ถ้าเห็นคนเจอกระทืบ จะช่วยมะ

เริ่มโพสต์โดย slaveofann, 25 พ.ค. 2008, 04:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Rabbitinblack

คิดเหมือนหลายๆคนว่า ช่วย แต่ช่วยแล้วเราต้องไม่เดือดร้อน

ถ้าช่วยแล้วตัวเองเดือดร้อน อยู่เฉยๆดีกว่า

อาจจะฟ้องตำรวจให้ แต่ก็อย่าให้มันรู้ว่าเราฟ้อง

เพราะว่านั่นก็สาเหตุให้เราโดนตีนเหมือนกัน

•หมูหมู•™

#31
ไม่ช่วยแน่นอนครับ เราจะเดือดร้อนแบบเบาก็โดนด่าแบบหนักก็บาดเจ็บหรือถึงชีวิตได้
อย่าเอาชีวิตไปเสียง ...ไม่คุ้ม  :40:

--------
ขนาดแถวที่พักผมมันมีร้านเพิงหมาแหงน กินเหล้ากันดึกดื่นยังไม่กล้าบอกตำรวจมาดูเลย
เคยเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็บอกไม่ต้องสนใจ เผื่อมันรู้ว่าเราฟ้อง เราอาจจะซวยได้
กำลังโหลดข้อมูล .....

Aleczan

#32
ประเด็นน่าตอบมีเยอะมาก ๆ

1. เจอคนไม่รู้จักถูกเล่นงาน จะช่วยมั้ย

ต้องแยกช้อยส์ ว่าช่วยแบบไหน
1. แบบสอดปากขึ้นทันที
2. เอาร่างกายเข้าไปเสี่ยง ตะลุมบอนกับมัน
หรือ 3. แอบช่วยแบบไม่ให้ใครรู้

คำตอบคือ ดูตามสถานการณ์ ถ้าตัวเองกลัวมาก ดูแล้วหวั่นว่าจะเอาตัวรอดไม่ได้ ก็มักจะทำข้อ 3.
แต่ถ้าเราดูแล้วกูเอาตัวรอดได้แน่ หรือ ดูแล้วตูแรงเยอะกว่ามัน ถ้ามีเรื่องลงไม้ลงมือ ภัยถึงตัว จะป้องกันตัวได้ หรืออัดมันกลับได้ ก็ช่วยแบบ 1. ก่อน แบบ 2. เก็บไว้ฉุกเฉินจริง ๆ

โมจิยังไม่เคยเจอในสถานการณ์คอขาดบาดตายแบบจัง ๆ หน้าอย่างกาปุกค่ะ
เคยแต่เห็นเพื่อนผู้ชาย แก๊งหลังห้อง (สมัยนั้นโมจิยังอยู่ม. ต้น) มันแกล้งเพื่อนผู้ชายคนนึง
แกล้งแบบเอ็นดูแหละ แต่แม่งเล่นโคตรเจ็บ คือ 4-5 คนวิ่งกรูกันเข้ามาทุบ ๆ ๆ ๆ เพื่อน
(ด้วยความหมั่นเขี้ยวหรือเป็นบ้าอะไรของมันก็ไม่อาจทราบได้  :37:)

แล้วมันก็จะกระจายกันหนี ให้ไอ้คนโดนทุบยืนมึน ไม่รู้จะเอาคืนที่ใครด้
สักพักมันก็วิ่งกันเข้ามาทุบใหม่

พอมันทำรอบที่ 2 โมจิก็โดดเข้าไปขวางกลางวงแล้วด่ามัน
ทุกคนแยกวงค่ะ เหลือหัวโจกคนนึงทำหน้าตาไม่ยอมเชื่อ เข้ามาแกล้งเต้นฟุตเวิร์ค ทำท่าเหมือนจะต่อย
(มันแค่ทำท่าต่อยอากาศเฉย ๆ จริง ๆ ประมาณว่าคงอยากเห็นโมจิร้องไห้วิ่งหนี หรือร้องกรี๊ด ๆ กลัว)

โมจิก็กลัวนะ (กลัวจริง ๆ ไม่ได้ล้อเล่น) กลัวมากด้วย....ก็เลยสะดุ้งที่เขาขยับตัว ทิ่มมือออกมาข้างหน้ากะทันหัน
ผลคือเผลอเตะออกไป
โดนที่ไหนไม่โดน เสือกโดนกล่องดวงใจเพื่อนพอดี
:39: นั่งหน้าเขียวเลยดิคะ
ซวยสุด ๆ เลย ไม่รู้จะว่าไงแล้ว.... ไม่ได้เจตนาจริง ๆ สาบานได้

สรุปว่าอยู่ในห้องเรียน ถ้าเห็นอะไรผิด หรือไม่ดี จะพูดขึ้นทันที เพราะไม่กลัวใคร
และเพราะรู้อยู่แก่ใจว่า เพื่อนผู้ชายถึงมันจะเกเรแค่ไหน
แต่ก็ยังไม่เหี้ยถึงขนาดลงมือกับเราได้
เราจึงพูดอะไรตามที่คิดเห็นได้อย่างไม่ต้องอดกลั้น


อีกหนตอนม.ต้นเหมือนกัน บังเอิญเดินอยู่หลังโรงยิม
เห็นรุ่นพี่หน้าตาเหมือน ม.6 เดินประกบพารุ่นน้อง (สงสัย ม.4) ไปทางห้องน้ำหลังตึกเรียน
คือท่าเดินก็ไม่มีอะไรแปลก โอบคอกันไปเหมือนรักกัน แต่หน้าคนที่ถูกประกบดิ ปากเจ่อ
แบบว่าเหมือนเพิ่งโดนต่อยมา แล้วก็หน้าเหยเกมาก ๆ ปานจะร้องไห้
ลองหันไปแอบดูหน้าไอ้รุ่นพี่บ้าง โห สีหน้าโคตรชั่ว....
และถ้าจำไม่ผิด ได้ยิบเค้ากระซิบขู่เข็ญอะไรไม่รู้
แต่คือฟังปุ๊บรู้และตัดสินใจทันที ว่าไอ้รุ่นพี่นี่ผู้ร้ายแน่ ไม่ใช่พรเอก

โมจิเลยวิ่งไปเรียกอาจารย์พละในห้องพักของโรงยิม บอกว่าเห็นแบบนี้ ๆ เดินไปทางห้องน้ำ
อาจารย์ก็รีบวิ่งออกไป
โมจิไม่กล้าอยู่ดูผลด้วยซ้ำ....ฟ้องเสร็จก็ไปเลย
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่วยสำเร็จมั้ย อาจารย์ไปเจอจริงหรือเปล่า
มานั่งคิดดูก็รู้สึกว่าโมจิช่วยเค้าด้วยความเห็นแก่ตัว คือให้ตัวเองสบายใจว่าได้ทำอะไรบ้าง.... เท่านั้นเอง



2. ถ้าคนไม่รู้จักเจอแบบนี้ แล้วโดนปรักปรำทั้ง ๆ ที่ไม่ผิด จะไปบอกความจริงตำรวจมั้ย

ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดในถิ่นที่ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ใกล้ที่อยู่หรือที่ทำงานเรา
คู่อริไม่รู้จักเรา.... และแทบไม่มีโอกาสตามมาเจอเรา
ยังไงก็ต้องสอดปากขึ้นแน่ ๆ ค่ะ  :37: ทนไม่ได้เด็ดขาด

แต่ในสถานการณ์แบบกาปุก ตอบทันทีค่ะว่า ไม่
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทันทีในขณะนั้น ขณะที่คู่กรณียืนสลอนเห็นทุกอย่าง

ถ้าจะบอก จะไปบอกตำรวจในที่ที่พวกมันไม่อาจรู้ได้

ส่วนการมีชื่อในบันทึกประจำวันแล้วอาจมีปัญหากับวีซ่า
โมจิคิดว่าไม่น่าเป็นไร เพราะเราเป็นแค่พยาน ไม่ได้ไปก่อคดีกับเขา
น้องชายเคยโดนยึดมีดปีกผีเสื้อที่สนามบินญี่ปุ่น
(มันติดไปในกระเป๋าโดยไม่ได้เจตนาจริง ๆ ขาไปไม่มีอะไร มาโดนเครื่องตรวจเจอตอนขากลับ  :08:)
พอยึดมีดเสร็จ ก็ถูกพาไปห้องคุยกับตำรวจ โดนจดบันทึกประจำวัน

ตอนไปขอวีซ่าอีกที โมจิก็ไปถามเจ้าหน้าที่กงศุล ว่า ปีที่แล้วมีแบบนี้ ๆ ๆ จะมีปัญหามั้ย
ถามเขาว่าตรงช่องประวัติอาชญากรรม ต้องติ๊กว่ามีหรือเปล่า?
เจ้าหน้าที่หัวเราะ แล้วบอกว่าไม่ มันต้องเป็นคดีใหญ่กว่านี้ แค่นี้ไม่นับ....
(ไอ้เราก็หลงหวาดผวาอยู่ได้ตั้งนาน  :08:)


แต่ในความเป็นจริง ไม่มีทางหรอกที่เราจะไปเป็นพยานได้โดยคู่กรณีไม่รู้ ไม่เห็นหน้าเรา  :37:
เพราะฉะนั้น ถ้าไปเจอเรื่องนี้กับตัวเอง สุดท้ายก็คงนิ่งเงียบเหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาปุกไม่ได้แค่เดินผ่านแถวนั้น....
แต่ต้องอยู่ประจำที่นั่น หลังเกิดเรื่องแล้วก็ยังต้องเป็นเป้านิ่งอยู่ในถิ่นนั้นต่อ



3. เรื่องน้ำใจ


เคยไปไม่กี่วันเท่านั้น นานสุดก็ 10 วัน
เท่าที่เห็นและเจอ กลับเห็นแย้งกับคนอื่น คือรู้สึกว่าเขามีน้ำใจมาก
ไปไหนมีแต่คนคอยช่วยเหลือเรา
ถ้าหลงทางหรืองงอะไร ลองหยุดยืนทำหน้าโง่ ๆ สักแป๊บ
มันต้องมีคนวิ่งเข้ามาถามทันทีค่ะว่า มีอะไรให้ช่วยมั้ย

แต่เรื่องอายที่จะทำความดี (เช่น ลุกให้คนอื่นนั่งในรถไฟ) เห็นด้วยค่ะว่าจริง
เคยเห็นหลายครั้งแล้ว ที่คนคนหนึ่งทำท่าอยู่ไม่สุข
ยุกยิกแบบเห็นชัดเลยว่าเขาคิดอยากสละที่นั่งให้อีกฝ่าย
แต่ก็ทำท่าคิดหนักเหมือนกลัวอะไร แล้วสุดท้ายก็ไม่ลุก....

บางคนแกล้งลุกไปยืนที่ประตู ทำไก๋ว่าจะลง เพื่อให้คนตรงหน้าได้นั่ง แต่ที่จริงตัวเองอยู่ต่อจนสุดสาย....  :08: :07:

เราก็ เออ เนอะ.... ทำไมต้องเสแสร้งขนาดนี้ มันน่าอายมากหรือไงหว่า

แต่จะว่าไป ลักษณะคนญี่ปุ่น ส่วนมากเขาจะอ่อนน้อมถ่อมตน
ยกย่องอีกฝ่ายมาก และไม่โอ้อวด
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การช่วยเหลือคนอื่นในที่ที่คนเห็นมาก ๆ
มันคล้ายการโอ้อวด ก็เลยไม่กล้าที่จะทำ และทำแล้วจะรู้สึกอายมากกว่าภูมิใจ รึเปล่า?
แต่พอลับหลังคนอื่น หรือเวลาไม่มีใคร ดันแย่งกันทำดี  :41:
หรือถ้าทำความดีแบบคนอื่นไม่สังเกตเห็นจะกล้าทำมากกว่า
(อย่างบอกทางให้นักท่องเที่ยว มันไม่เด่นและไม่เป็นเป้าสายตาเท่าสละที่นั่งในรถโดยสาร)

อันนี้ก็เดาเอาจากที่เคยพบเจอมากับตัวนะคะ

แอ้

อ่านตอนแรกแล้วไม่รู้จะตอบยังไง พอดีนึกได้เลยเข้ามาตอบค่ะ
คิดว่าถ้าเป็นในสถานการณ์แบบน้องปุกเลย คงไม่ทำอะไรแน่ๆ คือมันคงต่อสู้กันในใจว่าอยากช่วย แต่จะทำได้ยังไง
เพราะว่าสิ่งแวดล้อมและผู้คนทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ไม่คุ้นเคย อย่างน้อยถ้าเป็นเรื่องกันแถวบ้านเรา ยังพอนึกออกว่า
เหตุการณ์หลังการตัดสินใจที่จะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ของเรามันจะเกิดขึ้นอย่างไร แต่ถ้าปัจจัยรอบๆ ตัวไม่คุ้นเคย
ประเมินแล้วไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง กับช่วงเวลากระทันหัน คงจะไม่ผลุนผลันทำอะไรลงไปแน่ๆ ค่ะ

แอ้ทำงานก่อสร้าง มีเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง ครั้งที่รุนแรงที่สุดคือตำรวจมากันหลายๆ คน จะมาลากเอาลูกน้องแอ้ไปตื้บ
ครั้งนั้นเข้าไปขวางค่ะ เพราะว่าลูกน้องคนนี้เป็นมือขวาที่ต้องทำงานด้วยกันทุกวัน ถ้าขาดเขาไปงานจะมีปัญหา
เห็นแก่ตัวเหมือนความรู้สึกของโมจิเลยค่ะ เห็นแก่งาน แต่ก็ช่วยเขาไว้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิงนี่แหละ ไม่ได้ใช้กำลังด้วย 

ทำยังไงน่ะเหรอ .. แอ๊บแบ๊วค่ะ ถามตำรวจว่าจะมาพาเค้าไปทำไมเหรอค้า เอาไว้พรุ่งนี้คุยกะเจ้านายหนูดีมะค้า
(ขออนุญาตภาษาวิบัติให้เข้ากับเหตุการณ์) แล้วคุมเชิงอยู่อย่างนั้น คือยืนขวางเลยน่ะค่ะ จ้องกันอยู่ชั่วโมงกว่าได้มั้ง พวกเขาก็ไป
ที่ทำได้เพราะเหตุการณ์มันเกิดในบ้านเรา เลยพอจะเดาทางออกว่าทำยังไงถึงจะรอดได้ค่ะ

IM

ตอนพี่โมจิทำวิทยานิพนธ์จะได้เล่มหนาแค่ไหนเนี่ย   :44:

slaveofann

บางครั้ง ความหวาดกลัว
ก็ทำให้คนดี ค่อยๆจางหายไปในสังคมเหมือนกันเนาะ

บัวริมบึง


psyfer


slaveofann

#38
สมัยก่อนเคยคิดว่า
คนเราเกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว คิดอะไรมากมาย
ทำอะไร ไม่เคยหวาดกลัวใคร ไม่สนใจใครด้วยซ้ำ
ความคิดกูคือคำตอบสุดท้าย คิดแบบนั้นมาตลอด
ใครจะพูดปากเปียกแฉะ ว่าโตขึ้น ความคิดจะเปลี่ยนไปเอง ก็ไม่เคยเชื่อ
ดันทุรัง กับความคิดบ้าบอตัวเอง ไม่รับฟังอะไร

ตั้งแต่มาเรียนที่นี่
ระบบการเรียน ระบบสังคม สอนให้คิดถึงส่วนร่วมก่อน ตัวเองมาทีหลัง
แค่การเริ่มต้นการสนทนาภาษาญี่ปุ่น แทบทุกประโยค จะเริ่มจากการขอโทษ
ขอโทษที่รบกวนเวลา ขอโทษที่เสียมารยาท ขอโทษนะคะ ลุกให้นั่งแล้ว จะนั่งไหม  :30:
ก็ลองคิดดูเอง จากคนไทย บ้านฐานะไม่ได้ย่ำแย่ เรียนในมหาลัยที่อีโก้ติดเพดานบน
ถึงจะผิด แต่จะให้ขอโทษอะไรใคร ศักดิ์ศรีค้ำคอตายห่าน พูดยาก ปานให้กลืนบอระเพ็ด

พอมาอยู่ที่นี่ ในช่วงแรกๆ ปรับตัวไม่ได้เลย จะตายเอา
อยู่มาสักพัก เริ่มชิน เริ่มเข้่าใจวัฒนธรรม
การคิดถึงคนอื่นก่อนบ้าง ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีตัวเองน้อยลง
แต่ทำให้สังคม และคนรอบข้างดีขึ้น
เออ เอ็งเก๋า เอ็งเก่ง แต่ถ้าเอ็งตายไป ใครจะเสียใจบ้าง
พอหัดคิดถึงคนอื่นจนถนัดแล้ว ก็เริ่มคิดถึงเวลาจะทำอะไรไป
ใส่ใจหาคนรอบข้าง คนที่เรารัก และคนที่รักเรา
รู้สึกว่ามาอยู่นี่ เป็นคนดีขึ้น ไม่ได้กลายเป็นญี่ปุ่นจ๋า
ที่ขอโทษดะไปหมด จนความจริงใจในคำขอโทษมันจืดจาง
แต่พูดคำว่าขอโทษ แบบใส่ใจ และจริงใจ โดยไม่กระดากปาก กระดากใจอีกแล้วล่ะ

กำนม.};oO=

อ้างคำพูดจาก: นศพ.กาปุก เมื่อ 26 พ.ค. 2008, 22:00 น.
บางครั้ง ความหวาดกลัว
ก็ทำให้คนดี ค่อยๆจางหายไปในสังคมเหมือนกันเนาะ
คนดีไม่หายไปไหน แต่สังคมทำให้การแสดงความดีเปลี่ยนรูปแบบ
อาจจะเป็นเพราะคุณค่าบางอย่างมันเปลี่ยนไป
ถ้าคุณค่ามันชัดและง่าย ไม่ซับซ้อน สับสน
คนก็ย่อมแสดงความดีได้ง่าย
เรื่องแบบนี้ ถ้าอยู่ในเมืองเล็กที่คนรู้จักกันหมด
รับรองว่าช่วยได้ง่าย และไม่ลังเล
เนื่องจากมีระบบประกันชีวิตแบบชาวบ้านๆ
ค่านิยม การแสดงความดีในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน
ไม่มีความดี ในนรก
..
อย่าเพิ่งไว้ใจ ว่าคนที่เราช่วยนั้น เป็นคนที่น่าช่วยสมควรช่วย
คนดีมักแคล้วคลาด และไม่เคยทำตัวให้ระคายบาทาจิ๊กโก๋
อยู่บ้านไร่ ไร้เน็ต พี่จะกางมอสกิโต้เน็ต เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เดินตามสายรุ้ง ทิ้งเมืองกรุงไว้กับเธอ ..

คุณหนูฟ้า

อ้างคำพูดจาก: นศพ.กาปุก เมื่อ 26 พ.ค. 2008, 22:21 น.
สมัยก่อนเคยคิดว่า
คนเราเกิดมาหนเดียว ตายหนเดียว คิดอะไรมากมาย
ทำอะไร ไม่เคยหวาดกลัวใคร ไม่สนใจใครด้วยซ้ำ
ความคิดกูคือคำตอบสุดท้าย คิดแบบนั้นมาตลอด
ใครจะพูดปากเปียกแฉะ ว่าโตขึ้น ความคิดจะเปลี่ยนไปเอง ก็ไม่เคยเชื่อ
ดันทุรัง กับความคิดบ้าบอตัวเอง ไม่รับฟังอะไร


ตั้งแต่มาเรียนที่นี่
ระบบการเรียน ระบบสังคม สอนให้คิดถึงส่วนร่วมก่อน ตัวเองมาทีหลัง
แค่การเริ่มต้นการสนทนาภาษาญี่ปุ่น แทบทุกประโยค จะเริ่มจากการขอโทษ
ขอโทษที่รบกวนเวลา ขอโทษที่เสียมารยาท ขอโทษนะคะ ลุกให้นั่งแล้ว จะนั่งไหม  :30:
ก็ลองคิดดูเอง จากคนไทย บ้านฐานะไม่ได้ย่ำแย่ เรียนในมหาลัยที่อีโก้ติดเพดานบน
ถึงจะผิด แต่จะให้ขอโทษอะไรใคร ศักดิ์ศรีค้ำคอตายห่าน พูดยาก ปานให้กลืนบอระเพ็ด

พอมาอยู่ที่นี่ ในช่วงแรกๆ ปรับตัวไม่ได้เลย จะตายเอา
อยู่มาสักพัก เริ่มชิน เริ่มเข้่าใจวัฒนธรรม
การคิดถึงคนอื่นก่อนบ้าง ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีตัวเองน้อยลง
แต่ทำให้สังคม และคนรอบข้างดีขึ้น
เออ เอ็งเก๋า เอ็งเก่ง แต่ถ้าเอ็งตายไป ใครจะเสียใจบ้าง
พอหัดคิดถึงคนอื่นจนถนัดแล้ว ก็เริ่มคิดถึงเวลาจะทำอะไรไป
ใส่ใจหาคนรอบข้าง คนที่เรารัก และคนที่รักเรา
รู้สึกว่ามาอยู่นี่ เป็นคนดีขึ้น ไม่ได้กลายเป็นญี่ปุ่นจ๋า
ที่ขอโทษดะไปหมด จนความจริงใจในคำขอโทษมันจืดจาง
แต่พูดคำว่าขอโทษ แบบใส่ใจ และจริงใจ โดยไม่กระดากปาก กระดากใจอีกแล้วล่ะ


+ พี่ปุก โดนมากๆ เลยพี่
เมื่อก่อนก็เคยคิดแบบพี่ ที่มาร์กที่แดง

แต่พอโตมา มันก็เปลี่ยนเองนะ เริ่มแคร์คนอื่นๆมากขึ้น
อย่างฟ้า ฟ้าเริ่มจากแคร์คนที่บ้าน พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน จนเดี๋ยวนี้
คิดมาก แคร์หมด แคร์ทุกคนในฐานะที่เค้าเป็นคน เหมือนกัน

จริงๆ ต้องใช้คำว่า เอาใจเขาใส่ใจเรามากกว่า


ความหลงใหลในภาพลวงตา ที่ได้มาใช่ความสุข

Soris0ri


:42:


ห่วงสวัสดิภาพทุกๆๆๆๆๆๆๆๆคน



ถ้าเจอแล้วจะทำเท่าที่ทำได้ค่ะ อันนี้ดูรูปกาลก่อน  :27:
Las Noches Rubicundior

นักศิลปะ

จริงๆถ้าไม่รู้จักสนิทกัน
ไม่มีคนกล้าช่วยหรอก
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

Soris0ri



อย่างน้อยก็กดโทร 191 ค่ะ

ถ้าดูหนักหนานะคะ
Las Noches Rubicundior

นักศิลปะ

อ้างคำพูดจาก: Sorisori*ผ่า เมื่อ 27 พ.ค. 2008, 01:21 น.


อย่างน้อยก็กดโทร 191 ค่ะ

กว่าตำร๊วด จะมา

ผมเชื่อแบบนี้จริง :21:
จากที่เคยจมกองตีนมานี่แหละ
ไม่มีคนช่วยหรอกถ้าสลบหมาเยี่ยวรดซ้ำเลย
โรงเรียนสอนศิลปะทอศิลป์

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines