ของฝากจากพันทิป

เริ่มโพสต์โดย |<3N, 16 ก.ค. 2006, 16:55 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

ดาเฉยๆ

ไม่รู้แหละ มาว่าพี่ติ๊กเค้าไม่ได้นะ :23:

IM

สรุปแล้ว คือยังไม่รู้ว่าลักลอบขึ้นไปจริง หรือโฆษณาชวนเชื่อว่าได้ขึ้นไป
(เมื่อวานได้ออกอากาศอะไรยังไงรึเปล่า ใครได้ดูบ้าง  :09:)

ดาเฉยๆ

#10307
ดราม่าพี่ติ๊กต่อ
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E10836606/E10836606.html
แต่จขกท.เค้าลบข้อความออกไปแล้ว  :37:

เหลือไว้แค่นี้

อ้างอิงความคิดเห็นที่ 6       
ข้อมูลต่างๆนี้คือขอลบออกนะครับเพราะอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้

เอาสรุปข้อมูลต่างๆทีั่ง่ายๆชัดเจนที่สุดละกันครับ
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E10824551/E10824551.html

อันนี้คือข้อสรุปของข้อมูลในกรณีเรื่องภูคิ้งนะครับโดยคุณ meennaในคห.489-490

ความคิดเห็นที่ 489 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ก็เพราะว่าไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไรก็ยังมีคนไม่รับฟัง ไม่พยายามจะเข้าใจอยู่ดี
บางคนที่เข้ามาโพสต์ว่าและตามว่าไปทุกห้อง ป้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะจงเกลียดจงชังกันทำไม?
เอาชัดๆ อีกครั้งว่า ทางทีมรายการมีหนังสือขออนุญาตชัดเจนจากกรมป่าไม้ ประทับตราและลงนามโดยคุณสุเทพ บุญประคอง (รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า) โดยแนบ script รายการส่งให้กับกรมอุทยานฯในตอนทำเรื่องขออนุญาตเข้าพื้นที่ ดังนี้ ทุ่งกะมัง น้ำตกตาดคล้อ ภูคิ้ง

ส่วนที่เกินมาคือ "โป่งไฮ"  ซึ่งต่อมาได้โทรขออนุญาตกับทางหน.เขตกาญจนา และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำที่โป่งไฮ โดยมี คุณบุญหุ้ม จนท.ฝ่ายวิชาการ เป็นผู้ดูแลนำทาง ในส่วนของภูคิ้ง จุดที่เป็นพื้นที่เปราะบางดังว่าและไม่ให้เข้าไปถ่ายทำคือ แหล่หินจ้อง ซึ่งทีมรายการก็ไม่ได้เข้าไป---ย้ำ! ว่าไม่ได้เข้าไป ณ จุดต้องห้ามนั้น

ท้ายรายการได้สรุปปิดจบเพื่อให้เห็นภาพภูคิ้งอยู่เบื้องหลัง ทีมรายการจึงหลีกเลี่ยงพื้นที่ต้องห้าม ใช้ทางเดินพื้นที่เกษตรเชิงเขาของชาวบ้าน โดยเดินขึ้นเขาที่เป็นเส้นทางเดินประจำของชาวบ้านมาช้านานแล้ว สู่มุมเปิดโล่งเห็นวิวรอบๆ ให้ได้ฉากปิดและติ๊กยืนพูดบทสรุปการเดินทาง จุดนี้ทำให้ได้เห็นภาพภูคิ้งอยู่เบื้องหลังครบสมบูรณ์ นั่นเพราะพื้นที่ภูคิ้งนั้นกว้างใหญ่มากเป็นพันตารางกม.และเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านมาแต่บรรพบุรุษ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นปัญหาพิพาทกันอยู่ด้วย เช่นเดียวกับป่าอื่นๆ ในเมืองไทย

โดยสรุปคือ ขออนุญาตถูกต้อง และ ไม่ได้เข้าพื้นที่เปราะบางของภูคิ้ง เพียงเก็บแต่ภาพความงดงามในมุมกว้างๆ ของภูคิ้งเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับใคร ป้าขอเรียนชี้แจงตามจม.ของติ๊กไว้เท่านี้----ทราบแล้วเปลี่ยน!!

จากคุณ : meenna [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 21 ก.ค. 54 15:34:51

อ้างอิงความคิดเห็นที่ 490 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

และที่ทางทีมรายการเค้าขอยอมรับว่าผิด คือ---นำภาพภูคิ้งกว้างๆไกลๆ ดังว่านั้นมาออกอากาศ ดังนั้นจึงแจ้งระงับการออกอากาศเพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจไม่ระคายเคืองกัน จะได้ไม่มีใคร 'นึกอยากไป'

ส่วนใครจะบอกว่าป้ากับติ๊กเล่าความไม่ตรงกันอีก แม่เจ้าประคุณเอ้ย! จะเอารายละเอียดไปสอบโอเน็ตหรือยังไง คนเค้าจะกล่าวอะไร ณ จุดนี้ ก็ต้องมีมารยาท ไม่ก้าวล่วงใคร เอาละเอียดก็ต้องมานั่งคุยกันมาเจอกันนะคุณ เพราะมันไม่มีอะไรดีขึ้นมาดอกมานั่งอัดไปมากันอยู่ตรงนี้

ป้าไปทำงานแล้วหละ ชี้แจงอะไรไปไม่ถูกใจใคร-ใครไม่เข้าใจ-จะว่ากลางไม่กลาง-ถูกผิดอะไรยังไง ช่างเถิด---วางไว้ตรงนี้แหละ ถือก็หนักซะเปล่าๆ

จากคุณ : meenna [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 21 ก.ค. 54 15:46:00

เห็นมะ อย่าว่าพี่ติ๊กเค้านะ  :11:

เพิ่มเติม จดหมายรักจากพี่ติ๊ก



กรี๊ดอ้ะ

เพิ่มอีก ไปเจอจากโอเคเนชั่น
อ้างอิงซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางเจ้าของรายการ และพิธีกรชื่อดัง ติ๊ก เจษฏาภรณ์ ผลดี ได้ออกมาชี้แจงผ่านโลกออนไลน์ดังนี้

เรื่อง   ชี้แจงรายละเอียดการถ่ายทำรายการ Navigator เทปวันที่ 15,18 ก.ค. 54 ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ
     
การเดินทางเข้าไปถ่ายทำของรายการ Navigator ทุกครั้ง เราได้ทำเรื่องขออนุญาตจากที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเพื่อขอเข้าพื้นที่อย่างถูกต้อง ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะพลาดเรื่องนี้ เช่น เพราะบางครั้งเห็นว่าน่าสนใจจึงถ่ายเพิ่มในช่วงระหว่างเดินทาง หรือเป็นบริเวณที่มีชุมชนได้เข้ามาใช้ประโยชน์แล้ว หรือเป็นจุดท่องเที่ยวที่ใครๆก็ไป ดูน่าสนใจ

เนื่องจากว่าบางทีเป็นเรื่องโดยบังเอิญ เราเห็นว่าเป็นมุมมองที่ดี (เราก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะมาแนวสร้างสรรค์) ที่จะนำเสนอในแง่ของการอนุรักษ์และให้ทุกๆ คนได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติที่มีอยู่จริงของประเทศไทย  เพราะในบางทีหลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยเห็นหรือไม่ทราบมาก่อนว่ามีแบบนี้ที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ โดยนำเสนอผ่านรายการ Navigator ..โดยมีตัวผม เจษฎาภรณ์ ผลดี เป็นผู้ดำเนินรายการ
     
ผมคิดว่าผมได้มีโอกาสถูกปลูกฝังจากครอบครัว ในมุมมองของธรรมชาติ ก็ค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆจากการเดินทางไปในธรรมชาติเมื่อมีโอกาส สัญชาติญาณในตัวผมบอกได้เลยว่า ผมไม่มีวันจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยอย่างแน่นอน ผมก็เป็นนักอนุรักษ์คนหนึ่งเท่าๆ กับที่ใครหลายๆ คนเค้าเป็น

เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.54.ที่ผ่านมา ผมและทีมงาน ได้เดินทางเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ พร้อมกับหนังสืออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ด้วยหวังว่าเราจะได้ภาพดีๆและเรื่องราวที่มีคุณค่ากลับไป ในวันแรกที่เดินทางไปถึงก็ดึกมากแล้ว ก็ได้เข้าพักในสถานที่ที่ทางเขตฯภูเขียวจัดไว้ให้

พอตื่นขึ้นมาในเช้ามืดพวกเราก็รีบไปถ่ายที่ทุ่งกะมังก่อน เพื่อจะได้ภาพสัตว์ป่าที่ออกมาหากินตามทุ่งหญ้า เราก็ได้บันทึกภาพเนื้อทรายและนกบางชนิด พอช่วงสายเราเข้าไปยังสำนักงานเขตฯภูเขียวเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่(เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มมากกว่าใน script ที่เราส่งให้กับกรมอุทยานฯในตอนทำเรื่องขออนุญาต ก็คือทุ่งกะมัง น้ำตกตาดคล้อ ภูคิ้ง )

"โป่งไฮ" อยู่นอกแผนงานของเรา แต่จากข้อมูลที่ได้จากนักถ่ายภาพสัตว์ป่าบอกว่า ที่นี่มีโอกาสพบสัตว์ป่าได้ไม่ยากแถมพื้นที่ยังเอื้อต่อการถ่ายทำเก็บภาพสัตว์ป่า เพราะมีที่นั่งห้างอยู่บนต้นไม้กว้างพอสมควร เราก็ลองติดต่อดู

โดยมีความประสงค์ให้ พี่ประสิทธิ์ คำอุด เป็นจนท อยู่ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ มือดีแห่งภูเขียวเป็นผู้นำทาง เพราะพี่ประสิทธิ์ จะเข้าไปถ่ายภาพสัตว์ป่าบริเวณนั้นบ่อย จะมีความชำนาญเป็นพิเศษทั้งในเรื่องเทคนิดการถ่ายภาพ วิธีการเฝ้ารอสัตว์ป่า ข้อมูลเกี่ยวกับโป่งซึ่งเป็นแหล่งแร่ธาตุของสัตว์ป่าและข้อมูลประสบการณ์ต่างๆ ของการพบเจอสัตว์ป่า พี่ประสิทธิ์ได้เขียนเรื่องราวสัตว์ป่าไว้ให้กับหนังสือหลายเล่ม กับดีกรีชนะเลิศประกวดถ่ายภาพสัตว์ของกรมอุทยานฯหลายสมัย..

เราก็เลยขอให้พี่เค้าพาไป โดยเราอยากให้ช่วงระหว่างทางที่เดินเข้าไป จะได้มีการพูดคุย ประสบการณ์ เรื่องเล่าหรือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ชม อีกทั้งตัวผมเองก็จะได้เข้าใจพื้นที่มากขึ้น แต่พี่ประสิทธิ์บอกให้โทรขอหัวหน้าเขตฯภูเขียวก่อน  ก็คือ ดร.กาญจนา นิตยะ

ผมก็เลยบอกให้ตั้น (น้องชาย) โทรขอหัวหน้าก่อน (ซึ่งในขณะนั้น ดร.กาญจนา ไม่อยู่ในพื้นที่เขตฯภูเขียว) เพื่อขอตัวพี่ประสิทธิ์ แต่ดร.กาญจนาพูดกลับมาว่า ใครบอกเรื่องโป่งไฮ เด็กคนไหนบอก ทางตั้นก็อธิบายว่าได้ข้อมูลมาจากนักถ่ายภาพไม่เกี่ยวกับคนในนี้ครับ ตั้นคุยสักพักจนแกยอมให้เข้าโป่งไฮ แต่ไม่ให้พี่ประสิทธิ์ไป(พี่ประสิทธิ์ว่างอยู่ในขณะนั้นและเต็มใจไปกับเรา) โดย ดร.กาญจนา บอกให้ฝ่ายวิชาการพาเราไปแทน สำหรับผมแล้วก็รู้สึกว่า ยังไงก็ได้ใครพาไปก็ได้ จึงตอบรับว่า "ได้ครับ" เราจึงเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม

ขณะนั้นก็มีข่าวมาว่าทางฝ่ายวิชาการยังไม่มีใครกลับมาเลย ขอเป็นพรุ่งนี้ เราจึงขอดร.กาญจนา อีกครั้งว่า จะขอเป็นวันนี้ได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในช่วงบ่ายไปเปล่าๆ หากวันนี้ไม่ได้ภาพพรุ่งนี้ก็ยังมีเวลาเหลืออีก ทางดร.กาญจนาก็ได้โทรย้ำกับทางสำนักงานเขตฯภูเขียวว่า ต้องเป็นฝ่ายวิชาการไปเท่านั้น เราได้แต่รอคอย รอไปรอมาจนโชคดีที่พี่บุญหุ้ม จนท.ฝ่ายวิชาการกลับออกมาจากป่าพอดี พวกเราจึงเลยได้ไปโป่งไฮกันในช่วงบ่ายวันนี้ ตกลงก็คือไปกับพี่บุญหุ้มครับ

ในวันต่อมาก็พยายามติดต่อดร.กาญจนา (หัวหน้าเขตฯภูเขียว) ว่าจะขอไปถ่ายทำรายการที่ภูคิ้ง ดร.กาญจนาได้ปฏิเสธ และให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่เปราะบาง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพืชพันธุ์หายากต่างๆ (เรื่องต่างๆ เหล่านี้พวกเราเข้าใจดี จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่แบบนี้จึงเข้าใจดี ดังนั้นทุกครั้งเราจึงเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ทีมงานมากก็สามารถถ่ายทำได้ เราจึงไปกันเพียง 4 คนเท่านั้น คือ ช่างภาพ ตั้น จนท.รวมผมด้วยก็คือ 4 คน

การมาทำงานของเราในคราวนี้มาถ่ายทำที่เขตฯภูเขียว เราจะออกอากาศทั้งหมดสองตอน คือ วันที่ 15 ก.ค. 54 และ18ก.ค.54 ซึ่งจะเป็นสองตอนต่อเนื่องในเขตฯภูเขียว จ.ชัยภูมิ จึงคิดว่าน่าจะนำเสนอในหลายๆ มุมของภูเขียวบ้าง นอกจากทุ่งกะมัง กับ โป่งไฮ

ทางเราพยายามโทรหา ดร.กาญจนาอีกครั้ง แต่เราก็ถูกปฏิเสธอีก เราจึงโทรไปขออนุญาตผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน และรบกวนให้ช่วยประสานตรงนี้ให้อีกแรงนึง แต่ก็ยังไม่สำเร็จเพราะยังไงแกก็ไม่อนุญาต รวมทั้งพยายามติดต่อเองด้วย แต่สุดท้าย ดร.กาญจนา ก็ไม่รับโทรศัพท์  ซึ่งโดยตัวผมเองในเวลานั้นอยากจะขอโอกาสอธิบายถึงจุดประสงค์รวมทั้งความต้องการของเนื้อหารายการที่ต้องการนำเสนอ แต่ดร.กาญจนา ปิดโอกาสนั้นกับผม และได้โทรไปบอกให้ทางหน่วยฯโนนเขวา (เป็นหน่วยฯที่รับผิดชอบพื้นที่ภูคิ้ง) ว่าไม่ให้รายการ Navigator ไปถ่ายที่ภูคิ้ง

แต่นั่นมันก็เป็นเหตุผลของแต่ละคนและมองกันคนละแบบ   เพราะ ภูคิ้ง เองก็เป็นที่ที่นักผจญภัย คนที่ชอบเดินป่า นักถ่ายภาพ ฯลฯ ต่างก็ได้มาที่นี่และยกย่องว่างดงาม มีพื้นที่ที่ติดกันกับชุมชนชาวบ้าน ซึ่งความเป็นจริงก็คือ เป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านใช้เดินขึ้นเดินลงกันอยู่เป็นประจำ บ้างก็มีรายได้จากการเป็นลูกหาบ เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ทุกๆ คนก็ช่วยกันดูแลป่า เพราะคนที่อยู่กับป่าแท้แล้วล้วนรักถิ่นที่อยู่ที่เกิดของตนทั้งนั้น

พวกเขาจึงมีการดูแลอย่างดี เห็นได้จากความงดงามของภูคิ้งที่วันเวลาผ่านไป ชาวบ้านก็ยังช่วยกันดูแลเอาไว้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวได้ประจักษ์แก่สายตามานักต่อนัก แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสได้เห็นที่นี่ อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว ตลอดช่วงระหว่างทางต่างๆ ของอ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ จะมีป้ายสนับสนุนการท่องเที่ยวอยู่ประมาณว่า ล่องแพหาดน้ำพรม เดินขึ้นภูคิ้ง เป็นข้อความอะไรประมาณนี้ครับ

ค้นหาใน Google คำว่า 'ภูคิ้ง' ก็จะได้ข้อมูลต่างๆ อีกจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึงกันแล้ว และยังมีป้ายบอกทางไปภูคิ้งอย่างชัดเจนระหว่างทาง แถมตรงบริเวณจุดสกัดก่อนขึ้นภูคิ้งก็ยังมีป้ายบอกเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ 2.9 กม.... อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประเด็นของผมครับ
   
ตามกฎระเบียบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพวกเราทราบดี เพราะเราทำรายการมาปีนี้เป็นปีที่ 7แล้ว เราเดินทางมาแทบจะทั่วประเทศไทย ซึ่งล้วนได้ทำงานกับส่วนรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ ทุกแห่งทั้งนั้น เราทราบดีถึงมุมมองในการนำเสนอ ในพื้นที่เปราะบาง ที่มีสัตว์ป่าอาศัย มีพันธุ์พืชหายาก อย่างที่ห้วยขาแข้ง หรือทุ่งใหญ่นเรศวร (ซึ่งถือว่าเป็นพท้นที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ทางรายการก็เคยขออนุญาตไปถ่ายทำรายการมาแล้ว) หรือการเก็บบันทึกภาพสัตว์ป่าในอีกหลายที่

ประกอบกับตัวผมเองมีเจตนารมณ์ที่อยากจะเห็นความร่วมมือร่วมใจกันของทุกๆ คนทุกภาคส่วน ในการร่วมกันดูแล ช่วยกันรักษาทรัพยากรของประเทศไทย ปลูกฝังจิตสำนึกของน้องๆ เยาวชนให้มีหัวใจเป็นนักอนุรักษ์ ไม่ทำลายธรรมชาติผืนป่าอันเป็นของเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นหน้าที่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน คำว่า 'อนุรักษ์' จึงทรงคุณค่าอย่างแท้จริง ...และในการทำรายการในทุกครั้งพวกเราตั้งใจใช้ความพยายามถ่ายภาพสัตว์ป่าทั้งบนบก ใต้ทะเล และบนท้องฟ้า ตามถ่ายภาพความงดงามของธรรมชาติในที่ที่ทุรกันดาร ยากจะเข้าถึง แม้จะต้องเดินป่าหลายวัน รอให้ฝนหยุดตก รอให้แดดออก มันต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามนับหลายต่อหลายวัน กว่าที่จะสามารถถ่ายทอดทุกสิ่งออกมาให้ได้ชมกัน

อยากจะสร้างสรรค์งานดีๆ ที่มีคุณภาพที่ไม่ใช่งานของคนต่างชาติ แต่เป็นผลงานที่มาจากความตั้งใจของคนไทย ...ผมไม่มีทางที่จะทำลายงาน ทำลายอาชีพหรือทำลายชื่อเสียงของตัวเองได้ และที่สำคัญผมไม่มีวันทำลายความเชื่อของผมโดยการทรยศต่อประเทศชาติเป็นแน่

ผมอยากจะขอโอกาส ให้เราทำให้ทุกท่านได้ดูกันเสียก่อน ได้โปรดดูผลงานเก่าๆ ที่เราเคยทำมา...หรือถ้าในสิ่งที่ ดร.กาญจนา เกรงว่าผมจะพูดอะไรไม่เหมาะสม ไม่อยากให้ไปเห็นอะไร หรือกลัวจะได้รับอันตราย ผมก็แสดงความจริงใจให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไปควบคุมความประพฤติผมก็ได้ เพียงแต่ขอไปถ่ายภูคิ้ง ทุกอย่างก็จะครบสมบูรณ์แบบ

พราะถ้าพูดถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ต้องมีทุ่งกะมัง โป่ง สัตว์ป่า  ภูคิ้ง มันเหมือนไม่ครบนะครับ ถ้าไม่มีภูคิ้ง ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ไม่นำเสนอเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดขาด...นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะพูดกับ ดร.กาญจนาหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แต่ด้วยความสัตย์จริง ผมถูกปิดกั้นโอกาสที่จะอธิบายนั้น ผมเองก็รู้สึกเสียใจและเสียดายไม่น้อย

จนในที่สุด วันและเวลาก็ใกล้หมดแล้วสำหรับTrip นี้ แต่พวกเราก็ยังไม่ได้ถ่ายทำที่ภูคิ้ง เราจึงตัดสินใจว่าน่าจะมองหา พื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับภูคิ้ง มีเดินขึ้นเขา มีลักษณะป่าใกล้เคียง มีป่าทุ่งหญ้า  มีวิวที่สวย   ก็เลยตัดสินใจหากันเองเพราะเรารอต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

..ผมพอมีพรรคพวกที่เดินป่าอยู่บ้าง มีบางคนชำนาญพื้นที่นี้ดี ก็เลยหาเส้นทางในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ต้องไปแตะต้องบริเวณฯ 'แหล่หินจ้อง' พื้นที่เปราะบางตามที่เค้าว่า ซึ่งมีหน่วยพิทักษ์ป่าดูแลอยู่  เราเพียงแต่หาที่ซึ่งเดินจากพื้นที่เกษตรเชิงเขาของชาวบ้าน เดินขึ้นเขาที่เป็นเส้นทางเดินประจำของชาวบ้าน ขอแค่ด้านบนเป็นมุมเปิดโล่งเห็นวิวรอบๆ เพื่อให้ได้ฉากปิดและยืนพูดบทสรุปการเดินทาง ตรงนี้ก็น่าจะเห็นภาพภูคิ้งได้แล้ว เพราะภูคิ้งนั้นกว้างใหญ่มาก เราอยู่บริเวณนี้ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของภูคิ้งได้เหมือนกัน  ผู้ชมก็ได้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เห็นว่าป่าไผ่เป็นแบบนี้ ป่าดิบ หรือป่าทุ่งหญ้าบนยอดเขามีลักษณะแบบไหน

เราไม่ได้พูดสนันสนุนให้คนมาเที่ยว เราเพียงแต่บอกให้คนดูได้รับรู้ว่าประเทศไทยป่าลักษณะเช่นนี้ที่ภูเขียว เด็กๆ คนสูงอายุ เค้าไปไม่ไหวหรอกครับ แต่เค้าจะได้มีโอกาสเรียนรู้จากการที่เค้าดูรายการ หรืออาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้ที่สนใจเรื่องของป่าและพืชพรรณของประเทศเรา ....ทั้งหมดนี้คือสมบัติของชาติและเป็นสมบัติของพวกเค้าทุกคน

ผมตระหนักอยู่เสมอว่า คนดูทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเจ้าของป่าทุกตารางนิ้ว พวกเค้าน่าจะได้มีโอกาสเห็นและรับรู้กับตาตัวเอง  ผมเรียนมาตั้งแต่เด็กว่า ป่าเป็นของทุกคนนะ เราต้องช่วยกันดูแลนะ... วิชาลูกเสือ ก็มีวิชาดำรงชีพในป่าฯลฯ

" ... ถ้าธรรมชาติเกิดการทำลาย เราก็จะสูญเสียไปโดยไม่สามารถเรียกอะไรกลับคืนมาได้อีก ดังนั้นเราทุกคนต้องช่วยกันดูแล...."

ประโยคนี้คือ สิ่งที่ผมพูดในรายการตอนท้าย และยังย้ำอีกว่า ภูคิ้งไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว การเดินทางต้องได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานฯ ก่อน ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ สัตว์ป่าสร้างป่า ป่าสร้างน้ำ สายน้ำสร้างชีวิต...ผมพูดแบบนี้ในรายการครับ!

แน่นอนครับว่าตรงที่ผมยืนพูดอยู่ อยู่ในเขตฯภูเขียวอย่างแน่นอน   ถ้าถามว่าเข้าพื้นที่เขตฯภูเขียว โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือเปล่า?  ก็ต้องตอบว่า ไม่ใช่เลย เพราะเราได้ทำเรื่องขออนุญาตพร้อมแนบ Script รายการทั้งหมดส่งที่กรมอุทยานฯ เรามีหนังสืออนุญาตจากที่กรมอุทยานฯแล้ว ว่าให้ถ่ายทำรายการในพื้นที่เขตฯภูเขียว จ.ชัยภูมิ ได้ โดยมีลายเซ็นของท่านสุเทพ บุญประคอง (รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า) และก็ต้องตอบว่า ใช่ เพราะ เป็นในส่วนที่ดร.กาญจนา ไม่อนุญาต (การเข้าไปถ่ายทำต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของหัวหน้าเขตฯภูเขียว)
     
แต่เราได้พยายามแล้วตามที่ได้กล่าวมา เราไม่ได้ไปแตะต้องส่วนที่แกห้ามเลย มันเป็นเพียงอีกมุมของภูเขาและส่วนหนึ่งของพื้นที่ภูคิ้งเท่านั้น จริงอยู่ตามแนวเขตก็อาจจะอยู่ในพื้นที่ของเขตฯภูเขียว แต่เราก็ไม่ได้ผ่านพื้นที่ที่แหล่หินจ้องซึ่งถูกห้าม ดังนั้นจะบอกว่ามันเหมือนกับเราอยู่เขาอีโต้ ซึ่งก็บอกได้ว่านี่คือเขาใหญ่ หรือเดินเข้าป่าหลังพื้นที่เกษตรชาวบ้าน บ้านซับใต้ ขึ้นเขาไปอีกหน่อยก็บอกได้ว่าคือ อาณาเขตเขาใหญ่ อยู่แถวคลองมะเดื่อ ก็เรียกเขาใหญ่ อยู่โบนันซ่า ก็เรียกว่าเขาใหญ่ พื้นที่ป่าเขามันกว้างใหญ่ไพศาลมาก และมีชุมชนอยู่ริมแนวป่า บางจุดก็เป็นเส้นทางเดินมาช้านานของชาวบ้านที่ตั้งรกรากอยู่แต่เดิมด้วยซ้ำไป

....ผมเดินสำรวจป่านับเป็นร้อยป่า (ซึ่งย่อมมีความแตกต่างอย่างยิ่งกับการขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจ) ดังนั้นจึงได้มีโอกาสคลุกคลีกับผู้คนทุกรูปแบบ รวมทั้งได้สัมผัสกับชีวิตการทำงาน การกินอยู่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าชั้นผู้น้อย ได้คลุกคลีพึ่งพาอาศัยกันอยู่ตลอด ไม่เคยสร้างศัตรูกับใคร และกับหัวหน้าในพื้นที่นั้นๆ ต่างก็ลาจากกันพร้อมด้วยมิตรภาพ รอยยิ้ม และความระลึกถึงกันเสมอ รวมทั้งได้นำเสนอการทำงานของแต่ละฝ่ายเมื่อมีโอกาส ด้วยความเคารพ และศรัทธาครับ ผมเข้าใจและให้ความสำคัญกับงานทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกๆ คนครับ
     
อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อเสมอว่า วิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ดีที่สุด คือการให้ทุกๆ คนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับพื้นที่นั้นๆ เรื่องที่เล็กน้อยสำหรับเราอาจจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับใครบางคน (ถ้าไม่มีการสร้างงานสร้างรายได้ ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรด้วย เค้าก็ไม่ให้ความร่วมมือ ก็เข้าป่าล่าสัตว์ดีกว่า นี่คือความเป็นจริงที่มีอยู่จริง)

นอกจากให้ความรู้ ทำความเข้าใจ อธิบาย และปราบปรามแล้ว ผมคิดว่า ควรต้องให้เค้าได้เห็นทรัพย์สมบัติของพวกเค้าด้วย(เพียงแต่เอาไปไม่ได้) โดยเปิดโอกาสให้เค้าได้เข้าไปเห็นด้วยตา สัมผัสถึงความรู้สึกที่เป็นของจริง อิ่มเอมและรู้สึกหวงแหนจากส่วนลึก เพียงแต่ขอแค่มีการจัดการที่ดีจากผู้รับผิดชอบพื้นที่เท่านั้นเอง ให้การต้อนรับพวกเค้าอย่างเท่าเทียมกันเสมอเป็นคนร่วมสังคมเดียวกัน ถึงเป็นแค่ชาวบ้านเค้ามีสิทธิ์เหมือนกัน เราคงไม่อยากเห็นเยาวชนของเราได้แต่ไปยืนอ่านอยู่หน้าป้ายผ้าใบว่า

"เขต............มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ...ชนิด   มีสัตว์เลื้อยคลาน...ชนิด   มีนก...ชนิด มีต้นไม้.... เป็นป่าแบบเบญจพรรณ  เป็นป่าดิบชื้น...มีที่ให้เดินวนเล่นอยู่ซักหน่อยฯลฯ"

ผมยืนยันว่ามันไม่เข้าใจและไม่สร้างความตระหนักรู้อย่างยั่งยืนได้หรอกครับ..

ผมไม่ได้เรียนจบด้านป่าไม้ ไม่ได้เรียนสูงอะไร ผมคิดว่าประสบการณ์อันมีคุณค่าที่ผมได้จากการเดินทาง ทำให้ผมได้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากในตำรา ประสบการณ์จากชีวิตจริงนอกตำรานั้นมีค่าและมีความหมายยิ่งสำหรับผม และผมก็มักจะชอบใช้คำพูดว่า...การเดินทางทำให้คนหายโง่ ... เป็นบทเพลงจากสหายของผมที่เป็น จนท. อยู่ที่หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร ชื่อพี่บ่าวยาว ผมชอบเพลงนี้ครับ โดยเฉพาะ ท่อนที่ร้องว่า

"..เห็นด้วยดวงตา ได้ยินด้วยหู ..สัมผัสได้ด้วยกาย ..กระซิบได้ด้วยหัวใจ" 

ดังนั้นการเรียนรู้ต่างๆ ไม่ว่าใครก็ตามก็น่าจะได้รับโอกาส ได้รับความเมตตากรุณาจากผู้ใหญ่ เราไปในฐานะสื่อสารมวลชน ไม่มีอาวุธ ไม่ได้เข้าไปทำลายป่า ไม่ได้ล่าสัตว์ ไม่ได้มีอาชีพค้าของป่า ไม่ได้ฆ่าใครตาย ไม่ได้เป็นอาญชกรสงคราม และไม่คิดจะทำลายธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งผมได้อธิบายแล้วข้างต้นว่า เจตนาของเราคืออะไร?

...ผมมองว่าการให้โอกาสกับคนเป็นสิ่งที่สำคัญ การให้โอกาสคือการให้ชีวิต อย่าเพิ่งปิดโอกาสเค้าตราบที่เค้ายังต้องการโอกาส รายการ Navigator พร้อมออกอากาศในวันที่ 18 ก.ค. 54 ผ่านกองเซ็นเซอร์เรียบร้อยแล้ว ว่าไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรแน่ จัดเรท เป็นตัว ท ครับ ซึ่งเป็นรายการที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย แต่น่าเสียดายที่องค์ความรู้ที่เราตั้งใจจะนำเสนอออกไปเป็นประสบการณ์นอกตำรากลับพบอุปสรรค ทำให้ความตั้งใจทั้งหมดและประโยชน์ที่คนดูพึงได้รับมลายไปสิ้น!
     
จากข้อมูลที่รับทราบมา ในปัจจุบัน ภูคิ้ง มีเส้นทางรถวิ่งแบบ OFF ROAD จากสำนักงานเขตรัษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ตัดผืนป่าไปยังภูคิ้ง ซึ่งเป็นเส้นทางตรวจการของเจ้าหน้าที่ เป็นเส้นทางส่งกำลังพลจนท.และส่งเสบียง เพื่อขึ้นไปบนภูเขา ภูคิ้ง..ปลายเขาด้านล่างเป็นพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ทำสวนยางบ้าง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเหนียว ข้าวเจ้า และข้าวโพด

ในป่าเขตฯภูเขียวมีสัตว์ป่า แต่ที่มีความหนาแน่นสุดและมีโอกาสพบสัตว์ป่าได้โดยง่ายคือ ตั้งแต่จุดสกัดศาลาพรมไปจนถึงบริเวณโดยรอบที่เป็นที่ตั้งสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว คือหัวใจสำคัญ และเปราะบางแท้จริง เพราะมีพื้นที่เอื้อต่อการดำรงชีพของสัตว์ป่าทั้งในเรื่องของแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และโป่ง หรือสัตว์ป่าก็จะอยู่อาศัยในป่าลึก หุบกลางป่า

...ในบริเวณยอดเขาลักษณะของป่าทุ่งหญ้า เป็นหญ้าแก่ และขึ้นสูง มีกระแสลมแรงและพัดเย็น ไม่มีแหล่งน้ำ สัตว์ป่าจึงไม่ค่อยใช้บริการแต่ก็มีบ้างบางครั้ง เป็นเพียงเส้นทางเดินผ่าน  สัตว์ป่าอีกชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ตามแนวหน้าผาชัน ก็คือเลียงผา แต่จะเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ยากจะเข้าถึงเพราะเป็นหน้าผาชัน

ถ้าจะเห็นก็คือระยะไกลๆ หรือไม่ก็ต้องตั้งใจดักรอโดยการซุ่ม (ความจริงไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุกๆ ตารางนิ้วล้วนแต่เป็นพื้นที่ที่เปราะบางทั้งสิ้น มีความสำคัญกันคนละรูปแบบ ชายแดนก็เปราะบาง ตลาดก็เปราะบาง แม่น้ำ ต้นน้ำลำธารก็เปราะบาง ทุกที่ก็เปราะบางหมด  มันอยู่ที่การนำเสนอต่างหาก เพียงแต่เราต้องมีการจัดการกับโลกใบนี้ให้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควร เพราะทุกคนต้องเจออยู่ทุกวันก็คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม)

....บริเวณที่เราเดินขึ้นเขา ตีนเขาเป็นนาปลูกข้าว ระหว่างทางเป็นเส้นทางเดินที่ชาวบ้านใช้ประจำ หาของป่าเก็บพืชผักสมุนไพร แต่ในรายการ Navigator ผมบอกว่า เส้นทางดูค่อนข้างรกเนื่องจากไม่มีคนใช้พื้นที่มานาน (ผมต้องพูดแบบนี้เพราะไม่อยากให้ใครเข้าใจว่ามันเป็นทางเดินที่เป็นช่องทางใช้ประจำ เดินสบาย เพราะกลัวทางเขตฯภูเขียวจะดูไม่ดีน่ะครับ และเราไม่อยากให้รู้สึกว่าเดินสบายจนใครๆ ก็อยากไปเดินนั่นเอง) ถ้าใครได้ดูในตอนนี้จะเข้าใจสิ่งที่เราอยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับ ภูเขียว ได้มากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ผมและทีมงานขอขอบพระคุณ  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช   ดร.กาญจนา นิตยะ หัวหน้าเขตรัษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว สำหรับความเอื้อเฟื้อของพื้นที่ในครั้งนี้ และขออภัยไว้ ณ ที่นี้ต่อทุกคน หากเราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องครับ

นาย เจษฎาภรณ์ ผลดี

ปล.ไม่เคยเขียนเรียงความอะไร ยาวเท่านี้มาก่อนเลยครับ มีใครเคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้เล่าสู่กันฟังได้นะครับ กับพื้นที่นี้ ประสบการณ์การเดินทาง หรือใครเคยไปภูคิ้งแล้วก็ขอให้ยกมือขึ้น.....
ที่มา http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2011/07/21/entry-1
ยาวมากอะ ถ้าไม่ใช่พี่ติ๊กไม่อ่านนะเนี่ย

ณต

พี่ติ๊ก เขียนชี้แจงได้หล่อมากกกกกกกก  :25: :25:

JΛNΣ

แต่ลายมือ รปภ. มาก  :30:

แอ้

หล่อทุกสิ่ง
ปกติไม่อ่านอะไรยาวๆ ในคอมพ์ แต่อันนี้อ่านด้วยความเต็มใจยิ่ง  :11:

ดาเฉยๆ

พี่ติ๊กขา พี่เจนว่าพี่ติ๊ก :56:

หนุ่ม

คนลายมือไม่สวยมักหน้าตาดี  :53:/
Reading Learning & Sharing

กันย์

หนุ่มอักษรรักแน่ รักแท้ตลอดกาล~

IM

ลายมือผมโคตรขี้เหร่เลย  :53:






ทำไมหน้าตาขี้เหร่เหมือนลายมือเลยล่ะ  :05:

iSharp

http://www.cnngo.com/explorations/eat/worlds-50-most-delicious-foods-067535?page=0,2

ไม่ใช่จากพันทิปแต่ไม่รู้จะแปะไหน

อาหารไทยชนะเลิศจริงๆ  :54:
รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

กากก่อเกรียนนู้บ

เห็นแล้วอยากกินเบยอะ :05:

ณัฏฐ์


p1ug


ณัฏฐ์


SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines