ว่าด้วยการสมัครงาน

เริ่มโพสต์โดย verywhale, 13 เม.ย. 2006, 22:16 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

verywhale

อนาคตอันใกล้แล้วล่ะ
ถามว่า

เราควรจะสมัครที่เดียว รอเค้าเรียกสัมภาษณ์ ไม่ได้แล้วค่อยไปสมัครที่อื่น
หรือ
สมัครไว้ก่อนหลายๆที่ สมมติหลายบริษัทจะรับ เราก็เลือกบริษัทที่ชอบแล้วปฏิเสธที่อื่นไป

พี่ๆที่มีประสบการณ์เรื่องสมัครงาน หรือเรื่องการทำงานอาชีพไหนก็ได้ เล่าให้ฟังหน่อยจิ

L

เป็นรุ่นน้องครับ
ฟังมาจากอาจารย์ตามมารยาท ถ้าเกิดเค้ารับแล้วเราบอกปัดไปเนี่ย  :42:
มันจะโดน แบล็คลิสไปเลยนะครับ วงการ designer ยิ่งแคบๆอยู่ด้วยครับ

ปล ตอนสมัครฝึกงานก็เช่นเดียวกัน
เกะกะ ระราน พาลไม่เลือกสถานที่

wät

#2
 :22: ผมเลือกแต่ที่ที่อยากทำ ส่งไปไม่เกิน 5 ที่ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ถ้าผ่านไปแล้วสองอาทิตย์ยังไม่มีเรียกค่อยดูที่อื่น (ถ้าบริษัทใหญ่ก็ควรทิ้งช่วงประมาณ 1 เดือน พวกนี้จะ process ช้า)

ไม่ควรสมัครที่เดียวนะครับ ควรจะหาที่ที่อยากทำอีกสักสองสามที่ ( เอาไว้ต่อรองเผื่อได้หลายที่  :43: คือการปฏิเสธอย่างสวยงามอย่างหนึ่ง ) อย่าส่งเยอะเกิน เดี๋ยวจะสับสน

ผมว่าบอกปัดตอนแรกว่าได้อีกที่ ที่อยากทำมากกว่า (จะด้วยเหตุผลว่า ใกล้บ้านกว่า สะดวกกว่า อะไรก็แล้วแต่) ดีกว่าไปทำแล้วผ่านไปไม่กี่เดือนเปลี่ยนไปทำที่ใหม่ อันนี้จะน่าเกลียดกว่านะครับ  :44: (นอกจากจะเป็นเหตุสุดวิสัย) เลือกที่ที่คิดว่าจะทำอยู่ได้นานๆ หรืออย่างน้อยที่สุดอยู่ได้สักปี เวลาไปกรอก résumé ที่อื่นจะดูไม่น่าเกลียด  :43:
Viens petite fille dans mon comic strip Viens faire des bull's, viens faire des WIP!
Des CLIP! CRAP! des BANG! des VLOP! et des ZIP! SHEBAM! POW! BLOP! WIZZZZZZ!

นายโอ้เอ้

- สมัครเผื่อเลือกไว้ก็ดีครับ แต่ต้องเป็นกรณีบริษัทที่ต้องการด้วย
ไม่ใช่ว่า สมัครดะ อะไรที่ไหนก็เอาหมด เพราะมันอาจจะทำให้อายุงานของเรามันสั้นได้
ไม่ใชว่าเขาไม่เอาเรา แต่กลายเป็นว่าเราไม่เอาเขา เข้าทำงานแค่สัปดาห์เดียว
ก็รู้สึกไม่ชอบ ไม่ใช่ที่ต้องการ แล้วพยายามหาที่ใหม่ แบบนี้เสียเวลา
แล้วยังเสียเครดิตตัวเองด้วย กลายเป็นว่าเราเป็นคนไม่เอาถ่านไปซะอีก


- การสัมภาษณ์ ให้พกความมั่นใจ และความเป็นตัวเองไปให้มากที่สุด
พยายามหาจุดโดด ของตัวเองออกมา ว่าทำไมเขาต้องจ้างคุณทำงานด้วย
คุณมันวิเศษมาจากไหน ที่จะทำให้แตกต่่างจากคนอื่นๆ จนเขาต้องสนใจ
และรับคุณมาทำงานและประเมิน อ้อ อย่าโม้อะไรเกินกว่าความสามารถจริง
เพราะบริษัทส่วนใหญ่มีเวลาตรวจสอบคุณภาพน้ำลายของคุณ อย่างน้อยก็ 3-4 เดือน


- การระบุเงินเดือนที่ต้องการ มีส่วนต่อการพิจารณารับพนักงาน จะว่าไปแล้ว 
อันนี้แล้วแต่การตกลงกันนะ กรณีเพิ่งจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ ก็อย่าเรียกเงินเดือนสูงเกินไป
เพราะนี่ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่เขาจะใช้ในการพิจารณาในการเลือก หรือ ไม่เลือกเราครับ
เพราะเงินเดือนพนักงานคือส่วนหนึ่งต้นทุนการผลิต การระบุเงินเดือนที่ต้องการในใบสมัครงาน
ควรทำการบ้านหน่อย ว่าตำแหน่ง และชั่วโมงบินประมาณนี้ ควรเรียกเท่าไหร่ ไม่มากจนเกินไป
หรือไม่น้อยจนเกินไป ก็ต้องเดากันเอาเองล่ะ ว่าควรเท่าไหร่ เพราะตามมารยาทแล้ว
เงินเดือนจะไม่มีการเปิดเผยกัน บางครั้งตำแหน่งเดียวกัน บริษัทเดียว ประสบการณ์เท่ากัน
ยังได้เงินเดือนไม่เท่ากันเลย


- การได้งานไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้เป็นพนักงานของบริษัทนั้นจริง
เพราะส่วนใหญ่ต้องผ่านด่านวัดใจ อย่างน้อยก็ 4 เดือน จึงจะบรรจุเป็นพนักงาน
บางแห่งเคี่ยวเกือบปี ทั้งนี้และทั้งนั้น คนที่จะพิจารณาให้คุณผ่านโปร หรือไม่ผ่าน
คือหัวหน้างานของคุณ ฉะนั้น ทำงานให้ดี และสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน
และหัวหน้างานไว้ การจ้องนาฬิกาเพื่อรอเวาลาเลิกงานก็ไม่ควรที่จะทำครับ
อ้อ.. แล้วถ้ายังอยู่ในช่วงทดลองงาน พยายามอย่ามาสายครับ


- มองหาสวัสดิการที่เราสมควรต้องได้ต้องมี อันนี้เอาไว้วัดมาตรฐานของบริษัทครับ
ว่ามีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน แล้วอะไรบ้างล่ะ อย่างน้อยก็ประกันสังคม ประกันสุขภาพ
การตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี วันหยุดบริษัท ฯลฯ


- สุดท้ายที่จะฝากคือ อย่าคาดหวัง หรือจินตนาการไว้สูงมากครับ ต่อให้ทำงานดีแค่ไหน
แต่เข้ากับสังคมของบริษัทไม่ได้ ทำงานเป็นทีมไม่เป็น ไม่ได้ คุณก็จะอยู่อยางลำบาก กดดัน
แล้วจะเกิดสภาวะการบีบให้ออก บีบจากทางบริษัท และ เราบีบตัวเอง


ก็แชร์จากสิ่งที่พบที่เห็นมาแล้วกันนะ ในองค์กรที่ผมเคยสัมผัส
เขามีการเข้าการออกของพนักงานค่อนข้างสูง
รับคนเข้ามาง่าย และเยอะด้วย แล้วเขาจะใช้วิธีการคัดเลือกภายหลัง
โดยทุกคนที่เข้ามาจะมีตำแหน่งเดียวกันคือ trainee
แล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนในการสังเกตุและทดสอบความสามารถ
หลังจากนั้นเขาก็จะมีการประเมิน หากคนไหนมีแววก็จะผ่าน ได้ทำงานในตำแหน่งที่ตัวเองสมัคร
บางคนก็อาจจะผ่าน แต่เขาเสนอตำแหน่งงานอื่นให้แทน ตามที่เขาประเมินความถนัด
ส่วนใครที่ไม่ผ่าน ส่วนใหญ่ก็จะมาจากการที่ไม่สามารถเข้ากับงาน เข้ากับผู้รวมงานได้
บางคนเก่งมากๆ มีประสบการณ์เป็นถึงผู้จัดการมาก่อนหลายปี แต่ติดความใหญ่โตในครั้งอดีต
คิดเอาความคิดของตัวเป็นใหญ่ ไม่รับความเห็นผู้รวมงาน
กรณีแบบนี้ ไม่ว่าเก่งมาจากไหน เขาก็ไม่เอาคุณครับ



เฮ้อ.. เหนื่อย เอาเป็นว่าขอให้โชคดีในโลกของการหางาน

ปล. อย่าลืมนะครับ ว่าคนหางาน ไม่ได้มีแค่คุณเพียงคนเดียว
ฉะนั้นพยายามสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" ของตัวเองไว้ครับ  :12:


นายโอ้เอ้
Today you , Tomorrow me.

ooooo


roundbol123

:22: :47:

โต

ขึ้นหิ้งไปเลย  :12:
เรื่องเงินเดือนนี่คาดหวังยากนะ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเรียกเท่าไหร่ดี
ที่ผ่านมาก็ดูจากรุ่นพี่ๆเอา ว่าเราอยู่ระดับนี้ๆ เรียกสักเท่านั้นเท่านี้พอ
ไม่เคยสมัครงานแต่ฟังจากรุ่นพี่เค้ามาเล่าให้ฟังน่ะ
:42:

ooooo


L

ขึ้นอยู่กับ พวกสายงานที่จะไปสมัครด้วยนะ บางที บ เล็กๆก็สตารทสุงเวอร์ถ้าเทียบกับ บ ใหญ่ๆ
แต่โอกาสทางการเติบโต มันก็น้อยกว่าแค่ไหนก็แค่นั้น

แฟนตูทีแรกว่าจะไป double A ตรี 17000-20000 ทำงานอาทิตย์ละ 4 วัน แล้วก็หยุด 4 วัน วันละ 12 ชม รวมโอ แต่ต้องไปทำที่ ปราจีน  :39:

เกะกะ ระราน พาลไม่เลือกสถานที่

Ah!

หมูพูดถึงบริษัทใหญ่ - เล็ก นี่ ทำให้อยากเล่าตอนสมัยเรียนจบใหม่ๆบ้าง

ไม่เคยสมัครงานเลยแม้สักครั้งเดียว
เริ่มทำงาน(เข้าออฟฟิศ)ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปีสาม
เข้าไปทำงานก๊อกๆแก๊ีกๆ ช่วยรุ่นพี่
(ตอนนั้นบ้านจัดสรรบูมมาก ได้แบ่งแปลงที่ดินเจ็ดร้อยไร่ เป็นการเรียนที่ในมหาลัยไม่มีสอน)
เรื่อยมาจนกระทั่งเรียนจบ

หลังจากเรียนจบสามสี่เดือน ก็มีเพื่อนมาชวนให้ไปทำงานด้วยกันที่ออฟฟิศของอาจารย์
ไปถึงก็เข้าไปคุยกับอาจารย์ แล้วก็เริ่มทำงาน
ผ่านไปเจ็ดปี ก็ลาออก แทบจะนับได้ว่าไม่เคยเปลี่ยนงาน
(ปกติเห็นคนอื่นเปลี่ยนงานกันบ่อย อ้างว่าเบื่อ ไม่ชอบระบบ มีปัญหา
แล้วก็ลาออก เปลี่ยนออฟฟิศ ซึ่งทุกออฟฟิศก็มีปัญหาต่างกันไปเป็นธรรมดา
อันนี้บอกไว้ก่อน ว่าถ้าเจอปัญหา อย่าเพิ่งคิดเปลี่ยนงาน เพราะทุกออฟฟิศจะมีปัญหาทั้งนั้น)

ก็เลยไม่เคยใช้ port ใช้ transcript สมัครงาน
(เพราะถ้าดู transcript ก็คงไม่ได้งาน :42:)

ไม่เคยคิดสมัครงานในบริษัทใหญ่ เพราะว่าไม่ชอบระบบที่มันซับซ้อนใหญ่โต
กลัวว่าจะเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ทำงานในจุดเดียว
ชอบทำงานบริษัทเล็กๆ เพราะว่าได้เรียนรู้ทั้งวงจรทำงาน ได้ทำทุกอย่าง

ได้ไปรับงานกับลูกค้าโดยตรง ได้คุยกับลูกค้า ได้เอาโจทย์มาออกแบบ
ได้ทำงานเขียนแบบ ได้ตัดโมเดล เขียนตีฟ เอาแบบไปพิมพ์เขียว
จนกระทั่งได้ไปคุมไซท์งานก่อสร้าง 
(ซึ่งถ้าทำในบริษัทใหญ่ คงได้แต่นั่งออกแบบไม่ได้ทำอย่างอื่น)

ความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานในบริษัท และมีเงินเดือนสูง
ไม่รู้เมื่อไหร่ฟองสบู่จะแตกอีกครั้ง
ความมั่นคงคือ เราสามารถพึ่งตัวเองได้ตามสมควร
:42:
        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

icez

อ้างคำพูดจาก: ภูกระดึง เมื่อ 14 เม.ย. 2006, 11:38 น.
ความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้อยู่ที่การได้ทำงานในบริษัท และมีเงินเดือนสูง
ไม่รู้เมื่อไหร่ฟองสบู่จะแตกอีกครั้ง
ความมั่นคงคือ เราสามารถพึ่งตัวเองได้ตามสมควร
:42:
:12:

สมเป็นผู้ผ่านโลกมามาก :30:

♥ ชายเต่า ♥

เวลาบวชต้องสอบสัมภาษณ์มั้ยครับ
เอามั่ง

Dew Susansaraly

โอ้
แจ๋ว  อีกสามปีกว่าก็ได้ใช้แล้ว
งานสายผมส่วนใหญ่ถ้าอยากได้งานดีๆก็ต้องเริ่มที่การฝึกงานครับ
ส่วนใหญ่ถ้าเป็น law firm ฝึกที่ไหน  ถ้าตอนฝึกทำงานดี  จบมาก็ได้ทำที่นั่นครับ

มีแบบจบมาไม่ต้องสมัครด้วย  เขาเชิญไปทำงาน  แต่จะให้ถึงระดับนั้นต้องทำงานหนักตั้งแต่ปี 1 ครับ

ในทรรศนะผมน่ะ  จะสมัครงานอย่างไร  ไม่ได้เริ่มตอนปี 3 ปี 4 แต่มันเริ่มมาตั้งแต่เราเข้ามหาลัยแล้วครับ

ทำงานหนักให้ตลอด เดี๋ยวก็คงได้งานเอง
โล่ง

L

ทัศนคติส่วนตัวสวนทางกับลุงอ๋าห์นิดนึงครับ
ตอนนั้นลุงอ๋าทำแบบนั้นได้เพราะคำว่า โอกาสมันอำนวยครับ
ปัจจุบันนี้สถาณการณ์ไม่เอื้อให้ไปทำงาน freelance สักเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงมาก่อน
ผมมองว่า เดี๋ยวนี้ฝีมือดี แต่ต้องอดๆอยากๆเยอะมากเลย :08:
เพราะว่าธุรกิจเดี๋ยวนี้ ความเชื่อมันมาก่อน เด็กจบใหม่ๆออกมา ถ้าเกิดไม่รู้จักใครเลย
เนี่ย มันก็ต้องไปหาแหล่งที่เราสามารถรวบรวม connection จากที่ต่างๆ
ในที่นี้ ก็คือ บริษัท ถ้าได้ไปที่ใหญ่ๆ โฮกาสรู้จักคนมันก็เยอะ ส่วนที่ว่าจะได้ทำงาน
ในหลายๆแบบหรือเปล่าเนี่ย มันขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้น ของคน ครับ ไม่เกี่ยวกับองค์กร
กระเสือกกระสนเท่าไหร่ ยิ่งได้ประสบการ์ณเยอะ มีประสบการณ์เยอะ (แก่ความรู้กับงานที่ทำ)
ก็ออกมาท่องยุทธจักรได้ตัวคนเดียว เปิด บริษัทเอง อะไรอย่างนี้น่ะครับ

รุ่นพี่ผมหลายๆคนทำ design ไปสักพักก้เริ่มออกมาค้าขายหลายคนแล้วรวมไปถึง อาจารย์ที่ผมนับถือ
หลายๆคน แกให้เหตผลว่า พอแล้ว สนุกกับมันพอแล้ว แล้วก็ออกไปเปิดร้านเหล้า ร้านอาหาร  :08:
ของอย่างนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละบุคคลครับ

คนห่วยๆอย่างผมเบื่อที่จะกระเสือกกระสน เบื่อที่จะเจอคน อยากเรียนให้มันจบๆ อยากทำงานราชการ เช้าชามเย็นชาม กลับบ้านมาดูทีวีเล่นเน็ต ไปวันๆ นานๆทีก็ออกไปเดินถ่ายรูปเล่น
แต่เสือกเจอวินาศกรรมชีวิต  :42: ต้องหาเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวเอง ค่าเทอมก็ต้องหาเองซะส่วนมาก
เลยต้องมานั่งหา job ทำ ทำไปทำมาก็รู้จักคนนู้นคนนี้ เอางานมาให้ ด่ามาบ้าง ชมมาบ้าง เงินก็ไหลมานิดๆหน่อย
พอใช้ไปวันๆ กลายเป็น freelance ไปเสียฉิบ เรียนก็ยังไม่จบ อเน็จใจ  :05:

แต่ว่า พอลุงอ๋าห์เล่าแล้วนี่ รู้สึกว่าจะดูอายุเยอะขึ้นอีกนะเนี่ย  :30:

เกะกะ ระราน พาลไม่เลือกสถานที่

Ah!

อ่านแล้วก็ไม่ได้คิดสวนทางกันนี่หมู
ทำงานในบริษัทน่ะ จำเป็นเลยแหละสำหรับคนเรียนจบใหม่ๆ
เพราะนั่นคือการเรียนวิธีทำงาน ซึ่งในมหาลัยสอนแค่บางส่วน

การเรียนรู้ใ่นช่วงจบใหม่นี้ คงใช้เวลาไม่เท่ากันในแต่ละสายวิชาชีพ
อย่างสถาปัตย์ก็คงจะนานหน่อย เพราะงานที่ทำมันต้องใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ
งานโฆษณาอาจใช้เวลาน้อยกว่า
ยกตัวอย่างเช่น
อาคารหนึ่งหลัง ออกแบบจนถึงก่อสร้างใช้เวลา 1-3 ปี เพิ่งจะได้ย้ายเข้าไปอยู่
งานโฆษณาทีวี อาจใช้แค่สองเดือน ก็ได้รับฟีดแบคจากคนดูแล้ว
ในขณะที่อาคารนั่น ต้องผ่านร้อน ฝน หนาว ก่อน ถึงจะรู้ว่ามันรั่วไหมออกแบบอย่างนี้น่ะ
ซึ่งมันทำให้ระยะเวลาในการเรียนรู้ ต่อยอด ต่างกันไป

ส่วนเรื่องโอกาสนั่น ก็เห็นเหมือนกัน
ไม่แปลกหรอก ก็ตอนที่เข้าปีหนึ่ง เป็นปีแรกที่สถาปัตย์มีถึงห้าสถาบัน (ก่อนนั้นมีแค่สามสถาปัตย์)

        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines