วัยรุ่นเซร็ง !! กับศัพท์วิบัติ

เริ่มโพสต์โดย Layiji, 02 พ.ย. 2005, 20:12 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Aleczan

quote มาจากจู๋อื่นค่ะ แอนแนะนำว่าควรเอามาเผยแพร่ในจู๋หิ้ง

เป็น reaction จากการที่มีคนอ้างว่าภาษาวับัติคือวิวัฒนาการทางภาษา คือการพัฒนา คือความสร้างสรรค์


อ้างคำพูดจาก: Moji
เข้าเรื่อง....

พูดม้า ๆ ไปได้ พัฒนาบ้าอะไร....  :41: แถชัด ๆ

เคยแสดงทัศนะแนว ๆ นี้ไปแล้วในที่อื่น จนบัดนี้ก็ยังคิดเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นขอเอาของเดิมมาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย


"พัฒนา" มันมีความหมายว่าเจริญยิ่งขึ้น ไม่ได้หมายถึงถดถอยลง เสื่อมลง หรือถอยหลังเข้าคลองนะคะ ลักษณะดีงามและใช้งานได้ดีที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ มันไม่ถูกใจหรืออย่างไร? ถึงต้องตะเกียกตะกายพยายามเปลี่ยน หรือสนับสนุนเชิดชูให้มันเปลี่ยนไปในทางเลวลง?  หรือถึงจะวัดไม่ได้ว่าเลวลงในแง่ของภาษาศาสตร์ แต่อย่างน้อย ๆ ก็เลวลงในด้าน "การบรรลุจุดประสงค์ของการสื่อสาร" ล่ะค่ะ จะบอกว่ามันด้อยประสิทธิภาพในการสื่อสารก็ว่าได้! ภาษาไทยวิบัติที่บกพร่องในการสื่อสารเยี่ยงนั้น มันดีแล้วหรือคะที่จะนำมาใช้แทนภาษาไทยมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน?


:23:
จุดประสงค์ของภาษาคือ มีขึ้นเพื่อการสื่อสารค่ะ ไอ้ของที่ประสิทธิภาพด้อยลงแบบนี้ ยังจะหยิบยกมาอวดอ้างอีกเหรอว่าพัฒนา  :23:

และแต่ไหนแต่ไรมา การวิวัฒนาการ เกิดขึ้นเพื่อการดำรงอยู่ เพื่อการอยู่รอดของบางสิ่งบางอย่าง (เช่น นกหลายชนิดวิวัฒนาการจงอยปากให้แตกต่างกันไปเพื่อให้สามารถหาอาหารได้ง่ายขึ้นตามแต่ชนิดของอาหาร ก็เพื่อให้เผ่าพันธุ์ของมันอยู่รอดต่อไป) ของที่แปรเปลี่ยนไปแล้วไม่ได้ช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดเนี่ย มันไม่ใช่วิวัฒนาการที่จะได้เห็นอนาคตค่ะ (เหมือนสัตว์ที่วิวัฒนาการร่างกายไปผิดแบบ ไม่เข้ากับที่อยู่อาศัย ก็ย่อมสูญพันธุ์ไปตามวาระของมัน)

การวิวัฒนาการของภาษาย่อมเป็นไปตามยุคสมัย แต่การวิวัฒนาการที่ดีต้องเป็นไปตามเวลาและจังหวะอันควร ไม่ใช่จู่ ๆ ไส้เดือนบอกอยากวิวัฒนาการเป็นนก ก็ปุบปับวิ่งไปกระโดดลงจากหน้าผาเลย นี่เรียกว่าก้าวกระโดดแบบไม่ดูสมรรถภาพของตน ตกลงมาตายอนาถก็ว่าใครไม่ได้

ภาษาวิบัติของวัยรุ่นสมัยนี้ก็เช่นกัน เป็นการวิวัฒนาการที่ฝืนให้เป็น ไม่ใช่กลไกตามธรรมชาติของภาษา

เป็นการดัดจริตจนเกินงาม และไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน นอกจากนี้ยังหาความสุนทรีย์ไม่ได้แม้สักกะผีกเดียว  :41:  :28:

การพยายามแต่งแต้มความสร้างสรรค์จอมปลอมนี้ให้กับภาษา โดยกล่าวอ้างว่ามันคือความสวยงาม จึงเป็นแนวคิดที่ผิดมนุษย์ เพราะการวิบัติชนิดนี้ นอกจากจะเป็นความงามส่วนเกินที่ไม่ก่อประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดโทษ และขัดขวางจุดประสงค์หลักของภาษา ลดประสิทธิภาพของภาษา การแต่งแต้มนี้ย่อมไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

ถ้าจะให้สมมติเอาเรื่องใกล้ตัว ก็เช่น การเอากากเพชรไปติดกาว โรยลงไปประดับบนกระดาษสั่งน้ำมูก กระดาษสั่งน้ำมูกมีไว้สั่งน้ำมูก ไม่ได้มีไว้ประดับ ไม่ได้มีไว้มองความสวยงาม กระดาษสั่งน้ำมูกเคยมีดีที่ความเนียนนุ่ม ใช้แล้วไม่ทำให้จมูกแสบเคือง แต่พอโรยกากเพชรลงไป ก็กลายเป็นกระดาษด้อยคุณภาพ หยาบกร้านและสาก เช็ดน้ำมูกแล้วเคืองจมูก เลือดไหลซิบ ๆ เจ็บ.... ทำให้มันสูญเสียคุณค่าในตัวตนของมันไป ไม่เหลือประโยชน์ในฐานะกระดาษสั่งน้ำมูกอีก

:23:

แล้วจะทำไปหาติ่งอะไร



เท่านี้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
:46:

คนตาบอดข้างเดียว

ความจริงผมไม่ชอบใช้คำว่าภาษาวิบัติ
แต่ในที่นี้จะใช้เพื่อความเข้าใจตรงกัน
ความเห็นส่วนตัว

ที่ว่า
ภาษาวับัติคือวิวัฒนาการทางภาษา คือการพัฒนา คือความสร้างสรรค์   หรือไม่ อันนี้ผมว่าก็ไม่ใช่
แต่หากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการวิวัฒนาการ เพื่อการดำรงอยู่
และเพื่อการดำรงอยู่ก็จำเป็นต้องมีพัฒนาการ

ติ๊ต่างว่าภาษาไทยมันก็คงจะมีพัฒนาการของตัวมันเองตลอดเวลา ตามธรรมชาติ
แล้วผมคิดว่า ไอ้ที่เราเรียกกันว่า ภาษาวิบัติ มันคงเป็นส่วนประกอบในกระบวนการวิวัฒนาการนั้นครับ จะห้ามไม่ให้มีมันก็ไม่ได้

เหมือนเราก่อไฟ เพื่อต้องการแสงสว่างและความอบอุ่น
แต่เราบอกว่าไม่ต้องการควันไฟ 
ขอกันแบบนี้  ก็คงจะไม่ได้นะครับ

อย่างเช่นที่เราต้องผลิตเครื่องยนต์เบนซินมาใช้ให้เป็นมลพิษก่อน จึงจะได้รู้ว่ามันไม่เวิร์คกับโลก
และคิดหาพลังงานที่สะอาดกว่ามาใช้ในท้ายที่สุด

ถามว่าเราจะสามารถคิดของดีเลิศ100%เพอร์เฟกต็ ขึ้นมาเลยแต่แรกได้ไหม
มันก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ ในทางทฤษฎี
แต่ในความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

ณัฏฐ์

คิดแบบนี้เลยครับ  :25:
แต่พิมพ์ออกมาแบบนี้ไม่เป็น  :12:

จากที่ผมตามอ่านจู๋หลอด ผมมีความเห็นออกมาแนวๆนี้เหมือนกัน
คือ ไม่ชอบนะ อ่านยาก ไม่่รู้เรื่องอีกต่างหาก

แต่เหมือนว่าต่างประเทศเค้าก็ใช้กันเลย
อย่า่ง "how r u ?" วิบัติ แน่นอน แต่ก็ยังรับกันได้(มั้ง)
ซักวันถ้าภาษาไทยมีคนเขียนแบบนี้ "มี ะ ไรกันหรอครับ ผมไม่มี ะ ไรใน ก ไผ่นะผมจริงใจ" แล้วจะรับกันได้ไหม

//ตัวอย่างภาษาวิบัติของต่างประเทศชัดๆ คือ ชื่อเพลงของ linkin park

蓝月 (lán yuè)

ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ
ว่าครั้งนึงเคยก้าวไป...

Maggot

อ้างคำพูดจาก: ณัฏฐ์ ณัฏ นัด เมื่อ 21 พ.ค. 2008, 12:10 น.
คิดแบบนี้เลยครับ  :25:
แต่พิมพ์ออกมาแบบนี้ไม่เป็น  :12:

จากที่ผมตามอ่านจู๋หลอด ผมมีความเห็นออกมาแนวๆนี้เหมือนกัน
คือ ไม่ชอบนะ อ่านยาก ไม่่รู้เรื่องอีกต่างหาก

แต่เหมือนว่าต่างประเทศเค้าก็ใช้กันเลย
อย่า่ง "how r u ?" วิบัติ แน่นอน แต่ก็ยังรับกันได้(มั้ง)
ซักวันถ้าภาษาไทยมีคนเขียนแบบนี้ "มี ะ ไรกันหรอครับ ผมไม่มี ะ ไรใน ก ไผ่นะผมจริงใจ" แล้วจะรับกันได้ไหม

//ตัวอย่างภาษาวิบัติของต่างประเทศชัดๆ คือ ชื่อเพลงของ linkin park



นี่นะเหรอครับ

ผมไม่รู้ว่าฝรั่งเค้ามองว่าแบบนี้มันวิบัติรึเปล่าแฮะ  :09:
... กอล์ฟจ๊ะ

-= บิ๊กต้า =-

ของ Linkin Park จะมองว่ามันเป็นการเล่นกับคำ ผมว่ามันก็ดูเก๋ามากเลยนะครับ

หนูอร

รูปภาพอันที่เอามาลงนี่อรมองว่าฝรั่งผู้ใหญ่บางคน
คงอ่านไม่รู้เรื่องแล้วก็คิดว่ามันก็วิบัติเหมือนกันล่ะค่ะ

แต่อรเข้าใจว่าแรกเริ่มเดิมทีการใช้ภาษาย่อแบบนี้
น่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่มีการส่ง sms ..เพื่อกระชับข้อความที่จะส่ง
ให้สั้น กระชับ จนสื่อสารได้ง่ายในพื้นที่อันจำกัดน่ะค่ะ
พอตอนหลังเค้าคงคิดว่ามันเท่ และพิมพ์ง่าย
เลยนำมาใช้พิมพ์ในข้อความปกติตามอินเตอร์เน็ต
แล้วก็คล้ายเด็กไทยที่แปลงคำให้ตรงเสียง ไม่ตรงรูป
แต่ของไทยไม่ได้แค่ตัดทอน แต่เพิ่มเติมด้วยน่ะค่ะ


รึเปล่า? :09:
อันบัน ♥

คิ้วหนาจ้ะ

น่าจะเป็นเหมือนที่อรว่า นะครับ
คือ ของไทยเหมือนไม่ใช้ให้สะดวก บางคำพิมพ์ยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ  :08:

Aleczan

#1523
เวลาพิมพ์ SMS ยอมรับว่ามันยากจริง ๆ ต้องกดทีละตัวอักษร ไม่เหมือนใช้แป้นพิมพ์

เวลาพิมพ์หาเพื่อน โมจิก็ใช้ r u แทน Are you เหมือนกันนะ

อย่างภาษาไทยก็ใช้ มะ แทน ไม่
เค แทน โอเค (ตกลง)
อย่างไร ก็กร่อนเป็น ยังไง แล้วก็กร่อนอีกจนเหลือ ไง
สวัสดี เหลือแค่ ดี
หรือยัง ใช้แค่ ยัง เช่น นอนยัง?

แต่คิดว่าจุดกำเนิดภาษาหนอนบุ้งเขียดในเด็กไทย ไม่น่าใช่ SMS
เพราะอย่างที่น้องอรบอก มันไม่ได้ทำให้พิมพ์ไวขึ้นหรือสะดวกขึ้นเลย

คาดว่าเจตนาแรกคือแอ๊บแบ๊ว ทำเสมือนหนึ่งน่ารักงุงิง้องแง้ง
แต่ไป ๆ มา ๆ มันมากเกินไป รกเกินไป กลายเป็นน่าเตะน่ะสิ  :07:

หนูอร

ถ้าอรจำไม่ผิด (หรือเห็นไม่ผิดลำดับ) ภาษามันแปลงรูปคำมา
จากเดิมที่ทอนคำ ก็เอาคำที่ทอนมาแต่งเพิ่ม(ให้เข้าใจยากขึ้น)อีก
ตัวอย่าง เธอ > เทอ > เทอร์

จากที่แรกๆอ่านแล้วเสียงก็ปกติ กลายเป็นอ่านแล้วเสียงผิดเพี้ยน
อ่านแล้วเสียงนั้น เวลาเปล่งออกมาเหมือนคนพูดไม่ชัด (ลิ้นไก่สั้น)

ถ้าให้อรมองแล้วลองคิดเล่นๆว่า.. ความหยึกหยึยในภาษาไทย
ที่เราเรียกกันว่าภาษาวิบัติบ้าง ภาษาวัยรุ่นบ้าง มันมาจากไหน
อรว่ามัน "แพร่กระจาย" มากๆก็ตั้งแต่ตอนเริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ต
แต่ที่แรกๆที่อรเห็นการใช้ภาษาแบบนี้คงเป็นพวกบล็อค/ไดอารี่ออนไลน์
แล้วการใช้ภาษามันคือการแสดงบุคคลิกของผู้ใช้ในรูปแบบหนึ่ง
คนที่ใช้ก็พยายามมีเอกลักษณ์ด้วย "การปรุงแต่ง" ภาษาเขียน
จากที่อ่านแล้วเสียงเท่าๆกัน ก็ให้เสียงมันเพี้ยน ฟังดูน่ารัก (สำหรับเขา)
พอมีคนไปแย้งเรื่องการใช้ คนใช้ก็มองว่าการใช้ภาษาเป็นบุคคลิกของเค้า
เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเค้าที่จะเลือกแสดงออก... อะไรทำนองนั้น

พี่โมจิว่ายังไงคะ?
อันบัน ♥

Aleczan

#1525
อ้างคำพูดจาก: อร เมื่อ 21 พ.ค. 2008, 15:34 น.
ถ้าอรจำไม่ผิด (หรือเห็นไม่ผิดลำดับ) ภาษามันแปลงรูปคำมา
จากเดิมที่ทอนคำ ก็เอาคำที่ทอนมาแต่งเพิ่ม(ให้เข้าใจยากขึ้น)อีก
ตัวอย่าง เธอ > เทอ > เทอร์

จากที่แรกๆอ่านแล้วเสียงก็ปกติ กลายเป็นอ่านแล้วเสียงผิดเพี้ยน
อ่านแล้วเสียงนั้น เวลาเปล่งออกมาเหมือนคนพูดไม่ชัด (ลิ้นไก่สั้น)

ถ้าให้อรมองแล้วลองคิดเล่นๆว่า.. ความหยึกหยึยในภาษาไทย
ที่เราเรียกกันว่าภาษาวิบัติบ้าง ภาษาวัยรุ่นบ้าง มันมาจากไหน
อรว่ามัน "แพร่กระจาย" มากๆก็ตั้งแต่ตอนเริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ต
แต่ที่แรกๆที่อรเห็นการใช้ภาษาแบบนี้คงเป็นพวกบล็อค/ไดอารี่ออนไลน์
แล้วการใช้ภาษามันคือการแสดงบุคคลิกของผู้ใช้ในรูปแบบหนึ่ง
คนที่ใช้ก็พยายามมีเอกลักษณ์ด้วย "การปรุงแต่ง" ภาษาเขียน
จากที่อ่านแล้วเสียงเท่าๆกัน ก็ให้เสียงมันเพี้ยน ฟังดูน่ารัก (สำหรับเขา)
พอมีคนไปแย้งเรื่องการใช้ คนใช้ก็มองว่าการใช้ภาษาเป็นบุคคลิกของเค้า
เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเค้าที่จะเลือกแสดงออก... อะไรทำนองนั้น


พี่โมจิว่ายังไงคะ?

หนีไปกินข้าวมาค่ะ  :42:

ขอบคุณนะคะน้องอรที่แถลงไข เพิ่งสังเกตว่ามันแผลงมาจากคำที่ตัดทอนไปแล้วอีกทอดหนึ่ง

เห็นด้วยค่ะว่าแพร่มากในยุคอินเทอร์เน็ต

ส่วนที่น้องอรถาม....
การปรุงแต่งเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเองนั้นเป็นเรื่องปรกติค่ะ ไม่ผิดด้วย
(แต่ที่จริงนักเขียนต่าง ๆ นานา เขาก็มีเอกลักษณ์ในการเขียนเป้นของตัวเอง โดยไม่ต้องปรุงแต่งขนาดนั้นเสียหน่อย)

แต่คนเหล่านั้นควรต้องจำใส่ใจไว้ว่า
เอกลักษณ์ที่ปรุงแต่งจนผิดธรรมชาติ เกินงาม (ดัดจริต กระแดะ) ย่อมเป็นไปได้ที่จะมีคนเห็นแล้วไม่ชอบ หรือไม่ต้องการคบด้วย
อย่างถ้าโมจิอยากมีเอกลักษณ์แบบแรง ๆ ซ่า ๆ เลยไปสักจนลายพร้อยไปทั้งตัว เจาะจมูก เจาะลิ้น เจาะสะดือ รวมถึงหัดสูบบุหรี่เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือวันดีคืนด็ก็บิดมอเตอร์ไซค์ซิ่ง สร้างเสียงดัง สร้างความรำคาญแก่ชาวบ้านในละแวก

ถ้าใช้สิทธิ์อย่างสุดโต่งแบบไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของตัวเองหรือคำนึงถึงคนรอบข้างแบบนี้
เราก็ต้องตระหนักไว้ว่า ถ้าในเมื่อเราปรุงแต่งตัวเองด้วยสิทธิ์เต็มขั้นของเราได้
คนอื่นเขาก็มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเลือกคบหรือไม่คบเรา เลือกที่จะรังเกียจเราได้เช่นกัน
หรืออาจมีคนเอาเราไปนินทาเสีย ๆ หาย ๆ (เป็นการใช้สิทธิ์ที่ผิด และสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น.... ไม่ควร แต่คนเราก็ทำ)

การปรุงแต่งแค่เล็กน้อย มันสามารถสร้างความสวยงามได้ค่ะ
แต่ถ้าปรุงแต่งแบบมั่ว ๆ สักแต่ว่าแต่ง โดยไม่สนใจเลยว่าเราไปหยิบไปจับ ไปเลียนแบบมาจากใครที่ไหน
มันก็กลายเป็นรกรุงรัง ขัดนัยน์ตา น่ารำคาญได้เหมือนกัน

ไอ้พวกคำว่างุงิ งับ แง้ว แย้ว นู๋ พวกนี้ถ้าใช้แค่ประโยคละครั้งก็ไม่รกหรอกค่ะ พอจะอ่านแล้วทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูได้
แต่พวกที่มันดัดจริตแบบสุดโต่งอย่าง...
เพิ่ล ๆ คร้า ปิดเทิมเน้เมครัยจาปัยเท่วก่าราวบ้าง
(แปล : เพื่อน ๆ ค้า ปิดเทอมนี้มีใครจะไปเที่ยวกับเราบ้าง)


เวลาอ่านแล้วมันไม่ได้น่ารักเลยค่ะ
เห็นแล้วมีความรู้สึก(ปรี๊ด)ขึ้นมาทันทีว่า
เอ็งจะดัดแปลงคำให้ประหลาดไปทำติ่งอะไรฟะ
ลำบากตูต้องมานั่งแปลอีก  :07:  :41:

ถ้าใครเขาใช้คุยกันในหมู่เพื่อนที่ "พุดภาษาเดียวกัน" ก็ตามใจเถอะค่ะ
เพราะจุดประสงค์ของภาษาคือการสื่อสาร ถ้าคุยกันในวงแคบ ๆ แล้วเข้าใจกันดีก็ไม่ใช่ธุระของโมจิ  :43:

แต่เวลาเอามาคุยกับคนอื่น หรือโพสต์ในที่สาธารณะ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยมนุษย์ที่ยังไม่กลายพันธุ์เป็นหนอนบุ้งเขียด ก็ควรจะใช้ให้ถูกต้องหรือเกือบถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นก็คือคนหมู่มากที่มาอ่านก็จะอ่านไม่รู้เรื่อง เห็นเป็นเรื่องน่ารำคาญ และชวนหงุดหงิด  :11:

สรุปสุดท้าย....ภาษาก็เหมือนอาหารค่ะ
ใส่เครื่องปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเสริมรสให้อร่อยขึ้นน่ะ ใคร ๆ ก็ทำทั้งนั้น
แต่ถ้าใครมาถึงก็เทน้ำปลาลงไปครึ่งขวด ตักน้ำตาลโยนลงไป 10 ช้อน....
คนกินเขาจะถุย จะอ้วกแตก หรือจะหยิบจานอาหารมาปาหน้าพ่อครัวแม่ครัว ก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกค่ะ

เพราะฉะนั้นคติสอนใจสำหรับเรื่องนี้ก็คือ จงคิดก่อนปรุง และปรุงแค่พอเหมาะ

เหมียวเด๊ะ !

ขอคั่นนิดนึงค่ะ :46:

คือว่าไปเจอเพื่อนคนนึงในเอ็ม ใช้ชื่อว่า...

สงสัยว่ากำลังจะสื่อนัยๆ ว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น :08:

Aleczan


IM

ก็นี่ล่ะ 1 ในตัวอย่างของคนที่ใช้จนเคยชิน
จนลืมไปแล้วว่าการเขียนที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

iannnnn

ครับ เอ็มมี่พูดถูก :22:

ส่วนเรื่องที่หนูอรบอก
ว่าใช้เพื่อให้ย่อ กระชับ หรือเหมาะกับภาชนะที่ใช้เป็นตัวส่งสารให้ผู้รับ
อันนี้ไม่เรียกว่าวิบัติครับ แต่ออกจะน่าชื่นชมในเชิงพัฒนาการเสียด้วยซ้ำ

เช่นเมื่อก่อนวิทยุสื่อสาร โทรศัพท์สัญญาณไม่ชัด
เราก็เรียกเลข 2 ว่า โท และเรียก 11 ว่าสิบหนึ่ง
เนี่ย พอรู้รากแล้ว จะทำอะไรก็น่ารักออก :22:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines