:+: Novice Fashion :+:

เริ่มโพสต์โดย iSharp, 06 ต.ค. 2010, 04:28 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

eThics

อีโมชั่นน่อล มาก มาก อิมแพคสุดๆ
เห็นแล้วอยากสวมใส่อาภรณ์เยี่ยงแบบสุดๆ :3005:
เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::

IM

#47


ภาพน้องที่ชมรม  :47:

รมควันกันหัวเน่าเลย  :30:

Bellbells

แต่ละภาพสุดยอด ลงหนังสือแฟชั่นคงจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  :45:

eThics

เสื้อยืดหนูอรในเซ็ท :+: Chill Out :+: ของชาร์ป ยังดูน่าใส่กว่าอีก  :30:


อารมณ์ของภาพมันทำให้เสื้อดูน่าใส่
แต่ยังตัดสินใจซื้อไม่ได้ เพราะเห็นดีเทลน้อยไปหน่อย  :25:

เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::

คิ้วหนาจ้ะ

contrast กันอย่างชัดเจน
งานที่ดีก็ดีเลิศ งานที่ไม่ได้เรื่องก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ  :08:

เก้อ

อ้างคำพูดจาก: อู๋ เมื่อ 06 ต.ค. 2010, 23:09 น.
วันนี้ผมนั่งคิดแล้วจริงแบบพี่ติ้กว่าครับ  :46:

คำว่าแฟชั่น จริงๆคือขายเสื้อผ้า + เครื่องประดับ

แต่คนไทย(ส่วนมวากกกก) เข้าใจ
และสบสนไปกับคำว่า portrait

จริงและ portrait คือการเน้นตัวแบบเป็นหลัก fashion คือเน้นเสื้อผ้า

แต่ไม่เข้าใจที่เขาประกวดงานนี้ต้องการอะไรกันแน่


ถึงจะอย่างใดอย่างนึงก็เถอะ ไอ้ที่เข้ารอบบางคนนี้มัน  :08: :08: :08:

อันนี้ผมเห็นแย้งแฮะ
แฟชั่น แม้แต่ในฐานะภาพถ่าย ผมว่าขอบเขตความหมายมันคือ Lifestyle
ผมว่าวิธีคิดแบบขายเสื้อผ้า ข้าวของ น่าจะเป็นเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มันอะไรก็ได้
ยังไงก็ได้ เพราะเป้าหมายของมันคือการเสริมสร้างภาพลักษณ์บางชนิดให้แบรนด์
ไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าในรูป หรือไม่ต้องมีคนใส่เสื้อผ้าของแบรนด์นั้นในสภาพดูดีสักนิดก็ได้
เป็นอะไรก็ได้เท่าที่แบรนด์ต้องการจะสื่อ(เช่น ภาพกองอ้วกของ VW)
แค่หน้าคนเท่ๆไม่ต้องมีเสื้อผ้า มันก็คือแฟชั่นอยู่ดี ถ้ามันทำหน้าที่สื่อสารให้แบรนด์แฟชั่น

แต่อันนี้มันเลยความสับสนอย่างที่อู๋ว่านันล่ะครับ ที่คนไทยเข้าใจไปแบบนั้น
เค้าคงไม่ได้คิดอย่างที่ผมว่ามาเป็นแน่ แล้วก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่ากรรมการ
เค้าตีความมันไปถึงระดับไหน

ส่วนงานประกวด ผมว่าหลายอันก็เจ๋ง บางอันก็เหียก ผมว่าที่ดูโอเคไม่ค้านสายตานี่คือส่วนใหญ่นะ
จริงๆแค่ดูชื่อกรรมการ ก็คงจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นแล้ว แต่ให้ผมเดา คือบริษัทออร์กาไนซเซอร์
คงจะมีปัญหาหลายอย่าง แค่ดูที่ตั้งชื่อการประกวด Emotional Fashion
ก็ดูเป็นหัวข้อที่ไม่น่าคิดมาได้แล้ว เป็นการคิดหัวข้อที่ตื้นเขินอย่างยิ่ง
ชื่อโครงการ For U นั้นก็เช่นเดียวกัน ส่วนกรรมการ คงจะคนละส่วนกับออร์แกไนซ์เซอร์
แต่ก็ไม่รู้อีกนั่นล่ะ ว่าเบื้องหลังการตัดสินมันคืออะไร

ส่วนภาพถ่ายของชาร์ปก็เจ๋งดี นึกถึงเพื่อนผมคนนึงตอนเรียน ถ่ายแฟชั่นเซ็ตบนรถเมล์
ประมาณนี้ล่ะ เป็นกระเทยด้วย แต่ตอนนั้นรู้สึกจะกล้องดิจิตอลรุ่นแรกๆของประเทศล่ะมั้ง :30:
I ROCK , THEREFORE I AM

Romzaikyu

อ่านของเก้อก็เห็นด้วยเรื่องภาพแฟชั่นในฐานะของการสร้างภาพให้แบรนด์
ที่ไม่จำเป็นต้องให้ดูดี จำได้ว่าชอบภาพอารมณ์แบบเอานางแบบไปใส่ชุดอยู่ในสงครามขาดวิ่น หรือ คลุกน้ำมันดิบที่ลอยอยู่ในทะเล
เพื่อพูดถึงประเด็นสันติภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่างง่ายๆ คืออีการเดินแฟชั่นชุดประหลาดๆ ที่ยังไงๆ ตูก็ไม่มีทางใส่อีชุดห่าพวกนั้นเด็ดขาด :30:
ยกเว้นตูจะเป็นเลดี้ กาก้า :47:

แต่นั่นภาพมันต้อง"ถึง"ด้วยองค์ประกอบทางศิลปะ
ดูแล้วเกิดอิมแพก กระแทกใจ สื่อสารความคิดให้คนดูได้


ซึ่งหลายๆ ภาพที่เห็นในนั้นไม่ถึงแม้แต่น้อย
ทั้งจะสื่อสารความคิด หรือความงดงามทางองค์ประกอบศิลป์


อ้อ มีเขียน mommy เป็น momy ด้วย  :58:

อู๋

โอ้ว เก้อช่วยไขกระจ่างอีกละ  :12:

คือสงสัยมาตลอดกับคำว่า แฟชั่น มาก
เพราะเคยเห็นงานที่เก้อว่า คือ เปลือยหมดเลย หรืออะไรก็ช่าง ไม่มีสินค้าในรูปเลย แต่เรียกว่าแฟชั่น  :09:


แทงกริ้ววว :12: :12:

iSharp

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com

HyoPlum

จริงๆแล้ว แล้วแบบที่เก้อว่ามันก็ไม่เรียกว่าแฟชั่นเต็มตัวนะ
อันนี้คือ แอด(โฆษณา) ที่ใช้แฟชั่นนำเสนอ
มันเลยไม่เหมือนกับ เซตแฟชั่นที่ลงในนิตยาสาร
ที่อันนั้นต้องการนำเสนอ ถึงดีไซน์ของเสื้อผ้า วัสดู แพทเทิร์น มากกว่า

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นงานแฟชั่นที่เป็นโฆษณา
อันนั้นย่อมขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่าตัวสินค้า
ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง

arto

เป็นเรื่องที่แยกยากจังครับ  :44:

เก้อ

#57
เอ้อ อันนี้ล่ะครับพี่ ถ้าจะลองค้นหาความหมายของคำว่าแฟชั่นต่อไป
เพราะจะว่าไปแล้ว มันถูกใช้อย่างแพร่หลายจนความหมายแท้ของมันพร่าเลือนไปแล้ว
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคำศัพท์คำหนึ่ง เริ่มใช้จากความหมายหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็นอีกความหมาย

ถ้าหากจะนับความหมายแรกของมัน ก็คงหมายถึงอุปกรณ์การแต่งกายนั่นเอง
ผมเลยอธิบายว่า ความหมายนั้น น่าจะเป็นเมื่อก่อน เพราะเมื่อก่อนมันกินความตรงไปตรงมาแบบนั้นจริงๆ
แล้วในปัจจุบัน ความหมายนั้นมันดำรงอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่าแฟชั่นเซ็ต ที่พี่พลัมยกตัวอย่างนั่นเอง
ถ้าในมุมมองของผู้ผลิตแบรนด์นั้นๆ ทุกวันนี้อะไรก็เป็นแฟชั่นได้หมด ท่าคีบบุหรี่ของนางแบบ
ทรงผม วิธีการยักคิ้ว ทำปาก เรียกรวมๆได้ว่าไลฟ์สไตล์

ส่วนถ้าจะมองให้แคบเข้ามาในเรื่องการถ่ายภาพ ผมว่าถ้าหากเรามองว่าแฟชั่นคือไลฟ์สไตล์
สิ่งที่เราขาย คือสไตล์ เช่นเดียวกัน สิ่งที่คนทำเสื้อผ้าขาย(แล้วเอามาให้เราถ่าย) ก็คือการขายสไตล์
ยกเว้นว่าเขาจะตั้งใจถ่ายเพื่อขายแค่เสื้อผ้าหรือแอคเซสซะรี่เป็นชิ้นๆน่ะนะครับ แต่นอกนั้น ผมว่าสิ่งที่
แฟชั่นดีไซเนอร์ หรือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นทุกคนต้องการขายมันกว้างกว่านั้น เค้าต้องการขายสไตล์
เพราะสิ่งนี้มันดำรงอยู่นานกว่า ใหญ่กว่าสินค้าแต่ละชิ้นของเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ
ทั้งนี้ นี่คือระบบความคิดที่เกิดขึ้นในสมัยนี้น่ะนะครับ ซึ่งคนที่ไปไกลที่สุดเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเบเน็ตต็อง
ซึ่งเริ่มช่วงยุค 80 กับนิตยสารที่เป็นตำนานในโลกออกแบบอย่าง Colour
อันนั้นล่ะไปไกลเลย เล่นประเด็นไกลเลย เรื่องสีผิว สิ่งแวดล้อม ประเด็นระดับโลกทั้งนั้น








ที่เค้าเล่นหนักๆมาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปี ก็เห็นจะเป็นเรื่องสีผิว เชื้อชาติ ความขัดแย้ง ละเอียดอ่อน
ทำให้เบเน็ตต็อง กลายเป็นแบรนด์ที่แตกต่างและเลยเถิดจนใครก็ไม่กล้าตาม
และเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทดลองล้ำเส้นพรมแดนของความหมายของแฟชั่นในอดีต จนในที่สุด
ทุกวันนี้ อะไรก็คือแฟชั่นได้ทั้งหมด

จะว่าไป การที่โลกของแฟชั่นเริ่มตระหนักในเรื่องสไตล์น่าจะเป็นเพราะเหล่าบรรดาไอคอน
ทั้งหลาย นับตั้งแต่โลกมีสื่อชนิดต่างๆ ที่บรรดาไอคอนของโลกถือกำเนิด มันส่งผลยิ่งกว่าเสื้อผ้าสวยเสียอีก
ในบรรดาป็อปคัลเจอร์ในดลกยุคใหม่นี่ ไล่มาได้เลย เอลวิส เจมส์ดีน แจ็กกี้โอ(ภรรยาเคเนดี้) บรรดาฮิปปี้ไอค็อนยุค 60 วงร็อคแฮร์แบนด์ เซ็กส์พิสทอลแห่งวิเวียน เวสต์วู้ด ในบางมุมมอง เค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้เข้มแข็ง
ยิ่งกว่าตัวเสื้อผ้าเสียอีก จนในที่สุดความหมายของการขายแฟชั่น ขายเสื้อผ้า ไปตกอยู่ที่การขายสไตล์

ส่วนที่ว่าจะแยกอย่างไรตอนทำงานพวกนี้ ผมว่ามองข้ามความหมายอะไรพวกนี้ไปเลยครับ
ไม่ต้องเสียเวลาสงสัยเลย มันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเรามากกว่า ว่าจะถ่ายไปทำอะไรหรือเพื่ออะไร

I ROCK , THEREFORE I AM

HyoPlum

#58
+++  :25:

เขียนอธิบายอย่างเก้อไม่ได้  :30: :30: :30:

เบเนตองเองก็ยังมีทั้งสองแบบคือ แบบเน้นคอนเซปต์ของเชื้อชาตฺและการอยู่ร่วมกัน
แบบไม่สนใจขายของแบบที่เก้อโพส
แต่แอดแบบขายของก็ยังมี แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของคอนเซปต์เดิม
โดยใช้แบบที่หลากหลายเชื้อชาติในแอดตัวเดียว








ยกตัวอย่างอีกอัน ของหลุยส์ วิตตอง
หลังจากที่ หลุยส์ วิตตอง ให้มาร์ค จาคอบ มาเป็นดีไซน์เนอร์
แนวของ หลุยส์ วิตตอง ก็เปลี่ยนไปเป็นสไตล์แบบของมาร์ค
ก็เลยมีแอดที่ไม่ได้เน้นขายของ แต่ขายภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า
ว่าแบรนด์เปลี่ยนไปเป็นดิบๆ มันๆ ไม่ได้อนุรักษ์นิยมแบบแต่ก่อนแล้วนะ
เลยเป็นแอดนี้ มาร์ค จาคอบ  เป็นแบบเอง  :37:




ถ้าเป็นงานแฟชั่นเซต จากหลุยส์ ก็ยังเน้นขายของแบบนี้


ความสวยไม่รับประกัน แต่ความมันเดี๊ยนรับรอง

หนูอร


+ค่าความรู้ค่า :27:

// ภาพล่างสุดของ Steven Meisel แน่เลย  :25:


อันบัน ♥

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines