเจตนาอย่างไรก็คงอยู่ที่ผู้นำเสนอเท่านั้น
พออ่านประวัติของท่านผู้นี้แล้ว จะได้รู้เกี่ยวกับ
อานิสงของการทำบุญ ทำทาน ทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
ในฐานะของมหาเศรษฐีที่มีอำนาจทรัพย์เพียงพอที่จะสวมใส่ชุดและเครื่องประดับ สูงค่า เพียงคนหนึ่งเท่านั้น
และด้วยปัญญา ของท่านในการบรรลุในขั้นโสดาปัตติผล เพียง อายุ 7 ขวบ ซึ่งตรงจุดนี้ เราจะเห็นว่า การบรรลุ
มรรคผลกับการทำบุญทำทานอันเกิดขึ้นหลังจากนั้นจนได้รับการยกย่อง ล้วนเกิดขึ้นต่างวาระกัน
มันเป็นเหตุการณ์ที่ยืนยันส่วนที่ว่าการทำบุญ ทำทานเยอะ และสม่ำเสมอ เพียงอย่างเดียว
ไม่ได้ทำให้สู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนาได้ แต่อานิสงของการทำบุญทำทานทำนุบำรุงพุทธศาสนานั้น
ส่งผลถึงชีวิตของท่านดังที่ยกมาข้างต้น ไม่ว่าจะ เรื่องรูปกายที่สวยงามสดใส จิตใจที่ดีงาม และสมบัติทรัพย์ ต่างๆ
แต่กระนั้นก็ ~มิได้นำพา~(คุ้นมั้ยคำเนี่ย) ท่านไม่เคยตระหนักใน รูปกาย และสมบัติภายนอกเพียงอย่างใด
จะเห็นได้จากการ เมื่อท่านเข้าไปถวายอะไรต่ออะไรให้กับสงค์หรือพุทธเจ้าท่านถอดชุดที่มีค่านี้ทุกครั้ง
และก็ขายเพื่อนำเงินมาทำประโยชน์อย่างอื่นต่อไป ข้อนี้เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ ที่น่าจะเป็นอีกจุดประสงค์หนึ่ง
ที่ประวัติของท่านสมควรถูกบันทึก และไม่ว่าใครที่นำเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอ ก็ต้องอย่าลืม massage ตรงนี้ให้จงดี
เพราะอาจจะง่ายกับการเกิดโลภะต่ออนิสงของมันได้และสิ่งที่ตามมาก็คือโมหะนั่นแหละ....
จะเห็นได้ว่า นางวิสาขา คืออุบาสิกาที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ทำบุญ ทำทาน สม่ำเสมอ
เป็นเศรษฐี ที่มีทรัพย์ภายนอก ภายใน เอนกอนันท์ และสำเร็จมรรคผล
แต่ถ้าศึกษาประวัติของพุทธสาวกหลายๆ ท่าน บางท่าน ทำบุญทำทานสม่ำเสมอ
ไม่ได้เป็นเศรษฐี ไม่มีทรัพย์ภายนอก สำเร็จมรรคผล
บางท่าน ไม่ทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เป็นเศรษฐีแถมเป็นยาจก
ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ และสำเร็จมรรคผล และบางท่านไม่ทำบุญทำทาน (วัตถุสิ่งของ)
เพียงแค่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบก็สำเร็จมรรคผล......
ในประวัติของพุทธสาวกทั้งหลาย ล้วนมีข้อดีที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าจะหยิบยกใครขึ้นมา เพื่อจะสอนอะไร เพื่อประโยชน์อะไร และเพื่อใคร
ขออธิบายต่อจากจักรีเพิ่มนะครับ
ที่นางวิสาขา ขายเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ (จากที่ผมเคยได้อ่านผ่านมา) ประมาณว่า
มีอยู่วันหนึ่งนางวิสาขา หรือไม่ก็คนใช้ของนางวิสาขานี่แหละ ลืม ชุดมหาลดาปสาธน์ไว้บริเวณที่ประทับของพระศาสดา
พระอานนท์เห็นจึงได้หยิบไปไว้ให้ .... พอนางวิสาขารุ้ว่า ชุดมหาลดาปสาธน์ ได้ถูกพระอานนท์จับแล้ว ก็เลยไม่กล้าใส่ชุดมหาลดาปสาธน์นั้นอีก(เพราะความเคารพในพระสงฆ์ ไม่ใช่รังเกียจพระอานนท์)
จึงได้ถวายชุดนั้นให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงเป็นธุระในการขายชุดมหาลดาปสาธน์ เพื่อใช้ในการสร้างวัดต่อไป ......
ประโยคนี้ชี้ให้เห็นถึงกฏแห่งกรรมเลยครับ คือ ...
Quoteจะเห็นได้ว่า นางวิสาขา คืออุบาสิกาที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ทำบุญ ทำทาน สม่ำเสมอ
เป็นเศรษฐี ที่มีทรัพย์ภายนอก ภายใน เอนกอนันท์ และสำเร็จมรรคผล
ที่นางวิสาขามีทรัยพ์มาก ก็เพราะได้ทำทาน สม่ำเสมอ
ที่ท่านสำเร็จมรรคผล ก็เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
และที่น่าสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง คือ แม้นางวิสาขา ท่านบรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ท่านก็ยังไม่ขาดเรื่องการทำทานเลยครับ
และอีกประโยคหนึ่ง
Quoteแต่ถ้าศึกษาประวัติของพุทธสาวกหลายๆ ท่าน บางท่าน ทำบุญทำทานสม่ำเสมอ
ไม่ได้เป็นเศรษฐี ไม่มีทรัพย์ภายนอก สำเร็จมรรคผล
บางท่าน ไม่ทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เป็นเศรษฐีแถมเป็นยาจก
ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ และสำเร็จมรรคผล และบางท่านไม่ทำบุญทำทาน (วัตถุสิ่งของ)
เพียงแค่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบก็สำเร็จมรรคผล......
ที่ท่านเป็นยากจน เพราะ ไม่ได้ทำทาน นี่เอง
แต่ที่สำเร็จมรรคผลได้ ก็เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั่นเอง
จะเห็นได้ว่าทุกการกระทำนั้นมีผล ถ้าทำทาน ก็จะทำให้มีทรัยพ์
รักษาศีล ก็จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง สมส่วน ไม่มีโรคมาก ผิวพรรณดี
ภาวนา ก็ทำให้เรามีปัญญา บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็เลยต้องทำทานใช่มั้ยครับ จะได้ชาติหน้ามีทรัพย์
ก็ต้องทำบุญทุกบุญ
อย่างน้อยก็ 3 อย่าง คือ ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ครับ
รู้สึกเหมือน ทำบุญหวังผลเลยแฮะ
ผมไม่ค่อยทำทาน ทุกวันนี้เลยจน แบบนี้เลย :05:
อยากจะบอกว่า มันเป็น เช่นนั้นเอง
คือ มันเป็นเรื่องของเหตุและผล น่ะครับ
เหมือนปลูกต้นไม้น่ะครับ ถ้าปลูกต้นแอปเปิ้ล ก็ต้องได้ลูกแอปเปิ้ล น่ะครับ มันเป็นเช่นนั้นเอง
ถ้าทำกรรมดี ก็ได้ ผลดี
ถ้าทำกรรมชั่ว ก็ได้ ผลชั่ว ครับ
เนอะ
พุทธศาสนานี่อย่างไง สอนเรื่องโลภะ
แต่ทำอย่างนู้นเพื่อให้ได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้เพื่อให้ได้อย่างนั้น :37:
แต่ผมเข้าใจนะ ว่าเป็นการอธิบาย ทำอย่างนั้นต้องได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ต้องได้อย่างนั้น
เป็นเหตุแห่งผลหรือผลจากเหตุนั่นแหละ
สัจจะธรรมบอกว่า ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว อ่ะนะ แต่มนุษย์บอกว่า ปลูกข้าวเพื่อให้ได้ข้าว
เปลี่ยนเป็นคำว่าเพื่อ ท้ายสุดก็เพื่อตัวเอง
ละเอียดเนอะ
จริงๆ ผมเองเชื่อว่า ทำดีไปเถอะ
ส่วนได้อะไรกลับมานั้น ไม่ต้องไปรอ
ทำไปเถอะ
แต่ทำชั่วเนี่ย
ไม่ต้องรอ เดี๋ยวก็ได้
้พี่แตง พอเถอะ :37:
ศาสนาพุทธไม่ได้สอนเรื่องโลภ
แต่สอนเรื่องความเป็นจริงของชีวิต
สอนให้รู้เท่าทันตนเอง
เรื่องของ การมีทรัพย์ อยากจะบอกว่า ทำอะไรก็ต้องให้รู้วัตถุประสงค์ของสิ่งนั้นน่ะครับ (พูดเฉพาะเรื่องทรัพย์นะครับ)
ทรัพย์(เงิน) เป็นสิ่งชาวโลกในยุคปัจจุบันเค้าสมมติ ขึ้นมา สามารถนำไปใช้สอย ซื้อปัจจัย 4 ได้
ใครมีทรัพย์แล้วก็ต้องใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าของสิ่งนั้น
ถ้าคนไหนใฝ่ดี
แล้วมีทรัพย์มาก ก็ย่อมมีโอกาสในการสร้างความดี ปฏิบัติธรรม มากกว่าคนที่มีทรัพย์น้อย
เพราะคนที่มีทรัพย์น้อย ก็ย่อมเสียเวลาไปกับการหาทรัพย์ ไม่มีเวลาปลีกตัวไปฏิบัติธรรม ไปทำความดีมากกว่าคนทีมีทรัพย์มาก
แต่ถ้าคนไหนไม่ใฝ่ดีแล้ว ..... แม้มีทรัพย์มาก หรือมีทรัพย์น้อย ก็ไม่ต่างกัน (คนมีทรัยพ์มาก อาจผิดศีลทำชั่วได้มากกว่าคนมีทรัยพ์น้อยเสียอีก)
เพราะฉะนั้นที่เราต้องมีทรัพย์ ก็เพราะ สามารถใช้ทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้นไปสร้างความดี ได้มากกว่าคนที่ไม่มีทรัพย์ครับ
Quoteเพราะฉะนั้นที่เราต้องมีทรัพย์ ก็เพราะ สามารถใช้ทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้นไปสร้างความดี ได้มากกว่าคนที่ไม่มีทรัพย์ครับ
ไม่เห็นด้วยครับ
มากกว่าในที่นี้ ให้ผมเดา คงหมายถึงปริมาณใช่มั้ยครับ
ถ้าใช่ ก็บอกให้ว่า คุณคิดแปลกแล้วครับ ไม่ใช่คุณเป็นคนแปลกนะ
แต่คิดแปลกเท่านั้น
ทำบุญ 1 บาท นั่นคือการทำบุญเช่นเดียวกับการทำบุญ 100 ล้านครับ
ถ้า ทำด้วยใจ
100 ล้าน ถ้าทำด้วยหวังจะไปต่อชาติหน้า หรือแลกอะไรที่ไม่เห็น กลับมา
ทำเป็นพันล้านก็ไม่ได้ครับ
พี่แตง :37:
ต่อให้พี่แตงตอบมานุ่มนวล อธิบายแยกขยายให้คีย์บอร์ดพัง มันก็ไม่เกิดประโยชน์ละครับ
ผมว่าแยกกันอยู่ตัวใครตัวมันดีกว่าครับ
ไปปั่นบอร์ดเรื่องอื่นดีกว่ามาเถียงให้มันขุ่นใจนะพี่
(http://img2.f0nt.com/30/69d18b206a75a84f5980dc515680a2bf.png)
ไม่ได้ขุ่นเลยนะ
ผมตกใจที่คิดแบบนั้นต่างหาก :08:
แต่ว่าจะคิดแบบนั้นต่อไป ก็ไม่เป็นไร
แค่นั้นล๊ะ
Quote from: โก้ on 30 May 2008, 16:42 น.
ไม่เห็นด้วยครับ
มากกว่าในที่นี้ ให้ผมเดา คงหมายถึงปริมาณใช่มั้ยครับ
ถ้าใช่ ก็บอกให้ว่า คุณคิดแปลกแล้วครับ ไม่ใช่คุณเป็นคนแปลกนะ
แต่คิดแปลกเท่านั้น
ทำบุญ 1 บาท นั่นคือการทำบุญเช่นเดียวกับการทำบุญ 100 ล้านครับ
ถ้า ทำด้วยใจ
100 ล้าน ถ้าทำด้วยหวังจะไปต่อชาติหน้า หรือแลกอะไรที่ไม่เห็น กลับมา
ทำเป็นพันล้านก็ไม่ได้ครับ
ลุงโก้ขออภัยนะครับ
ลองจนดู พี่
พอจนแล้วมันจะต้องพยายามเอาตัวรอด ตกปลา ยิงนก หรืออื่นๆ
พอบาปเสร็จก็ติด loop ชีวิตก็ตกต่ำเรื่อยๆ เว้นแต่ทำบุญเลยหลุดจาก loop ได้พี่
///
ที่แปะรูปมาให้ดูต้องการบอกอะไรหรอครับ (ในเหตุการณ์ที่กำลังคุยกันอยู่ตอนนี้)
ไม่มีจะกินแล้วมาทำบุญดูดี หรือ รวยแล้วมาทำบุญเอาหน้า
ถ้าอยากให้ปลื้มใจผมช่วยแปะรูปให้
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887959.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887963.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887969.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887974.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887981.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887988.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211887995.jpg)
(http://www.dmc.tv/forum/uploads/monthly_05_2008/post-1376-1211888003.jpg)
แล้วคุณละ ทำบุญมั่ง หรือป่าว?
...เพราะฉะนั้นที่เราต้องมีทรัพย์ ก็เพราะ สามารถใช้ทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้นไปสร้างความดี ได้มากกว่าคนที่ไม่มีทรัพย์ครับ
ทะแม่งๆ แปร่งๆ ยังไงไม่รู้แฮะ :21:
อ๋อ ในรูปจะบอกว่า เงินมากเงินน้อยมันก็เงินครับ
+
ผมว่าผมพอเข้าใจที่ชาร์ปพยายามสื่อนะครับ
ว่าถ้าคนเรามีปัจจัยพื้ฐานในการดำรงค์ชีวิตพอเพียงแล้ว
เราจะมีเวลาและกะจิตกะใจที่จะทำบุญมากกว่า ถูกต้องมั๊ยครับ...
ส่วนของพี่โก้และคนอื่นๆ จะมองว่า ถึงฉันจะมีเงินไม่มาก
แต่การทำบุญมันมาจากใจ ไม่ว่าเท่าไหร่ถ้าเราอยากให้
มันก็ได้บุญเท่ากัน ไม่ต้อง 10 ล้าน 100 ล้าน ถูกต้องมั๊ยครับ
ผมมองว่า โอเค มันก็ถูกกันทั้งคู่แหละนะครับ :37:
จริงๆเราไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์ให้มาก
เอาแค่ให้พอดีกับการใช้ชีวิตไม่ให้ลำบากไปก็พอ
พร้อมกับทำบุญทำทาน ตามกำลังที่ตัวเองมีไม่ให้ลำบาก
หรือทำตามความพอใจที่จะทำก็เพียงพอแล้ว
ผมว่า เราก็คงได้ความสบายใจในการทำ พอๆกันกับบริจาคเงินเยอะแยะ
(ส่วนเรื่องได้บุญมากน้อยเท่ากันมั๊ย ผมขอข้ามแล้วกันครับ เพราะผมมองไม่เห้นสัมผัสไม่ได้ ไม่พูดถึง :37:)
จริงๆผมว่า เราไมได้ขัดแย้งอะไรกันหรอกครับ
เราแค่ติดใจในเรื่องของการตีความหมายคำกันแค่นั้นเอง
ใจเย็นๆกันนะครับ กับการคุยเรื่องแบบนี้ มันกระทบกระทั่งกันง่าย
ความจนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนทำบาป?
แต่บางบาปนี่ จนๆทำไม่ได้นะครับ
ผมว่าคิดกันคนละแบบครับ
ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ไม่ดี
ยิ่งเอามาเปรียบให้รู้สึกว่าอันไหนดีกว่า ยิ่งเข้าใจกันได้ยาก
ผมเคยคุยกะเพื่อนเรื่องคนที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ (ที่โรงฆ่าสัตว์)
บอกว่า ผมรู้สึกเสมอว่าเขาเป็นคนที่เสียสละ เป็นคนทำบาป เพื่อให้เราได้กินเนื้อสัตว์
ผมเข้าใจนะ ที่ผมไม่เข้าใจคือวิธีการ เพื่อชักจูงให้คนได้ทำบุญ จึงต้องจัดให้มีอะไรประมาณ นางวิสาขาสวมชุดครีโอ เนี่ย
คือใช่ต้องการให้คนอยากทำบุญทำทาน หรือเปล่า ?
Quote from: ภูกระดึง on 30 May 2008, 17:14 น.
ความจนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนทำบาป?
แต่บางบาปนี่ จนๆทำไม่ได้นะครับ
ผมว่าคิดกันคนละแบบครับ
ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ไม่ดี
ยิ่งเอามาเปรียบให้รู้สึกว่าอันไหนดีกว่า ยิ่งเข้าใจกันได้ยาก
ผมเคยคุยกะเพื่อนเรื่องคนที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ (ที่โรงฆ่าสัตว์)
บอกว่า ผมรู้สึกเสมอว่าเขาเป็นคนที่เสียสละ เป็นคนทำบาป เพื่อให้เราได้กินเนื้อสัตว์
:46:
ผมว่ามันไม่ใช่นะที่ ความจนส่งเสริมให้คนทำบาป
ความจนมันเปิดโอกาสให้ทำบาปได้มากขึ้น
ทั้งเต็มใจ แล้วไม่เต็มใจ
ไม่ได้บอกว่า จน=ต้องทำบาป :37:
คนรวยละ
สบายเลย ทั้งบุญทั้งบาป ทำได้รุนแรงพอๆกัน :37:
////
ชุดมหาลดาฯ ไม่ใช่ตุ๊กตาผู้พันแซนเดอร์ชวนคนเข้าร้านมาซื้อไก่
ชุดมหาลดาฯ ทำให้คนที่ทำบุญอยู่แล้วยิ่งปลื้มในบุญ
เพราะเป็นการจำลองอานิสงค์ของบุญจากพระไตรปิฏกออกมาให้เห็น
ก็ไม่ได้มาทำบุญที่วัดนี้แล้วจะไปรู้เรื่องได้ไง ชวนก็ไม่ยอมมา :42:
แต่รู้สึก จะผิดหลักนะฮะ ชุดนั้น
เห็นใน pantip เค้ากำลังพูดกันอยู่
แต่ก็ยังไม่ได้ คำตอบอะไรมากมาย มากไปกว่าแถไปเรื่อย
ชาร์ปลองไปดูซิครับ
พูดเรื่องนี้ทีไรมันก็เหมือน เส้นขนาน ต่างคนต่างเชื่อในความคิดที่ตัวเองรู้มา อยากจะให้อีกฝ่ายเข้าใจอะนะ
สมมุติว่ามีวันนึง
มีคนนึงพิสูจน์ให้โลกเห็นได้ว่า
การทำความดีนั้น ไม่มีผลทำให้เราได้บุญ ได้แค่อิ่มเอิบใจ สุขกับความดีนั้นๆ
การทำความชั่วนั้น ก็ไม่มีผลอะไรเลย ได้แต่อิ่มเอิบใจ สุขกับความเลวนั้นๆ
พูดง่ายๆ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ทำอะไรก็ได้
เราจะเลือกทำอะไรครับ
เราจะยังคงทำความดีอยู่ไหม เราจะรับเลี้ยงหมาพิการไหม
จะช่วยลูกนกที่หล่นจากรังอยู่อีกไหม หรือเฉยๆเสีย
Quote from: ศักดิ์ : คิ้วหนา on 30 May 2008, 17:44 น.
แต่รู้สึก จะผิดหลักนะฮะ ชุดนั้น
เห็นใน pantip เค้ากำลังพูดกันอยู่
แต่ก็ยังไม่ได้ คำตอบอะไรมากมาย มากไปกว่าแถไปเรื่อย
ชาร์ปลองไปดูซิครับ
พูดเรื่องนี้ทีไรมันก็เหมือน เส้นขนาน ต่างคนต่างเชื่อในความคิดที่ตัวเองรู้มา อยากจะให้อีกฝ่ายเข้าใจอะนะ
ดูแล้วครับ ผมว่าเค้าพยามตอบดีนะ แต่แบบตอบไปปูข้อมูลอื่นๆไปด้วยน่ะ
ถ้าแบบตรงสุดก็ ให้ปลื้มในบุญ ชัดมั้ยพี่
อ่านมา บวกกับประสบมา มันมีกลิ่นความเป็นวัตถุเยอะไป ด้วยความศรัทธา แค่พูด เค้าก็ศัรทธา
ไม่เคยชอบที่ทำเยอะ ก็ยิ่งได้มาก ทำน้อยดันได้น้อย ยังไงมันก็แสดงความแตกต่างของตัวเงินอยู่ดี
ไม่ได้เกิดชาติหน้าครับ เลยไม่รู้ว่าเราจะไปเกิดดีๆทำไม เกิดดีไป เราก็ไม่เห็นศรัทธาอยู่ดี
รู้สึกวนกลับมาที่เดิม
รู้สึกวนกลับมาที่เดิม
รู้สึกวนกลับมาที่เดิม
รู้สึกวนกลับมาที่เดิม
รู้สึกวนกลับมาที่เดิม
รู้สึกวนกลับมาที่เดิม
:01:
งั้นขอตอบดังๆเกรียนๆว่า
การที่สำนักสงฆ์ (ไม่ขอเรียกว่าวัดนะ) สอนเรื่องการ บริจาคมาก ทำบุญมากๆ
เพื่อเข้า สำนักตัวเองไม่ใช่ ฤๅ? เอาเงินบริจาคไปทำอะไร
ช่วยเหลือ ชาวบ้านงั้นรึ เอาไปช่วยสักเท่าไรกันเชียว
หรือเอาไปสร้างมหาวิหารประดับเพชร พลอย
แก่แท้ของศาสนาพุทธ คือ ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส
แล้วบทสวดมนต์ ก็เป็นการสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
มิใช่ไปสรรเสริญตัวบุคคลแค่คน คนเดียว (เรื่องบทสวดมนต์ นี่ยังไม่ขอพูด เดี๋ยวจะหลุดออกนอกประเด็น)
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ อริยสัจสี่ คือหนทางแห่งการดับทุกข์
ให้แก้ที่สาเหตุแห่งทุกข์
ในพระเวชสันดรชาดก
ก็มีบอกไว้ บริจาคมากมาย ก็ไม่ใช่หนทางที่จะสู่นิพพาน แถมทำความเดือดร้อนให้ทั่วหล้าอีก
จนกระทั่ง ชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ค้นพบทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป
-------
กลับ พูดถึงการทำบุญด้วยการให้ทาน สำนักสงฆ์นี้
"มีความเชื่อ คำสอนว่า ทำมากได้มาก"
ส่วนผมไม่เชื่อในความนั้น
ผมขอย้อนกลับ ในมุมของความเชื่อนั้น
ทานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ
เหมือนกินอาหาร กินมากอิ่มมาก แต่ถ้ากินแต่อาหารหมู่เดียวมากเกินไป อิ่มก็จริง แต่จะทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารฉันใด
เมื่อนั้นแล้วไซร้ ก็เหมือนทำทานอย่างเดียว ทำมากได้มาก ฉันนั้นนนนนนนน
เอวํ ด้วยประการฉะนี้.....
ธรรมกาย ก็เป็นวัดตามกฏหมาย
สวดมนต์ใช่การสรรเสริญเหรอฟะตั้ง :09:
ธรรมะที่สอนก็มาจากพระไตรปิฏก
(ถามนอกเรื่อง พระไตรปิฎกมีขายให้อ่านทั่วไปเปล่า :09:)
http://84000.org/ ไม่แน่ใจว่ามีขายมั้ยอ่ะครับ
ในพระไตยปิฎกมีเรื่องบันทึกไว้ร้อยแปด
เรื่องเล็กเรื่องน้อย สามารถยิบหยกขึ้นมาตีความแบบไหนก็ได้
และเพื่อประโยชน์อะไรก็แล้วแต่
ผมว่าเรื่องนางวิสาขานี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ที่ถูกยิบยกขึ้นมาเพื่อประโยชน์บางอย่าง
คนธรรมกายบอกว่า เพื่อที่จะได้ให้ปลื้มในบุญ แต่ในคนที่คิดต่างที่ขัดแย้งออกไปก็จะมองว่า
เพื่อเจตนาให้เป็นจุดขาย หลอกล่อให้หลง เพิ่มคุณค่า โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ที่ได้จากศรัทธาของมหาชนผู้คลั่งใคล้ เป็นต้น
ส่วนผมอยุ่พวกหลัง
เยอะแฮะ :41:
Quote from: เหม่ง 69 on 30 May 2008, 22:06 น.
สวดมนต์ใช่การสรรเสริญเหรอฟะตั้ง :09:
ซึ่งจะเป็นบทสวด สรรเสริญจริงๆครับ แต่มิใช่ สรรเสริญว่า เป็นผู้มีเวทย์มนต์คาถาอะไร
สรรเสริญใน คุณงามความดี พระพุทธ พระธรรม พระสงค์
Quote
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบ ได้โดยพระองค์เอง
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
แล้วบทสวดในพิธีกรรมทางศาสนาอีกต่างห่าง
ซึ่งที่วัดพระธรรมกาย มี
บทสวดสรรญเสริญ พระมงคลเทพมุนี
บทสวดสรรเสริญ คุณยายอาจารย์ ซึิงเป็นอุบาสิกา ฯลฯ
ซึ่งเป็นการรสรรเสริญที่ตัวบุคคล
ที่ตั้งเอามาเคยสวดตอนบวชเณรด้วยเพราะดี :25:
หมายถึงที่แปลใช่มั้ย เพราะปกติ นี่คงเป็นบทสวดที่คุ้นที่สุดแล้วมั้ง :37:
มีประโยคที่อ่านจากที่ไหนนะ
ที่นี่หรือเปล่า แต่ชอบจังเลย
"ทำดี ได้ดี"
ภาษิตนี้แหละที่ทำให้เรา "ทำบุญหวังผล"
(ซึ่งตูรังเกียจมาก เช่นเดียวกับ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่")
เพียงแค่ตัดคำว่า "ได้" ออกไป..
ทำดี ดี
โอ้ว :12: :12: :12:
Quote from: พยาบาลแอน on 30 May 2008, 22:58 น.
มีประโยคที่อ่านจากที่ไหนนะ
ที่นี่หรือเปล่า แต่ชอบจังเลย
"ทำดี ได้ดี"
ภาษิตนี้แหละที่ทำให้เรา "ทำบุญหวังผล"
(ซึ่งตูรังเกียจมาก เช่นเดียวกับ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่")
เพียงแค่ตัดคำว่า "ได้" ออกไป..
ทำดี ดี
โอ้ว :12: :12: :12:
ผมได้ฟังจาก น้าเนาว์ (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูล)
แกบอกเอามาจากท่านพุทธทาสอีกที
Quote from: พยาบาลแอน on 30 May 2008, 22:58 น.
มีประโยคที่อ่านจากที่ไหนนะ
ที่นี่หรือเปล่า แต่ชอบจังเลย
"ทำดี ได้ดี"
ภาษิตนี้แหละที่ทำให้เรา "ทำบุญหวังผล"
(ซึ่งตูรังเกียจมาก เช่นเดียวกับ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่")
เพียงแค่ตัดคำว่า "ได้" ออกไป..
ทำดี ดี
โอ้ว :12: :12: :12:
ตามนี้ครับ
ทำดี มันก็ดีอยู่กับตัว ... ทำชั่ว มันก็ชั่วอยู่กับตัว
ไม่ต้องไปหวังว่า ทำดีแล้วต้องได้ดี อะไรอย่างนี้
มันจะกลายเป็นเจตนาแอบแฝงว่า... เห้ยนี่ตูทำดีแล้วนะ... อะไรอย่างนี้
สิ่งที่สุดยอดที่สุดคือทางสายกลางครับ
ทำทุกอย่างด้วยความพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป
ไม่สบาย ทานยารักษาโรค อยากหายเร็วๆ เลยทานยามากๆ
จากยารักษาโรคก็เลยเป็นยาพิษไปแทน
มันก็เหมือนกันนั่นแหละครับ โลภมาก อยากได้โน่นอยากได้นี่อยู่เรื่อย
สุดท้ายก็ลาภหายหมด แถมเผลอๆ กลายเป็นภัยเข้าสู่ตัวเองซะอีก
Quote from: จักเกรียน on 30 May 2008, 22:15 น.
http://84000.org/ ไม่แน่ใจว่ามีขายมั้ยอ่ะครับ
ในพระไตยปิฎกมีเรื่องบันทึกไว้ร้อยแปด
เรื่องเล็กเรื่องน้อย สามารถยิบหยกขึ้นมาตีความแบบไหนก็ได้
และเพื่อประโยชน์อะไรก็แล้วแต่
ผมว่าเรื่องนางวิสาขานี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ที่ถูกยิบยกขึ้นมาเพื่อประโยชน์บางอย่าง
คนธรรมกายบอกว่า เพื่อที่จะได้ให้ปลื้มในบุญ แต่ในคนที่คิดต่างที่ขัดแย้งออกไปก็จะมองว่า
เพื่อเจตนาให้เป็นจุดขาย หลอกล่อให้หลง เพิ่มคุณค่า โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ที่ได้จากศรัทธาของมหาชนผู้คลั่งใคล้ เป็นต้น
ส่วนผมอยุ่พวกหลัง
ผมว่าคนที่เอาเงินไปบริจาคส่วนใหญ่ก็ปลื้มในบุญจริงๆอย่างที่เค้าบอกหนะแหละ
แต่ในทางพุทธจริงๆนั้น สอนให้เราใช้ปัญญา และอยู่กับปัจจุบันขณะ
คนที่ไปวัดธรรมกายอาจจะเป็นคนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาอยู่กับตนเอง
จนคิดว่าเอาเงินไปบริจาค ก็ได้รับบุญกลับมา
นี่อาจจะเป็นทางลัดของการทำบุญให้ได้บุญอย่างที่คนสมัยนี้ต้องการก็ได้
และ
ครั้งหนึ่งผมเคยไปวัดป่า
ได้มีโอกาศสนทนากับพระที่นั่น ผมถามว่าพระในป่ากับพระในเมือง ต่างกันยังไง?
ท่านก็บอกว่าพระในป่าเป็นพระที่ต้องการหลุดพ้นจากกิเลสรอบๆตัว
ส่วนพระในเมืองเป็นพระที่รักษาศีลและคอยสั่งสอนฆารวาส
อยากตอบว่า ทักษิณมีเงิน :52: เยอะด้วยนะ
อ้าว ผิดจู๋ :46:
Quote from: คนบุ๋มตัวน้อย on 30 May 2008, 23:56 น.
อยากตอบว่า ทักษิณมีเงิน :52: เยอะด้วยนะ
อ้าว ผิดจู๋ :46:
:46:
:21:
เจ๊เพ็ญก็มีนะ :31:
ทักษิณ เป็นธรรมกายด้วยนี่นา
หลอดก็ด้วย :37:
Quote from: หมอแมว on 31 May 2008, 00:05 น.
หลอดก็ด้วย :37:
เออถามอีก ชาร์ปรู้จักหลอดไหม
สุริยะ จึง ก็ด้วยครับ
ว่าแต่เนวินนี่ สำนักไหนอ่ะ??
เอ้อ ตกลงชาร์ปรู้จักหลอดมั้ยหว่า :09:
หลวงพ่อพุทธทาส ท่านกล่าวไว้ว่า
"อย่ายึดติด"
ไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจกันยังไงครับ สำหรับท่านที่คิดอีกทางนึง
แต่ผมเข้าใจนะ เข้าใจในแบบฉบับของผม
ไม่ได้ให้แตกแยกนะครับ
แต่ผมเข้าใจว่า DMC คิดอย่างไร
และเราคิดอย่างไร (หวังว่าคงเข้าใจนะครับ)
ผมเชื่อว่า ทำดี แล้วจะได้ดีครับ จริงๆ ครับ ทำดีได้ดี
ส่วนทำชั่วนั่น.... แหม อยากจะพิมพ์หยาบๆ ก็เกรงใจครับ
ปล. ผมเมานะครับ อย่าถือสา แต่ผมก็ยังคิดเหมือนเดิมเรื่องทำดี หรือทำบุญ
ปลล. พรุ่งนี้มีตักบาตรพระ 5000 รูปครับ ผมฟังจากเพื่อนที่นับถือ DMC นะ
สำหรับผม แค่ได้ตักบาตร ผมก็ชื่นใจแล้วครับ ไม่ต้องมีจำนวนเป็นตัวแปร
หายากนะครับ ตื่นมาตักทีเดียวได้ตักห้าพันรูปเลย
หลอดเนี่ย มันก็ปลื้มในสิ่งที่มันทำนะครับ มันจะรุ้สึกได้บุญมั้ยที่มันสร้างโปรแกรมสนองตัญหาคนได้
Quoteลองจนดู พี่
พอจนแล้วมันจะต้องพยายามเอาตัวรอด ตกปลา ยิงนก หรืออื่นๆ
พอบาปเสร็จก็ติด loop ชีวิตก็ตกต่ำเรื่อยๆ เว้นแต่ทำบุญเลยหลุดจาก loop ได้
ถ้าบาปมันมีอยู่จริง สมมุติมีคนคอยนั่งจดบาปเราจริงๆ
คนฆ่าหมูกับคนกินลูกชิ้นมันก็บาปเท่าๆกันนั่นแหละ ลองใช้สติปัญญาคิดดูดีๆนะครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บุญหรือบาป ล้วนไม่ใช่สาระสำคัญของพุทธศาสนา
เพราะมันไม่ใช่ปัญญา
ลองพิจารณาว่า การเอาแต่ทำบุญมันต้องใช้สติปัญญาพิจรณาทำความเข้าใจอะไรบ้าง
ยิ่งคนรวยๆ ยิ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
เพราะ จุดมุ่งหมายของการทำทาน ก็เพื่อลดความตระหนี่ อะไรพวกนี้
แต่ถ้าคุณมีเงินมากๆ และจะทำบุญเป็นจำนวนเงินมากๆ ก็ไม่ได้ช่วยในเรื่องจิตใจอะไรคุณเลย
เพราะยังไงคุณก็มีเยอะอยู่แล้ว
และความ ตระหนี่ขี้เหนียว มันก็ไม่ได้มีเฉพาะเงินอย่างเดียว
มันมีทั้งขี้เหนียวเงิน ขี้เหนียวเรี่ยวแรงพละกำลัง ขี้เหนียวความรู้
ครูบ้านนอก อาจจะไม่มีสตางค์มากมาย
แต่เขาก็สามารถทำทานได้โดยการให้ความรู้กับชาวบ้าน
ชาวบ้านไม่มีเงินเช่นกัน แต่ก็ทำทานได้ โดยการให้ความช่วยเหลือครูที่เดินทางเข้ามาสอนพวกเขา
การทำทานแบบนี้ ธรรมกายรู้จักบ้างไหม มันไม่ต้องใช้เงินเลยซักนิดเดียว
แถมยังได้ประโยชน์มากกว่าเอาเงินตั้งมากมายไปสร้างจานบินยักษ์ เอ้ย!! เจดียักษ์ ซึ่งแทบจะหาประโยชน์ไม่ได้เลยครับ
คนธรรมกายมักจะชวนให้ไปที่ธรรมกาย น่าจะเพราะความหวังดี :46:
กลับกัน (แต่ด้วยความหวังดีเช่นกัน) อยากจะขอชวนให้ "ออก" จากธรรมกายดูบ้าง :46:
ผมขออนุญาติตอบนะครับ
QuoteQuoteแอบอ้าง
เพราะฉะนั้นที่เราต้องมีทรัพย์ ก็เพราะ สามารถใช้ทรัพย์ที่เรามีอยู่นั้นไปสร้างความดี ได้มากกว่าคนที่ไม่มีทรัพย์ครับ
ไม่เห็นด้วยครับ
มากกว่าในที่นี้ ให้ผมเดา คงหมายถึงปริมาณใช่มั้ยครับ
ถ้าใช่ ก็บอกให้ว่า คุณคิดแปลกแล้วครับ ไม่ใช่คุณเป็นคนแปลกนะ
แต่คิดแปลกเท่านั้น
ทำบุญ 1 บาท นั่นคือการทำบุญเช่นเดียวกับการทำบุญ 100 ล้านครับ
ถ้า ทำด้วยใจ
100 ล้าน ถ้าทำด้วยหวังจะไปต่อชาติหน้า หรือแลกอะไรที่ไม่เห็น กลับมา
ทำเป็นพันล้านก็ไม่ได้ครับ
ไม่ใช่ครับพี่โก้ ผมมองในเรื่องของจังหวะและเวลาครับ
ยกตัวอย่างเช่น สมมติมีคนอยู่ 2 คน ฐานะไม่เท่ากัน คนแรกมีทรัพย์มาก คนที่ 2 มีทรัพย์น้อยปากกัดตีนทีบ
ทั้ง 2 คน ทำงานแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง มีความคิดที่จะออกบวชช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน ฯลฯ
ผมมองว่า คนแรก - สามารถไปบวชได้ง่ายกว่าคนที่ 2 ครับ
หรือแม้แต่การลาไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 7 วัน คนที่มีทรัยพ์มาก เป็นเจ้าของกิจการ ย่อมหาโอกาสไปฏิบัติได้มากกว่า คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ
ส่วนในเรื่องของ ปริมาณที่พี่โก้ พูดถึงนั้นผมเห็นด้วยครับ เวลาทำบุญ ให้เรามีความปลื้มปีติในบุญที่เราทำครับ ทำด้วยความตั้งใจ และความปรารถนาดี
Quoteปลล. พรุ่งนี้มีตักบาตรพระ 5000 รูปครับ ผมฟังจากเพื่อนที่นับถือ DMC นะ
สำหรับผม แค่ได้ตักบาตร ผมก็ชื่นใจแล้วครับ ไม่ต้องมีจำนวนเป็นตัวแปร
พี่โก้ถูกต้องแล้วครับ
Quoteแค่ได้ตักบาตร ผมก็ชื่นใจแล้วครับ ไม่ต้องมีจำนวนเป็นตัวแปร
:46:
ตอนนี้ที่วัดมีโครงการจัดตักบาตรพระทั่วประเทศ 500,000 รูป .... เป็นหนึ่งในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก
ตอนนี้ก็มีการจัดแล้วหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย ทั้งลำปาง ลำพูน สมุทรปราการ ตาก สงขลา ฯลฯ รวมแล้วได้ หลายหมื่นรูปแล้วครับ
ที่ต้องทำโครงการนี้ เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่า
- เป็นการฟื้นฟู ประเพณีดีงาม ให้คนทั่วไป หันมาใส่บาตร ให้ความสนใจในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น
- ให้ช่องว่างระหว่างพระ กับ โยม น้อยลง คือ ให้โยมมาเห็นพระเกิดความเลื่อมใสในกริยาอันสง่างามของพระสงฆ์
- ฯลฯ
ของลุงอ๋าห์ ครับ (ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า)
Quoteสมมุติว่ามีวันนึง
มีคนนึงพิสูจน์ให้โลกเห็นได้ว่า
การทำความดีนั้น ไม่มีผลทำให้เราได้บุญ ได้แค่อิ่มเอิบใจ สุขกับความดีนั้นๆ
การทำความชั่วนั้น ก็ไม่มีผลอะไรเลย ได้แต่อิ่มเอิบใจ สุขกับความเลวนั้นๆ
พูดง่ายๆ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ทำอะไรก็ได้
เราจะเลือกทำอะไรครับ
เราจะยังคงทำความดีอยู่ไหม เราจะรับเลี้ยงหมาพิการไหม
จะช่วยลูกนกที่หล่นจากรังอยู่อีกไหม หรือเฉยๆเสีย
แล้วถ้าผมมองต่อล่ะครับ ว่า
ถ้าบุญบาป ไม่มีจริง แล้วเราทำดี ... ผมว่าก็มีความสุขในปัจจุบัน
ถ้าบุญบาป มีจรงิ แล้วเราก็ทำดีด้วย ... ผมว่าก็มีความสุขทั้งในปัจจุบันและความสุขในปรโลกด้วย
ถ้าเราคิดว่า บุญบาป ไม่มีจริง แล้วเราทำชั่ว ..... ผมว่าปัจจุบันก็อยู่อย่างไม่ภาคภูมิ อยู่ด้วยความหวาดระแวง ไม่มีความสุขหรอกครับ
ถ้าคิดว่า บุญบาป มีจริง แล้วเราทำชั่ว ...... ผมว่าทั้งทุกข์ในปัจจุบัน และ ทุกข์ในปรโลกเลยนะครับ
สรุปแล้วก็ ขอตอบว่า
Quoteทำดี ดี
ครับ :46:
Quoteคนธรรมกายมักจะชวนให้ไปที่ธรรมกาย น่าจะเพราะความหวังดี
กลับกัน (แต่ด้วยความหวังดีเช่นกัน) อยากจะขอชวนให้ "ออก" จากธรรมกายดูบ้าง
ดีครับ ช่วยกัน ชวนกันทำความดีเถอะครับ อย่าชวนกันทำความชั่วเลยครับ :33:
Quote(ถามนอกเรื่อง พระไตรปิฎกมีขายให้อ่านทั่วไปเปล่า )
มีขายครับ แต่ที่ไหนนี่ไม่รู้ครับ
พี่ตั้งครับ
Quoteซึ่งที่วัดพระธรรมกาย มี
บทสวดสรรญเสริญ พระมงคลเทพมุนี
บทสวดสรรเสริญ คุณยายอาจารย์ ซึิงเป็นอุบาสิกา ฯลฯ
ซึ่งเป็นการรสรรเสริญที่ตัวบุคคล
ผมว่าการที่เราสามารถมองเห็นคุณความดีของคนอื่น และสรรเสริญในความดีของคนนั้น เป็นสิ่งที่ดีนะครับ .... แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีในความดีของบุคคลนั้นนะครับ
ผมว่าการแต่งบทสรรเสริญบุคคลที่เรารัก เป็นเรื่องปกตินะครับ
- อย่างเช่น บทสวดสรรเสริญสมเด็จโต ที่ท่านแต่งบท ชินบัญชร ก่อนสวดบทชินบัญชร ยังมีบทกล่าวถึงคุณของท่านเป็นภาษาบาลี
- บทไหว้ครู ก็ยังมี ให้สวดกันทุกๆ ปี
- นักฟุตบอลต่างประเทศแค่เตะบอล ยังไม่ได้ชักชวนคนทำความดี .... ยังมีคนแต่งเพลงเชียร์
- แม้แต่ ถึงวันเกิดของบุคคลที่เรารัก บางครั้ง เรายังมีการแต่งกลอน ไปให้เค้าเลยครับ ฯลฯ
แล้วได้บุญเยอะกว่าแล้วได้อะไรครับ :09:
ไว้เบ่งเหรอ :09:
Quoteยกตัวอย่างเช่น สมมติมีคนอยู่ 2 คน ฐานะไม่เท่ากัน คนแรกมีทรัพย์มาก คนที่ 2 มีทรัพย์น้อยปากกัดตีนทีบ
ทั้ง 2 คน ทำงานแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง มีความคิดที่จะออกบวชช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน ฯลฯ
ผมมองว่า คนแรก - สามารถไปบวชได้ง่ายกว่าคนที่ 2 ครับ
หรือแม้แต่การลาไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 7 วัน คนที่มีทรัยพ์มาก เป็นเจ้าของกิจการ ย่อมหาโอกาสไปฏิบัติได้มากกว่า คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ
อันนี้ผมว่าไม่เป็นความจริงครับ
ลองคิดดูดีๆนะครับ
บุ๋มว่า มันอยู่ที่ใจ :52:
การทำบุญ ไม่ใช่การทำในสิ่งที่มาก แต่เป็นการทำในสิ่งที่ตั้งใจดี ทำด้วยใจ
มีจิตใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธา คนรวยมีโอกาสทำบุญมากกว่า จริงหรือ คนจนก็สามารถทำได้
หากแต่การทำบุญอาจต่างกัน ในยุคสมัยปัจจุบัน การบอกว่าต้องออกบวช นุ่งขาวห่มขาว ไปปฏิบัติธรรมนั้น
ยอมรับว่าหากไม่มีเงินเพียงพอแก่การดำรงชีวิตแล้วเป็นไปได้ยากในยุคสมัยนี้
แต่การทำดี ทำบุญ นั้น ไม่ใช่มีแค่นั้นนี่ การคิดดี ทำดี ก็คือบุญ
การเกิดบุญมี 3 ประการย่อ ๆ คือ
1.บุญเกิดจากการให้ทาน
2.บุญเกิดจากการรักษาศีล
3.บุญเกิดจากการภาวนาอบรมจิต
สรุปแล้วการสร้างความดีทุกประการล้วนเป็นแหล่งของการเกิดผลบุญกุศลทั้งสิ้น การทำสิ่งใดแล้ว
ตนเอง ผู้อื่น สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่เดือดร้อนเพราะเรา นั่นก็เกิดผลบุญแล้ว
บุญกริยาวัตถุ 10 ได้แก่
1. ทานมัย การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่ผู้รับ (ไม่ใช่เพียงสิ่งของเงินทอง)
2. สีลมัย บุญที่สำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (ศีล 5 เบื้องต้น ทำที่ใดก็ได้)
3. ภาวนามัย บุญที่สำเร็จได้ด้วยการเจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา
4. อุปจายนะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อผู้ที่ควรเคารพนบนอบ (คุณวุฒิ วัยวุฒิ ชาติวุฒิ)
5. เวยยาวัจจะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ (ไม่เฉพาะช่วยเหลืองานบุญ
งานการกุศล หรืองานในวัดเท่านั้น งานใดที่ทำแล้วดี เราสบายใจดี คนรอบข้างสุขใจดี นั่นคือบุญ)
6. ปัตติทานะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น (การแผ่เมตตา)
7. ปัตตานุโมทนา บุญที่สำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ (เห็นคนอื่นทำบุญแล้วรู้สึกยินดีในบุญที่เขาทำ)
8. ธัมมสวนะ บุญที่สำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (อ่านหนังสือก็ได้)
9. ธัมมเทสนา บูญที่สำเร็จได้ด้วยการแสดงธรรม (การบอกกล่าว การสอนในสิ่งที่ดีที่ควร)
10. ทิฏฐุชุกรรม บุญที่สำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
แต่การทำบุญใด ทำแบบนักบุญหัวเต่า (อยากทำก็ทำไม่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ทำหวังป้ายประกาศทำแล้ว
แหมไม่ประกาศชื่อเราเลยทำไปตั้งเยอะ) ทำบุญแบบนินทาข้างเสา (ไปวัดฟังธรรมทุกวันพระ แต่พอถึงวัดจับกลุ่มคุยกัน
นินทาคนมาทำบุญ นินทาพระ นินทาคนนั้นคนนี้) บุญนั้นย่อมไม่เกิด บางคนไม่มีเงินทำบุญแต่เห็นคนอื่นทำก็พลอยยินดี
นั่นคือบุญอย่างหนึ่ง
สุดท้ายการทำบุญ คือ การทำสิ่งใดก็ตามที่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เบียดเบียนตนเอง ทำด้วยจิตที่มุ่งมั่น
เมื่อทำแล้วไม่หวังผลว่าต้องได้อะไร นั่นแหละ บุญ :46: :46:
:46:
:33:
ซ๊า...ธุ :46:
- ในขั้นทานศีล ไม่แน่ใจว่าใช่เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยแปลงพระไตรปิฎกฉบับ นิพพานเป็นอัตตา ของธรรมกาย หรือเปล่า
แต่ทำให้หลักทฤษฎีส่วนใหญ่ ตรงตามพระไตรปิฎกเกือบหมด แต่ถ้าเราสังเกตหลักทฤษฎีกับวิธีการเราจะรู้สึกว่าเป็นการจับจุดมา
เพื่อประโยชน์บางส่วนเท่านั้น ยกตัวอย่างหลักทฤษฎีที่พี่ YDA ยกมา
เรื่องการเกิดบุญมี 3 ประการย่อ ๆ คือ
1.บุญเกิดจากการให้ทาน
2.บุญเกิดจากการรักษาศีล
3.บุญเกิดจากการภาวนาอบรมจิต
วิธีการที่เราๆ ต่างเห็นและรับรู้จนมีคนออกมาวิพากษ์หลายต่อหลายกรณี คือการนำหลักบางข้อมาแล้วใช้วิธีการที่แปลกและ
แตกต่างจนเรารุ้สึกถึงความขัดแย้งในตัวบทที่กล่าวมา บุญทั้งสามอย่างข้างต้น พุทธศาสนาจัดความสำคัญของมันเป็น ภาวนา
รักษาศีล และการให้ทาน ถ้าวัดเป็นปริมาณขั้นตอนภาวนาถือว่าเป็นที่สุดของการทำบุญแล้ว การเจริญสติ
ถ้าทำได้แม้เพียงนาทีเดียวก็ยิ่งกว่าการทำทานร้อยล้านพันล้าน แต่ข้อเสียของการภาวนาคือทำยากและไม่มีผลประโยชน์ทาง
ด้านวัตถุแก่ใครทันที ตรงนี้ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธรรมกายไม่สนใจจะหยิบยกหรือโปรโมทขึ้นมาให้สาวกได้รับรู้เท่าการ
ทำบุญ การส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลทางด้านจิตใจของสาวกหลังจากการทำบุญแล้ว เราไม่ปฎิเสธและอนุโมทนาในความบริสุทธ์
ของการให้ทานของพวกท่านแต่เราปฎิเสธวิธีการที่มันส่อเจตนาหลายอย่างของทางวัด กิจกรรมที่เราเห็นหลายต่อหลายครั้งในการทำบุญ
กุศโลบาย ไม่คล้ายทำให้คน อยู่ในบุญ แต่มันทำให้ หลงในบุญ มากกว่า คำว่าติดในความสุขนั้นมีจริงหรือไม่
มันทำให้เรารู้ไม่เท่าทันกิเลสของตัวเองจริงหรือเปล่า ? คงต้องอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน อันนี้ก็ขึ้นอยุ่กับว่าวิจาณญาณนั้นเจือไปด้วย
โมหะและอคติหรือเปล่า อาจเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วย ที่มีโมหะ หรืออาจเป็นฝ่ายธรรมกายเอง
ยากที่ใครจะตอบได้ ยกเว้นเมื่อถึงเวลาที่สามารถรับรู้ได้เฉพาะตนแล้วเท่านั้น แต่ผู้ที่มีโมหะ ไม่สามารถอยุ่จุดนั้นได้อย่างแน่นอน
ก็เลยอาจจะถึงจุดนั้นด้วยความคิดของใครของมัน นิพานของเราจึงอาจไม่เหมือนกันเช่นนั้นแล.....
ไม่รู้ ไม่ชี้
http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/42.gif
มาเที่ยววัดมั้ยครับ ?
เปิดหูเปิดตาหน่อย เผื่อมีเรื่องให้ด่า เยอะกว่านี้
เคยไปบ่อยแล้วครับ ขอบคุณครับผม :42:
เคยไปเหมือนกันครับ แม่เพื่อนเพิ่งโดนพระที่นั่นโทรมาตามไปทำบุญ อยู่เลยครับ
คุณชาร์ปชวนซะทำให้ไม่อยากไปเลย :22:
ชอบดู DMC เพราะมีการ์ตูนพุทธประวัติ
ชอบรายการวีสตาร์ด้วย
แต่คุณชาร์ปรู้ไหมคะ ชักชวนแบบนี้แหละ มันไม่น่าฟังเท่าไหร่นะ(โดยส่วนตัวคิดแบบนี้)
ชวนคนไปวัด ชวนให้ไปหาเรื่องด่าวัดเนี่ยนะ :42:
ผมไม่ได้ว่าอะไรลูกศิษย์นะครับ
ผมว่าไอ้ตัวหัวโจกต่างหาก
Quote from: ความฝันอันเสียวสุด on 31 May 2008, 17:47 น.
ผมไม่ได้ว่าอะไรลูกศิษย์นะครับ
ผมว่าไอ้ตัวหัวโจกต่างหาก
:08:
<เข้ามาบอกว่าอ่านมาหลายหน้าแล้ว มีความคิดบางอย่างที่ยังกลั่นไม่ออก> :31:
ชาร์ปมาเที่ยวบ้านผมมั้ยล่ะครับ?
ได้สองทางเลย ธรรมกายสาขาแปดริ้วอยู่หน้าบ้านผม
มาเที่ยวบ้านผม ได้เจอสองอย่าง ทั้งผมและธรรมกาย
ผมนั่งดูมาสิบปีกว่า จากบ้านหลังนั้น
มีอะไรให้เตาผมเปิดกว่างเยอะมากมายอย่างคิดไม่ถึง
เพื่อนที่ทำร้านกับผมก็ธรรมกายครับ เต็มขั้น
ข้างบ้านก็ธรรมกายครับ เต็มขั้น บ้านตรงข้ามก็บอกไปแล้ว
จะชวนไปให้ด่าทำไมครับ ไม่เข้าใจ ธรรมกายทำอะไรผิด
ชาร์ปอธิบายทีนึงซิ
ว่างั้นแหละครับชวนแบบนี้ :30:
ขอโทษครับ :46:
:52:
ชาร์ปน่าสงสารเลย ใจเย็นนะน้อง :52:
ทำบุญด้วยส้มตำปู จะได้สร้อยส้มตำปูตอนตาย
http://topicstock.pantip.com/woman/topicstock/2007/09/Q5804013/Q5804013.html
หลักสูตรของธรรมกายหรือเปล่าครับ
ถ้าไม่ใช่ ก็ผ่านเลย
ถ้าใช่ ขยายความให้ผมซักติ๊ดนึงนะครับ
แล้วถ้าผมทำบุญด้วยสโม้กี้ไบท์ กะ เคเอฟซีล่ะ :09:
คุณก็จะได้ สร้อย สโมคกี้ไบร์ท เรียกอีกอย่างว่าสร้อยปลัดคิก
พี่ตั้ง ลองอ่านเนื้อเรื่องนี้ก่อนแล้วกันครับ แล้วพี่ตั้งค่อยถามผมอีกครั้งนะครับ
เป็นเนื้อเรื่องจากพระไตรปิฏกครับ
เป็นอานิสงค์แ่ห่งบุญของของหญิงคนหนึ่งที่มีจิตเลื่อมใสในพระศาสดาคิดจะบูชาพระเจดีย์ จึงเก็บดอกบวบขม (น่าจะมีสีเหลือง) 4 ดอก
ขณะเดินมิได้ระวัง ถูกโคแม่ลูกอ่อนวิ่งสวนทางมาขวิดตาย นางสิ้นชีวิตขณะที่จิตเลื่อมใสในระหว่างเดินทางไปบูชาพระเจดีย์ จึงได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานสีเหลือง อุปการณ์ เครื่องแต่งกายมีสีเหลือง(คงเป็นสีเหลืองที่สวยงามกว่าเมืองมนุษย์แน่นอน)
๙. ปีตวิมาน
ว่าด้วยปีตวิมาน
ท้าวสักกเทวราชตรัสถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๗] ดูราเทพธิดาผู้เจริญ ผู้มีผ้าเหลือง มีธง
เหลือง ประดับด้วยอลังการเหลือง มีกายลูบไล้ด้วย
จันทน์เหลือง ทัดทรงดอกอุบลเหลือง มีปราสาท
เหลือง มีที่นอนที่นั่งเหลือง มีภาชนะเหลือง มีฉัตร
เหลือง มีรถเหลืองมีผ้าเหลือง มีพัดเหลือง ครั้งเกิด
เป็นมนุษย์ในชาติก่อน เจ้าได้ทำกรรมอะไรไว้ เจ้าถูก
เราถามแล้ว ขอจงบอกทีเถิด นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
เทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทได้น้อมนำ
ดอกบวบขม ซึ่งมีรสขมไม่มีใครปรารถนา จำนวน
๔ ดอก บูชาพระสถูป ข้าพระบาทมีใจผ่องใส มุ่ง
เฉพาะพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดา ไม่ทัน
พิจารณาหนทางที่มาแห่งแม่โค มิได้นึกไปที่แม่โคนั้น
ทันใดนั้นแม่โคได้ขวิดข้าพระบาท ผู้มีความปรารถนา
แห่งใจยังไม่ถึงพระสถูป ถ้าข้าพระบาทพึงสั่งสมบุญ
นั้นยิ่งขึ้นไซร้ ทิพยสมบัติพึงมียิ่งกว่านี้เป็นแน่ ข้า
แต่ท้าวมฆวานเทพกุญชรจอมเทพ เพราะบุญกรรม
นั้น ข้าพระบาทละกายมนุษย์แล้ว จึงมาอยู่ร่วมกับ
พระองค์.
ท้าวมฆวานเทพกุญชร ผู้เป็นอธิบดีในสวรรค์
ชั้นไตรทส ทรงสดับคำนี้แล้ว เมื่อจะยังเทวดาชั้น
ดาวดึงส์ให้เลื่อมใส จึงได้ตรัสคำนี้กะมาตลีเทพสารถี
ว่า ดูก่อนมาตลี ท่านจงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่า
อัศจรรย์นี้ ไทยธรรมที่เทพธิดานี้กระทำแล้ว ถึงจะ
น้อย บุญก็มีผลมาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า
หรือในสาวกของพระองค์ก็ตาม ทักษิณา
ไม่ชื่อว่าน้อยเลย มาเถิด มาตลี แม้ชาวเราทั้งหลาย
ก็ควรจะพากันบูชาพระบรมธาตุของพระตถาคตให้ยิ่ง
ยวดขึ้นไป เพราะการสั่งสมบุญ นำสุขมาให้ เมื่อ
พระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม เสด็จปรินิพพาน
แล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำเสมอ ผลบุญก็ย่อม
สม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบ สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมไปสู่สุคติ ทายกทั้งหลายกระทำสักการะใน
พระตถาคตเหล่าใดแล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถาคต
เหล่านั้น ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็น
อันมากหนอ.
จบปีตวิมาน
ที่มา : พระไตรปิฏกและอรรถกถา 91 เล่ม ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย , ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม 48 หน้า 382
สั่งสมบุญ เท่ากับ ทำทานเยอะๆ รึเปล่าครับ
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเคยไ้ด้ยินมา (แต่่ยังหาเนื้อเรื่องในพระไตรปิฏกไม่เจอ)
เนื้อเรื่องประมาณว่า มีชายคนหนึ่ง ได้ชี้นิ้วบอกทางแก่คนที่หลงทางที่จะไปทำบุญ หรือไปบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่้อจะทำบุญเนี่ยแหล่ะ
ด้วยอานิสงค์นี้ ทำให้เค้าเกิดเป็นเทพบุตร มีนิ้วทอง ...
:31: แล้วคุณแตงโมกรี๊ดกร๊าดกับการที่จะได้มีนิ้วทองไหมครับ
หรือรู้สึกว่า.. (ถ้าว่ากันตรงๆ น่ะนะ) - มันไร้สาระ
เคยมีผู้ถกเถียงกันไว้ในปัญหาพวกนี้ว่าทำไมพระสงฆ์หลายรูปที่มีชื่อเสียงจึงมีแนวทางการสอนไม่เหมือนกัน
พระบางรูป มีการปฎิบัติฝึกสติ ... กรรมฐาน ลักษณะสายพระป่า เช่นพระสายหลวงปู่มั่น
พระบางรูป ทำเครื่องรางของขลัง และเน้นไปทางอภินิหารมากกว่า เช่นหลวงพ่อคูณ
พระบางรูป เน้นสิ่งที่ดูแล้วเหมือนอภินิหาร หรือดูแล้วเป็นพุทธแบบบิดๆ(ในสายตาบางคน) เช่น ....
บางคนเชื่อว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนการเก็บSpare เพราะว่ามนุษย์มีจริตไม่ตรงกัน
ถ้าเอาตามพระไตรปิฏก ผมก็ว่านิพพานไม่มีความยาวความสูงหรือขนาด .... พระพุทธเจ้า ไม่เคยสอนให้ไปยึดติดกับอะไรทั้งนั้น
และหนทางไปสู่นิพพาน ก็น่าจะต้องมาผ่านที่มนุษย์ การเป็นเทวดาหรือสัตว์ในนรกภูมิไม่สามารถไปนิพพานได้
ดังนั้นการมานั่งบอกว่าถวายEarthquakeจะได้แหวนไอติม ถวายส้มตำปูได้สร้อยคอส้มตำ ถวายไอ้นั่น ได้ไอ้นี่ ในชั้นเทวดา
ต่อให้เป็นจริง มีพระที่ทำวิปัสนาไปเจอจริงๆ ก็ต้องทราบว่าไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก เพราะเรามุ่งสู่นิพพาน และเราไม่ควรไปเป็นเทวดา
ถ้าชาติหน้ามีจริง เราควรมุ่งนิพพาน หรือมิฉะนั้นก็มุ่งสะสมบุญบารมีเพื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง
แต่ในแง่มนษย์ ก็มีคนหลายเหล่า
ถ้าเราบอกว่าให้คนๆนี้มุ่งนิพพานและชาติหน้ามาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ .... จะมีกลุ่มนึงที่ไม่สนใจ เพราะรู้สึกว่าเป็นมนุษย์ไม่เห็นมีดีตรงไหน .... คนกลุ่มนี้กลับกันเราไปสอนว่าให้ทำบุญมากๆ นั่งสมาธิเยอะๆ จะได้ไปเป็นเทวดา
ถ้าเราบอกให้มุ่งนิพพาน แต่ด้วยชาติกำเนิดการศึกษาบังคับให้คนๆนั้นต้องประกอบอาชีพที่ไม่เหมาะสม สอนให้ไปนิพพานเขาก็ไม่มีวันสน ... จะสวดมนต์แม้สักคำก็ไม่มี ... ก็ต้องล่อด้วยการใช้เครื่องรางของขลัง
ดังนั้นเทคนิกต่างๆ ผมว่าไม่ผิด ...
ถ้าไม่มีธรรมกาย จะมีคนหมู่ใหญ่ที่ไม่เอาพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย ... และในกลุ่มนี้บางคนอาจจะกลายเป็นคนชั่วไปประกอบกิจชั่วรบกวนคนดีที่จะได้ไปนิพพานคนอื่นๆ
ถ้าไม่มีพระเครื่องหรือเครื่องราง อภินิหาร จะมีคนกลุ่มนึงที่ไม่สนใจอะไรเลยเหมือนกัน มุ่งสู่การทำชั่วอย่างเดียว
การมีอยู่ของพุทธศาสนาในลักษณะที่ไม่ตรงตามพระไตรปิฎกเป๊ะๆ น่าจะช่วยเก็บSpareคนบางกลุ่ม
ปัญหาคือ ถ้าควบคุมไม่ดี จะกลายเป็นมีแต่โทษ
ธรรมกายถ้าคุมไม่ดี จะกลายเป็นคำสอนว่าการทำทานมีอานิสงค์สูงสุด แล้วกลายเป็ฯว่าทำบาปอื่นเพื่อเอาเงินมาโป๊ะการทำทาน ก็ยังได้บุญ (อย่างเช่นกู้เงินมาทำบุญ จนคนที่บ้านจะอดตาย)
เครื่องราง ถ้าคุมไม่ดี ก็กลายเป็นพุทธพาณิชย์และมีมิจฉาชีพเอาไปเชื่อในทางผิดๆ (อย่างเช่นพวกเสือในสมัยก่อนที่เชื่อเรื่องพระเครื่องแล้วเอาไปปล้น ไอ้พวกนี้ก็เลว)
:52:
ผมก็แค่นำธรรมะที่ผมไ้ด้ยินได้ฟังมาเ่ล่าให้ฟังว่า บุญเป็นสิ่งน่าอัศรรย์
ผมว่าผมโชคดีที่ได้เกิดในประเทศไทย เกิดในดินแดนที่มีพระพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรือง(กว่าที่อื่นมั้ง)
และผมอยากบอกว่าผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ผมนับถือศาสนาพุทธครับ
ส่วนเรื่อง มีสาระ หรือ ไร้สาระ ก็สุดแท้แต่ละคนครับ
ใครชอบอะไรก็คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นสาระ .... อย่างในรายการ tv champion (ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า)
ที่เค้าชำนาญสิ่งต่างๆเฉพาะด้าน หลายๆคนเค้าอาจจะมองว่า ไร้สาระ แต่ผมคิดว่าเค้าภาคภูมิใจในสิ่งที่เค้าเป็นนะครับ :33:
.
.
แล้วลองคิดต่อไปอีกว่า "อะไรคือสาระของชีวิตที่เราได้เกิดมาล่ะครับ"
ผมขออนุญาตตอบพี่หมอแมวนะครับ
ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่ผมตอบๆ ไปน่ะครับ เป็นเพียงแค่ส่วนๆหนึ่งที่มีคนถามผมมา ผมก็ได้ตอบ
ตามความรู้ที่ผมมี ตอบทีละประเด็นที่หลายๆคนสงสัย สงสัยอะไรผมก็ตอบไปตามที่ผมจะตอบได้ มันเป็นเพียงแค่จุดๆหนึ่งใน วงกลมวงใหญ่ ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องของวงกลมวงใหญ่เลยครับ และผมคงไม่มีความสามารถที่จะอธิบายได้(ด้วยการพิมพ์)ครับ
เป้าหมายของชาวพุทธทุกคน ก็คือพระนิพพาน ผมก็มีเป้าหมายนั้นเช่นเดียวกันครับ
แต่ระหว่างทางที่เราจะไปถึงจุดหมายอันสูงสุด เราก็จะต้องรู้ก่อนนะครับว่า จะไปได้อย่างไร จะไปถึงได้ถึงได้ด้วยวิธีการอะไร เพราะระหว่างทางที่จะไปพระนิพพานนั้นไม่ใช่ไปได้แค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือชาตินี้ ชาติหน้า.... แต่อีกกี่ล้านชาติก็ไ่ม่อาจทราบได้ เี่ีราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎะสังสารอีกยาวไกล ... เพราะฉะนั้นเราควรจะรู้ว่าเราจะทำอย่างไร
ที่เราจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดพลาดตกไปอบายภูมิ มีชีวิตที่มีความสุขตลอดเส้นทางอันยาวไกล :46:
ส่วนในเรื่องของการทำบุญ โดยการไปกู้หนี้ยืมสิน หรือเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และพระเดชหลวงพ่อท่่านก็ไม่เห็นด้วยครับ
ผม(ไลท์) - แล้วที่ทำอยู่พี่แตงโมแน่ใจมั้ยครับ ว่าพี่แตงโมดีพอจะหลุดบาป จนพ้นอบายภูมิได้
ผม(ดาร์ค) - ส่วนตัวผม ผมคิดว่าการหยิบยกนู่นนี่มาพูด มันก็ยิ่งแตกประเด็นเพิ่ม เพราะ เหมือนถามอย่าง ก็เอาอีกอย่างมาตอบยังไงก็ไม่รู้ :09:
สำหรับผม การณ์อัศจรรย์มันคงไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอยู่แล้ว ใช่มั้ยครับหมอแมว :37:
สำคัญที่มยุราครับ (อันนี้มุข)
Quote from: เหม่ง 69 on 01 Jun 2008, 16:37 น.
ผม(ไลท์) - แล้วที่ทำอยู่พี่แตงโมแน่ใจมั้ยครับ ว่าพี่แตงโมดีพอจะหลุดบาป จนพ้นอบายภูมิได้
ผม(ดาร์ค) - ส่วนตัวผม ผมคิดว่าการหยิบยกนู่นนี่มาพูด มันก็ยิ่งแตกประเด็นเพิ่ม เพราะ เหมือนถามอย่าง ก็เอาอีกอย่างมาตอบยังไงก็ไม่รู้ :09:
สำหรับผม การณ์อัศจรรย์มันคงไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอยู่แล้ว ใช่มั้ยครับหมอแมว :37:
คนที่ชอบตอบในพันทิปว่ามี ไลท์กะดาร์คโหมดนี่คือ ...เองเรอะ :38:
ผม(ไลท์) - :21:
ผม(ดาร์ค) - :39b:
สรุปใช่ปะเนี่ย :37:
เห็นในกระทู้เฉลิมไทยบ๊อยบ่อย
Quote from: เหม่ง 69 on 01 Jun 2008, 16:37 น.
ผม(ไลท์) - แล้วที่ทำอยู่พี่แตงโมแน่ใจมั้ยครับ ว่าพี่แตงโมดีพอจะหลุดบาป จนพ้นอบายภูมิได้
ผม(ดาร์ค) - ส่วนตัวผม ผมคิดว่าการหยิบยกนู่นนี่มาพูด มันก็ยิ่งแตกประเด็นเพิ่ม เพราะ เหมือนถามอย่าง ก็เอาอีกอย่างมาตอบยังไงก็ไม่รู้ :09:
สำหรับผม การณ์อัศจรรย์มันคงไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอยู่แล้ว ใช่มั้ยครับหมอแมว :37:
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ที่แน่ๆ ก็จะหมั่นทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิ ไม่ให้ขาดครับ อันไหนที่เป็นบาป ผิดศีล ผิดธรรม ก็จะ(พยายาม)ไม่ทำครับ
Quote from: แตงโม หวานฉ่ำ on 01 Jun 2008, 15:21 น.
พี่ตั้ง ลองอ่านเนื้อเรื่องนี้ก่อนแล้วกันครับ แล้วพี่ตั้งค่อยถามผมอีกครั้งนะครับ
พอได้รับคำตอบนี้ ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้วครับ :22:
:30:
เอาน่า คนเรามีโลกส่วนตัวไม่เหมือนกัน :27:
ถึงจะตั้งใจอย่างไง เช็คเด้งก็ไม่ได้บุญนะครับ ระวังดีๆ :37:
ผมทำแต่เงินสด :52:
ตอบหมอแมวครับ
เป้าหมายหลักก็คือ พ้นทุกข์เข้านิพพานชิมิ
แต่เส้นทางที่จะไปนั้น มันไม่ใช่ปฏิบัติโป๊ะเดียว ได้เลย เรายังต้องเกิดอีกหลายชาติสร้างบารมี(ปฏิบัติธรรม)ไปเรื่อยๆ
จนบรรลุธรรม เป้นขั้นเป็นตอนเข้านิพพานไป
ในช่วงที่สั่งสมบารมีนี่แหละ ที่เราต้องประคับประครองตัวเอง ไม่ให้ตกอบายภูมิ
เพราะตกอบายไป ก็ทุกข์ เราไม่ชอบแน่นอนแล้วการเข้านิพพานเราก็ช้าลงด้วย
โดยละเว้นจากบาป และสั่งสมบุญเรื่อยไป
เพื่อให้เราได้มีชีวิตที่สุขสบายตั้งชาตินี้ และภพชาติต่อไป
โดยมีที่พักระหว่างทางคือ สวรรค์
อย่างเรื่อง เครื่องประดับสวรรค์ ที่จำลองมาแบบนั้นก็เป็นการ ทำให้เห็นภาพของอานิสงค์แห่งบุญได้ชัดเจนมากขึ้น
และเห็นภาพสวรรค์ชัดเจนยิ่งๆขึ้นไป
รู้ว่าทำบุญ ก็ได้อานิสงค์แห่งบุญ แต่มันมีอะไรมั่งละ
แตกต่างกันมั้ย ทำแบบนี้กับแบบนี้จะได้เหมือนกันมั้ย ฯลฯ
สรุปประเด็นมาได้ประมาณนี้ครับ ตกหล่นก็ขอคำชี้แนะด้วย
ความคิดเห็นส่วนตัวของผม
ก็อยากรู้เหมือนกันนะว่า ทำบุญแบบนี้แล้วมันได้ผลยังไง
เพราะผมทำบุญเป็นปกติตั้งแต่เด็กแล้ว
ถ้าถวาย mac book ละ ตูจะมีชุด mac book หรือป่าวว่า หน้าตาเป็นยังไง
น่าสนุกดีครับ แต่จุดประสงค์หลักๆที่ถวาย มันไม่ใช่ต้องการถวายเพื่อชุดหรือแหวนบนสวรรค์
จริงๆไม่ใช่เฉพาะในส่วนของ สวรรค์ เท่านั้นที่จำลองออกมา
นรก ก้ยังจำลองออกมาด้วย แล้วมันก็น่ากลัวมากๆ ผมกลัวตกนรกครับ
ถึงจะไม่ตกนรก แต่มาเจอกับ พวกวิบากกรรม นี่ก็น่ากลัวมากๆและพยายามหลีกเสี่ยงสุดๆ
ผมจะพยายามเรียบเรียงคำ ความหมาย ให้โดนคำถาม และสิ่งที่ต้องการถาม ให้ได้มากที่สุดครับ
แล้วก็ผมจะฉุนขาดเวลาเจอพวก ข้อความกวนตีน ตั้งป้อมด่า หยามหลวงพ่อ ไม่ให้ความเคารพต่อวัด
ก็ต้องขอโทษล่วงหน้านะครับ
สงสัย จะถามเพิ่มเติมในประเด็นนี้ ก็ถามต่อได้ครับ
หรือจะไปประเด็นอื่น
Quote from: หมอแมว on 01 Jun 2008, 16:10 น.
เคยมีผู้ถกเถียงกันไว้ในปัญหาพวกนี้ว่าทำไมพระสงฆ์หลายรูปที่มีชื่อเสียงจึงมีแนวทางการสอนไม่เหมือนกัน
พระบางรูป มีการปฎิบัติฝึกสติ ... กรรมฐาน ลักษณะสายพระป่า เช่นพระสายหลวงปู่มั่น
พระบางรูป ทำเครื่องรางของขลัง และเน้นไปทางอภินิหารมากกว่า เช่นหลวงพ่อคูณ
พระบางรูป เน้นสิ่งที่ดูแล้วเหมือนอภินิหาร หรือดูแล้วเป็นพุทธแบบบิดๆ(ในสายตาบางคน) เช่น ....
บางคนเชื่อว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนการเก็บSpare เพราะว่ามนุษย์มีจริตไม่ตรงกัน
ถ้าเอาตามพระไตรปิฏก ผมก็ว่านิพพานไม่มีความยาวความสูงหรือขนาด .... พระพุทธเจ้า ไม่เคยสอนให้ไปยึดติดกับอะไรทั้งนั้น
และหนทางไปสู่นิพพาน ก็น่าจะต้องมาผ่านที่มนุษย์ การเป็นเทวดาหรือสัตว์ในนรกภูมิไม่สามารถไปนิพพานได้
ดังนั้นการมานั่งบอกว่าถวายEarthquakeจะได้แหวนไอติม ถวายส้มตำปูได้สร้อยคอส้มตำ ถวายไอ้นั่น ได้ไอ้นี่ ในชั้นเทวดา
ต่อให้เป็นจริง มีพระที่ทำวิปัสนาไปเจอจริงๆ ก็ต้องทราบว่าไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก เพราะเรามุ่งสู่นิพพาน และเราไม่ควรไปเป็นเทวดา
ถ้าชาติหน้ามีจริง เราควรมุ่งนิพพาน หรือมิฉะนั้นก็มุ่งสะสมบุญบารมีเพื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง
แต่ในแง่มนษย์ ก็มีคนหลายเหล่า
ถ้าเราบอกว่าให้คนๆนี้มุ่งนิพพานและชาติหน้ามาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ .... จะมีกลุ่มนึงที่ไม่สนใจ เพราะรู้สึกว่าเป็นมนุษย์ไม่เห็นมีดีตรงไหน .... คนกลุ่มนี้กลับกันเราไปสอนว่าให้ทำบุญมากๆ นั่งสมาธิเยอะๆ จะได้ไปเป็นเทวดา
ถ้าเราบอกให้มุ่งนิพพาน แต่ด้วยชาติกำเนิดการศึกษาบังคับให้คนๆนั้นต้องประกอบอาชีพที่ไม่เหมาะสม สอนให้ไปนิพพานเขาก็ไม่มีวันสน ... จะสวดมนต์แม้สักคำก็ไม่มี ... ก็ต้องล่อด้วยการใช้เครื่องรางของขลัง
ดังนั้นเทคนิกต่างๆ ผมว่าไม่ผิด ...
ถ้าไม่มีธรรมกาย จะมีคนหมู่ใหญ่ที่ไม่เอาพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย ... และในกลุ่มนี้บางคนอาจจะกลายเป็นคนชั่วไปประกอบกิจชั่วรบกวนคนดีที่จะได้ไปนิพพานคนอื่นๆ
ถ้าไม่มีพระเครื่องหรือเครื่องราง อภินิหาร จะมีคนกลุ่มนึงที่ไม่สนใจอะไรเลยเหมือนกัน มุ่งสู่การทำชั่วอย่างเดียว
การมีอยู่ของพุทธศาสนาในลักษณะที่ไม่ตรงตามพระไตรปิฎกเป๊ะๆ น่าจะช่วยเก็บSpareคนบางกลุ่ม
ปัญหาคือ ถ้าควบคุมไม่ดี จะกลายเป็นมีแต่โทษ
ธรรมกายถ้าคุมไม่ดี จะกลายเป็นคำสอนว่าการทำทานมีอานิสงค์สูงสุด แล้วกลายเป็ฯว่าทำบาปอื่นเพื่อเอาเงินมาโป๊ะการทำทาน ก็ยังได้บุญ (อย่างเช่นกู้เงินมาทำบุญ จนคนที่บ้านจะอดตาย)
เครื่องราง ถ้าคุมไม่ดี ก็กลายเป็นพุทธพาณิชย์และมีมิจฉาชีพเอาไปเชื่อในทางผิดๆ (อย่างเช่นพวกเสือในสมัยก่อนที่เชื่อเรื่องพระเครื่องแล้วเอาไปปล้น ไอ้พวกนี้ก็เลว)
ปัญหาธรรมกาย จริงๆไม่ใช่เรื่องการทำบุญ แบบบ้าบุญ
เพราะถ้าเราจะนับอันนี้เป็นปัญหา มันก็เป็นกันแทบจะทุกวัด :05:
ซึ่งความจริงมันก็แย่นั่นแหละ
แต่ธรรมกายทำสิ่งที่แย่กว่านั้นมากนัก
คือการบิดเบือนคำสอน ในขั้นปลายสุดของศาสนาพุทธ ที่เรียกว่านิพพาน
เป็นการตัดยอด ตัดหลักสำคัญของพุทธศาสนาทิ้ง
สมมุติ ง่ายๆ เหมือนเดินไปปากซอย
เราต้องเดินไปจนถึงปากซอยเสียก่อน จึงจะพูดว่า "ถึงแล้ว ยัตต้า" ได้
แต่ธรรมกายสอนให้เดินไปแค่ครึ่งซอย แล้วพูดว่า "ถึงแล้ว ยัตต้า"
ซึ่งส่วนที่ขาดหายไปอีกตั้งครึ่งนึงมันเป็นส่วนที่สำคัญมาก
แล้วถ้าปล่อยไปแบบนี้ อนาคตเส้นทางที่เหลือมันขาดหายไป มันจะยุ่ง
เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากที่ใครจะมานั่งใต้ต้นไม้แล้วคิดวิธีดับทุกข์แบบหมดจดแบบพระพุทธเจ้าได้อีก
และปัญหาสำคัญอีกปัญหาที่ซ้อนอยู่ก็คือ หลักการสำคัญทางพุทธศาสนา ที่ธรรมกายเข้าไปแตะต้องล่วงเกินนั้น
เป็นหลักธรรมในระดับลึกซึ้ง เข้าใจได้ยาก
ความจริงหลักการยากๆพวกนี้เป็นเรื่องของพระ
พระคือคนที่ตั้งใจจะละทิ้งความทุกข์โดยสิ้นเชิง
คนธรรมดาที่ยังไม่ได้ตัดสินใจละทิ้งทั้งหมดก็ยังไม่จำเป็นต้องศึกษามันก็ได้
ผู้คนโดยทั่วไปก็เลยไม่ได้เอาใจใสศึกษามัน
ก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วธรรมกายทำอะไรผิด เพราะเราไม่เห็นภาพ ไม่เกี่ยวกับเรา
เราไม่ใช่พระนี่หว่า นิพพงนิพพานอะไร ไม่ได้สนใจจะไปอยู่แล้ว
แต่ถ้ามันเพี้ยนไป (เพราะเจ้าธรรมกายนี่ละ)
ในอนาคต เกิดลูกหลานเราอยากบวชปฏิบัติจริงจังขึ้นมา
แต่องค์ความรู้มันถูกทำลายผิดเพี้ยนไปแล้ว มันไม่สามารถกู้กลับไปยังจุดๆเดิมได้ครับ
ใครมีกล้องก็นึกซะว่า
สมมุติว่ามีกล้องของใครไม่รู้วางอยู่อันหนึ่ง
จากนั้นก็มีใครไม่รู้เดินมาเอานิ้วมาถูหน้าเลนส์กล้องตัวนั้นอย่างเมามัน
แล้วผมก็เห็น มันไม่เกี่ยวกับผมหรอก แต่ของดีๆมันจะเสีย
...โอเคเย็นละ
ที่วัดพระธรรมกายไม่ได้ตัดยอดที่เรียกว่า พระนิพพาน ออกหรอกครับ
ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้
เราให้ความสำคัญกับ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน และ ไม้ค้ำยัน
เพื่อให้ต้นไม้นั้นมันเติบโต กลางแดดและพายุฝนไปได้
บางคนเดินผ่านมาแล้วบอกรำคาญ ไม้ค้ำยัน "มันไม่ใช่ส่วนของต้นไม้นั้น"
"ต้นไม้สมัยก่อนไม่เห็นต้องใช้ไม้ค้ำยันเลย" "บางต้นไม่ต้องทำอะไรเลยก็โตได้"
สภาพอากาศและดินในแต่ละพื้นที่ มันก็แตกต่างกันไป การดูแลก็แตกต่างกันไป
เราแค่เลือกวิธีที่ได้ผลมากที่สุด และเหมาะสมมากที่สุด
บางก็เดินมาสะดุดไม้ค้ำแล้วก็ พาลโกรธไม้ค้ำแล้วก็พาลโกรธต้นไม้และอื่นๆไปด้วย
ประมาณนี้มั่ง :16:
ปล.ผมมีกล้อง ผมจะปิดฝาหน้าเลนส์ทุกครั้งหลังใช้และเก็บใส่กระเป๋าครับ ไม่เคยวางทิ้ง
ต้นมะยม มันก็ต้องออกลูกเป็นมะยม
ถ้าต้นมะยมออกลูกเป็นมะละกอ ก็ผีหลอก เป็นไปไม่ได้
และถ้าธรรมกายไม่ได้สอนผิดเพี้ยน
สร้อยตำปูก็จะไม่มีออกมาให้เห็นหรอกครับ
แต่ปลูกถั่วเขียว ได้ถั่วงอกนะครับ
ตูกะแล้วว่าต้องมีคนเล่นมุขดี :12:
ก็ไม่ได้เพี้ยนนี่ครับ
รออ่านของณัฐต่อ รู้สึกว่าเขียนถูกใจทุกครั้งเลย :12:
ชาร์ปใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ตอบ (เอ๊ะ พูดแบบนี้หลายครั้งละนี่หว่า)
Quote from: แตงโม หวานฉ่ำ on 01 Jun 2008, 16:34 น.
เป้าหมายของชาวพุทธทุกคน ก็คือพระนิพพาน ผมก็มีเป้าหมายนั้นเช่นเดียวกันครับ
ผมเป็นชาวพุทธครับ
แต่ไม่ต้องการนิพพานครับ
เอ๊ะ ได้ไหมนะ ต้องได้สิ
ผมค่อยๆตอบเต็มที่สุดละครับ พี่แอนก็แนะนำหน่อยก็ดีนะครับผมเป็นยังไง
แค่นี้ผมไม่รู้เรื่องอ่ะ
เรื่องเป้าหมาย ของผมแบ่งเป็นระดับอ่ะ
บนหึ้งแน่นอน นิพพาน
แต่ปัจจุบัน คือความสุขในชีวิตชาตินี้และชาติหน้า
ทำแล้วสุขใจก็ได้บุญ
อย่างไรก็ตามทำบุญกับใครก็ตาม
อย่าลืมพระอรหันต์ในบ้าน ทำบุญเลี้ยงพระ
บริจาคเงินทองมากมาย ไปวัดประจำ
แต่! พ่อ แม่ ที่บ้านลำบาก เหงา นั่งรอคอยลูกหลานไปหา
ถวายข้าวพระทุกวัน แต่ไม่เคยหาข้าวให้พ่อแม่กิน ถูกหรือ
บุญ ทำที่ใด อย่างไรก็ได้บุญถ้าทำด้วยใจ มากน้อยไม่สำคัญ
ไม่มีเงินเห็นคนทำแล้วยินดีด้วยก็คือบุญ
อย่าไปหวังว่าทำแล้วต้องได้อะไร ได้สิ่งใด ทำแล้วสุขใจก็เพียงพอ :46: :46:
ขออนุญาติประชาสัมพันธ์นะครับ
ขอเชิญชวนทุกๆ ท่านร่วมตักบาตร ณ สถานที่ใกล้บ้านท่าน กับโครงการตักบาตรพระ 500,000 รูป 76 จังหวัดทุกวัดทั่วไทย
(http://img2.f0nt.com/thumb/3dfd851d6e624b2346b6ef89d59c0b6f.jpg) (http://img2.f0nt.com/04/3dfd851d6e624b2346b6ef89d59c0b6f.jpg)
วัน/เดือน/ปี สถานที่ จำนวน(รูป) ติดต่อ
เดือนมิถุนายน
ศ. ที่ 6 มิ.ย. 51 อ.เมือง จ.นครนายก * 1,000 083-5404850
ส ที่ 7 มิ.ย. 51 จ.ลพบุรี * 1,000 084-9229923
ส. ที่ 7 มิ.ย. 51 อ.โพธาราม จ.ราชบุรี * 1,250 081-4054806
อา ที่.8 มิ.ย. 51 จ.ขอนแก่น * 1,250 081-8718020
อา. ที่ 8 มิ.ย. 51 จ.เชียงราย * 1,000 083-5407874
อา. ที่ 8 มิ.ย. 51 จ.ชัยนาท * 1,000 084-9229923
อา. ที่ 8 มิ.ย. 51 จ.หนองบัวลำภู * 1,000 089-6677669
อา. ที่ 8 มิ.ย. 51 อ.เมือง จ.สงขลา * 1,000 081-5966833
พ ที่ 11 มิ.ย.51 ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กทม. * 1,000 089-7002110
อา. ที่ 15 มิ.ย. 51 จ.พิจิตร * 3,500 081-9736974
พ. ที่ 18 มิ.ย. 51 จ.น่าน * 1,000 089-7771132
ส.ที่ 21 มิ.ย. 51 จ.สกลนคร * 1,000 089-6677669
ส.ที่ 21 มิ.ย. 51 ถ.เทศบาล 3 อ.เมือง จ. จันทบุรี * 1,000 083-5404810
ส.ที่ 21 มิ.ย. 51 นันทอุทยาน สโมสร ทหารเรือ * 1,250 081-6328302
ส.ที่ 21 มิ.ย. 51 อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ * 1,280 081-7169609
อา ที่ 22 มิ.ย. 51 จ.ชัยภูมิ * 3,500 081-5474581
อา ที่ 22 มิ.ย. 51 จ.นครศรีธรรมราช 1,000 081-3007870
ส. ที่ 28 มิ.ย 51 จ.สมุทรสาคร * 1,250 089-7719286
ส. ที่ 28 มิ.ย 51 จ.ชลบุรี(หน้าที่ว่าการอำเภอเม ือง) * 3,500 081-8751906
อา. ที่ 29 มิ.ย. 51 ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 เขตดุสิต 9999+9 081-9394993
อา. ที่ 29 มิ.ย. 51 จ.อ่างทอง 1,000 084-9229923
เดือนกรกฎาคม
12/07/51 จ.หนองคาย * 1,000 089-6677669
12/07/51 จ.นครราชสีมา ณ ลานย่าโม ** 10,999 089-6997362
12/07/51 สถานีกองทัพบก ( ททบ 5 ) 5,000 085-0710190
12/07/51 สี่แยกท่าน้ำบางโพ เขตบางซื่อ กทม. * 1,000 081-6322303
13/07/51 สุโขทัย * 1,000 089-7768703
16/07/51 จ.สระบุรี * 2,552 085-9009951
20/07/51 จ.ชัยภูมิ(อ.จัตุรัส) * 3,500 081-5474581
20/07/51 อ.สะเดา จ.สงขลา 500 081-3007870
26/07/51 จ.อุดรธานี * 1,000 089-6677669
27/07/51 จ.อุตรดิตถ์ * 1,000 083-5404922
27/07/51 ถ.วิเศษกุล อ.เมือง จ. ต รัง * 1,000 083-5928658
27/07/51 จ.เพชรบุรี * 1,000 081-6320489
เดือนสิงหาคม
02/08/51 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอซ์แลนด์ * 1,500 085-321367
02/08/51 เซ็นทรัล พระราม 2 * 3,500 081-8701759
09/08/51 สวนรถไฟ JJ 100 083-5405621
09/08/51 จ.แพร่ * 1,000 083-5404922
09/08/51 ถ.เยาวราช เขตป้อมปราบ กทม. ** 10,008 081-3985132
10/08/51 เชียงใหม่ * 1,000 081-5301954
12/08/51 ระยอง * 2,551 083-5405621
12/08/51 อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ * 1,200 081-7181175
17/08/51 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา * 2,000 081-5999040
เดือนพฤศจิกายน
16/11/51 จ.แม่ฮ่องสอน * 1,000 083-5405055
เดือนธันวาคม
05/12/51 สวนรถไฟ JJ 100 083-5405621
05/12/51 จ.พิษณุโลก * 1,000 081-3070080
08/12/51 มีนบุรี * 1,000 081-5551344
10/12/51 จ.เชียงใหม่ * 1,000 081-5301954
พิจิตร 500 089-8590245
03/12/51 จ.ระยอง 10,000 083-5405569
ปรับปรุงล่าสุด: 03/06/51
หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.dmc.tv/pages/New_news/Alms_giving_500000_monks.html
ตักบาตรที่จันทบุรี 21 มิย. อ่ะ ผมไป วันศุกร์กลับอาทิตย์เย็น
พี่แตงไปกับผมป่าว :37:
ปล.พี่แตงไม่แจ้งข่าวบวชเข้าพรรษาด้วยละ
ชอบตักบาตรแบบนี้ของมช.
นักศึกษาไปยืนรอกันตั้งแต่เช้าในหน้าหนาว หมอกจางๆ
พระเดินลงมาจากดอย(ฝายหิน)
บรรยากาศดีสุดยอด
โรงเรียนก็จัดทุกปี
เวลาไปตักบาตรแบบนี้ใส่อะไรกันบ้างคะ
เห็นเพื่อนๆดาชอบใส่มาม่า
แต่ดาไม่ชอบอะ รู้สึกว่า พระคงไม่จำเป็นต้องฉันมาม่าหรอก ให้เป็นข้าวสารดีกว่า
แล้วยิ่งพวกน้ำส้มขวดละห้าบาท เซียงไฮ้อีก ดาว่ามันไม่อร่อยอะ น้ำตาลสูงด้วย พระจะฉันเหรอ
ผมจะดูเป็นกรณีไปนะดา
อย่างวันที่เป็นจำพวกวันสำคัญ เช่นวันพระ หรือ สงกรานต์ คนทำบุญเยอะๆ
ผมก็จะใส่ของแห้ง อาจเป็นข้าวสาร หรือ มาม่า ของกระป๋อง นม อะไรพวกนี้
เพราะคิดว่า ยังไงของพวกนี้ก็เก็บได้ ไปแจกคนอื่นต่อก็ได้
หรือจะส่งไปบริจาควัดอื่นๆที่ขาดแคลนก็น่าจะได้มากกว่า
จริงๆ มาม่า ก็ง่ายนะ ถ้าจะบริจาคเพราะข้าวสารบางทีก็ต้องไปหุงต่ออีก มันยุ่งยากกว่าที่จะฉันหรือทานน่ะ
แต่ถ้าวันปรกติทั่วไป ผมจะใส่เป็นของสดและอาหารไว้ฉันเป็นมื้อๆไปมากกว่า
เพราะคิดว่า คนอาจใส่ไม่เยอะแล้วท่านก็จะได้ฉันได้
ส่วนเรื่องน้ำส้ม ขนมเด็กๆ ส่วนใหญ่จะไม่ใส่ครับ :37:
ใส่เป็นผลไม้แทนมากกว่า เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าขนม
แบบเดินๆตอนเช้าๆ ชอบใส่ หมูปิ้ง ครับหรือไม่ก็พวกอาหารที่ผมกินตอนเช้าอ่ะ
ถ้ามีเณรเดินมาด้วยจะใส่พวกขนม เลย์ ประมาณนี้อ่ะครับ
ถ้าบิณฑแบบที่โรงเรียนจัด ผมใส่มาม่าอ่ะครับ
เพราะเคยจัดตอน ม.4-6 ถ้าใส่อาหารสดแล้วมันจะเละคาเข่งใส่อาหารอ่ะครับ
อะ ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งก็ต้องใส่แห้งๆสิ
ที่โรงเรียนบอกไว้เลยอะว่างานโรงเรียให้ตักข้าวสารอาหารแห้ง
ส่วนใหญ่ที่เพื่อนเอามาตักก็จะมี มาม่า ไวไว ยำยำ เซียงไฮ้ ลูกอม น้ำเปล่า
ปีที่แล้วดาใส่หมี่ขาวแบบแห้งแหละ
ใส่เพราะชอบกิน :30:
Quote from: O.D.M. on 04 Jun 2008, 10:32 น.
ผมจะดูเป็นกรณีไปนะดา
อย่างวันที่เป็นจำพวกวันสำคัญ เช่นวันพระ หรือ สงกรานต์ คนทำบุญเยอะๆ
ผมก็จะใส่ของแห้ง อาจเป็นข้าวสาร หรือ มาม่า ของกระป๋อง นม อะไรพวกนี้
เพราะคิดว่า ยังไงของพวกนี้ก็เก็บได้ ไปแจกคนอื่นต่อก็ได้
หรือจะส่งไปบริจาควัดอื่นๆที่ขาดแคลนก็น่าจะได้มากกว่า
จริงๆ มาม่า ก็ง่ายนะ ถ้าจะบริจาคเพราะข้าวสารบางทีก็ต้องไปหุงต่ออีก มันยุ่งยากกว่าที่จะฉันหรือทานน่ะ
แต่ถ้าวันปรกติทั่วไป ผมจะใส่เป็นของสดและอาหารไว้ฉันเป็นมื้อๆไปมากกว่า
เพราะคิดว่า คนอาจใส่ไม่เยอะแล้วท่านก็จะได้ฉันได้
ส่วนเรื่องน้ำส้ม ขนมเด็กๆ ส่วนใหญ่จะไม่ใส่ครับ :37:
ใส่เป็นผลไม้แทนมากกว่า เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าขนม
:12: เห็นด้วยครับ
ผมก็ใส่แต่ มาม่าหมูสับครับ
เพราะชอบกิน :30:
น้ำเปล่านี่ผมไม่เคยใส่แฮะ
Quote from: ไอ้ชาร์ป>22 on 04 Jun 2008, 10:38 น.
ผมก็ใส่แต่ มาม่าหมูสับครับ
เพราะชอบกิน :30:
น้ำเปล่านี่ผมไม่เคยใส่แฮะ
ใส่ไว้เผื่อใช้ต้มมาม่า ไงครับ ชาร์ป :42:
ครับ ผมเห็นด้วยกับการที่เราทำบุญมากแล้วได้มาก
ทำดีได้ดี ทำดีได้ชั่ว ก็มีในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
ผู้มีกำลังทรัพย์ย่อมเข้าถึงบุญได้มากกว่าผู้กัดฟันหาเช้ากินค่ำ
บุญเกิดที่ใจของเรา ถ้าอยากได้บุญต้องทำใจใสๆ
มีทรัยพ์มาก ได้ทำทาน สม่ำเสมอ ก็เลยมีบุญมากครับ
:46:
:25: :33: :46:
ตอนนี้จัดตักบาตรทั่วประเทศ รวมพระแล้วได้ประมาณครึ่งแสนแล้วครับ
เอาภาพงานตักบาตรที่ผ่านมา มาฝากครับ
เริ่มด้วย ตักบาตรที่เซ็นทรัลเวิลด์
(http://img2.f0nt.com/05/c1b7fdd0ab6126709830b56089f9f4cc.jpg)
(http://img2.f0nt.com/04/b08141abf571e8e6d1be8097c7cee28b.jpg)
ตักบาตรที่ชัยภูมิ
(http://img2.f0nt.com/05/95339e623d405c749f9f8d8bea2839da.jpg)
ตักบาตรที่ 10,000 รูปครั้งแรกที่จังหวัดลำพูน
(http://img2.f0nt.com/05/2a4c5e330f2c241b76554eeb8967619d.jpg)
(http://img2.f0nt.com/05/8b08a12aa877cea9e0489b80704ae659.jpg)
ตักบาตรที่หาดใหญ่
(http://img2.f0nt.com/05/ae12c56c4f905d293cd8004b35c828ad.jpg)
:46:
:08:
โอ้ว เยี่ยม :25:
อนุโมทนา ต่อเจตนาที่บริสุทธิ์ :46:
เวทนา ต่อ เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ :41:
ข้อดีของธรรมกายมีอยู่มาก แต่ข้อเสียของธรรมกายกลับมีอยู่มากยิ่งกว่า
อนุโมทนาบุญด้วยครับ :46:
Quote from: ณต on 05 Jun 2008, 02:25 น.
อนุโมทนาบุญด้วยครับ :46:
เป็นภาพที่สวยงาม :46:
แต่มาขวางถนนแบบนั้น รถวิ่งยังไงคะ คนอื่นไม่เดือดร้อนเหรอ
อ้าว ไม่ใช่จู๋ยุบสภาฯ :14:
Quote from: คนบุ๋มตัวน้อย on 05 Jun 2008, 02:27 น.
เป็นภาพที่สวยงาม :46:
แต่มาขวางถนนแบบนั้น รถวิ่งยังไงคะ คนอื่นไม่เดือดร้อนเหรอ
อ้าว ไม่ใช่จู๋ยุบสภาฯ :14:
:30: :30: :30:
พี่แตงครับ ย่อรูปหน่อยก็ดีนะครับ :37:
ี
ทำยังไงอ่ะ :09:
โอ้ว อลังการ
ฝรั่งมาเห็นจะงงไหมนี่
นักรบธรรม
ไข้แดกไปสี่วัน กลับมาแร้วครับ :08:
ที่แปดริ้วตักบาตร 5 พันรูป ยาวเป็นเครื่องโบอิ้งกันเลยทีเดียว
แล้วพี่โก้รู้สึกอย่างไรบ้างคะ กับเหตุการณืที่เกิดขึ้น :25:
ไม่รู้สึกอะไรครับ เฉยๆ :08:
รถวิ่งยังไงอะคะ เต็มถนนขนาดนั้น :09:
ปล. ไม่เกี่ยวกับจู๋ยุบสภาฯนะ ถามเพราะอยากรู้จริงๆค่ะ
รถก็เบี่ยงวิ่งทางอื่นไงครับ วิ่งทางนั้นไม่ได้ พระเต็ม
อ่อค่ะ :46:
อ้าว ยังไม่จบเหรอสำหรับธรรมกาย
แถวบ้านผมก็มีเหมือนกัน
ได้ข่าวมานานแล้วเรื่องถวายพระพันรูป มีสมเด็จหนเหนือเป็นประธาน
พึ่งรู้ว่าธรรมกายจัดนะเนี่ย (ว่าแล้วไง ร้อยวันพันปีไม่มีใครเคยจัด)
อนุโมทนาสำหรับ "บุญ" นะครับ :46:
สาธุ :46:
ผมเพิ่งเห็นกระจู๋นี้ แต่ได้ยินมากลายๆ
อ่านช่วงหน้าแรกๆ แล้วข้ามมาสิบหน้าหลังเลย
รู้สึกว่าสาระสำคัญไม่ต่างกันเท่าไหร่
สำหรับผมเคยคลุกคลีอยู่กับ DMC พอประมาณครับ ตอนเด็กๆ เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น
พอโตมา ผมอยู่สายวัดป่า(อรัญวาสี)มากกว่าแล้วครับ แต่ก็ยังไม่ห่างจากวัด(คามวาสี)บ้านนัก
ขอตามอ่านส่วนอื่นๆ ดูก่อนนะครับ
Quoteดูรายการจุดเปลี่ยน เรื่องเกี่ยวกับถังสังฆทาน
เขาจับแกะถังสังฆทานที่วางขายทั่วไป
พบว่าเกินกว่าครึ่ง ล้วนไม่ได้มาตรฐาน
ผ้าขนหนูก็รุ่ยๆ ผ้าสบงก็บางจ๋อย ชาก็เหม็น
ธูปก็สั้นๆ จุดยาก ไฟฉายก็พังง่าย
รวมถึงทำแบบสอบถามไปยังพระสงฆ์ว่า
จริงๆ แล้ว พระสงฆ์ต้องการสิ่งใดกันแน่
* ยาสระผม ใช้เวลาปลงผม
* อุปกรณ์ทำความสะอาด ไม้กวาด ไม้ถูพื้น
ผงซักฟอก น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างจาน
* เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
* ผ้าขนหนูสีสุภาพ เนื้อดี
* ยารักษาโรคพื้นฐาน
* หนังสือ นิตยสาร
* ผ้าไตรจีวรที่มีคุณภาพ
* ใบมีดโกนสองด้าน ยิลเลต
* เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน สมุด ปากกา กระดาษ
เหล่านี้คือสิ่งที่พระต้องใช้ แต่กลับไม่ค่อยมีผู้ถวาย
ในถังสังฆทานก็ไม่ค่อยจะจัดไว้ หรือมีก็ไร้คุณภาพ
ขอแทรกความเห็นส่วนตัว ที่สำคัญมากอีกอย่างคือ
สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟันดีๆ เพราะพระก็ต้องรักษาความสะอาดเหมือนกัน
ควรจัดหาแบบที่เราใช้นั่นแหละ ไปถวายพระสงฆ์
:12:
เอามาจาก สิ่งที่พระสงฆ์ต้องการจริงๆ... (http://kohsija.exteen.com/20080621/entry) จ้ะ
เหมือนจะเคยอ่าน
ประมาณว่ายาที่อยู่ในถังก็หมดอายุ
เคยจะทำสังฆทานด้วยโลชั่นกันผิวแตกกับลิปมัน แต่เพื่อนไม่ให้ทำ
แต่นะ เชียงใหม่อากาศเย็นจะตาย หน้าหนาวก็ต้องมีผิวแตกคันกันบ้างแหละ
ใส่โลชั่นไม่ได้เหรอ :37:
ได้ครับ เล็งเห็นประโยชน์แล้วจึงทำ ดีทั้งนั้นเลย เหมือนคิดก่อนทำเลยนะ :12:
คิดแล้ว แต่ไม่ได้ทำต่างหาก :37:
จริงๆ มันก็เสี่ยงเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าท่านจะใช้เหมือนดังเจตนาที่เราต้องการให้เป็นหรือเปล่า
เพราะเดี๋ยวนี้ เจตนาเพื่อให้เป็นยากับเครื่องสำอางมันแยกกันไม่ค่อยออก งั้นก็หาโลชั่นที่
ไม่ค่อยมีกลิ่นละกันเหรือจะเอาเป็นน้ำมันมะกอกก็ดีนะ
กำลังจะถามพอดีว่ามันถือเป็นเครื่องสำอางค์หรือเปล่า :09:
เพื่อความแน่นอน ถ้าต้องการถวายเพื่อให้ได้ใช้เป็นยา ก็เอาเป็นพวกน้ำมันมะกอกอะไรแบบนี้ดีกว่า
เหมาะกว่า
ตอนผมธุดงค์บนดอยเนี่ย ลิปมันกับสารส้ม นี่สิ่งจำเป็นเลย :15:
ขุดนิดนึงครับ
เผื่อใครจะยังไม่รู้ว่า 22 เมษายนนี้มีแคมเปญ "ทุ่มสุดฤทธิ์ ปิดเจดีย์"
http://www.prachatai.com/05web/th/home/16543 (http://www.prachatai.com/05web/th/home/16543)
Quote"ทุ่มสุดฤทธิ์...ปิดเจดีย์" เป็นแคมเปญล่าสุด ที่เชิญชวนให้ "ผู้มีบุญ" มาร่วมสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวกว่า 700,000 องค์ ประดิษฐานภายในมหาธรรมกายเจดีย์ เนื่องในโอกาสพิเศษคือ "วันคุ้มครองโลก" และเป็นวันเดียวกับวันเกิดของ "หลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์" 22 เมษายนนี้
ในงานนี้มีสปอตเป็นเพลงแปลงจากบังอรเอาแต่นอนด้วยนะ - "นอนๆๆ ปิดเจดีย์แน่นอน" :30:
โห เจ๋งอ่ะ
Quote from: กาปุกเอง on 25 Apr 2009, 17:36 น.
บุญ ตามนิยามของธรรมกาย จากหนังสือ บุญ 22 เมษายน 2552
พิมพ์ สี่สี กระดาษอาร์ตมันอย่างดี อาร์ตเวิร์คไฮโซ :12: ต้นทุนแพงน่าดู
บุญคือพลังงาน ชนิดหนึ่งที่มีอานุภาพมาก
ถึงเราจะไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เราก็สามารถรับรู้ได้ว่า บุญมีจริง
สังเกตได้จาก เวลาที่เราตั้งใจทำความดี
เช่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาจะมีบุญเกิดขึ้น
และหลั่งไหล ...
...
...
อีกสามหน้า
(http://img3.f0nt.com/25/1708c019a3e680449afd585a04728cda.jpg)
นึกว่าโฆษณาธนาคารออมสิน :07:
รู้สึกว่า ช่วงนี้ธรรมกายโกอินเตอร์มาก
ขนาดแอด ยังออกแนวญี่ปุ่นเลย
พื้นขาว มีข้อความโดนๆ
ล่อให้เราทำบุญเยอะๆ
ว่าแต่ แย่เลย
เค้าบอก ทำบุญสร้างพระธรรมกาย 22 เมษายนนี้ เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
ขายบ้านไม่ทันเลย :05:
โชคร้ายที่เกิดมาจน ไม่มีสิทธิ์ได้ ทำบุญขนาดนี้
ขนาดผมไปกรรมฐานบนเขา 7 วัน กินข้าวกินน้ำแถมให้เขาซํกผ้าให้ด้วย ยังทำบุญไปแค่ 7 บาทเอง :05:
มีอาร์ตเวิร์กให้ดูอีกไหมปุก
ชอบพวกการออกแบบของเขาอ้ะ เท่สะอาดดี
มีเพียบเลย
เค้าจะให้มาเป็นเซ็ต
แบ่งออกเป็น แนวกฏแห่งกรรม
แนวนี้ เหมาะกับคนดวงตก ป่วยหนัก
หรือ รู้สึกว่าชีวิตล้มเหลว ไร้ทางพึ่ง
อ่านแล้ว จะรู้สึกอยากทำบุญให้ถูกวิธี
เพื่อตัดกรรม ทำให้ชีวิตรุ่งเรือง
เล่มที่สอง เหมาะสำหรับ ผู้ชอบงานอาร์ตเวิร์คสวยๆ
มีข้อความแทงใจ อิงวิทยาศาสตร์
เหมาะกับคนที่มีการศึกษา และไม่ค่อยเชื่ออะไรพวกนี้
แต่อยากลองทำเล่นๆดู เพื่อฟลุคชีวิตดีขึ้นก็ไม่เสียหาย
คนอ่านเล่มสองนี้นะ
ถ้าทำบุญ แล้วช่วงชีวิตช่วงนั้นดีขึ้น ติดต่อกันหลายๆครั้ง
อาจทำบุญชนิด ถวายหัวได้เลยล่ะ :05:
เล่มที่สาม จะแสดงความยิ่งใหญ่ของวัด
และการทำบุญแบบ สุดยอดวิธีแห่งการสร้างบารมี
เล่มนี้ เหมาะสำหรับคนเวลาน้อย อยากทำทีเดียวแต่ได้
บุญกองโต เหมาะสำหรับคนประเภทแม่ตู
ที่มีความคิดบวกกับการทำบุญอยู่แล้ว
(http://img3.f0nt.com/26/e90e8a06f4c8b71103f408ed66fb0e3e.jpg)
ดูผ่านๆ นึกว่างานวินทร์ เลียววาริณ :30:
Quote from: กาปุกเอง on 26 Apr 2009, 12:01 น.
(http://img3.f0nt.com/26/e90e8a06f4c8b71103f408ed66fb0e3e.jpg)
ดูผ่านๆ นึกว่างานวินทร์ เลียววาริณ :30:
:37:/
ผมไม่ทราบว่าใครเป็นทำอาร์ตเวิร์คพวกนี้นะครับนะครับ
แต่ทราบอย่างนึงว่า มี อ. ที่คณะคนนึงศรัทธาธรรมกายมาก
(จริงๆใช้คำว่าศรัทธายังน้อยไป) เวลานั่งรถคณะไปวาดรูปต่างจังหวัด
แกก็จะพาแวะธรรมกาย และเวลาแสดงงานของอาจารย์ประจำปี
แกก็จะทำงานที่สร้างจากความศรัทธาในธรรมกาย
บุคลิกปกติของแกคือ ดูเพี้ยนคุยไม่รู้เรื่อง หน้าเหมือนคนอมทุกข์
แกทำงานให้กับธรรมกายด้วย ก็น่าจะทำพวกดูแลอาร์ตไดเร็คชั่นล่ะมั้ง
เออ อาร์ตเวิร์กใช่เลยนะเนี่ย
แต่สำนวนยังไม่ถึง
เพื่อนอยู่แถวตลาดไทย ได้โบรชัวจากธรรมกายประจำเลย
มองจากด้านตลาดไทยจะเห็นแสงไฟสว่างมาก :56:
Quote from: เก้อ on 26 Apr 2009, 15:18 น.
ผมไม่ทราบว่าใครเป็นทำอาร์ตเวิร์คพวกนี้นะครับนะครับ
แต่ทราบอย่างนึงว่า มี อ. ที่คณะคนนึงศรัทธาธรรมกายมาก
(จริงๆใช้คำว่าศรัทธายังน้อยไป) เวลานั่งรถคณะไปวาดรูปต่างจังหวัด
แกก็จะพาแวะธรรมกาย และเวลาแสดงงานของอาจารย์ประจำปี
แกก็จะทำงานที่สร้างจากความศรัทธาในธรรมกาย
บุคลิกปกติของแกคือ ดูเพี้ยนคุยไม่รู้เรื่อง หน้าเหมือนคนอมทุกข์
แกทำงานให้กับธรรมกายด้วย ก็น่าจะทำพวกดูแลอาร์ตไดเร็คชั่นล่ะมั้ง
เค้ามีส่วนทำพวกสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ครับ ส่วนภาพนิ่งก็เป็นอีกส่วน
ดูเหมือนจะมีพระรูปนึงเคยเป้นกราฟฟิคดีไซน์จบนอกด้วย
บางงานก็ทำเองแล้วแต่หน่วยงานมั้งครับ แต่ถ้างานใหญ่ๆสวยๆจะมีส่วนที่ทำของเค้าอยู่ :30:
มีอินเฮาส์ซะด้วย :37:
อย่าให้ข้อความโดนใจกว่านี้เลย
แค่รูปบางรูป กลุ่มผู้ศรัทธา ก็ยิ่งกว่าเสื้อเหลือง มารวมกับเสื้อแดงแล้ว :05:
ใน ศตวรรศ ที่ 20 โลกมนุษย์ ถึงกาลมหากุศล
เมื่อสองบุญมหึมา ปะทะกัน ความยิ่งใหญ่จึงอุบัติ
ผลบุญจะแผ่ซ่านปฐพี กรรมดีจะทะลุทะลวงทุกสรรพสัตว์
วัดทั้วล้าต้องศิโรราบ คนทั้งโลกจะกล่าวขาน ขนานนาม อภิดับเบิ้ลมหาบุญที่โคนนนท้างงงงโลกกกกรอคอยยยยยย....
:30: จ๊ากกรี๊ย์ย์
น่าเอาไปเสนอให้ทางวัดทำเป็นโปสเตอร์นะครับ
เร้าใจกว่าทรานฟอร์มเมอร์อีกอ่ะ :30:
สุดยอดเทรลเลอร์ :30:
จริงแล้วผมเพียงแค่ขยายความ นะครับ :37:
:30: โคตรฮาอ่ะ จักรี
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7897046/Y7897046.html (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7897046/Y7897046.html)
ความยิ่งใหญ่ของคนเรามันไม่เหมือนกันจริงๆ :46:
ผมรักจั๊กรีจริงๆ :12:
นั่งอยู่หน้าคอมแท้ๆ
แต่ได้กลิ่นไอดินไอฝน
กลิ่นฉ่ำของป่า ของต้นไม้ ผุดออกมาจากจอเลยครับ :12:
ขุด
จริงๆ ก็กรี๊ดท่าน ว.มานานแล้ว
แต่ไม่คิดว่ารายการคาวโลกีย์อย่างวู้ดดี้จะสัมภาษณ์ท่าน
ก็เลยนั่งดู (ปกติเปิดไว้แก้เงียบเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจดู)
แล้วก็ชอบมากครับ
เนื้อหาแบบเดียวกะในอะเดย์ฉบับพระพุทธศาสนาเลยแหละ
ใครไม่ทันดูก็ดูนี่เลยจ้ะ
PANTIP.COM : A8395705 รวบรวมคำสอน..คำคมของท่าน ว. วุฒิชัย จากรายการวู้ดดี้ฯ [วิทยุ-โทรทัศน์] (http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8395705/A8395705.html)
พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [1/4] (http://www.youtube.com/watch?v=tQSFP6qIuWk&feature=player_embedded#normal)
พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [2/4] (http://www.youtube.com/watch?v=gSMy3kF91x8&feature=player_embedded#normal)
พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [3/4] (http://www.youtube.com/watch?v=XvBzsX9XJSo&feature=player_embedded#normal)
พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [4/4] (http://www.youtube.com/watch?v=92MIxxAFwlU&feature=player_embedded#normal)
เป็นวู้ดดี้ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยแหละ :12:
กลับมาไม่ทันดู ตั้งใจไว้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว :25:
สุดยอดมอดดี้มาก
ไม่เสียดายเวลาที่อดหลับอดนอนดู :12:
:12:
เพิ่งดูจบครับ สุดยอดมาก ขนลุกเลย...
เจ๋งอ่ะ :12:
Quote from: จักรี on 08 Oct 2009, 13:09 น.
เพิ่งดูจบครับ สุดยอดมาก ขนลุกเลย...
ซาบซึ้งจนขนลุก?
ปวดขี้ครับ :47:
///
เพิ่งดูคลิปท่าน ว.วชิรเมธี จบ
ชอบมากๆ :12:
ตรึกโป๊ะ
รายการชีพจรโลกวันอังคารก็มีนะครับ
HipTv : ย้อนอดีต กว่าจะเป็น ว.วชิรเมธี (http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?SelectSpeed=256k&id=24254)
มีคนทวีตบอกว่าเจ๋งกว่าที่มาออกในวู้ดดี้อีก
แต่ยังไม่ได้ดู (ตอนนี้อู้ดูอย่างอื่นอยู่) เดี๋ยวไว้ดูที่บ้าน
ขอบคุณค่ะพี่แอน :25:
ไม่นึกจริงๆ ว่าแอนจะนิยมท่าน ว. ด้วย :53:
นึกว่าจะเฉยๆ
นั่นแหละ อย่าดูคนที่หน้าตา
ถึงจะเห็นแอนหน้าตาแบบนั้นก็เถอะ มันก็ไม่หล่อนะเฟ้ย :25:
:3005:
:47b:
ถึงจะไม่หล่อแต่ตูก็จนนะ :07:
วู้ดดี้ก็ดู
ของตาหยุ่นก็บังเอิญได้ดู (สนุกดี อันนั้นมีเรื่องท่านทำโรงเรียนเตรียมสามเณรด้วย สามเณรทุกรูปมีโน้ตบุ๊กด้วยนะ)
ทำไมพักนี้ท่านมาบ่อยจัง :37:
ท่านมาบ่อย มาพักใหญ่ บ่อยมาเป็นปีๆ แล้วค่ะคุณขา :37:
ทางก้าวหน้า ตอน ม.ต้น ( 1-2 ) สอบด้วยล่ะ
ใช่ที่สอบมงคลชีวิตปะ ? เอ่อ ... ไม่รู้นะ
แต่ตอนนั้นที่เค้าสอบมงคลชีวิตกัน ก็เรียกว่าทางก้าวหน้า อะ
ติวทุกวันเลย ตั้งแต่เช้า ไม่ได้ไปเข้าแถวกับชาวบ้าน
( แถมแอบชอบรุ่นพี่ที่มาติวด้วยอีกอะ แอร๊ยยยย มีความสุข )
ป.ล แ่ต่ก็ไม่ได้ติดอันดับอะไรกับเค้า มีแต่ส่งผลมาให้ว่า ได้ชมเชย
T_T
เดี๋ยวนี้มงคลชีวิตติดหัว แต่เอามาใช้ไม่ค่อยได้ ( โง่น่ะ )
Siam Intelligence Unit » โต้ ว.วชิรเมธี กรณีให้สัมภาษณ์ในรายการ 'วู๊ดดีัเกิดมาคุย' (http://www.siamintelligence.com/wor_watchira_methee_debate/)
อันนี้ก็ดีนะครับ
คือไม่รู้ว่าคนที่ออกมาโต้จะคิดยังไง
แต่สำหรับมุมมองของท่าน ว. (ที่ตูไปคิดแทนให้) ก็ต้องบอกว่าดี
ดีเพราะไม่ใช่ว่าพระพูดอะไรก็เชื่อ อ้าวถ้าจริงก็ออกมาพูดสิ ปัญญามันจะได้เกิด
ไอ้แบบนี้แหละที่เรียกว่ากามสูตร
(กรุณาอ่านด้วยสำเนียงพระ แล้วจะได้ฟิลมาก)
เอ่อ มันต้อง กาลามสูตร นะ ไม่ใช่ กามสูตร
เราว่าแอนน่ะเข้าใจถูกแล้วแต่เขียนผิด ชิมิ :27:
เรื่องพวกที่รู้ได้เฉพาะตัวนี่ ลองสังเกตดูมีหลายคำถามที่ท่านจะตอบแบบเลี่ยงๆ นะ
ผมคิดว่าท่านน่าจะรู้ ว่ารายการวู้ดดี้ กลุ่มคนวัยไหนหรือประเภทไหนดู ก็เลยเลือกคำตอบคำสอนที่คนส่วนนั้นพอรับได้
แต่ที่มีหลุดมาบ้างแบบนี้ก็คิดว่า ท่านคงรู้อยู่แล้วว่าจะส่งผลต่อความคิดของคนกลุ่มนี้อย่างไร
อย่างเจ้าของบล๊อกที่พี่แอนเอามาให้ดู เป็นต้น
แต่การตอบไปแบบนั้นก็ถือว่าเป็นการตอบที่ไม่ค่อยได้เจอบ่อยๆ สำหรับท่าน ว. หรอก
ในยุคที่ มนุษย์โลกเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์และตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเราเอง วันๆ จะมีสติซักกี่ชั่วโมงกันเชียว
แต่ท่าน ว. ท่านสามารถอภิปรายธรรมจนคนกลุ่มใหญ่ในยุคนี้เลื่อมใสได้ จน ท่านได้สมญาจากพระผู้ใหญ่หลายๆ
ท่านว่า เป็นปราชญ์แห่งยุค ของพุทธศาสนา เลยทีเดียว
ดังนั้น
ไม่ใช่ ว่าท่านจะสนใจว่ามันจะผิดหรือถูก แต่ผมเข้าใจว่าท่าสนใจแค่มันจะ มีประโยชน์ที่จะพูดหรือเปล่า เท่านั้น
แต่ท่าน ว. นี่ ในบรรดาพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ดังๆ ด้วยกันแล้ว ถือว่าเป็นพระเจเนอเรชั่นใหม่
ที่ตอบคำถามมนุษย์โลกยุคปัจจุบันได้ดีที่สุดแล้ว ครับ
:12:
ก็เฉยๆ น่ะครับ :35:
คือส่วนตัวก็ไม่เชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ชาตินี้ชาติหน้า หรือบุญกรรมในเชิงไสยศาสตร์อยู่แล้ว
เข้าใจว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระนักรบอย่างท่าน ว.คงต้องตอบคำถามคนเป็นร้อยเป็นพันประเภท
บางทีก็ไปหยิบเอาเทปผิดม้วนมาพูดบ้าง ซึ่งก็ไม่เห็นความจำเป็นที่คนเราต้องตอบคำถาม "สดๆ" ได้อย่างเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น
ไม่เชื่อลองดูพี่จิกประภาสที่เมพขนาดนั้น แต่การเมพของพี่แกนี่คือต้องคิดแล้วเขียนตอบนะ ไม่ใช่ตอบสด
และเช่นกันกับผู้เขียนข้อโต้แย้งที่ว่า โอเคในสถานการณ์ที่นั่งดูแล้วก็คิดวิพากษ์วิจารณ์เป็นเหตุผลแบบนี้
ไม่ยากเท่าการตอบสดโดยที่ผู้ถามถามมาด้วยอารมณ์ตั้งใจจะจับผิดหรอกครับ
นั่นซิ ถ้ายิ่งตอบสดแล้วต้องมานั่งคิดด้วยว่าจะตอบแบบไหนให้มีประโยชน์สุด
แถมคนดูยังอินตามได้นี่ คนตอบต้องเก่งขนาดไหน หรือละเอียดรอบครอบขนาดไหนในช่วงไม่กี่วิอึดใจเนี่ย
ว่าแต่พูดมาจั้งเยอะหวังว่าวู้ดดี้ไม่ส่งสคริปให้ท่าน ว. ก่อน จะสัมภาษณ์นะครับ :30:
พุทธมีมาเสมอครับ
แต่พึ่งค้นพบ
และจะหาคำอธิบายอย่างไร
พุทธก็เป้นแค่พุทธ
เป็นหนึ่งเดียว
ไม่ได้เป็นของคู่เหมือน
บาป-บุญ
รวย-จน
ที่ถ้ายังยึดติดอยู่มันก็ยังไม่พ้นจากทวิภพนี้ละครับ
ถามว่าแล้วศีลละ จำเป็นมั้ย
ไม่จำเป็นต้องมีอยู่ สำหรับพระ
เพราะ
พระก็คือศีล
ศีลก็คือพระ
ทุกวันนี้เราใช้ศีลคุมคนนุ่งเหลืองเท่านั้นเหรอ :47:
โอ้ ลิ้งค์นั้น ขอบคุณมากครับที่นำมาให้อ่าน :46:
อ่านอยู่นาน รวมถึงคอมเม้นต่างๆด้วย
อ่านสนุกดี ในมุมมองของผม ผมเห็นด้วยกับผู้เขียน
แต่ก็เข้าใจอย่างที่พี่แอนเข้าใจว่า การตอบสด ในทุกๆเรื่องรอบด้าน
มันไม่ใช่เรื่องง่าย การหาคำอธิบายให้ทุกเรื่อง
และให้ทุกระดับความรู้ได้เข้าใจ ก็ยิ่งยากเข้าไปอีก
จึงเข้าใจข้อจำกัดของท่านในการอธิบายประเด็นนี้
เชื่อว่าถ้าท่านมีโอกาสอธิบายถกกันยาวๆ น่าจะได้ความมากกว่านี้
เท่าที่ยกมา เหมือนแตะแค่ผิว แล้วผู้ฟังก็เอามันมาวิเคราะห์(ซึ่งก็สิทธิ์ของผู้ฟัง)
แต่ที่คนเขียนโต้นั้น ผมว่าน่ารับฟัง และผมเห็นด้วยซะเป็นส่วนใหญ่
โดยเฉพาะวาทะกรรมที่ว่า "พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่าง"
เพิ่มเติมคำของผู้เขียน ที่ตอบคอมเม้น ผมชอบมาก
Quoteแต่ถึงอย่างไรผมก็เชื่อว่า การถกเถียงแบบมนุษย์ๆ ที่มีกิเลส โดยใช้ปัญญาเป็นตัวกำกับ จะทำให้มันเป็นการถกเถียงที่สร้างสรรค์ในที่สุด
ขอบคุณครับ
//เพิ่มเติมคอมเม้นผู้เขียน
ความเป็นจริงแล้ว โลกเรามันก็มีอะไร
ที่ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์อีกเยอะแยะ
ผมเคยสนใจเรื่องอัฐิของพระเกจิดังๆ ที่กลายเป็นผลึกแก้ว
ซึ่งบางทีก็มีการงอกเพิ่มจำนวนอย่างน่าประหลาด
หรืออย่างเส้นผม(ของพระอาจารย์มั่น)
ที่กลายเป็นแก้วเหมือนเส้นไฟเบอร์ออพติค
แถมงอกยาวเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
เรื่องอัฐิกลายเป็นผลึกแก้วนี่
คนโบราณเขาไว้ดูว่า พระองค์ไหนบรรลุธรรมจริงๆ องค์ไหนปลอมๆ
แต่ถึงจะรู้ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม
นัั่นก็ไม่ได้ทำให้เราสามารถบรรลุธรรมได้เลย
หากเราไม่ได้ลงมือปฎิบัติ
เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้ บางครั้งก็เป็นกุศโลบาย
ในการชักจูงเราให้ลงมือปฎิบัติด้วยส่วนนึง
ผมว่าท่าน ว เจตนาที่จะให้มีการถกเถียงกันนะครับ
เพราะการถกเถียงอย่างมีสติ นั่นก็ทำให้เกิดปัญญาในที่สุด
Quote from: ณต on 25 Oct 2009, 20:42 น.
ความเป็นจริงแล้ว โลกเรามันก็มีอะไร
ที่ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์อีกเยอะแยะ
ผมเคยสนใจเรื่องอัฐิของพระเกจิดังๆ ที่กลายเป็นผลึกแก้ว
ซึ่งบางทีก็มีการงอกเพิ่มจำนวนอย่างน่าประหลาด
หรืออย่างเส้นผม(ของพระอาจารย์มั่น)
ที่กลายเป็นแก้วเหมือนเส้นไฟเบอร์ออพติค
แถมงอกยาวเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
เรื่องอัฐิกลายเป็นผลึกแก้วนี่
คนโบราณเขาไว้ดูว่า พระองค์ไหนบรรลุธรรมจริงๆ องค์ไหนปลอมๆ
แต่ถึงจะรู้ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม
นัั่นก็ไม่ได้ทำให้เราสามารถบรรลุธรรมได้เลย
หากเราไม่ได้ลงมือปฎิบัติ
เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้ บางครั้งก็เป็นกุศโลบาย
ในการชักจูงเราให้ลงมือปฎิบัติด้วยส่วนนึง
ผมว่าท่าน ว เจตนาที่จะให้มีการถกเถียงกันนะครับ
เพราะการถกเถียงอย่างมีสติ นั่นก็ทำให้เกิดปัญญาในที่สุด
ผมเคยอ่านเจอในวารสารวิทยาศาสตร์ ว่ากระดูกมนุษย์ เมื่อเผาไฟด้วยอุณหภูมิสูง
จะกลายเป็นแก้วได้
เพราะกระดูกกระกอบด้วย แคลเซียม ซิลิกา ซิลิเกต ที่เป็นสารตั้งต้นในการหลอมแก้ว หรือ บางทีก็มีทรายปนลงไปครับ
การเผาศพในสมัยก่อนก็เผาแบบกองฟอน โอกาสที่จะมีทรายปนอยู่ หรือ ฝังแล้วขุดขึ้นมาเผา(จากพีธีการล้างป่าช้า)
เรื่องอัฐิตอนแรกผมก็คิดอย่างนั้นแหละ
ว่าโดนเผาด้วยความร้อน
แต่ก็สังเกตว่าอัฐิคนส่วนใหญ่ไม่เป็นนะครับ
แต่เรื่องที่มึนงง มากๆ คือ
พระธาตุข้าวกล่ำที่บ้าน เพิ่มจำนวนออกมา
ทำไมอยู่ๆ มันเพิ่มขึ้นมาได้นี่ผมก็จนปัญญา
นี่ยังไม่นับเรื่องเส้นผมที่กลายเป็นแก้ว
และงอกยาวเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
ยังเป็นเรื่องที่รอการพิสูจน์อยู่นะครับ
พระธาตุของพ่อที่บ้านเหมือนกันครับ
ตอนละอ่อนยังมีน้อยๆ
โตมาไหงมีเพิ่มขึ้น
ผมเองยังคิดไปว่าตอนละอ่อนคงจำผิด
มีคนส่งลิงก์นี้มาให้อ่านทางทวิตเตอร์
เป็นดราม่าธรรมกายนี่แหละครับ
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/05/Y5422821/Y5422821.html (http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/05/Y5422821/Y5422821.html)
อ่านเพลินเสียการเสียงานมากๆ ขอบอก
ที่บ้านมีเล่มหนึ่ง เล่มใหญ่ๆ หนาๆ ปกแข็ง ดูดีมาก จำไม่ได้แล้วว่าได้มายัง
อ่านไปขำไป นี่หนังสือธรรมะ จริงๆ หรือ :42:
อยากเห็นของจริงมั่ง
ไม่มีญาติคนไหนเป็นชาวธรรมกายเลย :05:
โอ๊ะ มีนี่นา แต่เขาไม่คบญาติคนอื่นแล้ว
หนังสือมี 2 เล่มฮะ :37:/
รูปไม่เจ๋งเลย
บวชฟรีแสนรูป
ทำไมรู้สึกว่า ใจคอไม่ค่อยดีเลย
เมื่อลูกเข้าไป อย่างน้อย พ่อ-แม่ ต้องเข้าร่วมเป็นสาวกของลัทธิธรรมกาย
เป็นจำนวนประชากรขั้นต่ำ สามแสนคน ไม่นับลุงป้าน้าอา
ถือว่าเป็นการหาเครือข่ายดาวน์ไลน์ ที่รวดเร็วมากๆ
(ชาร์ปยังทำงานในธรรมกายอยู่หรือเปล่านะ)
สมัยก๊อน จุดประเด็นเรื่องนี้ทีไร ได้ดิสคัสกันยาว
ไม่ได้ติดใจอะไรกับโครงการนี้หรือโครงการแบบนี้ครับ
คือถ้ามันดีมันก็ดี ไม่ได้ตั้งป้อมไว้ว่าธรรมกายแล้วจะต้องยังไง :12:
แต่ไม่ว่าจะจัดโดยใคร ตูไม่ชอบเวลาบอกว่า ใหญ่ที่สุด อลังการที่สุด
หรือเอาตัวเลข เอาปริมาณ เอามาร์เก็ตติ้งมาครอบความเลื่อมใสศรัทธาของคน(สาวก)
ซึ่งบวชแสนรูปนี่ไม่ใช่ครั้งแรก
ถ้าดูดีๆ จะมีตักบาตรใหญ่ที่สุดตั้งแต่สมัยพุทธกาลบ้าง
อะไรสักอย่างเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์บ้าง
ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือการวัดขุมกำลังครับ
ยังสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกะพระพุทธศาสนา :09:
(เว้นแต่ว่ามันเป็นลัทธิใหม่ที่จะต้องมีการเช็กจำนวนเท่านั้นแหละ)
ตอนบวชที่หาดใหญ่ได้ข่าวมาเหมือนกัน
อยู่แก๊งเดียวกับรองเจ้าอาวาสพอดี :37:
มีเทียบเชิญพระหลายพรรษา ให้ไปอบรมเป็นพระพี่เลี้ยง กินฟรีอยู่ฟรี ได้ปัจจัยสนับสนุนอีก 5000
คิดเป็นตัวเงินแล้วนี้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกเหมือนกัน :47:
บ้านผมติดเคเบิ้ลธรรมกายด้วยนะ
ชอบตอนที่ ธัมชโย บอก นะจ้ะ มากเลย(จริงๆ)
ดูทุกวันด้วยสิ
ได้ข่าวว่าจะมีโครงการล้านรูปเร็วๆนี้
ผมบวชทีเป็นสิบๆ หม้อยังไม่คุย
ไม่ใช่กล้วย :07:
ผมเฉยๆนะ
แค่คันคะเยอกับก็อปปี้รองที่ว่า
ครั้งหนึ่งในชีวิต แม่ดีใจน้ำตาไหล ที่เห็นลูกชายห่มผ้าเหลือง
อะไรทำนองนี้ ผมกำลังนึกอยู่ว่า มันกระทบใจสังคมหรือกลุ่มเป้าหมาย
ถึงใช้เป็นก็อปปี้รอง ติดเต็มทุกหนแห่ง จริงๆก็เป็นข้อเท็จจริงที่สังคมไทยเป็นล่ะนะ
แต่มันทรงพลังขนาดใช้โฆษณาขนาดนี้ มันทำให้ผมคิดว่า
เออ แล้วทำไมแม่ต้องร้องไห้ เวลาลูกชายบวชด้วย
เป็นคำถามที่สำคัญเหมือนกันนะครับ ถ้ามันมีพลังขนาดนี้เนี่ย
เพราะศรัทธาในศาสนา และดีใจที่ลูกได้สืบทอดศาสนาหรือเปล่า (ไอเดียหลักน่าจะเป็นอันนี้ใช่ไหม)
ปกติที่แม่ดีใจร้องไห้ที่ลุกชายบวชนี่เพราะอะไรหรือครับ อันนี้สงสัยจริง ไม่ได้แฝงอะไรทั้งนั้น
ตำรามาร์เก็ตติ้งไทย มีคำว่ากตัญญูมาร์เก็ตติ้งด้วย
อย่างแบรนด์ นำ้ขิง อะไรจำพวกนี้ ของที่ลูกหลานซื้อให้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่
จำเป็นต้องมีมาร์เก็ตติ้งนี่อยู่ แคมเปญนี้ก็เหมือนกัน
ก็ถูกแล้วนี่ครับ
จะบอกว่าแม่ดีใจน้ำลายไหล มันก็ไม่ใช่ละ
ตอบได้ถากกระพี้มากๆ :30:
พี่แอน :30:
แอนมาช่วยจักรีตบมุกได้ถูกจังหวะ :45: :22:
การบวชของธรรมกาย เป็นการตลาดชั้นเซียนเลยนะครับ
มาการแต่งเพลงเลียบแบบ น้าแอ๊ดด้วย คนร้องเสียงเหมือนน้าแอ๊ด มาก
จริงๆ การบวช กลายเป็นสัญลักษณ์ของการจะทำดีที่ทุกคนในสังคมมองเห็นเป็นธีมเดียวกัน
ดังนั้น อะไรที่จะเป็นสัญลักษณ์บอกได้ว่าทำดีเพื่อใครได้ดีเท่าการบวช ผมยังไม่เห็น
ผมบอกว่าผมเป็นคนดีของสังคมเพื่อแม่ เวลาพูด แม่ไม่ซึ้งหรอก จนกว่าจะทำ
แต่ เวลาบอกว่าบวชเพื่อแม่นี่ ซึ้งตั้งแต่พูดเลย บวชกลายเป็นสัญลักษณ์ของการทำดีที่ทุกคนนับหน้าถือตา...
ส่วนหลังจากบวชไปแล้วเกิดอะไรขึ้นนั่นอีกเรื่องนึง
ปล.อีกอย่างที่อาจจะซึ้งได้ คงเป็นเพราะว่าการบวชนั้นนัยคือการสละแล้วซึ่งโลกภายนอก
คนมองคนจะบวชจึงกลายเป็นเชิงบวกเพราะบวชไม่มีผลประโยชน์ทางโลกให้คิดลบ
ไม่เหมือนเป็น ตำรวจ เป็นทหาร ถึงจะตั้งใจเป็นตำรวจที่ดีแต่ก็ไม่ซึ้งเท่า
แต่สมัยนี้ผลประโยชน์ทางโลกเข้ามาเกี่ยวข้องวงการพระมากขึ้น ความซึ้งอาจจะลดน้อยลง
เฮ้ย นั่นไม่ใช่เสียงน้าแอ๊ดหรอกเหรอ :0705:
แต่งหน้าแต่งตัวเหมือนด้วยนะ :58:
ไม่มีอะไรดูก็กดไปดูธัมชโยนะจ้ะบ้างเหมือนกัน
มีลูกรับสาธุ มีเพลงปลุกใจเป็นช่วงๆ ด้วย ฮาดี :30:
Quote from: iannnnn on 04 Feb 2010, 20:03 น.
เฮ้ย นั่นไม่ใช่เสียงน้าแอ๊ดหรอกเหรอ :0705:
ถ้าไม่ผิด คิดว่าไม่ใช่ครับ
รอชาร์ป มาตอบ
ยังไงก็ไม่ใช่ครับ
แต่พี่คนนี้แกร้องเสียง ก๊อตจักรพรรณกับพี่เบริ์ด ได้เหมือนโคตรๆอีกด้วย
ปล.ไม่ได้ดู DMC มาตั้งแต่เทอม 1 รู้เรื่องน้อยมากตอนนี้
รู้ว่างานบวชมีพรุ่งนี้และต้องไปถ่ายรูป :3005:
หน่วยงานประสาสัมพันธ์ของวัดพระธรรมกายนี้ฝีมือเยอะครับ
ดูปริ้นท์แอดหลายตัวสวยมาก ถึงเนื้อหาจะตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง
เรื่องเพลงนี่ จำได้เลาๆ ว่าได้ฟังเพลง"หล่อ ยังไงก็หล่อ....."
พอตบท้าย "เรามาหล่อพระประจำตนกัน" ฮาแตกเลย :30: :30:
อ๋อ ตอนนี้เขากำลังประชุมดาวน์ไลน์กันใช่มั้ย :37:
ผมขอเปิดประเด็นใหม่(แต่เก่าแล้ว)
_ttp://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1286.0
Quote
การที่ พระเกษม อาจิณณสีโล ได้เพียรพยายามพร่ำสอนพุทธศาสนิกชนให้เข้าถึงหลักคำสอนของพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎก ด้วยวิธีการที่สั่งสอนศิษย์ภายในวัด โดยติดป้ายห้ามกราบพระพุทธรูปและต่อมาก็ได้ใช้เท้าเหยียบที่ฐานและตบหน้าพระพุทธรูปออกโทรทัศน์ก็เพื่อเป็นการประกาศย้ำให้พุทธศาสนิกชนที่สนใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศและมีอยู่ในหลายๆประเทศทราบว่า พระพุทธรูปนั้นไม่ใช่ตัวแทนและไม่ใช่พระพุทธเจ้าแน่นอน เพราะถ้าเป็นพระพุทธเจ้าพระเกษม อาจิณฺณสีโล ย่อมมิบังอาจที่จะกระทำการเช่นนั้น และการกระทำเช่นนั้นก็เป็นเพียงกุศโลบายเพื่อที่จะเป็นสื่อการสอน และใช้สอนลูกศิษย์และคนทั่วไปให้เกิดความรู้ว่า อย่ายึดติดในรูปลักษณ์หรือรูปร่างหรือวัตถุที่สมมุติหรือสร้างขึ้นมา อย่าหลงงมงายขอความช่วยเหลือในวัตถุที่คนสร้างขึ้นมา แม้สิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านี้ก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่แท้จริง แม้แต่รูปร่างหรือรูปลักษณ์ก็ไม่ใช่ แต่สิ่งที่เห็นอยู่นี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติสร้างขึ้นมาใช้อ้างแก่คนทั่วไปให้เชื่อว่าเป็นรูปร่างของพระพุทธเจ้า และใช้เป็นที่พึ่งในยามอ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง แต่ก็มีการแอบแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ เพื่อเป็นช่องทางการทำมาหากินของกลุ่มคนบางกลุ่ม ดังนั้นพระเกษม อาจิณฺณสีโล จึงสั่งสอนเรื่อง ความดีและการเป็นคนดีอันเกิดจากการปฏิบัติของตัวเราเอง และให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนให้มีสติ รู้จักใช้สติในการพิจารณา พร้อมกับให้ยึดถือในพระธรรมวินัยคือคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น อันเป็นหนทางที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ที่แท้จริง แม้แต่ตัวของพระเกษม อาจิณฺณสีโลเอง ท่านก็ไม่ได้สอนให้ผู้ใดยึดท่านเป็นที่พึ่ง หากศิษย์คนใดมุ่งจะยึดพระเกษม อาจิณฺณสีโล เป็นที่พึ่งศิษย์คนนั้นก็จะถูกตำหนิและปฏิเสธจากท่านทันที ดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาว่า พระเกษม อาจิณฺณสีโล กระทำการดูหมิ่นพระพุทธรูปที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าและบิดเบือนหลักคำสอนทางศาสนา จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานที่เป็นพุทธพจน์ประกอบแต่อย่างใดเลย เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่คำนึงถึงหลักพระธรรมคำสอนในพุทธศาสนาอีกด้วย
สำหรับผม
พระเกษมมีทั้งส่วนถูกและส่วนผิด
ถูกในแง่ที่สอนถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา ว่าไม่ให้ยึดติดสิ่งใด (ทุกสิ่งเป็นอนัตตา)
ทำให้นึกถึงอิทธิปาฏิหาริย์ ของพระเครื่องทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งหล่อหลอมความศรัทธากับความงมงายเข้าด้วยกัน
การทำบุญคราวละมากๆ เพื่อสิ่งนั้น เพื่อสิ่งนี้
ผมชอบนะ
แต่พระเกษมเล่นกับจิตใจคนเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เป็นความเชื่อและศรัทธา หักดิบแบบนี้ ผลที่ตามมาก็สูง
คนอื่นๆคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ
คิดว่ามันคือเซนครับ
หนักๆ แรงๆ โป้งเดียว เข้าใจก็ดีไป ไม่เข้าใจก็รอเปรี้ยงหน้า
คนเรามีหลายแบบ การสอนจึงมีหลายอย่าง
แล้วแต่วิธีไหนจะเหมาะกับใคร
ส่วนเรื่องความเห็นต่อวิธีของพระท่านนี้คือจะสอนเรื่องอย่ายึดติด
ทำไมต้องห้ามทำนั่น ทำนี่ ให้ทำนั่น ทำนี่
นั่นก็เป็นการให้ยึดติดกับวิธีของท่านเหมือนกัน
ถ้าเจตนาของพระเป็นแบบที่ว่าจริงๆ ก็น่าสนใจ
แต่ทีนี้เราๆ ดันอ่านได้แค่จากข่าวไง
เลยไม่รู้ถึงบรรยากาศรอบนอกมวลตัวอักษรที่ประกอบเป็นข่าว
ผมมองว่าหักดิบเกินไปนั่นแหละ จริงๆ แล้วก็คือ การสอนแบบหนึ่ง ที่เคยมีคนแบ่งหมวดออกเป็นการสอนในแต่ละยุค
บางท่านยกปาฏิหาริย์ มาเพื่อสอนคน ก็ทำได้ แต่ในยุคไหน ยุคไหน นั่นเท่านั้นเอง
แต่ที่ผมคิดว่าเป็นการหักดิบเกินไป ก็คือผมคิดว่ายุคนี้ คนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะไม่พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่เราที่คิดว่าเป็นเจนาเรชั่นใหม่ของสังคมก็เถอะ ก็ยังตอบไม่ได้ว่า ถ้าเวลาจะตายหรือจะเป็นอะไรไป จะไม่ร้องขอปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
นั่นไม่นับนะ เอาแค่อย่างมงายมากพอที่จะไปไหว้แผ่นคูลเจล กินน้ำส้วม ทาน้ำหมัก ขัดต้นไม้ขอหวยก็พอแล้วแหละ
แต่ผมมองว่า พระพุทธรุป อย่างไงก็ยังเป็นสัญลักษณ์ให้ยึดเหนี่ยวได้อยู่ ในโลกที่ ความดีความชั่ว มันวัดกันลำบาก
แบบนี้ วัตถุสุดท้ายที่อยากให้ยึดไว้ ผมยังเห็นว่า ก็ควรเป็นอะไรที่สื่อถึงความดีงาม อย่างพระพุทธรูป ผ้าถุงแม่ ของของคนดี ฯลฯ
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนของสิ่งดีงามที่เป็นนามธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่าอะไรที่เป็นนามธรรมก็ย่อมยากสำหรับคนทั่วไปจะยึดไว้ปฏิบัติได้
และถ้ายึดได้ก็ยากอีกเช่นกันที่จะคลายหรือปล่อยวาง
สรุปก็ยังคิดว่า การใช้วิธีที่พระท่านทำ ดูหักดิบเกินไป เพราะน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ที่จะสอนให้คนไม่ยึดติดกับวัตถุได้ ถึงแม้จะทำให้พวกเขาปล่อยวางวัตถุได้ ก็ใช่ว่าจะทำให้เขาหรือเราปล่อยวางจากสิ่งที่เป็นนามธรรมอื่นได้ ทางที่ดี ก็คงต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องสำหรับการยึดมั่นต่อวัตถุชิ้นนี้ๆ ถ้าจะดีกว่า
เราก็ไม่เชื่อในพระพุทธรูป และวัดสวยๆ นะ
กลายเป็นจริตที่ไม่ถูกไม่ควรอีกเหมือนกัน
ในแง่ของต้นไม้ ที่เด็ดเอาแค่กิ่งแล้วคิดว่าเป็นแก่น
อีกคนมาถากเอาเปลือกไป ไม่สนกิ่ง แล้วคิดว่าเปลือกที่ถากเอาไปเป็นแก่น แล้วไปดูแคลนคนเด็ดกิ่ง
เพราะคนที่รุ้ว่าอะไรคือแก่นจริงๆ เขาไม่คิดอะไรอย่างนี้แล้วหรอก
ให้คนอ่านพระไตรปิฏกไง
เห็นข่าวนี้แล้วเฉยๆ นะครับ :37:/
ส่วนตัวก็เคารพพระพุทธรูปในนามตัวแทนของพระพุทธองค์ แต่ก็แค่นั้น
ไม่ได้ศักการะบูชา ชาบูๆ อะไรมากมาย ไปไหว้พระไม่เคยขอพรอะไรมาหลายปีแล้ว
ไหว้ด้วยใจสงบ อาศัยเวลาแค่ตอนพนมมือไม่กี่วินาทีทำสมาธิ
ไหว้เสร็จก็พอดีตัว คือสบายตัวสบายใจ ไม่ต้องคาดหวังอะไร
ธรรมะมันมีทางสายกลางของมันอยู่ครับ
อะไรที่ตึงไป หย่อนไปมันก็ไม่พอดีทั้งนั้น
่ถ้าแนวคิดนี้ ทำให้คน เลิกขอหวย เลิกไหว้วัวสามขา
มันก็ดี แต่ พระเกษม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงศรัทธาอะไรในตัวคนเลย
คนที่เชื่อ ก็ยังคงเชื่อต่อไป
ผมเชื่อว่าคนที่เข้าใจในแก่นแบบปุถุชน ก็มี แต่ไม่ถ่อสังขารไปเป็นลูกศิษย์หรอก
เข้าใจในแก่นแบบปุถุชน : คือคนที่ไม่ทำความชั่วให้หนักหัวใคร ทำดีเมื่อมีโอกาส จิตใจเฉยๆไม่ได้บริสุทธิ์ใสกิ๊ง เสียภาษีให้ชาติ
ปิดมือถือในโรงหนัง ลุกให้คนแก่นั่ง(ถ้าเหลืออีกไม่กี่ป้ายและนั่งด้านนอก :58: )
นี่แหละ สังคมพุทธแบบ อุดมคติของผม ส่วนการ เผยแพร่หลักธรรรม เราได้ซึมซับจากบทเรียนเต็มๆอยู่แล้ว ว่าอะไรคือความชั่วความดี
ประเด็นก็คือ พระเป็นพนักงานคนหนึ่งของศาสนา
ที่วัดความสำเร็จจากการเผยแผ่และทำให้ศาสนายังอยู่ได้
ถ้าดูจากตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่าพระที่บิ๊วคนดูที่เป็น Target ไม่สำเร็จ
ก็ถือว่าสอบไม่ผ่าน
นี่ตัดเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรที่มไม่รู้ออกก่อนนะ
เอาแค่ที่อ่านในเนื้อข่าวนี่ ผมชอบแฮะ
นี่วัดกันชัดเลยนะ ว่าที่เราเคารพและมีความรู้สึกต่อสิ่งที่พระท่านทำ
เพราะอะไรต่อมิอะไรที่สั่งสมมาตั้งแต่เกิดเลย(เรื่องต้องเคารพพระพุทธรูป)
คือถ้าใครอ่านแล้วเกิดความรู้สึกอะไร ก็นั่นแหละ
ไม่ต้องพูดแทนสังคมนะ เอาความรู้สึกตัวเองวัดเลย
ว่าเราสะสมอะไรไว้ในใจเยอะแค่ไหน
ผมไม่ยึดติดว่าต้องกราบไหว้พระพุทธรูปนะ
แต่ยังยึดติดว่าถ้าทำอย่างที่พระท่านทำ
ตูโดนชาวบ้านกระทืบแน่ๆ
ถ้าเอาความรู้สึกจากที่อ่านข่าวท่าน ผมก็รู้สึกเฉยๆ นะ กับรุ้สึก ตามประสาวัยรุ่นซะด้วยซ้ำว่า เฮ้ย!! เจ๋งดีวะ
แต่ถ้าให้ แสดงความคิดเห็น เรื่องเหมาะไม่เหมาะ ก็ยังคิดว่าทำแบบนี้แล้ว ผลไม่ดีมันมีมากกว่า
ก็อย่างที่ให้เหตุผลมาแล้วว่า ยุคนี้ยังไม่ถึงยุคสมัยที่สามารถหักดิบแบบนี้ได้ ก็ต้องชั่งผลลัพท์ดู
แต่ที่ผิดหวังนิดหน่อย ก็ตรงที่ท่านเป็นพระน่าจะรอบครอบกว่านี้อีกนิดนึง อันนี้ผิดหวังนิดหน่อยจริงๆ
(อ้าว ว่าจะพูดในเชิงความคิดเห็น วนมาความรู้สึกอีกแระ ฮ่าๆ)
ดังนั้น ก็ถ้าถามว่าถูกต้องหรือเปล่าที่ทำแบบนั้น ตอบได้ว่า ไม่ผิดนะ แต่จะถูกต้องหรือเปล่า คงวัดกันที่เจตนาท่านจริงๆ
ซึ่งอันนี้ น่าจะยาก
ที่หลวงพ่อท่านเหยียบ คงไม่ใช่พระพุทธรูปอย่างเดียว
แต่หลวงพ่อแกเหยียบย่ำหัวใจคนด้วย
การจะสอนอะไรใคร
แต่เริ่มด้วยการเหยียบย่ำหัวใจกัน
มันคงไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่นัก
ต้นไม้ใหญ่ มันก็ต้องมีทั้งเปลือก และมีทั้งแก่น
มีแต่เปลือก ก็อยู่ไม่ได้ มีแต่แก่นก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
แต่ทั้งสองอย่างมันก็ทำหน้าที่ของมัน
การจะเข้าถึงแก่นแท้อะไรสักอย่าง
มันก็อยู่ที่สติปัญญาของแต่ละคนแล้วล่ะ
:46:
ชอบ
ธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก
พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็นั่งทัมใจอยู่นาน ก่อนจะเอามาบอกต่อ เกรงว่าจะเป็นการลำบากตัวเองเปล่าๆ
ถึงกับมีการพูดเรื่องบัว4เหล่า
ของบางอย่างอธิบายไปก็ไม่สามารถเข้าใจตรงกันได้ ขนาดพูดธรรมดายังไม่เข้าใจกัน นี่เล่นแบบนี้ผมว่ามันจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ :48:
สำหรับในความคิดผม ผมว่าวัดนี้ทำการตลาดได้ดีเลยนะครับ
และก๋อชบโครงการหนึ่งคือโครงการ "เด็กดี V-Star ฟื้นฟูศีลธรรมโลก" โครงการนี้โครงเรียนของแม่มทำอยู่เลยได้หลงตัวเข้่าร่วมด้วย
โครงการนี้ถือว่าดีครับ ให้เด็กฝึกระเบียบ วินัยกันด้วย และโครงการนี้ทำให้ผมได้เข้าไปช่วยดูแลเว็บของเขาด้วย (แต่ตอนนี้ลาออกแล้ว)
โครงการนี้ทำเป็นระบบเลย คือมีทั้ง MV ละคร สมุดบันทึและวันรวมพลเด็กทั่วประเทศ
ผมเคยไปทีหนึ่งบอกว่าอึดอัดมากกกกกกกกก แต่ก็ดีครับ สนุกพอสมควร
แต่สัญญาว่าจะไม่ไปอีกแล้ว เพราะเดินขาลากครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็อาจไปร่วมด้วยนิดหน่อย
ตอนนั้นไปทำเว็บให้ทางโครงการ เสร็จแล้วทางนั้นบอกว่าจะมาถ่ายทำ แต่ด้วยเหตุบางประการ ผมจึง Cancel ไป
แต่ผมไม่ชอบอย่างเดียวคือวัดนี้ชอบพูดเริ่มทำบุญแล้วรวยๆๆๆๆ "รื้อผังจนสร้างผังรวย" อะไรประมาณนี้ครับ
ถ้าตามจริงถ้ายิ่งทำบุญก็ต้องได้บุญไม่ใช่หรอ?
คั่นเวลาด้วยการชมวีดีโอกันหน่อยครับ :33:
- ละครของโครงการ V-star ฟื้นฟูศีลธรรมโลก: เรื่อง "อภินิหารดาวแห่งความดี Vstar" ดูแล้วคิคุอาโนเนะมากก ซึ่งนักเรียนนั้นก็มาจาก Kantana ตามที่เราเห็นในละครทีวีของทาง Kantana บ่อยๆ ครับ
Quotehttp://www.youtube.com/watch?v=RRJgTvkECOk
http://www.youtube.com/watch?v=xlBr2gYjUl8 (http://www.youtube.com/watch?v=xlBr2gYjUl8)
http://www.youtube.com/watch?v=RHlyb3NNsvY (http://www.youtube.com/watch?v=RHlyb3NNsvY)
- MV เพลงของโครงการ V-Star อยากชมว่า ทำได้สวยมากกกกก :12: ได้ยินว่าทำด้วย Flash Animation ด้วยนะเนี่ย
Quotehttp://www.youtube.com/watch?v=2kcqSHGl4bQ&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=VCg7ajIqGn8 (http://www.youtube.com/watch?v=VCg7ajIqGn8)
ตอนนี้หันไปมองวัดไหนๆ ก็บอกมหารวย มหาเศรษฐีกันทั้งนั้นครับ
ยังกะนักการเมืองที่บอกว่าจะทำให้คนไทยหายจนแน่ะ แต่อันนี้แจกผ้ายันต์
ชักเริ่มเห็นว่าหลวงพี่แกมีเจตนาเข้าท่าดี 555
ทูไนท์โชว์ - ธรรมจากพุทธวจนะ 24/05/10 (1-4) (http://www.youtube.com/watch?v=3SIry5d6-bk&feature=player_embedded#)
ดูทูไนต์โชว์เมื่อวันจันทร์แล้วก็รู้สึกว่าไอเดียเข้าท่าดีครับ
พอดีมีคนอัดคลิปไว้ด้วยเลยเอามาให้ดูกัน
เป็นเหตุผลที่ทำให้ตูไม่เชื่อและไม่สนใจพวกไสยศาสตร์ พิธีกรรมฟุ่มเฟือยในสิ่งที่บ้านเราเรียกรวมๆ ว่าศาสนาพุทธ
การขยายหรือตัดทอนความ พุทธวัจนะ
เป็นเรื่องที่ตัดสินลำบาก ปัจจุบัน ครุบาอาจารย์ทั่วไปที่เห็นตรงและศึกษาอย่างครบถ้วนต่อ
พุทธวัจนะ แล้ว จะไม่ค่อย ตัดทอนหรือขยายให้เป็นคำของตน
แต่ มันจะตัดสินลำบากระหว่างการตัดทอนขยายความพุทธวัจนะ กับวิธีการอธิบายที่เปลี่ยนไปตามยุคและกลุ่มคน
แน่นอนว่า มันต้องเสี่ยง ว่าคนฟังจะเข้าใจได้ตรงแค่ไหน ถ้าเห็นตรงข้ามไป กลายเป็นงมงาย หรือเข้าใจผิดไป
กลายเป็นการบอกต่อรุ่นต่อรุ่นแต่ละรุ่นก็ต่อเติมตัดทอน ก็จะค่อยๆ เสื่อมลงไปเช่นนั้นเอง
ก็คือถ้าดีก็ดีไป ถ้าไม่ดีก็เสื่อมลง แต่ด้วยยุคและความคิดคน
ที่คนเรามักจะอธิบายอะไรให้เป็นลักษณะเฉพาะตัวของคน คนนั้น
นี่แหละ อาจจะเป็นต้นเหตุที่ต้องเสื่อมลง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลก
ปัจจุบัน สงเสริมห้คนคิดมากขึ้น ความเห็นของแต่ละคนก็เป็นปัจเจกมากขึ้น
อัตราเสี่ยงที่พุทธวัจนจะเสื่อมก็เป็นไปได้มากขึ้น เป็นไปตามธรรมดา
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้แล้ว ถึงความเป็นไป ของโลก ดั่งไตรลักษณ์
ที่ว่าด้วยการ เกิด ขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ..
ขุดครับ
https://twitter.com/rattisin
อ่านย้อนไทม์ไลน์คนนี้เรื่องวัดธรรมกาย สนุกดีครับ
ชาร์ปปี้วงในกว่านั้นมากมาย ถามอีชาร์ปลึกกว่าตานี่อีก :30:
อ่านทวิตเตอร์เค้าละ ยังรู้สึกว่าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องที่ฟังเค้าเล่ามาอีกทีมากกว่า :30: :30:
นั่นสิ ไม่มีเครดิตข้อมูลเลย
อยากฟังจากคนมีหลักฐานมากกว่า :11:
เพิ่งซื้อทีวีสีมาใหม่ครับ เอาขึ้นคอนโด
เจอช่อง DMC เลยนั่งดูเป็นชั่วโมงเลย สนุกดี ฮ่าๆ สนุกตรง สาธุ กับ ปลื้ม นี่แหละ
ใช่ๆ ฮาดี :30:
อยากดูหลังกล้องอ้ะ ว่ามีคนยกป้าย สาธุ, โห.., ฯลฯ เหมือนในเกมโชว์รึเปล่า
ซ้าอ๋า ธุ :30:
ไม่รู้จะเอาไปแปะไว้ไหน น่าจะเหมาะกับในนี้
เห็นคนงัดขึ้นมาพอดี
http://www.prachatai.com/journal/2011/06/35537 (http://www.prachatai.com/journal/2011/06/35537)
สัมภาษณ์ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ เรื่องพุทธศาสนากับสังคม
ประมวล เพ็งจันทร์ : พุทธศาสนามีมิติทางสังคมหรือไม่? (1)
แกไม่ได้ตอบดีอะไรหรอก คืออ่านบทสัมภาษณ์อ.ประมวลแกมาหลายหน
ก็จับต้องอะไรไม่ได้ชัดเจนนัก(เหมือนชอบพูดอะไรที่ไม่ต้องพูดก็ได้) คือเป็นอาจารย์สอนปรัชญาตะวันตก
แต่มีพื้นฐานความคิดและคำอธิบายจากพุทธศาสนา
ไม่รู้เหมือนกันว่าได้รับสถานะอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มาจากอะไร
อาจจะมีงานวิชาการเจ๋งๆของแกก็ได้นะ แต่ไม่เคยเห็น
แต่ว่านี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก มิติทางสังคมของพุทธศาสนา
ถึงจะสอนปรัชญาตะวันตกเป็นส่วนใหญ่
แต่อาจารย์ประมวลก็สอนเซนนะ (ตูได้บีบวกมา)
เรื่องพื้นฐานทางพระพุทธศาสนานี่ก็จบดร.จากอินเดียแล้วก็เป็นพระมาตลอดการเรียนจ้ะ
ผลงานทางวิชาการไม่ทราบได้ ไม่ใช่เด็กเรียน :30:
แต่ในแง่ความเป็นมนุษย์ มุมมองต่อโลกและชีวิต อาจารย์เป็นคนที่เจ๋งมากครับ :46:
ที่อาจารย์ตอบ แน่นอนว่าไม่ได้เป็นคำตอบที่โดนใจหรือ practical แบบที่เก้อชอบแหงมอยู่แล้ว :30:
แต่เท่าที่อ่าน อาจารย์ประมวลให้คำตอบแบบเซน คือแล้วแต่มึงจะมอง :30:
เป็นการคุยกันของคน 2 ฝั่ง มองคนละ function ของพุทธศาสนา
ซึงพยายามดึงประเด็นไปในทางตัวเองตลอด เรียกอีกอย่างว่าชักเย่อประเด็น :30:
ซึ่งอาจารย์ประมวลตอนนี้ก็ไม่ต่างจากพระ ที่มองพ้นภววิสัยทางโลก(สังคม)ไประดับนึงแล้วน่ะ
ผมก็เข้าใจว่าแบบนั้นนะ ว่าคำตอบแบบตีกรรเชียงแบบนี้
คือคำตอบของคนเป็นพระ หรือชาวพุทธชื่อดังและหัวก้าวหน้าแบบอ.ประมวล
คือคิดว่า อ.ประมวลเป็นคนที่น่าเคารพมาก ทุกอย่างที่แกพูด
ออกมาจากมุมของคำว่าเมตตาทั้งหมดเลย
ผมเข้าใจนะครับ ว่าแกบอกว่าถ้าจะมองเป็นมิติสังคมก็เป็นสังคม ถ้าจะมองเป็นปัจเจกก็มีมิติเป็นปัจเจก
จริงๆประโยคยังงี้ ฟังเผินๆจะพูดทำไมก็ไม่รู้ แต่มานึกดูอีกที
ผมว่า มันหมายถึงพุทธมันมีมิติที่ไกลไปกว่าเรื่องพวกนี้ทั้งสิ้น
แต่อยู่มิติไหน ไม่รู้เหมือนกัน :37: คือคำสอนมันไม่ได้จำเพาะตัวเองที่มิติใด
แต่คนเอาไปอธิบายในมิตินั้นๆเอง ตีความให้มันเอง
จริงๆแล้ว คำถามของผมคือ ชาวพุทธทั้งที่ก้าวหน้าและล้าหลัง
มักบอกว่า ศาสนาพุทธแก้ปัญหาสังคมได้ เอาธรรมนำหน้า ฯลฯ คงนึกออกกัน
เราก็ต้องสามารถถามได้สิครับว่ามันมีมิติทางสังคมยังไงมั่ง แล้วเอามาแก้ปัญหาได้ยังไงมั่ง
ซึ่งก็ต้องไปถามกับชาวพุทธที่มีชื่อเสียงหัวก้าวหน้าอย่าง อ.ประมวล แล้วก็มีคำตอบแบบจงกลมพูดวนไปเรื่อยๆแบบนี้
(หรือแม้แต่ บอกว่าพุทธพ้นมิติเหล่านั้น แล้วแต่คนจะตีความ)
ถ้าแบบนี้เราก็ไม่ต้องอ้างว่า พุทธสามารถแก้ปัญหาในมิติทางสังคมนี้นั้นนู้นได้ หรือยอมรับว่า
มีมิติทางสังคมที่อ่อนด้อย เพราะขนาด อ.ประมวล ยังตอบไม่ได้ชัด คือถ้ายอมรับ
เราก็มีโอกาสที่จะสังคยานาหรือปรับตนให้เหมาะสมได้ไงครับ
หรือยอมรับตรงๆว่า เป็นปัจเจก ใช้แก้ปัญหาของปัจเจก ใช้เรื่องสังคมไม่ได้มากนัก
แต่เรามีคำอธิบายเกี่ยวกับพุทธศาสนาหลายมิติเหลือเกิน เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ / สามารถแก้ปัญหาสังคม
เป็นศาสนาของเหตุผล / เป็นปรัชญาบริสุทธิ์ / เป็นทางหลุดพ้น ฯลฯ แต่ถ้าที่ว่ามาไม่สามารถตอบได้ชัดๆ
มันก็ไม่พ้นที่คนจะวิจารณ์ได้นั่นเองล่ะครับ
ผมว่าที่มันแก้ปัญหาสังคมไม่ได้ชัดเจน ก็เพราะมันเป็นสังคมนี่แหละครับ
สังคม คือ คนหลากหลายคน ที่มาพึ่งพิงเพราะหวังจะเอาอะไรจากสังคม
ผมว่าทุกคนเข้าใจ และเห็นทางแก้ปัญหากันหมด
แต่ใน 100 คนจะมีกี่คนที่ยอมเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหานั้น
สมมติ ลดละกันได้ 99 คน คนสุดท้ายเห็นว่า เอาวะ มีหนทางแล้วไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อไม่มีคนอื่นมาแย่ง สิ่งที่ได้ก็เป็นกอบเป็นกำ คนที่ 98 97 เริ่มหันมามองแล้วว่า
อ่าว ไอห้านี่ได้ดิบได้ดี สุดท้ายก็กลับมาเป้นเหมือนเดิมอีก
ผมว่าถ้าเมื่อไหร่ที่มันสามารถเปลี่ยนปัจเจกทั้งหมดได้แล้ว สังคมมันจะเปลี่ยนมาเองโดยอัตโนมัตินะครับ
บางทีผมก็ชอบสังคมเด็กเล็กๆที่มาอยู่รวมกันนะครับ ทั้งหมดมันยังไม่มีอะไรมาจุงใจให้ต้องได้มากกว่าคนอื่น
มันก็ไม่มีการเรียกร้องให้ดูแลมากกว่าคนอื่น มันก็เรียบร้อยได้ง่ายกว่าโดยไม่ต้องทำอะไรเลยครับ
ผมว่า ถ้าเราเข้าใจว่านั่นคือธรรมชาติของสังคม
ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็น เราก็ต้องเข้าใจว่า สิ่งที่จะมาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาเหล่านั้น
ต้องเป็นกฏกติกาบางอย่าง ที่รองรับความแตกต่าง ความดี ความเลวทั้งหมด
ไม่ใ่ชไปโทษว่า เพราะเป็นคน พุทธที่มีหลักการที่ดีเลยแก้ไม่ได้
ผมว่าก็เพราะพุทธยังด้อยเรื่องมิติทางสังคม ก็ชัดเจนดีนะ
จุดมุ่งหมายของคนสัมภาษณ์ คือมหาสุรพศ(เป็นอาจารย์และเป็นมหานะครับ)
แกว่า " ผมถามชัดว่าอัคคัญสูตรที่ปฏิเสธระบบชนชั้นได้เสนอว่ามนุษย์ควรมีเสรีภาพ ความเสมอภาคไหม พุทธศาสนามีมิติทางสังคมที่มองคุณลักษณะสากลของมนุษย์แล้วเอามาเป็นฐานคิดในการออกแบบกติกาที่ยุติธรรมในการอยู่ร่วมกัน (อย่างที่นักปรัชญาตะวันตกคิดกัน)ไหม ส่วนประเด็นเรื่องสถาบันก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องการตรวจสอบ ก็ถามตรงๆว่าใช้เกณฑ์ทศพิธราชธรรมตรวจสอบได้ไหม ผมต้องการรู้ว่าชาวพุทธฝ่ายก้าวหน้าเขามีคำอธิบายเป็นตรรกะอย่างไร "
คำถามมันน่าจะอยู่ที่ตรงนี้นะครับ ถ้าพูดว่ามันเป็นปัจเจก
สังคมจะดีได้เมื่อ เปลี่ยนคนปัจเจกที่เลว เป็นคนดีให้หมด-หรือให้ได้มากที่สุด
เมื่อนั้นแล้วสังคมก็จะดีเอง-ปัญหาสังคมก็จะแก้ได้เอง ยังงี้ผมว่าไม่ต้องเป็นศาสนาพุทธก็ได้ไง
การเป็นคนดี ก็มีหลักการเรื่องจริยธรรมอยู่ในทุกศาสนาอยู่แล้ว
เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่โกหก ไม่ลักทรัพย์ ฯลฯ รวมๆพวกนี้ คือแปลว่าทำแล้วเป็นคนดี สังคมดี
มันก็มีอยู่ในทุกศาสนา หรือไม่ต้องศาสนาก็ได้ หลักการทางสังคมตั้งมากมาย
ก็มีคำสอนแบบจริยธรรมพื้นฐานพวกนี้อยู่ รวมถึงกฏหมายก็มี
แล้วเราจะมีคำอะไรมายืนยันว่า พุทธศาสนาคือทางออกของสังคม
อย่างที่นักคิดมากมายนำเสนอกันอยู่ครับ หรือเป็นทางออกในที่นี้หมายถึง
ก็เรื่องศีลธรรมพื้นฐานนี่แหละ และเข้าใจดีว่าไม่ได้เฉพาะพุทธ แต่พอดีสังคมไทย
มีพุทธเป็นพื้นฐาน และมีพลังสูงสุดที่จะน้อมนำคนในสังคมไทยเรา น่าจะประมาณนี้ไหมครับ
ที่น่าสนใจคือ การพูดถึงเรื่อง"ธรรมาธิปไตย" หรือบอกว่าพุทธตอบได้หมด
หรือแม้แต่พอถามเรื่องแนวคิดทางสังคม ที่แน่นอนว่ามันต้องเชื่อมโยงไปถึงการเมือง
เพราะการเมืองเป็นส่วนหลักในการขับเคลื่อนสังคม พระส่วนมากที่อธิบาย
ก็มักจะบอกว่า ธรรมะอยู่เหนือการเมือง และเอาหลักการเรื่องศีลธรรมาจับ(ที่ศาสนาไหนหลักการทางสังคมไหนก็มี)
สรุปแล้วที่ว่าตอบได้ นั้นคือตอบได้ว่าอะไร ธรรมาธิปไตยที่ว่านี่คืออะไร
คือคนที่จะรวย และเป็นนายก สส. จะต้องเป็นคนดี
นั่นคือ ธรรมาธิปไตย
บริบทของศาสนาถ้าจับเอามาเป็นท่อนๆ ต่อนๆ แล้วเอามาตอบ มันไม่มีทางได้คำตอบแน่ๆ ครับ
เพราะนอกจากหลักการทำดีของ ผู้ปกครองแล้ว เรา็ยังมีหลักทำดีของชนชั้นใต้ปครองด้วย
ทั้งยังมีหลักการของทุกสรรพสิ่งด้วย
ศาสนาพุทธไม่ได้สร้างมาเพื่อปกครองและควบคุมใครๆ ด้วยซ้ำ
ยุคแรกๆ ของศาสนาคือ ขอแบ่งปันอาหารที่เหลืออยู่บ้าง แค่นั้นเอง
สรุปจากคำอธิบายของเอ
หมายความว่าการเอามาตอบด้วยวาทกรรม ธรรมาธิปไตย
คือการพยายามมากไป?
อย่างที่พยายามเอาไปตอบในทุกเรื่อง ธรรมะพารวย ปฏิบัติธรรมแล้วสวยผ่องใส
พอบอกว่าแก้ปัญหาสังคมได้ ก็ต้องมีคนถาม
พุทธมองว่า สังคม = ผลรวมของจำนวนคนที่มารวมกัน (ดังที่ปรากฏในคำอธิบายของพี่โอ)
แต่สังคมสมัยใหม่นั้น สังคม = คน+โครงสร้างที่มองไม่เห็น
ไอ้อันหลังนี่แหละที่แนวคิดทางพุทธศาสนาไม่สามารถตอบได้
หรือว่าตอบได้ แต่ไม่มีคนส่งสารหรือคนศึกษา-นักปฏิบัติที่เก่งพอจะเอาหลักการพุทธนั้นมาจับ
(แต่ส่วนมาก คนที่บรรลุธรรม นักปฏิบัติ ก็จะมักจะไม่ใช่คนที่บอกว่าพุทธแก้มิติทางสังคมได้
หรืออธิบายอะไรมกาเรื่องพวกนี้ ส่วนมากจะบอกเพียงว่า ให้มาลองปฏิบัติเอง)
ส่วนคนที่ออกมาพูดประเด็นนี้ พูดถึงว่าจะแก้ปัญหาสังคม ก็ไปเทศน์ให้คนละกิเลสนี่นั่นนู่น
ซึ่งผมก็สงสัยว่าถ้าคนละกิเลสหมด สังคมทุนนิยมมีหวังพังครืน ระบบเศรษฐกิจจะดำเนินไปยังไง
ทีนี้จะสร้างโบสถ์สร้างวัดกันยังไงล่ะ :37:
สำหรับตู สิ่งที่พุทธศาสนาสอนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมก็คือ...
ให้คนเก่งมาเป็นเผด็จการ แล้วพวกที่เหลือก็เชื่อมั่นในผู้นำไป :30:
พระพุทธเจ้านี่ไม่เคยประชาธิปไตยเล้ย "เธอจงทำตามคำที่ตถาคตบอกเถิด" ตลอด :30:
Quote from: นายร่มไทร on 23 Jun 2011, 14:59 น.
สำหรับตู สิ่งที่พุทธศาสนาสอนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมก็คือ...
ให้คนเก่งมาเป็นเผด็จการ แล้วพวกที่เหลือก็เชื่อมั่นในผู้นำไป :30:
พระพุทธเจ้านี่ไม่เคยประชาธิปไตยเล้ย "เธอจงทำตามคำที่ตถาคตบอกเถิด" ตลอด :30:
ใช่แล้ว :30:
โอ้ เป็นคำสรุปที่เมคเซนส์ที่สุดที่เคยอ่านมา :30: :12:
พระพุทธเจ้าเรียกคนอื่นว่าเธอด้วยเหรอครับ
ยังกะจ่าพิชิต
Quote from: นายร่มไทร on 23 Jun 2011, 14:59 น.
สำหรับตู สิ่งที่พุทธศาสนาสอนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมก็คือ...
ให้คนเก่งมาเป็นเผด็จการ แล้วพวกที่เหลือก็เชื่อมั่นในผู้นำไป :30:
พระพุทธเจ้านี่ไม่เคยประชาธิปไตยเล้ย "เธอจงทำตามคำที่ตถาคตบอกเถิด" ตลอด :30:
ข้อสรุปนี่สามารถอธิบายวิธีคิดและมองการเมืองของคนไทยได้แถบทุกยุคเลยนะ :30:
ผมไม่เชื่อว่า คำพูดของพระพุทธเจ้าเป็นอะไรที่จะใช้ได้ทุกกาลสมัย
จึงถูกแบ่งออกเป็นพุทธวัจนะหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เหมือนปรัชญาใช้ได้เฉพาะกาล
แต่สิ่งที่ปรัชญาอธิบายอาจจะเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน
ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้า ก็น่าจะเชื่ออย่างนั้น ถึงได้มีเรื่องที่ว่า
การเสื่อมของพุทธศาสนาของพระองค์
ผมว่าที่เสื่อมคือเรื่องวิธีการอธิบายธรรมะของท่านนี่ละนับวันมันจะยิ่งถูกเพลิกแพลงไปเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนพุทธเจ้าพระองค์นี้หรือพระองค์ไหน
ก็คงมีคำสอนและวิธีการของตัวเองในยุคนั้นๆ แต่หลักความจริงน่าจะเป็นอันเดียวกันนี่แหละ
จริงๆแล้วหลักคำสอนในยุคนี้ ถามว่าถ้าเอามาใช้จริงๆ ช่วยได้ทุกด้าน ทั้งด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม
แต่คงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจกับคำสอนนั้นจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ทำครึ่งๆกลางๆ พอทำแล้วไม่ให้ผลอย่างที่หวังก็โทษว่าไม่ดี
ถ้าไม่งั้นทุกสิ่งที่ปลุกฝังเรามาก็กลายเป็นแค่แพะ เหมือนที่เราชอบโบ้ยว่า นี่หรือเมืองพุทธ แต่ไม่ดูตัวเองว่าจริงจังจริงใจกับพุทธจริงๆ หรือเปล่า
พุทธศาสนาไม่เหมือนยาแก้ปวดที่กินแล้วหาย แต่เหมือนการออกกำลังกายที่ค่อยทำให้ร่างกายแข็งแรง
แต่ถ้าโดดตึกลงมาคอหักแล้วบอกว่า ออกกำลังกายไม่เห้นช่วยอะไรเลย นั่นมันโบ้ยกันชัดๆ
:45:
เห็นด้วยครับ
คือพอถึงเวลาคนก็จะคาดหวังกับพระพุทธเจ้ามากไป
เหมือนกับบอกว่าแกเป็นพระเจ้าของศาสนาอื่น ที่ตอบได้ทุกคำถาม
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพียงมันใช้ได้กับหลายๆ กาล หลายๆ ลักษณะของปัญหา
อย่างที่พระพุทธเจ้าไม่ได้มาสอนว่าจะต้องพัฒนาประเทศในโลกทุนนิยมในอีก 2500 ปีข้างหน้าอย่างไรนั่นแล :12:
พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนเพื่อให้ปกครอง หรือดูแลมวลชนอื่นใดนะครับ
แต่เพียงเพื่อตัวเราเอง
การที่เค้าเอามาเพื่อประยุคใช้นั้นคือการยัดเยียดว่า คนที่เป็นผู้นำจะต้องทำให้เหมือนพุทธวจนะ
ซึ่งมันไม่ใช่
พวกที่บอกว่า พุทธศาสนาตอบได้หมด
พารวย หน้าใสสวย ธรรมาธิปไตยแก้ปัญหาสังคม ฯลฯ
น่าจะเป็นความพยายามมากไป
อย่างพระวินัย 217 ข้อที่ว่า ถ้าไปอ่านตัวพระวินัยจริงๆ
เราจะเห็นว่า มันคือการตอบโต้กับบริบทของเหตุการณ์ในยุคนั้นๆ
คือมีเหตุเกิดขึ้นก่อน แล้วพระพุทธเจ้าจึงสั่งห้าม แล้วก็ต่อเติมจำนวนข้อมาเรื่อยตามเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น
ไม่ใช่อยู่ดีๆตรัสรู้แล้วนั่งร่างขึ้นมา 217 ข้อเลย มันคือการตอบบริบทของสิ่งที่เกิดในตอนนั้น
ถ้าใครเคยอ่าน ก็จะพบว่าพระวินัยหลายๆข้อเกิดจากพระอุทายี
คือเป็นพระขี้ดื้อนี่แหละ พูดง่ายๆ เป็นพระคัลท์รูปนึงในพระวินัยเลย
เช่น แนะให้เพื่อนพระสำเร็จความใคร่ด้วยมือ อะไรพวกนี้เป็นต้น
จนนำมาซึ่งพระวินัยหลายข้อเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ คือถ้าไม่มีพระอุทายีเนี่ย
พระวินัยเกี่ยวกับเรื่องเพศคงหายไปหลายสิบข้อ :30:
แสดงว่าพอมีทักษิณก็เลยมีกฎหมายเพื่อกำราบทักษิณงี้สิครับ
พี่ถลอกได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยยุคพุทธกาลแล้วสินะ :05:
นั่งอ่าน ศีลพระ มีห้ามหลั่งโดยการแกว่งกับอากาศ โดยวัว โดยนี่นั่น จริงๆแค่บอกว่าห้ามหลั่งทุกกรณี ก็น่าจะหดไปได้หลายข้อ :30:
Quote from: เบล on 28 Jun 2011, 17:55 น.
นั่งอ่าน ศีลพระ มีห้ามหลั่งโดยการแกว่งกับอากาศ โดยวัว โดยนี่นั่น จริงๆแค่บอกว่าห้ามหลั่งทุกกรณี ก็น่าจะหดไปได้หลายข้อ :30:
มันเขียนแบบนั้นไม่ได้ฮะ
เพราะบางทีก็หลั่งเองตามธรรมชาติได้ อย่างฝันเปียก เป็นต้น
มันมีข้อยกเว้นอีกข้อ สำหรับคนธาตุผิดปกติด้วยนะครับ
ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่อาจจะหมายถึง คนที่ไม่สามารถควบคุมการหลั่งได้หรืออะไรแบบนั้นมั้ง
แล้วในข้อกำหยดทั่วไปมีกำหนดปริมาณการหลั่งด้วยว่า ถ้าออกมาเกินที่แมลงวันตอมอิ่มถึงจะถือว่าผิด
อ่านแล้วก็รู้สึกว่า เค้าคิดปริมาตรวัดได้ครอบคลุมเหนือกาลเวลาดีนะ :30:
แล้วมันแค่ไหนกันอะ แมลงวันตอบอิ่มเนี่ย :30:
Quote from: ณต on 28 Jun 2011, 18:20 น.
มันเขียนแบบนั้นไม่ได้ฮะ
เพราะบางทีก็หลั่งเองตามธรรมชาติได้ อย่างฝันเปียก เป็นต้น
ฝันเปียกมีรายละเอียดอยู่แล้วฮะ ไม่เกี่ยวกับแกว่งกับลมอะไรพวกนี้ :30:
แต่ถ้าเป็นผมนะ ถ้าแกว่งกับลมแล้วเอ็งเสร็จได้ ก็นับถือในความพยามละ :30:
รู้สึกเคยคุยเรื่องนี้กับอีเบลอย่างเมามัน :30:
มีประเด็นทางศาสนาที่ต้องพูดถึง
หลวงพ่อ เกษม อยากดังหรืออยากดับ (http://www.youtube.com/watch?v=UL4FnquxesA#)
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,9833.msg1580330.html#msg1580330 (http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,9833.msg1580330.html#msg1580330)
:59: โว้ โว โว เย
ย้ายขึ้นมาคุยกันบนนี้ดีกว่า ครับ เดี๋ยวอันนี้ก็ถูกเปลี่ยนประเด็นไปแล้ว
หลวงพ่อเกษมคนนี้หรือเปล่า ที่ เขียนหนังสือ ว่า การมีเซ็กตอนถึงตอนสุดยอด สามารถ อนุโมทนาบุญได้
ถ้าแกเป็นพระที่ปลง อนิจจัง ในสิ่งที่พูดและแสดงออก มา
แบบจริงแท้ไม่มีเคลือบแคลงด้วยกิเลส โทสะ โมหะ หรืออะไรทั้งสิ้น
ก็น่าสรรเสริญนะ พระรูปนี้นิพพานเร็วดี ตรง ผ่าซากดีแท้
ขัดแต่ก็ตรงการถือครองผ้าเหลือง กับคำว่า สำรวม ในความศรัทธาของคนไทย
ต้องไปพร้อมๆ กัน แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีพระหลายรูปที่เริ่มเปลี่ยนตัวเอง
ให้เข้ากับยุคสมัย โดยละการสำรวม ไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สังคมเห็นว่า
เออว่ะ พระทำประโยชน์นะ เทศทางทีวี อบรมศาสนาทางเน็ท ก็ได้นี่หว่า โลกมันวิ่งไปไหนแล้ว
อย่างพระมหาสมปอง หรือ ท่านอื่นที่ออกสื่อนั่นไง
คำว่า สำรวม ในความหมายเมื่อ 2000 ปีก่อนนู้น
คงจะหมายถึง ในป่า หรือ อะไรที่ดูเคร่งครัด เป๊ะ
แต่เทียบกับสมัยนี้แล้ว คงออกสื่อได้บ้างล่ะนะ วัดไม่ค่อยมีวัยรุ่นเข้าแล้ว
ก็เอาสื่อนี่ล่ะ เป็นสารทางศาสนาให้เป็นประโยชน์ (ถ้าพระรูปนั้นคิดดีจริงๆ นะ)
แต่หลวงพ่อ เกษม อะไรนี่ แปลกๆ
จะว่าตอนเป็นโยม แกเถรตรง แล้วเป็นพระไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่น่า
อยากดังเหมือนพระรูปอื่น ที่ออกสื่อมั่งล่ะมั้ง แต่คงใช้สื่อพาตัวเองไปแบบดีๆ ไม่เป็น
Quote from: จักรี on 20 Sep 2011, 14:29 น.
ย้ายขึ้นมาคุยกันบนนี้ดีกว่า ครับ เดี๋ยวอันนี้ก็ถูกเปลี่ยนประเด็นไปแล้ว
หลวงพ่อเกษมคนนี้หรือเปล่า ที่ เขียนหนังสือ ว่า การมีเซ็กตอนถึงตอนสุดยอด สามารถ อนุโมทนาบุญได้
เอาวะ คนอย่างตูได้ขึ้นสวรรค์แล้ว :25:
คือใบปลิวที่แจกงดให้เงินพระใช้นั้นแหละ แถวหัวลำโพง
ผมว่ามันคงจะเข้าหลักการเดียวกับอารมณ์ ทำอะไรแล้วรู้สึกปลื้ม.....แล้วอุทิศความสุขนี้ให้คนอื่น ละมั้งนะ
อยากให้คำผกาเอาไปพูดมั่ง
ไม่รู้ป้าแกจะด่าหรือชม
เพราะเป็นพวกการแสดงนำหน้าเนื้อหาเหมือนกัน :30:
กำลังลองคิดเปรียบกับ นิทานเซนเรื่องพระบ้าอยู่แหละ
เพียงแต่พระบ้าในเซนไม่อัพคลิปลง youtube แล้วเงียบหายไปเอง แบบเงียบๆ :47:
พระบ้าไม่ด่าชาวบ้านโชว์ด้วยนะ
แต่พระบ้าฉันไม่เป็นเวลาแค่นั้นเอง หิวก็ฉัน
คำผกาทวิตวันก่อนน่าจะเป็นเรื่องพระคนนี้ :30:
ที่บอกว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้ :30:
Quote from: ณต on 20 Sep 2011, 08:30 น.
เรื่องผู้หญิง กษัตริย์
ก็มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริงๆ นะ :37:
ลองนึกถึงอินเดียเมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อนดูสิ
ว่าเพศหญิงสมัยนั้นแทบจะไม่ถือว่าเป็นคน
แล้วสมัยนั้นมหาราชายิ่งใหญ่ขนาดไหน
หรือจะเอาแค่สมัยนี้ ที่อินเดียก็ยังมีอยู่เยอะ
ที่เขามองว่าผู้หญิงเป็นแค่สมบัติชิ้นนึงของผู้ชาย
เหมือนกับ วัวควายที่เขาไว้ใช้ทำงาน :37:
ศาสนาพุทธสมัยนั้นนี่ดีตั้งเยอะแล้ว
ที่ยังยอมให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีได้
ลองดูศาสนาอื่นดูสิ จนวันนี้เราเคยเห็นบาทหลวง
หรือ อิหม่าม โต๊ะครูที่เป็นผู้หญิงไหม :37:
โควทมาจากกระทู้นู้น
จะว่าไปก็อย่างที่พี่แอนว่า เราไม่สามารถแช่แข็งให้โลกเป็นแบบเมื่อ 2500 ปีก่อนได้
คือไม่ว่าศาสนาพุทธจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่มันก็คือการก้าวหน้าทางสังคม
จากสังคมเมื่อ 2500 ปีก่อน การตีความต่างๆ เราก็ต้องมาดูอีกว่า
มันเป็นการโต้ตอบกับบริบททางสังคมแบบไหนในยุคนั้น
ในพระไตรปิฎก ไม่มีมาพูดแน่ๆว่า การปกครองแบบประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี
หรือโดยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คือการปกครองที่ยิ่งใหญ่สุดในสามโลก
ก็ตอนนั้นมันไม่มีหนิ :37:
ตูบอกแล้วพระพุทธเจ้าปกครองด้วยระบอบเผด็จการ
แสดงว่าเว็บฟอนต์อีก 2500 ปีข้างหน้าต้องมีการเลือกยักษาธิบดีสินะ
จะว่าไปพระเกษมแกเอาพระไตรปิฎกมาเป็นหลักอ้างอิงตลอดนะครับ
เหมือนกรณีเมื่อหลายปีก่อน ที่แกบอกญาติโยมว่า อย่าไปกราบพระพุทธรูป
ตอนนั้นแสดงโชว์เอาตีนเหยียบพระพุทธชินราชจำลองด้วยซ้ำ
เหมือนคำผกาที่เธอก็จะมีหลักยึดอะไรสักอย่างเวลานำเสนอประเด็นต่างๆ
พูดถึงน่าจะมีคนที่แตกฉานพระไตรปิฎกไปเถียงกับแกบ้างนะ
น่าจะได้ประโยชน์กันหลายฝ่าย
จะว่าไปต่อให้ท่องพระไตรปิฎกได้ทั้งหมด
แต่ไม่ได้ปฎิบัติ ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่นักหรอก :58:
ผมมีความรู้สึกว่า แกเลือกเอามาอ้างในจุดที่แกอยากจะพูดถึงน่ะครับ
ถ้าจะอ้างกันจริงๆจังๆแกต้องเอาผ้าห่มศพมาย้อมใส่เอง ไปนั่งอยู่กลางป่าแล้วล่ะครับ
มันกลายเป็นสองสามมาตรฐานพอๆกันน่ะครับ ถ้าทำได้ทุกอย่างเป๊ะแล้วพูด
ผมว่ามันน่าฟังกว่าก้ำกึ่งแบบนี้น่ะครับ
ไปเจอมาจากประชาไท เขียนดีนะครับ
เมื่อพระอ้างพระไตรปิฎก "ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ"
http://prachatai.com/journal/2011/09/37038 (http://prachatai.com/journal/2011/09/37038)
ประชาไทเริ่มวิจารณ์กันหนาหูแล้ว
อยากให้คำผวาเขียนอีกสักคน
ทีนี้ล่ะ พระเกษมดังแน่ๆ :12:
คำผวา :30: เจ๊แกทวิตไปวันก่อนแล้ว น่าจะเป็นทอปิกของอาทิตย์หน้า(เดาเอา)
จากแฟนคลับคำผกา :30:
อ่านอันนี้แล้วน่าสนใจครับ
เจ้าชายสิทธัตถะ มิได้หนีออกบวชกลางคืนกับนายฉันนะ หากออกบวชกลางวัน ต่อหน้าพระราชบิดาและพระราชมารดา : มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606&grpid=no&catid=&subcatid= (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606&grpid=no&catid=&subcatid=)
เมื่อวานนั่งดูข่าว เขาตั้งคณะกรรมการสอบสวน
แล้วก็บอกว่า พระยูทูบ พ้นสภาพการเป็นพระไปแล้ว
เห็นว่ามีคดีบุกรุกป่าเข้าไปซ้อนอีกรอบนึงด้วย
ดังแล้วล่ะพี่เอ้ย
พระมหาสมปองอะนะครับ :46:
Quote from: ιαппппп on 29 Sep 2011, 01:01 น.
อ่านอันนี้แล้วน่าสนใจครับ
เจ้าชายสิทธัตถะ มิได้หนีออกบวชกลางคืนกับนายฉันนะ หากออกบวชกลางวัน ต่อหน้าพระราชบิดาและพระราชมารดา : มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606&grpid=no&catid=&subcatid= (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606&grpid=no&catid=&subcatid=)
อ่านสนุกเลยครับ มีความเป็นไปได้สูงนะครับเหมือนอ่าน หงสา เลย แต่ คือ ถึงจะเป็นอย่างงั้น
ผม ว่า สิ่งที่ บอกว่าหนีออกบวชตอนกลางคืน จะตัดไปไม่ได้ เพราะ จากที่อ่าน ไม่มี คำไหน
บอกว่า หนีออกไปตอนกลางวัน พ่อแม่ ร้องไห้ห้าม แต่ท่านก็ไม่ฟัง ไม่ใช่ว่าจากไปเดี๋ยวนั้นนี่นา
คำว่าหนีไปบวช กับคำว่า บวชแล้วจึงหนี นี่ไม่ว่า สิ่งไหนจะใช่ไม่หรือไม่ใช่ ความหมายมันก็ไม่ต่างกันมากเท่าไร
แล้วก็คำว่า หนี เขาจะหมายความว่าแอบออกไป หรือไปโดยไม่ร่ำลา หรือ ไปโดยที่ทัดทานไม่ได้ มันก็อาจใช้ คำว่า หนี ได้เหมือนกัน
หรือจะเป็นไปได้ว่า ออกไปต่อหน่าต่อตา พ่อแม่ ตอนกลางวัน ก็ไม่แน่หรอก ที่ท่านจะแวะไปเก็บข้าวของก่อน
แล้วตอนออกไปจริงๆ มันตอนกลางคืนก็เป็นได้ ไม่ต้องพูดถึงฉันนะเลย
ในระหว่างนั้นตอนไหนก็ได้ ก็อาจจะเป็นไปได้ทั้งนั้นที่ใครจะตามไปด้วย
สรุปก็คือเป็นไปได้หมดอะ นะ
อ่านสนุกและมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาก :12:
นั่นน่ะสิ ทำไมไม่มีใครชำระพุทธประวัติให้ตรงพระไตรปิฎกล่ะ
คือที่แน่ๆ เรามีพระไตรปิฎกที่แปลมาจากอินเดีย
ซึ่งน่าจะถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อสุดแล้ว
เรื่องที่อาจารย์เสถียรพงษ์ ค้นคว้ามานั่นอ่านสนุกมาก
Quote from: โก้ on 29 Sep 2011, 08:51 น.
เมื่อวานนั่งดูข่าว เขาตั้งคณะกรรมการสอบสวน
แล้วก็บอกว่า พระยูทูบ พ้นสภาพการเป็นพระไปแล้ว
เห็นว่ามีคดีบุกรุกป่าเข้าไปซ้อนอีกรอบนึงด้วย
ดังแล้วล่ะพี่เอ้ย
ดูข่าวแล้วคิดว่าคณะจังหวัดแปลกๆ แล้วล่ะ
นี่กลายเป็นหาเรื่องเอาผิดกรณีอื่นแล้ว
คิดว่าในที่สุดก็คงต้องฟ้องร้องขึ้นศาลกัน
กรณีคลิปอยากดัง ถ้าพระเกษมจะผิด
ก็อาจจะผิดในแง่ไม่สำรวม ชาวโลกติเตียน(โลกวัชชะ)
ซึ่งก็ไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรงขนาดถึงกับจะต้องสึกจากการเป็นพระ
แล้วดูเหมือนว่ากรณีคลิปอยากดังก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
ในการจงใจให้สื่อเอาไปตีข่าว
เห็นมีอีกหลายคลิปที่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้นะ
ตูว่าถ้าแน่จริง เล่นธรรมกายเลยครับ
มีข้อให้เล่นงานเยอะแยะเลยในเรื่องพระธรรมวินัย
แต่ก็รู้อยู่ว่า ธรรมกายแน่จริง
ขนาดไทยรัฐสมัยนั้นเล่นงานลงข่าวทุกวันเป็นเดือนยังเอาไม่ลง
พอเรื่องเงียบ ดันลงโฆษณาให้ธรรมกายเต็มหน้าอีกต่างหาก :08:
ไปงานธรรมกายซักรอบจะซึ้งเลยว่าล้มยาก :30:
Quote from: ณต on 29 Sep 2011, 09:57 น.
ขนาดไทยรัฐสมัยนั้นเล่นงานลงข่าวทุกวันเป็นเดือนยังเอาไม่ลง
พอเรื่องเงียบ ดันลงโฆษณาให้ธรรมกายเต็มหน้าอีกต่างหาก :08:
เงินโฆษณามาก่อน แล้วเรื่องค่อยเงียบตะหาก :30:
Quote from: หูดเบล on 29 Sep 2011, 09:58 น.
ไปงานธรรมกายซักรอบจะซึ้งเลยว่าล้มยาก :30:
ตูไปมาหลายรอบแล้ว :37:
สร้างองค์พระบรรจุในธรรมกายเจดีย์ด้วย :37:
:30:
บุญแถวหน้าเลยนะครับเนี้ย
ถ้าเกิดวัดจะสร้างเจดีย์องค์ที่สอง ตูก็จะทำบุญบริจาคอีกนะ :30:
:58:
บทความของ อ.สเถียรพงษ์ ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นสเถียรพงษ์ วรรณปก เขียนแบบนี้โดนด่าแน่นอน :30:
มาฟังรุ่นใหญ่อย่าง ศ.ศิวลักษณ์ พูดถึงกรณีพระเกษมกันบ้าง
โดนครับ โดน.. เป็นคนที่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา :59:
มีประเด็นเรื่องผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำด้วยนะ
พระเกษม....ผู้เขย่าวงการสงฆ์ไทย 1/2 (http://www.youtube.com/watch?v=2qRFgNWyiVk#ws)
พระเกษม....ผู้เขย่าวงการสงฆ์ไทย 2/2 (http://www.youtube.com/watch?v=F6B26Hr-q8A#ws)
โอว
จบ
ขุดมาแปะไว้ที่นี่อีกดีกว่า
พอดีในจู๋หนังสั้นมีเรื่องนี้เข้ามา
Quote from: iannnnn on 01 Mar 2012, 23:29 น.
ขุด
Short Film - " BATTLE " (http://vimeo.com/37647174)
พระหนุ่มแรปดวลพระแก่
แล้วตูเอาไปแปะใน Google+
ปรากฏว่ามันแชร์/+1 กันมหาศาลครับ
Quote from: iannnnn on 02 Mar 2012, 23:55 น.
ที่จริงก็ไม่คิดว่าจะได้รับความนิยมขนาดนี้นะครับ
แต่พอเอาไปแชร์ใน Google+ ปั๊บ
https://plus.google.com/u/0/102665457201814613689/posts/3ikSiR4vuXo
มาเพียบ :31:
มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย อย่างสุดโต่ง
ทั้งพระ ทั้งฆราวาส เถียงกันมันส์มาก :25:
ที่สนุกคือมีพระมาเถียงด้วยไม่น้อย สนุกครับ
เอาลิงค์ที่พี่แอนโพสไปให้กลุ่มที่ทำหนังสั้นดูเค้าบอกว่า
"ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร แต่สังคมก็ได้เกิดซึ่งการวิพากษ์แล้ว"
บร๊ะ !
พวกที่อ้างพระพุทธเจ้าเพื่อด่าคนอื่น พวกนี้แหละที่ยิ่งทำให้เกิดอคติต่อศาสนา
Quote from: ณต on 08 Oct 2011, 07:43 น.
มาฟังรุ่นใหญ่อย่าง ศ.ศิวลักษณ์ พูดถึงกรณีพระเกษมกันบ้าง
โดนครับ โดน.. เป็นคนที่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา :59:
มีประเด็นเรื่องผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำด้วยนะ
พระเกษม....ผู้เขย่าวงการสงฆ์ไทย 1/2 (http://www.youtube.com/watch?v=2qRFgNWyiVk#ws)
พระเกษม....ผู้เขย่าวงการสงฆ์ไทย 2/2 (http://www.youtube.com/watch?v=F6B26Hr-q8A#ws)
อันนี้เพิ่งโหลดลงมือถือมาฟังในรถไฟฟ้า
ชอบวิธีพูดวิธีอธิบายแบบนี้ดีจังครับ
คือใครว่าให้แกะเปลือกมาดูแต่เนื้อหาอย่างเดียวหรืออะไรก็เหอะ
แต่ตูเห็นเสมอว่าวิธีการเป็นสิ่งสำคัญ คือพอลุงแกพูดปั๊บ ทุกอย่างน่าฟังไปหมดเลย
สดๆ ครับ
ในทวิตเตอร์ จ่าพิชิตกำลังเปิดเกมรบกับชาวธณรมกายท่านหนึ่งอยู่
ถ้าสนใจไปเริ่มอ่านได้จากทวิตเตอร์ @jarpichit ครับ
อ้อ คุณ @mad_madmad เอาคลิปนี้มาแปะให้ดู ชอบ สับตะไคร้ชาติเจริญทันที
[ชาติเจริญ] #2 - ฿uddhism? (http://www.youtube.com/watch?v=JHYMtnvbGc0#ws)
คลิปเด็ด
PANTIP.COM : Y11876051 เดี๋ยวนี้เค้ามีบัตร KTB วัดพระธรรมกาย กันแล้วนะ []
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11876051/Y11876051.html (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11876051/Y11876051.html)
อันนี้สุดยอด ชมจริงๆ นะเนี่ย :12:
ถ้าทำบุญแล้วเงินมันได้ทำประโยชน์จริงก็จะเจ๋งมากเลย :45:
:12:
ถ้าพูดแบบไม่อคติคือ ของเหลือจากวัดเค้ายกไปให้วัดต่างจังหวัดเยอะมากนะ :30:
เดี๋ยวนี้ผมจำทรงบาตร กับสีจีวรได้ละ ชี้ๆได้เลยว่าพระรูปไหนมาจากวัดสาขา :30:
คือช่วงนี้กระทู้พันทิปสนุกมากครับ
ก็กรณีธรรมกายปิดถนนนั่นแหละ
เพิ่งรู้ว่าผ่านแถวบ้านตูด้วย ต้องหลบไปใช้เส้นอื่น :0705:
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11883282/Y11883282.html (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11883282/Y11883282.html)
(แนะนำให้ดู MV คห 18 อลังการมาก ตูร้องได้แล้วเนี่ย)
เฮ้ย เพลงเจ๋งมากครับ เรียบเรียงเสียงประสานยิ่งใหญ่มาก
กดดูรอบที่ 3 ละ :30:
ตูกำลังแปลงเป็นริงโทน :30:
อยากโหลดเป็นเสียงรอสายอ้ะ :30:
ขับรถผ่านไปก็บีบแตรใส่ดังๆ เลยครับ
เวลาคนถามก็บอกว่าทำไปเพื่อเป็นพุทธบูชา :59:
นึกยังไงปิดถนนสายหลักๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วน
แต่เอ็มวีเจ๋งมาก :30:
ถ้าตูเจอก็ว่าจะบีบแตรยาวใส่ล่ะ :30: :30:
แต่แอบกลัวฝาบาตรบินมาเหมือนกัน :59:
กรี๊ดดดดดดดดดดดดด กดดู mv หลายรอบมาก
จะบอกว่าชอบดู mv ช่อง dmc มากๆ โดยเฉพาะเพลงแปลง :56:
น่าจะเลื่อนไปช่วงสงกรานต์ จะได้ทำน้ำมนต์มาพรม พร้อมเล่นน้ำสงกรานต์ ได้ 2 ต่อ :07:
ตูต้องเดินฝ่าอะไรไปทำงานล่ะเนี่ย :3005:
โกนหัวแล้วเนียนเดินบนพรมดอกกุหลาบเล้ย
Quote from: ณต on 08 Oct 2011, 07:43 น.
มาฟังรุ่นใหญ่อย่าง ศ.ศิวลักษณ์ พูดถึงกรณีพระเกษมกันบ้าง
โดนครับ โดน.. เป็นคนที่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา :59:
มีประเด็นเรื่องผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำด้วยนะ
พระเกษม....ผู้เขย่าวงการสงฆ์ไทย 1/2 (http://www.youtube.com/watch?v=2qRFgNWyiVk#ws)
พระเกษม....ผู้เขย่าวงการสงฆ์ไทย 2/2 (http://www.youtube.com/watch?v=F6B26Hr-q8A#ws)
Quote from: iannnnn on 08 Mar 2012, 10:33 น.
อันนี้เพิ่งโหลดลงมือถือมาฟังในรถไฟฟ้า
ชอบวิธีพูดวิธีอธิบายแบบนี้ดีจังครับ
คือใครว่าให้แกะเปลือกมาดูแต่เนื้อหาอย่างเดียวหรืออะไรก็เหอะ
แต่ตูเห็นเสมอว่าวิธีการเป็นสิ่งสำคัญ คือพอลุงแกพูดปั๊บ ทุกอย่างน่าฟังไปหมดเลย
อยากฟังครับ ลิงค์ถูกปิดไปแล้ว
เมื่อเช้านี่เต็มๆ ครับ
มาทำงานสายชั่วโมงครึ่ง
:01a:
ถ่ายรูปไว้ด้วย
https://plus.google.com/photos/102665457201814613689/albums/5727461081433789729 (https://plus.google.com/photos/102665457201814613689/albums/5727461081433789729)
อิ่มบุญเลยซินะพี่แอน
ตั๊กถั่วอีกคน
เอมันคนบาปออกมาตอนเค้าเดินผ่านหน้าปากซอยพอดี โบกรถเมลล์ขับแซงมาจอด ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนมาถึง
คนบาป :59:
ธุดงค์เข้าเมือง
เดินบนกลีบกุหลาบ
แบบเอิกเกริก
เดินบนเสื่อที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เดือดร้อนผู้อื่นที่สัญจร
ไม่น่าจะใช่พุทธวิสัย
เป็นแค่พวกมากลากไป
อีรูปที่เขียนว่าอย่าเห็นแก่ตัวในอินสตาแกรม โคตรโดน :30:
Quote from: ฟิ้งซ์ on 04 Apr 2012, 16:41 น.
ธุดงค์เข้าเมือง
เดินบนกลีบกุหลาบ
แบบเอิกเกริก
เดินบนเสื่อที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เดือดร้อนผู้อื่นที่สัญจร
ไม่น่าจะใช่พุทธวิสัย
เป็นแค่พวกมากลากไป
เห็นควรด้วยครับ ผิดศีล 5 ข้อแรกเลย เบียดเบียนผู้อื่นโดยเจตนา
เพื่อนตูบอกว่า กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นกลับมาแล้ว แคทวอล์คผ่ากลางกรุง :30:
ตบท้ายว่า อีเวนท์แบบนี้ไม่ใช่ตุ๊ดคิดไม่ได้นะ :30: :30:
นะจ๊ะ :27:
คิดได้ฮามาก :30: :30:
:30: :30:
ไม่ห่มคลุม ออกนอกวัดด้วยนะ :56:
เซะซี่กันไป
ภาพแห่งปี โดยคุณอินทิรา เจริญปุระ
(http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-prn1/554409_10151473055605245_811280244_23960191_92692748_n.jpg)
คำบรรยาย : กูอาศัยอยู่ในแมทริกซ์สินะ
อดดูความยิ่งใหญ่ เลย อดปลื้ม!!
งานนี้ ก็รับไปเต็มๆ เลยนะผู้จัด
ตอนนี้ ทางธรรมกายน่าจะมีอีกเว้น สู่สาธารณะ เยอะอยุ่ครับ เพราะได้ยินมาว่าได้รับการยอมรับจาก มหาเถรสมาคมแล้ว
ก็ว่ากันไปเน้อ การเมืองฝ่ายสงฆ์ฝั่งปริยัติ เขายอมรับกันแล้วคงได้เห็น อะไรใหญ่ๆ อีกเพียบ ไม่แน่ ช่อง DMC อาจจะมีรายการ มาฉาย ที่ช่อง ฟรีทีวีเร็วๆ นี้ก็อาจเป็นไปได้ครับ
สงสัยเหมือนที่หลายๆ คนบ่นในโซเชียล
คือสื่อกระแสหลักหายเงียบไปไหนกันหมดครับ
ปกติมติชินก็ชอบเล่นเรื่องพวกนี้ ก็เงียบเหมือนกัน
ก็เข้าใจไปได้เป็นอย่างเดียวแหละนะ
นั่นคือ สื่อกระแสหลักอิ่มบุญไปตามๆ กัน :58:
น่าจะหลายอิ่มนะครับ โชว์พลังมาก ตูสามารถปิดถนนได้
ใช่ครับ ตอนนี้ถ้าจะเล่นกันจริงๆ ต้อง ว่ากันที่ การเมือง ทั้ง การเมืองในสภาโลก และ ในสภาธรรมเลย
ว่ากันตามจริง คนเราการจะก้มกราบใครหรือถูกใครก้มกราบนี่เรารู้สึกพร้อมแค่ไหน ถึงจะทำใจรับได้
ผมลองคิดเล่นๆ ดูถ้าการกราบไหว้ นั้น มาจาก พ่อแม่ ญาติ พี่ๆ ที่เราเคารพศรัทธา
หรือครูบาอาจาร์ย์ หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำคุณประโยชน์
ให้กับสังคม อื่นๆ อีกมากมาย จะด้วยโมหะหรือไม่ก็แล้วแต่
แต่เมื่อเขาก้มกราบเราด้วยเห็นว่าเราเป็นผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบพอที่จะเป็น 1 ในรัตนตรัย
แล้วละก็ ภาระอันหนักหน่วงนั้นจะถูกโยน มาที่เรา ถ้าเรามีสามัญสำนึกพอ
เราจะคิดได้ว่า กูพร้อมหรือยัง หรือกูมาอยู่ตรงนี้เพียงแค่หน้าที่ ประเพณี นำมา
และก็อยุ๋ไปวันๆ รับกิจนิมนต์ มหึมากองบุญ กับผลประโยชน์เป็นวัตถุนิยมอะไรต่างๆ นานา
สุดท้าย คนก้มกราบ และทำบุญด้วยก็ไม่มีความหมาย ไร้ค่า คนถูกก้มกราบก็ต้องมานั่งชั่งว่าจะสนใจมั้ย
ถ้าสนใจก็อาจจะตั้งหน้าตั้งตาปฎิบัติทดแทนความศรัทธาของคน
แต่ถ้าคนไม่สนใจ ก็ลองคิดไป ว่า บาปไม่บาป ตามแต่พุทธจะว่าไว้
แต่สิ่งที่แน่นอนคือ โลกนี้ไม่ยุติธรรมแน่
ถ้าคนที่ทำประโยชน์มากกว่าต้องก้มหัวกราบเท้าให้กับคนที่ทำประโยชน์น้อยกว่า
เห็นแต่คนด่า แต่ก็แค่ด่า
แต่ไม่เห็นคนที่ลุกมาเคลื่อนไหวจริงจังเลยแฮะ
หรือมันยากกว่าสู้กับกีฬาสีฝ่ายตรงข้ามอีกนะ
หรือไม่ก็น้ำท่วมปากกันหมด
อย่างสื่อแมสๆ เนี่ยชัดมาก สปอนเซอร์ทั้งนั้น
แอนลองจัดแคมเปญตั้งคำถามธรรมกายดูดิ่
เกิดจุดติดขึ้นมานะ...
เผื่อเค้าจะมาสปอนเซอร์บ้านกับมาสด้าสองให้ :47:
ดูแล้วท่าจะยากครับ เพราะ ตอนนี้วาระนี้เป็นวาระเดียว
ที่ทุกคนก็รู้ว่ามันคือกำไร หลายฝ่ายแค่รอวันที่จะถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะแบ่งกันกินได้
ซึ่งเวลานี้ก็มาถึงแล้ว จะเนื่องด้วย มหาเถรสมาคมหรือจะเรื่องที่ว่านายกก็เป็นคนของที่นี่ด้วย ก็ไม่รุ้นะว่าเป็นใครที่ให้ไฟเขียว
แต่ที่แน่ๆ คือ ธรรมกายเริ่มกล้าทำกิจกรรมแบบนี้ใจกลางเมื่องบ่อยขึ้น
ทั้งที่ เมื่อก่อน เจ้าภาพจะไม่ใช่ธรรมกาย ที่จะทำแบบนี้ เช่นตอนที่ตักบาตรที่สนามหลวง
ที่ทำกันเกือบทุกปี ที่มีพระหลายๆ พันรูปมา
ผมก็เชื่อว่า ต่อไปเราได้เห็นเรื่องแบบนี้บ่อยขึ้นแน่ๆ
มีคนถ่ายรูปโน้ตอุดมนั่งข้างพรมด้วยแหละ :30:
ไหนๆๆ :25:
กูเกิล: โน้ต อุดม ธรรมกาย
(ตูเล่นในมือถือ แปะลำบาก :05:)
อันนี้เหรอ
(http://www.dmc.tv/images/00-iimage/121254_2.jpg)
(http://www.dmc.tv/images/00-iimage/121254_3.jpg)
แม่ง ต้องทำฐานใสๆเหมือนลอยได้ด้วยนะ :30:
พี่โน๊ต อุดม พิง ลำพะเพิง ทักษิน ยิ่งลักษณ์ และคนดังๆ หลายคนครับ ที่อยู่ธรรมกาย
ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีอำนาจพลักดันสิ่งต่างๆของยุคสมัยนี้ทั้งนั้นด้วยนะ จะบอกว่ายุคทองของธรรมกายได้มั้ยอ่ะ :30:
Quote from: RomSaiKyu on 04 Apr 2012, 16:51 น.
เพื่อนตูบอกว่า กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นกลับมาแล้ว แคทวอล์คผ่ากลางกรุง :30:
ตบท้ายว่า อีเวนท์แบบนี้ไม่ใช่ตุ๊ดคิดไม่ได้นะ :30: :30:
ชมพู้ชมพู มีประกายวิ้งๆ ด้วยนะ :30:
(http://img3.f0nt.com/05/3a375877d49539653cea92c784430ae4.jpg)
เท่ออก เหมือนตัวอะไรในเกมส์แล้วนะ
นี่ไง ทางสายกลางเมือง :25:
Quote from: ยูนเอ on 05 Apr 2012, 11:33 น.
เท่ออก เหมือนตัวอะไรในเกมส์แล้วนะ
Super C (NES) Area 8 (Final) (http://www.youtube.com/watch?v=iFw-FTBJjzo#)
เหมือนปลาวาฬหงายท้อง
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11914386/Y11914386.html (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11914386/Y11914386.html)
อันนี้ว่ากันในสภา
นาที 1.20 จับภาพมาได้งดงามยิ่งนัก
ประมวลภาพตักบาตรทั่วกรุงเทพ (http://www.youtube.com/watch?v=JP0p7DSKCBE#ws)
ค่อนข้างจะเฉยๆกับธรรมกายนะ ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่หรืออะไรเท่าไหร่
เพราะรู้สึกว่า พุทธไทยทั้งหมดก็เป็นแบบนี้ คือเน้นเรื่องบุญกรรมการทำบุญ
พวกเครื่องรางของขลัง พระเครื่อง จัดงานบุญ สวดภาณยักษ์ ลูกนิมิต
ถึงเราจะบอกว่ามันเป็นประเพณีเก่าแก่ แต่ใจความแล้วมันก็มีมิติทางสังคมที่คล้ายๆกัน
คือระดมเงินชาวบ้านมาจัดงานใหญ่ๆ เต็มไปด้วยวัตถุแล้วก็วัตถุ ค้าขาย หน้าตา ฯลฯ
ธรรมกายก็คืออีกผลผลิตนึงของพุทธแบบไทย เป็นการภาพขยายของสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาในโลกยุคใหม่
ที่มีการตลาด เทคโนโลยี และบริบทสังคมยุคใหม่ก็เท่านั้น
ลองตรวจสอบย้อนดูก็ได้ อะไรที่เราคิดว่าเป็นประเพณียาวนาน
พระเครื่อง งานประเพณีแห่พระนั่นนี่ งานบุญประจำปี งานแห่ตามหมู่บ้าน(ก็ปิดถนนเหมือนกันนะ)
มันก็จุดเริ่มต้นเหมือนๆกัน แค่ทำในตอนที่ยังอินโนเซนส์อยู่
หรือทำตอนที่มีสำนึกโลกยุคใหม่(อย่างการตลาด)อยู่
สิ่งที่ชวนด่าได้เต็มปากเต็มคำ คงเป็นเรื่อง
1. การบิดเบือนพระธรรม อย่างเดินผ่านพารากอนแล้วบอกว่าธุดงค์ ก็คงนับได้
2. ผลประโยชน์
ต้องยอมรับครับว่า สังคมเราอ่อนแอเพราะการใช้พุทธศาสนาในการยึดเหนี่ยวจิตใจจนหลงงมงาย
แต่ที่ที่ตำหนิธรรมกาย เพราะการชำระกิจกรรมทางพุทธให้มันทันสมัยนั้น
คือการปรับกลยุทธ์ในการสร้างความงมงายอย่างเป็นระบบ
ซึงผมคิดว่ามันน่ากลัวกว่าความงมงายแบบที่มีกลาดเกลื่อน
เพราะความงมงายอย่างที่เรามีมาแต่โบราณนั้นเรายังเห็นได้ว่า
มันไม่มีอะไรซับซ้อน เจนาเรชั่นใหม่ถ้าได้รับการศึกษาก็สามารถมองออกได้ไม่ยาก
แต่วิธีที่ธรรมกายทำเป็นระบบที่สร้างฐานอำนาจทั้งทางวิชาการ ทั้งทางการเมือง
ให้ยากที่การศึกษาอย่างเดียวจะช่วยให้หลุดพ้นจากความงมงายนี้ได้ จะเห็นได้ว่า
มีผู้นับถือระดับที่มีการศึกษาสูงเยอะมากในวังวนนี้
ไม่ว่าผ้คนจะเป็นผู้ศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ หรือจะศรัทธาเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ พวกอย่างหลังนี่น่าตำหนิที่สุด
อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วในหน้าแรกๆ ว่า โรงเรียนสมัยมัธยมของผม
ครูสอนสังคมได้นำเข้ามาบรรจุเป็นกิจกรรมในการสอนด้วย
คือถ้าใครไม่ไปวัดธรรมกายคือจะไม่ให้คะแนนที่มีผลต่อการผ่านวิชานี้เลย
(ขนาดเหมารถบัส 5 6 คัน มาไว้ทุกปี ใคร อยุ๋ ม.4 ได้ไปทุกคน)
ขนาดตอนนั้นเป็นเวลาที่ มีการต่อต้านจากสังคมมากทั้งเรื่องที่ธรรมกายเปลี่ยนเนื้อหาพระไตรปิฏก
ทั้งเรื่องที่สมเด็จพระสังฆราช ออกจดหมายเตือน และอีกหลายๆ เรื่อง เรียกได้ว่า
เป็นยุคที่กระแสต่อต้านธรรมกายกำลังร้อนแรงด้วยซ้ำ
เขายังดำเนินกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ผู้สนับสนุนที่เป้นองค์กรสาธารณแทบจะไม่มี)
จนโรงเรียนตามหัวเมืองต่างจังหวัดตกเป็นเหยื่อหลายโรงเรียน
ลองมานึกถึงตอนนี้ที่หัวเมืองชั้นนอกถูกตีแตกหมดแล้ว เหลือแค่หัวเมืองชั้นใน คือกรุงเทพเท่านั้นที่เขารอจังหวะ
และจังหวะนั้นก็มาถึง ดูได้จากภาคีในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้ ซึ่ง นี่แหละ ที่ผมว่าน่ากลัวขึ้น
น่ากลัวว่าหลักสูตรการเรียนการสอนพุทธศาสนาอาจจะไปหยุดอยู่ที่กิจกรรมของธรรมกาย และเวลานั้นแหละ
ความบิดเบือนในขั้นละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการศึกษาก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
TPBS : ความจริงของ "พระธุดงค์ธรรมกาย" (http://www.youtube.com/watch?v=l1OrtuQGQHg#ws)
อันนี้ก็อ่านสนุก สนุกเพราะ มันบำรุงกิเลสของผมเองแหละ ก็เลยอาจเคลือบด้วยอคติที่ไม่ดีต่อธรรมกาย
แต่ลองอ่านแล้วทำใจเป็นกลางดู ก็น่าคิด ทั้งเรื่องการบวชที่ไม่ได้คุณภาพ
ลองคิดดู ก็ วกกลับไปเรื่องคนประโยชน์เยอะกราบคนประโยชน์น้อยก็น่าแสลงใจดีเหมือนกัน
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=481626&ch=hn (http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=481626&ch=hn)
พอใช้เทคนิคเดียวกะขายตรง หรือแชร์ลูกโซ่แล้วก็น่ากลัวนะครับ
ไปเจอคลิปหลวงปู่ฤาษีลิงดำพูดเอาไว้ เห็นเขาว่าพูดถึงวัดพระธรรมกาย
แต่ในคลิปไม่ได้บอกชื่อวัด หรืออาจว่าตอนนั้นยังไม่มีชื่อ
เหมือนเป็นเวอร์ชั่นกำเนิดวัดเลย ถ้างั้นหลวงปู่ฤาษีลิงดำก็คงเป็นท่่านหนึ่งที่ได้สัมผัส ตั้งแต่แรกเริ่ม
ก็เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ ความเห็นและหนึ่งในหลายๆ ประสบการณ์ของพระที่มุ่งวิปัสนาได้ออกมาพูดถึงธรรมกาย
แต่ส่วนใหญ่พระสายปฏิบัติเหล่านี้ท่านจะไม่ค่อยอยากพูดกันซํกเท่าไร ผมเชื่อว่าท่านคงชั่งตวงและปลงด้วยใจท่านเองไปแล้ว
แต่ถ้าถามหรือให้ท่านพูดจริงๆ แล้ว ก็ออกมาในแนวเดียวกันทั้งนั้น
หลวงพ่อฤาษีลิงดำถึงวัดพระธรรมกาย (http://www.youtube.com/watch?v=q72tY-oBax8#)
ทำไมพระต้องพูดด้วยเสียงง่วงๆ ด้วย :59:
ขนาดดราม่านะเนี่ย
ข้อมูลความเป็นมาของธรรมกาย
https://www.facebook.com/# (https://www.facebook.com/#)!/photo.php?fbid=430402740307851&set=p.430402740307851&type=1&theater
GreanCyber - บาทสุดท้าย (http://www.youtube.com/watch?v=nEnasF3LdfY#)
อันนี้ ช่างคิด
:30: ร้องดีมากอ้ะ เอฟเฟกต์เอ็กโค่เก็บละเอียดยิบ :30:
:30b:
เหยดเข้ :07a:
(http://img3.f0nt.com/27/1f111cb985c925967662ecdacf77fe72.jpg)
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150768900264183&set=a.377503629182.156846.206679579182&type=1&theater (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150768900264183&set=a.377503629182.156846.206679579182&type=1&theater)
อย่างขลัง :07:
เพื่ออะไรเนี่ย :37:
มีรูปฝั่งตรงข้ามเพิ่มความขลังด้วย :30:
เหมือนตู้หยอดเซียมซีตามห้าง :58:
เณรไร้ราว (http://www.youtube.com/watch?v=LtU6VDT3rsU#)
สงสัยต้องกดเข้าไปดูในยูทูบเอาเอง
ชอบ คห ที่บอกเรื่องบังคับบวชแฮะ
อับนนี่แค่เต้น จังหวะ ป๊อปๆ
มาดูแนวร๊อคๆ กันบ้าง
เณรนั่งสมาธิ ขำขำนะ (http://www.youtube.com/watch?v=PhQWHz_dmz4#ws)
:21:
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=356900217698747&set=a.173284956060275.51156.173064882748949&type=1&theater (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=356900217698747&set=a.173284956060275.51156.173064882748949&type=1&theater)
มีประเด็นเรื่องห้ามนักศึกษารับน้องให้ไปอบรมที่วัดธรรมกายกับวัดสระเกศแล้วเจอคนด่ารัฐบาล
ผมเล็งเห็นความเข้าใจของคนด่าอยุ่ 2 สาเหตุ คือ 1 .เข้าใจจริงๆ
ว่าธรรมกายเป็นที่ที่ไม่ควรพาเด็กไปอบรม กับ กูไม่รู้หรอกว่าธรรมกายเป็นไงแต่กูอยากด่ารัฐบาล
สองพวกนี้ สังเกตง่ายๆ คือ ถ้าพวกแรก จะมีเอยถึงธรรมกาย
อีกพวก ด่าว่านักการเมืองเลว ทำไมไม่ไปอบรมเอง พวกหลังนี่เป้นไปได้ที่จะไม่รู้ว่าธรรมกาย
เป็นอย่างไงแค่อยากผสมโรงด่ารัฐบาลไม่แยกแยะประเด็น
กูไม่รู้หรอกว่ารัฐบาลเป็นไงแต่กูอยากด่าธรรมกาย :30:
มันก็ยังถือว่าอยู่ในประเด็นนะครับ ว่าพูดถึงธรรมกาย
ทุกวันนี้ เวลาอ่านข่าว แล้วอ่านคอมเมนต์ลงไปเรื่อยๆ
สังเกตว่าจะลืมแล้วว่าตูอ่านประเด็นไหนอยู่วะเนี่ย ต้องรูดขึ้นไปดูหัวข้อข่าว :30:
อ่านแล้วรูดทุกข่าวเลยเหรอ :51:
รัฐธรรมกาย
01 อาราเล่หล่อหลวงปู่ (http://www.youtube.com/watch?v=KRobacedVdA#)
Quoteอาราเล่หล่อหลวงปู่
คำร้อง/เรียบเรียง : เขมกร ชัยพฤกษ์
ทำนอง : เพลงการ์ตูนอาราเล่
ผสมเสียง : วีระชัย บุนนาค
Not for Sale
มิได้ทำเพื่อการค้า ใช้สำหรับสอนศีลธรรมเท่านั้น
ดีจ้า.. เด็กเด็ก..
Hi.. ร้องเพลงหล่อหลวงปู่กันมั๊ยค่ะ..
OK..
มะ พวกเรา มามะ มาร่วมกันหล่อ หลวงปู่..
หล่อหลวงปู่ ในวันที่ 10 ตุลา..
ใครมีทองคำ ที่ลับ ที่แจ้ง ที่แห้ง ที่เปียก..
ต่างเอามา บูชาคุณท่าน กตัญญู..
หากแม้นไม่มี ทองคำนะ.. ก็ไม่เป็นไร..
เพียง สละปัจจัย มาเต็มกำลัง ศรัทธา..
อย่าพลาดกันล่ะ..
โฮ้โอ๊โอ่โอ . . ไปด้วยกันน๊า . . จะรวยด้วยกันน๊า . . ทำด้วยกันเยอะๆ . .
. . ไปด้วยกันน๊า.. จะรวยด้วยกันน๊า . .
. . เต็ม กำลังศรัทธา.. ของท่านแล้วไป.. ดุสิตบุรี . .
มะ พวกเรา มามะ มาร่วมกันหล่อ หลวงปู่..
หล่อหลวงปู่ ในวันที่ 10 ตุลา..
คืนรูปกาย ทองคำให้ท่าน อีกครั้งหนึ่ง..
เพื่อ ระลึกนึกถึง พระคุณของท่าน มากมาย..
หากแม้นไม่มี ปัจจัยนะ.. ก็ไม่เป็นไร..
เพียง ออกไป ชวนญาติและเพื่อน มากมาย..
อย่าพลาดกันล่ะ..
โฮ้โอ๊โอ่โอ . . ไปด้วยกันน๊า . . จะรวยด้วยกันน๊า . . ทำด้วยกันเยอะๆ . .
. . ไปด้วยกันน๊า.. จะรวยด้วยกันน๊า . .
. . เต็ม กำลังศรัทธา.. ของท่านแล้วไป.. ดุสิตบุรี . .
SOLO
เป็นไง.. ทำกันไปเท่าไหร่ล่ะ.. ทำกันเยอะๆนะ.. จะได้สุดๆไปเลย..
O.. O.. OK....
มะ พวกเรา มามะ มาร่วมกันหล่อ หลวงปู่..
หล่อหลวงปู่ ในวันที่ 10 ตุลา..
ฉัน ทำแล้ว และยังอยากทำ อีกร้อยโกฏิ..
เพื่อ รวยโลด และรวยโคตรโคตร ตลอดไป..
หากแม้นไม่มีญาติเลยนะ.. และไม่มีใคร..
เพียง ออกไป บอกบุญกับคน มากมาย..
อย่าพลาดกันล่ะ..
โฮ้โอ๊โอ่โอ . . ไปด้วยกันน๊า . . จะรวยด้วยกันน๊า . . ทำด้วยกันเยอะๆ . .
. . ไปด้วยกันน๊า.. จะรวยด้วยกันน๊า . .
. . เต็ม กำลังศรัทธา.. ของท่านแล้วไป.. ดุสิตบุรี . .
มะ พวกเรา มามะ มาร่วมกันหล่อ หลวงปู่..
หล่อหลวงปู่ จะได้ไปอยู่ ดุสิตบุรี..
ชอบจริงๆ :30: :30:
คำร้องทำนองฟังครั้งเดียวก็ติดหู :59:
ไปด้วยกันหนา รวยยยด้วยกันหนาา
....
เพื่อรวยโลดและรวยโคตรโคตรตลอดไปยยยย์
ตูโคตรชอบอะ :30: อยากทำริงโทนอีกแล้ว
อ่านทีแรกเป็น อาราเล่ล่อ.. :3005:
โคตรเหี้ย :30:
:58:
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y12706224/Y12706224.html (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y12706224/Y12706224.html)
ตักบาตรแอปเปิล!
แลกเกรด A !!!
อ่า ไปซื้อแอปเปิ้ลสักสี่ซ้าห้าลูก วิชาละลูก :58:
(https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn1/45937_517386601639516_1249191177_n.jpg)
มีไฟด้วย เท่ :25:
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=517386601639516&set=a.202962323081947.54496.202507109794135&type=1&theater (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=517386601639516&set=a.202962323081947.54496.202507109794135&type=1&theater)
อยากเอาหนามไปโรยๆ เนียนๆ กับไอ้ที่โรยๆ นั่นจัง
Quote from: icez on 25 Jan 2013, 00:30 น.
อยากเอาหนามไปโรยๆ เนียนๆ กับไอ้ที่โรยๆ นั่นจัง
คนบาป :07:
จะมียานลูกออกมาหลายๆลำรึปล่าวเนี่ย :37:
(http://img3.f0nt.com/25/85fd5e8f2c771482bf0be688da909961.jpg)
carrier :30:
อย่าเหยียบหัวพระธรรมกาย (http://www.youtube.com/watch?v=Z2o6KTa7ERs#)
เพิ่งรู้ว่าเขามีกันคนเดินข้ามสะพานลอยกันด้วย
แต่ตอนตูนั่งรถเมล์ผ่านติดๆ คนในรถก็สาปกันอยู่แล้ว :3005:
ป.ล.สังเกตคุณลุงเสื้อแดงสกรีนเสื้อด้านหลัง
เหมือนจะถ่ายแต่ขาขาวๆนะ
อ่านพุทธประวัติ ด้วยแง่มุมของนักประวัติศาสตร์
รู้สึกว่ายกระดับพุทธศานาให้สากลยิ่งขึ้น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606&grpid=no&catid&subcatid (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317203606&grpid=no&catid&subcatid)
เออๆ เพิ่งอ่านเมื่อกี้เหมือนกัน สนุกดี
คือนึกเทียบเคียงกะเจ้าของไทยในสมัยก่อนได้เลย พอมีดราม่าการเมืองปั๊บ หนีไปผนวช จบเลย สบาย
ได้อ่านนานละ สนุกดี ชอบ
มีคนบอกว่าเนื้อเรื่องแบบนั้นเป็นความเชื่อกระแสหลักในฝั่งมหายานนะ
คือเราถือตำราคนละเล่มกัน (แต่ก็น่าเชื่อมากกว่าทางเถรวาทเรา)
เหตุผลที่ผมออกจากวัดธรรมกาย
บทความเมื่อ 3 ปี ที่แล้ว
http://board.palungjit.com/f181/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0-320165.html (http://board.palungjit.com/f181/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0-320165.html)
อ่านแล้วให้รู้สึกว่าตัวเองมีวิบากที่วิจารย์วิชชาธรรมกาย :30:
แต่ก็ยังชั่งใจอยู่ว่าวิชชาธรรมกายต้องมีที่เป็นของจริงที่เราไม่รู้หรือไม่ได้รู้จากวัดธรรมกาย
ถ้าเป็นอย่างข้อความนี้ว่าก็สบายใจได้อย่างแระว่าเป็นอย่างที่คิดและศึกษามา :59:
สนุกดี เพิ่งรู้ว่าเมื่อก่อนมี 4 เซียนด้วย
นึกไม่ออกว่าเป็นบอลเกงกิแล้วจะเป็นความดียังไง :08:
ช่วงนี้ การเมืองก็ร้อน ศาสนาก็ร้อน เหมือนกัน ล่าสุดนอกจากมีข่าวลาสิกขาของพระอาจารย์มิตซูโอะ
ก็ยังมีข่าวนี้ครับ ....
ตอนนี้ การเมืองพระกับการเมืองคนกำลังไปได้สวยในน้ำมือของรัฐบาลชุดนี้ครับ
ไม่แปลกใจว่าทำไมธรรมกายถึงไฟเขียวทุกอย่างเฉพาะยุคนี้
นึกแล้วจะต้องมีโครงการแนวๆ นี้ออกมาแน่ๆ
แต่ในกระทู้นี้ อ่านในคอมเมนต์จะเห็นว่า ต่อต้านกันเยอะเลย
http://www.kruthai.info/view.php?article_id=5010 (http://www.kruthai.info/view.php?article_id=5010)
หากใครสงสัยว่ามันจะเป็นรุปธรรมจริงๆ หรือเปล่า มาดูหลักฐานยืนยันแน่ชัดเลยว่า ของจริง
หนังสือต้นเรื่องจากพระพรหมเมธี
http://www.obec.go.th/sites/obec.go.th/files/document/attachment/37607/422497.pdf (http://www.obec.go.th/sites/obec.go.th/files/document/attachment/37607/422497.pdf)
และสั่งการไปแล้วด้วย..
หนังสือสั่งการจาก ดร.ชินภัทร
http://www.obec.go.th/sites/obec.go.th/files/document/attachment/37607/422495.pdf (http://www.obec.go.th/sites/obec.go.th/files/document/attachment/37607/422495.pdf)
:55:
เออแล้วทำไมพระอาจารย์มัตสึโอะถึงสึกล่ะครับ
มีข่าวออกมาสองกระแสครับ
1.คือป่วยเป้นเบาหวาน (แต่เห็นว่าไม่ถึงกับต้องนอนโรงพยาบาล คิดว่าไม่น่าจะเป็นสาเหตุของการสึก)
2.อีกกระแสหนึ่ง คือต้องการกลับไปช่วยคนที่บ้านเกิดบ้าง เพราะท่านเคยบอกว่าอยากกลับไปทำประโยชน์ให้กับบ้านท่านเหมือนกัน
(แต่ก็ไม่น่าใช่เหตุผลที่ให้สึก)
ส่วนตัวผม คิดว่า น่าจะเดาสภาวะท่านยากอยู่ เพราะท่านเป็นพระสายปฏิบัติ
ที่การตัดสินใจบางอย่างอาจอยากที่จะเข้าใจ ใครจะไปรู้อาจจะเป้นเพราะมรรคผลอะไรสักอย่างก็ได้
หรือการเป็นพระเถรวาทไป มันจะยากกับการสอนคนญี่ปุ่นก็ไม่รู้นะ
หรือว่าต้องการเทสตัวเองหรือเปล่า :30: คงได้แค่เดาอะครับ :59:
บางทีการอยู่ในความเป็นภิกษุมันมีข้อจำกัดในการถ่ายทอดความคิดบางอย่างนะ
มากไปก็ไม่ได้ จะถูกมองว่าไม่สำรวม
แต่ตูก็เดาๆนะ
ฆราวาสไปยุ่งกับท่านมากเกินไปหรือเปล่า ก็เดาอีก
ท่านอยากกลับบ้านไปดู เจ ลีก รึเปล่า
เดาโคตรๆ
:62:
วัดดังเรียกเก็บค่าวิน จยย เดือนละ10,000
วัดดังเรียกเก็บค่าวินจยย เดือนละ10,000 (http://www.youtube.com/watch?v=axjqPhS9YSk#)
อันนี้ สอบถามเพิ่มเติม
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=_6-GPDyt-9s# (http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=_6-GPDyt-9s#)!
ถ้าเห็นแบบนี้แล้วจะไม่สงสัยเลยว่าสังคมสงฆ์
หรือแม้แต่มหาเถรสมาคมที่มีผลประโยชน์มากกว่านี้เป็นสิบเท่าต้องมีการเมือง
เพราะเห็นเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ในสังคมไง :59:
เห็นคอมเมนต์แต่ละอันละเซ็งเลย พูดแต่เรื่องความเป้นธรรมทั้งสองฝ่าย อะไรของเขา
ประเด็นมันน่าจะเป็น เรื่องที่พระไม่น่าเป็นคนจัดการต่างหากละ
ทำให้เห็นว่าสังคมเห็นเป็นเรื่องธรรมดาเหรอที่พระต้องออกมายุ่งกับเรื่องแบบนี้
เรื่องนี้นานแล้วนี่ครับ จักรี
เรื่องผลประโยชน์นี่ หลายวัดชื่อเสียงไม่ดีเำพราะแบบนี้เหมือนกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฐิน ผ้าป่า เอย บริจาคสร้างนู่นนี่ เอยฯ
อันนี้ก็มาใหม่เมื่อเช้า
http://www.posttoday.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/227682/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%AA-%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5 (http://www.posttoday.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/227682/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%AA-%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5)
จาก www.posttoday.com (http://www.posttoday.com)
:59:
คือเรื่องพระเมา พระด่า พระที่ประพฤติไม่ดีที่เฉพาะตัวบุคค ผมไม่ค่อยซีเรียส
เท่าระบบของการดำเนินไปของสังคมพระ ที่ขนาดประชาชนทั่วไปยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดา
อันนี้น่ากลัวกว่า มันกลายเป็นเรื่องการเมืองในสังคมนี้กลายเป็นคนทั่วไปเห็นเป็นเรื่องปกติรับได้ไป.. :08:
คือถ้าอยากบริหารจัดการจริงๆ ควรแต่งตั้งฆารวาสมาจัดการแล้วลอยตัวจากผลประโยชน์ตรงนี้ไปซะ
กลับมาที่ประเด็นธรรมกาย
โดย voice TV
เชิญชมนิทรรศการ "คลังนรกสวรรค์" ในงาน เด็กดีวีสตาร์
http://news.voicetv.co.th/thailand/57010.html (http://news.voicetv.co.th/thailand/57010.html)
โครงการดีนะครับ
ถ้าไม่ใช่ของวัดนี้
:59:
เรื่องของพระอาจารย์มัตสึโอะสึก อีกกระแสนึงคือเรื่องกรรมการวัดกับเรื่องผลประโยชน์ครับ
เหมือนท่านไม่สบายใจกับกรรมการชุดใหม่
อีกกระแสหนึ่งก็เรื่องกลับไปดูแลคนในครอบครัว
อีกกระแส ตอนนี้ข่าวพระ กำลังฮอตมาก ครับ
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1371626957 (http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1371626957)
เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยจะให้ผมทำหนังสือให้ ก็จาก ตำรวจชั้นผู้ใหญ่นี่แหละ
มาฟังข่าวนี้อดสงสัยไม่ได้ว่าตำรวจเขากำลังสร้างสัญลักษณ์อะไรอยู่กันแน่
หรือต้องการฟอกเงิน :07: :59:
ทั้งหาเงินและฟอกเงิน :59:
กรณีนี้อยากฟังความเห็นของมนุษย์โพสต์โมเดิร์นจัง น่าจะมีอะไรหนุกๆ ไว้ต่อยสมองดีนะ
เจอข่าวบ้านของหลวงปู่เณรคำเข้าไป :25:
http://news.mthai.com/general-news/247907.html?fb_action_ids=666123646736229&fb_action_types=og.likes&fb_source=other_multiline&action_object_map=%7B%22666123646736229%22%3A328651230600979%7D&action_type_map=%7B%22666123646736229%22%3A%22og.likes%22%7D&action_ref_map=%5B%5D (http://news.mthai.com/general-news/247907.html?fb_action_ids=666123646736229&fb_action_types=og.likes&fb_source=other_multiline&action_object_map=%7B%22666123646736229%22%3A328651230600979%7D&action_type_map=%7B%22666123646736229%22%3A%22og.likes%22%7D&action_ref_map=%5B%5D)
บ้านรสนิยมแย่มาก :30:
เท่ :25:
Quote from: Buob Marley on 20 Jun 2013, 12:39 น.
บ้านรสนิยมแย่มาก :30:
หลวงปู่ฯ แกมีชาณ เลยสร้างเตรียมไว้ ตายแล้วจะได้ไปอยู่ใต้หลังคาหน้าบ้านได้
ไม่บอกนี่นึกว่าสถานที่ราชการ :30:
Quote from: Buob Marley on 20 Jun 2013, 12:39 น.
บ้านรสนิยมแย่มาก :30:
Quote from: Romzaikyu on 20 Jun 2013, 22:21 น.
ไม่บอกนี่นึกว่าสถานที่ราชการ :30:
แปลว่า สถานที่ราชการบ้านเรา ก็รสนิยมแย่มากใช่ไหม :30:
ตั้งกะพ้นสถาปัตยกรรมยุตคณะปฏิวัติ ผมว่าหาสถานที่ราชการที่งานออกแบบสถาปัตยกรรมเท่ๆ ยากนะครับ :30:
ช่วงนี้ข่าวหลวงปู่รัวๆ เลย
http://news.voicetv.co.th/thailand/73286.html (http://news.voicetv.co.th/thailand/73286.html)
มาฟังกรณีนี้ กันจาก หลวงพ่อพุทธอิสระ
ดุเดือดมาก ลองดูกัน
'หลวงปู่พุทธะอิสระ' แฉ! "เณรคำ" เตือนหญิงอ้างแม่บุญธรรม อย่าให้ปล้นศาสนา (http://www.youtube.com/watch?v=7oIkkmXqpi0#ws)
โคตรฮา..ตอนแรกออกมาแถ ว่า ชู 2 นิ้วเพราะ จะเอาสินค้า 2 ชิ้น
พอมีข่าวว่าอวดอุตริ ว่าเจอพระอินทร์ ออกมาแถอีกว่า พระที่ชื่ออิน โห..สุดยอด!!
เว็บจีนมีทำเป็นคลิปเลยครับ
Thai Buddhist monks in private jet are big pimpin (http://www.youtube.com/watch?v=CPU4U-Mgxq8#ws)
:30: เหี้ยม้ากมาก
จากเพจนี้ มีอีกเยอะเลย
https://www.facebook.com/Ohmymonk (https://www.facebook.com/Ohmymonk)
มีครูที่ลุกขึ้นสู้กับธรรมกายครับ
ครูเมืองดอกบัวยื่นหนังสือขอคัดค้านการไม่เข้าร่วมอบรมจริยธรรมกับธรรมกาย (http://www.youtube.com/watch?v=MZrO2qnFlAM#)
แชร์ให้เพื่อนครูที่สกลดูดีกั่ว :30:
แชร์ว่อน!วิทยานิพนธ์พระว.'ธรรมกาย'อันตราย
แชร์ว่อนเน็ต!วิทยานิพนธ์พระว.วชิรเมธี 'ธรรมกาย'อันตรายต่อพระพุทธศาสนา คาดกระแสต้านสพฐ.สั่งครูอบรมจริยธรรมกับศูนย์ปฏิบัติธรรมกาย
แชร์ว่อน!วิทยานิพนธ์พระว.'ธรรมกาย'อันตราย.html#.Ui_GE8bryS (http://www.komchadluek.net/detail/20130910/167865/%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99!%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7.%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2.html#.Ui_GE8brySq)
แชร์ว่อน! :30:
http://pantip.com/topic/30983985 (http://pantip.com/topic/30983985)
กระทู้ธรรมกายที่กำลังจะโดนธรรมกายแจ้งลบ หลังจากบทความที่กระปุกโดนไปแล้ว
เราจะทำให้ระบบที่รากฐานฝังลึกขนาดนี้ หลุดออก ต้องใช้พลังมากมายเลยนะนั่น
เอาน่ะ ขนาดทาสยังเลิกได้ ระบบนี้มันจะแค่ไหนกันเชียว
ต้องเอาในหลวงมาสั่งเลิกดิถ้างั้น :30:
อ่านผ่านๆ ตกลงสาวกเขาจะใช้ความยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้างและอีเว้นมันคัดง้างว่ามันดีมันงามแค่นั้นเหรอครับ :37:
ขนาดน้ำหมั้กป้าเช็งโดนตรวจ ยังมีสาวกมาดิ้นเร่าๆ
แล้วก็ยังไม่เห็นล่มสลาย
อันนี้ของมุสลิมมั่งนะ ฟังแล้วน่ากลัวจังเลยครับ
ไม่รู้บิดเบีอนหรือเปล่ายังไง แต่ก็นะ สงครามมันเลยไม่จบ
นาทีที่ 4 เป็นต้นไปครับ
https://www.facebook.com/photo.php?v=277576349035622&set=vb.302477143133190&type=2&theater (https://www.facebook.com/photo.php?v=277576349035622&set=vb.302477143133190&type=2&theater)
อะไรคือศัตรูของมุสลิมเหรอครับ
ชาวหว้ากอจะอธิบายเรื่องพระเกจิอย่างไรครับ
http://pantip.com/topic/33061801 (http://pantip.com/topic/33061801)
(http://f.ptcdn.info/770/024/000/1413993897-1380873525-o.gif)
https://www.youtube.com/watch?v=dnEFGdsqaLk (https://www.youtube.com/watch?v=dnEFGdsqaLk)
:54:
โพลนี้เจ๋งดีครับ
วัดพระธรรมกาย กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก เปิดใจรับชมเพียง 10 นาที เชื่อว่าท่านจะพบกับความเข้าใจ
http://m.pantip.com/topic/33198067 (http://m.pantip.com/topic/33198067)
ขอขุดเรื่องธรรมกายหน่อย
เราด่าเรื่องธุดงค์ตั้งแต่ปี 2011 นี่ผ่านไปสี่ปีแล้ว
เขาก็ยังอยู่และยิ่งใหญ่กว่าเดิม :30:
ช่วงนี้ก็มีการเมืองเรื่องแต่งตั้งสังฆราชด้วยแหละครับ
พระชั้นสมเด็จในมหาเถรสมาคมเขาก็วอร์กันอยู่
ขุดเรื่องโน้น ใส่ความเรื่องนี้ มันส์มาก
ใครพลาด ก็โดนปลดถอดยศกันไป
คือนอกจากการเมืองภายใน ระหว่างธรรมยุติกับมหานิกายแล้ว
ก็ยังมีการเมืองภายนอกเข้าไปเกี่ยวอีก
แต่ละองค์ก็อายุเจ็ดสิบอัพทั้งนั้น รบกันน่ากลัวมาก
ส่วนธัมมี่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เช่นป่วยหรือมรณะภาพไปก่อน
อีกยี่สิบปี ก็คงเป็นสังฆราชเมืองไทยแน่ๆ :58:
นี่คือไม่เห็นแวววเลยใช่ไหมครับว่าเขาจะดำเนินการอะไรกันยังไง
เพราะตอนนี้เห็นแต่กองเชียร์กีฬาสีมาเชียร์ข้างถนัดของตัวเองกันซะงั้น
แต่ชอบอันนี้มาก
(https://fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xfp1/v/t1.0-9/10997444_1537738873143875_2394335837221499524_n.jpg?oh=d69f2da4b0b3ee8d5e8c7fdb1a46da19&oe=55825DA2&__gda__=1434339058_2283abe2ef576ab020b32e0afa351e25) (https://www.facebook.com/cartoonbuntorn/photos/a.1498240883760341.1073741826.1498240523760377/1537738873143875/?type=1&theater)
เห็นแววนะครับว่า สมเด็จช่วงน่าจะไม่ได้เป็นสังฆราช(จากฝั่งมหานิกาย)แน่ๆ :30: :30:
ก็เห็นว่ามีการผลักดัน เพื่อจะแก้กฏหมายเรื่องการแต่งตั้งสังฆราช
ให้นับอาวุโสจากพรรษา แทนการนับอาวุโสจากการได้สมณศักดิ์
ที่ถูกจารึกลงสุพรรณบัฏ (พระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ)
เพราะถ้านับอาวุโสจากพรรษา ฝั่งธรรมยุติก็จะมีสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้ง
แต่ถ้านับว่าใครได้รับการแต่งตั้งจารึกลงสุพรรณบัฎก่อน
ตอนนี้ก็จะเป็นฝั่งมหานิกายที่จะได้เป็น
ส่วนคำถามที่ว่า แล้วสังฆราชจากมหานิกายหรือธรรมยุติแตกต่างกันยังไง
ทำไมต้องแย่งชิงกันนั้น จริงๆ แล้วก็ต้องดูกลุ่มฆราวาสที่มีผลประโยชน์
ที่เกาะชายผ้าเหลืองอยู่ครับ :30:
เงินบริจาคนี่ก็เรื่องนึงแต่ไม่เท่าไหร่หรอก
ที่เขาจ้องกันคือธรณีสงฆ์ต่างหาก :37:
ถ้าตามธรรมเนียมก็คงต้องไปฝั่งนู้นล่ะครับ
เชื่อว่าบ้านเราเรื่องมันบูมไม่นานหรอก
เดี๋ยวพอเงียบก็ตั้ง โวยวายอีกแปบก็เงียบอีก
สุดท้ายตามกฏเดิมล่ะฮะ
งั้นรอดูบุ๊ดด้าอินดี้วันนี้ครับ
ในเรื่องของ ธรรมยุต กับ มหานิกาย สมัยนี้ นี่ผมงงมากเลย เพราะปกติแล้ว มหานิกายในสมัยก่อนคือจะเป็นพระทั่วๆ ไป
ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นธรรมยุต(วิธีปฏิบัติตามนโยบาย) ซึ่งก็คือพระวัดป่าทั่วไป หลังจากที่ ร.4 ตั้งธรรมยุตขึ้นมา
มีกฏหมายของสงฆ์แล้วใครจะเป็น มหานิกายได้อีก ในเมื่อพระสงฆ์ก็ต้องลงทะเบียนตามกฏหมายกันหมด
มันก็น่าจะเป็นธรรมายุตกันหมดแล้วนี่นา หรือความหมายมันอัพเดทกลายเป็น พรรคการเมืองไปแล้วเหรอ
ที่ลงทะเบียนแล้วมี 2 นโยบายให้เลือกได้ อันนี้หาอ่านไม่เจอ ไม่ค่อยได้สนใจ :30: แต่คิดขึ้นมาทีไรก็สงสัยทุกที
เรื่องธรรมยุติกับมหานิกาย
อธิบายให้จักรีเข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นเรื่องการเมืองครับ :30:
เพราะก่อนหน้าที่จะมีธรรมยุติกนิกายเนี่ย
จริงๆ แล้วพระในไทยก็เป็นเถรวาทสายลังกาวงศ์เกือบทั้งหมด
ทีนี้พอตั้งธรรมยุติขึ้นมา
พระที่ไม่ได้สังกัดธรรมยุติ (จริงๆ เป็นพระเสียงส่วนใหญ่ด้วย)ก็เลยตั้งมหานิกายขึ้นมา
แล้วก็มีข้อขัดแย้งกัน เพราะการเอาเสียงส่วนน้อยมาปกครองเสียงส่วนใหญ่มันก็ผิดหลักอยู่แล้ว
ก็เลยมีการแยกคณะปกครองออกจากกัน
พระมหานิกายถ้าจะเปลี่ยนญัตติเป็นธรรมยุติ ก็ต้องบวชใหม่ นับพรรษาใหม่
พระธรรมยุติก็เหมือนกันถ้าจะเปลี่ยนญัตติเป็นมหานิกาย ก็ต้องบวชใหม่ นับพรรษาใหม่
สองนิกายนี่ก็ลงอุโบสถร่วมกันไม่ได้ด้วย(ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน) เพราะถือเป็นนานาสังวาส
เอาจริงๆ ก็คือเป็นการแบ่งแยกสงฆ์นั่นแหละ ซึ่งพระพุทธเจ้าห้ามไว้ด้วย :37:
ซึ่งปัจจุบันตอนบวชจะเป็นธรรมยุติหรือมหานิกาย ก็อยู่ที่วัดแหละครับว่าสังกัดนิกายไหน
เละกันทั้งบ้านทั้งเมือง เห้อ :05:
พระดีๆ ผมว่าไม่มาสนใจพวกนี้อะ
นั่นสิ อันนี้เหมือนตั้งทีมแข่งกีฬาสีกัน
คนนอกวงการกีฬาสีก็มีตั้งเยอะแยะ
นึกภาพวัดอะไรที่ภาคเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ที่เจ้าอาวาสฉลองพัดยศ (อีระบบพัดยศนี่ก็จังไรมาก)
ด้วยการปล่อยโคมลอยยักษ์ตอนกลางวัน และข้างในมีระเบิดปิงปอง กะว่าขึ้นไปเป้งๆๆ บนอากาศ
แต่โคมดันมาตกหลังคารถสีกาที่มาจอดกินเตี๋ยวข้างวัด (หรืออะไรประมาณนี้) ระเบิดตูมๆๆๆ
พังครับ
เจ้าอาวาสจ่ายครับ ไม่รู้จะเห็นธรรมขึ้นนิดนึงไหม
ตอนบวชผมลงวัดบวร..ศุนย์กลางสายธรรมยุติเลย
กฏระเบียบจ๋าห้ามนั่นนี่หมดทุกสิ่งอย่าง ของถวายยังต้องเลือกชนิดแล้วนับวันหมดอายุเป็นอย่างๆเลย
เพื่อนผมบวชมหานิกาย บ่ายๆนั่งกินกล้วยสบายใจเฉิบ บอกเค้าไม่ห้ามนะเว้นของคาวก็พอ
รายการต่างคนต่างคิด ตอน "ผ่าอาณาจักรธรรมกาย ตัวตน"ธัมมชโย" 23-02-58 (http://www.youtube.com/watch?v=QFku2KaWjh0#ws)
30 ปีที่แล้ววัดมีหมื่นล้าน
โดยลำพังอาตมาเองก็สร้างเจดีย์ (ทรงจานบิน) ได้โดยไม่ต้องเรี่ยไรหรอก เพราะอาตมามีมากกว่านั้น 5 เท่า
ผมรู้สึกแย่มากๆ กับพิธีกรรายการนี้ :59: ดูมาหลายตอนแบบเลือกข้างอย่างน่าเกียจมาก :30:
เออ มีแต่คนด่า :30:
Quote from: O.D.M. on 24 Feb 2015, 12:52 น.
ตอนบวชผมลงวัดบวร..ศุนย์กลางสายธรรมยุติเลย
กฏระเบียบจ๋าห้ามนั่นนี่หมดทุกสิ่งอย่าง ของถวายยังต้องเลือกชนิดแล้วนับวันหมดอายุเป็นอย่างๆเลย
เพื่อนผมบวชมหานิกาย บ่ายๆนั่งกินกล้วยสบายใจเฉิบ บอกเค้าไม่ห้ามนะเว้นของคาวก็พอ
พี่โอบวชคณะไหนครับ
ผมบวชปัญจบฯ
ผมอยู่คณะกุฏิฮะ
ทุกวันนี้ลงกรุงเทพทีก็ยังแวะไปหาพระพี่เลี้ยงอยู่เลย
คือจริงๆ ก็ชอบที่หลวงพี่ในคลิปต่างคนต่างคิดพูดนะ
ที่บอกว่าเราต้องยึดหลักก่อนว่า
พุทธในบ้านเรามันมาจากเถรวาทลังกาวงศ์
ทีนี้ถ้าธรรมกายจะตีความโน่นนี่นั่นต่างออกไป
ก็ต้องบอกให้ชัดไปเลยว่า นี่ไม่ใช่เถรวาทแล้ว
จะเป็นนิกายใหม่อะไรก็ว่าไป จะได้จบ
แต่ถ้าสมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราช
ก็เรียบร้อยโรงเรียนธรรมกายล่ะครับงานนี้
จะได้มีหลักสูตรธรรมกายในโรงเรียนแบบเต็มรูปแบบแน่ๆ :59:
ผมเห้นด้วยมากกับพระอาจารย์ พงศ์นรินทร์ คือเรื่องแบบนี้มันคงไม่มีผิดมีถูกหรอกถ้าไม่มีกฏเกณ์เขียนไว้
แต่ถ้ามันมีก็บอกได้ว่ามัมผิดถูกตามกฏเกณฑ์นั้นๆ ก็แค่บอกคุณไม่ใช่คนที่ยึดถือกฏเกณฑ์นั้นก็จบแล้ว
แต่ก็เข้าใจธรรมกายนะ ว่า เถรวาท บ้านเรามันคือกลุ่มแมส
ถ้าบอกว่าตัวเองเป็นมหายานแต่แรกจะทำการตลาดอย่างไงให้ได้คนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้
อันนี้คลิป ส ศิวลักษณ์ ฉะมหาเถร :30:
http://www.youtube.com/watch?v=hQTf6ay1rZw#ws (http://www.youtube.com/watch?v=hQTf6ay1rZw#ws)
ส่วนอันนี้ ดูการแถของอาจารย์ที่มาร่วมรายการ
รีบออกตัวว่าไม่ได้ขัดขวางเรื่องตรวจสอบธรรมกาย
แต่วิธีการพูดและอะไรต่อมิอะไรนี่อมธรรมกายเจดีย์มาพูดแน่ๆ
ยกตัวอย่างเรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช
โดยอ้างว่าพระสังฆราชใช้อำนาจผ่านมหาเถรสมาคม
แต่เจอ สว ไพบูลย์ ยกมาตราตามตัวบทมา
ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่าพระสังฆราชต้องใช้อำนาจผ่านมหาเถรสมาคม :30:
เจอย้อนขนาดนี้ พอพูดๆ ไปใกล้ๆจบ ก็ยังอุตสาห์วกมาสรุปว่า
พระสังฆราชใช้อำนาจผ่านมหาเถรอีก :41:
http://www.youtube.com/watch?v=-5Tlt1nx-Wg#ws (http://www.youtube.com/watch?v=-5Tlt1nx-Wg#ws)
คือเห็นได้ชัดนะครับว่า ธรรมกายมีอิทธิพลขนาดไหนในวงการศาสนาบ้านเรา
และมาถึงวันนี้ คณะกรรมการปฎิรูปพุทธศาสนาชุดนี้
ก็โดนยุบไปเรียบร้อยโรงเรียนธัมชโยแล้ว :30:
จริงๆธรรมกายนี่น่ากลัวมากนะครับ
วัดๆในเครื่อข่าย DMC นี่เยอะจนน่าแปลกใจเลยล่ะครับ
เห็นเงียบๆแต่แผ่เพียบเลยนะครัช...
ดูรายการนั้นต่อเนื่องมาหลายคืนเหมือนกันครับ
พิธีกรนี่ได้อิทธิพลสอยุดในการเสี้ยมมาเต็มๆ สำบัดสำนวนก็ใช่ :30:
แต่การคุมเกมให้อยู่ในเกมยังห่างชั้นครับ ดูจอมขวัญยังมีกล้าดุคนพูดบ้าง อันนี้ปล่อยยาวเลย
เอาลิงก์หนังสือ กรณีธรรมกาย ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)มาฝากครับ
คือเขียนแบบมีเอกสารอ้างอิง ทุกคำโต้แย้งของธรรมกาย
เรียกว่าดิ้นไม่หลุดเลย :12:
https://thaidhammakaya.wordpress.com/%E0%B8%BAbook/
สมาธิเกิดปัญญาจึงเกิด นี่มันคือความเข้าใจผิด จริงๆ ครับ
สมาธิเป็นฐาน แต่ที่ต่อยอดให้เกิดปัญญา คือ สติ
ฝึกสมถะคือ ฝึกสมาธิ ฝึกวิปัสสนา คือฝึกสติครับ
ความเข้าใจผิดตรงนี้ทำให้คนที่สอนแต่ สมาธิ
เคลม ว่าตัวเองสอนให้ได้มาซึ่งปัญญาได้
อันนี้ ลองสังเกตดู คนที่จะเน้น ว่า ฝึกสมาธิ
ได้ปัญญานี่ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยเชื่อว่าเข้าใจพุทธศาสนาจริงๆ เลยนะ
ที่จริงคือได้มยุรา
:30:
ธรรมกายเงินหนา วัดในสังกัดเลยรึ่มครับ รับเงินเขามาก็ต้องเงียบๆ
ตอนได้ไปบวช ธรรมกายส่งเทียบเชิญพระในวัดไปเป็นพระพี่เลี้ยงให้ที่ธรรมกาย
กินอยู๋ฟรี มีเบี้ยเลี้ยงอีก ห้าพันบาท :45:
Quote from: จักรี on 09 Mar 2015, 11:34 น.
สมาธิเกิดปัญญาจึงเกิด นี่มันคือความเข้าใจผิด จริงๆ ครับ
สมาธิเป็นฐาน แต่ที่ต่อยอดให้เกิดปัญญา คือ สติ
ฝึกสมถะคือ ฝึกสมาธิ ฝึกวิปัสสนา คือฝึกสติครับ
ความเข้าใจผิดตรงนี้ทำให้คนที่สอนแต่ สมาธิ
เคลม ว่าตัวเองสอนให้ได้มาซึ่งปัญญาได้
อันนี้ ลองสังเกตดู คนที่จะเน้น ว่า ฝึกสมาธิ
ได้ปัญญานี่ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยเชื่อว่าเข้าใจพุทธศาสนาจริงๆ เลยนะ
ปัญญาได้มาจากเรียนหนังสือไม่ใช่เหรอครับ
ปัญญาทางโลกกับทางธรรมมันคนละอันกัน รึเปล่า
ทุกการเรียนรู้ ก่อให้เกิดปัญญาได้ครับ วิปัสนาคือการเรียนรู้ เหมือนกัน
แต่ไม่ใช่การหยุดอยุ่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน เพราะการจดจ่อกับสิ่งเดียว
ไม่เกิดการพิจารณา ก็ไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้โอกาสเกิดปัญญามันก็ยากอะครับ
อันนี้น่าจะเมกเซ้น ทั้งทางโลกทางธรรม ตรรกะเดียวกัน
ส่วนใหญ่พวกบิด สมาธิให้เกิดเป็น ศรัทธาหนักๆ นี้ดังทั้งนั้น
สงสัยฮะ ธรรมกายจะโดนโค่นลงได้ยังไง ทำไมแข็งแกร่งเหลือเกิน เพราะศรัทธา หรือเพราะเงิน?
ผมลองตอบดูนะครับ
ผมคิดว่า ธรรมกายไม่ต่างอะไรกับพุทธพิธีบ้านๆ เราทุกวันนี้ คือศรัทธานำ
ถามว่าอันไหนแข็งแกร่งกว่ากัน บอกเลยว่า ธรรมกาย เพราะพุทธบ้านๆ
คนที่ศรัทธาส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านที่องค์ความรู้ต่างๆ บนโลกยังเข้าไปไม่มากพอที่จะพิจารณา
เชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าวันหนึ่งองค์ความรู้มากพอโอกาสที่จะเสื่อมศรัทธาก็จะมีมากครับ
แต่สำหรับธรรมกาย จุดยุทธศาสตร์อยู่ที่ชนชั้นกลาง ค่อนสูง ซะด้วย และเป็นผู้มีความรู้ ดังนั้นคนที่คิดว่าตัวเองฉลาด
หรือคนที่ฉลาดจริงๆ เวลาเชื่อแล้วมักจะหาข้อมูลมาซัพพอตความเชื่ออย่างแข็งแกร่งไม่ต่างจากเราๆ ท่านๆ ตอนนี้
ด้วย ทิฐิ (EGO) ที่สูงตามองค์ความรู้นั้น จึงเป็นเรื่องยากกว่าที่จะทลายลงได้ (ผมยังไม่ได้บอกว่าเป็น มิจฉาหรือสัมมา ทิฐินะ แต่ให้เข้าใจตรงกันได้)
ว่ามันยาก เทียบเคียงได้กับชีวิตประจำวันและความเชื่อด้านอื่นๆ ของคนทั่วไป ที่ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา
ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามว่า ธรรมกายแข็งแกร็ง ขนาดไหน ตอบเลยว่า
ในบรรดาลัทธิบนโลกนี้ ผมเชื่อว่าธรรมกาย แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งเป็นธรรมชาติเมื่อมีศัตรูเยอะ ยิ่งมีมิตรเยอะ
ส่วนเรื่องว่าแข็งแกร่งด้วยอะไรนั้นผมเชื่อว่า ศรัทธานำทุน แต่เดินคู่กันเหมือนอาจารย์ในวีดีโอข้างบนพูด
ส่วนจะโดนล้มได้อย่างไร อันนี้ คาดเดาไม่ได้จริงๆ แต่คิดว่า องคืประกอบ เรื่องทุนมีส่วน ถ้าทุนหด
หรือมีปัญหาทุน เช่นทุจริต หรือเศรษฐกิจร่วงมากๆ ก็น่าจะมีโอกาสเหมือนกัน ไม่ว่าจะการสร้างจริตต่างๆ ก็ล้วนใช้ทุน
เช่น ความอลังการในกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างศรัทธาได้ไม่น้อย ถ้าไม่มีทุนโอกาสที่จะทำกิจกรรมแบบอลังการก็น้อย
ความศรัทธาก็อาจจะตกต่ำลงได้ แต่ยากมาก ถ้ามองจากการทำบุญที่แม้ตัวเองจะหมดตัวก็ยอม แสดงว่า
เงินคงเป็นสิ่งสุดท้ายของสาวกที่ศรัทธา ที่จะไม่ให้ธรรมกาย แม้จะตายเขาก็ยอมเพราะตายไปเขาเชื่อว่าจะเกิดในที่ที่ดีแน่นอน
จึงยากที่จะเสียดายเงิน
เออ ถ้าผู้นำลัทธิตาย มันจะกลายร่างเป็นยังไง :09:
เดาว่าก็จะกลายเป็นเทพ และมีคนมาสานต่ออาณาจักรให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
กล้บมาน่าติดตามอีกรอบ
:12: วันนี้เพิ่งคิดถึงจู๋นี้พอดีครับ
อ้าว ข่าวข้างบนหายไปไหนแล้วล่ะ :30:
มาดูกระทู้นี้ดีกว่า สนุกดี
ผมเป็นคนไม่มีศาสนาที่มีความสุข :)
http://pantip.com/topic/35453426 #pantip via @pantip1996
Comment สนุกสนานเลยนะครับ แต่ละคน :46: