โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

จักรี

 :42:  ไม่รุ้สิครับ แค่อยากบอกให้รุ้ว่า 

เฮ้ย!!
ข้อมูลเหล่านี้มันมีอยุ่จริงนะ



{หมีโหด}
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ยุนเอ


เฮ้ย ข้อมูลเหล่านี้มีทุกยุคทุกสมัยเลยนะ  :42:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

จักรี

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

iannnnn

ถ้าว่ากันที่ประเด็นของศาสนาเสื่อม ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองการมุ้งผัวเมียอะไรนั่น
คำว่าศาสนาเสื่อม(ของคนแต่งคำทำนาย) คืออะไรล่ะ?
- ศาสนาพุทธกลายพันธุ์เป็นนิกายประหลาดๆ จนเละเทะเหลวเป๋วใช่ไหม
- หรือมีคนมานั่งตีความศาสนา จนเลือกที่จะไม่เชื่อสาระหลายอย่างในพระไตรปิฎกใช่ไหม
   (อย่างกระจู๋บนหิ้งของเว็บอะไรก็ไม่รู้)
- หรือมาถึง พ.ศ.5000 ปัจจัยสะสมต่างๆ ก็จะทำให้ศาสนาเรามาถึงจุดจบ
- หรือคนเสื่อมทรามลง เลวลง จิตใจต่ำลง (อันนี้เชื่อ แต่ดูเหตุผลด้านล่าง)

ขอใช้คำว่า "ละไว้ในฐานที่เข้าใจ" กับคำทำนายที่เป็นการวาดภาพกลางๆ แบบหมอเดานะ
เช่นเรื่อง คนพูดโกหกก็มีคนเชื่อ (เอ๊ะ พอมองอดีตนายก ..ข้อนี้ก็จริงนี่)
หรือความชั่วเยอะขึ้น ความดีน้อยลง ฯลฯ เพราะทุกยุคทุกสมัย คำทำนายเหล่านี้ก็เป็นจริงอยู่แล้วครับ
ไม่ได้เพิ่งมาเกิดในยุคที่ว่ากันว่าจะเสื่อม แต่มันเป็นมาตลอด
เหมือนที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า "แหม.. กูล่ะหน่าย เด็กสมัยนี้นะ ....."

//ตัดหน้ากัน 5 คน ดีใจมากเลยที่ตัดกันในกระจู๋นี้  :25:

tmd

#454
คำว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมหลังพุทธปรินิพพาน 5000 ปี
ไม่มีในพระไตรปิฎก
เป็นคำกล่าวของอรรถกถาฎีกาจารย์

ซึ่งบางครั้งท่านก็ใช้มโนมติของท่านเขียนใส่เข้าไปเอง
เน้อ...
...

iannnnn


จักรี

แต่ในตำราผมเรียกมันว่าตำราแล้วกัน  เขาบอกว่า ในสมัยพุทธกาลเป้นยุคทองของพุทธศาสนาเรื่องเหล่านี ไม่ค่อยมีเกิดขึ้น หรือมีก็มีน้อย โดยเฉพาะช่วงที่พระพุทธเจ้า ยังไม่ปรินิพพาน
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ณต

#457
อ้างคำพูดจาก: tmd เมื่อ 15 ก.พ. 2007, 03:38 น.
คำว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมหลังพุทธปรินิพพาน 5000 ปี
ไม่มีในพระไตรปิฎก
เป็นคำกล่าวของอรรถกถาฎีกาจารย์

ซึ่งบางครั้งท่านก็ใช้อัตตโนมติของท่านเขียนใส่เข้าไปเอง
เน้อ...



แล้วนั่นหมายความว่า อรรถกถาฎีกาจารย์
กล่าวไม่จริงเหรอครับ

อืมม์ แล้ว อรรถกถาฎีกาจารย์
นี่เป็นใครบ้างครับ  :09:


ปล จะตัดหน้าอะไรกันนักหนานี่  :07:
นั่นมันตีสองที่เมืองไทยแล้วไม่ใช่เหรอ  :07:

ยุนเอ

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 15 ก.พ. 2007, 03:41 น.
แต่ในตำราผมเรียกมันว่าตำราแล้วกัน  เขาบอกว่า ในสมัยพุทธกาลเป้นยุคทองของพุทธศาสนาเรื่องเหล่านี ไม่ค่อยมีเกิดขึ้น หรือมีก็มีน้อย โดยเฉพาะช่วงที่พระพุทธเจ้า ยังไม่ปรินิพพาน

สมัยนั้นมี แคมฟรอกมั้ยครับ
สมัยนั้นข้อมูลส่งถึงผู้คนเร็วเท่าสมัยนี้มั้ยครับ


:42: ไม่ได้กวนนะ แต่ถ้าเราเลือกเทคโนโลยี เราก็ต้องเสียด้านจิตใจไปในราคาที่เท่ากัน

กฎของการตอบแทน ไม่มีใครได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยไม่เสียอะไรไปหรอก  :40:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

tmd

ผมแค่แสดงข้อคิดเห็นครับ
จะเชื่อผมหรือไม่ก็ได้

ตำราอรรถกถาเป็นตำราที่แต่งขึ้นมาเพื่ออธิบายข้อความในพระไตรปิฎก
ตำราฎีกาเป็นตำราที่แต่งขึ้นมาเพื่ออธิบายข้อความในอรรถกถา

ทั้ง 2 ตำราต่างแต่งขึ้นเพื่อตีความพระไตรฯ
โดยพระเถราจารย์ในชั้นหลังทั้งสิ้น
ซึ่งบางครั้งท่านก็ใส่ข้อคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วยจ๊ะ

ความน่าเชื่อถือนั้น
จึงเป็นรองพระไตรปิฎก
ซึ่งอ่านง่ายกว่ามาก ๆ
...

iannnnn

อ้างคำพูดจาก: ^-FakE-^ เมื่อ 15 ก.พ. 2007, 03:47 น.
สมัยนั้นมี แคมฟรอกมั้ยครับ
สมัยนั้นข้อมูลส่งถึงผู้คนเร็วเท่าสมัยนี้มั้ยครับ


:42: ไม่ได้กวนนะ แต่ถ้าเราเลือกเทคโนโลยี เราก็ต้องเสียด้านจิตใจไปในราคาที่เท่ากัน

กฎของการตอบแทน ไม่มีใครได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยไม่เสียอะไรไปหรอก  :40:


โอเค ถ้ายอมรับตรงนี้ก็แสดงว่า
ตามมุมมองของผู้แต่งพุทธทำนาย : พระพุทธศาสนาเราเสื่อมลงจริงๆ น่ะแหละ

จักรี

ก็การพัฒนาแต่ด้านวัตถุไงครับปัจจุบันจิตใจถึงได้ค่อยเสื่อมลง  ลองคิดกลับกันถ้าส่วนหนึ่งในพุทธทำนายเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงโดยมีใครมาเสริมที่หลังอันนี้ก็แล้วแต่..

เรื่องเหล่านี้ มันก็เป้นเรื่องที่ถูกคาดการณ์ไว้แล้ว เพราะช่วงพุทธกาลมีศิลสำหรับฆารวาส มีหน้าที่ของ สามี ภรรยา บุตร ธิดา ต่างๆ แล้ว คนในสมัยนั้นเขาก็ทำตามหลักนั้นจริงๆจึงได้ชื่อว่าเป้นยุคทองของศาสนา และที่สำคัญไม่มีสิ่งยั่วใจเหมือนสมัยนี้มั้ง...

แต่สมัยนี้ มันเสื่อมทอยไปตามกาลเวลา และยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนกันไป ต่างๆนานๆ  ก็สังคมมันเปลี่ยนไป มนุษย์ไม่สนใจพัฒนาจิตใจแต่เน้นพัฒนาวัตถุแทน...แบบนี้ ก็ถูกแล้ว มันเป็นวัฏจักร






**  นอนกันนะพวกเรา พรุ่งนี้ค่อยมาถกกันต่อ  :39:



ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ณต

 :46: ขอบคุณเณรธี ครับ

ตีสี่แล้ว ยังไม่นอนกันอีกเหรอครับ :44:

Soris0ri

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 15 ก.พ. 2007, 03:59 น.
แต่สมัยนี้ มันเสื่อมทอยไปตามกาลเวลา และยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนกันไป ต่างๆนานๆ  ก็สังคมมันเปลี่ยนไป มนุษย์ไม่สนใจพัฒนาจิตใจแต่เน้นพัฒนาวัตถุแทน...แบบนี้ ก็ถูกแล้ว มันเป็นวัฏจักร


ไม่ได้มากวนจะ แต่ เสื่อมถอย


อันนี้มันก็อยู่ที่ประัเพณีปฏิบัติของแต่ละกลุ่มชน
Las Noches Rubicundior

เก้อ

พึ่งอ่านเรื่อง อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา มาพอดี
จริงๆตอนมัธยมก็มีสอนนะ จำได้ รวมถึงเรื่องอัตโนมติ
จากท่านป.อ.ปยุตฺโต(จำตำแหน่งปัจจุบันไม่ได้)
วุ้ย สมกับที่บวชมาจริงๆตู  :27:

เห็นเขาว่า เวลาที่มีปัญหาเรื่องการตีความพระไตรปิฎกนั้น
1.พระไตรปิฎก
2.อรรถกถา
3.ฎีกา
4.อนุฎีกา
5.อัตโนมติ

1 ตัดสิน 2 ถึง 5
2 ตัดสิน 3 ถึง 5
อันต่อมาก็เรียงลงมาตามนี้
ที่เขาอธิบาย ก็เรื่องนิพพานอัตตาหรืออนัตตาตอนนู้นนั่นแหละครับ

วกกลับมาเรื่องชาติภพนะครับ เห็นห่อกิ่งแล้วน่าสนใจๆ
อ่านประวัติศาตร์ย่อของกาลเวลาแค่ผ่านๆ

จริงๆอย่างที่บอกไว้แต่แรก ใช้คำว่าไม่สนใจจะถูกกว่าไม่เชื่อ
ทีนี้พอไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ มันก็ไม่มีอยู่สำหรับเราแล้ว มันจึงพอๆกับคำว่าไม่เชื่อ

แต่อย่างที่พี่ณตยกข้อเขียนของพ่อห่อกิ่งมา
ผมก็นึกถึงคำตอบเรื่องนี้ของหลวงปู่ชาได้ครับ
(ผมยกคำสอนได้แค่ 2 ท่านนี่ล่ะครับ ไม่พุทธทาสก็หลวงปู่ชารู้สึกว่าแนวพอๆกัน)
ปกติท่านจะไม่ตอบเรื่องพวกนี้ จะบอกปัดหรือตอบเฉไฉไป เช่น

มีคนถามท่านว่า
"เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นแล้วเหาะได้หรือเปล่า?"
ท่านก็ตอบว่า
"แมงกุดจี่(แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)มันก็บินได้  มันเป็นพระอรหันต์รึเปล่า?"

และอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อครูคนหนึ่งถามท่านเกี่ยวกับการเหาะเหินเดินอากาศ
ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล  ที่เคยอ่านพบว่าเป็นความจริงหรือไม่ว่า
"เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อน ๆ  เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ?"
ท่านก็ตอบว่า
"ถามไกลตัวเกินไปแล้วล่ะครู  มาพูดถึงตอสั้น ๆ ที่จะตำเท้าเราจะไม่ดีกว่ารึ? "

แนวไหมครับ ผมว่าแนวมากเลยนะครับ  :30:

กลับมาที่เรื่องชาติภพ อย่างเวลาที่คนบอกว่าสิ่งใดมีอยู่จริงนะ
มันก็ต้องมีคนถามเหตุผลใช่ไหมครับว่าทำไมมีอยู่จริง ถ้ามีจริง พาไปดูได้ไหม
ขณะนี้ที่เราอยู่ปัจจุบันคือวันนี้ คำถามเรื่องชาติภพมันเหมือนกับถามว่า
แล้ววันพรุ่งนี้ล่ะ มีจริงไหม ถ้ามีพาไปดูหน่อยได้ไหม มันก็ทำไม่ได้
การถกเถียงเรื่องนี้มันจึงไม่มีทางหาที่จบลงได้ พระพุทธองค์ท่านก็ไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น
ไม่ต้องสงสัยสนใจว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด
อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา

ตรงนี้น่าจะตรงกับสิ่งที่ท่านพุทธทาสว่า ฉีกทิ้งได้เลย
แค่วิธีพูดต่างกันเท่านั้น


พอพูดถึง 2 ท่านนี้แล้วก็นึกได้เรื่องหนึ่ง พอดีเคยไปสวนโมกข์หลายที
(ไปจอดรถซื้อไข่เค็ม  :30:) เคยเห็นกุฏินึงในสวนโมก อยู่ตรงไกล้ๆ
อาคารรูปเรือน่ะครับ ถ้าใครเคยไปคงนึกออกมีอาคารเดียวเป็นรูปเรือ
กุฏินั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า กุฏิอาจารย์ชา แต่ก่อนก็ไม่ได้สงสัยอะไร
เมื่อไม่นานมานี้จึงไปอ่านเจอว่า เป็นกุฏิที่สร้างไว้สำหรับรับรองพระผู้ใหญ่ที่มาเยือนสวนโมกข์
แล้วหลวงปู่ชาท่านเคยพูดไว้ว่าจะมาเยือนสวนโมกข์ แต่สุดท้าย ท่านก็ล้มป่วยก่อน
จึงได้แต่เรียกว่ากุฏิอาจารย์ชารอเก้อกันมาจนถึงทุกวันนี้


 


I ROCK , THEREFORE I AM

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines