โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

เอ้อ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีเลยครับ :08:
จู๋นี้ไม่ได้อ่านแค่ไม่กี่วัน มีจำนวนหน้าเพิ่มขึ้นมาตั้งเกือบ 20 หน้า
แถมเป็น 20 หน้าที่อ่านแบบผ่านๆ ไม่ได้ซะด้วยสิ ต้องละเอียดและคิดพิเคราะห์ตามด้วย

ขอสรุปข้อมูลส่วนตัวในหัวเท่าที่ตัวเองอ่านในระยะ 20 หน้านี้ละกันนะครับ



1.
ไอ้เอตั้งคำถามได้กวนตีนดีมาก
เป็นความพยายามที่จะกระเทาะปัญหาที่ตัวเองสงสัยและจี้เข้าไปได้ตรงๆ ดี



2.
คำถามของบักตั้ง ในที่สุดก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจมากๆ
อ้างคำพูดจาก: ตั้ง วันสว่าง เมื่อ 24 พ.ค. 2007, 16:20 น.
1 เอ  บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2  บี  ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3  ซี  ถวายสังฆทาน  บริจาคเงิน  เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4  ดี  ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด  ครับ
นั่นคือคุณแตงโมได้ตอบออกมาแล้ว ว่าลำดับความเข้มข้นของบุญในทรรศนะของตนไม่เหมือนกับที่คนอื่นคิดกัน
(ผมยังไม่ขออนุมานว่าเป็นของชาวธรรมกายทั้งหมดนะครับ เพราะที่มาตอบๆ กันนี้ก็เป็นตัวแทนของตัวเองกันทั้งนั้น)
คือตอนแรกผมก็คิดเอาว่า ยังไงก็ตามเกมมันจะต้องออกมาในรูปที่คำตอบต้องออกมาเป็นข้อ 4 แน่ๆ
แต่กลับไม่ใช่ตามนั้นแฮะ.. (ข้อ 4 ที่คิดว่ามันบริสุทธิ์มากๆ แล้วกลับถูกเขี่ยไปลำดับท้ายๆ)
เท่านี้ก็พอสรุปได้แล้วว่า ที่เราเถียงๆ กันมาด้วยเหตุด้วยผลและด้วยอารมณ์มาจนถึงบรรทัดนี้ เนี่ย
เราตะโกนคุยกันบนยอดเขาคนละลูกจริงๆ ด้วยแหละครับ

ย้ำนะครับ เรานับถือศาสนาคนละศาสนากันแล้วแหละ



3.
เรื่องการแต่งตัวของเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย (เป็นเจ้าอาวาสหรือเปล่าผมไม่แน่ใจนะครับ โทษที)
ที่ใส่ชุดยังงั้นแล้วผิดพระวินัยหรือเปล่าอะไรนั่น ไม่เห็นน่าจะเป็นประเด็นเลยครับ



4.
ประเด็นก็คือความน่าสงสัย ความน่าเคลือบแคลงของนโยบายของวัด
เริ่มตั้งแต่คอนเซปต์เลยละกัน ว่าทำไมถึงจะต้องเอาหลักหมื่นหลักล้านเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่ฯ ขนาดนี้
ถ้าคุณจะอ้างเรื่องยุคพุทธกาลเป็นคำตอบอยู่บ่อยๆ ก็พึงนึกไว้ด้วยว่าสมัยนั้นเขาไม่เอาตัวเลขเหล่านี้มาอ้างเลยนี่ครับ
คือมันเป็นตัวเลขที่ไร้สาระโดยสิ้นดี และมองก็รู้ว่ามันเอาไว้เพื่อเพิ่มพลังจิตวิทยามวลชน
แล้วจะไปต่อยอดเพื่ออะไรนั่นก็ว่าเข้าไปเถอะ แต่ถามจริงๆ ว่ามันยั่งยืนขนาดไหนครับ?
ถ้าเกิดวันหนึ่ง สมมติว่า (สมมตินะครับ) มีการเปิดโปงความฉาวโฉ่ของวัดนี้อย่างรุนแรง
หรือมีเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้วัดนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ไม่มีเจดีย์ราคา 15000 ล้านบาทนั่นแล้ว
ชาวธรรมกายจะยึดถืออะไรครับ?
ทีนี้ไม่มีอะไรให้สะสมแต้มแล้ว จะต้องทำยังไงดีล่ะครับ?

ลองหลับตานึกภาพดูสิครับ
ท่านพุทธทาส (ขออ้างท่านนี้ละนะ เพราะรู้สึกว่าพอจะเป็นฮีโร่ที่แอบอ้างคำพูดไว้ให้ขลังได้) เนี่ย
ท่านเคยบอกให้เราต้องบริจาคให้ใคร ให้อะไร หรือให้สร้างอะไรสักอย่างเพื่อความอลังการพันปีไหมครับ
ท่านเคยมานั่งวัดปริมาณว่าเฮ้ย ต้องคนรวยเท่านั้นนะถึงจะสร้างบุญได้มากกว่าคนจน ต้องเป๋าฮื้อ ไหมครับ
แต่พอท่านสิ้นไปแล้ว ท่านเหลืออะไรให้โลกครับ

สมุดบันทึกปริมาณมหาศาล ที่สะกดใจคนทั่วโลกมานักต่้อนัก
บทกลอนธรรมะกินใจ ที่อ่านทีไรได้สะดุดแล้วมองหัวแม่ตีนตัวเองทุกครั้ง
ว่าเฮ้ย การทำดีมันง่ายยังงี้เอง การเป็นคนให้เป็นมันเป็นยังงี้เอง
โห.. มันง่ายจะตายครับ การทำบุญเนี่ย ไม่ต้องรวยกว่าได้เปรียบซะหน่อย




5.
และข้อที่รับไม่ได้ที่สุดก็คือเรื่องกรณีแบบการซื้อขายบุญนี่แหละ
ยิ่งทำบุญมาก ยิ่งได้ไปสวรรค์ หรือยิ่งบริจาคมากยิ่งมีชีวิตสุขสบาย อะไรแบบนี้
เฮ้ย ความคิดแบบนี้มันไปฝังหัวเราอยู่ได้ยังไงครับ ความบริสุทธิ์ใจหายไปไหนหมด
ย้อนกลับไปอ่านการ์ตูนที่ตั้ง(ใช่มะ) เอามาโพสต์สิครับ แค่นั้นแหละกินใจมากๆ เลยนะ
ยกเว้นแต่ถ้ายอมรับจริงๆ ว่าเราไม่ได้เดินมาบนถนนเส้นเดียวกันและจะไปคนละทิศละทางกัน
อันนั้นก็ว่าไปครับ เชิญบริจาคเยอะๆ ให้วัดสร้างของใหญ่ๆ ปริมาณมากๆ ไว้รับแขกเยอะๆ
สร้างสาวกและบำรุงกิจการของตนเองให้ยิ่งเจริญรุ่งเรืองต่อไปเทอญ



6.
เณรธีพิมพ์เยอะๆ หน่อยครับ
ไม่เอาแบบพูดน้อยต่อยหนักแหละจ้ะ
ขอแบบอธิบายให้โปร่งๆ หน่อยครับ ผมสมองทึบ




และข้อสุดท้าย
พอจะจับน้ำเสียงความเอือมระอาได้จากหลายๆ โพสต์
ขอบอกว่าถึงเราจะตะโกนคุยกันบนเขาคนละลูกกัน
แต่อย่าเพิ่งเบื่อเลยครับ คุยกันบ่อยๆ มันเปิดสมองดีจริงๆ เลยนะ



(ขอบวก จพส ให้หลายครั้งหลายหนนะครับ ใครที่อยู่ดีๆ ก็มีมิเตอร์บุญเพิ่มขึ้นก็อย่าตกใจ)

คิ้วหนาจ้ะ

รอที่จะอ่านคำตอบ ของแอนอยู่เลยนะเนี่ย

ไม่เห็นด้วย เหมือนกัน แบบข้อ 5 ของแอน

ปกติจะอ่านเฉยๆ ไม่ได้ตอบ ไม่ได้อะไรมากมายกับจู๋ นี้เลย
แต่พออ่านเรื่อง การทำบุญที่ ชาร์ปกับแตงโม ตอบมา
มันเลย ปี๊ด ขึ้นมา และ หลังจากติดตามมาเรื่อยๆ
ได้ความรู้อะไรขึ้นเยอะ เพราะตัวเองแทบไม่รู้ และไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
ทำบุญ ก็เพราะอยากทำ ไม่คิดไรมากมาย
และ ก็รู้ว่าเรายืนอยู่บนเขาคนละลูก จริงๆ แหละ
ความเชื่อของ 2 ฝ่าย มันคงไม่มีวี่แววจะมาเห็นตรงกันได้เลย :08:

สุดท้ายก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่ามันจะเกิดอะไร หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ทำให้ มาเห็นตรงกันได้ ซะที

ปล. ชักอยากลองไปธรรมกายดูแฮะ อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

จักรี

#1442
อย่างที่พี่แอนพิมพ์มาละครับกระจ่างสุด    

เพราะจริงๆ การมียอดไม่เหมือนกัน ก็ ทำให้ฐานไม่เหมือนกัน แล้วละครับ
ที่ผมบอกแล้วบอกอีกนั่นแหละครับเรื่องการบิดเบือน แต่ถ้ายังเอาข้ออ้าง
พุทธพจน์ คำสอน พุทธกาล ยกขึ้นมา โยงกับคำสอนของสถาบันตัวเองแล้วละก็
ใครฟังมันก็ย่อมทะแม่งๆกันเป็นธรรมดาครับ  ยกตัวอย่างง่ายๆที่คุณแตงโม
โยงหลักคำสอนเรื่องการทำบุญอยุ่บ่อยๆ ว่าต้องบริสุทธิ์สามอย่าง สามกาล
ใช่ครับพุทธองค์สอนไว้อย่างนั้นจริง  แต่ คำสอน ที่เน้นการวัดเป็นปริมาณ
การเชิญชวนด้วยคำโฆษณา สุดคุ้ม เนื้อๆเน็ตๆอะไรนั่นมันชั่งขัดกันกับหลักที่กล่าวมาอย่างสิ้นเชิง
ขัดอย่างไรน่ะเหรอครับ  ขัดตรงที่ การทำบุญ ที่จะได้บุญ นั้นต้องเป็นจิตที่บริสุทธิ์
การวางจิตให้บริสุทธิ์ ต้องปราศจากคำโฆษณา เชิญชวนใดๆ มันทำให้การวางจิตผิดพลาด
แล้วเรื่อง การเปิดปุ๊ปได้บุญปั๊ป เนี่ย  ถ้าเลือกใช้คำเนี้ย มันก็ผิดแล้วครับ ผิดตรงที่
เชิญชวน ให้คนอยากได้ อยากมี อยากเปิด....เมื่อขึ้นต้นด้วยคำว่าอยาก
การวางจิตก็ผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ
เรามาพูดเรื่อง การอนุโมทนา บ้าง  ผมเข้าใจว่าเจตนาอาจจะให้คนเปิด
ได้มีส่วนร่วมในการอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ แต่บุญที่จะได้ไม่ใช่ทานมัยอย่างแน่นอน
และคนที่จะได้บุญในส่วนของการอนุโมทนามัยนั้น
จำเป็นต้องบริสุทธิ์อย่างยิ่งตามหลักสามบริสุทธิ์นั้น  
เมื่อเกิดรุ้สึกในการเห้นคนอื่นทำดีอย่างแท้จริง ถึงจะเกิดอนโมทนามัย...

คำว่าอย่างแท้จริง และการมีจิตบริสุทธิ์นั้น ยกตัวอย่าง  เช่น  เราเห็น
ผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน เราเกิดยินดีกับ ความดีของผู้ชายคนนั้น  นั่นแหละเกิดอนุโมทนามัยแล้ว...

แต่ธรรมกาย เป็นแบบ บอกคนอื่นว่า      "คุณครับ คุณอยากได้บุญมั้ยถ้าอยากได้บุญ
คุณก็หันไปทางซ้าย แล้วเห็นผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน ให้คุณ รีบอนุโมทนา กับเขานะครับ
แล้วคุณจะได้ ได้บุญ"

การวางจิตเริ่มต้นจึงผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ...........

ถ้าจะมาถามเรื่องบิดเบือนตรงไหน ก็ลองกดไปอ่านหน้าแรกๆดูนะครับ ว่า
เขาสรุป นิพพานคือสภาวะอย่างไร  แล้วทำไม ที่วัดคุณถึงยังสอนว่านิพพานคือ อัตตา อยู่  
ทั้งที่ทุกวัดในประเทศบอกว่า นิพพานคืออนัตตา

    อัตตา คือ  มีตัวตน สามารถจับต้องได้
 อนัตตา คือ  ไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้ และไม่สามารถวัดเป็นปริมาณได้

      ผลของการมียอดเป็นอัตตา ก็ย่อมส่งผลให้ฐานเน้นอัตตาด้วย
 เมื่อจุดปลายของสถาบันของคุณ มันคือสิ่งที่มีตัวตนสามารถจับต้องได้
ถ้ายอมรับจุดนี้ การสอนให้คนยึดมั่นถือมัน ในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ว่ามีตัวตน ก็ถือว่าไม่ผิด
แต่จุดประสงค์ของคุณมันคนละจุดประสงค์ของพระพุทธองค์....
ในเมื่อจุดประสงค์ของคุณเป็นเช่นนี้ ต่อให้มีศาสนสถาน จุคนเป็นร้อยเป็นพันล้าน
เผยแผ่ไปทั่วโลก ก็ไม่ใช่การเผยแผ่จุดประสงค์ของพระพุทธเจ้า..
ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริงไม่ควรภูมิใจเลย....

ปล. ระหว่างมหาเถรสมาคมกับสมเด็จพระสังฆราช สรุปคือคุณไม่เชื่อสมเด็จพระสังฆราช
 แค่นั้นแหละ จบ....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

TangMo

ดา ครับ ผมขออนุญาตโพส เบิ้ลๆๆ นะครับ (คำถามเยอะมาก  :05: ตอบโพสเดียวเดี๋ยวจะยาวเกินไม่น่าอ่านครับ)

ขอตอบ มิ้ม ก่อนนะครับ

1.  ผมเห็นด้วยกับทุกคนเรื่องไข่เจียวครับ ...... ยกเว้น นายชาร์ป ที่ตั้งโจทย์เองและตอบเองครับ ไม่เห็นด้วยอย่างแรง

2. เรื่องน้ำอัมฤทธิ์ ยาบำรุง เครื่องเล่น DvD ..... ที่วัดไม่มีแน่นอนครับ ผมมาวัดตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นเลยครับ หลวงพ่อ พระอาจาย์ที่วัดสอนให้เคารพบูชาแต่พระรัตนตรัย (คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) สิ่งอื่นไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นกุมารทอง ตะกรุด ทรงเจ้าเข้าผี จตุคาม ไสยเวทย์ต่างๆ ของขลังอะไรต่างๆ ฯลฯ นี้ไม่ใช่พระรัตนตรัยเลยครับ ท่านให้เอาไว้ในแม่น้ำ หรือฝังดินไปเลยครับ เพราะฉะนั้น น้ำอัมฤทธิ์ ยาบำรุงวิเศษอะไรต่างๆ นี้ไม่มีแน่นอนครับ และเครื่องเล่น DvD ก็ไม่มีครับ ที่วัดมีแต่จานดาวธรรมครับ

3. ส่วนเรื่องพระมหาธรรมกายเจดีย์ ....... อยากจะบอกมิ้มว่า สิ่งก่อสร้างทุกอย่างในวัด ไม่ได้สร้างเพื่อโก้เพื่อหรู เพื่ออวดอ้าง เพื่อเบ่งบารมี เพื่อโชว์ แต่ที่วัดสร้างศาสนสถานเพื่อใช้ครับ

แนวคิดในการสร้างสิ่งก่อสร้างทุกชิ้นของวัด คือ ประหยัดสุด ประโยชน์สูง สร้างแล้วไม่ต้องซ่อม (เพราะซ๋อมจะยากกว่าสร้างครับ) และก็ต้อง ดูสะอาด สงบ และสง่างาม เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระรัตนตรัย

ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์ ของวัด  ที่ไม่ได้สร้างด้วยไม้ หรือมีลวดลายวิจิตร ก็เพราะแนวคิดในการสร้างนั่นแหล่ะครับ  ..... ถ้าใช้ไม้ มีลวดลาย ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นเยอะครับ แล้วเวลาซ่อมก็ลำบาก จะหาช่างที่มีฝีมือแบบคนสมัยก่อนก็ยากครับ ..... ก็เลยได้โบสถ์ออกมาอย่างที่เห็นแหล่ะครับ ไม่เหมือนโบสถ์สมัยก่อนๆที่สวยงามวิจิตร แต่เป็นโบสถ์ที่เรียบง่าย สีขาวสะอาดครับ และตั้งแต่สร้างมาไม่เคยซ่อมเลยครับ มีแต่ทาสี ให้ใหม่เท่านั้นเองครับ

เรื่องของพระมหาธรรมกายเจดีย์ก็เหมือนกันครับ
และก็ไม่ต้องการใหญ่คับฟ้า แต่ต้องการที่จะเป็นให้ใช้ประโยชน์ได้นานที่สุดครับ ให้เป็นศูนย์กลางของชาวพุทธทั่วโลก สามารถมาประชุมปฏิบัติธรรม ฟังธรรม ทำความดี ได้ทีละ 1 ล้านคนครับ


TangMo

#1444
ขอตอบ คุณ tmd นะครับ

ที่จริงผมก็ไม่อยากตอบครับ คำถามที่ พี่ตั้ง วันสว่าง ถามน่ะครับ
แต่เห็นหลายคนบอกให้ตอบน่ะครับ

ผมก็ไม่รู้อะไรมากมาย แต่ถ้าถามผมให้ตอบ ผมก็ใช้หลักการทำบุญที่ว่ามา มาตอบน่ะครับ

และผมก็เห็นด้วยครับว่า การวัดปริมาณบุญ มันทำก็ได้ยาก มันวัดได้ยากครับ


สรุป ผมขออภัยครับ ผมผิดเองครับ  :46:




ขอตอบ พี่แเอน นะครับ

อ้างอิง1 เอ  บริจาคเงินสิบล้านเพื่อสร้างโบสถ์เพื่อหวัง มีหน้ามีตา
2  บี  ตักบาตรทุกวันเพราะมีความเชื่อว่า ตายไปจะได้ไม่อดอยาก
3  ซี  ถวายสังฆทาน  บริจาคเงิน  เพื่อจะได้ไปสวรรค์
4  ดี  ซื้อพวงมาลัยของเด็กขายพวงมาลัยสี่แยกไฟแดง และซื้อไส้กรอกอันละสิบบาทให้ด้วย
คิดว่าข้อไหน ได้บุญมากที่สุด  ครับ

1. ที่ผมตอบ ข้อ 4. เป็นข้อสุดท้ายก็เพราะผมคิดว่า ข้อ1 2 3 เป็นการทำบุญกับพระครับ (ซึ่งท่านมีศีลมากกว่า) เป็นการทำทานแบบสงเคราะห์ธรรม   ส่วนข้อ 4.เป็นการทำทานกับเด็ก ซึ่งมีศีลน้อยกว่า เป็นการทำทานแบบสงเคราะห์โลกครับ   ............ เพราะผมคิดอย่างนี้จึงตอบไปแบบนั้นครับ (เอ่อ พี่แอนครับ ผมตอบไม่เหมือนคนอื่น นี่ทำให้ผมมีภูเขาเป็นของตนเองเลยเหรอครับ   :05:  ใจร้าย   :30:)  และผมไม่เคยคิดเลยว่าเราอยู่เขากันคนละลูก เพราะเราสามารถพูดคุย แสดงความเห็นกันได้อยู่ครับ (ถ้าอยู่ภูเขาคนละลูกผมว่าเราคงไม่ได้ยินเสียงซึ่งกันและกันครับ  :33: และเราคงไม่ได้คุยกันมาถึง 97 หน้าครับ)

ผมไม่ได้บอกครับว่า อย่าไปทำทานแบบสงเคราะห์โลก ให้ทำทานแบบสงเคราะห์ธรรมอย่างเดียวนะครับ (ให้ทำควบคู่กันไปครับ อย่าทิ้งอันใดอันหนึ่ง)


2. เรื่องการแต่งกาย ...... ใช่ครับน่าจะเป็นประเด็นเลยครับ (ตอนนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้วครับ)

3. พี่แอน ครับ การสร้างวัด (โดยเฉพาะเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางชาวพุทธ) นี่ไม่ใช่ง่ายนะครับ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะสร้างได้นะครับ แถมทางรัฐบาล มหาเถระสมาคม ก็ไม่สนับสนุน ออกจะกันท่าซะด้วยซ้ำ

พี่แอน พอจะรู้จักวัดที่เป็นศูนย์กลางในสมัยพุทธกาลมั้ยครับ เป็นวัดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่มากที่สุด
เป็นวัดที่ใหญ่มาก ........... วัดนั้นชื่อวัดพระเชตวัน ครับ(ถ้าจำไม่ผิด) และคนสร้างคือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขอซื้อพื้นที่สำหรับสร้างวัดจากพระเจ้าเชตุ ฯ โดยการเอาเงินปูเรียงเคียงกันจนเต็มพื้นแผ่นดิน ครับ ก็ไม่รู้ว่ามันมูลค่ามหาศาลขนาดไหนนะครับ มันอาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อนะครับ แต่มันก็เป็นความจริงครับ

พี่แอนครับ สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพร่ำสอนตลอดมา
ทำให้ผมรัก เคารพ มั่นใจในพระพุทธศาสนา เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าท่านตรัสรู้จริง คำสอนของท่านดีจริง มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ พระสงฆ์ทุกรูปเป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญจริง  พระนิพพานคือจุดมุ่งหมายของชาวพุทธทุกคน  (ไม่รู้ชาวพุทธทั่วไปคิดกันยังไงนะครับ) ไม่ว่าท่านจะเป็นยังไง ผมก็ยังรักพระพุทธศาสนาเหมือนเดิมครับ

พี่แอนครับ เคยได้ยินมั้ยครับว่า คนต่างศาสนิก เค้านับถือศาสดาของตนเองแค่ไหน ..... หลายเดือนก่อน ผมอ่านข่าวที่รถตู้ไปยะลาโดนดักยิง คนในรถตู้ตายมากมาย คนขับรถที่เป็นอิสลามยังไม่ตาย โดนโจรมาเอาปืนจ่อหัว แม้กระทั่งเค้าจะตาย เค้ายังนึกถึงศาสดาของตนเลยครับ

ผมมาคิดว่าถ้า ชาวพุทธเราเคารพเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบคนต่างศาสนิกบ้าง (และปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจ)...... คงดีไม่น้อยเลยครับ  :33:  ปัจจุบันเมืองไทยคงไม่วุ่นวายแบบนี้

ส่วนเรื่องวัดปริมาณบุญ ... ก็ไม่มีใครมานั่งวัดหรอกครับ
เพียงแต่เค้าถามมา ผมก็ดันไปตอบ (แถมตอบไม่ถูกใจอีก  :05:) พี่แอนอย่าคิดมากเลยครับ

ส่วนเรื่องเป๋าฮื้อ ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ (อ่านแบบสำเนียงใต้)


อ้างอิงโห.. มันง่ายจะตายครับ การทำบุญเนี่ย ไม่ต้องรวยกว่าได้เปรียบซะหน่อย

ผมคิดว่า ถ้าเกิดไปจนแบบ คุณยาย ที่ออกทีวีช่อง 3 ช่อง 7 ที่ มิ้ม พูดถึงน่ะครับ แค่หามื้อกินมื้อก็ยากแล้วครับ แล้วเรื่องคิดไปทำทานก็ยากลำบากกว่าคนที่มีฐานะมากกว่าครับ  (ผมไม่ได้บอกว่าคนจนทำบุญไม่ได้นะครับ) แล้วพี่แอนเคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมเราเกิดมามีทรัพย์ไม่เท่ากัน หน้าตาสวยหล่อไม่เหมือนกัน สติปัญญาไม่เท่ากัน พี่แอนเคยสงสัยมั้ยครับ


อ้างอิงเชิญบริจาคเยอะๆ ให้วัดสร้างของใหญ่ๆ ปริมาณมากๆ ไว้รับแขกเยอะๆ
สร้างสาวกและบำรุงกิจการของตนเองให้ยิ่งเจริญรุ่งเรืองต่อไปเทอญ

อันนี้ ผมว่าพี่แอน ด่วนสรุปจังเลยครับ  :05:


พี่แอนครับ ผมเคยได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโว (รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) เทศน์อยู่บทหนึ่งครับ  ......

           ท่านบอกว่า   "คนเราเวลาทำความดี ชอบทำแบบลิงเกาก้น  ส่วนเวลาทำความชั่ว จะทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ครับ


สุดท้าย ของ จักรี ครับ

อ้างอิงยกตัวอย่าง  เช่น  เราเห็น
ผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน เราเกิดยินดีกับ ความดีของผู้ชายคนนั้น  นั่นแหละเกิดอนุโมทนามัยแล้ว...

แต่ธรรมกาย เป็นแบบ บอกคนอื่นว่า      "คุณครับ คุณอยากได้บุญมั้ยถ้าอยากได้บุญ
คุณก็หันไปทางซ้าย แล้วเห็นผู้ชายพาคนแก่ข้ามถนน ให้คุณ รีบอนุโมทนา กับเขานะครับ
แล้วคุณจะได้ ได้บุญ"


ขออนุญาติจักรีนะครับ   ............   ทำไมชอบมั่วจังครับ



psyfer

ตรงตัวนวลอธิบายด้วยซิคะว่าตรงไหน  :46:
อย่าพูดอย่างนั้นอย่างเดียว


ไม่ได้เข้าข้างจักรีนะคะ แต่อยากรู้

Dayight

กินรอบวง

TangMo

คือ จักรี ชอบยกตัวอย่างตลกๆ แปลกๆ ในสิ่งที่มันไม่จริง บ่อยๆ ครับ

ขอขมา จักรี ครับ  :46: นี่จะเรียกว่าตบหัวแล้วลูบหลังมั้ยเนี่ย  :46: :46: :46:

psyfer

เอ่อค่ะที่จอยอยากรู้คือมันไม่จริงยังไงนั่นแหละค่ะ


เอ่อ อีกอย่างที่จอยสงสัยคือ ธรรมกาย นี่ถือเป็นนิกายใหม่ไหมคะ
หรือเป็นชื่อเรียกกลุ่มเฉย ๆ  :09:

ยุนเอ



ช่วยจักรีขยายาความนะครับ

เปิดหนังสือซิ แล้วอนุโมทนาบุญ ภาพการถวายสังฆทานพระกว่าสองหมื่นสี่พันห้าร้อยหกสิบเจ็ดรูป
แค่เห็นก็ปลื้มแล้วครับ  :25:

มันต่างกับการที่เรารู้ว่าเออ วัดนั้นทอดกฐินไปเที่ยวงานซักหน่อย แล้วรู้สึกระลึกได้เองว่า เออแหะ ทำนุบำรุงพุทธศาสนาดีจัง  :22:

ดูที่เจตนาชี้นำ และคำโฆษณาครับ ว่างๆ ลองหาหนังสือที่เกี่ยวกับ จิตวิทยาชุมชน การตลาดเบื้องต้น อุปทานเทียม อ่านเล่นดูนะครับ จะได้มีมุมมองแบบทางโลกกับธรรมกายบ้างครับ  :43:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

TangMo

สมัยพุทธกาลไม่มีนิกายครับ

ต่อมาเกิดความเห็นทางด้าน พระวิน้ย ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดนิกายต่างๆ ครับ (ประมาณนี้อ่ะครับ)

ส่วน ธรรมกาย ไม่ใช่นิกายครับ

พี่อร/หรือ อร ลองอ่านอันนี้นะครับ จากพระไตรปิฏก  ที่มา ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ครับ

อ้างอิง... ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ ฯ

... ดูก่อน วาเสฏฐะและภารทวาชะ คำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของพระตถาคต

ชื่อวัดพระธรรมกาย ก็คือ วัดที่สอนให้คนเข้าถึงพระธรรมกาย ที่มีอยู่ภายในตัวของเราครับทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตามครับ



psyfer

อ้างคำพูดจาก: แตงโม อภิชาติ เมื่อ 26 พ.ค. 2007, 10:32 น.
สมัยพุทธกาลไม่มีนิกายครับ

ต่อมาเกิดความเห็นทางด้าน พระวิน้ย ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดนิกายต่างๆ ครับ (ประมาณนี้อ่ะครับ)

ส่วน ธรรมกาย ไม่ใช่นิกายครับ

พี่อร/หรือ อร ลองอ่านอันนี้นะครับ จากพระไตรปิฏก  ที่มา ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ครับ

ชื่อวัดพระธรรมกาย ก็คือ วัดที่สอนให้คนเข้าถึงพระธรรมกาย ที่มีอยู่ภายในตัวของเราครับทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตามครับ




โอเคค่ะ
ว่าแต่นั่นใคร   :09:

Dayight

ป้านั่นแหละครับ  ป้าจอย อรชุมา
กินรอบวง

psyfer


ยุนเอ


อรชุมาไง  {หมีโหด}

อ้างอิงArtificial demand
From Wikipedia, the free encyclopedia
Jump to: navigation, search

Artificial demand constitutes demand for something that in the absence of exposure to the vehicle of creating demand, would not exist. It has controversial applications in microeconomics (pump and dump strategies) and advertising. Synonyms for "artificial demand" include "fake demand" and "false need".

Vehicles of creating artificial demand can include mass media advertising, which can create demand for goods, services, political policies or platforms, and other entities.

Another example of artificial demand can be seen in penny stock spam. After purchasing a large number of shares of an extremely low-value stock, the spammer attempts to create artificial demand by implementing a spam-based guerilla marketing strategy. See pump and dump.

เอามาแปะเรื่องอุปสงค์เทียม
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines