ศาสตร์แห่งการคิดไปเอง

เริ่มโพสต์โดย จ๊อบ, 25 ต.ค. 2009, 03:02 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

จ๊อบ

บอกไว้ก่อนว่าเนื้อหาในนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลนะครับ
ไม่รู้ว่าจะไปซ้ำซ้อนกับกระจู๋ไหนรึเปล่า ขอตั้งไว้ก่อนแล้วกัน

ประเด็นคือตอนนี้ผมเรียนถาปัด อยู่ปีสาม ยอมรับว่าฝีมือก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย

คือว่าหลังจากที่ได้เรียนและได้พบเจออะไรต่างๆมามากมาย การเรียนเกี่ยวกับความสวยความงาม
ผมว่าเรื่องทั้งหลายเนี่ย มันเป็นการคิดไปเองของเจ้าของงาน และการเห็นพ้องต้องกันของคนรับชมด้วยเป็นส่วนใหญ่รึเปล่า

ผมเคยถามเพื่อนคณะอื่นว่าไอ้ตึกdigital gate wayที่สร้างใหม่ที่สยามเนี่ยมันสวยมั้ย
(ยอมรับว่าผมเองไม่ชอบ)เพื่อนมันก็บอก ก็ตึกอ่ะ ไม่เห็นมีอะไร ก็แปลกดี
สเปซข้างในเป็นยังไงบ้าง? รู้สึกอะไรมั้ย? อลังการ?
เพื่อนก็บอก ไม่รู้ ก็ตึกอ่ะ
แล้วสวยมั้ย?
ก็ไม่รุ้ แต่ก็แปลกดี ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ยังใหม่ๆอยู่

แต่พอมาคุยกับเพื่อนในคณะ นี่มีเรื่องคุยกันยาวเลยครับ
ขนาดทางเดินแคบไป circulationวกวน แปลกๆ ทางเข้าร้านก็ยังไงๆอยู่

เอ่อ สรุปว่าที่ผมเรียนๆกันไปเนี่ย ออกแบบกันมาเนี่ย พวกเรา+อาจารย์นี่กำลังคิดไปเองรึเปล่า
พวกความสวยงามอะไรต่างๆ มันคืออะไรกันแน่ ทำๆไปแล้วคนอื่นเค้าไม่เห็นรู้สึกกันเลยจริงป่ะเนี่ย

เมื่อมาอยู่หน้างานจริงๆ การก่อสร้างนี่เค้าคำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่ามากกว่าความสวยงาม?

ยุนเอ



ทำให้สวยจนไม่ได้รู้สึกตัวไงครับ

เหมือนตึกห้องแถวอะไรเนี้ย ความกว้างความสูงของห้อง
คนที่เข้ามาอยู่จะรู้สึกได้นะครับ ว่าอึดอัด สบายๆ โอ่โถง
ถ้าความสบายๆ เป็นความสวยงามอย่างนึง

ห้องนั้นก็สวยดีนะครับ

อย่างสนามรังนกของจีน
ถ้าเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เหลี่ยมๆ ไปเลย
มันกก็คงจะสวยแบบเหลี้ยมๆ อีกเช่นกัน
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

iannnnn

เออ เรื่องนี้น่าสนุก :25:
ไว้เดี๋ยวจะมาร่วมถกด้วยครับ

จ๊อบ

ขอบ่นเรื่องdigital gate wayไว้ในนี้หน่อยครับ
ไม่รู้ว่ามีใครเคยไปเดินทั่วรึยึง

ไอ้การที่เอากระจกมาทำเป็นกันสาด ทำเป็นหลังคานี่ ดูยังไงผมก็โคตรจะไม่ชอบเลย
เกลียดมาก
ไอ้กันสาดชั้นล่างตรงทางเข้าชอปของแอปเปิ้ลอ่ะ ตอนสร้างแตกไปกี่แผ่นแล้วก็ไม่รู้
แตกจริงๆ ผมเห็นอ่ะ น่าจะเป็นเพราะของตอนก่อสร้างหล่นลงมา
แล้วทางเข้าตรงมุมนั่นก็โคตรขัดใจเลย

ยิ่งไอ้กระจกสามเหลี่ยมที่เอามาทำหลังคา ที่เหมือนถั่วต้มอ่ะครับ
มันหล่นลงมาแล้วแผ่นนึง :07:
ดีนะหลุดออกมาข้างนอก ตอนที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ
ตอนนั้นเดินจากรถไฟฟ้าจะไปมหาลัย เดินด้านนอก เห็นเค้าเอาเชือกมากั้น แล้วมีเศษกระจกอยู่ที่พื้น
เดินอ้อมๆออกมามองไปข้างบน แม่งโหว่ไปช่องนึง :07:
นั่นไงล่ะ...

บิ๊กเล็ก

"Beauty is in the eye of beholder"

ความสวยมันไม่มีตัววัดแน่นอนหรอกครับ
ขึ้นอยู่กับความชอบ และทัศนคติของแต่ละคน

เหมือนเช่น เวลาเราถ่ายรูปออกมา
เราคิดว่ามันสวยมากๆ เลย เป็นรูปเด็ดดวงมากๆ

แต่พอเอาไปให้คนอื่นดู เค้าอาจจะบอกว่า ก็ธรรมดา
ไม่เห็นมีอะไรเลย

และบางทีเราอาจจะมองรูปภาพของเค้า ก็อาจจะไม่สวยก็ได้  :37:
ตัวคนเดียว :]

Ah!

ผมชอบอันนี้ครับ

อ้างคำพูดจาก: คนตาบอดข้างเดียว เมื่อ 29 ก.ค. 2009, 14:44 น.
เราบอกกันว่า อาหารอร่อยไม่อร่อยมันก็แล้วแต่คนกิน
แต่ว่าอาหารที่มันไม่อร่อยนั้นมันก็มีอยู่จริง

:56:
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

Romzaikyu

ความสวยงามมันแทรกอยู่ในทุกองค์ประกอบของธรรมชาติรอบตัวนั่นแหละนะ
บางทีของบางอย่างเราไม่เคยเห็นว่ามันสวยหรอก แต่เราก็มองมันได้ไม่เบื่อ
แต่ถ้าต้องไม่เห็นมันนานๆ หรือ ไปเห็นอะไรไม่สวยมา วันนึงกลับมามองมันแล้วก็รู้สึกว่าสวยนี่หว่า

เต่ามาก

มองดีๆ ลุงร่มก็สวยนะครับ ลุงอ๋าก็น่ารัก
อร๊าง~ ผมไม่ได้คิดไปเองชิมิเนี่ย  :56:

iannnnn


เก้อ

#9
อ่านคำตอบผมในกระจู๋ทำไมต้องเรียนออกแบบครับ :37:

ตอบจริงจังสักหน่อย

แน่นอนว่าของทุกอย่างในโลกคือสิ่งสมมุติ
ความงาม ความอร่อย ความไพเราะ ทั้งหลายคือค่าสมมุติ
แต่ก็เช่นเดียวกับทุกเรื่อง ที่กระดาษแผ่นสีเทา สีม่วง สีแดง
มันมีมูลค่าในการจับจ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนก็คือการสมมุติ
รวมถึงวัตถุสีเลืองอร่ามที่เราเรียกว่าทอง ที่ใช้เป็นฐาน
ในระบบการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐศาสตร์ เป็นฐานในการคำนวนค่าเงิน
ความร่ำรวย นำมาใช้จัดระบบเศรษฐกิจของโลก...นี่ก็เป็นการสมมุติ

แต่เป็นการสมมุติจากการที่มนุษย์ทั้งหลายในโลก
เห็นว่าไอ้ทองเนี่ย มันสวยงาม และมันหาไม่ได้ง่าย
ค่าของมันจึงเกิด มนุษย์เรามีค่าสมมุติร่วมกันว่าทองมันงาม
ระบบการเงินโลกจึงใช้มันมาเป็นแกนการจัดระบบ

ไม่ว่าเราจะเห็นว่าทองมันสวยหรือเปล่า แต่โลกถูกหล่อหลอม
โดยความงามของมันมาแล้วนับพันปี ค่าสมมุตินี้ใช้งานและปลูกฝังมาจนปัจจุบัน
(ถึงปัจจุบัน ความงามมันถูกโยงอยู่กับมูลค่าของมันมากกว่า
แต่ก็อนุโลมให้ว่า แรกเริ่มเดิมทีมันมาจากความงามก่อน)

ตอบคำถามครับ ทุกอย่างก็เป็นค่าสมมุติทั้งนั้นในโลกใบนี้

ในการออกแบบ
ค่าสมมุติไหน ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นสุข ค่าสมมุติไหนทำให้เราเป็นสุข
หรือแค่คนกลุ่มเด็กแว้นมีความสุข(ก็ใช้สีแปร๋นๆไปเลยดิ๊)
หรือกลุ่มศิลปินด้วยกันมีความสุข(ทำมันนามธรรมสุดๆไปเลย ซิมโบลิคเหี้ยๆ)
หรือนักออกแบบด้วยกันมีความสุข(โชว์คอมโพสจัดๆล้ำๆแม่งซะ)
หรืออาจารย์คนตรวจมีความสุข(อาจารย์แม่งชอบเรียบๆกริดเนี้ยบๆเอางี้มันเลย)
หรือจะเอาให้เราคนเดียวมีความสุข หรือจะเฉลี่ยระหว่างหลายอย่าง-อย่างไหนบ้าง
เรามีหน้าที่เลือกของเราเองครับ

และเราก็ควรทราบผลลัพธ์ของการเลือกนั้น ว่านำไปสู่อะไร
การเลือกเหล่านี้นี่ล่ะครับ ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นหรือย่ำอยู่กับที่(อาจจะห่วยลงในบางโอกาส)
หรือที่เรียกว่า พัฒนาฝีมือ นั่นแหละ การมีความสงสัยเหล่านี้นี่แหละ
ที่จะนำไปสู่การเลือกที่ระมัดระวัง ดู คิด พิจารณา ฝึกฝน ลองทำ แล้วเลือก
ถ้าเราตัดสินใจเลือกมันด้วยตัวของเราเองนะครับ
สุดท้ายเราก็จะพัฒนาไปในหนทางที่เราต้องการเองครับ

มันก็มีนะครับ คนที่รอให้คนอื่นเลือกให้อย่างเดียว
หรืออย่างตอนเรียนก็เลือกตามที่อาจารย์ว่าอย่างเดียว
แต่อาจารย์สอนออกแบบที่ดี จะไม่ทำยังงั้นครับ จะไม่มาบอกว่าคุณต้องทำงี้ๆเดินทางนี้เท่านั้น
เขาจะชี้ให้เราเห็นทางเลือก และอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก
อาจจะเชียร์บางทางเลือก แต่สุดท้าย เขาไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของเราครับ
เขาแค่รอให้เกรดกับการตัดสินใจของเรา :30:

ซึ่งการให้เกรดนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของงานออกแบบนั้นๆ ซึ่งข้อนี้มันไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์
เราสามารถถกเถียงได้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความงามสัมบูรณ์-Absolute Beauty ก็จริง
แต่คุณค่า(และการประเมินคุณค่า)ของงานออกแบบ มันไม่ได้อิงอยู่กับความงามอย่างเดียว
ส่วนนึง มันจึงมีความถูกต้องเชิงสัมพัทธ์ คือ ความถูกต้องภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
(เช่น การอ่านออก ขนาดของฟ็อนต์ การสื่อความหมาย ฯลฯ)ไอ้ค่านี้นี่แหละครับ
ที่เขาเอามาให้เกรดเราครึ่งนึง อีกครึ่งนึงก็คุณค่าความงามอันเป็นค่าสมมุติที่น่าปวดหัวนี่แหละ

เริ่มวนละ จบดีกว่า
ว่าจะตอบนิดเดียว มือมันพาไป :08:
I ROCK , THEREFORE I AM

iannnnn

:25: จานเก้อ


เห็นในบล็อกของใครสักคน (ไม่แน่ใจว่า keng.ws ไหม)
มีแปะภาพกระจกร้าวตรงห้างตัวหนอนที่สยามด้วยครับ
แต่ตั้งกะห้างเปิดมาตูยังไม่เคยไปเดินเลยแฮะ (เคยแต่ตอนที่มันยังไม่เสร็จดี)

นักศิลปะ

งานออกแบบของผม สิบคนชอบเจ็ดคน อีกสามคนไม่ชอบ
ผมเอาแล้ว
ขายได้แน่นอน

งานเขียนหนังสือของผม
สิบคนชอบสองคน
ผมก็เอาแล้ว
สุดท้าย
เจ๊ง
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

iannnnn


ตอ

ผมก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครับ
ง่ายๆเลยคือไปดูหนัง

นั่นกันอยู่สองคน พอหนังจบ
ผมหันไปกำลังจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เจ๋งดีหวะ
แต่ก่อนที่ผมจะอ้าปากพูด เพื่อนผมก็บอกว่า
"ไม่ชอบเลยอ่ะ  :39:หนังอะไรวะเนี่ย...."

ตอนแรกก็คิดว่าจะเถียงมันนะครับ
แต่คิดไปคิดมา ผมก็เคยแย้งในสิ่งที่เค้าชอบเหมือนกัน

ก็นั่นแหละครับ..
"Beauty is in the eye of beholder"

ส่วนตัวผมคิดว่า งานอะไรก็ตามหรือสิ่งไหนก็ตามที่คนชอบ/เห็นว่าดี
...เพราะมันมีความพอดีในตัวเอง


//อันนี้นอกเรื่องครับ
บางทีผมออกแบบงานแล้ว ทิ้งไว้สัก ระยะหนึ่ง
พอกลับมาดู... ทำไมมันแปลกๆวะ

เหมือนกับงานเขียนเลยครับ อาจารย์บอกว่าเวลาแปลงานเสร็จให้ทิ้งไว้งั้นแหละ สักข้ามวันแล้วค่อยมาอ่าน
มันจะเห็นเองว่าตรงไหนควรปรับ ตรงไหนควรตัด

อ่าว...เริ่มเวิ่นเว้อ
พอแค่นี้ละกันครับ :56:
DiggityDaw aka วัวโหดด

คนตาบอดข้างเดียว

ทำไมเขาเอาพี่เคน ธีรเดช ไปเล่นเป็นพระเอก
ทำไมเขาไม่เอาผมไปเล่นแทน ทั้งๆที่มีหูมีตามีปากมีจมูกเหมือนๆกัน 555

เรื่องความสวยงามลงตัวมันมีอยู่จริง ซึ่งคนทั่วๆไปก็จะรู้สึกได้แม้ว่าจะไม่ได้จบอ๊าทมาครับ
ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines