โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ยุนเอ

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

TangMo

ที่มาจากของพี่แอน
http://www.onopen.com/2007/02/1761
วินทร์ เลียววาริณ คุยกับปราบดา หยุ่น ใน ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน
(เดี๋ยวนี้ต้องอ้างชื่อคนดังพูดถึงจะยอมอ่านกัน)


อ้างอิง"อย่าสนใจว่านับถือศาสนาหรือวิทยาศาสตร์เลย สนเรื่องความประพฤติดีกว่า"

หรือ "อย่าสนเลยว่าศาสนาประจำชาติคืออะไร สนเรื่องความประพฤติของคนในชาติดีกว่า"

แล้วเราจะมีวิธีให้คนในชาติมีความประพฤติตามคำสอนของแต่ละศาสนาให้ดีขึ้นอย่างไรครับ 
:46:





psyfer


ยุนเอ



นั้นซิเนอะ  :43:


ลองทำให้คนมีปัญญาก่อนดีมั้ยครับ

เมื่อบุคคลมีปัญญา เค้าก็เลือกได้เองว่าจะนับถือศาสนาไหน

และอยากปฎิบัติตามหลักศาสนาข้อไหน พระอาจารย์คนไหน

แล้วก็ทำให้คนมีมยุราต่อ ...
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

psyfer

ถ้ามีปัญญา มยุราแล้ว หม่ำ เท่ง โหน่งก็จะตามมาเอง



จากที่แตงโม ถาม ต้องบอกว่าปลูกจิตสำนึก  :46:

TangMo

สำหรับชาวพุทธ
ควรปลูกจิตสำนึกอย่างไรดีครับ

psyfer

เอ่อ ทำไมต้องสำหรับชาวพุทธล่ะ

ชาวไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าทำตัวตามหลักศาสนาก็เป็นคนดีได้
เพราะทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี

อย่าไป จำเพาะเจาะจงเลย ว่าต้องเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม  :22:

TangMo

เพราะผมไม่ค่อยรู้หลักคำสอนของศาสนาอื่นครับ

และอีกอย่างผมก็เป็นชาวพุทธครับ
เลยอยากรู้วิธีการปลูกจิตสำนึกสำหรับชาวพุทธครับ


psyfer

#1583
รู้สึกเหมือนคุณแตงโมประชดเลย  :22:

คงไม่ใช่ หรอก  :42:

งั้นลองศึกษาของศาสนาอื่นดูบ้างไหมล่ะคะ อย่ายึดติด  :33:

เหมือนวนมาตรงนี้เลยแฮะ

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 30 มิ.ย. 2007, 19:37 น.


"ตูกู ของกู ศาสนากู ลัทธิกู อาจารย์กู"    <<<<< โมหะ + อัตตา กลายเป็นการยึดติด นะครับแบบนี้  :17:


จักรี

อ้างคำพูดจาก: แตงโม เมื่อ 02 ก.ค. 2007, 09:54 น.
เพราะผมไม่ค่อยรู้หลักคำสอนของศาสนาอื่นครับ

และอีกอย่างผมก็เป็นชาวพุทธครับ
เลยอยากรู้วิธีการปลูกจิตสำนึกสำหรับชาวพุทธครับ





คุณแตงโม ไม่รุ้จริงๆหรือว่าแกล้งไม่รุ้ครับ   

วิธีปลูกจิตสำนึกเนี่ย  มันง่ายมาก  นะ  แต่ที่จิตสำนึกมันเสื่อมลง อย่างทุกวันนี้
ก็เพราะทำตามวิธีไม่ได้  ขั้นของการลงมือกระทำต่างหากละที่มันยาก 
เพราะ คำว่า วิธีการ  มันก็เป็นเพียง บัญญัติ  ถ้าขาด ซึ่งการกระทำตาม
บัญญัตินั้นแม้ถูกต้องดีงามอย่างไรก็ไม่มีทางมีความหมายได้เลย

ก็เหมือน เราๆ รู้จัก แต่ปริยัติ ไม่มีการปฏิบัติ  ความรู้ด้านปริยัติแม้มันจะถูกต้อง
ตรงตามหลักอย่างไร มันก็ไม่มีความหมายเหมือนกันถ้าขาดแล้วซึ่งการปฏิบัติ....

แล้วถ้ายิ่งปริยัติหรือวิธีการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง  การปฏิบัติก็ไม่ต้องพูดถึง........
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

มัม

คนที่อยากให้บรรจุ พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาตินี่ เค้าอยากให้มันมีผลบังคับแบบไหน
ยังไงเหรอครับ
อันนี่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ เพราะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล เพราะผมเองก็รู้สึกคล้ายๆกับจักรี และคนอื่นๆ
ว่าบรรจุแล้วมันดีขึ้นตรงไหน 



ตอบแบบตรงๆไปเลยนะครับ เอาแบบไม่อ้อม ไม่ชักแม่น้ำทั้ง 5

HyoPlum



อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 30 มิ.ย. 2007, 15:14 น.

มองง่ายๆพระนักปฏิบัติ ไม่ค่อยได้รับพัตรยศง่ายๆ แต่พราะที่ศึกษาแค่ปริยัติกลับขึ้นไปมีตำแหน่ง
ในมหาเถรสมาคมได้อย่างง่ายดาย  ถ้าไม่เชื่อก็ลอง ออกไปไตร่ถามศิษย์พระนักปฏิบัติที่อยู่ตามที่ต่างๆดู
หรือเป็นเพราะ ท่านเหล่านี้ไม่อยากได้ใคร่มีในตำแหน่งเหล่านี้ก็ไม่รุ้ได้



เพิ่งมาอ่านจริงๆจัง ครับ
ตอบน้องจักรี การให้พัตรยศนั้นแบ่งเลยครับ เป็นสาย ปริยัติ กับ ปฏิบิติ
ซึ่งโควต้าตรงนี้ก็คงรู้กันดีว่า อัตราส่วนที่ให้ในแต่ละปีนั้นของปริยัติ จะเยอะกว่ามากครับ
แล้วก็คงอย่างที่จักรีบอก เพราะถ้ามีตำแหน่งมันก็ต้องมีหน้าที่ตามมา
ซึ่งท่านก็คงอยากจะเอาเวลาไปปฏิบัติดีกว่ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งสมมติมากกว่าครับ
ตำแหน่งก็จะจำกัดครับคือไม่ได้ตั้งให้ใหม่ทุกปี คือตำแหน่งจะเป็นชื่อที่มีอยู่แล้วแต่นมนาน
ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นพรหม ชั้นสมเด็จ ก็ว่ากันไป ซึ่งต้องรอให้พระที่อยู่ในตำแหน่งเดิม
เลื่อนขั้นหรือมรณภาพก่อน จึงจะมีการพิจารณาว่าจะให้พระรูปไหนมาแทน
ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง

Ah!

ตอบมัม
ผมคิดเอาเองนะว่ามันมีข้อดีเหมือนกัน
เช่น ที่เคยเถียงๆกันเรื่องโฆษณาเหล้านี่ ก็จบ เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผิดศีล
กรณีโรงเหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จบเหมือนกัน

คือข้อขัดแย้งบางอย่างในกรณีการออกเป็นข้อกำหนด
จะถูกกรอบของศาสนาช่วยจำกัดให้น่ะ


        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

จักรี

อ้างคำพูดจาก: "พลัม...รัมมะซิง" เมื่อ 02 ก.ค. 2007, 12:35 น.


เพิ่งมาอ่านจริงๆจัง ครับ
ตอบน้องจักรี การให้พัตรยศนั้นแบ่งเลยครับ เป็นสาย ปริยัติ กับ ปฏิบิติ
ซึ่งโควต้าตรงนี้ก็คงรู้กันดีว่า อัตราส่วนที่ให้ในแต่ละปีนั้นของปริยัติ จะเยอะกว่ามากครับ
แล้วก็คงอย่างที่จักรีบอก เพราะถ้ามีตำแหน่งมันก็ต้องมีหน้าที่ตามมา
ซึ่งท่านก็คงอยากจะเอาเวลาไปปฏิบัติดีกว่ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งสมมติมากกว่าครับ
ตำแหน่งก็จะจำกัดครับคือไม่ได้ตั้งให้ใหม่ทุกปี คือตำแหน่งจะเป็นชื่อที่มีอยู่แล้วแต่นมนาน
ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นพรหม ชั้นสมเด็จ ก็ว่ากันไป ซึ่งต้องรอให้พระที่อยู่ในตำแหน่งเดิม
เลื่อนขั้นหรือมรณภาพก่อน จึงจะมีการพิจารณาว่าจะให้พระรูปไหนมาแทน

อ๋ออันนั้นเป้นการแบ่ง ตามหลัก ครับ   :42:   ก็เหมือน  การบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ อ่ะครับ

บัญญัติ แล้ว คนพุทธจะเข้าใจพุทธจริงๆมั้ย ก็เปล่าเลย 
คนศึกษาและปฏิบัติต่างหากละที่จะเข้าใจ  จริงมั้ยครับ?

ดังนั้น พัตรยศเป็นแค่การแบ่ง เหมือนการบัญญัติที่ผมยกขึ้นมา
อาจจะฟังดูขัดๆ แต่ว่า พระนักปฏิบัติจริงๆ ท่าน ก็ไม่ได้ฝักใฝ่ตำแหน่งเหล่านี้เลย
ผมถึง ให้ไปถามศิษย์ท่านดูแทนไงครับ  :42:
ว่ายศที่ท่านได้มามาจากศิษย์ท่านที่เล็งเห็นความสำคัญ
หรือความดีของท่านที่เป็นที่ประจักษ์เอง
แต่ศิษย์ที่ถูกสอน ว่าไม่ให้ยึดติด  ศิษย์เหล่านั้นก็แค่เพียงทำตามหน้าที่
ส่งข้อมูล คำขอไปทางมหาเถระ แต่ก็ไม่ได้ยึดติดกับผลที่ตามมา
จึงเป็นมูลเหตุให้ผมยกเอาคำว่าพระนักปฏิบัติจริงๆไม่ค่อยได้มีบทบาทในตำแหน่งมหาเถรสมาคม...  แต่ เขาว่า เขาว่า เขาว่า ในวงการสงฆ์ผู้มีอำนาจทางการเมืองสงฆ์
ก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ต่างกับการเมืองปุถุชนเลยทีเดียว..........(แต่ผมก็ทำได้แค่ตั้งข้อสงสัย....ไม่สามารถฟันธงได้..)

แต่เรื่องพัตรยศกับมหาเถรสมาคมมีบางส่วนที่คนละเรื่องกัน 
เช่น พระที่ได้รับพัตรยศแต่ไม่ได้มองว่ามันคือตำแหน่ง ที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติและสั่งสอน ไป
อันนี้ก็มี เยอะ แต่ ได้รับพัตรยศแล้วมีอำนาจอยุ่ในวงการสงฆ์ก็เยอะ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines