MPLS VPN คืออะไร

เริ่มโพสต์โดย X11, 02 มิ.ย. 2009, 16:23 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Earthchie

มาดูดความรู้  :56:

อ้างคำพูดจาก: ☼ อภิมหาแอน ☼ เมื่อ 02 มิ.ย. 2009, 23:40 น.
ไม่มีช่องให้กวนตีนแทรกได้เลย :05:

กะลังเคลิ้มๆ มาเจออันนี้ :30:
ชื่อ Earth ครับ เรียกเอิดก็ได้ | Earthchie's Blog

Katezila

นี่ไง เจอแทรกแล้ว  :08:
สนใจท่ออุตสาหกรรม​ เลือก DragonFlex นะจ้ะ​จุ๊บๆ​

ลุงซัน

#17
ขอตอบคราวๆนะครับ (ไม่ละเอียดนะ เดี๋ยวมีนักวิชาการมาแย้งอีก)
ในการโฆษณาของ sale มี 3 คำ(3 เทคโนโลยี อยู่ในนั้น)

1.MPLS เป็นรูปแบบที่เกิดกับระบบ network แบบ LAN เป็นหลัก  แต่มักใช้กับ WAN(เหมือน ATM)
เวลาเรารับ/ส่งข้อมูล ข้อมูลดังกล่าว(packet) จะต้องหาเส้นทางที่จะเดินทาง(routing) โดยตัวที่เป็นตัวกำหนดเส้นทางคือ router
แต่ router ปกติจะใช้ software ในการหาเส้นทางโดยดูจาก routing table (การเกิด routing table มีทั้งแบบ static และ dynamic ซึ่งเรียกว่า routing protocol)
switch ซึ่งสามารถใช้ความสามารถของ hardware ในการกำหนดเส้นทางได้ โดยใช้เทคนิคของ Label Switching (เอาแบบสรุปคือ switch สามารถทำ routing ได้ ถูกออกแบบให้เหมาะกับ LAN , router ถูกให้ออกแบบให้เหมาะกับ LAN/WAN คือเชื่อม network ภายในไปข้างนอก)
สรุป
-swtich ทำงานได้เร็วกว่า (ปัจจุบนระยะไกลก็เริ่มกลายเป็น switch)
-ต้องมีการหาเส้นทาง(เพื่อให้รับ/ส่ง ข้อมูลได้ในทิศทางที่ถูกต้อง)

กลับมาที่ MPLS (Multiprotocol Label Switching) ก็คือ switch ที่ข้อมูล(packet)ถูกติดส่วนการบอกเส้นทางไว้(Label) พอถึง switch ตัวถัดๆไปก็สามารถ รับ/ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น (เพราะติด label บอกเส้นทางมาแล้ว และ ปกติเส้นทางที่ติดมาสามารถส่งต่อโดยใช้ hardware ในการดูเส้นทาง,ไม่เหมือน router ซึ่งใช้ software กำหนด) ส่วนคำว่า Multiprotocol เป็นแค่เน้นว่าเทคโนโลยีนี้ support ได้หลากหลาย protocol

สรุปของสรุป MPLS มันคือ
- switch ที่สามารถสามารถส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยดูจาก label ที่ติดมาด้วย (เหมือนกล่องของที่มีเส้นทางบอกอยู่บนกล่อง)
-มันเป็นเทคโนโลยีที่เกิดกับ LAN เฉพาะฉนั้นจึง support ความเร็วสูงมาก,ปัจจุบันมีการพูดคุยที่ความเร็ว 40 Gbit/s

2. ADSL เกิดจากการประยุกต์ใช้สายโทรศัพท์มาใช้กับงาน network ในความเป็นจริงแล้วสายโทรศัพท์(ซึ่งเป็นทองแดง)สนับสนุนการใช้งานที่ความเร็วสูงกว่า 56k (ความเร็วของ modem) แต่เพราะชุมสายโทรศัพท์ออกแบบให้เหมาะกับเสียงพูด(voice)จึงทำให้มีวงจรที่ตัดเสียงที่ความถี่ต่ำและความถี่สูงออก(filter)เพื่อลดสัญญาณรบกวนออกให้เหลือช่วงความถี่ของเสียงพูด ทำให้เหลือช่องในการส่งข้อมูล(bandwidth)น้อย จึงทำให้ modem ไม่มีความเร็วเกิน 56k
ADSL มาปรับปรุงความเร็วที่จะส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ โดยเอาวงจรกรองสัญญาณออก(filer) ทำให้ได้ความเร็วที่สูงขึ้น(สูงกว่า 56k)/เป็นสาเหตุที่ชุมสายต้องเปลี่ยนวงจร
เทคโนโลยี ADSL มีแนวคิดว่าการ download กับ upload ไม่เท่ากัน ทั่วๆไปจะเป็นการ download,ADSL จึงออกแบบให้ download ได้มากกว่า upload (ถ้าออกแบบเท่ากันก็จะได้ speed ของ download น้อยลง)

สรุป (สังเกตุที่ความเร็วครับ)
A=Asymmetric ไม่สมมาตร คือ download กับ upload ไม่เท่ากัน
D=digital (ออกแบบไว้สำหรับข้อมูล) , เดิมโทรศัพท์ออกแบบไว้สำหรับเสียงพูด ซึ่งคือ analog
Subscriber Line=เป็นคำแสลงหมายถึง สายโทรศัพท์ (คือเราต้องใช้สายโทรศัพท์ต่อไปที่ชุมสาย =Subscriber Line)

Standard name                    Common name          Downstream rate      Upstream rate      Approved in
ANSI T1.413-1998 Issue 2    ADSL                  8 Mbit/s                      1.0 Mbit/s    1998
ITU G.992.1                     ADSL (G.DMT)          12 Mbit/s                      1.3 Mbit/s    1999-07

ข้อมูลความเร็วของ ADSL2 and ADSL2+ ดูจากตารางใน link ของ wiki ด้านบนนะครับ

3.VPN
ก่อนพูดถึง VPN ขอพูดเรื่อง private network
private network คือเครือข่ายส่วนตัว(คือไม่มีใครใช้ร่วม) ซึ่งปกติเราจะจ่ายค่าเช่า(leased line)โดยเครือข่ายที่ได้จะใช้สำหรับเราคนเดียว(dedicated) ทำให้ได้ส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ 1. ความปลอดภัย(เพราะเป็นเครือข่ายส่วนตัว) 2.ความเร็ว

แต่ด้วยเทคโนโลยีของ Internet ทำให้เครือข่ายมีราคาถูกลงมากๆ จึงมีแนวคิดว่าจะใช้เครือข่าย Internet ซึ่งเป็นแบบใช้ร่วมกับคนอื่น(public) ให้สามารถเสมือน(virtual)ใช้เครือข่ายส่วนตัว(private network)ได้ไหม คำตอบคือได้โดย ใช้วิธีสร้างเส้นทางของเราเอง(Tunneling,ศัพท์คำนี้หมายถึงเราขุดอุโมงผ่านเส้นทางสาธารณะ เพื่อทำเส้นทางส่วนตัวของเรา) ทางเทคนิคจะมีเรื่อง security (IPsec,SSL) มาเกี่ยวข้องเพื่อให้เหมือนเป็นเครือข่ายส่วนตัว

สรุป(ของผมเองนะ,ไม่เน้นวิชาการมากนัก)
- private network ,เราเช่าถนนมาใช้งานของเราส่วนตัวเลย
- VPN ใช้ถนนสาธารณแต่พยามกั้นเลนให้เหมือนมีช่องเดินทางของตัวเอง(ทำ Tunneling)

--------------------
จากข้อมูล sale ก็แล้วเขาจะขายของแหละครับ
แต่อันที่ถือเป็นข้อมูลสำคัญคือ upload speed ถ้าดูจาก ADSL (ที่ไม่ใช่ 2/2+) จะ upload ได้สูงสุดแค่ประมาณ 1M
--------------------
เรื่องจัดการความเร็วเช่นทำ QoS สำหรับ MPLS ทำได้ดีกว่ามากๆ(เพราะเป็นเทคโนโลยีของ LAN) แต่ส่วนมากการทำ QoS มาไม่ถึงฝั่งผู้ใช้งาน (end user) จึงสามารถใช้เป็นข้อมูลได้แค่ฝั่งผู้ให้บริการ


http://www.thaibuddy.com (ฟรีดิกชันนารี่ ชี้แล้วแปล)
ผมรู้เล็กน้อย

X11


papos

อ๊ะ เพิ่งเห็นกระจู๋นี้แฮะ เพิ่งจะทำโปรเจคท์เปรียบเทียบระหว่าง ADSL กับ MPLS ไปเมื่อเดือนก่อนเอง

อ่านที่ป๋าณตกับลุงซันอธิบายแล้วรู้เรื่องกว่าที่หัวหน้าบรีฟให้ฟังอีกแฮะ เหอๆๆ  :30: :30: :30:
อืมมม...

ลุงซัน

#20
ถ้าเป็นการรบกวนใครก็ขออภัยนะครับ(ชักหวั่นๆไงก็ไม่รู้)
แต่ขอให้คิดว่าผมต้องการให้ข้อมูล เพื่อไม่ให้ข้อมูลมันเอียงจากการคุยกันหลายๆทอด(ปากต่อปาก..)
(ซึ่งคนพูดมักบอกข้อดีของตัวเอง แต่ไม่บอกข้อเสีย)
ประเด็นที่คุยกัน ผมรู้สึกว่าพูดกันเยอะมากๆ(แต่มันเริ่มเอียงไปตามความรู้สึกในหลายๆครั้ง)
คนที่เป็น network engineer ในหน่วยงานผม ก็มาถามผม(เขาก็เริ่มเป้)..
---------------------------------
อ้างคำพูดจาก: JanΣ เมื่อ 02 มิ.ย. 2009, 18:05 น.
* เขียน Leased Line(แท้) เพราะบาง ISP เอา MPLS มาหลอกขายว่าเป็น Leased Line

คำว่า leased line คือสายเช่า ซึ่งปกติเราเช่ามาเพื่อใช้ส่วนตัว(private) ไม่มีใครอยากเช่ามาใช้ร่วมกับคนอื่น(dedicated/don't share)

1.คำว่า Leased Line แท้
ผมเข้าใจเขาพูดถึง Leased line Service ที่นิยมใช้กันแต่ดังเดิม( คือ Digital Data Network(DDN) ซึ่งแต่ละ link สูงสุดแค่ 2M (1-E1 ตามมาตรฐานยุโรป-ไทยใช้ , อเมริกาจะเป็น T1..etc) ,(ผมจะไม่ถอยไป ISDN/Frame Relay นะครับ เอาเป็นยุค Internet/Digitlife เฟื้องฟูแล้วกันนะ)
เช่นที่มหาวิทยาลัยผมจะเช่า 8M (เมื่อหลายปีก่อน) ก็ใช้ 4-E1
ข้อดีมันเป็นแบบ point to point (คือต่อจากหน่วยงานเราไปที่ ISP)

ืnote: แม้ topology ของมันคือ point to point แต่สุดท้ายก็ต่อไปที่ node (ซึ่งมักจะเป็นชุมสาย)แล้วมี high speed network อยู่ตรงกลางอีกทีอยู่ดี

การให้บริการ DDN lease line ของ TOT

2.ยุคที่ำทำเครือข่าย high speed LAN ระดับเมือง(ชื่อทางการค้าคือ Metronet/MetroLAN..etc)
หน่วยงานที่จะต่อ network ขององค์กรกับ Internet ก็ไม่ได้ต่อไป ISP ตรงๆ แต่จะไปต่อกับ Metronet/MetroLAN ทำให้เหมือนกับต้องไปต่อเครือข่ายหนึ่งก่อนถึง ISP (แม้ว่าจะจัดการเรื่อง QoS/Bandwidth Management,คล้ายๆทำ VLAN เพื่อแบ่งองค์กรได้ก็ตาม)
note:
-ผมเข้าใจว่าคำว่า Leased Line แท้ /ไม่แท้ น่าจะเกิดจากยุดนี้แหละ(จริงๆมันน่าจะเป็นคำว่า dedicated/share มากกว่า)
-ยุดนี้ค่าเช่าถูกกว่าแบบ 1 (ก็องค์กรจะไปใช้เครือข่าย   Metronet/MetroLAN. ร่วมกัน) แม้ดูเหมือน speed ที่ให้บริการจะสูงกว่า(ตอนนี้ผมเข้าใจว่าไม่น่าใช้ชื่อการค้าแบบนี้แล้ว เพราะเริ่มมีคำถามเยอะขึ้น/share-ไม่ share/boardcast/network worm จัดการอย่างไร ..etc)

3.ยุด ATM ตอนนี้ก็ยังเรียกว่า Leased Line แต่ไม่ถูกจำกัดที่แต่ link ที่ 2M (ตาม E1) ซึ่ง ATM จะ service ได้ดีในการแบ่งประเภทของ application และได้ความเร็วสูงสุดคือ 155 เมกกะบิต (ตัวอย่างบริการของ True,สังเกตุชื่อไฟล์ยังเป็น DDN แม้จะเปลี่ยนเทคโนโลยี่ไป ATM แล้ว)
อีกตัวอย่างที่เขายังเรียก lease line
ืnote: ยุด2,3 อาจสลับกัน (ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการจะเลือกแบบไหนมาให้บริการก่อน)

4.ยุดของ Wide LAN (อันนี้ผมเรียกเองนะ)-ก็ยังเรียกว่า Leased Line(เพราะก็ต้องจ่ายตังค์ค่าเช่าใช้อยู่ดี)
เดิมทีเราจะได้ยินศัพท์ว่า WAN คือโครงข่ายระยะไกล speed จะต่ำ แต่ LAN จะเป็น High Speed
แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี(โดยความช่วยเหลือของ fiber optic) ทำให้ node ปลายทางมองเป็นส่วนหนึ่งของการขยาย LAN ออกมา
เช่น ที่มหาวิทยาลัยผม จะขยับเป็น 200M วันศุกร์นี้
ส่วนมาก ISP(น่าจะทั้งหมดแล้วมั้งตอนนี้) จะใช้ MPLS (เดิมใช้กับโครงข่ายที่เป็นแกนหลักเขาเท่านั้น)

สรุป แท้/ไม่แท้ ผมว่ามันคือ private/dedicated หรือไม่..

อ้างอิง
ทั้งนี้ทั้งนั้น SDSL ก็คือ lease line ดีๆ นี่แหละ(เลเยอร์ 1)
เพราะมีแบบไม่สมมาตร(ADSL) มันก็เลยมีศัพท์(ที่แสดงความตรงกันข้ามกันเกิดขึ้นมา)ในชื่อ SDSL
ซึ่ง lease line ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง (มักใช้เป็นการนิยมเรียกของ Engineer ดังเดิม/แล้วก็กลายมาเป็นการให้บริการของ ISP โดยเราแจ้งว่าเราขอเช่าใช้ (lease) แบบ lease line คือต้องการ dedicate link)

อ้างอิง
ป.ล. ปกติ เขาจะทำ MPLS ในระดับของ ISP - ISP
ผมไม่เคยได้ยินว่าจะมาใช้กับผู้ใช้โดยตรง
เข้าใจว่า น่าจะเป็นการโฆษณา เรื่องของโครงข่ายตรงกลาง
ตอนนี้มาถึง end user แล้ว(เช่นของที่มหาวิทยาลัยผมที่ใช้อยู่)
แต่กรณีนี้คงไม่ใช่(เพราะแค่ 2M)

อ้างอิง
โดยที่พี่หน่อยก็ยังใช้ ADSL เหมือนเดิมนั่นแหละ
แต่โครงข่ายระหว่าง ISP-ISP นั้นเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น
อันนี้ไม่แน่ใจ ต้องถามเขาว่าต่อจากเครือข่ายหลักเขามาหาเราเป็นแบบไหน,ผมมั่นใจน่าจะเป็นสายทองแดง แบบ 1-E1 (2M).
แต่ที่แน่ใจคือไม่ใช่ ADSL แน่ๆ เพราะ up speed ไม่ได้ (อาจเป็น ADSL2/2+)

อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 02 มิ.ย. 2009, 21:45 น.
พี่หน่อยเคยได้ยินคำว่า contention ratio บน ADSL หรือเปล่าครับ
คืองี้ครับ ADSL เนี่ย ปกติเราไม่ได้แชร์กันแค่ในองค์กร
แต่มันไปแชร์ bandwidth กันที่ชุมสายด้วย
ส่วนใหญ่ก็จะเป็น 1 ต่อ 50
แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ISP ด้วย
อันนี้น่าจะเป็นที่ผมได้ยินบ่อยมากๆ ก็คือ ADSL มัน share กัน..(ผมยังนึกในใจบ่อยๆว่ามีที่ไหนหว่าที่เครือข่ายข้อมูลไม่ share กัน)
ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่า แนวคิด(concept)ของเครือข่ายข้อมูลมันเป็นแบบ share กันอยู่แล้ว ซึ่งเรียกว่า packet switch
ซึ่งต่างโครงข่ายโทรศัพท์ซึ่งคือ circuit switch (เป็นแบบไม่ share เราก็เลยเห็นสายโทรศัพท์ต้องลากมาบ้านใครบ้านมัน)

ในความรู้สึก
- lease line มันไม่น่า share กัน (เพราะมันเป็น point to point ไปที่ ISP) แต่ความเป็นจริงก็ไป share กันแถวๆชุมสายเหมือนกัน (คือเขาไม่ลากสายจากหน่วยงานเรา แล้วเดินไปตามถนนจนถึง ISP,เขาก็ลากไปที่ชุมสายหรือ node ที่คุมพื้นที่บริเวณนั้นแหมือนกัน,แต่ถ้าทำ physical path/patch (ซึ่งไม่น่าจะมี ISP ไหนทำ เพราะเสีย physical link ระหว่าง main node) ก็จะไม่ share แต่สุดท้ายก็ไป share ที่ ISP อยู่ดี)

ประเด็นมันเลยกลายเป็น Contention ratio มากกว่าเรื่อง share (มันเกี่ยวข้องกันโดยตรงเพียงแต่ จะเน้นเรื่อง share หรือ Contention ratio)
the contention ratio is the ratio of the potential maximum demand to the actual bandwidth
คืออัตราส่วนของความต้องการใช้งานกับ bandwidth ที่มีอยู่จริง
มันจึงทำให้ค่ายิ่งน้อยยิ่งดี(คือต้องการใช้งานน้อยลง แต่ bandwidth ยังมีเท่าเดิม)
ตามปกติที่เขาทำกัน สำหรับ ADSL ที่ชุมสายคือ
50:1 สำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป
20:1 สำหรับผู้ใช้แบบธุรกิจ

ข้อมูล 20:1 กับ 50:1 ดูจากที่นี่ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Contention_ratio
http://en.wikipedia.org/wiki/RADSL
http://www.getonlinebroadband.com/faqs/faq02.html
http://www.realcom.co.uk/adslfaqs.html อันนี้เราจะเห็น ratio ของ SDSL (Symmetric Digital Subscriber Line) อยู่ที่ 10:1 (อันนี้แหละที่มักไว้คุยข่มกัน lease line ไม่ share, ADSL share ... แต่จริงๆมันก็ share เหมือนกันแหละ แต่ ratio ไม่เท่ากัน)

อ้างอิง
ลองถาม Sale ดูสิครับว่า ADSL ที่พี่หน่อยใช้
มี contention ratio อยู่ที่เท่าไหร่  
(บางทีเซลอาจจะไม่รู้ แต่ถ้าเซลเก่งๆ เขาก็จะไปหาคำตอบให้พี่หน่อยได้ :27:)
ปกติเขาก็จะตอบที่ 20:1 กับ 50:1
ปัญหาคือเจ้า demand อันไหนมากกว่ากัน
คือถามเขาว่าที่ชุมสายเนี่ยมีคนสมัครใช้กี่คน(subscribe)ก็น่าจะได้ข้อมูลดีกว่า (ผู้ใช้จำนวนมาก มันจะทำให้เกิดการ share bandwidth กันมากขึ้น)
ซึ่งผมมั่นใจว่าเขาไม่ตอบ (ถ้า ISP ไหนตอบบอกหน่อยนะ จะได้เรียกมาคุย เพื่อเลือกใช้บริการ)
สมมุตินะ
ISP1: บอกว่า contention ratio เขาคือ 20:1 mean standard for business
ISP2: บอกว่า contention ratio เขาคือ 50:1 home/solo user
ISP3: บอกว่า contention ratio เขาคือ 10:1 SDSL (Symmetric Digital Subscriber Line) level

แต่เราจะเทียบอะไรกันได้ละ? (นอกจากความรู้สึกดีจะมีคนมาใช้ร่วม หรือ คนมาแย่ง bandwidth กับเราน้อยลง..)
แต่
ISP1: มีผู้ใช้พร้อมกัน 18 สมาชิก เป็น business
ISP2: มีผู้ใช้พร้อมกัน 30 สมาชิก เป็น user ธรรมดา
ISP3: มีผู้ใช้พร้อมกัน 9 สมาชิก เป็นหน่วยงานโหดๆ..
มันจะตอบอะไรได้บ้างละ?

ไปๆมาๆมันก็เลยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน /Maximum Speed ของ แต่ละคน /Maximum Uplink Speed/Maximum Speed ของอุปกรณ์ DSLAM ที่อยู่ที่ชุมสาย..etc แม้กระทั้งพฤติกรรมที่ติดไวรัสหรือกรณีอื่น(คือการใช้งานแบบผิดปกติ) ซึ่งผมเจอบ่อย..

ไปๆมาๆ ก็เลยได้แค่ความสบายใจทางตัวเลข(ผมเคยเช่าใช้บริการ ISP ที่ link ต่างประเทศ/ในประเทศเยอะมาก แต่ speed ที่ได้กับสู้ผู้ให้บริการที่มี local /Inter link น้อยไม่ได้ ทั้งนี้เพราะใครๆก็อยากใช้ที่ท่อใหญ่ๆ ไปๆมาๆก็เลยกลายเป็นแย่งกันใช้ เพราะผู้ขอเช่าใช้เยอะและมีผู้ขอบริการอาจใช้ network แบบโหด เช่น ftp,bit หรือ แม้กระทั่ง load หนังเป็นเรื่องๆจากเน็ต-ผมเจอเป็นระยะๆ
ผมลองถาม ISP ว่าข้อมูลส่วนใหญ่ของเครือข่ายที่ผมใช้บริการคืออะไร,เพื่อมาทำเรื่อง manage เขาแจ้งมาว่าประเภทข้อมูลที่ใช้เยอะที่สุดคือ hi5 :P)





http://www.thaibuddy.com (ฟรีดิกชันนารี่ ชี้แล้วแปล)
ผมรู้เล็กน้อย

ลุงซัน

http://www.thaibuddy.com (ฟรีดิกชันนารี่ ชี้แล้วแปล)
ผมรู้เล็กน้อย

X11

ก็รู้เหมือนกันนะว่า hi5 นี่เปิดกันทั้งบริษัท ว่างเป็นเปิด  :08:
ก็เหมือนเปิด f0nt แหละ

อ้างคำพูดจาก: ลุงซัน เมื่อ 04 มิ.ย. 2009, 07:56 น.เช่น ที่มหาวิทยาลัยผม จะขยับเป็น 200M วันศุกร์นี้

แบ่งมาให้เล่นซัก 5M จะเป็นพระคุณอย่างสูง  :25b:

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่า
จะลองไปคุยกับเซลล์อีกที ดูความคุ้มค่าในการลงทุน

ปอ.​ ตกลงตูจบไรนี่  โบราณคดีเอกคอมพ์​  :30:

ณต

#23
จริงๆ แล้ว การ implement MPLS เนี่ย
เพื่อการควบคุมคุณภาพ (QoS) จากต้นทางไปยังปลายทางนะครับ
เหมือนกับเราจะส่งพัสดุชิ้นนึง ไปยังปลายทาง
แต่เราสามารถบอกได้ว่า พัสดุชิ้นนี้ ห้ามโยน ต้องส่งก่อนพัสดุอื่นๆ
รวมถึงพัสดุนี้แตกหักเสียหายได้ง่าย หรือต้องส่งภายในล็อตเดียวกัน
จากที่ปกติ การทำ VPN ผ่าน public internet ทั่วไป
มันควบคุมคุณภาพแบบนี้ได้ยากมาก

พูดง่ายๆ ว่า จริงๆ แล้วเขาปรับปรุงคุณภาพ
ของ Cloud หรือเครือข่ายระหว่าง ISP-ISP
เพื่อที่จะควบคุมคุณภาพให้ได้แบบ end to end

ทีนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งระหว่าง ISP กับ end user
ว่าจะแปลงเปลี่ยนเล่นท่าอะไรไ้ด้ขนาดไหน

อย่างปกติ ADSL ไม่ว่าจะ + หรือไม่บวก
ก็จะมี ADSL โมเด็ม ไปต่อกับ DSLAM ที่ชุมสาย
ก่อนที่จะต่อกับ Clould ต่อๆ ไป

ทีนี้ก็อยู่ตรงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อพวกนี้แล้วครับ
เร้าท์เตอร์บางรุ่น มีโมดูล DSLAM ก่อนที่จะไปเชื่อมกับ Cloud
ที่มีแบนด์วิธ (เลเยอร์ 2) เป็น Gigabit หรือ Sonet

...............................................

ถามลุึงซัีนหน่อยครับ เท่าที่ผมทราบ ณ ปัจจุบัน
การให้บริการ MPLS ปกติแล้ว เขาจะทำกันในระดับ ISP-ISP
และ Routing Protocol ที่เขาใช้กันคือ BGP
ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่มี end user ธรรมดา ทั่วๆ ไป
run BGP บน router ตัวเองแน่ๆ
(หรือปัจจุบันมีแล้ว  :09:)

ที่ลุงซันบอกว่า ปัจจุบัน MPLS เขาให้บริการมาถึง end user แล้ว
แต่ end user ก็ต้อง run BGP ใช่ไหมครับ  :09:
หรือว่า เขาใช้ routing protocol อื่นๆ อย่าง OSPF หรือ RIP2 ได้ด้วย   :46:

ยุนเอ



:06:


:05: คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

ณต

ตูเผลอพูดเป็นภาษาดาวนาเม็กไปแล้วใช่ไหม  :05:


papos

อูยย ความรู้ๆ ขอบคุณครับ  :46:
อืมมม...

JΛNΣ

#27
 :32: :32: :32:


เรื่อง routing protocol นี่
ถ้าจำไม่ผิดเคยทำ branch connect อยู่โปรเจคนึงใช้ MPLS และคุยกันด้วย OSPF ครับ
bgp, eigrp ก็เคยเจอ(ในโปรเจคคนอื่น)




ข้อมูลทางเทคนิค ไม่รู้อะไรเลย เวลาทำงาน ทำตามตัวอย่างเดิมตลอด  :30: :30:

เดอะบุ๋ม


ลุงซัน

อ้างคำพูดจาก: ณต เมื่อ 04 มิ.ย. 2009, 09:30 น.
จริงๆ แล้ว การ implement MPLS เนี่ย
เพื่อการควบคุมคุณภาพ (QoS) จากต้นทางไปยังปลายทางนะครับ
เหมือนกับเราจะส่งพัสดุชิ้นนึง ไปยังปลายทาง
แต่เราสามารถบอกได้ว่า พัสดุชิ้นนี้ ห้ามโยน ต้องส่งก่อนพัสดุอื่นๆ
รวมถึงพัสดุนี้แตกหักเสียหายได้ง่าย หรือต้องส่งภายในล็อตเดียวกัน
จากที่ปกติ การทำ VPN ผ่าน public internet ทั่วไป
มันควบคุมคุณภาพแบบนี้ได้ยากมาก
สาเหตุก็เพราะตัว MPLS ถูกปรับปรุงจาก ATM อีกที(ATM ก็คำนึงถึง QoS อยู่แล้ว)
ส่วนเรื่อง MPLS VPN ดีกว่าแบบเดิม สำหรับคนที่คิดจะใช้บริการ MPLS VPN อ่านข้อมูลเพิ่มได้ที่นี่
http://en.wikipedia.org/wiki/MPLS หัวข้อ How MPLS works
http://en.wikipedia.org/wiki/MPLS_VPN

อ้างอิง
พูดง่ายๆ ว่า จริงๆ แล้วเขาปรับปรุงคุณภาพ
ของ Cloud หรือเครือข่ายระหว่าง ISP-ISP
เพื่อที่จะควบคุมคุณภาพให้ได้แบบ end to end
ใช่เลยครับ
และ MPLS ก็เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

อ้างอิง
อย่างปกติ ADSL ไม่ว่าจะ + หรือไม่บวก
ก็จะมี ADSL โมเด็ม ไปต่อกับ DSLAM ที่ชุมสาย
ก่อนที่จะต่อกับ Clould ต่อๆ ไป
ใช่เลยครับ
DSLAM (Digital Subscriber Line Access Multiplexer) ไว้ใช้บนเครือข่ายข้อมูลที่ใช้บนสายโทรศัพท์
ช้อมูลครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/DSLAM
http://en.wikipedia.org/wiki/DSLAM

แต่ที่ผมบอกว่าถ้าเป็นบริการ MPLS VPN ไม่่น่าใช้ ADSL (ไม่ว่าจะมี 2 หรือ + หรือไม่)
เพราะ MPLS VPN เป็นแบบสมมาตร แต่ ADSL เป็นแบบ อสมมาตร เลยน่าจะไม่ต่อกัน(แต่ทำได้)

ตัวอย่างการให้ บริการ MPLS ของ บ.สามารถ

ผมจึงคาดว่า ISP อื่นๆน่าจะคล้ายๆกัน (อันนี้ไม่รู้เลยครับ ต้องถาม ISP)

ปกติที่เห็นมี link 3 ประเภท
คือ
1. V.35 Wideband modems อันนี้จะใช้กับ speed ต่ำ(Max=2M)
2. n x E1 สำหรับความเร็วไม่สูงมาก (n x 2M)
3. Ethernet Switch (เมื่อก่อนเป็น L2, ปัจจุบันไป L3 แถม support MPLS) ใช้กับความเร็วสูงๆ (มหาวิทยาลัยผมก็ต้องใช้อันนี้แหละครับ)


...............................................

อ้างอิง
การให้บริการ MPLS ปกติแล้ว เขาจะทำกันในระดับ ISP-ISP
และ Routing Protocol ที่เขาใช้กันคือ BGP
ใช่เลยครับ
MPLS นำมาใช้ใน ISP Core (ISP/ISP-ISP)
และ protocol เป็น BGP

อ้างอิง
ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่มี end user ธรรมดา ทั่วๆ ไป
run BGP บน router ตัวเองแน่ๆ
(หรือปัจจุบันมีแล้ว  :09:)
ขออนุญาตให้ข้อมูลเรื่อง MPLS กับ routing protocol(เฉพาะ BGP) เพิ่มนิดหน่อยนะครับ

การเกิด MPLS จะเน้นเรื่องการ switching โดยอาศัย Label เป็นหลัก
ลองดูอันนี้นะครับ
(ผม copy มาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/MPLS หัวข้อ How MPLS works)

"These MPLS-labeled packets are switched after a Label Lookup/Switch instead of a lookup into the IP table. As mentioned above, when MPLS was conceived, Label Lookup and Label Switching were faster than a RIB lookup because they could take place directly within the switched fabric and not the CPU."

จากข้อความด้านบนจะเห็นการเกิด MPLS นั้นกับเน้นไปที่ switching มากกว่า routing (จากด้านบนจะเห็นว่า MPLS ใช้ Label แทน IP Table)

และ MPLS ใช้เทคนิค Label switching ซึ่งจะใช้หลักการดังนี้

"Label switching is a technique of network relaying to overcome the problems perceived by traditional IP-table switching (also known as traditional layer 3 hop-by-hop routing[1]). Here, the switching of network packets occurs at a lower level, namely the data link layer rather than the traditional network layer."

สังเกตุมันออกจะขัดๆกับ router และ L3-Switch(routing Switch) ด้วยซ้ำ..

MPLS เดิมเลยไม่เกี่ยวข้องกับ BGP เลย
แล้วไอ้ BGP(routing มาอย่างไร?) จากที่เรารู้อยู่แล้วว่า IP Address จะทำงานที่ L3 จึงต้องทำเรื่องการกำหนด/หาเส้นทาง(routing) ซึ่ง protocol ที่ใช้ระหว่าง ISP-ISP เป็นหลักคือ BGP

ดังนั้นที่ผมบอกว่า MPLS มาที่ site ของ user จึงไม่เกี่ยวกับ BGP (ผมพูดถึงแค่ MPLS คือใช้ข้อดีของ Label switching)

เรื่อง BGP ต้องมี AS number ซึ่งจะทำให้มีชุด IP ของตัวเองไม่ขึ้นกับ ISP
ที่มหาวิทยาลัยผมไม่มี AS number ครับ(เคยคิดจะทำแต่หยุดการขอไปที่ APNIC ซะก่อน,เพราะต้องใช้รายละเอียดพอควร)
ผมไม่แน่ใจว่าในไทยนอกจาก ISP จะมี AS number ที่ไหนบ้าง.. ถ้าให้เดาก็น่าจะ ม.เกษตร (มี campus อยู่ต่างจังหวัด 2 ที่),ถ้าต้องการข้อมูลที่เกษตรผมอาจถามพี่ๆน้องๆที่นั้นให้ครับ(ผมจบวิศวฯไฟฟ้า สื่อสารที่นั้น) ,ABAC (ตอนเกิด KSC น่าจะทำให้ ABAC มี AS number ของตัวเอง), ม.จุฬา (ตอนเกิด Internet ในไทย ม.จุฬาจะเป็นคนนำมาใช้ลำดับต้นๆ แถม thnic เดิมก็อยู่ที่นั้น ,ส่วน KSC/Internet Thailand ที่เกิดในระยะเดียวกัน ขอไม่กล่าวถึง เพราะเป็น ISP,ส่วน ม.สงขลาที่ถือว่าเป็นคนใช้เทคโนโลยี Internet คนแรก สำหรับความเห็นส่วนตัวน่าจะยังไม่ใช่ เพราะเป็นเพียงการทำ UUCP ผ่าน TCP/IP เพื่อรับส่ง email ไปต่างประเทศ)


อ้างอิง
ที่ลุงซันบอกว่า ปัจจุบัน MPLS เขาให้บริการมาถึง end user แล้ว
แต่ end user ก็ต้อง run BGP ใช่ไหมครับ  :09:
หรือว่า เขาใช้ routing protocol อื่นๆ อย่าง OSPF หรือ RIP2 ได้ด้วย   :46:
ไม่ได้ทำเรื่อง routing protocol ตามที่อธิบายด้านบนครับ
(เรื่องการหาเส้นทาง/routing ไม่ใช่ routing protocol,สาย network ทราบดีอยู่แล้ว)
http://www.thaibuddy.com (ฟรีดิกชันนารี่ ชี้แล้วแปล)
ผมรู้เล็กน้อย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines