สอนเกรียนเขียนเรื่อง "รัก"

เริ่มโพสต์โดย จักรี, 05 ก.ย. 2010, 20:11 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

จักรี

...ตอนที่ ๖....

ไม่รู้ว่าเปิดเทอมมานานแค่ไหนแล้ว ผมที่เคยเกรียนตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นรองทรง
สั้นที่ปล่อยข้างหน้าไว้หวีตั้ง เสื้อผ้าใหม่เริ่มเก่าลมร้อนค่อยๆ พัดผ่าน .. ลมฝน
พัดมาแทนที่ หลังคารถคันเดิมไร้กองทัพนักเรียนบ้านนอกถูกแทนที่ด้วยความเปียกปอน
และขังนองไปด้วยน้ำฝนที่พรมลงมาตลอดทั้งวัน การเคลื่อนพลลงมาอัดกันอยู่ในรถสองแถวหกล้อ
ก็ทำให้หายหนาวไปได้เยอะแต่คงไม่มีใครคิดถึงประโยชน์ข้อนี้เท่ากับความอึดอัดคับแคบ
ที่ได้รับจากการเบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋อง....ความโชคดีของผมคงมีไม่น้อยเมื่อบ้านอยู่ปากทางของหมู่บ้านพอดี
รถลุงเปี๊ยกเคลื่อนรับเด็กนักเรียนมาเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าบ้านของผม ผมซึ่งอยุ่*ซุมบ้านเดียวกันกับไอ้ตูมและไอ้หนุ่ย
ต่างพากันวิ่งขึ้นรถ พวกเราเป็นกลุ่มสุดท้ายทุกวันที่ได้ขึ้นรถ สำหรับไอ้ตูมกับไอ้หนุ่ยแล้ว มันคงเป็นโชคร้ายที่จะต้องรั้งท้ายคัน
เพราะแน่นอนว่าจะต้องโดนฝนสาดใส่ไม่มากก็น้อย แต่สำหรับผมนั้น นี่เป็นความโชคดีที่ได้มีโอกาสโผล่หัวออกมา
นอกรถมากกว่าคนอื่นนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลหนึ่งก็คือ ผมได้มีโอกาสอยู่ในระนาบเดียวกันกับสายตาของเธอคนนั้นซักที

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เทพผู้ขี่ไอ้เข้นามพระพิรุณทำงานอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้าตรู่
แต่คงเพราะวันนี้พระพิรุณของเราเลือกไอ้เข้เป็นพาหนะสายฝนจึงปรอยๆ
ไม่ได้เม็ดเป้งๆ เหมือนตอนขี่พญานาคมา....
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตของคนเราก็ต้องดำเนินไปตามวิถีของมัน โดยไม่สนใจฟ้าฝน
พวกเราทั้งสามรีบวิ่งออกมาจากโรงสีเก่าที่อยู่ปากทางเข้าซุมบ้าน หลังได้ยินเสียงรถที่คุ้นเคยของลุงเปี๊ยก
ล้อหยุดหมุนครั้งสุดท้ายก่อนจะออกจากหมู่บ้าน ผมเป็นคนก้าวขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย เอามือรั้งเหล็กจับท้ายรถอย่างเหนียวแน่น
หมุ่นตัวออกเพื่อให้มองหารถคันหลังที่ตามมา....

หน้ารถคันเป้าหมายโผล่มาอย่างช้าๆ ทิ้งระยะห่างไม่ไกลนัก ผมสังเกตเห็นถึงเด็กผู้หญิงหัวหยิกนั่งหน้าตายอยู่ในรถ
เมื่อรถใกล้เข้ามาความเฉยชาของเธอก็ยิ่งชัดเจนขึ้น การกระชั้นของรถถทั้งสองคันทำเอาผมหน้าแดง
จนไม่กล้าจะมองต้องก้มหน้าก้มตาด้วยความเขินอายและกลัวว่าจะมีคนรู้...

เมื่อแหงนหน้าขึ้นมาอีกที รถของลุงเปี๊ยกก็ถูกแซงไปซะแล้ว ความสุขของคนเรามันมาไวไปไวซะจริงๆ....
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

chate.photokeng

เข้ากับบรรยากาศฝนตกตอนนี้ซะจริงๆ ^^

แถวบ้านผมพระพิรุณก็ขี่ไอ้เข้เหมือนกัน  :40:

Romzaikyu

#92
โดยรวม คำผิดดีขึ้นมาก แต่ต้องมาดูเรื่องเคาะวรรค จัดบรรทัดนะ :58:

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 16 ต.ค. 2010, 02:04 น.
...ตอนที่ ๖....

ไม่รู้ว่าเปิดเทอมมานานแค่ไหนแล้ว ผมที่เคยเกรียนตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นรองทรง
สั้นที่ปล่อยข้างหน้าไว้หวีตั้ง เสื้อผ้าใหม่เริ่มเก่าลมร้อนค่อยๆ พัดผ่าน .. ลมฝน(เอาลมฝนไปไว้บรรทัดล่าง ความมันขาด)
พัดมาแทนที่ หลังคารถคันเดิมไร้กองทัพนักเรียนบ้านนอกถูกแทนที่ด้วยความเปียกปอน
และขังนองไปด้วยน้ำฝนที่พรมลงมาตลอดทั้งวัน การเคลื่อนพลลงมาอัดกันอยู่ในรถสองแถวหกล้อ
ก็ทำให้หายหนาวไปได้เยอะ(เคาะวรรคหน่อย)แต่คงไม่มีใครคิดถึงประโยชน์ข้อนี้เท่ากับความอึดอัดคับแคบ
ที่ได้รับจากการเบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋อง....
(เอามาบรรทัดใหม่)ความโชคดีของผมคงมีไม่น้อยเมื่อบ้านอยู่ปากทางของหมู่บ้านพอดี
รถลุงเปี๊ยกเคลื่อนรับเด็กนักเรียนมาเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าบ้านของผม ผมซึ่งอยุ่*ซุม (นี่อะไร)บ้านเดียวกันกับไอ้ตูมและไอ้หนุ่ย
(ความมันต่อเนื่องมาจากข้างบน ใส่ - ดีมั้ย)ต่างพากันวิ่งขึ้นรถ พวกเราเป็นกลุ่มสุดท้ายทุกวันที่ได้ขึ้นรถ สำหรับไอ้ตูมกับไอ้หนุ่ยแล้ว มันคงเป็นโชคร้ายที่จะต้องรั้งท้ายคัน
เพราะแน่นอนว่าจะต้องโดนฝนสาดใส่ไม่มากก็น้อย แต่สำหรับผมนั้น นี่เป็นความโชคดีที่ได้มีโอกาสโผล่หัวออกมา
(นี่ก็ตัดบรรทัดได้นรก)นอกรถมากกว่าคนอื่นนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลหนึ่งก็คือ ผมได้มีโอกาสอยู่ในระนาบเดียวกันกับสายตาของเธอคนนั้นซักที

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เทพผู้ขี่ไอ้เข้นามพระพิรุณทำงานอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้าตรู่
แต่คงเพราะวันนี้พระพิรุณของเราเลือกไอ้เข้เป็นพาหนะสายฝนจึงปรอยๆ
ไม่ได้เม็ดเป้งๆ เหมือนตอนขี่พญานาคมา....
(ความท่อนนี้แปลก ตอนแรกบอกขี่ไอ้เข้ แต่วันนี้ตกไม่แรงเพราะน่าจะขี่ไอ้เข้แทนที่จะเป็นพญานาค
สรุปว่าปกติขี่ไอ้เข้หรือพญานาค(รู้นะว่าเป็นไอ้เข้)

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตของคนเราก็ต้องดำเนินไปตามวิถีของมัน โดยไม่สนใจฟ้าฝน
พวกเราทั้งสามรีบวิ่งออกมาจากโรงสีเก่าที่อยู่ปากทางเข้าซุม(ศัพท์พื้นบ้านสินะ)บ้าน หลังได้ยินเสียงรถที่คุ้นเคยของลุงเปี๊ยก
ล้อหยุดหมุนครั้งสุดท้ายก่อนจะออกจากหมู่บ้าน ผมเป็นคนก้าวขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย เอามือรั้งเหล็กจับท้ายรถอย่างเหนียวแน่น
หมุ่น(ศัพท์พื้นบ้านอีกแล้วเรอะ)ตัวออกเพื่อให้มองหารถคันหลังที่ตามมา....

หน้ารถคันเป้าหมายโผล่มาอย่างช้าๆ ทิ้งระยะห่างไม่ไกลนัก ผมสังเกตเห็นถึงเด็กผู้หญิงหัวหยิกนั่งหน้าตายอยู่ในรถ
เมื่อรถใกล้เข้ามาความเฉยชาของเธอก็ยิ่งชัดเจนขึ้น การกระชั้นของรถถ(เบิ้ล ถ ถุง ทำไม)ทั้งสองคันทำเอาผมหน้าแดง
จนไม่กล้าจะมองต้องก้มหน้าก้มตาด้วยความเขินอายและกลัวว่าจะมีคนรู้...

เมื่อแหงนหน้าขึ้นมาอีกที รถของลุงเปี๊ยกก็ถูกแซงไปซะแล้ว ความสุขของคนเรามันมาไวไปไวซะจริงๆ....


วันหลังใช้ศัพท์พื้นบ้าน ใส่เชิงอรรถด้วย แล้วไปคัดคำว่ารถมา 10 หน้า :58:

จักรี

ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

แอ้

น่ารักทั้งคนเขียนทั้ง พสอษ. เลยค่ะ.. + ไป

จักรีเขียนให้รวมเล่มได้ไปเลยนะ  :25:

จักรี

ได้ครับพี่แอ้ เป็นการรวมเล่มสอนภาษาวิบัติ  :52:


ผมตั้งชื่อหนังสือผมแล้วนะครับ


"สอนเกรียนเขียนเรื่องรัก"
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

Romzaikyu

แล้วซุมบ้าน กับ หมุ่น นี่แปลว่าอะรั้ย  :30: :30:

แอ้

สไตล์อุทิศ เหมะมูล, คำพูน บุญทวี ฯลฯ ไง้..
ไม่ต้องมีซัพไตเติ้ล ใส่มาเต็มๆ เลย   :56:

จักรี

#98
อ๋อๆ   เขียนผิดๆ  หมุ่น ก็ หมุน นั่นแหละ   :30:


ส่วน ซุม  ความหมายเดียวกับ ชุมโจร และ ซุ้มมือปืน ครับ  
นี่ ผมแยกไม่ออก ระหว่างภาษาพื้นบ้านกับภาษากลาง เลยนะนี่  :05:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

แอ้

 :30:  เอ๊า.. อุตส่าห์แก้ต่างแทน



อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 16 ต.ค. 2010, 21:49 น.
นี่ ผมแยกไม่ออก ระหว่างภาษาพื้นบ้านกับภาษากลาง เลยนะนี่  :05:

นึกถึงเพื่อนสนิทที่เป็นคนเชียงราย
ตอนมากรุงเทพฯ แรกๆ (ทั้งเราและมัน) ต้องคอยเช็คสำเนียงให้ตลอด ว่าเหน่อเชียงรายคำไหนบ้าง
เวลาจีบสาวจะได้ไม่พลาด  :30:

ปล. คนเชียงราย ไม่ว่าจะพูดภาษากลางชัดขนาดไหน จะเหน่อคำนึง คือ ยิ่มสิบ

Princekun

งั้นเวลาซื้อของ ควรซื้อให้เกินยี่สิบไว้ก่อนครับ

ประมาณว่า ถ้ามันยังไม่ถึง 30 นี่ต้องเพิ่มจำนวนสินค้าไปเรื่อยๆ


มันลำบากชีวิตไปไหมเนี่ย!!!
:30:
You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines