FWD: งามๆ แบ่งกันอ่าน

เริ่มโพสต์โดย iannnnn, 08 เม.ย. 2005, 00:18 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ยุนเอ

อ้างอิงวันนี้ขอ เอาขนมปังอาม่า มาให้ดูหน่อยค่ะ
อาม่า อายุน่าจะสัก 65 up
แต่ไม่รู้เท่าไหร่ เพราะไม่กล้าสัมภาษณ์แกมากนัก (เป็นโรคแพ้คนแก่)
ที่ต้องนำมาแนะนำให้เพื่อนรู้จักกันก็เพราะว่า

วันหนึ่ง อาม่าขายขนมปัง ตรงทางลงรถไฟฟ้าสถานี อโศก ตามปกติ
แต่ที่ไม่ปกติก็คือ วันนั้น อาม่า ต้องยืนถือไม้เท้าคู่ใจของแก พร้อมกับ หิ้วขนมปังใส่ถุงก๊อบแก๊บใบโต
เร่ขาย ให้กับผู้คนรอบด้านที่เดินผ่าน
คิดดูสิคะ คนที่จะกล้าซื้อขนมปังแกคงมีไม่เยอะ นอกจากคนที่เคยอุตหนุนกันเป็นประจำ เพราะจากสภาพแล้วคนคงกลัวว่า
ของจะไม่สะอาดบ้างหละ ไม่น่ากินบ้างหละ คุณภาพไม่ดีบ้างหละ
เห็นแล้วก็อดสงสารแกไม่ได้ (ก่อนหน้านี้ผ่านเจอแกทุกวันแต่ยังไม่คิดจะซื้อเพราะเป็นโรคกลัวคนแก่)
วันนั้น เลยเดินเข้าไปอุตหนุนขนมปังแกไป 4 ก้อน
เลยได้ถามแกว่า
B: อาม่า ทำไมวันนี้ อาม่าต้องมายืนขายด้วยหละ แล้วเก้าอี้หายไปไหน
อาม่า: อ๋อ วันนี้เห็นเจ้าหน้าที่เค้ามาบอกว่า ห้ามนั่งขาย เพราะมีผู้ใหญ่จะผ่าน

คิดดูสิ เพราะผู้ใหญ่จะผ่าน ถึงขึ้นทำให้แกต้องยืนถือไม้เท้าเร่ขาย ใจดำจริง ร้านแกก็ไม่ได้ทำให้กรุงเทพแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่สักเท่าไหร่

มาต่อกันที่ ขนมปังอาม่า ดีก่า เดี๋ยวจะเสียอารมณ์
ตอนแรกกะลังคิดอยู่ว่าจะเอาขนมปังไปแจก เพื่อนพี่น้อง ที่ออฟฟิตกิน เพราะมันตั้ง 4 ก้อน และไม่รู้ว่าจะอร่อยไหม
เพราะหน้าตาของขนมปังนั้นดูบ้านๆธรรมดา บรรจุในถุงแกง ที่ถูกมัดปากถุงแบบที่แม่แบ่งขนมจากบ้าน ให้ไปโรงเรียนตอนสมัยอนุบาล
แต่จากที่อาม่าจับขนมปังมัดใส่ถุงแบบนั้น ทำให้ ขนมปังของอาม่า สะอาด และนุ่ม มากๆ (เพราะอาม่าขายอยู่ข้างถนน)
พอได้กัดขนมปังเข้าไปรู้สึกได้เลยว่า โอ้แม่เจ้า!! นี้มัน อร่อยกว่า แบรนด์ดังๆ หลายเจ้าเลยนะเนี้ย(แต่ไม่รู้ว่าอาม่ารับมาจากไหน หรือว่าทำเอง เพราะเป็นโรคแพ้คนแก่)
ที่สำคัญ กว่าความอร่อย ก็คือ ปริมาณที่ เกินราคา เพราะมันแค่ 10 บาท แต่ใส้บานตะไท
ขนมปังอาม่า มี หลายไส้มากๆค่ะ แต่ราคา 10-12 บาท (ใส้กุ้งไม่รู้เท่าไหร่ไม่เคยซื้อเพราะใส่หัวหอมใหญ่)
ถูกจนไม่รุ้จะถูกยังไง เพราะ ไส้เยอะ แป้งน้อย เหนียวนุ่ม
เวลาเปิดขาย ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ช่วง 8.30 - 10.00 น. ก็เห็นแกอยู่แล้ว น่าจะมาเช้ากว่านั้น (วันจันทร์ ไม่ขาย, เสาร์-อาทิตย์ ไม่ทราบค่ะ)




ใครผ่านไปแถวๆนั้น แวะช่วยแกอุตหนุนหน่อยนะคะ เพราะแกจะต้องขายขนมปังให้หมดก่อนถึงจะกลับได้
ขนาดวันที่เราไปทำงานสาย เกือบ 11 โมงแล้ว แกยังนั่งขายอยู่เลย
บางวันเหลือเยอะๆ ก็ช่วยซื้อหมดไม่ได้ จะกินทุกวันก็มะไหวอีก ได้แต่ช่วยแก 2-3 ชิ้น ไปวันๆ(แต่รับประกันของแกอร่อยจริงๆ ไม่งั้นไม่กล้าแนะนำ)

สุดท้าย ฝากทุกคนดูแลคนชรา ที่บ้านด้วยนะคะ
ปล. ใครไปซื้อขนนมปังแล้วรักคนแก่ ฝากถามแกด้วยว่า ทำขนมเองหรือเปล่า อร่อยมากๆ

มีใครเคยเห็นตัวเป็นๆ มั่งครับ  :46:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

poloh

อ้างคำพูดจาก: เอ เป๋ตลอด เมื่อ 09 ต.ค. 2007, 17:16 น.
มีใครเคยเห็นตัวเป็นๆ มั่งครับ  :46:
เคยเห็นครับ เมื่อปีที่แล้ว
จะขายอยู่ตรงทางลงบันไดรถไฟฟ้า
ขาที่ลงมาทางรถไฟฟ้าใต้ดิน
(ไม่ใช่ทางลงบันไดเลื่อนนะ)

ส่วนตอนนี้ยังขายอยู่หรือเปล่า..... ไม่รู้ครับ
เพราะตั้งแต่จบมา ยังไม่เคยไปแถวนั้น ตอนเช้าๆเลย :42:


> >ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ
> >เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น
> > ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ
> >ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
> >ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างใ นกระเพาะ
> >ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน "ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย
> >ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า" ศาสตราจารย์ฟันธง
> >ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ"มันฆ่า" แล้วสารหนูมาจากไหน
> >ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน
> >นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น
> > กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก ็ไม่เห็นเป็นไร
> >แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
> >นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง
> >พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง
> >สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร
> >แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี
> >ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ
> >กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ
> >หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
> >พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลข ัดข้อง
> >เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน
> >เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
> >เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง
> >เพื่อความไม่ประมาท
> >เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังญาติโยมเพื่อนฝูงด้วย

ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะครับ :31:
ก่อสร้างกับทำลาย เหมือนที่ลงมือ ต่างที่การกระทำ

อู๋

^ น่ากลัวแหะ :44:


อ้างอิง
ผู้หญิงบางคน ( อาจรวมถึงตัวคุณเองด้วยก็ได้นะคะ ) ชอบโวยวาย ว้ายกรี๊ดในทำนองว่า "ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา แล้วทำไมทั้งเพื่อน ทั้งแฟนถึงได้ซิ่งหนีกันไปหมด?" "เอ๊ะ! เราก็ดีกับเขาสารพัดอย่าง  แต่ไหงมองเราเป็นยัยตัวแสบ ก็ไม่รู้ซินะ?"

เอาเป็นว่า ถ้าเพื่อนๆ ของคุณนัดกันไปช้อปปิ้ง ดูหนัง ไปปิคนิค หรือว่าไปเชียร์กีฬา ฯลฯ แล้วไม่บอก ไม่ชวนคุณไปด้วย หรือว่าเขาคุยกันอยู่กิ๊วก๊าวระรื่นเชียว พอคุณเข้าไปร่วมด้วยสักพักเดียวเลยกร่อยกันหมด หรือผู้ชายคนที่คุณรักคุณ เข้ามารักได้ไม่นานเท่าไร พอรู้ว่าคุณเป็นยังไงเขาก็หายหัวไป

อย่างนี้ล่ะก็คุณต้องพิจารณาตัวเองแล้วละคะว่า ตัวคุณน่ะมี "โทษสมบัติ" เหล่านี้บ้างหรือเปล่า


เคร่งเครียดซีเรียสจัด

ขอให้เชื่อเถอะว่าคนที่มีอารมณ์ขันสามารถทำให้คนอื่นหัวเราะไปได้น่ะ ใครๆ ก็อยากเข้าวง แล้วคุณล่ะเคยเล่าเรื่องสนุกๆ กุ๊กกิ๊กให้เพื่อนคิกคักบ้างหรือเปล่า ก็ไม่ต้องถึงกับขำก๊ากเป็นตลกคาเฟ่หรอก แค่ให้ยิ้มหัวกันได้ก็เป็นเสน่ห์แล้ว แต่ถ้าอยู่ในที่ทำงาน คุณก็หน้าเครียดวางท่าเอางานเอาการซะเต็มประดา พอเลิกงานคุณก็ยังวางหน้าอย่างนั้นอีก เฉยชามึนตึง ไม่รู้ที่เล่นทีจริงใครทักก็พูดด้วยอย่างแกนๆ ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ ฯลฯ ลองเป็นแบบนี้ก็ไม่นานหรอกใครๆ จะตีกรรเชียงออกห่างจากคุณ เพราะหาความรื่นรมย์ไม่เจอเลยสักกระติ๊ด...เซ็งค่ะ



ขบกัดสะบัดเขี้ยว

มีนิสัยชอบจับผิดคนอื่น แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ออกมาตรงๆหรือเก็บเอาไปนินทาลับหลัง ถึงแม้ว่าคุณจะรู้จริงแล้วอดวิจารณ์ออกมามาได้ หรือว่าวิจารณ์เพราะคุณขี้อิจฉามีปมด้อยให้ใครดีใครเด่นไม่ได้ ต้องหาเหตุมาตำหนิติเตียนจนได้ แน่ล่ะ! คนที่ฟังคุณอยู่ก็ย่อมเอิ๊กอ๊ากสะอกสะใจไปด้วย แต่แล้วพวกที่ฟังนั้นแหละจะค่อยๆ ขยาดปากคุณ ไม่อยากจะคบด้วยเพราะเกรงว่าจะถูกคุณเก็บไปเป็นเหยื่อลับหลังไงคะ


ชอบจุ้นจ้านสั่งสอน

พวกนี้น่าจะไปเป็นอาจารย์แนะแนวหรือคุมห้องปฎิบัติการซะให้รู้แล้วรู้รอด เพราะไปที่ไหนก็อดไม่ได้ที่จะแนะนำสั่งสอนเช่น ไปบ้านเพื่อนก็เล็งแลไปทั่วห้องรับแขก แล้วก็แนะเชียวว่าม่านหน้าต่างไม่เหมาะยังไง โต๊ะรับแขกตั้งมุมนี้ไม่เหมาะ ตู้โชว์ใบนั้นก็ไม่เข้ากับเครื่องลายครามที่อยู่ในตู้ ฯลฯ ต้องยังงั้นยังงี้ถึงจะถูกต้อง บางทีแนะไปถึงเรื่องอาชีพของสามี เพื่อน และการเรียนของลูกเพื่อนด้วยกันอีกแน่ะ ว่าควรทำไอ้โน่นจะรวยเร็วกว่า หรือว่าเรียนไอ้นี่จะหางานทำง่ายกว่า ชะดีชะร้ายกับสั่งสอนเพื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านว่า เธอต้องอ้วนกว่านี้อีกนิดหรือผอมกว่านี้อีกสักหน่อย ไม่งั้นฝาละมีเธอไปมีเมียน้อยแน่ๆ เฮ้อ...อีแบบนี้ใครอยากจะเปิดประตูต้อนรับในคราวต่อไปอีกละคะ...ถามตรงๆ เถอะ


ช่างติแถมขี้บ่น

นี่ก็เป็นคนอีกประเภทหนึ่งที่ทำลายเสน่ห์ของตัวเองให้เหือดหายไปได้อย่างชะงัดดีนัก ซึ่งโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เพราะไม่มีใครเขาจ้างวานใช้เลยสักนิกเดียว แต่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง "จิตไม่ว่าง" แถม "ผีเจาะปาก" มาให้พูด คนประเภทนี้เห็นอะไรนิดหน่อยก็สามารถติได้เป็นคุ้งเป็นแคว เรียกว่าอะไรผ่านเข้ามาในสายเป็นจับมาเป็นข้อติฉินได้หมด จะมีมูลความจริงหรือเปล่า สมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่สนใจ ขอให้ได้ติได้ประเมินค่าในขั้นต่ำหรือในแง่ลบไว้ก่อนเป็นพอใจ อีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่ไม่ติอะไรตรงๆ หรือรุ่นแรง แต่ชอบบ่น บ่นได้สารพัดเรื่อง ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง ฝนตกก็บ่นหยุดก็บ่นอีก เช่น เดินเข้าไปในกลุ่มเพื่อนๆ ที่เขากำลังคุยกันเพลินๆ เรื่องอะไรอยู่ก็ไม่สนใจแล้วเปิดปากบ่นเรื่องรถติดทำให้มาช้าเป็นวรรคเป็นเวร แล้วก็บ่นต่อเรื่องแอร์ในห้องทำไมไม่ค่อยเย็น... โอ๊ย! สารพัดจะหยิบยกขึ้นมาบ่น แล้วเพื่อนหน้าไหนล่ะคะจะทนฟัง คนอย่างนี้แหละที่เพื่อนจะหายหน้าไปทีละคนสองคนจนหมดเพื่อน ถ้ามีสามี...สามีอาจจะขอปลีกวิเวกไปนั่งวิปัสสนาในคาราโอเกะก็ได้ สบายหูกว่าฟังเสียงบ่นเยอะเลย



ไม่เห็นความสำคัญของใคร

คติเก่าๆ ที่ยังขลังอยู่เสมอคือ ถ้าอยากให้เขารักคุณ คุณก็ต้องรักเขาก่อน เป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว...หากคุณต้องการเป็นที่รักของใคร คุณก็ต้องรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดีในขณะที่เขาพูด แสดงความสนใจในสิ่งที่เขาพูดเล่า ถ้าเสริมคำถามที่เหมาะเจาะได้ด้วยยิ่งดี แต่ถ้าขณะที่เขาพูดอยู่นั่นคุณทำเป็นเมินเฉย ไม่ใส่ใจที่จะฟังหรือเมินมองไปทางอื่น ทำเหมือนกับว่าที่เขาพูดอยู่นั้นเป็นเสียงนกแก้วนกขุนทองไม่เห็นจะน่าสนใจเลย ถ้าคุณยังทำอย่างนี้กับหลายๆ คน อีกหน่อยคุณก็จะกลายเป็นคนที่ถูกเมินเหมือนกัน ในเมื่อคุณไม่เห็นความสำคัญของคนอื่นได้ คนอื่นเขาก็คิดและทำอย่างคุณเป็นเหมือนกัน...เกลือจิ้มเกลือว่างั้นเถอะ


อะไรๆ ก็รู้ไปหมด

ความรอบรู้ของคนเราน่ะพอจะแบ่งออกเป็นได้ 2 ประการคือ "รู้เรื่องชาวบ้าน" ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่โดยเฉพาะเรื่องไม่ดีไม่งาม คุณทำเป็นรู้หมด แถมยังทำตัวเป็นหอกระจายข่าวเอาไปนินทาโพนทะนาให้คนอื่นๆ รู้ต่ออีกด้วย ซึ่งใครๆ ก็อยากฟังเพราะเรื่องพรรค์นี้อร่อยรูหู แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว พวกที่ฟังคุณอยู่นั้นก็ชักไม่ไว้วางใจคุณ ไม่อยากจะคบด้วย ถ้าต้องคบก็คบอย่างผิวเผินเพราะเกรงว่าถ้าสนิทมากๆ แล้วคุณจะเอาความไม่ดีของเขาไปแฉโพยในวงอื่น ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ "รู้เรื่องเนื้อหาสาระทั่วไป" เช่น ข่าวสารบ้านเมือง เรื่องศิลปะบังเทิง กีฬา แฟชั่น ดูโหงวเฮ้งก็ได้ ดูลายมือก็เป็น ฯลฯ ครอบจักรวาลไปหมดจนกลายเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ ถามอะไรตอบได้หมด ซึ่งก็น่าภาคภูมิใจไม่น้อยที่มีภูมิรู้ แต่บางทีการแกล้งไม่รู้ซะบ้างจะทำให้คุณมีเสน่ห์มากขึ้นไม่ใช่พอ ใครๆ พูดอะไรขึ้นมาคุณก็แจงเพิ่มแบบว่ารู้จริงรู้สึกมากกว่า หรือใครพูดอะไรคลาดเคลื่อนนิดๆ หน่อยๆ คุณก็ไม่ยอมปล่อยไปแต่กลับหักล้างแก้ไขทันควันโดยไม่เห็นแก่หน้าใครเลย...ระวังเถอะสักวันหนึ่งจะไม่เหลือใครนั่งฟังความรู้ของคุณเลยสักคน แล้วจะเหงาปาก เว้นเสียแต่คุณจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นครูบาอาจารย์ก็แล้วไป



ถือตัวเองเป็นใหญ่

ถ้าคุณคาดหวังจะให้ทุกคนเออออห่อหมกไปกับคุณทุกอย่าง เห็นพ้องด้วยกับคุณทุกประเด็นที่คุณเสนอ หรือชี้แนะหรือนิยมชมชอบในสิ่งเดียวกับคุณ ฯลฯ นั้นถือได้ว่าคุณคาดหวังมากเกินไปแล้ว เพราะแต่ละคนก็มีสติปัญญา มีความคิดความเชื่อ และรสนิยมเป็นของตัวเอง พอไม่ได้ดังใจคุณก็โกรธเขา โดยไม่ยอมเปิดใจให้กว้างฟังเหตุผลของคนอื่นๆ ถ้าคุณยังถืออัตตาธิปไตยเหนือประชาธิปไตยอย่างนี้ละก็ต่อไปคุณก็ได้อยู่คนเดียวสมใจ เพราะไม่มีใครยอมให้คุณจูงจมูกหรอก หากว่าเขาไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรบางอย่างจากคุณ ที่มันคุ้มกับการแกล้งโง่!


มองโลกในแง่ร้าย

อันที่จริงคนที่มองโลกหรือมองคนอื่นในแง่ร้ายไว้ก่อนนั้น พอจะกล้อมแกล้มอ้างได้ว่าเป็นคนถี่ถ้วนรอบคอบไม่ประมาณ เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ นั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคุณเห็นอะไรเลวร้ายน่าหวดระแวงขวางหูขวางตาหรือไม่น่าไว้วางใจไปหมด เช่น เพื่อนจริงใจด้วยคุณก็หาว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำ เพื่อนเก่าแวะมาเยี่ยมก็วิตกร้อนรุ่มว่าเขาจะมายืมเงินหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ จะทำให้คุณขาดเพื่อนลงไปเรื่อยๆ เพราะคุณเห็นใครก็ระแวงไปหมดจนไม่อยากคบใคร ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะก็ ตัวคุณเองนั้นแหละจะเสียทั้งเพื่อนและเสียทั้งสุขภาพจิต ลองหัดมองโลกและคนอื่นในแง่ดีบ้าง ถึงแม้พวกเขาจะมีส่วนไม่ดีอยู่บ้างก็ควรอภัยซะ โดยถือคติที่ว่า ไม่มีใครดีพร้อม แม้แต่ตัวเราเองถ้าทำได้อย่างนี้คุณก็จะเป็นคนน่าคบในหมู่เพื่อน และคุณเองก็จะคบคนได้ง่ายมากขึ้นด้วย

โอเว่อร์เกินไป

จะว่าไปก็เหมือนพวกที่ไม่รู้จักทางสายกลาง หรือไม่รู้จักกาลเทศะนั้นแหละ คือชอบทำอะไรที่มันเกินพอดี...แต่ตัวหรูเริ่ดไปซะทุกงาน อวดเก่ง อวดรู้จนน่าหมั่นไส้ พูดมาก หัวเราะมาก ร้องไห้มากจนน่ารำคาญ เพราะไม่สมเหตุผล เสแสร้งประจบสอพลอจนจับได้ ชวนให้เอียน บ้างก็บ้าอำนาจหลงตัวเอง ยกตนข่มท่าน หรือชอบแนะชอบสอนจนไม่มีใครอยากเข้าใก้ล ฯลฯ แล้วจะโทษใครถ้าต้องถูกปล่อยเกาะ



เพียงแค่นี้ก็คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเพียงพอแล้วนะคะว่าทำไมบางคนจึงมีเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ ลองสำรวจตัวเองนะคะ ถ้ามีข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้ออยู่ในพฤติกรรมของคุณละก็ เปลี่ยนเสียเถอะค่ะ แล้วคุณจะกลายเป็นที่รักของใครต่อใครเพิ่มมากขึ้นอย่างนึกไม่ถึงทีเดียว...เริ่มวันนี้เลยนะคะ..??

รู้สึกช่วงนี้ตัวเองรั่วเป็นพิเศษ เลยเอามาอ่านเตือนสติซักหน่อย  :42:

น้องเข่มเข๊ม

เลวยั้นเงา

蓝月 (lán yuè)

ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ
ว่าครั้งนึงเคยก้าวไป...

ความฝันกลางฤดูร้อน


> >ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ
> >เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น
> > ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ
> >ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
> >ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างใ นกระเพาะ
> >ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน "ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย
> >ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า" ศาสตราจารย์ฟันธง
> >ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ"มันฆ่า" แล้วสารหนูมาจากไหน
> >ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน
> >นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น
> > กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก ็ไม่เห็นเป็นไร
> >แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
> >นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง
> >พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง
> >สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร
> >แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี
> >ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ
> >กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ
> >หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
> >พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลข ัดข้อง
> >เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน
> >เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
> >เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง
> >เพื่อความไม่ประมาท
> >เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังญาติโยมเพื่อนฝูงด้วย




http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5907701/X5907701.html
ไปตอบไว้ในนี้ครับ และสามารถหาได้จากKeyword
Vitamin C prawn arsenic
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

poloh

อ่านแล้ว จับใจความได้ว่า ไม่จริงใช่ไหมครับ
กินได้เป็นปกติ(แบบว่า อ่านแล้ว มึนเล็กน้อย ถึงปานกลาง) :42:

ขอบคุณครับผม :46:
ก่อสร้างกับทำลาย เหมือนที่ลงมือ ต่างที่การกระทำ

Bellbells

เกือบเชื่อแหน่ะ ดูมีหลักฐานที่มาที่ไปมาก   :08:

蓝月 (lán yuè)

อ้างคำพูดจาก: poloh เมื่อ 11 ต.ค. 2007, 12:09 น.
เคยเห็นครับ เมื่อปีที่แล้ว
จะขายอยู่ตรงทางลงบันไดรถไฟฟ้า
ขาที่ลงมาทางรถไฟฟ้าใต้ดิน
(ไม่ใช่ทางลงบันไดเลื่อนนะ)

ส่วนตอนนี้ยังขายอยู่หรือเปล่า..... ไม่รู้ครับ
เพราะตั้งแต่จบมา ยังไม่เคยไปแถวนั้น ตอนเช้าๆเลย :42:


> >ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ
> >เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น
> > ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ
> >ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
> >ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างใ นกระเพาะ
> >ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน "ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย
> >ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า" ศาสตราจารย์ฟันธง
> >ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ"มันฆ่า" แล้วสารหนูมาจากไหน
> >ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน
> >นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น
> > กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก ็ไม่เห็นเป็นไร
> >แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
> >นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง
> >พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง
> >สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร
> >แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี
> >ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ
> >กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ
> >หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
> >พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลข ัดข้อง
> >เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน
> >เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
> >เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง
> >เพื่อความไม่ประมาท
> >เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังญาติโยมเพื่อนฝูงด้วย

ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะครับ :31:
อ้างคำพูดจาก: หมอแมวยาว ชีวิตสั้น เมื่อ 11 ต.ค. 2007, 20:52 น.
> >ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ
> >เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น
> > ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ
> >ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
> >ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างใ นกระเพาะ
> >ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน "ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย
> >ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า" ศาสตราจารย์ฟันธง
> >ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ"มันฆ่า" แล้วสารหนูมาจากไหน
> >ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน
> >นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น
> > กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก ็ไม่เห็นเป็นไร
> >แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
> >นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง
> >พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง
> >สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร
> >แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี
> >ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ
> >กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ
> >หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
> >พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลข ัดข้อง
> >เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน
> >เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
> >เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง
> >เพื่อความไม่ประมาท
> >เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังญาติโยมเพื่อนฝูงด้วย




http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5907701/X5907701.html
ไปตอบไว้ในนี้ครับ และสามารถหาได้จากKeyword
Vitamin C prawn arsenic
:31:
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ
ว่าครั้งนึงเคยก้าวไป...

poloh

 :09:

แค่ tag แอบอ้างมันหายไปเท่านั้นมั้งครับ ?
ก่อสร้างกับทำลาย เหมือนที่ลงมือ ต่างที่การกระทำ

蓝月 (lán yuè)

น่าจะแหละค่ะ :05:
ลืมดูว่ามันเหมือนกันหมดเลย  :30:
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ
ว่าครั้งนึงเคยก้าวไป...

Ou!







ลิงก์หมอแมวสิ้นชีพไปแล้ว :37:


งบน้อย

HyoPlum

ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง

นายโอ้เอ้

Today you , Tomorrow me.

蓝月 (lán yuè)

ตอบไม่ได้แฮะ
จริงๆ นะ

คนแรก เค้าอาจจะมีความสุขแบบของเค้าก็ได้

แต่ถ้าถามว่าอยากเป็นคนไหน จะตอบได้ดีกว่า :17:
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ
ว่าครั้งนึงเคยก้าวไป...

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines