งาน เงิน ความหวัง อนาคต

เริ่มโพสต์โดย นายโอ้เอ้, 02 เม.ย. 2008, 02:32 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

จักรี

ผมเกิดไม่ทันรายการนี้ครับพี่.....ฝันที่เป็นจริงไรอ่ะไม่เคยได้ยิน :37:



อ่านของทุกคนแล้วรุ้สึกว่าคุ้มจริงๆ ที่ได้อ่าน เหมือนว่าตัวเองไม่ได้เดินอยู่คนเดียว

บนความยากแค้น ผมเคยอดมื้อกินมื้อไม่มีตังค์ไปเรียน ไม่มีตังค์กินข้าว ต้องต้มข้าวกินกับน้ำตาล
แล้วนอนอยุ่เฉยๆ เพราะกลัวเปลืองพลังงาน   พอมาถึงจุดนี้ได้ ละรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก

แต่ มันมีอะไรรอเราอยุ่มากกว่านั้นอีก  จากการที่ได้อ่านเรื่องราวของเพื่อนๆสาวกแล้ว จึงรู้เลยว่า
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตโดยเฉพาะทุกด้าน.........

เรื่องที่เคยลำบากมาเมื่อก่อน ให้ทุกท่านช่วยกันเก็บมันไว้ เป็นประสบการณ์ในการเดินไปข้างหน้าต่อจากนี้
และแบ่งปันน้องๆ ที่ยังไม่ถึงเวลารับภาระต่างๆในวันข้างหน้าให้ได้เตรียมใจเอาไว้ 
ถ้าทางที่เราเลือกทำมันสามารถลดความเหนื่อยในอนาคตให้กับน้องๆ เราได้ มันจะเป็นประโยชน์มากเลย  :12:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เดอะบุ๋ม

อ้างคำพูดจาก: คุณโบว์ เมื่อ 06 เม.ย. 2008, 13:57 น.

ให้ข้อคิดแก่น้องๆที่เรียนอยู่ด้วยแล้วกันนะคะ
คือชีวิตนี้เรียนอย่างเดียวไม่ได้นะคะ  ถ้าเราไม่ฝึกปรือฝีมือในทุกๆด้าน
เมื่อไหร่ที่เราเจอปัญหาหนักหน่วง เจอมรสุมของชีวิต
แล้วเราจะไม่สามารถรับมือกับมันได้อย่างฉลาดเลย
เราอาจจะไม่มีทางออกของปัญหานั้น
หรือถ้ามีทางออก ทางออกของเรานั้นมันอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตเรา
แล้วคนที่เสียใจมากที่สุดเมื่อมองย้อนกลับมาก็คือตัวเราเอง


เป็นกำลังใจให้คนที่พบปัญหาจากเรื่องงานเรื่องเงินและอนาคตตอนนี้นะคะ
สู้ๆค่ะ ปัญหาทุกอย่างมีทางออกจริงๆ
ถ้าสู้สุดกำลังแล้วไม่มีทางออกให้มันรู้ไป :12:



อ่านของพี่โบว์แล้วรู้สึกละอายใจ + ได้กำลังใจสุดๆ   :12:+
อึ้ง ทึ่ง คิดว่าผู้หญิงคนนี้สุดยอดมากๆ  ตอนแรก คิดเหมือนเบลล์ ว่าพี่โบว์รวยเป็นพื้นฐาน ไฮโซ ลูกคุณหนู รถพ่อแม่ซื้อให้
คนคุณภาพจริงๆ ต่างจากตัวเองคนละขั้วเลย  (ขี้เกียจมากๆ )

บุ๋มไม่เคยแบ่งเบาภาระเรื่องเงินกับพ่อแม่เลย มีแต่เพิ่มภาระ  :46: ขนาดทำงานแล้วก็ยังขอ  :41:  แต่ก็บอกพ่อไว้แล้วว่าเดือนหน้า(ทำงานเดือนที่2 จะไม่ขอแล้ว) ว่าจะไปทำงานพิเศษเพิ่ม  พ่อก็ห้าม บอกว่าทำงานตัวเองให้มันลงตัวไปก่อน ไม่พอก็บอก  เลยได้ใจ  แต่ก็มีคิดบ้าง ว่าจะทำอะไรดี 
แต่ก็ปล่อยเวลาผ่านไปวันๆ 

อยากจะชมมากกว่านี้ แต่พิมพ์บรรยายยังไงดี  ศรัทธามันเกิดอีกแล้ว
ทั้งพี่โบว์ พี่แอน  :12: :12: 

เป็นสาวขอบตาดำที่มีคุณภาพจริงๆ   :46:

แปะของพี่กวางไว้ เดี๋ยวมาอ่าน

  แปะของตัวเองไว้ด้วย เดี๋ยวมาเล่าบ้าง ถึงความลำบากอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

ขอบคุณทุกโพสต์ มีประโยชน์ต่อคนที่ขี้เกียจจริงๆค่ะ

าาา๐


เพราะคุณ...  เป็นคนดีครับ  :05:
perfectionist

ooh

โอ๋ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมค่ะ เงินเดือนก็ไม่เท่าไหร่เลย ยังไม่ถึงสองหมื่นด้วยซ้ำ ตั้งแต่จบมา
ก็ทำงานด้านนี้มาตลอด เปลี่ยนที่ทำงานมา 3 ที่แล้ว เป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานกรุงเทพ
ตอนแรกสมัครงานได้เงินเดือนแค่ เจ็ดพันกว่าเองตอนนั้นกลัวไม่ได้งานทำค่ะ เลยทำไปก่อน
เหมือนทุกอย่างดูสวยหรูเพราะถึง เงินเดือนน้อย แต่มีกำลังใจจากแฟน เพราะหาเงินช่วยกัน มีน้อยก็กินน้อย ลำบากมาด้วยกัน
แต่พอได้งานไหม่ (ที่ปัจุบันทำอยู่) เงินเดือนเยอะ กว่าเมื่อก่อน แต่พอได้งานใหม่ปุ๊บก็เลิกกับแฟน
เหมือนชีวิตเคว้ง (เค้าไปมีแฟนใหม่ที่มีบ้านอยู่กรุงเทพฯ โอ๋เลยต้องแป่ว สู้ดิ้นรนคนเดียว  :05:)
แต่ยังดีที่โอ๋ยังมีงานทำค่ะ  :42:   ยังดูแลตัวเอง เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆได้เองคนเดียว
แต่บางทีก็ท้อเหมือนกัน ว่าจากนี้จะทำไปเพื่อใคร เหลือตัวคนเดียว สู้คนเดียว  :16:

ยังดีที่บริษัทเค้าดูแลพนักงานดี เรื่องค่ารักษาพยาบาล วันหยุด โบนัสปลายปีก็ได้เป็นเงินก้อนพอสมควร
แต่ก็ยังไม่มีเงินเก็บเลย เพราะค่าใช้จ่ายในกรุงเทพฯก็สูงพอสมควร
ตอนนี้ก็เริ่ม เก็บบ้างแล้วค่ะ ยังไม่รู้อนาคตของตัวเองเลยตอนนี้
เพราะเหมือนกำลังตั้งหลักชีวิตใหม่อยู่ จริงๆ อยากกลับไปอยู่บ้าน
แต่ถ้ากลับไปที่บ้านก็ต้องลำบาก เหลือ น้า กะยาย แค่ สองคน
เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ เล่าเรื่องการงานแล้ว ดีใจด้วยนะคะที่ประสพผลสำเร็จในชีวิต
ส่วนโอ๋ก็คงต้องอีกสักพัก ขอให้เพื่อนๆทุกคน สู้ๆ ต่อไปนะคะ :12:

The show must go on
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไงชีวิตก็ต้องเดินต่อไปค่ะ
The Show Must Go On
จะเกิดอะไรขึ้น ยังไงชีวิตก็ต้องเดินต่อ

ฟิ้งซ์

สู้ๆ นะครับ ผมก็หางานใหม่อยู่

ได้แต่อ่าน ยังไม่อยากเอาเรื่องตัวเองมาลง ...
ต๊กต๋าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ต๊กต๋าตัวเป๋นดีไค่ไห้

เบียร์ซาบซ่า !

อ้างคำพูดจาก: 8e88 เมื่อ 06 เม.ย. 2008, 23:26 น.
อ่านจบแล้ว ขอมอบรถเข็นให้คุณคนละ 1 คัน   :37:

ต้องมีผงซักฟอกบสีสด้วยดิครับ มันไม่ครบ

ทุกคนนี่สุดยอดจิงๆๆ :46:

จักรี

พี่โอ๋  สู้ๆ ครับ  โชคดีที่ไม่มีภาระ มาก   สุ้ต่อไปครับ  :12:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: จักรี เมื่อ 09 เม.ย. 2008, 12:15 น.
พี่โอ๋  สู้ๆ ครับ  โชคดีที่ไม่มีภาระ มาก   สุ้ต่อไปครับ  :12:

ขอบคุณครับ :46:




อ้าว!
ไม่ใช่ผมเหรอ :35:
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

จักรี

พี่โอ๋ ก็สู้ๆ นะครับ   ลากไปยิงให้ได้  :12:   :37:
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

กวางจ้ะ

ืทีหลังก็เรียก พี่โอ๋สวย พี่โอ๋หล่อ ไง จะได้ไม่สับสน  :43:

คุณชาย ( 737 )

 โชคดีที่ได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ เห็นเส้นทางชีวิตของใครๆหลายคน นี่ซินะเขาถึงเรียกสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆท่านๆว่า "มนุษย์"
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

Buob Marley

 :05a: จากง่วงๆ อยู่
:12: พี่โบว์ทำตูน้ำตาซึมไปสองสามดอก

:37: ดีนะ ไม่มีใครอยู่
http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf

A Long Patience: Wish Us Luck (and Happy Anniversary)

บัวริมบึง

#192
            แท้จริงแล้วกระจู๋นี้เป็นกระจู๋ที่อยากเขียนอย่างแรง  แต่ด้วยเวลาและโอกาสไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย 

จึงได้แต่รีรอมานานช้า  จนวันนี้ถึงฤกษ์งามยามปลอดแล้ว  ...เริ่มเลยล่ะกัน..

           เิกิดและเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดา  ดีหน่อยที่อยู่กับยายและน้าซึ่งดูแลเอาใจใส่ให้การฟูมฟักเป็นอย่างดี

ชนิดที่คิดว่าอยู่กับพ่อแม่ก็คงไม่สบายเท่านี้  บุคคลในครอบครัวส่วนใหญ่  อันหมายรวมไปถึงญาติโกโหติกา  ล้วนแล้วแต่มีอาชีพครูทั้งสิ้น

ดังนั้นตั้งแต่เด็กมาแล้ว  ก็มีปณิธานที่หาญมุ่งว่่าอยากเป็นครู  และเริ่มไล่ล่าความฝันอย่างสุดความสามารถ (อืม..เวอร์ไปหน่อยอันนี้)


"งาน" 

          จบมาจากมอ. เอกภาษาและวรรณคดีไทย  ซึ่งเป็นวิชาที่โคตรอยากเรียน และเรียนอย่างมีความสุขยิ่ง  แต่พอต้องมาหางาน

ขอบอกเลยว่าโคตรทุกข์เช่นกัน  เพราะหางานโคตรยาก  แถมท่านพ่อก็ประกาศทฤษฎีการเลี้ยงดูแนวทางใหม่อีก  จากในช่วงแรก

เลี้ยงลูกแบบโต๊ะจีน  ถึงเวลาก็จัดการหามาให้กินเสร็จสรรพ  พอเรียนจบปุ๊บพ่อเลยเปลี่ยนเป็นการเลี้ยงดูแบบบุฟเฟต์ ให้ทำมาหารับประทานเอง

เครียดสิทีนี้  ทำไงดีวะ!! ค่าโทรศัพท์มือถือก็ต้องจ่าย  ขนมก็ต้องกิน  ถึงบ้านจะไม่ต้องเช่า  ข้าวไม่ต้องซื้อก็เถอะ... งานก็หายาก

เพราะพ่อไม่อนุญาตให้ขึ้นมาหางานที่กรุงเทพฯ  (กลัวลูกอดตาย!)  ที่สุราษฏร์ฯ จะมีอะร๊ายให้ทำนักหนา  ขอไปสมุยก็ไม่ให้ไป :07:

          ในที่สุดก็หาลู่ทางด้วยการไปเซ้งแผงในตลาดซึ่งเปิดขายของกลางคืนในสุราษฎร์ฯ  เพื่อขายกิ๊ฟช็อป  ซึ่งก็พอไปได้

ชอบชีวิตตัวเองช่วงนั้นมากเลย  วันๆ ตื่นขึ้นมานอนตีพุง ไปห้องสมุด  เช่าหนังมาดู  ขับรถร่อนไปร่อนมา ฯลฯ จนกระทั่งได้เวลาราวสี่โมงเย็น

เปิดแผง จัดร้าน และขายของจนประมาณสามทุ่มก็เก็บร้าน  รายได้ก็พอค่าขนมประมาณวันละสองสามร้อย
         
          ต่อมามีอาจารย์ที่เคยสอนสมัยมัธยม  เปิดโรงงานทำน้ำส้ม  จึงเรียกให้ไปทำบัญชีและคุมโรงงานแทน

ช่วงนั้นก็สนุกสนานดีเป็นที่ยิ่ง  ประมาณเจ็ดโมงเช้าจนถึงบ่ายสามโมงกว่าก็อยู่โรงงาน  ตอนเย็นไปขายของ  ทำอย่างนี้อยู่ซักเดือนกว่า

เริ่มมีงานใหม่เข้ามา

          เนื่องจากความอยากเป็นครูสุดฤทธิ์  แล้วตอนนั้นยังไม่มีการเปิดสอบรับราชการ  จึงไปสมัครสอนพิเศษที่สถาบันติวไว้  จับผลัดจับผลู

ได้สอนพิเศษภาษาไทยและสังคม  ๒  วิชา   ตอนเย็นจึงต้องไปสอนพิเศษแทน  แล้วก็มอบมรดกร้านแ่ก่น้าเพื่อขายของต่อไป

สอนพิเศษอยู่ได้ซักสองสามอาทิตย์  ญาติที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่งก็ตามตัวบอกว่าครูภาษาไทยที่วิทยาลัยเทคนิคกำลังว่าง  อยากทำไหม?

ตอนนั้นด้วยความงก  เลยบอกว่าถ้าได้แค่เดือนละ 6230 บาท (มาตรฐาน) ไม่ทำ  เพราะสอนพิเศษกับทำงานโรงงานรวมกันได้มากกว่าเยอะ

แต่เขาบอกว่ามีค่าสอนนอกเวลาให้ด้วย  (ปวช.120 ปวส.170.ต่อชั่วโมงมั๊ง ถ้าจำไม่ผิด)  รวมแล้วได้เดือนละหมึ่นกว่า ...ก็เลยตัดสินใจไปทำ

          รับอาชีพครูเต็มตัวสองสามวันแรกก็แทบจะตาย  ตอนเย็นกลับบ้านไม่คุยโทรศัพท์กับใครเลย เพราะอ้าปากไม่ขึ้น  เพื่อนโทรมา...

ก็บอกว่าเมื่อยกราม  พูดไม่ไหวแล้ว  เพราะได้รับตารางสอน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  ซึ่งนับว่าเยอะมาก  สอนคาบแรกเริ่มเจ็ดโมงครึ่ง

คาบสุดท้ายเลิกสองทุ่ม  (เพราะมีภาคเช้าบ่าย) แถมด้วยสถิติร้องไห้ในห้องเรียนด้วยความโมโหเด็ก  รวมแล้ว 4 ครั้งต่อเทอม 

(แต่ต่อมาพัฒนาเป็นทำเด็กร้องไห้แทน :30:

           ช่วงแรกที่สอน  นักเรียนร้ายมาก! สอนคาบแรกจำได้เลยว่าเป็นช่างซ่อมบำรุง ปวช.3 (แก่สุดในห้องอ่อนกว่าตู 3 ปี) 

หน้าตาเถื่อน เสียงดังโวยวาย ฯลฯ  ยืนขาสั่น  แต่แสร้งทำเป็นมั่นใจสุดฤทธิ์  สองชั่วโมงที่ยืนหน้าชั้นตอนนั้น

เป็นสองชั่วโมงที่ยาวนานที่สุดในชีวิต :05:  (รู้สึกอยากร้องไห้  ทำไมมันไม่ฟังตูเลยวะ อยากร้องกรี๊ดๆๆๆๆๆ)

ออกมาคุยกับพี่ๆ ที่ห้องพักครู  เล่าเหตุการณ์ให้เขาฟัง  ทุกคนบอกว่านั่นคือนักเรียนตั้งใจแล้วนะนั่น  ที่เราเจอนับว่า

เป็นพฤติกรรมอย่างดี  (นี่เหรอวะ..อย่างดี :08:)

         หลังจากสองสามเดือนแรกผ่านไป  ก็ปรับตัวกับนักเรียนได้ดีขึ้น  ต่อปากต่อคำ จิกด่ากัดตี  และลงโทษได้อย่างไม่เกรงกลัว

ทำให้การเรียนการสอนสนุกเข้มข้นขึ้นมาก  แต่มารู้สึกว่าตัวเองเข้าขั้นจริงๆ ก็เมื่อมีอยู่คาบหนึ่ง  พูดกับนักเรียนอย่างลืมตัวว่า

"เฮ้ย..หมดเวลาแล้วเหรอ  สองชั่วโมงแป๊บเดียวเอง" ทำให้รู้ว่าความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

         เมื่อลาออกไปเรียนต่อหลังจากสอนได้ปีครึ่งก็เสียใจมาก  เพราะค้นพบแล้วว่างานที่เหมาะสมกับเราคือการเป็นครู

มีความสุขมากเวลาได้อธิบาย  ได้พูด  ได้บอก  ให้คนเข้าใจในสิ่งที่เขาอาจไม่เข้าใจมาก่อน  ชอบเวลาที่นักเรียนยิ้ม หัวเราะ

และรู้สึกเป็นสุขเวลาที่นักเรียนโทรมาปรึกษาเรื่องโน้นเรื่องนี้ 

         กลับไปสอบเข้ารับราชการตามคำบัญชาของพ่อและแม่  เมื่อบังเอิญสอบได้  ก็กลับไปอยู่บ้านและใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกๆ วัน

เริ่มจากการตื่นประมาณหกโมง  ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวครึ่งชั่วโมงกว่า  แล้วก็ขับรถไปโรงเรียนซึ่งอยู่่ห่างไปประมาณสี่สิบกว่ากิโล ทุกๆ วัน

เจอกับนักเรียน  ใช้ชีวิตตามตารางเรียน  แล้วก็กลับบ้าน  ซึ่งอาจเป็นชีวิตที่ใครๆ มองว่าน่าเบื่อ  แต่สำหรับเราแล้วเป็นชีวิตที่มีความสุข

พูดได้เต็มปากเลยว่า  ไม่เคยเบื่อที่จะสอนนักเรียนเลย  (แต่เบื่อเพื่อนร่วมงานน่ะ...มีบ้าง :37:)  อาจโกรธเวลานักเรียนไม่ได้ดั่งใจ

แต่ไม่เคยเกลียด!  และมั่นใจว่าเป็นงานที่สามารถทำไปได้จนตาย


เงิน
 
          อาชีพครูเป็นสิ่งที่รักและอยากทำก็จริง  แต่เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่เหมาะกับสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่ง

เพราะตอนนี้เงินเดือนไม่เคยพอใช้เลยสักเืดือน :05:  ขนาดว่า้บ้านไม่ต้องเช่า (อยู่บ้านที่พ่อซื้อไว้) 

เพราะเงินเดือน 9320+1000 (ค่าครองชีพ)  แค่เติมน้ำมันรถขับไปทำงานก็เดือนละ 4000 แล้ว

ยังไม่นับค่าภาษีสังคม  เนื่องจากเป็นครูสอนที่ตำบลนอกๆ ของอำเภอที่่ไม่ใช่อำเภอเมือง  ดังนั้นการ์ดงานบวช งานแต่ง  งานศพ  ก็จะมีมาเรื่อยๆ

แถมค่าแต่งตัว  ค่ากินโน่นนี่  ที่หนักๆ ก็คือ ค่าโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นมือถือ  โทรศัพท์บ้าน  ค่าอินเตอร์เน็ต  แล้วก็ช่วยยายค่ากับข้าว ฯลฯ

ดำรงชีวิตได้ไปเดือนๆ ตอนนี้  ด้วยการตอดพ่อบ้าง  ตอดแม่บ้าง  ยังดีที่พ่อออกค่าลงทะเบียนให้ (ซึ่งต้องลงทุกเทอม 11000) 

เข้าใจเลยว่าทำไมครูๆ ถึงต้องสอนพิเศษ :05:


"ความหวัง"

           ตอนนี้หวังแค่อยากเรียนให้จบเป็นอย่างแรก  จากนั้นถ้าเป็นไปได้..ก็อยากเรียนต่อปริญญาเอก  แต่ถ้ายังอยู่ที่โรงเีรียนเดิม

ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเล็กๆ ก็คงไม่อาจทำได้  เพราะมีครูสอนภาษาไทยแค่คนเดียว  การลาไปเรียนต่อแล้วทิ้งเด็ก 

คงเป็นอนันตริยกรรมอย่างยิ่ง  แถมยังดูไร้จรรยาบรรณอย่างแรง  ที่สำคัญคือเขาคงไม่ให้ลาเรียนต่อเป็นแน่


"อนาคต"

           เป็นครูสอนภาษาไทยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  แม้ว่าชีวิตจะมีทางแยกมาให้ตัดสินใจแล้วตอนนี้ว่า  จะเลือกสอนมัธยมฯ

หรือไปสอนระดับมหาวิทยาลัย  ซึ่งถ้าไปสอนในมหาลัยก็คงต้องไปใช้ชีวิตอยู่ไกลบ้าน  แถมยังไปในดินแดนที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย

ทำให้พ่อแม่ญาติีพี่้น้องไม่เห็นด้วย  อย่างไรก็ตาม...มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือ...สถานที่อาจเปลี่ยน  แต่อาชีพไม่มีวัน่เปลี่ยน!


ป.ล.  ย้อนกลับไปดูที่เขียน  พบว่ายาวมาก  เป็นคนเพ้อเจ้อเขียนอะไรสั้นๆ ไม่ค่อยเป็นจริงๆ แฮะเรา

ดังนั้นถ้าใครจะข้ามไป.........ข้าน้อยก็ไม่ว่าอะไรแม้แต่น้อย!!! :52:



Bellbells

สอนเด็ก ปวช ซะด้่วย  :25:
ผมก็อยากเป็นครูนะ แต่สมาธิสั้น อดทนไรไม่นาน   :52:

iannnnn

สะดุ้งคำว่าภาษีสังคมมากครับ
พ่อกับแม่ผมก็ครู แล้วก็โดนไอ้ภาษีบ้านี่กัดกินมาตลอดชีวิต
บางเดือนเป็นหนี้ด้วยนะเพราะช่วยงานบวชงานศพนี่แหละ

อาจดูงี่เง่านะ แต่คนที่ไ่ม่ได้อยู่กะสังคมภูธรแบบนี้ก็คงไม่เข้าใจหรอกมั้ง :30:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines