ตอบข้อสงสัย: ลิขสิทธิ์ฟอนต์ DB

เริ่มโพสต์โดย iannnnn, 08 ก.ย. 2010, 13:20 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

iannnnn

พอดีมีคนเมลมาถามเยอะเลยครับ
เกี่ยวกับข้อตกลงในการใช้งานฟอนต์ DB ว่าตกลงอะไรได้ อะไรไม่ได้
เพราะ(บอกตามตรงว่า)ในเว็บเขาเขียนออกมาค่อนข้างกำกวมครับ
ก็เลยเมลไปถามเขามา และได้คำตอบที่เคลียร์
จึงขอเอามาแปะเผยแพร่ให้รู้ทั่วๆ กันครับ


อันนี้ที่ตูถามไป
อ้างอิงสวัสดีครับ

       ผมอุดหนุนฟอนต์ของ DB ไปได้พักนึงละครับ :D
       ทีนี้ตัวเองก็ทำเว็บเกี่ยวกับฟอนต์อยู่ด้วย
       และมีคนถามถึงลักษณะการอนุญาตใช้งานฟอนต์ของ DB อยู่บ่อยๆ
       ก็เลยจะขอรบกวนนำมาถามเป็นกรณีศึกษาครับ

       1.
       ถ้าคนที่เปิดร้านรับทำป้าย    ซื้อฟอนต์ไปใช้แล้วลูกค้าที่มาจ้างทำ ป้ายร้าน หรือเมนูอาหาร ขอใช้ฟอนต์  DB นี้ สามารถใช้ได้เลยไหมครับ (ซื้อใน license 5,350 บาท)    แล้วลูกค้าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วยรึเปล่า

       2.
       กรณีที่ผมเองทำเว็บไซต์และมีการเขียนบทความ มีภาพกราฟิกประกอบบทความที่ใช้ฟอนต์ DB จะสามารถใช้ได้เลยโดยไม่ผิดเงื่อนไขใช่ไหมครับ แล้วถ้าเป็นแบนเนอร์โฆษณาล่ะ อันนี้ครอบคลุมไหมครับ

       ผมจะนำคำตอบที่ได้ไว้เป็นกรณีศึกษาเผื่อมีคนมาซักถามในเว็บครับ
       (มีมาบ่อยๆ และผมก็ส่งลิงก์ของ DB ไปให้บ่อยๆ ครับ)


       ขอบคุณครับ
       แอน

และทาง DB ก็ตอบมาดังนี้

อ้างอิง

2010/9/8 DB designs Co.,Ltd. <dbdesign@ksc.th.com>

   เรียน คุณแอน

   ก่อนอื่นขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนฟอนท์ดีบี
   และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับโอกาสต่อๆไปค่ะ
   สำหรับกรณีที่สอบถามมานั้น ขอเรียนดังนี้

   สำหรับผู้ประกอบการรับจ้างออกแบบสื่อ
   (ไม่ว่าจะเป็น Agency, Design Firm, Web design, Freelance, ร้านป้าย ฯลฯ)
   ที่ซื้อฟอนต์ในราคา 5 พันกว่าบาท/5เครื่อง
   (ซื้อตามศักยภาพองค์กรโดยใช้จำนวนเครื่องสะท้อนขนาดองค์กร)
   สามารถรับงานออกแบบสื่อต่างๆ ให้กับลูกค้าได้ทันที
   โดยลูกค้าไม่ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์เพิ่มแต่อย่างใด

   ยกเว้นกรณีดังนี้ที่ต้องแจ้งให้ลูกค้ารับทราบก่อนที่จะเริ่มงาน

   - ออกแบบนิตยสาร, วารสารที่มีรอบการเผยแพร่ประจำ (เช่น
   แมกกาซีน/วารสาร/Newsletter รายเดือน, รายปักษ์, รายสัปดาห์)
   ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ ตามข้อ 2.1 ที่ประกาศไว้บนเว็บไซต์

   - ออกแบบและเลือกใช้ฟอนท์ใดฟอนต์หนึ่ง เป็นประจำให้กับลูกค้ารายใดรายหนึ่ง
   เพื่อสร้างเอกลักษณ์จดจำ ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ ตามข้อ 2.2 ที่ประกาศไว้บนเว็บไซต์

   ดังนั้นตามที่คุณแอนสอบถามมาทั้ง 2 กรณี
   สามารถใช้ออกแบบได้ โดยลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์อีก
   (เพราะงานจบเป็นอาร์ตเวิร์ค create outline แล้ว
   แต่ถ้าหากลูกค้าต้องการแก้ไขงานเองโดยใช้ฟอนต์เดิม
   ลูกค้าต้องซื้อลิขสิทธิ์เองค่ะ)


โดยเฉพาะย่อหน้าสุดท้ายเป็นคำตอบที่หลายๆ คนอยากรู้ครับ
ขอบคุณ DB จ้ะ :12:

mp3wizard

แล้วถ้าในอนาคต เราสามารถใช้ font-face css3 ได้ เราจะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เพิ่มตามข้อไหนอีกหรือเปล่าครับ?

iannnnn

อันนี้ตอบให้เลยครับว่าถ้าเป็นของ DB เนี่ย "ไม่ได้"
เพราะฟอนต์ที่ embed ไปมันติดไฟล์ฟอนต์ไปด้วย
ไม่ใช่เกิดจากการแปลงเป็น vector outline
ที่หมดคุณสมบัติการเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ฟอนต์แล้วครับ

แต่ถ้าฟอนต์ของฟอนต์.คอมนี่เอาไปเหอะ

mp3wizard

#3
งั้นแสดงว่า ถ้าผมแปลงเป็น svg ซะหรือ export เป็น ttf ที่ใช้ได้เฉพาะ web only ก็ไม่มีปัญหา ถูกต้องหรือเปล่าครับ?

อ้างอิงตาม เว็บนี้เลย http://www.fontsquirrel.com/fontface/generator

(กด expert ก่อนนะ)

iannnnn

อันนี้น่าจะเข้าข่ายว่ามันยังมีคุณสมบัติการเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ฟอนต์นะครับ
ไอ้คำว่า ปกคพตฟ เนี่ย คือ มันยังเอามาจับโยกย้ายถ่ายเทผสมคำได้ มีเส้นโค้ง มีช่องไฟอยู่
ซึ่งต่างจาก vector outline ตรงที่มันเอาไว้พรินต์อย่างเดียว

ในกรณีนี้คงต้องสอบถามทาง DB เพิ่มครับว่าถ้าจะเอามาใช้เพื่อการนี้เนี่ย กี่บาท!

แต่เรื่องจำนวนเครื่องคอมสะท้อนความใหญ่ของบริษัทเนี่ย
อย่างตอนนี้ที่ตูทำงานอยู่ก็เคยโทรไปจะขอซื้อลิขสิทธิ์มาทำงานเหมือนกัน
ปรากฏว่า DB เรียกมา 50000(+7%) :55:

ก็นะ องค์กรใหญ่ :08:

mp3wizard

ที่มาถาม เพราะช่วงนี้เริ่มใช้ font-face เยอะมาก จะได้เตรียมใจถูก 555+ แต่ก็พยายาม export เป็น format web-only ไว้ก่อน

งานนี้สงสัยจะ rate เดียวกับทำสิ่งพิมพ์แน่ๆเลย  :03:

iannnnn


JΛNΣ

บ. ตูมี 2 คนทำไมเรียกตั้งแสนกว่าละ  :55:

iannnnn

ลองถามเขาดูว่ามีเกณฑ์พิจารณายังไงนะพี่เจน
เพราะตูเคยโทรถามเขาเลย ทางเขาก็ตอบเคลียร์นะ

iannnnn

พี่พัชร (@iPattt) เคยเล่าให้อ่านเรื่องการทำเว็บให้รัฐบาล
แล้วทาง DB เมลมาตรวจสอบเรื่องลิขสิทธิ์ครับ

ลองอ่านดู

sertsiri

อยากทราบว่าถ้าผมใช้ NP Naipol Template แล้ว ในช่อง Font info ผมต้องกรอกข้อความยังไงครับ โดยเฉพาะในช่องที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์

sertsiri

#11
อยากทราบว่าถ้าผมใช้ NP Naipol Template แล้ว ในช่อง Font info ผมต้องกรอกข้อความยังไงครับ โดยเฉพาะในช่องที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์  (ผมใช้แต่ template ส่วน design ผมออกแแบบเอง)

ป.ล. ขอโทษนะครับ คำถามที่โพสท์ไปครั้งแรก ยังพิมพ์รายละเอียดไม่ครบ

iannnnn

ให้คงเครดิตคนสร้างเทมเพลตขึ้นมาไว้ครับ
ส่วนชื่อของคุณก็ใส่เพิ่มเข้าไปได้เลยในฐานะดีไซเนอร์จ้ะ


adamy01


ฟอนต์ไทย สมบัติของใครกันแน่ ?


เรื่องลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน โดยพื้นฐานแล้วก็นับว่า เป็นแนวคิดที่ถูกต้อง และเหมาะสม แต่ทว่ายังมีคนบางคน หรือบางกลุ่มที่นอกจากจะไม่เห็นด้วย แล้วยังฉวยโอกาสมาคิดหาประโยชน์ใส่ตัว และในครั้งนี้ผมจะมาว่าด้วยเรื่องลิขสิทธิ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในอนาคต



เป็นข่าวคราวที่สร้างความฮือฮากันพอสมควรสำหรับช่วงนี้ เกี่ยวกับข่าวการเก็บลิขสิทธิ์ฟอนต์ภาษาไทย PSL Smart letter หลังจากที่มีการไล่ล่าเก็บค่าลิขสิทธิ์กันแบบเลือดกระฉูดกันไปหลายต่อหลายยกแล้ว วันนี้ก็มาถึงบทพิสูจน์ถึงความถูกต้องกันแล้วละครับ

ผมจะขอสรุปคร่าวๆ ให้คนที่ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ได้ทราบก่อน ก็คือ ฟอนต์ภาษาไทยในชื่อว่า PSL Smart Letter นั้นได้มีการคิดค้นดัดแปลงทำฟอนต์ภาษาไทยขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 โน่นแล้ว และฟอนต์ที่ว่านี้ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในงานสิ่งพิมพ์ สำหรับการออกแบบตัวอักษรภาษาไทยให้ดูเลิศหรูวิจิตรขึ้นมา อะไรประมาณนั้น

เท่าที่ทราบมาก็คือ เขาทำขายออกมาในแบบแพ็กเกจ ในราคาหลายพันบาท หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกสะดุ้ง หรืออาจจะมีคำถามตามมา (ในใจ) ว่า เขาเอาต้นทุนอะไรมาคิดขายในราคาแพงระดับนั้น เพราะโดยปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องของฟอนต์ เขาจะไม่มีการคิดเงินกันด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเอามารวมกับวินโดวส์ เพราะถือว่านั่นเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับซอฟต์แวร์ แม้แต่ฟรีแวร์ที่ต้องใช้ความคิดและระบบโปรแกรมการออกแบบดีๆ จำนวนมากเขายังให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ อะไรประมาณนี้

เอาละครับ ใครจะคิดตังค์อย่างไรก็ไม่ว่ากัน เพราะคนที่อยากทำธุรกิจด้วยการนำภาษาไทยมาดัดแปลง เพื่อนำออกขายนั้นก็ถือเป็นสิทธิ์ที่ใครๆ ก็ทำได้

แต่ก็มีเรื่องตามมา คือหลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ก็เริ่มมีคนใช้กันหลากหลาย สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งเล็กและใหญ่จำนวนมาก ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะคิดว่าต้องการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ประกอบกับเป็นช่วงที่ตอนนั้นปัญหาลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญากำลังได้รับความสนใจและมีการพูดถึงกันมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเพลง ซอฟต์แวร์ หรือเกมต่างๆ ทาง PSL ก็เลยถือโอกาสช่วงนั้นดำเนินการเรื่องลิขสิทธิ์ขึ้นมา

PSL เริ่มต้นด้วยการพยายามเข้าไปขอจดลิขสิทธิ์กับทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะเขาถือว่า การจะนำตัวอักษรภาษาไทยไปจดทะเบียนเป็นของใครคนใดคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวอักษรไทยเป็นทรัพย์สินของชาติ ที่เริ่มต้นบัญญัติมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และคนไทยได้ใช้กันมาหลายต่อหลายรุ่นจนถึงทุกวันนี้ เว้นเสียแต่ว่า คุณจะนำตัวอักษรที่เป็นภาษาไทยเหล่านั้นมาร้อยเรียงเขียนเป็นบทกลอน หรือว่าแต่งเป็นหนังสือให้อ่านกัน อันนี้ถึงจะสามารถจดลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้

ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ที่ทำให้ทาง PSL ยังอ้างสิทธิ์ที่ว่านั้น หรืออาจจะคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ หรือเปล่า ? แถมยังตั้งทีมทนาย เข้าไปดำเนินการเก็บลิขสิทธิ์ฟอนต์ PSL กันอย่างชนิดที่ไม่เกรงกลัวใคร บางคนก็ต้องพลอยโดนหางเลข เพราะไม่รู้ว่าเครื่องพีซีที่ซื้อไปเขาติดตั้งฟอนต์นี้มาให้ฟรี ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนต่างจังหวัดซะด้วย ก็เป็นที่น่าเห็นใจสำหรับคนที่ต้องมาเป็นเสียรู้ไป




แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างคนประเภทนี้เสมอไป เมื่อวันหนึ่งบังเอิญไปในร้านเกมที่เจ้าของกิจการที่มีความรู้ทางกฎหมายอยู่บ้าง และรู้ว่าเรื่องนี้ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร ก็เลยนำเรื่องนี้ขึ้นร้องเรียนต่อกระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าด้วยรายละเอียดของการเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุด ผลก็ปรากฏออกมาว่า ทาง PSL ไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น เพราะตัวอักษรไทยเป็นทรัพย์สินของประเทศชาติ ไม่มีใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของโดยส่วนตัวได้ ดังที่ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเคยได้ประกาศไปแล้ว พร้อมกับมีข่าวดีมาบอกอีกว่า ใครที่โดนเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์ไปแล้ว ขอให้ไปเรียกร้องเอาคืนทางกฎหมายได้ ซึ่งก็น่าดีใจที่รูปการณ์เปลี่ยนไปในทางที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ก็นับว่าเป็นการยุติเรื่องฟอนต์ PSL อันวุ่นวายได้อย่างสวยงามทีเดียว
เหตุการณ์นี้บอกอะไรได้มากมาย
ต้องบอกว่าเรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับคะแนนนิยมขึ้นมาอย่างมาก เพราะถ้าเรื่องนี้ปล่อยผ่านไปให้ผู้ใช้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างที่ผ่านๆ มา ต่อไปปัญหาการเก็บค่าลิขสิทธิ์ในเมืองไทย จะเป็นในลักษณะที่จับฉ่ายอย่างแน่นอน

ทำนองเดียวกันกับที่เราเอาภาษาอังกฤษเขามาใช้ ทั้งพยัญชนะและสระ ถ้าเกิดสมมติว่า คนที่คิดค้นภาษาอังกฤษนั้นเขาเก็บค่าลิขสิทธิ์กันอย่างทุกกระเบียดนิ้วอย่างนี้ เราก็คงไม่รู้จักภาษาต่างด้าวนี้ ไม่รู้จักเพลงฝรั่ง หรือวัฒนธรรมของพวกเขากันเลยสิครับ นี่ยังไม่นับถึงเครื่องมือสำหรับเขียนซอฟต์แวร์ ภาษาต่างๆ หรือว่าภาษาคอมพิวเตอร์ที่เป็นรากเหง้าของการเขียนโปรแกรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Pascal หรือว่าภาษา C ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงไม่ใครนำมาพัฒนากันต่อเป็นแน่ เพราะติดเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์ แล้วอย่างนี้โลกของการพัฒนาเทคโนโลยีคงหยุดชะงักไป

บางคนอาจจะกำลังนึกถึงไมโครซอฟท์ ว่าจะเข้าข่ายนี้บ้างหรือเปล่า ?

แต่หากพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าไมโครซอฟท์เขาก็เป็นการนำมาพัฒนา คิดสร้างสรรค์ และทำซอฟต์แวร์ในลักษณะที่ว่าให้ใช้งานได้จริง เรียกว่าเกิดจากรากเหง้าทางความคิดของการเขียนโปรแกรมจริงๆ เป็นการนำเอาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านตรรกทางคอมพิวเตอร์มาทำเป็นซอฟต์แวร์ จึงทำให้เขาสามารถจดลิขสิทธิ์และสามารถนำออกมาขายในตลาดโลกได้

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ผมว่าถ้าทาง PSL ต้องการเก็บลิขสิทธิ์จริงๆ ทางเจ้าของ PSL ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดให้กับ Tool ware หรือซอฟต์แวร์เครื่องมือที่ทางคุณพัลลภนำมาใช้สำหรับเขียนโปรแกรมสร้างตัวอักษร แปรรูปตัวอักษรทั้งหมดด้วยเช่นกัน



ทุกวันนี้ประเทศทางเอเชียค่อนข้างจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์กันเยอะ แม้แต่ฝรั่งเองยังต้องทำใจยอมรับกับมัน เพราะเขาหวังในเรื่องฐานผู้ใช้ในเอเชีย ซึ่งเป็นดัชนีตัวหนึ่งที่บอกความสำเร็จของซอฟต์แวร์ในด้านการขายของตลาดยุโรปหรือในทวีปอื่นๆ มันก็เหมือนกับซอฟต์แวร์เกมที่ระบาดไปทั่วโลก แต่ว่าเจ้าของเครื่องคอนโซลชั้นนำ อย่างโซนี่ นินเทนโด หรือแม้แต่ไมโครซอฟท์ เขาก็ไม่แคร์อะไร เพราะคิดว่ายังไงเขาก็ขายเครื่องได้ และก๊อบปี้ตัวเครื่องไม่ได้อีกต่างหาก แล้วก็ออกเครื่องรุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ ควบคู่กับอุปกรณ์ต่อพ่วง นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของการทำธุรกิจที่ยักษ์ใหญ่เหล่านั้นต้องการ

แต่เผอิญว่าทาง PSL ใช้แนวทางในการเก็บลิขสิทธิ์อย่างผิดพลาดไปหน่อย คือเน้นใช้ความรุนแรงนำหน้า แทนที่จะเริ่มต้นจากการตักเตือน หรือแจ้งเป็นจดหมายบอกกล่าวกันก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาว ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเจ้าของ PSL เลย เพราะต่อไปผลิตสินค้าอะไรออกมา ก็คงไม่มีใครกล้าใช้กันอีก เพราะเกรงว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยได้
ทางออกของเรื่องนี้คืออะไร
บทเรียนจากเรื่องของ PSL ในครั้งนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า สังคมไทยยังพอจะมีความถูกต้องยุติธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง เรียกว่าก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ใครบางคนกำลังคิด และผมเชื่อว่าตราบใดที่คนเราถูกบีบถูกต้อนเข้ามุมอับมากๆ เมื่อถึงเวลานั้น พลังก็ย่อมเกิดขึ้น และในที่สุด ความจริงจะปรากฏออกมา

ตามความเป็นจริงแล้ว คำว่าลิขสิทธิ์ ที่หมายถึงกรรมสิทธิ์ทางวรรณกรรมและศิลปกรรมนั้น เขาบัญญัติขึ้นมาเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ที่คิดค้นอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เป็นการลอกเลียนแบบใคร สามารถนำมาเป็นจดลิขสิทธิ์ของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยเรานั้นยังมีจุดที่เป็นช่องโหว่อย่างมากในเรื่องนี้ เรียกว่ายังต้องมีการปรับปรุงพัฒนากันต่อไปอีกพอสมควร แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ต้องบอกว่า เป็นการเริ่มต้นในทางที่ถูกที่ควรแล้วละครับ



ไม่เพียงแค่นั้น ผลกระทบของ PSL ยังทำให้วงการซอฟต์แวร์ฟอนต์ไทยปั่นป่วนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเจ้าของซอฟต์แวร์ฟอนต์รายอื่นๆ ก็ขายลำบากยิ่งขึ้น เพราะผู้ใช้เริ่มกลัวกันมากขึ้นจนแทบจะไม่มีใครกล้าใช้ซอฟต์แวร์ Made in Thailand กันอีก

ผมอยากถามว่าใครเคยเห็นราคาซอฟต์แวร์ฟอนต์ราคา 5 พันบาทไหมล่ะ? ถือว่าแพงกว่าโปรแกรมวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ซะอีก นี่ถ้าฝรั่งรู้มันคงหัวเราะเพราะไม่เชื่อว่าคนไทยเราจะก้าวไปไกลขนาดนี้

ถ้าถามความคิดเห็นผมกับการหาทางออกปัญหานี้ก็คือ ผมคิดว่า เรื่องนี้ควรจะมีหน่วยงานกลางเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของการจับกุมผู้ละเมิดทั้งหมดตามกรอบของกฎหมาย ไม่ต้องให้ทางเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการจับกุมด้วยตัวเอง หรือตั้งศาลเตี้ยกันเอง ที่สำคัญ ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องกำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการละเมิดลิขสิทธิ์เอาไว้ให้ชัดเจนด้วย เช่น สินค้า A ที่ผลิตออกมาสู่ท้องตลาด จะต้องมีการกำหนดออกมาเลยว่า มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่หมายถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยยกออกมาเป็นข้อๆ อย่างชัดเจน ไม่ใช่บอกแต่เพียงว่าจดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่อะไรคือการละเมิดก็ไม่รู้ รวมไปถึงต้องมีการกำหนดเงื่อนไขของการจับปรับด้วยว่า ผิดแค่ไหนถึงจะถูกปรับ และถ้าถูกปรับก็ต้องมีระดับของการปรับด้วย ว่าจะต้องประมาณไหนถึงจะเหมาะสม

อีกทางหนึ่ง เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ทางกรมฯ จะต้องให้ผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหาไปรับการปรับ และถูกปรับกันที่หน่วยงานกลาง มีพยานรับรู้ มีการทำบันทึกหลักฐานอย่างถูกต้อง แบบนี้จะเป็นที่สบายใจทั้งสองฝ่าย แถมยังโปร่งใสไร้มลทินอีกด้วย และผมคิดว่าทางกระทรวงพาณิชย์ต้องรีบดำเนินการอย่างรีบด่วนด้วย เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ผู้เสียหายจะยิ่งมาก

สำหรับทางผู้ผลิตสินค้าซอฟต์แวร์ ต่อไปก็ควรจะมีการจดลิขสิทธิ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ไม่มีปัญหาตามมา พร้อมกับให้มีการระบุเงื่อนไขของการกระทำที่ผิดกฎหมายของการละเมิดลิขสิทธิ์ติดเอาไว้กับสินค้าอย่างละเอียดทุกชิ้น ตามข้อกำหนดของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ผู้บริโภคจะได้เข้าใจในสินค้าลิขสิทธิ์มากยิ่งขึ้น

ผมว่าจริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้มันไม่ได้ยากเกินที่จะทำ ถึงแม้ว่าอาจจะใช้เวลาไปบ้าง แต่ถ้ารีบจัดการแก้ไขอย่างจริงจังกันเสียที กรณีศึกษาอย่าง PSL ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines