สมมุติว่าตัวเองมีลูก

เริ่มโพสต์โดย หมีโหด*, 25 ก.ย. 2007, 23:02 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

จักรี

ก็กลัวแม่ ท่านจะเปลี่ยนใจ กลับมาหาดอนเมืองเหมือนกันนะเนี่ย  :46:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

ความฝันกลางฤดูร้อน

งั้นจักรีแต่เดิมก็มีชื่อว่า Airport ลิง น่ะสิ

เพราะเป็นโซ่ทองคล้องใจระหว่างสุวรรณภูมิและดอนเมือง
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

จักรี

อ้า ใช่ครับ และทั้งย่ากับยายผมก็เป็นเหมือนวงแหวนรอบนอก ที่วิ่งปีดถึงสุวรรณภูมิ    :07: ไม่ใช่แระ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

นักศิลปะ

#108
อ้างคำพูดจาก: มุมมืดของสังคม เมื่อ 27 ก.ย. 2007, 22:31 น.
ยาวตามกันมาพรวดๆ

อึ้งกับอีกมุมนึงของทุกๆ คน
ชีวิตพี่จอยกับกิ้วสุดยอดเลย

รู้สึกว่า ปสก พี่จอยนี่คล้ายๆพี่สาวผม
คือที่บ้านเนี่ย ตอนก่อนผมจะเกิดนี่ พ่อแม่จนเลยแหล่ะ
ไม่มีอะไรเลย พ่อแม่ก็แยกกันอยู่ทำงาน เอาเงินมารวมกัน
เพื่อมาลงทุน จนมาค้าขายได้เลยพอมีเงินขึ้นมาบ้างอย่างตอนนี้

พอพ่อแม่เริ่มจะมีฐานะก็เลยย้ายมาทำงานด้วยกัน
ตอนนั้นผมก็เพิ่งจำความได้พอดี แต่พี่ผมนี่คือแทบไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่เลย
จนกระทั่งโตแล้วประมาณประถมแล้ว มันเลยมีปัญหาทางจิตใจด้วยมั้ง
โตมาด้วยเงินล้วนๆ ตอนนี้มีปัญหามากๆ อยากจะร้องไห้แทนพ่อแม่จริงๆ

สงสารมันนะ แต่สงสารพ่อแม่มากกว่า
มันชอบพูดว่า "พ่อแม่ไม่รักมัน" ปล่อยมันให้เป็นแบบนั้น

ความจริงผมก็เห็นด้วยกับมันนะว่า ทำงานน้อยกว่านี้
ดูแลลูกมากกว่านี้ก็น่าจะดีกว่า ไม่ต้องมีเงินมากก็ได้

แต่มาคิดดู อยู่เมืองไทย คำว่า "คนจน" เนี่ย
มันแย่มากเลยนะ มีวันที่ทะเลาะกับแม่เรื่องราวๆนี้
แม่พูดว่า คนจนก็เหมือนหมาตัวนึง
ทำไมจะไม่อยากดูแลลูก แต่ถ้ามีเงินมันก็ให้ได้มากกว่าคำว่า "รัก"

ผมเลยรู้สึกว่าเออ... เรามองโลกง่ายไปจริงๆ
เราเกิดมาก็ไม่จนแล้ว เราไม่เข้าใจความจนของพ่อแม่
แต่พอมองๆไป ถ้าจนจริงๆ เรื่องความรักความเอาใจใส่นี่ไม่ต้องพูดถึง

แค่เอาชีวิตรอดเพื่อปากท้องได้นี่ ก็ถือว่ามีความสุขแล้ว
เพราะถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องความรักนี่นา

่ช่วงนี้เลยเป็นช่วงที่สำนึกด้วยว่าพ่อแม่เลี้ยงเรามาได้นี่สุดแล้ว
เราควรจะรักพ่อรักแม่ให้มากๆ


ป.ล.พี่จอยคิดได้ยังไงครับ ผมอยากให้พี่สาวผมคิดได้บ้าง
ตอนนี้พ่อแม่กลุ้มใจมาก มันเล่นไม่ทำการทำงานเลย อาละวาดไปวันๆ :05:

คำนี้น่าสนใจนะ
พี่น้องท้องเดียว คลานตามกันมา
นิสัยแปลกแตกต่างกันราว ดินกับฟ้า
เพราะคนหนึ่งเกิดมาในเวลาครอบครัว ฐานะ หนึ่ง
อีกคนหนึ่งเกิดมาในครอบครัวอีก ฐานะหนึ่ง
คนละวาระ คนละฐานะ
พี่อาจจะเกิดมาตอนพ่อจน
น้องออกมาพ่อรวยไปแล้ว
ก็คิดต่างออกไป

หรือพี่ออกมาพ่อเป็น ประธานกรรมการ
น้องออกมาพ่อกลายเป็นคนหนี้สินล้นพ้อตัว
สิ่งที่ได้รับและได้มาใชชีวิตย่อมแตกต่าง
นิสัยก็แผกผิดไป

ผมเกิดตอนพ่อเป็นครู
น้องสาวผมเกิดตอนพ่อเป็น อาจารย์ใหญ่
ลูกผมตอนนี้เป็นหลาน ผู้อำนวยการ

สามคนนี้
วิธีคิดก็ต่งกันลิบ

โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

psyfer

อ้างคำพูดจาก: มุมมืดของสังคม เมื่อ 27 ก.ย. 2007, 22:31 น.
ยาวตามกันมาพรวดๆ

อึ้งกับอีกมุมนึงของทุกๆ คน
ชีวิตพี่จอยกับกิ้วสุดยอดเลย

รู้สึกว่า ปสก พี่จอยนี่คล้ายๆพี่สาวผม
คือที่บ้านเนี่ย ตอนก่อนผมจะเกิดนี่ พ่อแม่จนเลยแหล่ะ
ไม่มีอะไรเลย พ่อแม่ก็แยกกันอยู่ทำงาน เอาเงินมารวมกัน
เพื่อมาลงทุน จนมาค้าขายได้เลยพอมีเงินขึ้นมาบ้างอย่างตอนนี้

พอพ่อแม่เริ่มจะมีฐานะก็เลยย้ายมาทำงานด้วยกัน
ตอนนั้นผมก็เพิ่งจำความได้พอดี แต่พี่ผมนี่คือแทบไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่เลย
จนกระทั่งโตแล้วประมาณประถมแล้ว มันเลยมีปัญหาทางจิตใจด้วยมั้ง
โตมาด้วยเงินล้วนๆ ตอนนี้มีปัญหามากๆ อยากจะร้องไห้แทนพ่อแม่จริงๆ

สงสารมันนะ แต่สงสารพ่อแม่มากกว่า
มันชอบพูดว่า "พ่อแม่ไม่รักมัน" ปล่อยมันให้เป็นแบบนั้น

ความจริงผมก็เห็นด้วยกับมันนะว่า ทำงานน้อยกว่านี้
ดูแลลูกมากกว่านี้ก็น่าจะดีกว่า ไม่ต้องมีเงินมากก็ได้

แต่มาคิดดู อยู่เมืองไทย คำว่า "คนจน" เนี่ย
มันแย่มากเลยนะ มีวันที่ทะเลาะกับแม่เรื่องราวๆนี้
แม่พูดว่า คนจนก็เหมือนหมาตัวนึง
ทำไมจะไม่อยากดูแลลูก แต่ถ้ามีเงินมันก็ให้ได้มากกว่าคำว่า "รัก"

ผมเลยรู้สึกว่าเออ... เรามองโลกง่ายไปจริงๆ
เราเกิดมาก็ไม่จนแล้ว เราไม่เข้าใจความจนของพ่อแม่
แต่พอมองๆไป ถ้าจนจริงๆ เรื่องความรักความเอาใจใส่นี่ไม่ต้องพูดถึง

แค่เอาชีวิตรอดเพื่อปากท้องได้นี่ ก็ถือว่ามีความสุขแล้ว
เพราะถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องความรักนี่นา

่ช่วงนี้เลยเป็นช่วงที่สำนึกด้วยว่าพ่อแม่เลี้ยงเรามาได้นี่สุดแล้ว
เราควรจะรักพ่อรักแม่ให้มากๆ


ป.ล.พี่จอยคิดได้ยังไงครับ ผมอยากให้พี่สาวผมคิดได้บ้าง
ตอนนี้พ่อแม่กลุ้มใจมาก มันเล่นไม่ทำการทำงานเลย อาละวาดไปวันๆ :05:

ฮึบ คิดได้ยังไงเหรอ

มันเหมือนวันนึงเราลืมตาตื่น มั๊ง (บอกไม่ถูก)
ส่วนหนึ่งยกความดีให้เพื่อนเค้าพยายามพูด พยายามชักจูง
พยายามพาไปบำบัด (พอบำบัดมันก็ดีขึ้นนิดหน่อย)
เรื่องความรักของพ่อแม่ นี่
คือรู้ว่าเค้ารักนะ แต่ไม่เชื่อใจ (หมอบอกว่ามันเป็นอาการบาดเจ็บทางจิต)

น้องชายจอยก็มีปัญหาเหมือนกัน
คือดูรู้เลย เค้าจะคิดว่าพ่อแม่รักจอยมากกว่า
เพราะตอนที่ จอยกลับมาอยู่กับพ่อแม่มันช่วง 16-17 กำลังแรง
จอยมีอาการมาตั้งแต่ตอนนั้น รวมกับร่างกายที่มันไม่ค่อยแข็งแรง
เค้าเลยพยายามให้ พยายามชดเชย

แต่ตอนนั้นน้องชายยังอยู่กับปู่ย่า ซึ่งเค้าไม่ได้รับเท่า มันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบ
ทุกวันนี้จอยกับน้องเป็นเหมือน คนรู้จัก ไม่ได้สนิท หรือผูกพันกันทางสายเลือดอย่างที่ควรเป็น

น้องสุกน้องใส

น้องชายกิ้วไง ตอนนี้มันก็ยังเป็นอยุ่ เรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่จากพ่อแม่กิ้วนะ จากป้ามัน
เพราะมีช่วงที่ย้ายไปอยู่ป้าอ่ะค่ะ
ป้าดั๊น บังคับเอสน้องกิ้วไปเลี้ยงเป็นลูก
น้องชายกิ้วเลยโตมาอย่างไม่เข้าใจว่า อะไรคือแม่อะไรคือพ่อ  คือปากเรียนกม่าม๊าก็จริงนะ แต่หัวน้องกิ้วก็จะคิดว่าป้าเนี่ยเป็นแม่
จนตอนออกมาซื้อบ้านนั่นแหละแม่เลยเอาตัวน้องกลับมา
ปล้ำกันอยู่ยกใหญ่กว่ามันจะเข้าใจว่า  นั่นอ่ะ ป้า นี่อ่ะแม่
ตอนนี้มันก็ยังเป็นอยู่นะ
ป้ากิ้วเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานออกมาพิมพพ์เดียวกันหมดเลย เอาใจมาก แต่พอมันนิสัยเสียก็ตัดหายปล่อยวัด ทำท่าไม่รักไม่สนใจ ไอ้คนที่ถูกเลี้ยงแบบนั้นก็ กลายเป็นคนก้าวร้าวรุนแรง   
เฮ้อ  ...  :01:
อันโตนิโอกะเมโระ ~~

psyfer

เพราะชีวิตคือชีวิต เนอะกิ้วเนอะ  :27:

น้องสุกน้องใส

ชีวิตเราออกจะตื่นเต้นแบบที่คนอื่นไม่มีเนอะ   :27:




ถ้ากิ้วจะเสียคนก็คงไม่เกี่ยวกับที่โดนเลี้ยงดูมาหรอกเพราะกิ้วจะทำอะไรกิ้วคิดแล้ว
ส่วนใหญ่กิ้วจะทำเองคิดก่อนด้วย รู้ว่าไม่ดีด้วยแต่ดื้อต่างหาก  :30:
ถ้าจะมีคนผิด กิ้วนี่แหละผิดคนเดียวก็พอแล้ว  :27:
อันโตนิโอกะเมโระ ~~

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: กุหลาบแก้วแมวเลียตูด เมื่อ 28 ก.ย. 2007, 09:11 น.
น้องชายกิ้วไง ตอนนี้มันก็ยังเป็นอยุ่ เรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่จากพ่อแม่กิ้วนะ จากป้ามัน
เพราะมีช่วงที่ย้ายไปอยู่ป้าอ่ะค่ะ
ป้าดั๊น บังคับเอสน้องกิ้วไปเลี้ยงเป็นลูก
น้องชายกิ้วเลยโตมาอย่างไม่เข้าใจว่า อะไรคือแม่อะไรคือพ่อ  คือปากเรียนกม่าม๊าก็จริงนะ แต่หัวน้องกิ้วก็จะคิดว่าป้าเนี่ยเป็นแม่
จนตอนออกมาซื้อบ้านนั่นแหละแม่เลยเอาตัวน้องกลับมา
ปล้ำกันอยู่ยกใหญ่กว่ามันจะเข้าใจว่า  นั่นอ่ะ ป้า นี่อ่ะแม่
ตอนนี้มันก็ยังเป็นอยู่นะ
ป้ากิ้วเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานออกมาพิมพพ์เดียวกันหมดเลย เอาใจมาก แต่พอมันนิสัยเสียก็ตัดหายปล่อยวัด ทำท่าไม่รักไม่สนใจ ไอ้คนที่ถูกเลี้ยงแบบนั้นก็ กลายเป็นคนก้าวร้าวรุนแรง   
เฮ้อ  ...  :01:

สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดที่สุดคือ
การเอาลูกตัวเองไปให้คนอื่นเลี้ยงนี่แหละครับ
ผมกลัวว่าเวลาผมไปหา ไปรับ ไปอุ้ม แล้วลูกวิ่งหนี
ว่า ไอ้หัวล้านนี่ใคร แบบนี้น้ำตาตกในแหง
ลูกเรา ไม่ให้เราอุ้มให้กอด
เด็กมันจะไปรู้อะไร ก็ไม่ได้เลี้ยงมา
แล้วจะมาอุ้มมากอด

คิดได้แบบนั้นแล้ว ลำบากอย่างไร
ยากแบบไหน ฉันก็จะเลี่ยงของฉัน
อยากเห็นเขาโตทุกขณะ ได้ดูเขาโตจนเติบใหญ่
ผิดบ้างถูกบ้างก็เรามือใหม่ สู้กันไป
กลืนเลือดกลืนน้ำตากันไปแหละครับ

ทุกครอบครัว ต่างมีปัญหา
ถ้าสู้ไปด้วยกัน ร่วมหัวจมท้่ายไปด้วยกัน
ประเดี๋ยวก็ผ่านแล้วมีทางไปได้เอง
สำคัญคือ ไปได้ไปด้วยกัน ไม่ใช่ไปคนเดียว
และต้องดีด้วย

จุดคิดที่สำคัญที่สุดของผมและภรรยา คือ
เอาลูกเป็นที่ตั้ง แล้วถ้ามีปัญหา ก็มาแก้ปัญหากัน

เช่น
ผมมีบ้านที่วัชรพล
มีลูกไม่มีคนเลี่ยงเมื่อผมและแฟนไปทำงาน
ก็ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้บ้านแม่ยาย
ทิ้งบ้านวัชรพล มันเสียเลย
บ้านค่อยไปก็ได้ แต่ลูกโตทุกวัน
กลางวันไม่ได้พบ แต่กลางคืนได้นอนกอดกัน
เอาวะ ทิ้งบ้าน ย้ายตามลูก

นี่แหละ ผมคิดแบบนี้
(เหมือนง่ายเนอะ แต่ปัญหาระหว่างนั้นเพียบ
ผมตัดทิ้งหมด เพราะ กูจะไปอยู่กะลูก  :22:)
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

psyfer


น้องสุกน้องใส

จริงๆเค้าจะเอาไปตั้งแต่กิ้วแล้วไง แต่แม่ไม่ยอม
แต่ตอนน้องนี่ก็อยู่บ้านเดียวกันนอนห้องเดียวกันนะ แต่ไหงโดนป้าล้างสมองได้ก็ไม่รู้ ตอนเอาน้องคืนมานี่ป้าแทบฆ่าแม่เลยนะ แต่ตอนนี้มีของเล่นใหม่ไม่ค่อยสนใจน้องหนูแระ    :01:
อันโตนิโอกะเมโระ ~~

psyfer

จริง ๆ เรื่องเอาเด็กไปเลี้ยงนี่ผู้ใหญ่คิดแทนกันตลอด
ไม่มีใครถามสักคนว่า เด็กมันอยากอยู่ที่ไหนต้องการอะำไร

มังกิ๊ง

ครอบครัวผมดีมาก ๆ เลยครับ

     ถึงผมจะโตมากับแม่ ที่ปกติไม่ค่อยจะได้อยู่บ้าน แต่ว่ายศของรองศาสตราจารย์ไม่ได้ทำให้แม่อยู่ทำงานจนดึกได้เลยครับ ตอนเย็น ๆ เราก็ชอบอยู่ด้วยกัน แม่กับผมก็เลยเป็นได้ทั้งเพื่อนทั้งพี่ทั้งแม่ เพราะว่าแม่เป็นแม่ที่เข้าใจผมดีในหลาย ๆ เรื่อง ผมก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาครับ

     เพื่อนแถวบ้านผมสมัยอยู่บ้านเกิดเป็นอะไรที่ขัดกันดีครับ คือคนหนึ่งออกแนวเชี่ย นักเลง โหด - ชอบลองอะไรที่มันใหม่ สนุก และเสี่ยง เพื่อนคนนี้ทำให้ผมเลิกเป็นเด็กอนามัยไปได้เยอะเลยครับ (จำได้เลยว่าแต่ก่อนไม่กล้าออกจากบ้านเพราะพ่อชอบบอกว่าอยู่นอกบ้านนาน ๆ แล้่วจะเป็นมะเร็งผิวหนัง) แล้วมันไม่ชอบอ่านหนังสือ เวลาอยู่กับมันเลยลดเวลาอ่านหนังสือไปได้เยอะ เพราะว่าแต่ก่อนเป็นหนอนหนังสือมาก แต่ก็ไม่ถึงกับหมอกิ๊พแหละ - มีเพื่อนอีกคนที่ชอบเล่นเกม อยู่กับมันถ้าอยากคุยเรื่องเกมก็คุยได้เลย ชวนกันไปนั่งเล่นเกมก็ได้ แล้วก็เป็นเด็กเรียน ผลการเรียนเลยออกมาไม่น่าเกลียดทั้ง ๆ ที่เล่นทั้งวัน วันไหนไม่มีเงินก็อยู่้บ้านปีนต้นไม้ เผากบ ขุดโคลน วิ่งไล่หมา เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสุด ๆ เลยครับ - ทุกวันนี้เวลากลับไปกำแพงแสนก็ยังอยากปีนต้นไม้เล่นเหมือนวันวาน แต่กลัวกิ่งหักตกมาตายซะก่อน  :38:

     พอขึ้นปอห้าปอหกนี่แหละครับที่เริ่มนิสัยเสีย คือไปเจอเพื่อนคนหนึ่งที่มันไม่ค่อยได้เรียน อยู่ในห้องก็นั่งฟังเพลง (ตอนนั้นวอล์คแมนกำลังฮิตครับ คนรวยเท่านั้นที่ซื้อได้) พอพักกลางวันกินข้าวเสร็จก็มานั่งวาดรูป หาเวลาทำงานแทบไม่ได้ ผมเริ่มบ่มเพาะนิสัยเสียมาจากมันนี่แหละครับ คือพอมันไม่ทำงาน ผมก็เริ่มคิดตามว่าเฮ้ย ดีว่ะ สบายดี พึ่งรู้ว่าการที่ไม่ต้องทำงานน่ะมันสบายยังไง ก็เลยพาลไม่เรียน เกรดก็ต่ำเตี้ยติดดิน เกือบเอาตัวไปสอบเข้าหอวังไม่รอด  :08: หลังจากนั้นมาเลยฟิตเป็นระยะ ๆ เพื่อทำคะแนนที่หายต๋็อมไปซะนาน

     อยู่มัธยมต้นที่หอวัง อยู่กับพ่อที่บ้านเช่า ไม่ค่อยจะมีความสุขเ่ท่าไหร่นักนะ เพราะส่วนมากแล้วพ่อกับผมไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน เวลามาอยู่บ้านเดียวกัน ปัญหามันก็เยอะ -  :08: พ่อผมกับผมมีอะไรที่ไม่ค่อยจะลงรอยหลายจุด เช่นว่า ผมอยากเล่นเกม พ่อจะไม่ให้เล่น แต่เวลาไปเดินสะพานเหล็กด้วยกัน ผมอยากซื้อเกมอะไรพ่อก็ซื้อให้ (ไม่รู้ซื้อให้ทำไมนะ พอกลับมาเล่นเกินชั่วโมงก็บ่นอีกละ) เวลาอยากได้อะไรพ่อก็ซื้อให้แล้วก็มาบ่นทีหลัง - เพื่อนที่โรงเรียนก็เป็นพวกเด็กกิจกรรมเสียหมด เลยไม่ค่อยรู้ิวิธีเข้าสังคมปกติที่เด็กในห้องเขาทำกัน (มันเป็นความแตกต่างจริง ๆ ครับ ที่ได้สัมผัสมาด้วยตัวเองเลย) ตามที่ผมสังเกตมานะครับ โรงเรียนหอวังของผมแบ่งนักเรียนชายเป็นสี่เหล่า

     - โอทาคุ เกรียน เด็กออร์ทิสติก

           เด็กกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย และหาได้ค่อนข้างยาก ยกเว้นบางโรงเรียนที่รับเด็กประเภทนี้เข้ามาเรียนบ่อย ๆ - สำหรับออร์ทิสติกคงไม่ต้องพูดอะไรมากนะครับ คือจะเป็นกลุ่มเด็กที่ "ดูเหมือน" จะผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น พูดลิ้นพันกัน - คิดเลขไม่ออกแต่ประวัติศาสตร์อย่างเทพ) - ส่วนโอทาคุนั้นคือเด็กที่อ่านการ์ตูนมากไปครับ (ไม่สนับสนุนให้พ่อแม่รับฟังความเห็นที่ว่า "การ์ตูนมันดี" ของลูก ๆ มากไปนะครับ เอาละพอให้เขาอ่านได้ แต่ไม่ใช่ว่าเห็นสัญลักษณ์เหมาะสมของวิบูลย์กิจแล้วจะให้อ่านมันไปทุกเรื่องนะครับ) และมักจะคัดลอกเอาประโยคเด็ด ๆ ในการ์ตูนและท่าทางตามอนิเมมาใช้ ซึ่งในสังคมปัจจุบัน เด็กวัยรุ่นส่วนมากไม่ยอมรับ - เด็กกลุ่มนี้จะเป็นตัวขบขันสำหรับเหล่า "ขาโจ๋" และกลุ่มเด็กทั่ว ๆ ไปที่ได้พบเห็น - แต่จะเป็นเด็กสุภาพ เรียบร้อย อ่อนโยน มีกาลเทศะ สำหรับหมู่ผู้ใหญ่ด้วยกัน

ป.ล. เกรียนในที่นี้หมายถึงเด็กที่ตัดหัวเกรียนไปเรียนร.ด.นะครับ ผู้ใหญ่ในเว็บอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ในวัยรุ่นด้วยกันมันเป็นเรื่องน่าอดสูชนิดขายหน้าเลยนะครับ ยกเว้นพวกที่เอ่ยไปเบื้องต้นน่ะแหละจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ

          จำนวนเพื่อนโดยประมาณที่กลุ่มนี้จะหาได้ : 1 (เป็นกลุ่มเดียวกัน)
          เกรดเฉลี่ย : 2.00 - 4.00

หมายเหตุ : อ้างอิงโอทาคุได้ที่นี่

       - เด็กเรียน เด็กอนามัย เด็กขวาจัด

          เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีเพื่อนตอนเด็ก อยู่แต่กับพ่อแม่ โดนส่งให้เข้าเรียนโรงเรียนดี ๆ หรือมีจิตสำนึกของกรรมพันธุ์มาหลายทอด เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่ทำงานมาก ตั้งใจฟังอาจารย์ เรียนหนังสืออย่างตั้งใจ เด็กกลุ่มนี้จะทำหน้าแทบสิ้นชีวิตทันที่เมื่องานเสร็จไม่ทันวันส่ง และจะเคร่งเครียดต่อกฎระเบียบของกลุ่มทำงานมาก เช่นว่าถ้าใครสั่งอะไรแล้วทำไม่ทัน คือตัดสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนไปได้เลย - เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่บางคนเรียนเก่งและขยัน บางคนขยันอย่างเดียวแต่เรียนไม่เก่ง แต่ไม่ว่าอย่างไร สายตาของผู้ใหญ่ที่มองมายังเด็กกลุ่มนี้คือ เด็กดี น่ารัก เรียบร้อย เด็กมีอนาคต

          จำนวนเพื่อนโดยประมาณที่กลุ่มนี้จะหาได้ : 15 (เป็นกลุ่มเดียวกัน)
          เกรดเฉลี่ย : 3.40 - 4.00


       - เด็กแนว เด็กธรมมดา เด็กเกือบนักเลง

         สามารถพบได้ตามห้องชั้นกลาง ๆ ที่เรียนไม่เก่งมากและไม่ห่วยแตกมาก เด็กกลุ่มนี้จะเกลียดสิ่งที่พ่อแม่พยายามดันให้เป็น (คือเด็กเรียนนั่นเอง) และพยายามขึ้นสู่สิ่งที่ชอบด้วยตัวเอง เรื่องเรียนนั้นแล้วแต่ตัวคนและบุญบารมีที่หา ๆ กันมา เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่ชอบตะโกนคำด่ากัน เล่นมุขให้ขำได้ทั้งห้องเรียน เล่นกีฬา กวนโอ๊ยอาจารย์ ถ่ายคลิปตลก ๆ ไว้ดูกันเองภายในกลุ่ม และมักจะหาเรื่องแกล้งกลุ่มแรกอย่างไม่ลดละ เด็กกลุ่มนี้นั้นเป็นกลุ่มที่ นับได้เลยว่ามีความสุขที่สุด คือใช้ชีวิตไปกับเพื่อนฝูงที่รู้ใจอย่างสนุกสนาน หัดเล่นดนตรี แข่งกีฬา เที่ยววันหยุด ผมเองที่แต่ก่อนเคยเป็นกลุ่มที่หนึ่งและสองนั้นค้นพบด้วยตัวเองแล้วว่าความสุขของกลุ่มนี้หาได้ง่ายกว่ากลุ่มไหน ๆ (คือถ้าเป็นกลุ่มอื่นคงไม่รู้สึกหรอกครับว่ากลุ่มตัวเองมันไม่มีความสุข แต่ผมขอยืนยันด้วยประสบการณ์ตัวเองครับ กลุ่มเด็กธรรมดานี่สนุกที่สุดแล้ว) แต่เด็กกลุ่มนี้ในสายตาของพ่อแม่จะเป็น เด็กก้าวร้าว เด็กไม่เรียน เด็กไร้อนาคต เด็กเต้นแร้งเต้นกา วัยรุ่น


          จำนวนเพื่อนโดยประมาณที่กลุ่มนี้จะหาได้ : 80 (เพราะสามารถคุยกับเด็กกลุ่มเด็กเรียนและกลุ่งนักเลงได้เลยมีเพื่อนเพิ่มขึ้น)
          เกรดเฉลี่ย : 2.50 - 3.80


       - เด็กเหี้ย นักเลง ขาโจ๋

         กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเด็กที่สูบบุหรี่ หนีเล่นเกม ดักตีแก๊งค์คู่อริ เข้่าซ่อง ฟันกะหรี่ และทำตัวอย่างไม่สมกับเป็นนักเรียนที่ดี (แต่บางคนเป็นนักเลงแต่ก็เรียนเก่งนะครับ) กลุ่มนี้จะชอบแกล้งกลุ่มออทิสติก แต่จะไม่ยุ่งกับเด็กเรียน หากได้เป็นแฟนกับเด็กเรียนแล้วจะกลายเป็นเด็กธรรมดา เด็กกลุ่มนี้เสื้อจะหลุดนอกกางเกง ชอบทำหน้าเบี้ยว ตะโกนคำด่าเหี้ยห่าตามระเบียงทางเดิน ตบหัวกัน ชอบไปรังแกรุ่นน้อง และมีมุขตลกที่ขำที่สุดในห้อง ในสายตาของผู้ใหญ่จะเป็นเด็กดื้อ เด็กสอนไม่จำ เด็กเลว เด็กไร้อนาคต

          จำนวนเื่พื่อนโดยประมาณ : 45 - 280 (กลุ่มใหญ่สุดของโรงเรียนผมตอนนี้มีตั้งแต่มอสองถึงมอห้า)
          เกรดเฉลี่ย : 1.00 - 3.80

แฮ่ก ๆ  :08: เหนื่อยครับ เดี๋ยวมานั่งอธิบายต่ออีกหน่อย เผื่อพ่อแม่มือใหม่จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะสนับสนุนให้ลูกเข้ากลุ่มไหน

ยุนเอ



คิดถึงสมัยเรียนเลย  :25:

เรียนกับเด็กเรียน   :07:

เที่ยวกับเด็กเที่ยว  :27:

กลั่นแกล้งโอตาคุ   :30:

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

จักรี

โอ้ว  บวกให้ครับ 


   ชอบบทวิเคราะห์ มาก
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines