แฟนพันธุ์แท้พงศาวดารไทย (แตกหน่อ)

เริ่มโพสต์โดย 蓝月 (lán yuè), 08 ม.ค. 2008, 05:37 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

X11

อ้างคำพูดจาก: โอ๋ ระจัน...อันระ โจ๋ เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 16:50 น.
http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=dvshow&id=1608

ไม่รู้เว็บอะไร
แต่อ้างคุณ สุจิตต์ วงศ์เทศไว้
.......................................

ที่บ้านโนนวัด ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พบหลักฐานคนสุวรรณภูมิ
มีความต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่ 4,000 ปีมาแล้ว สืบจนปัจจุบัน

ความข้างต้นได้จากข้อสรุปของศาสตราจารย์ชาร์ล ไฮแอม นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยโอทาโก นิวซีแลนด์
ที่หนังสือพิมพ์มีรายงานไว้ (โพสต์ Today หน้า A8 ฉบับวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549) แต่คุณรัชนี
ทศรัตน์ อดีตนักโบราณคดี กรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้อำนวยการร่วมกับศาสตราจารย์ไฮแอมในการทำงานนี้
เคยมีรายงานไว้ก่อนนานหลายปีแล้วว่า

"จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านโนนวัดทั้งสามบริเวณ
พบหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเข้าอยู่อาศัยที่บริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหินใหม่ตอนปลาย ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก จนกระทั่งถึงสมัยประวัติศาสตร์
ได้แก่ ทวารวดี เขมร และอยุธยา น่าจะรวมถึงรัตนโกสินทร์จวบจนปัจจุบัน กินระยะเวลาตั้งแต่ 4,000
ปีเป็นต้นมา นับเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย"...

แอบอ้างไกลไปหน่อย
หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในสุโขทัยเองก็มีนะ เจอก่อนประวัติศาสตร์ที่วัดชมชื่น เมืองศรีสัชนาลัย เป็นโครงกระดูกที่เชื่อว่าจะอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และจากชั้นดินที่เป็นก่อนประวัติศาสตร์ก็มีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ โดยไม่ขาดตอน

ไม่แน่ใจว่ามีใครเอาข้อมูลตรงนี้มาเขียนหนังสืออะไรบ้าง ได้ลงไปดูหลุมขุดค้นนี้ตอนที่ไปสุโขทัย อย่างน้อยที่สุดก็เห็นได้ชัดว่าก่อนสมัยสุโขทัย ก่อนที่จะมีอิทธิพลเขมรที่ครอบครองดินแดนสุโขทัย มีผู้คนอยู่อาศัยในดินแดนนี้มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

ขยาย : ลักษณะการทับถมของดินคือเก่าสุดอยู่ลึกสุด ใหม่สุดคือชั้นบนสุด หรือชั้นที่เราอยู่อาศัย การพบชิ้นส่วนข้าวของเครื่องใช้ของมนุษย์ภายในชั้นดิน แสดงถึงการอยู่อาศัย  ชั้นดินว่างๆ แสดงว่าไม่มีคนอยู่ หรือแสดงว่าน้ำท่วม ลักษณะชั้นดินที่เป็นการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง คือไม่ว่าจะมีดินทับถมกี่ชั้นก็เจอชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาหรือข้าวของเครื่องใช้ ปะปนในชั้นดินต่อเนื่องกันขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่มีชั้นดินว่างๆ แทรก

iannnnn

ป้าหน่อยให้ข้อมูลยังกะคนจบโบราณแน่ะ :21:

X11


Dew Susansaraly

ผมเห็นด้วยกับวรรคสองของพี่เก้อเรื่องความตื้นเขิน ผมคิดว่าคนเราควรเริ่มด้วยความตื้นเขินคือเห็นคุณค่ามนุษย์เท่าเทียมกันก่อน ถ้าคิดอะไรที่ตื้นๆง่ายๆแบบนี้ไม่ได้ก็ไม่ควรจะเป็นมนุษย์ เมื่อความคิดพื้นฐานนี้อยู่ตัวแล้ว ค่อยคิดเป็นลำดับถึงการเทิดทูนในฐานะสถาบัน หรือปลื้มใจรักเคารพในฐานะของผู้ทำหน้าที่ของตนได้ดีเยี่ยมเป็นลำดับถัดไป

การจะย้อนพิจารณาประวัติศาสตร์ราชวงศ์ยุคสองสามรัชกาลก่อนนั้น ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถพิจารณาสถาบันในมิติที่เกี่ยวข้องกับพระราชจริยวัตรที่งดงามได้แค่เพียงประการเดียว  ไม่มากไม่น้อยเราจะเจอคำถามที่แทรกมิติของอำนาจ การต่อสู้อยู่มาก ผมไม่อยากจะพิจารณาเรื่องนี้ให้แน่ชัด  เพราะเกรงกลัวความเป็นจริงหลายๆอย่างจะไม่เป็นเหมือนที่คาดฝันไว้เพราะผมตระหนักว่าอำนาจทำให้คนเสีย อำนาจเด็ดขาดทำให้คนเสียอย่างเด็ดขาดเช่นกัน  ในช่วงเวลานั้นไม่ว่าฝ่ายใด  ผมคิดว่าก็ยากที่จะพิจารณาประวัติศาสตร์อย่างเที่ยงตรงและตรงใจเราแน่  ผมรู้แค่ปัจจุบันเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ดีก็เพียงพอเพื่ออนาคต  แค่นี้น่าจะเพียงพอ

บัดนี้พี่ระจันได้พาเรากลับเข้าประเด็นประวัติศาสตร์แล้ว ผมก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งครับ :46:

โล่ง

เก้อ

ดีใจด้วยคนครับ
สมกับที่พี่ระจันอยู่มาหลายรัชกาลแล้วจริงๆ :46:

I ROCK , THEREFORE I AM

Soris0ri

^
^

:30:


อาจารย์ซีร็อกซ์มาแจกให้อ่านค่ะเรื่อง
ประวัติศาสตร์โบราณคดี ที่ล้าหลังในมหาวิทยาลัย
คอลัมน์ สยามประเทศไทย
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

เรื่องต่างๆ ที่คนคนหนึ่งเห็นว่าสำคัญมาก แต่คนอื่นๆ ส่วนมากมักเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แล้วต่างก็โยนทิ้งไปต่อหน้าต่อตา บางครั้งยังสำทับด่าทอต่อว่าแล้วเยาะเย้ยถากถาง
อย่างสาดเสียเทเสียก็มี เช่น เรื่องคนไทยมาจากไหน

แรกๆ ไม่เข้าใจจึงมีอารมณ์อ่อนไหวตอบโต้ แต่นานเข้าก็ชินชาหน้าด้าน
แล้วด้านหมดตั้งแต่หัวถึงตีน จนไม่รู้สึกอะไรอีก

ฉะนั้น เมื่อแรกมีข่าวนายกฯบัญชาให้กระทรวงวัฒนธรรมชำระแนวคิดประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย
จึงไม่รู้สึกรู้สา ไม่น่าเชื่อว่าเป็นข่าวจริง ถึงจริงก็จริงอย่างลับๆ ล่อๆ หลอก ลวง พราง ฉะนั้นไม่เป็นไร ลืมเสียเถิด

แต่มีบทนำของ ข่าวสด (9 พฤศจิกายน 2550) ชื่อ แบบเรียนที่ล้าหลัง มีสาระสำคัญอย่างยิ่ง
อยากให้ได้อ่านกันมากๆ จะขอคัดมาพิมพ์ซ้ำ ดังต่อไปนี้

"คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า กระทรวงนำเสนอเรื่องการชำระแนวคิด
ในการเขียนบทเรียนประวัติศาสตร์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ตามที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดำเนินการ

โดยนายกรัฐมนตรีรับข้อเสนอแนะและประเด็นปัญหาจากนักวิชาการ
เกี่ยวกับแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันดังนี้ คือ

1.วิชาประวัติศาสตร์ไม่ได้รับความสนใจจากเด็กและเยาวชน เพราะเน้นท่องจำมากเกินไป

2.เน้นชาติพันธุ์นิยม จนไม่สนใจถิ่นเกิด ทำให้สับสนว่าคนไทยมาจากไหน

3.ไม่มีข้อมูลประวัติศาสตร์ก่อนยุคสุโขทัย

4.แบบเรียนกล่าวถึงแต่คนไทยสมัยต่างๆ โดยไม่พูดถึงคนไทยเชื้อสายอื่นๆ ที่อยู่ในประเทศไทย

5.ผลของการใช้แบบเรียนประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้ประชาชนและรัฐขาดความเข้าใจในรากเหง้าของตนเอง
และเกิดการกลืนสลายทางวัฒนธรรม ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกว่าถูกคุกคาม จนเกิดการต่อต้านและปัญหาความไม่สงบ

6.เมื่อศึกษาเน้นแต่เชื้อชาติไทย ทำให้สังคมขาดจิตสำนึกร่วม

7.หากไม่ใส่ใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จะทำให้สังคมและเยาวชนขาดความเข้าใจความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์
ที่ชาติของตนมีต่อชาติอื่นๆ ขาดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมได้


โดยหลังจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อจัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์ใหม่
ยึดตามวิถีชีวิตและความเป็นจริงของสังคม รวบรวมส่วนที่ขาดหายให้มาเชื่อมโยงกัน
เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนประวัติศาสตร์

แนวทางและความพยายามดังกล่าวเป็นเรื่องน่ายินดี และควรจะต้องเผยแพร่ให้สังคมได้ร่วมรับรู้และเกิดความเข้าใจร่วมกัน

อย่างน้อยในเบื้องต้นก็จะต้องชี้ให้เห็นว่า แบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีที่มาจาก "นิทาน"
ซึ่งแต่งขึ้นโดยอิงเนื้อหาประวัติศาสตร์บางส่วน มิใช่ประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามาจากหลักฐานและข้อมูล


และเนื้อหาที่คับแคบเนื่องจากใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางนี้เอง ที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา
ทั้งปัญหาความแตกแยกทางวัฒนธรรมในประเทศ หรือความขัดแย้งอย่างไร้สาระกับเพื่อนบ้าน
เพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เป็นเด็กเช่นนั้น

"แบบเรียน" เป็นหนึ่งในกระบวนการกล่อมเกลาและปลูกฝังความคิดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคสังคมยุคใหม่
ถ้าแบบเรียนบิดเบี้ยวแต่ต้น ก็คาดการณ์ได้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร

"จะปลูกฝังข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนหนึ่งจึงต้องเริ่มที่แบบเรียนนี่เอง"

ข้อความบทนำของข่าวสดที่ยกมานี้สำคัญนัก แต่น่าประหลาดที่สถาบันที่มีการเรียนการสอน
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดี ประวัติ ศาสตร์ศิลปะ จนถึงมานุษยวิทยา ที่ชอบตำหนิคนไทยอื่นๆ
ทั่วไปหมดประเทศว่าไม่รู้ประวัติ ศาสตร์โบราณคดีของตัวเอง กลับไม่มีปฏิกิริยา ไม่รู้สึกรู้สา
พากันเงียบเป็นเป่าสาก(กะเบือ)

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศนี้ ไม่เข้าใจโว้ย!

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
Las Noches Rubicundior

8e88

หนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านสบายและทำรูปเล่มอ่านง่ายสุด ผมยกให้ สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม
ส่วนใหญ่นักเขียนด้านประวัติศาสตร์เก่งๆจะเขียนให้ค่ายนี้เยอะ เช่น อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์, อ.สุจิตต์ วงศ์เทศ

ค่ายสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมมีหนังสือดีน่าสนหลายเล่มเหมือนกัน อย่างประวัติศาสตร์กัมพูชา, ประวัติพระเจ้าบุเรงนอง ของพม่า ก็ทำได้ข้อมูลปึ๊กดี แต่อ่านแล้วมันจะออกวิชาการมากไปหน่อย หนังสือประวัติศาสตร์อ่านมันส์ๆ แง่มุมน่าสนใจด้านประวัติศาสตร์ของค่ายนี้ แนะนำตามความชอบนะ เช่น

1.) สุโขทัยมาจากไหน บทสรุปจากตำราการคาดเดาต่างๆนาๆของนักประวัติศาสตร์ว่าคนไทยมีจุดกำเนิดขึ้นมายังไง .... เนื้อหาเล่มนี้อ่านสนุกมาก บทสรุปของเรื่องนี้ก็คืยุคก่อนยังไม่มีประเทศไทยอะไรทั้งนั้น ... สุโขทัย, ล้านนา, ล้านช้าง เป็นกึ่งๆพันธมิตรกัน ...ส่วนอยุธยาจริงๆแล้วก่อกำเนิดรัฐมาพอๆกับสุโขทัย แต่แรกเริ่มยังเป็นรัฐไม่ใหญ่โต หงิมๆ แต่พอช่วงท้ายยุคสุโขทัย อยุธยาเริ่มขยายอาณาเขต และรบกับสุโขทัยเพื่อแย่งชิงอำนาจ ทางล้านนาก็ช่วยสุโขทัยรบกับอยุธยา ....ไปๆมาๆก็อย่างที่เรารู้กัน ทั้ง สุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง เสร็จอยุธยาถูกกลืนเป็นแผ่นดินเดียวแล้วเรียกรวมกันว่า "สยาม" ....หนังสือประวัติศาสตร์หลายๆเล่มไม่ได้ถ่ายทอดช่วงที่อยุธยาทำสงครามกับสุโขทัยและล้านนามากเท่าไหร่ คงเพราะว่าปัจจุบันเป็นดินแดนในประเทศไทยเหมือนกันหมดแล้ว นำเสนอไปเดี๋ยวคนในชาติจะแตกแยก ....เล่มนี้อ่านง่ายและสนุก ภาพประกอบเยอะ

2.) ใครฆ่าพระเจ้าตาก เล่มนี้ออกมาหลายปีแล้ว เนื้อหาค่อนข้างกระฉ่อนเลยทีเดียว แต่หนังสือก็ไม่กล้าสรุปแบบฟันธงเท่าที่ควร จะเป็นไปแนวๆนำเสนอข้อมูลให้คิดตามสิ่งที่คนเขียนเสนอซะมากกว่า อาจจะเป็นเพราะมันจะดูกระทบกับสถาบันเบื้องสูงหรืออะไรก้ตาม เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างเรื่องพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสิน คือ เจ้าฟ้าเหม็น ที่ก่อกบฎขึ้นในภายหลังที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ก็มีเงื่อนงำเคลือบแคลงอยู่มาก

3.) King Mongkut หยุดยุโรปยึดสยาม เล่มนี้ผมโคตรชอบเลย อยากแนะนำให้อ่านกัน เป็นเรื่องราวการต่อสู้กับการล่าอาณานิคมของชาติตะวันในสมัย ร.4 ...อ่านแล้วรู้สึก ร.4 ท่านทรงพระปรีชามาก ตลอดสมัยแผ่นดิน ร.4 ประเทศสยามโดนคุกคามหลายต่อหลายครั้ง แต่บ้านเมืองเราก็ยังไม่เสียทีให้กับฝรั่ง .... หนังสือเล่มนี้ยังมีประวัติเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อ่านสนุกเกี่ยวกับสมเด็จพระปิ่นเกล้า  , การคิดแยกตัวออกจากอาณาจักรสยามของเขมร ซึ่งไปๆมาๆในแผ่นดิน ร.5 เขมรก็ได้แยกตัวออกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ แบบกึ่งๆเต็มใจโดยคิดว่าตนเองจะได้รับเอกราชภายหลังจากที่แยกจากสยามแล้ว ซึ่งความจริงก็คือเขมรโดนฝรั่งเศสมันเสี้ยมให้ออกห่างจากสยาม .....รวมไปถึงความเลวของชาติตะวันตกกับการล่าอาณานิคมและการทำสนธิสัญญาซ่อนเร้นเอาเปรียบชาติตะวันออก เรื่องสำคัญอีกเรื่องในเล่มนี้ก็คือประเทศฝรั่งเศสลักลอบนำโบราณวัตถุออกจากเขมรไปเป็นจำนวนมาก แบบไม่เกรงอกเกรงใจใครเลยสักนิด ..... เล่มนี้ก็อ่านง่าย แบ่งเป็นตอนๆไป ทยอยอ่านไปเรื่อยๆก็มันส์ดี

4.) สยามกู้อิสรถาพตนเอง เป็นเรื่องราวในสมัย ร.5 อ่านแล้วเหมือนภาคต่อจากเล่มข้างบน ว่าถึงการสูญเสียดินแดน รวมไปถึงสนธิสัญญาต่างๆนาๆที่ชาติเราโดนบีบบังคับให้ทำร่วมกับชาติตะวันตก ที่โด่งดังและส่งผลมาจนถึงปัจจุบันก็คือ สนธิสัญญาบาวริ่ง เป็นสนธิสัญญาที่ทำให้คนๆนึงไปหลบลี้อยู่อังกฤษได้แบบลอยนวล  :42: .... แถมเล่มนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ของกษัตริย์ไทยและต่างประเทศสอดแทรกไปด้วย เช่น เรื่องของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส (กษัตริย์ที่ถูกลืม), พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายของรัสเซีย ที่โดนปลงพระชนม์ทั้งครอบครัว แต่มีรัชทายาทองค์นึงรอดไปได้และไปอยู่แบบสามัญชนจนสิ้นชีวิต .... เล่มนี้ก็มันส์ดี อ่านแล้วไม่น่าเบื่อ

ใจจริงแล้วยุคประวัติศาสตร์ไทยที่น่าจะมันส์สุด มันน่าจะเป็นยุครอยต่อที่ชิงไหวชิงพริบ แย่งขั้วอำนาจ แย่งบัลลังค์กันอย่าง สุโขทัยผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจเป็นอยุธยา หรือ ยุคปลายอยุธยาในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง ที่บ้านเมืองเสื่อมสุดๆ เปลี่ยนรัชกาลทีต้องนองเลือดกันทุกทั้ง (ยุคนี้หาหนังสือประวัติศาสตร์อ่านได้น้อยมาก เพราะมันเป็นเรื่องน่าหดหู่) .... จบดื้อๆแค่นี้แหล่ะ ง่วงล่ะ  :30:

ณต

#97
เอาล่ะ ตูกลับมาแล้ว อาศัยช่วงคนอื่นนอนหลับนี่แหละ
แถวนี้เพิ่งสี่ทุ่ม  :42:

เรื่องคนไทย อันนี้เชื่อได้แน่ชัดจากหลักฐานต่างๆ
ว่ามีมนุษย์อยู่ในดินแดนนี้มานานมากแล้ว
แต่ต้องหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม
จากโครงกระดูกที่ขุดค้นพบ
เพื่อแบ่งแยกชนชาติในแต่ละยุคอีกที

ประเด็นต่อมา เรื่องการสืบสันตติวงศ์

ประเด็นแรก อย่าสับสนระหว่างลำดับชั้นของฐานันดรศักดิ์
กับลำดับในการสืบสันตติวงศ์นะครับ
เพราะลำดับของฐานันดรจะหมายถึงชั้นยศ
ดูได้จากลิงก์ที่คุณตั้งให้มาได้

อ้างคำพูดจาก: วันสว่าง เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 12:15 น.
ลำดับพระบรมวงศานุวงศ์ ในรัชกาลปัจจุบัน

http://hilight.kapook.com/view/19240


เท่่าที่อ่านมา
ลำดับของการสืบสันตติวงศ์
จะมาจากกฎมณเฑียรบาล
ซึ่งจะลงไปสู่ลูก ลูกของลูก เรื่อยไป
ถ้าไม่มีก็จะย้อนกลับมาที่ลูกของกษัตริย์ลำดับถัดไป
ถ้าไม่มีก็จะย้อนขึ้นไปอีก

อ้างคำพูดจาก: YURi+ เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 23:39 น.
รัฐธรรมนูญฯ แบ่งกรณีการสืบราชสมบัติเป็นสองกรณี คือ:

(๑) ในหลวงสวรรคต แล้วทรงตั้งมกุฎราชกุมารไว้;

(๒) ในหลวงสวรรคต แต่ไม่ได้ทรงตั้งมกุฎราชกุมารไว้ หรือตั้งแต่มกุฎราชกุมารนั้นไม่อยู่แล้ว.



กรณีที่หนึ่งชัดเจนครับว่า เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯแน่นอน

กรณีที่สองนี่น่าสนใจครับ
ถ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯไม่อยู่แล้วด้วยจะเป็นใคร
ถ้าตามกฎมณเฑียรบาล ก็จะเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ
ถ้าไม่มี พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ก็จะเป็น สมเด็จพระเทพ
เพราะเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในลำดับต่อไป

คำถามอยู่ที่ว่า ถ้าเป็นพระองค์เจ้าทีปังกร
ก็ต้องมีผู้สำเร็จราชการ ไว้ค่อยมาถกอีกทีว่าจะเป็นใคร

อ้างคำพูดจาก: YURi+ เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 23:39 น.

แต่กรณีที่สอง ก็ขึ้นอยู่กับว่า ครม. จะเสนอพระนามใครไม่ใช่หรอคะ.

แต่ก็ต้องตามกฎมณเฑียรบาลน่ะครับ
เว้นเสียแต่ว่าองคมนตรีจะใช้อำนาจตามใจชอบ


ประเด็นต่อมา
บางอย่างผมไม่เห็นด้วยนะครับ
ผมขอแสดงความเห็นย้อนขึ้นไปดีกว่า

อ้างคำพูดจาก: YURi+ เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 21:20 น.


         ยิ่ง ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล อีก ชอบออกมาพูดว่า "ในหลวงปกครองบ้านเมืองมาหกสิบปี"

ก็ไม่รู้ว่าในหลวงไปปกครองบ้านเมืองมาตั้งแต่เมื่อไรกัน เอาอำนาจที่ไหนมาปกครองไม่ทราบ

ไม่รู้จบ ดร. มาได้ไง



อำนาจหลักๆ ตามระบอบการปกครองมีสามอำนาจ
(ไม่นับรวมอำนาจมืด ต่างๆ  :37:)
คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ(ศาล)
อำนาจบริหาร เป็นที่เข้าใจได้ว่า อยู่ในมือนักการเมือง
อำนาจนิติบัญญัติ หลังจากรัฐสภาผ่านกฎหมาย
ก็ต้องทูลเกล้าเพื่อให้ลงพระปรมาภิไทย
ส่วนอำนาจศาล อันนี้ชัดเจน
เวลาศาลตัดสินอะไร จะบอกว่า
ในพระปรมาภิไทย........

นี่เป็นอำนาจ ที่ในหลวงใช้ ทางอ้อมๆ
ที่ใช้ในการปกครอง และใช้คานอำนาจ
เพื่อป้องกันนักการเมืองใช้ไปในทางมิชอบ
ของระบอบการปกครองบ้านเราครับ


อ้างคำพูดจาก: YURi+ เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 21:20 น.
แล้วคนไทยเองก็ชอบมองแต่ด้านดีของเจ้า เช่น ในหลวงไม่เสียภาษีเป็นพันล้าน พระพี่นางไม่เสียด้วย

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ชอบไล่ที่ทำมาหากินของประชาชนเพื่อเอาไปลงทุนอุตสาหกรรม ฯลฯ

เป็นต้นเนี่ย แทบไม่มีใครคำนึงถึง หรือคำนึงแต่ก็ทำเป็นไม่คำนึง

ความเห็นแบบเป็นกลางนะครับว่า สำนักงานทรัพย์สิน
มีรายได้ส่วนที่ต้องเสียภาษีและ ส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษี

และจริงๆแล้ว สำนักงานทรัพย์สิน เพิ่งจะมีรายได้เยอะ
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะรายได้ส่วนใหญ่
ก็จะเอาไปใช้จ่ายอยู่ในโครงการหลวงต่างๆ
ที่เอาไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

เรื่องไล่ที่ผมว่าน้อยล่ะ
เมื่อเทียบกับที่ดินทั้งหมด
ที่สำนักงานทรัพย์สินมี
และเมื่อเทียบกับเอกชน

และเมื่อสำนักงานทรัพย์สินมีการไล่ที่
ส่วนใหญ่ก็จะหาสถานที่อื่นรองรับให้น่ะครับ

อ้างคำพูดจาก: YURi+ เมื่อ 09 ม.ค. 2008, 21:20 น.

 ตลกมากค่ะที่มีคนพูดว่า "ถ้าไม่มีสถาบันนี้แล้วเราจะอยู่อย่างไร"

คนพูดกำลังหมายถึงตัวบุคคล ก็คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดยชฯ อะ ใช่ไหมคะ

ถ้าไม่มีคน ๆ นั้นแล้ว เค้าก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า ทำไมเราจะอยู่กันไม่ได้

ถึงในหลวงสวรรคตไป แต่ประเทศไทยก็ต้องดำเนินต่อไปอยู่ดี ไม่ได้หยุดไปเพราะการสูญในหลวง


         การที่เราฝังใจกับตัวบุคคลเนี่ยมันเป็นผลเสียนะคะ

เผื่อถ้าเปลี่ยนรัชกาล อาจมีใครหลาย ๆ คนรับไม่ได้ก็ได้ ใครจะไปรู้



ผมเห็นด้วยกับคุณยูริว่า การฝังใจกับตัวบุคคลเป็นผลเสีย
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือนักการเมืองคนใดคนนึง

แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ
สถาบันกษัตริย์อยู่คู่มากับคนไทยมาหลายร้อยปี
มันฝังรากลึกมาก ถ้าจะถอนให้สิ้นซาก ก็ต้องทำแบบจีน
คือเผาแม่งให้หมด ให้กลับไปเป็น พ.ศ. ศูนย์
อะไรที่เป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรม
ก็อย่าส่งเสริม ศาสนาก็ไม่ต้องมี

ปัจจุบันตอนนี้ ในหลวงเหมือนกับศูนย์รวมจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ไงครับ
เพราะจะให้ไปหวังให้นักการเมืองเป็นศูนย์รวมจิตใจคงยาก
หรือคุณยูริว่าได้ ลองมาถกกัน
ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ตอนนี้
เชื่อว่าจตุคามเป็นที่พึ่งได้มากกว่านักการเมืองด้วยซ้ำ

ความเห็นส่วนตัว
ผมว่าถ้าไม่มีในหลวง ประเทศเราจะแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
อย่างชัดเจน และแต่ละฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะ
ลดราวาศอกให้กันและกัน
ไม่มีใครฟังใคร
ถึงตอนนั้นพอจะเห็นภาพ
ของเขมรสามสี่ฝ่ายในสมัยก่อนไหมครับ
หรือ ดูอย่างเคนยาในตอนนี้ก็ได้

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปอยู่ดี
จะเปลี่ยนเป็นไทยเหนือไทยใต้
หรือล่มสลายเหมือนซูดาน
นั่นก็คงเป็นเรื่องของอนาคต
ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไปอยู่ดี

.............

ออกตัวทีหลังว่าผมไม่ใช่พวกคลั่งเจ้า
ส่วนตัวผม ผมถือว่า คนชั่วคือคนชั่ว
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือนักการเมือง

แต่บางครั้งเราต้องมองอะไรจากภาพรวม
นึกถึงเจตนาและผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้น
(กำลังเรียนเรื่อง Unbounded system thinking พอดี :30:)
เพราะบางทีข้อมูลบางอย่างที่ออกมามันจงใจ
ให้เห็นภาพแค่บางส่วนเท่านั้นเอง

โอ้ว ยาวเหลือเกิน........  :41:



เก้อ

ชัดเจนสุดยอดครับเฮีย

ผมว่า ไอ้คำว่า"ถ้าไม่มีสถาบันนี้แล้วเราจะอยู่อย่างไร"
มันมีความหมายทั้งตามตัวอักษร และไม่ตามตัวอักษร
ผมไม่คิดว่าคนที่พูดคำนั้นเขาจะหมายความตามตัวอักษรนะครับ
มันคงจะเป็นความรู้สึกเป็นห่วงสังคมไทยในภายหน้ามากกว่า
ล่ะมั้งครับ ซึ่งเป็นห่วงอย่างไร เพราะอะไร
คิดว่าของพี่ณตอธิบายชัดเจนแล้ว

เราคงไม่สามารถเอาแนวคิดจากคนอื่นเพียวๆ
มาแก้ไขปัญหาของสังคมเราเองได้
แนวคิดแบบประชาธิปไตยไร้เจ้า อย่างของอ.สมศักดิ์ เจียมธีรกุล
ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเหมาะสมกับสังคมไทยในตอนนี้
รากได้ถูกหยั่งลงลึกจนไม่อาจถอนได้ด้วยวิธีการธรรมดาทั่วไปแล้ว
และถึงอย่างนั้น ตราบใดที่เรายังมีในหลวงพระองค์นี้
หรือมีพระจริยวัตรแบบในหลวงพระองค์นี้ ผมก็ไม่เห็นความจำเป็น
ที่เราจะต้องทำแบบจีน ที่ขุดรากถอนโคนความเชื่อเก่าทุกชนิด
เพราะมันยึดโยงกันอยู่เหมือนหมุดที่โยงกันไขว้ไปมา
(ประธานเหมาว่าไว้)เขาจึงจำเป็นต้องถอนหมุดทุกตัว



มันเลยอ่านแล้วเป็นความไม่เห็นด้วย
ที่ยังไม่มีอะไรมารองรับว่าจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร
หรือทำให้ดีขึ้นด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร โดยที่สิ่งอื่นไม่คว่ำคะมำลงมาด้วย


ส่วนเรื่องไม่ควรฝังใจกับตัวบุคคก็เห็นด้วยอยู่แล้ว
จริงๆคิดว่าประชาชนทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าสังขารเป้นสิ่งไม่เที่ยง
ไม่มีทางที่เราจะยึดเกาะอยู่กับสิ่งใดได้ตลอด
แต่แบบเดียวกับที่ศาสนาพุทธ ที่มีคนนับถือและยึดในตัว
พระพุทธเจ้า ยึดในพระพุทธรูป มากกว่าคำสอน
ยังงั้นล่ะมั้งครับ มันไม่ดีหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่"เข้าใจได้"


พระพุทธศาสนาจำเป็นต้องมีพิธีกรรมคำสวด
ต้องมีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีพระพุทธรูป มีการกราบไหว้
ก็เพื่อน้อมนำให้คนเข้าหาศาสนา การที่เรามีเสื้อเหลือง
ก็เหตุผลแบบเดียวกัน เพื่อน้อมนำให้คนเข้าหาชาติ
ถ้าสังคมเรา คนทุกคนศึกษาพุทธศาสนาดดยไม่สนใจ
พิธีกรรม ไม่ยึดติดอยู่กับพระพุทธรูปเมื่อไหร่นั่นล่ะ
เสื้อเหลืองจึงจะหมดความหมาย แต่ของยังงี้
ไม่ว่าประเทศไหนก็ทำไม่ได้หรอก มันก็มีกันทุกประเทศ
จะเป็นรูปแบบไหนแค่นั้น













I ROCK , THEREFORE I AM

iannnnn

ถ้าจะให้ย้อนกันในวิชาประวัติศาสตร์กับผลเกี่ยวเนื่องของมัน ทางทฤษฎีผมเองไม่แม่นเท่าไหร่
แต่ในทางปฏิบัติก็คือ เรานับถือสถาบันนี้เป็นหนึ่งศาสนาเลยนะครับ
คำว่าเป็นศาสนานี่ก็น่าจะทำให้เข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้นมาหน่อย
นั่นคือเป็นระบบความเชื่อความภักดีที่มีศรัทธามารองรับ

และศาสนานี้ก็อยู่กับเรามานานเหลือเกิน
จนเป็นบ่อเกิดวัฒนธรรมเฉพาะชาติขึ้นเหมือนอย่างที่ศาสนาพุทธเป็น
หรือเหมือนศาสนาทุนที่มีต้นกำเนิดมาจากอเมริกา
ที่ตอนนี้เริ่มเผยแพร่(ขอไม่ใช้คำว่าเผยแผ่)เข้ามาในบ้านเราชัดขึ้นเรื่อยๆ
พอมันแพร่เข้ามาในหมู่การเมืองปั๊บ ทีนี้ล่ะ
ก็เลยมีนักลงทุนที่เอาการเมืองเป็นเครื่องมือ เพื่อเผยแพร่แนวคิดนี้
โดยการปฏิบัติเลย ด้วยความเข้าใจในหลักการของศาสนาทุน
(แปลเป็นไทยว่า ผลประโยชน์เพื่อกูและพวกพ้อง)
วิธีนี้กำลังได้ผลมากๆ มากในทางปฏิบัติที่ชัดเจนแต่ไม่มีการพูดถึง

เมื่อเทียบกับศาสนากษัตริย์นิยม(ที่ผมเองก็นับถือ)
จะเห็นได้ว่าเราก็ยึดติดที่องค์ศาสดา มากกว่าคำสอน หรือพระธรรม-พระวินัย
พักหลังๆ เราเลยได้เห็นนักวิชาการที่มาแนวเสรีนิยม
คือยืนพื้นด้วยความคิดแบบศาสนาทุน ที่ศาสนานี้ไม่มีการกล่าวถึงศาสดา
พอไม่ยึดติดกับศาสดา ก็เลยเสรีที่จะปฏิบัติตามแนวความเชื่อนี้

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนเริ่มเป็นห่วงสถาบันฯ และคนที่นับถือ(คนไทยเกือบร้อยละร้อย)
ว่าเมื่อเราเคยชินกับยึดติดที่ตัวบุคคลมากๆ เช่นนี้
(เหมือนกับที่เรายึดติดกับพระพุทธจนเฉยๆ ลืมๆ เบลอๆ กับกับพระธรรม)
คำถามที่ว่า เราจะอยู่อย่างไรโดยไม่มีสถาบันฯ ก็เท่ากับ เราจะอยู่อย่างไรหากไม่มีในหลวง?

คนในยุคพุทธกาลก็คงเคยถามแบบนี้มาก่อนเหมือนกันครับ
เราจะอยู่อย่างไรหากสิ้นพระพุทธองค์?
แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ ปั๊บ ตอนนั้นการที่มีองค์กรที่ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันก็ธำรงพระพุทธศาสนามาจนปัจจุบัน
จนมาเละเอาเมื่อเจอศาสนาทุนที่กลืนตัวเองเข้าไปในวัดนี่แหละครับ

ไม่น่าจะเพิ่งเกิดขึ้น ถ้าเราย้อนประวัติศาสตร์แค่เรื่อง ทุน ในวัด
ก็อาจขุดย้อนเจอว่ามีนานมาแล้ว แต่มันไม่ได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมขนาดนี้

อย่างที่ อ.นิธิบอกว่าการเมือง อำนาจของสถาบันสงฆ์ในบ้านเราตั้งแต่สมัย ร.5
ทำให้ระบบศาสนาพุทธของไทยเราฉิบหาย กลายเป็นสร้างกลุ่มอิทธิพลในวงการพระ
แล้วบิดเบือนคอนเซปต์ของศาสนามาจนเป็นแบบปัจจุบัน
(รู้สึกจะอ่านได้แว้บๆ จากอะเดย์ฉบับเชียงใหม่ที่มีน้องนานาลงด้วยนะ)

คุณเอ๋ย นี่แหละอิทธิพลของการล่าอาณานิคม
ที่เป็นพาหะของศาสนาทุน พากันเข้ามากลืนสิ่งดีๆ ที่มีในสังคมเราแต่เก่าก่อน
โอ้ว.. จำเป็นต้องรักชาติกันแล้วนะทีนี้

จนถึงวันนึงถ้าถึงวันที่เราไม่มีในหลวง
นั่นคือวันที่เรา(ชาวไทยเกือบร้อยละร้อย)อ่อนแอกันที่สุดแล้วครับ
ยังไม่อยากนึกภาพการเมืองตอนนั้นเลย ..ว่าจะหนักหน่วงกันแค่ไหน


ส่วนตัว - เรื่องแนวคิดแอนตี้รอยัลของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรกุล เหรอ..
อ่านแล้วมันทะแม่งๆ แฮะ คือแบบ ตอนนี้ประสาทยังรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิงเลย
เหมือนกับว่าเรานับถือศาสนานึงแล้วเขามาบอก เฮ้ย ศาสนาคุณไม่ดีอย่างงู้นอย่างงี้

นั่นแหละครับ :08:

ณต

เมื่อกี้คุยกันหลังไมค์กับเก้อ
เลือกข้างกันไปเรียบร้อยแล้ว

แอนเลือกข้างไว้หรือยัง  :37:

iannnnn

เฮ้ย มีซื้อตัวกันด้วยเหรอเนี่ย :14:

เก้อ

พอดีเก็งกันว่ามันจะต้องเกิดในช่วงเวลายี่สิบปีนี้มั้งครับ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้น เขาเชื่อว่านี่เป็นโอกาสดีที่สุดของเขาอยู่แล้วล่ะ
จะว่าไปก็ยากอยู่ เห็นๆกันอยู่ว่าคนไทยร้อยละเกือบร้อยก็คงยัง
ไม่เปลี่ยนไปไหนหรอก แต่ใครมันจะไปรู้ล่ะนะ


ผมและพี่ณตเลยคิดว่าก่อนถึงเวลานั้น เราจึงควรสามารถ
วิพากษ์วิจารณ์กันได้(ด้วยเหตุด้วยผล-อันนี้คงไม่ต้องย้ำ)
และควรทำคำตอบให้มันชัด เราจะอยู่กันยังไง
ไอ้ที่ถามว่า ไม่มีในหลวงแล้วเราจะอยู่กันยังไงนั่นล่ะ
มันประโยคคำถามชัดๆเลย ยังพอมีเวลาให้เราเตรียมคำตอบอยู่
ควรช่วยกันเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ

พระธรรมที่เราควรยึด มากกว่าตัวบุคคลนั้นคืออะไร
พูดง่ายๆ เตรียมสติปัญญาให้พร้อมในวันที่ไม่มีที่ให้ยึดนั่นแหละ
คงมีนักวิชาการเขาเล็งเห็นกันเยอะแล้วล่ะผมว่า
เยาวชนอย่างเราเป็นความหวังของสังคม(อันนี้เชื่อจริงๆ
เพราะผมไม่เชื่อคนรุ่นก่อนหน้าละ ไปเปลี่ยนไปทำไรเขาไม่ได้ละ)
เยาวชนแบบผมทำได้ก็คงเรื่องตั้งคำถามกันให้มากๆ ตอบคำถามให้เยอะๆ
เพราะงั้นใครถามหรือชวนผมคุยผมเรื่องนี้ ที่ไหนเมื่อไร
ผมยินดีแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีเหนื่อยไม่มีเมื่อย แย้งมายิ่งดี


อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เหตุการณ์เปลี่ยนแปลง
สำคัญๆของไทยมาเยอะแล้ว นี่มันกำลังจะเกิดขึ้นให้เรา
เห็นตรงหน้าแล้วแฮะ คิดไปคิดมาก็อดใจเต้นตึกตักเหมือนกันวุ้ย


นี่มันกระจู๋ประวัติศาสตร์นี่หว่า ไม่ใช่เรื่องอนาคตศาสตร์




I ROCK , THEREFORE I AM

โต


PalmySyd


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines