ไร้สีสัน

เริ่มโพสต์โดย pahn*, 12 ม.ค. 2007, 09:25 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ณต

#15
แล้วลองนึกดูนะว่า Ansel Adams
ทำได้ไง กล้องที่เค้าใช้ เป็นกล้อง Large Format
กล้องสมัยนั้น ไม่มีเครื่องวัดแสง
เครื่องวัดแสงที่มี ก็เหมาะกับใช้ในสตูดิโอ

การถ่ายรูป Outdoor ถึอเป็นเรื่องสุดยอดยาก
เพราะว่า ไม่รู้จะวัดแสงยังไง
(หมายความว่า ท่านเทพ Ansel Adams
เค้าดู ดินฟ้าอากาศเสร็จ ก็มาปรับ รูรับแสง
แล้วก็ความไวชัตเตอร์ โดยไม่ต้องใช้เครื่องวัด  :18:)

หลังจากนั้น ก็เอาฟิลม์มาล้าง
แล้วก็มาอัด ใช้เทคนิคในห้องอัด
ที่ปัจจุบัน ก็ัยังหาคนทำได้อย่างเค้าไม่ได้

สรุปว่า ตูควรจะเลิกถ่ายรูปไปเลยใช่มะ  :16:

ป.ล. ตูคาดว่า Ansel Adams น่าจะเป็นคนตาบอดสี
(นี่เดาเอานะ  :30:)

ยุนเอ



ใช้อารมณ์เอาก็ได้นะเอว่า

ของอย่างนี้มันอยู่ที่จิตวิญญาน

มันพุ่งออกมาเลย

ดูซิ  (เสียงอ.เฉลิมชัย)
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

คุณชาย ( 737 )

   ต้องเป็นคนช่างสังเกต และเป็นคนที่เข้าใจเรื่องแสงและเงาเป็นอย่างดี
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

โก้

ลำพังเอาแค่นี้ก็เลือดกระอักแล้ว  :08:

ขออนุญาตคุณ PraE จาก 2how.com ครับ
nuugo.blogspot.com
instagram.com/nuugo

ซือเน...

 :25:  รักจู๋นี้

ชอบรูปขาวดำ

(ตาบอดสี  :39:)
i'll walk until i find u.

pahn*

แพร  :07:

อายุเท่ากันแต่ฝีมือคนละโลกกับป่านเลย

เก่งสุดๆ โดยเฉพาะพอร์ทเทรด  :25:

ชอบไปดู
พนักงานบริษัท.

คุณชาย ( 737 )

   เด็กเดี๋ยวนี้ฝีมือพัฒนาเร็วจังนะครับ ไม้แก่มันดัดยากจริงๆหรือนี่  :01:
สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น

เก้อ

อ้างคำพูดจาก: iamnot เมื่อ 12 ม.ค. 2007, 13:31 น.
แล้วลองนึกดูนะว่า Ansel Adams
ทำได้ไง กล้องที่เค้าใช้ เป็นกล้อง Large Format
กล้องสมัยนั้น ไม่มีเครื่องวัดแสง
เครื่องวัดแสงที่มี ก็เหมาะกับใช้ในสตูดิโอ

การถ่ายรูป Outdoor ถึอเป็นเรื่องสุดยอดยาก
เพราะว่า ไม่รู้จะวัดแสงยังไง
(หมายความว่า ท่านเทพ Ansel Adams
เค้าดู ดินฟ้าอากาศเสร็จ ก็มาปรับ รูรับแสง
แล้วก็ความไวชัตเตอร์ โดยไม่ต้องใช้เครื่องวัด  :18:)

หลังจากนั้น ก็เอาฟิลม์มาล้าง
แล้วก็มาอัด ใช้เทคนิคในห้องอัด
ที่ปัจจุบัน ก็ัยังหาคนทำได้อย่างเค้าไม่ได้

สรุปว่า ตูควรจะเลิกถ่ายรูปไปเลยใช่มะ  :16:

ป.ล. ตูคาดว่า Ansel Adams น่าจะเป็นคนตาบอดสี
(นี่เดาเอานะ  :30:)

ตอนเรียน บังเอิญเรียนโท ถ่ายภาพ ภาพยนต์
ต้องเรียนถ่ายรูปถึง 3 เทอม 80 เปอร์เซ็นต์เรียนถ่ายฟิล์มขาวดำ
อย่านึกว่านานโบราณนะครับ กล้องดิจิตอลมีเว้ย แพร่หลายทั่วไปด้วย
(ไม่เกิน 3 ปีเอง) แล้วอาจารย์ที่สอนก้เอาแต่กล่าวถึงคุณงามความดีของ
แอนเซล อาดัมส์ (จะว่าเป็นบิดาภาพขาวดำโลกก็ไม่เป็นการเกินเลย)
เอางานมาวิเคราะห์ความดีงามออกมาเป็นฉากๆเลยนะครับ
จนน่าตกใจว่า ไอ้ที่เราคิดว่าสวยนั้น และสามารถอธิบายได้แค่ว่า"เพราะมันสวยดี"
นั้น อาจารย์จะอธิบายได้เป็นชั่วโมงๆว่ามันสวยตรงไหน
(ภาพๆเดียวนะ :08:)และทำอย่างไรจึงจะได้แบบนั้นบ้าง

แต่กว่าจะทำอะไรแบบนั้นได้สักรูปเล่นเอาเหนื่อยหอบแฮ่ก
และตังเกลี้ยงกระเป๋ากันเลยเชียว

แวบไปหามาให้ดูก่อน




I ROCK , THEREFORE I AM

ณต

#23
เอามั่ง


pahn*

 :25: กล้องฟิล์ม หรือเปล่าค่ะ
พนักงานบริษัท.

ณต

อ้างคำพูดจาก: pahn เมื่อ 13 ม.ค. 2007, 11:48 น.
:25: กล้องฟิล์ม หรือเปล่าค่ะ

ใช่แล้ววววว

เก้อ

โอ้ๆๆ อินฟาเหรดเสียด้วย

ไม่ได้เห็นใครใช้นานแล้วนะครับนี่ ล้างอัดเองเสียด้วย
(ยังไม่ได้พูดนะครับ ว่าโบราณ แต่เอ้อ... :30:)
I ROCK , THEREFORE I AM

จักรี

รูปลุงโก้ สเปซมันเยอะจังเลยครับ 
ล้ำลึกคนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทมิอาจสิ้น
ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื่อยังเหลือใย

เก้อ

#28
เมื่อช่วงเช้า ตามเวลาในประเทศไทย (ส่วนที่เวลาของลอนดอนนั้นไม่ทราบเหมือนกัน)
สนทนากับพี่ป๋าณตเสียยืดยาว เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายภาพขาวดำ-และฟิล์ม
และดันมีความคิดเห็นตรงกันหลายอย่าง
ทั้งยังได้ฟังวาทะเท่ๆฟังง่ายทว่าลึกซึ้งหลายประโยคจากพี่ณต
จึงอดไม่ได้ที่จะเอามาย่อยให้ฟัง


เราเริ่มคุยกันที่เรื่องแอนเซล อาดัมส์ อาจารย์วิชาถ่ายภาพของเรา
บอกว่า แอนเซลกับการล้างอัดภาพขาวดำ คือ ไอน์สไตน์กับวิชาฟิสิกส์
ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องชมแกแล้ว แบบเดียวกับที่เราไม่ชมไอน์สไตน์ว่าเก่งนั่นแหละ
(เดาออกใช่ไหมครับว่า อาจารย์ท่านนี้จบจากอเมริกา)
ไอ้เนื้อหาที่เรียนนั้น คือการล้างอัดรูป อาจารย์ยกตัวอย่าง ภาพๆนึงของมิสเตอร์แอนเซล





จำไม่ได้แน่ว่าใช่ภาพนี้ไหม แต่ก็เป็นรูปชุดเยลโล่วสโตนนั่นแหละนะ
เยลโล่วสโตนคือ อุทยานแห่งชาติ และเป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดรูปถ่าย
ชุดที่เป็นไบเบิ้ลของการถ่ายรูปขาวดำ(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล้างอัดรูป)

มันนานมาแล้ว อาจจะจำรายละเอียดไม่ค่อยได้นะครับ แต่ที่จำได้คือ
ในรูปที่เห็นนี้ นอกจากความงาม (พูดให้เท่ๆว่าสุนทรียศาสตร์)ของการถ่ายภาพขาวดำที่ออกมาหมดจดแล้ว
สิ่งสำคัญยังอยู่ที่ การอัดมันออกมาเป็นรูป เรื่องนี้อาจารย์แกซึ่งเคยดูภาพของจริงมาแล้วตอนเรียนที่นั่นบอกว่า
ถ้าพวกนายจะดูรูปแอนเซลอย่างพินิจพิจารณา ต้องเลือกดีๆว่าดูจากหนังสือของสำนักพิมพ์ไหน
เพราะกระบวนการพิมพ์ออกมา ดร็อปคุณค่ามันลงไปอีกพอสมควร
การพิมพ์รูปของแอนเซล จึงเป็นเรื่องที่สำนักพิมพ์ที่ได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์ต้องควบคุม
...ส่วนดูทางเน็ตนี่ แกว่า พวกนายลืมไปได้เลย


กลับไปที่ภาพนี้กันใหม่ ผมข้ามตอนแกลั่นชัตเตอร์ไปนะครับ
ยังไงกล้องอย่างเราๆก็ไม่มีทางทำตามได้ แต่ตอนอัดลงบนกระดาษนี่สิ
จารย์แกเอามือปิดแยกส่วนท้องฟ้า ภูเขา ยอดไม้ แม่น้ำ ทุกๆตำแหน่งของภาพให้ดูและว่า
มันผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว ว่าจะให้แสงลงบนกระดาษอัดด้วยวิธีใด และมากน้อยซับซ้อนอยางไร
วิธีการให้แสงของยอดไม้ก็อีกแบบ หินแกรนิตก็อีกแบบ ท้องฟ้า แม่น้ำก็อีกแบบ
แทบจะเรียกได้ว่า เป็นการเพ้นหรือดรออิ้งมันขึ้นมาใหม่เลยเชียว
ต่างแต่ว่าการถ่ายภาพคือการเพ้นด้วยแสงนั่นเอง

(ถึงตรงนี้จารย์แกจึงว่า ดังนั้นวิชาดรออิ้งคือพื้นฐานของทุกอย่างบนโลก
อันนี้ถึงผมจะเชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน แต่ก็เห็นว่ามันเป็นแนวคิดแบบ"นักเรียนศิลปะ"ไปหน่อย
เพราะตากล้องเก่งๆทั้งหลายบนโลกก็วาดเส้นไม่เป็น)

ส่วนพี่ณตเปรียบว่า เมื่อดูภาพของเค้าแล้ว คล้ายจะบอกว่า
"เฮ้ย ไม่ใช่ว่าใครๆก็ถ่ายรูปได้นะเว้ย"

เพราะบทสนทนาช่วงนี้มาแนวเรื่องฟิล์ม-ดิจิตอลที่ถกเถียงกันโลกแตก
คือแน่นอนล่ะว่า ทุกคนรู้ว่าฟิล์มมันดี แล้วฟิล์มขาวดำมันแทบจะเรียกได้ว่า
เป็นการฝึกฝนขั้นพื้นฐานที่สุดของการถ่ายภาพ
แต่การมาถึงของดิจิตอลก็ทำให้อะไรเปลี่ยนไปไม่ใช่น้อย
เช่น ปริมาณคนชอบถ่ายรูปเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การถ่ายรูปให้สวยเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น
เป็นประชาธิไตยมากยิ่งขึ้น เรียกว่า ทุกคนที่มีนิ้ว สามารถถ่ายรูปได้ก็ไม่ผิด การมีอยู่ของมันจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี
และสำหรับฟิล์มก็จะมีสถานภาพสำหรับการเรียน หรืองานที่ต้องการความประณีตไป

ส่วนเรื่องการตัดสินคุณค่าของภาพถ่ายดิจิตอลก็คงจะยังเป็นเรื่องให้เถียงกันไม่รู้จบต่อไปอีก
เพราะมันคาบเกี่ยวอยู่กับความสามารถในการถ่ายรูปและ
ความสามารถแต่งรูปด้วยโฟโต้ฉ็อปอยู่นั่นเองแหละ



จบบทสนทนาประมาณนี้ครับ นึกได้อีกจะมาโพสต่อ
I ROCK , THEREFORE I AM

ณต

ผมชอบคำพูด อาจารย์ของเก้อนะ ที่บอกว่า
"ภาพดิจิตอล ไม่มีอยู่จริง มันเป็นแค่ตัวเลข 1001 11010 เรียงกัน"  :18:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines