คือกีฬา คือหัวใจ คือชีวิต... +

เริ่มโพสต์โดย นักศิลปะ, 10 เม.ย. 2008, 09:51 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ฟิ้งซ์

บ๊ะ สตั๊ดเดี๋ยวนี้สวยแฮะ

ที่ผมไม่เล่นฟุตบอลต่อเพราะตรงที่รองฝ่าเท้าของสตั๊ดมันบีบกลางฝ่าเท้าน่ะครับ
แต่คู่ที่สองที่ซื้อนี่เพราะมันไม่บีบ จำได้ยี่ห้อ Pony ที่พี่น้องเนวิลล์ของแมนยูเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่พักนึง
แต่ที่ผมใช้คนละรุ่นกับที่เค้าใช้นะ คือถ้ามันบีบตรงกลางฝ่าเท้ามากๆ เวลาวิ่งนานๆ จะทรมานครับ

หวังว่าของตั้งคงไม่บีบนะ จะได้วิ่งยาวๆ เลย สู้ๆ
ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

Dayight

3/5/51
15.30 น.

ลูกบอลยังอยู่ที่เดิม
ไม่มีใครเลย
วิ่งเลี้ยงไปๆมาๆ
เตะทิ้งไปยาวๆ
เพราะหน้าที่ของเรา
คือเตะสาดไปข้างหน้า
เตะทิ้่งไปแล้ววิ่งตาม
เตะไปทั่วสนาม
วิ่งบ้าอยู่คนเดียว
จนเหนื่อย
ยังไม่มีใครเลย
เอาบอลไปเก็บไว้
ลูกบอลยังอยู่ที่เดิม
กินรอบวง

แอ้

อุบัติเหตุที่น่ากลัว..

อาทิตย์ที่แล้วตีแบดกับเพื่อนๆ อย่างเคย มีเพื่อนของเพื่อนที่ไม่ได้เล่นกีฬามานานแล้ว
ขอตามมาเล่นด้วย
เค้าใช้รองเท้าวิ่ง ซึ่งแอ้ก็ไม่คิดว่าแค่รองเท้าผิดประเภท มันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้..

ตอนที่เค้าพยายามจะสไลด์เท้าเพื่อรับลูก (ตามปกติของแบดมินตัน (หรือเปล่า?))
รองเท้ามันจิกพื้น มันไม่ไปด้วย..

เอ็นร้อยหวายขาดเลย.. ผ่าตัดไปแล้ว เรียบร้อยค่ะ .. น่าสงสารมากๆ  :05:

สัญญาว่าถ้าเค้าหายแล้วมาเล่นด้วยกันอีก จะออมมือให้มากๆ ค่ะ

เดอะบุ๋ม

 :38:  อุบัติเหตุแขวนคอทุกย่างก้าวจริงๆ   

จักรี

หมู่บ้านผม เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างตัวอำเภอมาไกลพอสมควร
การได้เข้าเรียนมัธยมในโรงเรียนประจำอำเภอ ถือว่าเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาที่ดีมาก
เพื่อนหลังจบประถม 6 หลายคนได้เรียนที่โรงเรียนประจำตำบล
ผมถือว่าผมโชคดีแม้ครอบครัวของผมจะติดอันดับฐานะยากจนที่สุดในหมู่บ้าน
แต่พ่อซึ่งไม่เคยให้ผมน้อยหน้าใครเรื่องการศึกษาก็พยายามให้ผมได้รับโอกาสนี้
เหมือนหลายคนในหมู่บ้าน รถ 6ล้อ สองแถวมีหลังคาแผ่นไม้ ของน้าเปี๊ยกเป็นรถ
โดยสารคันเดียวที่วิ่งเข้าและออกไปยังตัวอำเภอ ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครมีรถจักรยานยนต์
ถ้าลูกบ้านไหนมีถือได้ว่าแม่มันรวยมาก....

พวกเราเด็กผู้ชาย มักนั่งบนหลังคาเพื่อเสียสละให้พวกผู้หญิงนั่งข้างล่างได้ ทั้งน่าหนาว
น่าร้อน หรือน่าฝน ก็ต้องทนอยุ่บนนั้น เว้นน่าฝนไว้ซักฤดูที่ตอนเช้าอาจจะขอเบียดยัดกันอยู่ข้างใน
แม้ท้ายรถก็ยังไม่มีใครอยากห้อยโตงเตงเหมือนทุกที เพราะโคลนอาจจะสาดใส่ชุดนักเรียนได้
เว้นซะแต่ตอนเย็นขากลับบ้าน ที่แม้ฝนจะตกแดดจะออกก็ยังนั่งหน้าทนอยู่บนนั้น.....
เคยแกล้งกันเมื่อคราวหน้าฝนที่ หยุดตกใหม่ๆ ไอดินยังคลุ้งได้ที่ ใครนั่งหน้าจะดีดกิ่งไม้ใส่คนนั่งหลัง
หรือไม่ก็ลุกขึ้นจับกิ่งเขย่าให้ได้เปียกปอนกันทั้งหลังคา พวกรุ่นพี่มักจะแกล้งรุ่นน้องอยู่เนืองๆ
ผมขึ้นมัธยม บนหลังคารถน้าเปี๊ยกก็กลายเป็นสถานที่รับน้องอย่างดี หน้าหนาว ม.1 นั่งหน้า
หน้าร้อนแดดแรง ก็นั่งหน้า ถัดมาเป็น ม.2 ม.3 ม.4  และ ม.5 ส่วนหน้าฝนฝนหยุดตก รุ่นพี่ม.6ก็ไปนั่งหน้า
คอยจับกิ่งไม้สั่นให้น้องเปียกกันหยั่งที่ว่า.. แต่แอบสะใจทุกครั้งที่ทางลงอยู่ข้างหลัง เมื่อรุ่นพี่ที่นั่งหน้า
เชื่อใจในท้องฟ้าและสายฝนมากไปก็อาจลงไม่ทันเปียกปอนได้เช่นกัน 
รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ที่ล้วนตากแดดตากฝนและลมมาด้วยกัน ผมจาก ม.1 แถวหน้าหลังคารถ
ก็เปลี่ยนมา ม.2แถวสองถัดจากน้องและ 3 4 5 เรื่อยมาจนเป็นพี่ใหญ่
เหมือนเป็นธรรมเนียมว่ากันไป  ใครที่ห่อข้าวไปกินโรงเรียนเผลอทำหล่นบนหลังคา
พวกเราพี่น้องก็จะช่วยกินกันอย่างสนุกสนาน แต่ถ้าใครห่อข้าวไปกินแล้วดันเหลือกลับบ้าน
แล้วมันเสือกบูดละก็ อ๊วกกันทั้งหลังคาเหมือนกัน
การที่เราเหมือนเป็นเด็กบ้านนอกที่ซ้อนอยู่ในความบ้านนอกอีกที การที่จะมีบทบาทอะไรโดดเด่น
มากมายในรั้วโรงเรียนที่ มีนักรียน 2000 กว่าคนนั้นมันเป็นไปได้ยาก
เพราะโรงเรียนประถมที่เราเรียนกัน อย่างมากสุดก็ 150 คน

คนที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านของผม นับตั้งแต่มีคนออกมาเรียนที่ตัวอำเภอนี้แถบนับคนได้
และค่อนข้างเป็นรุ่นดึกซะด้วย แต่จะจำได้อย่างดีว่ามีใครบ้าง ก็เพราะมันไม่เกิน3 คนนั่นไง
มี1 คนเป็นประธานนักเรียน อีกสองคนทำอะไรซักอย่างที่เป็นที่รุ้จักกัน..
เห็นมั้ยว่าคนหมู่บ้านผมเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆในรั้วโรงเรียนประจำอำเภอแห่งนี้ เล็กขนาดที่ว่า เวลาเรียน
แล้วมองเห็นคนหมู่บ้านเดียวกันผ่านทางช่องหน้าต่างเป็นต้องดีใจโบกไม้โบกมือระริกระรี้ ทุกที
ยิ่งเวลาเดินเปลี่ยนคาบเรียนแล้วเดินสวนกันนี้ต้องทักกันเป็นการใหญ่ให้ได้ชื่นใจ เหมือนจะเป็นการย้ำว่า
ตูไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคมเบ้อเริ่มเทิ่มนี้นะ ยังมีคนบ้านเดียวกันมาเรียนอยู่ด้วย

ในบรรดา พี่น้องหมู่บ้านเดียวกันที่ออกมาเรียนในตัวอำเภอ จะมีลูกพี่ลูกน้องของผมอยู่ด้วย สองคน
ซึ่งมันสองคนเป็นพี่น้องกัน เป็นลูกของลุงผมอีกที มันสองคนเป็นรุ่นพี่ผม 1 ปี และ 2 ปี ตามลำดับ
มันสองคนเกิดมาเพื่อชนะผมด้านกิจกรรม ผมจะรู้สึกเป็นลูกแหง่ทันทีที่อยู่ใกล้มันสองคน
มันแข่งแกร่งและดุดันเล่นกีฬาอะไรก็ดูจะเหนือกว่าผมไปเสียหมดทั้งที่บางอย่างผมเล่นมาก่อน
มันสองคนอีกนะ  และเมื่อผมขึ้น มัธยม 3 ลูกพี่ลูกน้องของผม คนพี่ก็อยุ่ ม.5 และอีกคนก็อยู่ม.4
เรา สามคนจัดตั้งทีม เตะตะกร้อเพื่อเข้าแข่งกีฬาตำบลเป็นปีแรก การฝึกพิเศษของพวกเราคือการ
ดูตัวอย่างในทีวีแล้วเอามาทำตาม เราฝึกตีลังกาเตะตะกร้อ ปากคาบพื้นมาแล้วนับไม่ถ้วน
วันที่แข่งจริงเราแพ้ยับเยิน เพราะนอกจะตีลังกาเตะแล้วเราทำอย่างอื่นไม่เป็นเลย กรรม มั้ยละทีนี้
จนกระทั่งเมื่อมีกีฬาสีที่โรงเรียน ลูกพี่ลูกน้อง คนพี่ที่อยู่ ม. 5  ก็โชว์ลีลากระโดดตีลังกาเตะได้อย่างสวยงาม
อาจารย์ที่คุมทีมตะกร้อของโรงเรียนเห็นแวว จึงทาบทามให้ไปเตะให้กับทีมโรงเรียน ถือว่าเป็นคนแรกๆในหมู่บ้านเลย
ที่ได้เล่นกีฬาเป็น 1 ในทีมโรงเรียนไปแข่งกับโรงเรียนอื่น ทั้งนี้และทั้งนั้นเพราะการแข่งขันกันเองภายในมีสูงมาก
จึงเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ขนดฉลองกันบนหลังคารถน้าเปี๊ยกตอนกลับบ้านกันเลย

พอผมขึ้น ม.4 ก็ถึงคราวผมแจ้งเกิดในวงการตะกร้อบ้าง *-* จากกีฬาสีเช่นเดียวกัน ผมต้องลงแข่งกับ
สีของลูกพี่ลูกน้องของผมอีกคน คนดูเต็มสนาม กองเชียร์สองข้างแน่นเอี้ยด ตามสไตร์ทของกีฬาชนิดนี้แล้ว
เมื่อใครทำแต้มได้มักจะออกท่าทางยั่วเย้าคู่แข่ง ด้วยความสะใจ ด้วยการที่รู้ทางกันดี เพราะตัวทำของทั้งสองทีม
คือผมกับลูกพี่ลูกน้องผมที่ผลัดกันกระโดดตีใส่กันเป็นว่าเล่น ใครได้แต้มต้องออกอาการยั่วให้กวนตีนสุดฤทธิ์
กวนขนาดที่ว่า กองเชียร์ของทั้งสองสีตีกันเอง และหลังจากจบเกมนั้นผมและก็ลุกพี่ลูกน้องผมคนนั้นก็โดน
หมายหัวให้มาซ้อมกับทีมโรงเรียน กลายเป็นว่า ผมกับลูกพี่ลุกน้องของผม รวมเป็นเราสามคนก็ติดทีมโรงเรียน
ผมติด รุ่น อายุไม่เกิน 15  อีกคน ไม่เกิน 17 อีกคนไม่จำกัดอายุ สรุปวันนั้นบนหลังคารถก็ได้เริ่มฉลองกันอีกครั้ง
ผมเล่นตะกร้อให้กับทีมโรงเรียน ตั้งแต่ ม.4 -ม.6 เป็นเวลา 3 ปี มากกว่าลุกพี่ลุกน้องของผมทั้งสองคนอยุ่ ปีหนึ่ง
แต่ดูเหมือนว่า ทีมของผมที่เล่นด้วยกันมา สามปีจะประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะตอนผมอยุ่ ม.6
เราได้แชมป์ประจำจังหวัดและเป็นตัวแทนได้ไปแข่ง ภูพานเกมส์ที่จังหวัดเลย แต่ผมติดสอบเอนท์ *-* 

ไม่นึกเลยว่า จะกลายเป็นล้างผ้าใบไปจนได้ เพราะนับจากนั้นผมกับกีฬาชนิดนี้ก็เริ่มห่างไกลกันออกไปทุกที
จนปัจจุบันก็ยังไม่มีโอกาสได้หวนกับสู้สนาม ไม่ว่าจะเป็นสนามพนันหรือสนามแข่ง  เอย...... 
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

แอ้

จักรีเขียนสนุก.. อ่านแล้วนึกภาพตามได้เหมือนหนังสือดีๆ ซักเล่มค่ะ
นึกถึงสมัยเด็กๆ เลย  :22:

Dayight

กินรอบวง

ชวาลา จันทร์แจ่ม

ถ้าเป็นตะกร้อ ผมโหม่งถนัดมากครับ เพื่อนตั้งลูกมาให้แบบย้อยๆ เราก็กะจังหวะเทคตัวโหม่งกดลง
พื้นอย่างสวยงาม แต่ถ้าเจอลูกเก่าๆเยินๆหน่อย หน้าผากจะถลอกเลือดซิบๆเลย  :05:

สมเจี้ยม

ตั้งทีมตะกร้ออีกก็ได้นะ

นึกถึงแต่ก่อนเตะตะกร้อหน้าบ้าน 
พอกำลังสนุกๆ แม่ก็เรียกมาหุงข้าวทุกที
ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

Dayight

4/5/51
17.00 น.

วันนี้เผลอหลับไปตอนบ่าย
ตื่นมาก็สี่โมงจะห้าโมง
วันนี้้ซ้อมวิ่งยาวๆ รอบมหาลัย
ครบรอบก็ไปเดินๆรอบสนามฟุตบอล
สาวเพียบเลย
การออกกำลังกายมันดีอย่างนี้นี่เอง
:33:
กินรอบวง

จักรี

เออ งั้นเดี๋ยววันหลังไปซ้อมด้วยวะ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

Rabbitinblack


จักรี

เพราะสุขภาพที่ดีของหัวใจครับพี่  :37:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

สมเจี้ยม

อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 04 พ.ค. 2008, 22:05 น.
4/5/51
17.00 น.

วันนี้เผลอหลับไปตอนบ่าย
ตื่นมาก็สี่โมงจะห้าโมง
วันนี้้ซ้อมวิ่งยาวๆ รอบมหาลัย
ครบรอบก็ไปเดินๆรอบสนามฟุตบอล
สาวเพียบเลย
การออกกำลังกายมันดีอย่างนี้นี่เอง
:33:


เอารูปสาว ม.เกษตร มาให้ชมหน่อยสิครับ
ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

แอ้

คนนี้คนนึง



<-------------

จบเมื่อแปดปีที่แล้ว

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines