โลกนี้สีชมพู

เริ่มโพสต์โดย เดอะบุ๋ม, 17 มิ.ย. 2008, 15:26 น.

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังเปิดอ่านโพสต์นี้

Princekun

#3795
ในฐานะคนเขียนงาน...

:46: ขอบพระคุณที่ชื่นชอบงาน "เศษเวลาในกาแลคซี่" ครับ...

คือเขียนทิ้งไว้ 2 ปีแล้ว แต่ไม่ค่อยมีคนไปอ่านไปคอมเมนท์ซักเท่าไหร่...

นึกว่ามันแป๊ก ตอบโจทย์คนอ่านไม่ได้เลย...

พอมีคนบอกว่าชอบงานๆนี้ ก็ดีใจเป็นธรรมดาครับ

:53:




ไฟแรงขอยกมาแปะอีกเรื่องก็แล้วกันนะครับ...

เป็น บทความกึ่งๆไดอารี่...

ในแง่มุมของการแบ่งปันความรักให้กับผู้อื่นครับ




1ชีวิตคิดได้ข้างถนน



ที่มาของเรื่องมาจากการที่มีอยู่วันนึง
เพื่อนข้าพเจ้าจะลากกันไปดูหนังรอบดึก
แต่ดันอยากดูเรื่อง Death Note ที่เราดูแล้วนี่สิ...
เลยกะว่าพบกันครึ่งทาง ไปส่งมันหน้าโรงหนัง
ส่วนเราไปเดินดูห้างตอนมันไกล้จะปิด รอมันว่างั้นเหอะ
พลาดไปอย่างนึง ตรงที่หนังเข้า 2 ทุ่ม 50 ละลืมไปว่า
เวลาฉาย + เวลาไตเติ้ลตอนต้นของหนัง รวมแล้ว ได้ = 120 นาที
2 ช.ม.!!!พระเจ้าช่วย!!! เดินอยู่ในห้างจนร่วม 5 ทุ่มมันถึงออกมา
แน่นอนว่าห้างน่ะจะปิดแล้ว เดินเล่นคนเดียวก็สนุกดี เงียบๆสงบๆมืดๆ
แปลกไปอีกแบบ (ไอ้นี่ท่าจะเพี้ยน)
ตอนเดินอยู่ก็นึกอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามประสาแหละ
คิดว่าห้างปิดแล้วก็แค่นี้เองนะ
คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้นั่งอมยิ้มคนเดียวเดินไป
ไปเล่นเกมส์ตู้คนเดียวตอนร้านมันใกล้ปิดบ้างล่ะ
ถ้ามีคนเดินมาเจอคงจะหาว่าใกล้บ้าเต็มทน...

แต่ที่ๆเล่ามาเป็นแค่ที่มาเท่านั้น

เรื่องจริงๆคือหลังจากที่รออยู่นานมาก
จนคิดว่าไม่ควรจะอยู่ในห้างแล้ว... เลยเดินลงมารอที่ป้ายรถเมล์
แรกๆก็นั่งเฉยๆแหละไม่ได้คิดอะไร

จนกระทั่งเห็นผู้ชายคนนึงเดินถือถุงลูกชิ้นมาพร้อมแก้วน้ำ
เอามาให้ยายแก่ๆที่นั่งอยู่ข้างๆทางอยู่ห่างถัดจากเราไปไม่เท่าไหร่
แล้วเขาก็เดินไปรอรถเมล์ต่อไป


แวบแรกที่เห็น นึกขึ้นมาในใจว่า

เออ พี่เขาใจดีเนอะ

พอคิดไปอีกแค่แป๊บเดียว เริ่มรู้สึกว่าตัวเองนี่แย่เหลือเกิน
ทำไมไม่ทำอย่างเขาบ้าง...
กะอีแค่การเสียสละเงินที่เราไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย
ให้คนอื่นที่เราไม่รู้จักได้มีความสุขเล็กๆบ้าง
ทำไมเรื่องที่รู้ๆอยู่เรากลับไม่ทำ

เมื่อก่อนตอนแบมือไถตังเป็นอย่างเดียวก็เคยทำนะ
แต่พอเราเริ่มทำงานแล้ว เราเริ่มรู้คุณค่าของเงินจริงแต่...

พอเรารู้แล้วเราจะงกมันเกินไปรึเปล่า

ทำไมเรากินแมคเบอร์เกอร์ได้ 2 อันโดยไม่สะทกสะท้าน
แต่กะอีกแค่แบ่งเงินให้คนที่เขาลำบากช่วยตัวเองไม่ไหว
แค่ 10 รึ 20 บาท ทำไมเราไม่คิดจะทำ

เริ่มคิดกลับไปย้อนมองตัวเองที่ผ่านมา...
ก็กลับไปเจอภาพเมื่อไม่นานมานี้...
ภาพที่เรานั่งกินข้าวอย่างอร่อย แล้วเจอเด็กเดินมาขายของข้างๆโต๊ะ...
ทำไมตอนนั้นเราต้องรู้สึกรำคาญ
ทำไมไม่คิดว่าเขาทำมาหากินเองแต่เด็กๆ ทำไมไม่อุดหนุนเขาแค่เล็กๆน้อยๆ

แทนที่พอเรารู้คุณค่าของเงินแล้วเราจะรู้คุณค่าการของการให้คนอื่นตามมาด้วย...

ถ้าเดินมาขอเฉยๆสิ โอเคนั่นสมควรที่จะไม่ให้
แต่นี่เขาทำกิน ไม่ได้แบมือขอเพราะเขาเข้าใจว่าเขายังมือมือมีแขนยังดิ้นรนเองได้...
แล้วทำไมๆๆ ทำไมตอนนั้นเราถึงได้สิ้นคิดแบบนี้

ใครเข้ามาอ่านดูแล้วจะคิดตามบ้างก็ได้นะ
ลองมองดูว่าเราจะรักคนอื่นๆที่เราไม่รู้จักเลยได้บ้างไหม
อย่ารักแค่ตัวเองหรือพรรคพวกจนลืมที่จะเผื่อแผ่ล่ะ

บาย... แล้วจะหาเรื่องมาเขียนใหม่นะ

ปล. : เคยเก็บเงินตกได้ 3 หมื่น 7ในพันติ๊บละตัดใจส่งคืนเจ้าของได้
ทั้งๆที่อยู่ในสถานที่ๆน่าเอาเงินจำนวนนี้ไปถลุงมากเรย
ทำไมเดี๋ยวนี้เสียสละเงินตัวเองแค่ไม่เท่าไหร่ให้คนอื่นทำไม่ได้ เซ็งจิตอย่างแรง




ยกมาแปะทั้งดุ้นเลย ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมใดๆครับ ภาษา อาจจะแย่อยู่เยอะเลยนะครับ


อ่อ..เสริมๆ ไม่ได้หมายความว่าให้เงินขอทานนะครับ...
คือ ซื้อของกินให้อะไรทำนองนั้น อย่างที่พี่คนนั้นทำแหละครับ ดูดีสุดแล้ว
แล้วก็... เดี๋ยวนี้จะช่วยซื้อของที่ต้องดูดีๆเหมือนกันนะ
เริ่มเป็นมิจฉาชีพกันซะหมดแล้ว  :08:

ปล.จริงๆแล้วช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ช่วยคนพวกนี้หรอกนะ แบบว่าเดือดร้อนซะเองอยู่พอสมควร  :30:

อ้างคำพูดจาก: หงุมหงิม เมื่อ 05 ส.ค. 2008, 11:26 น.
เราก็ไม่ค่อยให้เงินขอทานหรอก

ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยนะ

แต่ไม่อยากสนับสนุนพวกมิจฉาชีพน่ะ

บางทีก็คิดว่า... ตังค์ในขันมึงน่ะ มากกว่าตังค์ในกระเป๋าตูอี๊ก......  :05:
บางทีก็คิดว่า... ถ้าอยากได้ตังค์ มันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่าขอทานนะ
มันง่ายไปรึป่าว ชั้นก็ทำงานหนักแทบตายนะ กว่าจะได้เงินมาน่ะ

หลายอารมณ์อ่ะ .......

เวลาเราให้ก็ดูตามกรณีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าให้ดะ ไอ้คนน่าจะช่วยเหลือตัวเองได้นี่ มองข้ามไปเลย
หรืออย่างเวลา กินข้าวแถวบ้านแล้วมีเด็กเดินมาบอกว่า "พี่ๆ..ของเงินหน่อย" นี่ก็ไม่ปลื้ม...
(ไม่รู้เอาไปทำอะไรกันแน่ เพราะเคยลองใจถามว่า เงินไม่ต้องหรอก เอาข้าวไปกินไหม มันไม่เอาแฮะ)

แต่กรณีที่พี่คนนั้นเขาทำ ในสายตาเรา ตอนนั้น...
จะเรียกว่าไงอ่ะ ในความรู้สึกคือ "แม่งโคตรประเสริฐเลย"
เขาไม่ได้ร่ำรวยนะใส่ชุดยังกะทำงานออฟฟิศ รอขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
แต่เห็นผู้หญิงแก่ๆ ที่เดินไปไหนไม่ได้ (ไม่เชิงขอทานนะ เหมือนคนไม่มีที่อยู่มากกว่า)
แล้วเดินไปซื้อลูกชิ้น กับ น้ำเปล่า มายื่นให้...
ทั้งที่คนอีกสิบคน (รวมเราด้วย) ยืนค้ำหัวมองเข้ามหญิงแก่คนนั้นอย่างสิ้นเชิง
เห็นแล้ว "แมนมาก...ขอบอก"
(เล่นเอา 1 ใน 10 คน อย่างเราละอายใจได้เลยทีเดียว)

( :46: พูดถึงแล้วขอให้พี่ผู้ชายคนนั้นเจริญๆขึ้นด้วยเถอะ... สาธุ)
You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

หงุมหงิม

เราก็ไม่ค่อยให้เงินขอทานหรอก

ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยนะ

แต่ไม่อยากสนับสนุนพวกมิจฉาชีพน่ะ

บางทีก็คิดว่า... ตังค์ในขันมึงน่ะ มากกว่าตังค์ในกระเป๋าตูอี๊ก......  :05:
บางทีก็คิดว่า... ถ้าอยากได้ตังค์ มันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่าขอทานนะ
มันง่ายไปรึป่าว ชั้นก็ทำงานหนักแทบตายนะ กว่าจะได้เงินมาน่ะ

หลายอารมณ์อ่ะ .......

Princekun

: พูดถึงเรื่องที่กำลังเล่าค้างไว้หน่อยนึง :

พอทุกคนรู้ตอนจบของเรื่องเล่าแล้ว เลยไม่สนุกที่จะเล่าเลยตอนนี้...
:39:

ออกแนวสลดแทน  :05:
You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

psyfer

ทำงานออฟฟิศ ขึ้นรถเมล์กลับบ้านก้ไม่ได้แปลว่าเขาจะจนนี่
ปรินซ์พูดแปลกๆ นะ  :09:

Soris0ri

Las Noches Rubicundior

Rabbitinblack

คิดว่าปริ้นซ์ น่าจะสื่อว่า พี่คนนั้นก็เหมือนกับเรา

ืทำไมเค้าถึงทำแบบนั้นได้ อะไรแบบนั้น

น้องเข่มเข๊ม

ทำไมต้องคิดว่าไอ้คนขึ้นรถเมล์เป็นคนจนไม่ทราบคะน้อง  
เลวยั้นเงา

psyfer

ก็อาจจะเป็นแบบที่บิ๊กว่า
แต่ไม่รู้ซิ่
แค่ลูกชิ้นกับน้ำ ไม่ต้องรวย
ถ้ามีน้ำใจ มันก็ให้กันได้นี่นะ

ไม่รู้ ตูคงคิดมากไปเอง  :42:

Rabbitinblack

แหม คิดมากกันไปหรือเปล่า  :25:


ตูใครมาขาย มายุ่งอะไรตอนตูกินนะ ไล่หมด ไม่ชอบ  :07:

น้องเข่มเข๊ม

น้องรู้ได้ไงว่าเค้าไม่รวย   



ผ้าขี้ริ้วห่อทองเยอะแยะไป




ทำตัวเหมือนตู้ เอทีเอ็ม เคลื่อนที่ โจรได้วิ่งเข้าหาดิ
เลวยั้นเงา

เดอะบุ๋ม

อ้างคำพูดจาก: princekun เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 04:19 น.
มาแล้ว มาต่อๆ

รอบนี้ใส่กันยาวๆเลยแล้วกันนะ เอาให้อ่านกันจนมึนไปเลยดีไหม   :43:



เพิ่งมีเวลาได้อ่าน จุใจดีจริงๆ  :25:

ปริ๊นชอบแกล้งคนที่ชอบด้วยเหรอ  :50:

น้องเนน่าร๊ากก  :56:




อ้างคำพูดจาก: หงุมหงิม เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 11:40 น.
แต่แค่นี้ยังลำบากไม่จบ
พาเค้าไปไหว้แม่(เพื่อน) ที่รามอินทราอีก
บ้านเพื่อนบ้านนี้ เราสนิทกันมากกกก แม่เค้าก็รักเรามาก ไปกินไปนอนเหมือนบ้านตัวเองเลย
กว่าจะเสร็จ ก็ 4ทุ่มกว่า เค้าบอกว่าอยากดูหนัง
ก็เลยไปดูมัมมี่กันที่เอสพลานาด รอบห้าทุ่มครึ่ง
หนังจบตี2 กลับมาถึงบ้าน อาบน้ำ หัวถึงหมอนก็หลับกันทั้งคู่เลย
เหนื่อยสุดขีด 555+

เลย อด ปล้ำ เลย  :26:

หงุมหงิม  :25:

ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารัก มันก็ทำให้ชีวิตดูมีสีสันดีเนอะ
ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน  ทำอะไรกินด้วยกัน  เที่ยวด้วยกัน
ฮ๊าา  ... อยากมีมั่ง  :35:




อ้างคำพูดจาก: ไอ้ตาล. เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 16:02 น.
จู่ๆก็เกิดอาการประหลาด

หลังจากที่มีรุ่นน้องมาปรึกษาปัญหาหัวใจ

เพราะไปชอบคนที่มีแฟนอยู่แล้ว

แถมผุ้ชายดันมาชอบมัน ทำนู่นทำนี่ดีๆให้มัน

แต่สุดท้ายก็เลือกแฟนตัวเอง

ย้อนมานึกถึงตัวเองกับพี่โรคจิต

ปากบอกไม่เศร้าๆ พอนึกทีไร

ก็ใจแป้วทุกที ความรู้เดิมๆเหมือนตั้งแต่ตอนที่เอากาแฟไปให้

จนวันที่รู้ว่าเค้าแต่งงาน

ไปชอบคนที่เค้ามีแฟนมันก็น่าเศร้าแบบนี้อะเนอะเจ๊  :16:
แต่ชอบคนที่เค้าไม่มีแฟน ก็ใช่ว่าจะเริงร่าท้าฝนได้มากมายอะไร
ผู้ชายบางทีก็เข้าใจยาก คิดถึงเพลงนั้นเลยอ่ะ

ก็เห็นว่าหน้าใสๆ ไม่น่าจะใจร้ายเลย♪  :56:


อ้างคำพูดจาก: ไอ้ตาล. เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 16:11 น.

กลับมาดูรูปกี่ทีก็คิดถึง

:16:



1 เดือนก่อนพี่โรคจิตจะแต่งงาน

1 เดือนก่อนที่เราจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดกาล  :05:


หน้าคล้ายเจ๊นะ  :25:



อ้างคำพูดจาก: ไอ้ตาล. เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 16:28 น.
เมื่อกี้คุยกับปลาทอง (พี่ทอม.)

:33: (ตู)
:35: (พี่ทอม)

:35: อยู่ไหนเนี่ย?

:33: อยู่บ้านแล้ว

:35: ที่เขาน้อยอ่ะนะ (บ้านพี่แกอยู่เขาน้อย)

:33: อื้อ เมื่อเช้าก่อนออกมาร้านไม่เจอหรอ

:35: อ๋อ เมื่อคืนร้อน พี่ไปนอนในห้องน้ำน่ะ  :30:

:33: เมื่อไหร่จะมาเกาหลี?

:35: ทำเรื่องขอแม่ก่อน

:33: ระวังแม่ด่า ได้ข่าวว่าเตรียมแหวนให้ไม่หวาดไม่ไหวแล้วสาวเยอะ

:35: ไม่ขนาดน้านนนนน ยังไม่เตรียม

:33: อ้าวเหรอ เห็นสาวเยอะ

:35: รอไปเกาหลีก่อน คอ่ยมาขอ

:33: --> ได้อีก

ไม่โสด แต่ตูไม่ได้มีกิ๊ก

ขอคุยให้มันชื่นใจนิดนึง  :49:

:25:


อ้างคำพูดจาก: ไอ้ตาล. เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 16:50 น.
ยังคิดอยู่ว่า

ถ้าวันนึงพี่โรคจิตมีลูก

ตูยังอยากรับเป็นแม่ทูนหัวลูกเค้าเลย

แต่แม่เด็กคงไม่ชอบแน่ๆ :16:

เคยคิดเล่นๆว่าถ้าวันนึงแฟนพี่แกเป็นอะไรไป

ตูจะไปรับเป้นแม่เด็กให้เลยนะ  :16:

อย่างน้อยก็เป็นครึ่งนึงของคนที่ตู(เคยและยัง)รัก

ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ของคนที่เราชอบ
ทุกเรื่อง สำคัญเสมอ   :12:

คิดถึงตอนอดูตแสนหวาน
ตอนมีบุ๋มก็ไม่ได้รักษาอะไรนะ
แต่พอไม่มีก็คิดถึงบ้าง
คิดถึง นึกถึง ระลึกถึง
เฮ้อ...



อ้างคำพูดจาก: เจ๊ น. เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 17:07 น.
ติด และยึดมั่นในอดีตเดิม ๆ มันไม่มีทางแก้ไขได้

มีแต่เราที่ทรมาน แต่เค้าไม่รับรู้ความทรมานนั้นหรอก

ถึงรู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน  :37:

ปล. ซึ่งกว่าตูจะทำได้ ก็ยากเย็น   :05:



โดนใจจังๆเลย  :12:
กว่าจะทำได้เนอะ  :16:

แต่ก็ต้องทำแหละ ถ้าถึงจุดอิ่มตัว  :37:






อ้างคำพูดจาก: เจ๊ น. เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 17:50 น.

"แอ๊ะ แอ๊ะ" 

"กินอีกแล้ว!!!"

เตือนดี ๆ ก็ล่ายนี่...ทำไมต้องดุตูด้วย   :05:

(ตูเลยต้องหยิบน้ำเปล่ามากินโดยปริยาย)  :05:




ฮิ้วววว  :56:


อ้างคำพูดจาก: princekun เมื่อ 04 ส.ค. 2008, 23:54 น.
ในฐานะคนเขียนงาน...

:46: ขอบพระคุณที่ชื่นชอบงาน "เศษเวลาในกาแลคซี่" ครับ...

คือเขียนทิ้งไว้ 2 ปีแล้ว แต่ไม่ค่อยมีคนไปอ่านไปคอมเมนท์ซักเท่าไหร่...

นึกว่ามันแป๊ก ตอบโจทย์คนอ่านไม่ได้เลย...

พอมีคนบอกว่าชอบงานๆนี้ ก็ดีใจเป็นธรรมดาครับ

:53:




ไฟแรงขอยกมาแปะอีกเรื่องก็แล้วกันนะครับ...

เป็น บทความกึ่งๆไดอารี่...

ในแง่มุมของการแบ่งปันความรักให้กับผู้อื่นครับ




1ชีวิตคิดได้ข้างถนน




ใช่ๆเป็นเหมือนกัน
ไม่ว่างานจะชิ้นเล็กหรือใหญ่
ถ้ามีคนสนใจ จะทำให้เรามีพลัง
แบบว่าเออ มันไม่ใช่แค่อากาศนะ
แต่ก็ใช่ว่า ไม่มีใครสนใจแล้วเราจะไม่ทำ จริงไหม ?

การได้อยู่ในสายตาของคนที่เรารู้จัก
แม้ไม่ได้สนิท แต่เราก็ไม่ได้ถูกมองข้าม
มันก็ทำให้ใจชื้นอะเนอะ


เรื่องให้เงินคนขอทาน
บางทีบุ๋มก็ให้ บางทีก้ไม่ให้ แล้วแต่
ไม่ได้คิดต่อ ว่าเขาจะเอาไปทำไร
ให้แล้วรู้สึกว่าเออ ได้เพิ่มค่าข้าว เล็กน้อยก็ยังดี
แต่บางที ก็สงสารเฉยๆ แต่ไม่ให้
เดินมาตามร้าน เมื่อก่อนเคยซื้อ หลังๆมาเยอะจัด ไม่ซื้อละ  :30:
ไอ้ซื้อของให้นี่ ไม่เคยทำ แต่เคยคิด
ไม่กล้า  ถ้าทำอะไรแล้วมีคนมองเยอะๆ หรือ ทำแล้วตกเป็นเป้าสายตาของคนส่วนมากนี่จะกลัว
ไม่ชอบให้คนมองเยอะ   :30:





แล้วมาเขียนอีกนะ จะรออ่าน  :25:

Princekun

#3806
ขอโทษครับ...

ผมไม่ต้องการสื่อว่าพี่เขาจนครับ...

คือไม่ได้พูดเรื่องตัวเงินหรือใครมีอะไรมากน้อยแค่ไหนนะ...

เอาจริงๆพี่ผู้ชายคนนั้นน่าจะรวยกว่าผมอยู่แล้วด้วยซ้ำครับ...

เพราะตอนนี้ผมยังไม่มีงานทำเลยด้วยซ้ำไป...

แต่ที่ต้องการสื่อคือ "น้ำใจ" แหละครับ

พี่เขาก็ยังทำงานออฟฟิศ แค่จะสื่อว่า ยังไม่ได้รวยขนาดซื้อสโมสรฟุตบอลได้...

แต่พี่เขามี "น้ำใจ" ครับ

ถ้าผมจำหน้าพี่เขาได้ ผมก็อยากเจอเขานะ แล้วเดินไปบอกว่า วันนั้นผมมองว่าเขา

"โคตรเท่"

ขนาดไหน

:46:
ขออภัยครับ ถ้าสื่อไปแล้วแปลว่าดูถูกใคร...

ไม่ได้มีเจตนา เพราะจริงๆผมก็ไม่ได้บอกว่าพี่เขาจนนะ

"เราคนเหมือนกันครับ แต่น้ำใจ ไม่เท่ากัน"

บางคนรวยล้นฟ้า แต่ไม่เผื่อแผ่ให้ใครเลยครับ...

:46: ขอโทษครับ ถ้าทำให้ใครมองผมว่าแย่ขนาดนั้น

ไม่ได้มีเจตนา...

บอกตามตรง ผมคิดมากเหมือนกันครับ ที่มันแปลความออกมาได้แบบนี้




แก้ไขเพิ่มครับ... ตอนนี้หายเครียดบ้างแล้ว...
มาตอบบุ๋มก่อน

อ้างคำพูดจาก: บุ๋มน้อย เมื่อ 05 ส.ค. 2008, 17:53 น.
เพิ่งมีเวลาได้อ่าน จุใจดีจริงๆ  :25:

ปริ๊นชอบแกล้งคนที่ชอบด้วยเหรอ  :50:

น้องเนน่าร๊ากก  :56:


ใช่ๆเป็นเหมือนกัน
ไม่ว่างานจะชิ้นเล็กหรือใหญ่
ถ้ามีคนสนใจ จะทำให้เรามีพลัง
แบบว่าเออ มันไม่ใช่แค่อากาศนะ
แต่ก็ใช่ว่า ไม่มีใครสนใจแล้วเราจะไม่ทำ จริงไหม ?


แล้วมาเขียนอีกนะ จะรออ่าน  :25:



ปริ๊นชอบแกล้งคนที่ชอบด้วยเหรอ  :50:

แกล้ง มันทุกคนที่แกล้งได้นั่นแหละ ... น้องเนิ้งที่รู้จักก็ไม่เว้น
แต่แค่นิดๆหน่อยๆนะ... แบบ นัดเจอ แล้วปล่อยให้รอ... แต่ตัวเองไปแอบอยู่อีกที่ แล้วแอบถ่ายวีดีโอ อะไรแบบนี้
ว่าเราแอบอยู่ แล้วลงไปถ่ายอีกที ตอนเฉลย เอาฮาไว้ดูกันเองขำๆ ทำนองนั้น..
เพราะเดิมก็โดนเพื่อนแกล้งมาเยอะ  :30:

ทุกวันนี้เลยเวลาพลาดอะไรปุ๊บ มีแต่คนคอยซ้ำเติมเอาไปล้อกัน 3 ปี 4 ชาติ...
กะอีแค่วิ่งล้มต่อหน้า มันยังเอามาล้อเลยตอนนี้ น้องแต่ละคน
:05:

(:เสริม: ตอนรู้จักกันแรกๆ เรียกเน ว่า เนเน่ ล่ะ... ถือวิสาสะไปเรียกเขาเฉยๆซะงั้น)

น้องเนน่าร๊ากก  :56:

แต่ก็แค่น้อง  :05: ไม่เอาแบบนี้ได้ไหม?

ใช่ๆเป็นเหมือนกัน
ไม่ว่างานจะชิ้นเล็กหรือใหญ่
ถ้ามีคนสนใจ จะทำให้เรามีพลัง
แบบว่าเออ มันไม่ใช่แค่อากาศนะ
แต่ก็ใช่ว่า ไม่มีใครสนใจแล้วเราจะไม่ทำ จริงไหม ?


สำหรับผม งานเขียนนี่คือ...
"ลักษณะความนึกคิดส่วนตัวอย่างนึง ของผมครับ"
พูดง่ายๆคือออกมาตรงๆจากใจ เป็นตัวตนของเราเลยแหละ...
ถ้ามีคนชอบงานเขียนเราก็เหมือน "เออ..เขาชอบความคิดเราเว้ย ดีจัง"
ตรงกันข้ามก็เช่นกันครับ เหมือนว่า "เราทำอะไรให้เขาเกลียดนะ..."
แต่ก็ทำเพลินๆเพราะอยากทำครับ วันไหนไม่อยากทำคงเลิกเขียน...
(เพราะไม่มีใครจ้างไปทำเป็นอาชีพ 555 ต้องใช้ใจรักเท่านั้นแล้ว)

แล้วมาเขียนอีกนะ จะรออ่าน  :25:


จะพยายามนะ...
You Want Me To Believe?, Then Sworn Through Swords...

psyfer

โอ๊ย อย่าคิดมาก
จริงจัง  :37:>

ความฝันกลางฤดูร้อน

สั้นๆ

เมื่อสมัยที่เรียนปี 1 คณะวิทยาศาสตร์ เคยชอบผู้หญิงคนนึง
เธออยู่รหัสติดกันกับผม ... ทำงานด้วยกันตลอด
ผมจีบเธอกลายๆ จีบตอดนิดตอดหน่อย ชอบเข้าไปคุย ชอบเข้าไปทัก ถึงแม้ว่าจะอยู่กลุ่มต่างกัน
หลังจากจีบอยู่พักใหญ่ๆเกือบครึ่งปีได้ ก็เลยรู้ว่าเธอมีแฟนแล้ว ... ซึ่งก็เป็นแฟนกันมาหลายปีแล้วตั้งแต่เรียนอยู่

ระหว่างนั้นผมโทรไปบ้านเธอทุกเสาร์อาทิตย์ที่กลับมาที่บ้าน วันหยุดทุกครั้งโทรหาตลอด
ถ้าจำไม่ผิด เข้าห้องสมุดถี่ขึ้นก็เพราะอยากขยันให้เก่งเท่าเธอ ... ตอนเย็นๆต้องไปนั่งแช่อ่านหนังสือที่ห้องสมุดศาลายา(ชั้นใต้ถุน)
บางครั้งก็เคาะโทรศัพท์ข้ามหอไปที่หอเธอ

พอช่วงเทอมสองตอนหลังๆ ผมก็ไปสารภาพว่าจริงๆผมชอบเธออยู่
สารภาพในLab (จำไม่ได้แล้วว่าแลปไหน ... น่าจะเคมี) สารภาพตอนที่อยู่แค่สองคน
เธอก็บอกว่าเธอมีแฟนอยู่แล้ว และคงเป็นกับผมได้แค่เพื่อน
หลังจากนั้นมา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ก็ยังคุยเหมือนเดิม
กลับบ้านก็ยังคุยกัน
จนผมออกจากคณะวิทยาศาสตร์ไปเรียนหมอ ผมก็ยังคุย ... แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเราสองคนเป็นกันได้แค่เพื่อน
ก็คงความเป็นเพื่อนมาเรื่อยๆ ... โทรคุยกันบ่อยๆแทบทุกสัปดาห์ พอช่วงปี4มีเวลาน้อยลง...
วันถ่ายรูปรับปริญญาของเธอ ก็ไปถ่ายรูปเธอที่คณะวิทยาศาสตร์ ... จากนั้นเธอก็เดินทางไปออสเตรเลียไปเรียนต่อโท
ก่อนจะไป ได้เจอกันอีกครั้งที่ศิริราช ....
วันที่เจอกันที่ศิริราช ผมนั่งเป็นเพื่อนเธอรอเธอตรวจร่างกายเตรียมไปเรียนต่อโทและเอก(รวดเดียว)
เธอบอกว่าเธอเลิกกับแฟนแล้ว .................................

ผมไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น
เวลาที่ผ่านไปทำให้รู้ว่าต่อให้ผมยังชอบเธออยู่ ผมก็คงไม่ชอบในทางเดินชีวิตที่เธอเลือก
เราติดต่อทางเมล์กันอีกสองปี
และก็ขาดการติดต่อเมื่อสามปีก่อน

.....
ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย

IM

เรื่องของหมอเหมือนนิยายเกาหลีเลย  :05:

SMF 2.1.7 © 2026, Simple Machines