เขาพระวิหาร

เริ่มโพสต์โดย 蓝月 (lán yuè), 28 ม.ค. 2008, 11:23 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

:12: ขอบคุณสำหรับมุมมองนี้ครับ ชอบๆ
(เป็นมุมมองเดียวกะห้องห้องนึงในมิวเซียมสยามเลยแหละ)

ณต

ไม่รู้ ว่าไก่กับไข่อะไรพลาดก่อนกัน
และไม่อยากรู้ด้วยครับ

เพราะตอนนี้พลาดทั้งไก่ ทั้งไข่
เราก็อดกินทั้งไข่และไก่นั่นแล

สิ่งที่อยากรู้ตอนนี้ นั่นคือทำยังไงถึงจะได้กินไก่
หรือได้กินแค่ไข่ก็ยังดี

................................

ป.ล. จิตตกทำนกเขาไม่ขัน
นกเขาไม่ขัน ก็ทำจิตตกเหมือนกัน

กำนม.};oO=

ไม่ได้มีอาหารแค่สองอย่าง
ผมเลยเลือกกินอย่างอื่นแทน
พอนกเขาไม่ขันก็จับมาผัดเผ็ด
..
ใจเย็นๆ จ้ะ
ไม่รับรู้ ต้องตัดทั้งยวง
คืออย่าห่วงกิน อย่าห่วงผลประโยชน์
รู้ว่ากำลังห่วง กำลังอินกับความหายนะ
ไม่กินก็ไม่เป็นไรหรอกน่ะ
ประเทศชาติไม่สิ้นไร้ทางเลือกอื่น
ลองเสนอกันมาสิ ในทางสร้างสรรค์
ว่าถ้าเรามีอำนาจ และมีสองสัญชาติทั้งไทยทั้งเขมร
แบบว่า แม่เป็นคุณหญิงไทย พ่อเป็นนายกเขมร ไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง รักทุกคน รักโลกนี้
จะเสนอทางออก และข้อยุติ แห่งอนาคตอย่างไร ศึกษาภูมิประเทศประกอบด้วยก็จะดี :)

อยู่บ้านไร่ ไร้เน็ต พี่จะกางมอสกิโต้เน็ต เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เดินตามสายรุ้ง ทิ้งเมืองกรุงไว้กับเธอ ..

ณต

#138
คือเรื่องประเด็นเรื่องเขาพระวิหารนี่
ยังไม่น่าห่วงมากเท่ากับคนไทยถูกเสี้ยมได้ง่ายๆ

ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายที่รับผิดชอบ
ก็ออกมาชี้แจงแล้ว ว่าเราไม่เสียดินแดนเพิ่มเติม
จากที่ศาลโลกตัดสินเมื่อปี 2505
อันที่จริงแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก
บริเวณใกล้เคียงแถวนั้น เช่นผามออีแดง
ก็จะกลายเป็นของเขมรด้วยซ้ำ

แต่เขมรก็ยังไม่อยากรบกับเรา
ในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตรกม
ลักษณะตรงนั้น ก็เหมือนกับเป็นพื้นที่ร่วมสองประเทศ
ก็รอจนกว่าการทหารและเศรษฐกิจเข้มแข็ง
แล้วค่อยมารบกันอีกที

ประเด็นเรื่องตกลงผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ของรัฐมนตรี นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ต้องหาข้อเท็จจริง
และส่งต่อสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

แต่การที่ปลุกม็อบคลั่งชาติ
ไปประท้วงหรือขู่ว่าจะเผาทำลายร้านค้าแถวนั้น
รังแต่จะสร้างความเสียเปรียบให้ไทย ในเวทีโลก
ผลในท้ายที่สุด เราจะเสียพื้นที่ 4.6 ตรกม.
หากต้องมีการขึ้นศาลอีกครั้ง

เอาข้อเท็จจริง ที่กระทรวงต่างประเทศชี้แจง มาให้อ่านกันนะครับ

อ้างคำพูดจาก: กระทรวงต่างประเทศ

ข้อเท็จจริงกรณีการขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร
 
ไม่กี่วันมานี้ ประเด็นร้อนแรงประเด็นหนึ่ง คือกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกกับยูเนสโก และรัฐบาลไทยแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนคำขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกดังกล่าว โดยที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องนี้ และเห็นพ้องเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน และต่อมา ครม. ก็ได้มีมติให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551

แต่กระแสสังคมไทยบางส่วนยังมีความกังขา บางส่วนยังไม่เข้าใจ หรือบ้างก็มีอคติในการรับข้อมูลในเรื่องนี้ ดังนั้นเพื่อความชัดเจนและความสบายใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย ถ้าขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแล้วไทยเราจะสูญเสียดินแดนไปหรือไม่ และกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรในเรื่องนี้บ้าง ขอให้เรามาเปิดใจรับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วยกัน ดังนี้

ปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่เขาพระวิหาร ปราสาทพระวิหารเป็นโบราณสถานอยู่บนภูเขาซึ่งเรียกว่า เขาพระวิหาร อยู่บริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา สิ่งที่กัมพูชาจะนำไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นไม่ใช่ภูเขาทั้งลูก แต่เป็นส่วนของปราสาทที่ชื่อว่า ปราสาทพระวิหารหรือ Temple of Preah Vihear

1. ปราสาทนี้เป็นของใคร? ศาลโลกตัดสินเรื่องนี้ว่าอย่างไร ?

ในปี 2505 ศาลโลก ที่กรุง เฮก ได้มีคำพิพากษาตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ว่าปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตย ของกัมพูชา (โดยไม่ได้ชี้ว่าเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าวเป็นไปเช่นไร)

ดร.ถนัด คอมันตร์ รมต.ต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงสหประชาชาติ ว่า รัฐบาลไทยแม้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล แต่จะยอมทำตามคำตัดสิน ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ และได้ขอสงวนสิทธิที่จะรื้อฟื้นคดีตามกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือในอนาคต ซึ่ง ตามธรรมนูญศาลโลกนั้น ไทยต้องกระทำภายใน 10 ปี แต่บัดนี้เวลาได้ผ่านมากว่า 46 ปีแล้ว ไทยจึงไม่อาจรื้อฟื้นคดีนี้ได้อีกต่อไป

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ครม. สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไทย มีมติให้คืนปราสาทพระวิหารแก่กัมพูชาไป เพื่อปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก ซึ่งมติ ครม. ก็ได้กำหนดแนวขอบเขตตัวปราสาทไว้ด้วย แต่เส้นเขตแดนอื่น ๆ นอกจากนี้ เรายังคงใช้แนวสันปันน้ำจนทุกวันนี้

2. กัมพูชายื่นขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตั้งแต่เมื่อใด? และคำขอขึ้นทะเบียนที่ยื่นในปี 2550 นั้นมีปัญหา อย่างไร ?
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยเคยเสนอที่จะร่วมมือกับกัมพูชาพัฒนาปราสาทพระวิหาร แต่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธคำขอของไทย ต่อมาในปี 2548 ฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการไปฝ่ายเดียวโดยพยายามที่จะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับยูเนสโกโดยไม่ได้แจ้งไทย แต่ไม่สำเร็จเพราะเอกสารไม่พร้อม และต่อมาก็ได้ยื่นคำขออีกเมื่อปี 2549 ในเอกสารคำขอของกัมพูชามีปัญหาสำคัญที่ไทยไม่สามารถรับได้ คือ การที่แผนที่ซึ่งกัมพูชาแนบประกอบคำร้องขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มีการแสดงขอบเขตพื้นที่อาณาบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่อนุรักษ์ที่ล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิว่าเป็นของเรา ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ยังไม่ได้ปักหลักเขตแดน ยังไม่มีความชัดเจนว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหนแน่ เหมือนกับต่างฝ่ายต่างถือโฉนดกันคนละฉบับรอเจ้าหน้าที่มาทำ การรังวัด ไทยจึงได้ดำเนินการต่าง ๆ อาทิ การประท้วงแผนที่ประกาศเขตอนุรักษ์ของกัมพูชา การชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของไทยในเรื่องเขตแดนในการประชุมระหว่างประเทศต่าง ๆ การทำความเข้าใจกับนานาประเทศ เพื่อเป็นหลักฐานทางกฎหมายไว้

3. กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียน จนเจรจาสำเร็จและปกป้องดินแดนไทยได้ ?

ทันทีที่กระทรวงการต่างประเทศตรวจพบว่า กัมพูชาได้นำปราสาทพระวิหารไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อต้นปี 2550 เราได้ ไปตรวจสอบพบว่า แผนที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเสนอ ขอขึ้นนั้น มีส่วนล้ำเข้ามาในเขตดินแดนที่ไทยอ้างสิทธิ จากนั้นก็ได้ดำเนินการทักท้วงกับยูเนสโกและกัมพูชา เรื่อยมาจนส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปทักท้วงในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 จนรับฟังคำทักท้วงของ ไทย จึงได้เลื่อนการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาออกไป โดยให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาไปตกลงกันเสียก่อน โดยระบุว่า จะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่เมือง ควีเบค ประเทศแคนาดา

ฝ่ายไทยได้ยืนกรานกับฝ่ายกัมพูชาว่า เราจะไม่ยินยอมให้เรื่องนี้มาพาดพิงถึงเขตแดนที่ไทยอ้างสิทธิ และจากการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ซึ่งจวนเจียนเวลากับการตัดสินใจของคณะกรรมการมรดกโลกที่ควีเบคในเดือนกรกฎาคม 2551 เข้ามาทุกที กระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยโน้มน้าวกับผู้นำระดับต่าง ๆ ของฝ่ายกัมพูชา ให้แก้ปัญหาในเรื่องนี้บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดี จนเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้พบกับนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา และได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันอีก โดยฝ่ายไทยยืนยัน ว่าปัญหาอยู่ที่การกำหนดเส้นเขตพื้นที่อนุรักษ์รอบปราสาทล้ำเข้ามาในเขตไทย การหารือกันครั้งนั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจท่าทีของกันและกันชัดเจนขึ้น และมีความหวังที่จะหาทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ โดยฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่า จะเปลี่ยนแปลงแผนที่เสียใหม่ คือ จะขึ้น ทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งอยู่ในเขตกัมพูชา

4. การเจรจาระหว่างฝ่ายไทย กัมพูชา ร่วมกับยูเนสโก ที่กรุงปารีส ประสบผลสำเร็จอย่างไร ?


หลังจากการหารือเบื้องต้นกับฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และรองนายกรัฐมนตรีสก อาน ของกัมพูชา ได้เดินทางไปเจรจาร่วมกับฝ่ายยูเนสโก ที่กรุงปารีส การเจรจาประสบความสำเร็จ โดยมีข้อสรุปว่า กัมพูชาตกลงจะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร และจะเสนอแผนผังใหม่ให้ไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งทำให้ไทยสามารถปกป้องอธิปไตยและเขตแดนได้อย่างสมบูรณ์

กัมพูชายื่นแผนผังใหม่ให้ไทยเมื่อ 5 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นแผนผังตัวปราสาทที่จะยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก เพราะไม่มีเส้นเขตแดนระหว่างประเทศปรากฏอยู่ กระทรวงการต่างประเทศได้ขอเวลาให้ เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหารไปพิสูจน์ในพื้นที่ โดยใช้หลักวิชาและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้แน่ใจว่าจุดพิกัดแผนผังตัวปราสาทไม่ล้ำเข้ามาในเขตไทย ซึ่งเจ้ากรมแผนที่ทหารเมื่อตรวจแล้วก็ยืนยันว่า ไม่มีส่วนใดในแผนผังดังกล่าวยื่นเข้ามาในเขตไทย เราจึงยอมรับแผนผังนี้ และได้แจ้งให้กัมพูชาทราบ

5. พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรจะจัดการอย่างไร ?

ส่วนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร คือ พื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาต่าง ก็อ้างว่าเป็นของตน และอยู่บริเวณเนินหรือเชิงเขาทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของตัวปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยและ ฝ่ายกัมพูชาได้หารือกันที่กรุงปารีสเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่สามารถปักหลักเขตแดนในพื้นที่บริเวณ ปราสาทพระวิหารนี้ได้ ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมกันทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ได้มาตรฐานสากลของการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารแล้วเสนอให้ คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 หรือภายใน 2 ปี ข้างหน้า เพื่อที่คณะกรรมการมรดกโลกจะได้นำแผนบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนอันนี้ไปรวมกับแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารต่อไป

น่าจะได้กล่าวในที่นี้ด้วยว่า การ ที่มีการอ้างสิทธิในพื้นที่บริเวณต่าง ๆ ทับซ้อนกันเนื่องจากเส้นเขตแดนยังไม่ชัดเจนนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะเกือบทุกประเทศในโลกที่มีพรมแดนติดกัน จะต้องมีการเจรจาปักปันเขตแดนแทบทั้งสิ้น

6. แถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐสภาก่อนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 หรือไม่ ?

ไม่เป็น เนื่องจากแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไทยได้แจ้งให้กัมพูชาและยูเนสโกทราบว่า ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และกัมพูชาแถลงยืนยันว่าจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งไทยได้ส่งมอบให้กัมพูชาตามคำพิพากษาศาลโลกตั้งแต่ พ.ศ. 2505 โดยไม่มีส่วนใดล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย หรือพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชายังอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ จึงมิได้เป็นความตกลงที่มีบทบัญญัติเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตที่ไทยมีเขตอำนาจรัฐ หรือสิทธิอธิปไตยตามสนธิสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ต้องมีการออกพระราชบัญญัติเป็นไปตามหนังสือสัญญา ดังนั้น รัฐบาลจึงสามารถลงนามแถลงการณ์ร่วมโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากรัฐสภาก่อนตามบทบัญญัติมาตรา 190 วรรค 2

7. การขึ้นทะเบียนหากปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก ไทยจะได้ประโยชน์อะไร บ้าง ?

ลำดับแรก การอนุรักษ์ ทะนุถนอม ดูแลปราสาทพระวิหาร จะมีระดับมาตรฐานสากล เพราะองค์การ ยูเนสโกจะเข้ามาช่วยสนับสนุนแนะนำ และกระตุ้นกัมพูชาในเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้ปราสาทพระวิหารสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น และ ข้อเท็จจริงที่ว่า การเดินทางเข้าออกพื้นที่ปราสาทพระวิหาร จะทำได้โดยสะดวกกว่าจากทางไทย เราก็จะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพัฒนาการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดข้างเคียง นอกจากนั้น เงื่อนไขการ เป็นมรดกโลก จะทำให้ต้องมีการจัดระเบียบพื้นที่ ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้ร้านค้า แผงลอย สิ่งปลูกสร้าง ที่รุกล้ำเข้ามาและเป็นปัญหาอยู่ จะต้องรื้อถอนจัดระเบียบใหม่ด้วย.

กระทรวงการต่างประเทศ






X11

#139
อ้างคำพูดจาก: ณต ปีสี่ เมื่อ 24 มิ.ย. 2008, 04:33 น.
คือเรื่องประเด็นเรื่องเขาพระวิหารนี่
ยังไม่น่าห่วงมากเท่ากับคนไทยถูกเสี้ยมได้ง่ายๆ

ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายที่รับผิดชอบ
ก็ออกมาชี้แจงแล้ว ว่าเราไม่เสียดินแดนเพิ่มเติม
จากที่ศาลโลกตัดสินเมื่อปี 2505
อันที่จริงแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก
บริเวณใกล้เคียงแถวนั้น เช่นผามออีแดง
ก็จะกลายเป็นของเขมรด้วยซ้ำ

แต่เขมรก็ยังไม่อยากรบกับเรา
ในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตรกม
ลักษณะตรงนั้น ก็เหมือนกับเป็นพื้นที่ร่วมสองประเทศ
ก็รอจนกว่าการทหารและเศรษฐกิจเข้มแข็ง
แล้วค่อยมารบกันอีกที

ประเด็นเรื่องตกลงผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ของรัฐมนตรี นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ต้องหาข้อเท็จจริง
และส่งต่อสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

แต่การที่ปลุกม็อบคลั่งชาติ
ไปประท้วงหรือขู่ว่าจะเผาทำลายร้านค้าแถวนั้น  << ตรงนี้ไม่เห็นด้วยแน่นอน
รังแต่จะสร้างความเสียเปรียบให้ไทย ในเวทีโลก
ผลในท้ายที่สุด เราจะเสียพื้นที่ 4.6 ตรกม.
หากต้องมีการขึ้นศาลอีกครั้ง

เอาข้อเท็จจริง ที่กระทรวงต่างประเทศชี้แจง มาให้อ่านกันนะครับ



การลงนามและยอมให้เขมรยื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียว ก็เท่ากับเราให้การยอมรับในสิทธิของเขมรอย่างเป็นทางการ และสละสิทธิในการเรียกร้องเขาพระวิหาร ซึ่งเราเคยบอกว่าเราสงวนสิทธิที่จะยื่นคัดค้าน

อ้างอิง"ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะอ้างถึงคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยคำร้องเริ่มคดีฝ่ายเดียวของกัมพูชา เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๕๙ (พ.ศ.๒๕๐๒) และซึ่งศาลได้พิพากษา เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร
       
       "ในแถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประกาศต่อประชาชนแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตร

"ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาที่จะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา"

ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก
๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕

อ่านเพิ่มเติม
http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=2442&username=phavihan

และการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก เป็นไปได้ยากที่จะขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่จะต้องมีการประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์รอบตัวโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตไทย

iannnnn

ผมว่าอภิสิทธิ์พูดในสภาดีมาก เป็นขั้นเป็นตอน
กร๊ด ไม่น่ามีลูกมีเมียแล้วเลย :25:

เดอะบุ๋ม

อยากให้ทุกคนได้ดู ตอนที่อภิสิทธิ์หยิบยกประเด็น    นี้มาด้วยกันจัง  น่าสนใจมากๆ

ถ้ามีคลิป จะเอามาแปะนะคะ  :25:

รอดูอยู่ว่าจะมีแบคอัพไว้ไหม  :25:

กำนม.};oO=

เฮอะ อภิสิทธิ์ข้ามศพแม้นไปก่อนเหอะ หากหมายปองน้องแอนนนนน
อยู่บ้านไร่ ไร้เน็ต พี่จะกางมอสกิโต้เน็ต เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เดินตามสายรุ้ง ทิ้งเมืองกรุงไว้กับเธอ ..

iannnnn

ผมกลัวแล้วครับ
ขอตูดผมไว้ตดเถอะครับ :05:

กำนม.};oO=

ไม่..
เราจะไม่ยอมเสียดินแดนตูดผืนสุดท้ายนี้ให้ใครอีกแล้ว
โดยเฉพาะตรงจงอยยอดเขานุ่มนิ่มนั่น ... มิ๊บ ๆ
อยู่บ้านไร่ ไร้เน็ต พี่จะกางมอสกิโต้เน็ต เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เดินตามสายรุ้ง ทิ้งเมืองกรุงไว้กับเธอ ..

iannnnn


นักศิลปะ

ประท้วงกระจุยเลยตอนนี้
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

กิมจิซี๊ด

กำนมกับยักษ์เล่นไรกัน  :30: :30:

มิ๊บๆ
นี่ น้องๆ รู้จักร็อคแอนด์โรลอ๊ะป่าว

เดอะบุ๋ม

ใครพอมีเวลา สนใจจะติดตามเรื่อง

ลิ้งนี้น่าสนใจค่ะ มี ลิ้งย่อยน่าสนใจเพียบเลย


_http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073783


:12:

ความฝันกลางฤดูร้อน

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines