โลกนี้สีชมพู

เริ่มโพสต์โดย เดอะบุ๋ม, 17 มิ.ย. 2008, 15:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Princekun

555 แทททู คัลเลอร์ กันเลยทีเดียว

:30:
You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

เดอะบุ๋ม

ต้องเพลงนี้แหละค่ะ
เจอกันตอนเที่ยงคืน แว๊บเดียว


ดีนะ รถตู้ไม่กลายเป็นฟักทองก่อน  :47:


ผู้ชายที่เราแอบชอบเปิดประตูรถให้เนี่ย  มันสุดยอดจริงๆ  :53:

Princekun

#1907
อ้างคำพูดจาก: เดอะบุ๋ม เมื่อ 04 ก.ค. 2008, 01:33 น.
ต้องเพลงนี้แหละค่ะ
เจอกันตอนเที่ยงคืน แว๊บเดียว


ดีนะ รถตู้ไม่กลายเป็นฟักทองก่อน  :47:


ผู้ชายที่เราแอบชอบเปิดประตูรถให้เนี่ย  มันสุดยอดจริงๆ  :53:

คงจะสุดยอดกว่า ถ้าเป็นรถสปอร์ต เปิดให้ขึ้นไปนั่ง แล้วขับออกไปสวีทกัน 2 คนสินะ...

55555 :30:

(เอาละ สร้างภาพความฝันให้คนอื่นจินตนาการซะแล้วไงตู)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไหนๆก็ไหนๆละ ขอเล่าบ้างนิดนึง
(สงสัยจะไม่นิดละ น่าจะยาวอยู่)

เรื่องของผมอาจจะไม่เหมือนของคนอื่นนะครับ...

แถมอีกอย่างตรงที่ว่า...เพราะมันเริ่มต้นเมื่อนานมาแล้ว...
ต้องใช้เวลาทบทวนก่อนจะเล่านิดนึง

ยังไงๆ ก็จะเล่าให้จบกับ กับคำว่า "ความรัก" ในมุมของผมฮะ

เรื่อง...

เพื่อน... กูรักมึงนะ (ไม่ใช่หนังเกย์แต่อย่างใดนะเออ...)

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน
สมัยที่ผมเองเพิ่งได้รู้จักกับชีวิตของเด็กม.ปลายวันแรก ยังจำได้ว่า ตอนนั้น แต่แรกเริ่มเดิมที ผมไม่เคยสนใจผู้หญิงที่ไหนแบบจริงๆจังๆเลย ไม่ว่าจะด้วยความเด็กหรืออะไรก็แล้วแต่... แต่วันแรกที่ขึ้นชั้น ม.4 ชีวิตผมก็เริ่มรู้จักความรู้สึกที่หลายๆคนเรียกกันว่า...

"ความรัก"

มันเริ่มหลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นในวันที่ อ.สั่งให้จับกลุ่มทำโมเดลจำลองรูปแบบเกษตรแบบผสมผสาน...
ผมด้วยความที่เพิ่งแปลกใจกับเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ค่อยคุ้ยเคยนัก ถึงจะอยู่ โรงเรียนเดียวกันมาถึง 3 ปีก็ตามที แต่ทุกคนล้วนไม่ใช่ทั้งเพื่อนในกลุ่มของผมที่เคยมีตอน ม.ต้น  ทำให้ไม่ค่อยรู้จักและสนิทสนมกับใครเท่าไหร่... ไม่รู้จะไปจับกลุ่มรวมกับใคร... ในที่สุด "ไอ้นัท" เพื่อนที่นั่งติดกับผม และ ค่อนข้างจะคุยกับผมได้ถูกคอ ก็ถามว่า "เออ กูหากลุ่มให้นะ" ผมก็ดีใจว่าไม่ต้องหากลุ่มเอง... จึงเป็นโชคดีไป และนั่นทำให้ผมเจอกับ ผู้หญิง คนหนึ่ง ที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ผู้หญิงคนนี้...
คนที่ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่าผมรักเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็ตาม...

จริงๆแล้วเธอไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เธอเคยเรียนห้องเดียวกับผมตอน ม.1 ซะด้วยซ้ำ แต่ตอน ม.1 ผมยังเหมือนเด็กบ้าบอขี้แงคนนึงอยู่เลย... และเท่าที่ผมจำได้ เธอก็เป็นเด็กเรียนสุดเฉิ่มเหมือนกัน (ขอโทษนะที่ว่า)
ยังจำได้อยู่ว่า วันที่ผมรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ "โดน" จังเลย คือวันที่เราเริ่มทำโมเดลกัน ผมเดินมาไม่ทันได้ดูว่าใครนั่งอยู่ ก็เข้านั่งตรงที่ว่างๆเลย... พอหันเหลือบไปดู ทุกอย่างมันเป็นภาพสโลว์ ... ผมเห็นผู้หญิงคนนึง ที่ผม คิดว่าเธอน่ารักที่สุดในโลก ณ ตอนนั้น... เธอสวมแว่นสายตา เพราะสายตาเธอสั้น (ผมแว่นก็เหมือนกัน.. ไม่ต้องมาหาว่าผมเป็นลัทธิสาวแว่นนะ) เธอไว้ผมยาวรวบผมแบบ นร. ม.ปลายทั่วไป หน้าตา หมวยๆ ผิวขาวเหลือง... เวลานั้นผมเหมือนเข้าสู่เวลาประทับใจช่วงหนึ่ง ที่แม้แต่ไอ้นัทที่สะกิดเรียกอยู่ยังแทบไม่ได้สนใจเลย...

หลังจากวันนั้น เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้น จนเรียกได้ว่า ผมเป็น "เพื่อน" คนหนึ่งในกลุ่มของเธอ เราค่อนข้างสนิทกันมากครับ ถึงขนาดที่ว่า ผมสามารถกลับบ้านพร้อมเธอและเพื่อนๆในกลุ่มได้ด้วยกัน... จริงๆแล้วเธอค่อนข้างเป็นคนที่ป๊อปปูล่าพอสมควร เพราะเท่าที่ผมรู้ เธอมีทั่งรุ่นพี่ และเพื่อน รุ่นเดียวกันที่อยู่ห้องอื่น และห้องเดียวมาชอบ... แต่เธอไม่เคย ตกลงปลงใจกับใครในนั้นเลยครับ... ผมเองก็เคยแอบทำอะไรโง่ๆ...เพื่ออยากจะทำบางอย่างให้เธอครับ คือซื้อของมาจะให้เธอ แต่ไม่ได้ให้เธอตรงๆ... ทำเป็นว่า ซื้อของมา ให้ทุกคนลุ้นเล่น ด้วยเกมไม้สั้นไม้ยาว เอาทิชชู่ทำเป็นไม้สั้นไม้ยาว พอถึงคิวที่เธอจับ ผมจะแอบเอาเล็บจิกตรงปลายไว้ ให้มันขาด จะได้สั้นกว่าอันอื่น โดยที่คนได้สั้นจะได้ไป... (โง่ไหมแทนที่จะเนียน จิกของคนอื่นให้สั้นให้หมด แล้ว เหลืออันนี้ยาว มันจะเนียนกว่า) เธอก็ได้ของที่ผมให้ไป...

มีครั้งนึงที่ผมประทับใจมากๆ คือเธอมาง้อผม เรื่องคือ ผมต้องไปเป็นสต๊าฟจัดงานแข่งฟุตซอล กับเพื่อนๆผู้ชาย... ซึ่งมันจะทำให้ผมต้องกลับเย็นมากกว่าปกติ... จำได้ว่าตอนนั้นผมบอกเธอและเพื่อนๆเธอว่าผมต้องทำงานนะ กลับเย็น เธอก็ว่างั้นเธอกลับก่อน ผมก็มัวแต่...รีบๆร้อนๆ เพราะมีเพื่อนมาตาม ก็หงุดๆหงิดๆ ตะโกนว่า "เออ!!! ไปเดี๋ยวนี้แล้ว!!!" รำคาณเพื่อนว่ามาเร่งทำไมวะ เลยรีบวิ่งลงมายังที่ๆจัดแข่งกันอยู่... ก็นั่งคุมไปได้แป๊บเดียว เธอก็เดินลงมาหา... แล้วถามผมว่า...

"โกรธเหรอ...เราขอโทษนะ"
หือ? เรื่องอะไร?...
"ที่เราบอกว่าเราจะกลับก่อน ไม่รอนายไง"
บ้า... ป่าวโกรธ กะลังรีบๆเหนื่อยเฉยๆ ไม่ได้โกรธเลย
"เหรอ...ไม่โกรธจริงๆนะ" น้ำเสียงเธอดูออดอ้อนเล็กน้อย
อืม... ไม่เลยจริงๆ สาบาน..
"งั้นเรากลับละนะ"
อืม กลับดีๆนะ บาย....

แล้วเธอก็กลับบ้านไป...  วันนั้นผมดีใจเป็นบ้าเลย แบบว่า ... เฮ้ย! เธอง้อเราด้วยว่ะ ไม่ได้โกรธเลยแท้ๆ... เป็นปลื้มมากมายไปอีกวัน...

ผมเป็นคนคุยง่ายครับ... เจอใครก็คุยได้ ถ้าเห็นว่าน่าคุยและมีเรื่องจะคุย จึงไม่แปลกที่จะรู้จักคนมากขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว และอีกอย่าง ผมเป็นคนชอบแกล้งครับ... พวกเพื่อนๆผู้หญิงในห้องนี่เคยโดนแกล้งกันไปหลายคนแล้ว ไม่เว้นแม้แต่เธอ...
ผมจะชอบล้อเธอเรื่อง  ฝ. เฝือ (ส. เสือ) เพราะเธอพูดไม่เคยชัดครับ (มันเป็นส่วนนึงที่ผมประทับใจนะ เพราะเหมือนผมในสมัยเด็กๆ ตอนแรกผมก็พูดไม่ชัดเหมือนกัน) ในขณะที่ผมก็แกล้งคนอื่นๆด้วย... มีบางคนบ้าจี้ ผมก็จะไปตามไล่จี้ ให้มันอุทานแปลกๆ ตามที่เราพูด หรือบางคนจะห่วงเรื่องผมที่รวบไว้มันจะหลุดมา ผมก็จะไปดึงเบาๆ ให้อีกฝ่ายร้องกรี๊ด ออกมา แล้วก็วิ่งหนี... แบบว่ามันสนุกดี :53:

จนกลายเป็นว่าผม กลายเป็นข่าวลือกับคนพวกนั้นไป... ว่าผมไปชอบพวกนั้น...

จนมีวันนึงเธอมาถามว่า ผมชอบใครเหรอ? เห็นมีคนสังเกตุว่า ไปแกล้ง (ผู้ต้องหารายที่1) กะ (ผู้ต้องหารายที่2) บ่อยๆ น่าจะใช่... 
ผมตอบไปว่า ป่าวไม่ใช่ 2 คนนั้นหรอก
เธอถามต่อว่า แล้วใครละ... ผมก็ได้แต่บอกว่า "ไม่บอก 555" แล้วก็เดินหนีออกมา... ทั้งๆที่ใจผมนั้นอยากจะบอกว่าผมชอบเธอซะเหลือเกิน แต่ผมก็ไม่กล้าพอ... เพราะกลัวว่าผมจะเสียเพื่อนไป

วันเวลาผ่านไป ผมกับเธอก็ยังนับว่าดีต่อกันอย่างเดิม... แม้ว่าผมจะทำตัวห่างๆเหินๆเธอบ้าง ด้วยเหตุอะไรก็ตาม...แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่เรียกได้ว่าสนิทกันในระดับหนึ่ง เหมือนเดิม...
และผมมักจะหาของอะไรๆให้เธอ ตอนวันวาเลนไทน์กับวันเกิด เสมอๆ...

จนกระทั่งถึงช่วง ม.6 ช่วงที่เรียกได้ว่าผมติดเพื่อนๆในกลุ่มผู้ชาย (แก๊งค์ส้นตีน คือชื่อแก๊งค์นี้ ) ผมจะกลับบ้านกับเพื่อนๆกลุ่มนี้มากกว่า ทำให้เริ่มรู้สึกได้ว่าผมกับเธอห่างกันมากขึ้น...

จนจบ ชั้น ม.6 ตอนแรกที่รู้ว่าเอนท์ไม่ติด.. เธอชวนผมให้ไปเรียนที่เดียวกับที่เธอกำลังจะไปสมัคร คือ มหาวิทยาลัย มหิดล หลักสูตรอินเตอร์... ผมก็ไม่รีรอที่จะไปยื่นใบสมัคร แต่ ท้ายที่สุดแล้ว... ที่บ้านผมไม่สนับสนุน เพราะด้วยรู้ทัน ว่าตามผู้หญิงไป หรือกระไรมิทราบ เลยไม่ได้ไป.. ผมเลยเลือกที่จะเรียนที่รามคำแหง...

เท่ากับว่าเราต่างคนต่างเรียนกันคนละที่ ห่างไกลกันมากกว่าเดิม...
ต่อมาผมเริ่มรู้ว่าเธอเริ่มมีแฟนคนแรก... ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผม...

แต่ผมไม่ได้รู้สึกเฮิรท์หรืออะไรนัก เพราะผมเชื่อว่าผมยังรอเธอได้...
เรายังติดต่อกันอยู่บ้าง แม้จะนานๆที... เจอหน้า ชวนกันไปเดินเล่นบ้างบางครั้ง
แต่เวลาเธอมีปัญหาอะไร เธอจะนึกถึงผมเป็นคนแรกๆเสมอ...

มีครั้งนึงเธอทะเลาะกับแฟน และโทรมาหา ผมก็ได้แค่ให้กำลังใจและปลอบโยนเธอผ่านโทรศัพท์ ทั้งๆที่เวลานั้น ผมอยากจะโผล่ไปอยู่ตรงหน้าเธอซะเหลือเกิน

ในปีต่อมา เธอบอกกับผมว่าเธอเรียนที่นี่ไม่ไหว จะไปหาที่ลงใหม่.. เธอบอกว่าเธอสอบติดที่ ม.บูรพา เธอจะไปเรียนที่นั่น...
ในขณะที่ผมก็บอกเธอว่าจะตั้งต้นใหม่ ย้ายคณะที่เรียน เหมือนกัน (แต่ไม่ได้ย้าย มหาลัย 55)

ความสัมพันธ์ของเรายังคงห่างกันแบบเดิมเช่นเดิม และนั่นทำให้ แม้เธอจะเปลี่ยนแฟนใหม่ ก็ยังคงไม่ใช่ผมอยู่ดี...
ผมคิดว่าผมคงจะทำใจเรื่องของเธอได้แล้ว...คงไม่ได้ชอบเธอหรอก...
แต่เปล่าเลย ผมแค่หลอกตัวเองเท่านั้น...

เพราะหลังจากที่ผมหายไปแทบจะปีกว่าๆ จู่เธอก็โทรมา และร้องห่มร้องให้ ระบายให้ผมฟังว่า แฟนของเธอนอกใจ...ไปมีคนอื่น
ผมก็ทำหน้าที่ของผมเช่นเคย อย่างไม่เคยขัดข้อง คือ รับฟัง และให้กำลังใจ... ในตอนนั้นผมจะคุยกับเธอด้วยคำว่า "ชั้น" กับ "แก" ผมไม่ได้เรียกเธอด้วยคำว่า เธอ หรือ ชื่อเล่นของเธอ เหมือนแต่ก่อน... เพราะคิดว่าผมคงรู้สึกกับเธอแค่เพื่อน...
แต่เปล่าเลย เหมือนกับว่าเธอมากระเทาะเปลือกที่ปิดบังไว้ออก... ยิ่งเธอ...โทรมาเท่าไหร่ ผมเริ่มเข้าใจตัวเองว่า ผมไม่อยากให้เธอเสียใจเลย... ผมแคร์เธอมาก ผมนั่งรอว่าเธอจะโทรมาไหมเสียด้วยซ้ำ
"ผมเข้าใจแล้วว่าผมหลอกตัวเอง... ผมยังรักเธออยู่"

จนมีวันนึง เธอยังบ่นให้ฟัง เรื่องเดิม แต่มีประโยคนึงหลุดมาว่า...
"โอย...มีผู้ชายที่ไหน รักเค้าจริงมั่งเนี้ยยยย" ...
มีสิ!! ชั้นไง  ชั้นรัก....นะ (จริงๆพูดชื่อ แต่ที่นี้เราไม่พากพิงชื่อ ขอใช้ .... แทนละกันนะ)

เสียงเธอเงียบไปซักพัก เธอเหมือนว่าอึ้งๆไปก่อนที่จะตอบกลับมาว่า...
"ขอบใจนะ แต่... เค้าไม่ได้ชอบแก..".

ผมอึ้งไปพักนึงแต่ก็เหมือนกับว่ารู้อยู่แล้วแก่ใจ ...  "อึม รู้อยู่แล้ว ชั้นแค่อยากจะพูดเรื่องที่ไม่เคยคิดจะพูดเฉยๆ"
หลังจากนั้นเธอพยายามหาเหตุผลเพื่อบอกผมว่า จริงๆแล้วผมไม่ได้ผิดอะไร ที่จริงผมออกจะแสนดี เพียงแต่เธอไม่ได้คิดกับผมแบบนั้น...
ถึงจะเป็นเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจลึกๆก็ตามที... แต่วันนั้นผมไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่เธอพูดเลย...หลังจากนั้นผมได้แต่ตอบไปว่า ผมเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร... ทั้งๆที่ในใจผมตอนนั้น มัน... ทรมานมากๆ แต่ผมยังยืนยันจะทำหน้าที่เพื่อนที่ดีของผม ต่อไป...

หลังจากที่เธอติดต่อมาช่วงระยะนึง แล้วเธอก็หายไป... หลายวัน จู่ๆเธอก็ติดต่อกลับมาว่า ผู้ชายคนนั้นเขากลับมาขอคืนดี และบอกว่าตนสำนึกผิดแล้ว... สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นผมไม่รู้จะบอกเธอยังไงดี เลยได้แต่บอกว่า ให้เธอเลือกเองว่าเธอจะทำยังไง... ซึ่งต่อมาเธอก็บอกกับผมว่าเธอกลับไปคบกับเขาแล้ว...

"หลังจากนั้น ผมกลัวความรัก...หัวใจผมปิดตาย...ผมแทบไม่ชอบใครอีกเลย มาร่วม 2 ปี ถึงแม้จะมีผู้หญิงเข้ามาจีบก็ตามที"

ผมกับเธอยังติดต่อกันอยู่เสมอแบบเดิม ผมยังไม่เคยเปลี่ยน ยังเป็นผู้ชายเซ่อๆคนเดิม และยังเป็นที่ปรับทุกข์ที่ดีคนเดิม...

จนหลังจากเวลาร่วม 2 ปีนั้น ตอนนี้ผมเริ่มที่จะเปิดใจชอบใครใหม่ซักคน... และตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังพยายามสานความรู้สึกดีๆกับน้องคนนั้นอยู่ ถึงจะไม่รู้ว่าต้องทำไงบ้างก็ตามที (ใครรู้เป็นกูรูก็บอกทีนะ ไม่อยากกินแห้วแล้วอ่ะ...)

จู่ๆเพื่อนผมคนนี้ก็ติดต่อกลับมาอีกแล้ว... เธอบอกว่า พักนี้แฟนคนเดิมของเธอ ติดเที่ยว ชนิดที่ไม่ได้สนใจเธอเลย... และมักจะหายไป วัน – 2 วันบ่อยๆ... จนระยะนี้ที่เธอ ต้องมาฝึกงาน ทำให้เธออยู่ห่างจากแฟนของเธอกว่าเดิม และพบว่า ยิ่งเธอไม่อยู่ แฟนคนนั้นของเธอก็ยิ่งเที่ยวหนัก และ ก็ดูจะไม่ค่อยได้ใส่ใจหรือติดต่อเธอเลย...
เธอโทรมาบ่นเรื่องแบบนี้อยู่หลายครั้ง...จนกระทั่ง... ไม่นานนี้... ที่จู่ๆเธอก็โทรมาบอกว่า...
เจอจับได้ว่าแฟนของเธอ... พาผู้หญิงมาอยู่ด้วยที่บ้าน... ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เป็นชื่อพ่อเธอ...(พ่อเธอซื้อละผู้ชายคนนี้มาขอเช่า แต่ก็ไม่ค่อยได้จ่ายค่าเช่าตรงเวลานักหรอก...) เธอบอกว่าเธออยู่หน้าซอยที่จะเข้าบ้านเธอ... แต่เธอยังไม่อยากเจอใครที่บ้าน... 

ส่วนผมนั้น กำลังจะออกไป แถวๆ อตก. พอดี ... ผมเลยถามเธอว่า เธอจะไปด้วยกันรึป่าวซึ่งเธอตกลง...
เธอนั่งแท็กซี่มาแถวบ้านผม แล้วเราก็นั่งรถไป ร้าน cha- bar กัน... พอดีวันนั้นเป็นวันเกิดของคนรู้จักผม...
ผมไม่ได้เจอเธอตัวเป็นๆมานานมาก ราวๆ 2 ปีได้... เธอเล่ารายละเอียดให้ฟังระหว่างที่เรากำลังไปที่ร้านว่า เธอบังเอิญ... จะพาเพื่อนไปดูบ้านหลังนั้น เพราะเธอกำลังจะประกาศขาย... แล้วเลยได้ไปเจอว่า ในบ้านนั้นมีชุดของผู้หญิง และ หนังสือเรียน ของเด็ก ม.หอการค้า... ซึ่งไม่ใช่ของเธอแน่นอน... เพราะเธอไม่ได้เรียนหอการค้า และไม่เคยอยู่บ้านหลังนั้น... เธอเจอแต่ข้าวของ..แต่ไอ้ตัวคนน่ะ ไม่มีใครอยู่หรอก

ผมไปเที่ยวพร้อมเธอ แต่ดูเธอทำหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก ซักพักเธอก็ขอตัวออกไปคุยโทรสับนอกร้าน... ผมเองก็ อยู่ร่วมสังสรรค์กับคนรู้จักได้แป๊บเดียวก็เดินออกมาดูเธอด้วยความเป็นห่วง... เธอบอกว่าวันนี้เธอจะนอนที่บ้านหลังนั้น(หลังที่เธอไปจับชู้ได้นั่นหละ) เพราะมันใกล้ที่ทำงาน เธอต้องไปฝึกงานตอนเช้า เธอโทรขอแม่แล้ว และบอกว่าวันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่โผล่มาหรอก ... เธอถามผมว่าไปฉีกเสื้อเล่นกันไหม... ผมตอบว่าเอาสิ... ไม่ปฏิเสธ  เพราะเห็นว่าผมไม่อยากให้เธอต้องอยู่คนเดียว ประจวบเหมาะกับพี่ๆของผมกำลังจะกลับ ผมก็เลยกลับเลย..(ไปรถเขา ก็กลับรถเขา 55) ผมให้พี่ๆผมไปส่งที่บ้านหลังนั้น และทิ้งผมไว้กับเธอ... ในบ้านที่ไม่มีใครอยู่  ตอนแรกเธอชวนผมมาพังเสื้อของชู้เล่น แต่ที่ไหนได้ ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผู้ชายคนนั้น มาย้ายข้าวของหลักๆ ออกไปซะแทบหมด... แทบไม่เหลืออะไรเลย เลยกลายเป็นบ้านเปล่าๆ ที่ผมและเธอต้องอยู่กัน 2 ต่อ 2 ในคืนนั้น....

เธอบอกให้ผมนอนอยู่ที่โซฟาข้างล่าง... ส่วนเธอจะขึ้นไปนอนบนห้องชั้น 2
ผมก็กำลังเตรียมที่จะนอน... แต่แล้วเธอก็เรียกผม พร้อมกับเดินลงมาและบอกว่า "เค้าเซ็งมากอ่ะ นอนไม่หลับ... ลงมาคุยกะแกดีกว่า" แล้วเธอก็มานั่งอยู่บนโซฟาเดียวกับผม... เธอบอกให้ผมเดินขึ้นไปเอาผ้าห่ม และ ปิดไฟบนชั้น 2
เรากลับมานั่งบนโซฟาเดียวกัน ... และอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอบ่นให้ผมฟัง ถึงเรื่องที่เธอเพิ่งเจอมา แล้วเธอก็บอกผมว่า "เรามานอนกันบนโซฟาเนี่ยหละ แกนอนมุมนั้น เค้านอนมุมนี้..." แต่ผมก็เกรงใจ อีกอย่างมันคงดูไม่ดีนัก ผมเลย ขอที่จะนอนบนพื้น แต่อยู่ใกล้ๆเธอนี่หละ เผื่อเธออยากจะเล่าอะไรให้ฟัง...
คืนนั้น... เหมือนกับว่าสิ่งที่ผมอยากทำสมัยก่อน... มันได้เกิดขึ้นแล้ว ผมได้คอยนั่งดูแลเธอ ได้ปลอบใจเธอต่อหน้า... แต่ทำไมเรื่องนี้ต้องมาเกิดเอาตอนนี้ด้วย... แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรต่อนัก เพราะผมเป็นห่วงเธอเสียมากกว่า...
เราต่างคนต่างนอน โดยเธอนอนบนโซฟา ส่วนผมอยู่บนพื้นกระเบื้อง... แต่เรายังคงใช้ผ้าห่มผืนเดิม เพราะมันมีอยู่ผืนเดียว
... นี่คงเป็นระยะใกล้ชิดที่สุดเท่าที่ผมเคยอยู่กับเธอแล้ว....

เช้านั้นผมตื่นขึ้นมาก่อน เพราะผมกึ่งหลับกึ่งตื่นมาทั้งคืน... ผมเลยมานั่งทบทวนคิดหาคำตอบว่า... ตกลงที่ผมมาอยู่ตรงนี้ ผมมาเพราะอะไร... เพราะพี่สาวผมก็รู้เรื่องที่ผมเคยชอบเธอดี และก็แซวผมมาเมื่อคืน... จนในที่สุดผมก็เข้าใจอย่างแน่นอนว่า... ผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอแล้วจริงๆ ผมแค่เป็นห่วงเพื่อนของผม เพราะเธอคือ คนๆนี้ คนที่ผมพูดได้ว่าเธอคือ"เพื่อนรัก" คนนึงของผม ถึงเธอจะหายหน้าหายตาไปบ้าง แต่ไม่เคยที่จะทำให้ผมหายห่วงเธอได้เลย
ผมกลับมานั่งมองเธอนอนหลับ ผมเอามือลูบหัวเธอปลอบโยน จนเธอได้เวลาที่ควรจะตื่นไปทำงาน เราก็ต่างแยกย้ายกันไป ผมกลับบ้าน เธอทำงาน...

วันนั้นมีเพื่อนผมถามว่าผมหายไปไหนมา ทุกทีจะเห็นออนไลน์ msn อยู่จนเกือบเช้าเสมอๆ... ผมก็เลยบอกให้ฟังว่าผมไปค้างกับเธอมาแต่ไม่ได้มีอะไรกัน...

หากจะพูดกันประสาลามกจกเปรตแล้ว นี่คงเป็นการโง่มาก ที่คืนนั้น ผมไม่ได้ล่วงเกินเธอ... (โดนด่ามา...)
ผมนึกและตอบเพื่อนคนนั้นไปว่า
"กูทำไม่ได้หรอก...มันไม่ใช่ กูแค่เป็นห่วงมัน อยากจะดูแลมันแค่นั้น และนี่คือสิ่งๆนึง ที่ผู้ชายแบบกู จะทำให้ผู้หญิงคนนึงได้ ในฐานะ...เพื่อน... และฐานะที่กูเคยชอบมัน"
ซึ่งดูมันก็จะเข้าใจความเป็น "ตัวผม" ดี เลยไม่ได้ว่าผมอะไรมากมาย แค่แซวเฉยๆ... ว่าโอกาสมีแล้วแต่ยังโง่...

ทุกวันนี้เธอยังโทรมาอยู่... และก็ยังบ่นเซ็งเรื่องๆนั้นๆให้ฟัง เพราะเธอยังทำใจไม่ได้....
ผมก็ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เธอจะเลิกโทรมาบ่นเรื่องนี้... เพราะถ้าเธอเลิกบ่นมัน แสดงว่าเธอคงทำใจได้แล้ว

ผมยังแอบแซวเธออยู่ว่า "ไอ้บ้า รู้รึป่าวว่าถ้าคืนนั้น ไม่ใช่ชั้นที่ไปอยู่กับแก สงสัยแกโดนปล้ำไปแล้ว สิ้นปีนี้มอบรางวัลโนเบลสาขาเพื่อนดีเด่น ให้กูด้วยนะ" เธอก็ขำๆ และบอกผมว่า เพราะเธอเชื่อใจผม ว่าผมไม่ใช่คนเลว เธอจึงกล้าที่จะอยู่กับผมในคืนนั้น... เธอบอกว่า เวลาเธออยู่กับผมเธอสบายใจ แม้ผมจะไม่ได้พูดอะไรกับเธอ แต่จะไม่รู้สึกเหงา เหมือนกับที่เป็นๆอยู่...
ผมเองได้แต่หวังว่าเธอคงจะได้เจอวันที่ดีๆ ต่อไปหลังจากนี้

ส่วนผม...ผมยังรักเธออยู่เสมอ ถึงแม้จะเปลี่ยนรูปแบบ ไปเป็นความรักแบบ "เพื่อน" แต่ผมยังคงเป็นห่วง และ หวังดีกับเธอเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนเลย...

และอีกอย่าง ตอนนี้ผมกำลังอยากมีความหวังอีกสักครั้ง กับรักครั้งใหม่....

สุดท้ายนี้ผมยังจะยืนยันที่จะขอเป็นคนๆนี้... เป็นคนๆเดิม เป็นผู้ชายคนที่เซ่อๆ ... แต่ยังคงเป็นห่วงเธอ
เป็นคนที่เธออยู่ด้วยแล้วสบายใจ.. และคอยรับฟังเธอเสมอ...
เป็น "เพื่อนรัก" คนนี้คนเดิมของเธอ...
ตลอดไป...

...เฮ้ย... กูรักมึงนะ...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แฮะๆ... ไล่ตามแก้ไขจนจบเรื่องจนได้...

บอกแล้วว่าเรื่องของผมมันไม่เหมือนของคนอื่นๆ... เพราะเรื่องมันจบแบบเพื่อน ที่เราจะดีต่อกันตลอดไป...

ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบ...

และหวังว่าทุกคน คงอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก" กันได้อย่างลงตัวนะ  :52:

You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

ออยอิชี่

แอบจาม 3 ที เหมือนมีคนคิดถึง  :49:

Rabbitinblack


❤ ตูน ❤

 :33: รอติดตามนะคะ คุณ princekun

❤ ตูน ❤

อ้างคำพูดจาก: เดอะบุ๋ม เมื่อ 17 มิ.ย. 2008, 15:26 น.

ที่      รัก
วันที่  17 กรกฎาคม 2551                                 
จาก  ฝ่ายอำนวยการรักจัง


แอบอ้างไกลสุด ๆ ตั้งแต่หน้าแรก แต่ว่า บุ๋มเอ้ย วันนี้วันที่ 4 กรกฎาคม 2551
แต่จดหมายที่เขียนไว้ล่วงหน้าซะ 17 กรกฎาคม เลยหรอ  :30: :30: :30: พึ่งสังเกตอ่ะ

เดอะบุ๋ม

 :33:


จริงด้วย  :47:


ขอบคุณนะคะพี่ตูนที่เตือน



สงสัยจะใจลอย  :47:



:30:


แก้แล้วค่ะ  :22:

Rabbitinblack

 :30: หน้าแรกยังตามไปขุด

❤ ตูน ❤

อ้างคำพูดจาก: บิ๊ก + เม้ง เมื่อ 04 ก.ค. 2008, 10:57 น.
:30: หน้าแรกยังตามไปขุด

555 ไม่ตั้งใจจริงจริ๊ง มันบังเอิญไปเห็นเข้า

เดอะบุ๋ม

 :27:  ถือว่ารักกัน

เพราะใส่ใจทุกรายละเอียด


น่ารักจริงๆ  :27:

❤ ตูน ❤

#1916

วันนี้เงียบ ๆ จัง .. มาเล่าอีกช่วงนึงของชีวิตดีกว่า .. เรียกว่า "ไร้หัวใจ"  :50:

หลังจากตอนนั้นที่เล่าเอาไว้ ว่าคบกับพี่ที่ทำงานคนนึงได้ปีกว่า ๆ
แล้วมารู้ว่าเค้ามีครอบครัวแล้ว ตอนนั้น มันรู้สึกแย่มาก ๆ เลยนะ
มันชาไปหมด เสียใจ แต่ไม่ฟูมฟายนานนะ เพราะมันชา ๆ อึ้ง ๆ มากกว่า  :05:

หลังจากนั้นก็ยังตัดใจไม่ได้หรอก  :30:  เจ็บไหมก็เจ็บนะ
เหมือนต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ แต่ช่วงนั้นก็พยายามเลี่ยงได้ก็เลี่ยง
แต่ตัดเลยมันก็ยังทำไม่ได้ ยังคุย ยังเจอกัน (ก็ทำงานที่เดียวกันนี่เนอะ นั่งทำงานก็หันหลังชนกันอยู่)

ช่วงนั้น เริ่มมีใคร ๆ ผ่านเข้ามาเยอะแยะ นอกจากเราไม่ปิดตัวเอง
เรากลับเปิดรับทุกคนที่เ้ข้ามา ตอนนั้นบอกได้เลยว่า ไม่มีหัวใจให้ใครจริง ๆ
แต่เวลาเราคบกับใคร เราจะบอกทุกอย่างที่เราเป็น ไม่ปิดบังอะไร
ถ้ารับได้ก็คุย รับไม่ได้ก็เรื่องของคุณ ทำนองนั้น

ช่วงนั้นมันเหงา ๆ ติดโทรศัพท์มาก ถ้าอยู่คนเดียวจะฟุ้งซ่าน คิดเรื่องพี่เค้า
เลยคุยกับคนอื่นไปเรื่อย โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ที่พี่เค้าปิดโทรศัพท์ เพราะอยู่ที่บ้าน
ทรมานโคตร ๆ ตอนแรกก็อยู่คนเดียว นอนร้องไห้ นั่งรอโทรศัพท์
ตอนไหนที่พี่เค้าสะดวก เค้าจะแอบ ๆ โทรมา ความรู้สึกแบบ แม่งทรมานสุด ๆ
ทำไมเราต้องทนอยู่อย่างนี้วะ (ถามตัวเองตลอด แต่ตัดไม่ได้สักที)
พี่เค้าก็ยังพยายามทำดีกับเราสุด ๆ ยิ่งทำให้เรารัก ๆ ๆ
เอาอกเอาใจสารพัด เลิกงานพาไปกินอาหารร้านดี ๆ ออกจากที่ทำงานก็รีบขับรถมารับหน้าตึก
ไปส่งถึงหน้าบ้าน ดอกไม้ น้ำหอม เดินซื้อของนี่ชี้อะไรได้อย่างนั้นเลย
แต่มันไม่มีความสุขหรอก จนตัดสินใจ เปลี่ยนที่ทำงาน คิดว่าคงจะห่างได้

แต่เปล่าเลย ตกเย็น ขับรถมารับถึงตึกที่ทำงาน (ที่ทำงานเก่าอยู่บางนา ขับมารับถึงอโศก)
ส่งดอกไม้มาเซอร์ไพรส์ถึงออฟฟิศบ่อย ๆ จนคนที่ทำงานแซวกันใหญ่
ว่าแฟนน่ารักนะ น่าอิจฉา (จะมีใครรู้ไหมว่าเราไม่ได้มีความสุขอย่างที่เค้าคิดกันหรอก)  :16:

ช่วงนั้นเริ่มมีคนเข้ามาจีบ มาคุยด้วยเยอะแยะ แต่ทุกคนแทบจะรู้จักกันหมด
เพราะเราจะบอกหมด เล่าให้ฟังว่าเราคุยกับใคร ไปเที่ยวกับใคร ไม่เคยปิดบัง
ช่วงนั้นก็เริ่มหายเศร้าแล้วล่ะ เริ่มสนุกกับการคุยกับคนนั้นคนนี้

สลับสายเป็นว่าเล่นเลย คุยกับคนนั้น ต่อด้วยคนนี้
ตอนเช้าคนนึงมารับไปกินข้าว ลงจากรถก็มีอีกคนนึงมารับไปดูหนัง
เป็นอยู่อย่างนี้นานเหมือนกัน จนเริ่มรู้สึกว่า เหนื่อยว่ะ :44: ที่ต้องสลับร่างไปมา

คนพวกนั้นไม่เคยได้ความรักจากเราเลย แม้แต่ชอบก็ไม่รู้สึก
จนถึงทุกวันนี้ ยังมีบางคนที่ยังคุยกันอยู่บ้าง นับจากตอนนั้นมาถึงตอนนี้ก็ 4 ปีแล้วนะ
เค้าก็บอกนะว่า "ยังรออยู่" แต่คนมันไม่ชอบนะ จะให้ทำยังไง ดีแค่ไหนก็ไม่
บางทีก็รู้สึกนะว่า เออ ทำไมเราล้อเล่นกับความรู้สึกคนแบบนี้วะ
เหมือนกับ เวลาเหงาก็นึกถึงเค้าแล้วโทรไปคุย แต่ถ้าเค้าโทรมาแล้วเราไม่ว่าง หรือไม่อยากคุย ก็ไม่คุย

ตอนนั้นพี่เค้าก็รู้นะว่าเราคุยกับใครบ้าง เค้าก็พูดว่า
"ถ้าเจอคนดี ๆ ที่เค้ามาดูแลนู๋ได้ ป๊าก็จะไม่รั้งนู๋เอาไว้ แต่ตอนนี้ป๊าขอดูแลนู๋นะ"

เชื่อไหม จนถึงวันนี้ ที่เราเจอคนดี ๆ ที่เป็นอนาคตของเรา
คนที่เข้ากับครอบครัวเราได้ คนที่เราวางแผนในอนาคตด้วยกันแล้ว
เค้ากลับทำไม่ได้อย่างที่พูดนะ เค้าไม่เคยปล่อยเราไปเลย
แถมมาพูดแขวะ มากดดัน กระแนะกระแหนเรา
ขนาดเปลี่ยนเบอร์หนี พี่แกยังสืบหาเบอร์จนได้  :47:

สิ่งดี ๆ มันก็มีอยู่ในความทรงจำนะ ผูกพันกันมาดูแลกันมา
แต่ว่าอนาคตที่มันสวยงามรอเราอยู่ แล้วกับพี่เค้าก็เป็นทางตัน
ตูจะอยู่ไปเพื่ออะไรวะ พ่อแม่ก็ไม่สบายใจ เป็นทุกข์

ทุกวันนี้ บางครั้งมันก็ฝังใจนะ เวลาเรามาเจอคนดี ๆ
คนที่เป็นอนาคตของเรา ถามเค้า คุยกับเค้า เค้ารับได้ทุกอย่าง
เค้ารู้ทุก ๆ สิ่งที่เราเคยผ่านมา รู้ว่าเราเป็นยังไง
แต่ในใจลึก ๆ มันอดคิดไม่ได้หรอก ว่า เราไม่ดีพอสำหรับเค้าหรือเปล่า

Rabbitinblack

เดี๋ยวว่างๆ จะมาตามอ่านนะครับ  :22:

Princekun

#1918
ฮิ้วววว มาแก้ไขพิมพ์ต่อท้ายของเก่าจนหมดละ...

จบซะที  เรื่องเล่าความยาว 6 หน้ากระดาษ word :53:

ขอเสริมเพลงบิ๊ว อารมณ์หน่อยเหอะ... ไม่งั้นจะกลายเป็นพิมพ์เองอ่านเองแล้วอินเองอยู่คนเดียว
555

http://media.imeem.com/m/1DlJ8hnfeR

:43:
You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

Rabbitinblack

อ้างคำพูดจาก: princekun เมื่อ 04 ก.ค. 2008, 12:29 น.
ฮิ้วววว มาแก้ไขพิมพ์ต่อท้ายของเก่าจนหมดละ...

จบซะที  เรื่องเล่าความยาว 6 หน้ากระดาษ word :53:

ขอเสริมเพลงบิ๊ว อารมณ์หน่อยเหอะ... ไม่งั้นจะกลายเป็นพิมพ์เองอ่านเองแล้วอินเองอยู่คนเดียว
555

:43:

อ่านจบละ เป็นคนดีศรีอยุธยาจริงๆ  :43:

อ้างคำพูดจาก: princekun เมื่อ 04 ก.ค. 2008, 02:31 น.
จนหลังจากเวลาร่วม 2 ปีนั้น ตอนนี้ผมเริ่มที่จะเปิดใจชอบใครใหม่ซักคน... และตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังพยายามสานความรู้สึกดีๆกับน้องคนนั้นอยู่ ถึงจะไม่รู้ว่าต้องทำไงบ้างก็ตามที (ใครรู้เป็นกูรูก็บอกทีนะ ไม่อยากกินแห้วแล้วอ่ะ...)

ไปกระจู๋สารภาพรักเลย แล้วเล่าเหมือนออย เดี๋ยวจะมีคนมาช่วยจีบเต็มเลย  :43:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines