โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ม.ค. 2007, 21:01 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

จักรี

ดูคนทำก่อนเถอะครับ    ข้อหนึ่ง  หวัง   ข้อสอง  จะได้   ข้อสาม เพื่อจะ              เหอๆ
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

น้องเข่มเข๊ม

 :34:  รวม ๆ แล้ว เรียกย่อ ๆ ว่า "หวัง"   ไม่ใช่เหรอ
เลวยั้นเงา

TangMo

โจทย์แบบนี้มันพูดยากครับ

จักรี

ยากซิมันมีให้เลือกตั้งสามข้อนิ   :30:

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

tmd

กิเลสทั้งนั้น.

อย่าติดดี...
...

จักรี

#1400
อันนี้สมเด็จพระสังฆราช บอกเอาไว้ หลักๆก็จากพระพุทธองค์ ถ้าใครไม่เชื่อสมเด็พระสังฆราชอย่างน้อยก็ให้เห็นแก่พุทธเจ้าก็แล้วกัน...  {หมีโหด}

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 14 ม.ค. 2007, 00:33 น.
๑ . ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล
     ไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

๒ . ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๕
      แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๓ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๔ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้มีศีล ๑๐
      คือสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๕ . ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์
    ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ
    พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อนั้น
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น " พระ " แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกกันว่า " สมมุติสงฆ์ " พระที่แท้จริงนั้น
    หมายถึงบุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม
    นับว่าเป็น " พระ " ทั้งสิ้น และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น จากน้อยไปหามากดังนี้คือ " พระโสดาบัน พระสกิทาคามี
    พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธมเจ้า " และย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

๖ . ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่ - พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
   ( ความจริงยังมีการแยกเป็นพระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อพอให้ได้ความเท่านั้น )

๗ . ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๘ . ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๙ . ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๐ . ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๑ . ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแด่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๒ . ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
      แม้จะถวายสังฆทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๓ . การถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า " การถวายวิหารทาน " แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
    " วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
      " อนึ่ง การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น "
        โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ " ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน

๑๔ . การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ( ๑๐๐ หลัง ) ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " ธรรมทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
         " การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์ การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้ ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน
         ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ "

๑๕ . การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " อภัยทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม   การให้อภัยทานก็คือ       " การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู " ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ
        " ละโทสะกิเลส " และเป็นการเจริญ " เมตตาพรหมวิหารธรรม " อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร ๔ นั้น
         เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรม
        ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง " พยาบาท " ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น
         จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง
        อย่างไรก็ดี การให้อภัยทานแม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า " ฝ่ายศีล "
        เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน

สรุปสูงสุดของการให้ คือ   ให้อภัย   .......
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

มัม

+ จักรี
เห็นด้วยกับคำนี้ เพราะคิดว่าการให้อภัยมันยาก
ยิ่งเกลียดมาก แค้นมาก เสียใจมาก ยิ่งอถัยให้ยาก

จักรี

#1402
นอกจาก ข้อ สุดท้าย เรื่องการ ให้ธรรมเป็นทาน กับการให้อภัยแล้ว 
นอกนั้น ในฐานนะเราเป็นปถุชนคนธรรมดา เวลาทำบุญไม่ควรเอาจิตคิดมากเรื่องนี้   
ผมไม่ได้เอาตัวเองตัดสิน เมื่อคุณมีความรู้เรื่องนี้มากเท่าไร การคิดปราถนาก็จะมีแฝงอยุ่ด้วยเท่านั้น 
เขาบอกว่า 

"ยากแท้ที่จะหยั่งจิตใจของคน   แต่จิตใจของตนหยั่งถึงยากกว่า......" 

ไม่มีคำว่าบริสุทธิ์สำหรับผู้ที่หวังผลในจิตใจ แม้เพียงเสี้ยวเล็ก........
ทางที่ดีอย่ารับรู้ผลขอมันเลยดีกว่า..... คิดซะว่า ทำแล้วสบายใจ ไม่เดือดร้อนใคร ยังประโยชน์แก่ส่วนรวม....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เก้อ

ตามอ่านครบสิบหน้าแล้ว
กำลังพยายามย่อยอยู่ คร่าวๆคือ เห็นด้วยกับสองสามโพส
และคำสั้นๆไม่กี่คำของเณรธีครับ

ว่าแต่ ใครเริ่มจุดถ่านไฟเก่าอีกรอบล่ะนี่   :33:
I ROCK , THEREFORE I AM

ดาเฉยๆ


psyfer

อ้างคำพูดจาก: มัม™วรวัช เมื่อ 24 พ.ค. 2007, 22:05 น.
+ จักรี
เห็นด้วยกับคำนี้ เพราะคิดว่าการให้อภัยมันยาก
ยิ่งเกลียดมาก แค้นมาก เสียใจมาก ยิ่งอภัยให้ยาก

ตามนั้นเลยค่ะ  :12:

แอ๊ะ

โอว..ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าตั้ง 2 คนแน่ะ บ่งบอกถึงความร้อนแรงของกระจู๋นี้  :39:

อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 25 พ.ค. 2007, 02:51 น.
ตามอ่านครบสิบหน้าแล้ว
กำลังพยายามย่อยอยู่ คร่าวๆคือ เห็นด้วยกับสองสามโพส
และคำสั้นๆไม่กี่คำของเณรธีครับ

ว่าแต่ ใครเริ่มจุดถ่านไฟเก่าอีกรอบล่ะนี่ :33:


แก๊สโซฮอล  :22:

เรื่องบุญเถียงกันจนโลกแตก มันก็ไม่ได้ข้อสรุปหรอก เพราะแต่ละคนมีความเชื่อ และถอดความเชื่อออกมาเป็นความคิด แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร เมื่อความเชื่อไม่เหมือนกัน แน่นอนความคิดย่อมที่จะไม่เหมือนกัน ถึงแม้เรากำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน

บางคนมีความเชื่อแค่ว่าชีวิตนี้แค่ กิน กาม เกียรติ ก็เพียงพอแล้วจะเอาอะไรอีกมากนะ อีกไม่นานก็ตาย(ห่า)กันหมดแล้ว ทัศนะคติเรื่องบุญก็เป็นแบบหนึ่ง

บางคนเชื่อว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุด ถึงแม้ว่าชีวิตในรูปของคนได้สิ้นสุดไปแล้ว ก็จะเชื่อเรื่องบุญไปอีกแบบ

ไอ้ความคิด ความเชื่อ (หรือพูดให้คลุมทั้งหมดก็คือกิเลส) นี่แหละที่เป็นแรงผลักดันให้เราทำ(กิจ)กรรมต่าง ๆ ซึ่งมันจะส่งผลย้อนกลับมาให้เราต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารแห่งนี้ (สำหรับผู้ที่เชื่อว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุดแม้สิ้นชีวิตนี้ไปแล้ว) ซึ่งการจะหลุดพ้นได้ก็ต้องรู้เท่าทัน สิ่งที่ก่อให้เกิดสิ่งเหล่านั้น เหมือนเราจะรู้ว่าน้ำตาลหวานก็ต่อเมื่อเอาลิ้นไปแตะ เราไม่สามารถรู้ว่ามันหวานได้ด้วยการมองดู

สุดท้ายสัจธรรม ย่อมเป็นความจริงที่สุด ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อแบบไหน  :12:
[ว่างให้เช่า]

TangMo

งั้นผมขอสรุปสิ่งที่ผมพยายามจะบอกไปนะครับ

1. เราทำทาน เพื่อ ตัดความตระหนี่ออกจากใจ (เจตนาบริสุทธิ์)
                    เพื่อ ความบริสุทธิ์ของใจ (เจตนาบริสุทธิ์)
                    เพื่อ ฯลฯ

2. ทีนี้ผลของทาน ก็คือ บุญ ครับ
    บุญ คือ เครื่องชำระจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส
    เพราะฉะนั้น คนทำทาน จึงมีบุญ และเพราะมีบุญ จึงทำให้ใจเราผ่องใส ใจสบาย สบายใจ
    (แค่คิดดี พูดดี ทำดี ก็เกิดบุญ ...... บุญ เกิด ก็สบายใจ ผ่องใส มีความสุข ครับ)

3. เมื่อเราทำทานแล้ว
  -  เคยเห็นมั้ยครับ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ ท่านจะกรวดน้ำ .... ถามว่ากรวดน้ำ เพื่ออะไร ?
         ก็เพื่อ อุทิศส่วนบุญ ไปให้ หมู่ญาติ บรรพบุรุษผู้ล่วงรับไปแล้ว ให้ได้รับ ส่วนของบุญที่เราได้ทำไว้
         แล้ว (คล้ายๆแผ่เมตตา ครับ)  

  -  หลังจากนั้น เราก็ อธิษฐานจิต ตั้งความปรารภนา ในสิ่งที่ดี อันเป็นอุปกรณ์ในการสร้างความดี เพื่อให้
     หมดกิเลสในภพเบื้องหน้า
          ซึ่งการตั้งจิตปรารภนาไม่ใช่โลภ แต่เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตครับ เพื่อให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งพระท่านก็สอนไว้ว่า จะอธิษฐานอะไร ก็อฐิษฐานไปเถอะ แต่อย่าลืมคำว่า "นิพพานปัจจโยโหตุ แปลคร่าวๆว่าด้วยบุญนี้ให้เป็นเหตุปัจจัยได้ไปพระนิพพานด้วยเถิด (ประมาณนี้อ่ะ)"

          หรือดูอย่างพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอรหันต์ ในสมัยพุทธกาลอีกหลายๆรูป แม้กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็ตั้งจิตปรารภนาครับ
          อย่างพระสารีบุตร เมื่อภพก่อนๆ ไปเจออัครสาวกเบื้องขวาผู้เปี่ยมด้วยปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนเข้า ก็อยากเป็นอย่างท่าน ก็เลยทำบุญ(ไม่ใช่แค่ทานอย่างเดียวนะ)แล้วตั้งความปรารภนาให้ได้เป็นอัครสาวกองค์หนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด .......... (เรื่องนี้มีปรากฎในพระไตรปิฎกครับ)
          ส่วนพระโมคคัลานะ ก็คล้ายๆ กัน

          หรือ ถ้าพระธุดงค์ออกเดินป่า ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม เพื่อหวังหมดกิเลส ไปพระนิพพาน (นี่เข้าข่ายทำบุญหวังผลหรือเปล่าครับ.... ก็ไม่ใช่ครับ เป็นการตั้งความปรารภนา)



ประมาณนี้อ่ะครับ



อ่านของพี่แอ๊ะ แล้วสุดยอดครับ + คมมาก

จักรี

#1408
มันเปรียบกันไม่ได้หรอกครับ กับ พุทธกาล


พระสารีบุตรเป็นใคร?   คุณเป็นใคร?    สิ่งแวดล้อมของพุทธกาลเป้นอย่างไร? สิ่งแวดล้อมปัจจุบันเป็นอย่างไร?  คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร?  คำสอนของครูอาจารย์คุณเป็นอย่างไร ? 
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

TangMo

ธรรมะ เป็น สัจธรรม
          เป็น อกาลิโก (แปล่ว่าไม่จำกัดกาล แม้จะล่วงเลยพุทธกาล อีกกี่ล้านปีก็ตาม )


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines