ศาสตร์แห่งการคิดไปเอง

เริ่มโพสต์โดย จ๊อบ, 25 ต.ค. 2009, 03:02 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

นักศิลปะ

เหมือนตะก่อน ผมว่า แวนโกะฮ์ มันเก่งตรงไหน ฮาๆๆ

โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

เก้อ

อ่านของอาจารย์เต้ยแล้ว เข้าใจกระจ่าง

เข้าใจได้ว่า นักเรียนที่ได้คะแนนไม่ดีน่าจะมี 2 อย่าง
คือขี้เกียจ-โง่ กับพวกขยันแต่เดินผิดทาง
ตอนเรียน อาจารย์ก็คงคิดว่าเราจะมีคำถามพวกนั้นมั้งครับ
ว่าไอ้สิ่งที่เขาอยากให้เรียนรู้วเป็นพื้นฐานพวกเนี้ยสำคัญแค่ไหน
พวกเอ็ง อย่าพึ่งเปรี้ยว ดูนี่ซะก่อน



อันนี้ภาพเขียนของปิกัสโซ่ เด็กประถมก็วาดได้มั้ง


ดูก่อน ท่านผู้เจริญ
ดูอีกภาพ



เออ ดูแล้วก็ตาสว่าง ว่าทำไมเขาต้องให้เราเรียนอะไรๆตั้งเยอะ
ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ในการออกแบบได้ยังไง

I ROCK , THEREFORE I AM

Ah!

อ้อ ต้องเหลือจู๋ไว้นี่เอง
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

iannnnn

จู๋สำคัญกว่าหัวอีกอะคิดดู

อิคคิว

ผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่างานออกแบบส่วนมากเค้าดูผลสำเร็จหรือดูวิธีการคิดหรือดูที่ชื่อเสียง? 

สมมุติว่าถ้าโปสเตอร์นี้ไม่มีใครรู้ว่าjohn lennonเป็นคนทำหรือถ้าผมเป็นคนทำโปสเตอร์แบบนี้ไปส่งอาจารย์จะเกิดอะไรขึ้น?

เก้อ

สิ่งที่คนเขาดูกันในรูปนี้ ไม่ใช่ความงามของคอมโพส
ไม่ใช่การจัดไทโป ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น
เขากำลังดู"ข้อความ"ที่ 2 คนนี้สื่อสาร

ข้อความที่ไม่ได้หมายถึง คำ แต่หมายถึงอุดมคติที่พวกเขาอยากบอกคนทั้งโลก
การประเมินค่าเรื่องความงามจึงแทบไม่มีความหมายครับ

การออกแบบทั้งหลายบนโลก ก็มีไว้เพื่อการสื่อสาร
เราถึงเรียกศาสตร์ด้านนี้ว่า Visual Communications
คือการสื่อสารด้วยการมองเห็น เราใช้หนทางใดไปถึงก็ได้ ถ้าทำให้การสื่อสารนั้นสัมฤทธิ์ผล
วิธีการหนึ่งก็คือการดึงดูดสายตาผู้คนด้วยความงาม
แต่อย่าลืมว่านี่เป็น"วิธีการหนึ่ง" ในอีกร้อยพันวิธี
คิดว่าทุกคนคงเคยเห็นพวกฟอร์เวิร์ดเม็วที่เขียนการ์ตูนหัวไม้ขีด
หาความงามอะไรไม่เจอเลย แต่ก็ฮิตถูกใจคน
เพราะมันมีวิธีการเล่าที่ส่งผลกระทบต่อคนดูมาก
หรือการ์ตูน 4 ช่องของหมอแมวก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัด

เหล่านี้คือวิธีการสื่อสาร เขาไม่ได้มองว่าในภาพนั้นคือโปสเตอร์ดีไซน์
แต่เขามองข้อความที่ทั้งสองส่งมาให้ผู้ชม ซึ่งสิ่งที่ยันอยู่หลังข้อความนั้น
ก็คือ บทเพลงที่เป็นอมตะและอุดมคติของเลนนอน ที่เขาทำมาทั้งชีวิต
บทกวีของโยโกะ วิถีชีวิตที่บริสุทธิ์สัมผัสใจคนของทั้งคู่ กิจกรรมทางสังคมต่อต้านสงคราม
ที่ทั้ง 2 อุทิศเวลาทั้งหมดให้ในช่วงนั้น รวมถึงกิจกรรมประท้วงบนเตียง(นอนบนเตียงไม่ลุกไปไหนเพื่อประท้วงสงคราม)
ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ข้อความนั้นมันหนักแน่น และส่งผลกระทบใจผู้รับสาร
ยิ่งกว่าองค์ประกอบที่สวยงามหลายเท่าครับ

และนั่นเป็นข้อจำกัดที่ดีไซน์ไม่อาจล่วงล้ำไปถึง และไม่มีวันทำได้
การออกแบบ ไม่ได้มีอุดมคติในตัวของมันเอง ถ้าหากมันจะมี
ก็คือไปรับใช้อุดมคติอื่นเท่านั้นครับ ผมเชื่อยังงั้น


I ROCK , THEREFORE I AM

iannnnn

พิมพ์มาตั้งนาน เด้งทีหายหมด :05:
เลยลืมเลย




เอาเป็นว่าตูไม่ได้ฟังเพลงฝรั่ง ไม่ได้อินอะไรสักนิดกับเลนนอน (หรือแคนอนเองก็เถอะ)
แต่ให้รู้ไว้ว่าบางทีเราไปตัดสินภาพจากที่ตาเห็นโดยไม่ได้สนใจสารนั้นๆ เลย ไอ้นั่นก็ไม่ถูก
อย่างกรณีของภาพนี้ถ้าไม่ได้รับรู้ว่าทำไมเขาโชว์ป้ายนี้ ทำไมมันดังเหรอ มันสวยยังไงวะ ฯลฯ
เอ๊า อยากรู้ก็ลองหาที่มาที่ไปดูสิครับ แล้วจะเริ่มอึ้ง (อย่างที่ตูก็อึ้งหลังจากได้รู้ผ่านหนังสือ Design+Culture ของคุณประชา สุวีรานนท์)

เหมือนกับเห็นเก้าอี้ร้านก๋วยเตี๋ยวว่าเฮ้ย ทำไมต้องใช้เก้าอี้กระจอกๆ นั่งพิงก็ไม่ได้
ไมไม่เอาแบบนวมๆ ล่ะ (พูดเสร็จแล้วก็วิ่งหายไปไม่รอฟังคำตอบ :30:)





อ้ะ ลองดูภาพนี้สิ (ตอนแรกยังไม่ต้องอ่านข้อความประกอบนะ)
แล้วนึกดูว่าตัวเองรู้จักเหตุการณ์นี้ไหม รู้จักดีแค่ไหน (ยิ่งไม่รู้จักยิ่งดี)
แล้วทำไมภาพนี้จึงเป็นตำนาน มันเจ๋งตรงไหนวะ???? เอ๊อออออ



อ้ะ เสร็จแล้วลองอ่านข้อความประกอบ แล้วไปหาอ่านเพิ่มเติมเอาความรู้เรื่อง 14 ตุลา (เอ๊ะหรือ 16 ตุลานะ??)
นั่นแหละๆ แล้วจะเก็ตในศาสตร์แห่งความไม่คิดไปเอง เก็ตในพลังของสารตัวนี้จ้ะ

จ๊อบ

 :46:ได้รู้อะไรอีกเยอะเลย

อิคคิว

 ผมก็อ่านมาจาก Design+Culture แหละครับแต่ที่สงสัยคือถ้าคนๆนึงที่ไม่เป็นที่รู้จักเลยแล้วทำงานออกแบบชิ้นนึงขึ้นมาเพื่อสังคม เพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า กับคนอีกคนนึงซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากทำออกมาเหมือนกันเลยเพื่อเหตุผลเดียวกันทำไมคนส่วนมากถึงยอมรับและพยายามหาgimmicในงานของคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่มีชื่อเสียงถ้างานก็ก็ว่าสวยแล้วก็ผ่านไปถ้าไม่มีคนที่มีชื่อเสียงมาชมก็ไม่ได้ดูหรือพยายามเข้าใจ สรุปคือคนส่วนมากดูงานนี่ดูชื่อคนสร้างหรือคนวิจารณ์ก่อนดูผลงานหรอครับ?   2คนนี้ไม่ได้งานกันนะครับแค่เอามาแทนที่กันเฉยๆ :08:อธิบายแบบเห็นภาพไม่ได้แฮะ
ยกตัวอย่างคือสัญลักษณ์ของไนหี้ถ้าไนกี้ไม่ได้จะมีคนมานั่งตีความไหมครับว่าเป็นปีกของเทพเป็นเครื่องหมายของชัยชนะ

iannnnn

งานดีไซน์มันคือการสื่อสารประเภทนึง ที่เอารสนิยมไปครอบน่ะ

เวลาสื่อสารกับเป้าหมาย เป้าหมายของเราคือใคร
เขาควรรู้ได้แค่ไหน อันนี้ดีไซเนอร์ต้องตระหนักอยู่แล้ว

เรื่องปีกนางฟ้าของไนกี้ ตูเองยังไม่รู้เลย
รู้แต่ไอ้เส้นตวัดๆ นั่นคือไนกี้ ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว :52:
อ้าวแล้วใครล่ะที่รู้ ก็คนอย่างอิคคิวไง ที่เรียนออกแบบมา
ทีนี้หน้าที่ของคนที่เรียนมา ก็คือสนใจมันละ ว่าเฮ็ย ปีกนางฟ้าได้ไงวะ

สังเกตว่าทุกเคสมันจะเป็นแบบนี้แหละ
ทำสารขึ้นมาชิ้นนึง ดูว่าเป้าหมายของการสื่อสารมีกี่กลุ่ม
แล้วจะให้เขารู้อะไรมั่ง ตื้นลึกแค่ไหน ทำได้สำเร็จไหม ถ้าสำเร็จก็ เย้!


เพลงอินดี้เอย หนังอาร์ตเอย งานศิลป์เอย มันเลยมีหลายระดับไง
หนังพี่เจ้ยที่ว่าดีนักดีหนา มันเลยเป็นความดีสำหรับคนที่เข้าใจสารนั้นไง
ในขณะที่หนังการ์ตูนพิกซาร์ เด็กห้าขวบดูหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ในขณะที่คนแก่ดูน้ำตาไหลริน


คนที่จะทำอย่างพิกซาร์ได้เนี่ย แม่งโคตรเจ๋งเลยนะ :12:

เก้อ

ผมว่าคำตอบเรื่องนี้ก็คล้ายๆกันกับเรื่องอื่นๆนะครับ

ถ้าเอาคนมีชื่อเสียงมาพูด คนก็ฟังมากกว่า
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เอาคุณณัฐไปเล่น
กับพี่เคนไปเล่นใครจะฟังมากกว่ากัน สมมุติว่าแสดงได้ดีเหมือนกัน
หรือแม้แต่ด้านวิชาการถ้าผมเห็นชื่อ อ.นิธิ สฤณี(คนชายขอบ)
หรือไมเคิล ไรท์ ผมก็จะอ่านก่อนประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
ถึงแม้เมื่ออ่านเปรียบแล้ว ผมจะรู้ว่าคุณประสงค์ก็เขียนวิเคราะห์อะไรได้ดีก็เถอะ

เวลาเราเห็นแบบอักษรแบบอาลักษณ์ สิ่งที่เราจะนึกถึงก่อนคือ
ความเป็นไทย ราชการ อะไรยังงี้ใช่ไหมครับ ราชการถึงชอบใช้ฟอนต์พวกนี้
ของทุกอย่างมันมีความหมายติดตัวทั้งนั้น แม้แต่กับคนก็เหมือนกัน
ทุกคนพกพาความหมายบางอย่างติดตัว หมอแมวเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ตอบพวกเกรียน
ผมก็ว่าผมและคนทั่วไปก็ต้องอ่านและเชื่อของหมอแมวมากกว่าอยู่แล้ว
หรือแม้แต่เวลาเราเห็น SS เป็นรูปมิยาบิ เราย่อมกดโหลดก่อนแอบถ่ายใครไม่รู้ ที่เราไม่รู้จัก

ประสบการณ์นั่นเอง ที่ฟอร์มความหมายเหล่านั้นขึ้นมาในใจเรา
และมันก็เป็นแบบนั้นกับทุกเรื่อง แม้แต่กับเราที่ไม่ชอบและตั้งคำถามกับมัน
เราก็เป็นโดยไม่รู้ตัว และเป็นกับแทบทุกเรื่อง ผมว่ามันไม่ใช่ของผิดปกติอะไร
ถ้าในแง่การออกแบบ ผมนับมันเเป็น"ข้อจำกัด"ในการออกแบบ ที่เราจะต้องเอาชนะ
มากกว่าจะเป็นความสงสัยที่ไม่ว่าจะหาคำตอบยังไง มันก็เป็นยังงั้นของมันเหมือนเดิม(และที่สำคัญ เราเองก็เป็น)

ปล.คุ้นๆว่าเคยอ่านบทความ Design+Culture นั้นเมื่อนานมากกกกแล้วในมติสุด
พึ่งนึกออกตอนพี่แอนบอกนี่ล่ะ (แต่จำเนื้อความไม่ได้เลย)

I ROCK , THEREFORE I AM

iannnnn

ของเก้อพูดคล้ายๆ ว่า
ที่เราเลือกซื้อของ(โดยเฉพาะเสื้อผ้าเสื้อผ่อน)เนี่ย
เพราะยี่ห้อ เพราะฉลากของมันมากกว่าฟังก์ชันประโยชน์การใช้สอยใช่มะ

นี่ยิ่งตอกย้ำถึงความไร้รสนิยมด้านแฟชั่นของตูยิ่งนัก :3005:

อิคคิว

#42
 :25:+ทั้งพี่แอนและพี่เก้อเลยครับ  อย่างงี้งานออกแบบส่วนมากก็เอาแค่ให้ตอบโจทย์ที่ได้รับก็พอหรอครับคือสื่อกะtarget groupรู้เรื่องและสวย(ในสายตาของtarget group)
gimmicหรือทฤษฎี ไม่ต้องสนใจเพราะยังไงคนส่วนมากก็ไม่ได้ดูหรือไม่ได้สนใจที่จะหาความหมายในงานอยู่แล้ว
อย่างตอนปี1ผมเรียนมาว่าไม่ควรใช้สีคู่ตรงข้ามในงาน พอมาปี2จารย์เอางานมาให้ดูบอกดูคนออกแบบคนนี้สิดูเขาใช้สีคู่ตรงข้ามทำให้งานมันคอนทราสน่าสนใจดี หรืออย่างตัวหนังสืองานที่เป็นminimalก็มีควรใช้ตัวหนังสือที่เป็นminimalแต่พอมีศิลปินที่ดังๆใช้ฟอนต์แบบโบราณอาจารย์กลับบอกว่าใช้ฟอนต์ตอบโจทย์กะงานดี




โอว ปั่นกันกระจุย มีคนตัดหน้าคุณตั้ง 2 คนแน่ะ
ปล. Design+Culture มีรวมเล่มออกมา2เล่มด้วยนะครับเล่มแรกหน้าปกสีดำเล่ม2สีขาว

iannnnn

ใจเย็นๆ แล้วย้อนกลับขึ้นไปอ่านโพสต์ก่อนๆ หน้าครับ
การที่จะเล่นลีลาลวดลายได้นั้น เราต้องผ่านความเข้าใจในทฤษฎีมาก่อนนะ
ต้องแน่นก่อนนะ สำคัญๆ

มั่นใจว่าแน่นพอปั๊บ ทีนี้อยากแหกทฤษฎีมาทดลองหรืออะไรก็ค่อยว่ากัน (ดีไม่ดีอีกเรื่อง)

Romzaikyu

องทไลลามะกล่าวว่า(ไม่รู้จริงมั้ยนะ)
จงเรียนรู้กฎทุกอย่างให้เข้าใจ เพื่อจะฝ่าฝืนมันได้อย่างเหมาะสม  :27:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines