งาน เงิน ความหวัง อนาคต

เริ่มโพสต์โดย นายโอ้เอ้, 02 เม.ย. 2008, 02:32 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ต๊อป

อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 30 ก.ค. 2010, 02:29 น.

เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็เท่านี้ล่ะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็อยู่เฉยๆอยู่บ้านนี่ล่ะ
ไม่เคยสมัครถามงานอะไรเลย ฟังดูอีรุงตุงนังจนบอกไม่ถูกเลยว่าทำอาชีพอะไร
แต่ก็ไม่ได้ยุ่งนะครับ โดยปกติผมมีเวลาว่างพอสมควร มีเวลานอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน
และยังสังสรรค์บ่อยๆไปมหาลัยทุกแมตช์ ถ้าหากงานตรงกับปาร์ตี้ของมหาลัยผมจะยกเลิกงาน
ก็ไม่น่าเชื่อว่าใช้ชีวิตแบบนี้ก็ยังมีคนจ้างอยู่  :30:



:30b:

Piix

งานแบบเก้อสนุกดี ทำไรใหม่ๆตลอดเวลา

และคนแบบเก้อนี่แหละที่เหมาะ

จักรี

#2822
ผมมองว่าพี่เก้อไม่ได้ง่ายแบบที่พูดมาสำหรับทุกคน
เพราะที่เล่ามามันดูเป็นแบบว่าสบายๆ แต่เชื่อว่า ความรับผิดชอบหนักหน่วง
แต่อาจจะเป็นเพราะเป็นพี่เก้อ ก็เลยดูสบายๆ
อาจจะเป็นด้วยนิสัยการทำงานส่วนบุคคลหรือการจัดสรรเวลาที่ดีเยี่ยม
ดีจนมันเนียนมากเกินกว่าพี่เก้อจะรู้สึกได้ว่านั่นเป็นการจัดสรรเวลาของคนทั่วไปที่ทุกคนแม้แต่ผมพยายามทำ ก็ทำได้ยาก

ขนาดเราเองที่อ่านข้อเขียนจากพี่เก้อหลายครั้ง ก็ยังรู้สึกได้ว่า
พี่เก้อพลั่งพร้อมไปด้วยวิสัยทัศน์ที่เราไม่อาจจะสงสัยได้ว่าทำได้อย่างไง
และผมคิดว่าพี่เก้อเป็นหนึ่งในไม่กี่คนนักที่ทำได้
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

Piix

ใช่

ถ้าเป็นเราหยุดตั้งแต่อย่างแรกแล้ว  :47:

IM

อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 30 ก.ค. 2010, 02:29 น.
เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีค่าพอที่จะใช้จ่ายความรู้สึก ความรู้สึกเก็บไว้ซาบซึ้งกับศิลปะก็พอ
โคตรเจ๋งอ่ะ  :12:

อ้างคำพูดจาก: เก้อ เมื่อ 30 ก.ค. 2010, 02:29 น.
และยังสังสรรค์บ่อยๆไปมหาลัยทุกแมตช์ ถ้าหากงานตรงกับปาร์ตี้ของมหาลัยผมจะยกเลิกงาน
อันนี้ยิ่งเจ๋งเลย  :30:

iannnnn

ตูมีปัญหาเรื่องเวลา
มีมานานแล้ว เป็นพวกอยากจะ - ว่าจะ - เร็วๆ นี้กูจะ
แต่ก็ยังไม่ได้ทำซะที คือเป็นพวกฝันไกลแต่เสือกยังไม่ได้ไปไหนซะที

ลาดพร้าวรถติดจังโว้ย :07:

เก้อ

จักรีพูดเสียเท่ ใช่ครับ ผมไม่ใช่ผู้ชายง่ายๆ :37:

จะว่าไปมันก็อาจจะประมาณนั้น ที่ว่าไม่มีงานไหนง่าย
แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่างานไหนมันยากนะ ก็มันยากเท่าที่มันเป็น
เหมือนจะยิ่งอธิบายยิ่งงง เอาเป็นว่า เท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยรู้สึกว่าอะไรยาก
มีแต่ไม่ถนัดหรือทำไม่เป็น ก็ไม่รับก็เท่านั้น ที่ทำเป็นก็ทำได้โดยไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมากมาย
อย่างออกแบบอะไรสักอย่าง ผมว่าผมทำแล้วไม่ต่างกับกินข้าวร้องเพลงหรืออะไรแบบนั้น ไม่ค่อยรู้สึกว่าทำงาน
มันกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวันเป็นอย่างดี

ส่วนที่ทำให้การทำงานเหนื่อยมีไม่กี่อย่าง แทบทุกงานจะไม่คุยกับลูกค้า ต้องมีคนคุยมาแล้วค่อยมาถึงผม
เพราะเป็นหลักการที่ค้นพบเองว่าความเหนื่อยทั้งหลายในการทำงาน มักจะมาจากการคุยกับลูกค้า
ก็เลยไม่คุยซะเลย คุยอะไรจบกันแล้วค่อยมาบอก (แต่เราก็ต้องมองข้ามช็อตปัญหาต่างๆเผื่อไว้ด้วยน่ะนะ)
และอาจะเป็นเรื่องโชคดีมากที่ผู้ร่วมงานทุกคนก็นิสัยเหมือนกันหมด คือคัดจากนิสัย ฝีมือมาทีหลัง
จริงๆส่วนมากก็รุ่นน้อง ฝีมือมันดีพอทุกคนนั่นแหละ แล้วนิสัยก็เห็นกันมาหมดแล้ว ก็ทำงานด้วยเหมือนอยู่กับเพื่อน
แล้วการที่มันเก่งกันหมด ก็ทำให้ผมไม่ต้องใช้เวลาเยอะนัก(เช่นวันนี้ไปทำงานห้าโมงเย็น ค่ำๆก็กลับ)
นี่ไง ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ก็ทำให้ปัจจัยที่จะเหนื่อยหมดไปแล้ว :30:
I ROCK , THEREFORE I AM

PalmySyd

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 30 ก.ค. 2010, 00:07 น.
อวดด้วยๆ



ตื่นมา
ลุกขึ้น 
ยื่นมือออกมา
เปิดคอม

เข้างาน
:53:/ สัปดาห์นี้ชีวิตเป็นงี้ทุกวันเลย เข้างานทั้งที่ยังไม่อาบน้ำแปรงฟันด้วยนะ



สายๆ บ่ายๆ ก็จะมีโทรศัพท์เข้ามามากมาย....หรือที่เรียกว่างานเข้า

IM

ช่วงนี้ก็คล้ายๆ อยู่ นอนตอนเช้าๆ
พอบ่ายๆ ต้องตื่นมารับโทรศัพท์ พร้อมกับพูดว่า
"ยังไม่เสร็จเลยครับพี่"  :3005:

ณต

#2829
มาอัพเดทชีวิตตูบ้างดีกว่า  :30:

หลายๆ คน คงไม่รู้ว่าตูทำงานอะไร
อาจจะรู้แค่ว่าอยู่ที่อังกฤษ

งานสุดท้ายตอนตูอยู่เมืองไทย
ก็เป็นวิศวกรระบบเครือข่าย ที่มีคำนำหน้าว่าแก่
มีหน้าที่ให้คำปรึกษากับลูกค้า ออกแบบระบบ
ทำข้อเสนอโครงการ นำเสนอให้ลูกค้าฟัง
นอกจากนี้ก็ให้คำปรึกษากับเซลล์ในบริษัทด้วย
ว่าจะวางกลยุทธราคาเวลาเจอกับบริษัทคู่แข่งยังไง

ตอนแรกๆ ก็สนุกดีอยู่
เพราะได้ออกแบบระบบหลากหลายแบบ
ได้เรียนรู้ และจับได้ต้องเทคโนโลยีใหม่ๆ
แต่งานค่อนข้างหนักและกดดัน
เพราะการออกแบบระบบให้ชนะคู่แข่ง
นอกจากต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าแล้ว
ก็ยังมีเรื่องราคาเป็นหลัก และยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องอีกเยอะ
ซึ่งนั่นมันก็จะดึงตู ออกห่างจากความรู้ทางด้านเทคนิคมากขึ้นทุกทีๆ

อาทิตย์นึงต้องไปหาลูกค้าไม่ต่ำกว่า 5 ราย
ซึ่งแต่ละราย เราก็ต้องกลับมาออกแบบ และทำข้อเสนอโครงการ
เพื่อกลับไปนำเสนอลูกค้าอีกทีในอาทิตย์ถัดไป
มีอยู่อาทิตย์นึงมีนัดไปเจอลูกค้า 12 ราย
ผลพวงของมันคือ อาทิตย์ถัดมาก็ไม่ได้นอนเกือบทั้งอาทิตย์

ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ
จนวันนึงตูโดนหามเข้าห้องไอซียู
การนอนอยู่ในห้องไอซียูอาทิตย์นึง
มันก็ทำให้คิดอะไรได้เยอะล่ะ  :37:
ก็ตัดสินใจลาออกจากงาน
แล้วก็มาเรียนต่อที่อังกฤษนี่แหละ

ตอนมาอังกฤษก็ใช้เงินไทย
แค่ค่าเทอมเรียนภาษาถูกๆ ในปีแรก กับค่าตัวเครื่องบิน
ที่เหลือก็มาหาเอาแถวนี้
จนพอเป็นค่าเทอมเรียนมหาลัยได้

ก็เรียนไปด้วย และทำงานส่งตัวเองไปด้วย
จนเพิ่งได้จดหมายจากมหาลัยเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
ว่าต่อไปนี้ไม่ต้องมาเรียนอีกแล้วนะยะ  
เพราะเรียนจบแล้ว    :53:
ก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน เพราะใช้ชีวิตนักเรียนมานาน
มันลั้ลลามากๆ เมื่อเทียบกับชีวิตการทำงานที่เมืองไทย

ถึงตอนนี้ ยังไม่ได้คิดตัดสินใจอะไรแน่ชัด
ก็ยังสองจิตสองใจอยู่ ว่าจะหางานทำที่นี่ดี
หรือจะกลับไปทำงานเมืองไทยดี
ก็หวังลึกๆ ว่า จะได้งานที่นี่
แต่ได้ถูกส่งไปทำงานที่เมืองไทย  :46:

ส่วนอีกใจนึงก็คิดจะทำ Set Top Box
สำหรับคนไทยในต่างแดน

แต่ตอนนี้ขอหยุดพักตั้งสติก่อนแป๊บนึง

Romzaikyu

นี่เป็นกระจู๋แนะนำตัวรอบสองสินะ  :37:

:30: :30: :30:


ตอนนี้เพิ่งรู้สึกว่ารู้จักป๋าณต (หลังจากเพิ่งเห็นหน้า)
หลังจากรู้เลาๆ ว่าเรียนอยู่อังกฤษ ทำงานเกี่ยวกับเครือข่ายนี่แหละ
รู้จักใครบางคนที่เป็นข่าววงใน  :30:
มีความรู้เรื่องศิลปะ อาหาร เครื่องดื่ม...ที่เราชอบกัน  :47:
ชอบทำอะไรกินเอง  :23:

อ้าวก็รู้นี่หว่า  :30: :30:
แต่เพิ่งรู้ว่าเรียนจบแล้ว และ เคว้งคว้างนิดๆ  :30: :30:


ยินดีด้วยนะป๋า :12:
ถ้ากลับมาไทย ตูคงเป็นอิสระพองามแล้ว
ถึงจะไม่ใช่คนดื่มไวน์เป็นสรณะ ก็ยังพอจะรับรู้ความอร่อยมันได้อยู่  :27:

JΛNΣ

ป๋าณตจะทำดรีมบ็อกซ์สำหรับคนไทยในต่างแดน  :07b:

คิ้วหนาจ้ะ

มาอัพเดท ชีวิตตัวเอง มั่งดีกว่า

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความคิดจะไปเป็นโรบินฮู้ด ที่ ซานฟราน เพราะมีน้องอยู่ที่นู่น
สุดท้ายก็ต้องพับโครงการไป เพราะหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะที่บ้านไม่ให้ไป หรือว่าบี ที่ไม่อยากพาไปลำบากด้วย

ก็เลยต้องผันตัวเองมาทำงานออฟฟิศ เหมือนเดิม แต่แค่ย้ายที่ทำงาน จากการเป็นฟรีแลนซ์ให้เค้ามาก่อน
ซึ่งจะเรียกว่าที่ทำงานก็คงไม่ได้เพราะไม่ค่อยมีระเบียบอะไรซักเท่าไหร่ เหมือนมาทำงานบ้านเพื่อนมากกว่า
จากตอนแรกที่คุยกันว่าอาจจะมาเป็นหุ้นส่วนกัน คือให้มาทำงานกันก่อน ช่วยกันดู พอถึงเวลาก็ลงทุน ร่วมหุ้นกันไป
แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ถึงกับเป็นหุ้นส่วนแฮะ แต่เป็นประมาณระดับหัวหน้าเฉยๆ มีลูกน้องที่ต้องดูแล 1 คน

งานที่ทำก็ ออกแบบงานเกือบทุกอย่าง ถ้าแบบนิ่งแล้วมีปรับอะไรเพิ่มก็จะให้น้องอีกคนจัดการต่อ
คอยดูเรื่องสี เรื่องงานผลิตบ้าง แล้วแต่งาน แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็เป็นของเพื่อนที่เป็นเจ้าของ
งานเหมือนจะไม่มีอะไร น่าจะมีเวลาว่างมากขึ้น แต่ก็ไม่แฮะ เพราะเนื่องจากงานแบบทั้งหมดต้องมาเริ่มที่เราก่อน
จากที่คิดว่าน่าจะมีเวลาทำนู่นนี่ เรียนนู่นนี่เพิ่ม ก็ต้องพักไว้ก่อน (นี่จะทำเว็บบริษัท ยังไม่มีเวลาทำต่อเลย)
แฟลช ถ้าไม่ให้จารย์เกศมาสอนถึงออฟฟิศ ป่านนี้ก็คงไม่มีเวลาลองทำ ลองเรียน เหมือนเดิม

เรื่องงานที่รับๆ มาก็จะส่งต่อให้บี ซึ่งบีเป็นเซลล์ที่ออฟฟิศ ก็จะได้ค่าคอมฯ กันไป

ทุกวันนี้ก็ยังแฮปปี้ดีกับงานที่ทำ แต่พอได้อ่านเรื่องของคนอื่นไฟมันก็ครุ
ก็มาย้อนดูตัวเองว่าเราควรจะมีอะไรเป็นของตัวเราเองมั่งได้แล้วมัง
จะมัวมาเป็นมนุษย์เงินเดือนตลอดไปก็คงไม่ได้ ตอนนี้ก็มองหาลู่ทางกับบีอยู่ ว่าจะทำอะไรซักอย่างนึง
จะเปิดร้านขายอะไรซักอย่าง บีหาพวกแฟรนไชส์หลายๆ เจ้ามาให้ดู แต่ก็ยังคิดว่าไม่เวิร์ค และยังหาทำเลไม่ได้

เงินที่มีๆ อยู่ก็เอาไปซื้อคอนโดใช้จ่ายนู่นนี่นั่น และอีกซักพัก เดี๋ยวก็ต้องแต่งงานใช้ตังอีก
มันก็เลยกลายเป็นว่า ไฟที่ครุ ก็ได้แค่ครุ เพราะมันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ต้องใช้ตัง
สุดท้ายแล้ว ชีวิตตอนนี้คงยังไม่ได้ขยับขยาย ไปทำอะไรแน่ๆ

แต่่ก็มาคิดอีกว่า ถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ แล้วเราจะเริ่มเมื่อไหร่ (ความคิดมันขัดแย้งกันในหัวตัวเอง)
ทำให้มีความคิดว่า ไม่แต่งงานดีมั้ยนะ เปลืองจัง คุยกับพ่อแม่บี เค้าก็ว่าไม่ต้อง
แต่พ่อแม่เราล่ะ ก็ไม่ได้อีก ช่วงนี้เจอญาติพี่น้อง คำถามแรกที่เจอก็จะถามว่าเมื่อไหร่แต่งๆ
เราก็ได้แต่บอกไปว่า โอ้ยอีกนานครับ ไม่ก็บอกติดตลกไปว่า ไม่แต่งหรอก กะฉุดลูกสาวเค้ามาพอ

เฮ้อ...ชีวิต
สุดท้ายถ้าเราไม่ลงมือทำ ความฝันมันก็ยังเป็นแค่ความฝัน อยู่อย่างนั้นตลอดไป
ก็คงต้องค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ ทำกันไป  :42:

Buob Marley

อ้างคำพูดจาก: คิ้วหนา กะ หนูบี เมื่อ 30 ก.ค. 2010, 10:00 น.
มาอัพเดท ชีวิตตัวเอง มั่งดีกว่า

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความคิดจะไปเป็นโรบินฮู้ด ที่ ซานฟราน เพราะมีน้องอยู่ที่นู่น
สุดท้ายก็ต้องพับโครงการไป เพราะหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะที่บ้านไม่ให้ไป หรือว่าบี ที่ไม่อยากพาไปลำบากด้วย

ก็เลยต้องผันตัวเองมาทำงานออฟฟิศ เหมือนเดิม แต่แค่ย้ายที่ทำงาน จากการเป็นฟรีแลนซ์ให้เค้ามาก่อน
ซึ่งจะเรียกว่าที่ทำงานก็คงไม่ได้เพราะไม่ค่อยมีระเบียบอะไรซักเท่าไหร่ เหมือนมาทำงานบ้านเพื่อนมากกว่า
จากตอนแรกที่คุยกันว่าอาจจะมาเป็นหุ้นส่วนกัน คือให้มาทำงานกันก่อน ช่วยกันดู พอถึงเวลาก็ลงทุน ร่วมหุ้นกันไป
แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ถึงกับเป็นหุ้นส่วนแฮะ แต่เป็นประมาณระดับหัวหน้าเฉยๆ มีลูกน้องที่ต้องดูแล 1 คน

งานที่ทำก็ ออกแบบงานเกือบทุกอย่าง ถ้าแบบนิ่งแล้วมีปรับอะไรเพิ่มก็จะให้น้องอีกคนจัดการต่อ
คอยดูเรื่องสี เรื่องงานผลิตบ้าง แล้วแต่งาน แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็เป็นของเพื่อนที่เป็นเจ้าของ
งานเหมือนจะไม่มีอะไร น่าจะมีเวลาว่างมากขึ้น แต่ก็ไม่แฮะ เพราะเนื่องจากงานแบบทั้งหมดต้องมาเริ่มที่เราก่อน
จากที่คิดว่าน่าจะมีเวลาทำนู่นนี่ เรียนนู่นนี่เพิ่ม ก็ต้องพักไว้ก่อน (นี่จะทำเว็บบริษัท ยังไม่มีเวลาทำต่อเลย)
แฟลช ถ้าไม่ให้จารย์เกศมาสอนถึงออฟฟิศ ป่านนี้ก็คงไม่มีเวลาลองทำ ลองเรียน เหมือนเดิม

เรื่องงานที่รับๆ มาก็จะส่งต่อให้บี ซึ่งบีเป็นเซลล์ที่ออฟฟิศ ก็จะได้ค่าคอมฯ กันไป

ทุกวันนี้ก็ยังแฮปปี้ดีกับงานที่ทำ แต่พอได้อ่านเรื่องของคนอื่นไฟมันก็ครุ
ก็มาย้อนดูตัวเองว่าเราควรจะมีอะไรเป็นของตัวเราเองมั่งได้แล้วมัง
จะมัวมาเป็นมนุษย์เงินเดือนตลอดไปก็คงไม่ได้ ตอนนี้ก็มองหาลู่ทางกับบีอยู่ ว่าจะทำอะไรซักอย่างนึง
จะเปิดร้านขายอะไรซักอย่าง บีหาพวกแฟรนไชส์หลายๆ เจ้ามาให้ดู แต่ก็ยังคิดว่าไม่เวิร์ค และยังหาทำเลไม่ได้

เงินที่มีๆ อยู่ก็เอาไปซื้อคอนโดใช้จ่ายนู่นนี่นั่น และอีกซักพัก เดี๋ยวก็ต้องแต่งงานใช้ตังอีก
มันก็เลยกลายเป็นว่า ไฟที่ครุ ก็ได้แค่ครุ เพราะมันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ต้องใช้ตัง
สุดท้ายแล้ว ชีวิตตอนนี้คงยังไม่ได้ขยับขยาย ไปทำอะไรแน่ๆ

แต่่ก็มาคิดอีกว่า ถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ แล้วเราจะเริ่มเมื่อไหร่ (ความคิดมันขัดแย้งกันในหัวตัวเอง)
ทำให้มีความคิดว่า ไม่แต่งงานดีมั้ยนะ เปลืองจัง คุยกับพ่อแม่บี เค้าก็ว่าไม่ต้อง
แต่พ่อแม่เราล่ะ ก็ไม่ได้อีก ช่วงนี้เจอญาติพี่น้อง คำถามแรกที่เจอก็จะถามว่าเมื่อไหร่แต่งๆ
เราก็ได้แต่บอกไปว่า โอ้ยอีกนานครับ ไม่ก็บอกติดตลกไปว่า ไม่แต่งหรอก กะฉุดลูกสาวเค้ามาพอ

เฮ้อ...ชีวิต
สุดท้ายถ้าเราไม่ลงมือทำ ความฝันมันก็ยังเป็นแค่ความฝัน อยู่อย่างนั้นตลอดไป
ก็คงต้องค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ ทำกันไป  :42:
:53:
http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

JΛNΣ

อ่านย่อหน้าสุดแล้วแล้วก็ถอนหายใจยาวๆ  :05:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines