เรื่องเล่าวันแม่

เริ่มโพสต์โดย X Saint, 09 ส.ค. 2006, 02:30 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ



(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)

X Saint

อาจจะมีคนในเมืองหาดใหญ่จำนวนมากเคยเห็นนายขจรศักดิ์ อารีเอื้อ หรือนามสกุลใหม่ "ภักดีบูรณ์" อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพัฒนาศึกษา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องเช่าหลังเล็กเลขที่ 82/5 ริมถนนพลพิชัย อ.หาดใหญ่ เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เด็กชายคนนี้ ตระเวนเก็บขวด กระดาษ พลาสติกทั่วเมืองหาดใหญ่ เพื่อนำมาขายเลี้ยงครอบครัว จนในบ้านเช่าดังกล่าวที่มีอยู่ถึง 7 ชีวิต เต็มไปด้วยขวดแก้ว เศษพลาสติกและกระดาษลังจำนวนมาก

ก่อนหน้าที่จะต้องหาของเก่าขายเลี้ยงชีพ ครอบครัวของนายขจรศักดิ์ มีนางสมถวิล กล้วยไม้ ณ อยุธยา มารดา วัย 56 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัวและเสาหลัก ด้วยการรับจ้างในโรงงานน้ำดื่ม ทำหน้าที่ขนน้ำขึ้นลงรถ ซึ่งจะต้องแบกน้ำหนักของน้ำดื่มวันละประมาณ  200 ถัง ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่ออายุมากขึ้น เรี่ยวแรงที่ลดน้อยลงก็ทำให้นางสมถวิลไม่สามารถทำงานหนักดังกล่าวได้ ลูกชายคนนี้จึงตัดสินใจทำงานเอง โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนตระเวนเก็บขวด กระดาษ และพลาสติก ทั่วหาดใหญ่ ไม่เว้นวันหยุด ซึ่งถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว

"ผมจะออกจากบ้านประมาณ 17.30 น. หลังจากกลับจากโรงเรียน จะตระเวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาขวด กระดาษ และพลาสติกให้มากที่สุด และจะกลับมาถึงบ้านประมาณ 23.00 น.ทุกวัน" นายขจรศักดิ์ เล่าถึงงานที่ตัวเองทำ ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้ครอบครัวเดือนละประมาณ 500 บาท เคยได้ต่ำสุดคือเดือนละ 230 บาท ส่วนพี่สาวอีก 3 คนต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะที่บ้านไม่มีเงินเพียงพอที่จะศึกษาเล่าเรียน และหันไปรับจ้างทุกประเภท รวมถึงเก็บของเก่าในช่วงเย็นทุกวัน

หนุ่มน้อยคนนี้เปิดเผยด้วยว่า ครอบครัวของพวกเขาตกอยู่ในเคราะห์กรรม เนื่องจากพี่สาวคนโต ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมข่มขืนเมื่อ 3 ปีก่อนขณะออกไปช่วยกันตระเวนเก็บของเก่ามาขาย จนกระทั่งกลายเป็นคนมีอาการสติไม่สมประกอบ แถมคลอดลูกให้คนในบ้านต้องช่วยเลี้ยงดู

นางสมถวิล กล้วยไม้ ณ อยุธยา แม่ของนายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ในห้องเช่าหลังเล็ก ทั้งครอบครัวพักกันทั้งสิ้น 7 ชีวิต คือ น.ส.อรวรรณ บุตรสาวคนโต อายุ 34 ปี ซึ่งปัจจุบันมีสติไม่สมประกอบ นายจิรพันธ์ และ น.ส.จิราพร ฝาแฝด วัย 19 ปี นายขจรศักดิ์ ที่กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวในวัย 15 ปี และหลานอีก 3 คน คือ ด.ช.เทิดศักดิ์ อายุ 12 ปี ด.ช.ณรงค์ศักดิ์ อายุ 11 ขวบ  ซึ่งเป็นลูกของบุตรสาวที่มาคลอดทิ้งไว้ให้ยายเลี้ยง และ ด.ญ.ฐิติมา อายุ 2 ขวบ บุตรสาวของ น.ส.อรวรรณ ที่ถูกข่มขืน

"ลูกไม่เคยบ่นถึงภาระที่เกินตัวและเกินวัย จะมีแต่รอยยิ้มและคำปลอบใจเสมอว่าชีวิตเราถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้ หากเรายอมแพ้ต่อสิ่งที่ขวางอยู่ข้างหน้าแล้วในอนาคตจะสบายได้อย่างไร ทำให้เรารู้สึกดีใจที่มีลูกเป็นคนดี แม้ครอบครัวเราจะยากจนก็ตาม" นางสมถวิล กล่าว

ด้าน นายสุธรรม ภักดีบูรณ์ ผู้บริหารบริษัท หาดใหญ่ไทยสินทรัพย์ จำกัด อายุ 43 ปี ซึ่งตัดสินใจอุปการะและรับนายขจรศักดิ์เป็นบุตรบุญธรรม เปิดเผยว่า เขาพบนายขจรศักดิ์ครั้งแรกเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนกำลังเดินเก็บขวดแก้ว จึงยื่นเงินให้ 100 บาท แต่ ด.ช.ขจรศักดิ์ในวันนั้นได้ปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณ ตนจึงว่าจ้างให้มาช่วยทำงานในบ้าน ทั้งล้างรถ หรืองานอื่นๆ พร้อมจับตาดูพฤติกรรมและพบว่าเป็นเด็กดีที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปเลี้ยงครอบครัวด้วยความสุจริต

"ผมติดตามและเฝ้าดูพฤติกรรมรวมถึงเข้าไปช่วยเหลือค่าอาหาร และอุปกรณ์การเรียนตามสมควร ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นว่าเขาเป็นซื่อสัตย์ มีจิตใจดีงาม ยิ่งเมื่อเห็นสภาพชีวิตที่แท้จริงของครอบครัวของเขา จึงตัดสินใจรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย และเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม" นายสุธรรม กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะรับอุปการะและรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่นายขจรศักดิ์ก็ยังคงพักอาศัยอยู่กับครอบครัว โดยนายสุธรรม บอกว่า ตนจะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวัน แต่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายภายในบ้าน รวมถึงให้มีงานทำในช่วงวันหยุดเพื่อหารายได้ไปจุนเจือครอบครัวมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม

"ผมตั้งใจจะสนับสนุนเด็กคนนี้ให้เติบโตเป็นคนดีในสังคม โดยทรัพย์สมบัติที่สร้างมากับมือมูลค่ามากกว่าร้อยล้านบาทจะยกให้เด็กคนนี้ทั้งหมด เพราะชีวิตผมตัวคนเดียว ไม่มีพันธะใดๆ ผมรู้สึกรักและถูกชะตากับลูกบุญธรรมคนนี้มาก จึงอยากให้เขามีโอกาสที่ดีในสังคม แต่ยังต้องการให้เขาเรียนรู้ความยากลำบากในการดำรงชีวิตก่อนจะประสบความสำเร็จ" นายสุธรรม นักธุรกิจหนุ่มโสดวัย 43 ปี ที่เติบโตมาจากการเป็นนายหน้าค้าที่ดินรายใหญ่คนหนึ่งใน จ.สงขลา ซึ่งกำลังมีโครงการก่อสร้างอาคารพานิชย์ 3 ชั้น ที่บ้านบางแฟบ  ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ กล่าว

ขณะที่ นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ชีวิตของครอบครัววันนี้มาถึงจุดเปลี่ยนแปลงหลังตัวเขาได้รับการอนุเคราะห์จากนายสุธรรม และยืนยันว่า แม้ตนจะโชคดีที่ได้รับการอนุเคราะห์จากนักธุรกิจ แต่ก็จะยังขอใช้ชีวิตแบบเดิม และจะนำกำลังใจจากการได้รับการอนุเคราะห์ มาเปลี่ยนเป็นแรงใจให้ขยันและตั้งใจเรียน รวมถึงตั้งใจทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณผู้ให้การอุปการะ


จาก http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L4610505/L4610505.html

|<3N

อ้างคำพูดจาก: monamafia เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 00:12 น.
รักแม่เหมือนกัน
แม่เหมือนเพื่อนเลย
ตอนนี้แทนตัวเองว่าเธอกับชั้น
เช่น "นี่เธอว่าแฟนชั้นเหรอ แฟนเธอหล่อตายล่ะ:22:
:22:
สะพรึบสะพรั่ง ณหน้าและหลัง ณซ้ายและขวา ละหมู่ละหมวด ก็ตรวจก็ตรา ประมวลกะมา สิมากประมาณ

Soris0ri

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ



(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)

:26: ยักษ์เนี่ย


Las Noches Rubicundior

นายโอ้เอ้

อ้างคำพูดจาก: Sorisori เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:41 น.
:26: ยักษ์เนี่ย




อย่าเหมารวมกับ  :42:

นั่นลุงแอน
Today you , Tomorrow me.

Bug Creative

รักแม่ + พ่อด้วย เด๋วน้อยใจ
อย่าได้คิดมากไป สุดท้ายทุกวันก็คือทุกวัน

PalmySyd

อ้างคำพูดจาก: iannnnn เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 04:04 น.
:05: เอาอีกครับ ชอบอ่านๆ

(เพิ่งรู้ว่าเจ๊อบสั่งลุยคือเจ๊นัท .. คิดว่าปาล์มมาตลอดเพราะดูอีเมลแล้วใช้ชื่อปาล์ม :05:)

ตอนสมัครใช้เมลปาล์มแทนเพราะตแนนั้นเมลนัทมีปัญหาค่ะ  :42:

Soris0ri

อ้างคำพูดจาก: นายโอ้เอ้ เมื่อ 10 ส.ค. 2006, 16:42 น.
อย่าเหมารวมกับ  :42:

นั่นลุงแอน

ได้ค่ะ งั้นเอาใหม่


พี่แอนเนี่ย  :26: แอนห์จริงๆ
Las Noches Rubicundior

น้องเข่มเข๊ม

 :40:  อย่างที่ปาล์มบอกนั่นแหละ 
เลวยั้นเงา

ยุนเอ

แต่ว่า โรงเรียน พัฒนาศึกษา เนี้ย อยู่ตรงไหนของหาดใหญ่เหรอ

ไม่เคยได้ยิน  :39:
เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย

น้องเข่มเข๊ม

ไม่ทราบสิคะ..ไม่ใช่คนแถวนั้น   :09:
เลวยั้นเงา

|<3N

สะพรึบสะพรั่ง ณหน้าและหลัง ณซ้ายและขวา ละหมู่ละหมวด ก็ตรวจก็ตรา ประมวลกะมา สิมากประมาณ

X Saint

ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539
"มิสคะ ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ"
โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร
ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้

เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์
ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากรู้สึกแปลกใจ
ที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว

อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้
หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม
คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา

"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำ
ว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา" น้ำเสียงของคุณแม่
แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมด
ครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว
หากปล่อยเรื่องนี้ไป.....ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้...

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2536 หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล
ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน
ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน
ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม.
คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย
แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่
และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

"ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร"

มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน

ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ "ลูกชาย" ของคุณแม่ท่านนั้น

"ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร"

คุณแม่ไม่ยอม เสียเวลาคิดอะไรเลย ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่
เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...
คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...
แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!

คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที
ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อย
และบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด

ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน
พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่...มันสายเกินไปแล้ว
สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาล
นานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า

"นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ"

"กล้าหาญมาก" เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า

หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า

มิสมองหน้า "ลูกชาย" ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า

"นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง
ไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ"

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

"วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา"

"จริงครับ ๆ ใช่ครับ ๆ" เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน

"มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา
ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ"

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด
มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า

"ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ"

เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ
ครูสาวน้ำตาคลอยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า

หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?

เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง
ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง
ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด

หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว
เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว

"ลูกชาย" เข้าไปคุยอีกครั้ง

"วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ"

เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า

"ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ"

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่ บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน
ว่ารักท่านมากมาย กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...



จาก http://www.thaicabincrew.com/webboard/viewtopic.php?t=25995&sid=772c8fd208be8ee1a6f3b9aa2dda6cb6

สันในตั้ม

สรุปมันเป็นกระจู๋อะไรฟะเนี่ย  :08:


ของตูนอนทั้งวันเลย
แต่นอนที่บ้านแม่นะ
ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววว

mitrapap

มาช่วยดึงกระจู๋กลับ :02:

วันแม่ก็ไปหาแม่มาเหมือนกันครับ ตอนแรกตั้งใจจะไปกราบงามๆ แต่พอไปถึง ยังไม่ทันจะลงรถเลย แม่ก็รีบเดินมารับแล้ว ก็เลยเข้าไปกอดแม่แทน อบอุ่นใจบอกไม่ถูกครับ :22:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines